คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2545
#99841
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใดและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่า จำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน ๒,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก จำคุก ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ซึ่งยังไม่ได้คืนจำนวน ๒,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๔ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจนถึงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๔ เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แม้คำบรรยายฟ้อง ของโจทก์พอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดเป็นช่วงวันเวลาใด และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุให้ศาลเห็นว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งความจริงเหตุอาจจะเกิดในเวลากลางวันก็ได้ จึงต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย โดยฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ปัญหาดังกล่าวแม้มิได้มีฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 176 วรรคแรก ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวมาลัยหรือเป้ย อินภูงา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4796/2545
#46145
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยคิดถึงผู้ตายซึ่งเป็นบุตรจึงไปรับผู้ตายจาก อ. ภริยา ขณะที่จำเลยกับผู้ตายนอนเล่นอยู่ในห้องเกิดเหตุ จำเลยโกรธและเสียใจเรื่องที่ อ. ภริยาไปมีชายอื่นจึงได้คิดฆ่าตัวตายพร้อมผู้ตาย โดยนำยาฆ่าแมลงที่ซื้อเก็บไว้สำหรับใช้ฆ่าแมลงไม้ประดับที่ปลูกมาผสมนมให้ผู้ตายดื่มและจำเลยได้ดื่มด้วย แสดงว่าเหตุที่จำเลยคิดฆ่าตนเองและผู้ตายมาจากเหตุการณ์อันเนื่องจากปัญหาครอบครัว ซึ่งคิดขึ้นมาในขณะนั้นด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบที่จำเลยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ จึงได้นำยาฆ่าแมลงที่มีอยู่แล้วในบ้านไปผสมนมให้ผู้ตายดื่ม กรณีจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเจตนาฆ่าเด็กหญิงนวพร ทองแก้ว โดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ตระเตรียมสารพิษคาร์บาเมทซึ่งเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แล้วจำเลยได้นำสารพิษคาร์บาเมทผสมนมให้เด็กหญิงนวพรดื่มเข้าสู่ร่างกาย โดยที่เด็กหญิงนวพรไม่อาจรู้ได้ว่านมดังกล่าวผสมสารพิษจึงดื่มเข้าสู่ร่างกายและถึงแก่ความตาย ภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยสารพิษคาร์บาเมท ของกลางซึ่งหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289(4)

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เด็กหญิงนวพร ทองแก้ว บุตรของจำเลยได้ดื่มนมซึ่งมีส่วนผสมสารพิษคาร์บาเมทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและไม่สืบพยาน ฉะนั้นจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเป็นข้อวินิจฉัยว่าพอเพียงที่จะฟังว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าสิ่งที่จำเลยไปจัดหาซื้อมาในวันเกิดเหตุมีเฉพาะนมสำหรับให้ผู้ตายดื่มซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อเท็จจริงตรงนี้จึงยังไม่ได้แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะฆ่าผู้ตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.9 ที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ตอนหนึ่งซึ่งระบุถึงเหตุการณ์ในขณะจำเลยไปรับผู้ตายมาในวันเกิดเหตุว่าจำเลยคิดถึงผู้ตายจึงไปรับมาและขณะที่นอนเล่นอยู่ในห้องที่เกิดเหตุจำเลยโกรธและเสียใจเรื่องที่นางอรุณีภริยาของจำเลยไปมีชายอื่นจึงได้คิดฆ่าตัวตายพร้อมผู้ตาย โดยนำยาฆ่าแมลงที่จำเลยซื้อเก็บไว้สำหรับใช้ฆ่าแมลงไม้ประดับที่ปลูกมาใช้กระทำความผิดดังกล่าว แสดงว่าเหตุที่จำเลยคิดฆ่าตนเองและผู้ตายมาจากเหตุการณ์อันเนื่องจากปัญหาในครอบครัวซึ่งคิดขึ้นมาในขณะนั้นด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบที่จำเลยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ จึงได้นำยาฆ่าแมลงที่มีอยู่แล้วในบ้านไปผสมนมให้ผู้ตายดื่มดังนี้จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและวางโทษประหารชีวิตจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ให้จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 10 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย วิชาญหรือหนุ่ม ทองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สายันต์ สุรสมภพ
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2545
#46144
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ซ. เพียงแต่เป็นผู้ได้รับสิทธิในการทำซ้ำ เผยแพร่และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบริษัท ซ. คงมีลิขสิทธิ์เฉพาะในงานที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปและมีสิทธิทำซ้ำเผยแพร่ต่อสาธารณชน กับจัดจำหน่ายภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6ในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 แล้วเท่านั้น จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ตามคำฟ้องในฐานะผู้สร้างสรรค์อยู่ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้

จำเลยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด แม้จำเลยไม่ได้เสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีให้ผู้อื่นด้วยก็ถือได้ว่าเป็นการมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำเพื่อการค้าซึ่งเป็นความผิดฐานหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) ประกอบด้วยมาตรา 70 วรรคสอง แล้ว และกรณีไม่จำต้องมีเจตนาทุจริตเพราะความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2541กำหนดให้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในรายชื่อประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ลำดับที่ 120 โดยประกาศดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจำเลยได้ทราบแล้ว บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสทรี่ส์ อิงค์. ผู้เสียหายที่ 1 บริษัททเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น ผู้เสียหายที่ 2 บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์. ผู้เสียหายที่ 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทม์ วอร์เนอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คัมปานี ผู้เสียหายที่ 4 บริษัทไทร์สตาร์ พิคเจอร์ส อิงค์. ผู้เสียหายที่ 5บริษัทยูนิเวอร์แซล ซิตี้ สตูดิโอ อิงค์. ผู้เสียหายที่ 6 และบริษัทนิวไลน์ โปรดัคชั่น อิงค์.ผู้เสียหายที่ 7 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยผู้เสียหายทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ดังนี้ ผู้เสียหายที่ 1 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง The Fifth Element (เดอะฟิฟท์เอลเลเมนต์) Anaconda(อนาคอนดา) The Devil's Own (เดอะเดวิลส์โอน) Bad Boys (แบดบอยส์) และMen in Black (เมนอินแบลก) ผู้เสียหายที่ 2 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Volcano(วอลเคโน) Broken Arrow (โบรกเคนแอร์โรว์) Die Hard (ดายฮาร์ด) และ Independence Day (อินดีเพนเดนซ์เดย์) ผู้เสียหายที่ 3 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Robin Hood (โรบินฮูด) A Bug's Life (อะบักส์ไลฟ์) G.I.Jane (จี.ไอ.เจน) และRansom (แรนซัม) ผู้เสียหายที่ 4 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Demolition Man(ดีโมลิชั่นแมน) Bat Man (แบตแมน) Assassins (แอสแซสซินส์) Under Siege(อันเดอร์ซีจ) Bat Man & Robin (แบตแมนแอนด์โรบิน) และ Lethal Weapon(เล็ททอลเวปปอน) ผู้เสียหายที่ 5 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Jerry Maguire(เจอรี่ แม็กไกวร์) ผู้เสียหายที่ 6 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ เรื่อง The Lost World(เดอะลอสต์เวิลด์) และ Water World (วอเตอร์เวิลด์) ส่วนผู้เสียหายที่ 7 สร้างสรรค์งานภาพยนตร์เรื่อง Blade (เบลด) และผู้เสียหายทั้งเจ็ดได้โฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยมีประเทศไทยเป็นภาคีด้วย ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดโดยนำภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่บันทึกภาพและเสียงตามบัญชีรายชื่อภาพยนตร์วิดีโอซีดีท้ายฟ้อง ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ดรวม 245 แผ่น ออกขายเสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งเจ็ด เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีจำนวน 245 แผ่น ดังกล่าวเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 61, 70,75, 76 และ 78 สั่งให้แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 245 แผ่น ของกลาง ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกมาตรา 31(1)) และ 70 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 350,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลาง ให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดเป็นผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ตามคำฟ้อง และได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ตามวันเวลาเกิดเหตุในคำฟ้อง ร้อยตำรวจเอกภิรมย์ อยู่คง เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจกับพวกได้นำหมายค้นลงวันที่ 19 มกราคม 2542 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเอกสารหมาย จ.1 ไปขอตรวจค้นร้านนิวเกมส์ของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ตามที่นายคณิต เหลืองศิริโรจน์ ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดร้องทุกข์ไว้ผลการตรวจค้นพบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในทางภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้นจำนวน 245 แผ่น ตามบัญชีรายชื่อภาพยนตร์เอกสารหมาย จ.14 วางอยู่ในลิ้นชักของเคาน์เตอร์เก็บเงินในร้านดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกภิรมย์กับพวกจึงยึดแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวไว้เป็นของกลางและจับจำเลยมาดำเนินคดีนี้ ซึ่งในชั้นพิจารณาได้มีการตรวจนับจำนวนแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางแล้ว ปรากฏว่ามีจำนวน 246 แผ่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียหายคดีนี้หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า สำหรับประเทศไทยแล้วบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แต่ผู้เดียวที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีในคดีนี้ เมื่อโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด (ที่ถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6) มอบลิขสิทธิ์ดังกล่าวให้แก่บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แล้วโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด (ที่ถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6) จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวในประเทศไทยอีกต่อไป เห็นว่าแม้จะปรากฏว่านายรชต ธีระบุตร ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโสบริษัทโคลัมเบียไทรสตาร์บัวนาวิสต้า (ประเทศไทย) จำกัด พยานโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า การทำซ้ำและการจัดจำหน่ายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 เป็นสิทธิของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และในแผ่นภาพยนตร์วิดีโอ ซีดี ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะมีข้อความระบุไว้ในตอนต้นว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดแต่ผู้เดียวห้ามผู้อื่นทำซ้ำ ดังที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ก็ตาม แต่นายรชตก็ได้เบิกความตอบคำถามติงของทนายโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดว่า บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพียงแต่ได้รับสิทธิในการดัดแปลงระบบภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มาเป็นแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปเท่านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ยังมีสิทธิที่จะเพิกถอนสิทธิของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ตลอดเวลา และได้ความจากคำเบิกความของนายโชคชัย ทุติยาภรณ์ กรรมการบริหารบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พยานโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดว่า บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพียงแต่เป็นผู้ได้รับสิทธิในการทำซ้ำ เผยแพร่และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด คงมีลิขสิทธิ์เฉพาะในงานที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปและมีสิทธิทำซ้ำ เผยแพร่ต่อสาธารณชน กับจัดจำหน่ายภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 แล้วเท่านั้น จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ตามคำฟ้องในฐานะผู้สร้างสรรค์อยู่ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้และมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปอีกว่าจำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดโดยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดมีร้อยตำรวจเอกภิรมย์ อยู่คง ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ พยานกับนายคณิต เหลืองศิริโรจน์และเจ้าพนักงานตำรวจอื่นอีกหลายคนได้พากันไปตรวจค้นร้านนิวเกมส์ของจำเลย พบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางอยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงินซึ่งมีพนักงานเก็บเงินนั่งอยู่ เมื่อค้นพบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจำเลยและพนักงานเก็บเงินมีอาการตกใจชั้นจับกุมพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการขาย เสนอขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดี จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมายจ.4 ที่จำเลยได้ลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ และได้ความจากคำเบิกความของนายคณิตผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดซึ่งร่วมไปตรวจค้นร้านค้าที่เกิดเหตุพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดว่า สาเหตุที่พยานพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นร้านนิวเกมส์ของจำเลยเพราะก่อนเกิดเหตุนายเทียนชัยสืบทราบว่าร้านค้าดังกล่าวมีการเสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด เมื่อพยานพาเจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นก็พบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางซุกซ่อนอยู่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ในร้านนั้นจริง เมื่อพบของกลางพยานได้ยินเสียงพนักงานเก็บเงินพูดขึ้นว่า"นึกว่าจะหาของไม่เจอแล้ว" ส่วนจำเลยซึ่งอยู่ในร้านค้าที่เกิดเหตุก็ยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยได้มีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางไว้จริงและขายด้วย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดยังมีนายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 พยานได้ไปซื้อเครื่องเล่นเกมส์โซนี่เพลย์ สเตชั่น ที่ร้านนิวเกมส์ ของจำเลย ต่อมาในเดือนมกราคม 2542 พยานได้นำเครื่องเล่นเกมส์ดังกล่าวไปซ่อมที่ร้านดังกล่าว พบว่ามีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีวางอยู่บนตู้โชว์สินค้าที่เป็นตู้กระจก พยานได้สอบถามพนักงานขาย พนักงานขายได้นำอัลบัมแผ่นปกภาพยนตร์วิดีโอซีดีให้พยานดูด้วย และพยานจำได้ว่าพยานซื้อแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีไป 3 เรื่อง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด และช่วงก่อนวันที่ 10 มกราคม 2542 พยานได้ไปซื้อแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดี เรื่อง A Bug's Life(อะบักส์ไลฟ์) ตามวัตถุพยานหมาย จ.77 จากร้านของจำเลย โดยร้านดังกล่าวจะมีถุงพลาสติกบรรจุสินค้ามอบให้พยาน ตามวัตถุพยานหมาย จ.78 ซึ่งมีชื่อร้านนิวเกมส์ของจำเลยพิมพ์อยู่บนถุงด้วย เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดดังกล่าวต่างก็ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาเองเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกภิรมย์ก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุผลใดที่ร้อยตำรวจเอกภิรมย์จะต้องทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.4 ขึ้นมาโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยให้ต้องรับโทษโดยไม่จำเป็นเพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนหรือฟ้องร้องให้ต้องรับโทษในภายหลังได้ การที่นายคณิตไปร้องทุกข์และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนพบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางที่ร้านค้าที่เกิดเหตุก็เป็นเหตุผลที่สนับสนุนให้เห็นว่าข้อที่ฝ่ายโจทก์ร่วมสืบทราบมาว่าร้านค้าที่เกิดเหตุมีการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ร่วมเป็นความจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าขณะถูกจับกุมมีลูกค้ามามุงดูมาก เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้จำเลยรีบลงชื่อในเอกสารเพื่อจะได้ออกไปจากร้านค้าที่เกิดเหตุโดยเร็ว ซึ่งจำเลยก็ยอมลงชื่อโดยเจ้าพนักงานตำรวจได้พลิกเอกสารด้านหลังให้จำเลยลงชื่อ จำเลยจึงไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารนั้น เห็นว่าจำเลยเบิกความอ้างลอย ๆ และมิได้ถามค้านพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยในข้อนี้ไว้ การที่จำเลยมานำสืบข้างเดียวในภายหลังเช่นนี้ย่อมทำให้ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ จึงเชื่อได้ว่าชั้นจับกุมจำเลยได้ให้การรับสารภาพตามที่ร้อยตำรวจเอกภิรมย์บันทึกไว้ในบันทึกการตรวจค้นจับกุมดังกล่าวจริง หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องให้การรับสารภาพเช่นนั้น ส่วนข้อที่จำเลยเบิกความอ้างว่า จำเลยไม่ทราบว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางเป็นของผิดกฎหมายและจำเลยรับกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่เพียงว่าจำเลยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวไว้ในร้านนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่อาจรับฟังได้เพราะขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมดังกล่าวข้างต้น การที่แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในลิ้นชักเคาน์เตอร์เก็บเงินและจำเลยมิได้สั่งซื้อแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจากผู้มีสิทธิดัดแปลงทำซ้ำในประเทศไทยหรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรงก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจำนวน 245แผ่น (ที่ถูก 246 แผ่น) นั้น ประกอบด้วยภาพยนตร์ จำนวน 23 เรื่อง ตามบัญชีรายชื่อภาพยนตร์ท้ายบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่อง 1 ชุดจะประกอบด้วยแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีจำนวน 2 แผ่น แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางแต่ละเรื่องจึงมีหลายชุด เช่น เรื่อง J.I.Jane (จี.ไอ.เจน) มีจำนวน 11 ชุด เรื่อง Anaconda(อนาคอนดา) มีจำนวน 10 ชุด เรื่อง Broken Arrow (โบรกเคน แอร์โรว์) และเรื่องBat Man (แบตแมน) มีจำนวนเรื่องละ 9 ชุด เป็นต้น หากจำเลยมิได้มีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวไว้เพื่อขายในทางการค้าแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องมีไว้เรื่องละหลาย ๆ ชุด และนำมาเก็บไว้ในสถานประกอบการค้าของจำเลยเช่นนั้น สำหรับข้อที่จำเลยนำสืบอ้างว่า ร้านค้าที่เกิดเหตุของจำเลยจะขายสินค้าประเภทเครื่องเล่นเกมส์พร้อมอุปกรณ์อย่างเดียวโดยร้านค้าของจำเลยมิได้ขายแผ่นวิดีโอซีดีด้วย แต่ที่แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางตกมาอยู่ที่ร้านค้าที่เกิดเหตุเพราะมีการส่งสินค้ามาผิดร้านนั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้วคงเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่าเป็นข้อนำสืบที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนักที่จะนำมารับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้นได้โดยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่จำต้องนำมากล่าวซ้ำอีกข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ด แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดนำสืบจะรับฟังไม่ได้ว่าวันเกิดเหตุจำเลยได้เสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางให้ผู้อื่นด้วยดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่การกระทำของจำเลยตามที่ได้ความดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำเพื่อการค้าซึ่งเป็นความผิดฐานหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1) ประกอบด้วยมาตรา 70 วรรคสอง ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้ว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์อีกเพราะความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน...

อนึ่ง คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม และคำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างจึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ควรปรานีลดโทษให้จำเลยอีกหนึ่งในสี่ด้วย และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ระบุมาในคำพิพากษาให้บังคับค่าปรับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ด้วย เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรระบุเสียให้ชัดเจน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน15 วัน และปรับ 75,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 11 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัทโคลัมเบียพิคเจอร์ส อินดัสทรี่ส์ อิงค์ กับพวก
จำเลย — นายวิทยา เตมีย์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4794/2545
#99928
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ซ. เพียงแต่ได้รับสิทธิในการทำซ้ำ เผยแพร่และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมในประเทศไทยแต่ผู้เดียว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบริษัท ซ. คงมีลิขสิทธิ์เฉพาะในงานที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปและมีสิทธิทำซ้ำ เผยแพร่ต่อสาธารณชนกับจัดจำหน่ายภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วม เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ร่วมแล้วเท่านั้น จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมยังคงเป็นเจ้าของในงานภาพยนตร์ตามคำฟ้องในฐานะผู้สร้างสรรค์อยู่ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11 โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้และมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้

การที่แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางถูกนำมาเก็บไว้ในสถานประกอบการค้าของจำเลยและจำเลยมิได้สั่งซื้อแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจากผู้มีสิทธิดัดแปลงทำซ้ำในประเทศไทยหรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เมื่อจำเลยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธ์ของโจทก์ร่วม แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางให้ผู้อื่นด้วย การกระทำของจำเลยตามที่ได้ความดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าซึ่งเป็นความผิดฐานหนึ่งตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ เพราะความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 , 6 , 8 , 15 , 31 , 61 , 70 , 75 , 76 และ 78 สั่งให้แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 245 แผ่น ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 7 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (ที่ถูกมาตรา 31 (1)) และ 70 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 350,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดเป็นผู้สร้างสรรค์โดยเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ตามคำฟ้อง และได้มีการโฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์ร่วมทั้งเจ็ดจึงได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ตามวันเวลาเกิดเหตุในคำฟ้อง ร้อยตำรวจเอกภิรมย์เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจกับพวกได้นำหมายค้นไปขอตรวจค้นร้านนิวเกมส์ของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ตามที่นายคณิตซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดร้องทุกข์ไว้ ผลการตรวจค้นพบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้นจำนวน 245 แผ่น วางอยู่ในลิ้นชักของเคาน์เตอร์เก็บเงินในร้านดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกภิรมย์กับพวกจึงยึดแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวไว้เป็นของกลางและจับจำเลยมาดำเนินคดีนี้ ซึ่งในชั้นพิจารณาได้มีการตรวจนับจำนวนแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางแล้ว ปรากฏว่ามีจำนวน 246 แผ่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียหายคดีนี้หรือไม่ บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพียงแต่ได้รับสิทธิในการดัดแปลงระบบภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มาเป็นแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปเท่านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ยังมีสิทธิที่จะเพิกถอนสิทธิของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ตลอดเวลา และบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพียงแต่เป็นผู้ได้รับสิทธิในการทำซ้ำ เผยแพร่ และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยแต่ผู้เดียว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด คงมีลิขสิทธิ์เฉพาะในงานที่ได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์วิดีโอซีดีและวิดีโอเทปและมีสิทธิทำซ้ำ เผยแพร่ต่อสาธารณชนกับจัดจำหน่ายภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ในประเทศไทยได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 แล้วเท่านั้น จึงไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง ดังนั้น จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ตามคำฟ้องในฐานะผู้สร้างสรรค์อยู่ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 11 โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้และมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยได้?

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปอีกว่า จำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดโดยมีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดไว้เพื่อขายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดมีร้อยตำรวจเอกภิรมย์ผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ พยานกับนายคณิตและเจ้าพนักงานตำรวจอื่นอีกหลายคนได้พากันไปตรวจค้นร้านนิวเกมส์ของจำเลย พบแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางซุกซ่อนอยู่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ในร้าน ชั้นจับกุมพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการขาย เสนอขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดี จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา การที่แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางถูกนำไปซุกซ่อนไว้ในลิ้นชักเคาน์เตอร์เก็บเงินและจำเลยมิได้สั่งซื้อแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจากผู้มีสิทธิดัดแปลงทำซ้ำในประเทศไทยหรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ยิ่งกว่านั้นยังปรากฏว่าแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางจำนวน 245 แผ่น (ที่ถูก 246 แผ่น) นั้น ประกอบด้วยภาพยนตร์จำนวน 23 เรื่อง ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่อง 1 ชุด จะประกอบด้วยแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดี จำนวน 2 แผ่น แผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางแต่ละเรื่องจึงมีหลายชุด หากจำเลยมิได้มีแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีดังกล่าวไว้เพื่อขายในทางการค้าแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะต้องมีไว้เรื่องละหลาย ๆ ชุด และนำมาเก็บไว้ในสถานประกอบการค้าของจำเลยเช่นนั้น แม้พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดนำสืบจะรับฟังไม่ได้ว่าวันเกิดเหตุจำเลยได้เสนอขายและขายแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีของกลางให้ผู้อื่นด้วยดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยตามที่ได้ความดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการมีไว้เพื่อขายซึ่งแผ่นภาพยนตร์วิดีโอซีดีที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าซึ่งเป็นความผิดฐานหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ประกอบด้วยมาตรา 70 วรรคสอง ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้ว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์อีก เพราะความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้มีองค์ประกอบว่าผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยมีเจตนาทุจริตด้วยไม่?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และปรับ 75,000 บาท โดยให้รอการลงโทษไว้ตามเดิม หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 11 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสทรี่ส์ อิงค์. กับพวก
จำเลย — นายวิทยา เตมีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4792/2545
#46143
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ โจทก์ผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพในเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้นั้นเป็นไปตามมาตรา 71ส่วนกรณีใดจะเป็นกรณีทุพพลภาพนั้นเป็นไปตามมาตรา 5

โจทก์สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานตลอดมาตั้งแต่วันที่ประสบอุบัติเหตุ เมื่อแพทย์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์เช่นนั้น โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ มาตรา 71 และประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพฯ ตั้งแต่วันที่โจทก์ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์เฉี่ยวชนแล้ว มิใช่ตั้งแต่วันที่แพทย์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์

แนวปฏิบัติที่ผู้อำนวยการกองประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรถภาพออกไว้สำหรับกรณีผู้ประกันตนได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงว่า การวินิจฉัยผู้ประกันตนที่บาดเจ็บควรเป็นผู้ที่ได้รับการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี จึงจะพิจารณาว่าทุพพลภาพหรือไม่นั้น เป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การวินิจฉัยกรณีทุพพลภาพเนื่องจากบาดเจ็บของสมองได้ถูกต้องตามประกาศสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดวันเริ่มต้นแห่งสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพแต่ประการใด เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพตั้งแต่วันที่โจทก์ประสบอุบัติเหตุ การคำนวณเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีของโจทก์จึงต้องคำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง มิใช่คำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามมาตรา 57 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 47/2544 ลงวันที่ 25 มกราคม 2544 ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพตามมาตรา 33 มาตรา 57 วรรคหนึ่งและมาตรา 71

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ 47/2544 ลงวันที่ 25 มกราคม 2544 ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีทุพพลภาพแก่โจทก์เป็นเงินวันละ 203.42บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2541 ไปตลอดชีวิตของโจทก์ โดยให้จำเลยหักเงินค่าทดแทนการขาดรายได้จำนวน 40,306 บาท ที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วออกก่อน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพจากจำเลยตั้งแต่วันที่โจทก์ประสบอุบัติเหตุหรือตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการแพทย์ได้ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพการทำงานของโจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ตั้งแต่ปี 2531 และได้เข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 นับแต่บัดนั้น ต่อมาวันที่ 15กันยายน 2541 โจทก์ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายแห่งแต่ก็ไม่สามารถเดินได้ นายจ้างมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2541เดือนมกราคม 2542 โจทก์ไปขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์ เจ้าหน้าที่แนะนำให้โจทก์ไปทำประกันตนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็ปฏิบัติตาม ครั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพต่อสำนักงานประกันสังคม จังหวัดนครสวรรค์คณะอนุกรรมการประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์มีมติว่าโจทก์เป็นผู้ทุพพลภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2543 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพวันละ 80 บาท นับแต่วันดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ก่อนฟ้องโจทก์ได้รับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีและนครสวรรค์ มาแล้วเป็นเงิน 40,306บาท เห็นว่า กรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพในเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้นั้นเป็นไปตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงานให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามมาตรา 57 ตลอดชีวิต" ส่วนกรณีใดจะเป็นกรณีทุพพลภาพนั้นเป็นไปตามมาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "ทุพพลภาพ" หมายความว่าการสูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจจนไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการแพทย์กำหนด" และคณะกรรมการการแพทย์ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพไว้ในประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพ ลงวันที่ 23 มีนาคม 2536 ซึ่งกรณีตามปัญหาของโจทก์นั้น ประกาศสำนักงานประกันสังคมฉบับดังกล่าว ข้อ 1(9) กำหนดว่า "โรคหรือการบาดเจ็บของสมองเป็นเหตุให้สูญเสียความสามารถของอวัยวะของร่างกายจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นได้ และต้องมีผู้อื่นมาช่วยหรือดูแล" โจทก์ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์เฉี่ยวชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2541 ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงสมองช้ำ สลบไม่รู้สึกตัว โจทก์ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายแห่งแพทย์วินิจฉัยว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง มีอาการแขนซ้ายอ่อนแรงมีการยึดติดของกล้ามเนื้อข้อมือซ้าย ข้อศอกซ้าย ไม่สามารถใช้แขนซ้ายในการช่วยตนเองเดินไม่ได้ พูดไม่ชัด ไม่สามารถควบคุมระบบการขับถ่ายได้ สูญเสียความทรงจำไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 นายแพทย์วิโรจน์ หมั่นคติธรรมตรวจร่างกายโจทก์และมีความเห็นว่าโจทก์มีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรงหรืออัมพาตของร่างกายและแขนขา ปากเบี้ยวข้างซ้าย มีการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายและแขนขา เช่น มีการยึดติดของกล้ามเนื้อที่ข้อมือซ้าย ข้อศอกซ้ายเดินไม่ได้ แขนข้างซ้ายไม่สามารถใช้ในการช่วยเหลือตนเองได้ พูดได้แต่ไม่ชัดเจน มีความผิดปกติของสภาพจิตเกี่ยวกับอารมณ์ ในชีวิตประจำวันนั่งหรือนอนอยู่กับบ้านช่วยเหลือตนเองไม่ได้ การขับถ่ายปัสสาวะควบคุมไม่ได้เลย การอุจจาระมีความผิดปกติในการควบคุมโดยกลั้นอุจจาระไม่ได้ การแต่งตัวเองทำไม่ได้เลย แพทย์มีความเห็นว่าไม่สามารถฟื้นคืนสภาพได้ตามปกติเนื่องจากมีอาการอ่อนแรงและเกร็งของแขนซ้ายมานาน 1 ปี 4 เดือน โดยไม่มีอาการดีขึ้น จึงประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์ว่ามีการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายร้อยละ 50 ดังนี้ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานตลอดมาตั้งแต่วันที่ประสบอุบัติเหตุ เมื่อนายแพทย์วิโรจน์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์เช่นนั้น โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีทุพพลภาพ ลงวันที่ 23 มีนาคม2536 ข้อ 1(9) ตั้งแต่วันที่โจทก์ประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์เฉี่ยวชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน2541 แล้วมิใช่ตั้งแต่วันที่นายแพทย์วิโรจน์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายโจทก์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 ดังที่คณะอนุกรรมการประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์และคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนแนวปฏิบัติที่ รส 0707/ว.647ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 ที่ผู้อำนวยการกองประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพออกไว้สำหรับกรณีผู้ประกันตนได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงว่า การวินิจฉัยผู้ประกันตนที่บาดเจ็บควรเป็นผู้ที่ได้รับการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี จึงจะพิจารณาว่าทุพพลภาพหรือไม่นั้น เป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การวินิจฉัยกรณีทุพพลภาพเนื่องจากบาดเจ็บของสมองได้ถูกต้องตามประกาศสำนักงานประกันสังคมฉบับดังกล่าวเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดวันเริ่มต้นแห่งสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพแต่ประการใด เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพตั้งแต่วันที่โจทก์ประสบอุบัติเหตุคือวันที่ 15 กันยายน 2541 การคำนวณเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีของโจทก์จึงต้องคำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามมาตรา 57 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มิใช่คำนวณจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตามมาตรา 57 วรรคสอง ดังที่จำเลยอ้าง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5 ม. 57 วรรคหนึ่ง ม. 57 วรรคสอง ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ทิพวิมล สมัครการ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4776/2545
#49058
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. เป็นผู้ใช้ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น ฟังได้เพียงว่าจำเลยซื้อและครอบครองเมทแอมเฟตามีนแทน ส. เท่านั้น ส่วนการที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนที่ซื้อมาดังกล่าวไปให้ ส. ในภายหลัง ก็เป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันเอง หาใช่การให้อันจะถือว่าเป็นการจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 ไม่

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ว่าต้องมีไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม(2) คือ 375 มิลลิกรัม อันเป็นการแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 เดิม ซึ่งจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้ แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะได้กำหนดโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ส่วนโทษปรับนั้นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 199 เม็ด น้ำหนัก 19.97 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนข้างต้นและเงินสดจำนวน 480 บาทที่เหลือจากการซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 8 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี ยกคำขอที่ให้ลงโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 199 เม็ด ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองและเงินสดจำนวน 480 บาทเป็นของกลางมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกฎหมายกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ดังนั้นแม้ในชั้นพิจารณาจำเลยจะให้การรับสารภาพ โจทก์ก็ยังต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ศาลรับฟังจนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง จึงจะลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะมีร้อยตำรวจโทณรงค์ สงบ ผู้จับกุมจำเลยมาเบิกความว่า ก่อนจับกุมมีสายลับมาแจ้งว่าในวันดังกล่าวจะมีชายวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์มาจากบ้านกะแลจะไปบ้านสันเจริญ สงสัยว่าชายดังกล่าวจะนำยาเสพติดให้โทษมาด้วยพยานกับพวกจึงไปตั้งจุดสกัดดักจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 199 เม็ดที่จำเลยนำติดตัวมา เมื่อพยานแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่พยานปากนี้คงเบิกความยืนยันแต่เพียงว่าพยานเป็นผู้จับกุมจำเลยและจำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่อย่างใด แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวนถึง 199 เม็ดก็หาใช่ข้อสันนิษฐานว่าจำเลยจะต้องมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเสมอไป ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การปฏิเสธข้อหานี้ในชั้นสอบสวน ส่วนที่จำเลยให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนรับว่า นายส่วนเป็นผู้ใช้ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง ก็ฟังได้เพียงว่าจำเลยซื้อและครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแทนนายส่วนเท่านั้นส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยจะต้องนำไปมอบให้นายส่วนภายหลังก็เป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันเอง หาใช่การให้อันจะถือว่าเป็นการจำหน่ายตามที่มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไว้ว่าต้องมีไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม(2) คือ 375มิลลิกรัม อันเป็นการแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 เดิม ซึ่งจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะได้กำหนดโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้นจึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษ ซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ส่วนโทษปรับนั้นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษ และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 84
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อดิศร รักเรือน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2545
#110291
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยนั้น จำเลยได้กลืนโคคาอีนลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้ว และจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครื่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายามตาม ป.อ. มาตรา 80 อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว

ความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมนั้น พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกและปรับ แต่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกหรือปรับ ฉะนั้นเมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียว จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย

ความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนนั้น โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๖, ๑๗, ๖๘, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๗, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๘ วรรคสอง, ๖๙ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๖๙ วรรคสาม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ วางโทษจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย ๑๐ ปี ริบโคคาอีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติแล้วว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกเข้าจับกุมจำเลยนั้น พบจำเลยที่บริเวณชั้น ๓ ของอาคารผู้โดยสารขาออก โดยขณะนั้นจำเลยได้กลืนโคคาอีน ลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้วและจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครี่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพอีกด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นตระเตรียมการไม่

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕ ) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๒๐ ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน กล่าวคือ ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม เดิมมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แต่มาตรา ๖๙ วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีโคคาอีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงหนึ่ร้อยกรัม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี หรือปรับ ตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโคคาอีนในคดีนี้มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๓๗.๒๑๔ กรัม เห็นได้ว่า แม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากันและโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะหนักกว่ากฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียวก็ได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ และในความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีน ตามมาตรา ๑๖ เดิม, ๖๘ วรรคสองเดิม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึง จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แต่ตามมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขใหม่, ๖๘ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงห้าล้านบาท เห็นได้ว่าแม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตาม กฎหมาที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และในความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖ (เดิม) , ๖๘ วรรคสอง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 16 ม. 68 ม. 69
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโจชัว เนอตี้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชลิต กฐินะสมิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4762/2545
#46554
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและมีคำสั่งว่า หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่งมิฉะนั้นถือว่าจำเลยไม่ติดใจฎีกา เมื่อทราบคำสั่งแล้ว จำเลยยื่นคำแถลงขอวางค่าธรรมเนียมต่อศาลศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา หมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำสั่งขอทุเลาการบังคับภายใน 15 วัน ให้จำเลยจัดการนำส่งภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด กรณีดังกล่าวแม้ในคำแถลงที่จำเลยขอวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลจะมีหมายเหตุว่า จำเลยรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำแถลง จะถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลที่ให้จำเลยจัดการนำส่งสำเนาฎีกาหมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้วมิได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการตามคำสั่งศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินในมูลหนี้ตามตั๋วเงินจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นรับฎีกาแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้จัดการนำส่งสำเนาฎีกาและหมายนัดแก่โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นเกษียนสั่งในฎีกาของจำเลยว่า สำเนาให้โจทก์ รอไว้สั่ง เมื่อดำเนินการเรื่องอนาถาเสร็จ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและมีคำสั่งว่า หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15วัน นับแต่วันมีคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าจำเลยไม่ติดใจฎีกา เมื่อทราบคำสั่งแล้วจำเลยยื่นคำแถลงขอวางค่าธรรมเนียมต่อศาลในวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยในวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ว่า จำเลยนำค่าธรรมเนียมมาชำระแล้ว รับฎีกา หมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำสั่งขอทุเลาการบังคับภายใน 15 วัน ให้จำเลยจัดการนำส่งภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด กรณีดังกล่าวแม้ในคำแถลงที่จำเลยขอวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลจะมีหมายเหตุว่าจำเลยรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของ จำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำแถลง ดังนั้น จะถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งของศาลที่ให้จำเลยจัดการนำส่งสำเนาฎีกา หมายนัดให้โจทก์แก้ฎีกาและคัดค้านคำร้องขอทุเลาการบังคับภายใน7 วันแล้วมิได้ เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกา"

จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ดำเนินการส่งสำเนาฎีกาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2), 247
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กนกวรรณ อาจวงษ์
จำเลย — นาง พุทธชาต บริบูรณ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4758/2545
#110330
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มารตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายไปมีจำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.094 กรัม โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนโทษปรับทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างเป็นคุณต่อผู้กระทำความผิด กล่าวคือ โทษขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่า ส่วนโทษขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณกว่า ถ้าจะลงโทษปรับขั้นสูงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่เพราะเป็นคุณกว่า ถ้าจะลงโทษปรับขั้นต่ำต้องใช้กฎหมายเดิมเพราะเป็นคุณกว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว คดีนี้โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง แม้ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ ๑๘ ปี เศษ แต่จำเลยเรียนหนังสือในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ย่อมจะมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ให้จำคุก ๕ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ สำหรับคดีนี้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายไปมีจำนวน ๑ เม็ด น้ำหนัก ๐.๐๙๔ กรัม โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนโทษปรับทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ต่างเป็นคุณต่อผู้กระทำความผิด กล่าวคือ โทษขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณกว่า ส่วนโทษขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณกว่า ถ้าจะลงโทษปรับขั้นต่ำต้องใช้กฎหมายเดิมเพราะเป็นคุณกว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วโทษปรับที่จะลงแก่จำเลย ให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไข โดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ ๑๘ ปี เศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๖ จำคุก ๒ ปี และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๒ ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
ป.อ. ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายคมสัน จันละมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางปวีณา แสงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4752/2545
#49057
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 และข้อหาจัดหางานให้คนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30,82 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานจึงถึงที่สุด โจทก์จะฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดสองฐานนี้อีกไม่ได้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายกอบพล แก่นทอง กับพวกที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ประกาศโฆษณาเผยแพร่ข่าวแก่ประชาชนว่า จำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ โดยต้องเสียค่าสมัครและค่าบริการต่าง ๆซึ่งเป็นเท็จ เพราะความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่มีความสามารถที่จะจัดส่งคนงานไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวได้ ด้วยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้นายแก้วมูล วงศ์ขัติย์นายมืด งามจิต นายศิริชัย กาเมืองลือ นายอัครพล เผ่าดี และนายศรีจันทร์ ขัติยะผู้เสียหายทั้งห้าหลงเชื่อไปสมัครงานกับจำเลยและพวก และเป็นเหตุให้บุคคลที่สามเสียเงินแทนผู้เสียหายทั้งห้าให้แก่จำเลยกับพวกและจำเลยยังกระทำความผิดเนื่องจากมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมายได้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเรียกและรับค่าบริการจากคนหางานดังกล่าวข้างต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่นางแสงไรวงศ์ขัติย์ จำนวน 170,000 บาท นายอนันต์หรือน้อย วงศ์ขัติย์ จำนวน 80,000 บาทนายมูล ใฝ่ใจ จำนวน 100,000 บาท นายศรี ใฝ่ใจ จำนวน 100,000 บาท นายใจ ใฝ่ใจจำนวน 50,000 บาท นายบุญมา กาเมืองลือ จำนวน 40,000 บาท นางจันทร์แก้วนามจิต จำนวน 40,000 บาท นายเลิศหรือเดิน เผ่าดี จำนวน 250,000 บาท นายหน้อยหรือน้อย ขัติยะ จำนวน 130,000 บาท นายศรี ขัติยะ จำนวน 50,000 บาท และนางบุญทา เผ่าดี จำนวน 100,000 บาท ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลที่สามได้รับความเสียหายเนื่องจากได้ชำระเงินแทนผู้เสียหายทั้งห้าไปตามฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ให้จำคุก 1 ปี คำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่นางแสงไร วงศ์ขัติย์ จำนวน170,000 บาท นายอนันต์หรือน้อย วงศ์ขัติย์ จำนวน 80,000 บาท นายมูล ใฝ่ใจ จำนวน100,000 บาท นายศรี ใฝ่ใจ จำนวน 100,000 บาท นายใจ ใฝ่ใจ จำนวน 50,000บาท นายบุญมา กาเมืองลือ จำนวน 40,000 บาท นางจันทร์แก้ว นามจิต จำนวน40,000 บาท นายเลิศหรือเดิน เผ่าดี จำนวน 250,000 บาท นายหน้อยหรือน้อย ขัติยะจำนวน 130,000 บาท นายศรี ขัติยะ จำนวน 50,000 บาท และนางบุญทา เผ่าดีจำนวน 100,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดในข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และข้อหาจัดหางานให้คนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 นั้น ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นยุติว่า เมื่อนายกอบพล แก่นทอง และจำเลยไม่สามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งห้ากับคนหางานอื่น ๆ เดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตามที่ตกลงไว้ ผู้เสียหายทั้งห้าจึงเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดพะเยาและรออยู่จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2536 จึงทราบว่านายกอบพลหลบหนีไป การที่ผู้เสียหายทั้งห้าถูกนายกอบพลหลอกลวงนั้นเกิดจากมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยด้วยต่อมาจำเลยได้ยอมรับผิดชดใช้เงินแก่คนหางาน 5 คน ที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อจัดหางานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และข้อหาจัดหางานให้คนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกฟ้องความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศโดยมิได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะฎีกาว่าจำเลยกระทำผิดในความผิดสองฐานนี้อีกไม่ได้ ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 348ผู้เสียหายทั้งห้าต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ผู้เสียหายทั้งห้ารู้ว่านายกอบพลซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยได้หลบหนีไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2536 และรู้ว่าจำเลยยอมรับผิดชดใช้เงินแก่คนหางาน 5 คน ที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อจัดหางานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 แสดงว่าผู้เสียหายทั้งห้ารู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2536 แต่ผู้เสียหายทั้งห้าโดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดพะเยาผู้ดำเนินการแทนได้ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2537 ซึ่งเกินเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม. 30 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นาย โสภณ วิเลปนานนท์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2545
#45318
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่าล่า นั้น ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ได้ให้คำนิยามไว้ว่าหมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก ส่วนคำบรรยายฟ้องต่อมาเป็นการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการล่าโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใด ซึ่งน่าจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องโจทก์จึงหาได้เคลือบคลุมไม่

ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกัน จำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง และการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบ แยกต่างหากจากการเป็นเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ (Order) Scleractinia และในอันดับ (Order) Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ. 2535 โดยใช้ตะกร้าพลาสติกจำนวน 1 ใบ และบุ้งกี๋จำนวน 1 ใบ เก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองดังกล่าวจากบริเวณชายหาดเกาะแรดนำใส่กระสอบและบรรทุกเรือประมงจำนวน 1 ลำ และมีซากหินปะการัง (แข็ง) จำนวน 38 กระสอบอันเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาโดยการกระทำผิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเหตุเกิดที่ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมซากหินปะการัง (แข็ง) จำนวน 38 กระสอบ กับตะกร้าพลาสติกจำนวน1 ใบ และบุ้งกี๋จำนวน 1 ใบ ซึ่งเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ในการกระทำความผิด และเรือประมงขนาด 3 วาเศษ จำนวน 1 ลำ ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 16, 19, 47, 57, 58 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ริบซากหินปะการัง (แข็ง) กับตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47, 57, 58 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก1 ปี 6 เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบซากหินปะการัง (แข็ง) ตะกร้าพลาสติก และบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 47 เคลือบคลุมเพราะไม่มีถ้อยคำว่าสัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ทำให้จำเลยเข้าใจว่าปะการังที่จำเลยเก็บนั้นเป็นปะการังที่ตายแล้ว จำเลยจึงรับสารภาพนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับScleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่าล่า นั้น ตามมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่าหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก ส่วนคำบรรยายฟ้องต่อมาเป็นการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการล่าโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใด ซึ่งน่าจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องโจทก์จึงหาได้เคลือบคลุมไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับสารภาพเพราะไม่เข้าใจคำฟ้องดังที่จำเลยฎีกา

จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา 16 และบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา 19 และมาตรา 47 ได้บัญญัติว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 16 และมาตรา 19... ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้ลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตราใดมาตราหนึ่งหรือหลายมาตราคราวเดียวกันที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 เพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกันจำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง และการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบ แยกต่างหากจากการเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครองถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดทั้งสองฐานออกจากกันเป็นข้อ ก และข้อ ข ชัดเจน และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 16 ม. 19 ม. 47 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาง บังอร แก้วอำไพหรือนิเต็ง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2545
#45759
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ล่า" ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 4 หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ฉะนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมหมายถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ โจทก์หาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีกไม่ส่วนรายละเอียดที่บรรยายฟ้องต่อมาถึงวิธีการล่าโดยการเก็บ หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดก็น่าจะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีคำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกันการที่จำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าดังกล่าวแยกต่างหากจากการเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ความผิดทั้งสองฐานนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ(Order) Scleratinia และในอันดับ (Order) Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยใช้ตะกร้าพลาสติกจำนวน1 ใบ และบุ้งกี๋จำนวน 1 ใบ เก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองดังกล่าวจากบริเวณชายหาดเกาะแรดนำใส่กระสอบและบรรทุกบนเรือประมงจำนวน 1 ลำและมีซากหินปะการัง (แข็ง) จำนวน 38 กระสอบ อันเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาโดยการกระทำผิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี ตามวันเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมซากหินปะการัง (แข็ง)จำนวน 38 กระสอบ กับตะกร้าพลาสติกจำนวน 1 ใบ และบุ้งกี๋จำนวน 1 ใบ ซึ่งเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ในการกระทำความผิด และเรือประมงขนาด 3 วาเศษ จำนวน 1 ลำซึ่งเป็นของผู้อื่นที่มิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 16,19, 47, 57, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบซากหินปะการัง (แข็ง) กับตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47, 57, 58 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก1 ปี 6 เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบซากหินปะการัง (แข็ง) ตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาล่าสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 47 เคลือบคลุมเพราะไม่มีถ้อยคำว่าสัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ทำให้จำเลยเข้าใจว่าปะการังที่จำเลยเก็บนั้นเป็นปะการังที่ตายแล้ว จำเลยจึงรับสารภาพนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับScleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่าล่านั้น ตามมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมหมายความถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก ส่วนคำบรรยายฟ้องต่อมาเป็นการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการล่าโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใด ซึ่งน่าจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีคำฟ้องโจทก์จึงหาได้เคลือบคลุมไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยรับสารภาพเพราะไม่เข้าใจคำฟ้อง ดังที่จำเลยฎีกา

จำเลยฎีกาข้อหนึ่งว่า พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา 16 และบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา 19 และมาตรา 47 ได้บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 16 และมาตรา 19 ... ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้ลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตราใดมาตราหนึ่งหรือหลายมาตราคราวเดียวกันที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47เพียงกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น เห็นว่าการที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกันจำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง และการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบแยกต่างหากจากการเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดทั้งสองฐานออกจากกันเป็นข้อ ก และ ข้อ ขชัดเจน และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้ชอบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า การกระทำความผิดของจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรง จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดาซึ่งแก่ชราและบุตรอีก 1 คน ที่ยังอยู่ในวัยเรียน การลงโทษจำคุกจำเลยไม่เป็นผลดีต่อสังคม ขอให้ลงโทษปรับและคุมความประพฤติแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ซากปะการังแข็งที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีจำนวนถึง38 กระสอบ แม้โจทก์จะมิได้ระบุถึงน้ำหนักของซากปะการังแข็งทั้ง 38 กระสอบ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยในลักษณะของคนทั่วไปที่ต้องทำมาหาเลี้ยงครอบครัวจำเลยมิได้กระทำความผิดนี้โดยลำพังแต่ได้ร่วมกับพวก จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่า จำเลยเก็บและมีไว้ในครอบครองซึ่งปะการังแข็งมากขึ้นเพียงใดทรัพยากรทางทะเลของสังคมโลกย่อมถูกทำลายมากขึ้นตามไปด้วย จำเลยจะอ้างว่าจำเลยมิได้ล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจำเลยเพียงแต่เก็บซากปะการังแข็งที่ตายแล้วตามชายหาดย่อมไม่ได้เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม. 4 ม. 16 ม. 19 ม. 47 ม. 57 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาง บังอร แก้วอำไพหรือนิเต็ง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2545
#99771
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่า "ล่า" นั้นตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้น ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก คำฟ้องโจทก์หาได้เคลือบคลุมไม่

การจะพิจารณาว่า การกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์คุ้มครองมีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกัน จำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครองและการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน 38 กระสอบ แยกต่างหากจากการเก็บหรือทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔, ๖, ๑๖, ๑๙, ๔๗, ๕๗, ๕๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบซากหินปะการัง (แข็ง) กับตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๖, ๑๙ วรรคหนึ่ง, ๔๗, ๕๗, ๕๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๑๒ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบซากหินปะการัง (แข็ง) ตะกร้าพลาสติกและบุ้งกี๋ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๖, ๔๗ เคลือบคลุม เพราะไม่มีถ้อยคำว่า สัตว์ป่าคุ้มครองที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ทำให้จำเลยเข้าใจว่า ปะการังที่จำเลยเก็บนั้นเป็นปะการังที่ตายแล้ว จำเลยจึงรับสารภาพนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันล่าปะการังแข็งทุกชนิดในอันดับ Scleractinia และ Stylasterina ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งคำว่า ล่า นั้น ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ให้คำนิยามไว้ว่า หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันล่าปะการังแข็งซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองย่อมหมายความถึงปะการังนั้นไม่มีเจ้าของและ อยู่เป็นอิสระโดยหาต้องบรรยายถ้อยคำดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอีก ส่วนคำบรรยายฟ้องต่อมาเป็นการบรรยายรายละเอียดถึงวิธีการล่าโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใด ซึ่งน่าจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องโจทก์จึงหาได้เคลือบคลุมไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้จำเลยรับสารภาพเพราะไม่เข้าใจคำฟ้อง ดังที่จำเลยฎีกา

จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา ๑๖ และบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๔๗ ได้บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๙ ?ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์ให้ลงโทษผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตราใดมาตราหนึ่งหรือหลายมาตราคราวเดียวกันที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๗ เพียงกรรมเดียว ไม่ใช่หลายกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญ ความผิดฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง มีองค์ประกอบของความผิดแตกต่างกันและแยกต่างหากจากกันจำเลยล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยการเก็บหรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่สัตว์ป่าคุ้มครองย่อมเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยเก็บหรือทำอันตราย แก่สัตว์ป่าคุ้มครอง และการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง จำนวน ๓๘ กระสอบตามฟ้อง ย่อมเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งในการที่จะครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวน ๓๘ กระสอบ แยกต่างหากจากการเก็บหรือ ทำอันตรายแก่สัตว์ป่าคุ้มครอง ถือได้ว่าความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแยกความผิดทั้งสองฐานออกจากกันเป็นข้อ ก และ ข้อ ข ชัดเจน และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานโดยอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ มาด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ม. 4 ม. 6 ม. 16 ม. 19 ม. 47 ม. 57 ม. 58
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางบังอร แก้วอำไพหรือนิเต็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายกำพล สุกีธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2545
#46142
เปิดฉบับเต็ม

นายทะเบียนท้องถิ่น คือ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งการเกิด การตาย ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรฯ ตามมาตรา 18 ถึงมาตรา 22 รวมทั้งมีฐานะเป็น"นายทะเบียน" ผู้มีอำนาจเพิกถอนหลักฐานทะเบียนตามมาตรา 10 และมาตรา 8(5)วรรคสอง บัญญัติให้ผู้อำนวยการเขตเป็นนายทะเบียนท้องถิ่นคดีนี้หากการจัดทำสูติบัตรเด็กชาย ภ. มิชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอน คือนายทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไทหรือผู้อำนวยการเขตพญาไท ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งการเกิดของเด็กชาย ภ. แต่เมื่อมีการปรับปรุงแบ่งเขตปกครองเสียใหม่ เป็นผลให้อำนาจพิจารณาสั่งเพิกถอนสูติบัตรเด็กชาย ภ. เป็นของนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวี และโจทก์ได้ร้องขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีซึ่งได้พิจารณาสั่งไม่เพิกถอนสูติบัตรเด็กชาย ภ. โดยให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาลต่อไป แต่กรุงเทพมหานครจำเลยมิใช่นายทะเบียนท้องถิ่นผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรฯ โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชาย ภ. มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้วซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไท ลงวันที่ 26 เมษายน 2528 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิเหมือนแก้ว หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 10วรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่า การดำเนินการแจ้ง การรับแจ้งการบันทึก หรือการลงรายการเพื่อดำเนินการจัดทำหลักฐานทะเบียนต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายระเบียบหรือโดยอำพรางหรือโดยมีรายการข้อความผิดจากความเป็นจริงให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งไม่รับแจ้ง จำหน่ายรายการทะเบียน เพิกถอนหลักฐานทะเบียนและดำเนินการแก้ไขข้อความรายการทะเบียนให้ถูกต้องแล้วแต่กรณี" มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้บัญญัติว่า "นายทะเบียน"หมายความว่า นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกลาง นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานครนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนจังหวัด นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนอำเภอนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนสาขา นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนเฉพาะกิจ และนายทะเบียนผู้รับแจ้งและให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายทะเบียนหรือผู้ช่วยนายทะเบียน

"นายทะเบียนผู้รับแจ้ง" หมายความว่า นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่นและผู้ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้กำหนดให้มีหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้ง การเกิด การตายการย้ายที่อยู่ การสร้างบ้านใหม่ การรื้อบ้าน และการกำหนดเลขประจำบ้านโดยได้กำหนดขอบเขตหน้าที่ดังกล่าวไว้ ฯลฯ

ดังนั้น นายทะเบียนท้องถิ่น คือ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งการเกิด การตาย ฯลฯตามมาตรา 18 ถึงมาตรา 22 รวมทั้งมีฐานะเป็น "นายทะเบียน" ผู้มีอำนาจเพิกถอนหลักฐานทะเบียนตามมาตรา 10 และมาตรา 8(5) วรรคสองบัญญัติให้ผู้อำนวยการเขตเป็นนายทะเบียนท้องถิ่น กรณีตามฟ้องหากการจัดทำสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้วมิชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอน คือ นายทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไท หรือผู้อำนวยการเขตพญาไท ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งการเกิดของเด็กชายภาคภูมิเหมือนแก้ว แต่เมื่อมีการปรับปรุงแบ่งเขตปกครองเสียใหม่ เป็นผลให้อำนาจพิจารณาสั่งเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เป็นของนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีและโจทก์ทั้งสามได้ร้องขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีซึ่งได้พิจารณาสั่งไม่เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว โดยให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิทางศาลต่อไป แต่จำเลยมิใช่นายทะเบียนท้องถิ่นผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 โจทก์ทั้งสามจะฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิเหมือนแก้ว มิได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 8 (5) ม. 10 วรรคสาม ม. 18 ม. 19 ม. 20 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แดง แซ่เฮง กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2545
#46553
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครไม่ใช่นายทะเบียนผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจฟ้องบังคับกรุงเทพมหานครให้เพิกถอนสูติบัตรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้วซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่น เขตพญาไท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 กำหนดให้การออกหรือเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนโดยเฉพาะ จำเลยมิใช่นายทะเบียนตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ไม่มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางม๋วย แซ่เฮง เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นางม๋วยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2535 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางสาววรรณา วรรณธนปรีดา หรือนางวรรณา วัชวงศ์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางม๋วยร่วมกันตามคำพิพากษาศาลฎีกานายเจริญ เหมือนแก้ว อยู่กินฉันสามีภริยากับนางม๋วย และเป็นผู้คัดค้านคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางสาววรรณา วรรณธนปรีดา หรือนางวรรณาวัชวงศ์ ระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของนางม๋วย โจทก์ทั้งสามเห็นว่าสูติบัตรตามเอกสารหมาย จ.8 ที่ระบุว่า เด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เป็นบุตรนางม๋วยและนายเจริญไม่ถูกต้องด้วยเหตุนางม๋วยไม่มีบุตร เด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว มิใช่บุตรของนางม๋วยหากแต่เป็นเด็กกำพร้าที่นายเจริญขอจากกรมประชาสงเคราะห์แล้วจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ทั้งสามอ้างว่าสูติบัตรตามเอกสารหมาย จ.8 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางม๋วยยื่นคำร้องต่อสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีตามเอกสารหมาย จ.22 ขอเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้โดยเรือโทวารินทร์ เดชเจริญ ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีปฏิบัติราชการแทนนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการโดยอาศัยขั้นตอนของศาล ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว ตามเอกสารหมาย จ.8 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่า การดำเนินการแจ้ง การรับแจ้ง การบันทึก หรือการลงรายการเพื่อดำเนินการจัดทำหลักฐานทะเบียนต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบหรือโดยอำพราง หรือโดยมีรายการข้อความผิดจากความเป็นจริง ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งไม่รับแจ้ง จำหน่ายรายการทะเบียน เพิกถอนหลักฐานทะเบียน และดำเนินการแก้ไขข้อความรายการทะเบียนให้ถูกต้องแล้วแต่กรณี" มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้บัญญัติว่า "นายทะเบียน" หมายความว่า นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกลาง นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนจังหวัด นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนสาขา นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนเฉพาะกิจ และนายทะเบียนผู้รับแจ้ง และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายทะเบียนหรือผู้ช่วยนายทะเบียน

"นายทะเบียนผู้รับแจ้ง" หมายความว่า นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่นและผู้ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้กำหนดให้มีหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้งการเกิด การตายการย้ายที่อยู่ การสร้างบ้านใหม่ การรื้อบ้าน และการกำหนดเลขประจำบ้าน โดยได้กำหนดขอบเขตหน้าที่ดังกล่าวไว้ ฯลฯ

ดังนั้นนายทะเบียนท้องถิ่น คือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งการเกิด การตาย ฯลฯตามมาตรา 18 ถึงมาตรา 22 รวมทั้งมีฐานะเป็น "นายทะเบียน" ผู้มีอำนาจเพิกถอนหลักฐานทะเบียนตามมาตรา 10 และมาตรา 8(5) วรรคสอง บัญญัติให้ผู้อำนวยการเขตเป็นนายทะเบียนท้องถิ่น กรณีตามฟ้องหาการจัดทำสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เอกสารหมาย จ.8 มิชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนคือนายทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไท หรือผู้อำนวยการเขตพญาไท ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งการเกิดของเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว แต่เมื่อมีการปรับปรุงแบ่งเขตปกครองเสียใหม่เป็นผลให้อำนาจพิจารณาสั่งเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เป็นของนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีและโจทก์ทั้งสามได้ร้องขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีซึ่งได้พิจารณาสั่งตามบันทึกในเอกสารหมาย จ.22 ไม่เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว โดยให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิทางศาลต่อไป แต่จำเลยมิใช่นายทะเบียนท้องถิ่นผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 โจทก์ทั้งสามจะฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว มิได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 8 ม. 10 ม. 18 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แดง แซ่เฮง กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2545
#99867
เปิดฉบับเต็ม

กรุงเทพมหานครไม่ใช่นายทะเบียนผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจฟ้องบังคับกรุงเทพมหานครให้เพิกถอนสูติบัตรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว ซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ กำหนดให้การออกหรือเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนโดยเฉพาะ จำเลยมิใช่นายทะเบียนตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ไม่มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนางม๋วย แซ่เฮง เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นางม๋วยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๕ โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนางสาววรรณา วรรณธนปรีดา หรือนางวรรณา วัชวงค์ เป็นผู้จัดการมรดกของนางม๋วยร่วมกันตามคำพิพากษาศาลฎีกา นายเจริญ เหมือนแก้ว อยู่กินฉันสามีภริยากับนางม๋วย และเป็นผู้คัดค้านคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนางสาววรรณา วรรณธนปรีดา หรือนางวรรณา วัชวงค์ ระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของนางม๋วย โจทก์ทั้งสามเห็นว่าสูติบัตรตามเอกสารหมาย จ.๘ ที่ระบุว่า เด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เป็นบุตรนางม๋วยและนายเจริญไม่ถูกต้องด้วยเหตุนางม๋วยไม่มีบุตร เด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว มิใช่บุตรของนางม๋วย หากแต่เป็นเด็กกำพร้าที่นายเจริญขอจากกรมประชาสงเคราะห์แล้วจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ทั้งสามอ้างว่าสูติบัตรตามเอกสารหมาย จ.๘ ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ ๒ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางม๋วยยื่นคำร้องต่อสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีตามเอกสารหมาย จ.๒๒ ขอเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้โดยเรือโทวารินทร์ เดชเจริญ ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีปฏิบัติราชการแทนนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๒ ดำเนินการโดยอาศัยขั้นตอนของศาล ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว ตามเอกสารหมาย จ.๘ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่า การดำเนินการแจ้ง การรับแจ้ง การบันทึก หรือการลงรายการเพื่อดำเนินการจัดทำหลักฐานทะเบียนต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบหรือโดยอำพราง หรือโดยมีรายการข้อความผิดจากความเป็นจริง ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งไม่รับแจ้ง จำหน่ายรายการทะเบียน เพิกถอนหลักฐานทะเบียน และดำเนินการแก้ไขข้อความรายการทะเบียนให้ถูกต้องแล้วแต่กรณี" มาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้บัญญัติว่า "นายทะเบียน" หมายความว่า นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกลาง นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานคร นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนจังหวัด นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนสาขา นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนเฉพาะกิจ และนายทะเบียนผู้รับแจ้ง และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนายทะเบียนหรือผู้ช่วยนายทะเบียน

"นายทะเบียนผู้รับแจ้ง" หมายความว่า นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น และผู้ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้กำหนดให้มีหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้งการเกิด การตาย การย้ายที่อยู่ การสร้างบ้านใหม่ การรื้อบ้าน และการกำหนดเลขประจำบ้าน โดยได้กำหนดขอบเขตหน้าที่ดังกล่าวไว้ ฯลฯ

ดังนั้นนายทะเบียนท้องถิ่น คือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งการเกิด การตาย ฯลฯ ตามมาตรา ๑๘ ถึงมาตรา ๒๒ รวมทั้งมีฐานะเป็น "นายทะเบียน" ผู้มีอำนาจเพิกถอนหลักฐานทะเบียนตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๘ (๕) วรรคสอง บัญญัติให้ผู้อำนวยการเขตเป็นนายทะเบียนท้องถิ่น กรณีตามฟ้องหากการจัดทำสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เอกสารหมาย จ.๘ มิชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนคือนายทะเบียนท้องถิ่นเขตพญาไท หรือผู้อำนวยการเขตพญาไท ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งการเกิดของเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว แต่เมื่อมีการปรับปรุงแบ่งเขตปกครองเสียใหม่เป็นผลให้อำนาจพิจารณาสั่งเพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว เป็นของนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีและโจทก์ทั้งสามได้ร้องขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวีซึ่งได้พิจารณสั่งตามบันทึกในเอกสารหมาย จ.๒๒ ไม่เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว โดยให้โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิทางศาลต่อไป แต่จำเลยมิใช่นายทะเบียนท้องถิ่นผู้มีอำนาจเพิกถอนสูติบัตรตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ โจทก์ทั้งสามจะฟ้องบังคับจำเลยให้เพิกถอนสูติบัตรเด็กชายภาคภูมิ เหมือนแก้ว มิได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 8 ม. 10 ม. 18 ม. 22
ชื่อคู่ความ
กับพวก — นายแดง แซ่เฮง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2545
#45758
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายคำฟ้องโดยตั้งประเด็นกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ ช. ผู้คัดค้านในทำนองให้รับผิดฐานละเมิด แต่ในคำฟ้องของโจทก์คงบรรยายฟ้องลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 2 ไม่พิจารณาหลักฐานให้รอบคอบถูกต้องชัดเจนโดยไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 พิจารณาหลักฐานไม่รอบคอบอย่างไรกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำขอท้ายคำฟ้องโจทก์ขอเพียงให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งของสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการสาขาบางพลี ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1020 ให้แก่โจทก์ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานละเมิดแต่มีลักษณะเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 60 ซึ่งโจทก์ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 60 กำหนด ด้วยการฟ้อง ช. ผู้คัดค้าน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2

ตามประมวลกฎหมายที่ดินฯ มาตรา 60 บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสั่งการไปตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ ช. ผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญ คำดี เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่1020 จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐระดับกรม มีจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 เพื่อนำมาแบ่งแก่ทายาทของนายบุญ แต่จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ที่ 22/2542 ให้ออกโฉนดที่ดินแก่นางชิต เกตุสำอางค์ ผู้คัดค้านซึ่งไม่มีสิทธิตามกฎหมายจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปราศจากความระมัดระวังไม่พิจารณาพยานหลักฐานให้รอบคอบ อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ที่ 22/2542เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินเลขที่1020 แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญ คำดี ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐระดับกรม มีจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัด ตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2541 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 12 ตารางวา ตำบลศีรษะจรเข้ กิ่งอำเภอบางเสาธง (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ต่อจำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นที่ดินของนายบุญเจ้ามรดกซึ่งตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ 2 สั่งการให้เจ้าหน้าที่รังวัดดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของโจทก์แต่มีนางชิต เกตุสำอางค์ คัดค้านการรังวัดทั้งแปลงอ้างว่าตนครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2505 จำเลยที่ 2 ให้โจทก์และนางชิตเจรจาทำความตกลงกัน แต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ 2 สอบสวนเปรียบเทียบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำสั่งที่ 22/2542 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ให้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางชิตผู้คัดค้าน หากโจทก์ไม่พอใจให้ไปดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาให้ออกโฉนดที่ดินแก่นางชิต โจทก์ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้พิจารณาหลักฐานโดยรอบคอบเป็นการใช้ดุลพินิจในทางที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโจทก์มิได้กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองไม่มีอำนาจหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษานั้นเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายคำฟ้องโดยตั้งประเด็นกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นางชิตผู้คัดค้านในทำนองให้รับผิดฐานละเมิดก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์คงบรรยายฟ้องลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 2 ไม่พิจารณาหลักฐานให้รอบคอบถูกต้องชัดเจนโดยมิได้บรรยายข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 พิจารณาหลักฐานไม่รอบคอบอย่างไร กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างไรรวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลวันเวลาและสถานที่ที่เกี่ยวข้องตามสมควร ความเสียหายที่อ้างว่าได้รับก็มีเพียงโจทก์ไม่ได้รับโฉนดที่ดินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายบุญ ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะใด โจทก์มิได้บรรยายไว้เช่นกันนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำขอท้ายคำฟ้องโจทก์ขอเพียงให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งของสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ที่ 22/2542 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1020 ตำบลศีรษะจรเข้ กิ่งอำเภอบางเสาธง (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน12 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานละเมิด แต่มีลักษณะเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 60 นั่นเอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 กำหนดให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง กรณีดังกล่าวหมายถึงให้คู่กรณีฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน โดยเจ้าพนักงานที่ดินจะรอเรื่องการออกโฉนดไว้ในระหว่างนั้น เมื่อศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใด จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามในชั้นนี้โจทก์ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60กำหนด ด้วยการฟ้องนางชิตผู้คัดค้านโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2534 ระหว่างนางพรทิพย์ วิพันธ์ โจทก์นายสุจินต์ ตินทุกะสิริ จำเลย ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 2 มีอำนาจเพียงสั่งการให้โจทก์และนางชิตไปดำเนินการฟ้องต่อศาลเมื่อศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของใครจำเลยที่ 2 จึงจะดำเนินการต่อไป จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นางชิตการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสั่งการไปตามที่เห็นสมควร จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นางชิตได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ป.ที่ดิน ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จุฑามาส แพทย์พันธุ์
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709/2545
#45317
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยกลับจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคาร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์โดยการปลอดจำนองเช่นเดิม แต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วนจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางสาคร เฮงสิ 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1255 เนื้อที่ 4 ไร่ 92 ตารางวา และที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกันกับที่ดินแปลงแรกแต่มีลำห้วยสาธารณประโยชน์คั่นกลาง ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงแรกเป็นโฉนดเลขที่ 12420 ส่วนที่ดินพิพาทนั้น เจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า หากออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์จะยุ่งยากเนื่องจากมีเหตุขัดข้องของวิธีการรังวัด จึงแนะนำให้ออกโฉนดที่ดินในนามของจำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกันก่อนแล้วให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์ต่อไป โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นญาติกันจึงยินยอมเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 12999 โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยละเลยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยนางถม ธรรมนารักษ์ย่าของจำเลยยกให้ตั้งแต่ปี 2524 จำเลยได้ครอบครองก่อสร้างทำประโยชน์ตลอดมา สำรวจแบ่งออกเป็น 2 แปลง เนื่องจากมีลำห้วยสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน และได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยคือโฉนดเลขที่ 12999 โดยไม่มีผู้คัดค้านทั้งการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทก็ไม่มีผู้คัดค้านเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แทนโจทก์ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จำเลยไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยแล้ว ดังนี้จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยการปลอดจำนองเช่นเดิมแต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 810
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เกษร ธรรมนารักษ์
จำเลย — นาย จรัญ ธรรมนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709/2545
#46141
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 247 โดยศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่งแต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคาร พ. โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วย ดังนี้ จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนองเช่นเดิม แต่การไถ่ถอนจำนองจำเลยผู้จำนองจะต้องไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองครบถ้วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นตามลำดับต่อไปได้จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางสาคร เฮงสิ 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1255 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 4 ไร่ 92 ตารางวา และที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงแรกแต่มีลำห้วยสาธารณประโยชน์คั่นกลาง ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินแปลงแรกเป็นโฉนดเลขที่ 12420 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ส่วนที่ดินพิพาทนั้นเจ้าพนักงานรังวัดแจ้งว่า หากออกโฉนดที่ดินเป็นของโจทก์จะยุ่งยากเนื่องจากมีเหตุขัดข้องของวิธีการรังวัด จึงแนะนำให้ออกโฉนดที่ดินในนามของจำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้เคียงกันก่อนแล้วให้จำเลยโอนให้แก่โจทก์ต่อไป โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นญาติกันจึงยินยอม เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 12999ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยละเลยไม่ยอมโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร และจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียหายค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จำเลยไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยแล้ว ดังนี้ จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนองเช่นเดิม แต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 238 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เกษร ธรรมนารักษ์
จำเลย — นาย จรัญ ธรรมนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4709/2545
#46552
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นตัวแทนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการจำเลยต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์โดยปลอดจำนอง แต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติดังกล่าวก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นนั้นไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยนางถม ธรรมนารักษ์ ย่าของจำเลยยกให้ตั้งแต่ปี 2524 จำเลยได้ครอบครองก่อสร้างทำประโยชน์ตลอดมา เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรวมอยู่ในแปลงเดียวกันกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1260 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรต่อมาทางราชการได้ประกาศให้มีการออกโฉนดที่ดิน จำเลยจึงนำเจ้าพนักงานที่ดินเดินสำรวจแบ่งออกเป็น 2 แปลง เนื่องจากมีลำห้วยสาธารณประโยชน์ตัดผ่าน และได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยคือโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ทั้งการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทก็ไม่มีผู้คัดค้านเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาทแทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วย มาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12999 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพขณะที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แต่หลังจากจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จำเลยไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายมาด้วยแล้ว ดังนี้จำเลยจึงต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์โดยปลอดจำนองเช่นเดิม แต่การไถ่ถอนจำนอง จำเลยผู้จำนองจะต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน ที่ดินพิพาทจึงจะปลอดจำนอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ไม่อาจดำเนินการบังคับคดีให้เป็นเป็นตามลำดับต่อไปได้ จึงเป็นกรณีสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น หาเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 744 ม. 812
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 273
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เกษร ธรรมนารักษ์
จำเลย — นาย จรัญ ธรรมนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา