คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2562
#630949
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะฎีกา กับทั้งไม่ใช่กรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 38/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 38/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายและผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาความ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ชาวบ้านในหมู่บ้านศิลาทองร่วมกันเดินขบวนแห่เพื่อไปทำพิธีสรงน้ำบูชาพ่อปู่ตา โดยนายประเสริฐ ผู้เสียหาย ร่วมอยู่ในขบวนแห่ด้วย ต่อมาผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 ใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงบริเวณหน้าอกใต้ราวนม 1 ครั้ง แผลทะลุเข้าถึงปอด ตับและลำไส้เล็ก ได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 12 ปี 4 เดือน 15 วัน ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 38/2560 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะฎีกา กับทั้งไม่ใช่กรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหาย นายจักรจิตร และนางสายใจ กับชาวบ้านร่วมขบวนแห่ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสี่กับพวกอีก 2 คน ดักรออยู่บริเวณดังกล่าว จำเลยที่ 2 วิ่งเข้ามาต่อยผู้เสียหาย โดยในมือจำเลยที่ 2 ถืออาวุธมีดดาบ ความยาวรวมด้ามประมาณ 1 ช่วงแขน แกว่งมิให้บุคคลอื่นเข้ามาช่วยผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าใช้เหล็กขูดชาฟท์ ความยาวประมาณ 10 นิ้ว แทงบริเวณใต้ราวนมด้านขวา จากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้ามาชกต่อยผู้เสียหาย แล้วจำเลยทั้งสี่กับพวกขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป นายจักรจิตรเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยที่ 2 เข้ามาต่อยผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 วิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 นำเหล็กขูดชาฟท์ที่วางอยู่บนตะแกรงหน้ารถมาแทงผู้เสียหาย และนางสายใจเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า กลุ่มของจำเลยทั้งสี่มิได้ร่วมเดินขบวนแห่มาด้วย แต่วิ่งมาจากสี่มุมแยก หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 พยายามใช้มีดฟันนายจักรจิตรและยังใช้มีดแกว่งมิให้คนอื่นเข้าไปช่วยผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เข้าไปต่อยผู้เสียหาย แต่พยานไม่เห็นขณะที่ผู้เสียหายถูกแทง เห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสี่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยเฉพาะนายจักรจิตรรู้จักจำเลยทั้งสี่เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เห็นและจดจำจำเลยทั้งสี่ได้ไม่ผิดพลาด นอกจากนี้พยานหลักฐานอื่นยังสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลยืนยันได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกอีก 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มาจอดรอผู้เสียหายอยู่บริเวณที่เกิดเหตุก่อนแล้ว เมื่อผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 วิ่งเข้ามาต่อยผู้เสียหายเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่เข้ามารุมชกต่อยผู้เสียหายด้วย แล้วจำเลยที่ 1 วิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 นำเหล็กขูดชาฟท์ที่วางอยู่บนตะแกรงหน้ารถมาแทงผู้เสียหายที่ใต้ราวนมด้านขวา 1 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้ารุมชกต่อยผู้เสียหาย เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างพกอาวุธมีดมาในที่เกิดเหตุ และในขณะที่จำเลยที่ 1 วิ่งไปเอาเหล็กขูดชาฟท์ที่ตะแกรงหน้ารถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 มาแทงผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธมีดแกว่งมิให้บุคคลอื่นเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้ว ยังไม่อาจรับฟังได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ตัดสินใจวิ่งกลับไปเอาเหล็กขูดชาฟท์มาแทงผู้เสียหายในฉับพลันทันที อันเกิดจากการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 โดยลำพัง ขณะที่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้มีดพกมาฟันผู้เสียหายอันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหาย ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 เพียงแต่ใช้อาวุธมีดแกว่งมิให้บุคคลอื่นเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายโดยไม่ได้เข้าร่วมทำร้ายผู้เสียหายเอง ถือไม่ได้ว่ามีเจตนาเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้จะทราบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 พาอาวุธมีดไปยังที่เกิดเหตุด้วย แต่ขณะที่จำเลยทั้งสี่รุมชกต่อยผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้หยิบเหล็กขูดชาฟท์ติดตัวไปตั้งแต่ครั้งแรก แต่จำเลยที่ 1 ตัดสินใจวิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล้วนำเหล็กขูดชาฟท์ที่วางอยู่บนตะแกรงหน้ารถมาแทงผู้เสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามลำพังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการอย่างใดอันจะมีพฤติการณ์เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกระทำความผิดหรือช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ลำพังข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำอาวุธมีดติดตัวมายังที่เกิดเหตุด้วย ยังไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ร่วมกระทำกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่จากข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าไปร่วมชกต่อยผู้เสียหาย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้จะมิได้เกิดจากที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชกต่อยแต่ก็เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องรับในผลแห่งการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 แต่ความผิดดังกล่าวย่อมรวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 อยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225

อนึ่งระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 297 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 1,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟัง แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ โดยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำงานบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรคนละ 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายกิตติกานต์ พละคช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
วัฒนา วิทยกุล
สุรพล เอี่ยมอธิคม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2562
#630440
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย มีวัตถุประสงค์จำกัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันในระหว่างผู้เข้าร่วมสัญญา ผู้เอาประกันภัย และบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดเพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้อง รับผิดเท่านั้น หาใช่สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดไม่ โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดในค่าเสียหายส่วนเกินจากที่สละสิทธิเรียกร้องตามสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 743,223.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 721,575.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 100 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยนั้นเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดไปด้วย เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ เห็นว่า สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยข้อ 2 วรรคแรก มีข้อความระบุว่า "ผู้ร่วมสัญญาตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันต่อรถยนต์ซึ่งเกิดจากการชนหรือความพยายามหลีกเลี่ยงการชนหรือเกิดจากการใช้รถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับผู้ร่วมสัญญา โดยผู้ร่วมสัญญาแต่ละฝ่ายจะรับผิดชอบในความเสียหายของรถยนต์ที่ตนรับประกันภัยไว้ภายใต้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นความประมาทของฝ่ายใด" วรรคสอง มีข้อความระบุว่า "การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามความในวรรคแรกให้หมายความรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องต่อผู้เอาประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาและบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดดังกล่าวด้วย" และบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันข้อ 2 มีข้อความระบุว่า "ให้ยกเลิกข้อความในข้อ 2 วรรคสอง ของสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันฉบับข้างต้นและให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน การสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามความในวรรคแรกให้หมายความรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องต่อผู้เอาประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาและบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิดดังกล่าวด้วย เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดเท่านั้น" ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป แสดงว่า สัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยมีวัตถุประสงค์จำกัดขอบเขตการสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันในระหว่างผู้เข้าร่วมสัญญา ผู้เอาประกันภัย และบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อเหตุละเมิด เพียงเท่าจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยของผู้ร่วมสัญญาฝ่ายที่ต้องรับผิดเท่านั้น หาใช่สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมดไม่ ดังจะเห็นได้จากสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย ข้อ 3 ที่ระบุว่า "ผู้ร่วมสัญญาตกลงว่าสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนเกินจำนวนเงินเอาประกันภัยกับผู้ร่วมสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างเหตุรถยนต์ที่โจทก์และจำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกันอันเนื่องมาจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า เหตุคดีนี้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยและรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปชนรถยนต์คันอื่นได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วเป็นเงิน 950,000 บาท หลังจากหักจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 1 ที่ทำกับจำเลยที่ 2 ที่ได้สละสิทธิเรียกร้องต่อกัน 600,000 บาท ออกแล้ว คงยังมีค่าเสียหายส่วนเกินที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้อีก ตามข้อสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัย ข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าวข้างต้น และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องไปเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดด้วยตนเองนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของสัญญาสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกันตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของสมาคมประกันวินาศภัยและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จสิ้นแล้วโดยจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์มีนายสุกฤษ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ และนายเกียรติศักดิ์ พนักงานประเมินความเสียหายของโจทก์ เป็นพยานเบิกความประกอบใบประเมินราคาค่าซ่อมและภาพถ่ายความเสียหายของรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย กันชนหน้าและกันชนหลังครูดฉีก ฝากระโปรงหน้าและฝาปิดท้ายบุบ ไฟหน้าทั้งสองข้างและไฟท้ายขวาแตก ตัวถังด้านขวาบุบ ประตูหน้าด้านซ้ายและขวาบุบครูดดุ้ง กระจกมองข้างทั้งสองข้างและกระจกบังลมด้านหน้าแตก กระจังหน้าแตก แก้มหน้าซ้ายขวาบุบครูด และประตูเลื่อนซ้ายบุบครูดดุ้ง ยากต่อการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม หากซ่อมแซมแล้วก็ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย เมื่อพิจารณาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 2.1 ระบุว่า "ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง" และย่อหน้าถัดมาระบุว่า "รถยนต์เสียหายสิ้นเชิงในที่นี้หมายถึงรถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้หรือเสียหายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะเกิดความเสียหาย" รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จึงถือว่าได้รับความเสียหายสิ้นเชิงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่โจทก์ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในตารางให้แก่ผู้เอาประกันภัย 950,000 บาท เมื่อหักกับเงินที่โจทก์ได้มาจากการประมูลขายซากรถยนต์ 231,775.70 บาท คงเหลือ ค่าเสียหาย 718,224.30 บาท ส่วนค่ายกลากรถนั้น นายสุกฤษ พยานโจทก์เบิกความประกอบใบเสร็จรับเงินว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นเงิน 1,800 บาท จำเลยที่ 1 ไม่สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ชำระค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยจำนวนดังกล่าวไปจริง ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 3 ระบุว่า "เมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายซึ่งมีการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ บริษัทจะจ่ายค่าดูแลรักษารถยนต์และค่าขนย้ายรถยนต์ทั้งหมด..." การจ่ายค่ายกลากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยจึงเป็นการจ่ายตามเงื่อนไขความคุ้มครองตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ แต่ในส่วนของค่าสำรวจภัยที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทกรุงเทพเคลม จำกัด เป็นเงิน 1,551.50 บาท นั้น เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโจทก์เองไม่ใช่ค่าเสียหายจากการทำละเมิดโดยตรง โจทก์ต้องเป็นผู้ออกใช้เอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 878 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ คงมีค่าเสียหายในการที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยถูกชนซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นเงิน 720,024.30 บาท เมื่อหักจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยที่ 1 ที่ทำกับจำเลยที่ 2 ที่ได้สละสิทธิเรียกร้องต่อกัน 600,000 บาท ออกแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด 120,024.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจากการขายซากรถยนต์ตามที่โจทก์ขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,024.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางศิริยา มหาทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297 -ที่ 308/2562
#633031
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ไปรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปจากความปกครองดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยินยอมอนุญาต น่าเชื่อว่าบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ไว้วางใจให้จำเลยที่ 4 ดูแลจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ออกไปข้างนอกกับจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 430 แห่ง ป.พ.พ. ที่บัญญัติว่า ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิดซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

การที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถออกไปขับโดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้ห้ามปรามทั้งที่จำเลยที่ 4 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับรถ เป็นการไม่เอาใจใส่ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ จะขับรถไปเสี่ยงแก่การเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ จำเลยที่ 4 ผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย จึงมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนอันเป็นการละเมิดต่อผู้อื่น จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ป.พ.พ. มาตรา 430

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 3624/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 570/2557 และคดีหมายเลขแดงที่ 565/2557 ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3624/2556 ถอนฟ้อง และตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 570/2557 คู่ความมิได้อุทธรณ์ ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 565/2557 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ที่ 20 และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ออกจากสารบบความ และพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 20 ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนของโจทก์ที่ 20 คดีทั้งสามสำนวนจึงถึงที่สุด คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสิบสองสำนวนนี้ โดยศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4013/2554 ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4014/2554 ว่า โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4015/2554 ว่า โจทก์ที่ 5 เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4016/2554 ว่า โจทก์ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4018/2554 ว่า โจทก์ที่ 9 ที่ 10 และที่ 11 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4020/2554 ว่า โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4021/2554 ว่า โจทก์ที่ 14 ที่ 15 ที่ 16 และที่ 17 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4022/2554 ว่า โจทก์ที่ 18 และที่ 19 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4024/2554 ว่า โจทก์ที่ 21 และที่ 22 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4027/2554 ว่า โจทก์ที่ 23 และที่ 24 เรียกโจทก์ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4028/2554 ว่า โจทก์ที่ 25 เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4029/2554 ว่า โจทก์ที่ 26 ที่ 27 และที่ 28 ตามลำดับ กับเรียกจำเลยทั้งเจ็ดทั้งสิบสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 10,948,734 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 10,311,006 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จำนวน 9,871,847 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 9,296,844 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 12,251,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 11,573,683 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 2,852,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,686,753 บาท โจทก์ที่ 7 และที่ 8 จำนวน 753,946 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 710,000 บาท โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 11 จำนวน 13,212,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 12,448,688 บาท โจทก์ที่ 12 และที่ 13 จำนวน 11,051,483 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 10,407,644 บาท โจทก์ที่ 14 ถึงที่ 17 จำนวน 14,781,222.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 13,920,264.16 บาท โจทก์ที่ 18 และที่ 19 จำนวน 19,430,444.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 18,298,683.68 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 363,626 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 342,446 บาท โจทก์ที่ 21 และที่ 22 จำนวน 19,041,089.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 17,932,007.38 บาท โจทก์ที่ 23 และที่ 24 จำนวน 1,413,807.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,331,454 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 718,023.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 676,215 บาท โจทก์ที่ 26 ถึงที่ 28 จำนวน 3,336,147.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,141,822 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งยี่สิบแปดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งยี่สิบแปดในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 10,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 100,212 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 4,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 256,925 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละราย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งยี่สิบแปด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์แต่ละสำนวนชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบแปดในส่วนของจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบแปดกับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 5 และที่ 11 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ สำหรับโจทก์ที่ 5 อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,440,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,440,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,200,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 226,925 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 80,000 บาท และโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 120,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 5 และที่ 11 โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ที่ 5 ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 5

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 25 ถึงที่ 28 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 9 ที่ 15 ที่ 19 และที่ 25 ถึงที่ 28 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ส่วนโจทก์ที่ 17 ฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 19 และที่ 21 ถึงที่ 23 และไม่รับฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 7 ที่ 8 ที่ 20 และที่ 24 ถึงที่ 28 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุละเมิดคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์ มีอายุ 16 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร และเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 5 สามีจำเลยที่ 6 นำรถยนต์คันดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 4 ครอบครอง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางยกระดับอุตราภิมุขขาเข้าจากดอนเมืองมุ่งหน้าไปดินแดงด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงบริเวณใกล้ทางลงบางเขน รถของจำเลยที่ 1 ชนท้ายรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 13 - 7795 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนางนฤมล เป็นผู้ขับ และมีนางสาวจันจิรา นายปรัชญา นางสาวตรอง นายภิญโญ นางสาวสุดาวดี นายอุกฤษฎ์ นายศาสตรา นายเกียรติมันต์ โจทก์ที่ 6 ที่ 20 ที่ 23 และที่ 26 นั่งโดยสารมาด้วยเมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนทำให้รถตู้โดยสารเสียหลักไปชนขอบกำแพงคอนกรีตด้านซ้าย เสาไฟฟ้าและเสาป้ายบอกทาง แล้วรถตู้โดยสารตกมาที่พื้นทางลงจากทางยกระดับ ส่วนรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักไปชนขอบกำแพงคอนกรีตด้านขวาและหมุนกลับไปชนรถตู้โดยสาร เป็นเหตุให้นางนฤมล นายปรัชญา นางสาวตรอง นายภิญโญ นางสาวสุดาวดี นายอุกฤษฎ์ นายศาสตรา นายเกียรติมันต์ ถึงแก่ความตาย นางสาวจันจิราได้รับบาดเจ็บและต่อมาถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 6 ที่ 20 ที่ 23 และที่ 26 ได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัส และทรัพย์สินของโจทก์ที่ 20 และที่ 23 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวจันจิรา โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปรัชญา โจทก์ที่ 5 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวตรอง โจทก์ที่ 7 และที่ 8 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 6 โจทก์ที่ 9 และที่ 10 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 11 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายภิญโญ โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุดาวดี โจทก์ที่ 14 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอุกฤษฎ์ มีโจทก์ที่ 17 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 15 และที่ 16 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอุกฤษณ์ โจทก์ที่ 18 เป็นผู้รับนายศาสตราเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ที่ 19 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายศาสตรา โจทก์ที่ 21 และที่ 22 เป็นมารดาและบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเกียรติมันต์ โจทก์ที่ 24 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 23 โจทก์ที่ 25 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 26 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนฤมล มีโจทก์ที่ 27 และที่ 28 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หลังเกิดเหตุพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลในคดีอาญาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงแล่นแซงรถตู้โดยสาร แล้วรถของจำเลยที่ 1 เสียหลักชนท้ายรถตู้โดยสาร จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาท ให้ลงโทษจำคุกโดยรอการลงโทษไว้ คดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 23541/2556 จำเลยที่ 7 ผู้รับประกันภัยรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตายรายละ 200,000 บาท และชำระค่ารักษาพยาบาลนางสาวจันจิราก่อนถึงแก่ความตาย รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 6 ที่ 20 ที่ 23 และที่ 26 ผู้บาดเจ็บ ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 494,346 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นเงิน 334,796 บาท โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 11 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 12 และที่ 13 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 14 ถึงที่ 17 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 18 และที่ 19 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 21 และที่ 22 เป็นเงิน 556,956 บาท โจทก์ที่ 23 และที่ 24 เป็นเงิน 401,037 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 556,956 บาท และโจทก์ที่ 26 ถึงที่ 28 เป็นเงิน 401,037 บาท โจทก์ทั้งยี่สิบแปดขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 7 ต่อไป

เนื่องจากความปรากฏว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 4016/2554 ของศาลชั้นต้น ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 ยินยอมรับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ติดใจเรียกร้องใดๆ จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาและส่งสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2561 มายังศาลฎีกาเพื่อพิพากษาตามยอม ศาลฎีกาเห็นว่า ในสำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาเพียงฝ่ายเดียว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนของโจทก์ที่ 7 และที่ 8 คดีระหว่างโจทก์ที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงมิได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์ที่ 7 และที่ 8 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ สำหรับโจทก์ที่ 6 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์ที่ 6 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้คดีระหว่างโจทก์ที่ 6 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาขอลดจำนวนค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 23 นั้น ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าทนทุกข์ทรมานของโจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์ที่ 23 ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า เมื่อรถตู้โดยสารแล่นมาด้วยความเร็วสูง นางนฤมล ผู้ขับรถตู้โดยสารจึงขับรถด้วยความประมาทเช่นกัน จากพฤติการณ์ที่นางนฤมลมีส่วนประมาทในเหตุละเมิด การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินควร ซึ่งเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งค่าเสียหายของโจทก์รายอื่น ไม่เกี่ยวข้องกับค่าเสียหายที่เป็นค่าทนทุกข์ทรมานของโจทก์ที่ 23 แต่ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับมาฎีกาขอให้ลดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่า นางนฤมล ผู้ขับรถตู้โดยสารมีส่วนประมาท แล้วลดจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดนั้น ชอบแล้วหรือไม่ และสมควรให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 และที่ 25 ถึงที่ 28 ฎีกาว่า ศาลในคดีส่วนอาญาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนในเรื่องการมีส่วนประมาทของนางนฤมล คนขับรถตู้โดยสาร ศาลในคดีส่วนอาญาไม่ได้วินิจฉัยไว้ คงมีเพียงพฤติการณ์ในการขับรถของคนขับรถตู้โดยสารเท่านั้น และไม่ได้มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่า นางนฤมลขับรถด้วยความประมาท เหตุแห่งความเสียหายจึงเกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว ผู้ตายเป็นเพียงผู้โดยสารที่นั่งมาในรถตู้ ไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย และคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางนฤมล จำเลยที่ 2 จะต้องนำสืบพยานหลักฐานตามคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน จึงไม่มีข้อเท็จจริงให้รับฟังว่า นางนฤมลมีส่วนประมาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน จึงคลาดเคลื่อนและขัดต่อกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า เหตุแห่งความเสียหายมิได้เกิดจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนในเรื่องที่รถตู้โดยสารแล่นคร่อมช่องทาง จำเลยที่ 1 กะพริบไฟขอทาง รถตู้โดยสารแล่นเปลี่ยนช่องทางจากขวาสุดมาช่องกึ่งกลาง เมื่อจำเลยที่ 1 เร่งความเร็วเพื่อขับแซงรถตู้โดยสาร ทันใดนั้นรถตู้โดยสารแล่นเบนหัวมาช่องขวาสุด ทำให้จำเลยที่ 1 ตกใจ ห้ามล้อพร้อมบีบแตรและหักพวงมาลัยไปทางซ้าย แต่ตามคำฟ้องในคดีอาญาไม่ปรากฏเรื่องการกะพริบไฟขอทางและหลักฐานรอยห้ามล้อของรถจำเลยที่ 1 ทำให้ไม่ได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และในส่วนของค่าเสียหาย ฝ่ายรถตู้โดยสารจะต้องรับผิดมากกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เนื่องจากเป็นรถโดยสารสาธารณะ ทั้งในขณะเกิดเหตุรถตู้โดยสารแล่นมาด้วยความเร็วสูง และไม่ได้มีเข็มขัดนิรภัยทำให้ผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถและเสียชีวิต แต่ผู้โดยสารไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายรถตู้ ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ละราย จึงต้องลดจำนวนลง นั้น เมื่อแต่ละฝ่ายฎีกาโต้เถียงเรื่องการมีส่วนประมาทของนางนฤมลและจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิด จึงเห็นควรวินิจฉัยฎีกาไปพร้อมกัน เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในเหตุครั้งนี้ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับฟังข้อเท็จจริงสรุปความได้ว่า รถของจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสาร แล้วรถตู้โดยสารแล่นเข้าปะทะกับเสา cctv ซึ่งเป็นการชนปะทะอย่างรุนแรง เกิดความเสียหายแก่รถตู้โดยสารถึงกับหลังคาโค้งงอ ขณะรถตู้โดยสารเข้าปะทะกับเสา cctv เป็นการเข้าปะทะด้วยความแรง ซึ่งเกิดจากรถตู้โดยสารยังมีความเร็วสูงอยู่มาก พฤติการณ์แห่งคดีส่อแสดงว่า รถทั้งสองคันแล่นด้วยความเร็วสูงมาก การที่รถของจำเลยที่ 1 ซึ่งแล่นตามหลังสามารถแล่นทันและเข้าเฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสาร แสดงว่ารถของจำเลยที่ 1 แล่นด้วยความเร็วสูงกว่ารถตู้โดยสาร จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินขีดจำกัดความเร็วในทางยกระดับแล่นแซงรถตู้โดยสาร แล้วรถของจำเลยที่ 1 เสียหลักชนท้ายรถตู้โดยสารจนเกิดเหตุขึ้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายประมาท จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดดังกล่าว ส่วนเรื่องการมีส่วนประมาทของนางนฤมล ศาลในคดีส่วนอาญามิได้วินิจฉัยไว้ และปัญหาดังกล่าวหาใช่ประเด็นโดยตรงในคดีส่วนอาญาไม่ ที่ศาลในคดีส่วนอาญาให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยว่า นางนฤมลขับรถตู้โดยสารมาด้วยความเร็วสูงเป็นเพียงแสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วที่สูงมากจนแล่นทันรถตู้โดยสารแล้วรถของจำเลยที่ 1 เสียหลักเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารซึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูงเช่นกัน ทำให้รถตู้โดยสารเสียหลักไปปะทะกับเสาริมทางจนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 เฉพาะจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้กระทำความผิดในเหตุครั้งนี้ คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาฎีกาในทำนองว่า คำฟ้องในคดีอาญาไม่ได้กล่าวถึงพฤติการณ์การขับรถที่ไม่เป็นปกติของนางนฤมล ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงดังกล่าวก็จะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 หาได้เป็นสาระแก่คดีไม่ สำหรับข้อโต้เถียงที่ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางนฤมลนั้น จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อฝ่ายโจทก์นำสืบถึงเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรง และจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีอาญามีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับพฤติการณ์ในการขับรถตู้โดยสารของนางนฤมล เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 2 ก็ไม่ติดใจสืบพยานบุคคลใดๆ แต่ขอส่งพยานเอกสารและภาพถ่ายพยานวัตถุในสำนวนคดีอาญาประกอบการพิจารณา ซึ่งทนายฝ่ายโจทก์คัดค้าน และศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ส่งพยานหลักฐานดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานอันใดที่จะแสดงว่านางนฤมลขับรถโดยประมาท ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า นางนฤมลมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุครั้งนี้ การที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์การขับรถตู้โดยสารของนางนฤมลดังที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังว่า นางนฤมลมีส่วนประมาท แล้วลดจำนวนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อพิจารณาว่า อุบัติเหตุรุนแรงครั้งนี้เกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่ 1 ผู้โดยสารที่นั่งในรถตู้โดยสารหาได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใดไม่ หากแต่เป็นผู้ได้รับเคราะห์ภัยจากอุบัติเหตุจนต้องเสียชีวิต สำหรับนางนฤมล ผู้ขับรถตู้โดยสารที่ถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงก็ยังรับฟังไม่ได้ว่า นางนฤมลมีส่วนประมาทด้วย เช่นนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะลดจำนวนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า ฝ่ายรถตู้โดยสารต้องรับผิดมากกว่าเพราะเป็นรถโดยสารสาธารณะและไม่มีเข็มขัดนิรภัย ก็หาได้มีเหตุผลให้รับฟังไม่ ในเมื่อจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวขับรถโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหาย และค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้แก่โจทก์แต่ละรายเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีข้ออ้างที่จะขอลดจำนวนค่าเสียหายลงอีก เมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดไร้อุปการะเต็มจำนวนแล้วลดหย่อนให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดชดใช้ 4 ใน 5 ส่วน นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงสมควรแก้ไขโดยให้จำเลยที่ 1 ถึง 3 รับผิดในค่าขาดไร้อุปการะเต็มจำนวน ดังนั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 150,000 บาท สำหรับโจทก์ที่ 17 ฎีกาขอให้กำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,800,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คำฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 17 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,243,116.84 บาท เท่านั้น เมื่อค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแล้ว จึงให้เป็นไปตามจำนวนเงินนั้นโดยไม่ต้องลดส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่นนี้ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ถึงที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 และที่ 25 ถึงที่ 28 จึงฟังขึ้น และฎีกาของโจทก์ที่ 17 ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ไม่ได้อ้างว่า จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลที่ต้องรับผิดต่อการกระทำละเมิดของผู้อื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425, 427, 428, 429 และ 430 แม้การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปใช้ โดยจำเลยที่ 4 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์และเป็นผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ แต่การที่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่ง หาใช่การขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทไม่ และความรับผิดทางละเมิดจะต้องเป็นผลโดยตรงหรือเล็งเห็นได้โดยไม่เกินความคาดหมายปกติ แต่จำเลยที่ 4 มิได้เกี่ยวข้องในมูลละเมิด และการที่จำเลยที่ 4 ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการขับรถหาได้มีกฎหมายบัญญัติให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดดังเช่นกรณีบิดามารดายินยอมให้ผู้เยาว์ขับรถ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 หาได้เกี่ยวข้องถึงจำเลยที่ 4 เพราะมิใช่ผลโดยตรงหรือเล็งเห็นได้ ทั้งห่างไกลเกินความคาดหมายของบุคคลธรรมดา จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 5 และที่ 11 บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 4 ทราบดีอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับรถตามกฎหมาย ย่อมต้องตระหนักว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่มีใบอนุญาตขับรถ หากขับรถยนต์อาจเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ แต่จำเลยที่ 4 ยังรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 4 นำรถยนต์ที่ตนครอบครองอยู่ไปขับ ซึ่งหากจำเลยที่ 4 ไม่รู้เห็นยินยอมเช่นนั้น ความเสียหายคงไม่เกิดขึ้น จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามข้ออ้างซึ่งเป็นหลักแห่งข้อหาที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นการกล่าวอ้างให้จำเลยที่ 4 รับผิดในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ เนื่องจากจำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปขับ เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 4 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับรถและยังยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไปจนเกิดเหตุคดีนี้ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ย่อมถูกจำกัดด้วยการมีอายุเยาว์ยังไม่มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบเพียงพอที่จะขับรถยนต์ได้ แต่จำเลยที่ 1 ยังขืนไปขับรถยนต์ และจำเลยที่ 4 ก็รู้เห็นยินยอมให้ทำเช่นนั้นได้ ซึ่งเป็นการปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์จนไปก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ประกอบกับฝ่ายโจทก์นำสืบบันทึกคำให้การ ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนมีใจความว่า จำเลยที่ 4 รู้จักสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 มาช่วงหนึ่งแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 4 ไปที่บ้านพักของจำเลยที่ 1 ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และได้พบพูดคุยกับบิดามารดาของจำเลยที่ 1 เป็นบางครั้ง ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 เป็นผู้ไปรับจำเลยที่ 1 จากบ้านพัก ซึ่งบิดามารดาของจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้านดังกล่าว จำเลยที่ 4 ได้พาจำเลยที่ 1 นั่งรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ไปด้วยกัน จนเมื่อจำเลยที่ 4 ขับรถเข้าไปที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ระหว่างที่จำเลยที่ 4 ลงจากรถไปหยิบของที่กระโปรงหลังรถ จำเลยที่ 1 สลับที่นั่งจากผู้โดยสารมาเป็นผู้ขับ แล้วขับรถยนต์ออกไปทันที โดยบอกว่าขอยืมรถ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไปแล้ว จำเลยที่ 4 ไม่ได้โทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจะขับรถไปที่ใด จำเลยที่ 4 รีบไปหาเพื่อนที่นัดกันไว้ที่ร้านกาแฟ จากนั้นนั่งรถไฟฟ้าไปที่ย่านอโศก แล้วกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวลาประมาณ 22 นาฬิกา จึงทราบจากจำเลยที่ 5 ว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเกิดเหตุเฉี่ยวชน การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่อายุ 31 ปี ไปรับจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์อายุ 16 ปี จากบ้านพัก โดยอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 4 กระทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขออนุญาตออกจากบ้าน จะมีจำเลยที่ 4 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุมารับจำเลยที่ 1 ที่บ้าน โดยจำเลยที่ 4 มารับจำเลยที่ 1 ออกไปจากบ้านหลายครั้งเพื่อไปฝึกงานที่ร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 4 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ที่รับตัวจำเลยที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดา โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ยินยอมอนุญาต ซึ่งน่าเชื่อว่าบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ไว้วางใจให้จำเลยที่ 4 ดูแลจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ออกไปข้างนอกกับจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 430 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิดซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร การที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ออกไปขับ โดยจำเลยที่ 4 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์และไม่มีใบอนุญาตขับรถ ในช่วงเวลานั้นจำเลยที่ 4 จะต้องยับยั้งไม่ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ออกไป โดยห้ามปรามจำเลยที่ 1 ในทันทีหรือต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์กลับมาคืนโดยเร็ว แต่จำเลยที่ 4 ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ เป็นการไม่เอาใจใส่ว่าจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ จะขับรถยนต์ไปโดยเสี่ยงแก่การเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ จำเลยที่ 4 ผู้รับดูแลจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์โดยปริยาย จึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนอันเป็นการละเมิดต่อผู้อื่น เช่นนี้ จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ กระทำละเมิดในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ตามบทบัญญัติมาตรา 430 ดังกล่าว ซึ่งจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดเป็นจำนวนเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 5 และที่ 11 หาได้มีเหตุที่จะลดความรับผิดของจำเลยที่ 4 ให้เหลือเพียงบางส่วนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ซึ่งจะต้องกำหนดความรับผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนั้นจำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,800,000 บาท และโจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3624/2556 และสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 570/2557 ของศาลชั้นต้น เรื่องละ 200 บาท มาด้วยนั้น คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวไม่ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนของโจทก์ที่ 7 ที่ 8 ที่ 20 และที่ 24 ถึงที่ 28 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ในส่วนของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่ถูกต้องและต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนของโจทก์ที่ 23 ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยนั้น ก็ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่นกัน นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ที่ 6 ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3 ใน 4 ส่วน เป็นเงิน 6,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีระหว่างโจทก์ที่ 6 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2561 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,800,000 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,500,000 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 150,000 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 256,925 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 150,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ในจำนวนเงินข้างต้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 9 ถึงที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 และที่ 25 ถึงที่ 28 โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาที่โจทก์ที่ 17 ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 17 เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 17 ชนะคดีชั้นฎีกา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 5 และที่ 11 กับจำเลยที่ 4 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนของโจทก์ที่ 23 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 7 ที่ 8 ที่ 20 และที่ 23 ถึงที่ 28 กับค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 3624/2556 และสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 570/2557 ของศาลชั้นต้น และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 6,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 430
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยพงศ์ มุกดาเพชรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278/2562
#664308
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย

พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

(2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้

หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้

และมาตรา 25 บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง

ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

ก็เห็นได้ชัดว่าในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น

ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว

ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า

หลังจากถูกฟ้องคดี ต่อมามีการขอเลื่อนคดีเรื่อยมาด้วยเหตุผลว่า รอฟังผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่

249/2549 แม้กระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2554 เป็นวันนัดพร้อมซึ่งขณะนั้นศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ทั้งสาม

คือจำเลยทั้งสามตั้งแต่วันที่ 23

สิงหาคม 2554 อำนาจการจัดการทรัพย์สินและการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามจึงตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว

แต่จำเลยทั้งสามและทนายความจำเลยทั้งสามไม่แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อศาลชั้นต้นจะได้หมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนต่อไป และแม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 จำเลยทั้งสามก็คงวางเฉยไม่แถลงแต่อย่างไร

จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเมื่อวันที่

30 กันยายน 2556 เพื่อให้ขาดความต่อเนื่องของการพิจารณาคดีที่จะติดตามข้อเท็จจริงในช่วงระยะเวลาสั้นและยิ่งนำรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาพิจารณาประกอบ

ซึ่งจำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ที่ 2 ให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายเรียกมาให้สอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน ให้การว่าไม่ทราบแน่ชัดว่ามีคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องคดีใดบ้าง

ทั้งที่คดีนี้ทุนทรัพย์สูงถึง 50 กว่าล้านบาท จำเลยที่ 3

ก็เป็นจำเลยคนหนึ่งในคดีแพ่ง การกล่าวให้ถ้อยคำเช่นนั้นย่อมไม่อาจเชื่อได้

ทำให้เชื่อได้ว่า การเลื่อนคดีอย่างต่อเนื่องโดยไม่แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดจากการวางแผนกระทำการโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ภายในกำหนด ซึ่งจะเป็นการหลุดพ้นจากหนี้และนำไปสู่การปลดล้มละลายในลำดับถัดมา

การจำหน่ายคดีย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหาย กรณีสมควรมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งสามต่อไป

ไม่มีเหตุจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน

47,879,999.80 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ

7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่

2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่

249/2549

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสาม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551

ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาเนื่องจากจำเลยทั้งสามแถลงขอให้รอฟังผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่

249/2549 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 23

กันยายน 2551 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาแล้ว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการพิจารณาคดีเพื่อรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวตามที่คู่ความแถลง

วันที่ 10 กันยายน 2555 จำเลยที่ 3 ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2

ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556

ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาศาลฎีกา และวันที่ 2 ตุลาคม 2558

โจทก์ยื่นคำร้องขอยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ เนื่องจากศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่

249/2549 วันที่ 11 สิงหาคม 2558 วันที่ 14

ธันวาคม 2558

ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเนื่องจากติดว่าความและจำเลยที่ 3 ถูกฟ้องล้มละลายอยู่ระหว่างตรวจสอบและคัดถ่ายเอกสาร

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาในคดีเพราะจำเลยที่

3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดวันที่

23 สิงหาคม 2554 และมีคำพิพากษาให้ล้มละลาย วันที่ 20 พฤษภาคม 2556

ในคดีล้มละลายหมายเลขดำที่ 4072/2553 หมายเลขแดงที่ 8042/2554 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่

3 วันที่ 11 เมษายน 2559

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินการเกี่ยวกับการขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ถูกพิพากษาให้ล้มละลาย

จึงไม่มีอำนาจ วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า

นับถึงวันยื่นคำร้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้วจึงถือว่า จำเลยที่ 3

ได้ปลดและหลุดพ้นจากการล้มละลาย มีอำนาจเข้าเป็นคู่ความแทน วันที่ 15 กุมภาพันธ์

2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสาม (จำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ที่ 2)

ยื่นคำร้องว่า

การเข้าว่าคดีแพ่งแทนลูกหนี้ไม่มีประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้แต่อย่างไร

จึงไม่ขอเข้าว่าคดี และขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ และวันที่ 27

เมษายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามแถลงว่า

โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ไม่ขอเข้าว่าคดีและขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

ออกจากสารบบความด้วย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยทั้งสามออกจากสารบบความชอบหรือไม่

เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1)

จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้

หรือการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2)

เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้

หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และ (3) ประนีประนอมยอมความ

หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ อันเป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาให้ได้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้

และมาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า

ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง

ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

ก็เห็นได้ชัดว่าในกรณีที่มีคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ผู้ถูกฟ้องนั้น

ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า

การที่จะให้มีการพิจารณาคดีต่อไปจะยังประโยชน์แก่การจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มากยิ่งกว่าและมิได้ร้องขอให้งดการพิจารณาไว้แล้ว

ศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

หาใช่ว่าศาลจะต้องงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีที่ค้างพิจารณาทั้งหมดออกจากสารบบความได้เพียงสถานเดียว

ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ได้ความว่า หลังจากถูกฟ้องคดี

ต่อมามีการขอเลื่อนคดีเรื่อยมาด้วยเหตุผลว่า รอฟังผลคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 249/2549 แม้กระทั่งวันที่ 1 กันยายน

2554 เป็นวันนัดพร้อมซึ่งขณะนั้นศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ทั้งสาม คือจำเลยทั้งสามตั้งแต่วันที่

23 สิงหาคม 2554 อำนาจการจัดการทรัพย์สินและการต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามจึงตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว

แต่จำเลยทั้งสามและทนายความจำเลยทั้งสามต่างไม่แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวเพื่อศาลชั้นต้นจะได้หมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนต่อไป

และแม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 จำเลยทั้งสามก็คงวางเฉยไม่แถลงแต่อย่างไร

จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวเมื่อวันที่ 30

กันยายน 2556 เพื่อให้ขาดความต่อเนื่องของการพิจารณาคดีที่จะติดตามข้อเท็จจริงในช่วงระยะเวลาสั้นและยิ่งนำรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แนบคำร้องฉบับลงวันที่

15 กุมภาพันธ์ 2560 พิจารณาประกอบซึ่งจำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ที่ 2 ให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายเรียกมาให้สอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินให้การว่าไม่ทราบแน่ชัดว่ามีคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องคดีใดบ้าง

ทั้งที่คดีนี้ทุนทรัพย์สูงถึง 50 กว่าล้านบาท จำเลยที่ 3

ก็เป็นจำเลยคนหนึ่งในคดีแพ่ง การกล่าวให้ถ้อยคำเช่นนั้น ย่อมไม่อาจเชื่อได้ ทำให้เชื่อได้ว่า

การเลื่อนคดีอย่างต่อเนื่องโดยไม่แถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวเกิดจากการวางแผนกระทำการโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้

ภายในกำหนดซึ่งจะเป็นการหลุดพ้นจากหนี้และนำไปสู่การปลดล้มละลายในลำดับถัดมา

เช่นนี้การจำหน่ายคดีย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียหาย

กรณีสมควรมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งสามต่อไปไม่มีเหตุจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง

การที่โจทก์ขอให้กลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นให้ดำเนินการต่อไป

ถือว่าเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่คำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง

200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า

ไม่จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งสาม

คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่ศาลฎีกาสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลนครนครสวรรค์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
โสภณ บางยี่ขัน
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2562
#631183
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 (เดิม) ประกอบ 285 ซึ่งความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำที่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) อันเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองอยู่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (เดิม) ประกอบมาตรา 285 จำคุก 5 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุเด็กชาย ต. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ เป็นนักเรียนโรงเรียน บ. เมื่อระหว่างวันที่ 8 ถึง 11 มีนาคม 2558 จำเลย นาย พ. และนาง ส. ซึ่งเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน บ. มีหน้าที่ควบคุมดูแลและพาผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นนักเรียนชายหญิงรวม 46 คน เดินทางไปทัศนศึกษาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างการทัศนศึกษาได้เข้าพักที่โรงแรม C. ย่าน DOWNTOWN EAST

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยใช้ช่องปากของจำเลยอมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีประจักษ์พยานที่เบิกความยืนยันว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นคือผู้เสียหายเพียงปากเดียว แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายเป็นศิษย์ที่อยู่ในความดูแลของจำเลยระหว่างการเดินทางไปทัศนศึกษาที่ต่างประเทศ ก่อนเกิดเหตุ จำเลยไปร่วมเล่นไพ่ภายในห้องพักของผู้เสียหายกับพวกในเวลากลางคืนแล้วพักค้างคืนที่ห้องพักของผู้เสียหายกับพวก แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมระหว่างจำเลยและผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นศิษย์ผู้เสียหายจึงไม่น่าจะมีสาเหตุให้เบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องที่มีแต่จะสร้างความเสื่อมเสียแก่ทุกฝ่ายรวมถึงตัวผู้เสียหายด้วย เหตุที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วไม่พบร่องรอยผิดปกติ หรือพยานหลักฐานอื่นอันจะยืนยันว่าผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศ อาจเป็นเพราะผู้เสียหายไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้เกิดร่องรอยหรือบาดแผลจนสามารถตรวจพบได้ จึงทำให้เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องตรวจพบสิ่งผิดปกติที่จะนำมาตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลในทางวิทยาศาสตร์ได้ การที่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน จึงหาใช่ข้อที่จะยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยอ้างในฎีกาว่า จำเลยเพียงแต่ใช้อวัยวะเพศของจำเลยเสียดสีถูไถกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อสนองความใคร่ของจำเลย แสดงถึงพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนทางเพศของจำเลยอันเป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยใช้ช่องปากอมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อสนองความใคร่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยใช้ช่องปากอมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายเข้าลักษณะเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" ซึ่งการกระทำชำเราโดยมิได้ใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำนั้นผู้กระทำอาจใช้สิ่งอื่นใดแทนได้และสิ่งอื่นใดนั้นไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นสิ่งของหรือวัตถุเท่านั้น แต่อาจเป็นอวัยวะของผู้กระทำก็ได้ หากใช้อวัยวะนั้นไปกระทำต่ออวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ ดังนั้นการที่จำเลยใช้ช่องปากของจำเลยอมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายเพื่อสนองความใคร่ของจำเลย จึงเข้าลักษณะเป็นการกระทำชำเราตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ห้องพักที่เกิดเหตุมีเตียงนอน 2 เตียง แต่ละเตียงมีลิ้นชักที่สามารถเลื่อนออกมาเป็นเตียงเสริมได้ ในคืนเกิดเหตุนอกจากผู้เสียหายและเพื่อนอีก 3 คน พักอยู่แล้ว มีจำเลยเข้าพักอยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วย สภาพห้องพักที่ปรากฏตามภาพถ่ายนั้น เห็นได้ว่าไม่กว้างนักและเตียงนอนก็อยู่ชิดกัน แต่ผู้เสียหายและเพื่อนรวมถึงจำเลยต้องนอนรวมกันถึง 5 คน ย่อมนอนอยู่ไม่ห่างกัน เมื่อผู้เสียหายถูกจำเลยล่วงละเมิดในทางเพศ ผู้เสียหายย่อมมีโอกาสดิ้นรน ขัดขืน หรือร้องบอกให้เพื่อนของตนช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวเพราะจำเลยไม่มีอาวุธ และไม่มีสิ่งใดปิดปากผู้เสียหาย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ขณะที่จำเลยใช้ช่องปากเลีย อมและดูดอวัยวะเพศของผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายนอนหงาย และจำเลยไม่ได้จับมือและขาของผู้เสียหายไว้ ย่อมเปิดโอกาสให้จำเลยกระทำได้โดยสะดวก ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ มิใช่อยู่ในวัยไร้เดียงสา ทั้งปรากฏจากรายงานการชันสูตรผู้ป่วยคดี โรงพยาบาลตำรวจ ว่า ผู้เสียหายมีส่วนสูง 173 เซนติเมตร และน้ำหนัก 66 กิโลกรัม นับว่ามีรูปร่างเทียบเท่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลด้วยผู้เสียหายจึงน่าจะมีร่างกายที่แข็งแรงสามารถที่จะขัดขืนการล่วงละเมิดทางเพศของจำเลยได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เกิดข้อระแวงสงสัยว่า ที่ผู้เสียหายอ้างว่าไม่ยินยอมให้จำเลยล่วงละเมิดทางเพศนั้นเป็นจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน เมื่อคดีไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ดังฟ้องโจทก์ว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (เดิม) ประกอบมาตรา 285 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 14 ปีเศษ ไม่ว่าผู้เสียหายซึ่งยังเป็นเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ซึ่งความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง อันเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองอยู่ด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามมาตรา 276 (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2562
#630968
เปิดฉบับเต็ม

ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินในสำนวนเป็นราคาที่คณะอนุกรรมการกำหนดไว้เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น มิใช่ราคาที่แท้จริงของที่ดินพิพาท ราคาประเมินจึงมิใช่ทุนทรัพย์ที่แท้จริงในคดี เว้นแต่คู่ความจะรับรองและให้ใช้ราคาประเมินดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเนื้อที่ 2 ตารางวาเศษ ราคา 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้ โดยเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 100,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินว่ามีราคาเพียง 24,800 บาท แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเห็นว่าคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเนื้อที่ 2 ตารางวาเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 11230 และห้องแถวไม้ในที่พิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ราคา 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์พิพาท ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่พิพาทระหว่างนางสาววนิดากับจำเลยตามสัญญาให้ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2558 ซึ่งทำให้โจทก์เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นปีละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำสัญญาก่อสร้างกับผู้รับจ้าง และชำระค่าเช่าห้องแถวเดือนละ 3,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์วันละ 1,000 บาท ให้แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท หากเพิกเฉยให้จำเลยรื้อถอนเอง โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยเป็นเงิน 790,741.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าขาดรายได้วันละ 5,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์เปิดร้านขายยาชื่อมิ่งเมืองเภสัชที่ห้องแถวไม้ชั้นเดียวเลขที่ 160/1 ปลูกบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2335 ของโจทก์ อยู่ติดกับห้องแถวไม้ชั้นเดียวเลขที่ 160 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11230 ของจำเลย โดยใช้ผนังห้องร่วมกัน ประมาณเดือนตุลาคม 2558 จำเลยรื้อถอนห้องแถวของจำเลยเพื่อก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ขึ้นมาแทนห้องแถวหลังเดิม โจทก์คัดค้านมิให้จำเลยรื้อผนังห้องด้านที่ใช้ร่วมกัน จำเลยยื่นคำขอสอบเขตที่ดิน ในการรังวัดสอบเขตจำเลยนำชี้แนวเขตที่ดิน โจทก์คัดค้านว่าจำเลยชี้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์เข้ามาในห้องแถวของโจทก์ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายช่างรังวัดออกไปรังวัดจัดทำแผนที่พิพาท ที่พิพาทมีเนื้อที่ 3.1 ตารางวา อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เพราะเห็นว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และราคาประเมินที่พิพาทเป็นเงินเพียง 24,800 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินเพียง 24,800 บาท ตามราคาประเมินที่พิพาท จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท เมื่อไม่ปรากฏว่ามีคำรับรองหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2559 เอกสารลำดับที่ 24 ในสำนวนนั้นระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นราคาที่คณะอนุกรรมการกำหนดไว้เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ระหว่างปี พ.ศ.2558-2562 เท่านั้น อันหมายถึงเป็นราคาที่ทางราชการประเมินไว้เพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์และเรียกเก็บค่าภาษีเงินได้ จึงมิใช่ราคาที่แท้จริงของที่ดินอันโจทก์จำเลยพิพาทกัน เพราะในการซื้อขายที่ดินอาจมีการตกลงซื้อขายกันในราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน และคู่สัญญาอาจเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนหรือเสียภาษีตามราคาซื้อขายกันจริงซึ่งสูงกว่าราคาประเมินดังกล่าวก็ได้ แต่หากราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมินดังกล่าว คู่สัญญาต้องเสียค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้ในราคาที่คณะอนุกรรมการประเมินไว้เป็นราคาขั้นต่ำ ราคาประเมินจึงมิใช่ทุนทรัพย์ที่แท้จริงในคดี เว้นแต่คู่ความจะรับรองและให้ใช้ราคาประเมินดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยบรรยายฟ้องและมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเนื้อที่ 2 ตารางวาเศษ ราคา 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์พิพาทในคดีนี้และเสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 100,000 บาท ทั้งในศาลชั้นต้นและในชั้นที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยจำเลยก็มิได้คัดค้านว่าราคาที่ดินดังกล่าวสูงกว่าราคาที่แท้จริงและไม่ถูกต้อง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทและตีราคาประเมินที่ดินดังกล่าวมา ก็ไม่มีผู้ใดยกปัญหาว่าราคาที่ดินซึ่งโจทก์ตีมาเป็นทุนทรัพย์พิพาทไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นเองก็มิได้ประเมินราคาที่พิพาทใหม่และให้คู่ความรับรอง หรือถือเอาราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินประเมินเป็นทุนทรัพย์ รวมทั้งมิได้มีการคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ นอกจากนั้นเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็ยังเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 100,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ที่พิพาทมีราคาเพียง 24,800 บาท ตามที่เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้ดังกล่าว และเห็นว่าคดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์แล้วรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังและพิพากษามา จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) ประกอบด้วยมาตรา 252 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาอุทธรณ์โจทก์และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้เห็นสมควรให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 243 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสมเกียรติ เส็งประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอี่ยมอธิคม
วัฒนา วิทยกุล
สราวุธ ศิริภาณุรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2562
#662387
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกันไว้ก่อน ถือได้ว่าจำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่ ส. ผู้ซื้อไปตลอดแล้ว การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยกับพวกมีผลสมบูรณ์เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยกับพวกได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ที่หลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เกิดเหตุนั้นแล้ว แม้ขณะนั้น ส. ซึ่งเป็นผู้ติดต่อล่อซื้อจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวอยู่ก็ไม่มีผลทำให้ ส. ไม่สามารถครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 360

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138 วรรคแรก, 358 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 14 ปี และปรับ 750,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 ปี และปรับ 450,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ กับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เป็นประโยขน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 3 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 จำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 19 ปี 7 เดือน และปรับ 1,050,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 วันเกิดเหตุเวลา 15.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมนายสุทธิพงษ์ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด เป็นของกลาง ชั้นจับกุมนายสุทธิพงษ์ให้การรับสารภาพและต้องการได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จึงแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่า สามารถสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวโต ซึ่งเป็นหญิงชาวลาวได้ครั้งละ 2 ถุง บรรจุถุงละ 200 เม็ด รวม 400 เม็ด ราคา 36,000 บาท โดยนางสาวโตจะให้เครดิตนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายก่อน เมื่อจำหน่ายหมดแล้วจึงจะชำระเงินที่ซื้อแก่นางสาวโต เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้ทำการล่อซื้อโดยให้นายสุทธิพงษ์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนดังกล่าว นางสาวโตตกลงขายให้โดยบอกว่าจะให้ลูกน้องนำเมทแอมเฟตามีนไปวางไว้ที่หลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ริมถนนบริเวณถนนสายสกลนคร – อุดรธานี (ขาเข้าอุดรธานี) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมซึ่งวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้วางกำลังเพื่อจับกุมตามจุดต่าง ๆ บริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ เมื่อถึงเวลาดังกล่าวจำเลยได้ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน กม 6148 อุดรธานี มีนายสุรศักดิ์นั่งข้างคนขับเข้ามาจอดที่หลักกิโลเมตรที่ 14 แล้วนายสุรศักดิ์เปิดประตูรถออกมานำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกที่ตกลงซื้อขายกันมาวางไว้ที่หลักกิโลเมตรดังกล่าว แล้วเดินกลับไปขึ้นรถ เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มดูอยู่จึงขับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ติดตามเพื่อจับกุมจำเลยกับพวก จำเลยขับรถหลบหนี ระหว่างนั้นนายสรุศักดิ์ได้โยนห่อเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 400 เม็ด ลงข้างทางด้านซ้าย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยกับนายสุรศักดิ์ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากหลักกิโลเมตรที่ 14 และที่นายสุรศักดิ์โยนลงข้างทางเป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และฐานทำให้เสียทรัพย์ คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจทำการล่อซื้อว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดสำเร็จหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพยานโจทก์ว่า ในชั้นจับกุมนายสุทธิพงษ์ให้การว่า สามารถซื้อเมทแอมเฟตามีนจากหญิงชาวลาวโดยติดต่อผ่านโปรแกรมไลน์ซึ่งหญิงชาวลาวใช้ชื่อว่า “OARPUN” และทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในชื่อ “น้องสาวโต” หมายเลขโทรศัพท์ 09 8917 xxxx จำเลยบันทึกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขนี้ว่า “เหี่ยว” ในการซื้อขายกันก่อนเกิดเหตุโดยปกตินางสาวโตจะส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายสุทธิพงษ์บริเวณถนนสายสกลนคร - อุดรธานี (ขาเข้าอุดรธานี) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 โดยนัดส่งเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ทุกครั้ง เมื่อนายสุทธิพงษ์เล่ารายละเอียดให้ฟังแล้ว พันตำรวจตรีสมร ผู้จับกุมจึงให้นายสุทธิพงษ์โทรศัพท์ติดต่อกับนางสาวโตเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยให้เปิดลำโพงเสียงพูดโทรศัพท์ให้พันตำรวจตรีสมรกับพวกได้ยินด้วย นางสาวโตพูดกับนายสุทธิพงษ์ว่าเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จะให้ลูกน้องนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เคยส่งประจำ ดังนี้ เห็นได้ว่าการที่จำเลยกับนายสุรศักดิ์ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกันไว้ก่อน ถือได้ว่าจำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่นายสุทธิพงษ์ผู้ซื้อไปตลอดแล้ว การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยกับพวกมีผลสมบูรณ์เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยกับพวกได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ที่หลักกิโลเมตรที่ 14 ที่เกิดเหตุนั้นแล้ว แม้ขณะนั้นนายสุทธิพงษ์ซึ่งเป็นผู้ติดต่อล่อซื้อจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวอยู่ก็ไม่มีผลทำให้นายสุทธิพงษ์ไม่สามารถครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยกับนายสุรศักดิ์ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางก็เพื่อที่จะให้ผู้อื่นมารับไปตามที่นางสาวเหี่ยวหรือนางสาวโตสั่ง มิได้วางไว้เพื่อให้เจ้าพนักงานมารับไป การส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 8 ปี และปรับ 450,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คงจำคุกจำเลย 22 ปี 3 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายคมสัน อ้นโตน
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
จรัญ รัตตมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2562
#629042
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า เดิมจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน แล้วโอนคดีมาให้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ย่อมมีผลเท่ากับว่าจำเลยไม่เคยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก เมื่อความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหาดำเนินคดีคงเหลือเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก่อน โดยต้องให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยกลับไปเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า เดิมจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนจะต้องนำตัวจำเลยไปศาลเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน แล้วโอนคดีมาให้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ย่อมมีผลเท่ากับว่าจำเลยไม่เคยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก เมื่อความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหาดำเนินคดีคงเหลือเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ก่อน โดยต้องให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยกลับไปเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 229/2562
#630115
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติตามข้อยกเว้นให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังกล่าวมิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กล่าวคือ โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยระบุเพียงว่าขอศาลได้โปรดอนุญาตให้อุทธรณ์ โดยโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจะขอให้ผู้พิพากษาคนใดเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ คำร้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงถือว่าคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์อุทธรณ์โดยได้ยื่นคำขอต่อศาลขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ตามคำขอฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติตามข้อยกเว้นให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังกล่าวมิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กล่าวคือ โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ยื่นคำขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยระบุเพียงว่าขอศาลได้โปรดอนุญาตให้อุทธรณ์ โดยโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจะขอให้ผู้พิพากษาคนใดเป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ คำร้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงถือว่าคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายนฤพาน สุรำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 224/2562
#630967
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า ภายหลังจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำนวน 3,400,000 บาท จำเลยได้นำเงิน 2,000,000 บาท ที่ได้รับจากโจทก์ไปวางมัดจำแก่ ส. ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ขายให้แก่จำเลย ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำตามเช็คจำนวน 3,000,000 บาท จึงอยู่นอกเหนือประเด็นข้อพิพาท การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงที่ตนนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การไว้เป็นเหตุผลในฎีกาของจำเลยเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยชนะคดี ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,527,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,400,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 4,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,527,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,400,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7994 เลขที่ดิน 42 อำเภอพระราชวัง (วังน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับจำเลยผู้จะขาย กำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ เมื่อถึงกำหนดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 นางเพ็ชรปภัสร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาวังน้อย พบจำเลยที่สำนักงานที่ดินดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายมิได้ดำเนินการซื้อขายที่ดินกันในวันนั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำตามเช็คจำนวน 3,000,000 บาท จากโจทก์ โดยจำเลยนำสืบแล้วว่า โจทก์นำเช็คไปให้นางเตือนใจ คนสนิทของโจทก์นำไปเข้าบัญชีของนางเตือนใจ จำเลยจึงมิได้รับเงินมัดจำตามเช็คดังกล่าวนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า ภายหลังจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำนวน 3,400,000 บาท จำเลยได้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่ได้รับจากโจทก์เป็นค่ามัดจำไปวางมัดจำแก่นางสุจิตรา ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ขายให้แก่จำเลยดังนี้ ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้รับเงินมัดจำตามเช็คจำนวน 3,000,000 บาท จึงอยู่นอกเหนือประเด็นข้อพิพาท การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงที่ตนนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การไว้เป็นเหตุผลในฎีกาของจำเลยเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยชนะคดี ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบุรพัฒน์ อรรถมานะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2562
#630937
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 8 ระบุว่า "บรรดาหนังสือ จดหมาย คำบอกกล่าวใดๆ ของเจ้าของที่ส่งไปยังที่อยู่ของข้าพเจ้าตามสัญญานี้ โดยส่งเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือไม่ลงทะเบียนไม่ว่าจะถึงตัวหรือไม่ถึงตัว และไม่ว่าจะมีผู้รับหรือไม่มีผู้ใดยอมรับไว้ หรือไม่ยอมมารับภายในกำหนดไปรษณีย์แจ้งให้มารับ ... ข้าพเจ้ายินยอมผูกพันให้ถือว่าหนังสือ จดหมาย หรือคำบอกกล่าวใดๆ นั้น ได้ส่งให้ข้าพเจ้าโดยชอบแล้ว" ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับว่าโจทก์ได้ส่งไปตามที่อยู่ที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแจ้งไว้ในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวแล้ว แม้ทางไปรษณีย์จะคืนหนังสือที่ส่งไปให้จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มารับภายในกำหนดก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จึงพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง สำหรับหนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อและหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เกิน 60 วัน นับแต่ผิดนัดก็ตาม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาดประโยชน์ถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด 60 วัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ร่วมกันชำระค่าเสียหาย 23,400 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 103,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 10,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,400 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2559) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 20,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 6 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อ มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ธน 7586 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 142,596 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดทุกวันที่ 25 ของเดือน งวดละ 3,961 บาท รวม 36 งวด มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 30 งวด เป็นเงิน 118,830 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 31 ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ติดต่อกันเกินกว่าสามงวดโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 8 ระบุว่า บรรดาหนังสือ จดหมาย คำบอกกล่าว ใด ๆ ของเจ้าของที่ส่งไปยังที่อยู่ของข้าพเจ้าตามสัญญานี้ โดยส่งเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือไม่ลงทะเบียนไม่ว่าจะถึงตัว หรือไม่ถึงตัว และไม่ว่าจะมีผู้ใดรับหรือไม่มีผู้ใดยอมรับไว้ หรือไม่ยอมมารับภายในกำหนดที่ไปรษณีย์แจ้งให้มารับ... ข้าพเจ้ายินยอมผูกพันให้ถือว่าหนังสือ จดหมาย หรือคำบอกกล่าวใด ๆ นั้น ได้ส่งให้ข้าพเจ้าโดยชอบแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับว่า โจทก์ได้ส่งไปตามที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ตามที่แจ้งไว้ในสัญญาค้ำประกันดังกล่าว แม้ทางไปรษณีย์จะคืนหนังสือที่ส่งไปให้จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มารับภายในกำหนดก็ตาม ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จึงพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งเท่านั้น สำหรับหนี้การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อและหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนถือเป็นหนี้ประธาน แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 เกิน 60 วัน นับแต่วันผิดนัดก็ตาม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมไม่หลุดพ้น ส่วนหนี้ค่าขาดประโยชน์ถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดเฉพาะที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าเสียหายนับแต่วันผิดนัดแต่ไม่เกิน 60 วัน เป็นเงิน 1,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระค่าเสียหาย 1,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายยุทธนา ไสวสุวรรณวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เมทินี ชโลธร
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2562
#632220
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลชั้นต้น และโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งโจทก์อ้างเหตุหย่าว่าเป็นความผิดของโจทก์ ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจึงสืบพยานจำเลยไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องแย้งโดยวินิจฉัยว่า เหตุหย่าตามฟ้องแย้งของจำเลยยังรับฟังไม่ได้ คดีถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 95/2555 ประเด็นในคดีดังกล่าวจึงมีอยู่ว่า มีเหตุหย่าตามคำฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุต่าง ๆ ตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี อ้างว่าการสมรสทั้งสองครั้งระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ เพราะขณะทำการสมรสกับโจทก์ จำเลยมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว คดีนี้จึงมีประเด็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ประเด็นก่อนกับคดีนี้จึงต่างกันและแม้ในคดีก่อน ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้

โจทก์ซึ่งมีเชื้อชาติลิทัวเนียสัญชาติไอร์ริช ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสห้องชุดพิพาทจากจำเลยซึ่งมีเชื้อชาติและสัญชาติไอร์แลนด์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ขณะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยมีคู่สมรสโดยชอบกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ทั้งการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยก็เป็นการสมรสตามกฎหมายต่างประเทศ กรณีจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ในปัญหาว่าสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการสมรสซ้อนหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีสัญชาติไอร์แลนด์ จดทะเบียนสมรสกับ ซ. ตามกฎหมายประเทศไอร์แลนด์ ดังนั้น กฎหมายที่จะนำมาใช้กับจำเลยในประเด็นการสิ้นสุดการสมรสโดยการหย่านี้จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย ทั้งนี้ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามี และภริยา ทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้" เมื่อขณะที่จำเลยและโจทก์สมรสกัน จำเลยมีคู่สมรสอยู่แล้วคือ ซ. และขณะทำการสมรส รัฐธรรมนูญของประเทศไอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้พลเมืองที่ทำการสมรสหย่ากัน จำเลยจึงไม่อาจหย่าขาดจากคู่สมรสเดิมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นแห่งประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันที่มิใช่ศาลแห่งประเทศที่จำเลยมีสัญชาติที่พิจารณาให้จำเลยหย่าขาดจาก ซ. จึงไม่ทำให้จำเลยขาดจากการสมรสกับคู่สมรสเดิม

ในส่วนการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่มีการจดทะเบียนสมรสกันถึงสองครั้ง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 ที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน และวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ที่รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขแห่งการสมรส ซึ่งตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 บัญญัติว่า "เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย" ก่อนโจทก์ทำการสมรสกับจำเลย โจทก์มีสัญชาติลิทัวเนีย ส่วนจำเลยมีสัญชาติไอร์แลนด์ ดังนั้น เงื่อนไขแห่งการสมรสของโจทก์และจำเลยจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์และจำเลยคือกฎหมายประเทศลิทัวเนีย และประเทศไอร์แลนด์ แต่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า กฎหมายของทั้งสองประเทศดังกล่าว มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเงื่อนไขแห่งการสมรสไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายในประเทศไทย" ซึ่งในเรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1452 บัญญัติว่า "ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้" และมาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะก็ได้" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่โจทก์และจำเลยทำการสมรสกันนั้น จำเลยยังมีคู่สมรส คือ ซ. การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นโมฆะ ผลแห่งการสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1498

การที่โจทก์รู้เห็นเกี่ยวกับการจ้างบุคคลในสาธารณรัฐโดมินิกันให้จัดทำเอกสารการหย่าระหว่างจำเลยกับคู่สมรส โจทก์จึงมิใช่คู่สมรสฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริต จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทน หรือค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1499 เมื่อการสมรสทั้งสองครั้งระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ แม้ห้องชุดพิพาทโจทก์และจำเลยได้มาระหว่างอยู่ด้วยกันก็ตามก็มิใช่สินสมรส เมื่อโจทก์และจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยที่ทางนำสืบของจำเลยยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ซื้อมา จึงต้องแบ่งให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ตามมาตรา 1498 วรรคสอง ในส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาในเรื่องกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสอันได้แก่ ห้องชุด เลขที่ 377/49 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1354 ครึ่งหนึ่ง คิดเป็นเงิน 9,250,000 บาท หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างกันเอง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งคนละเท่า ๆ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 150,000 บาท นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2558 รวม 65 เดือน คิดเป็นเงิน 9,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 190,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ และให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรส ได้แก่ ห้องชุดเลขที่ 377/49 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1354 คนละเท่า ๆ กัน หากแบ่งไม่ได้ให้ตกลงประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งกันคนละเท่า ๆ กัน โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 377/49 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1354 แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่แบ่งให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 9,250,000 บาท หากไม่ใช้ราคาให้ตกลงประมูลขายกันเองระหว่างโจทก์จำเลย หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนเชื้อชาติลิทัวเนีย สัญชาติไอร์ริช ส่วนจำเลยมีเชื้อชาติและสัญชาติไอร์ริช โจทก์และจำเลยต่างเคยมีครอบครัวและบุตรมาก่อน เมื่อเดือนกันยายน 2536 โจทก์และจำเลยอยู่ในประเทศลิทัวเนียได้รู้จักกันและคบหากันฉันชู้สาว ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 มีการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2536 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันอีกที่รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์และจำเลยไม่มีบุตรด้วยกัน แต่ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยากันนั้นได้มีการซื้อห้องชุดเลขที่ 377/49 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1354 โดยมีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของต่อมาเมื่อปลายปี 2552 โจทก์และจำเลยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จำเลยเดินทางมาอยู่ที่ประเทศไทย ส่วนโจทก์อยู่ที่ประเทศโปรตุเกส และไม่ได้อยู่ร่วมกันอีกเลยเป็นเวลาเกินกว่าสามปี ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลชั้นต้น โดยอ้างเหตุหย่าว่า โจทก์ประพฤติชั่วทำให้จำเลยได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง และได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควรกับโจทก์จงใจละทิ้งร้างจำเลยไปเกินหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ก) (ค) และ (4) ในคดีดังกล่าว โจทก์ให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่น และร่วมประเวณีผู้อื่นเป็นอาจิณ จำเลยประพฤติชั่ว ข่มเหงโจทก์ ทำร้ายร่างกายโจทก์ จงใจละทิ้งโจทก์ไปเกินหนึ่งปี กับไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (1), (2) (ก) (ข), (3), (4) และ (6) วันที่ 23 มีนาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้ง ปรากฏตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง กับคำพิพากษาในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 159/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 95/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นรับคำให้การจำเลยว่าจะมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ประการใด แล้วดำเนินกระบวนการพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 26 พฤษภาคม 2556 จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีการสืบพยานจำเลยไป วันที่ 24 ตุลาคม 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง คดีถึงที่สุดปรากฏตามคำร้องขอถอนฟ้อง คำเบิกความพยานจำเลย คำพิพากษา และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 95/2555 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นเพราะก่อนคดีนี้ จำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2555 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวมีการถอนฟ้องไป โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป จนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย คดีถึงที่สุด โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว จึงมาฟ้องหย่าจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนั้น และขอแบ่งสินสมรสห้องชุดพิพาทเป็นคดีนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าคู่ความได้ยอมรับอำนาจศาลไทยแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ในส่วนการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจะเป็นโมฆะ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่นั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ทั้งการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยก็เป็นการสมรสตามกฎหมายต่างประเทศ กรณีจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ในปัญหาว่าการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการสมรสซ้อนหรือไม่ นั้น ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า ก่อนโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยได้หย่าขาดจากคู่สมรสเดิมแล้วตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 ส่วนจำเลยนำสืบว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประเทศไอร์แลนด์ ค.ศ.1937 ในมาตรา 41 ข้อ 3.2 บัญญัติว่า "จะไม่มีการออกกฎหมายใดเพื่อยินยอมให้เกิดการสิ้นสุดของการสมรสได้" แต่เพิ่งมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในบทบัญญัติเกี่ยวกับครอบครัว เรื่องการสิ้นสุดของการสมรสโดยการหย่าได้ โดยบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2539 เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีสัญชาติไอร์แลนด์ จดทะเบียนสมรสกับนาง ซ. ตามกฎหมายประเทศไอร์แลนด์ ดังนั้น กฎหมายที่จะนำมาใช้กับจำเลยในประเด็นการสิ้นสุดการสมรสโดยการหย่านี้จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย ทั้งนี้ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้" เมื่อโจทก์มิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อนำสืบของจำเลยว่า ขณะที่จำเลยและโจทก์สมรสกัน จำเลยมีคู่สมรสอยู่แล้ว คือ นาง ซ. เพราะจำเลยไม่อาจหย่าขาดจากคู่สมรสเดิมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นแห่งประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันที่มิใช่ศาลแห่งประเทศที่จำเลยมีสัญชาติ ที่พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจาก นาง ซ. จึงไม่ทำให้จำเลยขาดจากการสมรสกับคู่สมรสเดิม ในส่วนการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่มีการจดทะเบียนสมรสกันถึงสองครั้ง เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 ที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน และวันที่ 24 ธันวาคม 2536 รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขแห่งการสมรส ซึ่งตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 บัญญัติว่า "เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย" ก่อนโจทก์ทำการสมรสกับจำเลย โจทก์มีสัญชาติลิทัวเนีย ส่วนจำเลยมีสัญชาติไอร์แลนด์ ดังนั้น เงื่อนไขแห่งการสมรสของโจทก์และจำเลยจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์และจำเลย คือกฎหมายประเทศลิทัวเนีย และประเทศไอร์แลนด์ แต่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า กฎหมายของทั้งสองประเทศดังกล่าว มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเงื่อนไขแห่งการสมรสไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทย" ซึ่งในเรื่องเงื่อนไขแห่งการสมรสนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติว่า "ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้" และมาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืน มาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะก็ได้" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่โจทก์และจำเลยทำการสมรสกันนั้น จำเลยยังมีคู่สมรสอยู่ คือ นาง ซ. การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นโมฆะซึ่งผลแห่งการสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1498 ข้อที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ทำการสมรสโดยสุจริต นั้น ก็ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า เหตุที่จำเลยรู้จักและคบหาโจทก์ อันนำไปสู่การจดทะเบียนสมรสถึงสองครั้งนั้นเป็นเพราะจำเลยอ่านพบข้อความประกาศหาคู่ของโจทก์ในหนังสือพิมพ์ และโจทก์กับจำเลยเพิ่งรู้จักกันเมื่อเดือนกันยายน 2536 หลังจากนั้น ประมาณ 2 เดือน จึงได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2536 ที่สาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งโจทก์ก็เบิกความรับว่า ไม่เคยเดินทางไปที่ประเทศดังกล่าว และจำเลยเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสที่ประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน โจทก์ไม่ทราบรายละเอียด ทั้งการที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ที่รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจดทะเบียนสมรสครั้งแรกเพียงหนึ่งเดือนเศษ เช่นนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการจดทะเบียนสมรสครั้งแรกของโจทก์และจำเลยที่สาธารณรัฐโดมินิกัน นอกจากนี้การที่โจทก์และจำเลยเลือกที่จะจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศดังกล่าว ทั้งที่โจทก์และจำเลยมิได้ถือสัญชาติโดมินิกัน รวมทั้งมิได้มีภูมิลำเนา หรือทรัพย์สินใด ๆ อยู่ในประเทศนี้ ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธในการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน ทำให้น่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า โจทก์รู้เห็นเกี่ยวกับการสมรสในครั้งนี้ว่าเป็นการจ้างวานบุคคลให้จัดทำเอกสาร โดยมิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันจริง ในส่วนการหย่าระหว่างจำเลยและนาง ซ. คู่สมรสเดิมซึ่งโจทก์นำสืบโดยอ้างสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น เขตศาลซานโต โดมิงโก้ สาธารณรัฐโดมินิกัน โดยโจทก์อ้างในทำนองว่า โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่า จำเลยได้หย่าขาดจากคู่สมรสเดิมแล้ว แต่ปรากฏตามสำเนาจดหมายพร้อมคำแปล ซึ่งโจทก์อ้างว่า เป็นจดหมายที่จำเลยเขียนถึงโจทก์ก่อนที่โจทก์และจำเลยสมรสกัน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์เนื้อความในเอกสารนี้ที่มีใจความว่า "มันไม่มีการหย่าในประเทศไอร์แลนด์ แต่ผมได้หย่าที่อเมริกาใต้เรียบร้อยแล้ว" จากข้อความในจดหมายดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโจทก์ทราบมาแต่ต้นแล้วว่า จำเลยไม่อาจหย่าขาดจากคู่สมรสเดิมที่ประเทศไอร์แลนด์ได้ แต่กลับมีเอกสารเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในประเทศสาธารณรัฐโดมินิกัน ให้จำเลยหย่าขาดจากคู่สมรสเดิม และโจทก์ จำเลยยังสามารถทำการสมรสกันตามกฎหมายประเทศดังกล่าวได้ โดยที่ไม่เคยเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันเลย ทั้งประเทศสาธารณรัฐโดมินิกันก็มิได้มีจุดเกาะเกี่ยวใด ๆ ทั้งสิ้นกับโจทก์และจำเลย เช่นนี้จึงเป็นข้อพิรุธจากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นทำให้ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า โจทก์รู้เห็นเกี่ยวกับการว่าจ้างบุคคลในสาธารณรัฐโดมินิกันให้จัดทำเอกสารการหย่าระหว่างจำเลยกับคู่สมรสเดิม มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง เมื่อเป็นเช่นนี้โจทก์จึงมิใช่คู่สมรสฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริต จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทน หรือค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499 สำหรับห้องชุดพิพาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์นั้น เมื่อการสมรสทั้งสองครั้งระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น แม้ห้องชุดดังกล่าวโจทก์และจำเลยได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกันก็ตามก็มิใช่สินสมรส เมื่อปรากฏว่าทรัพย์ดังกล่าว มีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยที่ทางนำสืบของจำเลยยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ซื้อมา จึงต้องแบ่งให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ตามมาตรา 1498 วรรคสอง ในส่วนวิธีการแบ่งทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักในเรื่องกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2562
#631185
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ และเมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ นั้น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคสอง ได้ และปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ รถจำเลยแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 มิได้วิ่งคร่อมช่องเดินรถที่ 1 และที่ 2 การที่รถจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจันทร์เพ็ญ มารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาอื่น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (เดิม) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่คุมความประพฤติ และไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับพิจารณาในข้อหานี้โดยพิพากษาเป็นไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นั้น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง ได้ ปัญหาดังกล่าว แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ รถจำเลยแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 มิได้วิ่งคร่อมช่องเดินรถที่ 1 และที่ 2 การที่รถจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาและขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว 80,000 บาท อีกทั้งภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา บริษัทรับประกันภัยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 565,000 บาท รวมถึงจำเลยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 40,000 บาท นับว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควร เมื่อปรากฏว่า จำเลยมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว การให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี และได้ประกอบสัมมาชีพต่อไปน่าจะเป็นผลดีและเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว กรณีจึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหลังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (เดิม) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงาน ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 ม. 160 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางสาว จ.
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอุเทน บัวอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
รังสรรค์ กุลาเลิศ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2562
#630938
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ มิได้กำหนดให้โจทก์นำส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาแม้ศาลชั้นต้นระบุในรายงานกระบวนพิจารณาในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวซึ่งทนายโจทก์มาศาลว่า ...หมายแจ้งจำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ให้โจทก์นำส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเวลาให้โจทก์ในการนำส่งหรือวางค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการส่งหมายนัดแจ้งจำเลยทั้งสองให้แก้ฎีกาว่าให้โจทก์ดำเนินการภายในเวลาเท่าใด ซึ่งหากโจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติก็จะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจจำหน่ายฎีกาของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 การที่เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ทนายโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และเจ้าหน้าที่เคยโทรศัพท์แจ้งให้มาดำเนินการส่งหมายแล้ว แต่โจทก์หรือทนายโจทก์ไม่ได้มาดำเนินการนั้น ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในการติดต่อโทรศัพท์ว่าทนายโจทก์แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ศาลว่าอย่างไร เหตุใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาล เนื่องจากในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและคำบังคับ โจทก์ก็เพียงแต่วางค่าธรรมเนียมในการส่งเท่านั้น ทนายโจทก์อาจเข้าใจว่าได้วางค่าธรรมเนียมในการส่งไว้ตั้งแต่วันยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาแล้ว จึงไม่ดำเนินการนำเจ้าหน้าที่ไปส่งหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสองและไม่วางเงินค่าธรรมเนียมในการส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นอีก ตามพฤติการณ์จะถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีอันเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174 (2) หาได้ไม่ จึงยังไม่สมควรจำหน่ายฎีกาของโจทก์ด้วยเหตุทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 485,084 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 454,470.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 234,681.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 712 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกา หรือครบกำหนดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และมีคำสั่งว่า หมายแจ้งจำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ให้โจทก์นำส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ได้มาดำเนินการนำส่งหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า "สำเนาให้จำเลยทั้งสองพร้อมฎีกา รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา" และสั่งในฎีกาว่า "รอไว้สั่งเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งแล้ว" ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมาย โดยวางค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการส่งไว้ 400 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ปิดหมายได้ และออกหมายนัดแจ้งจำเลยทั้งสองว่า "ด้วยคดีนี้ โจทก์ยื่นฎีกาและคำร้องขออนุญาตฎีกา ได้ส่งสำเนาฎีกาและสำเนาคำร้องมาให้ทราบพร้อมหมายนี้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงแจ้งมาเพื่อทราบ" โดยเจ้าหน้าที่นำค่าธรรมเนียมในการส่งที่โจทก์วางไว้มาใช้ในการส่งหมายดังกล่าว และจำเลยทั้งสองได้รับหมายนัดโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ. 1589/2561 ที่มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา โดยมีเพียงทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองไม่มา ศาลชั้นต้นจึงเกษียนสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า "ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว" และจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ด้านหลังคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวว่า "อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความที่มาศาลฟังแล้ว หมายแจ้งจำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ให้โจทก์นำส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้" โดยมีทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ท้ายรายงานกระบวนพิจารณา แล้วศาลชั้นต้นออกหมายนัดเพื่อแจ้งจำเลยทั้งสองว่า "ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกา ได้ส่งสำเนามาให้ทราบก่อนหน้านี้แล้ว ให้ทำคำแก้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับหรือถือว่าได้รับหมายนี้" วันที่ 9 ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า "จนถึงบัดนี้ทนายโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทั้งนี้ ข้าพเจ้าได้เคยโทรศัพท์แจ้งให้มาดำเนินการนำส่งหมายแล้ว โจทก์หรือทนายโจทก์ก็มิได้มาดำเนินการแต่ประการใด" ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง เห็นว่า จากข้อความที่ศาลชั้นต้นเกษียนสั่งในคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 มิได้กำหนดให้โจทก์นำส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในการอ่านคำสั่งศาลฎีกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ก็มิได้กำหนดเวลาให้แก่โจทก์ในการนำส่งหรือวางค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการส่งหมายนัดว่าให้ดำเนินการภายในเวลาเท่าใด ซึ่งหากโจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติก็จะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจจำหน่ายฎีกาของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ส่วนที่เจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในการติดต่อทางโทรศัพท์ว่าทนายโจทก์แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่าอย่างไร เหตุใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาล เนื่องจากในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและคำบังคับโจทก์ก็เพียงแต่วางค่าธรรมเนียมในการส่งเท่านั้น ทนายโจทก์อาจเข้าใจว่าได้วางค่าธรรมเนียมในการส่งไว้ตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาก็เพียงพอแล้ว จึงไม่ดำเนินการนำเจ้าหน้าที่ไปส่งหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสองและไม่วางค่าธรรมเนียมในการส่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นอีก ดังนั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจะถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีอันเป็นการทิ้งฟ้องตามมาตรา 174 (2) หาได้ไม่ ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรที่จะสั่งจำหน่ายฎีกาของโจทก์ด้วยเหตุทิ้งฟ้อง

จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาโดยกำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งหรือวางค่าธรรมเนียมในการส่ง หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หรือหากมีการส่งหมายแล้วจำเลยทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกา หรือครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวอนัญญา ทองดำรงชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ปวีณณา ศรีวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 104/2562
#640503
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะมีหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ภายในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ความระมัดระวัง บำรุง และดูแลรักษาค้ำจุนต้นไม้ให้มีความแข็งแรง จนเป็นเหตุให้ต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์ของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้น เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นความรับผิดเพื่อละเมิดจากความบกพร่องในหน้าที่ทั่วไปของจำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตลอดถึงการค้ำจุนต้นไม้ ตามมาตรา ๔๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — นายเจริญศักดิ์ ช่วยนุกูล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2562
#640499
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ เพื่อแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ เป็นการปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก ๒๖๙๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ก็เนื่องจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเป็นการครอบครองต่อเนื่องจากบิดามารดามาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ ดังนั้นเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ส่วนคำขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพล
ผู้ฟ้องคดี — นางยาใจ เค้าเหลือง
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2562
#640496
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำขอรังวัดเปลี่ยนโฉนดตราจองเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งโฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินประเภทหนึ่งตามมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น การรังวัดเปลี่ยนโฉนดตราจองหรือตราจองว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เป็นโฉนดที่ดินจึงมิใช่การรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่เป็นการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปลี่ยนประเภทแห่งหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์และเพื่อให้ทราบที่ตั้งแนวเขตที่ดิน เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่าในการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองพบว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินของนาย ส. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สอบสวนไกล่เกลี่ยผลปรากฏว่า ทั้งสองรายตกลงจะยึดแนวเขตที่ดินตามที่ตกลงกันเป็นแนวเขตของตนและจะแบ่งหักที่ดินของตนให้ตกเป็นที่สาธารณะฝ่ายละ ๔ เมตร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๐-๒-๖๑ ไร่ เป็นที่ดินตามตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๓๖๗ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๓๖๗ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเนื้อที่ ๐-๒-๖๑ ไร่ คำขอดังกล่าวก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาท ประกอบกับยังไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้แก้ไขหรือไม่แก้ไขรูปแผนที่ และเนื้อที่ดินตามผลการรังวัด อันจะถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่าฝ่ายใดจะมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดจันทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายชาญศักดิ์ บุญเรือง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดจันทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 ค
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณธกรรมการวินิจจัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2562
#640495
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า จำเลยที่ ๑ รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป โดยหักแบ่งที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ด้านทิศตะวันตกส่วนหนึ่งให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และทำแนวเขตลำรางสาธารณประโยชน์ขึ้นใหม่ โจทก์ทั้งสี่สำคัญผิดว่าจำเลยที่ ๑ รังวัดสอบเขตที่ดินให้เต็มตามพื้นที่เดิมแล้ว จึงลงชื่อรับรองระวางแนวเขต ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ทำให้เนื้อที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ขาดหายไปบางส่วน การรังวัดแบ่งแยกของจำเลยที่ ๑ โดยนำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่บางส่วนไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นนิติกรรมที่กระทำไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ไปเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสองรังวัดและออกโฉนดที่ดินในส่วนพิพาทให้กับโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ แต่เป็นลำรางสาธารณประโยชน์มาก่อนที่จะออก น.ส. ๓ ก. แล้ว การรังวัดออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายและมิได้ผิดพลาด เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ประสงค์ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองแบ่งหักที่ดินของโจทก์ทั้งสี่บางส่วนไปเป็นที่สาธารณประโยชน์ เพราะเหตุที่โจทก์ทั้งสี่ลงชื่อรับรองระวางแนวเขตที่ดินด้วยความสำคัญผิดในทรัพย์เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสี่ และมีคำขอให้ออกโฉนดที่ดิน ในส่วนพิพาทให้กับโจทก์ทั้งสี่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่มุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง อันจะเข้ากรณีพิพาทตา,พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายจุลินท์ กิ่งมั่นคง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2562
#640493
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๖๔๗ มาจากจำเลยที่ ๔ โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา แต่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ อ้างว่าการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงอื่น และออกในที่ดินเขตนิคมสร้างตนเอง โดยไม่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง (น.ค. ๓) หรือหลักฐาน ส.ค. ๑ มาก่อนการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง โจทก์ตรวจสอบขั้นตอนในการออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ แล้วพบว่า จำเลยที่ ๔ ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๓ และนำจำเลยที่ ๓ ทำการรังวัด ต่อมาจำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ให้แก่จำเลยที่ ๔ จากนั้นจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนขายให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบดูแลและดำเนินการออกเอกสารสิทธิแก่ราษฎร รวมตลอดทั้งดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ ให้แก่ราษฎร มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการออกเอกสารสิทธิต่าง ๆ แต่กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบดูแลอย่างเต็มที่ในการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และจำเลยที่ ๔ ได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่นำรังวัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซื้อที่ดินและค่าเสียโอกาสในการขายที่ดิน ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ สำหรับที่ดินแปลงอื่น จำเลยที่ ๑ ย่อมมีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้อง คำให้การแล้ว คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยความเสียหายอันเกิดจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสุชิด เทียนศิริวงศากุล
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2562
#640491
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง จำเลยทั้งหกซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดยอมยกที่ดินของตนให้แก่ทางราชการคือจำเลยทั้งหกตามโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ โดยในการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตัวแทนของจำเลยที่ ๖ แจ้งว่าจะมีการจัดที่ดินชดเชยเพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบจากการสละที่ดิน แต่ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้และไม่มีการจัดที่ดินชดเชยให้กับโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่มอบให้หรือยกให้เพื่อทำแหล่งน้ำสาธารณะ (แก้มลิงหนองขี้แต้) แก่โจทก์ทั้งเจ็ด หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินชดเชยหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการก่อสร้างโครงการดังกล่าวปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด โดยอ้างว่าโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสละที่ดินของตน เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดสมัครใจสละสิทธิครอบครองในที่ดินให้แก่ทางราชการเพื่อนำไปทำโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ และประสงค์จะได้รับการชดเชยจากทางราชการ โดยมิได้มีข้อเท็จจริงว่าทางราชการทำโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้โดยไม่ได้รับความยินยอม จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าการก่อสร้างโครงการแก้มลิงหนองขี้แต้ดังกล่าวจำเลยที่ ๒ จะต้องจัดหาที่ดินหรือจ่ายเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิมาย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายบุญถม ลีสม ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ