คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 98/2562
#640490
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากบุคคลที่ขอออก น.ส. ๓ ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอวังขนาย อำเภอบ้านทวน และอำเภอวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๑ ประกอบกับผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ปรากฏว่าที่ดินบริเวณนี้มีสัญลักษณ์เป็น F (ป่าไม้/พื้นที่ป่า) และ M๑ (ทุ่งหญ้าธรรมชาติ) น.ส. ๓ ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออก น.ส. ๓ และโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี นั้น เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายปกรณ์ เลิศทัศนวงศ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2562
#640488
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องอำเภอคูเมือง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง ที่ ๒ ระหว่างพิจารณาศาลออกหมายเรียกนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หินเหล็กไฟ กรมการปกครองและกรมที่ดินเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน เลขที่ ๑๗๘ และเลขที่ ๑๗๙ ร่วมกับบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาท ๕ คน ซึ่งรวมทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองตาหล่ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงที่พิพาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงดังกล่าว และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงหนองตาหล่ำที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่พิพาท จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ทั้งการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ กรณีเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นายประเสริฐ โพธิ์ดีรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อำเภอคูเมือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2562
#640485
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเคยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๙๗๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยฉ้อฉลเพื่อไม่ให้โจทก์ยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา อันเป็นการทำนิติกรรมฉ้อฉล โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาในคดีนี้ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบอันเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครอง โดยมีคำขอให้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดก็ตาม แต่เมื่อมูลเหตุอันเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเรื่องการขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยในศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางจิดาภา สุวรรณบุตร
จำเลย — นายศักดิ์สิทธิ์ สุวรรณบุตร ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2562
#640476
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี คดีนี้ การรถไฟแห่ง ประเทศไทย จำเลยที่ ๒ กระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จำเลยที่ ๑ แม้จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่ง มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งผู้โดยสารในกิจการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๒ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ และกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลาตา,มาตรฐานสากลทุกสถานี ไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชานชาลาให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสาร ระบบหยุดรถไฟฟ้าฉุกเฉินมีไม่เพียงพอและติดตั้งในจุดที่ผู้โดยสารทั่วไปไม่ทราบ เป็นเหตุให้บุตรสาวของโจทก์ทั้งสองตกลงไปในรางรถไฟฟ้าและถูกรถไฟฟ้าแล่นทับบุตรสาวของโจทก์ทั้งสองจนถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลา จัดหาเจ้าหน้าที่และพนักงานรักษาความปลอดภัย ติดตั้งเครื่องหมายและปุ่มสัญญาณเตือนภัยและอุปกรณ์หยุดหรือห้ามรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดตำแหน่งรอขึ้นลงรถไฟฟ้าเฉพาะสำหรับเด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์ในทุกสถานี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพระโขนง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายวีระ เปลี่ยนหล้า ที่ 1 กับพวกนวม 2 คน
จำเลย — บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2562
#640474
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เอกชนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจากกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ได้ขุดหลุมลึกเพื่อก่อสร้างท่อเหลี่ยมระบายน้ำบนทางหลวงลึกประมาณ ๒ ถึง ๓ เมตร โดยไม่ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน หรืออุปกรณ์เพื่อให้รู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีการก่อสร้าง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกลงไปในหลุมได้รับบาดเจ็บรถยนต์ได้รับความเสียหายและบุตรของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โดยสารถึงแก่ความตาย จึงเป็นการฟ้องกล่าวอ้างถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้รับจ้างและจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง อันเป็นข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการเข้ามาในคดีด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นเอกชน ในฐานะที่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ ๔ ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันได้ชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น ก็เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับละเมิดทางแพ่งและการประกันภัยซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครอนครศรีธรรมราช
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ซี.จักรกลและก่อสร้าง ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2562
#640472
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้อง การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจในการผลิต การส่ง และจำหน่ายน้ำประปา โดยมีอำนาจเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์ไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด ๆ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๒๙ (๑) กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการสร้างและบำรุงรักษาระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา... ให้พนักงานหรือลูกจ้างมีอำนาจใช้สอยหรือเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมิใช่ที่อยู่อาศัยของบุคคลใด ๆ เป็นการจำเป็นสำหรับการป้องกันอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา...และมาตรา ๓๒ กำหนดให้ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสียหาย พนักงานและลูกจ้างอาจเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ของบุคคลใด ๆ เพื่อตรวจ ซ่อมแซมหรือแก้ไขระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปาได้...เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ในการบำรุงรักษาและป้องกันอันตรายจากความเสียหายที่เกิดจากท่อประปาขนาดใหญ่แตก จนเป็นเหตุให้น้ำประปาพุ่งเข้ามาในถนน ทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลหรืออำนวยความสะดวกและติดตั้งป้ายสัญญาณเตือน เป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขับผ่านบริเวณดังกล่าวเสียหลักหมุนชนเสาป้ายข้างทางได้รับความเสียหายและผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญชิด ทีเป้า ที่ 1 กับพวกรวม 2คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปาส่วนภูมิภาค
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 92/2562
#640469
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ถ้าคู่ความหรือศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้องให้นำความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความนำคดีซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง หรือศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีมีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล จึงจะรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและดำเนินการตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อไป แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดพะเยาเห็นว่า คดีแพ่งของศาลจังหวัดพะเยา อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน มิใช่กรณีที่ศาลรับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น และมิใช่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ว่าคดีดังกล่าวมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง จึงไม่เป็นกรณีที่จะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพะเยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสาวทิพย์วิมล เย็นจิตต์
จำเลย — ร้อยตำรวจโทหรือนายวิษณุ ชมภูเมืองชื่น
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 91/2562
#631178
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาข้อนี้ไว้ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ได้ ไม่ถือเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า สัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6306, 16848 และ 16489 (ที่ถูก 16849) ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 เป็นนิติกรรมอำพรางและเป็นโมฆะ ให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนหรือไถ่ถอน หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2091/2558 ของศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาแล้ว

ศาลชั้นต้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2091/2558 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ในคดีก่อนที่จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่โจทก์คดีนี้กับพวกออกจากที่ดินพิพาท มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่หรือไม่ ซึ่งจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ในคดีก่อนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงหรือไม่ โดยโจทก์ในคดีก่อนอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทสามแปลงมาจากจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ตามสัญญาขายฝากเพราะเหตุไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ส่วนจำเลยทั้งสามในคดีก่อนให้การว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองย่อมตกเป็นโมฆะ ดังนั้น ศาลในคดีก่อนมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามหรือไม่ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสัญญาขายฝากไม่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนอง และจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนไม่ไถ่ถอนที่ดินพิพาทภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา ที่ดินพิพาทก็ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในคดีก่อนซึ่งเป็นผู้ซื้อฝากโดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 โจทก์ในคดีก่อนย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้ ปัญหาที่ว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองหรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่รวมอยู่ในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ที่ศาลกำหนดไว้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ที่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เพียงใด ด้วยเหตุดังกล่าวศาลในคดีก่อนจึงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองได้โดยไม่ถือว่าเป็นการพิจารณาและพิพากษานอกประเด็นหรือนอกคำฟ้อง ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนนำเรื่องเดียวกันนี้มาฟ้องจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทสามแปลงเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองย่อมตกเป็นโมฆะและขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ศาลในคดีนี้จะเพิกถอนสัญญาขายฝากหรือไม่ จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทได้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนอง และขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองอีก และขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีก่อนเคยวินิจฉัยมาแล้ว ย่อมถือว่าการดำเนินคดีนี้ของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2091/2558 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ประเด็นตามคำฟ้องในคดีนี้ว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้และจำนองหรือไม่ เป็นคนละประเด็นกับประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2091/2558 ของศาลชั้นต้น ที่ฟ้องขับไล่ การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ทั้งความปรากฏต่อศาลฎีกาอีกว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2091/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาข้อนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้การเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้ จึงยื่นขอให้ชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายไม่ได้ เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาข้อนี้ไว้ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ได้ ไม่ถือเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 142 (5) ม. 144 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายตระการ สุรมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 91/2562
#640468
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นั้นจะต้องปรากฏว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันนั้นขัดแย้งกัน การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันของผู้ร้อง แม้คดีตามคำพิพากษาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลทั้งสองต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารในลักษณะเดียวกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีความแตกต่างกัน แม้จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกัน ผลของคดีจึงแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงที่ต่างกัน และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดต่างก็เป็นการวินิจฉัยถึงคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นคนละฉบับซึ่งบังคับให้กระทำต่ออาคารคนละอาคารและเจ้าของอาคารเป็นบุคคลคนละคนกัน และวินิจฉัยถึงการดัดแปลงต่อเติมอาคารที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแตกต่างกัน แม้เจ้าพนักงานผู้ต้องปฏิบัติตามผลคำพิพากษาจะเป็นคนเดียวกันและอาคารที่เกี่ยวข้องจะอยู่ติดกันก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่เกี่ยวข้องตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิได้ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๘ แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นายสมชาย อุตมะวณิชย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2562
#640462
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๑ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการออกคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ จะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่นาง ส. นำไปขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) นาย อ. ครอบครองมาก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสาม ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาว่าผู้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องออกโฉนดที่ดินไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ก็เพื่อให้มีผลเป็นการทำลายคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่วินิจฉัยสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทว่าเป็นของนาง ส. ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติให้ต้องอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ทั้งยังปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาง ส. และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวสมจิต บุญเรือง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2562
#640459
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมา ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในเขตท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ฯ ผิดพลาด ทำให้บิดาโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อคดีนี้ จำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เวนคืนที่ดินเพื่อการจัดสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพื่อประโยชน์ของรัฐในการอำนวยความสะดวกแก่การขนส่งโดยสาร และสินค้าเข้าและออก อันเป็นกิจการสาธารณูปโภค และกิจการอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการท่าเรือ โดยขุดลอกร่องน้ำสร้างเขื่อนกันคลื่น และเขื่อนเทียบเรือ พร้อมทั้งโรงพักสินค้า คลังสินค้า ถนน ทางรถไฟ อาคาร ที่ทำการ และอาคารอื่นที่เกี่ยวกับกิจการอันเป็นส่วนประกอบของกิจการท่าเรือ จึงได้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่โจทก์อ้างว่าบิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่จำเลยทั้งสองไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่ตำบลสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2521
พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอศรีราชาและอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2516
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางกิมซุน แตงไทย
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2562
#636320
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ สำนักงานทางหลวงที่ ๑๑ ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ มีการจัดการจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๒๑ สายสระบุรี - หล่มสักบริเวณช่วงกิโลเมตรที่ ๙ - ๑๐ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนแท่งแบร์ริเออร์ที่วางกั้นช่องจราจรเพื่อบังคับช่องทางเดินรถโดยไม่ติดสัญญาณไฟเตือนหรือสัญลักษณ์ และโดยที่การจัดการจราจรดังกล่าวเป็นการจัดการจราจรตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วยการกำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง ในถนนบางสาย ช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการจราจรในช่วงเทศกาล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๓๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการจรจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ การดำเนินการดังกล่าวย่อมต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการอำนวยความปลอดภัยในการเดินทางตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงสระบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาวสุวดี ทั่งศรีวัฒนวงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 86/2562
#640466
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า การสำคัญผิดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเกิดจากข้อมูลราคาประเมินตาราวาละ ๔,๐๐๐ บาท ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดินรายพิพาทตามที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กำหนดจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกันโดยชอบตรงตามเจตนาและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จดทะเบียนสิทธินิติกรรมโดยคำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ ตามราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท และราคาซื้อขายที่สูงกว่าราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท เพียงเล็กน้อย โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามหนังสือเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินพิพาทจากผู้ฟ้องคดีทั้งสอง นั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าการจดทะเบียนที่ดำเนินการไปถูกต้องแล้วและต่อมาตรวจพบว่ามีความบกพร่องเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่ครบถ้วนนั้นมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจที่จะเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้น คำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการขายที่ดินพิพาทจะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินโดยต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินตารางวาละ ๔๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมีผลใช้บังคับก่อนวันที่จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ (ผู้ร้อง) เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน ๓๕,๔๙๑,๕๐๐ บาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงเพียง ๓,๑๕๔,๘๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลย (กรมสรรพากร) มีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มนั้น การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ครบถ้วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน ประเมินราคาที่ดินพิพาทราคาตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท ตามที่ยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานที่ดินซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง เป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ (ผู้ร้อง) สมควรให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่สั่งให้เรียกค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมเพิ่ม กับไม่เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทและคำพิพากษาศาลฎีกามิได้ขัดแย้งกัน ทั้งกรณีการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นี้ จะต้องเป็นกรณีที่การวินิจฉัยขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นางอุไร เอี่ยมจินดาหรือบุตรศักดิ์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักงานเขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2562
#633037
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. จะระบุว่า จำเลยพูดขอร้อง จ. ว่าจำเลยจะทำอย่างไรดีช่วยจำเลยด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่มีเจตนาที่จะใช้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสองแล้วจำเลยก็น่าจะพูดในทำนองขอร้องให้ จ. ไปทำร้ายผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว มิใช่พูดทำนองให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองเมื่อใดก็ได้ ถ้อยคำที่ จ. เล่าให้พนักงานสอบสวนฟังและพนักงานสอบสวนบันทึกลงในคำให้การดังกล่าว พอแปลได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาที่จะให้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสอง ไม่ใช่เป็นการปรับทุกข์หรือปรึกษาหารือระหว่างจำเลยกับ จ. ในฐานะคนคุ้นเคย รักใคร่ชอบพอกันแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดจาในลักษณะหว่านล้อม โน้มน้าวขอร้องโดยมีความประสงค์ที่จะให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสอง อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ไปในลักษณะต่อเนื่องคราวเดียวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของ จ. ว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองเพื่อประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้ตายทั้งสองและประสงค์จะเอาทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองไปเพื่อเป็นค่าดำเนินการด้วย ตามที่จำเลยแจ้งต่อ จ. ว่าจะต้องฆ่าผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน และผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปได้ มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 1 และชิงทรัพย์ไป แล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 แล้วชิงทรัพย์ ขึ้นภายหลังเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะเจตนาในการกระทำความผิดจึงเป็นอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 84, 91, 289, 339, 340 ตรี ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 09 8321 xxxx จำนวน 1 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า 1 คัน ของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 191,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 6,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายศรายุทธ บุตรชายของนางอรุณ ผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี, 86 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และอาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. ยี่ห้อเทารัส เครื่องหมายทะเบียน กท 5245097 หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 140,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 ให้ริบลูกกระสุนปืนทองแดงหุ้มตะกั่ว 1 ลูก อาวุธปืนคาร์ไบน์ (M.1) ขนาด .30 CARBINE 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 1 ซอง และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 09 8321 xxxx จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ข้อหาอื่นและคำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2558 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน นายชาตรีหรือจุก ขับรถจักรยานยนต์ของตนมีนายจำเนียรหรืออ้อ นั่งซ้อนท้าย โดยนายจำเนียรถืออาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ใส่ถุงปุ๋ยไปด้วย แล้วนายจำเนียรให้นายชาตรีขับรถไปส่งบริเวณทางเข้ากระท่อมที่เกิดเหตุตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง แล้วนายชาตรีขับรถกลับมาที่บ้านเช่าของนายจำเนียร ส่วนนายจำเนียรใช้ไฟฉายส่องเดินเข้าไปในกระท่อมนาดังกล่าว แล้วใช้อาวุธปืนที่เตรียมไปยิงจ่าสิบเอกสุรศักดิ์ ผู้ตายที่ 1 และนางอรุณ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายถึงแก่ความตายทั้งคู่ จากนั้นนายจำเนียรชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น อาวุธปืนสั้น ขนาด 9 มม. 1 กระบอก และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ของผู้ตายที่ 1 ไป เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 เวลา 9.56 นาฬิกา นายนพดล ซึ่งเป็นหลานชายของนายจำเนียรได้พานายจำเนียรนำสร้อยคอทองคำของผู้ตายที่ 1 ไปจำนำที่โรงรับจำนำคิมไถ่ ในราคา 86,000 บาท หลังเกิดเหตุ 4 ถึง 5 วัน นายจำเนียรนำเงิน 20,000 บาท ไปแบ่งให้นายชาตรีและนายจำเนียรนำอาวุธปืนสั้นของผู้ตายที่ 1 ไปขายฝากให้แก่นายเอกบุรุษ แต่ภายหลังนายเอกบุรุษไม่สามารถติดต่อนายจำเนียรได้ จึงนำอาวุธปืนไปขายต่อให้นายเวศ สำหรับรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่ 1 ขายยาก ไม่มีคนรับซื้อ จึงเอาไปทำลาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจงมเครื่องรถจักรยานยนต์ได้จากบ่อน้ำ และได้คืนเครื่องรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 แล้ว ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้ตายทั้งสองพร้อมซองกระสุนปืน เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากบริเวณริมรั้วเขตติดต่อพรมแดนไทย - เมียนมา อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับนายจำเนียร และเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายจำเนียรได้วันเดียวกันจึงแจ้งข้อหาและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีและใช้อาวุธปืน และใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ร่วมกันพาและยิงปืนโดยใช่เหตุ นายจำเนียรให้การรับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดได้ 2 เครื่อง จากนายจำเนียร หมายเลข 09 2630 xxxx และ 09 8313 xxxx เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายจำเนียรให้การรับสารภาพ เมื่อปลายปี 2556 นายจำเนียรเคยได้รับโทษจำคุกในคดีครอบครองอาวุธปืน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับนายชาตรีและในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายชาตรีได้ กับยึดรถจักรยานยนต์ของนายชาตรีที่ใช้รับส่งนายจำเนียรในคืนเกิดเหตุ และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 3812 xxxx เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนนายชาตรีให้การปฏิเสธ และนายชาตรีให้การในฐานะพยานไว้ด้วย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 ศาลมณฑลทหารบกที่ 13 ออกหมายจับจำเลยและในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ แจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ใช้ให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ใช้ให้ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยมีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้และโดยใช้ยานพาหนะในการกระทำความผิด จำเลยให้การปฏิเสธพร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยหมายเลข 09 8321 xxxx เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบแจ้งข้อหาเดียวกันกับชั้นจับกุม จำเลยยืนยันให้การปฏิเสธ ผู้ตายที่ 1 และจำเลยต่างเป็นบุตรของนายสอาด กับนางสาย ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 6 คน ผู้ตายที่ 1 เป็นบุตรคนที่ 2 ส่วนจำเลยเป็นบุตรคนที่ 5 เดิมจำเลยมีสามีชื่อนายชาญณรงค์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมานายชาญณรงค์เสียชีวิตเมื่อปี 2547 ครั้นปี 2550 จำเลยแต่งงานใหม่กับนายสำรวย และย้ายไปอยู่กับนายสำรวยที่ตำบลโคกช้าง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2552 จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีเป็นเวลา 4 ปี จนปี 2556 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยได้รับการปล่อยตัวและกลับมาอยู่กับนายสอาดที่ตำบลบางจัก จนถึงปัจจุบัน ส่วนนายสำรวยเสียชีวิตเมื่อปี 2557 นายจำเนียรรู้จักกับจำเลยมานานกว่า 10 ปี แต่หลังจากภริยาของนายจำเนียรเสียชีวิตแล้วจึงมารักใคร่ชอบพอจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้บันทึกการจับกุมนายจำเนียรและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรจะเป็นพยานบอกเล่าและมีลักษณะเป็นคำให้การซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลย แต่บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวมีลักษณะการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับแต่มูลเหตุตามคดีระหว่างจำเลยกับผู้ตายที่ 1 ว่าเกิดจากการขัดแย้งเรื่องมรดกและพฤติกรรมของผู้ตายที่ 1 ที่มีนิสัยเอะอะโวยวายข่มขู่จำเลย ทำตัวเป็นใหญ่ภายในบ้าน ทั้งผู้ตายที่ 1 ไม่ยอมให้จำเลยสร้างบ้าน หากผู้ตายที่ 1 อยู่ต่อไปน้อง ๆ รวมทั้งจำเลยจะเดือดร้อนจึงขอให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายที่ 1 และภริยา จนกระทั่งนายจำเนียรฆ่าคนทั้งสองจนถึงแก่ความตาย การให้ถ้อยคำของนายจำเนียรดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการให้ถ้อยคำในลักษณะของการปัดความรับผิดไปให้จำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยอมรับว่านายจำเนียรเป็นผู้กระทำความผิดร่วมด้วย อีกทั้งมีรายละเอียดอันเป็นเรื่องราวส่วนตัวระหว่างจำเลยกับผู้ตายที่ 1 และคนในครอบครัว หากนายจำเนียรไม่ได้ให้การดังกล่าวไว้จริงก็เป็นการยากที่พนักงานสอบสวนและผู้จับกุมซึ่งไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจะแต่งเรื่องขึ้นมาเองหรือตั้งประเด็นข้อเท็จจริงขึ้นมาก่อนที่นายจำเนียรจะให้การต่อผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนเพื่อปรักปรำจำเลย โดยเฉพาะนายจำเนียรเองก็เบิกความว่ารักใคร่ชอบพอกับจำเลย ระหว่างที่คบหากันนั้น จำเลยเคยเล่าให้ฟังว่ามีความลำบากเนื่องจากทะเลาะผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องเงิน ดังนั้นถ้าไม่ได้เป็นความจริงคงไม่ให้การปรักปรำใส่ร้ายคนรักของตนเองโดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์และมีโทษสูง ทั้งข้อความดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่นายจำเนียรถูกจับกุมและในวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ตามลำดับ นายจำเนียรจึงยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อจะบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น แต่นายจำเนียรมาเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ภายหลังที่ถูกจับกุมเป็นเวลานานเกือบ 8 เดือน จึงมีเวลาคิดใคร่ครวญหรือได้รับการติดต่อให้เบิกความบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นคนรักของตนก็เป็นได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายจำเนียรนั้นได้ทำขึ้นโดยนายจำเนียรไม่มีทนายความของตนเอง แต่ก็ได้ความว่าบันทึกฉบับดังกล่าวทำขึ้นต่อหน้านายวิญญู ทนายความซึ่งอยู่ด้วยและร่วมฟังการสอบสวนหลังจากที่พนักงานสอบสวนถามนายจำเนียรแล้วว่าประสงค์จะให้ทนายความหรือผู้ที่นายจำเนียรไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ นายจำเนียรเองเป็นฝ่ายแจ้งว่าตนประสงค์จะให้การตามลำพังด้วยตนเองและไม่ประสงค์ให้ทนายความหรือผู้ที่นายจำเนียรไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวน และไม่ต้องการให้พนักงานสอบสวนจัดหาให้ ทั้งนายจำเนียรก็ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบว่านายจำเนียรทราบและเข้าใจข้อเท็จจริงข้อกล่าวหาสิทธิผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบแล้วว่า นายจำเนียรมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำที่นายจำเนียรให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา นายจำเนียรจึงขอให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจโดยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือให้สัญญาให้นายจำเนียรให้การแต่อย่างใด ทั้งนายจำเนียรได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ต้องหาท้ายข้อความที่ระบุว่า "เป็นความจริงอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง" โดยมีลายมือชื่อของทนายความอยู่ด้วย การที่จำเลยฎีกาว่า นายจำเนียรไม่ได้อ่านข้อความในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ระบุว่า "การที่ข้าพเจ้าลงมือฆ่าจ่าสิบเอกสุรศักดิ์เนื่องจากนางสาวดวงรัตน์เป็นผู้จ้างวาน" และไม่ได้ให้การในข้อความตามที่ระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ที่ระบุว่า "นางสาวดวงรัตน์เป็นผู้ใช้ให้ข้าพเจ้าไปฆ่าจ่าสิบเอกสุรศักดิ์" จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การชั้นสอบสวนนายจำเนียรประกอบกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทยุทธพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับมอบหมายให้สืบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตของผู้ตายที่ 1 ว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่า ในครอบครัวของผู้ตายที่ 1 มีความขัดแย้งระหว่างพี่น้องเกี่ยวกับเรื่องปมมรดก พยานและทีมสอบสวนจึงขอรายงานการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของพี่น้องจากบริษัท ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลในครอบครัวพบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อระหว่างหมายเลขของจำเลยคือ 09 8321 xxxx ของจำเลยกับหมายเลข 09 8946 xxxx ซึ่งแม้ขณะจับกุมนายจำเนียรพร้อมกับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด 2 เครื่อง ที่ไม่ใช่หมายเลข 09 8946 xxxx ก็ตาม แต่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า นายจำเนียรใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8946 xxxx และเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบจากโทรศัพท์หมายเลขนี้ว่า นายจำเนียรติดต่อนายนภดลหลานชายซึ่งอยู่ที่อำเภอบางกรวย แล้วต่อมานายนพดลพานายจำเนียรนำสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ไปจำนำที่โรงรับจำนำคิมไถ่ กรณีจึงฟังได้ว่านายจำเนียรใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวเพื่อติดต่อกับจำเลยในวันเกิดเหตุจริง ดังนี้แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรซึ่งให้การว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายทั้งสองจะเป็นพยานบอกเล่าที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การดังกล่าวซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่านายจำเนียรได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนด้วยสมัครใจและเป็นการให้ถ้อยคำทันทีหลังจากถูกจับกุม รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็สอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลในอันที่จะเป็นเหตุให้มีการกระทำและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นที่ปรากฏ น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ศาลจึงชอบจะรับฟังพยานบอกเล่านี้ได้ เชื่อว่าข้อเท็จจริงที่นายจำเนียรให้การในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของนายจำเนียรในชั้นศาล

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า ข้อความตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียร เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนเป็นพยานและเป็นผู้จัดทำบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรว่า ในชั้นสอบสวนหลังจากแจ้งข้อหาให้นายจำเนียรทราบแล้ว นายจำเนียรให้การรับสารภาพและให้การเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ประมาณ 5 ถึง 6 เดือน นายจำเนียรรักใคร่ชอบพอกับจำเลยมีการไปมาหาสู่และโทรศัพท์คุยกันหลายครั้ง ส่วนสาระสำคัญของคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารทั้งสองฉบับมีใจความว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2558 นายจำเนียรไปหาจำเลยที่บ้าน จำเลยเล่าให้ฟังว่าผู้ตายที่ 1 มีพฤติกรรมเอะอะโวยวายข่มขู่จำเลย ทำตัวเป็นใหญ่ภายในบ้าน จำเลยมีความประสงค์จะสร้างบ้านก็ไม่ยอมให้สร้าง หากผู้ตายที่ 1 อยู่ต่อไป น้อง ๆ จะเดือดร้อน จึงขอให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายที่ 1 แต่เนื่องจากผู้ตายที่ 1 มีภริยาคือผู้ตายที่ 2 หากฆ่าผู้ตายที่ 1 แล้วทรัพย์สมบัติจะตกแก่ภริยา จึงให้นายจำเนียรฆ่าคนทั้งคู่ ส่วนเงินค่าจ้างนั้นจำเลยไม่มีให้ แต่เล่าให้ฟังว่าในกระท่อมของผู้ตายที่ 1 มีเงินที่ได้จากการขายข้าว 100,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และอาวุธปืนพก 1 กระบอก ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวไป พยานได้สอบถามนายจำเนียรว่า หากจำเลยไม่ใช้ให้ไปฆ่าผู้ตายที่ 1 แล้ว นายจำเนียรจะไปฆ่าหรือไม่ นายจำเนียรตอบว่าไม่ไปฆ่า ส่วนเรื่องทรัพย์สินเป็นเพียงผลพลอยได้ ในคำให้การชั้นสอบสวนยังระบุอีกว่า จำเลยบอกนายจำเนียรว่าจะทำอะไรก็ทำได้และบอกให้นายจำเนียรระวังตัว ถ้าจะลงมือฆ่าไม่ต้องโทรศัพท์มาบอกจำเลยก่อน จะทำหรือฆ่าเมื่อใดก็ทำไปเลย และนายจำเนียรเองก็ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายที่ 1 และภริยามาก่อน คำเบิกความของพันตำรวจโทโสภณประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียร จึงบ่งชี้ให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุนายจำเนียรไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายที่ 1 ฉะนั้นความคิดที่จะฆ่าผู้ตายทั้งสองจึงยังไม่มี จนกระทั่งจำเลยมาเล่าเรื่องที่มีปัญหากับผู้ตายที่ 1 ให้นายจำเนียรฟังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายจำเนียรว่านายจำเนียรฆ่าผู้ตายทั้งสองเพราะสาเหตุที่จำเลยบอกวานนายจำเนียรว่าให้จัดการฆ่าคนทั้งสอง ซึ่งผู้ตายที่ 1 ชอบขัดขวางในการแบ่งทรัพย์สินของญาติพี่น้องรวมทั้งจำเลย โดยนายจำเนียรคิดว่าถ้านายจำเนียรกระทำไปแล้ว นายจำเนียรจะได้ทรัพย์สินของผู้ตายจากการฆ่าด้วย และจำเลยจะมีความชอบพอกับนายจำเนียรเพิ่มขึ้นอีกและนายจำเนียรกับจำเลยอาจจะเป็นสามีภริยากันสะดวกในวันข้างหน้า นายจำเนียรเองก็ยืนยันว่านายจำเนียรไม่รู้จักไม่คุ้นกับผู้ตายที่ 1 และภริยามาก่อน แต่จำเลยเป็นผู้วานบอกนายจำเนียรให้เป็นคนฆ่า แม้ในคำให้การชั้นสอบสวนจะระบุว่า จำเลยพูดขอร้องนายจำเนียรว่าจำเลยจะทำอย่างไรดีช่วยจำเลยด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่มีเจตนาที่ใช้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายทั้งสองแล้วจำเลยก็น่าจะพูดในทำนองขอร้องให้นายจำเนียรไปทำร้ายผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว มิใช่พูดทำนองให้นายจำเนียรฆ่าผู้ตายทั้งสองเมื่อใดก็ได้ ถ้อยคำที่นายจำเนียรเล่าให้พันตำรวจโทโสภณ พนักงานสอบสวนฟังและพนักงานสอบสวนบันทึกลงในคำให้การดังกล่าว พอแปลได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนามุ่งมั่นที่จะให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายทั้งสองอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นการปรับทุกข์หรือปรึกษาหารือระหว่างจำเลยกับนายจำเนียรในฐานะคนคุ้นเคย รักใคร่ชอบพอกันแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดจาในลักษณะหว่านล้อม โน้มน้าวขอร้องโดยมีความประสงค์ที่จะให้นายจำเนียรฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสอง อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุจำเลยและนายจำเนียรมีการโทรศัพท์ติดต่อกันไปมาหลายครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาพูดกันนานโดยครั้งที่นานที่สุดคือครั้งที่นายจำเนียรโทรมาหาจำเลยใช้เวลาพูดคุยถึง 27 นาทีเศษ หรือ 1,623 วินาที นอกจากนี้เกี่ยวกับสถานที่การใช้โทรศัพท์ของนายจำเนียรพบว่าในวันเกิดเหตุนายจำเนียรโทรศัพท์ออกจากพื้นที่คลองขนากหลายครั้ง โดยการพูดคุยระหว่างนายจำเนียรกับจำเลยทางโทรศัพท์ซึ่งใช้เวลาถึง 27 นาทีเศษนั้น เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุเวลา 19.35 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยและนายจำเนียรพูดคุยกันในเรื่องการวางแผนฆ่าผู้ตายที่ 1 และภริยา หลังจากนั้นนายจำเนียรจึงโทรศัพท์ไปถึงนายชาตรีในเวลาประมาณ 22 นาฬิกาเศษ เพื่อให้นายชาตรีไปรับนายจำเนียรเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ดังนี้เมื่อทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่านายจำเนียรคิดจะฆ่าผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสองอยู่ก่อน การตัดสินใจฆ่าผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสองของนายจำเนียรจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยขอให้นายจำเนียรไปฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสองอันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้วนั้นเอง หาใช่เป็นผลมาจากการชี้ช่องให้นายจำเนียรต้องการกระทำความผิดมากยิ่งขึ้นของจำเลยแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด หาใช่เป็นผู้สนับสนุน ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่นายจำเนียรพูดคุยกับจำเลยเพื่อหาข้อมูลที่จะก่อเหตุโดยที่จำเลยไม่ล่วงรู้เจตนาของนายจำเนียรมาก่อน ตามที่จำเลยฎีกาไม่

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิด 2 กรรม เป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันและในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไว้ในคำขอท้ายฟ้องด้วยซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายจำเนียรใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ไปในลักษณะต่อเนื่องในคราวเดียวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายจำเนียรว่า นายจำเนียรใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองเพื่อประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้ตายทั้งสองและประสงค์จะเอาทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองไปเพื่อเป็นค่าดำเนินการด้วย ตามที่จำเลยแจ้งต่อนายจำเนียรว่าจะต้องฆ่าผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน และผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปได้ มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 1 และชิงทรัพย์ไป แล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 แล้วชิงทรัพย์ ขึ้นภายหลังเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะเจตนาในการกระทำความผิดจึงเป็นอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันดังเช่นโจทก์ฎีกาไม่

ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีน่าเชื่อว่านอกจากนายจำเนียรจะชิงเอาทรัพย์จำนวน 4 รายการ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้ว ยังชิงเอาสร้อยคอนากของผู้ตายที่ 2 กับพระแกะสลักจากงาช้างเลี่ยมทอง นาฬิกาและแหวนของผู้ตายที่ 1 ไปด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นนายจำเนียรชิงเอาทรัพย์ดังกล่าวไปคงปรากฏจากการนำสืบของโจทก์เพียงว่า จำเลยชิงทรัพย์ไปทั้งหมด 4 รายการ คือ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น อาวุธปืนสั้น 1 กระบอก รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงิน 360 บาท ซึ่งเป็นของผู้ตายที่ 1 ประกอบกับนายจำเนียรเบิกความว่าตนชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท โดยไม่ได้กล่าวถึงพระแกะสลักจากงาช้างเลี่ยมทองคำที่ห้อยอยู่ที่สร้อยคอแต่อย่างใด สอดคล้องกับคำให้การของนายนพดลที่ว่านายนพดลพานายจำเนียรไปจำนำสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายจำเนียรได้ชิงเอาสร้อยคอนากของผู้ตายที่ 2 กับพระแกะสลักจากงาช้างเลี่ยมทอง นาฬิกาและแหวนของผู้ตายที่ 1 ไปด้วย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า รถจักรยานยนต์ของกลางของนายชาตรีเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงต้องริบนั้น เห็นว่า การที่นายชาตรีขับรถจักรยานยนต์ของกลางไปรับส่งนายจำเนียรเพื่อไปฆ่าผู้ตายทั้งสองแล้วชิงทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองแล้วขับกลับ รถจักรยานยนต์จึงเป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้เพื่อให้พ้นจากการจับกุมไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 โดยสรุปฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาของจำเลยและโจทก์ข้ออื่นเป็นฎีกาปลีกย่อยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เห็นควรวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 และมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี, 84 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
โจทก์ร่วม — นาย ศ.
จำเลย — นางสาว ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายวิรัช ไตรพิทยากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกาญจนา ชัยคงดี
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 85/2562
#640457
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ได้ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ให้แก่นาง ถ. ภริยาของโจทก์ ทับที่ดินของนาง ผ. ซึ่งอยู่ข้างเคียง และออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ ให้แก่นาย ส. บิดาของจำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของนาง ถ. อันเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแปลงไม่ตรงตามที่มีการนำชี้ จากนั้นนาย ส. โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อนาง ถ. ถึงแก่ความตาย โจทก์เข้ารับมรดกที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ประกาศเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๔ และ น.ส. ๓ ก. ของจำเลยที่ ๓ เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ โดยมิได้มีการรังวัดที่ดิน และจำเลยที่ ๓ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๔ และบุกรุกเข้าทำประโยชน์รุกล้ำที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปิดทางเข้าออกที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ เป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า จำเลย ที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. และประกาศเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินโดยถูกต้องและมิได้ออกผิดพลาดคลาดเคลื่อน จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งสรุปได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๔ ของโจทก์มิได้ทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ของจำเลยที่ ๓ การที่จำเลยที่ ๓ นำที่ดินจำนองกับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์และบริวาร จำเลยที่ ๔ ให้การว่า การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ซึ่งเปลี่ยนมาจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สิงห์ดง ในฐานะส่วนตัวและ
ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางถนอมหรือนอม สิงห์ดง
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 84/2562
#630664
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยวางเงินโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายต่อศาล ย่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย เพื่อประกอบดุลพินิจของศาลในการพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ได้นำเรื่องการวางเงินของจำเลยดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลย ทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปนั้น ก็เป็นการแสดงเจตนาอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินออกไปหากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวไปทันทีหลังจากที่จำเลยนำมาวางเพราะผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าอยู่ มิได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะรับเงินดังกล่าว

ส่วนการที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า พฤติการณ์ของผู้เสียหายเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 ก็เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญา หาได้เกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายและชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนความรับผิดในทางละเมิดไม่ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิรับเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยใช้ไม้เบสบอลเป็นอาวุธตีทำร้ายนายกษิติ์หรือกษิดิ์ ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า แต่ผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายคงได้รับอันตรายสาหัสและจำเลยใช้ไม้เบสบอลทุบตีรถยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 297, 358 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ กับจำเลยได้วางเงินจำนวน 200,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาผลร้ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,732,347.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 358 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกคำร้องของผู้เสียหายที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกจำเลยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสให้จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ให้จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 เดือน 15 วัน ไม่รอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอรับเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางไว้แก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายกษิติ์หรือกษิดิ์ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงยกคำร้อง

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นแก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า นายกษิติ์หรือกษิดิ์ ผู้เสียหาย มีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2557 ระบุว่า จำเลยรู้สึกสำนึกผิดในการกระทำของตนแล้ว เพื่อบรรเทาผลร้ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเนื่องจากถูกจำเลยทำร้ายและทำให้รถยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย โดยขอวางเงินจำนวน 200,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น กับขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย ทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็อุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษแก่จำเลย อ้างว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 200,000 บาท และในชั้นฎีกาจำเลยก็แก้ฎีกาโดยอ้างถึงการชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 200,000 บาท โดยขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยอีก ดังนั้นการที่จำเลยวางเงินดังกล่าวต่อศาลย่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เสียหายเพื่อประกอบดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ได้นำเรื่องการวางเงินของจำเลยดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลย ทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปนั้น ก็เป็นการแสดงเจตนาอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินออกไปหากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ผู้เสียหายยังมิได้รับเงินดังกล่าวไปทันทีหลังจากที่จำเลยนำมาวางก็เพราะผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าอยู่ มิได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์จะรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลดังกล่าว ส่วนการที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าพฤติการณ์ของผู้เสียหายเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ก็เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญา หาได้เกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายและชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยให้แก่ผู้เสียหายอันเป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนความรับผิดในทางละเมิดไม่ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิรับเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 83/2562
#640455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยโดยประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำสัญญาจ้างโจทก์เพื่อทำงานบริหารในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของจำเลย โดยข้อ ๑.๒ ของสัญญาจ้างผู้บริหารที่ระบุว่า "สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารนี้เป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นการจ้างบริหารเพื่อมุ่งความสำเร็จของงานและการจ้างตามสัญญานี้ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและไม่เป็นผลให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นพนักงานของผู้ว่าจ้าง" และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ โดยปรากฏเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ ว่า "ให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงาน และให้การจ้างบริหารโดยทำสัญญาจ้าง โดยกำหนดค่าจ้างเพื่อผลประโยชน์อื่นตามผลงานในการบริหาร เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีผู้บริหารที่มีความรู้และความสามารถในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง" ทั้งข้อ ๒.๑ ของสัญญายังกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่บริหารกิจการตามภารกิจ เป้าประสงค์และเป้าหมายที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนด ตลอดจนปฏิบัติตามนโยบายมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนด ดังนั้นสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการทั่วไปซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงมีลักษณะเป็นการจ้างบริหารกิจการเพื่อจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลย มิใช่การจ้างแรงงานตามความหมายของสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ สัญญาจ้างผู้บริหาร ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินเดือนที่จ่ายเกินไปคืนแก่จำเลยก็ล้วนเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างผู้บริหารดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายนิธิศ มนุญพร
จำเลย — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2562
#640454
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบบ HF/SSB/AM CW ชนิดประจำที่ ขนาดกำลัง ๑๒๕ วัตต์ พร้อมอุปกรณ์จำนวน ๓๐ ชุด เป็นเงิน ๑๐,๐๔๗,๓๐๐ บาท โจทก์ส่งมอบเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าวให้ตัวแทนจำเลย แต่ตัวแทนจำเลยอ้างว่าไม่สามารถตรวจรับไว้ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติตามคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือทางวิชาการที่ทางราชการกำหนดไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยรับมอบและชำระเงินค่าเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ผลการตรวจรับพบว่าเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาท ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือทางวิชาการที่ทางราชการกำหนดไว้โจทก์จึงไม่รับเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าว โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาท เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองนอกจากคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐและมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผลแล้ว สัญญานั้นต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือ เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครอง หรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ การทำสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเพียงการทำสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของโจทก์ในฐานะผู้ขาย ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งในฐานะผู้ซื้อที่มุ่งผูกพันตนตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์ด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบบ HF/SSB/AM CW ชนิดประจำที่ ขนาดกำลัง ๑๒๕ วัตต์ ที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษทยูนิเวอร์แซล เมทริกซ์ เทคโนโลยี จำกัด
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2562
#640453
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น... เมื่อคดีนี้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงนำรถแบคโฮเข้ารื้อถอนรั้วของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเทศบาลหนองผึ้งจำเลยที่ ๒ โดยนายกเทศมนตรีจำเลยที่ ๓ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ กระทำการดังกล่าว เนื่องจากที่ดินตามแนวรั้วคอนกรีตโดยรอบโครงการเป็นที่ดินที่โจทก์โอนให้เป็นทางสาธารณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ข้อพิพาทหลักในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันในการเข้ารื้อทำลายรั้วคอนกรีตที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ของตน ทำให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ ๑ เคยมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ ๑ เจรจาขอใช้ทางซึ่งมีรั้วคอนกรีตขวางอยู่ เพื่อให้ที่ดินของจำเลยที่ ๑ ออกสู่ทางสาธารณะแต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว ทั้งเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ อันเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าข้อพิพาทหลักในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งยังปรากฏว่าคำสั่งอนุญาตให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและเชื่อมทางของจำเลยที่ ๓ นั้น เป็นการอนุญาตในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะของรัฐ แต่มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางอภิณห์พร กุนนา
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์ บาลี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2562
#640452
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทลิสซิ่ง และได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่อำนาจเจริญ กรมบัญชีกลางอนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ๕ ปี จำเลยจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ฯ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนเงินตามโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนตามนโยบายของรัฐบาลมิใช่การจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอใช้สิทธิขอรับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่จำเลยยื่นต่อโจทก์ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำขอเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — ศาลปกครองอุบลราชธานี
จำเลย — นายจำปี ขันช่วย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ