คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2545
#45762
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากจำเลยแล้วจำเลยทำสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าจึงบอกเลิกการเช่า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและส่งมอบที่พิพาทคืน จำเลยให้การตอนแรกว่า ไม่เคยทำสัญญาขายหรือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การตอนหลังว่าถึงอย่างไรจำเลยก็ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานานแล้ว หรือหากฟังว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยก็ครอบครองที่ดินพิพาทมาเกินกว่า 1 ปีแล้วซึ่งเท่ากับเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรก ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การของจำเลยเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว จำเลยเช่าที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ และวินิจฉัยตามนั้น กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ จึงถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของใช้สิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า โดยซื้อจากจำเลยแล้วให้จำเลยเป็นผู้เช่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้วจำเลยคงอยู่ในที่ดินของโจทก์เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อปี 2538 ถึงปี 2540 จำเลยค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์เป็นข้าวเปลือก 9 เกวียน เป็นเงิน 36,000 บาท โจทก์บอกเลิกการเช่าที่ดินแก่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ 3 ปี เป็นข้าวเปลือกจำนวน 9 เกวียน หรือเป็นเงิน 36,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์และออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาขายที่ดินหรือทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์และเอกสารดังกล่าวเป็นสัญญาปลอม ราคาข้าวเปลือกเพียงเกวียนละ 3,500 บาทถึง 3,700 บาท ถึงอย่างไรก็ตามจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิการครอบครองแต่อย่างใด เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และหรือหากศาลจะฟังได้ว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยก็ครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง3 ปี (พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2540) เป็นข้าวเปลือก 9 เกวียน หรือคิดเป็นเงินเกวียนละ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 36,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของใช้สิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากจำเลย แล้วจำเลยได้ทำสัญญาเช่าไป แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงบอกเลิกการเช่า ขอให้ชำระค่าเช่าและส่งมอบที่ดินพิพาทคืน จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาขายหรือทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาปลอม แต่จำเลยกลับให้การในตอนหลังว่า ถึงอย่างไรก็ตามจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งสิทธิการครอบครองแต่อย่างใด เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และหรือหากศาลจะฟังได้ว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยก็ครอบครองที่ดินพิพาทเกินกว่า 1 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหรือของโจทก์ และเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรกของจำเลยเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองแต่คำให้การของจำเลยเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีจึงคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วจำเลยเช่าที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ และวินิจฉัยมาด้วยนั้น กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายืนในประเด็นดังกล่าวนี้ จึงเป็นการไม่ชอบปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเมื่อคดีไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีหรือไม่ เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาจำเลยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วจำเลยเช่าที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วฟังว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทแล้วเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยก็มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น และมิได้โต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ประเด็นข้อนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีจึงต้องฟังว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แล้วจำเลยเช่าที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 537 ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น้อง สิทธะนงค์
จำเลย — นาย ชัยหรือสินชัย ต้นมะลิ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2545
#49060
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจมีหนังสือแจ้งอายัดการดำเนินการทางทะเบียนต่อผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนรถยนต์ เพราะการนำรถยนต์เข้าประเทศผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะรับโอนรถยนต์มาและไม่อาจทราบได้ การที่ไม่อาจต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปี จึงมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญาเพราะไม่อาจใช้รถยนต์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โดยส่งมอบรถยนต์คืน แต่จำเลยที่ 1 กลับชำระค่าเช่าซื้อต่อมาจนถึงงวดที่ 17 จากนั้นไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อและไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโดยปราศจากเหตุผล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาคืนและเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 700,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญา 80,362 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 94,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินค่าขาดประโยชน์ 168,300 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประกันเป็นเงิน 5,626 บาท ค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 250,000 บาท เงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ในอัตรางวดละ 40,181 บาท พร้อมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มงวดละ 2,813 บาท รวม 17 งวดเป็นเงิน 730,898 บาท ค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียนอายุรถยนต์เป็นเงิน 7,060 บาท ค่าใช้จ่ายเพิ่ม 201 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามงวดที่ชำระและค่าซ่อมรถยนต์จนถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 132,543.41บาท รวมเป็นเงิน 1,294,628.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,162,085 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 650,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 650,000 บาท นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 15 เดือน เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนกรณีฟ้องแย้งนั้น ให้โจทก์ชำระเงิน 212,887 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา650,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ 136,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชำระเงิน 843,785 บาทแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซิเดสเบนซ์ จากโจทก์ในราคา 1,446,516 บาท ตกลงผ่อนชำระ 36 งวด เดือนละงวดละ 40,181 บาทชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2535 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 18 เป็นต้นมา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.7 ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อดังโจทก์ฎีกาหรือไม่ หรือมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์เป็นรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ได้ไปติดต่อขอซื้อจากนายเฉลิมชัย ลีชัยวัฒน์ ตามเอกสารหมาย ล.8 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีเงินไม่พอ จึงให้โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวแทนแล้วจำเลยที่ 1 จึงขอเช่าซื้อจากโจทก์อีกต่อหนึ่ง การจดทะเบียนโอนรถยนต์มายังโจทก์ขณะนั้นยังไม่มีปัญหา แสดงว่าหลักฐานทะเบียนตามที่ปรากฏถูกต้อง ตามทางนำสืบโจทก์ จำเลยก็ไม่ปรากฏว่าในปีก่อน ๆ นั้นต่อทะเบียนการใช้รถยนต์ประจำปีไม่ได้ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจมีหนังสือแจ้งอายัดการดำเนินการทางทะเบียนเพราะการนำรถยนต์เข้าประเทศผิดกฎหมายต่อผู้อำนวยการสำนักงานนายทะเบียนรถยนต์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะรับโอนรถยนต์มาและไม่อาจทราบได้ แม้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ติดต่อซื้อรถยนต์ด้วยตนเองก็ยังไม่ทราบ การที่ไม่อาจต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีในปี 2536 จึงมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญาเพราะไม่อาจใช้รถยนต์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โดยส่งมอบรถยนต์คืน แต่จำเลยที่ 1 กลับชำระค่าเช่าซื้อต่อมาจนถึงงวดที่ 17 จากนั้นไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อและไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโดยปราศจากเหตุผล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อการที่จำเลยที่ 1 มาบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ในภายหลังทั้งไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโดยจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเองย่อมไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกสัญญากันโดยปริยายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาคืนและเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองได้ สำหรับคดีนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับราคารถยนต์หากจำเลยทั้งสองจะต้องใช้คืนและค่าขาดประโยชน์ แม้โจทก์จะมีสิทธิได้ค่าใช้รถยนต์ในระหว่างผิดนัด 2 เดือนก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจกำหนดให้ได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าโจทก์จะต้องใช้ค่าซ่อมแซมรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหานี้ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 546 กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อในสภาพอันซ่อมแซมดีแล้วแก่ผู้เช่าซื้อ และหน้าที่ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าซื้อในกรณีที่เกิดความชำรุดบกพร่องขึ้นในระหว่างเวลาเช่าซื้อนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 ค่าซ่อมแซมรถยนต์ของจำเลยที่ 1มิใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาตามปกติและเป็นการซ่อมแซมเล็กน้อย แต่เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นและสมควรเพื่อรักษารถยนต์คันพิพาทให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ โจทก์จึงต้องรับผิดค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 547(ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 635/2536) ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์เมื่อเดือนมีนาคม 2535 จากนั้นประมาณ 1 เดือน จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ทำเกียร์ใหม่เป็นเกียร์ออโตเมติก เปลี่ยนคลัตช์ ทำเบาะใหม่ ทำช่วงล่วงหน้าหลังรวมทั้งทำสีใหม่ จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบปฏิเสธความจริงข้อนี้ ยังเบิกความว่าได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปปรับปรุงใหม่ นายไพบูลย์ ตั้งสิทธิเกษม สามีจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ได้ไปดูรถยนต์ของนายเฉลิมพงษ์จนพอใจ จึงได้ขอทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามคำเสนอขอเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.9 และสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 รถยนต์ยังใช้การได้อยู่ในสภาพที่พอใจ นายสงบ จิตวัตร ช่างซ่อมรถยนต์พยานจำเลยเบิกความว่า รับซ่อมรถยนต์เมื่อเดือนเมษายน 2535 ส่วนการทำสี สามีของจำเลยที่ 1 ให้ช่างอื่นเป็นคนทำ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเห็นได้ชัดแจ้งมิใช่เป็นการซ่อมแซมปรับปรุงให้รถยนต์อยู่ในสภาพที่ใช้ได้เท่านั้น แต่เป็นการดัดแปลงเปลี่ยนสภาพรถยนต์ให้เป็นรถใหม่ การที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์รับผิดค่าใช้จ่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งยังก่อให้เกิดผลที่ไม่ควรจะเป็น กล่าวคือ ผู้เช่าซื้อจะเช่าซื้อรถยนต์เก่า ๆ มาในราคาถูก ๆ แล้วนำไปซ่อมซึ่งอาจแพงกว่าราคาเช่าซื้อหรือเกือบเท่าราคาเช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าซื้อผ่อนค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา ผู้เช่าซื้อนอกจากจะได้รถยนต์ในสภาพที่ดีไปกว่าเดิม ยังเรียกเงินที่ใช้จ่ายไปทั้งหมดได้อีกด้วย เมื่อนำเงินจำนวนนี้ไปหักออกจากราคาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้ออาจต้องเป็นฝ่ายขาดทุน ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่ยอมคืนรถยนต์ให้โจทก์เช่นคดีนี้

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์จะต้องคืนเงินค่าต่อทะเบียนรถยนต์จำนวน 7,261 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการต่อทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่อาจดำเนินการดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ได้โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิที่จะริบเงินจำนวนดังกล่าวได้ เพราะมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องคืนให้จำเลยที่ 1

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่าโจทก์จะต้องคืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 5,626 บาท ที่โจทก์เรียกไว้เป็นประกันให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวนนี้โจทก์จะหักเก็บไว้ได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับชำระค่าเช่าซื้อจำนวน 2 งวด จากจำเลยที่ 1แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว17 งวด ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าเช่าซื้อรวม 2 งวด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวนนี้แก่จำเลยที่ 1"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ 56,000 บาทและชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 13,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 15 เดือนแก่โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 แต่เฉพาะค่าต่อทะเบียนรถยนต์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,887 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป (วันที่ 10สิงหาคม 2537) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง หัทยา ตั้งสิทธิเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4975/2545
#99843
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโดยมิได้แก้บทลงโทษและกำหนดโทษ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาแก้ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่ เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ๒ กระทงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืนโดยมิได้แก้บทลงโทษและมิได้แก้กำหนดโทษ ซึ่งยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะพิพากษาแก้ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความในฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นไม่ชอบ

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 91 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายชัยพฤกษ์ เทพรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายชูเกียรติ ตังคโนภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4974/2545
#46161
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัท น. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อน เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้นเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยโจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้จำเลยและต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลยด้วย ส่วนจำเลยก็ต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 227,710.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 212,410.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 227,710.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 212,410.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาทยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ จากจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3 ได้ผ่อนชำระไป 12 งวดตามใบรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากจำเลย ประเด็นที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ และโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีนายประยุทธ อำพันโรจนานันท์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า ระหว่างโจทก์ผ่อนค่าเช่าซื้อให้จำเลยไปแล้ว 12 งวด โจทก์ได้ทวงถามสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แต่จำเลยไม่สามารถดำเนินการให้โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และเรียกเงินคืนตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยมีนายธนภัทร วงษ์ศิริ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และการที่จำเลยยังส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ไม่ได้ เพราะบริษัทนครนายกฮอนด้าคาร์ จำกัด ยังไม่ได้โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลย จำเลยกำลังดำเนินคดีกับบริษัทนครนายกฮอนด้าคาร์ จำกัด เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3 จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยจะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัทนครนายกฮอนด้าคาร์จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากนายประยุทธผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าโจทก์ทวงถามสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์จากจำเลยหลายครั้ง จำเลยผัดผ่อนและไม่สามารถดำเนินการให้ได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.10 เห็นได้ว่าเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อนเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้น เป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินทั้งหมดแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากการที่จะให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้จำเลย และต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลย ส่วนจำเลยก็ต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อครบกำหนดวันที่ 9 มีนาคม 2541 ดังนั้น โจทก์จึงต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2540ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2541 รวมเป็นเงิน 28,000 บาท ต้นเงินที่โจทก์ขอมา 212,410.33 บาทหักค่าแห่งการที่โจทก์ได้ใช้สอยรถยนต์พิพาท 28,000 บาท คงเหลือ 184,410.33 บาทจำเลยจึงต้องคืนเงิน 184,410.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่10 มีนาคม 2541 ให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 184,410.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 387 ม. 391 ม. 472 ม. 549 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง นุชรี อำพันโรจนานันท์
จำเลย — บริษัท จีเอส แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4973/2545
#48665
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อสัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ ประเด็นว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะหรือไม่จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ การที่ศาลล่างหยิบยกปัญหาความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อมาวินิจฉัย หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทไม่

สัญญาเช่าซื้อในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมีลายมือชื่อบุคคลอยู่สองคนและประทับตราของบริษัทโจทก์ ลายมือชื่อหนึ่งในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อเป็นของ ส. กรรมการผู้หนึ่งแต่อีกลายมือชื่อหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นลายมือชื่อของผู้ใดและจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโจทก์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองของนายทะเบียนหรือไม่เมื่อตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์กำหนดว่าต้องมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะผูกพันบริษัทได้ ถือได้ว่าไม่มีการลงชื่อโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อครบถ้วนโดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 572 วรรคสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา 964,486.08 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นเงินรวม 306,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 330,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 306,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ 18,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือชดใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะเพราะผู้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ไม่มีอำนาจลงชื่อในสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากโจทก์ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์แล้วและไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะส่วนโจทก์นำสืบได้ว่ามีการทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีการลงลายมือชื่อคู่สัญญาครบถ้วนแล้วศาลล่างทั้งสองจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุที่ว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองหาได้ไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อจึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การมาแต่แรกแล้วว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อที่พิพาทสัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ ดังนั้น ประเด็นว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นหนึ่งในคดีนี้ที่โจทก์ต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกปัญหาความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าซื้อมาวินิจฉัยหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทดังที่โจทก์ฎีกาไม่ คดีนี้โจทก์มีสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อมีลายมือชื่อบุคคลอยู่สองคนและประทับตราของบริษัทโจทก์แต่นายชุณห์ธวัชวิโรจน์ศิริศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า ลายมือชื่อหนึ่งในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อนั้นเป็นของนายสมชาย วิวัฒน์วิศวกร กรรมการผู้หนึ่งแต่กรรมการอีกคนจำลายมือชื่อไม่ได้ ซึ่งแสดงว่าพยานโจทก์ไม่ทราบว่าลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้ออีกคนหนึ่งนั้นเป็นของผู้ใดและจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโจทก์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ เมื่อตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์กำหนดว่า ต้องมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะผูกพันบริษัทได้ แต่พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อเป็นกรรมการของบริษัทโจทก์ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อที่ถูกต้อง ถือได้ว่าไม่มีการลงชื่อโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อครบถ้วนโดยชอบ สัญญาเช่าซื้อจึงคงมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียวสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรู - เวย์ จำกัด
จำเลย — นาย สุรัตน์หรือเจตวัฒน์ เอื้อพฤฒินันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4949/2545
#46160
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75 ต่อปี ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเฉพาะดอกเบี้ยที่จำเลยคำนวณให้ในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยเพิ่มให้โดยอ้างว่าการคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จะเห็นได้ว่าสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับคดีนี้กับคดีก่อนเป็นอย่างเดียวกัน มูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและดอกเบี้ยก็เนื่องจากที่ดินแปลงเดียวกัน ดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองฟ้องในคดีนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยที่ฟ้องไว้แล้วในคดีก่อน แม้ว่ารัฐมนตรีฯ จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมาภายหลังที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องก่อนแล้วก็ตาม ศาลในคดีก่อนก็ต้องพิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองในเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคท้าย เมื่อคดีนี้กับคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ทั้งสองนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ขอให้รับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาต่อไปนั้น เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2836 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 10 ไร่ 31 ตารางวา ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ เนื้อที่ 5 ไร่ 6 ตารางวา ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 85,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้ 118,354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่จำเลยคำนวณอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับจากวันที่ 15 ธันวาคม 2538 จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้เพราะกฎหมายบัญญัติให้ดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองได้รับเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสิน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับดอกเบี้ยขาดไปเป็นเงิน 1,682,085.93 บาท โจทก์ทั้งสองจึงขอเรียกดอกเบี้ยจากจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 325,904.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,007,990.07 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,007,990.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,682,085.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีนี้เนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีของศาลชั้นต้นหมายเลขดำที่ ปค.50/2540 ระหว่าง นางหรือนางสาวงามตา สงวนสินธุกุล กับพวก โจทก์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก จำเลย ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ยเพิ่มจากจำเลย จำเลยคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองถูกต้องแล้ว นอกจากนี้จำเลยได้จ่ายเงินดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองเกินไป โดยจ่ายเป็นเวลา 533 วัน ที่ถูกต้องแล้วโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 444 วัน จำเลยจึงจ่ายเงินดอกเบี้ยเกินไปจำนวน 2,684,852.38 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินดอกเบี้ยคืน ทั้งนี้เพราะจำเลยสมัครใจชำระเงินจำนวนดังกล่าว การชำระดอกเบี้ยของจำเลยเป็นเรื่องลาภมิควรได้ จะต้องเรียกคืนภายในอายุความ 1 ปี แต่จำเลยเรียกร้องเกินระยะเวลาดังกล่าวจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่ดินในคดีหมายเลขดำที่ ปค.50/2540 ของศาลชั้นต้นและคู่ความทั้งสองคดีเป็นคดีเป็นคนเดียวกันเมื่อคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การที่โจทก์ทั้งสองมายื่นฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้อน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยอีก และเป็นเหตุให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นจำเลยที่ 1 และนายเรืองฤทธิ์ พูลสวัสดิ์ เป็นจำเลยที่ 2 เรียกเงินค่าทดแทนที่ดินจากการที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืน รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 2836 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ด้วย โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดดังกล่าวในอัตราตารางวาละ 85,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่พอใจเงินค่าทดแทนที่ดิน จึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินในอัตราตารางวาละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 2836 ให้แก่โจทก์ทั้งสองจากเดิมตารางวาละ 85,000 บาท เป็นตารางวาละ 144,000 บาท จำเลยได้จ่ายเงินตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยให้เพิ่มแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มรวมเป็นเงินดอกเบี้ย 15,554,633.91 บาท แต่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าการจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะการจ่ายดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสิน แต่จำเลยจ่ายในอัตราคงที่ร้อยละ 9 ต่อปี จึงฟ้องคดีนี้เรียกเงินดอกเบี้ยเพิ่มเติม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวก็คือคดีเรื่องเดียวกันโจทก์ควรจะฟ้องร้องว่ากล่าวกันไปเสียให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นของที่ดินโฉนดเลขที่ 2836 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ไร่ 6 ตารางวา เนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตดุสิต เขตราชเทวี เขตปทุมวัน เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตคลองเตย เขตประเวศ เขตบางคอแหลม และเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2534 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ จากตารางวาละ 85,000 บาท เป็นตารางวาละ 500,000บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไป ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเฉพาะดอกเบี้ยที่จำเลยคำนวณให้ในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี จากเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยเพิ่มให้นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม2540 โดยอ้างว่าการคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับคดีนี้กับคดีก่อนเป็นอย่างเดียวกัน มูลกรณีที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและดอกเบี้ยก็เนื่องจากที่ดินแปลงเดียวกันนี้ถูกเวนคืน ดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองฟ้องในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองฟ้องไว้แล้วในคดีก่อน ซึ่งศาลในคดีก่อนย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แม้รัฐมนตรีฯ มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมาภายหลังที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องก่อนแล้วก็ตามศาลคดีก่อนก็จะต้องพิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองในเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคท้าย โจทก์ทั้งสองจึงไม่จำเป็นต้องนำคดีมาฟ้องอีก เมื่อคดีนี้กับคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ทั้งสองนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ปค.50/2540 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ขอให้รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองโดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาต่อไป จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลจำนวน 50,200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแต่ละชั้นศาลที่เกินกว่า200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 173 ม. ตาราง 1
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวงามตา สงวนสินธุกุล กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2545
#46159
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "บุตร" ว่ามีความหมายอย่างไร เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้มีฐานะด้อยในทางสังคมเพื่อให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจะอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้น คำว่า "บุตร" ตามมาตรา 73 จึงต้องหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและรวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วยเมื่อโจทก์เป็นบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ส. ผู้ประกันตนซึ่งถึงแก่ความตายโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในกรณี ส. ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ มาตรา 73(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 หนังสือที่ รส 0725/19576 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ 164/2544 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 และให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายสมบูรณ์ ศรีชัย ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2542 ด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ผู้ประกันตนอยู่กินกับนางสาวเพ็ญจันทร์ อุส่าห์ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรหนึ่งคนคือโจทก์ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 สั่งจ่ายเงินค่าทำศพ30,000 บาท แต่ปฏิเสธการจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตาย เพราะโจทก์มิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตน โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วให้ยกอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ซึ่งมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตายดังนี้... (2) เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน" เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "บุตร" ว่ามีความหมายอย่างไร ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็เขียนคำว่าบุตรไว้สองแบบคือ ตามมาตรา 73(2) ที่กล่าวมาใช้คำว่า "บุตร"ส่วนในมาตรา 75 ตรี เกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร และในมาตรา 77จัตวา (1) เกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพใช้คำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย"เมื่อใช้คำต่างกันในพระราชบัญญัติเดียวกันเช่นนี้ แสดงว่ามีความประสงค์จะให้ความหมายของคำว่า "บุตร" แตกต่างไปจากคำว่า "บุตรชอบด้วยกฎหมาย" โดยคำว่าบุตรนั้นถือเอาบุตรตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งรวมถึงบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเมื่อพิจารณาประกอบเหตุผลว่าบทกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้มีฐานะด้อยในทางสังคม เพื่อให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างและครอบครัว ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจะอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้น ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคมดังกล่าวคำว่า "บุตร"ตามมาตรา 73 จึงต้องหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และรวมถึงบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนด้วย เมื่อโจทก์เป็นบุตรอันแท้จริงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายสมบูรณ์ ศรีชัย ผู้ประกันตน ซึ่งถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในกรณีนายสมบูรณ์ ศรีชัย ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 73(2) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วายุภักดิ์ ศรีชัย
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4936/2545
#46158
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246

สัญญากู้ยืมระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของธนาคารโจทก์ แต่ตามประกาศกำหนดดอกเบี้ยของโจทก์ในขณะทำสัญญากู้ยืมกำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิจะเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย และขัดต่อ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯมาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในสัญญากู้ยืมจึงตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินโจทก์ สาขาหนองคาย จำนวน 300,000 บาทยินยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามประกาศของโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 32835ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ ครบกำหนดสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 508,192.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 490,176.14 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 300,265.02 บาท นับถัดจากวันที่ 9ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32835 ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน295,918.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็มีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยในประการที่สองมีว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 เป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้มีประกาศของโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วซึ่งตามประเพณีของโจทก์ต้องรวมอัตราความเสี่ยงอีกร้อยละ 2 ด้วย ฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ที่โจทก์กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมจึงเป็นการกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงแม้โจทก์กำหนดในสัญญากู้ยืมร้อยละ 19 ต่อปี แต่โจทก์ก็ไม่ได้เรียกดอกเบี้ยถึงร้อยละ 19 ต่อปี จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นโมฆะนั้น เห็นว่า สัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ตามข้อ 1 ให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี) แต่ตามประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.11แผ่นที่ 42 ถึง 44 ซึ่งเป็นประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลาร้อยละ 14.50 ต่อปี ไม่มีข้อความตอนใดในประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ดังที่ระบุในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 แต่ประการใดอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญากู้ยืมดังกล่าวจึงสูงกว่าที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเก็บได้ตามกฎหมายและขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3(ก) ข้อกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีในสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สว่าง หนาดเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4934/2545
#46557
เปิดฉบับเต็ม

คดีฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งรวมการกระทำหลายอย่าง การใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำผิดส่วนหนึ่งในความผิดฐานชิงทรัพย์ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ศาลก็ลงโทษจำเลยในการกระทำผิดนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ของนายวิชัย วอนวรรณ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผลักศรีษะผู้เสียหายล้มลงกับพื้นและกระชากเอาสร้อยคอทองคำดังกล่าวของผู้เสียหาย กับใช้เท้าเหยียบและถีบที่บริเวณใบหน้าผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป แล้วจำเลยได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งพวกของจำเลยติดเครื่องยนต์รออยู่ขับพาจำเลยหลบหนีไป อันเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339, 340 ตรี, 83 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธในความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่รับว่าได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุก 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2542เวลาประมาณ 18.40 นาฬิกา จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เอกสารหมาย จ.3 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายดังที่จำเลยฎีกา โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18นาฬิกา จำเลยไปชวนผู้เสียหายเล่นไพ่ป๊อกที่หมู่บ้านนทีทองซึ่งห่างจากบ้านผู้เสียหายประมาณ 500 เมตร ผู้เสียหายบอกจำเลยให้ไปก่อนเมื่อดูโทรทัศน์จบแล้วผู้เสียหายจะตามไป ต่อมาเวลาประมาณ 18.40 นาฬิกา ผู้เสียหายตามไปพบจำเลยที่หน้าหมู่บ้านนทีทอง จำเลยยืนอยู่กับเพื่อน 1 คนใกล้กับรถจักรยานยนต์ จำเลยเดินมาหาผู้เสียหายแต่เมื่อผู้เสียหายทวงเงิน จำเลยโกรธจึงเข้ามาเตะและต่อยผู้เสียหาย แล้วกดตัวผู้เสียหายให้ล้มลงกับพื้นและกระทืบผู้เสียหายอีก 3 ครั้ง จำเลยขึ้นไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เพื่อนของจำเลยหลบหนีไป ผู้เสียหายลุกขึ้นมาแล้วจึงทราบว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมด้วยพระเครื่องหายไป เห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยมีความสัมพันธ์กันโดยไปเล่นการพนันด้วยกันหลายครั้ง ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยก็นัดหมายจะไปเล่นการพนัน แต่เนื่องจากจำเลยเป็นหนี้จากการพนันในครั้งก่อน ผู้เสียหายจึงทวงหนี้ ทำให้จำเลยโกรธแล้วเข้าทำร้ายผู้เสียหาย ดังนั้น สาเหตุของคดีนี้สืบเนื่องมาจากการเล่นพนันระหว่างผู้เสียหายและจำเลยในครั้งก่อนนั่นเอง ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยโมโหเข้ามาเตะผู้เสียหาย 1 ครั้ง ต่อย 1 ครั้ง แล้วกดตัวผู้เสียหายให้ล้มลงและกระทืบผู้เสียหายอีก 3 ครั้ง จากนั้นจำเลยก็ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลยหลบหนีไป เมื่อผู้เสียหายรู้สึกตัวลุกขึ้นมารู้สึกว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ รวมราคา 15,000 บาทหายไป จากคำเบิกความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพราะความโกรธอันเนื่องมาจากถูกผู้เสียหายทวงเงิน จำเลยทำร้ายผู้เสียหายโดยมิได้ใช้อาวุธบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายมีรอยแผลฟกช้ำที่สันจมูกกว้าง 2 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร แผลฟกช้ำที่โหนกแก้มซ้ายกว้าง 3 เซนติเมตรยาว 3 เซนติเมตร แผลฟกช้ำที่ริมฝีปากบนด้านซ้ายกว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 3 เซนติเมตรเป็นแผลที่รุนแรงมากนัก ในระหว่างถูกทำร้ายถ้าจำเลยกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 3บาท ไปจริง ผู้เสียหายต้องรู้สึกและน่าจะต้องป้องกันทรัพย์ของตนด้วยการดึงไว้ แต่ผู้เสียหายกลับไม่รู้ตัวว่าจำเลยดึงหรือกระชากสร้อยคอของตนไป ประกอบกับสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท มีขนาดใหญ่ ต้องใช้กำลังแรงจึงจะดึงหรือกระชากสร้อยคอให้ขาดได้ดังนั้น บริเวณลำคอของผู้เสียหายน่าจะมีรอยครูดของสร้อยคอ แต่ก็ไม่ปรากฏร่องรอยเช่นว่านั้น ที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากเกิดเหตุแล้ว จำเลยนำสร้อยคอทองคำไปขายที่ร้านทองบริเวณพรานนก ก็ไม่มีพยานหลักฐานว่าเป็นร้านทองใดที่รับซื้อสร้อยคอทองคำจากจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้เอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมด้วยพระเลี่ยมทอง 1 องค์ของผู้เสียหายไปตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง คดีฟังข้อเท็จจริงได้เพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายเท่านั้น โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ซึ่งรวมการกระทำหลายอย่างการใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำผิดส่วนหนึ่งในความผิดฐานชิงทรัพย์ เมื่อพิจารณาได้ความว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ยกฟ้องข้อหาชิงทรัพย์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย กิตติ ทิมกระจ่าง
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2545
#46157
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จะมากล่าวอ้างในภายหลังว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปโดยสำคัญผิดหาได้ไม่

กรณีที่จะต้องมีการตีความข้อความในเอกสารใดก็แต่เฉพาะเมื่อข้อความในเอกสารนั้นมีข้อสงสัยเท่านั้น

ข้อความตามตัวอักษรในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 แปลความได้ว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน2540 เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุด สัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดย่อมต้องตกเป็นผู้ผิดสัญญาและโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามข้อความในสัญญา ข้อ 4 ส่วนข้อความในสัญญาข้อ 2.1 ที่ว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้วแต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2 มีความหมายชัดเจนถึงว่า หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้ก่อนครบกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เมื่อใดจำเลยทั้งสอง ก็จะชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อนั้น แต่หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ยังจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญาข้อ 2นั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองโดยมีข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ข้อ 1 ตามที่โจทก์ได้ลงเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงินสุทธิ 5,600,000 บาท มีค่าเท่ากับ 50 หุ้น ของจำเลยที่ 1 ตามทะเบียนหุ้น ข้อ 2 จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชำระเงิน 5,600,000 บาท ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป ข้อ 2.1 จำเลยทั้งสองจะชำระเงิน 5,600,000 บาทต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2 ข้อ 2.2โจทก์สัญญาว่าเมื่อได้รับเงิน 5,600,000 บาท แล้วจะโอนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 4669 ตำบลวังผาง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา คืนให้จำเลยที่ 2ข้อ 2.3 โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันว่า เมื่อขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 แล้วถ้ามีกำไรจะแบ่งกำไรตามหุ้นที่จดทะเบียน ถ้าไม่มีกำไรโจทก์ก็จะได้รับเงิน 5,600,000บาท เหมือนเดิมและคดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 7 เมษายน 2542 โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและยกเลิกการบังคับคดี ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้ ไม่มีเหตุงดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ในวันทำสัญญายอม จำเลยที่ 2 ได้ทักท้วงไว้แล้วว่า หากขายคอนโดมิเนียมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญา ผลจะเป็นอย่างไร ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ชี้แจงว่า หากไม่ระบุข้อความตามสัญญายอมเช่นนี้ก็จะตกลงกันไม่ได้และเป็นเรื่องพูดคุยกันได้ว่า เงินที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องเป็นเงินที่ได้จากการขายคอนโดมิเนียมเมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถขายคอนโดมิเนียมได้ภายในกำหนด โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีสิทธิบังคับคดี คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์บังคับคดีจึงผิดระเบียบ ขอให้นัดพร้อมและเพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามยอม จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับตามยอมเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 ยังไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมข้อ 2 มีความว่า "จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชำระเงิน 5,600,000 บาท ภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป 2.1 จำเลยทั้งสองจะชำระเงิน5,600,000 บาท ต่อเมื่อได้ขายคอนโดของบริษัทเชียงใหม่ วี.ไอ.พี. ทาวเวอร์จำกัด ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2..." และข้อ 4 มีความว่า "ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความนอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ยอมให้บังคับคดีทันที" ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แสดงเจตนาทำสัญญายอมไปโดยสำคัญผิดว่าหากผิดสัญญาข้อ 2 แล้ว โจทก์จะไม่ยึดทรัพย์เอาจากจำเลยที่ 2 เป็นการส่วนตัว โดยโจทก์จะเอาชำระจากเงินที่ได้จากการขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็ได้ทักท้วงในขณะที่ศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาแล้ว แต่ได้รับคำชี้แจงจากโจทก์กับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่า หากไม่ระบุตามสัญญาเช่นนี้ก็ตกลงกันไม่ได้ และก็ตีความกันว่าจะต้องเอาชำระจากเงินที่ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2หลงสำคัญผิดไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยว่า โจทก์ ทนายโจทก์จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล คู่ความได้แถลงต่อศาลชั้นต้นร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้และยื่นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล เพื่อขอให้ศาลพิพากษาตามยอม เมื่อศาลชั้นต้นตรวจพิเคราะห์สัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมายจึงได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ข้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ยื่นต่อศาลดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่ถูกต้องประการใดก็ชอบที่จะขอให้แก้ไขเพื่อให้ถูกต้องและเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือปฏิเสธที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเสียหรืออาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จะมากล่าวอ้างในภายหลังว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปโดยสำคัญผิดหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาว่าข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความขัดกันและสับสน กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 จำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชำระเงินภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป แต่สัญญาข้อ 2.1 จำเลยทั้งสองจะชำระต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2 จึงต้องตีความสัญญาตามเจตนาว่าเงินที่จำเลยทั้งสองจะนำมาชำระแก่โจทก์นั้น จะต้องได้มาจากการขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 มิใช่เงิน ส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่จะต้องมีการตีความแห่งข้อความในเอกสารใดก็แต่เฉพาะเมื่อข้อความในเอกสารนั้นมีข้อสงสัยเท่านั้น คดีนี้ข้อความตามตัวอักษรในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ข้างต้น มีความหมายชัดเจนแปลความได้โดยนัยเดียวว่า จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญา สัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น กล่าวคือ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดย่อมต้องตกเป็นผู้ผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ส่วนข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ที่ว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปีดังกล่าวในข้อ 2 มีความหมายชัดเจนถึงว่า หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้ก่อนครบกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540เมื่อใด จำเลยทั้งสองก็จะชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ยังจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 นั่นเอง ข้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งสองข้อดังกล่าวจึงมิได้ขัดกันหรือสับสน ถึงกับต้องนำสัญญาข้อ 2.2 ที่โจทก์ต้องโอนที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 2 หรือสัญญาข้อ 2.3 ที่จำเลยทั้งสองตกลงว่า ถ้ามีกำไรจากการขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ก็จะแบ่งกำไรตามหุ้นที่จดทะเบียน ถ้าไม่มีกำไรโจทก์ก็จะได้รับเงิน 5,600,000 บาท เหมือนเดิม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องภายหลังเมื่อจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาข้อ 2 และ ข้อ 2.1 แล้ว มาพิจารณาประกอบการตีความข้อสัญญาดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาเห็นต่อไปว่าการตีความดังเช่นที่จำเลยที่ 2 ฎีกามานั้น เป็นที่เห็นได้ชัดว่านอกจากจะขัดกับข้อความตามตัวอักษรของสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ยังจะมีผลทำให้เงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 เพื่อให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งนับเป็นข้อสำคัญของสัญญาไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จิรศักดิ์ ยุวนากร
จำเลย — บริษัท เชียงใหม่ วี.ไอ.พี. ทาวเวอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2545
#99842
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จำเลยที่ 2 จะมากล่าวอ้างในภายหลังว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปโดยสำคัญผิดหาได้ไม่

กรณีที่จะต้องมีการตีความแห่งข้อความในเอกสารใดก็แต่เฉพาะเมื่อข้อความในเอกสารนั้นมีข้อสงสัยเท่านั้น สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 มีข้อความว่าจำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะชำระเงินภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป และสัญญาข้อ 2.1 มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปีดังกล่าวในข้อ 2 เห็นได้ว่า ข้อความตามตัวอักษรในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 มีความหมายชัดเจนแปลความได้โดยนัยเดียวว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญา ข้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้ขัดกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม คำพิพากษาตามยอมโจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี และศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและยกเลิกการบังคับคดี ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้ ไม่มีเหตุงดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ในวันทำสัญญายอม จำเลยที่ ๒ ได้ทักท้วงไว้แล้วว่า หากขายคอนโดมิเนียมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญา ผลจะเป็นอย่างไร ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ชี้แจงว่า หากไม่ระบุข้อความตาม สัญญายอมเช่นนี้จะตกลงกันไม่ได้และเป็นเรื่องพูดคุยกันได้ว่า เงินที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ต้องเป็นเงินที่ได้จากการ ขายคอนโดมิเนียม เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถขายคอนโดมิเนียมได้ภายในกำหนด โจทก์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิบังคับคดี คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์บังคับคดีจึงผิดระเบียบ ขอให้นัดพร้อมและเพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามยอม จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า? คดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยว่า โจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยที่ ๒ และทนายจำเลยทั้งสองมาศาล คู่ความได้แถลงต่อศาลชั้นต้นร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้และยื่นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล เพื่อขอให้ศาลพิพากษาตามยอม เมื่อศาลชั้นต้นตรวจพิเคราะห์สัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ดังนั้น หากจำเลยที่ ๒ เห็นว่าข้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ยื่นต่อศาลดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่ถูกต้องประการใดก็ชอบที่จะขอให้แก้ไขเพื่อให้ ถูกต้องและเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือปฏิเสธที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเสีย หรืออาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ จะมากล่าวอ้างในภายหลังว่า จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปโดยสำคัญผิดหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ ๒ ฎีกาต่อมาว่า ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความขัดกันและสับสนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่จะต้องมีการตีความแห่ง ข้อความในเอกสารใดก็แต่เฉพาะเมื่อข้อความในเอกสารนั้นมีข้อสงสัยเท่านั้น คดีนี้ข้อความตามตัวอักษรใน สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ข้างต้น มีความหมายชัดเจนแปลความได้โดยนัยเดียวว่า จำเลยทั้งสองตกลง ชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญา สัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น กล่าวคือ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายใน ระยะเวลาที่กำหนดย่อมต้องตกเป็นผู้ผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามข้อความใน สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๔ ส่วนข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒.๑ ที่ว่า จำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ ๑ ได้แล้ว แต่ไม่เกิน ๑ ปี ดังกล่าวในข้อ ๒ มีความหมายชัดเจนถึงว่า หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ ๑ ได้ก่อนครบกำหนด ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เมื่อใด จำเลยทั้งสองก็จะชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ยังจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ นั่นเอง ข้อความแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งสองข้อดังกล่าวจึงมิได้ขัดกันหรือสับสน ถึงกับต้องนำสัญญาข้อ ๒.๒ ที่โจทก์ต้องโอนที่ดินคืนแก่จำเลยที่ ๒ หรือสัญญา ข้อ ๒.๓ ที่จำเลยทั้งสองตกลงว่า ถ้ามีกำไรจากการขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ ๑ ก็จะแบ่งกำไรตามหุ้นที่ จดทะเบียน ถ้าไม่มีกำไร โจทก์ก็จะได้รับเงิน ๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท เหมือนเดิม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องภายหลังเมื่อจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญาข้อ ๒ และ ข้อ ๒.๑ แล้ว มาพิจารณาประกอบการตีความข้อสัญญาดังที่จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นต่อไปว่า การตีความดังเช่นที่จำเลยที่ ๒ ฎีกามานั้น เป็นที่เห็นได้ชัดว่านอกจากจะขัดกับ ข้อความตามตัวอักษรของสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ยังจะมีผลทำให้เงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ใน สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ เพื่อให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ ซึ่งนับเป็นข้อสำคัญของสัญญาไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 368
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรศักดิ์ ยุวนากร
จำเลย — บริษัทเชียงใหม่ วี.ไอ.พี.ทาวเวอร์ จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายมโน เทอดจิตธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905 -ที่ 4927/2545
#46156
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยโดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือน ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539ทั้งที่แท้จริงแล้วจำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือนพ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ จึงเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าชดเชยที่รับมาให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 กรณีดังกล่าวมิใช่จำเลยเอาทรัพย์ของโจทก์มายึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนได้ตามมาตรา 1336

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้ที่ได้ทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน มิใช่ภายในหนึ่งปีนับแต่ผู้เสียหายประสงค์ใช้สิทธิเรียกคืน

สถาบันการบินพลเรือนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ผู้ว่าการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รับทราบหนังสือกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2540 แจ้งว่าข้อบังคับของโจทก์ที่ให้จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยประกาศใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยจึงเป็นการจ่ายให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับ ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยตั้งแต่ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 7กรกฎาคม 2543 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกค่าชดเชย คืนดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีหมายเลขดำที่ 4964/2543 ที่ 4968/2543 ที่ 4972/2543 ที่ 4987/2543 ที่ 4989/2543 และที่ 4991/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 29 ระหว่างการพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ที่ 24 และที่ 26 ส่วนจำเลยที่ 9 และที่ 28 คู่ความไม่อุทธรณ์คดีจึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะยี่สิบสามสำนวนนี้

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 มีวัตถุประสงค์ในการจัดดำเนินการผลิตบุคลากรทางด้านการบินและดำเนินกิจการเกี่ยวกับบริการช่างอากาศบริการอากาศยาน และกิจการอื่นเกี่ยวกับการบิน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 โจทก์ได้รับโอนจำเลยทั้งยี่สิบสามซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทยกรมการบินพาณิชย์ มาเป็นพนักงานของโจทก์และได้ทำงานอยู่กับโจทก์จนถึงวันที่ 30กันยายน 2536 จึงเกษียณอายุ ขณะนั้นจำเลยแต่ละคนได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวน ต่อมาคณะกรรมการโจทก์ได้ออกข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือน ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 ที่ 3/2539ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2539 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 เป็นต้นไป โดยมีบทเฉพาะกาล ข้อ 10 กำหนดว่า กรณีพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์และเป็นพนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยโดยนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง โจทก์จึงได้จ่ายค่าชดเชยกรณีพนักงานเกษียณอายุจำนวน 6 เดือนหรือ 180 วัน ของค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่จำเลยแต่ละคนตามจำนวนที่ปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวนไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 ต่อมากระทรวงการคลังมีหนังสือลงวันที่ 29ตุลาคม 2540 แจ้งว่า ข้อบังคับที่โจทก์ประกาศใช้ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่มีผลใช้บังคับ และตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้พนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ให้นับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิในการรับเงินค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานนั้นขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 เรื่อง การรับโอนลูกจ้างจากศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย โดยให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่งหรือเลิกจ้าง และให้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง ซึ่งพนักงานที่รับโอนมาได้รับสิทธิประโยชน์จากทางราชการครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้ว จะนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิประโยชน์รับเงินค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานอีกไม่ได้ โจทก์จึงรายงานให้คณะกรรมการโจทก์ทราบคณะกรรมการมีมติให้โจทก์เรียกเงินค่าชดเชยที่จ่ายไปคืนจากพนักงานที่ไม่มีสิทธิ โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยทั้งยี่สิบสามให้คืนเงินค่าชดเชยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแต่จำเลยทั้งยี่สิบสามเพิกเฉย การที่จำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับเงินค่าชดเชยจากโจทก์เป็นการรับไปโดยไม่สุจริตโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิจะได้รับ เป็นการได้เงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสามคืนเงินค่าชดเชยจำนวนตามคำฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29 ให้การว่า จำเลยทั้งยี่สิบคนนี้ได้รับเงินค่าชดเชยไปจากโจทก์โดยสุจริต คณะกรรมการโจทก์พิจารณาอนุมัติโดยชอบด้วยระเบียบปฏิบัติและวิธีการตามกฎหมาย โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบเนื่องจากจำเลยทั้งยี่สิบออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุ ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ในวันที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งยี่สิบคืนเงินนั้นเงินดังกล่าวไม่มีเหลืออยู่ที่จำเลยทั้งยี่สิบแล้ว จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ต้องคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 407 กรณีตามฟ้องไม่ต้องด้วยมาตรา 1336 โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนเกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยแต่ละคนรับเงินค่าชดเชยไปจากโจทก์ จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การว่า การรับเงินค่าชดเชยของจำเลยทั้งสองคนเป็นการรับโดยสุจริต จึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน เนื่องจากไม่เป็นลาภมิควรได้ โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งสองเกิน 1 ปี นับแต่วันที่28 มกราคม 2540 ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้รับเงินและวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งจำเลยที่ 6ได้รับเงิน คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 15 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเรียกเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้พ้นกำหนดเวลา1 ปี นับแต่โจทก์ทราบหรือใช้สิทธิได้แล้ว คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 9 คืนเงินจำนวน 202,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 28 คืนเงินจำนวน 67,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 910.52 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535เดิมจำเลยทั้งยี่สิบสามเป็นลูกจ้างประจำของศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย กรมการบินพาณิชย์ ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2536 โจทก์รับโอนจำเลยทั้งยี่สิบสามมาเป็นพนักงานของโจทก์ตามคำสั่งโจทก์ที่ 3/2536 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2536 เอกสารหมาย จ.2 จำเลยทั้งยี่สิบสามปฏิบัติงานกับโจทก์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2536 จึงเกษียณอายุ ต่อมาคณะกรรมการของโจทก์ออกข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือนว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 เป็นต้นไป โดยมีบทเฉพาะกาล ข้อ 10 กำหนดว่า กรณีพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์และเป็นพนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยโดยนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง ตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสามมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่จำเลยแต่ละคนตามจำนวนที่ปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวนเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 ต่อมาโจทก์จัดทำร่างข้อบังคับว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยและเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของพนักงานขึ้นใหม่ โดยให้ยกเลิกข้อบังคับฉบับเดิมและให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 ซึ่งกระทรวงคมนาคมเห็นชอบแล้ว จึงเสนอไปให้กระทรวงการคลังพิจารณา ต่อมากระทรวงการคลังมีหนังสือแจ้งว่า ข้อบังคับตามเอกสารหมาย จ.3โจทก์ประกาศใช้โดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง จึงไม่มีผลใช้บังคับและตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้พนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ให้นับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิในการรับเงินค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานนั้นขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38เรื่องการรับโอนลูกจ้างจากศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย โดยให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่งหรือเลิกจ้าง และให้ได้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง ซึ่งพนักงานที่รับโอนมาได้รับสิทธิประโยชน์จากทางราชการครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้ว จะนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิประโยชน์รับเงินค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานอีกไม่ได้ตามหนังสือกระทรวงการคลัง เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2543 คณะกรรมการโจทก์ได้ประชุมและให้โจทก์ทำหนังสือเรียกเงินคืนจากพนักงานที่ได้รับเงินค่าชดเชยไปแล้วตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.5 โจทก์มีหนังสือทวงถามเงินค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบสาม จำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่ไม่ยอมชำระคืนให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนเงินค่าชดเชยที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27และที่ 29 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นองค์กรของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและตามกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการของโจทก์ได้ออกข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือน ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 ที่ 3/2539 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2539 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 เป็นต้นไป โดยมีบทเฉพาะกาล ข้อ 10 กำหนดว่า กรณีพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์และเป็นพนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยโดยนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง โจทก์จึงได้จ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพนักงานเกษียณอายุจำนวน 6 เดือน หรือ 108 วัน ของอัตราค่าจ้างเงินเดือนสุดท้ายของจำเลยแต่ละคนให้แก่จำเลยแต่ละคนรับไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 และต่อมากระทรวงการคลังมีหนังสือแจ้งว่าข้อบังคับดังกล่าวที่โจทก์ประกาศใช้ไม่ได้ขอรับความเห็นชอบจากระทรวงการคลัง เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องและตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้พนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ให้นับการทำงานต่อเนื่องเพื่อสิทธิในการรับค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือนพ.ศ. 2535 มาตรา 38 การที่จำเลยทั้งยี่สิบสามออกจากงานในหน่วยงานเดิมตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และจำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับประโยชน์เป็นเงินบำเหน็จลูกจ้างจากทางราชการ โดยคำนวณจากระยะเวลาทำงานคูณด้วยเงินเดือนครั้งสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว การทำงานกับโจทก์จึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำงานใหม่ซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสามทำงานยังไม่ครบกำหนด 5 ปี เมื่อนับถึงวันเกษียณอายุจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยหรือเงินเพื่อตอบแทนตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 47 ซึ่งจำเลยในฐานะพนักงานรัฐวิสาหกิจจะต้องถือปฏิบัติด้วยตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ข้อบังคับตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ไม่มีผลใช้บังคับผูกพันโจทก์เนื่องจากขัดกับพระราชกฤษฎีกาพระราชบัญญัติและระเบียบดังกล่าว การที่จำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับเงินค่าชดเชยไปจากโจทก์อีกจึงเป็นการนำระยะเวลาการทำงานเดิมที่จำเลยทั้งยี่สิบสามใช้สิทธิเบิกเงินบำเหน็จลูกจ้างไปแล้วมาใช้สิทธิซ้ำซ้อนอีกครั้ง เป็นการได้เงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบ เมื่อโจทก์มีหนังสือให้คืนเงิน จำเลยทั้งยี่สิบสามไม่คืนให้โดยไม่มีเหตุจะอ้างตามกฎหมายได้ จึงถือเป็นการรับไว้โดยทุจริตจำเลยทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองเงินดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินจึงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบสามผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบสามโดยเข้าใจว่าจำเลยทั้งยี่สิบสามมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือนว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย จ.3 ที่มีข้อกำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 ซึ่งโจทก์เชื่อว่าเป็นระเบียบข้อบังคับที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายทั้งที่แท้จริงแล้วจำเลยทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ การที่จำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับค่าชดเชยจากโจทก์จึงเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นการได้รับค่าชดเชยมาในฐานลาภมิควรได้ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยทั้งยี่สิบสามคืนค่าชดเชยที่รับมาให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีที่จำเลยทั้งยี่สิบสามเอาทรัพย์สินของโจทก์มายึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์โดยคณะกรรมการโจทก์เป็นผู้ออกข้อบังคับเอกสารหมาย จ.3 เมื่อกระทรวงการคลังแจ้งว่าข้อบังคับดังกล่าวออกมาไม่ถูกต้องขัดต่อพระราชกฤษฎีกาโจทก์จึงต้องขอให้คณะกรรมการโจทก์วินิจฉัยก่อนว่าจะให้โจทก์เรียกเงินค่าชดเชยคืนหรือไม่ โจทก์จะดำเนินการเองโดยคณะกรรมการโจทก์ยังไม่วินิจฉัยไม่ได้หากศาลฟังว่ากรณีนี้เป็นเรื่องลาภมิควรได้ฟ้องของโจทก์ก็ยังไม่ขาดอายุความ 1 ปี เนื่องจากโจทก์เพิ่งทราบและสามารถเรียกเงินค่าชดเชยคืนได้เมื่อคณะกรรมการโจทก์มีมติให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกคืนเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม2543 จึงไม่พ้นกำหนด 1 ปี เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้ที่ได้ทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน มิใช่ภายในหนึ่งปีนับแต่ผู้เสียหายประสงค์ใช้สิทธิเรียกคืนตามที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายรองศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์องค์การ อินทรัมพรรย์ ผู้ว่าการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รับทราบหนังสือกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 แจ้งว่าข้อบังคับของโจทก์ที่ให้จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยทั้งยี่สิบสาม ตามเอกสารหมาย จ.3 ประกาศใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการจ่ายให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับนั้นถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบสามตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 7 กรกฎาคม2543 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29 จึงขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันการบินพลเรือน
จำเลย — เรืออากาศเอก ฉัตรชัย บางเขียวหรือมางเขียว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905 -ที่ 4927/2545
#99772
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจรับโอนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย กรมการบินพาณิชย์ มาเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2536 ต่อมาโจทก์ออกข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือนว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 ให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับแก่จำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวโดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่รับโอนมาจากกรมการบินพาณิชย์ เมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยโดยนับระยะเวลาการทำงานต่อเนื่อง การที่โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ครบเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน 2536 โดยเข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับข้างต้นซึ่งโจทก์เชื่อว่าเป็นระเบียบข้อบังคับที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งที่แท้จริงแล้วจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเพราะการประกาศใช้ข้อบังคับฉบับนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 ไม่มีผลใช้บังคับ จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับค่าชดเชยเนื่องจากโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ จึงเป็นการได้รับมาในฐานลาภมิควรได้ ไม่ใช่กรณีจำเลยยึดถือค่าชดเชยไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิติดตามเอาค่าชดเชยคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกเอาค่าชดเชยคืนจากจำเลยได้ตามมาตรา 406 โดยโจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามมาตรา 419 เมื่อผู้ว่าการของโจทก์ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รับทราบหนังสือกระทรวงการคลังในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 แจ้งว่าข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือนฉบับข้างต้นประกาศใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 ไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยเป็นการจ่ายให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับ ถือได้ว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเอาค่าชดเชยคืนจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 พ้นกำหนด 1 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีหมายเลขดำที่ 4964/2543 ที่ 4968/2543 ที่ 4972/2543 ที่ 4987/2543 ที่ 4989/2543 และ ที่ 4991/2543 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกจำเลย เรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึง จำเลยที่ 29 ระหว่างการพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ที่ 24 และ ที่ 26 ส่วนจำเลยที่ 9 และที่ 28 คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงขึ้นมาสู่ การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะยี่สิบสามสำนวนนี้

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสามคืนเงินค่าชดเชยจำนวนตามฟ้องแต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29 ให้การว่า จำเลยทั้งยี่สิบคนนี้ ได้รับเงินค่าชดเชยไปจากโจทก์โดยสุจริต คณะกรรมการโจทก์พิจารณาอนุมัติโดยชอบด้วยระเบียบปฏิบัติและ วิธีการตามกฎหมาย โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบเนื่องจากจำเลยทั้งยี่สิบออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุ ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ในวันที่โจทก์ทวงถามให้ จำเลยทั้งยี่สืบคืนเงินนั้นเงินดังกล่าวไม่มีเหลืออยู่ที่จำเลยทั้งยี่สิบแล้ว จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ต้องคืนตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 กรณีตามฟ้องไม่ต้องด้วยมาตรา 1336 โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนเกิน 1 ปี นับแต่ วันที่จำเลยแต่ละคนรับเงินค่าชดเชยไปจากโจทก์ จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้การว่า จำเลยทั้งสองคนมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจากโจทก์ตามข้อบังคับ สถาบันการบินพลเรือน ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 และระเบียบคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ (ที่ถูกระเบียบคณะกรรมการ รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ การรับเงินค่าชดเชยของจำเลย ทั้งสองคนเป็นการรับโดยสุจริต จึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าว แก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนเนื่องจากเป็น ลาภมิควรได้ (ที่ถูก เนื่องจากไม่เป็นลาภมิควรได้) โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งสองเกิน 1 ปี นับแต่ วันที่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ได้รับเงิน คดีโจทก์จึงขาดอายุ ความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 15 ให้การว่า จำเลยที่ 15 มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยเนื่องจากทำงานกับโจทก์จนกระทั่งเกษียณอายุ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าชดเชยคืนเนื่องจากเป็นลาภมิควรได้ (ที่ถูก ไม่เป็นลาภมิควรได้) และต่อมาโจทก์อ้างว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังอันเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีเรียกเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้พ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบหรือใช้สิทธิได้แล้ว คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 9 คืนเงินจำนวน 202,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 28 คืนเงินจำนวน 67,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 910.52 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิ ติดตามเอาคืนเงินค่าชดเชยที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยทั้งยี่สิบสามโดยเข้าใจว่าจำเลยทั้งยี่สิบสามมีสิทธิได้รับตามข้อบังคับสถาบันการบินพลเรือน ว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงาน พ.ศ. 2539 เอกสารหมาย จ.3 ที่มีข้อกำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2536 ซึ่งโจทก์เชื่อว่าเป็นระเบียบข้อบังคับที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ทั้งที่แท้จริงแล้วจำเลยทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง และขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ การที่จำเลยทั้งยี่สิบสามได้รับค่าชดเชยจากโจทก์จึงเป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบ จึงเป็นการได้รับค่าชดเชยมาในฐานลาภ มิควรได้ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยทั้งยี่สิบสามคืนค่าชดเชยที่รับมาให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีที่จำเลยทั้งยี่สิบสามเอาทรัพย์สินของโจทก์ มายึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนทรัพย์สินจากผู้ที่ได้รับทรัพย์สินฐานลาภมิควรได้ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน มิใช่ภายในหนึ่งปีนับ แต่ผู้เสียหายประสงค์ใช้สิทธิเรียกคืนตามที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย รองศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์องค์การ อินทรัมพรรย์ ผู้ว่าการของโจทก์ซึ่งเป็น ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้รับทราบหนังสือกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 แจ้งว่าข้อบังคับของโจทก์ที่ให้จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยทั้งยี่สิบสาม ตามเอกสารหมาย จ.3 ประกาศใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและขัดต่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 38 ไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการจ่ายให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับนั้น ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนจากจำเลยทั้งยี่สิบสามตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 7 กรกฎาคม 2543 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกค่าชดเชยคืนดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 23 ที่ 25 ที่ 27 และที่ 29 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419 ม. 1336
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันการบินพลเรือน
จำเลย — เรืออากาศเอกฉัตรชัย บางเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2545
#46556
เปิดฉบับเต็ม

ในบันทึกถ้อยคำอันเป็นข้อตกลงภารจำยอมบางส่วนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งกำหนดให้ทางเดินในที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวม กับที่ดินของโจทก์และที่ดินของ อ. ต่างตกเป็นภารจำยอมแก่กันและกันได้มีข้อความระบุว่า "โดยตกเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน" แต่บันทึกทำกันที่สำนักงานที่ดินมีข้อความชัดเจนว่า "ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งจดทะเบียนภารจำยอมไว้ระบุให้มีและใช้ถนนทางเท้าและทางรถยนต์ต่างฝ่ายต่างยังให้สิทธิซึ่งกันและกัน ในการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปา และเกี่ยวกับกิจการสาธารณูปโภคอื่น" แม้ตามบันทึกถ้อยคำจะระบุว่าเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นภารจำยอมเฉพาะทางเดินเท้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเจตนารมณ์ของการใช้ทางภารจำยอมที่ปรากฏอยู่ในบันทึกทำกันที่สำนักงานที่ดินว่าเป็นการมีและใช้ถนน ทางเท้า และทางรถยนต์ รวมทั้งการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา และกิจการสาธารณูปโภคอื่นด้วย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ทำให้มีน้ำหนักลดลง เพราะเป็นเพียงเอกสารประกอบที่อธิบายขยายคำว่า ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าไม่ได้หมายความเฉพาะทางเดินเท้าเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางรถ ปักเสาไฟฟ้า ฯลฯโดยไม่จำกัดการใช้เฉพาะทางเดินเท้าอย่างเดียวได้

เมื่อโจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอม จำเลยทั้งสองนำเสาคอนกรีตไปปักไว้และทำคานบนเสาเพื่อขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอม จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3314 และ 18616 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18617 และ 18620 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18618 และ 18619 ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18616 ของโจทก์ที่ดินของจำเลยทั้งสอง และที่ดินของจำเลยที่ 2 กับพวกดังกล่าวต่างตกเป็นภารจำยอมแก่กันและกันโดยได้มีการจดทะเบียนภารจำยอมเรื่องทางเดินกว้าง 1.44 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ และตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 3314 ของโจทก์ด้วย รวมทั้งมีข้อตกลงให้ใช้เป็นทางรถและใช้ในกิจการสาธารณูปโภค เมื่อประมาณเดือนมกราคม2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีต 4 ต้น ในทางภารจำยอมและทำคานบนเสาห้ามรถยนต์ของโจทก์เข้าออก ติดป้ายห้ามรถบรรทุกเข้าออก ห้ามปักเสา ไฟฟ้า โทรศัพท์วางสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ท่อประปา และท่อระบายน้ำ และปักเสา ทำรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18616 ด้านทิศใต้ซึ่งติดกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18617 ของจำเลยทั้งสองลึก 20 เซนติเมตร ยาวตลอดเนื้อที่ ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถก่อสร้างรั้วรอบที่ดินของโจทก์ ไม่สามารถนำรถเข้าออกผ่านทางภารจำยอม และไม่สามารถนำวัสดุก่อสร้างเข้าไปในที่ดินของโจทก์เพื่อทำการก่อสร้าง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ รื้อถอนเสาคอนกรีต 4 ต้นและสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารขัดขวางการใช้ทางภารจำยอม และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอมและรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า การนำรถยนต์มาใช้ในทางภารจำยอมและทำสิ่งสาธารณูปโภคในทางภารจำยอมเป็นการเพิ่มภาระแก่ทางภารจำยอมที่ได้จดทะเบียนไว้ ทำให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองทำไม้กั้นเหนือทางภารจำยอมติดป้ายแสดงสิทธิของจำเลยทั้งสองและทำรั้วกั้นแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองเพื่อป้องกันสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ได้รุกล้ำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18616 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนยกเลิกภารจำยอมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18617,18618, 18619 และ 18620 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ที่ได้จดทะเบียนให้บางส่วนของที่ดินเป็นภารยทรัพย์แก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3314 และ18616 หากโจทก์ไม่กระทำตามหรือหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 3,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง และใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะหยุดใช้ทางภารจำยอม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองว่า การใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ไม่เป็นการละเมิดและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ โฉนดที่ดินเลขที่ 18616 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยให้ถือแนวเขตตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.29 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาคอนกรีต 4 ต้น และสิ่งกีดขวางออกจากทางภารจำยอม ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางรถยนต์ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา ท่อระบายน้ำ และกิจการสาธารณูปโภคอื่น ๆ หรือไม่นั้น เห็นว่า ในบันทึกถ้อยคำอันเป็นข้อตกลงภารจำยอมบางส่วนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2526 ซึ่งกำหนดให้ทางเดินในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18617และ 18620 ของจำเลยทั้งสองและที่ดินที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 18618 และ 18619 กับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18616 ของโจทก์ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1003 ของนายอาจินต์ คุณวโรตม์ ต่างตกเป็นภารจำยอมแก่กันและกัน และตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3314 ของโจทก์ได้มีข้อความระบุว่า "โดยตกเป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน" กว้างประมาณ 1.44 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ของแต่ละแปลงตามแผนที่เอกสารหมาย จ.7 และ ล.1 กับบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 3 จ.5 แผ่นที่ 2 จ.12 แผ่นที่ 7, 9, 11 และ 13 และ จ.13 ถึง จ.23 แต่บันทึกทำกันที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2526 มีข้อความชัดเจนว่า "ผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18618, 18619, 18620,1003, 3314, 18616 และ 18617 ซึ่งจดทะเบียนภารจำยอมไว้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน2526 ระบุไว้ว่าให้มีและใช้ถนนทางเท้าและทางรถยนต์ต่างฝ่ายต่างยังให้สิทธิซึ่งกันและกันในการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา และเกี่ยวกับกิจการสาธารณูปโภคอื่น"ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.8 เหตุนี้แม้ตามบันทึกถ้อยคำจะระบุว่า เป็นภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน ก็หาได้หมายความว่าเป็นภารจำยอมเฉพาะทางเดินเท้าแต่เพียงอย่างเดียวไม่ เพราะเจตนารมณ์ของการใช้ทางภารจำยอมปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.8ดังกล่าวข้างต้นว่าเป็นการมีและใช้ถนน ทางเท้า และทางรถยนต์ รวมทั้งการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปา และกิจการสาธารณูปโภคอื่นด้วย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ก็ไม่ทำให้เอกสารหลักฐานดังกล่าวมีน้ำหนักลดลง เพราะขัดต่อหลักเหตุผลดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้ง เพราะเป็นเพียงเอกสารประกอบที่อธิบายขยายความคำว่า "ภารจำยอมเรื่องทางเดินบางส่วน" ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามิได้หมายความเฉพาะทางเดินเท้าเท่านั้น ซึ่งตรงกับสภาพการณ์ของบ้านเมืองในปี 2526 อันเป็นปีที่มีการจดทะเบียนภารจำยอม ได้มีการใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะอย่างแพร่หลาย รวมทั้งมีการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา และกิจการสาธารณูปโภคอื่นเข้าถึงทุกชุมชนและหมู่บ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครซึ่งมีการกระจายความเจริญอย่างรวดเร็วในทุกเขตจึงมิใช่การนำสืบถึงบุคคลสิทธิเพื่อลบล้างทรัพยสิทธิ ดังนั้น แม้ไม่มีเอกสารหมาย จ.8 มาประกอบเอกสารการจดทะเบียนภารจำยอม ศาลก็ต้องตีความคำว่า "ทางเดิน" ตามเจตนารมณ์ของคู่กรณี ซึ่งมิได้จำกัดเคร่งครัดตามตัวอักษรเท่านั้น โดยต้องสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางรถ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา ท่อระบายน้ำ และกิจการสาธารณูปโภคอื่น ๆ โดยมิได้จำกัดการใช้เฉพาะทางเดินเท้าอย่างเดียวนั้นชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ดังได้วินิจฉัยไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมเป็นทางรถยนต์ ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา ท่อระบายน้ำ และกิจการสาธารณูปโภคอื่น ๆ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองนำเสาคอนกรีตไปปักไว้และทำคานบนเสาเพื่อขัดขวางมิให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอม จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พจน์ ชลศิลป์วิทย์
จำเลย — นาย อุดม ประชากริช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2545
#45319
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การด้วยว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ จึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นปี 2531 โจทก์และจำเลยได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและทำมาหาได้ร่วมกัน เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2532 โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันซื้อและครอบครองที่ดินตามแบบหมายเลข 3 (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 3หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี จากนายสวาท ทองนาค จำนวน11 ไร่เศษ หรือคิดเป็นอัตราส่วน 4,480 ส่วน ในจำนวน 8,680 ส่วน โจทก์ยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์และจำเลยได้แบ่งขายที่ดินให้นายปรีชา สุวรรณประทีป จำนวน 4 ไร่ หรือ 1,600 ส่วน คงเหลือที่ดิน 7 ไร่ 80 ตารางวา หรือ 2,880 ส่วน จำเลยไม่นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้โจทก์แต่นำไปเล่นการพนันและเที่ยวเตร่จนหมด โจทก์จึงไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไปและได้ทวงถามให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่จำเลยปฏิเสธและจะนำที่ดินไปแบ่งขายให้บุคคลอื่น ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินแบบหมายเลข 3 (น.ส.3 ก.) เล่ม 1หน้า 3 หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับจำเลยจำนวน1,440 ส่วน จากจำนวน 2,880 ส่วน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมให้การจดทะเบียนดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดให้จำเลยชั่วคราว โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างแต่ละเดือนครบถ้วนแล้ว จำเลยและนายชาติ ศิลาโรจน์ ได้ซื้อที่ดินตามแบบหมายเลข 3 (น.ส.3 ก.) เล่ม 1หน้า 3 หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี จากนายสวาท ทองนาคก่อนที่โจทก์จะมาเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยใช้เงินของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลย ตามแบบหมายเลข 3 (น.ส.3 ก.) เล่ม 1 หน้า 3 หมู่ที่2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยให้โจทก์และจำเลยออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกประเด็นว่าโจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดีประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุษา อินสว่าง
จำเลย — นาย โสภณ ศรีนาค
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2545
#45761
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การด้วยว่า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นอ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์ก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันซื้อและครอบครองที่ดินตามแบบหมายเลข 3 (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 3 หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยโจทก์ยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยได้แบ่งขายที่ดินไป 4 ไร่ โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไป ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินแบบหมายเลข 3 (น.ส.3 ก.) เล่ม 1 หน้า 3 หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับจำเลยจำนวน 1,440ส่วน จากจำนวน 2,880 ส่วน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดให้จำเลยชั่วคราว โจทก์ได้รับค่าจ้างแต่ละเดือนครบถ้วนแล้ว จำเลยและนายชาติ ศิลาโรจน์ ได้ซื้อที่ดินก่อนที่โจทก์จะมาเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยใช้เงินของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยตามแบบหมายเลข 3 (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 3 หมู่ที่ 2 ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยให้โจทก์และจำเลยออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของรวมอยู่จำนวน 2,880 ส่วน ในจำนวน 8,680 ส่วน จำเลยซื้อที่ดินแปลงนี้เมื่อปี 2532 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจำนวน 2,880 ส่วน แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่... เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลย ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาได้ระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกประเด็นว่า โจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุษา อินสว่าง
จำเลย — นาย โสภณ ศรีนาค
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2545
#46555
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาได้ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันโจทก์ย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวม

แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้น โจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันซื้อและครอบครองที่ดินหนึ่งแปลง โจทก์ยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไปและได้ทวงถามให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่จำเลยปฏิเสธและจะนำที่ดินไปแบ่งขายให้บุคคลอื่น ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดให้จำเลยชั่วคราว โจทก์ได้รับค่าจ้างแต่ละเดือนครบถ้วนแล้ว จำเลยและนายชาติ ศิลาโรจน์ ได้ซื้อที่ดินพิพาท จากนายสวาท ทองนาค ก่อนที่โจทก์จะมาเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยใช้เงินของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยตามแบบหมายเลข 3 (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 3 หมู่ที่ 2ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยให้โจทก์และจำเลยออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของรวมอยู่จำนวน 2,880 ส่วน ในจำนวน 8,680 ส่วนจำเลยซื้อที่ดินแปลงนี้เมื่อปี 2532 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจำนวน 2,880 ส่วนแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยซื้อมาขณะที่โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยโดยโจทก์เบิกความว่า รู้จักจำเลยตั้งแต่ปี 2531 ต่อมารักใคร่ชอบพอกันจึงได้อยู่กินเป็นสามีภริยาในที่ดินพิพาทซึ่งเช่าจากน้าชายจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยประสงค์จะทำนากุ้งจึงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 11 ไร่ 80 ตารางวา โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรบางส่วนชำระค่าที่ดินและจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยในทะเบียนที่ดินหลังจากนั้นโจทก์และจำเลยได้ทำนาข้าว นากุ้ง และเลี้ยงเป็ดในที่ดิน แต่การเลี้ยงเป็ดไม่มีกำไรจึงแบ่งขายที่ดินบางส่วนให้นายปรีชา สุวรรณประทีป โจทก์และจำเลยได้ปลูกบ้าน 1 หลัง ในที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ 123/4 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้รื้อบ้านดังกล่าวทิ้ง โจทก์จึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เดิมโจทก์ชื่อรำพึง อินสว่าง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอุษา ระหว่างอยู่กินกับจำเลย จำเลยได้ทำสัญญาประกันชีวิตและระบุในใบคำขอเอาประกันชีวิตว่านางรำพึงคือโจทก์เป็นภริยาจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางบุญเทียร พลเสน มารดาโจทก์ นางมาลี แสงอินทร์ ญาติจำเลย และนายตรี พลเสน ผู้ใหญ่บ้าน มาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งตามบัตรเชิญ และรายละเอียดในใบคำขอเอาประกันชีวิต ก็ระบุว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยซึ่งอ้างลอย ๆ เพียงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลยทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาได้ระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกประเด็นว่า โจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาท ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อุษา อินสว่าง
จำเลย — นาย โสภณ ศรีนาค
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4902/2545
#99757
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาได้ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันโจทก์ย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวม

แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ีประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยได้แต่งงานอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันซื้อและครอบครองที่ดินหนึ่งแปลง โจทก์ยอมให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยอีกต่อไปและได้ทวงถามให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่จำเลยปฏิเสธและจะนำที่ดินไปแบ่งขายให้บุคคลอื่น ขอบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดให้จำเลยชั่วคราว โจทก์ได้รับค่าจ้างแต่ละเดือนครบถ้วนแล้ว จำเลยและนายชาติ ศิลาโรจน์ ได้ซื้อที่ดินพิพาท จากนายสวาท ทองนาค ก่อนที่โจทก์จะมาเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยใช้เงินของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยตามแบบหมายเลข ๓ (น.ส.๓) เล่ม ๑ หน้า ๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดยให้โจทก์และจำเลยออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โดยจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของรวมอยู่จำนวน ๒,๘๘๐ ส่วน ในจำนวน ๘,๖๘๐ ส่วน จำเลยซื้อที่ดินแปลงนี้เมื่อปี ๒๕๓๒ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจำนวน ๒,๘๘๐ ส่วนแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยซื้อมาขณะที่โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยโดยโจทก์เบิกความว่า รู้จักจำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ต่อมารักใคร่ชอบพอกันจึงได้อยู่กินเป็นสามีภริยาในที่ดินพิพาทซึ่งเช่าจากน้าชายจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยประสงค์จะทำนากุ้งจึงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๘๐ ตารางวา โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรบางส่วนชำระค่าที่ดินและจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยในทะเบียนที่ดินหลังจากนั้นโจทก์และจำเลยได้ทำนาข้าว นากุ้ง และเลี้ยงเป็ดในที่ดิน แต่การเลี้ยงเป็ดไม่มีกำไรจึงแบ่งขายที่ดินบางส่วนให้นายปรีชา สุวรรณประทีป โจทก์และจำเลยได้ปลูกบ้าน ๑ หลัง ในที่ดินพิพาทคือบ้านเลขที่ ๑๒๓/๔ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้รื้อบ้านดังกล่าวทิ้ง โจทก์จึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เดิมโจทก์ชื่อรำพึง อินสว่าง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอุษา ระหว่างอยู่กินกับจำเลย จำเลยได้ทำสัญญาประกันชีวิตและระบุในใบคำขอเอาประกันชีวิตว่านางรำพึงคือโจทก์เป็นภริยาจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางบุญเทียร พลเสน มารดาโจทก์ นางมาลี แสงอินทร์ ญาติจำเลย และนายตรี พลเสน ผู้ใหญ่บ้าน มาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว อีกทั้งตามบัตรเชิญ และรายละเอียดในใบคำขอเอาประกันชีวิต ก็ระบุว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยซึ่งอ้างลอย ๆ เพียงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างเลี้ยงเป็ดเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลย ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาได้ระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์จึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ หยิบยกประเด็นว่า โจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาท ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ แต่ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวศาลก็ต้องพิจารณาคำฟ้องและคำให้การของโจทก์และจำเลยด้วยว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมนั้นโจทก์อ้างโดยอาศัยเหตุอะไรและจำเลยยอมรับหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยโดยอ้างเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น ในการวินิจฉัยประเด็นพิพาทดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยข้ออ้างของโจทก์เสียก่อนว่ารับฟังได้ดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ หากรับฟังได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวม หากรับฟังไม่ได้โจทก์ก็ต้องแพ้คดี ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยหรือเป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่จึงเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าของรวมของโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและมิได้วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายจำแลง กุลเจริญ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 ม. 177 ม. 183
ชื่อคู่ความ
อินสว่าง — นางสาวอุษา
ศรีนาค — นายโสภณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4856/2545
#49059
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ายาเสพติดซึ่งได้ดำเนินการมาหลายครั้งแล้ว จำนวนยาเสพติดที่ถูกดำเนินคดีและศาลพิพากษาลงโทษมีจำนวนมาก คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง30,653 กรัม แสดงว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ารายใหญ่ จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านทั้งสองบัญชีที่มีการนำเงินเข้าฝากครั้งละตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป โดยเงินดังกล่าวโอนมาจากจังหวัดซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้คัดค้านส่งเฮโรอีนไปจำหน่ายการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านหลายรายการก็กระทำในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการขนเฮโรอีน ดังนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านจึงมีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าเป็นเงินที่ได้รับมาเนื่องจากกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายเฮโรอีนต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29 วรรคสอง จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาห้าแยกพ่อขุนเม็งราย เลขที่บัญชี 537-0-10429-0 ชื่อบัญชีนางธิดาวรรณ วรรณสาร และเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) สาขาถนนประดิพัทธ์ เลขที่บัญชี 113-4-38523-4 ชื่อบัญชีนางรัศมีวรรณสาร เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้อาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้อายัดบัญชีเงินฝากดังกล่าวข้างต้นพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 159/2542 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 ขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 2 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม 2 วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านและเจ้าของทรัพย์สินได้แสดงหลักฐานแจ้งชัดแล้วว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้อื่นและไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินดังกล่าว ขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ริบเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาห้าแยกพ่อขุนเม็งราย เลขที่บัญชี537-0-10429-0 ชื่อบัญชีนางธิดาวรรณ วรรณสาร และเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประดิพัทธ์เลขที่บัญชี 113-4-38523-4 ชื่อบัญชีนางรัศมี วรรณสาร ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "... เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องมีนายศิริชัย เทพนรินทร์ และนายสุนทรศิริแสง เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำจังหวัดสงขลา มาเบิกความว่า ได้สืบสวนและติดตามพฤติการณ์ของผู้คัดค้านจนทราบว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ายาเสพติดจึงได้ดำเนินการจับกุมผู้คัดค้านนายมานิตย์และนายนิทัศน์และดำเนินคดีต่อมาในข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษบุคคลทั้งสาม ในการจับกุมผู้คัดค้านได้ตรวจค้นบ้านผู้คัดค้านพบบันทึกตามเอกสารหมาย ร.10 ซึ่งเป็นรหัสที่ใช้ติดต่อกับผู้ค้ายาเสพติดด้วยกันด้วยข้อเท็จจริงจากคำเบิกความและพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ายาเสพติดซึ่งได้ดำเนินการมาหลายครั้งแล้ว และเมื่อจำนวนยาเสพติดที่ผู้คัดค้านถูกดำเนินคดีและศาลพิพากษาลงโทษในคดีดังกล่าวมีจำนวนมาก คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 30,653 กรัม ก็แสดงว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ดังนั้น จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านทั้งสองบัญชีที่มีการนำเงินเข้าฝากครั้งละตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป โดยเงินดังกล่าวโอนมาจากจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นแหล่งที่ผู้คัดค้านส่งเฮโรอีนไปจำหน่าย การโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านหลายรายการก็กระทำในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการขนเฮโรอีนตามที่นายมานิตย์และนายนิทัศน์ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่าได้มีการขนเฮโรอีนให้แก่ผู้คัดค้าน 4 ครั้ง ดังนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านจึงมีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าเป็นเงินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายเฮโรอีน และต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ด้วย จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องไม่มีประจักษ์พยานว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผู้คัดค้านมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง ตลอดทั้งมีรายได้ต่าง ๆ จากการค้าเพชร พลอย เป็นตัวแทนประกันของบริษัทรับประกันภัย ค้าขายปุ๋ยเคมีตลอดจนมีสวนลิ้นจี่และสวนเชอรี่ถึง 400 ไร่ มีบ้านพักอาศัยให้ผู้อื่นและนักศึกษาเช่าถึง 21 ห้อง และรายได้ปลีกย่อยอื่น ๆ เกี่ยวกับนายหน้าค้าที่ดินและค้าขายของชำย่อมแสดงถึงสถานะของผู้คัดค้านเกี่ยวกับรายได้ต่าง ๆ ในตัวถึงแม้ผู้คัดค้านจะเบิกความโดยไม่มีเอกสารอื่นใดมาประกอบก็ตาม เห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ค้ายาเสพติดดังได้วินิจฉัยมาแล้วส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่ามีอาชีพต่าง ๆ และมีรายได้นั้น ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.12 ว่าเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านอ้างสิทธิและพิสูจน์การได้มาของทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ ผู้คัดค้านก็ไม่ประสงค์จะชี้แจงและไม่ขอลงลายมือชื่อ ในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านคงเบิกความว่ามีอาชีพต่าง ๆ แต่มิได้มีหลักฐานอื่นใดที่แสดงถึงรายได้ที่ได้รับมาเป็นจำนวนมากครั้งละ 1,000,000 บาท ขึ้นไป ผู้คัดค้านเบิกความเพียงว่าได้เดินทางไปจังหวัดสงขลาเดือนละครั้งนำสินค้ามูลค่าประมาณ 3,000,000 ถึง 4,000,000 บาทไปขายและโอนเงินจากจังหวัดสงขลาเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านเนื่องจากไม่ประสงค์จะถือเป็นเงินสด แต่ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นไม่ว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสารที่แสดงถึงการซื้อขายสินค้ามาสืบประกอบเลย ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเงินที่โอนจากจังหวัดสงขลาไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านเป็นเงินที่ได้มาจากการซื้อขายสินค้าดังที่อ้าง เมื่อผู้คัดค้านไม่อาจแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าเงินในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 3 ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง รัศมีหรือธิดาวรรณ วรรณสาร
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4851/2545
#48664
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 24 และ 25 การที่บุคคลล้มละลายจำนองที่ดินของตนแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นภายหลังที่ศาลได้พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อันมีผลผูกพันในที่ดินที่จะต้องถูกบังคับคดีในที่สุดหากไม่ชำระหนี้ และฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นิติกรรมจำนองจึงตกเป็นโมฆะ มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย แม้หากการกระทำของลูกหนี้จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์และมีหนี้ที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่หนี้ดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่มีอาจนำมาขอยื่นรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 27,91 และ 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยโดยตรง โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของนายประพนธ์นำเงินจากกองทรัพย์สินของนายประพนธ์มาชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวน 31,338,452.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน18,600,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงว่า ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอ้างมูลละเมิดของนายประพนธ์ ประทีป ณ ถลาง บุคคลล้มละลายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่12 ธันวาคม 2534 อันเป็นเวลาภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายประพนธ์เด็ดขาดแล้ว จึงเป็นมูลหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และไม่มีผลกระทบถึงทรัพย์สินที่อยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งมิใช่กรณีคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีตามมาตรา 25 กรณีจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามฟ้องเกิดจากการกระทำละเมิดของนายประพนธ์ ประทีป ณ ถลาง ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้นายประพนธ์เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงเป็นหนี้ที่ต้องห้ามมิให้โจทก์ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงไม่มีผลกระทบถึงทรัพย์สินของนายประพนธ์ที่อยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในอันที่โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ของนายประพนธ์เป็นคดีนี้ ที่ศาลสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 18 จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายประพนธ์ ประทีป ณ ถลาง เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.34/2531 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2531 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 มกราคม2532 ขณะนี้ยังไม่พ้นภาวะล้มละลายดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2534 อันเป็นเวลาภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายประพนธ์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายดังกล่าว นายประพนธ์ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1172 และ 16224 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของผู้มีชื่อไว้แก่ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน)ในวงเงิน 18,600,000 บาท ซึ่งต่อมาธนาคารดังกล่าวได้โอนสิทธิและหน้าที่รวมทั้งหลักประกันที่มีต่อลูกหนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายประพนธ์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า มูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์นั้น แม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายประพนธ์เด็ดขาดแล้ว แต่ฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากบุคคลล้มละลายกระทำละเมิด จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(3)มิใช่เป็นการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และมิใช่กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้หลังจากพ้นระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้ามาต่อสู้คดีแทนลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(3) ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 บัญญัติว่า"เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้"และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้" บทบัญญัติทั้ง 2 มาตราดังกล่าว แสดงว่าการที่นายประพนธ์จำนองที่ดินของตนแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของผู้อื่นภายหลังที่ศาลได้พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อันมีผลผูกพันในที่ดินที่จะต้องถูกบังคับคดีในที่สุดหากไม่ชำระหนี้และฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ นิติกรรมจำนองจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังที่ศาลพิพากษาให้นายประพนธ์เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามบทบัญญัติที่กล่าวมาอีกด้วย แม้หากการกระทำของนายประพนธ์จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์และมีหนี้ที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ก็ตามแต่หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่อาจนำมาขอยื่นรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 27, 91 และมาตรา 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องลูกหนี้ผู้ทำละเมิดเป็นจำเลยโดยตรง โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หาได้ไม่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 24 ม. 25 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บริหารสินทรัพย์รัตนสิน จำกัด
จำเลย — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สิน
จำเลย — ของ ป. บุคคลล้มละลาย
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ