คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2563
#644099
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย ลือเดช วรรณกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2563
#662611
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคน โดยระบุเหตุผลว่า "...โจทก์จึงมีความประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อศาล เพื่อจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อพนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีได้มีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลนี้..." ต่อมาเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนต่อศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเพียง 1 เดือนเศษ และต่อมาเมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พวกอีกสองคนให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาใหม่ และเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ หลังจากนั้นอีกเพียง 3 วัน โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้แม้ขณะที่โจทก์ร่วมถอนฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนในคดีก่อน ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้วหรือไม่ และไม่ทราบว่าพนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า โจทก์ร่วมมีเจตนาถอนฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการเด็ดขาด เนื่องจากโจทก์ร่วมได้ระบุไว้ในคำร้องแล้วว่า ประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง เพื่อที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการทั้งสองคดีต่อเนื่องตลอดมา พฤติการณ์จึงหาใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายของ ป.วิ.อ. มาตรา 36 ไม่ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องทั้งของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328, 83, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 (1)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานกับฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานกับฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษจำคุกเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาทและฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1439/2555 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน โดยระบุเหตุผลว่า "...โจทก์จึงมีความประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อศาลเพื่อจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อพนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีได้มีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลนี้..." ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2558 เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน เป็นจำเลยในการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีอาญาดังกล่าว ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 581/2558 ของศาลชั้นต้น วันที่ 27 เมษายน 2558 โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเพียง 1 เดือนเศษ แต่เนื่องจากในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 581/2558 พวกของจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 และมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 หลังจากนั้นอีกเพียง 3 วัน คือ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2559 โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้ แม้ขณะที่โจทก์ร่วมถอนฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1439/2555 ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนแล้วหรือไม่ และไม่ทราบว่าพนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาถอนฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการเด็ดขาด เนื่องจากโจทก์ร่วมได้ระบุในคำร้องขอถอนฟ้องแล้วว่า โจทก์ร่วมประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ต่อมาเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการทั้งสองคดีต่อเนื่องกันตลอดมา พฤติการณ์จึงเป็นการแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการที่โจทก์ร่วมถอนฟ้องดังกล่าวก็เพื่อจะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในภายหลังนั่นเอง หาใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 ไม่ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องทั้งของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ระงับไปดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ประเด็นตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเอกสารทั้งสองฉบับระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ส่งว่าคือ จำเลยที่ 1 ทั้งที่เอกสารดังกล่าวมีแถบสีดำปิดบังข้อมูลสำคัญอันเป็นพิรุธต่างจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไป และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิเสธมาตั้งแต่ต้นว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 ยังเคยเบิกความต่อศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ร่วมเป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ส่งข้อความตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองฉบับ อีกทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการส่งข้อมูลการสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็มิได้นำสืบให้ปรากฏถึงรายละเอียดข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองฉบับ เพื่อแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น อันอาจแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกับจำเลยที่ 1 นอกเหนือไปจากการที่เอกสารดังกล่าวปรากฏชื่อและที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งสามารถปลอมแปลงหรือถูกลักลอบใช้โดยผู้อื่นได้ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 มีข้อขัดแย้งกับโจทก์ร่วมมาก่อน หาอาจเป็นข้อสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยแน่แท้ไม่ เนื่องจากได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมเองว่า ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น โจทก์ร่วมได้สั่งให้มีการดำเนินการสอบสวนจนมีการลงโทษทางวินัยแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีหลายรายถึงขั้นให้บุคคลเหล่านั้นพ้นจากราชการ รวมทั้งโจทก์ร่วมยังมีข้อขัดแย้งกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอีกหลายรายอันอาจเป็นเหตุสร้างความขุ่นเคืองให้บุคคลเหล่านั้น ซึ่งนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังมีบุคคลซึ่งไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดจัดทำใบปลิวมีข้อความโจมตีกล่าวหาโจทก์ร่วมนำไปปิดและวางเผยแพร่ตามสถานที่สาธารณะทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีการวางไว้ที่ถนนทางข้าม ตู้โทรศัพท์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และส่งทางไปรษณีย์ไปยังหน่วยงานภายนอกต่าง ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุนให้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำหรือเผยแพร่ใบปลิวดังกล่าวดังนี้ รูปคดีนับว่ายังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบุคคลต่าง ๆ หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อความตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องข้อ 2.1 และ ข้อ 2.2 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และร่วมกันเผยแพร่ใบปลิว นั้น ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องกับการส่งและเผยแพร่ใบปลิวและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองฉบับ หรือเป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อความเช่นเดียวกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 และ 2.2 เช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ซึ่งความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า " (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" และบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า " (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่จึงใช้กับกรณีกระทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต หรือทางออนไลน์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอม หรือเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน แต่ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์ฟ้องจึงย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง โดยเฉพาะฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ก็มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองมีการกระทำอันเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อย่างไร จึงไม่ถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยใส่ความหมิ่นประมาทเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ร่วม ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมอันจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 เมื่อพิเคราะห์สถานะของโจทก์ร่วมและพฤติการณ์กระทำผิดของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2555 อันเป็นวันที่กระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36 ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายพรเทพ รัศมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ วิทูรากร
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 951/2563
#644567
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำนงค์ ทยอมใหม่
จำเลย — นางอุไร คูณเจริญทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2563
#644132
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 76, 152 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9, 18 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

83, 138 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด

5 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ.2550

มาตรา 76, 152

วรรคหนึ่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9, 18

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว

จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 21 มกราคม

2557

ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9

ประกอบมาตรา 11

แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ข้อ 1. ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

พ.ศ.2550

มาตรา 76, 152

วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 29, 30 เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี

นับแต่วันมีคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556

มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556

ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่

2

กุมภาพันธ์ 2557

และคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดให้วันที่ 26 มกราคม

2557 เวลา

8.00 นาฬิกา

ถึงเวลา 15.00 นาฬิกา

เป็นวันเวลาลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางทั้งในเขตเลือกตั้งและนอกเขตจังหวัด (วันเลือกตั้งล่วงหน้า)

กับกำหนดให้สำนักงานเขตบางพลัดเป็นเขตเลือกตั้งที่ 33 กรุงเทพมหานคร

อันเป็นสถานที่แห่งหนึ่งในการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า และเป็นสถานที่เก็บรักษาหีบบัตร

บัตรเลือกตั้ง รวมทั้งอุปกรณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2557 นางสาว ย.

นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี

จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้มีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 22

มีนาคม 2557

และได้ออกประกาศกับข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ

ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอันเป็นการออกประกาศกับข้อกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ.2548

เมื่อวันที่ 26

มกราคม 2557

เวลาประมาณ 5

นาฬิกา ถึง 8

นาฬิกา จำเลยกับผู้ชุมนุมประมาณ 800

คน ใช้ชื่อว่าคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเรียกชื่อย่อว่า

กปปส. ได้มาชุมนุมกันที่บริเวณทางเท้าและหน้าประตูทางเข้าออกของสำนักงานเขตบางพลัด

โดยนำแผงบล็อกพลาสติกสีส้มมาปิดกั้นการจราจรบนถนนจรัญสนิทวงศ์บริเวณทางเข้าออกหน้าสำนักงานเขตบางพลัด

กับมีการนำโซ่เหล็กและกุญแจคล้องล็อกประตูทางเข้าออกของสำนักงานเขตบางพลัด

การชุมนุมมีการใช้รถยนต์ที่มีเครื่องขยายเสียงและมีผู้ชุมนุมหลายคนรวมทั้งจำเลยได้ขึ้นไปปราศรัยบนรถยนต์

โดยปราศรัยทำนองให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเนื่องจากต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศก่อน

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 33 กรุงเทพมหานคร (เขตบางพลัด)

เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและไม่ให้ขัดขวางผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการที่จะเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่อยู่ในพื้นที่ของสำนักงานเขตบางพลัด

แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวไม่สามารถเจรจาให้ผู้ชุมนุมไม่ให้ขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจึงประชุมกันแล้วเห็นว่า

อาจมีการขัดขวางที่รุนแรงหากมีผู้จะมาใช้สิทธิเลือกตั้งพยายามที่จะเข้ามาในสำนักงานเขตที่หน่วยลงคะแนนเลือกตั้งตั้งอยู่อันอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของประชาชนผู้จะมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารวมทั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งได้และอาจเกิดปัญหาความรุนแรงขยายต่อไปอีก

จึงลงมติให้ประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า และปิดประกาศงดการเลือกตั้งล่วงหน้าที่หน้าสำนักงานเขตเวลา

8.45

นาฬิกา หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุมและสลายตัวไป ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557

ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 544/2557 ห้ามมิให้นางสาว ย.

รักษาการนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 3

คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว

นำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มาใช้บังคับเพื่อการออกประกาศและข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 และมาตรา 11

แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

และให้ข้อบังคับตามประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลบังคับต่อโจทก์ในคดีดังกล่าวและประชาชนนับแต่วันที่ลงในประกาศและข้อกำหนด

กับห้ามกระทำการต่าง ๆ รวม 9

ข้อ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2557 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2557

ว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ.2556

เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

มิได้จัดการให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

เป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า

โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า

นาย ส. พยานจำเลย เบิกความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้กรณีนาย ท. กับพวกที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดอาญาสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

และบางจังหวัดตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2556

เป็นต้นมา รวมถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย และความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันเป็นคดีพิเศษ

ตามมาตรา 21

วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ

พ.ศ.2547

และมีมติให้มีพนักงานอัยการหรืออัยการทหารแล้วแต่กรณีมาสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 32

มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่

24 ธันวาคม 2556 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการคดีพิเศษได้ออกข้อบังคับการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามมาตรา

22

แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า กคพ. มีการออกข้อบังคับการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไว้

ทั้งไม่ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานสอบสวนในคดีนี้มีข้อตกลงกันไว้อย่างไรในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนคดีนี้

ฉะนั้น

การที่พนักงานสอบสวนคดีนี้ส่งมอบการสอบสวนคดีนี้ให้แก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและไปให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีนี้

การสอบสวนคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

จำเลยจึงฎีกาว่ามีการออกข้อบังคับดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้น

กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า

คณะกรรมการคดีพิเศษได้ออกข้อบังคับการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 สำหรับคดีนี้แล้วหรือไม่ ดังนี้ แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม

แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น

เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้น

ข้อเท็จจริงที่ว่าคณะกรรมการคดีพิเศษได้ออกข้อบังคับการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐเกี่ยวข้องตามมาตรา

22

แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 แล้ว จึงไม่อาจนำมารับฟังได้

การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา

จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และ 252

ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า

คำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่

544/2557

มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศที่ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในท้องที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงหรือไม่

เห็นว่า ในวันเกิดเหตุ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน

ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปภายในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับอยู่แม้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557

ซึ่งเป็นวันหลังจากวันที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่

544/2557

มีผลให้ข้อกำหนดและประกาศไม่อาจบังคับต่อจำเลยและประชาชนได้อีกต่อไป

แต่คำพิพากษาศาลแพ่งไม่ได้มีผลเป็นการลบล้างว่าไม่มีการกระทำของจำเลยเกิดขึ้นในวันดังกล่าวที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด

กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ลงวันที่

21 มีนาคม 2557 มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้หรือขัดขวางมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไป

ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้งหรือไม่

เห็นว่า ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 5/2557 พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่

2

กุมภาพันธ์ 2557

มิได้จัดการให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

เป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสองนั้น

การดําเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่

2

กุมภาพันธ์ 2557

ยังชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนี้

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งนอกเขตในวันที่

26 มกราคม 2557

และการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2

กุมภาพันธ์ 2557

จึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อจำเลยกระทำความผิดในวันที่ 26 มกราคม 2557

ซึ่งเป็นวันที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่

5/2557 แล้ว

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงหามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้หรือขัดขวางมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไป

ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้งแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 76 ม. 152 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 ม. 11 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 939/2563
#683746
เปิดฉบับเต็ม

ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 445 เป็นกรณีผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอก โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดามารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้เยาว์อยู่ภายใต้ปกครองของโจทก์ร่วมทั้งสองตามมาตรา 1566 ซึ่งตามมาตรา 1567 กำหนดให้บิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิมอบหมายให้บุตรผู้เยาว์ทำการงานในครัวเรือนตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองมอบหมายให้ผู้ตายช่วยดูแลกิจการหอพักและกิจการฟาร์มเลี้ยงสุกรในเวลาเลิกเรียนและวันหยุด แต่ผู้ตายถูกจำเลยทำละเมิดจนถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองต้องขาดแรงงาน จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดแรงงานในครัวเรือนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย ว. โจทก์ร่วมที่ 1 และนาง ส. โจทก์ร่วมที่ 2 บิดามารดาของนายวชิรวิทย์ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 22,100 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ 196,560 บาท ค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิต 30,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 1,320,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,080,000 บาท ค่าขาดแรงงานโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 600,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,848,600 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 (4) (ที่ถูก มาตรา 157) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา (ที่ถูก มาตรา 291) อันเป็นบทหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บางส่วน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี และทำมาหากินมาใช้หนี้โจทก์ร่วมทั้งสอง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้ทำงานบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงิน 2,017,660 บาท

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นแก่การจัดงานศพ 218,660 บาท และค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 360,000 บาท โดยให้หักเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้โจทก์ร่วมทั้งสอง 300,000 บาท ออกก่อนด้วย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินหลังจากหักชำระแล้วนับแต่วันละเมิดคือวันที่ 25 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์ร่วมทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ร่วมทั้งสองขอค่าขาดไร้อุปการะเพิ่มเติม และค่าขาดแรงงานในครัวเรือน ได้หรือไม่ สำหรับค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเวลา 10 ปี และให้รับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองคนละเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 360,000 บาท นั้น เมื่อพิจารณาจากฐานะของโจทก์ร่วมทั้งสอง และขณะเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 1 อายุ 47 ปี โจทก์ร่วมที่ 2 อายุ 51 ปี มีอาชีพมีหลักฐานมั่นคง ประกอบกับขณะผู้ตายถึงแก่ความตายกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย ยังมิได้ประกอบอาชีพ หากมีชีวิตอยู่ยังต้องศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและหลังจบการศึกษาแล้ว ยังต้องหางานทำและหากมีครอบครัวยังมีภาระต้องดูแลตัวเองและครอบครัวอีก เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 445 ม. 1566 ม. 1567
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายนครินทร์ พรสี่ภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 930/2563
#682030
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายภราดร ไทยประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 927/2563
#682028
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณรงค์ เอมโอช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด -
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ประมวญ รักศิลธรรม
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 926/2563
#643906
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด
จำเลย — นาง อมรรัตน์ ประชานันท์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2563
#682026
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำเลย — นายเอกลักษณ์ กถาสัตตาพิชญ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ประมวญ รักศิลธรรม
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 922/2563
#663579
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานตามบทนิยามแห่ง ป.อ. มาตรา 1 (16) ที่บัญญัติว่า "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ เมื่อมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไม่เป็นส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดังกล่าว และไม่ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงหรือที่มีฐานะเป็นกระทรวงตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 จำเลยทั้งสิบสองซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รักษาการแทนรองอธิการบดี รักษาการแทนคณบดี หัวหน้าส่วน และเจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป และเมื่อพิจารณา พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะทั้งฉบับ ไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาด้วย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 12 ที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ จำเลยที่ 1 มีคำสั่งย้ายโจทก์ และจำเลยทั้งสิบสองกระทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ตามคำฟ้อง จึงมิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 1 (16)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 45/2559 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 1 (16) หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้กระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ที่บัญญัติว่า "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ.2535 มาตรา 5 โดยให้เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีภารกิจทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ในมาตรา 6 บัญญัติถึงการแบ่งส่วนงานในมหาวิทยาลัย อาทิเช่น สำนักงานอธิการบดี สำนักวิชา สถาบัน และศูนย์ มิได้ระบุว่าเป็นการแบ่งส่วนราชการดังเช่นส่วนราชการอื่น ๆ โดยการแบ่งส่วนงานดังกล่าวให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยโดยประกาศในราชกิจจาบุเบกษา ตามมาตรา 11 รายได้ของมหาวิทยาลัยนอกจากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีรายได้จากเงินอุดหนุนและทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่มหาวิทยาลัย ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการลงทุนและจากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย หรือจากการใช้ที่ราชพัสดุ เป็นต้น รายได้ดังกล่าวไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ในกรณีรายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ มาตรา 11 วรรคท้าย บัญญัติว่า รัฐบาลพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่มหาวิทยาลัยเท่าจำนวนที่จำเป็น และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 12 ในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จะมีสภามหาวิทยาลัยออกข้อบังคับ ข้อกำหนด และประกาศของมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการศูนย์ ส่วนอธิการบดีมีอำนาจตามมาตรา 24 (3) ในการบรรจุ แต่งตั้งถอดถอนพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งดำเนินการบริหารงานบุคคลตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า ...เห็นสมควรจัดตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคของรัฐ บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ.2535 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี และพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 มาตรา 3 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับ หมายความว่า มหาวิทยาลัยและสถาบันของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ทั้งมีหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า มีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ดังนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยจึงไม่เป็นส่วนราชการมาแต่แรก ต่อมามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 3, 72 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 และให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัยตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2562 ใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการอุดมศึกษา โดยสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคลและอาจจัดเป็นส่วนราชการหรือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562 มาตรา 3 วรรคสี่ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2562 มาตรา 4 วรรคสี่ ได้แบ่งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดของกระทรวงเป็น 2 ประเภท คือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว ดังนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังคงมีฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไม่เป็นส่วนราชการที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดังกล่าว เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ที่ว่าด้วยส่วนราชการของกระทรวงและส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง ไม่ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงหรือที่มีฐานะเป็นกระทรวง จำเลยทั้งสิบสองจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป และเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะทั้งฉบับ ไม่ปรากฏว่ามีบทมาตราใดบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญาด้วย ทั้งไม่มีบทบัญญัติมาตราใดแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ให้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสิบสองที่เกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำนิยามในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ดังที่โจทก์อ้าง การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 12 ที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงของโจทก์ จำเลยที่ 1 มีคำสั่งย้ายโจทก์ และจำเลยทั้งสิบสองกระทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ตามคำฟ้องจึงมิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 1 (16) ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (16) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 — นายประเสริฐ กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2563
#663663
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า การกระทำความผิดของ บ. เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ดังนั้น ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 ที่ผู้ร้องส่งมอบรถยนต์ให้แก่ บ. กับพวก ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของอุบายที่ บ. กับพวก วางแผนไว้เพื่อประสงค์จะลักทรัพย์ตามที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด แต่ในการนี้ บ. กับพวก ยังมิได้ลงมือแย่งการครอบครองหรือเอารถยนต์ไปจากผู้ร้อง ไม่อาจถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่ลักทรัพย์สำเร็จ แต่ถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่ผู้ร้องถูก บ. กับพวกลักรถยนต์ไปอันเป็นวันวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 จึงไม่เป็นการยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย คดีของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องและปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 68/2560 หมายเลขแดงที่ 666/2560 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 68/2560 หมายเลขแดงที่ 666/2560 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขต 9708 นครราชสีมา โดยเช่าซื้อมาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องนำรถยนต์ดังกล่าวไปมอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท โดยได้รับค่าเช่าเดือนละ 27,000 บาท ต่อมาเดือนเมษายน 2558 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท ไม่ชำระค่าเช่ารถ และผู้ร้องรวมทั้งผู้ให้เช่ารถหลายรายไม่สามารถติดตามรถคืนได้ ผู้ร้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา เป็นโจทก์ฟ้อง นายบัญชา เป็นจำเลยที่ 1 นายเฉลิมเกียรติ เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาข้อหาฉ้อโกง คดีดังกล่าวนี้มีผู้เสียหายรวม 14 คน ระหว่างพิจารณานายบัญชาหลบหนี ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาว่า นายเฉลิมเกียรติซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี และให้คืนรถยนต์หรือใช้ราคาแทนให้แก่ผู้เสียหายแต่ละราย คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องไม่สามารถติดตามรถยนต์คันของผู้ร้องที่เช่าซื้อคืนได้ ผู้ร้องจึงเรียกให้ผู้คัดค้านในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้คัดค้านยกเหตุว่ากรณีไม่อยู่ในความคุ้มครอง ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า นายบัญชากับนายเฉลิมเกียรติ มีพฤติการณ์เผยแพร่ ประกาศ ชักชวนว่าบุคคลทั้งสองดำเนินธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท ให้ผู้มีนำรถยนต์ไปให้เช่าเพื่อใช้ในโครงการวางท่อก๊าซในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และอีกหลายจังหวัดโดยให้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่ารถยนต์ ผู้ร้องหลงเชื่อ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องจึงนำรถยนต์ไปมอบให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ทเช่า ในตอนแรกห้างดังกล่าวชำระค่าเช่าให้ผู้ร้องในอัตราเดือนละ 27,000 บาท ขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตแต่อย่างใด จนกระทั่งเดือนเมษายน 2557 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท หยุดชำระค่าเช่าและเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2558 ผู้ร้องทราบว่า รถยนต์ของตนที่มอบให้ห้างดังกล่าวเช่าสูญหายไป ผู้ร้องและผู้เสียหายอีกหลายรายพากันไปแจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบปราม จากนั้นได้ส่งเรื่องร้องทุกข์ของผู้ร้องและผู้เสียหายอื่นไปให้สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พื้นที่รับผิดชอบสอบสวนต่อ เมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า การกระทำความผิดของนายบัญชาเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ดังนั้น ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 ที่ผู้ร้องส่งมอบรถยนต์ให้แก่นายบัญชากับพวกในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด สามสหายทรานสปอร์ท แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของอุบายที่นายบัญชากับพวกวางแผนไว้ เพื่อประสงค์จะลักทรัพย์ตามที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด แต่ในการนี้นายบัญชากับพวกยังมิได้ลงมือแย่งการครอบครองหรือเอารถยนต์ไปจากผู้ร้อง ไม่อาจถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่ลักทรัพย์สำเร็จ แต่ถือได้ว่าวันที่ร้องทุกข์เป็นวันที่ผู้ร้องถูกนายบัญชากับพวกลักรถยนต์ไปอันเป็นวันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 จึงไม่เป็นการยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีนับแต่วันวินาศภัย คดีของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องและปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 68/2560 หมายเลขแดงที่ 666/2560 ของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ว.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
-
ชื่อองค์คณะ
ปวีณณา ศรีวงษ์
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 919/2563
#645074
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพังงา
จำเลย — นาย สุวิทย์ ผิวขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2563
#664331
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า อวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 มีขนาดเล็ก อวัยวะเพศของจำเลยทิ่มถูกบริเวณอวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 ทำให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าใจว่าสอดใส่เข้าไป จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำชำเราเท่านั้น และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (2) ถึงข้อ 1 (28) และข้อ 1 (29) ถึงข้อ 1 (37) ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อดังกล่าวว่าอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 เป็นการกระทำชำเราสำเร็จแล้ว ถือเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งแตกต่างจากศาลชั้นต้น แต่เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. ผู้เสียหาย โดยนางสาว ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 1 และนางสาว ส. ในฐานะส่วนตัว ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่ผู้ร้องทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ค่าเสียหายที่เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 277 วรรคสาม (เดิม), 277 วรรคสาม, 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1 (1) จำคุก 1 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1 (2) ถึงข้อ 1 (28) จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 135 ปี 108 เดือน ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามฟ้องข้อ 1 (29) ถึงข้อ 1 (37) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม (ที่ถูก ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 45 ปี 36 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามฟ้องข้อ 1 (38) ถึงข้อ 1 (60) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 184 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชดใช้แก่ผู้ร้องที่ 1 เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1 (2) ถึงข้อ 1 (28) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามฟ้องข้อ 1 (29) ถึงข้อ 1 (37) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง น. ผู้ร้องที่ 1 เป็นบุตรนางสาว ส. ผู้ร้องที่ 2 กับนาย ร. เกิดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 หลังจากผู้ร้องที่ 2 เลิกร้างกับนาย ร. แล้ว ผู้ร้องที่ 2 มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โดยจำเลยมีบุตรที่เกิดกับนางสาว บ. ภริยาเดิมมาพักอาศัยอยู่ด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิง ต. เกิดวันที่ 8 ธันวาคม 2544 และเด็กหญิง ท. เกิดวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547 ผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิง อ. เกิดวันที่ 16 มกราคม 2552 และเด็กชาย ส. เกิดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 จำเลยมีฐานะเป็นบิดาเลี้ยงผู้ร้องที่ 1 ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 2 พาผู้ร้องที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศ และพาผู้ร้องที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลการตรวจพบรอยฉีกขาดเก่าบริเวณเยื่อพรหมจารี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 ถูกกระทำอนาจารและกระทำชำเราอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 5 ปี ผู้ร้องที่ 1 ย่อมจดจำเหตุการณ์สำคัญโดยรวมได้ ซึ่งการที่จำเลยกระทำชำเราแต่ละครั้งก็อาศัยช่วงที่ผู้ร้องที่ 2 ไม่ได้อยู่บ้านหรืออาศัยโอกาสที่จำเลยกับผู้ร้องที่ 1 อยู่กันตามลำพัง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงวัยมีประจำเดือนจำเลยก็ให้ผู้ร้องที่ 1 รับประทานยาคุมกำเนิด หากผู้ร้องที่ 1 ประจำเดือนมาไม่ปกติจำเลยจะซื้อยามาให้รับประทาน คำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 จึงสมเหตุผลมีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยพาผู้ร้องที่ 1 หนีไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันยิ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยต้องเคยกระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 มาก่อน นอกจากนี้การที่ผู้ร้องที่ 2 ตามไปพบแต่จำเลยกลับอิดเอื้อนไม่ยอมเปิดประตูจนเจ้าของบ้านต้องมาเรียกด้วยตนเอง จำเลยจึงยอมเปิดประตูห้อง ย่อมชี้ให้เห็นว่า จำเลยพยายามปกปิดการกระทำความผิดของตน ซึ่งหากไม่มีเหตุเกิดขึ้นจริงผู้ร้องคงไม่กล้านำเรื่องอับอายเสื่อมเสียแก่ผู้ร้องที่ 1 มาเล่าให้ผู้อื่นฟัง และทำให้จำเลยซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงได้รับความเดือดร้อนเสียหายได้ ในข้อนี้จากผลการตรวจร่างกายผู้ร้องที่ 1 ของแพทย์ก็ได้ความว่าพบรอยฉีกเก่าบริเวณเยื่อพรหมจารี และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 เคยถูกชายคนอื่นล่วงละเมิดทางเพศมาก่อนนอกจากจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 จะทราบเหตุคดีนี้เมื่อใดนั้นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญหาเป็นพิรุธไม่ ที่จำเลยอ้างว่า ผู้ร้องที่ 2 โกรธแค้นจำเลยที่ไม่ยอมช่วยเหลือนาย ด. ให้พ้นความผิดที่กระทำชำเราบุตรทั้งสองคนของจำเลยจึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ร้องที่ 1 จะเบิกความปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้ร้องที่ 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า อวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 มีขนาดเล็ก อวัยวะเพศของจำเลยทิ่มถูกบริเวณอวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 ทำให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าใจว่าสอดใส่เข้าไป จึงเป็นเพียงการพยายามกระทำชำเราเท่านั้น และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (2) ถึงข้อ 1 (28) ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (29) ถึงข้อ 1 (37) ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยิมยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อดังกล่าวว่า อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้ร้องที่ 1 เป็นการกระทำชำเราสำเร็จแล้ว ถือเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งแตกต่างจากศาลชั้นต้น เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 และมาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง น. โดยนางสาว ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2563
#644327
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย สุริยะ อยู่สืบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2563
#644326
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6
จำเลย — นาย ประทีป หอมเพียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2563
#643679
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นาย นัทหรือมน สุขโคนหรือมด กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2563
#644043
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดหลังสวน
จำเลย — นาย มิตรประชาหรืออ้วน เมืองนาโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2563
#644039
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย จรูญ สมบูรณ์จันทร์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2563
#644118
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย วัชระหรือต๋อม ขลังวิชา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2563
#643720
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดฝาง
จำเลย — นาย ธวัชชัยหรือวัด ลือชัย กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา