คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2563
#644129
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย แสน เลิศภูเขียว กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 829/2563
#681885
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรีโนวา กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นางสาวจารุณี บุญเลิศหรือธารามุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
ธีระพงศ์ จิระภาค
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2563
#644123
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว มินตรา บ่างสมบูรณ์
จำเลย — นาย สุวิทย์ ศาสนสุพินธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2563
#644215
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย อธิคมหรือเจ กำเนิดเกาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2563
#644316
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย อมรเทพ แก้วสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2563
#664329
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเสียเองเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และถือว่าจำเลยสละปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะข้อ 2.1 และ 2.2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยอ้างว่าได้นำเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คไปชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลฎีการับคำร้องดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งพร้อมคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่สามารถทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 สละปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ข้อ 2.1 และ 2.2 อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในเช็คให้แก่ผู้เสียหายแล้ว แต่เป็นเพียงค่าภาษีเฉพาะต้นเงิน 1,264,000 บาท แต่ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีในส่วนของเงินเพิ่ม 1,061,928 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ถือว่าคดียังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 816/2563
#644149
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวรุ่งทิวา ศิลาเรืองอำไพ
ผู้คัดค้าน — นางสาวจุฑาภรณ์ นันทจินดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 814/2563
#663615
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบการกระทำความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

เช็คมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย ทั้งจำนวนเงินและวันที่ลงในเช็คตรงตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อโจทก์นำเช็คไปขึ้นเงินตามปกติแสดงว่าจำเลยออกเช็คไว้ล่วงหน้าให้เป็นการชำระหนี้ มิใช่เพียงเพื่อประกันหนี้ จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คมอบให้โจทก์เป็นผู้กรอกวันเดือนปีในเช็คต่อหน้าจำเลยด้วยความยินยอมเห็นชอบของจำเลย ถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น (2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ (3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น (4) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ (5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีความผิด" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่า การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงเป็นองค์ประกอบการกระทำความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาท มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย ทั้งจำนวนเงินและวันที่ลงในเช็คพิพาทตรงตามวิธีการชำระหนี้ด้วยเช็คที่ระบุไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งต่อมาโจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปขึ้นเงินตามปกติ แสดงว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทไว้ล่วงหน้าให้เป็นการชำระหนี้ โดยตกลงกันว่าเมื่อเช็คถึงกำหนดให้นำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยทวงถามให้ชำระหนี้ก่อนครบกำหนดตามเช็ค เช่นนี้ จำเลยจึงมีเจตนาจะใช้เช็คนั้นเป็นการชำระหนี้ให้โจทก์ มิใช่เพียงเพื่อประกันหนี้ดังที่จำเลยอ้าง และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทโดยมิได้กรอกวันที่สั่งจ่ายในขณะออกเช็ค จึงไม่มีวันที่จำเลยกระทำความผิดนั้น การที่โจทก์จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้และออกเช็คพิพาทแก่กัน ตามธรรมดาย่อมจะต้องกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ด้วย จำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าวันที่กำหนดชำระหนี้เป็นวันอื่นที่ไม่ตรงกับวันที่ลงในเช็คและกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ระบุในหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยได้มอบสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบุตรจำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เป็นผู้กรอก วัน เดือน ปี ในเช็คต่อหน้าจำเลยด้วยความยินยอมเห็นชอบของจำเลยดังที่โจทก์นำสืบ กรณีต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทดังกล่าว คดีฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกมลชนก กฐินะสมิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
วินัย เรืองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2563
#644076
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขสันต์ ทวีวรวัฒนกุล
จำเลย — นาย บุญรัตน์ โพธิชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 813/2563
#644555
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิวสันติ ๒๐๑๒ ลิสซิ่ง
จำเลย — นางส้มจีน อินยัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2563
#682032
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลัย นาสอ้าน
จำเลย — นางเขียว อาปัดชิง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ -
-
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2563
#644072
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญ วงษ์ขุมเงิน
จำเลย — นาย ประยูร วงษ์ขุมเงิน ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบัว วงษ์ขุมเงิน ผู้ตาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพยัคฆภูมิพิสัย -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 808/2563
#644775
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีหญิงชัชญาภา มุ่งเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ แสงชมภู
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 798/2563
#644694
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร ชลประเสริฐสุข
จำเลย — บริษัทสิริวลัย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จรัญ รัตตมณี
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 796/2563
#643768
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ภาค 9
จำเลย — นาย มาลูดิง ปูตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2563
#644317
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย บรรจงหรือเปี๊ยก ช้างเผือก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785 -ที่ 786/2563
#663577
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นมาตรการทางแพ่ง และมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่เชื่อว่าทรัพย์สินตามที่ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน และให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 นั้น ต้องพิจารณาตามบทนิยามของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติและเลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่าในขณะดังกล่าวทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการขอให้ลงโทษบุคคลทางอาญาที่ต้องใช้กฎหมายที่บังคับใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกพนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตามลำดับ และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 สำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องทั้งสองสำนวนขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามรวม 348 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวน นางรวงทิพย์ ยื่นคำคัดค้านไม่ให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินท้ายคำร้อง ลำดับที่ 66 ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมานางรวงทิพย์ขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนแรก รายการที่ 1 ถึง 9, 16, 26, 32 ถึง 71, 73 ถึง 87, 94 ถึง 117, 124 ถึง 153, 160 ถึง 165, 178 ถึง 228, 230, 231, 244 ถึง 279, 281 ถึง 313, 315 ถึง 321, 323 ถึง 330, 339 ถึง 344 และทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนหลัง รายการที่ 3 และ 4 ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คืนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนแรก รายการที่ 10 ถึง 15, 27 ถึง 31, 88 ถึง 93, 118 ถึง 123, 154 ถึง 159, 166 ถึง 177, 229, 232 ถึง 243, 280, 314, 322, 331 ถึง 336 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 คืนทรัพย์สินรายการที่ 72, 337 และ 338 ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเดียวกันแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และคืนรถจักรยานยนต์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินในสำนวนหลัง รายการที่ 1 และ 2 แก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้ถือเอาบัญชีรายการทรัพย์สินทั้งสองสำนวนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาฉบับนี้ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกเข้าตรวจค้นอาคารที่สืบทราบว่ามีการจัดให้เล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการสืบสวนทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้เข้าตรวจค้นสถานที่รวม 3 แห่ง ในวันที่ 6 มิถุนายน 2557 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 และวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ตามลำดับ จากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีหนังสือรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พนักงานอัยการพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 แต่คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าว และทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เป็นการบรรยายคำร้องที่ไม่อยู่ในความหมายของความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (9) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ที่บัญญัติว่า วงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าเกินกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการตรวจค้นอาคารทั้งสามแห่งที่กล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำความผิดมูลฐาน ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่แยกออกได้จากกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดมูลฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการทางแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตามหมวด 6 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบการทำธุรกรรมต้องสงสัยอันมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่าเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน และหากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นมาตรการทางแพ่ง และมติของคณะกรรมการธุรกรรมที่เชื่อว่าทรัพย์สินตามที่ตรวจสอบและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน และให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 นั้น ต้องพิจารณาตามบทนิยามของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติและเลขาธิการส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่าในขณะดังกล่าวทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากการขอให้ลงโทษบุคคลทางอาญาที่ต้องใช้กฎหมายที่บังคับใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องทั้ง 348 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมตินั้น โดยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ยกเลิกความใน (9) ของบทนิยามคำว่า "ความผิดมูลฐาน" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(9) ความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์" ดังนั้น การที่ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า "ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป" จึงเป็นการบรรยายคำร้องตามบทนิยามความผิดมูลฐานของมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (9) ตามที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่อไป แต่เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล เห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก่อน และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ในปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 48 ม. 49 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรูญ โชครุ่งวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 780/2563
#644695
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — โดยธรรมของนางสาวหรือนางเสวียน แร่เพชร ที่ ๑ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
เมทินี ชโลธร
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2563
#644175
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ เรืองศรีสมหมาย
จำเลย — บริษัท เอไอเอ จำกัด หรือบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัว รันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773/2563
#662461
เปิดฉบับเต็ม

การถอนฟ้องเป็นการกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่จะต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำการนั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้น หรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ การพิจารณาอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ในขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนั้น ต้องถือเอาข้อความในหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นสำคัญ แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 74

โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน เนื่องจาก ค. กรรมการที่มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ และจำเลยที่ 1 บอกว่า ไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้ มูลเหตุการฟ้องส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของ ค. การไต่สวนก็ได้ความว่า ค. เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน แม้เลิกรากันแล้วแต่ ค. ยังคงไปมาหาสู่กับบุตรเป็นประจำ ในการไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ค. ก็อยู่ฝ่ายเดียวกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ส่อแสดงว่า ค. และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเดียวกันและเป็นคู่กรณีกับโจทก์ การที่ ค. ขอถอนฟ้องเนื่องจากประสงค์ไม่ให้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาลเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ได้เสียของโจทก์ ถือได้ว่า ประโยชน์ได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของ ค. ซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการในคำร้องขอถอนฟ้อง คำร้องขอถอนฟ้องจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 5758 เนื้อที่ 6 ไร่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ได้ออกให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 ตกเป็นโมฆะ ให้นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5758 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ให้เจ้าพนักงานที่ดินขีดฆ่ารายการในสารบัญจดทะเบียนนับตั้งแต่รายการของวันที่ 18 เมษายน 2554 จนถึงปัจจุบัน ออกจากสารบัญจดทะเบียนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5758 ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าว คืนแก่โจทก์ในฐานะเจ้าของที่แท้จริง หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 1 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยต่อในวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 แต่ในวันที่ 22 เมษายน 2558 มีการยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยระบุว่า บริษัทโจทก์โดยนายคัทสุอากิ และนางธิฑิณันจ์ กรรมการผู้มีอำนาจไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสี่ต่อไป จึงถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์โดยนายธนาพงศ์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยอ้างว่าศาลมีคำสั่งไปโดยผิดหลง เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเพราะโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะถอนฟ้องคดีนี้ เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของโจทก์ไม่เคยมีมติให้ถอนฟ้องนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์ไม่เคยแจ้งคณะกรรมการของโจทก์ นางธิฑิณันจ์ไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหารของโจทก์ ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ การกระทำของนายคัทสุอากิเป็นปรปักษ์กับโจทก์ ไม่มีอำนาจกระทำในฐานะกรรมการของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 คำร้องขอถอนฟ้องไม่ผูกพันโจทก์ การถอนฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่าคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่ ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาและกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ตามรูปคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 และฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 5 คน นายโยชิฮารุ นายทาโร่ นายคัทสุอากิ นางธิฑิณันจ์ และนายเหนือเพชร กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์โดยนายโยชิฮารุและนายเหนือเพชรลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายภิญโญ ฟ้องจำเลยทั้งสี่ ภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จและอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสี่ โจทก์โดยนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์ลงลายมือชื่อร่วมกัน และประทับตราสำคัญของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุต้องเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องเป็นการกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่จะต้องพิจารณาว่า ผู้กระทำการนั้นมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในขณะนั้นหรือไม่เป็นสำคัญ หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีอำนาจอันเป็นการไม่ชอบแล้ว ก็ชอบที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณานั้น หรือหากอนุญาตไปก่อนแล้วโดยผิดหลงก็ต้องสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ เพื่อจักได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายต่อไป เมื่อโจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยผิดหลง จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีกรรมการ 5 คน คือ นายโยชิฮารุ นายทาโร่ นายเหนือเพชร นายคัทสุอากิ และนางธิฑิณันจ์ โดยกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ได้ การพิจารณาอำนาจของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ในขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องนั้น ต้องถือเอาข้อความในหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อนายคัทสุอากิและนางธิฑิณันจ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องได้ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนเนื่องจากนายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 บอกว่า โจทก์มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่าราคาที่ดินพิพาทที่ซื้อมา ไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทได้ แสดงว่ามูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของนายคัทสุอากิ การไต่สวนก็ได้ความว่านายคัทสุอากิเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และมีบุตรด้วยกัน แม้เลิกรากันแล้ว แต่นายคัทสุอากิยังคงไปมาหาสู่กับบุตรที่เกิดกับจำเลยที่ 1 โดยเมื่อนายคัทสุอากิกลับมาประเทศไทยจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านของบุตรที่เกิดกับจำเลยที่ 1 เป็นประจำ และในการไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายคัทสุอากิก็อยู่ฝ่ายเดียวกับจำเลยที่ 1 ในการเจรจากับฝ่ายโจทก์ พฤติการณ์ของนายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 ดังกล่าวสอดรับกัน ส่อแสดงว่านายคัทสุอากิและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเดียวกันและเป็นคู่กรณีกับโจทก์ จึงมีประโยชน์ได้เสียร่วมกัน นายคัทสุอากิเป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นผู้แทนโจทก์ การที่นายคัทสุอากิขอถอนฟ้องเนื่องจากประสงค์ไม่ให้โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 อันเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์ใช้สิทธิทางศาล เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ได้เสียของโจทก์ ถือได้ว่าประโยชน์ได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของนายคัทสุอากิซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล นายคัทสุอากิจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการในคำร้องขอถอนฟ้อง เมื่อคำร้องขอถอนฟ้องกระทำโดยกรรมการคนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจกระทำในฐานะกรรมการของโจทก์แล้ว คำร้องขอถอนฟ้องจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ชอบที่ศาลจะต้องเพิกถอนเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่นางธิฑิณันจ์กรรมการอีกคนได้ลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากเข้าใจว่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเจรจากันตามที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 74
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกวุฒิ จรูญวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา