คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4850/2545
#46155
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 45 บัญญัติให้มีคณะกรรมการลูกจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวแทนของลูกจ้างในการเข้าร่วมประชุมกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้าง ปรึกษาหารือเพื่อกำหนดข้อบังคับในการทำงานพิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้างและหาทางปรองดอง รวมทั้งระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบการตามมาตรา 50 โจทก์ตกลงทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อรับค่าจ้างอันมีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 อันมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตามมาตรา 5 ซึ่งฐานะนายจ้างและลูกจ้างนั้นจะมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอมีมติแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 50 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 ของบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2521 จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม2543 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้าง และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันย้ายตำแหน่งของโจทก์จากประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างไปเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 2 โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการย้ายตำแหน่งโดยมิชอบ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันเพิกถอนคำสั่งย้ายโจทก์จากประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 ไปเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 2 กลับมาทำงานในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 ตามเดิม

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ที่แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างไม่มีอำนาจแต่งตั้งโจทก์ โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1ซึ่งถือเป็นนายจ้าง และมีอำนาจในการจ้าง การลดค่าจ้าง การให้บำเหน็จ และการลงโทษลูกจ้างอื่นซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาการแต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกันย้ายโจทก์จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 ไปเป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 2 เพียงแต่จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ให้ทราบว่าโจทก์ไม่มีอำนาจในการดำเนินการใด ๆ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างเนื่องจากการแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ พิเคราะห์แล้วศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15มีนาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2543 สหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอได้แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างตามบันทึกการประชุมครั้งที่ 2/2543 และมีหนังสือแจ้งผลการแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างให้จำเลยที่ 2 และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบตามเอกสารหมาย จ.5 เห็นว่าการที่กฎหมายบัญญัติให้มีคณะกรรมการลูกจ้างตามมาตรา 45แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวแทนของลูกจ้างในการเข้าร่วมประชุมกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างปรึกษาหารือเพื่อกำหนดข้อบังคับในการทำงานพิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง และหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการตามมาตรา 50 แม้โจทก์จะเป็นผู้ตกลงทำงานให้บริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อรับค่าจ้างอันมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทจำเลยที่ 1 แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1อันมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5ซึ่งฐานะนายจ้าง ลูกจ้างนั้น จะมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน ดังนั้น การที่สหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอมีมติแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 50 การที่สหภาพแรงงานพนักงานทีพีไอมีมติแต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง ย่อมไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 45 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4847/2545
#99927
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป เป็นกรณีที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่จำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน ๒,๑๕๐,๔๐๓.๕๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๕๖๘,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินจำนวน ๒,๘๐๘ บาท แก่โจทก์ทุก ๆ ๓ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๑๕๐,๔๐๓.๕๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปีของต้นเงิน ๑,๕๖๘,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๔๗๓ ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้พิจารณคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ สั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป เห็นว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 208 (เดิม) ม. 229 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายธนะชาติหรือธนชาติ ถนอมศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4844/2545
#47395
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัท อ. แต่จำเลยและบริษัท อ. มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์ โดยมีบำเหน็จค่าฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657และมาตรา 659วรรคสอง เมื่อจำเลยกับพวกมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบหาได้ไม่

โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้ามาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง

หนี้ค่าระวางการขนสินค้าตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยนับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ที่โจทก์ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากจำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่ เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยเกินคำขอของจำเลยในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้งนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 602,862.35 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 581,360 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรอีกจำนวน 17,713,089.64 บาท แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำฟ้อง จำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือเฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เท่านั้น โดยหลังจากจำเลยรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้ว จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ช่วยจัดหาโกดังเก็บสินค้าเพื่อเก็บรักษาสินค้านั้นไว้ก่อน จำเลยจึงติดต่อบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรให้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีเพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือยอมรับบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ และจำเลยมิได้มีผลประโยชน์หรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์สอินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ทั้งบริษัทดังกล่าวก็มิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจใด ๆ ในบริษัทจำเลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เป็นผลมาจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลย เพราะสินค้าดังกล่าวถูกลักไปขณะเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด อันถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้รับฝากทรัพย์ไม่อาจจะป้องกันได้ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย การที่โจทก์นำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามใบเรียกเก็บเงินของจำเลยรวมจำนวน 588,150.20 บาท มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายจากการขาดกำไรของโจทก์นั้น ถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงมีหน้าที่ชำระเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 216,689.56 บาทและจำนวน 371,460.64 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระเงิน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน34,670.33 บาท และจำนวน 52,004.49 บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น 674,825.02 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน674,825.02 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายมาแล้วแต่ไม่สามารถส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเอาหนี้ค่าขาดกำไรที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 18,301,239.84 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 588,150.20 บาท ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวจำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่เคยตกลงหรือยินยอมด้วยและมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่รับฝากสินค้าของโจทก์และจำเลยได้ดำเนินการดังกล่าวภายในขอบอำนาจของตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดชอบในการที่สินค้าของโจทก์สูญหาย รวมทั้งไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดกำไรตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ในการที่จะต้องชำระค่าเสียหายตามคำฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายตามคำฟ้องได้ โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ตามวันที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.96 และ จ.97 คือวันที่ 15 มีนาคม 2541 และวันที่ 18 เมษายน 2541 ตามลำดับ พิพากษายกฟ้อง และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยโดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 588,150.20 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 216,689.56 บาท นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และในต้นเงินจำนวน 371,460.64 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 ธันวาคม 2541) ต้องไม่เกินจำนวน34,670.33 บาท และ 52,004.49 บาท ตามลำดับ (ตามที่จำเลยขอ) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้โจทก์ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่จำเลยชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ซึ่งสูญหายไปโดยมีค่าบำเหน็จตามที่โจทก์ฟ้องหรือเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์เท่านั้น เห็นว่า ในการประกอบธุรกิจของจำเลย นอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการรับขนส่งสินค้าจากต่างประเทศมายังประเทศไทยและจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศแล้ว จำเลยยังมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวด้วย โดยจำเลยได้จดทะเบียนวัตถุประสงค์ดังกล่าวของจำเลยไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร แต่ในการประกอบธุรกิจกับโจทก์ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพนักงานบริษัทจำเลยไปปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยตรง คงได้ความว่าจำเลยได้มอบหมายให้พนักงานบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นผู้ดำเนินการแทนทั้งสิ้น แต่ในใบเรียกเก็บเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากโจทก์นั้น กลับระบุว่าจำเลยเป็นผู้เรียกเก็บเงินในนามของจำเลยเองทั้งสิ้น และในการฟ้องแย้งเรียกเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยก็ฟ้องในนามของจำเลยเอง เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับจำเลยและบริษัทผู้ให้บริการสำหรับกิจการดังกล่าวต่างก็เป็นบริษัทอยู่ในเครือข่ายเดียวกันด้วยแล้วตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยและบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวได้ประกอบธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าของโจทก์โดยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาแต่ต้น และตามเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยมีถึงโจทก์ แม้ก่อนเปลี่ยนชื่อ จำเลยจะใช้ชื่อว่าบริษัทอีไอ เฟรท ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด แต่จำเลยก็จะระบุชื่อ "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล" ไว้คู่กับชื่อของจำเลยที่หัวกระดาษเสมอ เช่น ในโทรสารเอกสารหมาย จ.83 ถึง จ.85 เป็นต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์สอินเตอร์เนชั่นแนล" ตามโทรสารเอกสารหมาย จ.83 และ จ.84 ดังกล่าว ไม่มีข้อความใดที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้ติดต่อกับโจทก์เรื่องการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์หรือเป็นตัวแทนของบริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าแต่อย่างใด หากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องใช้ข้อความในโทรสารเช่นนั้น และการที่จำเลยไม่มีโกดังเก็บสินค้าในต่างประเทศเป็นของตนเองก็หาได้หมายความว่าจำเลยจะประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ได้ เพราะจำเลยอาจร่วมประกอบธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทเครือข่ายในต่างประเทศที่มีโกดังเก็บสินค้าหรือจำเลยเช่าโกดังเก็บสินค้าจากผู้อื่นเพื่อดำเนินธุรกิจของจำเลยได้ นอกจากนี้ในการเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าของโจทก์ดังกล่าว จำเลยได้ส่งใบเรียกเก็บเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นสกุลเงินบาท กับออกใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยเองทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ส่งใบเรียกเก็บเงินถึงจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ หากจำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในฐานะผู้ร่วมประกอบการในกิจการนี้ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของจำเลยเองเช่นนั้น เพราะจะเป็นรายได้ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับภาระในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและต้องเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหากต้องส่งเงินนั้นต่อให้บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ด้วย และตามทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าในการรับฝากสินค้าดังกล่าวจำเลยได้เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่เก็บสินค้าให้โจทก์และจำเลยเรียกเก็บเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัทผู้รับฝากสินค้าแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมานี้ มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ว่า การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด แต่จำเลยและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์โดยมีบำเหน็จค่าฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 และมาตรา 659 วรรคสอง และเนื่องจากสินค้าได้สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักเอาไป ทำให้การขนส่งสินค้าแก่โจทก์กลายเป็นพ้นวิสัย จึงเป็นข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่จำต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 ตามที่จำเลยต่อสู้หรือไม่ เห็นว่า สินค้าที่สูญหายมีมูลค่ามากกว่า 20,000,000 บาท และมีน้ำหนักมากถึง 4,065 กิโลกรัม ถ้าจะขนย้ายสินค้าดังกล่าวออกจากโกดังเก็บสินค้าต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่และต้องใช้เวลาขนย้ายนานพอสมควรหากจำเลยกับพวกจัดเวรยามเฝ้าดูแลโกดังเก็บสินค้าที่เกิดเหตุไว้ ก็ยากที่คนร้ายจะลักทรัพย์ดังกล่าวไปได้ ซึ่งความในข้อนี้ฝ่ายจำเลยก็หาได้นำสืบปฏิเสธให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะอ้างว่าการที่คนร้ายลักสินค้าของโจทก์ไปจากโกดังเก็บสินค้าที่เกิดเหตุเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวได้สูญหายไปอันเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบให้โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามราคาของสินค้าที่โจทก์ซื้อมารวมเป็นเงินจำนวน 581,360 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่สินค้านั้นสูญหายไป โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าที่สูญหายหรือไม่ เพียงใดในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยที่ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าที่สูญหายมาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสองเมื่อโจทก์ได้คิดเอากำไรโดยคำนวณจากส่วนต่างของราคาขายกับต้นทุนของสินค้าที่โจทก์ซื้อมาเท่านั้น แต่โจทก์มิได้นำค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านการตลาด เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กับค่าภาษีต่าง ๆ มาคิดคำนวณเป็นต้นทุนด้วย จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้สาเหตุที่โจทก์ต้องให้จำเลยเก็บรักษาสินค้าที่สูญหายไว้ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสหราชอาณาจักร โดยโจทก์ยังไม่ต้องการให้จำเลยขนส่งสินค้าดังกล่าวมายังประเทศไทย เนื่องจากสินค้าในส่วนที่ผลิตในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวนมากได้ถูกจัดส่งมายังประเทศไทยแล้วและก่อนเกิดเหตุลักทรัพย์จำเลยก็ได้จัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวอีกจำนวน 3,056 เครื่อง มาส่งมอบให้โจทก์แล้ว จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ยังคงมีสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าที่สูญหายค้างสต็อกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังไม่สามารถขายได้ซึ่งสินค้าดังกล่าวอาจตกรุ่นในภายหลัง จึงยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะสามารถขายสินค้าที่สูญหายได้หมดทุกเครื่องในราคาที่โจทก์ตั้งไว้ได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อปรากฏว่าสินค้านั้นสูญหายไป น่าเชื่อว่าโจทก์จะต้องรีบสั่งซื้อสินค้าตัวใหม่มาขายหากำไรเพื่อชดเชยค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าได้อีกส่วนหนึ่งจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า โจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องจริง เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยแต่โจทก์นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงความเสียหายอันแท้จริงไม่ได้เช่นนี้ จึงชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี โดยเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,300,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากโจทก์สำหรับค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระหรือไม่ เห็นว่า หนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยนับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ที่โจทก์ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากจำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่ เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธินำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าที่สูญหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนแน่นอนแล้ว และโจทก์จะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีจึงเห็นสมควรให้นำหนี้สองจำนวนนี้มาหักกลบลบกันได้ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยให้มีผลในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ สำหรับข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากฟังว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 216,689.56 บาท และจำนวน 371,460.64 บาท นั้น โจทก์มิได้ให้การต่อสู้มาในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลย 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเงิน 216,689.56 บาท จำนวนที่ 2 เป็นเงิน 371,460.64 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และวันที่ 18 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวน ตามลำดับ เมื่อคิดระยะเวลานับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้องแย้ง จะเป็นระยะเวลา 8 เดือน 19 วัน กับ 7 เดือน 16 วัน ตามลำดับ แต่จำเลยขอคิดระยะเวลาที่จะนำมาคำนวณดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องเพียง 8 เดือน และ 7 เดือน ตามลำดับ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยโดยให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนแรกนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และในต้นเงินจำนวนที่ 2 นับแต่วันที่ 18เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นการเกินคำขอในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายสำหรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายเป็นเงินจำนวน 581,360 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 2,300,000 บาท แก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลยจำนวนแรกเป็นเงิน 216,689.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับช่วงเวลาก่อนฟ้องแย้งเป็นเวลา 8 เดือน และนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 ธันวาคม 2541) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ และจำนวนที่ 2 เป็นเงิน 371,460.64 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับช่วงเวลาก่อนฟ้องแย้งเป็นเวลา 7 เดือน และนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 ธันวาคม 2541) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้นำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าพร้อมดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรดังกล่าวข้างต้นได้ตามที่โจทก์ขอ แล้วจึงให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายที่คงเหลือในส่วนนี้แก่โจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 370,000 บาท กับค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงินอีก 150,000 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 344 ม. 657 ม. 659 วรรคสอง ม. 659 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4844/2545
#48663
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจัดหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัท อ. แต่จำเลยและบริษัทดังกล่าวมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยกับพวกเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์โดยมีบำเหน็จค่าฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 และมาตรา 659 วรรคสอง และเนื่องจากสินค้าได้สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักเอาไป ทำให้การส่งคืนสินค้าแก่โจทก์กลายเป็นพ้นวิสัยซึ่งเกิดจากจำเลยกับพวกไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยต้องรับผิดชอบในการสูญหายของสินค้าต่อโจทก์

เมื่อสินค้าได้สูญหายไปอันเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบให้โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามราคาของสินค้าที่โจทก์ซื้อมาพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้านั้นสูญหายไป โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าที่สูญหายมาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย จำเลยย่อมทราบดีเพราะจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปี การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยแต่โจทก์นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงความเสียหายอันแท้จริงไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

หนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งของจำเลยเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์ไม่ได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่ เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ได้กำหนดค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าที่สูญหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนแน่นอนแล้วและโจทก์จะต้องรับผิดชำระหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลย เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีจึงให้นำหนี้ทั้งสองจำนวนมาหักกลบลบกันได้โดยให้มีผลในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้

จำเลยได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลย 2 จำนวนพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และวันที่ 18 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวน เมื่อคิดระยะเวลานับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้องแย้งจะเป็นระยะเวลา 8 เดือน 19 วันกับ 7 เดือน 16 วัน แต่จำเลยขอคิดระยะเวลาที่จะนำมาคำนวณดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องเพียง 8 เดือนและ7 เดือน ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งโดยคิดดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนแรกนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และในต้นเงินจำนวนที่ 2 นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นการเกินคำขอในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้งจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอล 1800 รุ่น พีซีเอ็น 780จำนวน 15,000 เครื่อง รวมเป็นเงินจำนวน 3,225,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทโมโตโรล่า อิงค์. ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ภายในเดือนมิถุนายน 2540 โจทก์จึงว่าจ้างจำเลยและจำเลยตกลงให้บริการรับจัดส่งสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อมาส่งมอบให้แก่โจทก์ในประเทศไทย ต่อมาบริษัทโมโตโรล่า อิงค์. ได้ให้โรงงานในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีผลิตสินค้าดังกล่าวจำนวน 9,000 เครื่อง และให้โรงงานในเมืองอีสเตอร์อินซ์ (Easter Inch) ประเทศสหราชอาณาจักร ผลิตสินค้าดังกล่าวจำนวน 6,000 เครื่อง ทั้งนี้จากประเพณีปฏิบัติในการให้บริการของจำเลยที่ผ่านมา จำเลยมีหน้าที่รับสินค้าของโจทก์จากโรงงานดังกล่าวส่งไปยังสถานที่เก็บสินค้าของจำเลยใน 2 ประเทศดังกล่าว เพื่อดำเนินการบรรจุหีบห่อ แล้วส่งมอบให้สายการบินขนส่งมามอบให้แก่โจทก์ในประเทศไทยโดยจำเลยตกลงคิดค่าบำเหน็จและค่าตอบแทนรวมทั้งค่าบริการอื่น ๆ จากโจทก์ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยได้จัดส่งสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนที่ผลิตในเมืองฮัมบูร์กให้แก่โจทก์ครบถ้วน และโจทก์ได้ชำระเงินค่าบริการส่วนนี้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นกัน ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยได้ไปรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโรงงานของผู้ผลิตในเมืองอีสเตอร์อินช์จำนวน 6,000 เครื่อง แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือข่ายเดียวกับบริษัทจำเลยโดยจำเลยคิดค่าฝากสินค้าในอัตรากิโลกรัมละ 0.01 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อระยะเวลา 45 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 และค่าฝากสินค้าในอัตรากิโลกรัมละ 0.0075 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อระยะเวลา 45 วัน เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 กำหนดชำระเงินโดยเฉลี่ยภายใน 45 วัน นับจากวันที่จำเลยเรียกเก็บเงินค่าฝากสินค้า จำเลยได้ทยอยจัดส่งสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่มาส่งมอบให้แก่โจทก์เรื่อยมา ต่อมาจำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ว่า สินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เหลืออยู่จำนวน 2,944 เครื่อง ซึ่งเก็บอยู่ในโกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ได้สูญหายไปจำนวน 2,704 เครื่อง ทั้งนี้จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษารับผิดชอบสินค้าเพื่อนำมาส่งมอบให้แก่โจทก์ได้กระทำหรือละเว้นกระทำการโดยประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้มีวิชาชีพทำให้สินค้าของโจทก์สูญหายไป จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินค้าที่สูญหายแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันฟ้องเป็นเงินอีกจำนวน 21,502.35 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 602,862.35 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันก่อนหน้าวันฟ้อง 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 39.70 บาท จึงรวมเป็นเงินไทยจำนวน 23,933,635.29 บาท และจำเลยยังต้องรับผิดชำระค่าขาดกำไรจากการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวคิดเป็นเงินจำนวน 18,301,239.84 บาท แก่โจทก์ จำเลยได้จัดส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เหลือจำนวน 240 เครื่องแก่โจทก์ครบถ้วน แล้วจำเลยส่งใบเรียกเก็บเงินค่าฝากสินค้าในประเทศสหราชอาณาจักรสำหรับระยะเวลาระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 ให้แก่โจทก์ แต่การที่จำเลยทำให้สินค้าของโจทก์สูญหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าฝากสินค้าจากโจทก์ โจทก์จึงขอหักกลบลบหนี้เฉพาะค่าระวางการขนส่งสินค้าที่จำเลยเรียกเก็บจำนวน 588,150.20 บาท กับเงินค่าขาดกำไรจากการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 18,301,239.84 บาท คงเหลือค่าเสียหายในส่วนค่าขาดกำไรที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 17,713,089.64 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน602,862.35 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน581,360 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรอีกจำนวน 17,713,089.64 บาท แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำฟ้อง จำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือเฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เท่านั้น เนื่องจากสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขราคาแบบเอกซ์เวิร์กส (Ex Works) กล่าวคือโจทก์ในฐานะผู้ซื้อมีหน้าที่ไปรับมอบสินค้าจากบริษัทผู้ขาย ณ โรงงานหรือโรงพักสินค้าของผู้ขายตามแต่จะกำหนด ดังนั้น จำเลยในฐานะตัวแทนของโจทก์จะต้องไปรับมอบสินค้านั้นจากผู้ขาย ณ โรงงานหรือโรงพักสินค้าตามที่ผู้ขายจะกำหนด จากนั้นจำเลยจะจัดให้มีการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับคดีนี้หลังจากจำเลยรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้ว จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ช่วยจัดหาโกดังเก็บสินค้าเพื่อเก็บรักษาสินค้านั้นไว้ก่อน จำเลยจึงติดต่อบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรให้ดำเนินการดังกล่าวซึ่งโจทก์ก็ทราบดีเพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือยอมรับบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ และจำเลยมิได้มีผลประโยชน์หรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์-เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ทั้งบริษัทดังกล่าวก็มิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจใด ๆ ในบริษัทจำเลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เป็นผลมาจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลย เพราะสินค้าดังกล่าวถูกลักไปขณะเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด อันถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้รับฝากทรัพย์ไม่อาจจะป้องกันได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย การที่โจทก์นำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามใบเรียกเก็บเงินของจำเลยรวมจำนวน 588,150.20 บาท มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายจากการขาดกำไรของโจทก์นั้นถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงมีหน้าที่ชำระเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน 216,689.56 บาท และจำนวน 371,460.64บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระเงิน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 34,670.33 บาท และจำนวน 52,004.49 บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น 674,825.02 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 674,825.02 บาท แก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายมาแล้วแต่ไม่สามารถส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์และโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเอาหนี้ค่าขาดกำไรที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 18,301,239.84 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าระวางขนส่งสินค้าจำนวน 588,150.20บาท ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวจำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่เคยตกลงหรือยินยอมด้วยและมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่รับฝากสินค้าพิพาทของโจทก์และจำเลยได้ดำเนินการดังกล่าวภายในขอบอำนาจของตัวแทน จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการที่สินค้าของโจทก์สูญหาย รวมทั้งไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดกำไรตามคำฟ้องเมื่อจำเลยมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ในการที่จะต้องชำระค่าเสียหายตามคำฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายตามฟ้องได้ โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ตามวันที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.96 และ จ.97 คือวันที่ 15 มีนาคม 2541 และวันที่ 18 เมษายน 2541 ตามลำดับ พิพากษายกฟ้อง และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยโดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 588,150.20 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 216,689.56 บาท นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2541 และในต้นเงินจำนวน 371,460.64 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 ธันวาคม 2541) ต้องไม่เกินจำนวน 34,670.33 บาท และ 52,004.49 บาท ตามลำดับ (ตามที่จำเลยขอ)

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการรับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ซึ่งสูญหายไปโดยมีค่าบำเหน็จตามที่โจทก์ฟ้องหรือเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์เท่านั้น โจทก์มีนายพฤษภ์ เกรียงศักดานุกูล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนธุรกิจบริษัทโจทก์เป็นพยานโดยยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและมาเบิกความประกอบว่า หลังจากจำเลยรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโรงงานของบริษัทผู้ขายในเมืองอีสเตอร์อินซ์ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2540 แล้ว สินค้าดังกล่าวได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในโกดังเก็บสินค้าที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสหราชอาณาจักร ตลอดมา ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2540 นายเจมส์ เพ็ญสิริวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทจำเลยได้ส่งโทรสารถึงนายเกรียงฤทธิ์หรือหลุยส์ เก่งลือชัยบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ขอแจ้งอัตราค่าเก็บรักษาสินค้าในโกดังเก็บสินค้าที่ประเทศสหราชอาณาจักรว่าจะคิดอัตราใหม่เป็นกิโลกรัมละ 0.0075 ดอลลาร์สหรัฐ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 กำหนดชำระโดยเฉลี่ยภายใน 45 วัน นับแต่วันที่จำเลยเรียกเก็บเงินตามโทรสารเอกสารหมาย จ.85 ซึ่งโจทก์ตกลงด้วย สำหรับสินค้าที่จำเลยรับจากโรงงานผู้ผลิตในเมืองอีสเตอร์อินช์จำนวน 6,000 เครื่อง และจำเลยได้ให้บริการจัดเก็บไว้ที่โกดังเก็บสินค้าในเมืองกลาสโกว์นั้น จำเลยได้ทยอยจัดส่งสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์เมื่อต้นปี2541 และจำเลยได้ทยอยเรียกเก็บเงินค่ารักษาสินค้าจากโจทก์ระหว่างเดือนมิถุนายน 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 ซึ่งโจทก์ก็ได้ชำระแก่จำเลยแล้วตามใบเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.86 ถึง จ.89 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ส่งโทรสารถึงโจทก์ แจ้งเรื่องการส่งใบเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้า และวันที่17 มกราคม 2541 จำเลยได้ส่งโทรสารถึงโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้ให้บริการจัดเก็บสินค้าของโจทก์ในเมืองชิคาโกและเมืองกลาสโกว์และขอคำยืนยันจากโจทก์ว่าจะให้เก็บรักษาสินค้าของโจทก์ไว้ที่เมืองกลาสโกว์มีระยะเวลานานอีกเท่าใด เพราะถ้าโจทก์จะให้จัดเก็บสินค้าเป็นระยะเวลานาน จำเลยจะจัดหาโกดังเก็บสินค้าให้ใหม่ ซึ่งจะต้องทำสัญญาคลังสินค้ากันต่างหาก (a seperate warehouse agreement) ตามโทรสารเอกสารหมาย จ.90 และ จ.91 เมื่อโจทก์ได้รับโทรสารดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยเก็บรักษาสินค้าของโจทก์ที่เมืองกลาสโกว์อีกต่อไป จึงแจ้งให้จำเลยจัดการขนส่งสินค้าของโจทก์มายังประเทศไทยตามจดหมายไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) เอกสารหมาย จ.92 ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการจัดส่งสินค้าของโจทก์ที่เก็บรักษาอยู่ในโกดังเก็บสินค้าที่เมืองกลาสโกว์มาให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 จนถึงเดือนมีนาคม 2541 จำนวน3,056 เครื่อง ตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.93 ถึง จ.95 และจำเลยได้เรียกเก็บเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจากโจทก์ตามใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.96 ถึง จ.100 ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2541 ฝ่ายจำเลยได้ส่งโทรสารแจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าของโจทก์ส่วนที่เหลือซึ่งเก็บรักษาอยู่ ณ โกดังเก็บสินค้าที่เมืองกลาสโกว์ได้สูญหายไปจำนวน2,704 เครื่อง เมื่อระหว่างวันที่ 3 ถึง 4 เมษายน 2541 ตามโทรสารเอกสารหมาย จ.102 โดยโจทก์มีนายเกรียงฤทธิ์หรือหลุยส์ เก่งลือชัยบุตร อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ นางวรรณี วรสินธพ ผู้จัดการอาวุโสแผนกนำเข้าและส่งออกบริษัทโจทก์ นางสุปรีดาเกตุประจักษ์ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเงินบริษัทโจทก์กับนางสาวดวงพร ศรีจันทร์วงศ์ เจ้าหน้าที่ธุรการอาวุโสฝ่ายการเงินบริษัทโจทก์เป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความสนับสนุนถ้อยคำของนายเกรียงศักดิ์ดังกล่าว ฝ่ายจำเลยมีนายไว แลป ฟุง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทจำเลยเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่าโจทก์เพียงแต่ตกลงให้จำเลยเป็นผู้รับจัดการขนส่งสินค้า (เฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์) โดยจัดหาผู้ขนส่งสินค้ามายังประเทศไทยแทนโจทก์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติโจทก์จะเป็นผู้แจ้งให้จำเลยทราบถึงเวลารับมอบสินค้าและสถานที่ที่รับมอบสินค้า เมื่อจำเลยรับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว จำเลยก็จะเข้าดำเนินการในงานนั้น ๆ แต่จำเลยไม่จำเป็นต้องดำเนินการด้วยตัวเอง โดยจำเลยสามารถมอบหมายให้บุคคลที่จำเลยไว้วางใจหรือมีความคุ้นเคยรับจัดการแทนจำเลยได้ ซึ่งในคดีนี้จำเลยก็ได้แจ้งให้บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกับบริษัทจำเลยและมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ประเทศที่ตั้งของโรงงานผลิตสินค้าเป็นผู้ดำเนินการไปรับมอบสินค้าแทนโจทก์โดยผ่านจำเลย และในการจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยจะติดต่อกับผู้ขนส่งสินค้าที่ต้นทาง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ต้นทางคือบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ได้รับแจ้งจากจำเลยให้ไปรับสินค้านั้นที่โรงงานของบริษัทผู้ขายแล้วนำมาเก็บไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของตนชั่วคราว อันเป็นแนวปฏิบัติที่ทำกันมาเพื่อรอคำสั่งจากโจทก์ให้ส่งสินค้าดังกล่าวมาให้แก่โจทก์ที่กรุงเทพมหานคร แต่ปลายเดือนเดียวกันจำเลยได้รับคำสั่งจากโจทก์ให้จัดการหาสถานที่เก็บรักษาสินค้าของโจทก์ไว้ที่ประเทศสหราชอาณาจักรก่อน เนื่องจากสินค้าของโจทก์ค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก โจทก์ยังมีคำสั่งให้จำเลยแจ้งไปยังเจ้าของโกดังเก็บสินค้าของโจทก์ทั้งที่เมืองชิคาโก เมืองกลาสโกว์และเมืองฮัมบูร์ก ให้เก็บรักษาสินค้าของโจทก์ไว้ต่อไปพร้อมทั้งให้แจ้งเสนออัตราหรือราคาค่าเก็บรักษาสินค้าแก่โจทก์ด้วย ดังนั้นจำเลยจึงได้แจ้งให้บริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าเสนออัตราเก็บรักษาสินค้าแก่โจทก์ตามคำสั่งของโจทก์ ทั้งนี้โดยจำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องเก็บหรือรับฝากสินค้าของโจทก์เพราะหน้าที่ของจำเลยมีเพียงจัดให้มีการขนส่งสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์เท่านั้น อีกทั้งจำเลยก็ไม่มีโกดังเก็บสินค้าที่ต่างประเทศด้วย เมื่อจำเลยได้รับแจ้งอัตราค่าเก็บรักษาสินค้าแล้วก็ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โดยจำเลยไม่มีอำนาจใด ๆ ในการตัดสินใจ แต่โจทก์ไม่ยอมรับข้อเสนอและได้มีคำสั่งให้จำเลยต่อรองกับบริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าในเรื่องระยะเวลาปลอดการเรียกเก็บค่ารักษาสินค้าและค่าเก็บรักษาสินค้ารวมทั้งวันที่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงนำข้อต่อรองของโจทก์ไปเสนอให้บริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าทราบ ผลปรากฏว่าบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ตกลงรับข้อเสนอของโจทก์และแจ้งให้จำเลยในฐานะตัวแทนของโจทก์ทราบ จำเลยจึงได้ส่งโทรสารเอกสารหมาย จ.84 แจ้งให้โจทก์ทราบ เมื่อโจทก์ตกลงยอมรับอัตราค่าเก็บรักษาสินค้าที่เมืองกลาสโกว์แล้ว สินค้าของโจทก์จึงถูกเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าในเมืองกลาสโกว์ของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ตามที่โจทก์ตกลง ทั้งนี้โดยจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการดำเนินการดังกล่าวสินค้าของโจทก์จึงถูกฝากเก็บไว้ที่โกดังเก็บสินค้าดังกล่าวตามข้อตกลงฝากทรัพย์ระหว่างโจทก์กับบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล(ยูเค) จำกัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้าในส่วนนี้ต่อโจทก์ ส่วนการเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าจำเลยเป็นแต่เพียงผู้ประสานงาน และเหตุที่บริษัทผู้ให้บริการเก็บรักษาสินค้าของโจทก์ไม่ส่งใบเรียกเก็บเงินไปยังโจทก์โดยตรงเพราะไม่สามารถออกใบเรียกเก็บเงินซึ่งเรียกเก็บเป็นเงินสกุลบาทได้ จึงจำเป็นต้องส่งใบเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าเป็นสกุลเงินต่างประเทศมายังจำเลยก่อน เมื่อจำเลยได้รับชำระเงินค่าเก็บรักษาสินค้าแล้ว จำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งเงินนั้นให้แก่บริษัทผู้ให้บริการเก็บรักษาสินค้าจนครบตามจำนวนที่ถูกเรียกเก็บมาโดยวิธีการตัดบัญชี โดยจำเลยมีนางสาวเสาวรินทร์ นิมมานพฤติ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการนำเข้าสินค้าบริษัทจำเลยนางสาวชัฏมา ชัยนภาศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินบริษัทจำเลยเป็นพยานยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบกับจำเลยได้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายเจมส์ เพ็ญศิริวงศ์ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นพยานเพื่อสนับสนุนถ้อยคำของนายไว แลปฟุง ดังกล่าว เห็นว่า ในการประกอบธุรกิจของจำเลยนอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการรับขนส่งสินค้าจากต่างประเทศมายังในประเทศไทยและจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศแล้ว จำเลยยังมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวด้วยโดยจำเลยได้จดทะเบียนวัตถุประสงค์ดังกล่าวของจำเลยไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.3 ในข้อ 26 แต่ในการประกอบธุรกิจกับโจทก์ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพนักงานบริษัทจำเลยไปปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยตรง คงได้ความว่าจำเลยได้มอบหมายให้พนักงานบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์สอินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์สอินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นผู้ดำเนินการแทนทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ว่าในการขนส่งสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์มายังประเทศไทยตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.22 ล้วนแต่ระบุชื่อผู้ออกใบตราส่งทางอากาศว่าคือ บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช แห่งประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีทั้งสิ้น ส่วนใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.93 ถึง จ.95ก็ล้วนแต่ระบุชื่อผู้ออกใบตราส่งทางอากาศว่าคือ บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์-เนชั่นแนล และระบุชื่อผู้ขนส่งหรือตัวแทนที่ออกเอกสารว่าคือ บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด แห่งประเทศสหราชอาณาจักร แต่ในใบเรียกเก็บเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ตามใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.23 ถึงจ.27 จ.31 จ.34 จ.39 ถึง จ.43 และ จ.50 นั้นกลับระบุว่าจำเลยเป็นผู้เรียกเก็บเงินในนามของจำเลยเองทั้งสิ้นและในการฟ้องแย้งเรียกเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยจำเลยก็ฟ้องในนามของจำเลยเอง เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับจำเลยและบริษัทผู้ให้บริการสำหรับกิจการดังกล่าวต่างก็เป็นบริษัทอยู่ในเครือข่ายเดียวกันด้วยแล้ว ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยและบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวได้ประกอบธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าของโจทก์โดยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาแต่ต้น สำหรับสินค้าของโจทก์ที่สูญหายไปนั้น โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยโดยตรง ขอให้ช่วยเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวไว้ที่ประเทศสหราชอาณาจักรก่อนซึ่งตามรูปเรื่องน่าเชื่อว่าจำเลยได้มอบหมายให้บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์-เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ไปรับสินค้าดังกล่าวจากโรงงานของบริษัทโมโตโรล่า อิงค์. ที่เมืองอีสเตอร์อินซ์ ประเทศสหราชอาณาจักรมาเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิได-เตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ที่เมืองกลาสโกว์ อยู่ก่อนแล้ว และปรากฏว่านายเจมส์พนักงานบริษัทจำเลยได้ส่งโทรสารฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 ถึงนางวรรณีพนักงานบริษัทโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.83 เพื่อเสนอราคาค่าเก็บรักษาสินค้าโดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า "โปรดดูข้อเสนอของทางเราเกี่ยวกับคลังเก็บสินค้า..." ซึ่งได้เสนอราคาค่าเก็บรักษาสินค้าในโกดังเก็บสินค้าที่เมืองชิคาโก คิดอัตราวันละ 0.01 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัม ที่เมืองกลาสโกว์ คิดอัตราวันละ 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัม และที่เมืองฮัมบูร์ก คิดอัตราวันละ 0.02 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัมตามเอกสารดังกล่าวมิได้มีข้อความใดที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยเสนอราคาในฐานะเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทผู้ให้บริการแต่อย่างใดและคำว่า "ทางเรา" ในเอกสารดังกล่าวน่าจะหมายถึงจำเลยและบริษัทในเครือข่ายดังกล่าว เมื่อฝ่ายโจทก์ขอต่อรองราคา ปรากฏว่าในเวลาต่อมานายเจมส์พนักงานบริษัทจำเลยก็ได้มีโทรสารฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.84 แจ้งลดอัตราค่าเก็บรักษาสินค้าที่เมืองชิคาโกและเมืองกลาสโกว์เหลือวันละ 0.01 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัม และแจ้งว่าที่เมืองฮัมบูรก์ไม่มีอาคารหรือคลังสินค้าที่จะให้บริการได้ตามเอกสารดังกล่าวยังคงใช้คำว่า "เรา" ซึ่งน่าจะหมายถึงจำเลยและบริษัทต่าง ๆ ในเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล" หรือในชื่อย่อว่า "อีไอ" นั่นเอง แม้จะปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ติดต่อกับจำเลยเรื่องอัตราค่าเก็บรักษาสินค้าโดยผ่านทางนายอัลเบิร์ต เวย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยตามข้อความที่ปรากฏในโทรสารของนายเจมส์เอกสารหมาย จ.85 และติดต่อผ่านนายเจมส์พนักงานบริษัทจำเลยตามโทรสารของนางวรรณีเอกสารหมาย ล.3 และบุคคลทั้งสองไม่สามารถตอบรับเงื่อนไขหรือข้อต่อรองของโจทก์ได้ทันทีตามที่จำเลยนำสืบก็ตาม ก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นเพราะฝ่ายจำเลยจะต้องสอบถามไปยังบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวในฐานะเจ้าของโกดังเก็บสินค้าโดยตรงและปรึกษาหารือกันก่อนในฐานะที่จำเลยและบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวเป็นผู้ร่วมประกอบธุรกิจโดยมีผลประโยชน์ร่วมกันก่อนที่จะยอมรับหรือปฏิเสธเงื่อนไขข้อต่อรองของโจทก์ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการประกอบธุรกิจการค้าร่วมกัน นอกจากนี้ตามโทรสารฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2541 เอกสารหมาย จ.91 ซึ่งฝ่ายจำเลยมีถึงโจทก์มีใจความว่า "สำหรับที่กลาสโกว์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้รับสินค้าเข้าในโกดังจำนวน 8 เที่ยว มีน้ำหนักโดยประมาณ 9.7 เมตริกตัน... เรายินดีจะยังคงให้บริการแก่ท่านในการจัดเก็บสินค้าในโกดังต่อไป แต่เราจำเป็นที่จะต้องได้รับคำยืนยันจากท่านว่าให้เก็บสินค้าไว้อีกนานเท่าใด ถ้าจะเก็บสินค้าโดยไม่มีกำหนดเวลา เราอาจจะต้องหาทางเลือกอื่นเพื่อที่จะโอนสินค้าไปจัดเก็บไว้ในโกดังแบบมีเวลานานซึ่งจะตรงกับความประสงค์ของท่านมากกว่า ถ้าท่านเลือกทางออกนี้ เราจะต้องจัดทำสัญญาคลังสินค้าลงนามระหว่าง "เอ็กปิไดเตอร์ส" และ "ยูคอม" (หมายถึงโจทก์) แยกต่างหากอีกฉบับหนึ่ง..." ตามข้อความดังกล่าว คำว่า "เรา" ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า น่าจะหมายถึงจำเลยและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ส่วนคำว่า "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส" ก็น่าจะหมายถึง จำเลยหรือบริษัทในเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งจะเป็นผู้ลงชื่อเป็นคู่สัญญาในหนังสือสัญญาฝากทรัพย์กับโจทก์ต่อไป ทั้งนี้ เพราะตามเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยมีถึงโจทก์ แม้ก่อนเปลี่ยนชื่อ จำเลยจะใช้ชื่อว่าบริษัท อีไอ เฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด แต่จำเลยก็จะระบุชื่อ "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล" ไว้คู่กับชื่อของจำเลยที่หัวกระดาษเสมอ เช่น ในโทรสารเอกสารหมาย จ.83 ถึง จ.85 เป็นต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล" ตามโทรสารเอกสารหมาย จ.83 และ จ.84 ดังกล่าว ไม่มีข้อความใดที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้ติดต่อกับโจทก์เรื่องการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์หรือเป็นตัวแทนของบริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าแต่อย่างใด หากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องใช้ข้อความในโทรสารเช่นนั้น และการที่จำเลยไม่มีโกดังเก็บสินค้าในต่างประเทศเป็นของตนเองก็หาได้หมายความว่าจำเลยจะประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เพราะจำเลยอาจร่วมประกอบธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทเครือข่ายในต่างประเทศที่มีโกดังเก็บสินค้า หรือจำเลยเช่าโกดังเก็บสินค้าจากผู้อื่นเพื่อดำเนินธุรกิจของจำเลยได้ นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบฟังได้อีกว่าเมื่อสินค้าของโจทก์ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ได้สูญหายไปแล้ว นายเอริน เอ็ม. โทมัสสัน กรรมการบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ออฟ วอชิงตัน อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทต่าง ๆ ในเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส" ได้มีหนังสือถึงโจทก์ว่า "เรา" มีความเสียใจเป็นอย่างมากต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและขอจำกัดความรับผิดในสินค้าที่สูญหายกิโลกรัมละ 2.69 ดอลลาร์สหรัฐ ตามโทรสารเอกสารหมาย จ.102 โดยโทรสารฉบับดังกล่าวได้ระบุชื่อจำเลยและคำว่า "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส" ไว้ที่หัวกระดาษด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัดจะต้องมีความเกี่ยวข้องกันในการประกอบธุรกิจรับฝากสินค้ารายนี้อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่เก็บรักษาสินค้าให้โจทก์นายเอริน เอ็ม. โทมัสสัน ก็ไม่น่าจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและระบุชื่อจำเลยไว้ในเอกสารฉบับดังกล่าว ทั้งโทรสารฉบับดังกล่าวยังอาจทำให้บุคคลผู้เกี่ยวข้องเข้าใจได้ว่านายเอรินเอ็ม. โทมัสสัน กรรมการบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ออฟ วอชิงตัน อิงค์.มีโทรสารดังกล่าวถึงโจทก์แทนจำเลยอีกด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏว่าคู่ความนำสืบรับกันอีกว่าในการเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าของโจทก์ดังกล่าว จำเลยได้ส่งใบเรียกเก็บเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นสกุลเงินบาท กับออกใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยเองทั้งสิ้น ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.47 จ.48 และ ล.2 ทั้ง ๆ ที่บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ส่งใบเรียกเก็บเงินถึงจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารหมาย ล.1 หากจำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในฐานะผู้ร่วมประกอบการในกิจการนี้ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของจำเลยเองเช่นนั้น เพราะจะเป็นรายได้ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับภาระในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและต้องเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหากต้องส่งเงินนั้นต่อให้บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ด้วย แม้คดีนี้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้รับผลประโยชน์จากกิจการนี้อย่างไรบ้าง ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ภายในของบริษัทเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล" ด้วยกัน หากเป็นความลับในเรื่องธุรกิจการค้าที่รู้กันเฉพาะบริษัทในเครือข่ายด้วยกันก็เป็นการยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้และตามทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าในการรับฝากสินค้าดังกล่าวจำเลยได้เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่เก็บสินค้าให้โจทก์และจำเลยเรียกเก็บเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัทผู้รับฝากสินค้าแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมานี้มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ว่า การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด แต่จำเลยและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล(ยูเค) จำกัด มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์ โดยมีบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 222 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 341 ม. 344 ม. 657 ม. 659
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4844/2545
#99837
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัท อ. แต่จำเลยและบริษัท อ. มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์โดยมีบำเหน็จค่าฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 และมาตรา 659 วรรคสอง เมื่อจำเลยกับพวกมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบหาได้ไม่

โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้ามาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง

หนี้ค่าระวางการขนสินค้าตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยนับแต่วันครบกำหนด 45 วัน ที่โจทก์ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากจำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่ เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344

การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยเกินคำขอของจำเลยในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้งนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๒,๘๖๒.๓๕ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๕๘๑,๓๖๐ ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรอีกจำนวน ๑๗,๗๑๓,๐๘๙.๖๔ บาท แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำฟ้อง จำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือเฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เท่านั้น โดยหลังจากจำเลยรับมอบสินค้าจากผู้ขายแล้ว จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ช่วยจัดหาโกดังเก็บสินค้าเพื่อเก็บรักษาสินค้านั้นไว้ก่อน จำเลยจึงติดต่อบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรให้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ทราบดีเพราะจำเลยไม่ได้เป็นผู้กำหนดหรือยอมรับบำเหน็จค่าฝากทรัพย์ และจำเลยมิได้มีผลประโยชน์หรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ทั้งบริษัทดังกล่าวก็มิได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจใด ๆ ในบริษัทจำเลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เป็นผลมาจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลย เพราะสินค้าดังกล่าวถูกลักไปขณะเก็บรักษาไว้ที่โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด อันถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้รับฝากทรัพย์ไม่อาจจะป้องกันได้ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย การที่โจทก์นำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามใบเรียกเก็บเงินของจำเลยรวมจำนวน ๕๘๘,๑๕๐.๒๐ บาท มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายจากการขาดกำไรของโจทก์นั้น ถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงมีหน้าที่ชำระเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน ๒๑๖,๖๘๙.๕๖ บาท และจำนวน ๓๗๑,๔๖๐.๖๔ บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดนัดอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือน นับแต่วันครบกำหนดชำระเงิน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๓๔,๖๗๐.๓๓ บาท และจำนวน ๕๒,๐๐๔.๔๙ บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น ๖๗๔,๘๒๕.๐๒ บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๖๗๔,๘๒๕.๐๒ บาท แก่จำเลย พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายมาแล้วแต่ไม่สามารถส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเอาหนี้ค่าขาดกำไรที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน ๑๘,๓๐๑,๒๓๙.๘๔ บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน ๕๘๘,๑๕๐.๒๐ บาท ที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยได้ จำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือน เพราะดอกเบี้ยดังกล่าวจำเลยกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่เคยตกลงหรือยินยอมด้วยและมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่รับฝากสินค้าของโจทก์ และจำเลยได้ดำเนินการดังกล่าวภายในขอบอำนาจของตัวแทน จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการที่สินค้าของโจทก์สูญหาย รวมทั้งไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดกำไรตามคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์ในการที่จะต้องชำระค่าเสียหายตามคำฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายตามคำฟ้องได้ โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งแก่จำเลยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด ๔๕ วัน ตามวันที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ. ๙๖ และ จ. ๙๗ คือวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ ตามลำดับ พิพากษายกฟ้อง และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยโดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๕๘๘,๑๕๐.๒๐ บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๒๑๖,๖๘๙.๕๖ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๑ และในต้นเงินจำนวน ๓๗๑,๔๖๐.๖๔ บาท นับแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) ต้องไม่เกินจำนวน ๓๔,๖๗๐.๓๓ บาท และ ๕๒,๐๐๔.๔๙ บาท ตามลำดับ (ตามที่จำเลยขอ) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้โจทก์ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่จำเลยชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการผู้รับฝากสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ซึ่งสูญหายไปโดยมีค่าบำเหน็จตามที่โจทก์ฟ้องหรือเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์เท่านั้น เห็นว่า ในการประกอบธุรกิจของจำเลย นอกจากจำเลยจะมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการรับขนส่งสินค้าจากต่างประเทศมายังประเทศไทยและจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศแล้ว จำเลยยังมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวด้วย โดยจำเลยได้จดทะเบียนวัตถุประสงค์ดังกล่าวของจำเลยไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร แต่ในการประกอบธุรกิจกับโจทก์ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพนักงานบริษัทจำเลยไปปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีโดยตรง คงได้ความว่าจำเลยได้มอบหมายให้พนักงานบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นผู้ดำเนินการแทนทั้งสิ้น แต่ในใบเรียกเก็บเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าดังกล่าวจากโจทก์นั้น กลับระบุว่าจำเลยเป็นผู้เรียกเก็บเงินในนามของจำเลยเองทั้งสิ้น และในการฟ้องแย้งเรียกเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยก็ฟ้องในนามของจำเลยเอง เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับจำเลยและบริษัทผู้ให้บริการสำหรับกิจการดังกล่าวต่างก็เป็นบริษัทอยู่ในเครือข่ายเดียวกันด้วยแล้ว ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยและบริษัทในเครือข่ายดังกล่าวได้ประกอบธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าของโจทก์โดยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาแต่ต้น และตามเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยมีถึงโจทก์ แม้ก่อนเปลี่ยนชื่อ จำเลยจะใช้ชื่อว่าบริษัทอีไอ เฟรท ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด แต่จำเลยก็จะระบุชื่อ "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" ไว้คู่กับชื่อของจำเลยที่หัวกระดาษเสมอ เช่น ในโทรสารเอกสารหมาย จ. ๘๓ ถึง จ. ๘๕ เป็นต้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือข่าย "เอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" ตามโทรสารเอกสารหมาย จ. ๘๓ และ จ. ๘๔ ดังกล่าว ไม่มีข้อความใดที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ว่าจำเลยได้ติดต่อกับโจทก์เรื่องการเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์หรือเป็นตัวแทนของบริษัทเจ้าของโกดังเก็บสินค้าแต่อย่างใด หากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องใช้ข้อความในโทรสารเช่นนั้น และการที่จำเลยไม่มีโกดังเก็บสินค้าในต่างประเทศเป็นของตนเองก็หาได้หมายความว่าจำเลยจะประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ได้ เพราะจำเลยอาจร่วมประกอบธุรกิจดังกล่าวกับบริษัทเครือข่ายในต่างประเทศที่มีโกดังเก็บสินค้า หรือจำเลยเช่าโกดังเก็บสินค้าจากผู้อื่นเพื่อดำเนินธุรกิจของจำเลยได้ นอกจากนี้ในการเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าของโจทก์ดังกล่าว จำเลยได้ส่งใบเรียกเก็บเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นสกุลเงินบาท กับออกใบเสร็จรับเงินให้โจทก์ในนามของจำเลยเองทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ส่งใบเรียกเก็บเงินถึงจำเลยโดยเรียกเก็บเป็นเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ หากจำเลยไม่ได้รับผลผระโยชน์ตอบแทนในฐานะผู้ร่วมประกอบการในกิจการนี้ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของจำเลยเองเช่นนั้น เพราะจะเป็นรายได้ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับภาระในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและต้องเสี่ยงต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หากต้องส่งเงินนั้นต่อให้บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด ด้วย และตามทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าในการรับฝากสินค้าดังกล่าวจำเลยได้เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการติดต่อหาสถานที่เก็บสินค้าให้โจทก์และจำเลยเรียกเก็บเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัทผู้รับฝากสินค้าแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมานี้ มีเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ว่า การที่จำเลยจัดการหาสถานที่รับฝากสินค้าให้โจทก์ในประเทศสหราชอาณาจักรและเรียกเก็บเงินค่าเก็บรักษาสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ในนามของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการงานที่จำเลยทำให้เปล่าในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์และตัวแทนของบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด แต่จำเลยและบริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ยูเค) จำกัด มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรับฝากสินค้าของโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกันในการรับฝากสินค้าที่สูญหายจากโจทก์โดยมีบำเหน็จค่าฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๗ และมาตรา ๖๕๙ วรรคสอง และเนื่องจากสินค้าได้สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักเอาไป ทำให้การขนส่งคืนสินค้าแก่โจทก์กลายเป็นพ้นวิสัย จึงเป็นข้อต้องพิจารณาต่อไปว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่จำต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๙ ตามที่จำเลยต่อสู้หรือไม่ เห็นว่า สินค้าที่สูญหายมีมูลค่ามากกว่า ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และมีน้ำหนักมากถึง ๔,๐๖๕ กิโลกรัม ถ้าจะขนย้ายสินค้าดังกล่าวออกจากโกดังเก็บสินค้าต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่และต้องใช้เวลาขนย้ายนานพอสมควร หากจำเลยกับพวกจัดเวรยามเฝ้าดูแลโกดังเก็บสินค้าที่เกิดเหตุไว้ ก็ยากที่คนร้ายจะลักทรัพย์ดังกล่าวไปได้ ซึ่งความในข้อนี้ฝ่ายจำเลยก็หาได้นำสืบปฏิเสธให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ จึงถือได้ว่าจำเลยกับพวกมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๙ วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าดังกล่าวต่อโจทก์ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะอ้างว่าการที่คนร้ายลักสินค้าของโจทก์ไปจากโกดังเก็บสินค้าที่เกิดเหตุเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเป็นพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวได้สูญหายไปอันเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบให้โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามราคาของสินค้าที่โจทก์ซื้อมารวมเป็นเงินจำนวน ๕๘๑,๓๖๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันที่สินค้านั้นสูญหายไป โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าที่สูญหายหรือไม่ เพียงใด ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบโดยที่ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าที่สูญหายมาเพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปจำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๒ วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้คิดเอากำไรโดยคำนวณจากส่วนต่างของราคาขายกับต้นทุนของสินค้าที่โจทก์ซื้อมาเท่านั้น แต่โจทก์มิได้นำค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านการตลาด เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กับค่าภาษีต่าง ๆ มาคิดคำนวณเป็นต้นทุนด้วย จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ สาเหตุที่โจทก์ต้องให้จำเลยเก็บรักษาสินค้าที่สูญหายไว้ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสหราชอาณาจักร โดยโจทก์ยังไม่ต้องการให้จำเลยขนส่งสินค้าดังกล่าวมายังประเทศไทย เนื่องจากสินค้าในส่วนที่ผลิตในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวนมากได้ถูกจัดส่งมายังประเทศไทยแล้วและก่อนเกิดเหตุลักทรัพย์จำเลยก็ได้จัดการขนส่งสินค้าดังกล่าวอีกจำนวน ๓,๐๕๖ เครื่อง มาส่งมอบให้โจทก์แล้ว จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ยังคงมีสินค้าชนิดเดียวกับสินค้าที่สูญหายค้างสต็อกอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังไม่สามารถขายได้ซึ่งสินค้าดังกล่าวอาจตกรุ่นในภายหลัง จึงยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะสามารถขายสินค้าที่สูญหายได้หมดทุกเครื่องในราคาที่โจทก์ตั้งไว้ได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อปรากฏว่าสินค้านั้นสูญหายไป น่าเชื่อว่าโจทก์จะต้องรีบสั่งซื้อสินค้าตัวใหม่มาขายหากำไรเพื่อชดเชยค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าได้อีกส่วนหนึ่งจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า โจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ฟ้องจริง เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยแต่โจทก์นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงความเสียหายอันแท้จริงไม่ได้เช่นนี้ จึงชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี โดยเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงินจำนวน ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากโจทก์สำหรับค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระหรือไม่ เห็นว่า หนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าตามฟ้องแย้งเป็นหนี้เงิน เมื่อโจทก์มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยนับแต่วันครบกำหนด ๔๕ วัน ที่โจทก์ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากจำเลย โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จำเลยจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง โจทก์จะนำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าเสียหายนับแต่วันที่สินค้าของโจทก์สูญหายไปหาได้ไม่เพราะหนี้ค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธินำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยมาหักกลบลบกับหนี้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าที่สูญหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนแน่นอนแล้ว และโจทก์จะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีจึงเห็นสมควรให้นำหนี้สองจำนวนนี้มาหักกลบลบกันได้ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยให้มีผลในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ สำหรับข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากฟังว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ จำเลยย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกเงินค่าระวางการขนส่งสินค้าจำนวน ๒๑๖,๖๘๙.๕๖ บาท และจำนวน ๓๗๑,๔๖๐.๖๔ บาท นั้น โจทก์มิได้ให้การต่อสู้มาในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้บังคับตามฟ้องแย้งจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลย ๒ จำนวน จำนวนแรกเป็นเงิน ๒๑๖,๖๘๙.๕๖ บาท จำนวนที่ ๒ เป็นเงิน ๓๗๑,๔๖๐.๖๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๑ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวน ตามลำดับ เมื่อคิดระยะเวลานับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้แต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้องแย้ง จะเป็นระยะเวลา ๘ เดือน ๑๙ วัน กับ ๗ เดือน ๑๖ วัน ตามลำดับ แต่จำเลยขอคิดระยะเวลาที่จะนำมาคำนวณดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องเพียง ๘ เดือน และ ๗ เดือน ตามลำดับ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยโดยให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวนแรกนับแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๑ และในต้นเงินจำนวนที่ ๒ นับแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นการเกินคำขอในส่วนที่เป็นระยะเวลาคิดดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้องแย้ง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายสำหรับสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูญหายเป็นเงินจำนวน ๕๘๑,๓๖๐ ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าวเป็นเงินจำนวน ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าระวางการขนส่งสินค้าแก่จำเลยจำนวนแรกเป็นเงิน ๒๑๖,๖๘๙.๕๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี สำหรับช่วงเวลาก่อนฟ้องแย้งเป็นเวลา ๘ เดือน และนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ และจำนวนที่ ๒ เป็นเงิน ๓๗๑,๔๖๐.๖๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี สำหรับช่วงเวลาก่อนฟ้องแย้งเป็นเวลา ๗ เดือน และนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) จนถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้นำหนี้ค่าระวางการขนส่งสินค้าพร้อมดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบกับหนี้ค่าเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรดังกล่าวข้างต้นได้ตามที่โจทก์ขอ แล้วจึงให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายที่คงเหลือในส่วนนี้แก่โจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน ๓๗๐,๐๐๐ บาท กับค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงินอีก ๑๕๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 344 ม. 657 ม. 659 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็กซ์ปิไดเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4843/2545
#46154
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น นอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10 ปีแล้ว ยังจะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นด้วย หากเป็นการครอบครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่

การที่โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งรับมรดกมาจากบิดาเช่นนี้ ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์เองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่พิพาทสีแดงทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 8 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองโดยการครอบครองปรปักษ์ให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องต่อไป และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ 8 ไร่ ตามแผนที่พิพาทสีแดงทางด้านทิศใต้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินของนายเบ้า จำปาแดง บิดานายโสภาสามีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ที่ได้แจ้งการครอบครองไว้เมื่อปี 2498 และในปี 2508 นายเบ้าได้นำเจ้าพนักงานรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวเพื่อขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาปี 2513 นายเบ้าถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับโฉนดที่ดิน นายโสภาจึงยื่นเรื่องขอรับโอนมรดกที่ดิน ต่อมาในปี 2516 ทางราชการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้ ในปี 2517 นายโสภายื่นเรื่องขอรับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวพร้อมกับขอให้ลงชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งคัดค้าน หลังจากนั้นนายโสภาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมาโดยไม่มีบุคคลใดรบกวนการครอบครอง ประมาณปี 2530 จำเลยทั้งสามและนายโสภาตกลงให้โจทก์ทั้งสองเข้ามาร่วมทำนาพิพาท ตกลงแบ่งผลิตผลกัน เมื่อทำนาได้สองฤดูกาล โจทก์ทั้งสองตกลงขอเช่าทำนาจำเลยทั้งสามและนายโสภาจึงให้เช่าทางด้านทิศใต้ครึ่งหนึ่ง และได้รับค่าเช่าเป็นกระบือ1 ตัว จากนั้นโจทก์ทั้งสองได้เข้าทำนาพิพาทตลอดมา ต่อมาเดือนมกราคม 2540 โจทก์ทั้งสองติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทที่เช่าทำนาอยู่ในราคา 40,000 บาท นายโสภา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ตกลงขายให้และบอกเลิกการให้เช่าทำนาพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมกลับนำคดีมาฟ้องขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์ทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9276 ของจำเลยทั้งสามต่อไป

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ ตลอดมาตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อบิดาถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองก็ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์ มิได้อาศัยสิทธิการเช่าตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง ในเดือนมกราคม 2540 จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปไถหว่านข้าวในที่ดินพิพาทเพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าไปทำนา ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยได้รับมรดกมาจากบิดา ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองที่ดินของตนเอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์และฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้องและให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม โดยห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 9276 ตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องมุ่งเรื่องการครอบครองปรปักษ์แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเองได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์ทั้งสองและตัวโจทก์ทั้งสองที่จำเลยทั้งสามจะฟ้องแย้ง จึงทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามตกไปด้วย พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การครอบครองอสังหาริมทรัพย์อันจะทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้นนอกจากจะต้องเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ยังจะต้องเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของบุคคลอื่นอีกด้วย หากเป็นการครอบครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว ก็หามีผลที่จะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ทั้งสองโดยได้รับมรดกร่วมกันมากับบิดาฝ่ายจำเลยการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทบิดาฝ่ายจำเลยกระทำการแทนบิดาโจทก์ทั้งสองที่ดินพิพาทจึงเป็นของบิดาโจทก์ทั้งสองซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเป็นเวลา 40 ปีเศษ แล้วโจทก์ทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยมุ่งประสงค์จะกล่าวอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ แต่โจทก์ทั้งสองกลับบรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองซึ่งรับมรดกมาจากบิดาของโจทก์ทั้งสองเช่นนี้ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเองได้โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามโดยอ้างเหตุว่า เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องก็ไม่มีฟ้องของโจทก์ทั้งสองและตัวโจทก์ทั้งสองที่จำเลยทั้งสามจะฟ้องแย้งได้นั้น เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุพันธ์ หรือหนูพันธ์ รักเพื่อน กับพวก
จำเลย — นาง บัวศรี จำปาแดง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2545
#46153
เปิดฉบับเต็ม

ข้ออ้างของจำเลยที่ตกลงกันในสัญญากู้เงินให้ศาลของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีและใช้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ในการตีความสัญญาหรือการฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการแสดงเจตนาของคู่กรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 13 เท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 46,497,247.86 บาท ส่วนค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์นั้นมีจำนวนเพียง 100,000 บาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.215 ของจำนวนทุนทรัพย์ ทั้ง ๆ ที่อาจกำหนดค่าทนายความให้ในอัตราขั้นสูงได้ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนทุน ค่าทนายความดังกล่าวจึงไม่สูงเกินส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 1,217,986.42 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมทางกฎหมายจำนวน 17,004.98 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,056.64 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,024,999.65 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมทางกฎหมายจำนวน 17,004.94 ดอลลาร์สหรัฐ กับ1,056.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ (Singapore Inter Bank otter Rate (SIBOR)) กำหนดชำระต้นเงินคืนภายใน 12 เดือน นับแต่วันเบิกเงินกู้ครั้งแรก และชำระดอกเบี้ยเป็นงวดทุก3 เดือน หรือ 6 เดือน หากจำเลยผิดนัด ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปีซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 2 + 1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ต่อปี จำเลยได้นำหุ้นของธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,500,000 หุ้น มาจำนำไว้แก่โจทก์เป็นประกัน วันที่ 17 ตุลาคม 2537 จำเลยเบิกเงินกู้จากโจทก์ไปจำนวน 6,000,000 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์และจำเลยได้ตกลงขยายเวลาชำระหนี้ออกไปจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2540 ต่อมาจำเลยผิดสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2538ที่จำเลยร่วมกับบริษัทยูนิเวสท์พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กู้เงินจากโจทก์กับธนาคารผู้ให้กู้ร่วมอื่นอีก 2 ราย โจทก์ถือว่าจำเลยผิดสัญญากู้เงินในคดีนี้ด้วย จึงใช้สิทธิบังคับจำนำในวันที่1 เมษายน 2540 โดยขายทอดตลาดหุ้นทั้งหมดแล้วนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ และคิดดอกเบี้ยเงินกู้ผิดนัดในอัตราร้อยละ 2 + 1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้าย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5ข้อ 16.1 และ 22.1 ให้ศาลของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีและใช้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ในการตีความสัญญาหรือการฟ้องร้องบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการแสดงเจตนาของคู่กรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า ค่าทนายความที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท สูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า ทุนทรัพย์ในคดีนี้มีจำนวนสูงถึง 46,497,247.86 บาท ส่วนค่าทนายความที่ศาลกำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์นั้นมีจำนวนเพียง 100,000 บาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.215 ของจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่อาจกำหนดค่าทนายความให้ในอัตราขั้นสูงได้ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้นค่าทนายความที่กำหนดไว้จำนวน 100,000 บาท จึงไม่สูงเกินส่วน อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. ตาราง 6
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38
พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเมืองเอก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545
#46151
เปิดฉบับเต็ม

ป. เป็นผู้เรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 แต่โจทก์ก็แต่ง ว. เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์หลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และ ว. ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่ ป. ไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีทั้งสิ้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

คำสั่งรับคำฟ้องฉบับใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้จึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ตามมาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนายกลมและนางผิว เฉิดฉาย เมื่อปี 2515 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตามหลักฐานใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 107จากนายผุย เฉิดฉาย พี่โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกพี่โจทก์ที่ 2) เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ (ที่ดินพิพาท)ในราคา 3,000 บาท ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทท้ายฟ้อง แต่การซื้อขายมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายผุยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า10 ปีแล้ว ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยทั้งเก้าไปยื่นขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนายผุย และในวันที่ 10 เมษายน 2539 จำเลยที่ 3 กับพวกรวม 5 คน บุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และถางป่าในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยที่ 3 กับพวกเพิกเฉย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำขอโอนมรดกของนายผุย เฉิดฉาย ตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 107 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ และให้ที่ดินตามใบจองดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้องด้วย หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสองขอเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าให้การและฟ้องแย้งว่า ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากนายผุย เฉิดฉาย ในปี 2515 และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมานั้นไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วก่อนนายผุยถึงแก่ความตาย ได้ให้โจทก์ที่ 2ดูแลที่ดินพิพาทไว้แทนนายผุยและทายาทคือจำเลยทั้งเก้า เมื่อนายผุยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งเก้าก็ตกลงให้โจทก์ที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยทั้งเก้ามาตลอดในปี 2522 หลังจากนายผุยถึงแก่ความตายไปแล้ว 5 ปี จำเลยทั้งเก้าได้บอกกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อขายที่ดินที่ฝากให้ดูแลนี้บางส่วน ตามแผนที่สังเขปท้ายคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้าหมายเลข 1 ส่วน (ก) และ (ข) ให้แก่นายสนิท วิชัยโย เป็นเงิน15,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่คัดค้าน ส่วนที่ดินที่เหลือจำเลยทั้งเก้าให้โจทก์ที่ 2 ดูแลแทนตลอดมา ก่อนที่จำเลยทั้งเก้าจะยื่นคำขอรับมรดกที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดที่ดินพิพาท โดยอ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองทั้งยังเป็นการปิดบังมิให้จำเลยทั้งเก้าทราบถึงการรังวัดโดยมีเจตนาที่จะเอาที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งเก้าจึงไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองดูแลที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงยื่นคำร้องขอรับมรดกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์2539 ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งเก้า กับสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิได้ถูกแบ่งตามแผนที่สังเขปที่พิพาทที่จำเลยทั้งเก้าทำขึ้น จำเลยทั้งเก้าทำแผนที่ขึ้นโดยบิดเบือนต่อความจริง โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินตามใบจองเลขที่ 107 จากนายผุย เฉิดฉาย เฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่เท่านั้น ไม่ได้ซื้อหมดทั้งแปลง และนายผุยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองมาเกินกว่า 10 ปี โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ใด ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งเก้าขายให้นายสนิท วิชัยโย นั้น โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่จำต้องคัดค้านการซื้อขายดังกล่าว จนถึงวันฟ้องแย้งนี้ จำเลยที่ 3 กับพวกยังบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้ และถางพืชพันธุ์ในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง(น.ส.2) เลขที่ 107 เล่ม 17 หน้า 17 หน้า 72 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เฉพาะส่วนจำเลยเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ 5439 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 400/311) ของโจทก์ที่ 2 ทิศใต้จดที่ดินของนายสุข ศรีโพนทอง ทิศตะวันตกจดถนนสาธารณประโยชน์ และทิศตะวันออกจดที่ดินของนายสนิท วิชัยโยตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และตามที่ดินบริเวณ (ค) และ (ง) ตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 (แผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1) กับห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนคำขอของจำเลยทั้งเก้าที่ขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์ที่ 2 กับนายผุย เฉิดฉาย บิดาจำเลยทั้งเก้าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทและที่ดินตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1 ส่วน (ก) และ (ข) คือที่ดินแปลงใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 107 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์โจทก์ทั้งสองแต่งนายประมาณ มานะบุตร เป็นทนายความฟ้องจำเลยทั้งเก้า ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2539 นายประมาณทำหน้าที่เป็นทนายโจทก์โดยลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องเท่านั้น แต่ปรากฏว่านายประมาณถูกสภาทนายความลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2539 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทั้งสองแต่งนายวิชชุกร สงวนชาติ เป็นทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ทั้งสองตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองที่นายประมาณลงชื่อเป็นโจทก์ตามลำพังในขณะที่นายประมาณไม่มีฐานะเป็นทนายความแล้วต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม จะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่าแม้นายประมาณจะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 แล้วก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็แต่งนายวิชชุกรสงวนชาติเป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง1 เดือนเศษ และนายวิชชุกรดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น นายประมาณจึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสองซึ่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มุ่งให้ความคุ้มครองคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานโจทก์ทั้งสองจนเหลือพยานโจทก์ทั้งสองอีกเพียง 2 ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณาตรงกันข้าม หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันจะทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ 7และที่ 8 และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งเก้าในประการที่สองมีว่า คำฟ้องใหม่ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้แนบแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตามคำบรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้ คำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่าคำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้น และไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 62 ม. 67 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เทียม ใจอ่อน กับพวก
จำเลย — นาย บุญ เฉิดฉาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545
#46152
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่า ป. จะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความฯ แล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็แต่ง ว. เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์หลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และว. ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่ ป. ไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น ป. จึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้เพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ซึ่ง พระราชบัญญัติทนายความฯ มุ่งให้ความคุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไปเนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วส่วนโจทก์ก็สืบพยานจนเหลือพยานอีกเพียง 2 ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จการพิจารณาหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทำคำให้การใหม่และสืบพยานกันใหม่ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิมจำเลยย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบอันจะทำให้จำเลยได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226เท่ากับว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเมื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงตกอยู่แก่จำเลย เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ จำเลยก็ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นข้อพิพาทนี้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักรับฟังเพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำขอโอนมรดกของนายผุย เฉิดฉายตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 107 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์และให้ที่ดินตามใบจองดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้องด้วยหากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสองขอเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งเก้า กับสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง(น.ส.2) เลขที่ 107 เล่ม 17 หน้า 72 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์เฉพาะส่วนจำนวนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ 5439ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 400/311) ของโจทก์ที่ 2 ทิศใต้จดที่ดินของนายสุข ศรีโพนทอง ทิศตะวันตกจดถนนสาธารณประโยชน์ และทิศตะวันออกจดที่ดินของนายสนิท วิชัยโยตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และตามที่ดินบริเวณ (ค) และ (ง) ตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 (แผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล.1)กับห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้องให้เพิกถอนคำขอของจำเลยทั้งเก้าที่ขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 2 กับนายผุย เฉิดฉาย บิดาจำเลยทั้งเก้าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทและที่ดินตามแผนที่สังเขปที่พิพาท ส่วน (ก) และ (ข) คือที่ดินแปลงใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 107 ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ทั้งสองแต่งนายประมาณ มานะบุตร เป็นทนายความฟ้องจำเลยทั้งเก้า ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2539 นายประมาณทำหน้าที่เป็นทนายโจทก์โดยลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องเท่านั้น แต่ปรากฏว่านายประมาณถูกสภาทนายความลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2539 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 โจทก์ทั้งสองแต่งนายวิชชุกร สงวนชาติ เป็นทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ทั้งสองตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองที่นายประมาณลงชื่อเป็นโจทก์ตามลำพังในขณะที่นายประมาณไม่มีฐานะเป็นทนายความแล้วต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม จะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่าแม้นายประมาณจะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความพ.ศ. 2528 แล้วก็ตามแต่โจทก์ทั้งสองก็แต่งนายวิชชุกร สงวนชาติ เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และนายวิชชุกรดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น นายประมาณจึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้นจำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่ และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสองซึ่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มุ่งให้ความคุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานโจทก์ทั้งสองจนเหลือพยานโจทก์ทั้งสองอีกเพียง 2 ปากเท่านั้นคดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณา ตรงกันข้ามหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันจะทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ 7 และที่ 8 และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งเก้าในประการที่สองมีว่า คำฟ้องใหม่ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้แนบแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตามคำบรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้ คำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่เห็นว่า คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการที่สามมีว่า บัญชีระบุพยานโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งเก้ามิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการสุดท้ายมีว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งเก้ามีจำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และนางกา ศรีโพนทอง เบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 2เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนนายผุยถึงแก่กรรมจนถึงบัดนี้โจทก์ทั้งสองเพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 ส่วนโจทก์ทั้งสองมีโจทก์ทั้งสอง นายสุข เฉิดฉาย และนายใคร ใจอ่อน เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายผุย บิดาจำเลยทั้งเก้าตั้งแต่ปี 2515 แล้วนายผุยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองและถือประโยชน์ตลอดมา เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าให้การว่า ก่อนนายผุยถึงแก่กรรม นายผุยฝากที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองแทนหลังจากนายผุยถึงแก่กรรม จำเลยทั้งเก้าก็ฝากที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทต่อไปอีก ดังนั้น ข้อนำสืบของจำเลยทั้งเก้าที่นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจึงเป็นการนำสืบโต้แย้งกับคำให้การและเป็นการนำสืบนอกคำให้การไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทในขณะฟ้อง ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยทั้งเก้าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งเก้า เมื่อจำเลยทั้งเก้านำสืบไม่ได้ จำเลยทั้งเก้าก็ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นพิพาทข้อนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใดตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 55 ม. 61 ม. 62 ม. 84 ม. 226 ม. 227 ม. 249
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เทียม ใจอ่อน กับพวก
จำเลย — นาย บุญ เฉิดฉาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4835/2545
#99768
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป. จะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 แล้วก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็แต่ง ว. เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ และ ว. ได้ดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่ ป. ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น ป. จึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่ง พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2528 มุ่งให้ความ คุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานจนเหลือพยานอีกเพียง 2 ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณา ตรงกันข้ามหากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่ยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดีซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ 7 และที่ 8 และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 แล้ว

คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้น และไม่ใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนายผุย เฉิดฉาย โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นายผุยส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยทั้งเก้าไปยื่นขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของนายผุย และจำเลยที่ ๓ กับพวกรวม ๕ คน บุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และถางป่าในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๓ กับพวกเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำขอโอนมรดกของนายผุย เฉิดฉาย และให้ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยทั้งเก้าเข้าเกี่ยวข้องด้วย หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการ โจทก์ทั้งสองขอเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าให้การและฟ้องแย้งว่า ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากนายผุย เฉิดฉาย และเข้าครอบครอง ที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมานั้นไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วก่อนนายผุยถึงแก่ความตาย ได้ให้โจทก์ที่ ๒ ดูแลที่ดินพิพาทไว้แทนนายผุยและทายาทคือจำเลยทั้งเก้า เมื่อนายผุยถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งเก้าก็ตกลงให้โจทก์ที่ ๒ ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยทั้งเก้ามาตลอด หลังจากนายผุยถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยทั้งเก้าได้บอกกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อขายที่ดินที่ฝากให้ดูแลนี้บางส่วนให้แก่นายสนิท วิชัยโย ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ไม่คัดค้าน ส่วนที่ดินที่เหลือจำเลยทั้งเก้าให้โจทก์ที่ ๒ ดูแลแทนตลอดมา จำเลยทั้งเก้าจึงไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งสองดูแลที่ดินพิพาทอีกต่อไปจึงยื่นคำร้องขอรับมรดกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่จำเลยเข้าไปถางป่า ปลูกกระท่อมและปลูกพืชผักนั้นไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย เพราะที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งเก้า และจำเลยทั้งเก้าได้เรียกคืนการครอบครองแล้ว การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งเก้า กับสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินจากนายผุย เฉิดฉาย เฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่เท่านั้น ไม่ได้ซื้อหมดทั้งแปลง และนายผุยส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองมาเกินกว่า ๑๐ ปี โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ใด ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งเก้าขายให้นายสนิท วิชัยโย นั้น โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่จำต้องคัดค้านการซื้อขายดังกล่าว จนถึงวันฟ้องแย้งนี้ จำเลยที่ ๓ กับพวกยังบุกรุกเข้าไปตัดต้นไม้และถางพืชพันธุ์ในที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.๒) เลขที่ ๑๐๗ เล่ม ๑๗ หน้า ๗๒ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เฉพาะส่วนจำนวนเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๓๙ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๔๐๐/๓๑๑) ของโจทก์ที่ ๒ ทิศใต้จดที่ดินของนายสุข ศรีโพนทอง ทิศตะวันตกจดถนนสาธารณประโยชน์ และทิศตะวันออกจดที่ดินของนายสนิท วิชัยโย ตามแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียงเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ และตามที่ดินบริเวณ (ค) และ (ง) ตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข ๑ (แผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล.๑) กับห้ามจำเลยทั้งเก้าห้ามเกี่ยวข้องให้เพิกถอนคำขอของจำเลยทั้งเก้าที่ขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ และให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเก้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ ๒ กับนายผุย เฉิดฉาย บิดาจำเลยทั้งเก้าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทและที่ดินตามแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารหมาย ล. ๑ ส่วน (ก) และ (ข) คือที่ดินแปลงใบจอง (น.ส.๒) เลขที่ ๑๐๗ ตำบลแจนแลน อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในประการแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสองที่นายประมาณลงชื่อเป็นโจทก์ตามลำพังในขณะที่นายประมาณไม่มีฐานะเป็นทนายความ แล้วต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่ มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม จะมีผลทำให้คำฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้นายประมาณจะเรียงคำฟ้องและลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องในขณะที่ขาดจากการเป็นทนายความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้วก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็แต่งตั้งนายวิชชุกร สงวนชาติ เป็นทนายความคนใหม่เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งสองหลังจากฟ้องเพียง ๑ เดือนเศษ และนายวิชชุกรดำเนินคดีแทนโจทก์ตลอดมาโดยที่นายประมาณไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับคดีโจทก์ทั้งสิ้น นายประมาณจึงทำหน้าที่เป็นทนายความให้โจทก์ทั้งสองเพียงร่างคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องเท่านั้น จำเลยทั้งเก้าก็มีโอกาสต่อสู้คดีตามคำฟ้องได้เต็มที่ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้แก้ไขคำฟ้องโดยให้โจทก์ทั้งสองทำคำฟ้องขึ้นใหม่และให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในคำฟ้องโดยมีเงื่อนไขให้คำฟ้องใหม่มีข้อความเช่นเดียวกับคำฟ้องเดิม โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่าข้อความในคำฟ้องเดิมไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งสองซึ่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ มุ่งให้ความคุ้มครอง คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ก่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางเชิงคดีอันจะทำให้ความยุติธรรมเสื่อมเสียไป เนื่องจากจำเลยทั้งเก้าซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสองก็สืบพยานโจทก์ทั้งสองจนเหลือพยานโจทก์ทั้งสองอีกเพียง ๒ ปากเท่านั้น คดีก็จะเสร็จสิ้นการพิจารณา ตรงกันข้าม หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของโจทก์ตั้งแต่การยื่นคำฟ้องอันจะส่งผลให้โจทก์ต้องทำคำฟ้องใหม่ จำเลยทั้งเก้าทำคำให้การใหม่ และสืบพยานกันใหม่ซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บังคับให้จำเลยทั้งเก้าต้องทำคำให้การและสืบพยานเหมือนเดิม จำเลยทั้งเก้าย่อมมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงรูปคดีที่อาจเสียเปรียบให้กลับได้เปรียบได้ อันจะทำให้จำเลยทั้งเก้าได้เปรียบทางเชิงคดี ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เห็นชอบด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามคำร้องของจำเลยที่ ๗ และที่ ๘ และให้แก้ไขคำฟ้องใหม่ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งเก้าในประการที่สองมีว่า คำฟ้องใหม่ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้แนบแผนที่สังเขปที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ ตามคำบรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวไว้ คำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งรับคำฟ้องใหม่ของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งเกี่ยวกับคดีที่เสนอคำฟ้องนั้นและไม่ใช่ คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๗ และมาตรา ๒๒๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งเก้าไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ จำเลยทั้งเก้าจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ กรณีนี้จึงเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยทั้งเก้าในข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งเก้าใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 61 ม. 62 ม. 179 ม. 226 ม. 227 ม. 228 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทียม ใจอ่อน กับพวก
จำเลย — นายบุญ เฉิดฉาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสุดสาคร เวชยชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวล รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2545
#45760
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะสามารถแบ่งคำบังคับออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่จะต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ กับส่วนที่ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ก็ตาม แต่ข้อสำคัญในคำบังคับนั้นอยู่ที่ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์เท่านั้น ส่วนที่มิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองของโจทก์อีกนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบังคับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แสดงให้เห็นแน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยทั้งสามได้ออกจากที่ดินตามคำพิพากษาไม่ได้รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทนี้อีกภายหลังที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่การบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง ถือเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์ชอบที่จะไปดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายสิ่งของและรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท

ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2536 ผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์แถลงว่า จำเลยที่ 1 ได้รื้อสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทหมดสิ้นแล้ว และโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยถูกต้องแล้ว ไม่ประสงค์จะบังคับคดีต่อไป

วันที่ 11 มิถุนายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทอีก ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแถลงว่าไม่ได้บุกรุก แต่ได้กระทำการในที่ดินของจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นจึงได้สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทและสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาท และห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่พิพาท การที่จำเลยทั้งสามและบริวารเข้าไปกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป มิฉะนั้นอาจถูกจับกุมหรือคุมขัง

วันที่ 24 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเข้าขัดขวางมิให้โจทก์ไถที่ดินพิพาท ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจับกุมคุมขังจำเลยที่ 1 ที่ 2 และบริวาร

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้จับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และบริวารเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งศาลต่อไป และได้สั่งนัดพร้อม ถึงวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์แล้วตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 27 ธันวาคม 2536การบังคับคดีเสร็จสิ้นลงแล้ว ไม่มีเหตุที่จะบังคับคดีอีก โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการบังคับคดีนี้ได้เสร็จสิ้นตรงตามคำพิพากษาแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ถึงที่สุดนั้น พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองของโจทก์อีกต่อไป ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวแบ่งคำบังคับออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่จะต้องส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์กับส่วนที่ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคำแถลงของผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2536 ของศาลชั้นต้น แสดงได้แต่เพียงว่าการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงแต่เฉพาะส่วนที่มีการส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองเท่านั้น อันเป็นการบังคับคดีเสร็จสิ้นไปบางส่วน ส่วนคำขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทหาได้เสร็จสิ้นลงไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกยังคงเข้ามารบกวนการครอบครองของโจทก์อยู่อีก โจทก์จึงชอบที่จะขอบังคับคดีได้อีกนั้น เห็นว่า แม้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำบังคับอยู่ 2 ส่วน ดังที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ข้อสำคัญในคำบังคับนั้นอยู่ที่ว่า ให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์เท่านั้น ส่วนที่ว่ามิให้จำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองของโจทก์อีกนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบังคับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของตนออกจากที่ดินพิพาทจนหมดสิ้นแล้ว และการที่โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดแล้วว่าฝ่ายจำเลยทั้งสามได้ออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาไม่ได้รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงตรงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว การที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทนี้อีกในภายหลังจากที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่การบังคับคดีคดีนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ถือได้ว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ ชอบที่โจทก์จะไปดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเป็นคดีใหม่ โจทก์ไม่อาจจะอาศัยคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นไปแล้วมาบังคับเอาแก่การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกในครั้งใหม่นี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุทธะ เทียมสำโรง
จำเลย — นาง ฉอ้อน เทียมสำโรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4823/2545
#46150
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้จะขอแก้ไขแผนได้ เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามมาตรา 90/46 แต่การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ได้

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับมาตรา 90/58(2) ประกอบมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนที่ 10 ว่าด้วยการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้กลุ่ม ข. ซึ่งแผนได้กำหนดวิธีการจัดสรรคืนแก่เจ้าหนี้ไว้ในข้อ 10.3.3 วรรคสาม ว่า "หากรายได้จากการขายทรัพย์สินต่ำกว่ายอดหนี้ที่ค้างชำระให้ถือว่าส่วนดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดจากวันที่ค้างชำระถึงวันที่เจ้าหนี้ได้รับเงินจัดสรรและส่วนต้นเงินค้างชำระหลังจากการจัดสรรเงินชำระหนี้เสร็จสิ้นลงเจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องทั้งหมด..."แผนฟื้นฟูกิจการส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 และมาตรา 90/58 เนื่องจากหนี้ภาษีอากรมีลักษณะแตกต่างจากมูลหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ที่ยื่นคำขอชำระหนี้ โดยหนี้ภาษีอากรนั้นเกิดโดยผลของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลรัษฎากร กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายเฉพาะและให้ความสำคัญแก่มูลหนี้ภาษีอากรแตกต่างจากมูลหนี้สามัญอื่น ๆดังเช่นในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 1 ส่วนที่ 6 ว่าด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย มาตรา 56 ส่วนที่ 10 การปลดจากล้มละลาย มาตรา 77 ก็ได้บัญญัติสอดคล้องต้องกันว่า การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วนั้นแม้จะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดแต่ก็ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้ภาษีอากร ทั้งนี้เพราะหนี้ภาษีอากรนั้นมีมูลมาจากบทบัญญัติของกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งในการที่จะงด ลดหรือตัดทอนจำนวนหนี้ภาษีอากรนั้นจะต้องทำตามเงื่อนไขบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร การที่ให้ผู้ทำแผนสามารถทำแผน งดหรือลดหนี้ของเจ้าหนี้ได้ และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วจะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งปวง แต่หนี้ดังกล่าวนั้นหาได้รวมถึงหนี้ภาษีอากรด้วยไม่ เพราะหนี้ภาษีอากรเจ้าหนี้ทั้งปวงไม่มีอำนาจที่จะประชุมหรือมีมติในทำนองนั้น แผนฟื้นฟูกิจการตามข้อ 10.3.3 วรรคสามจึงขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 และขัดต่อประมวลรัษฎากรที่ให้อำนาจรัฐจัดเก็บภาษี เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจลงมติให้ผูกพันหนี้ภาษีอากรได้ มติเห็นชอบในแผนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันหนี้ภาษีอากร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ 10.3.3 วรรคสาม ข้อ 10.4.2(3) และข้อ 10.4.3(2) วรรคสอง ว่าให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาระหนี้สิน ยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากผู้ทำแผนไม่ยอมแก้ไขแผนก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้นเป็นหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระเกิน 6 เดือน จึงไม่มีบุริมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 130(6) แผนฟื้นฟูกิจการจึงจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่ม ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แผนฟื้นฟูกิจการนั้นมีรายการครบถ้วนแล้ว ที่เจ้าหนี้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการโดยเพิ่มเติมว่า ยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร ในข้อ 10.3.3 วรรคสามข้อ 10.4.2(3) ข้อ 10.4.3(2) วรรคสองนั้น ถ้าหากมีการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะหนี้ภาษีอากรซึ่งทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน แผนฟื้นฟูกิจการจะไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ตรี อันจะขัดต่อกฎหมาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ในคดีล้มละลายและคดีฟื้นฟูกิจการแม้ว่าเหตุที่เข้าสู่กระบวนการทางศาลเหมือนกัน คือลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ในคดีฟื้นฟูกิจการกฎหมายได้คำนึงถึงการรักษากิจการของลูกหนี้เอาไว้ อันจะส่งผลถึงบุคคลภายนอกที่ต้องพึ่งพาตัวลูกหนี้ตลอดจนเศรษฐกิจของชาติโดยรวม ทั้งกฎหมายฟื้นฟูกิจการมีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งว่า เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายบทบัญญัติในส่วนคดีฟื้นฟูกิจการนั้นอยู่ในหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงบัญญัติไว้ต่างหากอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นนี้ในกรณีใดที่กฎหมายฟื้นฟูกิจการบัญญัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องนำบทบัญญัติส่วนล้มละลายมาใช้บังคับอีก ที่กฎหมายบัญญัติให้มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 90/26 และมาตรา 90/27ถ้าไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้ผู้นั้นก็อาจหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงจำนวนหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมถึงการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในการฟื้นฟูกิจการด้วย เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตรา 90/42 ทวิ มาตรา 90/42 ตรี และมาตรา 90/58 แล้วบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรต่างหากจากเจ้าหนี้อื่นโดยมีเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้หนี้ภาษีอากรต้องผูกพันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้แต่อย่างใด กฎหมายเพียงบัญญัติว่าเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจะต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน คดีนี้ผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันอยู่ในกลุ่ม ข. หากเจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มได้ แต่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้คัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แต่อย่างใดแม้ว่าประมวลรัษฎากรจะมีเจตนารมณ์ในการจัดเก็บภาษีอากรจากผู้มีรายได้ทั่วประเทศอย่างทั่วถึงเพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุดในการจัดเก็บภาษีเข้าสู่รัฐ แต่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ในส่วนฟื้นฟูกิจการก็มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมซึ่งน่าจะส่งผลถึงการจัดเก็บภาษีของรัฐให้ได้รับประโยชน์สูงสุดในภาวะที่ประเทศประสบกับปัญหาเศรษฐกิจด้วย กล่าวคือ กิจการบางกิจการที่อยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว อาจมีความเป็นไปได้ที่จะดำรงอยู่และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต แต่หากกิจการดังกล่าวต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายอาจจะส่งผลต่อการเลิกจ้างงาน ทำให้เกิดปัญหาคนตกงานและขาดรายได้ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของลูกหนี้อาจจะต้องประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการตามไปด้วยซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศขยายวงกว้างขึ้นทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ของนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาดังกล่าวได้ และรัฐต้องเสียงบประมาณส่วนหนึ่งมาดูแลผู้ประสบปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการแม้เจ้าหนี้ภาษีอากรจะถูกตัดปรับลดหนี้เท่าใดก็ตามแต่เจ้าหนี้ก็ต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและหากลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้รัฐย่อมมีรายได้จากการจับเก็บภาษีทั้งจากการประกอบการของลูกหนี้และรายได้ของลูกจ้างของลูกหนี้ ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับลูกหนี้อีกด้วยเช่นนี้ การดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายฟื้นฟูกิจการจึงไม่น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเห็นว่าในมูลหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการนั้นแผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดให้หนี้ดังกล่าวถูกตัดปรับลดได้ตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไข

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ 10.3.3 วรรคสามข้อ 10.4.2 และข้อ 10.4.3 ในทำนองว่าหลังจากปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วลูกหนี้ยังต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรอยู่นั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ก่อนที่ศาลจะพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งผู้ทำแผนแก้ไขแผนได้หรือไม่ เห็นว่าในการขอแก้ไขแผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้นแผนที่มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แต่อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายจึงประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งไม่ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้งเช่น ผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77 หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนตามมาตรา 90/62(2) หรือหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130(6) เช่นนี้ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายหมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีนี้ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 24 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนในทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/58 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท สาธรธานี จำกัด
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4823/2545
#48662
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอแก้แผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/46 แต่การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/27 และ 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนที่ 10 ว่าด้วยการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้กลุ่ม ข. ซึ่งแผนได้กำหนดวิธีการจัดสรรคืนแก่เจ้าหนี้ไว้ในข้อ 10.3.3วรรคสาม ว่า "หากรายได้จากการขายทรัพย์สินต่ำกว่ายอดหนี้ที่ค้างชำระให้ถือว่าส่วนดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดจากวันที่ค้างชำระถึงวันที่เจ้าหนี้ได้รับเงินจัดสรร และส่วนต้นเงินค้างชำระหลังจากการจัดสรรเงินชำระหนี้เสร็จสิ้นลง เจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องทั้งหมด..." แผนฟื้นฟูกิจการส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 และมาตรา 90/58 เนื่องจากหนี้ภาษีอากรมีลักษณะแตกต่างจากมูลหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ที่ยื่นคำขอชำระหนี้ โดยหนี้ภาษีอากรนั้นเกิดโดยผลของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลรัษฎากร กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายเฉพาะและให้ความสำคัญแก่มูลหนี้ภาษีอากรแตกต่างจากมูลหนี้สามัญอื่น ๆ ดังเช่นในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 1 ส่วนที่ 6 ว่าด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย มาตรา 56 ส่วนที่ 10 การปลดจากล้มละลาย มาตรา 77ก็ได้บัญญัติสอดคล้องต้องกันว่า การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วนั้น แม้จะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดแต่ก็ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้ภาษีอากร ทั้งนี้เพราะหนี้ภาษีอากรนั้นมีมูลมาจากบทบัญญัติของกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งในการที่จะงด ลดหรือตัดทอนจำนวนหนี้ภาษีอากรนั้นจะต้องทำตามเงื่อนไขบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร การที่ให้ผู้ทำแผนสามารถทำแผน งดหรือลดหนี้ของเจ้าหนี้ได้ และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วจะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งปวง แต่หนี้ดังกล่าวนั้นหาได้รวมถึงหนี้ภาษีอากรด้วยไม่ เพราะหนี้ภาษีอากรเจ้าหนี้ทั้งปวงไม่มีอำนาจที่จะประชุมหรือมีมติในทำนองนั้น แผนฟื้นฟูกิจการตามข้อ 10.3.3 วรรคสาม จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 และขัดต่อประมวลรัษฎากรที่ให้อำนาจรัฐจัดเก็บภาษี เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจลงมติให้ผูกพันหนี้ภาษีอากรได้มติเห็นชอบในแผนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันหนี้ภาษีอากร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ 10.3.3 วรรคสาม ข้อ 10.4.2(3) และข้อ 10.4.3(2)วรรคสอง ว่าให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาระหนี้สิน ยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากผู้ทำแผนไม่ยอมแก้ไขแผนก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้นเป็นหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระเกิน 6 เดือน จึงไม่มีบุริมสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(6) แผนฟื้นฟูกิจการจึงจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่ม ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แผนฟื้นฟูกิจการนั้นมีรายการครบถ้วนแล้ว ที่เจ้าหนี้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการโดยเพิ่มเติมว่า ยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร ในข้อ 10.3.3 วรรคสาม ข้อ 10.4.3(3) ข้อ 10.4.3(2) วรรคสองนั้น ถ้าหากมีการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะหนี้ภาษีอากร ซึ่งทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน แผนฟื้นฟูกิจการจะไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ตรี อันจะขัดต่อกฎหมาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ในคดีล้มละลายและคดีฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าเหตุที่เข้าสู่กระบวนการทางศาลเหมือนกัน คือ ลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ในคดีฟื้นฟูกิจการกฎหมายได้คำนึงถึงการรักษากิจการของลูกหนี้เอาไว้ อันจะส่งผลถึงบุคคลภายนอกที่ต้องพึ่งพาตัวลูกหนี้ตลอดจนเศรษฐกิจของชาติโดยรวม ทั้งกฎหมายฟื้นฟูกิจการมีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งว่า เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บทบัญญัติในส่วนคดีฟื้นฟูกิจการนั้นอยู่ในหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงบัญญัติไว้ต่างหากอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นนี้ในกรณีใดที่กฎหมายฟื้นฟูกิจการบัญญัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องนำบทบัญญัติส่วนล้มละลายมาใช้บังคับอีก ที่กฎหมายบัญญัติให้มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 ถ้าไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาดังกล่าวเจ้าหนี้ผู้นั้นก็อาจหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงจำนวนหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมถึงการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในการฟื้นฟูกิจการด้วย เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตรา 90/42 ทวิ มาตรา 90/42 ตรี และมาตรา 90/58 แล้ว บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรต่างหากจากเจ้าหนี้อื่นโดยมีเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้หนี้ภาษีอากรต้องผูกพันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้แต่อย่างใดกฎหมายเพียงบัญญัติว่าเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจะต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันคดีนี้ผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันอยู่ในกลุ่ม ข. หากเจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มได้ แต่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้คัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แต่อย่างใด แม้ว่าประมวลรัษฎากรจะมีเจตนารมณ์ในการจัดเก็บภาษีอากรจากผู้มีรายได้ทั่วประเทศอย่างทั่วถึงเพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุดในการจัดเก็บภาษีเข้าสู่รัฐ แต่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ในส่วนฟื้นฟูกิจการก็มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งน่าจะส่งผลถึงการจัดเก็บภาษีของรัฐให้ได้รับประโยชน์สูงสุดในภาวะที่ประเทศประสบกับปัญหาเศรษฐกิจด้วยกล่าวคือกิจการบางกิจการที่อยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว อาจมีความเป็นไปได้ที่จะดำรงอยู่และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต แต่หากกิจการดังกล่าวต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายอาจจะส่งผลต่อการเลิกจ้างงาน ทำให้เกิดปัญหาคนตกงานและขาดรายได้ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของลูกหนี้อาจจะต้องประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการตามไปด้วยซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศขยายกว้างขึ้น ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ของนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาดังกล่าวได้และรัฐต้องเสียงบประมาณส่วนหนึ่งมาดูแลผู้ประสบปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการแม้เจ้าหนี้ภาษีอากรจะถูกตัดปรับลดหนี้เท่าใดก็ตาม แต่เจ้าหนี้ก็ต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และหากลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้รัฐย่อมมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งจากการประกอบการของลูกหนี้และรายได้ของลูกจ้างของลูกหนี้ ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับลูกหนี้อีกด้วย เช่นนี้ การดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ จึงไม่น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเห็นว่าในมูลหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการนั้น แผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดให้หนี้ดังกล่าวถูกตัดปรับลดได้ตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไข

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ 10.3.3 วรรคสามข้อ 10.4.2 และข้อ 10.4.3 ในทำนองว่าหลังจากปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วลูกหนี้ยังต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรอยู่นั้นหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ก่อนที่ศาลจะพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งผู้ทำแผนแก้ไขแผนได้หรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขแผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/46 แต่อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." และมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายจึงประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้งเช่น ผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77 หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนตามมาตรา 90/62(2) หรือภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130(6) เช่นนี้ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายหมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่งจึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ได้อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/45 ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/60 ม. 130
ชื่อคู่ความ
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4823/2545
#99806
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เมื่อได้คำนึงถึงประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาตามที่พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/45 กำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/27, 90/60 ประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรแต่เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 130 (6) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าในการประชุมเจ้าหนี้ เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๖

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนที่ ๑๐ ว่าด้วยการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้กลุ่ม ข. ซึ่งแผนได้กำหนดวิธีการจัดสรรคืนแก่เจ้าหนี้ไว้ในข้อ ๑๐.๓.๓ วรรคสาม ว่า "หากรายได้จากการขายทรัพย์สินต่ำกว่ายอดหนี้ที่ค้างชำระให้ถือว่าส่วนดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดจากวันที่ค้างชำระถึงวันที่เจ้าหนี้ได้รับเงินจัดสรร และส่วนต้นเงินค้างชำระหลังจากการจัดสรรเงินชำระหนี้เสร็จสิ้นลง เจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องทั้งหมด..." แผนฟื้นฟูกิจการส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ และมาตรา ๙๐/๕๘ เนื่องจากหนี้ภาษีอากรมีลักษณะแตกต่างจากมูลหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ที่ยื่นคำขอชำระหนี้ โดยหนี้ภาษีอากรนั้นเกิดโดยผลของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลรัษฎากร กฎหมายล้มละลายเป็นกฎหมายเฉพาะและให้ความสำคัญแก่มูลหนี้ภาษีอากรแตกต่างจากมูลหนี้สามัญอื่น ๆ ดังเช่นในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ หมวด๑ ส่วนที่ ๖ ว่าด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย มาตรา ๕๖ ส่วนที่ ๑๐ การปลดจากล้มละลาย มาตรา ๗๗ ก็ได้บัญญัติสอดคล้องต้องกันว่า การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วนั้น แม้จะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดแต่ก็ไม่ผูกมัดเจ้าหนี้ภาษีอากร และการที่จะงด ลดหรือตัดทอนจำนวนหนี้ภาษีอากรนั้นจะต้องทำตามเงื่อนไขบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร การที่ให้ผู้ทำแผนสามารถทำแผน งดหรือลดหนี้ของเจ้าหนี้ได้ และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้วจะผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งปวง แต่หนี้ดังกล่าวนั้นหาได้รวมถึงหนี้ภาษีอากรด้วยไม่ เพราะหนี้ภาษีอากรเจ้าหนี้ทั้งปวงไม่มีอำนาจที่จะประชุมหรือมีมติในทำนองนั้น แผนฟื้นฟูกิจการตามข้อ ๑๐.๓.๓ วรรคสาม จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๒ และขัดต่อประมวลรัษฎากรที่ให้อำนาจรัฐจัดเก็บภาษี เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจลงมติให้ผูกพันหนี้ภาษีอากรได้ มติเห็นชอบในแผนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันหนี้ภาษีอากร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขฟื้นฟูกิจการในข้อ ๑๐.๓.๓ วรรคสาม ข้อ ๑๐.๔.๒ (๓) และข้อ ๑๐.๔.๓ (๒) วรรคสอง ว่าให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากผู้ทำแผนไม่ยอมแก้ไขแผนก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้นเป็นหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระเกิน ๖ เดือน จึงไม่มีบุริมสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๖) แผนฟื้นฟูกิจการจึงจัดให้เจ้าหนี้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่ม ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แผนฟื้นฟูกิจการนั้นมีรายการครบถ้วนแล้ว ที่เจ้าหนี้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการโดยเพิ่มเติมว่า ยกเว้นเจ้าหนี้ภาษีอากร ในข้อ ๑๐.๓.๓ วรรคสาม ข้อ ๑๐.๔.๒ (๓) ข้อ ๑๐.๔.๓ (๒) วรรคสองนั้น ถ้าหากมีการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะหนี้ภาษีอากร ซึ่งทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน แผนฟื้นฟูกิจการจะไม่เป็นไปตามมาตรา ๙๐/๔๒ ตรี อันจะขัดต่อกฎหมาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ในคดีล้มละลายและคดีฟื้นฟูกิจการแม้ว่าเหตุที่เข้าสู่กระบวนการทางศาลเหมือนกัน คือ ลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นต้ว แต่ในคดีฟื้นฟูกิจการกฎหมายได้คำนึงถึงการรักษากิจการของลูกหนี้เอาไว้ อันจะส่งผลถึงบุคคลภายนอกที่ต้องพึ่งพาตัวลูกหนี้ตลอดจนเศรษฐกิจของชาติโดยรวม ทั้งกฎหมายฟื้นฟูกิจการมีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งว่า เจ้าหนี้จะต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บทบัญญัติในส่วนคดีฟื้นฟูกิจการนั้นอยู่ในหมวด ๓/๑ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงบัญญัติไว้ต่างหากอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นนี้ในกรณีใดที่กฎหมายฟื้นฟูกิจการบัญญัติไว้แล้ว ก็ไม่ต้องนำบทบัญญัติส่วนล้มละลายมาใช้บังคับอีก ที่กฎหมายบัญญัติให้มูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๙๐/๒๖ และมาตรา ๙๐/๒๗ ถ้าไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้ผู้นั้นก็อาจหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้นจะเป็นผลสำเร็จหรือไม่ตามมาตรา ๙๐/๖๑ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงจำนวนหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมถึงการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในการฟื้นฟูกิจการด้วย เมื่อพิจารณาบทบัญญัติตามมาตรา ๙๐/๔๒ ทวิ มาตรา ๙๐/๔๒ ตรี และมาตรา ๙๐/๕๘ แล้ว บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเฉพาะเจาะจงให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรต่างหากจากเจ้าหนี้อื่นโดยมีเงื่อนไขยกเว้นไม่ให้หนี้ภาษีอากรต้องผูกพันตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้แต่อย่างใด กฎหมายเพียงบัญญัติว่า เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันจะต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน คดีนี้ผู้ทำแผนได้จัดให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันอยู่ในกลุ่ม ข. หากเจ้าหนี้เห็นว่าผู้ทำแผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มได้ แต่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้คัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แต่อย่างใด ในคดีฟื้นฟูกิจการแม้เจ้าหนี้ภาษีอากรจะถูกตัดปรับลดหนี้เท่าใดก็ตาม แต่เจ้าหนี้ก็ต้องได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และหากลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ รัฐย่อมมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งจากการประกอบการของลูกหนี้และรายได้ของลูกจ้างของลูกหนี้ ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับลูกหนี้อีกด้วย เช่นนี้ การดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายฟื้นฟูกิจการจึงไม่น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเห็นว่าในมูลหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการนั้น แผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดให้หนี้ดังกล่าวถูกตัดปรับลดได้ตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไข

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ทำแผนแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ ๑๐.๓.๓ วรรคสาม ข้อ ๑๐.๔.๒ และข้อ ๑๐.๔.๓ ในทำนองว่าหลังจากปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วลูกหนี้ยังต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรอยู่นั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ก่อนที่ศาลจะพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งผู้ทำแผนแก้ไขแผนได้หรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขแผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๕ และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ แต่อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดปรับลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๗ บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ.." และมาตรา ๙๐/๖๐ บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายจึงประสงค์ให้มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไป นอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เช่น ผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา ๕๖ การปลดจากล้มละลายตามมาตรา ๗๗ หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา ๙๐/๒๗ วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนตามมาตรา ๙๐/๖๒ (๒) หรือหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน ๖ เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๐ (๖) เช่นนี้ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา ๙๐/๕๘ (๒) ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๐ (๖) สิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯหมวด ๓/๑ ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา ๙๐/๖๐ วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา ๕๖ ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีนี้ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เป็นการไม่ชอบด้วยข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๒๔ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนในทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

นายเอื้อน ขุนแก้ว ผู้ช่วยฯ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชีพ จุลมนต์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/45 ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทสาธรธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4822/2545
#46149
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลาง เจ้าหนี้ได้อ้างปัญหาที่ว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ชอบหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการมีอำนาจปรับลดหนี้ภาษีอากรหรือไม่ไว้ในคำคัดค้านแล้ว เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน การที่ศาลล้มละลายกลางมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลายฯ ข้อ 25 เมื่อมีการอุทธรณ์ปัญหานี้มาสู่ศาลฎีกาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัยประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวก่อน

แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ราชการเนื่องจากสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันกับเจ้าหนี้ราชการอื่น เมื่อเจ้าหนี้ได้รับสำเนาแผนและกำหนดวัน เวลา สถานที่และหัวข้อประชุมตามมาตรา 90/44ถือว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนแล้วถ้าเจ้าหนี้เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม เพื่อขอให้ศาลสั่งให้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เสียใหม่ แม้จะไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการในวันใด แต่เมื่อเจ้าหนี้ได้เข้าร่วมประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ทราบถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนแล้วในวันดังกล่าวหรือก่อนหน้านั้น เมื่อเจ้าหนี้เพิ่งมายื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ซึ่งมีคำคัดค้านในส่วนการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มาด้วย โดยยื่นคำคัดค้านในวันที่ 13 มีนาคม 2544 การร้องคัดค้านการจัดกลุ่มของเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นเกินระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนจึงถือเป็นอันยุติและถึงที่สุดตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง แล้ว

ในการขอแก้ไขแผน เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/46 แต่อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/27 และ 90/60 ประสงค์ให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไปนอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษกฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้ได้

การที่พิจารณาว่าหากดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ จะต้องนำมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ลูกหนี้มีอยู่ทั้งหมดมาประกอบการพิจารณา ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้นจะต้องมีการนำทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่มาดำเนินการขายทอดตลาดในลักษณะบังคับขายแต่ตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะต้องมีการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในวันที่จะก่อให้เกิดรายได้มาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพิ่มขึ้น การฟื้นฟูกิจการตามแผนเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีทีศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/58(3)

แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ตลอดการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ หามีฐานะเป็นกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับไม่ การที่เจ้าหนี้คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 แต่การที่เจ้าหนี้ได้คัดค้านว่าแผนไม่อาจปรับลดยอดหนี้ภาษีอากรได้และแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น พออนุมานได้ว่าเจ้าหนี้คัดค้านว่าพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการให้ความเห็นชอบด้วยแผนขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญศาลสามารถใช้ดุลพินิจเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทสยามซินเท็ค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ได้มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้ราชการ และให้ทำการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้ราชการ คือ

1) แก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในหัวข้อการชำระหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้และการลดหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ข้อ 7.3 เป็น

7.3 เจ้าหนี้ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แบ่งเป็น

7.3 ก เจ้าหนี้ภาษีอากร

7.3 ข เจ้าหนี้นอกจากเจ้าหนี้ภาษีอากร

2) ขอให้แก้ไขแผนการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรโดยตัดข้อความเดิมในข้อ 7.3 ก) และระบุข้อความใหม่ คือ

ก) เจ้าหนี้ภาษีอากร รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ได้รับชำระเต็มตามจำนวน

นอกจากกรณี 1) และ 2) ที่เจ้าหนี้ขอแก้ไขนี้แล้ว ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ผ่านการยอมรับของที่ประชุมเจ้าหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจ้งว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/42 ทวิ การโต้แย้งการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามที่เจ้าหนี้คัดค้านนั้นมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ถูกต้อง กล่าวคือ การคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต้องกระทำภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มโดยทำเป็นคำร้องขอต่อศาลตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ณ วันที่ 14 มีนาคม2544 พ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แล้ว สิทธิของเจ้าหนี้ในการโต้แย้งการจัดกลุ่มเจ้าหนี้สิ้นสุดลง มาตรา 90/42 เป็นบทกฎหมายซึ่งวางข้อกำหนดเกี่ยวกับความครบถ้วนของรายการในแผนฟื้นฟูกิจการโดยมิได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการแบ่งแยกการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเอกชนกับเอกชน กับการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเอกชนกับรัฐ แผนฟื้นฟูกิจการจึงสามารถปรับลดหนี้ภาษีอากรได้ แผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลทำให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแต่ประการใด เนื่องจากมูลหนี้ภาษีอากรซึ่งมีบุริมสิทธิในการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายนั้นต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 130 เป็นสำคัญ โดยไม่ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ของมาตรา 256 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบ ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ต้องชำระภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นภายใน 6 เดือน ก่อนวันที่ 21 มิถุนายน2543 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 130(6) ก่อนการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามมาตรา 130(7) ผู้ทำแผนได้พิจารณาจำนวนหนี้ทั้งหมด มูลหนี้ภาษีอากรประมาณ 13,485,159.78 บาท เป็นหนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นภายใน 6 เดือนก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น ลูกหนี้จะชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการหรือวันที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้และลูกหนี้จะชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระเกินกว่า6 เดือน ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ภายใน 7 ปีนับแต่วันที่แผนมีผลบังคับ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการกับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระเกินกว่า 6 เดือน ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเพียงจำนวน 1,540,000 บาท หรือร้อยละ 1.56 ของจำนวนหนี้คงเหลือ ดังนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมากกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีลักษณะที่ขัดต่อมาตรา 90/58(3) แต่ประการใด

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า การร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้เมื่อเจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายก็สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มได้ตามมาตรา 90/42 ทวิวรรคสอง เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลและองค์การของรัฐบาลจะได้รับชำระคืนเต็มจำนวนสำหรับหนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นภายใน 6 เดือนก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 130(6) เมื่อเปรียบเทียบประมาณการผลตอบแทนแก่เจ้าหนี้ในแต่ละกลุ่มระหว่างกรณีที่ถูกพิพากษาให้ล้มละลายและกรณีฟื้นฟูกิจการในหน้า 82 ของแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว การที่เจ้าหนี้อ้างว่าจะได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายจึงเป็นไปไม่ได้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมิได้หยิบยกปัญหาที่ว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ชอบหรือไม่ และแผนฟื้นฟูกิจการมีอำนาจปรับลดหนี้ภาษีอากรหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยตามที่เจ้าหนี้อ้างในคำคัดค้าน กรณีจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าคดีนี้ในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลาง เจ้าหนี้ได้อ้างปัญหาดังกล่าวในคำคัดค้านแล้ว เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นข้อสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาแผน การที่ศาลล้มละลายกลางมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ข้อ 25 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการอุทธรณ์ปัญหานี้มาสู่ศาลฎีกา และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสำนวนก็เพียงพอแก่การวินิจฉัยประกอบกับคดีฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวก่อน

ประการที่สอง การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 90/42 ทวิ เนื่องจากไม่มีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้แยกเจ้าหนี้ราชการเป็นมูลหนี้ภาษีอากรออกจากเจ้าหนี้ราชการในมูลหนี้อื่นหรือไม่ นั้น มาตรา 90/42 ทวิ(3) บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน" และมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้รายใดเห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มและศาลอาจมีคำสั่งให้จัดกลุ่มเสียใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็วคำสั่งตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด"เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ราชการเนื่องจากสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันกับเจ้าหนี้ราชการอื่น เมื่อเจ้าหนี้ได้รับสำเนาแผนและกำหนดวันเวลา สถานที่และหัวข้อประชุมตามมาตรา 90/44ถือว่าเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนแล้ว ถ้าเจ้าหนี้เห็นว่าการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่มเพื่อขอให้ศาลสั่งให้จัดกลุ่มเจ้าหนี้เสียใหม่ แม้จะไม่ปรากฏชัดว่าเจ้าหนี้ได้รับแผนฟื้นฟูกิจการในวันใดแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้เข้าร่วมประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 กรณีจึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ทราบถึงการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนแล้วในวันดังกล่าวหรือก่อนหน้านั้น เมื่อเจ้าหนี้เพิ่งมายื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน ซึ่งมีคำคัดค้านในส่วนการจัดกลุ่มเจ้าหนี้มาด้วยโดยยื่นคำคัดค้านในวันที่ 13 มีนาคม 2544 เช่นนี้ การร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้จึงเป็นการยื่นเกินระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการจัดกลุ่ม การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนจึงถือเป็นอันยุติและถึงที่สุดตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคสอง แล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประการที่สาม ก่อนที่ศาลจะพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งผู้ทำแผนแก้ไขแผนได้หรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขแผนนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/45 และการที่ศาลจะพิจารณาแผนที่มีการแก้ไขแล้วได้นั้น แผนที่มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวจะต้องผ่านการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้มาแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แต่อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการควบคุมดูแลการฟื้นฟูกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั้น เมื่อได้คำนึงถึงเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการหรือเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการดำเนินการต่อไปได้ ทั้งกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้รับคำขอแก้ไขแผนที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ได้

ประการที่สี่ แผนฟื้นฟูกิจการจะกำหนดให้ยกเว้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและลดหนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่เห็นว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ.." และมาตรา 90/60บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้..." กฎหมายจึงประสงค์ให้หนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภท ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการทั้งหมด แม้ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาษีอากรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จไปนอกจากนี้กรณีใดที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ต้องการให้มูลหนี้ภาษีอากรมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้ธรรมดาหรือคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรเป็นพิเศษ กฎหมายก็จะบัญญัติไว้ชัดแจ้ง เช่น ผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามมาตรา 56 การปลดจากล้มละลายตามมาตรา 77 หนี้ภาษีอากรซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/27 วรรคสาม หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามแผนมาตรา 90/62(2) หรือหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 130(6) เช่นนี้ เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่เจ้าหนี้ภาษีอากรในมูลหนี้ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นพิเศษ ภายใต้บังคับของมาตรา 90/58(2) ประกอบด้วยมาตรา 130(6) สิทธิของเจ้าหนี้จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่นทั้งเมื่อพระราชบัญญัติล้มละลายหมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้บัญญัติผลของการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้วตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำมาตรา 56 ในเรื่องผลของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายมาใช้โดยอนุโลมดังเช่นที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

ประการที่ห้า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่าเมื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ประกอบคำชี้แจงของผู้ทำแผนและการที่เจ้าหนี้มิได้คัดค้านแล้ว ฟังได้ว่า ในวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้มีสินทรัพย์ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชี 1,254,440,000 บาท แต่ก็ปรากฏว่า มีราคาที่แท้จริงภายหลังการปรับลดโดยการตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของสินทรัพย์และการมีมูลค่าที่แท้จริงหากนำออกขายทอดตลาดแล้วจำนวน 325,030,000 บาท ในการที่จะพิจารณาว่าหากดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ จะต้องนำมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ลูกหนี้มีอยู่ทั้งหมดมาประกอบการพิจารณา ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้นจะต้องมีการนำทรัพย์สินที่ลูกหนี้มีอยู่มาดำเนินการขายทอดตลาดในลักษณะบังคับขาย ซึ่งตามแผนหลังจากพิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในคำชี้แจงของผู้ทำแผนฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2544 หน้า 22 ถึงหน้า 30 แล้ว ในกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลายนั้นจะมีสินทรัพย์มาแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้จำนวน 325,030,000 เจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระหนี้คืนประมาณร้อยละ 1.75 สำหรับส่วนของเจ้าหนี้ผู้คัดค้านนี้หากศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนก่อนศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำนวน 13,485,159.78 บาท ส่วนหนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดก่อนระยะเวลา 6 เดือน เจ้าหนี้จะได้รับชำระภาษีจำนวน1,540,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.56 แต่ตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับชำระหนี้เป็นจำนวน 737,090,000 บาท ซึ่งจะชำระเป็นเงินสดจำนวน 641,490,000บาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวจำนวน 200,000,000 บาท ได้จากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่นักลงทุนใหม่ (จำนวน 300,000,000 บาท) และจำนวน 441,490,000 บาท จะได้รับชำระจากเงินสดที่ได้จากการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วและมีการชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 96,029,430 บาท ตามแผนฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระหนี้ร้อยละ 6 ในส่วนของเจ้าหนี้ผู้คัดค้านนั้นจะได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำนวน 13,485,159.78 บาท หนี้ภาษีอากรที่ถึงกำหนดเกินกว่า 6 เดือน ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวน 5,954,968.78 บาท คิดเป็นร้อยละ6 ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงวิธีการฟื้นฟูกิจการซึ่งจะต้องมีการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในอันที่จะก่อให้เกิดรายได้มาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพิ่มขึ้นจึงเห็นได้ว่าการฟื้นฟูกิจการตามแผนเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายแผนฟื้นฟูกิจการจึงชอบด้วยมาตรา 90/58(3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แล้ว

ประการที่หก ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น เห็นว่า แผนฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของบรรดาเจ้าหนี้ลูกหนี้ เกี่ยวกับวิธีการในการชำระหนี้ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ หามีฐานะเป็นกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับไม่ การที่เจ้าหนี้คัดค้านว่าแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 แต่อย่างไรก็ตามการที่เจ้าหนี้ได้คัดค้านว่า แผนไม่อาจปรับลดยอดหนี้ภาษีอากรได้ และแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น พออนุมานได้ว่า เจ้าหนี้คัดค้านว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการให้ความเห็นชอบด้วยแผนขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 ว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลสามารถใช้ดุลพินิจเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้

เมื่อแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีลักษณะครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดทั้งในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้มีการลดทุนของลูกหนี้ลงเพื่อให้มีสภาพสอดคล้องกับฐานะที่แท้จริงของลูกหนี้และเป็นการให้ผู้ถือหุ้นปัจจุบันร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย แล้วดำเนินการเพิ่มทุนขายหุ้นให้แก่ผู้ร่วมลงทุนคนใหม่และนำหุ้นเพิ่มทุนบางส่วนไปใช้ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลาย มีส่วนในการเป็นผู้ร่วมทุนในบริษัทลูกหนี้ ทั้งตามวิธีดำเนินการตามแผนนั้นแผนได้กำหนดให้นำสินทรัพย์ของลูกหนี้อันมีอยู่จำกัดมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ ทั้งเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ประกอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้ด้วยจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ที่เข้าประชุมและลงคะแนนถึงร้อยละ 80 และการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจะทำให้สามารถรักษาองค์กรทางธุรกิจไว้ได้และทำให้กิจการของลูกหนี้นั้นดำเนินกิจการต่อไป อันจะเป็นประโยชน์แก่พนักงานของลูกหนี้ เจ้าหนี้ ตลอดจนประชาชนทั่วไปและเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยส่วนรวมที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 90/27 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/44 ม. 90/45 ม. 90/46 ม. 90/58 ม. 90/58 (2) ประกอบมาตรา 130(6) ม. 90/60 วรรคหนึ่ง
ข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2542
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสยามชินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2545
#46148
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งได้รับอันตรายสาหัสฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,300 และ 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4)และ 157 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายอื่นที่เป็นผู้เยาว์หรือเป็นผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีผู้เสียหายอื่นซึ่งถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส หรือได้รับอันตรายแก่กาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเหล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 และ 390 ซึ่งบุคคลอื่นเป็นผู้เสียหาย และโดยที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 เพราะความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามมาตรา 43(4) และ 157 ด้วย ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนขับรถยนต์โดยประมาทโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย พิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาท เป็นอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษามานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ฎีกาเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ แม้จะมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ก็ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น มิได้ให้อนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน จำเลยได้ขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน พ-6956 ราชบุรี โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยจำเลยอาจจะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ โดยจำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูง และขับล้ำกึ่งกลางถนนเข้าไปในทางเดินรถที่โจทก์ขับสวนทางมา ทำให้รถยนต์ที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน 10-1361 กาญจนบุรี ซึ่งโจทก์เป็นผู้ขับจากทางอำเภอเมืองกาญจนบุรีมุ่งหน้าไปทางอำเภอทองผาภูมิเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันพลิกคว่ำและมีผู้โดยสารในรถทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสกระดูกขาขวาท่อนบนหักและท่อนล่างร้าว บาดเจ็บที่ช่องท้องและที่หลังมือข้างซ้าย ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนารักษาตัวเป็นเวลาถึง 5 เดือนเศษ และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้ และทำให้เด็กหญิงปนัดดา สุขจิตต์ ถึงแก่ความตาย นางสาวสุลาวัลย์ ไทรสังขละเจติยกุลจ่าสิบตำรวจเลิศ ศักดิ์ดี และนางบังเอิญ สุขจิตต์ ได้รับอันตรายสาหัส นางสาวสมใจเรืองลำพู นายบุญชัย บุญหล้า นางพิศมัย พุดสโต นายปัญญา ด่านขุนทด นางสาวนิภาพร สุขจิตต์ และเด็กหญิงทิพวรรณ พุดสโต ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์ขับ ทำให้เด็กหญิงปนัดดา สุขจิตต์ ถึงแก่ความตายโจทก์ นางสาวสุลาวัลย์ ไทรสังขละเจติยะคุณ จ่าสิบตำรวจเลิศ ศักดิ์ดี และนางบังเอิญสุขจิตต์ ได้รับอันตรายสาหัสและนางสาวสมใจ เรืองลำพู นายบุญชัย บุญหล้า นางพิศมัยพุดสโต นายปัญญา ด่านขุนทด นางสาวนิภาพร สุขจิตต์ และเด็กหญิงทิพวรรณ พุดสโตได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายอื่นที่เป็นผู้เยาว์หรือเป็นผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือสามีผู้เสียหายอื่นซึ่งถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส หรือได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเหล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ 390 ซึ่งบุคคลอื่นเป็นผู้เสียหายและโดยที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 เพราะความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามมาตรา 43(4) และ 157 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนขับรถยนต์โดยประมาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โดยที่โจทก์เป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 และความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เหตุรถยนต์ชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาทอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษามานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้โจทก์จะยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม แต่การอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งผู้พิพากษาดังกล่าวจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดย มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้นมิได้ให้ผู้พิพากษานั้นอนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและพิพากษามาโดยมิได้พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ390 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกฎีกาโจทก์ และคงให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 ม. 193 ทวิ ม. 221
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ศักดิ์หรือณรงศักดิ์ ลำใยสุนทร
จำเลย — นายขจรศักดิ์ ด่านปาน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2545
#47394
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือต้องเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์ขับ ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส และบุคคลอื่นหลายคนซึ่งโดยสารมาในรถยนต์ที่โจทก์ขับถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย และขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 และ 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบกฯมาตรา 43(4) และ 157 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายอื่นที่เป็นผู้เยาว์ หรือเป็นผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีผู้เสียหายอื่นซึ่งถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส หรือได้รับอันตรายแก่กาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเหล่านั้น ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 และ 390 ซึ่งบุคคลอื่นเป็นผู้เสียหาย และโดยที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรฯ ด้วย

คดีที่ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษามานั้นเป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้โจทก์จะยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม แต่การอนุญาตดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งผู้พิพากษาดังกล่าวจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษานั้นอนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและพิพากษามานั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันว่าด้วยอุทธรณ์ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายอื่นที่เป็นผู้เยาว์หรือเป็นผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีผู้เสียหายอื่นซึ่งถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส หรือได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายเหล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5 (1) และ (2) โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ 390 ซึ่งบุคคลอื่นเป็นผู้เสียหาย และโดยที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 เพราะความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามมาตรา 43(4) และ 157 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้อง โจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43(4) และ 157 ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีส่วนขับรถยนต์โดยประมาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โดยที่โจทก์เป็นผู้เสียหายเฉพาะในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และความผิดฐานดังกล่าวกฎหมายบัญญัติให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเหตุรถยนต์ชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ได้มีส่วนประมาท อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษามานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์อีก จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้โจทก์จะยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม แต่การอนุญาตให้ฎีกาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งผู้พิพากษาดังกล่าวจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษานั้นอนุญาตให้ฎีกาในกรณีดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและพิพากษามาโดยมิได้พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกฎีกาโจทก์ และคงให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณรงค์ศักดิ์หรือณรงศักดิ์ ลำใยสุนทร
จำเลย — นาย ขจรศักดิ์ ด่านปาน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4814/2545
#46147
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันก่อให้เกิดหนี้ตามคำฟ้องเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(1) เมื่อการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญา สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตามกำหนดเวลาดังที่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดอาญา อายุความก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยศาลแรงงานกลางต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำผิดอาญาหรือไม่จากพยานหลักฐานของโจทก์จำเลย แต่คดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานหลักฐานของคู่ความ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยให้เหตุผลว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความเพราะนำคดีมาฟ้องเมื่อเกิน 10 ปีแล้ว จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 จำเลยเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยได้รับเงินค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์จากผู้ใช้บริการโทรศัพท์แล้วไม่นำส่งเป็นรายได้ของโจทก์ตามระเบียบและได้ทำลายหลักฐานต้นขั้วใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินด้วยซึ่งถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีเจตนาโดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ผลการสอบสวนยุติว่าจำเลยกระทำความผิดทางวินัย โจทก์จึงลงโทษจำเลยโดยไล่ออก และให้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ ต่อมามีบันทึกอ้างถึงหนี้จำนวน 35,960 บาท อันเป็นหนี้ที่เกิดจากการทุจริตของจำเลยที่ได้มีการตรวจสอบพบในภายหลังซึ่งหนี้ดังกล่าวมีมูลเหตุจากการกระทำโดยทุจริตของจำเลยในคราวเดียวกัน รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 162,183.50 บาท การกระทำของจำเลยเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผิดสัญญาจ้างและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันที่โจทก์ไล่จำเลยออกจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 201,699 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 363,882.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 162,183.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องในมูลละเมิดเกินกว่า1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้น10 ปี นับแต่วันทำละเมิด หรือฟ้องในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานเกินกว่า 10 ปี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สามารถจะดำเนินคดีแทนโจทก์ได้เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จำเลยไม่ได้กระทำผิดหรือยักยอกเงินของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าใช้โทรศัพท์ที่จำเลยรับจากผู้ใช้บริการโทรศัพท์แล้วไม่นำส่งโจทก์คืนให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการละเมิดต่อโจทก์อายุความตามสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนอายุความในมูลละเมิดมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา 448 และการที่โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอาญาซึ่งน่าจะเป็นความผิดฐานยักยอกสิทธิที่โจทก์จะฟ้องทางแพ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95, 352, 353 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับชำระเงินค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์จากผู้ใช้บริการโทรศัพท์แล้วไม่นำเงินส่งเข้าเป็นรายได้ของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 162,183.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งการกระทำอันก่อให้เกิดหนี้ตามคำฟ้องดังกล่าวหากเป็นการกระทำความผิดก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีอายุความ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(1) แต่การกระทำตามที่โจทก์ฟ้องไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญา สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตามกำหนดเวลาดังที่กฎหมายลักษณะอาญาบัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง หากข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดอาญา อายุความในคดีนี้ก็จะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลแรงงานกลางต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำผิดอาญาหรือไม่ดังกล่าวจากพยานหลักฐานของโจทก์จำเลย แต่คดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานหลักฐานของคู่ความ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยให้เหตุผลว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความเพราะนำคดีมาฟ้องเมื่อเกิน 10 ปี แล้ว จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย เรี่ยม อยู่สนิท
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2545
#46146
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใดและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่8 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำ1 เส้น หนัก 5 บาท ราคา 37,000 บาท ของนางสาวจันทนา วงษา ผู้เสียหายไปโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน 2,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ 8 มีนาคม2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว มาลัยหรือเป้ย อินภูงา
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2545
#48661
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดแม้พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายอุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน 2,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน 2,000 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ 8 มีนาคม2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตามแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว มาลัยหรือเป้ย อินภูงา
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ