คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2545
#46561
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อมหน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งหากได้ความตามฟ้องโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมเป็นละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จึงต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นเสียก่อน การที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าการที่พลตรี น. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22คนก่อน ยินยอมให้โจทก์เข้าไปดำเนินการสถานีบริการน้ำมันไม่ผูกพันจำเลยทั้งสามเพราะโจทก์เข้าไปดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันเป็นการไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งแม้จะฟังได้เช่นนั้นจำเลยทั้งสามก็จะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไป ไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการหากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งกีดขวางพร้อมป้ายออกไปจากทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน หยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาโดยให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเอง และให้จำเลยทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 20,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 10,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปิดกั้นและยอมให้โจทก์จำหน่ายน้ำมันและสินค้าอื่นได้ตามปกติ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพลตรีนิคม ยศสุนทร ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันเป็นการไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นงดสืบพยานเป็นการชอบหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรีนิคม ยศสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มีกำหนดเวลา 15 ปี โดยเสียค่าเช่า แต่จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้แจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อม หน่วงเหนี่ยวกักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวน การครอบครองของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าหากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ย่อมเป็นละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ คดีจึงจำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของพลตรีนิคมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันเป็นการไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้หากจะฟังว่าการกระทำของพลตรีนิคมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม ก็ชอบที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไป ไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการ หากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามเสียจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หินหนึ่ง จำกัด
จำเลย — กองทัพบก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2545
#99783
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เข้าดำเนินงานสถานนีน้ำมัน ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนของกองทัพบกจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมัน มีกำหนดเวลา 15 ปี โดยเสียค่าเช่า แต่จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้แจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อม หน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย หากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้อง การกระทำของจำเลยก็ย่อมเป็นละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ คดีจึงจำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน แม้หากจะฟังว่าการกระทำของพลตรีน. ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม ก็ชอบที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไปไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการ หากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานทั้งสามจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันนท์ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ชื่อคู่ความ
กับพวก — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวิวัฒน์ ณ พัทลุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5071/2545
#48667
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวที่โจทก์เช่าอยู่อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การว่าไม่ได้ผิดสัญญาคดีมีประเด็นเพียงว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าตึกแถวให้แก่ พ. โดยไม่ให้สิทธิแก่จำเลยซื้อก่อนตามข้อตกลงในสัญญาเช่าขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวและบังคับให้โจทก์ขายแก่จำเลย จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก และมีผลกระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกจึงไม่อาจพิจารณารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวที่โจทก์เช่าอยู่ ให้ส่งมอบตึกแถวในสภาพเรียบร้อย และชำระค่าเช่าที่ค้างเป็นเงิน21,000 บาท กับให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากตึกแถวดังกล่าว

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทให้นายพิสิทธิ์ เล็กตระกูลชัยโดยไม่ได้ให้สิทธิจำเลยทั้งสองซื้อก่อนตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวและบังคับให้โจทก์ขายให้แก่จำเลยทั้งสองในราคาซื้อขายและเงื่อนไขของสัญญาจะซื้อจะขายเช่นเดียวกับสัญญาที่โจทก์ทำกับนายพิสิทธิ์ เล็กตระกูล หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมในอันที่จะต้องรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้เช่าพร้อมทั้งบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทเพราะเหตุว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองเช่าอีกต่อไป จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา การที่โจทก์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทเพื่อที่จะโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่นายพิสิทธิ์เล็กตระกูลชัย โดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบจะได้มีโอกาสซื้อสิทธิดังกล่าวได้ก่อนทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบ จึงฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับนายพิสิทธิ์ เล็กตระกูลชัย และบังคับให้โจทก์ทำสัญญากับจำเลยทั้งสองแทนดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ หากจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อไป โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทได้ ในทางกลับกัน หากฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์ก็ไม่อาจเลิกสัญญาและบังคับให้จำเลยทั้งสองพร้อมทั้งบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทได้ เมื่อคดีตามคำฟ้องของโจทก์มีเพียงประเด็นเดียวดังกล่าวข้างต้น ฉะนั้น ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาทางใดก็จะไม่มีประเด็นจะต้องพิจารณาไปถึงผลบังคับของสัญญาระหว่างโจทก์กับนายพิสิทธิ์ เล็กตระกูลชัย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ฟ้องแย้งที่ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสัญญาระหว่างโจทก์กับนายพิสิทธิ์เล็กตระกูลชัย จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหากแต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากและมีผลกระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกจึงไม่อาจพิจารณารวมกันได้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าถ้าฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กมล เจริญพฤกปัญญา
จำเลย — นาย เพิ่ม เจริญพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054 -ที่ 5055/2545
#49061
เปิดฉบับเต็ม

แหวนและหัวแหวนของกลางมีลักษณะเป็นแหวนพลอยเหมือนกับแหวนธรรมดาทั่วไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ชกต่อยโจทก์ร่วม ปรากฏว่าหัวแหวนได้หลุดออกจากตัวแหวนทันที แสดงว่าแหวนและหัวแหวนของกลางไม่มีลักษณะพิเศษที่ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อประสงค์ใช้ในการชกต่อยใบหน้าโจทก์ร่วม เพื่อให้เกิดบาดแผลอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น แต่เป็นเครื่องประดับที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จึงฟังไม่ได้ว่าแหวนและหัวแหวนของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1ที่ 2 และให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเพรา นิวาตวงศ์ผู้เสียหาย โดยใช้มือที่สวมแหวนซึ่งเป็นโลหะพร้อมหัวแหวน 1 วง เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ในการชกที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายอย่างแรงหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฟกช้ำที่สันจมูก กระดูกสันจมูกแตกแผลฉีกขาดหนังถลอก หางคิ้วขวาขนาด 1.5x1.2 เซนติเมตร บาดแผลถลอกเป็นแนวบริเวณขมับขวาขนาด 2.5 เซนติเมตรและ 2 เซนติเมตร จอรับภาพตาขวาช้ำการมองเห็นลดลง ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ได้ในวันเกิดเหตุและยึดได้แหวนโลหะ 1 วง พร้อมด้วยหัวแหวน 1 เม็ด ที่จำเลยใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิดโดยใช้สวมนิ้วมือแล้วชกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297, 298 และริบแหวนของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเพรา นิวาตวงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) ประกอบมาตรา 298 ให้ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ประกอบ มาตรา 298, 86 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและนำสืบในชั้นศาลบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ริบของกลางคำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายให้จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน และนำสืบในชั้นศาลว่าเป็นผู้กระทำความผิดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ริบแหวนและหัวแหวนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า แหวนและหัวแหวนของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) หรือไม่ เห็นว่า แหวนและหัวแหวนของกลางตามภาพถ่ายท้ายเอกสารหมาย จ.25 มีลักษณะเป็นแหวนหัวพลอยเหมือนกับแหวนธรรมดาทั่วไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ชกต่อยโจทก์ร่วม ปรากฏว่าหัวแหวนได้หลุดออกจากตัวแหวนทันที แสดงให้เห็นว่าแหวนและหัวแหวนของกลางไม่มีลักษณะพิเศษที่ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อประสงค์ใช้ในการชกต่อยใบหน้าโจทก์ร่วมเพื่อให้เกิดบาดแผลอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นแต่เป็นเครื่องประดับที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าแหวนและหัวแหวนของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ไม่ริบแหวนและหัวแหวนของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย เพรา นิวาตวงศ์
จำเลย — นาย มงคล ทองคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048/2545
#45765
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องเพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษา บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับในความผิดครั้งนี้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันซื้อและรับไว้ซึ่งองุ่นสดจำนวน 244 กิโลกรัม ราคา36,600 บาท ลูกพรุนสด จำนวน 30 กิโลกรัม ราคา 1,800 บาท ลูกไนส์สด จำนวน80 กิโลกรัม ราคา 4,800 บาท เกาลัดสด จำนวน 80 กิโลกรัม ราคา 6,400 บาทลูกแพร์สด จำนวน 12 กิโลกรัม ราคา 720 บาท ส้มสด จำนวน 214 กิโลกรัม ราคา9,630 บาท สาลี่สด จำนวน 160 กิโลกรัม ราคา 11,200 บาท รวมราคาของทั้งสิ้น71,150 บาท โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่า ของดังกล่าวเป็นของที่ผู้อื่นนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียสำหรับของเหล่านั้น จำนวน 45,992 บาทซึ่งรวมราคาของและอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงินจำนวน 117,142 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ขอให้ริบของกลางและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ปรับ 468,568 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 234,284 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบ จ่ายสินบนรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางโดยให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลชั้นต้นริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลชั้นต้นริบนั้นไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยถูกฟ้องว่ากระทำความผิดร่วมกับพวกอีกหนึ่งคนที่หลบหนี ซึ่งคนที่หลบหนีทางเจ้าพนักงานตำรวจยังสามารถตามจับกุมได้ภายในกำหนดอายุความ จำเลยจึงควรจะต้องรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งของค่าปรับทั้งหมดตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามฟ้องคดีนี้กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้เพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษาในคดีนี้ บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับในความผิดครั้งนี้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาง อุษณีย์ ปานมี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048/2545
#47397
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้เพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษา บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษคำพิพากษาในคดีนี้ร่วมกับจำเลยได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษในความผิดครั้งแรกนี้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ขอให้ริบของกลางและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ปรับ 468,568 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 234,284 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบ จ่ายสินบนรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลาง โดยให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลชั้นต้นริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลชั้นต้นริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามฟ้องคดีนี้กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้เพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษาในคดีนี้ บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับในความผิดครั้งนี้แก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาง อุษณีย์ ปานมี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5048/2545
#99778
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้เพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษา บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษคำพิพากษาในคดีนี้ร่วมกับจำเลยได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษในความผิดครั้งแรกนี้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ขอให้ริบของกลางและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ปรับ ๔๖๘,๕๖๘ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ ๒๓๔,๒๘๔ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ของกลางริบ จ่ายสินบนรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลาง โดยให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลชั้นต้นริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลชั้นต้นริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามฟ้องคดีนี้กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว มิใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน เมื่อจำเลยถูกฟ้องคดีนี้เพียงผู้เดียว จำเลยจึงเป็นบุคคลเดียวที่กระทำความผิดและต้องถูกลงโทษตามคำพิพากษาในคดีนี้ บุคคลอื่นที่ร่วมกระทำความผิดเมื่อยังไม่ถูกฟ้องย่อมไม่อาจถือเป็นผู้กระทำความผิดอันจะถูกลงโทษตามคำพิพากษาคดีนี้ได้ กรณีไม่อาจแบ่งแยกลดจำนวนความรับผิดสำหรับโทษปรับในความผิดครั้งนี้แก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางอุษณีย์ ปานมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5045/2545
#45764
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ เมื่อคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้คืนของกลางไม่ได้ ต้องรอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองและขอให้ริบรถยนต์ของกลางเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถยนต์ของกลาง

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถยนต์ทุกประเภทและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บบ-7474 สงขลา ของกลางผู้ร้องให้นายเสกน หีมบิลหมุด เช่าซื้อรถยนต์ของกลาง ต่อมานายเสกนโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 หลังรับโอนสิทธิการเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเชื่อว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของผู้ร้องถือเป็นกรณีขอคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวศาลต้องมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินก่อน จึงจะมีคำสั่งในเรื่องขอคืนของกลางได้ คดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นปรากฏตามหนังสือแจ้งผลคดีขอของกลางคืนเพิ่มเติมของผู้อำนวยการสำนักงานศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ว่า คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ของกลาง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและขอให้ริบรถยนต์ของกลางก่อน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
ผู้ร้อง — บริษัท ชูเกียรติมอเตอร์ (1996) จำกัด
จำเลย — นาย นิพิธ ทองนุ่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5036/2545
#99747
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตรวจสอบในการตรวจสอบภาษี โดยไม่ยอมตอบข้อซักถามใด ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ส่งมอบเอกสารหลักฐานตามที่ระบุในหมายเรียก แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมานั้นยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยอมตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องอะไรบ้าง ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23 และ 25 ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานของคู่ความเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๘

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตรวจสอบในการตรวจสอบภาษี โดยไม่ยอมตอบข้อซักถามใด ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ส่งมอบเอกสารหลักฐานตามที่ระบุในหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องแก่โจทก์โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๕ , ๒๖ และ ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นอันเด็ดขาด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๘ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานคู่ความและพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตรวจสอบในการตรวจสอบภาษี โดยไม่ยอมตอบข้อซักถามใด ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ส่งมอบเอกสารหลักฐานตามที่ระบุในหมายเรียก แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมานั้นยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยอมตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องอะไรบ้าง ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๓ และ ๒๕ เห็นควรให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานและฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้จนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานคู่ความและพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานคู่ความจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.รัษฎากร ม. 23 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยุทธ มหากิจศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2545
#46560
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีเงินได้ที่บริษัทจำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่นำส่งสำนักงานประกันสังคม จำเลยออกให้ลูกจ้างทุกคนรวมทั้งโจทก์ ซึ่งเงินสองจำนวนดังกล่าวโจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมีหน้าที่ต้องชำระโดยจำเลยจะหักจำนวนเงินดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อจำเลยมิได้หักเงินดังกล่าวจากค่าจ้างของโจทก์แต่ออกเงินนั้นแทนโจทก์ ภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่จำเลยออกให้จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายแทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์จึงเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายกันเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างในกรณีเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 และเป็นเงินที่จ่ายให้สำหรับระยะเวลาที่จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้างมิได้ทำงานให้แก่นายจ้าง ดังนั้น สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 และมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 จำเลยจงใจกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่จ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามปกติเพื่อมิให้โจทก์ทนทำงานกับจำเลยได้ต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 1 และ 2 สิงหาคม 2543จำเลยไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำงานตามปกติ ไม่ยอมให้โจทก์ติดต่อกับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในบริษัทจำเลย พยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าโจทก์มีปัญหาในการทำงานไม่จ่ายเงินเดือนที่ค้างให้โจทก์ และบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรจากการขายพลอยและอัญมณี200,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 77,585.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างที่ค้าง155,170.82 บาท และค่าชดเชย 1,209,548.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วันนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 3,500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกลั่นแกล้งโจทก์ ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งกำไรจากการขายพลอยและอัญมณีที่จำเลยให้โจทก์ไปซื้อจากจังหวัดจันทบุรีเป็นเงิน 200,000บาท นั้น โจทก์เป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่งของจำเลยไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพราะเหตุโจทก์ออกจากงานไม่ได้เกิดจากจำเลยปรับปรุงกิจการ แต่เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะความประพฤติของโจทก์เองซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยชอบและเป็นธรรมแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 เงินภาษีและเงินประกันสังคมไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานของโจทก์ แต่จำเลยจ่ายให้แก่ทางราชการเป็นสวัสดิการให้แก่โจทก์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 68,000 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายโดยกำหนดให้เท่ากับ 30 วัน ตามที่โจทก์ขอโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน แต่การเลิกจ้างโจทก์ไม่ใช่กรณีเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 120 ถึงมาตรา 122 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีข้อตกลงให้จำเลยแบ่งส่วนกำไรจากการขายพลอยและอัญมณีให้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไร จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 รวมเป็นเงิน 70,266.67 บาท จำเลยพร้อมจะจ่ายค่าจ้างที่ค้างและค่าชดเชยแต่โจทก์ไม่ยอมรับไม่ใช่กรณีจำเลยจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน และจำเลยไม่ได้ผิดนัดชำระค่าจ้างและค่าชดเชยจึงกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยจำนวน 680,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 680,000 บาท และค่าจ้างค้างจำนวน 70,266.67 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าเงินค่าภาษีและเงินประกันสังคมที่จำเลยจ่ายในคดีนี้เป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าภาษีเงินได้ที่จำเลยนำส่งกรมสรรพากรและเงินประกันสังคมที่จำเลยนำส่งสำนักงานประกันสังคมจำเลยออกให้ลูกจ้างของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย ซึ่งภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมนั้น โจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้และลูกจ้างผู้ประกันตนมีหน้าที่จักต้องชำระโดยจำเลยจะหักเงินจำนวนดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งให้แก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อจำเลยมิได้หักเงินจำนวนดังกล่าวจากค่าจ้างของโจทก์ แต่ออกเงินนั้นแทนโจทก์และส่งไปส่วนราชการดังกล่าว ภาษีเงินได้และเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่จำเลยออกให้แก่โจทก์จึงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นการจ่ายแทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ เป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่กันเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างจึงมิใช่ค่าจ้างตามบทกฎหมายข้างต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเงินทั้งสองประเภทจะต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ของโจทก์และคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย และจำเลยมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินภาษีที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร ไม่เกี่ยวกับปัญหาว่าเงินทั้งสองประเภทดังกล่าวเป็นค่าจ้างหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าจำเลยต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 จำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2543 และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งพอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยสำหรับระยะเวลา 2 เดือน คือ เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2543 เมื่อจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 2 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับการทำงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 (ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แล้ว) และการบอกเลิกจ้างในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือในวันที่ 30 กันยายน 2543 จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรได้รับสำหรับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2543 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2543 เป็นเงิน 133,733.33 บาทอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าจำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยพร้อมที่จะจ่ายเงินค่าจ้างค้างและค่าชดเชยให้โจทก์ตลอดมาแต่โจทก์ไม่ยอมรับ โดยจำเลยมิได้โต้แย้งว่าจะไม่จ่ายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่เรื่องจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรดังนั้น ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าเหตุผลอันสมควรตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะต้องเป็นเหตุผลที่มีอยู่ตลอดเวลาที่นายจ้างยังมิได้จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย กรณีเหตุผลสมควรนั้นได้จบสิ้นไปแล้วเมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ แต่จำเลยยังคงไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรอื่นใด ทั้งมิได้นำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น จึงเป็นการแปลบทกฎหมายข้างต้นขึ้นเองเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่เป็นว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันผิดนัดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยพร้อมจะจ่ายเงินค่าจ้างค้างและค่าชดเชยให้โจทก์ตลอดมา แต่โจทก์ไม่ยอมรับเนื่องจากเกี่ยงเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยอยู่ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัด ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นมิใช่หนี้เงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้าง นายจ้างจะตกเป็นผู้ผิดนัดรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อลูกจ้างทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง และเป็นเงินที่จ่ายให้สำหรับระยะเวลาที่จะมีผลเป็นการเลิกสัญญาจ้างโดยลูกจ้างมิได้ทำงานให้แก่นายจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 และมิใช่ค่าจ้างตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์อ้างว่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสี่ นั้นเป็นการยกข้อกฎหมายที่ไม่ตรงกับรูปเรื่องในคดีนี้เนื่องจากจำเลยมิได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามบทมาตราที่โจทก์อ้างนั้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวโดยมิได้วินิจฉัยว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 133,733.33 บาท และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 680,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว นริศรา เสริมหิรัญ
จำเลย — บริษัท คาชานีเทรดดิ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5008/2545
#48666
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้กองมรดกที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ต้องเป็นกรณีที่กองมรดกไม่มีทายาทและผู้จัดการมรดก เพราะหากไม่มีทายาทหรือผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใดเจ้าหนี้ก็ไม่มีทางได้รับชำระหนี้เลย แต่เมื่อกองมรดกมีทายาทร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกแล้วก็มีตัวทายาทที่จะต้องรับผิดชำระหนี้จากกองมรดกให้แก่เจ้าหนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จึงมีผู้รับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ไม่กระทบถึงส่วนได้เสียของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายศรายุทธ์ เดชณรงค์โสภณ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายโดยเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตาย ซึ่งได้ยื่นฟ้องผู้ร้องในฐานะภริยาผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายไว้แล้ว ผู้ร้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมในการที่จะได้รับตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำคัดค้านแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากผู้ตายมีทายาทที่ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้คัดค้านชอบที่จะเรียกให้ทายาทของผู้ตายชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำคัดค้านต่อศาลหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้านโดยไม่ไต่สวนเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้กองมรดกที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ต้องเป็นกรณีที่กองมรดกไม่มีทายาทและผู้จัดการมรดก เพราะหากไม่มีทายาทหรือผู้จัดการมรดกอยู่ตราบใดเจ้าหนี้ก็ไม่มีทางได้รับชำระหนี้เลย แต่เมื่อกองมรดกมีทายาทร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกแล้วก็จะมีตัวทายาทที่จะต้องรับผิดชำระหนี้จากกองมรดกให้แก่เจ้าหนี้ได้ ฉะนั้น เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จึงย่อมต้องมีผู้รับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก่อนการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ไม่กระทบถึงส่วนได้เสียของผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิคัดค้านและขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้านโดยไม่ไต่สวนคำคัดค้านนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง บุญรัตน์ เดชณรงค์โสภณ
ผู้คัดค้าน — นาย พงษ์จิตต์ ประสาธนากร
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2545
#45321
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21,65 วรรคสอง กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่าจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ

จำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าสถานที่ก่อสร้างอาคารอยู่ในแนวถนนโครงการผังเมืองรวมซึ่งตามข้อกำหนดของผังเมืองรวมไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ ต่อมาได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และวันที่ 19 เมษายน 2539 ได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน ครบกำหนดในวันที่18 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การไม่ดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้าง อาคารหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็ดี ย่อมสิ้นสุดลง เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42,66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21,65 วรรคสองอีก ดังนั้น ค่าปรับรายวันตามมาตรา 21,65 วรรคสอง ของจำเลยจึงต้องนับถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยปลูกสร้างอาคารพักอาศัยจำนวน 1 หลัง สภาพเป็นตึกชั้นเดียว ผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ในที่ดินแนวเขตถนนโครงการผังเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและมิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และยังฝ่าฝืนอยู่โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องจนถึงวันฟ้องรวมระยะเวลา 1,460 วัน ต่อมา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง โดยได้จัดส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้จำเลย และได้นำคำสั่งไปปิดไว้ที่อาคารหลังดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 ซึ่งถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งแล้วเมื่อพ้นกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศคำสั่ง ซึ่งครบกำหนดตามคำสั่งในวันที่ 18 มิถุนายน 2539 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตาม กลับฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจนถึงวันฟ้องรวม 1,260 วัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 9, 10, 11, 21, 47 ทวิ, 65, 66 ทวิ,67, 71

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสองพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เรียงกระทงลงโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท และปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง วันละ 40 บาท เป็นเวลา 1,460 วัน เป็นเงิน 58,400 บาทและปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องและฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 66 ทวิวรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท และปรับตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง วันละ 40 บาท เป็นเวลา1,260 วัน เป็นเงิน 50,400 บาท และปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ31,200 บาท และปรับวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 27,200 บาท และปรับวันละ 20บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ลงโทษจำเลยฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 ปรับ 2,000 บาท และตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน2542) เป็นเวลา 1,435 วัน เป็นเงิน 28,700 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 42 ปรับ 2,000 บาท และลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 42 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2539 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน2542) เป็นเวลา 1,245 วัน เป็นเงิน 24,900 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมเป็นเงินค่าปรับ 57,600 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ28,800 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (16 พฤศจิกายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามกักขังเกินกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าปรับเป็นรายวันจนถึงวันฟ้องจำนวน28,800 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น เป็นค่าปรับที่สูงเกินไป จำเลยมีฐานะยากจน ขอให้ลดค่าปรับลงหรือยกโทษปรับแก่จำเลยนั้น เห็นว่า โทษปรับรายวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และ 66 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษปรับรายวันอย่างสูงวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และวันละไม่เกินสามหมื่นบาท ตามลำดับแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษปรับจำเลยแต่ละกรณีมาในอัตราวันละ 40 บาท นับว่าเป็นค่าปรับรายวันจำนวนน้อย เป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะลดค่าปรับให้น้อยลงอีกได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 21,65 วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงรายงานการสืบเสาะได้ความว่า จำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไปก่อนแล้ว แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า สถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยอยู่ในแนวถนนโครงการผังเมืองรวม สาย ก.12 ซึ่งตามข้อกำหนดของผังเมืองรวม ไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ ต่อมาได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และวันที่ 19 เมษายน 2539 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาตให้แล้วเสร็จ ภายใน45 วัน ครบกำหนดในวันที่ 18 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม เห็นว่า การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การไม่ดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็ดี ย่อมสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65วรรคสองอีก ดังนั้น ค่าปรับรายวัน ตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง ของจำเลยจึงต้องนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 รวม 188 วัน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21ให้ปรับเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับรายวัน ตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ให้ลงโทษปรับจำเลยวันละ 40 บาท รวม 188 วัน เป็นเงิน 7,520 บาท จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับเป็นเงิน3,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 39 ทวิ ม. 42 ม. 65 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาง พรรณี เคี่ยมขาว
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2545
#45763
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 21,65 วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วเป็นการดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ การฝ่าฝืนดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงแล้วและต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามการกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42,66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21,65 วรรคสอง อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารพักอาศัยจำนวน 1 หลัง สภาพเป็นตึกชั้นเดียว ผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ในที่ดินแนวเขตถนนโครงการผังเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและมิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และยังฝ่าฝืนอยู่โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องจนถึงวันฟ้องรวมระยะเวลา 1,460 วัน ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งโดยให้จัดส่งคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้จำเลย และได้นำคำสั่งไปปิดไว้ที่อาคารหลังดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งแล้วเมื่อพ้นกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศคำสั่ง จำเลยไม่ปฏิบัติตามกลับฝ่าฝืนคำสั่งไม่รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจนถึงวันฟ้องรวม 1,260 วัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 9, 10, 11, 21, 47 ทวิ, 65, 66 ทวิ, 67, 71

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสองพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เรียงกระทงลงโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท และปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง วันละ 40 บาท เป็นเวลา 1,460 วัน เป็นเงิน 58,400 บาท และปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 66 ทวิวรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท และปรับตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง วันละ 40 บาท เป็นเวลา 1,260 วัน เป็นเงิน 50,400 บาท และปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 31,200 บาท และปรับวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 27,200 บาท และปรับวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจะได้ ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ลงโทษจำเลยฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 ปรับ 2,000 บาท และตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน 2542) เป็นเวลา 1,435 วัน เป็นเงิน 28,700 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 42 ปรับ 2,000 บาท และลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 42 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน2539 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน 2542) เป็นเวลา 1,245 วัน เป็นเงิน 24,900 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมเป็นเงินค่าปรับ 57,600 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 28,800 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(16 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 29, 30 แต่ห้ามกักขังเกินกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าปรับเป็นรายวันจนถึงวันฟ้องจำนวน 28,800 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้นเป็นค่าปรับที่สูงเกินไป จำเลยมีฐานะยากจน ขอให้ลดค่าปรับลงหรือยกโทษปรับแก่จำเลยนั้น เห็นว่า โทษปรับรายวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง และ 66 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษปรับรายวันอย่างสูงวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและวันละไม่เกินสามหมื่นบาท ตามลำดับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษปรับจำเลยแต่ละกรณีมาในอัตราวันละ 40 บาท นับว่าเป็นค่าปรับรายวันจำนวนน้อย เป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะลดค่าปรับให้น้อยลงอีกได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 21, 65 วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะได้ความว่า จำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไปก่อนแล้ว แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า สถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยอยู่ในแนวถนนโครงการผังเมืองรวม สาย ก.12 ซึ่งตามข้อกำหนดของผังเมืองรวมไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ ต่อมาได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และวันที่ 19 เมษายน 2539 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน ครบกำหนดในวันที่ 18 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเห็นว่า การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การไม่ดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็ดี ย่อมสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสองอีก ดังนั้น ค่าปรับรายวันตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง ของจำเลย จึงต้องนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 รวม 188 วัน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ให้ปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับรายวันตามมาตรา 65 วรรคสองประกอบมาตรา 21 ให้ลงโทษปรับจำเลยวันละ 40 บาท รวม 188 วัน เป็นเงิน 7,520 บาท จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับเป็นเงิน3,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 39 ทวิ ม. 42 ม. 65 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นาง พรรณี เคี่ยมขาว
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2545
#46559
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม และเป็นการก่อความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารขึ้นตามมาตรา 42,66 ทวิ ดังนั้น การคิดค่าปรับรายวันในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิดไปจนถึงการกระทำความผิดสิ้นสุดลง มิใช่นับตั้งแต่วันกระทำความผิดไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารพักอาศัยจำนวน 1 หลัง ในที่ดินแนวเขตถนนโครงการผังเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและมิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้รับยกเว้นตามกฎหมายและยังฝ่าฝืนอยู่โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 9, 10, 11, 21, 47 ทวิ, 65, 66 ทวิ, 67, 71

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เรียงกระทงลงโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตลงโทษตามมาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ปรับ 4,00 บาท และปรับตามมาตรา 65 วรรคสองวันละ 40 บาท เป็นเวลา 1,460 วัน เป็นเงิน 58,400 บาท และปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 66 ทวิ วรรคหนึ่ง ปรับ 4,000 บาท และปรับตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง วันละ 40 บาท เป็นเวลา 1,260 วัน เป็นเงิน 50,400 บาท และปรับวันละ 40 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 31,200 บาท และปรับวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 27,200 บาท และปรับวันละ 20 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 42, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ลงโทษจำเลยฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 21 ปรับ 2,000 บาท และตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน2542) เป็นเวลา 1,435 วัน เป็นเงิน 28,700 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 42 ปรับ 2,000 บาท และลงโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 42 ปรับวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2539 ถึงวันฟ้อง (15 พฤศจิกายน2542) เป็นเวลา 1,245 วัน เป็นเงิน 24,900 บาท กับปรับอีกวันละ 20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมเป็นเงินค่าปรับ 57,600 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ28,800 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (16 พฤศจิกายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามกักขังเกินกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 21, 65 วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะได้ความว่า จำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไปก่อนแล้ว แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า สถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยอยู่ในแนวถนนโครงการผังเมืองรวม สาย ก.12 ซึ่งตามข้อกำหนดของผังเมืองรวม ไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ ต่อมาได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และวันที่ 19 เมษายน2539 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน ครบกำหนดในวันที่ 18 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม เห็นว่า การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การไม่ดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็ดี ย่อมสิ้นสุดลงแล้วเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสองอีก ดังนั้น ค่าปรับรายวัน ตามมาตรา 21, 65 วรรคสองของจำเลย จึงต้องนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 รวม 188วัน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคสองประกอบมาตรา 21 ให้ปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับรายวัน ตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบมาตรา 21 ให้ลงโทษปรับจำเลยวันละ 40 บาท รวม 188 วัน เป็นเงิน 7,520 บาท จำเลยสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับเป็นเงิน3,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 42 ม. 65 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นาง พรรณี เคี่ยวขาว
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2545
#99762
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม และเป็นการก่อความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารขึ้นตามมาตรา 42 , 66 ทวิ ดังนั้น การคิดค่าปรับรายวันในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิดไปจนถึงการกระทำความผิดสิ้นสุดลง มิใช่นับตั้งแต่วันกระทำความผิดไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารพักอาศัยจำนวน ๑ หลัง ในที่ดินแนวเขตถนนโครงการผังเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและมิได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ ทั้งมิได้รับยกเว้นตามกฎหมายและยังฝ่าฝืนอยู่โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๙ ,๑๐ , ๑๑ , ๒๑ , ๔๗ ทวิ , ๖๕ , ๖๖ ทวิ , ๖๗ , ๗๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ , ๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง , ๖๖ ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เรียงกระทงลงโทษฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา ๒๑ , ๖๕ วรรคหนึ่ง ปรับ ๔,๐๐๐ บาท และปรับตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง วันละ ๔๐ บาท เป็นเวลา ๑,๔๖๐ วัน เป็นเงิน ๕๘,๔๐๐ บาท และปรับวันละ ๔๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๖ ทวิ วรรคหนึ่ง ปรับ ๔,๐๐๐ บาท และปรับตามมาตรา ๖๖ ทวิ วรรคสอง วันละ ๔๐ บาท เป็นเวลา ๑,๒๖๐ วัน เป็นเงิน ๕๐,๔๐๐ บาท และปรับวันละ ๔๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ ๓๑,๒๐๐ บาท และปรับวันละ ๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ ๒๗,๒๐๐ บาท และปรับวันละ ๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ , ๔๒ , ๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง , ๖๖ ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ลงโทษจำเลยฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๒๑ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท และตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑ ปรับวันละ ๒๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันฟ้อง (๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒) เป็นเวลา ๑,๔๓๕ วัน เป็นเงิน ๒๘,๗๐๐ บาท กับปรับอีกวันละ ๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษตามมาตรา ๖๖ ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๔๒ ปรับ ๒,๐๐๐ บาท และลงโทษตามมาตรา ๖๖ ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๔๒ ปรับวันละ ๒๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ ถึงวันฟ้อง (๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒) เป็นเวลา ๑,๒๔๕ วัน เป็นเงิน ๒๔,๙๐๐ บาท กับปรับอีกวันละ ๒๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง รวมเป็นเงินค่าปรับ ๕๗,๖๐๐ บาท และปรับอีกวันละ ๔๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงปรับ ๒๘,๘๐๐ บาท และปรับอีกวันละ ๒๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ แต่ห้ามกักขังเกินกำหนด ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา ๒๑ , ๖๕ วรรคสอง นั้น กำหนดให้ปรับเป็นรายวันตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งหมายความว่า จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือจนกว่าจำเลยจะดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงจากรายงานการสืบเสาะได้ความว่า จำเลยได้ยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นไปก่อนแล้ว แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารไปก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า สถานที่ก่อสร้างอาคารของจำเลยอยู่ในแนวถนนโครงการผังเมืองรวม สาย ก.๑๒ ซึ่งตามข้อกำหนดของผังเมืองรวม ไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ ต่อมาได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง และวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน ครบกำหนดในวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๙ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม เห็นว่า การฝ่าฝืนปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การไม่ดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ ก็ดี ย่อมสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยในส่วนนี้ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา ๔๒ , ๖๖ ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๒๑ , ๖๕ วรรคสองอีก ดังนั้น ค่าปรับรายวัน ตามมาตรา ๒๑ , ๖๕ วรรคสอง ของจำเลย จึงต้องนับแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๓๙ รวม ๑๘๘ วัน เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑ ให้ปรับรายวันนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ ไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโทษปรับรายวัน ตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑ ให้ลงโทษปรับจำเลยวันละ ๔๐ บาท รวม ๑๘๘ วัน เป็นเงิน ๗,๕๒๐ บาท จำเลยสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับเป็นเงิน ๓,๗๖๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.

นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 21 ม. 42 ม. 65 ม. 66 ทวิ
ชื่อคู่ความ
เคี่ยมขาว — นางพรรณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายมนัส ติระกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิเชียร ใยยะธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2545
#45320
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 มุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกันกล่าวคือนอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งแล้ว ยังจะต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสองพร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย การนับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา 65 จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกันไม่ ส่วนโทษปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา 74 หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน3 เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยทั้งสามเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าวซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม บัญญัติไว้ จึงถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคารดังกล่าว ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา 69

จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม ประกอบมาตรา 65,69 และ 70 และโจทก์ได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทมาตราดังกล่าวมาโดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 และนายปิยะพงศ์ อาจมังกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองตึก 29 ชั้น อาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ พื้นที่ในอาคาร244,077.00 ตารางเมตร พื้นที่นอกอาคาร 8,423.00 ตารางเมตร ซึ่งเป็นอาคารสำหรับใช้เป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงมหรสพ ห้างสรรพสินค้า ที่จอดรถยนต์และเพื่อกิจการพาณิชยกรรมอื่น ๆ อันเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามกฎหมายโดยได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงอาคารดังกล่าวทั้งหลัง เพื่อใช้เป็นพาณิชยกรรม สำนักงาน โรงแรม ที่จอดรถยนต์ จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานท้องถิ่น ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน2540 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2541 และได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเป็นผู้ครอบครอง ดำเนินการดัดแปลงและควบคุมการใช้อาคารดังกล่าวในขณะเกิดเหตุคดีนี้เมื่อระหว่างวันที่ 9มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันต่อเนื่องกันรวม154 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นอนุญาตให้จำเลยทั้งสามดัดแปลงอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวเสร็จแล้วจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นจำนวนหลายราย ซึ่งแบ่งพื้นที่ของอาคารดังกล่าวจากจำเลยทั้งสามประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ใช้พื้นที่ของอาคารดังกล่าวประกอบกิจการของจำเลยทั้งสามและของบุคคลอื่นจำนวนหลายรายดังกล่าวตามบัญชีผู้เช่าอาคารท้ายฟ้องซึ่งเป็นตัวอย่างบางส่วน ทั้งนี้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำของผู้ดำเนินการและเป็นการกระทำเกี่ยวกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรม และในทางการค้าเพื่อให้เช่า ให้เช่าซื้อ ขาย หรือจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 32, 65, 69, 70, 72ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนเป็นเวลารวม 254 วัน

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65 วรรคสอง, 69, 70 และ 72 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกคนละวันละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 รวม 254 วัน เป็นเงินคนละ 2,540,000บาท รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ 2,540,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 กับที่ 3 คนละ 3 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,275,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า ความผิดของจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้ ดังนี้

มาตรา 65 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 32มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 52 วรรคหก มาตรา 57 หรือมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากที่ระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 หรือมาตรา 57 ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง"

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกันกล่าวคือ นอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง แล้ว ยังต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง พร้อมกันไปคราวเดียวกันด้วย การพิจารณานับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา 65 นี้ จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยทั้งสามเข้าใจไม่ ส่วนโทษปรับตามมาตรา 65วรรคสองนี้ คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา 74 หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน3 เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่าที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 69 มาด้วยนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า ผู้ดำเนินการไว้ ดังนี้ "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วงคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าวซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้าโรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม บัญญัติไว้ จึงถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคารดังกล่าว ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา 69แล้ว การเพิ่มระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรานี้หาได้มีเฉพาะกรณีความผิดฐานก่อสร้างดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 21 มาตราเดียว ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการสุดท้ายว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65วรรคสอง, 69, 70, 72 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยมิได้พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่ศาลล่างทั้งสองกลับกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มาด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การปรับบทลงโทษของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม ประกอบมาตรา 65, 69 และ 70 และได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทมาตราดังกล่าวมาโดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม และเมื่อศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษทั้งสามตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง ด้วยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้อีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 ม. 65 ม. 69 ม. 70 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท เอ็มบีเค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2545
#46162
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 มุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกัน คือ นอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แล้ว ยังจะต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสองพร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย การพิจารณานับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา 65 นี้ จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกัน ส่วนโทษปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา 74 หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน3 เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารตามที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรมโรงแรมคลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 32 วรรคสาม จึงถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคาร ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา 69 แล้ว

จำเลยได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 32วรรคสาม ประกอบมาตรา 65,69 และ 70 และได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาโดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การที่ศาลล่างพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 32, 65, 69, 70, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนเป็นเวลารวม 254 วัน

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65 วรรคสอง, 69, 70 และ 72 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกคนละวันละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 รวม 254 วัน เป็นเงินคนละ 2,540,000 บาท รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ 2,550,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 กับที่ 3 คนละ 3 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,275,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า ความผิดของจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้ดังนี้

"มาตรา 65 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 52 วรรคหก มาตรา 57 หรือมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 หรือมาตรา 57 ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง"

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกัน กล่าวคือนอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง แล้ว ยังจะต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง พร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย การพิจารณานับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา 65 นี้ จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยทั้งสามเข้าใจไม่ ส่วนโทษปรับตามมาตรา 65 วรรคสองนี้ คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา 74 หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 69 มาด้วยนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า ผู้ดำเนินการไว้ ดังนี้ "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าวซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้าโรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม บัญญัติไว้ จึงถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคารดังกล่าว ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นตามมาตรา 69แล้ว การเพิ่มระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรานี้หาได้มีได้แต่เฉพาะกรณีความผิดฐานก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 21 มาตราเดียว ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65 วรรคสอง, 69, 70, 72 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยมิได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่ศาลล่างทั้งสองกลับกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มาด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การปรับบทลงโทษของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522มาตรา 32 วรรคสาม ประกอบมาตรา 65, 69 และ 70 และได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทมาตราดังกล่าวมาโดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม และเมื่อศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้อีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92 ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 วรรคสาม ม. 65 ม. 69 ม. 70 ม. 72 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท เอ็มบีเค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2545
#47396
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ต้องถือตามอัตราโทษที่พิจารณาได้ความและกำหนดไว้ในมาตราที่ศาลยกขึ้นปรับเมื่อได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 ทั้งสองวรรค การพิจารณาอายุความจึงต้องใช้อัตราโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) และคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 9 มิถุนายน 2540 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 จึงไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดัดแปลงอาคารตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคาร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรมโรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำความผิดในฐานะผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคาร ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 69

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยมิได้ปรับบทมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองปรับบทมาตราถูกต้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วย มาตรา 246,247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 32, 65, 69, 70, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนเป็นเวลารวม 254 วัน

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65 วรรคสอง, 69, 70 และ 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกคนละวันละ 10,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 รวม 254 วัน เป็นเงินคนละ 2,540,000 บาท รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ 2,550,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 กับที่ 3 คนละ 3 เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,275,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า ความผิดของจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้ ดังนี้

"มาตรา 65 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 52 วรรคหก มาตรา 57 หรือมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 34 หรือมาตรา 57 ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง"

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกันกล่าวคือ นอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 65วรรคหนึ่ง แล้วยังจะต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา 65 วรรคสอง พร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย การพิจารณานับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา 65 นี้ จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยทั้งสามเข้าใจไม่ ส่วนโทษปรับตามมาตรา 65 วรรคสอง นี้ คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา 74 หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 69 มาด้วยนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่าผู้ดำเนินการไว้ ดังนี้ "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเองและหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง"คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าวซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม บัญญัติไว้ จึงถือได้ว่า ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคารดังกล่าวซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ตามมาตรา 69 แล้ว การเพิ่มระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรานี้หาได้มีได้แต่เฉพาะกรณีความผิดฐานก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 21 มาตราเดียว ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32, 65 วรรคสอง, 69, 70, 72 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยมิได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่ศาลล่างทั้งสองกลับกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มาด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การปรับบทลงโทษของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 วรรคสาม ประกอบมาตรา 65, 69 และ 70 และได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทมาตราดังกล่าวมา โดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่ง และวรรคสองดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม และเมื่อศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 65 วรรคหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 ม. 65 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท เอ็มบีเค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2545
#99796
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องคดีอาญา ตาม ป.อ.มาตรา 95 ต้องถือตามอัตราโทษที่พิจารณาได้ความและกำหนดไว้ในมาตราที่ศาลยกขึ้นปรับ เมื่อได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ มาตรา 65 ทั้งสองวรรค การพิจารณาอายุความจึงต้องใช้อัตราโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.อ.มาตรา 95 (4) และคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 9 มิถุนายน 2540 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 จึงไม่ขาดอายุความ

การที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดัดแปลงอาคารตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคาร ซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำความผิดในฐานะผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคาร ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ มาตรา 69

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ฯ มาตรา 65 ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยมิได้ปรับบทมาตรา 65 วรรคหนึ่งมาด้วย ปัญหาว่าศาลล่างทั้งสองปรับบทมาตราถูกต้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 , 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๓๒ , ๖๕ , ๖๙ , ๗๐ , ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนเป็นเวลารวม ๒๕๔ วัน

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ , ๖๕ วรรคสอง , ๖๙ , ๗๐ และ ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามอีกคนละวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ รวม ๒๕๔ วัน เป็นเงินคนละ ๒,๕๔๐,๐๐๐ บาท รวมปรับจำเลยทั้งสามคนละ ๒,๕๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ คนละ ๓ เดือน และปรับจำเลยทั้งสามคนละ ๑,๒๗๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า ความผิดของจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคสอง ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ ที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติไว้ ดังนี้

"มาตรา ๖๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๕๒ วรรคหก มาตรา ๕๗ หรือมาตรา ๖๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ หรือมาตรา ๕๗ ยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง"

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้กระทำความผิดสำเร็จตามบทมาตราที่ระบุไว้ทั้งสองวรรคไปในคราวเดียวกันกล่าวคือ นอกจากผู้กระทำความผิดสำเร็จจะต้องรับโทษทั้งจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แล้ว ยังจะต้องรับโทษปรับเป็นรายวันตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง พร้อมกันไปในคราวเดียวกันด้วย การพิจารณานับอายุความสำหรับความผิดตามมาตรา ๖๕ นี้ จึงต้องใช้ระวางโทษในวรรคหนึ่งซึ่งมีโทษหนักที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาใช่นับอายุความในแต่ละวรรคแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยทั้งสามเข้าใจไม่ ส่วนโทษปรับตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง นี้ คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีจะมีอำนาจเปรียบเทียบตามมาตรา ๗๔ หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการนับอายุความ เมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง มีระวางโทษขั้นสูงให้จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน จึงมีอายุความฟ้องร้อง ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ (๔) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๓ ยังไม่พ้นกำหนด ๕ ปี นับแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามเริ่มกระทำความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นผู้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๙ มาด้วยนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่าผู้ดำเนินการไว้ ดังนี้ "ผู้ดำเนินการ" หมายความว่า เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งกระทำการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารด้วยตนเอง และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งตกลงรับกระทำการดังกล่าวไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และผู้รับจ้างช่วง" คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ครอบครองและดำเนินการดัดแปลงอาคารมาบุญครองเซ็นเตอร์ตามที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้ร่วมกันใช้และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้อาคารดังกล่าวซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ประกอบกิจการพาณิชยกรรม โรงแรม คลังสินค้า โรงมหรสพ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โดยที่จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับใบรับรองการดัดแปลงอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ วรรคสาม บัญญัติไว้ จึงถือได้ว่า ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดของผู้ดำเนินการดัดแปลงอาคารดังกล่าว ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นเป็นสองเท่าของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ตามมาตรา ๖๙ แล้ว การเพิ่มระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรานี้หาได้มีได้แต่เฉพาะกรณีความผิดฐานก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๒๑ มาตราเดียว ตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาในประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ , ๖๕ วรรคสอง , ๖๙ , ๗๐ , ๗๒ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ โดยมิได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แต่ศาลล่างทั้งสองกลับกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง มาด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การปรับบทลงโทษของศาลล่างทั้งสองดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๖๕ , ๖๙ และ ๗๐ และได้มีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทมาตราดังกล่าวมาโดยครบถ้วนแล้ว จึงเป็นอำนาจของศาลที่จะต้องปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๖๕ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสาม และเมื่อศาลฎีกาจะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ด้วยแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 32 ม. 65 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเอ็มบีเค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายแซน ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2545
#46558
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับอนุญาตทำไม้และทำการค้าไม้ส่วนจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจการอุตสาหกรรมโรงเลื่อยจักรและโรงงานแปรรูปไม้ตลอดจนจำหน่ายไม้ซุงกระยาเลยทุกชนิด รวมทั้งไม้แปรรูปทุกชนิดและทุกประเภท ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ซื้อไม้กระยาเลยท่อนจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ผลิตเป็นไม้แปรรูปออกจำหน่าย จึงเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาไม้กระยาเลยท่อนที่จำเลยทั้งสองค้างชำระ จึงต้องใช้อายุความ5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี มีนายจันทร์ แผลงศร นายวิชาญ ปรีดาสุวรรณ นายนิรันด์ ศรีเทพ และนายบุญช่วย ทนันไชย เป็นผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อขายจำหน่ายไม้ทุกชนิดโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2529, 18 สิงหาคม 2529 และ23 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการและในฐานะส่วนตัวเข้าทำสัญญาซื้อขายไม้กระยาเลยท่อนกับโจทก์ในป่าโครงการน้ำน่านฝั่งซ้าย(นน.3) ตอนที่ 5 แปลงที่ 13 ตอนที่ 5 แปลงที่ 14 และโครงการน้ำลี - น่าน (นน.1) ตอนที่ 5 แปลงที่ 14 ที่โจทก์ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลรวม 4 สัญญา เป็นเงิน 20,177,312.97 บาท จำเลยทั้งสองได้รับมอบไม้ตามสัญญาแล้ว และได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 17,843,579.30 บาท คงค้างชำระ 2,333,733.67 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามและจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2532 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 302,266.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,333,733.67 บาท ดอกเบี้ย 302,266.46 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,333,733.67 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนายจันทร์ แผลงศร นายวิชาญ ปรีดาสุวรรณ นายนิรันต์ ศรีเทพ และนายบุญช่วย ทนันไชย ไม่ใช่กรรมการของโจทก์และไม่ใช่ผู้ชำระบัญชีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาหรือข้อบังคับของโจทก์ โจทก์ส่งมอบไม้กระยาเลยให้แก่จำเลยตั้งแต่ปี 2530 นับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวแทนนิติบุคคลจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ใช่บุคคลซึ่งประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) เพราะไม่ได้ทำการซื้อสินค้ามาแล้วขายไปเป็นปกติธุระ นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้ได้รับสัมปทานการทำไม้จากรัฐ จึงไม่อาจทราบได้ว่า มีไม้ชนิดอะไร จำนวนเท่าไร ตัดแล้วจะได้กี่ท่อน กี่ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะรวบรวมได้เมื่อไม้รวมหมอนแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่บุคคลซึ่งประกอบการค้าเรียกเอาของที่ได้ส่งมอบ รวมทั้งโจทก์ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบเกษตรกรรมหรือการป่าไม้ เรียกเอาของที่ได้ส่งมอบตามมาตรา 193/34(2) เพราะโจทก์ไม่ได้มีอาชีพเกษตรกรรมโดยการปลูกไม้เพื่อตัดขาย สัญญาซื้อขายทั้ง 4 ฉบับ จึงไม่อยู่ในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 เห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ได้ระบุว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับอนุญาตทำไม้และทำการค้าไม้ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาขายไม้กระยาเลยท่อนป่าโครงการน้ำน่านฝั่งซ้าย (นน.3) ตอนที่ 5 แปลงที่ 13 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม้กระยาเลยท่อนป่าโครงการน้ำลี - น้ำน่าน (นน.1) ตอนที่ 5 แปลงที่ 14 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 และไม้กระยาเลยท่อนป่าโครงการน้ำน่านฝั่งซ้าย (นน.3) ตอนที่ 5 แปลงที่ 14ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น จึงเป็นการดำเนินธุรกิจหรือดำเนินกิจการขายในวัตถุประสงค์ของโจทก์ อันถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้าตามมาตรา 193/34(1) แล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.11 ได้ระบุวัตถุประสงค์ว่าประกอบธุรกิจการอุตสาหกรรมโรงเลื่อยจักรและโรงงานแปรรูปไม้ตลอดจนจำหน่ายไม้ซุงสัก ไม้ซุงกระยาเลยทุกชนิด ทุกประเภทและตลอดจนจำหน่ายไม้แปรรูปทุกชนิด ทุกประเภท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซื้อไม้กระยาเลยท่อนจากโจทก์ก็เพื่อนำไปใช้ผลิตเป็นไม้แปรรูปออกจำหน่าย อันเป็นการดำเนินธุรกิจภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เองอันเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาไม้กระยาเลยท่อนที่ค้างชำระจากจำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้อายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(5) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยชำระราคาค่าไม้กระยาเลยท่อนให้โจทก์ถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยและไม่ได้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาในคดีให้สิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์เช่นนี้ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก) ปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นฎีกาให้คืนแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จันทร์ แผลงศร กับพวก ในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัท น่านทำไม้ จำกัด
จำเลย — บริษัท โรงเลื่อยจักรแพร่ไพรวัลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ