คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำสั่งคำร้องที่ 866/2563
#644139
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน
จำเลย — นายโชติ ตราชู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 865/2563
#644769
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรีดาหรือธราเทพ สุขกำเนิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2563
#656695
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

พ.ศ.2507 มาตรา 4,

5, 6, 8, 9, 14, 25, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ.2484 มาตรา 4,

54, 55, 72 ตรี กับให้จำเลย

คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ

พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด

ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา 1 เดือน

กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย

สูญหายหรือเสียหายไปเป็นเงิน 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 25 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 25), 26/4, 26/5, 31 วรรคสอง (ที่ถูก 31 วรรคสอง (เดิม))

พระราชบัญญัติป่าไม้

พ.ศ.2484 มาตรา 54 (ที่ถูก 54 วรรคหนึ่ง), 55,

72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 17,

31 วรรคสอง (ถูก 14, 31 วรรคสอง (เดิม))

ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากที่ดินเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติ

พร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือนำสิ่งใด ๆ อันก่อให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุภายในระยะเวลา

1 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหาย 4,824,182.64 บาท ให้แก่กรมป่าไม้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง

และแผ้วถางในที่ดินบริเวณป่าที่เกิดเหตุ โดยปลูกต้นยางพาราและปลูกบ้านพักอาศัย

1 หลัง คิดเป็นเนื้อที่ถึง 67 ไร่ 48 ตารางวา นับเป็นพื้นป่าจำนวนมาก

ถือได้ว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่

นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว

ยังเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ เป็นต้นเหตุให้ป่าไม้เสื่อมสภาพและมีจำนวนลดน้อยลง

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน

และมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวหรือเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น

รวมทั้งข้ออ้างว่าจำเลยและบริวารจำเลยออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไปตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม

กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง

ปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิได้สอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง

และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะให้เป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ

ฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า

ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่ง

และพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 141 (4) (5)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวสิริมาส ชาตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายณรงศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ธงชัย เสนามนตรี
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 863/2563
#644135
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติรัตน์ ใจวิจิตรธนาคุณ
จำเลย — นายไพฑูรย์ เด่นดวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2563
#643822
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 5,

81 (5), 152 ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 81 (5), 152 วรรคสี่

ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับคนละ 2,000,000 บาท

หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้ให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2

ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ

ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1

จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือประมงชื่อ อ. ขนาด 721 ตันกรอส จำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1

มอบอำนาจให้นายภาณุวัฒน์

เป็นผู้ดำเนินการเรื่องการทำประมงในทะเลหลวงกับกรมประมงแทน โดยเรือประมง อ.

ออกจากท่าเทียบเรือไปทำการประมงพาณิชย์นอกน่านน้ำในมหาสมุทรอินเดียเมื่อวันที่

20 มีนาคม 2558 โดยก่อนเรือประมง อ. ออกจากท่าเรือไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้ผ่านการตรวจจากหน่วยงานศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง

และกรมเจ้าท่าตามรายการเกี่ยวกับพาหนะ

บัญชีคนประจำพาหนะ และใบอนุญาตเรือออกจากท่า ต่อมาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ออกคำสั่งที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่

29 เมษายน 2558 จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการกระทำการประมงผิดกฎหมาย

เรียกโดยย่อว่า ศปมผ. ขึ้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

มีการประชุมย่อยของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.)

และสำนักเลขานุการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย

ได้มีหนังสือแจ้งข้อสรุปไปถึงนายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทยว่า

เรือประมงนอกน่านน้ำที่ผ่านการตรวจก่อนออกเรือจากศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า

- ออก (PIPO) หรือจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนการจัดตั้งศูนย์

PIPO อย่างถูกต้อง ที่ออกไปทำการประมงยังไม่ถึงเวลา 1 ปี

(นับถึงวันที่ 15 มกราคม 2559) จะได้รับการอนุโลมไม่ต้องกลับเข้ามารับการตรวจ และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

อธิบดีกรมประมงได้ออกประกาศกรมประมง เรื่อง

กำหนดหลักเกณฑ์และระยะเวลาการกลับเข้าท่าเทียบเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ (ฉบับที่

2) พ.ศ.2558 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 81

(5) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่

29 ธันวาคม 2558

ครบกำหนดที่เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่สามสิบตันกรอสขึ้นไป

ซึ่งออกไปทำการประมงพาณิชย์นอกน่านน้ำไทยในขณะที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

นำเรือกลับเข้าท่าเทียบเรือประมงภายในสามสิบวัน กล่าวคือภายในวันที่ 27 มกราคม

2559 เรือประมง อ. กลับเข้าเทียบท่าเรือประมงจังหวัดสมุทรสาคร

โดยแจ้งต่อศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า - ออกในวันที่ 7 มีนาคม 2559

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

เห็นว่า ขณะเรือ อ. ของจำเลยทั้งสามออกจากท่าเทียบเรือไปทำการประมงพาณิชย์นอกน่านน้ำในมหาสมุทรอินเดีย

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ได้ผ่านการตรวจจากหน่วยงานศุลกากร

ตรวจคนเข้าเมือง และกรมเจ้าท่าถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ

โดยอธิบดีกรมประมงได้ออกหนังสือรับรองให้เรือ อ.

ออกไปทำการประมงในทะเลหลวงได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม

2558 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์ PIPO แต่ศูนย์ดังกล่าวเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่

19 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้น วันที่ 25 ธันวาคม 2558 อธิบดีกรมประมงจึงออกประกาศ

ฯ โดยข้อ 1 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่

30 ตันกรอสขึ้นไป ซึ่งออกไปทำการประมงพาณิชย์ในทะเลนอกน่านน้ำไทยในขณะที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

(วันที่ 29 ธันวาคม 2558) นำเรือประมงกลับเข้าท่าเทียบเรือประมงภายใน 30 วัน โดยในวรรคสองมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับเจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือประมงที่ไปทำการประมงพาณิชย์ในทะเลนอกน่านน้ำไทยก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ที่ได้แจ้งการออกจากท่าเทียบเรือประมงต่อศูนย์ PIPO ไว้ไม่เกินระยะเวลา 365 วัน นับแต่วันแจ้ง

ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นมาตรการในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน

และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ตามข้อเสนอของคณะผู้แทนสหภาพยุโรป

ที่เสนอว่า ประเทศไทยจะต้องทำการตรวจเรือประมงนอกน่านน้ำไทยทุกลำ

ดังนั้น ประกาศกรมประมงจึงเป็นแนวปฏิบัติใหม่ที่ออกมาช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบอาชีพทำเรือประมงพาณิชย์

ส่งผลให้เกิดปัญหาในการตีความเกี่ยวกับกรณีเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป

ซึ่งได้ออกไปทำการประมงพาณิชย์ในทะเลนอกน่านน้ำไทยอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับว่า

จะต้องกลับเข้าท่าเทียบเรือประมงภายใน 30 วัน ตามข้อ 1 วรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามข้อ 1 วรรคสอง ของประกาศดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 25

ธันวาคม 2558 ศูนย์ ศปมผ. จึงมีการประชุมย่อยเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกรณีที่ยังคงมีเรือประมงอีกจำนวนหนึ่งซึ่งยังทำการประมงในมหาสมุทรอินเดียต่อไป โดยไม่มีการแจ้งกำหนดเดินทางกลับมารับการตรวจ

ผลการประชุมย่อยได้มีข้อสรุปว่า เรือประมงนอกน่านน้ำที่ผ่านการตรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างถูกต้องก่อนการจัดตั้งศูนย์

PIPO และออกไปทำการประมงยังไม่ถึงเวลา 1 ปี

จะได้รับการอนุโลมให้ไม่ต้องกลับเข้ามารับการตรวจจากศูนย์ PIPO ซึ่งหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ ศปมผ.

ได้มีหนังสือแจ้งผลการประชุมย่อยดังกล่าวไปให้นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทยทราบ

เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบ แม้โจทก์กล่าวอ้างว่า เอกสารฉบับนี้ไม่มีผลตามกฎหมาย แต่ก็เป็นการออกโดยหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ

อีกทั้งมีการประชาสัมพันธ์แจ้งผ่านไปยังนายกสมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย

ซึ่งในข้อนี้นายอภิสิทธิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่า ในวันดังกล่าวพยานได้เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยมีเสนาธิการทหารเรือเป็นประธาน

และประธานในที่ประชุมได้แจ้งให้ทราบว่า เรือที่ออกไปทำการประมงยังไม่ถึง 1 ปี

ได้รับการอนุโลมให้ยังไม่ต้องกลับเข้าท่าเทียบเรือ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่เข้าใจว่า กรณีของเรือ อ.

ยังไม่ต้องกลับเข้าท่าเทียบเรือ จึงนำเรือดังกล่าวเข้าจอดเทียบท่าที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 7 มีนาคม

2559 ซึ่งเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันนำเรือออกจากท่าเทียบเรือไปทำการประมง

ในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี แม้ตามหนังสืออนุโลมของศูนย์ ศปมผ.

จะระบุไว้ในวงเล็บทำนองว่า อนุโลมให้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2559 แต่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า

อธิบดีกรมประมงอนุญาตให้เรือ อ. ออกไปทำการประมงได้ถึงวันที่ 10 กันยายน 2559

ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมมีเหตุผลทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจว่า การนำเรือเข้าจอดเทียบท่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559

ยังอยู่ในกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้รับการอนุโลมจากศูนย์ ศปมผ. ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า

เรือประมงของจำเลยทั้งสามเป็นเรือขนาดใหญ่ถึง 721 ตันกรอส

การนำเรือออกไปทำการประมงและนำกลับเข้าท่าเทียบเรือต้องมีการแจ้งต่อทางราชการเป็นหลักฐานทุกครั้ง

อีกทั้งมีกำหนดระยะเวลากำกับไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้

การฝ่าฝืนดังกล่าวมีโทษปรับตามพระราชกำหนดท่านการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 152 วรรคสี่

สูงถึง 2,000,000

บาท จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยทั้งสามจะจงใจฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการนำเรือเข้า ท่าเทียบเรือเกินกำหนดเวลาตามประกาศกรมประมง

ตามรูปคดีมีเหตุให้น่าเชื่อว่า จำเลยทั้งสามเข้าใจโดยสุจริตว่า

ได้รับการอนุโลมให้นำเรือกลับเข้าท่าเทียบเรือประมงได้ภายใน 1 ปี

นับแต่วันที่นำเรือออกไปทำการประมง ดังนี้

ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสามขาดเจตนาในการกระทำความผิดฐานไม่นำเรือเข้า ท่าเทียบเรือประมงภายในกำหนดเวลาตามฟ้อง

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 81 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยรัตน์ ชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ธงชัย เสนามนตรี
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2563
#663568
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคท้าย เป็นมาตรการที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้ผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ต้องออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อจำเลยทั้งสองต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิด อันทำให้รัฐได้รับคืนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การที่ผู้ร้องจะมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อแสดงอำนาจพิเศษได้นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องในการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ เมื่อได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพียงแต่ไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีหรือเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยผู้ร้องไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากอธิบดี ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานก่นสร้าง แผ้วถางป่า ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองและบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง คดีถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสองและบริวารไม่ออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ จึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน และนัดไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ จึงมีการออกหมายบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร ซึ่งรวมถึงจำเลยทั้งสองและบริวารต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกไปจากป่าหรือที่ดินที่ป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคดีนี้ฟังว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว การที่ผู้ร้องอ้างว่าสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ก็ชอบที่ผู้ร้องต้องใช้สิทธิของผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง ไม่อาจยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาและศาลพิพากษาแล้วว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองเป็นที่ดินของรัฐ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคท้าย เป็นมาตรการที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อบังคับให้ผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครอง ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ต้องออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อจำเลยทั้งสองต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิด อันทำให้รัฐได้รับคืนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การที่ผู้ร้องจะมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อแสดงอำนาจพิเศษได้นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องในการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ เมื่อได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพียงแต่ไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีหรือเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยผู้ร้องไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากอธิบดี ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง)
ผู้ร้อง — นางสาว น.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นายอดล ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ธงชัย เสนามนตรี
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2563
#643800
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดระนอง
จำเลย — นาย อนันต์ อุดมโชค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 858/2563
#644155
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนชาติไพบูลย์ จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — บริษัทธนากร ๑๙๙๙ จำกัด
จำเลย — ร้อยเอกวิรัตน์ นาคบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2563
#682034
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — บริษัทยามาโตะ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก -
-
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 854/2563
#663652
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะโต้เถียงว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 45,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) (ที่ถูก 69 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1), 73 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1)) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (ที่ถูก 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1)) พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานทำไม้สัก (ที่ถูก ฐานทำไม้สัก ฐานทำไม้หวงห้าม) และฐานทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานแปรรูปไม้สักและฐานแปรรูปไม้ชนิดอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานแปรรูปไม้สักฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี ฐานมีไม้สักแปรรูปและฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปชนิดอื่นเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้สักและไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้สักอันยังมิได้แปรรูป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 24 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ 45,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับเนื่องจากมิได้พิพากษาให้ลงโทษปรับจึงจ่ายเงินสินบนนำจับให้ไม่ได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด จำเลยไม่ได้เข้าไปบุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติ กล่าวคือ หมู่บ้านของจำเลยอยู่ในเขตตำบลน้ำไผ่ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อประมาณปี 2554 เกิดเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมหมู่บ้านซึ่งบ้านของจำเลยด้านหลังติดกับลำห้วยทำให้ได้รับผลกระทบจากดินโคลนถล่มกระแสน้ำป่าไหลหลาก หลังจากเหตุการณ์สงบลงบริเวณลำห้วยที่ติดอยู่กับบ้านของจำเลย มีไม้ต่าง ๆ ที่ไหลมากับโคลนและน้ำป่ารวมสะสมอยู่ ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตหมู่บ้านปางมะคอม ที่จำเลยพักอาศัยมิได้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยจึงตัดไม้ดังกล่าวมาเก็บไว้บริเวณสวนของจำเลยเพื่อรอเวลาเพียงพอที่จะแปรรูปไม้เพื่อนำมาซ่อมแซมและต่อเติมบ้านที่อยู่อาศัยของจำเลยที่เสียหายเท่านั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยจะโต้เถียงว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตัดไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดไม้ได้ไม้เป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ตัดฟันต้นไม้สัก ไม้แดง ไม้แดงน้ำและไม้ประดู่ และใช้เลื่อยโซ่ยนต์แปรรูปไม้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งของศาลล่างทั้งสองยังมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงและมิได้วินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ทั้งการที่ศาลชั้นต้นยังมิได้สอบคำให้การส่วนแพ่งของจำเลย และโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอันจะเป็นฐานในการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 26/4 กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปโดยมิชอบ เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในคดีส่วนแพ่งและพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายปริญญา ปิ่นเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
ธงชัย เสนามนตรี
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2563
#643656
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 341

ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ 743,140 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูก มาตรา 341

(เดิม)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 2 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 743,140 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลจังหวัดมหาสารคามพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย

2 ปี แต่มีผู้พิพากษาลงนามเพียงคนเดียว

จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5)

โดยผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว และมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4

ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ แม้ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลล่าง

แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นฎีกาได้ในชั้นฎีกา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520

มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายชัชชัย ชัยชาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวยุภา พรหมดวง
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 848/2563
#644693
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทปิยพัฒน์ เต็มเจริญ
จำเลย — นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2563
#643899
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ดนุพงษ์ แดงดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 844/2563
#643799
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย นฤไกรหรือธีภิพัฒษ์ แก้วแสนชาติ โดยนางสาวสุภาพร เทพชาติ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ปาน ตาประโคน กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2563
#644318
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาย มนชัยหรือกู้ ห้วยจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2563
#644180
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มินท์ สุขผลผลา
จำเลย — นางสาว จำปี สุขผลผลา กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2563
#644300
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง อภิชญา ตันกุล โดยนายจำรัสและนางแสงเดือน ตันกุล ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บุญรอง ปิยวรรณหงส์
จำเลยร่วม — เด็กหญิง อภิชญา ตันกุล โดยนายจำรัสและนางแสงเดือน ตันกุล ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 837/2563
#656694
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91, 279, 285 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 143/2561, 144/2561, 145/2561, 146/2561,

147/2561, 148/2561, 149/2561, 150/2561, 151/2561, 153/2561 และ 154/2561

ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง

น. โดยนาย ว. และนาง ก.

ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย

จิตใจและชื่อเสียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 จำคุก 2 ปี

ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 598/2561,

635/2561, 657/2561, 661/2561, 671/2561, 689/2561, 699/2561 และ 701/2561 ของศาลชั้นต้น

ส่วนคำขอให้นับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 150/2561, 153/2561 และ 154/2561

ของศาลชั้นต้น ให้ยกเนื่องจากศาลยังไม่ได้พิพากษา

ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน

รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 6 ปีเศษ และ 7

ปีเศษ และเป็นศิษย์อยู่ในความดูแลของจำเลยซึ่งเป็นครู

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า

ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุเวลากระทำความผิดของจำเลยไว้อย่างชัดเจนว่า

เกิดเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2558 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน

และเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวัน ถึงเดือนมีนาคม 2559

วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน

ซึ่งมิได้อยู่ในช่วงที่โรงเรียนปิดภาคการศึกษาดังที่จำเลยอ้าง

นอกจากนั้นเหตุกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์เกิดขึ้นในปี 2558 ถึง 2559 ก่อนวันที่จะมีคำสั่งย้ายจำเลยให้ไปช่วยราชการที่อื่นในปี

2560 กรณีจึงไม่มีเหตุจะทำให้จำเลยสับสนเกี่ยวกับวันและเวลากระทำความผิด

หรือไม่เข้าใจข้อหาได้ดีอันจะทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ฟ้องโจทก์ที่ระบุเวลากระทำความผิดไว้ดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า

จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ สำหรับการกระทำความผิดครั้งแรก เมื่อจำเลยยอมรับว่าใช้แขนโอบไหล่โจทก์ร่วมในขณะเข้ามาส่งงานในห้องวิชาการเมื่อครั้งที่โจทก์ร่วมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่

1 จริง ข้อที่ต้องพิจารณาจึงมีว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวถึงขั้นเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมแล้วหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ได้ความจากนางสาว ส. ครูโรงเรียนเดียวกันซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า

จำเลยใช้วิธีการสอนแบบเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน ทำให้จำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กนักเรียน

พยานเคยเห็นจำเลยเล่นจักจี้หยอกล้อกับเด็กนักเรียน และบางครั้งเวลาที่จำเลยสอนยังมีเด็กนักเรียนหญิงแย่งกันนั่งตักจำเลย

อันถือได้ว่าเป็นเหตุผลสมควรที่ทำให้การถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างจำเลยและเด็กนักเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้น

เฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนหญิงก็ต้องมีขอบเขตที่เหมาะสมด้วย โดยสมควรเกิดขึ้นระหว่างที่มีกิจกรรมในชั่วโมงการเรียนการสอนตามปกติเท่านั้น

หากเป็นเวลาอื่นนอกเหนือจากนี้ การแสดงความเอ็นดูรักใคร่ของครูผู้ชายซึ่งมีต่อเด็กนักเรียนผู้หญิง

ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกาลเทศะและใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

มิให้ลักษณะอาการส่อไปในทางที่ไม่สมควรทางเพศได้

ซึ่งการกระทำอันไม่สมควรในทางเพศก็ไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นเรื่องในทางประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น

แม้เพียงการสัมผัสใกล้ชิดเพื่อสร้างความพึงพอใจในทางเพศก็ถือว่าเป็นการไม่สมควรแล้ว

โดยเฉพาะหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นในที่ลับสายตา

ด้วยเหตุนี้จากพฤติการณ์ของจำเลยที่อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาโอบไหล่โจทก์ร่วมโดยมือทาบอยู่เหนือหน้าอกโจทก์ร่วมอย่างไม่มีเหตุผลที่สมควรต้องกระทำเช่นนั้นในขณะเมื่ออยู่กับโจทก์ร่วมตามลำพัง

จึงยากจะเชื่อว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักที่ครูมีต่อศิษย์ตามปกติ

หากส่อว่าเป็นการฉวยโอกาสของจำเลยที่จะได้รับรสสัมผัสจากเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมมากกว่า

ดังเห็นได้จากในการกระทำความผิดครั้งที่สอง เมื่อโจทก์ร่วมและเด็กหญิง ก. เข้ามาส่งงานให้แก่จำเลยและอยู่ด้วยกันตามลำพังอีก

จำเลยซึ่งไม่มีเหตุผลสมควรใด

กลับรั้งเด็กหญิงทั้งสองไว้ด้วยการพามานั่งที่ขาของตนคนละข้างแล้วใช้แขนโอบโจทก์ร่วมและเด็กหญิง ก. ไว้ในอ้อมแขนของตน บ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีความพึงพอใจในทางเพศจากการได้อยู่ใกล้ชิด

สัมผัสเนื้อตัวร่างกายเด็กนักเรียนหญิงซึ่งเป็นสิ่งไม่เหมาะสม ทั้งเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมซึ่งได้ความว่าจำเลยถูกผู้ปกครองของเด็กนักเรียนถึง

21 ราย ร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมกระทำอนาจารเด็กนักเรียนหญิงโดยมีรูปแบบของการกระทำที่แตกต่างกัน

ไม่ว่าด้วยการกอด หอมแก้ม จับก้น จับหน้าอก

จับอวัยวะเพศ หรือกับเด็กนักเรียนบางคนถึงขนาดใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอด

ปรากฏรายละเอียดของเรื่องร้องเรียนดังกล่าวในสำเนาคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา

ที่ 3/2561 ซึ่งให้ปลดจำเลยออกจากราชการ

ซึ่งในเวลาต่อมามีผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิงรวม 12 คน แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นเจตนาของจำเลยที่กระทำแก่โจทก์ร่วมทั้งสองครั้งดังกล่าวว่า

มิใช่เป็นแค่การแสดงความเอ็นดูรักใคร่ของครูที่มีต่อศิษย์

หากแต่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นไว้ด้วยความพึงพอใจทางเพศอันไม่สมควร สำหรับข้อฎีกาของจำเลยว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากแผ่นวีดิทัศน์ซึ่งพนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำเด็กหญิง ก. ได้รับความเสียหายไม่อาจถ่ายทอดภาพและเสียงได้อย่างต่อเนื่องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคสี่ นั้น เห็นว่า

ในการถามปากคำพยานซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา

133 ทวิ บัญญัติให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่มีความเหมาะสม

กับต้องให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ

และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น โดยในวรรคสี่ของมาตราดังกล่าวซึ่งอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 139

กำหนดให้พนักงานสอบสวนนอกจากจะต้องบันทึกการถามปากคำพยานเด็กไว้เป็นหนังสือเช่นเดียวกับพยานบุคคลโดยปกติทั่วไปแล้ว

ยังจะต้องจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำพยานเด็กนั้น

ซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้ด้วย ฉะนั้น เมื่อได้ความตามบันทึกคำให้การของเด็กหญิง

ก. ที่จัดทำเป็นหนังสือว่าในการถามปากคำ มีสหวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนดร่วมอยู่ด้วย

ขณะที่พันตำรวจโท จ. พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่ามีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำเด็กหญิง ก. ต่อหน้าสหวิชาชีพไว้ในแผ่นวีดิทัศน์แล้ว ดังนี้

จึงเป็นการปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างครบถ้วน การสอบสวนพยานเด็กดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมาย

แม้ต่อมาภายหลังไฟล์ภาพและเสียงซึ่งบันทึกไว้ในแผ่นวีดิทัศน์ดังกล่าวเสียหาย ไม่สามารถเปิดดูได้

ก็หาทำให้การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปไม่

โดยพยานหลักฐานในคดียังมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเด็กที่จัดทำเป็นหนังสือซึ่งย่อมมีเนื้อหาสาระเป็นเช่นเดียวกับภาพและเสียงที่บันทึกไว้รวมอยู่ในสำนวนการสอบสวน

อีกทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็นำตัวเด็กหญิง

ก. เข้าเบิกความโดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายจำเลยใช้สิทธิถามค้านอย่างเต็มที่ กรณีถือไม่ได้ว่ามีการปิดบังอำพรางคดีจากการสอบสวนที่เป็นไปโดยมิชอบแต่ประการใด

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น

เห็นว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เหลือกระทงละ 6 เดือน

นับได้ว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากอยู่แล้ว จึงไม่เหตุสมควรแก้ไขให้น้อยลงกว่านี้อีก

และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นครูบาอาจารย์สมควรประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กนักเรียน

ยิ่งเฉพาะกับศิษย์ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลเป็นเด็กเล็ก

ซึ่งบิดามารดาให้ความไว้วางใจมอบหมายหน้าที่ให้จำเลยคอยให้การศึกษาและช่วยเหลือกล่อมเกลา

สร้างสมนิสัยให้เป็นคนดี

แต่จำเลยกลับฉวยโอกาสที่มีหน้าที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กสนองอารมณ์ใคร่ของตนเองโดยอาศัยความอ่อนแอและไม่ประสาต่อโลกของเด็กนักเรียนผู้เป็นศิษย์

พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยอุทธรณ์และฎีกาต่อสู้คดีมาโดยตลอด

หาได้สำนึกในความผิดที่ตนเองได้กระทำ จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา

(ฉบับที่ 27)

พ.ศ.2562 ใช้บังคับ โดยมาตรา 9

ให้ยกเลิกความในมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทนแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย

จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา

พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธงชัย สีหาเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 836/2563
#643873
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง จังคนิภา วงศ์จักร์ โดยนายญาณเมธี วงศ์จักร์ และนางรัตติกาล วงศ์จักร์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บุญรอง ปิยวรรณหงส์
จำเลยร่วม — เด็กหญิง จังคนิภา วงศ์จักร์ โดยนายญาณเมธี วงศ์จักร์ และนางรัตติกาล วงศ์จักร์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2563
#643872
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงคำ
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง กุลนาถ สมณะ โดยนายพิเชฐ สมณะ และนางสาวนิภารัตน์ ปัญญาเหลือ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย บุญรอง ปิยวรรณหงส์
จำเลยร่วม — เด็กหญิง กุลนาถ สมณะ โดยนายพิเชฐ สมณะ และนางสาวนิภารัตน์ ปัญญาเหลือ ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา