คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 138 -ที่ 139/2545
#65816
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีทั้งสองสำนวนเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร และอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาด้วย พยานหลักฐานของทั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างอยู่ที่กรุงเทพมหานครการที่โจทก์นำคดีนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทาง เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมาก จำเลยที่ 1 มีรายได้เพียงจากเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26

หมายเหตุ คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,326,328,332 และ พระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินสำนวนละ 50,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด ไทยโพสต์ ประชาชาติธุรกิจ และกรุงเทพธุรกิจ ฉบับละ 7 วัน โดยจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องในคดีส่วนอาญาและให้รับฟ้องในคดีส่วนแพ่งทั้งสองสำนวน

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 335/2543 และถอนฟ้องจำเลยที่ 2, ที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 338/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รวมคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ศาลชั้นต้นอนุญาต

คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีทั้งสองสำนวนไปยังศาลอาญา โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านทั้งสองสำนวน

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91,326,328,332 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ลักษณะของความผิดตามฟ้องจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง ส่วนข้ออ้างตามคำร้องขอโอนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ว่า การที่โจทก์นำคดีทั้งสองสำนวนนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทางเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมากนั้น มิใช่กรณีที่อาจมีการขัดขวางต่อการพิจารณาหรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น อันจะเป็นเหตุให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งโอนคดีไปยังศาลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26

จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์
จำเลย — นาย อดิศร เพียงเกษ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย อดิศร เพียงเกษ จำเลยที่ 1
ชื่อองค์คณะ
สันติ ทักราล
ประธานศาลฎีกา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 134/2545
#65815
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชั่วคราวแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสามมีสิทธิจะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้อีก และคำร้องของจำเลยทั้งสามพอถือได้ว่าเป็นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาที่ยื่นเข้ามาใหม่ แม้ศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อคำร้องดังกล่าวขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องดังกล่าวเพื่อให้เสร็จไป พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในครั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้แล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชั่วคราวตีราคาคนละสองแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและดำเนินการต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ก่อสาด มาตย์โอสถ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง ปราณี หลานหาด ทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2545
#42737
เปิดฉบับเต็ม

เหตุเกิดเวลากลางวันมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ต่างเบิกความยืนยันว่าเห็นและจำได้แม่นยำว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 5 วัน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนได้เค้ามูลว่าจำเลยเป็นคนร้ายและนำภาพถ่ายของจำเลยไปให้พยานทั้งสองดูต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย พยานโจทก์ดังกล่าวมีโอกาสเห็นจำเลยอย่างใกล้ชิดและนานพอที่จะจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแน่นหนามั่นคงมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย คำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288, 289 ริบหมวกนิรภัยและหัวกระสุนปืนของกลางและขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1532/2540, 1939/2540, 2485/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2932/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) (ที่ถูกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 83) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบประจักษ์พยานและพยานปากสำคัญของโจทก์เสร็จแล้ว เป็นการจำนนต่อหลักฐานของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่สมควรลดโทษให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1532/2540, 1939/2540, 2485/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2932/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 เวลาประมาณ 17 นาฬิกาจำเลยได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายสมพรหรือจรวด เชยชื่อจิตรจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2702/2539 ของศาลชั้นต้น เป็นผู้ขับไปจอดที่หน้าบ้านของผู้ตายซึ่งเปิดเป็นร้ายขายของชำ แล้วจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ตรงเข้าไปใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตายซึ่งนั่งอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้านหลายนัด ขณะเกิดเหตุมีนางมณฑา เพชรอินทร์ ภริยาของผู้ตาย นางจิราพันธ์ เพชรอินทร์ น้องสาวของผู้ตาย นายชัยวัฒน์ ศุภนาม ซึ่งเป็นสามีของนางจิราพันธ์ และนายปรีชา ช่วยออก อยู่ในบริเวณใกล้เคียง นายชัยวัฒน์หันไปหยิบมีดจะฟันจำเลยแต่ถูกพวกของจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นจี้ขู่เข็ญไม่ให้เข้าช่วยผู้ตาย แล้วจำเลยกับพวกขึ้นรถจักรยานยนต์แล่นหลบหนีไปคงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษที่สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเวลากลางวันและมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายชัยวัฒน์กับนางจิราพันธ์ พยานโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ต่างเบิกความยืนยันว่าเห็นและจำได้แม่นยำว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย หลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 5 วันเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนได้เค้ามูลว่าจำเลยเป็นคนร้ายและนำภาพถ่ายของจำเลยไปให้พยานทั้งสองดูนายชัยวัฒน์กับนางจิราพันธ์ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย พยานโจทก์ดังกล่าวมีโอกาสเห็นจำเลยอย่างใกล้ชิดและนานพอที่จะจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแน่นหนามั่นคงมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะลดโทษให้จำเลยตามที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับคดีนี้ได้ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้จำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย จำรัส หนูฉ้ง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2545
#98451
เปิดฉบับเต็ม

เหตุเกิดในเวลากลางวันและมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับ เหตุการณ์ต่างเบิกความยืนยันว่าเห็นและจำได้แม่นยำว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย หลังจากเกิดเหตุแล้วประมาณ 5 วัน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนได้เค้ามูลว่าจำเลยเป็นคนร้ายและนำภาพถ่ายของจำเลยไปให้พยานดู พยานดังกล่าวต่างยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย พยานโจทก์มีโอกาสเห็นจำเลยอย่างใกล้ชิดและนานพอที่จะจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแน่นหนามั่งคงมีน้ำหนักพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะลดโทษให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๒๘๘, ๒๘๙ ริบหมวกนิรภัยและหัวกระสุนปืนของกลาง และขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๕๓๒/๒๕๔๐, ๑๙๓๙/๒๕๔๐, ๒๔๘๕/๒๕๔๐ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๙๓๒/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพ และ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) (ที่ถูกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบมาตรา ๘๓ ) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบประจักษ์พยานและพยานปากสำคัญของโจทก์เสร็จแล้ว เป็นการจำนนต่อหลักฐานของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่สมควรลดโทษให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ ๑๕๓๒/๒๕๔๐, ๑๙๓๙/๒๕๔๐, ๒๔๘๕/๒๕๔๐ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๙๓๒/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อ ศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว? คงมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษที่สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเวลากลางวันและมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายชัยวัฒน์กับนางจิราพันธ์พยานโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ต่างเบิกความยืนยันว่าเห็นและจำได้แม่นยำว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย หลังเกิดเหตุแล้วประมาณ ๕ วัน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนได้เค้ามูลว่าจำเลยเป็นคนร้ายและนำภาพถ่ายของจำเลยไปให้พยาน ทั้งสองดู นายชัยวัฒน์กับนางจิราพันธ์ต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย พยานโจทก์ดังกล่าวมีโอกาสเห็นจำเลย อย่างใกล้ชิดและนานพอที่จะจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแน่นหนามั่นคงมีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง ลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะลดโทษให้จำเลยตามที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ไม่อาจนำเปรียบเทียบกับคดีนี้ได้ ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้จำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

(กำพล ภู่สุดแสวง - วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ - สุรชาติ บุญศิริพันธ์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายจำรัส หนูฉ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุรพร ชลสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 129 -ที่ 132/2545
#65814
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ศาลแรงงานกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว แต่เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกามีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยในอัตราดอกเบี้ย ซึ่งศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจ่ายในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นการเกินคำขอ ส่วนอำนาจที่พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับเพื่อความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 เป็นอำนาจของศาลแรงงานกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น มิได้ให้อำนาจศาลฎีกาที่จะสั่งเกินคำขอได้ ขอศาลฎีกาโปรดแก้คำพิพากษาที่ผิดพลาดหรือผิดหลงดังกล่าวต่อไป

หมายเหตุ โจทก์ทั้งสี่ยังมิได้รับสำเนาคำร้อง

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า10,200 บาท 8,500 บาท 10,200 บาท และ 8,500 บาท ค่าชดเชย 81,600 บาท 25,499 บาท 81,200 บาท และ 25,499 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม61,200 บาท 12,000 บาท 61,200 บาท และ 17,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามลำดับและจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน ฯลฯ

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในส่วนค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 38)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีการะบุชัดเจนว่า เพื่อความเป็นธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า ศาลฎีกาพิพากษาดังกล่าวผิดพลาดหรือหลงผิด ถือได้ว่าจำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว จึงไม่อาจจะกระทำได้ ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองอ่อน พวกซื่อ
จำเลย — บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.โฮโกกุ จำกัด
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.โฮโกกุ จำกัด จำเลย
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 128/2545
#65813
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย วราวุฒิ ศรีทอง
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมบูรณ์ ศรีทอง ผู้ประกัน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2545
#99737
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินสองแปลง แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินแก่กัน ตามกำหนดนัดที่ตกลงกันไว้ได้ เพราะยังโต้เถียงกันไม่เป็นที่ยุติว่าผู้ใดจะเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร ซื้อขายและค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ในคดีก่อน ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลย โดยให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าอากรและค่าภาษี ในส่วนที่เกี่ยวกับราคาซื้อขายตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่กำหนดไว้สำหรับที่ดินทั้งสองแปลง และกำหนดให้โจทก์และจำเลยชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในส่วนที่เกินจากราคาประเมินดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง เมื่อปรากฎว่า ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทเกินกว่าราคาประเมิน แม้โจทก์จะได้ออกเงินค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทในส่วนที่เกินราคาประเมินไปแต่ผู้เดียว จำเลยก็มีความผูกพันตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระคืนให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาท โจทก์ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์สมัครใจชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าอากร และค่าภาษีทั้งหมดแต่ผู้เดียว และไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระครึ่งหนึ่ง เพราะจำเลยไม่สมัครใจได้การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบก็เพื่อให้จำเลยเตรียมเงินมาชำระในส่วนของจำเลยในวันโอน เมื่อจำเลยไม่ได้เตรียมเงินมาและจำเลยยืนยันไม่ยอมออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร ค่าภาษีของจำเลยครึ่งหนึ่ง โจทก์ก็มีสิทธิที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยได้ เพราะตามคำพิพากษาเป็นเรื่องต้องปฏิบัติตอบแทนกัน เมื่อฝ่ายใดไม่ปฏิบัติ อีกฝ่ายก็ย่อมไม่ปฏิบัติได้ กรณีแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมให้โจทก์ออกเงินส่วนที่จำเลยจะต้องชำระแทนจำเลยไปก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ๓,๙๓๐,๒๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๖๓๐,๓๖๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๑ โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ ลายมือชื่อในช่อง ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม นายเชาว์น วามสิงห์ จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์เคยแจ้งให้จำเลย ชำระค่าธรรมเนียมการโอนเป็นเงิน ๓,๖๓๐,๓๖๒ บาท แต่จำเลยยืนยันให้โจทก์เป็นฝ่ายชำระ โจทก์ยินยอมและ แจ้งให้จำเลยไปรับโอนที่ดิน โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๗๔๑ และ ๓๒๗๔๓ ให้จำเลย เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๗ ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง โดยโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่ากรและค่าภาษีจำนวน ๗,๕๗๒,๒๐๐ บาท โดยมิได้โต้แย้งสิทธิหรือสงวนสิทธิในการชำระเงินแต่ประการใด จำเลยไม่เคยตกลงหรือ ให้สัญญากับโจทก์ว่าจำเลยจะร่วมออกเงินในการโอนด้วย การที่โจทก์ชำระเงินไปจึงไม่ใช่เป็นการทดรองจ่ายแทนจำเลยแต่เป็นการชำระไปตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผูกพันต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งในเงินที่โจทก์ชำระไปและดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่าตกลงประเด็นข้อพิพาทกันเพียงประเด็นเดียวว่าจำเลยจะต้องรับผิด ชดใช้หนี้ค่าธรรมเนียมคืนโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่า วันที่ไปทำการจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๗ โจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนจำนวน ๗,๕๗๒,๒๐๐ บาท ไปแต่ผู้เดียว จำเลยได้ชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือจำนวน ๓๑,๑๗๘,๖๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์แถลงขอคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องจากร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๖๓๐,๓๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรมนายอภิชาติ ชโยภาส ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๗๒๕/๒๕๓๕ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกากำหนดผู้มีหน้าที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีใน การจดทะเบียนการโอนทรัพย์พิพาทไว้เป็น ๒ ตอน ตอนแรกให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) เป็นฝ่ายชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในส่วนที่เกี่ยวกับราคาซื้อขายตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน (ราคาประเมิน) ที่กำหนดไว้สำหรับที่ดินทั้งสองแปลงนั้น ตอนที่สองให้โจทก์และจำเลย ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในส่วนที่เกินจากราคาประเมินดังกล่าวฝ่ายละครึ่ง ตามคำพิพากษา ดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งอยู่แล้วว่าสำหรับค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในส่วนที่เกินจากราคาประเมินโจทก์และจำเลยจะต้องออกฝ่ายละครึ่ง สำหรับราคาประเมินตามคำพิพากษาดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าหมายถึงราคาประเมินของทรัพย์พิพาทที่ใช้อยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ มิใช่หมายถึงราคาประเมินในขณะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๗ เมื่อราคาทรัพย์พิพาททั้งสองแปลงมีราคาประเมินสำหรับใช้ในการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะเกิดข้อพิพาทเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ เป็นเงินรวมกันเพียง ๕,๔๘๖,๓๔๘ บาท และต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษี รวมกันเป็นเงินเพียง ๓๑๑,๔๗๖ บาท แต่ในขณะทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๗ ทรัพย์พิพาททั้งสองแปลงมีราคาประเมินสำหรับใช้ในการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเป็นเงินรวมกันถึง ๖๐,๙๘๔,๐๐๐ บาท และต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษีรวมกันเป็นเงิน ๗,๕๗๒,๒๐๐ บาท ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทที่เกินจากจำนวน ๓๑๑,๔๗๖ บาท โจทก์และจำเลยจึงต้องออกกันคนละครึ่งตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ออกเงิน ค่าธรรมเนียมการโอนค่าอากรและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทในส่วนที่เกินจากราคาประเมินเมื่อปี ๒๕๓๒ ไปแต่ผู้เดียวเป็นเงิน ๗,๒๖๐,๗๒๔ จำเลยจึงต้องมีความผูกพันตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระคืนให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๓,๖๓๐,๓๖๒ บาท ตามฟ้อง ก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาท โจทก์อ้างว่าได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับ ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทในปี ๒๕๓๒ และในปี ๒๕๓๗ ให้จำเลยทราบแล้วว่าจำเลยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีครึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๓,๖๓๐,๓๖๒ บาท ซึ่งตามคำให้การจำเลยก็ยอมรับว่าโอนจากโจทก์ เช่นนี้ จำเลยไม่อาจอ้างว่าโจทก์สมัครใจชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีทั้งหมด แต่ผู้เดียว และไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระครึ่งหนึ่งเพราะจำเลยไม่สมัครใจได้ เพราะถ้าเป็นอย่างที่จำเลยอ้างโจทก์จะแจ้งให้จำเลยทราบก่อนโอนทำไมว่าจำเลยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีเป็นเงินเท่าไร การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบแสดงให้เห็นว่าเพื่อให้จำเลยเตรียมเงินมาชำระในส่วนของจำเลยในวันโอน เมื่อจำเลย ไม่ได้เตรียมเงินมาและโจทก์ยอมออกเงินค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรและค่าภาษีทั้งหมดไปก่อน จึงเป็นการ ทดรองจ่ายแทนจำเลย เพราะหากจำเลยยืนยันไม่ยอมออกส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่ง โจทก์ก็มีสิทธิที่จะไม่ยอม โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยได้เพราะตามคำพิพากษาศาลแพ่งเป็นเรื่องต้องปฏิบัติตอบแทนกัน เมื่อฝ่ายใดไม่ปฏิบัติอีกฝ่ายก็ย่อมไม่ปฏิบัติได้ จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมให้โจทก์ออกเงินส่วนที่จำเลยจะต้องชำระแทน จำเลยไปก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทจึงเกิดมีขึ้นในวันดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่าก่อนวันจดทะเบียนโอน โจทก์ไม่ได้แจ้งค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนให้จำเลยทราบก่อนก็ดี จำเลยไม่ได้ตกลงที่จะออกค่าธรรมเนียมการโอนคนละครึ่งกับโจทก์ก็ดี และโจทก์ออกค่าธรรมเนียมการโอนไปทั้งหมดแต่ผู้เดียวตามอำเภอใจก็ดี จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้อง ชำระเงินส่วนที่จำเลยจะต้องออกครึ่งหนึ่งพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจึงไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดุล ชโยภาส
เข้าเป็นคู่ความแทน — โดยนายอภิชาติ ชโยภาส
จำเลย — นายบุญญา จริยะเวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 122/2545
#65812
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญามาแล้วครั้งหนึ่ง ประธานศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสามถูกฝ่ายโจทก์ข่มขู่จริงและตลอดมา ผู้ร้องทั้งสามไม่กล้าเดินทางไปศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตามกำหนดนัดเพราะฝ่ายโจทก์ทราบล่วงหน้าโจทก์ประกอบกิจการอยู่ในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รู้จักบุคคลและพื้นที่ดีอาจก่อเหตุร้ายในวันนัด ผู้ร้องทั้งสามเห็นว่าการที่จะป้องกันความปลอดภัยได้ดีที่สุดคือการไม่ไปปรากฏตัวที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบกับมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นกล่าวคือการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1315/2542 อันเป็นคดีที่ผู้ร้องที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ซึ่งสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ที่ขอให้มีคำสั่งโอนคดีดังกล่าวไปยังศาลแพ่ง และยกคำร้องขอส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลแพ่งด้วย ผู้ร้องที่ 1 จึงได้ร้องเรียนผู้พิพากษาดังกล่าวไปยังประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรี ผู้ร้องที่ 1 เกรงว่า แม้เป็นการร้องเรียนผู้พิพากษาเฉพาะราย แต่อาจทำให้ผู้พิพากษาอื่นที่ประจำอยู่ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เกิดความไม่พอใจและอาจมีอคติในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ผู้ร้องทั้งสามจึงขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญา

หมายเหตุ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งจดหมายพร้อมสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ เรื่องเรียกค่าทดแทนเพราะเหตุมีความสัมพันธ์กับสามีผู้อื่นในทำนองชู้สาว ไปยังเจ้าของบ้านหลายหลังในโครงการหมู่บ้านปราณบุรีคันทรี่พาร์ค ของโจทก์ ขอให้ผู้ที่พบเห็นว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับสามีจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวช่วยไปเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 อันเป็นการหมิ่นประมาท และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,83,91 ให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ขณะที่คดีอยู่ระหว่างศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญา ประธานศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2545 จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับนี้ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาอีก

คำสั่ง

คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญา ประธานศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องเพราะเหตุว่าคดีนี้มิใช่ความผิดร้ายแรง และข้อกล่าวอ้างที่ว่าพวกของโจทก์ข่มขู่จะทำร้ายผู้ร้องทั้งสามเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีข้อเท็จจริงประกอบให้ฟังได้เช่นนั้น ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องฉบับนี้ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาอีก โดยเพียงแต่ยืนยันว่า ผู้ร้องทั้งสามถูกฝ่ายโจทก์ข่มขู่จริง มิได้ระบุข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่จะแสดงให้เห็นว่า มีการข่มขู่จากฝ่ายโจทก์หรือหากพิจารณาพิพากษาคดีนี้ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป อาจมีเหตุร้ายเกิดแก่ผู้ร้องทั้งสามอย่างไร ส่วนข้ออ้างเพิ่มเติมจากคำร้องฉบับก่อนที่ว่า ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีแพ่งที่ผู้ร้องที่ 1 เป็นความกับโจทก์ และผู้ร้องที่ 1 ร้องเรียนผู้พิพากษาดังกล่าวต่อประธานองคมนตรีและคณะองคมนตรี ผู้ร้องที่ 1 เกรงว่าผู้พิพากษาอื่นที่ประจำอยู่ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อาจเกิดความไม่พอใจและมีอคติในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องที่ 1 วิตกกังวลไปเอง และกรณีดังกล่าวมิใช่เหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 ที่ประธานศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลอื่นได้

จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อภิชยา บูรณสมภพ
จำเลย — นางสาว สมใจ ตั้งวิริยะพาณิชย์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาว สมใจ ตั้งวิริยะพาณิชย์ จำเลยที่ 1 นาย วัฒนา งอกขาว จำเลยที่ 2 นางสาว ทิพย์วัลย์ จันทรโรจน์ ทนายจำเลยที่ 1
ชื่อองค์คณะ
สันติ ทักราล
ประธานศาลฎีกา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 118/2545
#65811
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ที่จำเลยอ้างว่าป่วยด้วยวัณโรคปอดต้องรับการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง ขอให้ศาลฎีกาไต่สวนแพทย์ผู้ทำการรักษาเพื่อชี้แจงอาการป่วยของจำเลยนั้นเห็นว่าไม่จำเป็น เพราะหากจำเลยมีอาการป่วยร้ายแรงถึงขั้นอันตราย อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจอนุญาตให้ออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้อยู่แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย คอลลิน มาร์ติน
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย คอลลิน มาร์ติน จำเลย
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2545
#44092
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง สรุปผลว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยแจ้งให้เลขาธิการโจทก์ทราบเมื่อวันที่27 กันยายน 2537 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดในทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่โจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิแม้ต่อมาเลขาธิการโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิก็ตามแต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใดและแม้เลขาธิการโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้วอายุความก็จะขยายออกไปได้เรื่อย ๆแล้วแต่ความล่าช้าของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 15 มีนาคม 2539พ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ป-0514 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไปตามถนนสายพิจิตร-สามง่าม ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน80-4107 พิจิตร ซึ่งนายสุนทร บุตรดี ขับแล่นสวนทางมาในทางเดินรถของนายสุนทร ทำให้รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหาย 140,000บาท ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งในกรณีดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้โจทก์รู้ถึงการละเมิดและจำเลยเป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย19,389.04 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 159,389.04 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุนทรเพียงฝ่ายเดียวซึ่งขับรถมาด้วยความเร็วสูง โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2537 จำเลยขับรถยนต์ของโจทก์ไปราชการในเขตอำเภอสามง่ามจังหวัดพิจิตร ระหว่างเดินทางได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีนายสุนทรบุตรดี เป็นผู้ขับ ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาโจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว มีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า เลขาธิการของโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งในกรณีนี้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนสรุปผลการสอบสวนว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์และแจ้งให้เลขาธิการของโจทก์ทราบตามบันทึกปกปิดที่ มท 1429/52 ลงวันที่ 27กันยายน 2537 แต่กองนิติการของโจทก์พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน โดยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด แล้วสำนักงานเลขานุการกรมของโจทก์ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้องต่อมาเลขาธิการของโจทก์ได้มีบันทึกปกปิดที่ มท 1429/2970 ลงวันที่ 29ธันวาคม 2537 ขอความเห็นต่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเห็นว่าบุคคลใดต้องรับผิดทางแพ่ง ต่อมาผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย มีความเห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้องแล้ว คือจำเลยต้องเป็นผู้รับผิดเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดในทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่โจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทย คือวันที่ 29 ธันวาคม 2537 แล้ว แม้ต่อมาเลขาธิการของโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทยก็ตาม แต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด และแม้เลขาธิการของโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้วอายุความก็จะขยายออกไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
จำเลย — นาย อัมพร รัตติธรรม
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2545
#110299
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดและแจ้งให้เลขาธิการของโจทก์ทราบ ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่เลขาธิการของโจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงหมาดไทย คือวันที่ 29 ธันวาคม 2537 แม้ต่อมาเลขาธิการของโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทยก็ตาม แต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด และแม้เลขาธิการของโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้วอายุความก็ขยายออกไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังจำเลยชำระเงินจำนวน 159,389.04 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ขณะที่จำเลยขับรถยนต์ของโจทก์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมีรถยนต์ปัดฝุ่นกำลังทำงานอยู่ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถลงเหลือประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำเลย ขับรถล้ำเส้นแบ่งทางเดินรถเข้าไปเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกรถยนต์ปัดฝุ่นดังกล่าว เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุนทรเพียงฝ่ายเดียวซึ่งขับรถมาด้วยความเร็วสูง โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2537 จำเลยขับรถยนต์ของโจทก์ไปราชการในเขตอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ระหว่างเดินทางได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีนายสุนทร บุตรดี เป็นผู้ขับ ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาโจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา ผู้รับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ทางแพ่งให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า เลขาธิการของโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา ผู้รับผิดทางแพ่งในกรณีนี้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนสรุปผลการสอบสวนว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์และแจ้งให้เลขาธิการของโจทก์ทราบตามบันทึกปกปิดที่ มท 1429/52 ลงวันที่ 27 กันยายน 2537 แต่กองนิติการของโจทก์พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน โดยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด แล้วสำนักงานเลขานุการกรมของโจทก์ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้อง ต่อมาเลขาธิการของโจทก์ได้มีบันทึกปกปิดที่ มท 1429/2970 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2537 ขอความเห็นต่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเห็นว่าบุคคลใดต้องรับผิดทางแพ่ง ต่อมาผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย มีความเห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้องแล้ว คือจำเลยต้องเป็นผู้รับผิด เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่โจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย คือวันที่ 29 ธันวาคม 2537 แล้ว แม้ต่อมาเลขาธิการของโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย ก็ตาม แต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด และแม้เลขาธิการของโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัว ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้ว อายุความก็จะขยายออกไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
จำเลย — นายอัมพร รัตติธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 111/2545
#65810
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์

คำสั่ง

พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ในเหตุผลที่ว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีก 2 คดีและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวคดีหนึ่งไว้ 5 ปี 4 เดือน จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาย พหลยุทธหรือมีน มะหะหมัด กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย พหลยุทธ มะหะหมัด จำเลยที่ 1
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 109/2545
#65809
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองได้อ้างถึงผู้เชี่ยวชาญจากศาลเพื่อตรวจสอบสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง ไว้ในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2543 แล้ว แต่ด้วยความพลั้งเผลอ หลงลืม จำเลยทั้งสองมิได้ร้องขอให้ส่งเอกสารดังกล่าวให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบในการพิจารณาของศาลชั้นต้น และเนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้ในประเด็นว่า เอกสารสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสองจึงขอให้ศาลฎีกาโปรดตั้งผู้เชี่ยวชาญจากศาลตรวจสอบสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เพื่อประกอบการวินิจฉัยของศาลฎีกาด้วย

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 259,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 230,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 96)

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 105)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการขอให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบว่า สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันตามประเด็นคำให้การของจำเลยทั้งสองว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เป็นการนำสืบพยานหลักฐานที่สามารถกระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองเพิ่งยื่นคำขอต่อศาลฎีกา จึงไม่มีเหตุอันควรอนุญาต ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ชัยภูมิส่งเสริมธุรกิจ จำกัด
จำเลย — นาง ฮุยจิง จิตร์จันทึก กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สมศักดิ์ สิทธิโภคสมบูรณ์ ทนายจำเลยทั้งสอง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2545
#42736
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยพิพาทกันเรื่องที่ดิน นายอำเภอเรียกโจทก์และจำเลยมาเจรจากันโดยมีการบันทึกคำเปรียบเทียบไว้ว่าจำเลยตกลงแบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่ตกลงกัน บันทึกคำเปรียบเทียบดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีอยู่แล้วในขณะนั้นให้เสร็จไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 อันมีผลให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์จำเลยที่มีอยู่ต่อกันระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีก คงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายคุย พลหล้า ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 903, 915 และ2246 ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด หลังจากนายคุยถึงแก่ความตาย จำเลยได้ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นบุตรนายคุย เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงใส่ชื่อจำเลยในฐานะผู้รับมรดก โจทก์ซึ่งเป็นทายาทเพียงผู้เดียวของนายคุยได้รับความเสียหายไม่สามารถจดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกได้ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนการรับโอนมรดกที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่พิพาททั้งสามแปลงเดิมเป็นของนางบูดมารดาจำเลย แต่นางบูดให้นายคุยใส่ชื่อใน น.ส.3 ก.แทนปี 2502 นางบูดยกที่พิพาททั้งสามแปลงให้โจทก์และจำเลยโดยโจทก์ได้รับเฉพาะบางส่วนของที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 915ส่วนที่เหลือเป็นของจำเลย และภายหลังโจทก์ได้ขายที่ดินส่วนที่ได้รับยกให้ดังกล่าวแก่จำเลยในราคา 2,000 บาท ที่พิพาทจึงตกเป็นของจำเลยทั้งหมด จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทตลอดมา ที่จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่านายคุยเป็นบิดาจำเลยก็เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนโอนที่ดิน ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์เคยแจ้งความต่อนายอำเภอเกษตรวิสัยว่าจำเลยแจ้งความเท็จ และได้มีการเจรจาตกลงกัน โดยจำเลยจะยกที่พิพาทบางส่วนให้แก่โจทก์ และโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอีก แต่โจทก์ผิดสัญญาไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จำเลยจึงไม่แบ่งแยกที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามที่เคยตกลงกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยใช้สิทธิไม่ถูกต้องตามกฎหมายในการโอนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน จึงไม่ได้สิทธิใด ๆในที่พิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนการรับโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 903,915 และ 2246 ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ดหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรนายคุยกับนางบุญ พลหล้า ส่วนจำเลยเป็นบุตรนายวัลย์ ลาวัลย์กับนางบูดพลหล้า หลังจากนางบุญและนายวัลย์ถึงแก่ความตาย นายคุยกับนางบูดได้จดทะเบียนสมรสอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ต่อมาในปี 2534 นายคุยถึงแก่ความตาย ปี 2538 จำเลยไปดำเนินการใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 903, 915 และ2246 ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ได้ร้องเรียนต่อนายอำเภอเกษตรวิสัยกล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จ ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นมรดกของนายคุยตกได้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นายอำเภอเกษตรวิสัยเรียกโจทก์จำเลยมาเจรจากันและจำเลยตกลงจะแบ่งที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 915 จำนวน 20 ไร่ เลขที่ 607 จำนวน 1 งานให้แก่โจทก์ โดยจะดำเนินการแบ่งให้หลังจากมีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้ว ตามบันทึกคำเปรียบเทียบลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538เอกสารหมาย จ.7 หรือ ล.5 ต่อมาโจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยถอนการจดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสามแปลงเป็นคดีนี้ เห็นว่า บันทึกคำเปรียบเทียบดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีอยู่แล้วในขณะนั้นให้เสร็จไป จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์จำเลยที่มีอยู่ต่อกันนั้นระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 903, 915 และ 2246 ดังกล่าวโจทก์คงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จันทร์ อดทน
จำเลย — นาง อำไพ ทองมี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 108/2545
#65808
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลลงโทษจำคุกค่อนข้างสูง และฎีกาของจำเลยได้อ้างอิงพยานหลักฐานในเรื่องเวลา พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง และพยานแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ทั้งกฎหมายยังเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย

หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ไม่คัดค้าน (อันดับ 76)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฯลฯ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 69 แผ่นที่ 2)

จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 76)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีเรื่องนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เมื่อปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยนั้นชอบแล้ว ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง พิมพ์ สัมมาโมกข์ หรือสัมตโมกข์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย ชาญชัย มุขแก้ว ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 107/2545
#65807
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากจำเลยได้รับโทษครบกำหนดแล้ว จำเลยจึงไม่ประสงค์จะอุทธรณ์อีกต่อไป ขอถอนอุทธรณ์

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31,70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ฯลฯ

จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 24.1)

คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 41)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว ตามใบแต่งทนาย ทนายจำเลยไม่มีอำนาจถอนฟ้อง ฉะนั้นทนายจำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วีรชาติ กลิ่นเกษมหรือกลั่นเกษม
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สุรกิจ ลิ้มสิทธิกุล ทนายจำเลย
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 106/2545
#65806
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า คดีของจำเลยมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ไม่รับฎีกาของจำเลยตามคำร้องของจำเลย ฉบับลงวันที่ 26 กันยายน2544 เพราะฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งการฎีกาคำสั่งดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมฎีกา และจำเลยได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาถูกต้องตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว จึงมีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ไม่รับฎีกาของจำเลย โปรดมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวของจำเลยใหม่ หรือมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดี

หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลย ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและให้งดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 895,244.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 771,543.49 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4887 ตำบลลาดพร้าว อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมฎีกา จึงไม่ชอบไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง (อันดับ 72)

จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 73)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาวันที่ 17 กันยายน 2544 ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากไม่รับฎีกาเป็นรับฎีกา วันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม2544 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544 ว่า กรณีมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเป็นรับฎีกา เห็นว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าว แม้อ้างว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเป็นรับฎีกา แต่โดยเนื้อหาเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยนั่นเอง การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกานั้น จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาวันที่ 17 กันยายน2544 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 เป็นการยื่นเกินกว่าสิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

ให้ยกคำร้อง คืนค่าคำร้องส่วนที่เกิน 40 บาท แก่จำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ออมสิน
จำเลย — นาย สิทธิศักดิ์ พืชพันธ์
ผู้ยื่นคำร้อง — นาย สิทธิศักดิ์ พืชพันธ์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพิทน์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 104/2545
#65805
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจาก โจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็ง ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 มีความประสงค์ที่จะขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้แทนโจทก์ที่ 2 ต่อไป โปรดอนุญาต

หมายเหตุ จำเลยทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลงไม่ค้าน (อันดับ 141)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทกลาง เอกสารหมาย จ.ล.1 ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนเสาหลักที่ปักไว้แสดงแนวเขตที่หลวงออกไปจากแนวเขตที่ดินพิพาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา (อันดับ 141) ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดอ่าน

ในวันนัดอ่าน ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ และคำร้องเพิ่มเติม (อันดับ 134,140)

คำสั่ง

อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัณฑิต สุขยา กับพวก
จำเลย — จังหวัดสุรินทร์ กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — นาง เนง ปานทอง ผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 103/2545
#65804
เปิดฉบับเต็ม

ความว่า เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีความประสงค์ขอเข้าสวมสิทธิในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โปรดมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมด้วย

หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,941.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 213,700.20 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2543)ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ฯลฯ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (อันดับ 29)

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 36)

คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่โจทก์มีต่อลูกหนี้รวมทั้งจำเลยในคดีนี้ด้วย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)ได้ตามคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ศรีจรัญมอเตอร์ จำกัด กับพวก
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้อง
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2545
#42086
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีในชั้นไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ศาลชั้นต้นจึงยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสอง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตาม การที่จำเลยทั้งสองจะฎีกาในปัญหาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอพิจารณาใหม่นั้น จำเลยทั้งสองต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อไม่ปฏิบัติตาม ฎีกาจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,267,174.67 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,143,808.08 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ในชั้นไต่สวนจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีติดต่อกันรวม 5 ครั้ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์จำนวน 37,505 บาท จึงให้วางเงินดังกล่าวภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2544 มิฉะนั้นจะไม่รับฎีกา และต่อมามีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองไม่วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ภายในกำหนด จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยทั้งสองเห็นว่า การยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นขอให้พิจารณาคดีใหม่ มิใช่เป็นการคัดค้านในเนื้อหาของคำพิพากษาของศาล จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว แม้จะเป็นการฎีกาในปัญหาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอให้พิจารณาใหม่ก็ตาม จำเลยก็ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 207 ม. 229 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นายเอกอุดม แซ่ลี้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ