คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 9/2563
#681973
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสงขลา
ผู้ฟ้องคดี — พันเอก นายแพทย์พงศ์ศักดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมธนารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2563
#644635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ร้อยตำรวจตรี ล. บิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ นาง จ. มารดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้รับโอนสิทธิในที่ดินต่อจากร้อยตำรวจตรี ล. ต่อมานาง จ. เสียชีวิต โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง จ. ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกทอดมาถึงโจทก์ โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และบริวารครอบครองที่ดินอยู่โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการที่จำเลยที่ ๓ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกับโจทก์ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทดีกว่ากัน อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — พันตำรวจเอก ยูรายุ พ่วงพงษ์
จำเลย — นางทองมาก สุขเทียบ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2563
#681972
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — พันตำรวจเอก ยูรายุ พ่วงพงษ์
จำเลย — นางทองมาก สุขเทียบ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2563
#644634
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่ ๑ เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ ๒ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างประตูรั้วชนิดโครงเหล็ก บริเวณบ้านพักโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง ห้ามใช้อาคาร และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกประการหนึ่งด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — นางมาลินี ภัทโรวาสน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2563
#681971
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — นางมาลินี ภัทโรวาสน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2563
#643861
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี -
-
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 6/2563
#644633
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องเป็นการเรียกค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินมีโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปทำเป็นถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๗๘ ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการเวนคืนที่ดินเพื่อการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของเดิม ที่ดินพิพาทจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพีรยา สังวรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2563
#681970
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพีรยา สังวรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 5/2563
#644456
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสุพิศ เดชพรหม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
นพพร โพธิรังสิยากร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 5/2563
#645378
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นลูกจ้างของสำนักงานเทศบาลตำบล พ. จำเลย ยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ อันเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ขอให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่ลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งคนสวน สังกัดกองช่าง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขับรถชนโจทก์ซึ่งกำลังตัดเก็บหญ้าบริเวณเกาะกลางถนนได้รับอันตรายสาหัส กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้หน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ อย่างไรก็ตาม ก่อนการฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำขอให้จำเลยพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์แล้ว ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่จำเลยปฏิเสธ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้ว หากผู้เสียหายยังไม่พอใจผลการวินิจฉัย ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยเมื่อพิจารณามาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ที่บัญญัติว่า สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลปกครองเปิดทำการแล้ว และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการกระทำละเมิดในการขับรถยนต์ของทางราชการเพื่อเก็บหญ้าซึ่งลูกจ้างของเทศบาลตัดแต่งบริเวณเกาะกลาง อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายบุญเพ็ง โนนจันทร์
จำเลย — สำนักงานเทศบาลตำบลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 4/2563
#681910
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุรกิจโกศลบริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 4/2563
#645410
เปิดฉบับเต็ม

แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ เข้านิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาจ้างทำคูหาลงคะแนนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ เป็นเพียงสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำคูหาลงคะแนนพร้อมจัดส่งและจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าจ้างแก่โจทก์ จึงเป็นเพียงสัญญาจ้างทำวัสดุเพื่อใช้ในกิจการและการดำเนินการตามภารกิจ ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาพิพาทจึงไม่จำต้องบังคับตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ดังนั้น ข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างทำคูหาลงคะแนนจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท นิวเปเปอร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1 -ที่ 3/2563
#681867
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่

แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้

หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

แม้ทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อน

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

มีผลใช้บังคับ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ได้ต่อไป

แตกต่างจากหนี้ทางแพ่งที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 1 ลักษณะ 6

ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ

การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มาตรา 48 ถึงมาตรา 59

หาได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องอาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยไม่มีอายุความจึงเป็นการแปลความกฎหมายของศาล

มิใช่กรณีกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

มาตรา 212

การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับนั้น ได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 วินิจฉัยไว้ ซึ่งแม้เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

ก็เป็นการวินิจฉัยเรื่องการมีผลใช้บังคับของกฎหมาย

ซึ่งหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองคุ้มครอง มิได้เปลี่ยนแปลงยกเลิกไปจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2540 รับรองคุ้มครอง

เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้แล้ว จึงไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก

การที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 2

บัญญัติให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น

บทบัญญัติมาตราดังกล่าวเพียงกำหนดว่าให้กฎหมายมีผลใช้บังคับเมื่อใด

แต่เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว การกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น

มิได้แสดงว่ากฎหมายกำหนดมิให้มีผลบังคับย้อนหลังตามที่ผู้คัดค้านอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้

ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสามสำนวนว่า ผู้ร้อง

และเรียกนายทนง ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามสำนวน

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามบัญชีทรัพย์สิน

จำนวน 43 รายการ มูลค่าประมาณ 6,790,900 บาท พร้อมดอกผลในสำนวนแรก

ตามบัญชีทรัพย์สิน จำนวน 14 รายการ มูลค่าประมาณ 13,612,526 บาท

พร้อมดอกผลในสำนวนที่สอง และตามบัญชีทรัพย์สิน จำนวน 2 รายการ มูลค่าประมาณ

2,855,250 บาท พร้อมดอกผลในสำนวนที่สาม ตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสามสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินตามบัญชีทรัพย์สิน จำนวน

43 รายการ ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ.39/2550

ที่ดินตามบัญชีทรัพย์สิน จำนวน 14 รายการ

ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ.47/2550 และที่ดินตามบัญชีทรัพย์สินรายการลำดับที่ 7 และลำดับที่ 8 ตามคดีหมายเลขดำที่

ฟ.94/2550 ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า

ในเบื้องต้นคดีรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณปี 2539 ผู้คัดค้านถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542

ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพและทำบันทึกสัญญารับผิดกับสำนักงานอัยการแขวงเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย

สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตัวแทนของสหรัฐอเมริกา

ในข้อหาความผิดฐานสมคบวางแผนร่วมกันลักลอบนำกัญชาเข้าสหรัฐอเมริกา และศาลแขวงเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย แผนกนครซานฟรานซิสโก

สหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาจำคุกผู้คัดค้าน 4 ปี แต่ผู้คัดค้านถูกควบคุมตัวมาพอแก่โทษแล้ว

จึงให้ปล่อยตัวโดยการภาคทัณฑ์และให้เดินทางออกจากสหรัฐอเมริกาภายใน 24 ชั่วโมง

ผู้คัดค้านเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ครั้นวันที่ 11 ตุลาคม 2550

เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ตรวจค้นและจับกุมผู้คัดค้านกับพวกในข้อหามียาเสพติดให้โทษ (ยาไอซ์)

ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้าน

เป็นที่ดิน 43 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9673, 9677, 9678, 9679, 9680, 7612, 7613, 7614, 7620, 7678, 7710, 7757, 9671, 9676, 9681, 13161, 13162, 13163, 13164, 13165, 13167, 18601, 18602, 18603, 18604, 18605, 18606, 18608, 18609, 18610, 18611, 18612, 18613, 18614, 18615, 18616, 18618 และ 18619 น.ส. 3 ก. เลขที่ 2226, 1403 และ 1404 ที่ดินโฉนดเลขที่ 2430 และ 2551

ของผู้คัดค้าน รวมมูลค่า 6,790,900 บาท และที่ดินเพิ่มเติม 14 แปลง

คือ น.ส. 3 ก. เลขที่ 240,

239, 67, 27, 63, 1513, 50, 4296, 1122, 3941, 4295, 4649, 4297

และที่ดินโฉนดเลขที่ 7756 ของผู้คัดค้าน รวมมูลค่า 13,612,526 บาท

และที่ดินเพิ่มเติมอีก 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 15273 และ 15236 ของผู้คัดค้าน รวมมูลค่า 2,855,250 บาท พร้อมดอกผล

โดยเห็นว่าทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน

ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1) โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีความเห็นเช่นเดียวกัน

จึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา พนักงานอัยการจึงยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ที่ดินและที่ดินเพิ่มเติมดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า

ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ที่ดินและที่ดินเพิ่มเติม รวม 59 รายการ

ตกเป็นของแผ่นดินตามคำร้องหรือไม่ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังหรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท

ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงินเพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก

ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น และโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร

ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว

สมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ

ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว ทั้งนี้

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ไม่ได้บัญญัติว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจะต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่ามีผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษเท่านั้น

เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้

ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเห็นว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยลักลอบส่งกัญชาไปยังสหรัฐอเมริกา

และยังถูกดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์)

ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1)

มิใช่ได้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักรเท่านั้น ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ได้

นอกจากนี้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็สามารถมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

แม้ทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับ

เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการที่สองมีว่า

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 ตกอยู่ภายใต้บังคับกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ได้ต่อไปโดยบังคับให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นหลักการและเหตุผลตามที่บัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ป้องกันมิให้มีการใช้หรือนำทรัพย์สินนั้นเป็นทุนใช้ในการกระทำความผิดอีก

ทั้งนี้ก็เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

แตกต่างจากหนี้ทางแพ่งที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับลูกหนี้ให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้ได้ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นจะต้องกระทำภายในอายุความ

แต่คดีตามคำร้องของผู้ร้องมิใช่การใช้บังคับสิทธิเรียกร้องจึงไม่ตกอยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 1 ลักษณะ 6 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ

ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการที่สามมีว่า

การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา

48 ถึงมาตรา 59 โดยไม่มีอายุความ

และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินย้อนหลังไปได้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควร

และขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา

26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า

การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านเพื่อที่ผู้ร้องจะได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินที่ไม่มีอายุความนั้น

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 48 ถึงมาตรา 59 หาได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องอาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยไม่มีอายุความจึงเป็นการแปลความกฎหมายของศาล

มิใช่กรณีบทบัญญัติของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212

ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

มีผลใช้บังคับนั้น ได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 วินิจฉัยไว้ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นมาตรการพิเศษที่มีลักษณะเฉพาะทางแพ่ง

โดยมีเหตุผลมาจากหลักการคุ้มครองประโยชน์ของสังคมหรือประโยชน์สาธารณะ

หลักการติดตามและเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของรัฐ

ทำให้สามารถดำเนินคดีทางแพ่งต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดโดยให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพ

และเป็นการกระทำเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งแม้เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็เป็นการวินิจฉัยเรื่องการมีผลบังคับใช้ของกฎหมาย

ซึ่งหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองคุ้มครอง

มิได้เปลี่ยนแปลงยกเลิกไปจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รับรองคุ้มครอง

เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้แล้ว จึงไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในทั้งสองปัญหาดังกล่าวจึงหาใช่การไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรมตามที่ผู้คัดค้านอ้าง

ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างในฎีกาอีกว่า

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 2 บัญญัติให้ใช้บังคับในอนาคตเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ไม่ได้กำหนดให้ใช้บังคับย้อนหลังนั้นบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเพียงกำหนดว่าให้กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อใด

แต่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว การกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น

มิได้แสดงว่ากฎหมายกำหนดมิให้มีผลบังคับย้อนหลังตามที่ผู้คัดค้านอ้าง

ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหมดในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ทรัพย์สินตามคำร้องทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินนั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาทุกข้อของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 3 ม. 26 ม. 212
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 2 ม. 3 ม. 49 ม. 51 ม. 59
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 3/2563
#644632
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นจำเลย อันมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้างโครงการอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี ตามสัญญาเลขที่ ๑๐๔/๒๕๕๙ สัญญาพิพาทแม้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย แต่จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเพียงการว่าจ้างและรับจ้างก่อสร้างโครงการอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี ที่มีข้อตกลงว่าจ้าง ค่าจ้างและการจ่ายเงินเป็นงวด กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง ความรับผิดชำรุดบกพร่องและอื่น ๆ เท่านั้น โจทก์มีหน้าที่ก่อสร้างตามโครงการให้เสร็จภายในกำหนด ๓๐๐ วัน โดยมีคณะกรรมการตรวจการจ้างจำเลยเป็นผู้ตรวจการก่อสร้าง ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาเอกชนเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยโดยตรง สัญญาจ้างตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งซึ่งมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญากับเอกชนเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2563
#681969
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำสั่งคำร้องที่ 2/2563
#681902
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพงษ์พรรณธารา ซัพพลายส์ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทซีนสเปซ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2563
#644631
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน เป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของจำเลยทั้งสอง โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาจึงจะออกหลักฐานการรับมอบเพื่อให้โจทก์นำมาเป็นหลักฐานประกอบการขอรับเงินค่าส่งของนั้น ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในการทำสัญญาพิพาทจึงไม่จำต้องบังคับตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน ตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเวียงสระ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — บริษัท ยูโรแทรค จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลพ่วงพรมคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2563
#681968
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเวียงสระ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — บริษัท ยูโรแทรค จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลพ่วงพรมคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2563
#644630
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย โดยมีมูลเหตุมาจากการที่โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยให้เก็บขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลตามสัญญาจ้าง ๒ ฉบับ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้เก็บขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลตามสัญญาจ้าง ๒ ฉบับ โดยจำเลยเช่ารถบรรทุกขยะจากโจทก์เพื่อใช้เก็บขยะตามถนน ตรอก ซอยต่าง ๆ ตามสัญญาเช่า ๒ ฉบับ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าไม่ซ่อมแซมรถบรรทุกขยะให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติก่อนส่งคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้จึงเป็นเพียงการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาเช่ารถบรรทุกขยะเท่านั้น หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างเก็บขยะมูลฝอยไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่รักษาความสะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ (๓) ประกอบมาตรา ๕๖ (๑) อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงของโจทก์ ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาเช่ารถบรรทุกขยะระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยได้ประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกขยะที่เช่าเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นการให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมุ่งผูกพันตนกับจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคตามหลักกฎหมายเอกชน อันเป็นลักษณะของสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จำเลย — บริษัทนครศรี เอ็กคลูซีฟ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2563
#681967
เปิดฉบับเต็ม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จำเลย — บริษัทนครศรี เอ็กคลูซีฟ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ