คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากบุคคลที่ขอออก น.ส. ๓ ไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอวังขนาย อำเภอบ้านทวน และอำเภอวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๑ ประกอบกับผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ปรากฏว่าที่ดินบริเวณนี้มีสัญลักษณ์เป็น F (ป่าไม้/พื้นที่ป่า) และ M๑ (ทุ่งหญ้าธรรมชาติ) น.ส. ๓ ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออก น.ส. ๓ และโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี นั้น เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ด้วย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องอำเภอคูเมือง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาคูเมือง ที่ ๒ ระหว่างพิจารณาศาลออกหมายเรียกนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หินเหล็กไฟ กรมการปกครองและกรมที่ดินเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน เลขที่ ๑๗๘ และเลขที่ ๑๗๙ ร่วมกับบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ต่อมาบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาท ๕ คน ซึ่งรวมทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองตาหล่ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงที่พิพาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงดังกล่าว และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงหนองตาหล่ำที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่พิพาท จึงยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ระงับหรือเพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท และร่วมกันชำระค่าเสียหาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ทั้งการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ กรณีเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเคยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๙๗๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยฉ้อฉลเพื่อไม่ให้โจทก์ยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา อันเป็นการทำนิติกรรมฉ้อฉล โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้ามาในคดีนี้ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบอันเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครอง โดยมีคำขอให้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดก็ตาม แต่เมื่อมูลเหตุอันเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเรื่องการขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยในศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี คดีนี้ การรถไฟแห่ง ประเทศไทย จำเลยที่ ๒ กระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จำเลยที่ ๑ แม้จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่ง มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ จัดทำบริการสาธารณะด้านขนส่งผู้โดยสารในกิจการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ กำหนดอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการดำเนินกิจการรถไฟและธุรกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (๔) กำหนดให้จำเลยที่ ๒ จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยการใช้รถไฟ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการรถไฟ จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยไว้ และกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลาตา,มาตรฐานสากลทุกสถานี ไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำชานชาลาให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสาร ระบบหยุดรถไฟฟ้าฉุกเฉินมีไม่เพียงพอและติดตั้งในจุดที่ผู้โดยสารทั่วไปไม่ทราบ เป็นเหตุให้บุตรสาวของโจทก์ทั้งสองตกลงไปในรางรถไฟฟ้าและถูกรถไฟฟ้าแล่นทับบุตรสาวของโจทก์ทั้งสองจนถึงแก่ความตาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ติดตั้งเครื่องกั้นชานชาลา จัดหาเจ้าหน้าที่และพนักงานรักษาความปลอดภัย ติดตั้งเครื่องหมายและปุ่มสัญญาณเตือนภัยและอุปกรณ์หยุดหรือห้ามรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดตำแหน่งรอขึ้นลงรถไฟฟ้าเฉพาะสำหรับเด็ก คนชรา และสตรีมีครรภ์ในทุกสถานี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เอกชนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจากกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ได้ขุดหลุมลึกเพื่อก่อสร้างท่อเหลี่ยมระบายน้ำบนทางหลวงลึกประมาณ ๒ ถึง ๓ เมตร โดยไม่ติดตั้งป้ายสัญญาณ ป้ายเตือน หรืออุปกรณ์เพื่อให้รู้ว่าบริเวณดังกล่าวมีการก่อสร้าง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ตกลงไปในหลุมได้รับบาดเจ็บรถยนต์ได้รับความเสียหายและบุตรของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โดยสารถึงแก่ความตาย จึงเป็นการฟ้องกล่าวอ้างถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ผู้รับจ้างและจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง อันเป็นข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องกรมทางหลวงจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการเข้ามาในคดีด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นเอกชน ในฐานะที่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ ๔ ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันได้ชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์นั้น ก็เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับละเมิดทางแพ่งและการประกันภัยซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้อง การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจในการผลิต การส่ง และจำหน่ายน้ำประปา โดยมีอำนาจเดินท่อน้ำและติดตั้งอุปกรณ์ไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด ๆ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่มาตรา ๒๙ (๑) กำหนดให้เพื่อประโยชน์ในการสร้างและบำรุงรักษาระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา... ให้พนักงานหรือลูกจ้างมีอำนาจใช้สอยหรือเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมิใช่ที่อยู่อาศัยของบุคคลใด ๆ เป็นการจำเป็นสำหรับการป้องกันอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปา...และมาตรา ๓๒ กำหนดให้ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันอันตรายหรือความเสียหาย พนักงานและลูกจ้างอาจเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ของบุคคลใด ๆ เพื่อตรวจ ซ่อมแซมหรือแก้ไขระบบการผลิต การส่ง และการจำหน่ายน้ำประปาได้...เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ในการบำรุงรักษาและป้องกันอันตรายจากความเสียหายที่เกิดจากท่อประปาขนาดใหญ่แตก จนเป็นเหตุให้น้ำประปาพุ่งเข้ามาในถนน ทั้งภายหลังเกิดเหตุไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลหรืออำนวยความสะดวกและติดตั้งป้ายสัญญาณเตือน เป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขับผ่านบริเวณดังกล่าวเสียหลักหมุนชนเสาป้ายข้างทางได้รับความเสียหายและผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการนำคดีซึ่งมีข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ถ้าคู่ความหรือศาลเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้องให้นำความในมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความนำคดีซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป และคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง หรือศาลที่รับฟ้องเห็นว่าคดีมีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล จึงจะรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและดำเนินการตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อไป แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดพะเยาเห็นว่า คดีแพ่งของศาลจังหวัดพะเยา อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน มิใช่กรณีที่ศาลรับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น และมิใช่กรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ว่าคดีดังกล่าวมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดศาลหนึ่งที่รับฟ้อง จึงไม่เป็นกรณีที่จะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ไม่ต้องด้วยมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ในปัญหาข้อนี้ไว้ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ได้ ไม่ถือเป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นั้นจะต้องปรากฏว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันนั้นขัดแย้งกัน การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกันของผู้ร้อง แม้คดีตามคำพิพากษาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะมีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลทั้งสองต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารในลักษณะเดียวกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏมีความแตกต่างกัน แม้จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกัน ผลของคดีจึงแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงที่ต่างกัน และคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดต่างก็เป็นการวินิจฉัยถึงคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นคนละฉบับซึ่งบังคับให้กระทำต่ออาคารคนละอาคารและเจ้าของอาคารเป็นบุคคลคนละคนกัน และวินิจฉัยถึงการดัดแปลงต่อเติมอาคารที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแตกต่างกัน แม้เจ้าพนักงานผู้ต้องปฏิบัติตามผลคำพิพากษาจะเป็นคนเดียวกันและอาคารที่เกี่ยวข้องจะอยู่ติดกันก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล ประกอบกับเมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่เกี่ยวข้องตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิได้ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๘ แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยกคำร้อง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๑ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการออกคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ จะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่นาง ส. นำไปขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) นาย อ. ครอบครองมาก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และเมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ วรรคสาม ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาว่าผู้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องออกโฉนดที่ดินไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ดังนั้น แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๔/๒๕๖๑ เรื่อง คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ก็เพื่อให้มีผลเป็นการทำลายคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่วินิจฉัยสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทว่าเป็นของนาง ส. ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติให้ต้องอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลยุติธรรม ทั้งยังปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาง ส. และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๘๒๖/๒๕๖๑ ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ ๑ กรมธนารักษ์ ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมา ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในเขตท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา และตำบลบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ฯ ผิดพลาด ทำให้บิดาโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อคดีนี้ จำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เวนคืนที่ดินเพื่อการจัดสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพื่อประโยชน์ของรัฐในการอำนวยความสะดวกแก่การขนส่งโดยสาร และสินค้าเข้าและออก อันเป็นกิจการสาธารณูปโภค และกิจการอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการท่าเรือ โดยขุดลอกร่องน้ำสร้างเขื่อนกันคลื่น และเขื่อนเทียบเรือ พร้อมทั้งโรงพักสินค้า คลังสินค้า ถนน ทางรถไฟ อาคาร ที่ทำการ และอาคารอื่นที่เกี่ยวกับกิจการอันเป็นส่วนประกอบของกิจการท่าเรือ จึงได้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่โจทก์อ้างว่าบิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่จำเลยทั้งสองไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้บิดาโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ สำนักงานทางหลวงที่ ๑๑ ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ มีการจัดการจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๒๑ สายสระบุรี - หล่มสักบริเวณช่วงกิโลเมตรที่ ๙ - ๑๐ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนแท่งแบร์ริเออร์ที่วางกั้นช่องจราจรเพื่อบังคับช่องทางเดินรถโดยไม่ติดสัญญาณไฟเตือนหรือสัญลักษณ์ และโดยที่การจัดการจราจรดังกล่าวเป็นการจัดการจราจรตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักรว่าด้วยการกำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง ในถนนบางสาย ช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี ๒๕๖๑ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการจราจรในช่วงเทศกาล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๓๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการจรจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ การดำเนินการดังกล่าวย่อมต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการอำนวยความปลอดภัยในการเดินทางตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า การสำคัญผิดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเกิดจากข้อมูลราคาประเมินตาราวาละ ๔,๐๐๐ บาท ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดินรายพิพาทตามที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กำหนดจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทกันโดยชอบตรงตามเจตนาและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จดทะเบียนสิทธินิติกรรมโดยคำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และค่าอากรแสตมป์ ตามราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท และราคาซื้อขายที่สูงกว่าราคาประเมินตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท เพียงเล็กน้อย โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามหนังสือเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินพิพาทจากผู้ฟ้องคดีทั้งสอง นั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าการจดทะเบียนที่ดำเนินการไปถูกต้องแล้วและต่อมาตรวจพบว่ามีความบกพร่องเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไม่ครบถ้วนนั้นมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจที่จะเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ดังนั้น คำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการขายที่ดินพิพาทจะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินโดยต้องถือว่าราคาประเมินที่ดินตารางวาละ ๔๕,๐๐๐ บาท ซึ่งมีผลใช้บังคับก่อนวันที่จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ (ผู้ร้อง) เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน ๓๕,๔๙๑,๕๐๐ บาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงเพียง ๓,๑๕๔,๘๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลย (กรมสรรพากร) มีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มนั้น การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ครบถ้วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน ประเมินราคาที่ดินพิพาทราคาตารางวาละ ๔,๐๐๐ บาท ตามที่ยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานที่ดินซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง เป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ (ผู้ร้อง) สมควรให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดไม่สั่งให้เรียกค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมเพิ่ม กับไม่เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทและคำพิพากษาศาลฎีกามิได้ขัดแย้งกัน ทั้งกรณีการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นี้ จะต้องเป็นกรณีที่การวินิจฉัยขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
แม้คำให้การชั้นสอบสวนของ จ. จะระบุว่า จำเลยพูดขอร้อง จ. ว่าจำเลยจะทำอย่างไรดีช่วยจำเลยด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่มีเจตนาที่จะใช้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสองแล้วจำเลยก็น่าจะพูดในทำนองขอร้องให้ จ. ไปทำร้ายผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว มิใช่พูดทำนองให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองเมื่อใดก็ได้ ถ้อยคำที่ จ. เล่าให้พนักงานสอบสวนฟังและพนักงานสอบสวนบันทึกลงในคำให้การดังกล่าว พอแปลได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาที่จะให้ จ. ไปฆ่าผู้ตายทั้งสอง ไม่ใช่เป็นการปรับทุกข์หรือปรึกษาหารือระหว่างจำเลยกับ จ. ในฐานะคนคุ้นเคย รักใคร่ชอบพอกันแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดจาในลักษณะหว่านล้อม โน้มน้าวขอร้องโดยมีความประสงค์ที่จะให้ จ. ฆ่าผู้ตายทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและชิงทรัพย์ผู้ตายทั้งสอง อันเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดแล้ว
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและชิงทรัพย์ไปในลักษณะต่อเนื่องคราวเดียวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของ จ. ว่า จ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองเพื่อประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้ตายทั้งสองและประสงค์จะเอาทรัพย์ของผู้ตายทั้งสองไปเพื่อเป็นค่าดำเนินการด้วย ตามที่จำเลยแจ้งต่อ จ. ว่าจะต้องฆ่าผู้ตายทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน และผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในที่เกิดเหตุสามารถชิงไปได้ มิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 1 และชิงทรัพย์ไป แล้วเกิดเจตนาฆ่าผู้ตายที่ 2 แล้วชิงทรัพย์ ขึ้นภายหลังเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะเจตนาในการกระทำความผิดจึงเป็นอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ได้ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ให้แก่นาง ถ. ภริยาของโจทก์ ทับที่ดินของนาง ผ. ซึ่งอยู่ข้างเคียง และออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ ให้แก่นาย ส. บิดาของจำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของนาง ถ. อันเป็นการออก น.ส. ๓ ก. ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแปลงไม่ตรงตามที่มีการนำชี้ จากนั้นนาย ส. โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ เมื่อนาง ถ. ถึงแก่ความตาย โจทก์เข้ารับมรดกที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๗ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ประกาศเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๔ และ น.ส. ๓ ก. ของจำเลยที่ ๓ เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ โดยมิได้มีการรังวัดที่ดิน และจำเลยที่ ๓ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๔ และบุกรุกเข้าทำประโยชน์รุกล้ำที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และปิดทางเข้าออกที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ เป็นการออกโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ในส่วนที่ออกทับที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การสรุปได้ว่า จำเลย ที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. และประกาศเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินโดยถูกต้องและมิได้ออกผิดพลาดคลาดเคลื่อน จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งสรุปได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๔ ของโจทก์มิได้ทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๔๘๘๗ ของจำเลยที่ ๓ การที่จำเลยที่ ๓ นำที่ดินจำนองกับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์และบริวาร จำเลยที่ ๔ ให้การว่า การจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๔๕ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ ซึ่งเปลี่ยนมาจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๔๘๘๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๓ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การที่จำเลยวางเงินโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายต่อศาล ย่อมมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย เพื่อประกอบดุลพินิจของศาลในการพิพากษาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ได้นำเรื่องการวางเงินของจำเลยดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลย ทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปนั้น ก็เป็นการแสดงเจตนาอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินออกไปหากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวไปทันทีหลังจากที่จำเลยนำมาวางเพราะผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าอยู่ มิได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะรับเงินดังกล่าว
ส่วนการที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า พฤติการณ์ของผู้เสียหายเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 ก็เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาในส่วนการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญา หาได้เกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายและชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนความรับผิดในทางละเมิดไม่ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิรับเงินดังกล่าว
จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยโดยประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมทำสัญญาจ้างโจทก์เพื่อทำงานบริหารในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของจำเลย โดยข้อ ๑.๒ ของสัญญาจ้างผู้บริหารที่ระบุว่า "สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารนี้เป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นการจ้างบริหารเพื่อมุ่งความสำเร็จของงานและการจ้างตามสัญญานี้ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและไม่เป็นผลให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นพนักงานของผู้ว่าจ้าง" และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ โดยปรากฏเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ ว่า "ให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงาน และให้การจ้างบริหารโดยทำสัญญาจ้าง โดยกำหนดค่าจ้างเพื่อผลประโยชน์อื่นตามผลงานในการบริหาร เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีผู้บริหารที่มีความรู้และความสามารถในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง" ทั้งข้อ ๒.๑ ของสัญญายังกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่บริหารกิจการตามภารกิจ เป้าประสงค์และเป้าหมายที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนด ตลอดจนปฏิบัติตามนโยบายมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งที่คณะกรรมการของจำเลยกำหนด ดังนั้นสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการทั่วไปซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงมีลักษณะเป็นการจ้างบริหารกิจการเพื่อจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลย มิใช่การจ้างแรงงานตามความหมายของสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ สัญญาจ้างผู้บริหาร ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินเดือนที่จ่ายเกินไปคืนแก่จำเลยก็ล้วนเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างผู้บริหารดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบบ HF/SSB/AM CW ชนิดประจำที่ ขนาดกำลัง ๑๒๕ วัตต์ พร้อมอุปกรณ์จำนวน ๓๐ ชุด เป็นเงิน ๑๐,๐๔๗,๓๐๐ บาท โจทก์ส่งมอบเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าวให้ตัวแทนจำเลย แต่ตัวแทนจำเลยอ้างว่าไม่สามารถตรวจรับไว้ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติตามคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือทางวิชาการที่ทางราชการกำหนดไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยรับมอบและชำระเงินค่าเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ผลการตรวจรับพบว่าเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาท ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคหรือทางวิชาการที่ทางราชการกำหนดไว้โจทก์จึงไม่รับเครื่องรับ - ส่งวิทยุดังกล่าว โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาท เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองนอกจากคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐและมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผลแล้ว สัญญานั้นต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือ เป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครอง หรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ การทำสัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุที่พิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นเพียงการทำสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของโจทก์ในฐานะผู้ขาย ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งในฐานะผู้ซื้อที่มุ่งผูกพันตนตามสัญญาซื้อขายกับโจทก์ด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญาซื้อขายเครื่องรับ - ส่งวิทยุ ระบบ HF/SSB/AM CW ชนิดประจำที่ ขนาดกำลัง ๑๒๕ วัตต์ ที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น... เมื่อคดีนี้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงนำรถแบคโฮเข้ารื้อถอนรั้วของโจทก์ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าเทศบาลหนองผึ้งจำเลยที่ ๒ โดยนายกเทศมนตรีจำเลยที่ ๓ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ กระทำการดังกล่าว เนื่องจากที่ดินตามแนวรั้วคอนกรีตโดยรอบโครงการเป็นที่ดินที่โจทก์โอนให้เป็นทางสาธารณะอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ข้อพิพาทหลักในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันในการเข้ารื้อทำลายรั้วคอนกรีตที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ของตน ทำให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ ๑ เคยมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ ๑ เจรจาขอใช้ทางซึ่งมีรั้วคอนกรีตขวางอยู่ เพื่อให้ที่ดินของจำเลยที่ ๑ ออกสู่ทางสาธารณะแต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว ทั้งเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ อันเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าข้อพิพาทหลักในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งยังปรากฏว่าคำสั่งอนุญาตให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและเชื่อมทางของจำเลยที่ ๓ นั้น เป็นการอนุญาตในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะของรัฐ แต่มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทลิสซิ่ง และได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่อำนาจเจริญ กรมบัญชีกลางอนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ๕ ปี จำเลยจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ฯ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนเงินตามโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนตามนโยบายของรัฐบาลมิใช่การจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอใช้สิทธิขอรับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่จำเลยยื่นต่อโจทก์ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำขอเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น