คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 102/2545
#65803
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์จำนวน 37,505 บาท จึงให้วางเงินดังกล่าวภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2544 มิฉะนั้นจะไม่รับฎีกา และต่อมามีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ภายในกำหนด จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยทั้งสองเห็นว่า การยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นขอให้พิจารณาคดีใหม่ มิใช่เป็นการคัดค้านในเนื้อหาของคำพิพากษาของศาล จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,267,174.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,143,808.08 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ในชั้นไต่สวนจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีติดต่อกันรวม 5 ครั้ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่วางศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 64)

จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 67)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว แม้จะเป็นการฎีกาในปัญหาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่ก็ตาม จำเลยก็ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เอกอุดม แซ่ลี้ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ประดิษฐ์ ศรีเจริญ ทนายจำเลยทั้งสอง
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 99/2545
#65802
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยได้เสนอหลักประกันมาด้วยแล้ว

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ในชั้นนี้ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย พิชัย เรืองอรุณ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย กมล เรืองอรุณ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2545
#42085
เปิดฉบับเต็ม

การเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. หมายเลข 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนันฯ ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบด้วยแต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันฯ มาตรา 4 แต่เป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งมาตรา 4 ทวิ วรรคสองกำหนดให้ "การเล่น" หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วยการเล่นการพนันดังกล่าวต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยทั้งสองเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จึงมีความผิดตามมาตรา 4 ทวิ การที่โจทก์อ้างมาตรา 4 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นในชั้นฎีกา และย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาตตามบัญชี ข.หมายเลข 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ มีผู้นำเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมโพยรับแทงผลฟุตบอล 12 เล่ม เงินสด 7,900 บาท สมุดบัญชีรายรับ-จ่ายผลฟุตบอล 2 เล่ม เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง สมุดฉีก 5 เล่มปากกา 10 ด้าม เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในบันทึกคำฟ้องด้วยวาจา จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอลซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาตตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยจำเลยทั้งสองเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เห็นว่า การเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. หมายเลข 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบด้วย แต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 4ดังฟ้องอย่างไรก็ตามการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งมาตรา 4 ทวิ วรรคสองคำว่า "การเล่น" หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วยการเล่นพนันดังกล่าวต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยทั้งสองเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นในชั้นฎีกาและย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงที่จำเลยที่ 1 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2เป็นเจ้ามือจัดให้มีการพนันทายผลฟุตบอลขึ้นโดยผู้เข้าเล่นส่วนใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาซึ่งอยู่ในวัยเรียน การกระทำดังกล่าวเป็นการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุขมีผลกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน ถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม หากไม่มีมาตรการดำเนินการโดยเด็ดขาดปัญหานี้จะลุกลามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 ทวิ, 10, 12 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน ม. 4 ม. 4 ทวิ ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นาย อนันตชัย สุขสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 96 -ที่ 97/2545
#42735
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 16 ปีเศษ และกำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยการอาชีพรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่มาก่อน ได้เบิกความถึงพฤติการณ์ ขณะที่ถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกข่มขืนกระทำชำเราเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดสอดคล้องสมจริงยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้น หากมิได้เกิดขึ้นจริงย่อมเป็นการผิดวิสัยที่หญิงสาวจะปั้นแต่งเรื่องที่ตนถูกชายหลายคนข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรงขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสี่ ทั้งขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างจากเทียนไขและไฟแช็กที่พวกจำเลยจุดและผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสี่ในระยะใกล้ ในวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่กับพวก จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริงประกอบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 ก็รับว่าวันเกิดเหตุไปที่สถานที่เกิดเหตุจริง โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ได้ยินเพื่อนที่ร่วมดื่มเบียร์ในกลุ่มพูดว่าจะเอาผู้หญิงสองคนจากนั้นเพื่อนคนที่พูดก็ฉุดผู้เสียหายเข้าไปในขนำส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งฉุดนางสาว ส. ไปข้างภูเขา ส่วนที่จำเลยที่ 3อ้างว่าไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แม้แพทย์จะตรวจผู้เสียหายไม่พบรอยบาดแผลใดภายนอก และตรวจภายในพบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่าไม่พบบาดแผลใหม่ใด ๆ ตรวจหาเชื้ออสุจิและแอซิดฟอสฟาเตสไม่พบและไม่พบร่องรอยของการร่วมประเวณี แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับแฟนมาก่อน ทั้งผู้เสียหายได้อาบน้ำชำระร่างกายก่อนไปให้แพทย์ตรวจซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุแล้ว 1 วัน แพทย์เองก็ให้ความเห็นว่า หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราและตรวจไม่พบเชื้ออสุจิมิได้หมายความว่าไม่ถูกกระทำชำเราซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ หากเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่าก็อาจเป็นไปได้ว่าไม่สามารถที่จะตรวจพบหาร่องรอยข่มขืนกระทำชำเราภายในได้ดังนั้น แม้แพทย์จะตรวจไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณีก็ไม่ถึงกับทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา

การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กตามเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 104(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯนั้น ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบปีสี่ปีบริบูรณ์เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 104 ซึ่งจะต้องระบุให้ชัดเจนไว้ในคำพิพากษาด้วยว่าเมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่เมื่อคำนวณระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวสั่งให้นำตัวจำเลยทั้งสี่ไปฝึกและอบรมขั้นสูง 4 ปีจึงเกินกว่าจำเลยทั้งสี่มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติข้างต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกันโดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนคดีแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนคดีหลังว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสี่กับพวกอีกหลายคนซึ่งเป็นผู้ใหญ่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ภ. อายุ 16 ปีเศษ ผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยทั้งสี่กับพวก โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายตบตีและช่วยกันจับตัวผู้เสียหายไว้จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เหตุเกิดที่ตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรังต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 และวันที่ 8 ธันวาคม 2540 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ตามลำดับ วันที่ 12 พฤษภาคม 2541จำเลยที่ 4 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1และที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 และที่ 4 อายุ 17 ปีเศษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276 วรรคสอง ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 36/2541ของศาลชั้นต้นและให้นับโทษของจำเลยที่ 4 ต่อเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 193/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง, 83 จำเลยที่ 1 และที่ 3 อายุไม่เกิน 17 ปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75จำคุก 7 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 อายุเกิน 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 คงจำคุก 10 ปี แต่เห็นว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดไปเพราะดื่มของมึนเมาและประกอบกับอยู่ในวัยคึกคะนอง ความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีมีน้อยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ เห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลามีกำหนดเวลาขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง4 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2)(ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 105) ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4ต่อจากโทษในคดีอื่นนั้น เมื่อศาลไม่ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ภ. ผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ โจทก์มีนางสาว ภ. ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ20 นาฬิกา นายสุชานนท์และจำเลยที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่ขนำใกล้กับภูเขาและจอดรถจักรยานยนต์ที่ริมถนนหน้าขนำ ผู้เสียหายเห็นนายแมน นายบอล จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับนายสุวิทย์และเพื่อน ภายในขนำจุดเทียนไขและมีคนหลายคนดื่มเบียร์อยู่ ขณะที่ผู้เสียหายอยู่หน้าขนำได้สักพัก นางสาว ส. นั่งรถจักรยานยนต์มากับนายบัง ส่วนนายวิโรจน์ขับรถจักรยานยนต์ติดตามมา นางสาว ส. เดินร้องไห้เข้ามาหาผู้เสียหายและเล่าให้ฟังว่าถูกนายวิโรจน์ลวนลาม นางสาว ส. ขอร้องให้นายสุชานนท์ไปส่งที่หอพัก ส่วนผู้เสียหายขอให้จำเลยที่ 2 ไปส่งที่หอพักเช่นกัน แต่จำเลยที่ 3 บอกว่าจำเลยที่ 2 หลับแล้ว นายสุชานนท์ได้พานางสาว ส. ไปที่บริเวณถนนข้างขนำ ผู้เสียหายรู้สึกว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดี จึงวิ่งหนี นายแมนมาจับตัวผู้เสียหายไว้ ผู้เสียหายขัดขืนนายแมนตบหน้าผู้เสียหาย 3 ที ผู้เสียหายร้องขอให้จำเลยที่ 1 ช่วย แต่จำเลยที่ 1 บอกว่านี่ไงกำลังช่วยโดยจำเลยที่ 1ถอดเข็มขัดกางเกงของตนเอง นายทิพยรัตน์ผลักผู้เสียหายนอนลงที่พื้นถนนและถอดกางเกงผู้เสียหายออกจนเปลือยและนำผู้เสียหายไปในขนำ ผู้เสียหายขัดขืนนายทิพย์รัตน์บอกว่าหากขัดขืนจะทำร้าย ผู้เสียหายรู้สึกกลัวจึงเข้าไปในขนำด้วย นายทิพย์รัตน์บอกให้ยินยอมนายทิพย์รัตน์คนเดียวและจะไม่ให้ใครมายุ่งอีก ผู้เสียหายกลัวจึงจำยอมให้นายทิพย์รัตน์ข่มขืนกระทำชำเราเพราะไม่อยากให้ใครมาข่มขืนผู้เสียหายอีก เมื่อนายทิพย์รัตน์ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วได้ลุกขึ้นแต่งตัวและผลักผู้เสียหายให้นอนลงต่อมานายแมนได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อ ผู้เสียหายขัดขืนโดยผลักตัวนายแมนแต่สู้แรงนายแมนไม่ไหว ระหว่างนั้นจำเลยที่ 4 นุ่งกางเกงในตัวเดียวมุงดูอยู่ หลังจากนายแมนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้วจำเลยที่ 2 เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อ เสร็จแล้วนายวิชิตเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 สวมแต่กางเกงในมาลูบคลำหน้าอกผู้เสียหาย ระหว่างที่ผู้เสียหายถูกนายวิชิตข่มขืนกระทำชำเรานั้นมีเสียงนอกขนำว่านางสาว ส. หนีไปแล้ว เมื่อนายวิชิตข่มขืนกระทำชำเราเสร็จ นายพรชัยได้เข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้วนายวิชัยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเสร็จแล้วจำเลยที่ 3 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนเสร็จ ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ถอดกางเกงในจนเปลือยทำท่าจะเข้ามาทับบนตัวผู้เสียหายเพื่อข่มขืนกระทำชำเรา แต่นายบอลเข้ามาพูดขอร้องจำเลยที่ 4 และคนอื่น ๆว่า อย่าทำต่อไปอีกเลย นายบอลพาผู้เสียหายออกไปจากขนำ นำกางเกงให้ผู้เสียหายใส่แล้วพานั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปบ้านของนายบอลรุ่งขึ้นผู้เสียหายไปที่หอพักเพ็ญศิริและได้ทะเลาะกับนางสาว ส. โดยผู้เสียหายเข้าใจว่านางสาว ส. เป็นผู้วางแผนให้พวกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่นางสาว ส. บอกว่าตนก็ถูกข่มขืนกระทำชำเราเช่นกันที่บริเวณข้างขนำ ต่อมานายพากย์ แสงเงิน ผู้ใหญ่บ้านได้พาผู้เสียหายและนางสาว ส. ไปแจ้งความเจ้าพนักงานตำรวจได้ส่งตัวผู้เสียหายและนางสาว ส. ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลห้วยยอด ผู้เสียหายรู้จักจำเลยทั้งสี่และผู้ต้องหาที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเพราะเป็นเพื่อนร่วมวิทยาลัยการอาชีพห้วยยอดด้วยกัน ขณะเกิดเหตุภายในขนำมีแสงสว่างจากเทียนไข และมีไฟแช็กที่พวกจำเลยได้จุดระหว่างที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและนางสาว ส. เบิกความสนับสนุนว่าวันเกิดเหตุ ก่อนที่พยานจะถูกจับตัวไปด้านหลังกระท่อมพยานเห็นผู้เสียหายถูกนายแมนและพวกอีกหลายคนจับมือ และพยานก็ถูกพวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่ข้างขนำ ในวันรุ่งขึ้นพยานโต้เถียงกับผู้เสียหายจึงทราบว่าพยานและผู้เสียหายถูกพวกจำเลยหลอกไปข่มขืนกระทำชำเราทั้งสองคนและโจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกเชื้อชาติเยาดำ พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานว่าวันที่ 26 พฤศจิกายน2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ผู้เสียหายและนางสาว ส. มาแจ้งว่าถูกจำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและนางสาว ส.เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นหญิงสาวอายุ 16 ปีเศษ และกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในวิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด รู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสี่ ผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์ขณะที่ถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดสอดคล้องกันสมจริงยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้น หากมิได้เกิดขึ้นจริง ทั้งเป็นการผิดปกติวิสัยที่หญิงสาวจะปั้นแต่งเรื่องที่ตนถูกชายจำนวนหลายคนข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรงขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสี่ จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริง ผู้เสียหายรู้จักจำเลยทั้งสี่ ขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างจากเทียนไขและไฟแช็กที่พวกจำเลยจุด และผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสี่ในระยะใกล้ ในวันรุ่งขึ้นเมื่อผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ระบุชื่อจำเลยทั้งสี่และพวก นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาว ส. และนายพากย์มาเบิกความสนับสนุนว่าในวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายได้บอกคนทั้งสองว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเราทั้งในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก็เบิกความยอมรับว่าวันเกิดเหตุได้ไปสถานที่เกิดเหตุจริง โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ยังรับว่ามีคนที่ร่วมดื่มเบียร์พูดว่าจะเอาผู้หญิงทั้งสองคนแล้วฉุดผู้เสียหายเข้าไปในขนำและฉุดนางสาว ส. ไปที่บริเวณข้างขนำ และมีคนตะโกนว่าตำรวจมาแล้วคนจำนวนมากวิ่งหลบหนี ต่อมาทราบว่าบุคคลที่เดินมาเป็นคนหาปลาไม่ใช่ตำรวจซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์พยานโจทก์มีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามฟ้องจริง แม้ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งศาลชั้นต้นเรียกมาจากโจทก์นั้น ปรากฏว่าตามรายงานของแพทย์ดังกล่าวตรวจภายนอกไม่พบรอยบาดแผลใด ๆตรวจภายในเยื่อพรหมจารีฉีกขาดเก่าไม่พบบาดแผลใหม่ใด ๆ ตรวจเชื้ออสุจิและแอซิดฟอสฟาเตสไม่พบร่องรอยของการร่วมประเวณีก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ล.1 ว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับแฟนมาก่อน เมื่อเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายฉีกขาดมาก่อนและเคยร่วมประเวณีมาก่อนแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายหลังเกิดเหตุ 1 วัน ผู้เสียหายได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนไปให้แพทย์ตรวจ ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายตามเอกสารหมายเลข 2 ท้ายฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่าผู้หญิงถูกข่มขืนกระทำชำเราและตรวจไม่พบเชื้ออสุจิไม่ได้หมายความว่า ไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเราขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ...หากเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายฉีกขาดเก่าก็อาจเป็นไปได้ว่าไม่สามารถที่จะตรวจพบหาร่องรอยข่มขืนกระทำชำเราภายในได้ ดังนั้น แม้ตามรายงานของแพทย์ดังกล่าวจะตรวจไม่พบร่องรอยการร่วมประเวณีก็ยังไม่ถึงกับทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเราส่วนที่ผู้เสียหายเบิกความในคดีนี้ว่าถูกจำเลยกับพวกรวม 8 คนผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่เบิกความตอบโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 175/2541 ของศาลจังหวัดตรังว่าถูกจำเลยกับพวกรวม 7 คน ข่มขืนกระทำชำเรานั้น ก็ได้ความว่าผู้เสียหายได้เบิกความถึงรายชื่อบุคคลที่ข่มขืนกระทำชำเราตนตามลำดับถูกต้องตรงกันทั้งสองสำนวน เพียงแต่ตามสำนวนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 175/2541 ของศาลจังหวัดตรังตามเอกสารหมาย ล.1 ผู้เสียหายซึ่งเบิกความในฐานะพยานมิได้เบิกความถึงจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 กำลังจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่นายบอลห้ามไว้ จึงไม่ได้ลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ดังนั้นข้อแตกต่างดังกล่าวจึงเป็นเพียงรายละเอียดไม่ถึงกับเป็นพิรุธ ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายขาดน้ำหนักให้รับฟังไม่ ส่วนที่พวกจำเลยบางคนข่มขืนกระทำชำเราทั้งผู้เสียหายและนางสาว ส. นั้น ก็ได้ความว่าผู้เสียหายและนางสาว ส. ถูกพวกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราห่างกันประมาณ 100 เมตร พวกจำเลยสามารถที่จะไปมาระหว่างบริเวณที่ผู้เสียหายกับนางสาว ส. ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ดังนั้น การที่มีพวกจำเลยบางคนข่มขืนกระทำชำเราทั้งผู้เสียหายและนางสาว ส.นั้นย่อมเป็นไปได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 กับพวกหลายคนไปดื่มเบียร์ในขนำที่เกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 1และที่ 2 นอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็ไม่พบบุคคลอื่นจึงกลับหอพักก็เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยที่ 3 และนายวิชิตแก้วกล้า เบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเกิดเหตุเวลา 20 นาฬิกาขณะที่จำเลยที่ 3 อยู่ที่หอพัก นายวิชิตได้มารับจำเลยที่ 3 ตามที่นัดไว้แล้วไปนอนที่บ้านนายวิชิต จำเลยที่ 3 ไม่ได้ไปที่เกิดเหตุนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ ทั้งนายวิชิตก็เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดด้วยกับจำเลยที่ 3 จึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยที่ 4 นำสืบว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับพวกดื่มเบียร์อยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อนจำเลยที่ 4 พูดว่าจะเอาผู้หญิงทั้งสองคน แล้วพวกของจำเลยที่ 4 ร่วมกันฉุดผู้เสียหายเข้าไปในขนำ อีกพวกหนึ่งฉุดนางสาว ส. ไปบริเวณข้างภูเขา โดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมด้วย หลังจากนั้นได้ยินเพื่อนของจำเลยที่ 4 ตะโกนว่าตำรวจมาเห็นคนจำนวนมากวิ่งหนีรวมทั้งผู้เสียหายและนางสาว ส. จำเลยที่ 4 กับเพื่อนเดินกลับบ้าน ระหว่างทางพบนายสุชานนท์ จำเลยที่ 4 กับเพื่อนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายสุชานนท์กลับมาที่หอพักจำเลยที่ 1 นั้นจำเลยที่ 4 ก็รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ และมีการฉุดผู้เสียหายและนางสาว ส. ไป แต่ที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าไม่ได้ร่วมด้วยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ พยานจำเลยทั้งสี่จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวให้ส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดเวลาขั้นต่ำ3 ปี ขั้นสูง 4 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2)นั้น เห็นว่า การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กตามเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 104(2) นั้น ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กหรือเยาวชนมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ เว้นแต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งตามวรรคสุดท้ายของมาตรา 104 ซึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายจะต้องระบุให้ชัดเจนในคำพิพากษาด้วยว่า เมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามเวลาที่ศาลกำหนดด้วยคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกิดวันที่ 15 มกราคม 2524 วันที่ 19ตุลาคม 2523 วันที่ 12 มกราคม 2524 และวันที่ 3 เมษายน2524 ตามลำดับ ซึ่งจะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์วันที่ 15 มกราคม2548 วันที่ 19 ตุลาคม 2547 วันที่ 12 มกราคม 2548 และวันที่ 3เมษายน 2548 ตามลำดับ ซึ่งระยะเวลาฝึกและอบรมขั้นสูง 4 ปีนับแต่มีคำพิพากษาคดีนี้ เมื่อคำนวณระยะเวลาแล้วจึงเกินกว่าจำเลยทั้งสี่มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสี่ไปรับการฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนดขั้นสูงจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 104(2)ประกอบด้วยมาตรา 105 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
อำนวย เต้พันธ์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 96/2545
#65801
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า คดีนี้จำเลยที่ 1มิได้วางเงินชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าทนายความในศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดให้เป็นค่าทนายความ 2,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 17 เมษายน 2540) มาจนถึงวันอุทธรณ์รวมเวลาแล้วประมาณ 4 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมในการอุทธรณ์คำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 จำต้องวางต่อศาลตามกฎหมาย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาเป็นการมิชอบ ขอศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย

หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่แถลงคัดค้าน (อันดับ 114,115)

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5234 เลขที่ดิน 71 หน้าสำรวจ 289 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งขายฝากและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินและอาคารดังกล่าวของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่ให้โจทก์เป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับจากวันฟ้อง(วันที่ 17 เมษายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาทอันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องเดือนละ 1,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้รับการรับรองจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้หรือไม่ จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ (อันดับที่ 98)

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินและอาคารพิพาทเป็นของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 นำมาขายฝากโจทก์ไว้แล้วไม่ไถ่คืนภายในเวลากำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปจึงฟ้องขับไล่ จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากดังกล่าวเพื่ออำพรางนิติกรรมจำนอง ความจริงเป็นการจำนองที่ดินและอาคารพิพาทกัน เท่ากับจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าที่ดินและอาคารพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำไปจำนองโจทก์ไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เท่านั้น จึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินพิพาทมาแล้วว่ามีราคา 6,000,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีนี้ก็ยังเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์หรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท ไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้ (อันดับ 111)

คำสั่ง

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 กรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นที่สุดโดยไม่อาจฎีกาต่อไปได้อีก สำหรับปัญหาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่วางค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนให้ครบถ้วน จะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะได้พิจารณาพิพากษาต่อไป

จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สิทธิชัย ภมรวิสิฐ
จำเลย — นาย พรพิทักษ์ สมบูรณ์ทรัพย์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สิทธิชัย ภมรวิสิฐ โจทก์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 95/2545
#65800
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากจำเลยได้เสนอความเท็จต่อศาล จนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องโจทก์ต่อมานายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ แล้วว่าคำเบิกความของตนเป็นความเท็จ ดังนั้นเพื่อให้โจทก์ได้พิสูจน์ความไม่สุจริตของจำเลย และเพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรมถูกต้อง โจทก์จึงขอระบุพยานเพิ่มเติม ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมที่ยื่นมาพร้อมคำร้องนี้

หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 783 และ 785 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และโฉนดที่ดินเลขที่ 16901 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 123,125)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่านายกิตติเอ็นดูราษฎร์ได้ทำบันทึกยอมรับผิดต่อโจทก์ว่า คำเบิกความของตนเป็นความเท็จนั้น เห็นว่า โจทก์ก็ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ เป็นพยาน แม้โจทก์จะไม่ติดใจสืบนายกิตติเป็นพยานในศาลชั้นต้นแต่นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ก็ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรี วิเชียร มีนิล
จำเลย — นาง เอื้อน อรัญวงศ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาวาตรี วิเชียร มีนิล โจทก์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 94/2545
#65799
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกรับผิดยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางอองเอ็นดูราษฎร์ที่ขายให้กับโจทก์และพินัยกรรมเอกสารหมายจ.6นั้นนางอองเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำขึ้นในขณะหลงลืมไปแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่และสำคัญต่อคดี ซึ่งโจทก์ไม่อาจเสนอต่อศาลชั้นต้นได้ จึงขอให้ศาลโปรดนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์กับมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้

1. นางอองได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์ได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมานับแต่วันทำสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับหรือไม่

2. พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และสัญญายกให้ที่ดิน เอกสารหมาย ล.4นางอองทำขึ้นในขณะที่สติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่

3. ทายาทอื่นของนางอองรู้ถึงการครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์หรือไม่

4. ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 เป็นที่ดินส่วนของนางอองเอ็นดูราษฎร์ หรือไม่ และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ด้วย

หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 130)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 783 และ 785 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และโฉนดที่ดินเลขที่ 16901 ตำบลวังหว้าอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 123,124)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อ้างว่า นายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ได้ทำบันทึกยอมรับผิดยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า ที่ดินแปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางออง เอ็นดูราษฎร์ที่ขายให้แก่โจทก์และพินัยกรรมเอกสารหมายจ.6นางอองเอ็นดูราษฎร์ได้ทำขึ้นขณะหลงลืมไปแล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่และสำคัญต่อคดี ซึ่งโจทก์ไม่อาจเสนอต่อศาลชั้นต้นได้ เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้อ้างนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ เป็นพยาน และนายกิตติเอ็นดูราษฎร์ ก็ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยในคดีนี้แล้ว จึงไม่สมควรที่จะสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240(2) ประกอบมาตรา 247 ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรี วิเชียร มีนิล
จำเลย — นาง เอื้อน อรัญวงศ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาวาตรี วิเชียร มีนิล โจทก์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 93/2545
#65798
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ขายทอดตลาดได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป จึงเป็นการยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืน ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จึงไม่รับฎีกา

จำเลยที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประกาศขายทอดตลาดจึงไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาด จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้มาดูแลการขายทอดตลาด และไม่ได้ติดต่อนำผู้ที่จะเข้าประมูลซื้อทรัพย์ไปทำการประมูลแข่งขันราคาให้สูงขึ้น ไม่ใช่เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าการส่งประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ด้วย

หมายเหตุ โจทก์และผู้คัดค้านยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1256 ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรังของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยนางสมใจชัยวิริยะกุล เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบ ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสคัดค้านการประมูลของผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาต่ำไป การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและระงับการโอนให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 72)

จำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 74)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่มีโอกาสคัดค้านการประมูลของผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาต่ำไปนั้น แม้ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งกระบวนการในการบังคับคดี มิใช่โต้แย้งเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์ในราคาต่ำเกินควร ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีนำหมายแจ้งวันนัดขายทอดตลาดไปส่งที่บ้านของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีชื่อในทะเบียนบ้านหลังดังกล่าวและพักอาศัยในขณะยื่นคำร้องนี้ บุตรสาวของจำเลยที่ 2 รับหมายแจ้งวันนัดขายทอดตลาดไว้แทน แต่มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ต่อมาจำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ก็มิได้ย้ายทะเบียนบ้านและมิได้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบด้วย ดังนี้ ย่อมไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยชอบฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้คัดค้าน — นาง สมใจ ชัยวิริยะกุล
จำเลย — นาย สมพล ดำรงวิถีธรรม กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย แดง หวังจิ จำเลยที่ 2
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 92/2545
#65797
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากจำเลยได้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 318/2544 ผู้ร้องจึงขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 25

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,478,680.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม2539) ต้องไม่เกิน 312,201.70 บาท ตามที่โจทก์ขอมา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา (อันดับ 74)

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 93)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 22 บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ฯลฯ (3)ประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้และมาตรา 25 บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ดังนั้น จึงอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีเรื่องนี้แทนจำเลย (ลูกหนี้) ต่อไปตามคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรวิทย์ คงมีผล
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ยื่นคำร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด ผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2545
#42734
เปิดฉบับเต็ม

หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ยังไม่พอฟังว่าผู้เสียภาษีเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเสมอไป การเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏหากผู้เสียภาษีมิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงแล้วก็ไม่อาจมีสิทธิครอบครองที่ดินได้

สัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกาและขอให้สืบพยานใหม่นั้น มิได้เข้าสู่สำนวนคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี เอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยฝ่ายเดียวมาตลอด จำเลยย่อมรู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารตั้งแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี แม้จะค้นหาเอกสารไม่พบก็อาจดำเนินการอื่นตามกฎหมายได้ การที่จำเลยยื่นเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งศาลชั้นต้นสืบพยานของคู่ความเสร็จและพิพากษาคดีแล้วกรณีไม่มีเหตุจะให้สืบพยานจำเลยใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นน้องนางเนียม จันทร์สระคู มารดาสามีจำเลย เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 509 หมู่ที่ 1 ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 44 ไร่ ของนายสงค์ จันทร์บุญมี บิดาโจทก์ โดยแจ้งการครอบครองไว้เมื่อปี 2498 ต่อมานายสงค์ถึงแก่กรรมทายาททุกคนตกลงแบ่งปันที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้รับที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน11 ตารางวา และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์คัดค้านการขอออกโฉนดจำเลยจึงขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่สามารถครอบครองที่ดินพิพาทได้ตามปกติ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแผนที่ท้ายบันทึกคำชี้แจงเรื่องการตรวจและชี้แผนที่ระวางของช่างรังวัดภายในบริเวณที่ดินที่ขอออกโฉนดเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน11 ตารางวา เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายสงค์จันทร์บุญมี ต่อมานายสงค์ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ ปี 2514 โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้นายจำนงค์ จันทร์สระคูสามีจำเลย นายจำนงค์และจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2539 โจทก์นำต้นไม้เข้าไปปลูกในที่ดินพิพาท และวันที่ 5 กันยายน 2539 โจทก์นำต้นกล้าข้าวเข้าไปปักดำในที่ดินพิพาท จำเลยห้ามแล้วแต่โจทก์เพิกเฉยที่ดินพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าปีละ 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์รื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายปีละ 20,000 บาท ตั้งแต่ปี 2539 จนกว่าโจทก์จะนำสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2518 นางเนียมพี่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินของนางเนียมและให้ถ้อยคำต่อช่างแผ่นที่ผู้ทำการรังวัดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2518 ว่าที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินแปลงใหญ่เป็นของโจทก์ และโจทก์ให้ถ้อยคำรับรองแนวเขตที่ดินของนางเนียมไว้เป็นหลักฐาน จำเลยอ้างว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้นายจำนงค์และจำเลยเข้าครอบครองเป็นเจ้าของทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2514 จึงไม่เป็นความจริง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นายคงศักดิ์ จันทร์สระคูทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแผนที่ท้ายบันทึกคำชี้แจงเรื่องตรวจและชี้แผนที่ระวาง เนื้อที่ประมาณ1 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 หรือ จ.5 แผ่นที่ 2ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางทองสุข จันทร์บุญมีทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์และนางเนียม จันทร์สระคู เป็นบุตรนายสงค์ จันทร์บุญมี นางเนียมเป็นมารดานายจำนงค์ จันทร์สระคู สามีจำเลย นายสงค์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 509 หมู่ที่ 1 ตำบลสระคูอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เอกสารหมาย จ.1 ต่อมามีถนนปัทมานนท์ตัดผ่านทำให้ที่ดินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงหนึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกและอีกแปลงหนึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกของถนนดังกล่าวโดยที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงด้านทิศตะวันตกทางทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตามแผนที่ท้ายบันทึกคำชี้แจงเรื่องตรวจและชี้แผนที่ระวางเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 2 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์และจำเลยเบิกความรับตรงกันว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาท คงมีข้อโต้เถียงกันว่าโจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตลอดมาหรือโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจำนงค์สามีจำเลยแล้ว พยานโจทก์มีตัวโจทก์ นายเพ็ง ทองทิพย์ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ระหว่างปี 2520 ถึงปี 2530 นายสวัสดิ์ กลางคารเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาท นางนวล เสนาริน และนายสำลีวลัยศรี เบิกความว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและเข้าทำประโยชน์โดยทำนาตลอดมาไม่เคยเห็นนายจำนงค์สามีจำเลยและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ปัจจุบันโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนอกจากนี้โจทก์และนายสุพิน จันทร์ภิรมย์ เจ้าพนักงานที่ดินยังเบิกความว่า ในปี 2518 นางเนียมได้ขอออกโฉนดที่ดินที่ได้รับมาทางด้านทิศเหนือของที่ดินพิพาท และนางเนียมก็ให้ถ้อยคำต่อช่างแผนที่ผู้ทำการรังวัดและลงลายมือชื่อยอมรับว่าที่ดินด้านทิศใต้ของที่ดินนางเนียมเป็นของโจทก์ เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นบันทึกถ้อยคำของนางเนียมที่ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวก็ระบุว่าที่ดินข้างเคียงด้านทิศใต้และทิศตะวันออก (ที่ดินพิพาท) เป็นของโจทก์และโจทก์ได้ให้ถ้อยคำต่อช่างแผนที่ผู้ทำการรังวัดตามเอกสารหมาย จ.3 ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียง (ที่ดินพิพาท) ไม่คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของนางเนียมส่วนจำเลยมีนายคงศักดิ์ จันทร์สระคู บุตรชายจำเลย นายอุทรสระคำจันทร์ นายยอด จันทร์สระคู น้องสามี จำเลยเบิกความว่านายจำนงค์สามีจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้วนายจำนงค์และจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโจทก์เพิ่งจะเข้าทำนาในที่ดินพิพาทภายหลังจากที่นายจำนงค์ถึงแก่ความตายแล้ว นายจำนงค์เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินพิพาท เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความสอดคล้องตรงกันกับพยานเอกสารหมาย จ.2 และจ.3 ซึ่งเป็นบันทึกถ้อยคำของนางเนียมและตัวโจทก์ที่ได้ให้ไว้แก่ช่างแผนที่ผู้ทำการรังวัดในปี 2518 ขณะนางเนียมขอออกโฉนดที่ดินของนางเนียมทั้งเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ได้จัดทำขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่จึงมีน้ำหนักที่จะเชื่อถือรับฟังได้ ซึ่งข้อความตามเอกสารดังกล่าวระบุยืนยันว่าในปี 2518 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายจำนงค์ในปี 2514ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว คำเบิกความของพยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายสงค์บิดาโจทก์ที่โจทก์ได้รับมาจากการแบ่งปันกันในระหว่างทายาท ส่วนคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยระบุว่านายสงค์ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ครอบครองต่อมาจนถึงปี 2514 แล้วจึงขายให้แก่นายจำนงค์ แต่นายประยูร ภูวชินพงษ์ และนายยอดพยานจำเลยเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเนียมประมาณช่วงปี 2514 ถึง 2519 นางเนียมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีที่ดินที่จะทำกิน ทางนำสืบของจำเลยจึงขัดแย้งกับคำให้การและคำฟ้องแย้งของจำเลยฟังไม่ได้แน่นอนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์มาแต่แรกหรือเป็นที่ดินที่นางเนียมยกให้ภายหลัง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อมากกว่าว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ได้รับมรดกมาจากนายสงค์และที่จำเลยอ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมีพยานจำเลยรู้เห็นยืนยัน ก็ปรากฏว่าพยานจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นญาติใกล้ชิดสนิทสนมกับจำเลยทั้งสิ้น จึงอาจจะเบิกความเข้าข้างหรือเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยก็ได้และหากโจทก์เข้ามาแย่งทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยจำเลยมิได้ยินยอมดังที่จำเลยอ้าง จำเลยก็น่าจะห้ามปรามหรือดำเนินการอย่างใดเพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของจำเลยมิให้เสียหายแต่ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ไปแจ้งเหตุให้นายอุทรผู้ใหญ่บ้านทราบเพื่อให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทตามที่นายอุทรบอก ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการอย่างใดข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจึงไม่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า หลักฐานการเสียภาษีดังกล่าวยังไม่พอรับฟังว่าผู้เสียภาษีต้องเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเสมอไป การเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินต้องดูจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ หากผู้เสียภาษีมิได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่อาจมีสิทธิครอบครองที่ดินได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ความจริงแล้วนายจำนงค์ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในปี 2519 ตามสัญญาซื้อขายที่ดินที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกาและขอให้สืบพยานใหม่นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวมิได้เข้ามาสู่สำนวนคดี โดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายจำเลยนำเสนอแนบท้ายฎีกา โจทก์จึงไม่มีโอกาสที่จะหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดีและเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ซึ่งจำเลยย่อมรู้ได้ถึงความมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวมาแต่แรกที่โจทก์ฟ้องคดี แม้จำเลยจะค้นหาเอกสารดังกล่าวไม่พบ จำเลยก็อาจดำเนินการอื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จำเลยยื่นเอกสารในชั้นนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่ใช่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานของจำเลยได้ทั้งศาลชั้นต้นสืบพยานของคู่ความเสร็จและพิพากษาคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะให้สืบพยานจำเลยใหม่ได้ตามขอ พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1369
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วาลย์ จันทร์บุญมี
จำเลย — นาง บัวพันธ์ จันทร์สระคู
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 90/2545
#65796
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาย มายีดหรืออิ่นหรือปิด สะแหละ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย มายีดหรืออิ่นหรือปิด สะแหละ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 88 -ที่ 89/2545
#65795
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาแล้วจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะให้มีการปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นาย ยุทธภูมิหรือต้น ยงยอด กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สุรพล ยงยอด กับพวก ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 87/2545
#65794
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีความประสงค์ขอเข้าสวมสิทธิในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมด้วย

หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่ค้าน (อันดับ 75-77)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฯลฯ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา (อันดับ 60)

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 69)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และรับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดในคดีนี้จากโจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — พันตำรวจโท สมพงศ์ ธรรมสาส์น กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ฉัตรชัย ดีเพ็ง ทนายผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 86/2545
#65793
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่ให้วินิจฉัยข้อกฎหมายในคำพิพากษา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งไว้แล้ว จำเลยทั้งสองชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้น ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จำเลยทั้งสองจะอุทธรณ์ทันทีตามอุทธรณ์ฉบับนี้ไม่ได้ จึงไม่รับอุทธรณ์ฉบับนี้ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองเห็นว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เป็นข้อกฎหมายที่หากศาลมีคำสั่งให้ส่งไปศาลฎีกาแล้วจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งสำนวน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้วินิจฉัยเมื่อมีคำพิพากษาโดยไม่ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกานั้น ถือว่าศาลสั่งเป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ทันที เพราะถือว่าเป็นคำสั่งใด ๆตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบโปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,262,112.55 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 4,769,359.80บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งสำนวนไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า สมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวในคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ (ถ้อยคำสำนวนอันดับ 7)

จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (ถ้อยคำสำนวนอันดับ 1)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาชี้ขาดเรื่องอำนาจศาลว่า สมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวในคำพิพากษานั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า กรณีตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้เสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยเสียก่อน ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 9 บัญญัติไว้ จึงไม่ถูกต้อง และจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวทันที จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอาศัยเหตุตามความในมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองส่งมาให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาได้ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นสมควรให้รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ไว้พิจารณา และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไอฮอฟ จำกัด กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ศิริชัย พลการ ทนายจำเลยทั้งสอง
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 85/2545
#65792
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกรณียื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายฎีกาแล้ว ไม่อาจจะอนุญาตให้ฎีกาในวันนี้ได้ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นฎีกาของจำเลยให้พ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลขยายให้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดของทนายจำเลยที่เห็นตัวเลขวันที่ที่ศาลมีคำสั่งวันที่ 2 เป็นวันที่ 7 จึงได้นำฎีกามายื่นต่อศาลในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544ดังกล่าว และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ส่งฎีกาของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาตามลำดับแต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะส่งไปให้ผู้พิพากษาเพื่อมีคำสั่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยกล่าวไว้ในคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 เพื่อลงลายมือชื่ออนุญาตฎีกา และรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แต่มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 5 ปี

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 89,88 แผ่นที่ 3)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยยื่นฎีกา พร้อมคำร้องขอให้อนุญาตฎีกา แต่ฎีกาและคำร้องของจำเลยดังกล่าวยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยาย ฉะนั้นไม่ว่าผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งอย่างไร ศาลชั้นต้นย่อมสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยอยู่แล้ว เพราะเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ที่จำเลยอ้างว่ายื่นฎีกาหลังพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายเพราะทนายจำเลยเห็นตัวเลขวันที่ในคำสั่งของศาลชั้นต้นผิดไปนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลยเอง มิใช่เหตุสุดวิสัยรับฟังไม่ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย ปรีชา ยังสุข
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ปรีชา ยังสุข จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 84/2545
#65791
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน

หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 75 แผ่นที่ 2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 310,934 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 71 แผ่นที่ 3, ที่ 2)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10เมษายน 2540 จนถึงวันทราบคำสั่งนี้ และต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อนุโรจน์ เจนกิตติวงศ์
จำเลย — บริษัท ธนบุรีพัฒนาที่ดิน จำกัด
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ธนิต กลิ่นขจร ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 83/2545
#65790
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ไม่เห็นสมควรจะให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายอรุณศักดิ์ ตำบู
ผู้ยื่นคำร้อง — นายย่าฝาด ตำบู ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 82/2545
#65789
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวระหว่างฎีกา จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาง เทวี แสนโรจน์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ทวี แสนโรจน์ ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย ภู่งาม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 81/2545
#65788
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งจำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลชั้นต้น ในชั้นนี้จึงไม่เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นาย วิเชียร บานเย็น กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย เขียน รัศมีพันธ์ กับพวก ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 80/2545
#42733
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหมวกไหมพรม และกระเป๋าใส่เงินของกลาง จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจริบได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นว่ากล่าวและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 6.5 เม็ด กับผงอีก 1 หลอด น้ำหนัก 5.702กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพเมทแอมเฟตามีนจำนวนไม่ปรากฏชัด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับมีอาวุธปืนยาวขนาด .22เครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนเลขหมายทะเบียนที่ กท.190422ซึ่งเป็นของนางซอย สุขสม ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 5 นัด กับมีอาวุธปืนสั้นขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .32 จำนวน 8 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มม.) จำนวน 1 นัด ซึ่งใช้ยิงได้และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลไตรตรึงษ์อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนกับผงเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ชุด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้และใช้เป็นความผิดดังกล่าวเงินสด 133,840บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หมวกไหมพรม1 ใบ กระเป๋าถือ 1 ใบ กระเป๋าหนังสะพาย 1 ใบ และกระเป๋าใส่เงิน1 ใบ ซึ่งจำเลยใช้บรรจุเงินสดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนสั้นขนาด .32 กระสุนปืนขนาด .32กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนธนบัตร หมวกไหมพรมและกระเป๋าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 57, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,78 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 55 ประกอบด้วย) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 5 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี และฐานมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 20 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนสั้นขนาด .32 กระสุนปืนขนาด .32 กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนหมวกไหมพรมและกระเป๋าของกลาง ส่วนธนบัตรจำนวน 133,840บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 24 เดือนนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยจะมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีนด้วยแล้ว จำเลยยังกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน ทั้งที่มีทะเบียนและไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อีกทั้งมีกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้และไม่สามารถจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวกันและต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนและไม่มีทะเบียนแยกมาเป็นสองกรรมนั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้ริบหมวกไหมพรมและกระเป๋าของกลางนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นว่ากล่าวและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสามเป็นการกระทำกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปีเมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้วคงลงโทษจำเลยจำคุก 3 ปี20 เดือน ไม่ริบหมวกไหมพรมและกระเป๋าของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 55 ม. 72 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย สุรชัย วันดี
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ