ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์จำนวน 37,505 บาท จึงให้วางเงินดังกล่าวภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2544 มิฉะนั้นจะไม่รับฎีกา และต่อมามีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ภายในกำหนด จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด
จำเลยทั้งสองเห็นว่า การยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นขอให้พิจารณาคดีใหม่ มิใช่เป็นการคัดค้านในเนื้อหาของคำพิพากษาของศาล จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,267,174.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,143,808.08 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่
ในชั้นไต่สวนจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีติดต่อกันรวม 5 ครั้ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่วางศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 64)
จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 67)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว แม้จะเป็นการฎีกาในปัญหาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่ก็ตาม จำเลยก็ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยได้เสนอหลักประกันมาด้วยแล้ว
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในชั้นนี้ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ยกคำร้อง
การเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. หมายเลข 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนันฯ ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบด้วยแต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันฯ มาตรา 4 แต่เป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งมาตรา 4 ทวิ วรรคสองกำหนดให้ "การเล่น" หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วยการเล่นการพนันดังกล่าวต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยทั้งสองเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดตามมาตรา 4 ทวิ การที่โจทก์อ้างมาตรา 4 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นในชั้นฎีกา และย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 16 ปีเศษ และกำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยการอาชีพรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน ได้เบิกความถึงพฤติการณ์ ขณะที่ถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกข่มขืนกระทำชำเราเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดสอดคล้องสมจริงยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้น หากมิได้เกิดขึ้นจริงย่อมเป็นการผิดวิสัยที่หญิงสาวจะปั้นแต่งเรื่องที่ตนถูกชายหลายคนข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรงขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสี่ ทั้งขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างจากเทียนไขและไฟแช็กที่พวกจำเลยจุดและผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสี่ในระยะใกล้ ในวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่กับพวก จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริงประกอบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ก็รับว่าวันเกิดเหตุไปที่สถานที่เกิดเหตุจริง โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ได้ยินเพื่อนที่ร่วมดื่มเบียร์ในกลุ่มพูดว่าจะเอาผู้หญิงสองคนจากนั้นเพื่อนคนที่พูดก็ฉุดผู้เสียหายเข้าไปในขนำส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งฉุดนางสาว ส. ไปข้างภูเขา ส่วนที่จำเลยที่ 3อ้างว่าไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แม้แพทย์จะตรวจผู้เสียหายไม่พบรอยบาดแผลใดภายนอก และตรวจภายในพบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่าไม่พบบาดแผลใหม่ใด ๆ ตรวจหาเชื้ออสุจิและแอซิดฟอสฟาเตสไม่พบและไม่พบร่องรอยของการร่วมประเวณี แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับแฟนมาก่อน ทั้งผู้เสียหายได้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนไปให้แพทย์ตรวจซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุแล้ว 1 วัน แพทย์เองก็ให้ความเห็นว่า หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราและตรวจไม่พบเชื้ออสุจิมิได้หมายความว่าไม่ถูกกระทำชำเราซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ หากเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่าก็อาจเป็นไปได้ว่าไม่สามารถที่จะตรวจพบหาร่องรอยข่มขืนกระทำชำเราภายในได้ดังนั้น แม้แพทย์จะตรวจไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณีก็ไม่ถึงกับทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา
การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กตามเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 104(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯนั้น ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบปีสี่ปีบริบูรณ์เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 104 ซึ่งจะต้องระบุให้ชัดเจนไว้ในคำพิพากษาด้วยว่าเมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่เมื่อคำนวณระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวสั่งให้นำตัวจำเลยทั้งสี่ไปฝึกและอบรมขั้นสูง 4 ปีจึงเกินกว่าจำเลยทั้งสี่มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติข้างต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้
ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า คดีนี้จำเลยที่ 1มิได้วางเงินชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความในศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดให้เป็นค่าทนายความ 2,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 17 เมษายน 2540) มาจนถึงวันอุทธรณ์รวมเวลาแล้วประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมในการอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 จำต้องวางต่อศาลตามกฎหมาย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาเป็นการมิชอบ ขอศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย
หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่แถลงคัดค้าน (อันดับ 114,115)
ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5234 เลขที่ดิน 71 หน้าสำรวจ 289 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งขายฝากและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าวของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่ให้โจทก์เป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้อง(วันที่ 17 เมษายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาทอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องเดือนละ 1,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้รับการรับรองจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้หรือไม่ จึงไม่รับอุทธรณ์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ (อันดับที่ 98)
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 นำมาขายฝากโจทก์ไว้แล้วไม่ไถ่คืนภายในเวลากำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปจึงฟ้องขับไล่ จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากดังกล่าวเพื่ออำพรางนิติกรรมจำนอง ความจริงเป็นการจำนองที่ดินและอาคารพิพาทกัน เท่ากับจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าที่ดินและอาคารพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำไปจำนองโจทก์ไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เท่านั้น จึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทมาแล้วว่ามีราคา 6,000,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีนี้ก็ยังเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท ไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้ (อันดับ 111)
คำสั่ง
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นที่สุดโดยไม่อาจฎีกาต่อไปได้อีก สำหรับปัญหาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่วางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนให้ครบถ้วน จะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป
จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้เสนอความเท็จต่อศาล จนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์ต่อมานายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ แล้วว่าคำเบิกความของตนเป็นความเท็จ ดังนั้นเพื่อให้โจทก์ได้พิสูจน์ความไม่สุจริตของจำเลย และเพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมถูกต้อง โจทก์จึงขอระบุพยานเพิ่มเติม ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมที่ยื่นมาพร้อมคำร้องนี้
หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 783 และ 785 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และโฉนดที่ดินเลขที่ 16901 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นโมฆะ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 123,125)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่านายกิตติเอ็นดูราษฎร์ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ว่า คำเบิกความของตนเป็นความเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์ก็ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ เป็นพยาน แม้โจทก์จะไม่ติดใจสืบนายกิตติเป็นพยานในศาลชั้นต้นแต่นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ก็ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม ยกคำร้อง
ความว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกรับผิดยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางอองเอ็นดูราษฎร์ที่ขายให้กับโจทก์และพินัยกรรมเอกสารหมายจ.6นั้นนางอองเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำขึ้นในขณะหลงลืมไปแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่และสำคัญต่อคดี ซึ่งโจทก์ไม่อาจเสนอต่อศาลชั้นต้นได้ จึงขอให้ศาลโปรดนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์กับมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้
1. นางอองได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมานับแต่วันทำสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหรือไม่
2. พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และสัญญายกให้ที่ดิน เอกสารหมาย ล.4นางอองทำขึ้นในขณะที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่
3. ทายาทอื่นของนางอองรู้ถึงการครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์หรือไม่
4. ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 เป็นที่ดินส่วนของนางอองเอ็นดูราษฎร์ หรือไม่ และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ด้วย
หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 783 และ 785 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และโฉนดที่ดินเลขที่ 16901 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นโมฆะ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 123,124)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อ้างว่า นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกยอมรับผิดยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางออง เอ็นดูราษฎร์ที่ขายให้แก่โจทก์และพินัยกรรมเอกสารหมายจ.6นางอองเอ็นดูราษฎร์ได้ทำขึ้นขณะหลงลืมไปแล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่และสำคัญต่อคดี ซึ่งโจทก์ไม่อาจเสนอต่อศาลชั้นต้นได้ เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้อ้างนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ เป็นพยาน และนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ก็ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้แล้ว จึงไม่สมควรที่จะสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240(2) ประกอบมาตรา 247 ให้ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป จึงเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืน ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จึงไม่รับฎีกา
จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประกาศขายทอดตลาดจึงไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาด จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้มาดูแลการขายทอดตลาด และไม่ได้ติดต่อนำผู้ที่จะเข้าประมูลซื้อทรัพย์ไปทำการประมูลแข่งขันราคาให้สูงขึ้น ไม่ใช่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการส่งประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย
หมายเหตุ โจทก์และผู้คัดค้านยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1256 ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรังของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยนางสมใจชัยวิริยะกุล เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบ ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสคัดค้านการประมูลของผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาต่ำไป การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและระงับการโอนให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์
ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 72)
จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 74)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสคัดค้านการประมูลของผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาต่ำไปนั้น แม้ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งกระบวนการในการบังคับคดี มิใช่โต้แย้งเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์ในราคาต่ำเกินควร ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายแจ้งวันนัดขายทอดตลาดไปส่งที่บ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีชื่อในทะเบียนบ้านหลังดังกล่าวและพักอาศัยในขณะยื่นคำร้องนี้ บุตรสาวของจำเลยที่ 2 รับหมายแจ้งวันนัดขายทอดตลาดไว้แทน แต่มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ต่อมาจำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ก็มิได้ย้ายทะเบียนบ้านและมิได้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบด้วย ดังนี้ ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 318/2544 ผู้ร้องจึงขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 25
หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93)
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,478,680.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม2539) ต้องไม่เกิน 312,201.70 บาท ตามที่โจทก์ขอมา
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา (อันดับ 74)
คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 93)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 22 บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฯลฯ (3)ประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้และมาตรา 25 บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ดังนั้น จึงอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีเรื่องนี้แทนจำเลย (ลูกหนี้) ต่อไปตามคำร้อง
หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ยังไม่พอฟังว่าผู้เสียภาษีเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเสมอไป การเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏหากผู้เสียภาษีมิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงแล้วก็ไม่อาจมีสิทธิครอบครองที่ดินได้
สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกาและขอให้สืบพยานใหม่นั้น มิได้เข้าสู่สำนวนคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี เอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยฝ่ายเดียวมาตลอด จำเลยย่อมรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี แม้จะค้นหาเอกสารไม่พบก็อาจดำเนินการอื่นตามกฎหมายได้ การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งศาลชั้นต้นสืบพยานของคู่ความเสร็จและพิพากษาคดีแล้วกรณีไม่มีเหตุจะให้สืบพยานจำเลยใหม่
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์
คำสั่ง
พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาแล้วจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะให้มีการปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง
ความว่า เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีความประสงค์ขอเข้าสวมสิทธิในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมด้วย
หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่ค้าน (อันดับ 75-77)
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา (อันดับ 60)
คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 69)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และรับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดในคดีนี้จากโจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง
ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่ให้วินิจฉัยข้อกฎหมายในคำพิพากษา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งไว้แล้ว จำเลยทั้งสองชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ทันทีตามอุทธรณ์ฉบับนี้ไม่ได้ จึงไม่รับอุทธรณ์ฉบับนี้ของจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เป็นข้อกฎหมายที่หากศาลมีคำสั่งให้ส่งไปศาลฎีกาแล้วจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งสำนวน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้วินิจฉัยเมื่อมีคำพิพากษาโดยไม่ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกานั้น ถือว่าศาลสั่งเป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที เพราะถือว่าเป็นคำสั่งใด ๆตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบโปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองด้วย
หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,262,112.55 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 4,769,359.80บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า สมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวในคำพิพากษา
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ถ้อยคำสำนวนอันดับ 7)
จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (ถ้อยคำสำนวนอันดับ 1)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาชี้ขาดเรื่องอำนาจศาลว่า สมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวในคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า กรณีตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยเสียก่อน ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 9 บัญญัติไว้ จึงไม่ถูกต้อง และจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวทันที จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอาศัยเหตุตามความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองส่งมาให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาได้ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นสมควรให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ไว้พิจารณา และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินการต่อไป
ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกรณียื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายฎีกาแล้ว ไม่อาจจะอนุญาตให้ฎีกาในวันนี้ได้ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย
จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นฎีกาของจำเลยให้พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลขยายให้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดของทนายจำเลยที่เห็นตัวเลขวันที่ที่ศาลมีคำสั่งวันที่ 2 เป็นวันที่ 7 จึงได้นำฎีกามายื่นต่อศาลในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544ดังกล่าว และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ส่งฎีกาของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาตามลำดับแต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะส่งไปให้ผู้พิพากษาเพื่อมีคำสั่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยกล่าวไว้ในคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เพื่อลงลายมือชื่ออนุญาตฎีกา และรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 5 ปี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 89,88 แผ่นที่ 3)
จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยยื่นฎีกา พร้อมคำร้องขอให้อนุญาตฎีกา แต่ฎีกาและคำร้องของจำเลยดังกล่าวยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยาย ฉะนั้นไม่ว่าผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งอย่างไร ศาลชั้นต้นย่อมสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยอยู่แล้ว เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ที่จำเลยอ้างว่ายื่นฎีกาหลังพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายเพราะทนายจำเลยเห็นตัวเลขวันที่ในคำสั่งของศาลชั้นต้นผิดไปนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลยเอง มิใช่เหตุสุดวิสัยรับฟังไม่ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน
หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 75 แผ่นที่ 2)
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 310,934 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71 แผ่นที่ 3, ที่ 2)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10เมษายน 2540 จนถึงวันทราบคำสั่งนี้ และต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว ไม่เห็นสมควรจะให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งจำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลชั้นต้น ในชั้นนี้จึงไม่เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว
เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหมวกไหมพรม และกระเป๋าใส่เงินของกลาง จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจริบได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นว่ากล่าวและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225