คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7031/2546
#51041
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการอาจแบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นได้เป็น 3 ช่วง ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนอันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 90/12(4)(5) และมาตรา 90/13 ช่วงที่สาม หนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/62

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางอ้างว่าลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญของเจ้าหนี้เพื่อนำไปเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคาร โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาตลาดหุ้นสามัญโดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือน หนี้ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ซึ่งเกิดขึ้นตามกำหนดเป็นระยะตลอดเวลาที่มีการผูกพันตามสัญญา เมื่อหนี้ค่าธรรมเนียมนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำนวน 5,314,827.72 บาท และนับจากวันที่ 1 ธันวาคม2544 จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นสามัญสิ้นสุดลงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่ เจ้าหนี้ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่3 กรกฎาคม 2543 และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า เจ้าหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นสามัญของบริษัทปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 92,900,835 หุ้น ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2540 ลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญดังกล่าวเพื่อนำไปเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) วงเงิน 929,008,350 บาท โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขอยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาตลาดหุ้นสามัญ โดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือนตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป เจ้าหนี้ได้นำส่งใบหุ้นให้แก่ลูกหนี้และลูกหนี้ได้นำหุ้นจำนวนดังกล่าวไปจำนำต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ได้ผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม2543 เป็นเงินจำนวน 3,328,859.38 บาท เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 3,328,859.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ (วันที่ 3 กรกฎาคม 2543) ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้และเป็นหนี้ที่ไม่ได้ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 8,345,983.22 บาท แต่ยังมีหนี้ค่าธรรมเนียมค้างชำระอีก 38,481.56 บาท และหนี้ค่าธรรมเนียมนับจากวันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เป็นเงิน 5,314,827.72 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้น จำนวน 5,353,309.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัด (วันที่ 1 กรกฎาคม 2543) จนกว่าชำระหนี้เสร็จ และให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2544 จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นจะสิ้นสุดให้แก่เจ้าหนี้

ผู้บริหารแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ แต่เจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นี้ภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวอีก

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นจำนวน 5,353,309.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัด (วันที่1 กรกฎาคม 2543) จนกว่าลูกหนี้จะชำระเสร็จสิ้น และให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นจะสิ้นสุดให้แก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่22 สิงหาคม 2540 ลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเจ้าหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนวน 92,900,835 หุ้น เพื่อนำไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 929,008,350 บาท โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขอยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาตลาดหุ้นสามัญ โดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือนลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 3,328,859.38 บาท เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 3,328,859.38 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าชำระหนี้เสร็จ ต่อมาลูกหนี้ได้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2544 เป็นเงิน 8,345,983.22 บาท อีกด้วย แต่ยังมีหนี้ค่าธรรมเนียมค้างชำระอีก 38,481.56 บาท หนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เป็นเงิน 5,314,827.72 บาท และหนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2544 จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นสามัญสิ้นสุดลง

มีปัญหาสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งผู้บริหารแผนชำระหนี้ในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้ว่าจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 28 เห็นว่า การที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการนั้น แบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็น 3 ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนอันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 90/12(4) (5) และมาตรา 90/13 ช่วงที่สาม หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/62 หนี้ตามคำร้อง เจ้าหนี้อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญของเจ้าหนี้เพื่อนำไปเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขอยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาตลาดหุ้นสามัญโดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เช่นนี้หนี้ของเจ้าหนี้ย่อมเกิดขึ้นตามกำหนดเป็นระยะตลอดเวลาที่มีการผูกพันตามสัญญาดังกล่าว เมื่อเจ้าหนี้ได้ขอให้ผู้บริหารแผนชำระหนี้ค่าธรรมเนียมค้างชำระและหนี้ค่าธรรมเนียมซึ่งเกิดขึ้นนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน2544 จำนวน 5,314,827.72 บาท และหนี้นับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2544 จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นสามัญสิ้นสุดลง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่ เมื่อผู้บริหารแผนโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้รับคำร้องของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระเงินค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นสามัญนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางไม่รับคำร้องของเจ้าหนี้ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/13 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/62
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — บริษัท เลี่ยวไพรัตนวิสาหกิจ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัท ทีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7031/2546
#112702
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการนั้น แบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็น 3 ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน อันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้ โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 90/12 (4) (5) และมาตรา 90/13 ช่วงที่สาม หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/62

เมื่อหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีพ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นจำนวน ๕,๓๕๓,๓๐๙.๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่ผิดนัด (วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓) จนกว่าชำระหนี้เสร็จ และให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้น นับจากวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นจะสิ้นสุดให้แก่เจ้าหนี้

ผู้บริหารแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ แต่เจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้นี้ภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวอีก

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นจำนวน ๕,๓๕๓,๓๐๙.๒๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ผิดนัด (วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓) จนกว่าลูกหนี้จะชำระเสร็จสิ้น และให้ลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับจากวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นจะสิ้นสุดให้แก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๐ ลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเจ้าหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำนวน ๙๒,๙๐๐,๘๓๕ หุ้น เพื่อนำไปจำนำเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน ๙๒๙,๐๐๘,๓๕๐ บาท โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขอยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ ๓ ของราคาตลาดหุ้นสามัญ โดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือน ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมในการยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน ๓,๓๒๘,๘๕๙.๓๘ บาท เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๓,๓๒๘,๘๕๙.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าชำระหนี้เสร็จ ต่อมาลูกหนี้ได้ชำระค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๔ เป็นเงิน ๘,๓๔๕,๙๘๓.๒๒ บาท อีกด้วย แต่ยังมีหนี้ค่าธรรมเนียมค้างชำระอีก ๓๘,๔๘๑.๕๖ บาท หนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เป็นเงิน ๕,๓๑๔,๘๒๗.๗๒ บาท และหนี้ค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นนับจากวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นสามัญสิ้นสุดลง

มีปัญหาสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งผู้บริหารแผนชำระหนี้ในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้ว่าจะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕), ๒๔๖ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๘ เห็นว่า การที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ในกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการนั้น แบ่งตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเป็น ๓ ช่วง กล่าวคือ ช่วงแรก มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนอันเจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๐/๒๖ และมาตรา ๙๐/๒๗ ช่วงที่สอง หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน หากว่าหนี้ส่วนนี้มิได้กำหนดไว้ในแผนเป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ ก็สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งได้โดยอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) (๕) และมาตรา ๙๐/๑๓ ช่วงที่สาม หนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๖๒ หนี้ตามคำร้อง เจ้าหนี้อ้างว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากลูกหนี้ทำสัญญายืมใบหุ้นสามัญของเจ้าหนี้เพื่อนำไปเป็นหลักประกันหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยลูกหนี้สัญญาว่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมรวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มในการขอยืมใบหุ้นให้แก่เจ้าหนี้ในอัตราร้อยละ ๓ ของราคาตลาดหุ้นสามัญโดยคิดคำนวณจากราคาปิดเฉลี่ยของแต่ละเดือน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนโดยคิดค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เช่นนี้หนี้ของเจ้าหนี้ย่อมเกิดขึ้นตามกำหนดเป็นระยะเวลาที่มีการผูกพันตามสัญญาดังกล่าว เมื่อเจ้าหนี้ได้ขอให้ผู้บริหารแผนชำระหนี้ค่าธรรมเนียมค้างชำระและหนี้ค่าธรรมเนียมซึ่งเกิดขึ้น นับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จำนวน ๕,๓๑๔,๘๒๗.๗๒ บาท และหนี้นับจากวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ จนกว่าสัญญาการยืมใบหุ้นสามัญสิ้นสุดลง หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ เจ้าหนี้จึงหาอาจมีคำขอในคดีฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางให้สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวได้ไม่ เมื่อผู้บริหารแผนโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้รับคำร้องของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระเงินค่าธรรมเนียมการยืมใบหุ้นสามัญนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ไม่รับคำร้องของเจ้าหนี้ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ.

(วัฒนชัย โชติชูตระกูล - ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน - วรนาถ ภูมิถาวร)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/62
ชื่อคู่ความ
ผู้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำกัด — บริษัทเลี่ยวไพรัตนวิสาหกิจ
(มหาชน) — บริษัททีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546
#51040
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2)เมื่อศาลชั้นต้นพอใจว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้แล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยจะต้องโต้เถียงว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม การที่จำเลยอุทธรณ์ยกเหตุโต้เถียงเพียงว่า ทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อน หรือทางพิพาทกว้างประมาณ 3 วา และยาวประมาณ 15 วา นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งเป็นทางเดินและทางเดินรถยนต์ในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น และทางน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภารจำยอมหรือทางจำเป็น และยินยอมให้โจทก์ทั้งสองวางท่อน้ำโดยรับเงินค่าทดแทน 10,000 บาท ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาท หากไม่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาทขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาท กับทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทหรือวางท่อน้ำเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางพิพาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นทำลาย หรือมิให้ห้ามโจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ 5 วา ยาวประมาณ 160 วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา อันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ทั้งสองอาจได้รับต่อไป เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องแล้วเป็นที่พอใจว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 นั้นแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางอื่นใดออกสู่ทางสาธารณประโยชน์นอกจากทางพิพาท และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้น ทำลายหรือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิมกว้างประมาณ 5 วา ยาวประมาณ 160 วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 ดังนี้ เห็นว่าเมื่อจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ขอให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำร้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองจะต้องโต้เถียงว่า วิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไป ตามมาตรา 261 วรรคสาม เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองยกเหตุโต้เถียงเพียงว่า ทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อนก็ดี หรือทางพิพาทกว้างประมาณ 3 วา และยาวประมาณ 15 วา เท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าทางพิพาทกว้างยาวเพียงใด และมีทางพิพาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นได้ และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 261
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก
จำเลย — นาย นิด อวยพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2546
#112676
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เป็นที่พอใจว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2), 255 แล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยปิดกั้น ทำลาย หรือห้ามมิให้โจทก์ใช้ทางพิพาทและให้ทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิมกว้างยาวตามคำขอท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยจะอุทธรณ์ขอให้กลับคำสั่งดังกล่าวจะต้องโต้เถียงว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ตามมาตรา 254 (2) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้ หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไปตามมาตรา 261 วรรคสาม ส่วนปัญหาว่าทางพิพาทกว้างยาวเพียงใดในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งเป็นทางเดินและทางเดินรถยนต์ในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นและทางน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภารจำยอมหรือทางจำเป็น และยินยอมให้โจทก์ทั้งสองวางท่อน้ำโดยรับเงินค่าทดแทน ๑๐,๐๐๐ บาท ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาท หากไม่ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ก่อนจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาท ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาท กับทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทหรือวางท่อน้ำเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางพิพาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้น ทำลาย หรือมิให้ห้ามโจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ ๕ วา ยาวประมาณ ๑๖๐ วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๖ ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นหรือทำลายทางพิพาทเพื่อให้โจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางพิพาทเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้นและทำลายทางพิพาทและให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทเป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาอันเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ทั้งสองอาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องแล้วเป็นที่พอใจว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๕ นั้นแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของโจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางอื่นใดออกสู่ทางสาธารณประโยชน์นอกจากทางพิพาท และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองปิดกั้น ทำลาย หรือห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองทำทางพิพาทให้มีสภาพเดิม กว้างประมาณ ๕ วา ยาวประมาณ ๑๖๐ วา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๖ ดังนี้ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ขอให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองจะต้องโต้เถียงว่าวิธีการที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวมาใช้หรือมีเหตุอันสมควรประการอื่นที่ศาลจะมีคำสั่งต่อไป ตามมาตรา ๒๖๑ วรรคสาม เมื่อจำเลยทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองยกเหตุโต้เถียงเพียงว่าทางพิพาทไม่เคยมีมาก่อนก็ดี หรือทางพิพาทกว้างประมาณ ๓ วา และยาวประมาณ ๑๕ วา เท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าทางพิพาทกว้างยาวเพียงใด และมีทางพิพาทหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปในชั้นพิจารณา ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า กรณีจึงไม่อาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นได้ และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2) ม. 255 ม. 261 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจิน ลัดดาวัลย์ กับพวก
จำเลย — นายนิด อวยพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6986/2546
#51039
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2512 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม2512 จำเลยบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินหนองกก ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 จำเลยได้เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างที่ดินเลี้ยงสัตว์หนองกกสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินเพื่อทำประโยชน์ แม้คดีก่อนศาลฎีกาจะพิพากษายกคำขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแต่ก็ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยเข้ายึดถือครอบครองหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2514 ใช้บังคับ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ส่วนคดีนี้จำเลยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 โดยไม่มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นการกระทำหลังจากวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์2514 มีผลใช้บังคับ การกระทำจึงต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากการกระทำในคดีก่อน และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 กับมาตรา 108 ทวิมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้างที่ดินเลี้ยงสัตว์หนองกกสาธารณประโยชน์ในท้องที่หมู่ที่ 7 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยใช้รถไถหมายเลขทะเบียน ต-2386ชลบุรี เข้าไปไถปรับที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำประโยชน์ส่วนตัวโดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง และมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เหตุเกิดที่ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว กับให้ริบรถไถของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1),108 ทวิ วรรคสอง และวรรคห้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งอยู่ในวัยชรา โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถไถของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเคยถูกฟ้องในคดีก่อนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2219/2523 ของศาลชั้นต้น โจทก์คดีดังกล่าวฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2512 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2512 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินหนองกก ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ยืนต้นโดยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งและมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่จำเลยเพิกเฉยคงยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 เวลากลางวันจำเลยได้เข้าไปยึดถือ ครอบครองก่นสร้างที่ดินเลี้ยงสัตว์หนองกกสาธารณประโยชน์ในท้องที่หมู่ที่ 7 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นที่ดินของรัฐ รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นว่า ในคดีก่อนแม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้ยกคำขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่ก็ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยเข้ายึดถือครอบครองหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วเป็นการครอบครองสืบเนื่องมาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29กุมภาพันธ์ 2514 ใช้บังคับ ทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2514 ข้อ 11 ส่วนในคดีนี้ การที่จำเลยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 โดยไม่มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1), 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำหลังจากวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29กุมภาพันธ์ 2514 ข้อ 11 มีผลใช้บังคับเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยในครั้งหลัง จำเลยใช้รถไถเข้าไปก่นสร้างไถปรับที่ดินพิพาท ส่วนในคดีก่อนจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ยืนต้น การกระทำในคดีนี้จึงต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากการกระทำในคดีก่อน และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 กับมาตรา 108 ทวิ มีองค์ประกอบแตกต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 39
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นาย พูน แจ่มกระจ่าง
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6986/2546
#112701
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยข้อหาบุกรุก ยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 9 ไร่เศษ โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ยืนต้น ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ใช้บังคับ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์หลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วเป็นการครอบครองสืบเนื่องมาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ใช้บังคับ โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 แต่ยกคำขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ว่า จำเลยเข้าไปยึดถือ ครอบครองก่นสร้างที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ภายหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ใช้บังคับแล้ว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำในคดีนี้จึงต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากการกระทำในคดีก่อน และความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 กับมาตรา 108 ทวิ มีองค์ประกอบแตกต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว กับให้ริบรถไถของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง และวรรคห้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งอยู่ในวัยชรา โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบรถไถของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยเคยถูกฟ้องในคดีก่อนของศาลชั้นต้น โจทก์คดีดังกล่าวฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2512 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2512 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบุกรุกเข้ายึดถือ ครอบครองที่ดินหนองกก ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ยืนต้นโดยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งและมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่จำเลยเพิกเฉยคงยึดถือ ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยได้เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างที่ดินเลี้ยงสัตว์หนองกกสาธารณประโยชน์ในท้องที่หมู่ที่ 7 ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันและเป็นที่ดินของรัฐ รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โดยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เห็นว่า ในคดีก่อนแม้ศาลฎีกาจะพิพากษาให้ยกคำขอที่ขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่ก็ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยเข้ายึดถือครอบครองหลังจากประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว เป็นการครอบครองสืบเนื่องมาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ใช้บังคับ ทั้งนี้โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ข้อ 11 ส่วนในคดีนี้การที่จำเลยใช้รถไถเข้าไปไถปรับที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2541 โดยไม่มีสิทธิครอบครองและมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำหลังจากวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ข้อ 11 มีผลใช้บังคับ เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยในครั้งหลังจำเลยใช้รถไถเข้าไปก่นสร้างไถปรับที่ดินพิพาท ส่วนในคดีก่อนจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกต้นไม้ยืนต้น การกระทำในคดีนี้จึงต่างกรรมต่างวาระแยกต่างหากจากการกระทำในคดีก่อน และความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 กับมาตรา 108 ทวิ มีองค์ประกอบแตกต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 108 ม. 108 ทวิ
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายพูน แจ่มกระจ่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางนีรนุช เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 — นายยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2546
#51058
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โจทก์และจำเลยมาศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้วโดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาใหม่แล้วดำเนินการต่อไปศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟังต่อเนื่องกันไป ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง แล้ว แม้ในวันดังกล่าวจะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ไม่ทำให้การอ่านคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบเพราะคดีเสร็จการพิจารณามาก่อนนั้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้2 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหายเดือนละ 25,000 บาท ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 แล้วเลื่อนนัดอีกครั้งหนึ่งเป็นวันที่ 13 ธันวาคม 2542ครั้นถึงวันนัดดังกล่าวจำเลยไม่มาศาลศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันที่20 มกราคม 2543 และออกหมายจับจำเลยมาฟังคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม2542 ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาล ศาลชั้นต้นรับตัวจำเลยไว้เพิกถอนหมายจับและอนุญาตให้จำเลยประกันตัวต่อไปครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มกราคม 2543จำเลยไม่มาศาลโดยยื่นคำร้องอ้างว่าป่วยแต่ได้ฝากเงินมาชำระให้ผู้เสียหายบางส่วนจำนวน 8,000 บาท และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไปศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)ลงโทษจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน

จำเลยอุทธรณ์การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่อ่านลับหลังจำเลยว่าขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม และอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาใหม่แล้วดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยมาศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้วศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับเดิมให้โจทก์และจำเลยฟังใหม่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์จำเลยฟังในวันที่ 6 พฤศจิกายน2543 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มาจะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณีได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว" แสดงว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ประสงค์จะให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย แต่หากจำเลยหลบหนีไม่สามารถนำตัวมาฟังคำพิพากษาได้ก็อนุญาตให้อ่านคำพิพากษาลับหลังได้ หากพ้นกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับเกี่ยวกับกรณีนี้ ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คือวันที่ 6 พฤศจิกายน2543 โจทก์และจำเลยมาศาลพร้อม เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้วศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟังต่อเนื่องกันไป ถือได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง แล้ว แม้ในวันดังกล่าวจะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ไม่ทำให้การอ่านคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นไม่ชอบแต่อย่างใดทั้งนี้เพราะคดีเสร็จการพิจารณามาก่อนนั้นแล้ว การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สถาพร มงคลบารมี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6969/2546
#112752
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้มีการนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสองแล้ว แม้ในวันดังกล่าว จะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อีกทั้งเสร็จการพิจารณาก่อนนั้นแล้ว การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งหลังจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2)

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง โดยจำเลยขอผ่อนชำระเงินให้ผู้เสียหายเดือนละ 25,000 บาท ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 20 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มกราคม 2543 จำเลยไม่มาศาลโดยยื่นคำร้องอ้างว่าป่วย แต่ได้ฝากเงินมาชำระให้ผู้เสียหายบางส่วนจำนวน 8,000 บาท และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไป ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) ลงโทษจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน

จำเลยอุทธรณ์การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่อ่านลับหลังจำเลยว่าขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม และอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาใหม่แล้วดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยมาศาล เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฉบับเดิมให้โจทก์และจำเลยฟังใหม่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์จำเลยฟังในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการอ่านคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลอ่านให้คู่ความฟังแล้ว ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มาจะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณีได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว" แสดงว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ประสงค์จะให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย แต่หากจำเลยหลบหนีไม่สามารถนำตัวมาฟังคำพิพากษาได้ก็อนุญาตให้อ่านคำพิพากษาลับหลังได้ หากพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันออกหมายจับ ดังนั้น ในวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 โจทก์และจำเลยมาศาลพร้อม เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแล้ว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์และจำเลยฟัง ถือได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในศาลให้โจทก์และจำเลยฟังโดยเปิดเผย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสอง แล้ว แม้ในวันดังกล่าวจะมิได้เป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสถาพร มงคลบารมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัคร
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2546
#112624
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ระบุเพียงว่า ขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 หรือให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงเพิ่มโทษได้เพียงหนึ่งในสาม อันเป็นการตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๓/๒๕๔๑ ให้จำคุก ๖ เดือน ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะกระทำความผิด จำเลยอายุเกินกว่า ๑๗ ปี ภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก ซึ่งเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงระบุเพียงว่า ขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ เป็นจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก ๗ ปี ๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสุกฤษฎ์ ปรีดานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2546
#51057
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ส. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิแต่โจทก์มีอาการหนักมากจึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาล ช. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบน และโจทก์อยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวกว่า 16 ชั่วโมง ก็มิได้รับการบำบัดรักษาอาการเลือดคั่งในสมองจนอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนตกอยู่ในภยันตรายแก่ชีวิต ญาติโจทก์จึงย้ายโจทก์ไปโรงพยาบาล พ. ซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองทันที โจทก์จึงมีชีวิตรอดมาได้ จึงเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ และต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 ยังถือไม่ได้ว่า โจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคม

ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคมจำเลย เรื่องกำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ระบุไว้ในข้อ 4.2 ว่า กรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์เพราะเกิดอุบัติเหตุจ่ายเงินเป็นค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทดรองจ่ายค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาล ร.ซึ่งโรงพยาบาลช. ส่งโจทก์ไปตรวจเป็นเงิน 4,000 บาท และเงินค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล พ. ซึ่งโจทก์ได้รับการผ่าตัดสมองเมื่อเวลา 18.15นาฬิกา ของวันที่ 6 มีนาคม 2543 ภายหลังจากโจทก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส.เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลา 17 นาฬิกาเศษ เป็นเงิน 227,268 บาท จึงเป็นเงินเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวม231,268 บาท

คำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีคำขอดอกเบี้ยในค่าทดแทนมาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าว โดยไม่ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทยิ่งมิตร จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535และเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน จำเลยกำหนดโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นสถานพยาบาลให้โจทก์ได้รับบริการทางการแพทย์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์ประสบอันตรายถูกรถเฉี่ยวชนขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก มีผู้นำโจทก์ส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แพทย์ตรวจแล้วพบว่าโจทก์มีการรับรู้ลดลง ความดันโลหิตต่ำ มีเลือดออกจากจมูกและหูซ้าย กะโหลกศีรษะแตก กระดูกแขนขวาหัก กระดูกขาขวาหัก แพทย์จึงใส่เครื่องช่วยหายใจและให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ แล้วส่งตัวโจทก์ต่อไปที่โรงพยาบาลพุทธชินราชเวลา 21.15 นาฬิกา แพทย์ผู้ตรวจอาการส่งตัวโจทก์เข้าตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง วันที่ 6 มีนาคม 2543 เวลา 10.15 นาฬิกา จึงส่งเข้าห้องผ่าตัดเพื่อดามกระดูกและตกแต่งแผล แต่ไม่ได้รักษาเกี่ยวกับอาการทางสมอง โจทก์ถูกนำออกจากห้องผ่าตัดเวลา 11.45 นาฬิกา ในภาวะไม่รู้สึกตัว การตอบสนองของรูม่านตาต่อแสงต่ำกว่าปกติจนเวลา 14 นาฬิกาอาการของโจทก์อยู่ในขั้นวิกฤติเหมือนเดิม โดยไม่มีแพทย์ทางสมองเตรียมการผ่าตัด และไม่มีแพทย์ทางสมองมาพบกับญาติของโจทก์เพื่อแจ้งอาการและการรักษาทั้ง ๆ ที่โจทก์มีอาการหนัก ระดับความรู้สึกลดลงมาก ทราบผลเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ว่ามีเลือดออกในสมองขนาด 4x4.3x8.8 ลูกบาศก์เซนติเมตรซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินอย่างยิ่งที่โจทก์จะต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน แต่ไม่มีประสาทศัลยแพทย์มาตรวจรักษาแต่อย่างใด ญาติโจทก์เห็นว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงตัดสินใจให้โจทก์ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการแพทย์ โดยนำโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนเมื่อเวลา 15.22 นาฬิกา แพทย์ของโรงพยาบาลพิษณุเวชได้ทำการผ่าตัดสมองเมื่อเวลา 18.15 นาฬิกา โจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวช 227,268บาท และทดรองจ่ายค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาลพุทธชินราชส่งโจทก์ไปตรวจที่โรงพยาบาลรวมแพทย์อันเป็นสถานพยาบาลเอกชนเป็นเงิน 4,000 บาทคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1136/2543 ที่ปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ไม่ถูกต้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายเป็นเงิน 231,268 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ และส่งเข้ารักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบน ได้รับการรักษาถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์แล้ว ทั้งเป็นสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่สามารถให้การรักษาได้ การที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิ เป็นความประสงค์ที่จะไม่ใช้สิทธิประกันสังคม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ตามฟ้อง กรณีเจ็บป่วยและรับบริการทางการแพทย์จะได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์นั้น ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ซึ่งทางราชการกำหนดไว้ เมื่อญาติโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลตามสิทธิและโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน ย่อมรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย ถือว่าโจทก์เต็มใจและจงใจจะไม่ใช้สิทธิประกันสังคม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากเลขที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1136/2543 เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 231,268 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทยิ่งมิตร จำกัด และเป็นผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยจำเลยกำหนดให้โจทก์ไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา โจทก์ถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนขณะโจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก เป็นเหตุให้โจทก์ตกจากรถจักรยานยนต์ ศีรษะฟาดพื้นและหมดสติไป โจทก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แพทย์ตรวจพบว่ากะโหลกศีรษะร้าว แขนขวาและขาขวาหัก โจทก์ไม่รู้สึกตัวต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อาการของโจทก์หนักมากจึงถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลพุทธชินราชเมื่อเวลา 21 นาฬิกา ของวันเดียวกัน และถูกส่งตัวไปเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ พบว่ามีเลือดออกในสมอง 4x4.3x8.8 ลูกบาศก์เซนติเมตร วันรุ่งขึ้นเวลา 10.15 นาฬิกา โจทก์ได้รับการผ่าตัดที่ขา แต่มิได้รับการรักษาอาการเลือดออกทางสมอง อาการของโจทก์จึงทรุดลงเรื่อย ๆ ต่อมาเวลา 14 นาฬิกาเศษ ญาติโจทก์จึงตัดสินใจย้ายโจทก์ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนและมีศัลยแพทย์ทางสมอง โจทก์ได้รับการผ่าตัดเอาเลือดคั่งในสมองออกในวันเดียวกันนั้น ได้รับการผ่าตัดดามกระดูกหักที่แขนขวา ขาขวา ข้อเท้าขวา และผ่าตัดดามกระดูกขากรรไกร หลังการผ่าตัดสมองโจทก์มีอาการดีขึ้นตามลำดับ โจทก์เสียค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวช227,268 บาท และทดรองจ่ายค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองแก่โรงพยาบาลรวมแพทย์ตามที่โรงพยาบาลพุทธชินราชส่งไปตรวจ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 231,268 บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากแต่ถูกปฏิเสธไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยมีประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน และประกาศเรื่องกำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ตามเอกสารหมาย ล.2และ ล.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชถือว่าโจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเนื่องจากโรงพยาบาลดังกล่าวมีศัลยแพทย์ทางสมองประจำอยู่และได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์สุดชาย ปัญยารชุน พยานจำเลยว่าหากโจทก์ไม่ได้รับการรักษาอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต และการผ่าตัดสมองมีความจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ อีกทั้งในเบื้องต้นโจทก์ก็เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ แต่โจทก์มีอาการหนักมากจึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลพุทธชินราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบนและโจทก์อยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวกว่า 16 ชั่วโมง ก็มิได้รับการบำบัดรักษาอาการเลือดคั่งในสมองจนอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนตกอยู่ในภยันตรายแก่ชีวิต ญาติโจทก์จึงตัดสินใจย้ายโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองทันที โจทก์จึงมีชีวิตรอดมาได้ กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิแล้ว แต่โรงพยาบาลดังกล่าวไม่สามารถให้บริการหรือเยียวยารักษาเพื่อให้โจทก์รอดชีวิตได้ จึงเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตโจทก์โดยนำโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลทางสมองที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ซึ่งต้องถือว่าโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้และต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า โจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมดังจำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เพียงใด เห็นว่า ตามประกาศของจำเลย เรื่องกำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ระบุไว้ในข้อ 4.2 ว่า "กรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์เพราะเกิดอุบัติเหตุ จ่ายเงินเป็นค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก..." ฉะนั้น เมื่อเงินที่โจทก์ขอให้จำเลยจ่าย เป็นเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายเป็นค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ซึ่งโรงพยาบาลพุทธชินราชส่งโจทก์ไปตรวจเป็นเงิน 4,000 บาท และเงินค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งโจทก์ได้รับการผ่าตัดสมองเมื่อเวลา 18.15นาฬิกาของวันที่ 6 มีนาคม 2543 ภายหลังจากโจทก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลา 17 นาฬิกาเศษ เป็นเงิน227,268 บาท รวม 231,268 บาท เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก ตามความหมายของประกาศของจำเลย ข้อ 4.2 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวม 231,268 บาท ตามที่โจทก์ขอมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีคำขอดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนนี้มาด้วยที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 อุทธรณ์จำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรำยงค์ ม่วงการ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2546
#112769
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิแล้ว แต่โรงพยาบาลดังกล่าวไม่สามารถให้บริการหรือเยียวยารักษาเพื่อให้โจทก์รอดชีวิตได้ จึงเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ โดยนำโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลทางสมองที่โรงพยาบาล พ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเนื่องจากมีศัลยแพทย์ทางสมองประจำอยู่ ต้องถือว่าโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ และต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปเป็นค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งโรงพยาบาล พ. ส่งโจทก์ไปตรวจกับเงินค่าผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาล พ. โดยเงินทั้งสองจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2)

คำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีคำขอดอกเบี้ยในเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์มาด้วย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากและคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายเป็นเงิน 231,268 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตาก เลขที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1136/2543 เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 231,268 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ถือว่าโจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเนื่องจากโรงพยาบาลดังกล่าวมีศัลยแพทย์ทางสมองประจำอยู่และได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์สุดชาย ปัญยารชุน พยานจำเลยว่า หากโจทก์ไม่ได้รับการรักษาอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต และการผ่าตัดสมองมีความจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ อีกทั้งในเบื้องต้นโจทก์ก็เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ แต่โจทก์มีอาการหนักมากจึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลพุทธชินราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบน และโจทก์อยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวกว่า 16 ชั่วโมง ก็มิได้รับการบำบัดรักษาอาการเลือดคั่งในสมองจนอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนตกอยู่ในภยันตรายแก่ชีวิต ญาติโจทก์จึงตัดสินใจย้ายโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองทันที โจทก์จึงมีชีวิตรอดมาได้ กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตามสิทธิแล้ว แต่โรงพยาบาลดังกล่าวไม่สามารถให้บริการหรือเยียวยารักษาเพื่อให้โจทก์รอดชีวิตได้ จึงเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตโจทก์โดยนำโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลทางสมองที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ซึ่งต้องถือว่าโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ และต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า โจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคมดังจำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีคำขอดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนนี้มาด้วย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์จำเลยส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 35 ม. 52
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรำยงค์ ม่วงการ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6923/2546
#112675
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามฯ ยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เป็นบทกำหนดโทษ ให้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดในกรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตประกอบ พ.ร.บ. มาตรการในการ ปราบปรามฯ ยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 โดยระวางโทษเป็นสามเท่าแล้วให้ประหารชีวิตไม่ถูกต้อง เพราะกรณี ไม่มีทางที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตได้ จึงนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติ ดังกล่าวข้างต้นมาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 วรรคสอง เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่า แต่เมื่อโทษตามมาตรา 66 วรรคสอง กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้สูงกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยให้ประหารชีวิตก่อนลดโทษให้นั้นเหมาะสมแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็น ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๔, ๑๐ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (ที่ถูกวรรคหนึ่งด้วย), ๖๖ วรรคสอง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ ป.อ. มาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (ที่ถูกวรรคหนึ่งด้วย), ๖๖ วรรคสอง ป.อ. มาตรา ๘๓ เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น เมื่อระวางโทษเป็นสามเท่าแล้วคงให้ประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ สำหรับจำเลยที่ ๑ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๕๒ (๑) คงจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ ๒ ประกอบป.อ. มาตรา ๕๓ คงจำคุกมีกำหนด ๓๓ ปี ๔ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ โดยเมื่อระวางโทษเป็นสามเท่าแล้วคงให้ประหารชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง ผู้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และตามมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปรามปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นบทกำหนดโทษ กรณีจึงไม่มีทางที่จะระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตได้ จึงนำมาตรา ๑๐ แห่งบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ ๑ คงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง เท่านั้น และเมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อโทษตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ ๑ ให้สูงกว่าโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยให้ประหารชีวิตก่อนลดโทษให้นั้นเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ และ แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๖ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ แก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นให้ประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ สำหรับจำเลยที่ ๑ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๕๒ (๑) คงจำคุก ตลอดชีวิต สำหรับจำเลยที่ ๒ ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๕๓ คงจำคุก ๓๓ ปี ๔ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมเดช พุทธรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6910/2546
#266548
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เคยถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในการลากิจมาแล้วนั้น ต่อมาโจทก์ลาป่วย ไม่ว่าการลาป่วยของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ก็ตามก็เป็นคนละเรื่องกับกรณีที่โจทก์เคยถูกจำเลยตักเตือน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่หรือขาดงานโดยไม่มีเหตุผล และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ลางานโดยปฏิบัติตามระเบียบการลาของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30 วัน เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2544 จำเลยมีคำเตือนเรื่องการลาหยุดงานของพนักงานระดับผู้จัดการ เนื่องจากผู้จัดการบางคนลาหยุดงานโดยไม่แจ้งให้ผู้จัดการทั่วไปทราบ เมื่อวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ลากิจโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าหรือขออนุมัติต่อผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการแผนกบุคคลโดยตรง จำเลยจึงมีหนังสือเตือนโจทก์ให้ปฏิบัติตามระเบียบการลาของจำเลย ถ้าต่อไปมีการหยุดงานและไม่แจ้งให้ผู้จัดการทั่วไปหรือผู้จัดการแผนกบุคคลทราบให้ถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลย โจทก์ลงชื่อรับทราบหนังสือเตือนนี้แล้วตามหนังสือเตือน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2544 โจทก์ไปทำงาน ต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา โจทก์แจ้งผู้จัดการทั่วไปว่าปวดศีรษะขออนุญาตไปหาแพทย์ ผู้จัดการทั่วไปอนุมัติให้โจทก์ไปหาแพทย์ได้ หลังจากนั้นโจทก์หยุดงานไปจนถึงวันที่ 22 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นเสาร์ต่อมาวันที่ 24 กันยายน2544 ซึ่งเป็นวันจันทร์โจทก์มาทำงานและแจ้งผู้จัดการทั่วไปว่าที่หยุดงานเนื่องจากป่วยและไปหาแพทย์โดยมีใบรับรองป่วยของแพทย์ และใบความเห็นแพทย์มาแสดง ผู้จัดการทั่วไปไม่อนุมัติให้โจทก์ลาป่วยเนื่องจากอนุมัติให้โจทก์ลาป่วยในวันที่ 19 กันยายน 2544 แล้ว โจทก์หยุดงานตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 22 กันยายน 2544 โดยโจทก์มิได้แจ้งขออนุมัติต่อผู้จัดการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือปลดพนักงานพิเคราะห์แล้ว ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 5 กำหนดเรื่องวันลาและหลักเกณฑ์การลาดังนี้

"5.1 พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง? การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปรวมถึงวันหยุด พนักงานจะต้องมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือสถานพยาบาลของทางราชการมาแสดงด้วย ถ้าไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้พนักงานต้องชี้แจงเหตุผลให้ทราบโดยเร็วและรีบเขียนใบลาในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติงาน การแจ้งลาป่วยที่เป็นเท็จถ้าบริษัทฯจับได้ให้ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชย?

5.2 พนักงานที่มีอายุงาน 1 ปี ขึ้นไปมีสิทธิลากิจได้ปีละไม่เกิน 5 วัน โดยต้องแจ้งการลาล่วงหน้าและต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนจึงหยุดงานได้โดยได้รับค่าจ้าง การลากิจไม่อนุญาตให้ลาย้อนหลังยกเว้นกรณีฉุกเฉินให้โทรศัพท์แจ้งที่ฝ่ายบุคคลหรือผู้บังคับบัญชา" จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นโจทก์เคยถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีการลากิจระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2544 ส่วนการลาหยุดงานของโจทก์ในวันที่ 19 ถึง 22 กันยายน 2544 เป็นกรณีการลาป่วย ดังนั้น ไม่ว่าการลาป่วยของโจทก์ในวันดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ก็ตามก็เป็นคนละเรื่องกับกรณีที่โจทก์เคยถูกจำเลยตักเตือนดังกล่าว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ ฉกามานันท์
จำเลย — บริษัทคัลเลอร์เทคอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6889/2546
#112810
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า รถ ไว้ว่า หมายความว่า รถยนต์? และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2525) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกตามความใน พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ ข้อ 1 วรรคหนึ่ง ว่า ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และวรรคสองความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรมโดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ส่วนข้อ 2 มีความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ? กว้างไม่เกิน 2 เมตร ยาวไม่เกิน 6 เมตร? เมื่อรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วง มีล้อ 4 ล้อ คือ 2 ล้อหน้าเป็นส่วนตัวรถไถนาแบบเดินตาม ส่วน 2 ล้อหลัง เป็นส่วนกระบะที่ดัดแปลงมาพ่วงต่อใช้เป็นส่วนให้คนนั่งหรือบรรทุกพืชผักผลไม้ได้ โดยแล่นไปโดยอาศัยเครื่องยนต์ของรถไถนาแบบเดินตามส่วนหน้านั้นเอง ไม่ได้อาศัยเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2525) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2525) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๖ , ๔๓ (๔) , ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ (๒)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นายสนิท ช่างขาว บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอิทธิพล ช่างขาว ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ และ ๓๙๐

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๙๐ , พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕ (๒) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๔ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ จำคุก ๑ ปี ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้ยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ , ๕๗ , ๑๔๘ , ๑๕๒ และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงท้ายไปตามถนนสายหนองบัวโคก - หนองลุมพุก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๓ รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเกิดขัดข้องสายพานขาด จำเลยจึงนำรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงเข้าจอดที่ไหล่ทางเพื่อทำการแก้ไข ระหว่างทำการแก้ไขนายอิทธิพล ช่างขาว ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนสายเดียวกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ชนเข้ากับกระบะพ่วงท้ายของรถไถนาแบบเดินตามของจำเลยที่จอดอยู่ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายอิทธิพลถึงแก่ความตาย นางเทียมและนางสร้อยซึ่งนั่งอยู่ที่กระบะท้ายได้รับบาดเจ็บ รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเป็นรถที่มี ๒ ล้อ พ่วงกับกระบะซึ่งใช้นั่งหรือบรรทุกของซึ่งมี ๒ ล้อ โดยมีแกนกลางเป็นตัวเชื่อมระหว่างตัวรถไถนาและกระบะพ่วงและเคลื่อนที่ไปได้โดยอาศัยเครื่องยนต์จากตัวรถไถนา มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยเป็นรถยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ได้ให้ความหมายคำว่า รถ ไว้ว่า หมายความว่า รถยนต์? และรถอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๑ วรรคหนึ่ง ว่า ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และวรรคสองความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้งานเกษตรกรรมโดยใช้เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ส่วนข้อ ๒ มีความว่า รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อ หรือสี่ล้อ? กว้างไม่เกิน ๒ เมตร ยาวไม่เกิน ๖ เมตร? เมื่อรถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงของจำเลยมีล้อ ๔ ล้อ คือ ๒ ล้อหน้า เป็นส่วนตัวรถไถนาแบบเดินตาม ส่วน ๒ ล้อหลัง เป็นส่วนกระบะที่ดัดแปลงมาพ่วงต่อใช้เป็นส่วนให้คนนั่งหรือบรรทุกพืชผักผลไม้ได้ โดยแล่นไปโดยอาศัยเครื่องยนต์ของรถไถนาแบบเดินตามส่วนหน้านั้นเอง ไม่ได้อาศัยเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง ดังนั้น จึงครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) รถไถนาแบบเดินตามมีกระบะพ่วงคันเกิดเหตุจึงเป็นรถใช้งานเกษตรกรรมและเป็นรถตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๕) แล้ว ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๔) , ๑๕๗ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 4
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — นายสนิท ช่างขาว
จำเลย — นายสมบัติ มิกขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิฑูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2546
#55030
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า มิได้ปิดบังพินัยกรรมโจทก์และจำเลยรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยได้ที่ดินพิพาท และจำเลยเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยเข้าครอบครองมรดกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาท จึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายตา ใจอุด และนางขันแก้ว ใจอุด จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนางทองม้วน แก้วกำเนิด เป็นบุตรของนางขันแก้วกับนายอินทร์ แก้วกำเนิด นายตาและนางขันแก้วเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่11365 เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 63.8 ตารางวา โดยจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่30 ตุลาคม 2532 นางขันแก้ว ถึงแก่กรรม นายตาได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนของตนให้แก่บุคคลอื่น หลังจากนั้นนายตาก็ถึงแก่กรรม จึงยังคงเหลือที่ดินมรดกของนางขันแก้วครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 81.9 ตารางวา ที่จะตกแก่ทายาทนางขันแก้วครั้นวันที่ 15 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนางขันแก้วโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นทายาทนางขันแก้ว ก่อนถึงแก่กรรมเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้แก่ผู้ใดและมีทายาทมีสิทธิที่ได้รับมรดกเพียง 3 คน คือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนางทองม้วนซึ่งนางทองม้วนขอสละสิทธิไม่รับทรัพย์มรดกและเหลือทายาทเพียง 2 คน คือ จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ให้และได้ดำเนินการปิดประกาศให้ทราบทั่วกัน โจทก์ทราบความดังกล่าวได้ยื่นคำคัดค้านการโอนมรดกโดยแจ้งความจริงว่านางขันแก้วมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 4 คน คือ โจทก์จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนางทองม้วน ที่จำเลยทั้งสองให้การต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นความเท็จ ภายหลังโจทก์ทราบว่านางขันแก้วได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เก็บพินัยกรรมไว้ โจทก์จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบเจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกให้จำเลยทั้งสองนำพินัยกรรมมาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาปิดบังพินัยกรรมและเจตนาเบียดบังทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ จึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถูกจำกัด (ที่ถูกกำจัด) มิให้รับมรดกของนางขันแก้ว ใจอุด ในที่ดินโฉนดเลขที่11365 ตำบลหนองช้างคืน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกทั้งสองจริงดังคำฟ้อง โจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับมรดกเกิน 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดิน 3 แปลง ของเจ้ามรดกทั้งสอง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่13514, 14512 และ 11365 กำหนดให้ที่ดิน 2 แปลงแรกเป็นของโจทก์ ส่วนแปลงที่ 3ให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์และนางทองม้วนซึ่งเป็นมารดาโจทก์ บุคคลทั่วไปและทายาททราบเรื่องดีว่าใครได้ทรัพย์มรดกเท่าใด ในระหว่างเจ้ามรดกทั้งสองยังมีชีวิตอยู่เจ้ามรดกทั้งสองและทายาทตกลงกันว่าให้แบ่งมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม โดยมารดาโจทก์และนายตาได้ไปขอรับพินัยกรรมจากผู้ใหญ่บ้าน ทายาททุกคนร่วมกันตกลงแบ่งมรดก โจทก์ได้ขอให้เจ้ามรดกทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13514 นำเงินไปชำระหนี้ที่โจทก์เป็นหนี้บุคคลอื่นทายาททุกคนยินยอมกระทำการแบ่งมรดกตามส่วนที่กำหนดในพินัยกรรมด้วยการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามพินัยกรรมข้อ 2 โดยโจทก์และมารดาโจทก์ตลอดจนจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งส่วนที่ดินเท่า ๆ กันต่างเก็บดอกผลเพื่อประโยชน์ของตน จำเลยที่ 1 นำพินัยกรรมมาเก็บรักษาไว้ด้วยความยินยอมของมารดาโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดี ปี 2532 นางขันแก้วถึงแก่กรรม ทายาทต่างครอบครองมรดกเรื่อยมา โจทก์ได้ขอรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 14512 โดยให้นายตาดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ และโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินนี้กับเจ้าหนี้ต่อมาปี 2537 โจทก์และมารดาโจทก์ขอให้นายตาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11365 เฉพาะส่วนของโจทก์และมารดาโจทก์ตามพินัยกรรม โจทก์และมารดาโจทก์ประสงค์จะนำเงินไปชำระหนี้ ผู้ซื้อได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์และมารดาโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ยังคงทำประโยชน์ในที่ดินตามส่วนที่กำหนดในพินัยกรรมเรื่อยมาจำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และมารดาโจทก์ได้รับมรดกส่วนของตนเองไปครบถ้วนแล้ว จึงแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่ามีทายาทคือจำเลยทั้งสอง โจทก์ทราบเรื่องจึงมาคัดค้าน จำเลยทั้งสองมิได้ปิดบังพินัยกรรม ทั้งการที่ทายาทขอประกาศรับมรดกโดยไม่ระบุว่ามีบุคคลอื่นเป็นทายาทด้วยนั้นไม่เป็นการปิดบังทรัพย์มรดกโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 11365 ในส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2544 รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการอย่างใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยว ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องขอกำจัดมิให้รับมรดกตามฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรมห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเองคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทรวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกันฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ววินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พรพนาหรือพรทนา ยอดสีเขียว
จำเลย — นาย ถาวร แก้วกำเนิด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2546
#112732
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่พิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว ทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทรวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกัน ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายตา ใจอุด และนางขันแก้ว ใจอุด จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน แก้วกำเนิด เป็นบุตรของนางขันแก้วกับนายอินทร์ แก้วกำเนิด นายตาและนางขันแก้วเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ นางขันแก้วถึงแก่กรรม นายตาได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนของตนให้แก่บุคคลอื่น หลังจากนั้นนายตาก็ถึงแก่กรรมจึงยังคงเหลือที่ดินมรดกของนางขันแก้วครึ่งหนึ่งที่จะตกแก่ทายาทนางขันแก้ว ครั้นวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนางขันแก้วโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นทายาทนางขันแก้ว ก่อนถึงแก่กรรมเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ให้แก่ผู้ใดและมีทายาทมีสิทธิที่ได้รับมรดกเพียง ๓ คน คือ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ซึ่งนางทองม้วนขอสละสิทธิไม่รับทรัพย์มรดกและเหลือทายาทเพียง ๒ คน คือ จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ให้และได้ดำเนินการปิดประกาศให้ทราบทั่วกัน โจทก์ทราบความดังกล่าวได้ยื่นคำคัดค้านการโอนมรดกโดยแจ้งความจริงว่า นางขันแก้วมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ๔ คน คือ โจทก์ จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และนางทองม้วน ภายหลังโจทก์ทราบว่านางขันแก้วได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้เก็บพินัยกรรมไว้ เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกให้จำเลยทั้งสองนำพินัยกรรมมาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาปิดบังพินัยกรรมและเจตนาเบียดบังทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ จึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ถูกจำกัด (ที่ถูกกำจัด) มิให้รับมรดกของนางขันแก้ว ใจอุด ในที่ดินพิพาทและไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า เจ้ามรดกทั้งสองได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทกำหนดให้ที่ดินบางส่วนเป็นของโจทก์และบางส่วนเป็นของจำเลยทั้งสอง ในระหว่างเจ้ามรดกทั้งสองยังมีชีวิตอยู่เจ้ามรดกทั้งสองและทายาทตกลงกันว่าให้แบ่งมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม โจทก์และมารดาโจทก์ตลอดจนจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งส่วนที่ดินเท่า ๆ กัน และโจทก์ได้ขอรับมรดกที่ดินโดยให้นายตาดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ และขอให้นายตาขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์และมารดาโจทก์ตามพินัยกรรม จำเลยทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และมารดาโจทก์ได้รับมรดกส่วนของตนเองไปครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้องและให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินในส่วนที่เป็นมรดกของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ส่วนฟ้องแย้งมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการอย่างใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยว ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องขอกำจัดมิให้รับมรดกตามฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทเพราะปิดบังพินัยกรรม ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่ามิได้ปิดบังพินัยกรรม โจทก์และจำเลยทั้งสองรวมทั้งทายาทอื่นตกลงแบ่งมรดกโดยจำเลยทั้งสองได้ที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว โจทก์ไม่มีส่วนในที่ดินพิพาทอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทกันเกี่ยวกับการรับมรดกที่ดินพิพาทนั่นเอง คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดกที่ดินพิพาทจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาทเป็นของตนแต่ฝ่ายเดียว ส่วนฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองที่ว่ามีการตกลงแบ่งมรดกและจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองมรดกที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้วทั้งคดีโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นจริงโจทก์ก็สิ้นความเป็นทายาทไม่มีสิทธิเรียกร้องเอามรดกที่ดินพิพาท รวมทั้งไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ดังนี้ ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองก็เพื่อจะได้มรดกที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวเช่นกัน ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้ววินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1606 ม. 1750 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรพนาหรือพรทนา ยอดสีเขียว
จำเลย — นายถาวร แก้วกำเนิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายมีชัย เตชาชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6861/2546
#266433
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหาย อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ได้มาจากจำเลยโดยจำเลยขายฝาก จำเลยให้การว่าการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ขอให้ยกฟ้อง เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่เคยขายฝากให้โจทก์ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อันเป็นการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

จำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นกรณีที่จำเลยผู้ฎีกาเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าจำเลยทิ้งฎีกา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2309 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 6 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 6 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2309 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ได้มาจากจำเลยโดยการขายฝาก จำเลยให้การว่าการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ขอให้ยกฟ้อง เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่เคยขายฝากให้โจทก์ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อันเป็นการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท จำเลยฎีกา คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามราคาที่ดินพิพาทรวมกับค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง แต่จำเลยยื่นฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เพียง 200 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาท และให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาวางศาลเพิ่ม จำเลยขอเวลาหาเงินมาชำระและขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปเป็นเวลา 45 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดมาชำระต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และส่งสำนวนพร้อมด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นกรณีที่จำเลยผู้ฎีกาเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ถือได้ว่าจำเลยทิ้งฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246, 247 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรสริน วชิรปัญญาวัตน์
จำเลย — นายสุพจน์ อภิรมยานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6858/2546
#112669
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ศาลจะต้องพิจารณาถึงสถานะทางการเงินของลูกหนี้ว่า มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือไม่ ในการพิจารณาดังกล่าวจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบกัน อาจเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสันนิษฐานในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 หรืออาจจะเป็นข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ในการพิจารณาถึงสถานะที่แท้จริงของลูกหนี้ บัญชีงบดุลของลูกหนี้ เป็นพยานหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่แสดงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ถ้าหากว่าการจัดทำบัญชีงบดุลนั้นเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนดหรือมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพนั้น ย่อมมีน้ำหนักในการรับฟัง

เมื่อธุรกิจของลูกหนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี สาเหตุที่ลูกหนี้ประสบปัญหาทางด้านการเงินมาจากวิกฤติทางเศรษฐกิจและการชะงักงันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้าง อันถือว่าเป็นปัจจัยภายนอก การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้สามารถรักษาองค์กรทางธุรกิจให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งสามารถจะรักษาการจ้างงานจำนวนมากไว้ กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และได้ความว่ากิจการของลูกหนี้ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยการปรับโครงสร้างทางการเงินทั้งในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้ ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ กรณีจึงมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ในการตั้งผู้ทำแผน เมื่อผู้ร้องขอเสนอให้ตั้งบริษัท บ. เป็นผู้ทำแผน ส่วนลูกหนี้เสนอให้ตั้งบริษัท ป. จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านได้เสนอให้บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนมาด้วย ศาลจึงไม่อาจพิจารณาและมีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทำแผนในชั้นนี้ได้ จะต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุด เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/17

เมื่อผู้ร้องขอมิได้เสนอบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้บริหารชั่วคราว ประกอบกับผู้บริหารของลูกหนี้ได้บริหารกิจการของลูกหนี้มาตั้งแต่ต้นย่อมเป็นบุคคลที่ทราบข้อเท็จจริง ปัญหา ตลอดจนระบบการทำงานของลูกหนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อไม่ปรากฏเหตุที่ไม่สมควรตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวประกอบกับการตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวในระหว่างดำเนินการเพื่อตั้งผู้ทำแผนจะทำให้การบริหารงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงสมควรตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว ตามมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และแต่งตั้งบริษัท บ. เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลประกาศนัดไต่สวนคำร้องขอแล้ว

ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านขอศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการพร้อมทั้งเสนอตั้งบริษัท ป. ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนของลูกหนี้ในการเจรจาภาระหนี้ต่าง ๆ เป็นผู้ทำแผน

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องขอทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องขอทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้มีจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ทำรายงานทางการเงิน ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประกอบด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และรายงานของผู้สอบบัญชีซึ่งได้ตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชี รับอนุญาต รอบบัญชีสิ้นสุด วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ และรายงานทางการเงิน ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ ประกอบด้วย งบดุล งบกำไรขาดทุนและรายงานการสอบทานงบการเงิน โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ณ รอบบัญชีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ ซึ่งลูกหนี้ได้จัดทำส่งแก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอทั้งสองในประการแรกว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาถึงสถานะทางการเงิน ของลูกหนี้ว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินหรือไม่ ในการพิจารณาดังกล่าวจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ประกอบกัน อาจเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสันนิษฐานในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๘ หรือ อาจเป็นข้อเท็จจริงใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ในการพิจารณาถึงสถานะที่แท้จริงของลูกหนี้บัญชีงบดุลของลูกหนี้เป็นพยานหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่แสดงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ถ้าหากว่าการจัดทำบัญชีงบดุลนั้น ได้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกำหนดหรือมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพนั้น ย่อมมี น้ำหนักในการรับฟัง เมื่องบการเงินที่ลูกหนี้ได้กระทำขึ้นเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชีเพื่อแสดงถึงสถานะที่แท้จริง ของลูกหนี้แล้วพบว่าฐานะทางการเงินของลูกหนี้ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ และวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ งบการเงินรวมมีหนี้สินหมุนเวียนรวมสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรวมจำนวน ๑๗,๐๒๗.๕๐ ล้านบาท และ ๑๓,๙๒๙.๖๕ ล้านบาท และงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯมีหนี้สินหมุนเวียนรวมสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรวมจำนวน ๑๒,๒๗๗.๖๑ ล้านบาท และ ๙,๑๙๙.๘๗ ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นแสดงยอดขาดทุนเกินทุนจำนวน ๗,๘๘๑.๔๒ ล้านบาท และ ๔,๕๗๙.๓๐ ล้านบาท มีหนี้สินที่ถึงกำหนดและเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่เกินกำหนดชำระคืน จำนวน ๑๓,๗๕๕.๕๙ ล้านบาท และ ๑๓,๖๗๓.๖๑ ล้านบาท ลูกหนี้ได้หยุดชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องขอทั้งสองตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งตามคำร้องขอลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องขอทั้งสองเป็นจำนวนถึงประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของผู้ร้องขอ ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เมื่อธุรกิจ ของลูกหนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ลูกหนี้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเหล็ก มีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ของลูกหนี้ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าอุตสาหกรรม (มอก.) จากกระทรวง อุตสาหกรรม สาเหตุที่ลูกหนี้ประสบปัญหาทางการเงิน ส่วนหลักมาจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดค่า เงินบาทและการชะงักงันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ อันถือว่าเป็นปัจจัยภายนอก การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้สามารถรักษาองค์กรทางธุรกิจให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ ทั้งปรากฏว่าลูกหนี้มีลูกจ้างกว่า ๑,๐๐๐ คน การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะทำให้สามารถรักษาการจ้างงานจำนวนมากนี้ไว้ต่อไป ทั้งปรากฏว่าก่อนที่ผู้ร้องขอทั้งสองจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ได้พยายามประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลาย แต่การประนอมหนี้ภายนอกกรอบของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ยังไม่อาจสำเร็จได้ กรณีจึงมีเหตุสมควร ที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และได้ความว่ากิจการของลูกหนี้นั้นยังสามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยการปรับโครงสร้างทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นโดยการขยายระยะเวลาในการชำระเงิน การแปลงหนี้เป็นทุน การร่วมทุนกับบริษัทอื่น เพื่อลดต้นทุนทางการผลิต ทั้งในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเจ้าหนี้ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ กรณีจึงมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

กรณีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ทำแผน นั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องขอทั้งสองเสนอให้ตั้ง บริษัท บ. เป็นผู้ทำแผน ส่วนลูกหนี้เสนอให้ตั้งบริษัท ป. เป็นผู้ทำแผน จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านได้เสนอให้บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผน มาด้วย ศาลจึงไม่อาจพิจารณาและมีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทำแผนในชั้นนี้ได้ จะต้องให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดเพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผนตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๗ ส่วนการที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แต่ยังไม่มี การตั้งผู้ทำแผนอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลง ศาลจะต้อง มีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคน หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวมีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน เมื่อในคดีนี้ผู้ร้องขอทั้งสองมิได้เสนอให้ศาลตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้บริหารชั่วคราวและศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้บริหารของลูกหนี้ได้บริหารกิจการของลูกหนี้มาตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นบุคคลที่ทราบข้อเท็จจริง ปัญหา ตลอดจนระบบการทำงานของลูกหนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อไม่ปรากฏเหตุที่ไม่สมควรตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวแล้วประกอบกับการตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวในระหว่างดำเนินการเพื่อตั้งผู้ทำแผนจะทำให้ การบริหารงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงสมควรตั้งผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวตามมาตรา ๙๐/๒๐ วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้ทั้งหลายโดยเร็วที่สุดเพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน ระหว่างดำเนินการเพื่อตั้ง ผู้ทำแผน ให้ผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว ทั้งนี้ให้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๙๐/๒๐ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/3 ม. 90/10 ม. 90/17 ม. 90/20
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6843/2546
#55029
เปิดฉบับเต็ม

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า โอนหมายถึง ยอมมอบให้ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการที่ต้องยอมมอบให้เนื่องจากการเวนคืนอันเป็นผลของกฎหมายด้วย เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการ ทั้งโจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนการเวนคืนจากทางราชการจึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นซึ่งโจทก์จะต้องให้สินน้ำใจ 1,700,000 บาท แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อโจทก์ไม่ชำระจึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2539 ว่า ข้อ 1 จำเลยทั้งสองตกลงจะรื้อกำแพงคอนกรีตและขจัดสิ่งกีดขวางออกจากปลายสะพานข้ามคลองลาดกระบังตามฟ้องภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญายอม หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้บังคับคดีตามฟ้องข้อ 2 หากโจทก์ขายหรือโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 459 เลขที่ดิน 1597 ตำบลลาดกระบัง อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ให้ผู้อื่นจะให้สินน้ำใจแก่จำเลยทั้งสองจำนวน 1,700,000 บาท โดยโจทก์จะแจ้งการขายที่ดินให้จำเลยทั้งสองทราบข้อ 3 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก ข้อ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2543 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนให้กรมทางหลวงและโจทก์ได้รับค่าทดแทนแล้ว แต่ไม่นำเงินมาชำระให้จำเลยทั้งสองถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน 1,700,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนแม้เป็นโดยผลของกฎหมายแต่ก็ถือได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการและการที่โจทก์ได้ค่าทดแทนจากทางราชการ ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ประโยชน์จากการโอนดังกล่าวจึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน1,700,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้บังคับคดีของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 459 เลขที่ดิน 1597 ตำบลลาดกระบัง อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของโจทก์มีเนื้อที่จำนวน 22 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ได้ถูกเวนคืนไปจำนวน 21 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวาเพื่อทำท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิ ยังคงเหลือที่ดินอีก 1 ไร่เศษ ปัจจุบันที่ดินแปลงดังกล่าวได้โอนให้เป็นของกรมทางหลวงโดยโจทก์ได้รับค่าทดแทนจำนวน 25,131,000บาท และจำเลยทั้งสองได้รื้อกำแพงคอนกรีตและขจัดสิ่งกีดขวางออกจากปลายสะพานข้ามคลองลาดกระบังตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่ากรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นการขายหรือโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า โอนหมายถึง ยอมมอบให้ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการที่ต้องยอมมอบให้เนื่องจากการเวนคืนอันเป็นผลของกฎหมายด้วย เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการ ทั้งโจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนจากทางราชการ จึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน 1,700,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอให้บังคับคดีของจำเลยทั้งสองนั้น หาชอบไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อำนวย อำพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จุลมาศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6843/2546
#112751
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า หากโจทก์ขายหรือโอนที่ดินพิพาทของโจทก์ให้ผู้อื่น โจทก์จะให้สินน้ำใจแก่จำเลย 1,700,000 บาท และจะแจ้งการขายหรือโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบ ดังนั้นเมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนแม้จะเป็นไปโดยผลของกฎหมาย แต่โจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนจากทางราชการ จึงถือว่าเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญายอมดังกล่าว ซึ่งโจทก์ต้องชำระสินน้ำใจ 1,700,000 บาท แก่จำเลย เมื่อโจทก์ไม่ชำระ จึงเป็นการผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะรื้อกำแพงคอนกรีตและขจัดสิ่งกีดขวางออกจากปลายสะพานข้ามคลองลาดกระบังตามฟ้องภายใน ๗ วัน นับแต่วันทำสัญญายอม หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้บังคับคดีตามฟ้องข้อ ๒ หากโจทก์ขายหรือโอนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่น โจทก์จะให้สินน้ำใจแก่จำเลยทั้งสองจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์จะแจ้งการขายหรือโอนที่ดินให้จำเลยทั้งสองทราบ ข้อ ๓ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนให้กรมทางหลวงและโจทก์ได้รับค่าทดแทนแล้ว แต่ไม่นำเงินมาชำระให้จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนแม้เป็นโดยผลของกฎหมาย แต่ก็ถือได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการและการที่โจทก์ได้ค่าทดแทนจากทางราชการ ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ประโยชน์จากการโอนดังกล่าว จึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้บังคับคดีของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์ว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นการขายหรือโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า โอน หมายถึง ยอมมอบให้ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการที่ต้องยอมมอบให้เนื่องจากการเวนคืนอันเป็นผลของกฎหมายด้วย เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการ ทั้งโจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนจากทางราชการ จึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอำนวย อำพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วน จำกัด จุลมาศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายกิตติศักดิ์ สนธิเณร
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา