คดีนี้ โจทก์เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง ยื่นฟ้องเอกชนเป็นจำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยคืนเงินช่วยเหลือตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่ได้รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทลิสซิ่ง และได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินคืนตามโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่อำนาจเจริญ กรมบัญชีกลางอนุมัติให้จำเลยได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ เป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ๕ ปี จำเลยจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขของโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก ฯ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำเงินที่ได้รับไปคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ในการคืนเงินตามโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนตามนโยบายของรัฐบาลมิใช่การจัดทำบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามคำขอใช้สิทธิขอรับเงินคืนตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกที่จำเลยยื่นต่อโจทก์ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำขอเป็นเหตุให้จำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค ๒ กับศาลปกครองสูงสุด โดยผู้ร้องเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า สาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรรโครงการ ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินจัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องกับพวกจึงไม่ต้องจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตลอดจนบำรุงรักษา แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า สาธารณูปโภคยังจัดทำไม่แล้วเสร็จตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต จึงพิพากษาให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครนายก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการให้ผู้ร้องจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันในการจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันหรือไม่ โดยคดีของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เป็นคดีที่ผู้ซื้อที่ดินและบ้านในโครงการฟ้องผู้ร้องและผู้จัดสรรที่ดินเดิมเป็นคดีผู้บริโภค อ้างว่าผู้ร้องกับพวกมิได้ก่อสร้างหรือดูแลสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะภายในโครงการ คดีถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้องในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้ได้วินิจฉัยตอนหนึ่งว่า สาธารณูปโภคหลัก ๆ ภายในโครงการพิพาทจัดทำเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ได้วินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องกับพวกยังไม่ได้จัดทำบริการสาธารณะให้เสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนตามที่โฆษณาไว้ และการจัดทำสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ นอกจากจะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ยังจะต้องบำรุงรักษาให้มีสภาพคงอยู่สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นด้วย จึงไม่อาจถือได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่าผู้ร้องจัดทำสาธารณูปโภคเสร็จเรียบร้อยแล้ว อันจะเป็นการขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโจทก์ทั้งสามสิบเอ็ดซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงฟังว่าสาธารณูปโภคในโครงการพิพาทบางส่วนยังจัดทำไม่แล้วเสร็จและบางส่วนไม่มีการบำรุงรักษา และบริการสาธารณะบางอย่างยังไม่ได้จัดทำ ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการจัดทำสาธารณูปโภคแล้วเสร็จหรือไม่ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และศาลปกครองสูงสุดจึงมิได้ขัดแย้งกัน ทั้งกรณีการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นี้ จะต้องเป็นกรณีที่การวินิจฉัยขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้ กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงให้ยกคำร้อง
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภออุทุมพรพิสัย จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์และบิดามารดาของโจทก์ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๕๖ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๖๑ ตารางวา ต่อเนื่องมากว่า ๖๐ ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ในวันทำการรังวัด ผู้แทนของจำเลยคัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำที่สาธารณ ประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกบางส่วน เนื้อที่ประมาณ ๒ งาน ๙๓ ตารางวา และจำเลยได้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ สำหรับกักเก็บน้ำจากฮ่องสำโรงเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคภายในหมู่บ้านซึ่งมีมาตั้งแต่เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่เป็นที่ว่างเปล่าที่ราษฎรในหมู่บ้านกันไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เป็นเหตุให้การขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ต้องหยุดชะงักลงและทำให้โจทก์ไม่ได้รับโฉนที่ดินเต็มตามจำนวนเนื้อที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายของจำเลย จำเลยให้การว่า ที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างการครอบครองทั้งหมด มีเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๒ งาน ๖๘ ตารางวา ซึ่งมากกว่าเนื้อที่ที่ระบุไว้ใน น.ส. ๓ ของโจทก์ ถึง ๓ งาน ๗ ตารางวา ที่ดินพิพาทปรากฏทางสาธารณะที่ชาวบ้านใช้สัญจรมาจนถึงปัจจุบัน ที่พิพาทจึงเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่จำเลยคัดค้านการรังวัดเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินของตนเพื่อการออกโฉนดที่ดิน การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๕๖ ส่วนจำเลยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสูงเนิน ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๗ สาขานครราชสีมา ที่ ๒ นายอำเภอสูงเนิน ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งขี้เหล็ก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๕๕ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๒ ตารางวา และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ ๑ งาน ๕๐ ตารางวา ต่อมามีการกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสูงเนิน และอำเภอสูงเนินรังวัดที่ดินเข้ามาในเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ผู้ฟ้องคดีขอสอบเขตที่ดินดังกล่าวอีกครั้ง ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้น ๑ งาน ๕๐ ตารางวา ที่ดินที่เพิ่มขึ้นผู้ฟ้องคดีได้รับโอนมาโดยชอบและครอบครองสืบต่อกันมาก่อนที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จะใช้บังคับ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ คัดค้าน อ้างว่าที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเฉพาะในส่วนที่มีเนื้อที่ ๑ งาน ๕๐ ตารางวา กับห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในคลองสาธารณะ เห็นว่า แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช ๒๔๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ดูแล รักษา และขุดลอกร่องน้ำ ทางเรือเดิน แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ และทะเลภายในน่านน้ำไทย ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน อันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางเขน ที่ ๑ องค์การคลังสินค้า ที่ ๒ จำเลย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ หักเงินตามมูลค่าสลาก ออมทรัพย์ทวีสินของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อเป็นหลักประกันในการที่จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือค้ำประกันให้ไว้ต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต ๒๕๕๖/๕๗) โดยโจทก์ทำหนังสือค้ำสัญญายอมชดใช้ความเสียหายให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ เห็นว่า หนังสือค้ำสัญญายอมชดใช้ความเสียหายของโจทก์ เป็นสัญญาที่โจทก์ทำต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อค้ำประกันจำเลยร่วม หากจำเลยร่วมผิดสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดอันเนื่องมาจากการค้ำประกันจำเลยร่วม หรือ จำเลยที่ ๑ ต้องชำระหนี้แทนตามภาระผูกพันในหนังสือค้ำประกัน โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ หักสลากออมทรัพย์ที่โจทก์ใช้เป็นหลักประกัน มิใช่สัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๒ ว่าหากจำเลยที่ ๑ ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้แทนจำเลยร่วม โจทก์จะเข้าชำระหนี้แทน สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาค้ำประกันของผู้ค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จะเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร แต่เป็นสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๑ โดยยินยอมจะชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยร่วมที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งแยกออกจากสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๑ ทำต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นเอกชน และมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยร่วมที่มีต่อจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ของเอกชนในทางแพ่ง ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ให้นิยามคำว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และนิยามคำว่า "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง คดีนี้โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม จำเลยที่ ๒ และโรงเรียนอัสสัมชัญ จำเลยที่ ๓ เป็นโรงเรียนเอกชนในระบบที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงมิใช่ กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อาจเป็นหน่วยงานทางปกครองและอาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ หากได้กระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งได้แก่การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้ว การดำเนินการของโรงเรียนเอกชนย่อมเป็นเรื่องของนิติบุคคลเอกชนที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชนเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินบำนาญที่ได้ในเดือนพฤษภาคม ให้แก่โจทก์ และไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ กับจำเลยทั้งสามในการจัดทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งครู เพื่อทำงานให้กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในการทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่ทำให้ตนมีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองอันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างครูผู้สอนในคดีนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่โจทก์ตกลงจะทำงานให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และคู่สัญญาจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้าง ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินบำนาญโดยกล่าวอ้างว่ามีสิทธิตามสัญญาและระเบียบ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) ซึ่งเป็นคดีแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และเป็นคดีพิพาทที่ได้รับ การยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด สินทรัพย์และอำนาจหน้าที่จากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๒ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ให้ควบคุมการก่อสร้างสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย จำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย จำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ ๓ ถมดินหินลูกรังและตอกเสาเข็ม จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ถมดินหินลูกรังสูงจากพื้นดินเดิมประมาณ ๓ - ๕ เมตร โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการระบายน้ำตามรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้เปลี่ยนทางน้ำตามธรรมชาติ ทำให้น้ำไหลซึมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำออกและการถมที่ดินซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นละอองปลิวเข้าไปในสวนกล้วยไม้ของโจทก์ทำให้ต้นอ่อนของกล้วยไม้ไม่เจริญเติบโตและบางส่วนเน่าตาย จำเลยที่ ๔ ตอกเสาเข็มเกิดแรงสั่นสะเทือนและเสียงดังมากเป็นเหตุให้เสารองกระบะทรุดตัว รากต้นอ่อนกล้วยไม้คลายตัวจากกระบะและฝุ่นละอองปลิวมาจากที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ต้นอ่อนกล้วยไม้แคระแกร็น ใบเหลือง และบางส่วนแห้งตาย การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งการที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิด โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อยเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
องค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ต้องประกอบด้วย การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของบุคคลอื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6
เมื่อไม่ปรากฏว่า นับตั้งแต่ผู้เสียหายเข้ามาทำงานในโรงงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จนถึงวันที่ ผู้เสียหายหลบหนีออกมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการอันใดเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทำงานหนักและไม่จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เสียหายเท่านั้น ควบคุมให้ทำงานต่อเนื่อง ส่วนการที่จำเลยที่ 2 นำกุญแจมาคล้องประตูห้องพักซึ่งเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วย ก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้เสียหาย และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 พูดห้ามผู้เสียหายมิให้ออกไปนอกโรงงานและบ้านพัก หากออกไปจะตัดผมให้สั้นเหมือนผู้ชาย ก็มิได้พูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ และผู้เสียหายไม่เคยเห็นคนงานคนใดถูกลงโทษ กรณีไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพื่อให้ผู้เสียหายทำงานให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2)
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลย เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจปิโตรเลียม รวมถึงการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน แม้ต่อมาได้แปรสภาพไปเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเหตุให้บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติอันจะถือเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" โดยแท้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลย อาจเป็นหน่วยงานทางปกครอง ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย และโดยที่มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจมีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นของบริษัทหรือกฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใด ๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นการเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป โดยบริษัทมีฐานะอย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายดังกล่าว... อันเป็นบทบัญญัติรับรองอำนาจหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจเดิมที่เปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจตามที่มีกฎหมายจัดตั้งมาสู่รูปแบบบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ดังนั้น อำนาจของ ปตท. ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงมีผลใช้บังคับอยู่ตามนัยมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติลงใต้พื้นดินที่โจทก์ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๘ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า การดำเนินการของจำเลยในการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้บริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด จำเลย จะเป็นนิติบุคคลเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยถูกจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ประกอบกิจการรับขนส่งน้ำมันทางท่อ และในการวางท่อส่งน้ำมันลงใต้พื้นดินตามฟ้องเป็นการดำเนินการโดยได้รับมอบหมายจากบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ให้ ปตท. มีอำนาจวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อไปใต้ เหนือ ตามหรือข้ามที่ดินของบุคคลใด ๆ และรื้อถอนอาคาร โรงเรือน หรือทำลายสิ่งอื่นที่สร้างหรือทำขึ้น หรือทำลายหรือตัดฟันต้น กิ่ง หรือรากของต้นไม้ หรือพืชผลในเขตระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยวางท่อส่งน้ำมันลงใต้พื้นดินที่โจทก์ครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๔๘ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีที่โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำเลย ยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์เข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์เกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอปักธงชัย ที่ ๑ นายกเทศมนตรีตำบลลำนางแก้ว ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๒๐๘ เมื่อผู้ฟ้องคดีนำ น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไปยื่นคำขอแบ่งแยกในนามเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านการรังวัด อ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับทางสาธารณประโยชน์เดิมบางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงมีคำสั่งให้งดการดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีและแจ้งให้ไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ถอนคำคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนคำสั่งที่ระงับการรังวัดแบ่งแยก แล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกในนามเดิมให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การคัดค้านการรังวัดชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งดำเนินการในฐานะ ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ เห็นว่า แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับทางสาธารณประโยชน์เดิมบางส่วน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอที่ให้ศาลบังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนคำสั่งระงับการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าเดิมผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๗๘ ถึงเลขที่ ๑๙๒๘๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๒๗๘ ถึงเลขที่ ๑๙๒๘๑ ของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าเป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๒๑ ถึงเลขที่ ๕๒๔ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและเพิกถอนคำสั่งอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกโดยอาศัย น.ส. ๓ ก. ที่มีการนำที่ดินสาธารณประโยชน์รวมเข้าไปด้วย คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาท จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องนายอำเภอเมืองชัยภูมิ ที่ ๑ นายกเทศมนตรีตำบล ชีลอง ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๒๗ ผู้ฟ้องคดีนำที่ดินแปลงดังกล่าวยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คัดค้านการรังวัดพื้นที่บางส่วน โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับทางสาธารณประโยชน์ จนเวลาล่วงเลยมาเกือบ ๑ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็ยังไม่ดำเนินการตรวจสอบว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทับทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ และจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่านับแต่วันที่มีการคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒ ปี กว่าแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงเพิกเฉยในการพิจารณาตรวจสอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตรวจสอบเอกสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อจัดทำคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีออกโฉนดที่ดินตามคำขอให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๒๗ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พิจารณาแล้วเสร็จ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่สาธารณประโยชน์ จนนับถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า ๒ ปี แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลเมืองชุมพรผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายผ้าใบเต็นท์กับผู้ถูกฟ้องคดี กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีจัดหาและส่งมอบผ้าใบเต็นท์ที่มีความหนาไม่น้อยกว่า ๐.๗ มิลลิเมตร จำนวน ๓๔ หลัง สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของผู้ฟ้องคดีและการทำสัญญาซื้อขายผ้าใบเต็นท์ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวมุ่งผูกพันตนกับผู้ฟ้องคดีด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ฟ้องคดี เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งนี้ สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองนอกจากคู่สัญญา อย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ และมีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อให้การบริการสาธารณะบรรลุผลแล้ว สัญญานั้นต้องมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐอีกด้วย ความสัมพันธ์ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญาซื้อขายผ้าใบเต็นท์ที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการบอกเลิกสัญญาโดยให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าไปประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ตามอายุสัญญาที่เหลือ และเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง งานให้สิทธิประกอบกิจการโครงการจัดทำดิจิตอลแพลตฟอร์มตามนโยบาย AOT ๔.๐ พร้อมทั้งหยุดกระบวนการประกวดราคาโครงการดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า วัตถุแห่งสัญญาที่พิพาทมีสาระสำคัญเพียงอนุญาตให้ประกอบกิจการดำเนินการจัดทำและบริหารจัดการเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการผลิตหน้าเว็บไซต์ เขียนโปรแกรม การวางโครงสร้าง และดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ทั้งสองเป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศ ตารางบิน ข้อมูลพื้นฐานของท่าอากาศยานในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง ๖ แห่ง เพื่อรองรับการหาข้อมูลของผู้โดยสารหรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเดินทางด้วยอากาศยานมายังประเทศไทย อีกทั้งผู้ฟ้องคดีสามารถใช้ช่องทางด้านอินเตอร์เน็ตในการสร้างรายได้จากการโฆษณาทำธุรกิจออนไลน์ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ดังนั้น สัญญาที่พิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๓ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จึงได้ดำเนินการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจ และทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน เพื่อประโยชน์ในการเวนคืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่กำหนดและไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่พิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของตนมิใช่เป็นการใช้อำนาจในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมายเหนือเอกชนซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
ส่วนคำฟ้องแย้งจำเลยขอให้บังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งอนุมัติให้จำเลยเบิกค่าเช่าบ้านตามสัญญากู้นั้น มีผลเท่ากับจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเรียกเงินตามคำฟ้องคืน ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงิน จำเลยได้ขออนุมัติผ่อนชำระเงินคืนกรณีเบิกเงินค่าเช่าซื้อบ้านดังกล่าวแต่ได้รับแจ้งผลว่าเป็นกรณีไม่สามารถผ่อนชำระได้ จำเลยลงชื่อรับทราบและยอมรับจะนำเงินมาคืนโจทก์ภายใน ๗ วัน กรณีโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อเรียกให้จำเลยชำระเงินที่จำเลยเบิกเกินสิทธิและยอมรับจะนำมาคืนดังกล่าว โดยจำเลยมิได้โต้แย้งใด ๆ ในขณะนั้นว่าจำเลยมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านที่ถูกเรียกคืนนี้ ข้อที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อต่อสู้อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยจะต้องคืนเงินตามฟ้องหรือไม่ เมื่อคดีที่เป็นประเด็นหลักตามคำขอของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อโต้แย้งของจำเลยในคดีนี้ทั้งหมดจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านซึ่งอยู่บนที่ดินตามแบบสำรวจเนื้อที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุง ท้องที่ (ภ.บ.ท. ๖) เลขสำรวจที่ ๔๘/๑๓ โดยโจทก์ครอบครองที่ดินต่อจากบิดาซึ่งได้ ภ.บ.ท. ๖ ก่อน ทางราชการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบนอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมาย ต่อมาจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้ปิดกลบถนนทางเข้าออกที่ดินให้กลับคืนดีดังเดิม และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์และค่าปรับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์ครอบครองเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในแนวเขตที่ดินสันอ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบ จำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้กรมชลประทาน จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยการที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทียรประเสริฐ จำเลยที่ ๒ ขุดเจาะผิวถนนเพื่อก่อสร้างกำแพงคอนกรีตผ่านทางเข้าบ้านและที่ดินของโจทก์โดยไม่เปิดช่องทางให้โจทก์ และบริวารใช้พื้นที่เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเพราะมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองและคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
สัญญาที่เอกชนตกลงให้หน่วยงานทางปกครองเช่าที่ดินเพื่อทำประโยชน์ในการก่อสร้างระบบสระเติมน้ำบาดาล โครงการศึกษาทดลองการเติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินผ่านระบบสระน้ำพื้นที่ลุ่มภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร โดยเอกชนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าเช่าเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม