โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ร้อยตำรวจตรี ล. บิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ นาง จ. มารดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้รับโอนสิทธิในที่ดินต่อจากร้อยตำรวจตรี ล. ต่อมานาง จ. เสียชีวิต โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง จ. ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกทอดมาถึงโจทก์ โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ ๑ และบริวารครอบครองที่ดินอยู่โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการที่จำเลยที่ ๓ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกับโจทก์ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทดีกว่ากัน อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่ ๑ เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ ๒ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างประตูรั้วชนิดโครงเหล็ก บริเวณบ้านพักโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง ห้ามใช้อาคาร และให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล อันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกประการหนึ่งด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องเป็นการเรียกค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินมีโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปทำเป็นถนน ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๗๘ ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการเวนคืนที่ดินเพื่อการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของเดิม ที่ดินพิพาทจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นลูกจ้างของสำนักงานเทศบาลตำบล พ. จำเลย ยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ อันเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ขอให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่ลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งคนสวน สังกัดกองช่าง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขับรถชนโจทก์ซึ่งกำลังตัดเก็บหญ้าบริเวณเกาะกลางถนนได้รับอันตรายสาหัส กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้หน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ อย่างไรก็ตาม ก่อนการฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำขอให้จำเลยพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่โจทก์แล้ว ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่จำเลยปฏิเสธ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้ว หากผู้เสียหายยังไม่พอใจผลการวินิจฉัย ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยเมื่อพิจารณามาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ที่บัญญัติว่า สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลปกครองเปิดทำการแล้ว และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการกระทำละเมิดในการขับรถยนต์ของทางราชการเพื่อเก็บหญ้าซึ่งลูกจ้างของเทศบาลตัดแต่งบริเวณเกาะกลาง อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ เข้านิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาจ้างทำคูหาลงคะแนนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ เป็นเพียงสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำคูหาลงคะแนนพร้อมจัดส่งและจำเลยที่ ๑ ตกลงชำระค่าจ้างแก่โจทก์ จึงเป็นเพียงสัญญาจ้างทำวัสดุเพื่อใช้ในกิจการและการดำเนินการตามภารกิจ ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาพิพาทจึงไม่จำต้องบังคับตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ดังนั้น ข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างทำคูหาลงคะแนนจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่
แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้
หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้
แม้ทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อน
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
มีผลใช้บังคับ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้
การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจรัฐในการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากผู้ครอบครองทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ได้ต่อไป
แตกต่างจากหนี้ทางแพ่งที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ 1 ลักษณะ 6
ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้โดยไม่มีอายุความ
การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ.2542 มาตรา 48 ถึงมาตรา 59
หาได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องอาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยไม่มีอายุความจึงเป็นการแปลความกฎหมายของศาล
มิใช่กรณีกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 212
การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับนั้น ได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 วินิจฉัยไว้ ซึ่งแม้เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ก็เป็นการวินิจฉัยเรื่องการมีผลใช้บังคับของกฎหมาย
ซึ่งหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองคุ้มครอง มิได้เปลี่ยนแปลงยกเลิกไปจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 รับรองคุ้มครอง
เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้แล้ว จึงไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก
การที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 2
บัญญัติให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น
บทบัญญัติมาตราดังกล่าวเพียงกำหนดว่าให้กฎหมายมีผลใช้บังคับเมื่อใด
แต่เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว การกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น
มิได้แสดงว่ากฎหมายกำหนดมิให้มีผลบังคับย้อนหลังตามที่ผู้คัดค้านอ้าง
โจทก์เป็นบริษัท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นจำเลย อันมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างตามสัญญาก่อสร้างโครงการอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี ตามสัญญาเลขที่ ๑๐๔/๒๕๕๙ สัญญาพิพาทแม้จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย แต่จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเพียงการว่าจ้างและรับจ้างก่อสร้างโครงการอุทยานจุฬาฯ ๑๐๐ ปี ที่มีข้อตกลงว่าจ้าง ค่าจ้างและการจ่ายเงินเป็นงวด กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง ความรับผิดชำรุดบกพร่องและอื่น ๆ เท่านั้น โจทก์มีหน้าที่ก่อสร้างตามโครงการให้เสร็จภายในกำหนด ๓๐๐ วัน โดยมีคณะกรรมการตรวจการจ้างจำเลยเป็นผู้ตรวจการก่อสร้าง ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาเอกชนเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยโดยตรง สัญญาจ้างตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งซึ่งมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญากับเอกชนเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน เป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของจำเลยทั้งสอง โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาจึงจะออกหลักฐานการรับมอบเพื่อให้โจทก์นำมาเป็นหลักฐานประกอบการขอรับเงินค่าส่งของนั้น ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในการทำสัญญาพิพาทจึงไม่จำต้องบังคับตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ก่อสร้าง (รถตักหน้าขุดหลัง) ชนิดขับเคลื่อน ๔ ล้อ จำนวน ๑ คัน ตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย โดยมีมูลเหตุมาจากการที่โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยให้เก็บขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลตามสัญญาจ้าง ๒ ฉบับ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง แต่ตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้เก็บขยะมูลฝอยภายในเขตเทศบาลตามสัญญาจ้าง ๒ ฉบับ โดยจำเลยเช่ารถบรรทุกขยะจากโจทก์เพื่อใช้เก็บขยะตามถนน ตรอก ซอยต่าง ๆ ตามสัญญาเช่า ๒ ฉบับ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าไม่ซ่อมแซมรถบรรทุกขยะให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติก่อนส่งคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ประเด็นพิพาทแห่งคดีนี้จึงเป็นเพียงการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาเช่ารถบรรทุกขยะเท่านั้น หาใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างเก็บขยะมูลฝอยไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีอำนาจหน้าที่รักษาความสะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๐ (๓) ประกอบมาตรา ๕๖ (๑) อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงของโจทก์ ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาเช่ารถบรรทุกขยะระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยได้ประโยชน์จากการใช้รถบรรทุกขยะที่เช่าเพื่อประโยชน์ในกิจการของจำเลยโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นการให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมุ่งผูกพันตนกับจำเลยซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคตามหลักกฎหมายเอกชน อันเป็นลักษณะของสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม