คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2545
#98406
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดย เคร่งครัด

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงแบบที่พิมพ์ไว้โดยเว้นช่องว่างเพื่อกรอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยมิได้ระบุจำนวนเงินไว้และข้อความที่ว่า ยอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมด เป็นข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อในสัญญาค้ำประกันไม่กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่า ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคล ล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูกเป็นค่าทนายความ) ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 2,400,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539 ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์อีก 400,000 บาท และทำบันทึกข้อตกลงไว้ว่าเป็นหนี้โจทก์อีก 5,100,000 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันต่อหน้าโจทก์ และเมื่อเทียบเคียง ลายมือชื่อตามสัญญาค้ำประกันกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในใบตอบรับของไปรษณีย์ และที่ปรากฏในสำนวนแล้วมีลักษณะคล้ายกัน การที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมก็เป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ทั้งลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งปรากฏตามเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนดังกล่าวก็สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนโดยโจทก์ไม่จำต้องขอให้มีการส่งไปตรวจพิสูจน์ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าพยานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันไม่มีการลงวัน เดือน ปีที่ออกหลักฐาน และไม่ระบุวงเงินที่ค้ำประกัน โดยเว้นว่างช่องที่จะต้อง กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ของสัญญาไว้ทั้งหมด และข้อความตอนท้ายที่ว่า "ตามรายละเอียดสัญญาข้อที่ 1 - 4 ระหว่าง นายนิวัฒน์ ตรีอุดม กับนางสางฉัตรชฎา เชษฐพันธ์" นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นสัญญาฉบับใดและมีข้อความอย่างใด แม้โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2539 สัญญากู้ยืมเงิน และบันทึกข้อตกลง โดยจำเลยที่ 2 รับทราบตลอด แต่ในสัญญาค้ำประกัน ก็มิได้ระบุรายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้คราวใดและมีจำนวนเงินเท่าใดที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด ซึ่งสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน ต่อหน้าโจทก์ โดยระบุว่าใช้หนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ในสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงแบบพิมพ์ไว้โดยเว้นช่องว่างเพื่อกรอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยมิได้ระบุจำนวนเงินไว้ ดังนั้น ข้อความที่ว่ายอมรับผิดในหนี้สินทั้งหมด จึงเป็น ข้อความต่อเนื่องจากข้อความในตอนแรกที่ต้องกรอกจำนวนเงินไว้ก่อน เมื่อในสัญญาค้ำประกันไม่กำหนดจำนวนเงินที่จะค้ำประกันไว้จึงเป็นเอกสารไม่สมบูรณ์และไม่อาจอนุมานได้ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่าใด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 171 ม. 368 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฉัตรชฎา เชษฐพันธ์
จำเลย — นายนิวัฒน์ ตรีอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 193/2545
#44093
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เลิกห้างจำเลยที่ 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินฝากในธนาคารของจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดดังกล่าวศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินก่อนพิพากษาโดยคิดตามอัตราส่วนการลงหุ้นระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 โดยแบ่งเป็น9 ส่วน และให้เพิกถอนเพียง 4 ส่วนใน 9 ส่วน เป็นเงิน 26,492,000 บาทเพื่อให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสใช้เงินหมุนเวียนดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1ต่อไปได้ แม้ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 จะแสดงรายละเอียดว่าเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด 4 ส่วนนั้น เป็นเงิน 48,496,745.08 บาทก็ตามแต่เมื่อศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเพียง 26,492,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2มิได้โต้แย้งในยอดเงินดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 2 เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่ศาลสั่งให้เพิกถอนการอายัดนั้นว่าเพียงพอที่จะนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจถอนเงินเกินกว่าจำนวนที่ศาลสั่งได้แม้ส่วนที่เกินจะเป็นเงินดอกเบี้ยของเงินฝากที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดก็ตาม แต่เงินดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เลิกห้างและมีการชำระบัญชีต่อไป จำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินส่วนที่ถอนจากธนาคารเกินไปมาคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เลิกห้างฯจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินฝากในธนาคารของจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด4 ส่วนใน 9 ส่วนของเงินที่อายัดทั้งหมดรวมด้วยยอดเงิน 22,000,000 บาทโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินจากธนาคาร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินตามบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยก 2 บัญชี ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาหัวลำโพง 1 บัญชี และธนาคารมหานคร จำกัด สาขาตลาดน้อย1 บัญชี รวมเป็นเงิน 26,490,350.93 บาท ตามคำร้องของจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ว่า จำเลยที่ 2ได้ถอนเงินต้นรวมทั้งดอกเบี้ยไปจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาสามแยกบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 0462057482 และจากธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาหัวลำโพง บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 1392161392 รวม 2 บัญชีเป็นจำนวนเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 และสมุห์บัญชีธนาคารทั้งสองดังกล่าวมาสอบถาม หากจำเลยที่ 2 ถอนเงินไปเกินกว่าจำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดขอให้สั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนที่ถอนจากธนาคารเกินไปมาคืนต่อศาล

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ดอกเบี้ยของเงินฝากในบัญชีที่จำเลยที่ 2 ถอนเงินไปเป็นดอกผล เมื่อศาลสั่งเพิกถอนการอายัดเงินฝากในบัญชีดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 2 เจ้าของเงินฝากในบัญชีดังกล่าวจึงมีสิทธิถอนเงินฝากกับดอกเบี้ยได้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินก่อนพิพากษาโดยคิดตามอัตราส่วนการลงหุ้นระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2โดยแบ่งเป็น 9 ส่วน และให้เพิกถอนเพียง 4 ส่วนใน 9 ส่วน เพื่อให้จำเลยที่ 2มีโอกาสใช้เงินหมุนเวียนดำเนินกิจการของห้างฯ จำเลยที่ 1 ต่อไปนั้น แม้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2538 ของจำเลยที่ 2 จะได้แสดงรายละเอียดว่าเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด 4 ส่วนใน 9 ส่วน เป็นเงินจำนวน48,496,745.08 บาทก็ตาม แต่ศาลมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวให้เพิกถอนการอายัดได้จำนวน 26,492,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งในยอดจำนวนเงินดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นว่า จำนวนเงินที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดนั้นเพียงพอที่จะนำไปใช้หมุนเวียนดำเนินกิจการของห้างฯ จำเลยที่ 1แล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจถอนเงินจำนวนเกินกว่าที่ศาลมีคำสั่ง แม้จะเป็นเงินดอกเบี้ยของเงินฝากที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด เพราะเงินดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและจะเป็นประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เลิกห้างและมีการชำระบัญชีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 16ตุลาคม 2540 ของโจทก์ทั้งสามไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16ตุลาคม 2540 ของโจทก์ทั้งสาม แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 ม. 1057 ม. 1080
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย องอาจ สุมนะกุล หรือนาย ตั้งกิมเส็งหรือนาย บ้วนฮวง แซ่ตั้ง กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. รัตนแสงหรือตั้งหลักเซ้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 189/2545
#65827
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาด้วยแล้ว

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในชั้นนี้เมื่อจำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย สมเกียรติ ชูโคกกรวด
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมเกียรติ ชูโคกกรวด จำเลย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 188/2545
#42089
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้นำสืบว่าเมื่อจำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าคืนมารถยนต์ที่เช่าชำรุดหรือมีความบุบสลายเพราะความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าเสื่อมสภาพ เสื่อมราคา โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 562 วรรคแรก และตามสัญญาเช่าไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องรับผิดในราคารถยนต์ที่เช่าส่วนที่ขาดอยู่เมื่อโจทก์ผิดสัญญาจำเลยจึงไม่อาจเรียกราคารถยนต์ที่เช่าส่วนที่ขาดอยู่ จากโจทก์ได้

แม้ตามสัญญาเช่าจะระบุไว้ว่าผู้เช่าจะต้องวางเงินประกันต่อผู้ให้เช่าโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ย่อมมีความหมายเพียงว่านับแต่วันที่โจทก์ได้วางเงินประกันต่อจำเลยจนกระทั่งครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาในระหว่างเวลาเช่าดังกล่าวโจทก์จะเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในต้นเงินประกันไม่ได้เท่านั้น ทั้งหนี้ที่จำเลยจะต้องคืนเงินประกันแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคแรก จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวให้โจทก์นับแต่วันผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2536 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์จากจำเลย มีกำหนดระยะเวลาเช่า 48 เดือนนับแต่ทำสัญญาจนถึงวันที่ 5 กันยายน 2540 ค่าเช่ารถรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 31,244 บาท กำหนดชำระค่าเช่าทุกวันที่ 6ของเดือน โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 450,000 บาทและมีข้อตกลงว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงโจทก์สามารถเช่าต่อได้อีก1 ปี ในอัตราค่าเช่าเดิม หรือโจทก์จะซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ในราคา810,000 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าโจทก์แจ้งให้จำเลยรับรถยนต์พร้อมคืนเงินประกัน แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินประกันจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,700 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 464,700 บาท และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันจากต้นเงิน450,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จากการผิดสัญญาอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาหรือเป็นเวลา 1 ปี

จำเลยให้การว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะซื้อรถยนต์ที่เช่าและไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืน โจทก์ยังคงครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ต่อไป จำเลยจึงตามยึดรถยนต์คืนโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงนำเงินประกันหักชำระค่าใช้ทรัพย์อัตราเดียวกับค่าเช่าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาเช่าถึงวันที่จำเลยยึดรถยนต์คืนเป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงิน 128,480 บาทและการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าล่าช้าทำให้ขายรถยนต์ได้ราคาเพียง433,000 บาท จำเลยได้รับความเสียหายอีก 377,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเงินประกันที่เหลือจำนวน 321,520 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 333,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2536โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อวอลโว หมายเลขทะเบียน 3 ฮ - 7014 กรุงเทพมหานครจากจำเลย มีกำหนดเวลาเช่า 48 เดือนนับแต่วันทำสัญญา อัตราค่าเช่าเดือนละ 29,200 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 2,044 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าโจทก์มีสิทธิที่จะเช่าต่อไปครั้งละ 1 ปี หรือจะซื้อรถยนต์ที่เช่าในราคา 810,000 บาทและในวันทำสัญญาโจทก์ได้วางเงินประกันจำนวน 450,000 บาท ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.1 เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาในวันที่ 5 กันยายน 2540 โจทก์ผิดสัญญาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนจำเลย ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าคืนได้.....

จำเลยฎีกาประการต่อมามีใจความว่า เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญา โจทก์ผิดสัญญาโดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนจำเลยต่อมาจำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าคืน ซึ่งการที่จำเลยได้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าล่าช้าออกไปทำให้รถยนต์ที่เช่าเสื่อมสภาพเสื่อมราคา เมื่อจำเลยนำรถยนต์ที่เช่าออกขายได้ราคาเพียง 433,000 บาท ไม่คุ้มกับราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าโดยราคารถยังขาดอยู่ 377,000 บาท จำเลยมีสิทธินำราคารถที่ยังขาดอยู่จำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่งไปหักออกจากเงินประกันของโจทก์ได้ ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5หรือ ล.1 เห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเมื่อจำเลยได้ยึดรถยนต์ที่เช่าคืนมา รถยนต์ที่เช่าดังกล่าว ชำรุดหรือมีความบุบสลายเพราะความผิดของโจทก์ อันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าเสื่อมสภาพ เสื่อมราคาข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าความเสียหายที่จำเลยกล่าวอ้างมาดังกล่าวเกิดจากความผิดของโจทก์ อันโจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 562 วรรคแรก ยิ่งกว่านั้นตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.6 ก็ไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องรับผิดในราคารถยนต์ที่เช่าส่วนที่ขาดอยู่เมื่อโจทก์ผิดสัญญาแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่อาจเรียกราคารถยนต์ที่เช่าส่วนที่ขาดอยู่จำนวน377,000 บาท จากโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่นำราคารถยนต์ที่เช่าส่วนที่ยังขาดอยู่จำนวนดังกล่าวไปหักออกจากเงินประกันของโจทก์ให้จำเลยนั้น จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายมีใจความว่าการคืนเงินประกันแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.1ข้อ 17.01 เป็นการคืนโดยไม่มีดอกเบี้ย จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินประกันที่เหลือจำนวน 333,200 บาทนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5หรือ ล.1 ข้อ 17.01 จะระบุไว้ว่าผู้เช่าจะต้องวางเงินประกันต่อผู้ให้เช่าโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ตามข้อสัญญาดังกล่าวย่อมมีความหมายเพียงว่านับแต่วันที่โจทก์ได้วางเงินประกันต่อจำเลยจนกระทั่งครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญา ในระหว่างเวลาเช่าดังกล่าว โจทก์จะเรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในต้นเงินประกันไม่ได้เท่านั้น ทั้งหนี้ที่จำเลยจะต้องคืนเงินประกันแก่โจทก์นั้นเป็นหนี้เงิน จำเลยจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาแล้ว ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2540จำเลยได้ยึดรถยนต์ที่เช่าคืนมา ครั้นวันที่ 10 มีนาคม 2541 ทนายโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์ภายใน 7 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2541 ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบในประเทศเอกสารหมาย จ.11 และ จ.12ตามลำดับ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 19 มีนาคม 2541 แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคแรกดังกล่าว ที่ศาลชั้นล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินประกันที่เหลือจำนวน 333,200บาท นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันผิดนัดนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จีเทค จำกัด
จำเลย — บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
จรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำสั่งคำร้องที่ 187/2545
#65826
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยมีกำหนด5 ปี ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก และจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ประกอบกับพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาเป็นการกระทำต่อเด็กมีลักษณะเป็นภัยต่อสังคม ชั้นนี้ยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธวัชชัย วรรณสุริวงศ์หรือวรรณสุริวงษ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ธวัชชัย วรรณสุริวงศ์หรือวรรณสุริวงษ์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พินิจ เพชรรุ่ง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2545
#42741
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ซึ่งมีหน้าที่และรับผิดชอบขับรถยนต์นำน้ำมันไปส่งให้แก่กรมช่างอากาศ แต่โจทก์หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับยักยอกเอาน้ำมันดังกล่าวไปเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมาจากเหตุที่โจทก์ยักยอกทรัพย์และฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้จะฟังไม่ได้ว่าโจทก์ยักยอกน้ำมัน แต่การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างแล้ว มิใช่เป็นการยกเหตุอื่นนอกเหนือจากที่มีในคำสั่งเลิกจ้างมาวินิจฉัยคดีแต่อย่างใด

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยผู้เป็นนายจ้างเรียกค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โบนัส เงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อันเป็นการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่เกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานแม้โจทก์จะถูกดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ตามที่จำเลยกล่าวหาก็ไม่ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังนั้น ในการพิพากษาคดีศาลแรงงานกลางจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เคยทำงานเป็นพนักงานจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,830 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยฐานปกปิดข้อเท็จจริงในการรายงานต่อผู้บังคับบัญชา ยักยอกทรัพย์ของจำเลย ให้ความร่วมมือและปกปิดการกระทำความผิดของผู้อื่น ทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งผู้บังคับบัญชาอันชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์เคยขอให้จำเลยรับกลับเข้าทำงานแล้ว แต่จำเลยมีคำสั่งไม่รับโจทก์เข้าปฏิบัติงานและมีคำสั่งไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินบำเหน็จ ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินโบนัสประจำปี 2536 รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 5,415,351.26 บาท (ที่ถูก5,395,341.26 บาท) แต่โจทก์ขอคิดจำนวน 5,400,000 บาทขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 5,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,778,647.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานขนส่งของจำเลยทำหน้าที่ขับรถส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาต่อมาโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่รวมทั้งให้ความร่วมมือและปกปิดการกระทำความผิดของผู้อื่น ยักยอกทรัพย์ของจำเลย ฝ่าฝืนกฎระเบียบและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้จำเลยเสียหายจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย และมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับจำเลยฉบับที่ 20 พ.ศ. 2524 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ ข้อบังคับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2534 และข้อบังคับของคณะกรรมการองค์การเชื้อเพลิงว่าด้วยเงินบำเหน็จ พ.ศ. 2508 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จ ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โบนัส และค่าเสียหายแต่อย่างใดขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ยักยอกน้ำมัน 80,000 ลิตรของจำเลย ร่วมมือปกปิดการกระทำผิดในการยักยอกน้ำมันหรือทุจริตต่อหน้าที่ อันจะเป็นความผิดตามข้อบังคับจำเลยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2534 เอกสารหมายจล.15 ข้อ 71(14)(20) แต่โจทก์ทำหน้าที่พนักงานขับรถส่งน้ำมันซึ่งมีระเบียบปฏิบัติตามที่โจทก์ได้แถลงรับว่าการนำน้ำมันไปส่งจะต้องไปส่งตามที่ผู้บังคับบัญชาได้กำหนดไว้ในใบเบิกน้ำมันเท่านั้นจะไปส่งที่อื่นไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่กระทำตามระเบียบปฏิบัติและคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยนำน้ำมันไปส่งมอบแก่กองบิน 1 นอกจากสถานที่ ๆระบุไว้ในเบิกน้ำมัน จึงเกิดปัญหาและเป็นข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยงานเป็นผลให้จำเลยในฐานะผู้จำหน่ายน้ำมันต้องรับผิดจ่ายน้ำมันให้กองบิน 1 ในฐานะลูกค้าเพิ่มเติมจากที่เคยให้โจทก์นำไปจ่ายน้ำมันให้จึงเป็นความผิดตามระเบียบจำเลย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลพ.ศ. 2534 หมาย จล.15 ข้อ 71(23) และตามลักษณะของการกระทำความผิดในฐานะที่โจทก์เป็นพนักงานขับรถส่งน้ำมันมีหน้าที่ประการเดียวคือนำน้ำมันไปส่งตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายแต่กลับไม่กระทำการตามหน้าที่ที่ต้องรักษาประโยชน์ของนายจ้างทั้งการกระทำดังกล่าวเปิดช่องให้การทุจริตเกิดขึ้นได้โดยง่ายจึงเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง การเลิกจ้างโจทก์ย่อมมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินบำเหน็จ โบนัส ค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกและประการที่สองเป็นทำนองว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างโดยยกเหตุนอกเหนือจากที่มีในคำสั่งเลิกจ้างมาวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำสั่งเลิกจ้างเอกสารหมาย จล.1 ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ว่าในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนธันวาคม2535 โจทก์มีหน้าที่และรับผิดชอบขับรถยนต์ของ ปตท. นำน้ำมันชนิดต่าง ๆ ตามที่ระบุในใบกำกับสินค้าจำนวน 11 ฉบับ รวม 80,000ลิตร ไปส่งให้แก่กรมช่างอากาศ ภายในบริเวณกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมาตามที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้า แต่โจทก์หาได้นำน้ำมันชนิดต่าง ๆ ตามจำนวนดังกล่าวไปส่งให้แก่กรมช่างอากาศจังหวัดนครราชสีมาแต่อย่างใดไม่ หากแต่โจทก์ได้ยักยอกเอาน้ำมันจำนวน80,000 ลิตร ที่ตนครอบครองเป็นของบุคคลอื่นโดยทุจริต เห็นได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวนอกจากจะอ้างเหตุว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลยแล้วยังได้อ้างรวมถึงเหตุที่ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเข้าไว้อีกด้วย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ยักยอกน้ำมัน 80,000 ลิตรของจำเลย แต่การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย จึงเป็นการวินิจฉัยถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างตามที่จำเลยระบุไว้ในคำสั่งเลิกจ้างเอกสารหมาย จล.1มิใช่เป็นการยกเหตุอื่นขึ้นใหม่ นอกเหนือจากที่มีในคำสั่งเลิกจ้างมาวินิจฉัยคดีแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ที่ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเมื่อคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ไม่มีความผิดฐานยักยอกน้ำมันจึงถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยผู้เป็นนายจ้างเรียกค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โบนัส เงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดตามที่จำเลยกล่าวหา อันเป็นการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่เกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน แม้โจทก์จะถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดที่จำเลยกล่าวหาดังกล่าวด้วยก็ไม่ทำให้คดีนี้กลายเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประสิทธิ์ บรรจงเพียร
จำเลย — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
มงคล คุปต์กาญจนากุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 177/2545
#65825
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยให้เหตุผลว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 บัญญัติว่า คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด ดังนี้จำเลยยื่นฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้ ไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่ได้ห้ามคู่ความฎีกา เพียงแต่บัญญัติว่าคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นควรรับฎีกาแล้วส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีถึงที่สุดหรือไม่ และการที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวเกี่ยวกับทุนทรัพย์ว่าควรกำหนดเท่าใดในชั้นอุทธรณ์เพราะจำเลยเห็นว่าคดีนี้ไม่มีทุนทรัพย์และหากมีทุนทรัพย์แต่ศาลมิได้ตีราคาทุนทรัพย์ จึงทำให้คดีของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ทำให้จำเลยเสียหายเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 156)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับชำระเงินจากโจทก์จำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2533 ไปจนกว่าจะชำระแก่จำเลยเสร็จสิ้น และเมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยเวนคืนสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย ล.1 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1388ตำบลห้วยทรายเหนืออำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 147)

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 148)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 150)

คำสั่ง

คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ย้อย พรมเชื้อ
จำเลย — นาง เรณู จ้านซุ่นหลีหรือสุวนันท์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง เรณู จ้านซุ่นหลีหรือสุวนันท์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 176/2545
#65824
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากฎีกาของจำเลยยังมีข้อความที่พิมพ์ผิดพลาดและตกหล่นเพื่อให้ฎีกาสมบูรณ์และถูกต้อง จำเลยจึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกามีข้อความตามคำร้องนี้

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335(1)(8) วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฯลฯ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา (อันดับ 146)

จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 148)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงอนุญาตให้แก้ไขฎีกาตามคำร้อง ส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาที่จำเลยพิมพ์ใหม่ให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ถนัด พาณิช
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อุปถัมภ์ ดิษฐประสพ ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 175/2545
#65823
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแก้เฉพาะให้ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้กำหนด ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 เห็นว่า ชั้นอุทธรณ์ทนายจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ยื่นอุทธรณ์แล้วแต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทนายจำเลยที่ 2 มิได้ยื่นอุทธรณ์ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ใช้สิทธิในการแถลงการณ์ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญประดุจเป็นอุทธรณ์กรณีเป็นความเกี่ยวเนื่องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 205,195,198 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะได้รับการวินิจฉัยคดีนี้ในชั้นฎีกาต่อไป โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอีกสำนวนหนึ่ง โดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,289(4) พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปีฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเมื่อคำนวณลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52(1) แล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง จำคุก 8 เดือนเมื่อจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วก็ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 5ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 120 แผ่นที่ 2)

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 คือ ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา มิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามที่จำเลยที่ 2ยื่นมา อีกทั้งคำร้องดังกล่าวบังคับจำต้องยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งแต่จากการตรวจสำนวนคดีแล้วไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อพิจารณาวันที่ระบุในหนังสือที่ศาลจังหวัดเชียงรายที่แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบผ่านเรือนจำกลางบางขวาง และวันที่ระบุในคำร้องของจำเลยที่ 2 แล้ว ยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วไม่ต้องส่งคำร้องกลับไปให้จำเลยที่ 2 แก้ไข สมควรส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนี้ให้ศาลฎีกาพิจารณาตามกฎหมายและพิจารณาคำสั่งเกี่ยวกับความบกพร่องดังกล่าวไปพร้อมกัน (อันดับ 122แผ่นที่ 2)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ปรากฏตามหนังสือของศาลจังหวัดเชียงราย ลงวันที่ 24 สิงหาคม2544 ถึงผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวางให้แจ้งคำสั่งศาลไม่รับฎีกาให้จำเลยทั้งสองทราบ กับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน 2 รับรองว่าเรือนจำได้รับคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ฟังคำสั่งแล้ว จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไว้ และกรณีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ซึ่งปรากฏว่าคดีนี้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เฉพาะข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืน โดยให้ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ด้วยเท่านั้น ซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีจึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 198 ม. 205 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อ้าย น้อยหมอ
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อ้าย น้อยหมอ จำเลยที่ 2
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 173 -ที่ 174/2545
#65822
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีแล้ว เห็นว่าข้อหาที่ฟ้องเป็นข้อหาหนักและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพบางข้อหาหากปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 3 น่าจะหลบหนีจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาง อรทัย อินทนันท์หรือเอมหล่ำ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อำพล โพธิ์จินดา กับพวก ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 172/2545
#65821
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังไม่ได้ยื่นฎีกา หากจำเลยไม่ยื่นฎีกาหรือยื่นฎีกาแล้วศาลไม่รับฎีกาของจำเลย คดีย่อมถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ยกคำร้องแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบโดยเร็ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาง บุญโฮม ภูวงษ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย คำตี รังสา กับพวก ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 157/2545
#65820
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และจำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย บุญโสม ใจอดทน
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ขิ้ม ใจอดทน ผู้รับมอบฉันทะผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2545
#42740
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปทางกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในร้านขายอาหารซึ่งมีประมาณ 20 คน โดยไม่ใยดีว่ากระสุนปืนจะถูกใครหรือไม่ แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็อาจถูกผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ทั้งกระสุนปืนดังกล่าวถูกต้นขาขวาของเด็กคนหนึ่งจึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีอาวุธปืนพกออโตเมติกไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ ซึ่งใช้ยิงได้ 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .22 ไม่ทราบจำนวน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในร้านอาหารไม่มีชื่อ อันเป็นเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว จำเลยทั้งสองยิงปืนดังกล่าวซึ่งใช้ดินระเบิดคนละ 1 นัด โดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านและที่ชุมชน และจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงเข้าไปในร้านอาหารของนางคำขวัญ วงศ์วัน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดภายในร้านดังกล่าว ปรากฏว่ากระสุนปืนถูกเด็กหญิงเพ็ญพรวงศ์วัน ที่บริเวณต้นขาขวาเป็นบาดแผล จำเลยที่ 2 ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่ไม่บรรลุผล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 371, 376, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 376 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษเช่นเดียวกันฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 วัน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 11 ปี 2 เดือน 9 วัน จำเลยที่ 1 เบิกความต่อศาลรับว่านำอาวุธปืนจากผู้อื่นมาพกไว้ จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่านำอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 มาและใช้ยิงถือว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน 10 วัน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด7 ปี 5 เดือน 16 วัน ปลอกกระสุนปืน 1 ปลอก ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดจึงให้ริบ ส่วนข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ยิงปืนโดยใช้เหตุให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และพวกกับลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารในร้านขายอาหารของนางคำขวัญ วงศ์วัน ประมาณ 20 คน ได้เกิดการชุลมุนต่อยกันขึ้นภายในร้าน ในขณะนั้นเองจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูร้านได้ยิงปืนออกไปนอกร้าน 1 นัด แล้วจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนเดินออกไปที่หน้าร้าน จากนั้นก็ได้มีเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด ปรากฏว่าเด็กหญิงเพ็ญพร วงศ์วัน ซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่ที่หลังร้านได้รับบาดเจ็บเป็นแผลที่ต้นขาขวา ลักษณะเป็นแผลถลอกมีเลือดไหลออกมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีนางคำขวัญมารดาของเด็กหญิงเพ็ญพร เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้อาวุธปืนคืนมาจากจำเลยที่ 1 แล้วก็ตะโกนบอกลูกค้าที่กำลังชกต่อยกันอยู่ในร้านว่า "ทุกคนอย่ายุ่ง" พร้อมกับถืออาวุธปืนส่ายไปมาแล้วก็ยิงปืนแต่กระสุนปืนไม่ลั่น จำเลยที่ 2เดินไปยืนอยู่ที่ประตูหน้าร้านและดึงลูกเลื่อนยิงปืนออกไปนอกร้าน 1 นัดจากนั้นจำเลยที่ 2 เดินออกไปหน้าร้านยิงปืนเข้ามาในร้าน 1 นัด ลูกกระสุนปืนถูกเด็กหญิงเพ็ญพร ที่บริเวณขาขวา กับได้ความจากคำเบิกความของเด็กหญิงเพ็ญพร ผู้เสียหายพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า ขณะที่พยานยืนอยู่ที่หลังร้านเห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนอยู่ และได้พูดขึ้นว่า "ใครไม่เกี่ยวห้ามยุ่ง" จำเลยที่ 2 ยิงปืนออกไปนอกร้าน 1 นัด และขณะที่มีการชกต่อยกันอย่างชุลมุนอยู่ในร้านจำเลยที่ 2 ได้ยิงปืนเข้ามาในร้านอีก 1 นัด พยานตกใจวิ่งหนี ต่อมาจึงรู้สึกเจ็บที่ต้นขาขวาและมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผล มารดาพยานจึงนำส่งโรงพยาบาล เห็นว่า นางคำขวัญและเด็กหญิงเพ็ญพรพยานโจทก์สองปากนี้รู้จักกับจำเลยที่ 2 เป็นอย่างดีทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากเด็กหญิงเพ็ญพรพยานโจทก์อีกว่า จำเลยที่ 2 มาที่ร้านเป็นประจำและช่วยเหลืองานในร้านเป็นครั้งคราวจำเลยที่ 2 นับถือบิดามารดาพยานเสมือนเป็นบิดามารดาของตนและพยานเองก็นับถือจำเลยที่ 2 เป็นพี่ ฉะนั้น กรณีจึงน่าเชื่ออย่างยิ่งว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมาจริงโดยไม่มีเหตุที่จะแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องได้รับโทษแต่อย่างใดมีแต่พยายามเบิกความช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ในบางส่วนโดยเฉพาะนางคำขวัญนั้นก็เบิกความว่า ไม่อยากเอาเรื่องกับจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้แล้วข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสันติ โหราจันทร์ พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองว่า ในคืนเกิดเหตุ พยานจับจำเลยที่ 2 ได้ภายในเวลา 5 นาที หลังเกิดเหตุพยานเห็นบาดแผลของเด็กหญิงเพ็ญพร เพราะเด็กหญิงเพ็ญพรนุ่งกางเกงขาสั้นลักษณะบาดแผลเป็นวงกลมเหมือนมีสิ่งของมาทิ่มและมีเลือดไหลซึมเล็กน้อย ทั้งนางคำขวัญ และเด็กหญิงเพ็ญพรบอกพยานว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากกระสุนปืน ร้อยตำรวจเอกตรัยฤกษ์ ปัญญาไตรรัตน์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าตนยิงปืนที่บริเวณหน้าร้านเกิดเหตุ 2 นัด แต่อ้างว่ายิงไปนอกร้าน ส่วนบาดแผลที่บริเวณต้นขาขวาของเด็กหญิงเพ็ญพรนั้น มีลักษณะเป็นรอยกระสุนปืนเฉี่ยว และเมื่อนางคำขวัญกับเด็กหญิงเพ็ญพรไปให้ปากคำต่อพยานในวันเกิดเหตุ เด็กหญิงเพ็ญพรยังคงนุ่งกางเกงขาสั้น ซึ่งสามารถมองเห็นบาดแผลได้ ประกอบกับนายแพทย์ชัยยุทธ ต่างใจพยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายเด็กหญิงเพ็ญพรก็เบิกความในข้อนี้ว่าบาดแผลของเด็กหญิงเพ็ญพรอาจเกิดจากถูกกระสุนปืนเฉี่ยวได้ เห็นว่า พยานโจทก์เหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าพนักงานได้รู้เห็นเหตุการณ์เนื่องจากปฏิบัติงานตามหน้าที่ ทั้งพยานไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงน่าเชื่อว่าพยานดังกล่าวได้เบิกความตามสัตย์จริง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด เพื่อจะหยุดเหตุการณ์ชกต่อยกันอย่างชุลมุนภายในร้าน จากนั้นนายสง่าสามีเจ้าของร้านได้เข้ามากอดแย่งอาวุธปืนทำให้ปืนลั่นอีก 1 นัด นั้นไม่มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง เพราะในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าตนได้ยิงปืนออกนอกร้าน 2 นัด โดยมิได้กล่าวอ้างว่าถูกบุคคลอื่นใดเข้าแย่งอาวุธปืนจนเป็นเหตุให้ปืนลั่นขึ้นแต่อย่างใดพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยิงปืนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ 1 นัด และกระสุนปืนเฉี่ยวถูกต้องขาขวาของเด็กหญิงเพ็ญพร ซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่ที่หลังร้าน ส่วนที่กระสุนปืนไม่ถูกผู้อื่นที่ชุลมุนชกต่อยกันอยู่นั้นก็อาจเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ยิงปืนไม่แม่น ซึ่งจำเลยที่ 2 เองก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยยิงปืนมาก่อนเลย โดยเฉพาะเด็กหญิงเพ็ญพรนั้น ขณะเกิดเหตุนุ่งกางเกงขาสั้น ซึ่งเชื่อว่าขากางเกงไม่ได้ยาวลงไปจนถึงหัวเข่า ฉะนั้นเมื่อกระสุนปืนเฉี่ยวที่ต้นขาขวากางเกงที่เด็กหญิงเพ็ญพรนุ่งอยู่จึงไม่มีรอยฉีกขาดให้เห็น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปทางกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในร้านซึ่งมีประมาณ 20 คน โดยไม่ใยดีว่ากระสุนปืนจะถูกใครหรือไม่ แม้จะเป็นการยิงเพียงนัดเดียวก็อาจถูกผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ทั้งกระสุนปืนดังกล่าวถูกต้นขาขวาของเด็กหญิงเพ็ญพร จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย บุญช่วย เก่งคำใบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2545
#42739
เปิดฉบับเต็ม

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเก็บเงินทุกคน โดยให้พนักงานเก็บเงินกดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงิน หากไม่กดจะไม่มีจำนวนเงินปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะเป็นตัวฟ้องว่ามีรถผ่านโดยมีเสียงสัญญาณดังขึ้น และพนักงานควบคุมจะทราบเพราะเครื่องทำงานไม่ครบวงจร ดังนั้น การที่จำเลยรับเงินจากรถที่วิ่งผ่านทางด่วนแล้วไม่กดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือกดแป้นพิมพ์แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะตรวจนับจำนวนรถที่วิ่งผ่านเอง แต่เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่าจำเลยส่งเงินขาดจำนวน8 ครั้ง เป็นเงิน 153,700 บาท แม้ว่าจะไม่มีพยานบุคคลมายืนยันว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าผ่านทาง แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาเงินโดยชอบแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น รวมทั้งเป็นผู้รับเงินและรวบรวมนำส่งต่อไปอันถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ได้รับเงินค่าผ่านทางมาแล้วและไม่ส่งเงินให้ครบ จึงถือว่าเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำนวนเงินตามใบส่งตรงกับต้นขั้วใบเสร็จรับเงินอันเป็นสิ่งแสดงว่าจำเลยมิได้ทุจริตนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับใบเสร็จรับเงินมาเพื่อจ่ายให้แก่รถที่ใช้ทางด่วนทุกคัน หากผู้ใช้ทางด่วนไม่ต้องการใบเสร็จรับเงิน จำเลยต้องฉีกใบเสร็จรับเงินนั้นด้วย แต่ในกรณีของจำเลยปรากฏว่าจำนวนรถที่วิ่งผ่านมาปริมาณมากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกแสดงว่าจำเลยรับเงินมามากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกออกไป ฉะนั้น แม้จำนวนเงินที่จำเลยส่งจะตรงกับจำนวนใบเสร็จรับเงินก็มิได้เป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้ทุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตำแหน่งพนักงานเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษระดับ 2 มีหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางจากผู้ใช้รถยนต์ผ่านทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเก็บรักษาไว้เพื่อส่งมอบแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามหน้าที่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ปฏิบัติหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกันคือ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกา ต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 27,450 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2539ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกา จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 29,280 บาท เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 26,070 บาท เมื่อระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2539เวลา 22 นาฬิกา ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2539 เวลา 6 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 16,170 บาท เมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2539 เวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกันจำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 29,500 บาท เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540ระหว่างเวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 710 บาท เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 ระหว่างเวลา 14 นาฬิกาถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 11,140 บาท และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2540 ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกาจำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 13,400 บาท รวมเป็นเงินค่าผ่านทางด่วนที่จำเลยเบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้นจำนวน 153,720บาท เหตุเกิดที่แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 91และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 153,720 บาท แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยกระทำความผิดรวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 40 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 153,700 บาท แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษ ระดับ 2 ประจำด่านบางนาและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางจากผู้ใช้รถผ่านทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสุนัยสุขสมบูรณ์ นางสาวสายทอง ไตรศัพท์ นางวรารัตน์ แก้วโชติ นางสาวละเมียด มโนเกื้อกูล นางสายหยุด สุ่นศักดิ์สวัสดิ์ และนายปัญญาไชยยานนท์ พยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในการทำงานของพนักงานเก็บเงิน พนักงานมีหน้าที่กดปุ่มที่แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงินหากพนักงานไม่กดปุ่มเวลาที่รถแล่นผ่านหรือกดแต่ประเภทรถไม่ได้กดประเภทของการจ่ายเงิน ก็จะมีเสียงสัญญาณยูเอพีหรือพลการดังขึ้นซึ่งหมายความว่าเก็บเงินรถคันดังกล่าวไม่ได้ พนักงานที่อยู่บนหอควบคุมจะโทรศัพท์มาสอบถามและให้แก้ไขข้อมูล และบนพื้นถนนก่อนที่รถยนต์จะผ่านเข้าช่องทางด่วนในแต่ละช่องจะมีเครื่องตรวจจับรถยนต์เรียกว่า "เอวีซี" ซึ่งจะตรวจนับรถยนต์ที่แล่นผ่านโดยการตรวจจับโลหะ เพลา ล้อคู่ วัดความสูง และความยาวของตัวรถมากกว่าสามเมตร ข้อมูลที่ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานเก็บเงินแต่ละคนจะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในชุดตรวจจับหรือ "เอวีซี"ที่พื้นถนน นายปัญญาเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของจำเลยพบว่าในวันที่ 2 ธันวาคม 2539 จำเลยส่งเงินขาดไป 27,440 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ขาดไป 29,280 บาท วันที่ 13 ธันวาคม2539 ขาดไป 26,070 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2539 ขาดไป 16,170บาท วันที่ 22 ธันวาคม 2539 ขาดไป 29,500 บาท วันที่ 9 มกราคม2540 ขาดไป 700 บาท วันที่ 12 มกราคม 2540 ขาดไป 11,140 บาทและวันที่ 22 มกราคม 2540 ขาดไป 13,400 บาท ตามสำเนาบันทึกสรุปรายงานส่งเงินเข้าธนาคารเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.10 รวมเป็นเงิน153,700 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเก็บเงินได้ตามจำนวนที่ตรวจสอบได้และเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปนั้นเห็นว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการตรวจสอบในการปฏิบัติงานของพนักงานเก็บเงินทุกคนเพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นจากความละโมบของพนักงานที่ต้องอยู่กับเงินตลอดเวลาและเกิดความยากได้ โดยให้พนักงานเก็บเงินกดแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงิน หากไม่กดจะไม่มีจำนวนเงินปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะเป็นตัวฟ้องว่ามีรถผ่าน โดยมีเสียงสัญญาณดังขึ้นและพนักงานควบคุมจะทราบเพราะเครื่องทำงานไม่ครบวงจร ดังนั้นการที่จำเลยได้รับเงินจากรถที่วิ่งผ่านทางด่วนแล้วไม่กดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์หรือกดแป้นพิมพ์แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานหรือขัดข้องตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องตรวจจับหรือ "เอวีซี"จะตรวจนับจำนวนรถที่วิ่งผ่านเอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วจะประเมินผลและคำนวณยอดออกมาว่าจำเลยส่งเงินขาดหรือเกินจำนวนเท่าใด จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยส่งเงินขาดจำนวน 8 ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.10 แม้จะไม่มีพยานบุคคลมายืนยันว่าจำเลยเบียดบังเงินที่จำเลยเก็บค่าผ่านทางมาได้แต่เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าผ่านทางมาแล้วและไม่ส่งเงินให้ครบโดยมีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน ฟังได้ว่าจำเลยมีหน้าที่รักษาเงินโดยชอบแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้นก็ตาม อีกทั้งการรับเงินแล้วรวบรวมนำส่งต่อไปนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการจัดการทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้วการนำส่งเงินไม่ครบถือได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตแล้ว แม้จำเลยจะอ้างว่าจำนวนเงินตามใบส่งตรงกับต้นขั้วใบเสร็จรับเงินจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าจำเลยไม่ได้ทุจริตก็ตาม ในกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลยได้รับใบเสร็จรับเงินมาเพื่อจ่ายให้แก่รถที่ใช้ทางด่วนทุกคันตามประเภทและราคาของรถ หากผู้ใช้ทางด่วนไม่ต้องการใบเสร็จจำเลยต้องฉีกใบเสร็จรับเงินนั้นด้วย แต่ในกรณีของจำเลยปรากฏว่าจำนวนรถที่วิ่งผ่านมีปริมาณมากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกแสดงว่าจำเลยรับเงินมามากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกออกไป แม้จำนวนเงินที่จำเลยส่งจะตรงกับจำนวนใบเสร็จก็มิได้เป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้ทุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สำราญ ภูมิมะลา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 148/2545
#42088
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้เดิมจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ในชั้นอุทธรณ์โจทก์เพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ไม่ได้ขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพียง 200 บาท เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 22กรกฎาคม 2542 เนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณาไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอลงวันที่ 1 กันยายน 2542 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่อ้างว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นทนายความโจทก์ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถมาศาลตามนัดได้

จำเลยคัดค้านว่า โจทก์สะเพร่าและบกพร่องขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ และอ้างเหตุเจ็บป่วยเป็นความเท็จ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว เชื่อว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณาโดยจงใจ ไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้องขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่งคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นอ่าน โดยมีคำสั่งไปด้วยว่าคำขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์ถือเป็นคำฟ้อง ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์พิพาทตามตาราง 1 ข้อ (1)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เพียง 200 บาทตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ถูกต้อง ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบตามจำนวนทุนทรัพย์พิพาท หากไม่ชำระให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบตามจำนวนทุนทรัพย์พิพาทก่อนหรือภายในกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในวันที่ 19 เมษายน 2544

โจทก์ฎีกาคัดค้านว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของโจทก์มิใช่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1 ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพียง 200 บาทเท่านั้น ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และขอให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ออกไปจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ในชั้นอุทธรณ์โจทก์เพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ไม่ได้ขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1ข้อ (2)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพียง200 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าว ให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัท เดอะแคทโปรดักชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2545
#42087
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยใช้เงิน 150,194 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 139,716 บาท นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 112,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้อง ดังนี้ คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง 150,194 บาท หักด้วยจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 112,000 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องอีก 8,400 บาท แล้ว คือ 29,794 บาท เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาทตามตาราง 1 ข้อ 2(ก)ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์เป็นเงิน139,716 บาท โดยจำเลยจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายใน3 เดือนนับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ และจำเลยได้ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าแพ ลงวันที่ 22 พฤษภาคม2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 139,716 บาท เป็นการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ แต่เช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน150,194 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 139,716บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คค้ำประกันหนี้เงินกู้ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและบังคับขู่เข็ญให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ หากไม่ทำโจทก์จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยต่อไป หนังสือรับสภาพหนี้เป็นโมฆะ จำนวนเงินไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 112,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีมีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เท่าใดและต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเงิน 139,716 บาท จำเลยให้การว่าเป็นหนี้อยู่จริงเพียง 112,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทคือจำนวนเงิน 139,716 บาทหรือ 112,000 บาทไม่ใช่ 27,716 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเงิน 139,716 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 22 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 112,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจำเลยมิได้อุทธรณ์ถือว่าจำเลยพอใจตามคำพิพากษา แต่โจทก์ไม่พอใจและอุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระหนี้เต็มตามจำนวนที่ฟ้อง ดังนี้ คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เท่ากับจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง 150,194 บาท หักด้วยจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 112,000 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2540 ถึงวันฟ้องอีก 8,400 บาท แล้ว คือ 29,794 บาท ไม่ใช่เป็นเงิน 27,716 บาท ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือเป็นเงิน 139,716 บาทหรือ 112,000 บาทดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง และคดีนี้ศาลชั้นต้น วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้วฟังว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเงินเพียง 112,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามจำนวนที่ฟ้องแก่โจทก์พยานจำเลยที่นำสืบหักล้างไม่น่าเชื่อถือว่าจำเลยค้างชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 112,000 บาท นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท ให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอมอร แซ่นิ่ม
จำเลย — นางสาวศรีนวล ราชอภัย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 146/2545
#65819
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31วรรคสอง (3) และมิได้มีการสอบสวนจำเลยในข้อหาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ และคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคสอง (1)(2)(3) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 11,54,69 วรรคสอง (1)(2),72 ตรี วรรคหนึ่ง,73 วรรคสอง (1)(2) เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกก่อสร้าง แผ้วถาง ป่าสงวนแห่งชาติป่าต้นน้ำลำธาร ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก6 ปี 8 เดือน ฯลฯ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14,31 วรรคสอง (3) ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต คงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484เพียงอย่างเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 76)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 89)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาจำเลยที่อ้างว่า พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาในข้อหาที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ไม่ได้มีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าว และศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเป็นการฎีกาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะบทลงโทษและคงลงโทษจำเลยในแต่ละข้อหา จำคุกไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาจำเลย ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย หนูริ่น สังข์ทอง
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย หนูริ่น สังข์ทอง จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 145/2545
#65818
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา

จำเลยเห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงเลิกสัญญากันแล้ว เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยภายหลังสัญญาเลิกกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระและราคาค่าซื้อทรัพย์ที่เช่าทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เป็นฎีกาข้อกฎหมายโปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 46)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 49)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญารายพิพาทเลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญาหรือสัญญาเลิกกันโดยจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งประพฤติผิดสัญญาเป็นปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายไม่คำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นวลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยแมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท ไทยแมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำเลย
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 143/2545
#65817
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทั้งหมดไว้ก่อน

หมายเหตุ จำเลยทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว เฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แถลงคัดค้าน (อันดับ 990,993,994)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4,6,8,15,19,27,31,61,69,70,74,75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 และ 137 ให้จำเลยทั้งสี่ยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยห้ามมิให้จำเลยอ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวใน "อุลตร้าแมน" หรือตัว "ยอดมนุษย์" ทั้งปวงตามคำฟ้องและห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ใน "อุลตร้าแมน" หรือตัว "ยอดมนุษย์" ทั้งปวงเหล่านี้ให้บุคคลอื่น และมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำกับบุคคลภายนอกทุกรายที่เกี่ยวข้องกับตัว "อุลตร้าแมน" หรือ "ยอดมนุษย์" ในลักษณะต่าง ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลในคดีอาญาตามคำฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสี่ ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในคดีส่วนอาญาสำหรับจำเลยทั้งสี่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 2 รวม12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์ละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาพิพาท และห้ามโจทก์ไม่ให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ต่อปี

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 946,944)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว กรณีที่โจทก์ขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้งนั้น หากโจทก์หาประกันสำหรับเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันฟังคำสั่งและต่อไปอีก2 ปี มาให้เป็นที่พอใจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและภายในเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับในส่วนนี้ และให้ค่าคำร้องเป็นพับ

ส่วนกรณีที่โจทก์ขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ห้ามโจทก์ละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาพิพาทและไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ต่อไปนั้น หากโจทก์หาประกันสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินเดือนละ 5,000,000 บาทเป็นเวลา 24 เดือน เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 120,000,000 บาท มาให้เป็นที่พอใจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและภายในเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับในส่วนนี้ และให้ค่าคำร้องเป็นพับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท ซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด โจทก์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2545
#42738
เปิดฉบับเต็ม

ว. และ ห. อยู่กินฉันสามีภริยาที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 90 ปีมาแล้ว จึงเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ห. ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2484 อันเป็นปีที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้ว จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้กับการแบ่งสินสมรส โดยบทที่ 72 กำหนดให้ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ไว้ในวันแต่งงานให้เป็นสินเดิมถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส ดังนั้นถ้าได้ทรัพย์มาก่อนปี 2484 ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามบทที่ 68 คือ ถ้าชายและหญิงต่างมีสินเดิม ให้คืนสินเดิมแก่แต่ละฝ่าย ส่วนสินสมรสให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ชายได้ 2 ส่วนหญิงได้ 1 ส่วน ถ้าต่างฝ่ายไม่มีสินเดิมก็แบ่งสินสมรสแบบเดียวกันแต่ถ้าได้ทรัพย์มาภายหลังจากที่คู่สมรสของตนถึงแก่กรรมไปแล้วทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่ใช่สินสมรสที่จะแบ่งระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทได้มาก่อนปี 2484 จึงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดย ว. ได้ 2 ส่วน ห. ได้ 1 ส่วน หลังจากนั้นส่วนของ ว. จึงตกทอดเป็นมรดกที่ ว. มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนของ ห. นั้น โจทก์ผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจัดแบ่งให้แก่ทายาทของ ห. โดย ว. หามีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่มิใช่ของตนให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมไม่

ทรัพย์อันเป็นสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิติดตามเอาคืนมาเพื่อจัดการแบ่งแก่ทายาทได้แม้เกิน 10 ปีนับแต่ ห. ถึงแก่กรรม คดีหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด แซ่ตัน จำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระหรือตันวีหลิม ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน และเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนางหลีชิด เดิมนางหลีชิดเป็นภริยาของนายวีระ มีบุตรด้วยกันรวม 6 คน คือนางตันยกหงอ นางตันยกกลั่น นางตันยกเองนางตันยกเหลียน โจทก์ และนายตันกังไว นายวีระและนางหลีชิดร่วมกันประกอบอาชีพและมีสินสมรส คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 12 รายการ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 409,732,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2484 นางหลีชิดถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ มีทรัพย์มรดกคือสินสมรสดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนของนางหลีชิด โดยนายวีระสามีเป็นผู้จัดการและแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางหลีชิดตลอดมา จนกระทั่งปี 2514นายวีระถึงแก่ความตาย ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกสินสมรสส่วนของนางหลีชิด ปี 2526 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายวีระกับนางหลีซิวเหลียน แซ่หลี เป็นผู้จัดการมรดกของนายวีระ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสามจึงเข้าครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 12 รายการ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องและแสวงหาประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมิได้ดำเนินการแบ่งแยกสินสมรสระหว่างนายวีระกับนางหลีชิดออกจากกันและจัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายวีระแต่อย่างไร ต่อมาวันที่ 14กันยายน 2536 ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระจัดการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของนางหลีชิดกับส่วนแบ่งดอกผลจากสวนยางพาราปีละ 2,500,000บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปี 3 เดือน พร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวน 51,855,466 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 251 หมู่ที่ 3ตำบลเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 3 งาน 9 เศษ 7 ส่วน 10 ตารางวาที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เล่ม 3 หน้า 19 สารบบเล่ม 3 หน้า 2094 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตงอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 2,095 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 20สารบบเล่ม 3 หน้า เลขที่ 2098 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตงจังหวัดยะลา เนื้อที่ 5,500 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 สารบบหน้า 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่2,421 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62 สารบบเล่ม-หน้า 3302/2341 หมู่ที่ 5ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 1,600 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 19 หน้า 62สารบบ-หน้า 3303/2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 1,281 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2341 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 813 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2340 หมู่ที่ 7 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 219 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 3 หน้า 69 หมู่ที่ 6 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 94 ไร่ ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เลขที่ 2338 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลาเนื้อที่ 526 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา ที่ดินสวนยางพาราตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2339 หมู่ที่ 5 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 4,532 ไร่ ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน204,866,050 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินจำนวน 51,855,466บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,124,999 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์อีกเดือนละ 333,333.33 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง12 รายการหรือชดใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะนางหลีชิด แซ่ตัน ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2484 และนายวีระตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน ครอบครองทรัพย์ตามฟ้องตลอดมาจนถึงแก่ความตายเมื่อปี 2514 ก่อนที่นายวีระถึงแก่ความตายโจทก์อายุประมาณ 37 ปี บรรลุนิติภาวะแล้วถึง 17 ปี แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่นางหลีชิดถึงแก่ความตาย นางหลีชิดไม่ใช่ภริยาของนายวีระ ทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่สินสมรสของนางหลีชิดทรัพย์ดังกล่าวนายวีระได้มาหลังปี 2484 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางลาวัลย์ คงคา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิศิษฐ์ คงคานายตันเคี่ยมหงวนหรือวสันต์ แซ่ตัน และนายตันกังไว แซ่ตันซึ่งได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายวีระ ตัณฑปุตตะ ไปแล้วเข้าเป็นจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลีซิวเหลียนหรือลีซอเหลียน แซ่หลี ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม เพราะนางลีซิวเหลียนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวีระมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า นางหลีชิด แซ่ตัน ไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวีระ ตัณฑปุตตะ ทรัพย์ตามฟ้องจึงไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นทรัพย์ของนายวีระซึ่งได้มาหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายแล้ว นายวีระครอบครองและทำประโยชน์ในทรัพย์ดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของ ไม่ได้ครอบครองร่วมกับทายาทของนางหลีชิด โจทก์ฟ้องคดีหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 56 ปี จึงขาดอายุความ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องภายใน1 ปี นับแต่โจทก์บรรลุนิติภาวะและรู้ถึงความตายของนางหลีชิดขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกา 3267/2536 ซึ่งฟังว่า นางหลีชิด แซ่ตันกับนายวีระ ตัณฑปุตตะ เป็นมารดาและบิดาโจทก์ นางหลีชิดถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ส่วนนายวีระได้ถึงแก่ความตายโดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามเอกสารหมายล.1 โดยโจทก์มิได้รับส่วนแบ่งจากพินัยกรรมดังกล่าวแต่อย่างใดคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหลีชิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2536 มีสิทธิเรียกร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองทรัพย์สินส่วนของนางหลีชิดให้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3267/2536 นั้นรับฟังได้มั่นคงว่า นายวีระและนางหลีชิดอยู่กินฉันสามีภริยาที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 90 ปีมาแล้ว จึงเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ต่อมานางหลีชิดถึงแก่ความตายเมื่อปี 2484 อันเป็นปีที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว เหตุนี้จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้บังคับกับการแบ่งสินสมรส ซึ่งกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 72 ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างผัวเมียบัญญัติว่า "ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ในวันมีแขก (วันแต่งงาน)ให้เป็นสินเดิม ถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส"จึงต้องวินิจฉัยก่อนเป็นลำดับแรกว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสามนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาก่อนปี 2484 อันเป็นวันที่นางหลีชิดถึงแก่ความตายหรือไม่ถ้าได้มาก่อนปี 2484 ก็ต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 กล่าวคือ ถ้าชายและหญิงต่างมีสินเดิมให้คืนสินเดิมแก่แต่ละฝ่าย ส่วนสินสมรสให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ชายได้ 2 ส่วน หญิงได้ 1 ส่วน ถ้าต่างฝ่ายไม่มีสินเดิมก็แบ่งสินสมรสแบบเดียวกัน หากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตาย อันเป็นเหตุทำให้การสมรสสิ้นสุดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมิใช่สินสมรสที่จะแบ่งระหว่างสามีภริยาอีกต่อไป ข้อนี้โจทก์มีนายอุทัย สุภัทรประทีป หัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดยะลา สาขาเบตงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้เป็นญาติของคู่ความฝ่ายใด จึงถือว่าเป็นพยานคนกลาง เบิกความประกอบเอกสารหลักฐานเชื่อได้ว่าเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2095เอกสารหมาย จ.2 กับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 251 เอกสารหมายจ.3 ได้ซื้อมาตั้งแต่ปี 2479 สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2098 เอกสารหมาย จ.4 ได้ซื้อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2482 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2341, 3302/2341 และ 3303/2341 เอกสารหมายจ.5 ได้มาโดยเข้าครอบครองเมื่อปี 2476 ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.6 ได้มาตั้งแต่ปี 2483ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.8ได้มาตั้งแต่ปี 2478 และที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.9 ได้มาโดยอ้างว่าเข้าครอบครองเมื่อปี 2476 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมายจ.1 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เอกสารหมาย จ.7 นั้นน่าเชื่อว่านายวีระได้มาภายหลังจากนางหลีชิดถึงแก่ความตายเหตุนี้จึงฟังได้ว่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2, จ.3, จ.4, จ.5, จ.6,จ.8 และ จ.9 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนปี 2484 อันเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียโดยนายวีระได้ 2 ส่วน นางหลีชิดได้ 1 ส่วน หลังจากนั้นส่วนของนายวีระจึงตกทอดเป็นมรดกที่นายวีระมีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ได้ ส่วนของนางหลีชิดนั้นโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระ ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจัดการแบ่งให้ทายาททั้งปวงของนางหลีชิดอันได้แก่นายวีระซึ่งเป็นสามีและบุตรทั้งหกคนละส่วนเท่า ๆ กัน ทั้งนี้นายวีระหามีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนที่มิใช่ของตนให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมไม่ สำหรับปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้นเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.2, จ.3, จ.4, จ.5,จ.6, จ.8 และ จ.9 เป็นสินสมรสที่ยังมิได้แบ่ง เหตุนี้นายวีระและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทนายวีระจึงเข้าครอบครองทรัพย์มรดกในส่วนของนางหลีชิดที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันแทนทายาทอื่นของนางหลีชิดตลอดมา โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนมาเพื่อจัดการแบ่งแก่ทายาทได้แม้เกิน 10 ปี นับแต่นางหลีชิดถึงแก่ความตายก็ตาม คดีหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องมามิใช่ทรัพย์มรดกทั้งสิ้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวีระหรือตันวีหลิม ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 251 กับจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2095, 2098, 2341,3302/2341 และ 3303/2341 ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 2338, 2339 และ 2340 แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางหลีชิด แซ่ตัน เพื่อแบ่งให้แก่ทายาทของนางหลีชิด แซ่ตัน จำนวนหนึ่งในสาม หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแต่ละแปลงจำนวนหนึ่งในสามของราคากลางสำหรับการซื้อขายที่ดินซึ่งกำหนดไว้ในปัจจุบันนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1748 ม. 1754
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุเมธหรือตันเกียงเส็ง ตัณฑปุตตะหรือแซ่ตัน
จำเลย — นาย วิวัฒน์ ตัณฑปุตตะ กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — นาง ลาวัลย์ คงคา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ