คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7142/2562
#644812
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดนับแต่จำเลยทั้งสองกับพวกเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่นอกราชอาณาจักร และเป็นความผิดต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมาในท้องที่ต่าง ๆ หลายท้องที่ตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ไว้เพื่อการค้าประเวณีที่จังหวัดตราด ถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อเนื่องเกิดขึ้นหลายท้องที่ทั้งนอกราชอาณาจักรและในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก (เดิม) และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ตามมาตรา 284 วรรคแรก (เดิม) ต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทำความผิดกับตน เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นธุระจัดหาและพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น มิใช่เพื่อสนองความใคร่ของจำเลยทั้งสองกับพวก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดสองฐานนี้ ความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับความผิดฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีของจำเลยทั้งสองนั้นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 แก้ไขอัตราโทษตาม ป.อ. มาตรา 286 วรรคแรก และมาตรา 318 วรรคสาม แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด แต่ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ให้ยกเลิกความในมาตรา 286 ซึ่งกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณเฉพาะในส่วนโทษจำคุก จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 283 ทวิ, 284, 286, 309, 310, 318

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม)), 283 ทวิ วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก (เดิม)), 284 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 284 วรรคแรก (เดิม)), 286 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 286 วรรคแรก (เดิม)), 309 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 309 วรรคแรก (เดิม)), มาตรา 310 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)), 318 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 318 วรรคสาม (เดิม)) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสี่, 11 วรรคสอง, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (ที่ถูก มาตรา 6 (2)), 9 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง), 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบจากการค้าประเวณีของบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันเป็นบุคคลอายุกว่าสิบหกปีดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เพื่อให้บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีกระทำความผิดฐานค้าประเวณี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย หรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี จำเลยทั้งสองกระทำไปโดยมีเจตนาเดียวเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำการค้าประเวณี ไม่สามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 13 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย หรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ความผิดฐานร่วมกันสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่จากรายได้จากการค้าประเวณี และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานร่วมกันสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่จากรายได้จากการค้าประเวณี ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 7 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานร่วมกันสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์คนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีคนละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่จากรายได้จากการค้าประเวณีคนละ 3 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 6 ปี 18 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ (ที่ถูก เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย หรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่น เพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี) ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำคุกคนละ 5 ปี แล้ว เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 11 ปี 18 เดือน ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.1 ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2559 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2559 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ทั้งกลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไปเสียจากอำนาจปกครองและดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลไปทำการค้าประเวณี เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากการค้าประเวณี อันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย และได้ความจากฟ้องโจทก์ในข้ออื่นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อการค้าประเวณี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าวจึงเป็นความผิดนับแต่จำเลยทั้งสองกับพวกเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2559 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่นอกราชอาณาจักร และเป็นความผิดต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมาในท้องที่ต่าง ๆ หลายท้องที่ตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 1 ไว้เพื่อการค้าประเวณี ตามฟ้องโจทก์ ถือได้ว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อเนื่องเกิดขึ้นหลายท้องที่ทั้งนอกราชอาณาจักรและในราชอาณาจักร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก (เดิม) และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ตามมาตรา 284 วรรคแรก (เดิม) นั้น ต้องเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของตนเองหรือผู้ร่วมกระทำความผิดกับตน เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นธุระจัดหาและพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี อันเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น มิใช่เพื่อสนองความใคร่ของจำเลยทั้งสองกับพวก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283 ทวิ วรรคแรก (เดิม) และมาตรา 284 วรรคแรก (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดสองฐานนี้มาจึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี กับความผิดฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล หรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีของจำเลยทั้งสองนั้นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 แก้ไขอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 วรรคแรก และมาตรา 318 วรรคสาม แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด แต่ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ให้ยกเลิกความในมาตรา 286 ซึ่งกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณเฉพาะในส่วนโทษจำคุก จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 วรรคแรก (เดิม) และ 318 วรรคสาม (เดิม) ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี และฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี โดยให้ลงโทษตามมาตรา 286 วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 7 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ซึ่งค้าประเวณี คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย หรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี 18 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ตามมาตรา 284 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 5 ม. 283 ทวิ วรรคแรก ม. 284 วรรคแรก ม. 286 วรรคแรก ม. 318 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 11 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
ผู้คัดค้าน — นางสาว ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายกฤฎาพัฒน์ ศิรจตุพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธราธร ศิลปโอสถ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7119/2562
#642486
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์มีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของ ซึ่งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 17/1 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่พฤติการณ์การใช้รถจักรยานยนต์ของกลางของ น. แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางมาเพื่อประโยชน์ของ น. บุตรของผู้ร้องเป็นสำคัญ เห็นได้จากการที่ น. ครอบครองใช้ขับไปทำงานอยู่เป็นประจำ และวันเกิดเหตุช่วงเวลากลางคืนยังขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปบ้าน ว. เพื่อนของ น. โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ร้อง กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางถูกเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องโถง บุคคลทุกคนในครอบครัวต่างก็รับรู้ถึงสถานที่เก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ และอยู่ในวิสัยที่นำไปใช้ได้ แสดงว่าผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการอนุญาตให้ น. นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่ น. สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ขออนุญาตเช่นนี้ได้ ก็ถือได้ว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้ น. นำรถจักรยานยนต์ไปใช้ได้ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงว่า น. จะนำไปใช้ในกิจการใดหรือจะอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อด้วยหรือไม่ ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ทั้งตามพฤติการณ์ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อประโยชน์ให้ น. บุตรของผู้ร้องสามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางกลับไปใช้ได้เท่านั้น อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 142, 154, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และสั่งริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กง 409 ภูเก็ต ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งคืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กง 409 ภูเก็ต ของกลาง ให้แก่นางกฤษณา ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นและขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กง 409 ภูเก็ต ไว้เป็นของกลาง ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวและขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางแท้จริงหรือไม่ เห็นว่า ตามใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์มีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของในทะเบียน ซึ่งตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 17/1 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ส่วนโจทก์นำสืบว่า จำเลยถูกจับกุมข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นพร้อมรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กง 409 ภูเก็ต ของกลาง โดยมิได้นำสืบหักล้างในประเด็นตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กง 409 ภูเก็ต ของกลาง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในการใช้รถจักรยานยนต์ของกลางตามคำเบิกความของนายนัฐสิทธิ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวมาเพื่อประโยชน์ของนายนัฐสิทธิ์บุตรของผู้ร้องเป็นสำคัญ เห็นได้จากการที่นายนัฐสิทธิ์ครอบครองใช้ขับไปทำงานอยู่เป็นประจำ และวันเกิดเหตุ ช่วงเวลากลางคืนยังขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปบ้านนายวิสุทธิ์เพื่อนของนายนัฐสิทธิ์โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ร้อง นอกจากนั้นผู้ร้องเบิกความว่า รถจักรยานยนต์ของกลางใช้ในครอบครัว เช่นขับไปจ่ายตลาด ทำธุระต่าง ๆ โดยเมื่อใช้แล้วจะเก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ไว้ที่ลิ้นชักโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องโถง หากคนในครอบครัวของผู้ร้องคนใดต้องการใช้ต้องขออนุญาตผู้ร้องก่อน ดังนี้ กุญแจรถจักรยานยนต์ของกลางถูกเก็บไว้ในบริเวณที่สามารถหาพบได้ง่าย และการเข้าออกบริเวณดังกล่าวทำได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นบุคคลทุกคนในครอบครัวต่างก็รับรู้ถึงสถานที่เก็บกุญแจรถจักรยานยนต์ และอยู่ในวิสัยที่นำไปใช้ได้ โดยในวันเกิดเหตุนายนัฐสิทธิ์ก็ใช้กุญแจรถจักรยานยนต์ดังกล่าวขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปบ้านนายวิสุทธิ์ในเวลากลางคืนโดยไม่ขออนุญาตผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องคงเพียงแค่โทรศัพท์ไปสอบถามนายนัฐสิทธิ์ว่าอยู่ที่ใด แต่มิได้ตำหนิเรื่องที่นายนัฐสิทธิ์นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในช่วงเวลากลางคืนเช่นนั้นแต่อย่างใด แสดงว่า ผู้ร้องมิได้เข้มงวดในการอนุญาตให้นายนัฐสิทธิ์นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้อย่างแท้จริง และการที่นายนัฐสิทธิ์สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่ขออนุญาตเช่นนี้ได้ ก็ถือได้ว่าผู้ร้องอนุญาตโดยปริยายให้นายนัฐสิทธิ์นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลา โดยมิได้คำนึงถึงว่านายนัฐสิทธิ์จะนำไปใช้ในกิจการใด หรือจะอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อด้วยหรือไม่ เป็นการปล่อยปละละเลยจนทำให้นายนัฐสิทธิ์สามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไปให้จำเลยใช้กระทำความผิดคดีนี้ได้ ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง ทั้งตามพฤติการณ์ ผู้ร้องขอคืนของกลางโดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อประโยชน์ให้นายนัฐสิทธิ์บุตรของผู้ร้องสามารถนำรถจักรยานยนต์ของกลางกลับไปใช้ได้เท่านั้น อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 17/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
ผู้ร้อง — นาง ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสรายุทธ วราโห
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7041/2562
#642492
เปิดฉบับเต็ม

แม้บ้านที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 กับบ้านจำเลยอยู่ใกล้กันเพียงมีถนนคั่น และผู้เสียหายที่ 1 ไปหาน้องต่างบิดาที่บ้านจำเลยชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อวิ่งเล่นแล้วกลับมาที่บ้าน ระหว่างนี้ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่คำนึงว่าบ้านอยู่ห่างกันหรืออยู่ใกล้ไกลเพียงใด และจำเลยทราบดีว่าผู้เสียหายที่ 2 ห้ามและไม่ยินดีให้ผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านจำเลย การที่จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับน้องให้เข้าไปหาในห้องนอนแล้วกระทำชำเรา กับเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปในห้องน้ำและกระทำชำเรา แม้ห้องนอนหรือห้องน้ำกับบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับน้องจะเป็นบริเวณบ้านเดียวกัน แต่การกระทำของจำเลยแสดงว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งแล้ว ทั้งเมื่อจำเลยขี่จักรยานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่คลองท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลย 200 ถึง 300 เมตร เพื่อกระทำชำเรา ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยแต่ละครั้ง เป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน 4 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 48 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ลงโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ได้เลี้ยงดูเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ จนถึงปัจจุบัน โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 ตั้งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยซึ่งเป็นสามีใหม่ของนางสาว อ. พักอาศัยอยู่ บ้านทั้งสองหลังอยู่ในระยะที่สามารถเดินหากันได้ วันที่ 17 มีนาคม 2560 แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบว่าบริเวณอวัยวะเพศส่วนนอกมีบาดแผลฟกช้ำเล็ก ๆ ข้างคลิตอริส บริเวณเยื่อพรหมจรรย์และช่องคลอดไม่พบร่องรอยฉีกขาด ไม่พบตัวอสุจิและไม่พบสาร Acid phosphatase ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพิ่มเติมว่า พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร พาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้านจำเลยเพื่อไปหาน้องซึ่งเป็นบุตรของจำเลยผู้เป็นบิดาเลี้ยงกับมารดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่บ้านตรงข้ามคนละฝั่งถนน แต่จำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับว่าผู้เสียหายที่ 1 จะมาเล่นกับน้องที่บ้านจำเลยไม่บ่อยนัก เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ห้ามและไม่ยินดีที่จะให้ผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านจำเลย ดังนั้น แม้บ้านที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 กับบ้านจำเลยอยู่ใกล้กันเพียงมีถนนคั่นอยู่ และผู้เสียหายที่ 1 ไปหาน้องที่บ้านจำเลยเป็นบางครั้งนั้น พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านเพื่อไปหาน้องที่บ้านจำเลยชั่วครั้งชั่วคราวและกลับมาบ้าน ระหว่างนี้ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าบ้านอยู่ห่างกันหรืออยู่ใกล้ไกลเพียงใด ที่สำคัญอย่างยิ่งจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ 2 ห้ามและไม่ยินดีให้ผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านจำเลย เช่นนี้การที่จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับน้องให้เข้าไปหาในห้องนอนแล้วกระทำชำเราในครั้งแรกและครั้งที่สอง กับเรียกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับน้องให้เข้าไปในห้องน้ำและกระทำชำเราในครั้งที่สาม แม้ห้องนอนหรือห้องน้ำกับบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่กับน้องจะเป็นบริเวณบ้านเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยบ่งชี้แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาพาผู้เสียหายที่ 1 จากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งแล้ว ทั้งการที่จำเลยขี่จักรยานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่คลองท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยไปประมาณ 200 ถึง 300 เมตร เพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในครั้งที่สี่ เช่นนี้ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวทั้งสี่ครั้งเป็นการพาไปหรือแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากการปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ทำให้การปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 ในมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน 4 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 48 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายชาคริต อเนกพรนิรันดร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7009/2562
#640830
เปิดฉบับเต็ม

คดีค้ามนุษย์อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ซึ่งมาตรา 38 บัญญัติว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีค้ามนุษย์ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2537 (ที่ถูก พ.ศ.2551) มาตรา 5, 6, 9, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5, 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 11, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุก 3 ปี ฐานค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีค้ามนุษย์ จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ซึ่งมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 40 การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีค้ามนุษย์ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" ดังนี้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธวัฒชัย พลายด้วง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7008/2562
#642379
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดตกลงยินยอมเปลี่ยนลักษณะงานจากการทำงานคัดแยกปลาและตัดหัวปลาในแพปลามาเป็นการทำงานเป็นลูกเรือบนเรือประมง แม้ถูกไต้ก๋งเรือบางคนบังคับขู่เข็ญให้ทำงานก็เป็นลักษณะนิสัยใจคอของไต้ก๋งเรือแต่ละคน ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน และเป็นเรื่องปกติที่เรือประมงซึ่งไปหาปลานอกน่านน้ำไทยต้องล่องทะเลหาปลาเป็นเวลานานจึงจะกลับเข้าฝั่ง และการที่ไต้ก๋งเรือเก็บหนังสือเดินทางของโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดไว้เพื่อความสะดวกในการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระหว่างเดินทางก็เป็นวิธีปฏิบัติที่เรือประมงโดยทั่วไปกระทำกัน มิใช่เพื่อป้องกันมิให้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดหลบหนี ส่วนค่าจ้างโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดตกลงให้ น. และ ก. รับเงินค่าจ้างแทนเพื่อนำไปส่งให้แก่ครอบครัวของแต่ละคนที่ประเทศกัมพูชาแล้วถ่ายรูปส่งให้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดดูระหว่างที่ทำงานอยู่บนเรือประมง โดยมีการนำเงินค่าจ้างส่งให้จริง และหลังเกิดเหตุตัวแทนของ ค. เจ้าของเรือประมงได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดแล้ว เพียงแต่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดยังโต้แย้งว่ามีค่าแรงในการทำงานวันหยุดและค่าแรงการทำงานล่วงเวลาต้องจ่ายเพิ่มอีก จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดและเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการบังคับใช้แรงงานโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีหมายเลขแดงที่ คม.3/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 7, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 310 ทวิ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม.3/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 310 ทวิ ประกอบมาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตในความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วย โดยให้เรียกผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 มีนางคำนึงนวล เป็นเจ้าของ จอดเทียบท่าอยู่ที่บริเวณท่าเรือในจังหวัดสมุทรสาครติดกับโรงไม้ของจำเลยที่ 2 ต่อมาเรือประมงดังกล่าวออกจากฝั่งไปหาปลาในน่านน้ำไทยและน่านน้ำสากล โดยมีโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดคนสัญชาติกัมพูชาทำงานเป็นลูกเรืออยู่บนเรือประมงดังกล่าวเป็นเวลาประมาณ 13 เดือน จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 ได้ควบคุมเรือกลับเข้าฝั่งประเทศไทยที่จังหวัดระนอง จากนั้นทีมสหวิชาชีพสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จังหวัดระนอง สัมภาษณ์โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดแล้ว มีความเห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดยการบังคับใช้แรงงาน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน เรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 จอดเทียบท่าอยู่ที่บริเวณท่าเรือในจังหวัดสมุทรสาครติดกับโรงไม้ของจำเลยที่ 2 โดยนายนางเป็นผู้พาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 จากประเทศกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยให้พักอาศัยอยู่บนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 สมัครใจมาทำงานเป็นลูกเรือประมงและพักอาศัยอยู่บนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 เช่นกัน ซึ่งขณะโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดพักอาศัยอยู่บนเรือประมงดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเบิกความว่าไม่ได้ถูกควบคุมหรือคุมขัง แต่ยังคงไปไหนมาไหนได้โดยอิสระ เพราะโรงไม้ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปิดประตูและไม่มีคนเฝ้า โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดจึงสามารถออกจากเรือประมงที่พักผ่านโรงไม้ของจำเลยที่ 2 ออกไปด้านนอกได้โดยสะดวกและยังเคยไปเที่ยวงานวัดโดยไม่ต้องขออนุญาตใครอีกด้วย แสดงว่าขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดพักอาศัยอยู่บนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 นั้น มิได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังให้อยู่แต่ในเรือแต่อย่างใด คงมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก แม้ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 และที่ 11 กับนายทีเรทและนายเพงจะหลบหนีออกจากเรือเพื่อจะให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและส่งตัวกลับไปยังประเทศกัมพูชา แต่ได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจเอกพจน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม พยานจำเลยทั้งสองว่า ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกในด้านการจราจรที่บริเวณหน้าโรงเรียนสารสาสน์ เห็นมีกลุ่มชายประมาณ 10 คน กำลังเดินข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง ถนนพระรามที่ 2 มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร และเห็นรถกระบะคันหนึ่งขับผ่านมา คนในรถโบกไม้โบกมือเรียกกลุ่มชายดังกล่าวขึ้นรถทั้งหมด จากนั้นนายพรชัย ลูกจ้างของนางคำนึงนวลลงจากรถกระบะเดินมาหาพยานบอกว่า กลุ่มชายดังกล่าวเป็นชาวกัมพูชาลูกน้องของนางคำนึงนวลจะไปทำงานเป็นลูกเรือประมงแต่ยังไม่ได้ทำงานจึงอยากกลับบ้าน โดยกลุ่มชายดังกล่าวไม่ได้แสดงอากัปกิริยาเพื่อให้พยานช่วยเหลือ พยานจึงไม่สงสัยอะไรและปฏิบัติหน้าที่งานจราจรต่อไป ทั้งโจทก์ร่วมที่ 7 ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านอีกว่า หลังจากนายเพงกลับมาที่เรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 แล้ว นายเพงขออนุญาตนายนางเดินทางกลับประเทศกัมพูชาเพราะบิดาป่วย ปรากฏว่านายนางไม่ขัดข้องโดยอนุญาตให้นายเพงเดินทางกลับไปยังประเทศกัมพูชาได้ ซึ่งถ้าหากนายนางพาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 มาขายให้แก่จำเลยที่ 2 จริงดังที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 เบิกความ ก็ไม่น่าเชื่อว่านายนางจะยอมให้นายเพงเดินทางกลับไปประเทศกัมพูชาได้ เพราะนายเพงอาจนำความไปบอกครอบครัวของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นายนาง นางคำนึงนวล และจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีก็เป็นได้ และแม้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดจะเบิกความต่อไปว่า โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อต้องการทำงานคัดแยกปลาและตัดหัวปลาในแพปลา มิใช่ต้องการทำงานเป็นลูกเรือบนเรือประมง แต่เมื่อนายนางพาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 มาพักอาศัยอยู่บนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 เป็นแรมเดือนโดยยังมิได้ทำงานคัดแยกปลาและตัดหัวปลาในแพปลา กับนายนางยังพาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 ไปซื้อของใช้ส่วนตัวเป็นเงินคนละ 2,000 ถึง 3,000 บาท มากักตุนไว้ จึงมีเหตุให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 ย่อมรู้ตั้งแต่นั้นแล้วว่าการซื้อของใช้มากมายมากักตุนเช่นนี้ก็เพื่อนำติดตัวไปใช้บนเรือประมงเพราะเรือต้องออกทะเลหาปลาเป็นเวลานานกว่าจะกลับเข้าฝั่ง หาใช่นำไปใช้ในการคัดแยกปลาและตัดหัวปลาที่แพปลาเพราะเป็นการทำงานบนชายฝั่งแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ก่อนที่เรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 จะเดินทางออกจากฝั่งไปล่องทะเลหาปลา ได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจพิเชษฐ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร พยานจำเลยทั้งสองว่า ก่อนที่พยานจะปล่อยเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 เดินทางออกจากฝั่งที่ท่าเทียบเรือในจังหวัดสมุทรสาคร พยานตรวจดูลูกเรือประมงทุกคนแล้ว ปรากฏว่ามีใบหน้าและรายชื่อตรงกับหนังสือเดินทางและหนังสือคนประจำเรือ และยังสอบถามลูกเรือผ่านล่ามแล้วทุกคนบอกว่าจะเดินทางไปประเทศปาปัวนิวกินี แต่จะไปนานเท่าใดพยานจำไม่ได้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีลูกเรือคนใดแสดงอากัปกิริยาท่าทีขัดขืนไม่ยอมลงเรือประมงดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดลงเรือประมงที่มีอุปกรณ์หาปลาและมีอวนอยู่ในเรือ โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดควรจะทราบว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือประมงที่ต้องออกหาปลามิใช่เรือโดยสาร การที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดยินยอมลงเรือโดยมิได้ทักท้วงและเจ้าหน้าที่สอบถามโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดถึงความสมัครใจในการทำงานบนเรือประมงแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดตกลงยินยอมเปลี่ยนลักษณะงานจากการทำงานคัดแยกปลาและตัดหัวปลาในแพปลามาเป็นการทำงานเป็นลูกเรือบนเรือประมงดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดจะเบิกความว่า การทำงานเป็นลูกเรือบนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 ถูกไต้ก๋งเรือบังคับให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถูกดุด่าและตีทำร้ายให้ทำงาน 22 ชั่วโมง ต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 13 เดือน แต่ก็ได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ระหว่างที่เรือออกเดินทางไปประเทศปาปัวนิวกินี โจทก์ร่วมที่ 1 มีอิสระภายในเรือเดินไปไหนมาไหนได้ มีพ่อครัวทำอาหารให้รับประทาน เมื่อเรือแม่มารับปลาจะนำอาหารสด เช่น หมู ไก่ ปลาและผักต่าง ๆ มาส่ง รวมทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 สามารถสั่งอาหารอื่น ๆ กับเรือแม่ได้ เวลาว่างเมื่อเรือทอดสมอเคยเห็นลูกเรือคนอื่น ๆ นั่งตกปลา โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ระหว่างที่เรือแล่นในทะเล โจทก์ร่วมที่ 2 ตกหมึกได้เก็บไว้รับประทานเอง ส่วนลูกเรือคนอื่น ๆ ตกหมึกได้จะขายให้แก่เรือที่แล่นผ่านไปมาและเก็บเงินที่ขายได้เป็นรายได้ส่วนตัว และโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เมื่อลงอวนลอยเสร็จแล้วจะใช้เวลา 3 ชั่วโมง จึงจะยกอวนขึ้น ช่วงเวลาลงอวนจนถึงเวลาเก็บอวน โจทก์ร่วมที่ 3 จะนอนพักผ่อนโดยมีเวลาพักผ่อนประมาณ 8 ชั่วโมง และในช่วงเวลา 13 เดือน มีเวลาประมาณ 4 เดือนที่ไม่ได้ลงอวนจับปลา คงซ่อมอวนบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดมิได้ทำงานตลอดเวลาโดยไม่ได้พักผ่อนหรือมีเวลาพักผ่อนเพียง 2 ชั่วโมง ต่อวัน ดังที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเบิกความ เพราะโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดยังมีเวลาพักผ่อนในช่วงเวลาตอนที่มิได้ลงอวนหาปลา หรือมีบางช่วงบางเวลาที่โจทก์ร่วมบางคนใช้เวลาพักผ่อนด้วยการตกปลา ซึ่งหากกรณีเป็นจริงดังที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดอ้างว่าต้องทำงาน 22 ชั่วโมง ต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 13 เดือนแล้ว ตามสภาพร่างกายของคนโดยทั่วไป หากทำงานหนักติดต่อกันเป็นระยะเวลานานร่างกายย่อมต้องอ่อนเพลียและไม่สามารถทนต่อสภาพการทำงานและความเป็นอยู่แบบนั้นได้ ส่วนกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดถูกไต้ก๋งเรือบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน แม้จะได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 ว่า โจทก์ร่วมที่ 4 ถูกไต้ก๋งเรือคนที่ 1 ใช้ไม้ตีที่หลังอย่างแรง ส่วนโจทก์ร่วมที่ 5 ถูกตี 1 ครั้ง ในช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ แต่เหตุที่ถูกตีเนื่องจากทำงานช้า และเมื่อเริ่มทำงานดีขึ้นไม่มีความผิดพลาดก็ไม่เคยถูกตีอีก โจทก์ร่วมนอกจากนี้ก็เบิกความว่าไม่เคยถูกไต้ก๋งเรือตีทำร้าย ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเบิกความสอดคล้องกันว่าไต้ก๋งเรือคนที่ 3 คือจำเลยที่ 1 มีจิตใจดีงาม ไม่เคยดุด่าและตีทำร้าย หากมีใครเจ็บป่วยก็จะนำยามาให้รับประทาน รวมทั้งยามว่างจากการทำงานก็อนุญาตให้ลูกเรือพักผ่อนด้วยการฟังเพลงหรือดูโทรทัศน์ในห้องของไต้ก๋งเรือได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าการดุด่าหรือทำร้ายบังคับลูกเรือให้ทำงานเป็นลักษณะนิสัยใจคอของไต้ก๋งเรือแต่ละคนมากกว่า จึงฟังไม่ได้โดยสนิทใจว่าโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน และที่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดอ้างว่าถูกบังคับให้อยู่ในเรือโดยมิได้กลับเข้าฝั่งและถูกเก็บหนังสือเดินทางไว้ไม่ให้หนีไปไหนนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนายอภิสิทธิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย พยานจำเลยทั้งสองว่า เมื่อเรือประมงออกจากฝั่งไปหาปลาในทะเลนอกน่านน้ำไทยเป็นระยะทางไกลและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพื่อความคุ้มทุนเรือประมงจึงต้องล่องทะเลหาปลาอยู่เป็นระยะเวลานานจึงจะกลับเข้าฝั่งสักครั้ง และหนังสือเดินทางของลูกเรือไต้ก๋งเรือต้องเก็บไว้เพื่อความสะดวกในการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบระหว่างเดินทาง เพราะหากหนังสือเดินทางสูญหายลูกเรืออาจถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีได้ ฉะนั้นการที่เรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 ออกทะเลหาปลาเป็นเวลา 13 เดือน จึงกลับเข้าฝั่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ และการที่ไต้ก๋งเรือเป็นผู้เก็บหนังสือเดินทางของโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดไว้ ก็เป็นวิธีปฏิบัติที่เรือประมงโดยทั่วไปกระทำกัน มิใช่เพื่อป้องกันมิให้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดหลบหนีแต่อย่างใด สำหรับเรื่องค่าจ้าง แม้โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดจะเบิกความว่า ตั้งแต่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดทำงานบนเรือประมง ก. นาวามงคลชัย 1 ไม่เคยได้รับค่าจ้างเลยแม้แต่น้อย แต่การที่นายนางเป็นผู้ทำหนังสือเดินทางและพาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 11 เดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย กับทั้งพาไปซื้อของใช้ส่วนตัวมากักตุนไว้ย่อมมีค่าใช้จ่าย นายพรชัยลูกจ้างของนางคำนึงนวล พยานจำเลยทั้งสองก็เบิกความเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างของโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดว่า โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดตกลงให้นายนางและนายแก้วเป็นคนรับเงินค่าจ้างแทนเพื่อนำไปส่งให้แก่ครอบครัวของแต่ละคนที่ประเทศกัมพูชาแล้วถ่ายรูปมาให้พยานเพื่อส่งให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดดูระหว่างที่ทำงานอยู่บนเรือประมง โดยในข้อนี้นางจาบ มารดาโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 7 และที่ 11 กับนายตุ้ย บิดาโจทก์ร่วมที่ 10 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดก็เบิกความยอมรับว่า นายนางได้นำเงินค่าจ้างของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 11 ไปมอบให้แก่นางจาบและนายตุ้ยจริง ทั้งโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดเบิกความเจือสมกับนางสาวชนาวรรณ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระนอง พยานจำเลยทั้งสองว่า ภายหลังเกิดเหตุมีตัวแทนของนางคำนึงนวลนำเงินค่าจ้างคนละ 25,000 บาท ไปมอบให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดจริง เพียงแต่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดโต้แย้งว่าเป็นเงินค่าจ้างที่ไม่ถูกต้องเพราะยังมีค่าแรงในการทำงานวันหยุดและค่าแรงในการทำงานล่วงเวลาที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกด้วย ดังนี้ จึงบ่งชี้ให้เห็นว่า นางคำนึงนวลได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดไปแล้วจริง เพียงแต่โจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดยังไม่พอใจในจำนวนเงินของค่าจ้างดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดก็มิได้นำสืบให้เห็นถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายนางและนางคำนึงนวลแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี จำเลยที่ 2 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสิบเอ็ดที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 309 ม. 310 ม. 310 ทวิ
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 11 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
โจทก์ร่วม — นาย น. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางขวัญหล้า เพชรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย พูนเกษม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7007/2562
#640606
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.1 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเครื่องดื่มชื่อผลิตภัณฑ์ "ชารสเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา Manobu" แล้วบรรจุในขวดพลาสติกและมีฉลากปรากฏเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่โจทก์เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ อันเป็นการร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองฮาลาลของโจทก์ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล จากโจทก์ และบรรยายฟ้องในข้อ 2.2 แต่เพียงว่า ภายหลังจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าชื่อผลิตภัณฑ์ "ชารสเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา Manobu" ที่มีเครื่องหมายรับรองฮาลาลปลอมตามฟ้องข้อ 2.1 โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุให้ชัดเจนว่า เครื่องหมายรับรองที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอม และสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายมีจำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรอง และจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมดังกล่าว เป็นการกระทำโดยมีจำนวนเครื่องหมายรับรองที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมขึ้น กับจำนวนเครื่องหมายรับรองปลอมที่ปรากฏอยู่บนสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน ประกอบกับตามฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองและนำออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองและร่วมกันนำสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมดังกล่าวออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรอง ให้ปรับคนละ 50,000 บาท และฐานร่วมกันจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอม ให้ปรับคนละ 50,000 บาท รวมทุกกระทงความผิดเป็นปรับจำเลยทั้งสองคนละ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นองค์กรศาสนาอิสลาม มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 มีอำนาจหน้าที่ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายรับรองฮาลาล ที่จดทะเบียนสำหรับอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์แช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปที่ทำจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลปรุงสำเร็จรูป อาหารแปรรูปจากถั่วเหลือง ผลไม้ที่ถนอมสภาพแล้ว อาหารสำเร็จรูปจากเนื้อสัตว์ในน้ำแกง อาหารทำจากผักและผลไม้ นมแปรรูป ครีมใช้ทำอาหาร ถั่วที่ถนอมสภาพแล้ว แยม เยลลี่ ไข่ถนอมสภาพแล้ว ปลากระป๋อง กะปิ น้ำมันพืชใช้ปรุงอาหาร น้ำมันจากสัตว์ใช้ปรุงอาหาร กะทิ เนยใช้ทำอาหาร เครื่องดื่ม และนมปรุงรส ในจำพวกที่ 29 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โจทก์ออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารกิจการฮาลาล พ.ศ.2558 เพื่อให้การบริหารกิจการฮาลาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ พร้อมกำหนดมาตรการและวิธีการตรวจสอบการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาล และการใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล การรับรองฮาลาล เป็นการให้การรับรองว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ฮาลาล หรือถูกผลิตขึ้นจากสิ่งที่ฮาลาลตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มพืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิดในภาชนะสำเร็จรูป มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เคยได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาลจากโจทก์สำหรับผลิตภัณฑ์ชารสเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา "มาโนบุ" หรือ "Manobu" เลขที่รับรองฮาลาล "กอท.ฮล. 93 A323 008 10 47" เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2549 และใบอนุญาตสิ้นสุดวันที่ 8 ตุลาคม 2550 วันที่ 15 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในบันทึกการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอม การระงับข้อพิพาท กับอนุกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดต่างเบิกความเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคดีนี้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนสอดคล้องกับพยานเอกสารและพยานวัตถุในคดี ตั้งแต่เริ่มตรวจพบว่ามีผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายรับรองของโจทก์ซึ่งหมดอายุแล้ววางจำหน่าย ต่อมามีการส่งตัวอย่างขวดบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไปให้ฝ่ายตรวจสอบของโจทก์ตรวจสอบจนพบว่าเครื่องหมายรับรองที่จำเลยที่ 1 ใช้ขาดต่ออายุไปเป็นระยะเวลา 7 ปี แล้ว จากนั้นจึงมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ให้เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการละเมิดเครื่องหมายรับรองดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไปเจรจากับโจทก์และทำบันทึกการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอม การระงับข้อพิพาทกับอนุกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.5 ทั้งเมื่อพิจารณาตัวอย่างผลิตภัณฑ์แล้ว พบว่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา "Manobu" ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย มีเครื่องหมายรับรองฮาลาลของโจทก์ปรากฏอยู่บนขวด เลขที่รับรอง "กอท.ฮล. 93 A323 008 10 47" ตรงกับรายการผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาล รายการสุดท้าย ที่ระบุช่วงเวลาอนุญาตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2550 และวัตถุพยานระบุว่าผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ผลิตเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากใบอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองดังกล่าวของโจทก์หมดอายุไปแล้วกว่า 7 ปี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างทำนองว่า โจทก์ไม่นำพันตำรวจเอกอนุสนธิ์ เจ้าหน้าที่ของโจทก์ผู้นำส่งวัตถุพยานดังกล่าวไปให้ฝ่ายตรวจการผลิตภัณฑ์ฮาลาลของโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ ส่วนพยานโจทก์ปากนางเพชรลดาและนางสาวมิรันตรีนั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าและเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์เช่นเดียวกับพันตำรวจเอกอนุสนธิ์ แม้จะรับฟังประกอบกับเอกสารหมาย จ.5 แต่ก็เป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้น ไม่อาจนำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า การที่นางสาวมิรันตรีและนางเพชรลดา เจ้าหน้าที่ของโจทก์ มาเบิกความเป็นพยานนั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความในฐานะผู้ส่งตรวจและผู้ตรวจสอบข้อมูลตัวอย่างขวดบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์วัตถุพยาน ซึ่งเป็นการเบิกความไปตามความรู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของตน ย่อมสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และแม้โจทก์จะไม่มีพันตำรวจเอกอนุสนธิ์มาเป็นพยานเบิกความ แต่โจทก์ก็มีนายกิจจาและนายณรงค์เดชมานำสืบว่า หลังจากตรวจสอบได้ความว่าวัตถุพยานที่พันตำรวจเอกอนุสนธิ์นำไปให้ตรวจสอบนั้นขาดต่ออายุไป 7 ปี แล้ว เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 พันตำรวจเอกอนุสนธิ์ได้มีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เรื่องการละเมิดเครื่องหมายรับรองฮาลาล โดยตามหนังสือดังกล่าวแจ้งว่า มีการนำรูปรอยประดิษฐ์เครื่องหมายรับรองฮาลาลไปใช้หรือทำให้ปรากฏโดยไม่ได้รับอนุญาต กับมีการปลอมเครื่องหมายรับรองฮาลาลซึ่งมิได้มีการอนุญาตให้ใช้จากโจทก์ และเชิญให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงหรือติดต่อคณะกรรมการตรวจการผลิตภัณฑ์ฮาลาลของโจทก์ ภายในวันที่ 11 กันยายน 2557 มิฉะนั้นคณะกรรมการตรวจการผลิตภัณฑ์ฮาลาลมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้เข้าไปเจรจา และทำบันทึกการเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอม การระงับข้อพิพาทกับอนุกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยของโจทก์ เอกสารดังกล่าวมีข้อความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 นำรูปรอยประดิษฐ์และสัญลักษณ์เครื่องหมายรับรองฮาลาลของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไปใช้ให้ปรากฏและแสดงลงบนผลิตภัณฑ์สินค้าบริโภคจำพวกเครื่องดื่มสำเร็จรูป และวางจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เป็นหัวกระดาษของโจทก์และทำขึ้นที่ที่ทำการของฝ่ายโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าได้เข้าไปเจรจาและลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจริง ทั้งเมื่อพิจารณาถึงระยะเวลานับตั้งแต่ฝ่ายโจทก์มีหนังสือแจ้ง ในวันที่ 4 กันยายน 2557 จนถึงวันที่จำเลยที่ 2 เข้าไปเจรจากับฝ่ายโจทก์ในวันที่ 15 กันยายน 2557 แล้ว นับว่าฝ่ายจำเลยมีเวลาในการเตรียมตัวและพิจารณาถึงการกระทำของฝ่ายตนพอสมควร หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการตามที่ฝ่ายโจทก์กล่าวหาก็สามารถทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกลับไปยังฝ่ายโจทก์ได้ หรือหากมีข้อโต้แย้งใดจำเลยที่ 2 ก็คงจะไม่ลงลายมือชื่อยอมรับถึงการกระทำดังกล่าวตามที่ปรากฏข้อความในเอกสาร

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างต่อไปด้วยทำนองว่า การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารไปนั้นเป็นเพราะถูกข่มขู่ โดยอ้างถึงคำพยานที่จำเลยที่ 2 เคยให้การไว้ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ต่อศาลแขวงพระนครใต้ว่า "พันตำรวจเอกอนุสนธิ์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลดังกล่าวแจ้งข้าฯ ว่า หากไม่ยินยอมจะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจยึดสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายฮาลาลของจำเลยที่ 1 และจะแจ้งบริษัทผู้ค้าให้หยุดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อพันตำรวจเอกอนุสนธิ์แจ้งข้าฯ ดังนั้นแล้ว ข้าฯ รู้สึกกลัว จึงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 1,000,000 บาท" ตามสำเนาคำเบิกความดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองเพิ่งขออนุญาตอ้างส่งในชั้นฎีกานั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 มีตนเองเบิกความเป็นพยานนำสืบถึงเรื่องดังกล่าวเพียงว่า คณะกรรมการของโจทก์ที่เข้าเจรจาใช้คำพูดในลักษณะบังคับและแจ้งยอดค่าเสียหายแก่พยานโดยไม่สามารถชี้แจงหลักเกณฑ์หรือหลักในการคิดค่าเสียหายแก่พยานได้ จนในที่สุดก็ให้พยานในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คเป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยไม่ปรากฏถึงรายละเอียดว่าฝ่ายโจทก์ข่มขู่จำเลยที่ 2 อย่างไร และแม้จะฟังว่าพันตำรวจเอกอนุสนธิ์กล่าวไว้ตามคำพยานที่จำเลยที่ 2 อ้างในคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ก็ตาม การที่ฝ่ายโจทก์ "จะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจยึดสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายฮาลาลของจำเลยที่ 1 และจะแจ้งบริษัทผู้ค้าให้หยุดจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1" นั้น ก็เป็นเพียงการจะใช้สิทธิตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ถือเป็นการข่มขู่ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดนอกจากนี้มานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองของโจทก์ และจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.1 ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเครื่องดื่มชื่อผลิตภัณฑ์ "ชารสเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา Manobu" แล้วบรรจุในขวดพลาสติกและมีฉลากปรากฏเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่โจทก์เคยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้ อันเป็นการร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองฮาลาลของโจทก์ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาลจากโจทก์ และบรรยายฟ้องในข้อ 2.2 แต่เพียงว่า ภายหลังจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าชื่อผลิตภัณฑ์ "ชารสเก๊กฮวยพร้อมดื่มตรา Manobu" ที่มีเครื่องหมายรับรองฮาลาลปลอมตามฟ้อง ข้อ 2.1 โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุให้ชัดเจนว่า เครื่องหมายรับรองที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอม และสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายมีจำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรอง และจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมดังกล่าว เป็นการกระทำโดยมีจำนวนเครื่องหมายรับรองที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมขึ้น กับจำนวนเครื่องหมายรับรองปลอมที่ปรากฏอยู่บนสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน ประกอบกับตามฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองและนำออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันปลอมเครื่องหมายรับรองและร่วมกันนำสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองปลอมดังกล่าวออกจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
นพพร โพธิรังสิยากร
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6999/2562
#642478
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต ก็เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 6 รายการ ราคาประมาณ 18,386,244.73 บาท คือ 1. เงินสด 8,599,000 บาท 2. เงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 037-2-02xxx-x ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 2,127,869.92 บาท 3. เงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 347-2-08xxx-x ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,931,892.60 บาท 4. เงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 037-2-03xxx-x ชื่อผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1,842,417.76 บาท 5. เงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารออมสิน เลขที่ 01-0121-60-008xxx-x ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,053,606.36 บาท และ 6. เงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารออมสิน เลขที่ 01-0121-60-007xxx-x ชื่อผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 2,831,458.09 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ให้เงินสด จำนวน 8,599,000 บาท พร้อมดอกผล เงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 347-2-08xxx-x จำนวน 1,931,892.60 บาท พร้อมดอกผล เงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 037-2-03xxx-x จำนวน 1,842,417.76 บาท พร้อมดอกผล เงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารออมสิน เลขที่ 01-0121-60-008xxx-x จำนวน 1,053,606.36 บาท พร้อมดอกผล เงินในบัญชีเงินฝาก ธนาคารออมสิน เลขที่ 01-0121-60-007xxx-x จำนวน 2,831,458.09 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน และเงินในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 037-2-02xxx-x ที่ฝากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 จำนวน 300,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2544 จำนวน 300,000 บาท และเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 จำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกผล ตามข้อตกลงในการฝากเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เหลือจากบัญชีนี้ให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้คัดค้านที่ 1 ในขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเจ้าท่า กับพวก ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างและคณะกรรมการส่วนผู้ควบคุมงานต่อสร้างเรือ รวม 7 คน ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลอาญาในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 84/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 274/2547 คดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 8560-8561/2558 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกรวม 7 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี สำนักงาน ป.ป.ช. รายงานให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก พบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงยึดและหรืออายัดไว้ ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกชี้แจงแสดงหลักฐานต่อคณะกรรมการธุรกรรม และคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีมติให้ยึดทรัพย์สินบางส่วนรวม 7 รายการ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้แจ้งต่อพนักงานอัยการเพื่อให้ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน พนักงานอัยการพิจารณาแล้วขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 6 รายการ ราคารวม 18,386,244.73 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรสาว 2 คน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2544 นางอุบล มารดาของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 กับนางมาลินี เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์นำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาใช้บังคับย้อนหลังกับคดีนี้เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งที่ให้อำนาจศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่จำต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวใช้บังคับหรือไม่ หากพิจารณาได้ความว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ใช่โทษทางอาญา จึงใช้บังคับย้อนหลังได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นการกระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงไม่เป็นความผิดมูลฐานนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) บัญญัติว่า "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560-8561/2558 ว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) แม้ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นการกระทำโดยทุจริต ก็ไม่ทำให้การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินได้ ส่วนปัญหาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินจากการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ อันจะถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ศาลจะได้วินิจฉัยในคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560-8561/2558 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมเจ้าท่าได้แก้ไขสัญญาในงวดที่ 5 โดยฝ่าฝืนต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 136 และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ขาย ดังนี้ แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่การเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ขาย อาจเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดมาจากการกระทำดังกล่าว ซึ่งเมื่อการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นความผิดมูลฐาน คณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ตามมาตรา 34 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อเห็นว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินย่อมมีอำนาจร้องขอให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ตามมาตรา 49 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองในประเด็นนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ศาลอุทธรณ์ — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6998/2562
#662477
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 3 ต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 3 จะนำไปใช้ในกิจการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 กับพวกนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิด กรณีถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวกโดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 246 ประกอบมาตรา 242 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 165, 203, 204 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ของกลาง จำเลยที่ 1 เป็นอดีตภริยาผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรเขยและบุตรสาวผู้ร้อง วันที่ 30 ตุลาคม 2560 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามในข้อหาร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีและร่วมกันมีไว้เพื่อขายสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษี พร้อมยึดรถยนต์กระบะดังกล่าวที่ใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง เหตุเกิดที่ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้อง แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ กับให้ริบบุหรี่และรถยนต์ของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดหรือไม่ ผู้ร้องอ้างตนเองเป็นพยานกับมีจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุ ผู้ร้องไม่อยู่บ้านเพราะไปว่าความที่จังหวัดชลบุรี และเนื่องจากรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถติดเครื่องได้เพราะแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมสภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงนำรถยนต์กระบะของกลางไปรับจำเลยที่ 1 ที่บ้านและเดินทางไปซื้อของที่ตลาดโรงเกลือโดยพลการ และรถยนต์กระบะของผู้ร้องไม่ได้ดัดแปลงสภาพให้มีช่องลับแต่อย่างใด ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด และจำเลยทั้งสามเบิกความสนับสนุนเพิ่มเติมว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปซื้อสินค้าที่ตลาดโรงเกลือมาขาย ส่วนจำเลยที่ 1 นอกจากจะไปซื้อสินค้าแล้ว ยังตั้งใจจะไปทวงหนี้จากนางเหมยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ฝั่งราชอาณาจักรกัมพูชา แต่นางเหมยไม่มีเงินชำระหนี้ จึงนำบุหรี่ยี่ห้อต่างประเทศ ประมาณ 290 ซอง มาชำระหนี้แทน จำเลยที่ 1 นำบุหรี่เก็บในรถโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็น เห็นว่า แม้ผู้ร้องมีจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความสนับสนุน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรเขยและบุตรของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 1 แม้เป็นอดีตภริยา แต่ก็ได้ความว่ายังคงติดต่อและไปมาหาสู่กัน จำเลยทั้งสามจึงล้วนแต่มีความเกี่ยวพันกับผู้ร้อง ย่อมอยู่ในวิสัยจะเบิกความเข้าข้างผู้ร้อง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อย ที่ผู้ร้องอ้างว่าวันเกิดเหตุไม่อยู่บ้านต้องไปทำคดีให้ลูกความที่จังหวัดชลบุรี โดยออกเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2560 และเดินทางกลับในวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุในช่วงบ่ายนั้น แต่ตามสำเนาใบแต่งทนายความและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาที่ผู้ร้องอ้างประกอบคำเบิกความนั้น กลับระบุวันเวลาไม่ตรงกับวันเกิดเหตุ ข้อนำสืบของผู้ร้องในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ที่ผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดและศูนย์การค้าทั่วไป โดยจะไปซื้อสินค้ามาจากตลาดโรงเกลือ และก่อนเกิดเหตุผู้ร้องเคยนำรถยนต์กระบะของกลางไปซื้อของที่ตลาดโรงเกลือกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง ส่วนจำเลยที่ 1 เคยไปรถคันเดียวกันบางครั้งนั้น แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยทั้งสามเคยเดินทางไปซื้อสินค้าที่ตลาดโรงเกลือด้วยรถยนต์กระบะของกลางมาก่อนหลายครั้ง ดังนั้น หากรถยนต์ของจำเลยที่ 2 เกิดขัดข้องอันเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่อ้างแล้ว การที่จำเลยทั้งสามจะนำรถยนต์กระบะของกลางไปซื้อสินค้าที่ตลาดโรงเกลือตามที่เคยปฏิบัติ ก็น่าจะขออนุญาตหรือแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และหากผู้ร้องไม่อยู่บ้านตามที่อ้าง จำเลยทั้งสามก็ยังสามารถติดต่อกับผู้ร้องทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เช่นเดียวกับที่ได้ติดต่อกับผู้ร้องภายหลังถูกจับกุม ทั้งผู้ร้องก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เก็บกุญแจรถไว้ที่หน้าตู้เอกสารภายในบ้าน จึงไม่ใช่การเก็บไว้อย่างมิดชิด อันมีลักษณะหวงกันว่าหากจะใช้รถต้องขออนุญาตก่อน กรณีจึงยากแก่การรับฟังตามที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยทั้งสามนำรถไปใช้โดยพลการ ซึ่งจากลักษณะการซุกซ่อนบุหรี่ทั้งในช่องลับใต้เบาะนั่งหลังคนขับและในช่องด้านหลังรถลึกถึงกระจกด้านหลังคนขับโดยมีแผ่นไม้กระดานทับปิดอีกชั้นหนึ่ง นั้น แสดงว่ามีการเตรียมการมาก่อน สอดคล้องกับที่นายเกริกชัย เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดสระแก้ว พยานโจทก์เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมายประเภทยาสูบมากับรถยนต์กระบะของกลาง พยานกับพวกจึงเดินทางไปตรวจสอบ รถยนต์กระบะของกลางมีสภาพถูกดัดแปลงให้มีช่องลับ และการนำบุหรี่ซุกซ่อนในช่องลับนั้นไม่สามารถทำได้คนเดียว ดังนี้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสามมีการวางแผนและร่วมกันกระทำความผิดจริงตามที่ได้ให้การรับสารภาพในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1422/2561 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงลำพัง โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนรู้เห็นนั้น จึงฟังไม่ขึ้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 3 นำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาตามที่จำเลยที่ 3 ต้องการ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยที่ 3 จะนำไปใช้ในกิจการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 กับพวกนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิด กรณีถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 กับพวกโดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
ผู้ร้อง — นาย ศ.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายภูริวิชญ์ ยาหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
วรงค์พร จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2562
#642374
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบอาวุธปืนยาวลูกซอง ลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง เศษหมอนกระสุนปืนลูกซองและปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางเรียม ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชำนาญ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,600 บาท ค่าขาดประโยชน์อันเนื่องมาจากขาดรายได้ 1,100,000 บาท และค่าเสียหายทางด้านจิตใจ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,700,600 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบอาวุธปืนยาวลูกซอง ลูกกระสุนปรายกระสุนปืนลูกซอง เศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง และปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 270,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายชำนาญ ผู้ตาย กับจำเลยนั่งดื่มสุราร่วมกันที่โต๊ะหน้าบ้านของจำเลยที่เกิดเหตุ แล้วผู้ตายกับจำเลยโต้เถียงกัน ผู้ตายชกต่อยที่ใบหน้าและบีบคอจำเลย จำเลยตะโกนร้องขอให้เด็กชายชัชฐภูมิ หลานของจำเลยซึ่งอยู่ในบ้านออกมาช่วยห้ามผู้ตาย เด็กชายชัชฐภูมิจึงวิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงผู้ตายออกจากจำเลย แล้วผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านห่างจากโต๊ะที่จำเลยและผู้ตายนั่งดื่มสุรา 5 ถึง 6 เมตร พูดตะโกนว่า มึงตายแน่ ส่วนจำเลยวิ่งเข้าไปภายในบ้านและหยิบอาวุธปืนยาวลูกซอง ขนาด 12 ออกมายืนบริเวณโต๊ะที่นั่งดื่มสุรา ขณะที่ผู้ตายยืนข้างรถจักรยานยนต์แล้วเปิดเบาะเอามือล้วงเข้าไปในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องเล็งและยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอกซ้ายและใต้สะบักขวาของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุพันตำรวจโทวินัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปางมะค่าเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุและรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปประกอบคดีไว้ นอกจากนี้พันตำรวจโทวินัยแจ้งให้พิสูจน์หลักฐานจังหวัดกำแพงเพชรไปร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วย วันรุ่งขึ้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทวินัยแล้วถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็กชายชัชฐภูมิวิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว เช่นนี้เหตุที่จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ก็ตาม แต่ในการกลับออกมานี้จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนจ้องเล็งยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ แต่โดยที่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูกผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ย่อมก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 และการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย ทั้งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้น ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อนก็ตาม แต่ผู้ตายเพียงชกต่อยและบีบคอจำเลยเท่านั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้ตาย 1 นัด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนับเป็นเรื่องร้ายแรงและแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของจำเลย แม้จำเลยจะมีอายุมากถึง 70 ปี ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลังโดยสุจริต มีส่วนช่วยเหลือสังคม โดยเป็นประธานอาสาสมัครเกี่ยวกับสาธารณสุขของหมู่บ้านส่องตาแล (อ.ส.ม.) มาประมาณ 20 ปี เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวุฒิภาวะต่ำ เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน รวมทั้งจำเลยโดยนางสาวสุกัญญา บุตรสาวของจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่ยอมรับ เพราะผู้ร้องต้องการให้จำเลยชดใช้เงินมากกว่านี้ซึ่งเกินความสามารถและฐานานุรูปของจำเลย ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 9 ปีนั้น หนักเกินไปเห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 7 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
โจทก์ร่วม — นาง ร.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6915/2562
#644130
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 กำหนดคำนิยามว่า การฝึกอบรม หมายความว่า การอบรม การประชุมทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ การสัมมนาทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ การบรรยายพิเศษ การฝึกศึกษา การดูงาน การฝึกงาน หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีช่วงเวลาจัดที่แน่นอน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคคลหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยไม่มีการรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยเบิกค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ 2 ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร "กฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง" อันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครองชั้นต้น หลักสูตรนี้เป็นการฝึกอบรมที่ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผู้ฝึกอบรมจึงไม่สามารถเบิกค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายตามระเบียบดังกล่าวได้ จำเลยต้องคืนเงินที่เบิกไปแก่โจทก์

คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลย ซึ่งเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ 2 และรับเงินไปจากโจทก์แล้วโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้จำเลยไปย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะได้รับหรือยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ คดีจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 113,911.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 99,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 99,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 เมษายน 2558 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย จำเลยเคยทำงานเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ มีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยได้สมัครและโจทก์อนุมัติให้เข้าอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. (กรรมการตุลาการศาลปกครอง) รับรอง รุ่นที่ 2 ระหว่างเดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนกันยายน 2554 โดยจำเลยเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมดังกล่าวไปจากโจทก์เป็นเงิน 99,000 บาท และภายหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงว่า ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมดังกล่าวไม่สามารถนำมาเบิกจากทางราชการได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 โจทก์จึงแจ้งให้จังหวัดสมุทรปราการเรียกเงินคืนจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยินยอม เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง หรือไม่ โจทก์มีนางสาวธันย์จิรา เบิกความเป็นพยานว่า มูลเหตุแห่งคดีสืบเนื่องจากกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 สั่งการให้โจทก์ตรวจสอบการเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง ของข้าราชการในสังกัดเนื่องจากการอบรมหลักสูตรดังกล่าว ผู้เข้ารับการอบรมไม่สามารถเบิกค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่าย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4 ที่กำหนดคำนิยามว่า การฝึกอบรม หมายความว่า การอบรม การประชุมทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ การสัมมนาทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ การบรรยายพิเศษ การฝึกศึกษา การดูงาน การฝึกงาน หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีช่วงเวลาจัดที่แน่นอน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคคลหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยไม่มีการรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพซึ่งหากพบว่า มีการอนุมัติเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการอบรมดังกล่าว หรือการอบรมที่ดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ก็ให้เรียกเงินคืน และในกรณีนี้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือว่า การเบิกค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้วุฒิบัตร กฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง โดยเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ฉะนั้น หลักสูตรดังกล่าวจึงเป็นการฝึกอบรมที่ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผู้ฝึกอบรมจึงไม่สามารถเบิกค่าลงทะเบียน และค่าใช้จ่ายตามระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าว ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2555 ในข้อ 4 ให้ยกเลิกข้อความข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน คือ "ข้อ 7 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้วินิจฉัย" และได้ยืนยันว่า ผู้ฝึกอบรมกรณีนี้ไม่สามารถเบิกค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายได้ สำหรับกรณีของโจทก์กลุ่มตรวจสอบภายในของโจทก์ มีหนังสือลงวันที่ 9 มีนาคม 2558 เรียนอธิบดีกรมที่ดินว่าตรวจสอบข้อมูลผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรที่มีปัญหาดังกล่าวแล้วพบว่า จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการได้สมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรดังกล่าวนี้ รุ่นที่ 2 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2554 และเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรนี้ เป็นเงิน 99,000 บาท โจทก์มีบันทึกลงวันที่ 11 มีนาคม 2558 แจ้งจังหวัดสมุทรปราการให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการเรียกเงินคืนจากจำเลยจำนวน 99,000 บาท และนำส่งคลังให้ครบถ้วน จังหวัดสมุทรปราการมีหนังสือลงวันที่ 30 เมษายน 2558 แจ้งว่า จังหวัดสมุทรปราการมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวเพื่อนำส่งคลังจังหวัด แต่จำเลยมีหนังสือมายังจังหวัดสมุทรปราการว่า ไม่อาจคืนเงินดังกล่าวได้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเบิกค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ 2 ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร "กฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง" อันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครองชั้นต้น หลักสูตรนี้เป็นการฝึกอบรมที่ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผู้ฝึกอบรมจึงไม่สามารถเบิกค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่าย ตามระเบียบดังกล่าวได้ ที่จำเลยต่อสู้และนำสืบว่า กรณีเป็นการขออนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 หรือที่กำหนดไว้แล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ตามข้อ 7 ของระเบียบนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับโดยยึดถือประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ปรากฏจากหลักฐานในสำนวนว่า ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบดีกรมที่ดินอนุญาตให้จำเลยเข้ารับการอบรมนั้น มิได้มีข้อความใดที่ระบุว่า เป็นการขออนุญาตให้จำเลยเข้าอบรมหลักสูตรที่เป็นการนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือที่กำหนดไว้แล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบนี้ ประกอบกับนางสาวหทัยรัตน์ พยานจำเลยเองซึ่งเป็นผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน ซึ่งได้ทำบันทึกลงวันที่ 9 มีนาคม 2558 รายงานผลการตรวจสอบเนื่องจากพบว่า จำเลยเบิกค่าใช้จ่ายในการอบรมหลักสูตรดังกล่าวไม่ถูกต้อง และยังเสนอให้เรียกเงินคืนจากจำเลย โดยมิได้มีความเห็นว่า การเบิกค่าใช้จ่ายของจำเลยดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามระเบียบนี้ในข้อ 7 ที่ใช้บังคับขณะนั้น ฉะนั้น ที่จำเลยและนายรุทธิ์ นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยเบิกค่าใช้จ่ายการอบรมตามระเบียบนี้ในข้อ 7 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยต้องคืนเงินที่เบิกไปแก่โจทก์ตามฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาคือ คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลย ซึ่งเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง รุ่นที่ 2 และรับเงินไปจากโจทก์แล้ว โดยไม่มีสิทธิ โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้จำเลยไปย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะได้รับหรือยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความเพราะเป็นเรื่องลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2555
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดอนเมือง — นางอุทัยวรรณ ติปะวาโร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6910/2562
#642489
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 บิดาและ ศ. มารดาในฐานะผู้ดูแลและผู้มีอำนาจปกครอง จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเรา 5 ครั้ง ต่างวันต่างเวลากัน แม้จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 รายเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุเดียวกัน และมีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกัน แต่จำเลยกระทำความผิดแต่ละครั้งต่างวันต่างเวลามิได้กระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจึงแยกต่างหากจากกันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 318 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเมธี เมฆประยูร
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธราธร ศิลปโอสถ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2562
#638846
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญ่บุกรุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องนอน โดยขณะกระทำชำเราจำเลยวางอาวุธมีดไว้ข้างตัวใกล้มือจำเลย ซึ่งพร้อมจะหยิบฉวยได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดนั้นจึงไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าเป็นการใช้อาวุธมีดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 93, 277, 335, 362, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามกฎหมาย กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (8) วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน เป็นจำคุก 4 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดลหุโทษ จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน คงจำคุก 8 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุก 25 ปี ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 27 ปี 8 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (7) (8) วรรคสอง, 364, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 371 สำหรับความผิดฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลย มีกำหนด 27 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยโดยมีอาวุธมีดติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านของนาย ส. ผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 2 บุตรผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่ในห้องนอนในบ้านดังกล่าว จากนั้นจำเลยได้ลักเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงิน 20,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธมีดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่หรือไม่ ประเด็นข้อนี้จำเลยฎีกาว่า ขณะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเพียงนำอาวุธมีดออกมาวางไว้ข้างตัวจำเลยเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธ เห็นว่า จำเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญ่บุกรุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องนอน โดยขณะกระทำชำเราจำเลยวางอาวุธมีดดังกล่าวไว้ข้างตัวใกล้มือจำเลย ซึ่งพร้อมที่จะหยิบฉวยได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดนั้นจึงไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าเป็นการใช้อาวุธมีดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายนิกร จันทร์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ทกป. 6779 -ที่ 6781/2562
#642378
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่ได้ลอกเลียน ดัดแปลง หรือคัดลอกเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องขอเพิกถอนการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผู้ร้องขอเพิกถอนการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าตามที่ได้อ้างไว้ในคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยเกินคำขอ และคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสำนวนยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ไม่ได้ลอกเลียน ดัดแปลง หรือคัดลอกเครื่องหมายการค้าของผู้ร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผู้ร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าตามที่ได้อ้างไว้ในคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยเกินคำขอ และคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) (3) (5)

จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง (1) ม. 249 (3) ม. 249 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
นพพร โพธิรังสิยากร
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6762/2562
#638850
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนวันเกิดเหตุตามฟ้องที่ น. และ ส. ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปยิงผู้ตายนั้น จำเลยที่ 1 ได้รับมอบการครอบครองอาวุธปืนจาก ว. แล้วพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รับมอบการครอบครองอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้วนำติดตัวไปส่งมอบให้แก่ น. เพื่อให้ น. และ ส. ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องแล้ว แม้วันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกับ น. ส. และ ว. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่การครอบครองและพาอาวุธปืนของกลางของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับการที่ น. และ ส. ร่วมกันมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นกรณีที่ทางพิจารณาได้ความว่า วันเวลาและสถานที่กระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเท่านั้น ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยหลงต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องที่เกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก และวรรคสอง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก และโดยเปิดเผย) จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก ไม่ต้องระบุว่า โดยไม่มีเหตุสมควร)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นางวีร์สราญต้องการฆ่านายสมพร ผู้ตายซึ่งเป็นสามีจึงติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้หาคนมาฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 ติดต่อจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ติดต่อจ้างนายนิกร นายนิกรชักชวนนายสุขคำให้ร่วมกระทำความผิดด้วย หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้รับอาวุธปืนของกลางจากนางวีร์สราญนำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำไปมอบให้แก่นายนิกร แล้วนายนิกรและนายสุขคำร่วมกันใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนิกร นายสุขคำ นางวีร์สราญและจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง แล้วโจทก์ฟ้องนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2318/2558 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญ ไว้ตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่า ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคสาม และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย ตามมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง มีระวางโทษเท่ากันคือจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้จะมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ข้อเท็จจริงจากการพิจารณาได้ความว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ตามฟ้องที่นายนิกรและนายสุขคำร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น นางวีร์สราญส่งมอบอาวุธปืนของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 นำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบให้แก่นายนิกร ซึ่งยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบการครอบครองอาวุธปืนจากนางวีร์สราญ แล้วพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รับมอบการครอบครองอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้วนำติดตัวไปส่งมอบให้แก่นายนิกร เพื่อให้นายนิกรและนายสุขคำร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องแล้ว แม้วันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองไม่ได้ร่วมกับนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่การครอบครองและพาอาวุธปืนของกลางของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับการที่นายนิกรและนายสุขคำร่วมกันมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นกรณีที่ทางพิจารณาได้ความว่า วันเวลาและสถานที่กระทำความผิดแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเท่านั้น ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้ และไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพได้ ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยเปิดเผย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ได้ แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องและมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการหนึ่งว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันที่เรียกว่า ตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จะต้องเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา ระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด และโดยมีเจตนากระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดต่อชีวิตที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำนั้น หมายความว่า ก่อนกระทำความผิด บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมคบคิดกันวางแผนกระทำความผิด แล้วผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งลงมือกระทำการอันเป็นความผิดในตัวเอง ในขณะที่ผู้ร่วมกระทำอีกคนหนึ่งได้ทำหน้าที่อย่างอื่นซึ่งโดยสภาพไม่เป็นความผิดในตัวเอง เช่น คอยดูต้นทาง หรือคอยแจ้งสัญญาณ หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิดแล้วพาหลบหนี เป็นต้น โดยผู้รับหน้าที่คอยดูต้นทาง หรือคอยแจ้งสัญญาณอันตราย หรือคอยรอรับผู้กระทำความผิด ไม่จำต้องอยู่ในที่เดียวกับผู้ลงมือกระทำความผิด แต่ต้องอยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ เพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที หากอยู่ห่างไกลจากสถานที่เกิดเหตุมากจนไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำความผิดในขณะกระทำความผิดได้ทันท่วงที ก็ไม่ใช่การกระทำร่วมกันในขณะกระทำความผิดที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าเป็นตัวการได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางวีร์สราญต้องการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นสามีจึงติดต่อจำเลยที่ 1 ให้หามือปืนฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 ติดต่อจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ติดต่อจ้างนายนิกร นายนิกรชักชวนนายสุขคำให้ร่วมกระทำความผิดด้วย หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 รับอาวุธปืนจากนางวีร์สราญไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบให้แก่นายนิกร แล้วนายนิกรและนายสุขคำร่วมกันใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญ แต่ขณะที่นายนิกรและนายสุขคำใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย คงมีแต่นางวีร์สราญอยู่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงคนเดียว ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้อยู่ในที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุเพียงพอที่จะช่วยเหลือนายนิกรและนายสุขคำ หรืออำนวยความสะดวก หรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับผู้ตาย ขณะที่นายนิกรและนายสุขคำร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้ทันท่วงที และผลแห่งการตายของผู้ตายไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในขณะที่นายนิกรและนายสุขคำกระทำความผิด ถือไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำการร่วมกันกับนายนิกรและนายสุขคำในลักษณะที่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันจะถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการด้วย แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการก่อให้นายนิกรและนายสุขคำกระทำความผิดด้วยการจ้างนายนิกรและนายสุขคำกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคแรก โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกับนายนิกร นายสุขคำ และนางวีร์สราญ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4157/2558 ของศาลชั้นต้น กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แล้วจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กฎหมายกำหนดอัตราโทษสถานที่หนักกว่าอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริง ซึ่งเรียกว่าคดีที่ต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์นำสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองแล้ว ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ไม่ได้เป็นตัวการ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์นำสืบ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่นายนิกรและนายสุขคำกระทำความผิดก่อนกระทำความผิด จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ด้วย ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เป็นจำคุกคนละ 25 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสาม
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายณัฐพงศ์ เหลืองประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6724/2562
#643580
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 23 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้นก็ได้" เห็นได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจศาลในการที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกก็ได้ หากเข้าเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว แต่โทษกักขังดังกล่าว เป็นการใช้โทษกักขังแทนโทษจำคุกในคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน และที่กฎหมายบัญญัติให้กักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้น เพื่อให้การกำหนดโทษกักขังเป็นเช่นเดียวกับโทษจำคุกดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขังแทน มีกำหนด 2 เดือน ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 160 ตรี พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102, 127 ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทของจำเลยไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 3 ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3), 127 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ในขณะเมาสุรา อาจทำให้ไม่สามารถครองสติและหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ และไม่สามารถควบคุมการขับให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยได้ อันเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้นก็ได้" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจศาลในการที่จะใช้ดุลพินิจลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกก็ได้ หากเข้าเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว แต่โทษกักขังดังกล่าว เป็นการใช้โทษกักขังแทนโทษจำคุก ในคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน และที่กฎหมายบัญญัติให้กักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้น เพื่อให้การกำหนดโทษกักขังเป็นเช่นเดียวกับโทษจำคุกดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขังแทน มีกำหนด 2 เดือน ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กักขังมีกำหนด 1 เดือน แทนโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายนิวัฒ ทั่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอาคม ศรียาภัย
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721 -ที่ 6722/2562
#663668
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดจาหรือกระทำการใด ๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วม ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาเพียงต้องการชกต่อยทำร้ายโจทก์ร่วมเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยลำพังของจำเลยที่ 1 อันเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ดังนั้นการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสจากการถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทง จึงมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายเท่านั้นการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายโจทก์ร่วม ซึ่งแม้จะไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บจากการถูกชกต่อยทำร้ายแต่ก็ต้องถือว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ชดใช้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 295 ม. 297
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุนทร จันทร์ฉิ้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ธนิต รัตนะผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6681/2562
#641413
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 423 ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่สาม แต่การกล่าวหรือไขข่าวที่แพร่หลายได้ก็ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ การพูดคนเดียวไม่มีคนได้ยินย่อมไม่เป็นการกล่าวให้แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามีคนแอบฟังโดยคนพูดไม่รู้ การพูดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พ. เป็นผู้เริ่มต้นการตั้งโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เข้าในระบบเพื่อพูดคุยกัน โปรแกรมสนทนาดังกล่าวเป็นแบบระบบปิดมีสมาชิกเพียง 3 คนคือจำเลยทั้งสองและ พ. บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ การสนทนาดังกล่าวที่มีการพูดถึงโจทก์และพนักงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการกล่าวที่จำเลยทั้งสองและ พ. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันสนทนาร่วมกันโดย พ. เข้าร่วมสนทนากับจำเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใช่เป็นการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ส่วนการที่โจทก์แอบดูและอ่านข้อความสนทนาและนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบเอง ย่อมไม่ทำให้การสนทนาระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสามเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายให้บุคคลอื่นรับทราบได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน 1 ฉบับ เป็นระยะเวลา 3 วัน ปิดประกาศโฆษณาภายในบริเวณที่ทำการสำนักงานและที่ทำการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัทสายการบิน ค. เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งกล่าวหาว่าโจทก์ทำละเมิดลักลอบเข้าระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. เป็นพนักงานของบริษัทสายการบิน ค. โจทก์มีตำแหน่งเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน นางสาว พ. มีหน้าที่อำนวยการโดยสารของบริษัททั้งขาเข้าขาออก และทำงานร่วมกับโจทก์ จำเลยทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์และนางสาว พ. โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการโดยสารมีหน้าที่ควบคุมดูแล ประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น และลงนามในเอกสารการเงินแทนประธานบริษัท จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการโดยสาร มีหน้าที่ช่วยควบคุมดูแลและประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น นางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นจัดโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันทางระบบอินเทอร์เน็ตเข้าในระบบเพื่อพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป มีสมาชิกเพียง 3 คนเป็นบัญชีเฟสบุ๊คประเภทปิด ในการสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊คดังกล่าวไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัท บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ หากใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัทแล้วจะต้องใส่รหัส จึงจะสามารถใช้การสนทนาผ่านคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ วันที่ 7 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่โจทก์อยู่ที่ทำงานและใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทพบว่ามีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ที่นางสาว พ. เปิดโปรแกรมดังกล่าวค้างไว้และลืมปิด แล้วโจทก์มาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อ ตามคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ส่งข้อความสนทนา 5 ครั้ง จำเลยที่ 2 ส่งข้อความสนทนา 2 ครั้ง วันที่ 30 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความว่า แหลจริง ๆ วันที่ 6 ธันวาคม 2557 ส่งข้อความว่า ไล่ออกดีไหม วันที่ 26 มกราคม 2558 ส่งข้อความว่า หน้าด้านอย่างเหลือเชื่อที่ซู้ด วันที่ 30 มีนาคม 2558 ส่งข้อความว่า กินฟรี ผู้ชายทุกคนอยากมาจีบหญิง KU เพราะรวยทุกคน แต่ขาดผู้ชาย นอนฟรี และวันเดียวกันนั้นส่งข้อความอีกครั้งว่า เก่งนะ พวกปากกัดตีนถีบ หลอกเอาเงินผู้ชาย ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งข้อความวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 ว่า 2 คนเนี่ย evaluate ยากจริง ๆ เพราะมันไม่มีอะไรดีเลย และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ส่งข้อความว่า ไม่ใช่เรื่องคนอื่นเราต้องเอาไว้ยันว่าเค้าไม่เคารพซุป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี ..." จะเห็นได้ว่าแม้บทมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่สาม แต่การกล่าวหรือไขข่าวที่แพร่หลายได้ก็ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ การพูดคนเดียวไม่มีคนได้ยินย่อมไม่เป็นการกล่าวให้แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามีคนแอบฟังโดยคนพูดไม่รู้ การพูดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจ กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นการตั้งโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เข้าในระบบเพื่อพูดคุยกัน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งว่าโปรแกรมสนทนาดังกล่าวเป็นแบบระบบปิดมีสมาชิกเพียง 3 คน คือจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ การสนทนาดังกล่าวที่มีการพูดถึงโจทก์และพนักงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการกล่าวที่จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันสนทนาร่วมกันโดยนางสาว พ. ก็เบิกความรับว่าเข้าร่วมสนทนากับจำเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใช่เป็นการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ส่วนการที่โจทก์แอบดูและอ่านข้อความสนทนาและนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบเองย่อมไม่ทำให้การสนทนาระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสามเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายให้บุคคลอื่นรับทราบได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 423
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นางสาว ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เบญจมาศ ปัญญาดิลก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562
#643560
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าทำสัญญากับโจทก์ผู้ให้เช่าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัท ส. ผู้เช่า และตกลงว่า ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้รับซื้อสินค้าตกลงผูกพันตนร่วมกันกับผู้เช่า เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่าโดยซื้อทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าในราคาตามที่ระบุไว้ รวมด้วยจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและบรรดาหนี้เงินที่ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่า โดยให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้รับซื้อสินค้า เมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการรับโอน การเก็บรักษาทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สินจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินมาอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า ผู้รับซื้อสินค้า หรือของบุคคลอื่นตามที่ผู้ให้เช่ากำหนด แล้วแต่กรณีตลอดจนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียวในบรรดาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้รับซื้อสินค้าเมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระราคารถขุดตีนตะขาบที่เช่าตามสัญญารับซื้อสินค้าพร้อมค่าปรับ หากจำเลยทั้งสองชำระราคารถให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการยึดรถจากความครอบครองของบริษัท ส. หรือการเคลื่อนย้ายรถมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญารับซื้อสินค้า สัญญารับซื้อสินค้าไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าเอง ซึ่งมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิดังกล่าวแล้วโดยมิได้เลือกใช้สิทธิที่จะนำรถไปขายให้แก่บุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา โดยชำระราคาและติดตามรถเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 8,368,507.91 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,013,183.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,184,313.52 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,006,648.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,006,648.83 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 8,013,183.59 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยทั้งสองรับซื้อคืนแก่จำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 บริษัทสยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด ทำสัญญาเช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่งกับโจทก์ โดยเช่ารถขุดตีนตะขาบยี่ห้อฮิตาชิพร้อมอุปกรณ์จำนวน 3 คัน ในราคา 21,448,598.13 บาท กำหนดเวลาเช่า 48 เดือน เดือนละ 436,745 บาท และจำเลยทั้งสองตกลงว่า กรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะรับซื้อรถขุดตีนตะขาบดังกล่าวจำนวน 1 คัน และ 2 คัน ตามลำดับ จากโจทก์ ต่อมาบริษัทสยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด ผิดนัดชำระค่าเช่าและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว และให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระค่าซื้อทรัพย์คืนและค่าปรับแก่โจทก์แล้ว คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยทั้งสองชำระราคาพร้อมค่าปรับแก่โจทก์

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสองเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญารับซื้อสินค้าระบุว่า จำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าทำสัญญากับโจทก์ผู้ให้เช่าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทสยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด ผู้เช่า และตกลงว่า 1. ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า ... ผู้รับซื้อสินค้าตกลงผูกพันตนร่วมกันกับผู้เช่า เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่าโดยซื้อทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าในราคาตามที่ระบุไว้ในตารางแนบท้าย รวมด้วยจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและบรรดาหนี้เงินที่ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่า ... 2. ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้รับซื้อสินค้า เมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าตามที่ระบุในข้อ 1. เสร็จสิ้นแล้ว และ 5. ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการรับโอน การเก็บรักษาทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สินจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินมาอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า ผู้รับซื้อสินค้า หรือของบุคคลอื่นตามที่ผู้ให้เช่ากำหนด แล้วแต่กรณีตลอดจนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว ในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ ... ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้รับซื้อสินค้าเมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าตามที่ระบุในข้อ 1. เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระราคารถขุดตีนตะขาบที่เช่าตามสัญญารับซื้อสินค้า ข้อ 1. พร้อมค่าปรับ หากจำเลยทั้งสองชำระราคารถให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการยึดรถจากความครอบครองของบริษัทสยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด หรือการเคลื่อนย้ายรถมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญารับซื้อสินค้า ข้อ 2. และ ข้อ 5. สัญญารับซื้อสินค้าไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าเอง ซึ่งมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิดังกล่าวแล้วโดยมิได้เลือกใช้สิทธิที่จะนำรถไปขายให้แก่บุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา โดยชำระราคาและติดตามเอารถเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยทั้งสองรับซื้อคืนแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายมนต์ เอี่ยมศิริ
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6653/2562
#643582
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการที่สังกัดในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่อำนาจหน้าที่ในการบรรจุแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับ 8 ให้อธิบดีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงโดยตรง จำเลยในฐานะปลัดกระทรวง จึงไม่มีอำนาจสั่งย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญด้วยตนเอง จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการเพราะใช้ให้กระทำความผิดได้ แต่การที่จำเลยให้ ด. ออกคำสั่งย้ายโจทก์ ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 1,400,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 อีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการตำแหน่งผู้อำนวยการกองการอนุญาต กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2546 นายบรรพต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 เรื่อง เลื่อนข้าราชการ โดยให้เลื่อนโจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ กรมป่าไม้ ซึ่งเป็นการเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนผู้ที่จะเกษียณราชการในวันที่ 30 กันยายน 2546 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป วันที่ 1 ตุลาคม 2546 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 278/2546 เรื่อง ให้ยกเลิกการแต่งตั้งข้าราชการกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 โดยให้ระงับการมอบหมายงานในหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว และถือว่าเป็นการให้ยกเลิกคำสั่งต่าง ๆ ดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าจะได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำปัญหาข้อกฎหมายหารือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อยุติต่อไป หากผลการหารือปรากฏว่าถูกต้อง คำสั่งต่าง ๆ ดังกล่าวก็จะมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น หากไม่ถูกต้องก็จะได้ดำเนินการสรรหาใหม่ ซึ่งผู้ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาด้วย วันที่ 29 ตุลาคม 2546 จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 310/2546 เรื่อง รับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยให้รับโอนนายดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ กรมป่าไม้ และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 นายดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ มีคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 543/2546 เรื่อง ย้ายข้าราชการ โดยความเห็นชอบจากจำเลยในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญ ต่อมามีคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 559/2546 ให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 278/2546 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการระงับการแต่งตั้งโจทก์ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 และเพิกถอนคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 543/2546 เฉพาะในส่วนที่ย้ายโจทก์ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคำสั่ง ที่ 122/2557 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 278/2546 และกรมป่าไม้มีคำสั่ง ที่ 1583/2557 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ให้ยกเลิกคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 543/2546 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกอง (เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8) กองการอนุญาต กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ กรมป่าไม้ ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 ลงวันที่ 4 กันยายน 2546 ดังนี้ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะนั้น คือ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำสั่งดังกล่าวเป็นการแต่งตั้งข้าราชการทดแทนข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2546 จึงต้องกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการออกคำสั่งดังกล่าวมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิชอบ ตรงกันข้ามกลับจะเป็นประโยชน์ต่องานราชการของสำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจจะได้ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 9 คำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้มีพระราชกฤษฎีกาให้โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป ทำให้คำสั่งแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 9 เป็นคำสั่งแต่งตั้งล่วงหน้าโดยมีผลใช้บังคับในวันที่กรมป่าไม้โอนย้ายจากสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่จำเลยกลับมีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 278/2546 ให้ระงับการมอบหมายงานในหน้าที่ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 และมีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 310/2546 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2546 รับโอนนายดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ กรมป่าไม้ แทนโจทก์ โดยไม่ดำเนินการสรรหา แสดงว่าจำเลยเจตนาไม่ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการป่าไม้ 9) สำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ และจะไม่สรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่จะโอนนายดำรงค์มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน เมื่อนายดำรงค์โอนมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจแล้ว นายดำรงค์ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ ได้ทำบันทึกข้อความลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 เสนอขอความเห็นชอบจากจำเลยในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสับเปลี่ยนตำแหน่ง ให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญแทนนายสุนันต์ และให้นายสุนันต์ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการอนุญาตแทนโจทก์ ซึ่งจำเลยมีคำสั่งเห็นชอบ พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ไม่ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ และให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญ โดยการใช้นายดำรงค์ให้มีคำสั่งย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยความเห็นชอบของจำเลย คำสั่งและความเห็นชอบของจำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ออกคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 278/2546 ให้ระงับการมอบหมายงานในหน้าที่ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 399/2546 และให้ถือว่าเป็นการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไว้ก่อน จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยใช้ให้นายดำรงค์ออกคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 543/2546 ย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการที่สังกัดในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่อำนาจหน้าที่ในการบรรจุแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับ 8 ให้อธิบดีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงโดยตรง จำเลยในฐานะปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่มีอำนาจสั่งย้ายโจทก์ให้ไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญด้วยตนเอง จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นตัวการเพราะใช้ให้กระทำความผิดได้ แต่การที่จำเลยให้นายดำรงค์ออกคำสั่งย้ายโจทก์ ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดส่วนนี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ปี และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 86 ม. 157 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางกมลา เทพวงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
นันทวัน เจริญชาศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6614/2562
#640614
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจะดำเนินการวิ่งเต้นให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธร โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตนเองหรือผ่านบุคคลอื่นเพื่อแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โดยมีเงินที่ได้รับจากโจทก์เป็นค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ การที่โจทก์ตกลงมอบเงินให้ตามข้อเสนอของจำเลย แต่โจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรม ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม มาตรา 172 วรรคสอง การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ถือเป็นการกระทำตามอำเภอใจ เสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ทั้งยังเป็นการชำระหนี้อันฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จึงไม่อาจเรียกร้องเงินคืนได้ตาม มาตรา 407 และ 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งใดอยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้งที่ต้องพิจารณาจากคุณสมบัติและความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ตามระบบคุณธรรม เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับงานในตำแหน่งหน้าที่นั้น เพื่อให้ภารกิจของทางราชการสัมฤทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ แม้โจทก์จะมีอาวุโสอยู่ในลำดับที่น่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้กำกับการอยู่แล้ว ก็ไม่แน่ว่ามีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรบางบาลตามความต้องการของโจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยรับจะดำเนินการวิ่งเต้นให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรบางบาล โดยมีค่าวิ่งเต้น 500,000 บาท โจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตนเองหรือผ่านบุคคลอื่นเพื่อแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง โดยมีเงินที่ได้รับจากโจทก์เป็นค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ การที่โจทก์ตกลงมอบเงินให้ตามข้อเสนอของจำเลย เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้อิทธิพลของระบบอุปถัมภ์เข้ามาแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม ทั้งยังเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความเหมาะสม แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการในตำแหน่งรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน ย่อมจะต้องทราบดีว่าการวิ่งเต้นเพื่อให้ตนเองได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามที่ต้องการเป็นการกระทำที่มิชอบ ไม่อาจบังคับกันได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ถือเป็นการกระทำตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ทั้งยังเป็นชำระหนี้อันฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จึงไม่อาจเรียกร้องเงินคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และ 411 ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์จริงตามฟ้อง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 407 ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอก อ.
จำเลย — นาย ก. หรือพระครู ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสาวปวีณา เทียมเทศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสาธุ เพ็ชรไชย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา