คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2562
#634573
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาล ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ และทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับ ก. ภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้ว จึงเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 การกู้เงินและการซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และมาตรา 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

เมื่อการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ รวมทั้งการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ก. ได้กระทำขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไว้เด็ดขาดแล้ว การกู้ยืมและการซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้จึงต้องรับผิดคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ ก. และชำระหนี้ให้จำเลยที่ 3 ไปแทน ก. ให้แก่โจทก์ทั้งหมด โดย ก. ซึ่งเป็นผู้ได้รับเงินที่โจทก์ชำระส่วนหนึ่งไปเป็นค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่จำเลยที่ 3 ได้รับชำระหนี้และไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ ต้องร่วมรับผิดในการคืนเงินแก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ก. ต้องรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ สำหรับจำเลยที่ 3 แม้มีส่วนได้รับเงินจากโจทก์แต่ก็เป็นการได้รับเงินที่จ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 แทน ก. ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำขึ้น จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ทั้งเป็นการที่จำเลยที่ 3 ได้รับชำระหนี้ที่มีอยู่จริงไว้โดยสุจริต และได้ไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ ก. ไปแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดแก่โจทก์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 3,578,078.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,327,808.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 3,281,732.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,052,191.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 77050 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 6,830,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 25 มิถุนายน 2557 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมของนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.1070/2557 แล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 แต่หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 ได้ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 77050 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายกิตติศักดิ์บุตรของจำเลยที่ 2 โดยในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ตามคำขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่ออุปโภคและบริโภคส่วนบุคคล เป็นเงินรวม 6,830,000 บาท โจทก์มอบเงินที่กู้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยสั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งสั่งจ่ายมอบให้นายกิตติศักดิ์เป็นค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จำนวนเงิน 3,327,808.90 บาท อีกฉบับหนึ่งสั่งจ่ายมอบให้จำเลยที่ 3 เป็นค่าไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 3,052,191.10 บาท จำเลยที่ 3 จึงไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่นายกิตติศักดิ์ทำไว้กับจำเลยที่ 3 แล้วนายกิตติศักดิ์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวในวันเดียวกัน

กรณีเห็นควรวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาล ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ และทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับนายกิตติศักดิ์ภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้ว จึงเป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 การกู้เงินและการซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และมาตรา 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดต่อโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินกู้ที่นายกิตติศักดิ์และจำเลยที่ 3 ได้รับไปจากโจทก์ในฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏซึ่งรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ครั้งดังกล่าวเพื่อนำไปชำระค่าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 77050 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนายกิตติศักดิ์ และเนื่องจากนายกิตติศักดิ์ต้องนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 บางส่วนไปชำระหนี้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น โจทก์จึงได้มอบเงินที่ให้กู้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 แทนนายกิตติศักดิ์ และชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือให้แก่นายกิตติศักดิ์ไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้นายกิตติศักดิ์จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้ แต่เมื่อการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ครั้งดังกล่าว รวมทั้งการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายกิตติศักดิ์ได้กระทำขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ไว้เด็ดขาดแล้ว การกู้ยืมและการซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 24 เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กู้ที่เป็นต้นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินตามสัญญากู้เงิน จึงต้องรับผิดคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นายกิตติศักดิ์และชำระหนี้ให้จำเลยที่ 3 ไปแทนนายกิตติศักดิ์ให้แก่โจทก์ทั้งหมด โดยนายกิตติศักดิ์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเงินที่โจทก์ชำระเงินส่วนหนึ่งไปเป็นค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 และได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่จำเลยที่ 3 ได้รับชำระหนี้และไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ต้องร่วมรับผิดในการคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายกิตติศักดิ์ต้องเข้าร่วมรับผิดต่อโจทก์แทนนายกิตติศักดิ์ เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนายกิตติศักดิ์ที่จำเลยที่ 2 ได้รับ สำหรับจำเลยที่ 3 แม้จะมีส่วนได้รับเงินจากโจทก์แต่ก็เป็นการได้รับเงินที่จ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 แทนนายกิตติศักดิ์ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ไม่ใช่นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำขึ้น จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ทั้งเป็นการที่จำเลยที่ 3 ได้รับชำระหนี้ที่มีอยู่จริงไว้โดยสุจริต และได้ทำการไถ่ถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นายกิตติศักดิ์ไปแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดคืนเงินที่ได้รับไปแก่โจทก์ หนี้ที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดดังกล่าวเป็นหนี้เงิน และเมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์มีการทวงถามให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชำระคืนเงินดังกล่าวก่อนโจทก์จะฟ้องคดี จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในเงินที่ต้องคืนแก่โจทก์ดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก และเห็นว่า ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ในชั้นอุทธรณ์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงิน 6,380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกิตติศักดิ์ ที่จำเลยที่ 2 ได้รับ ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 406
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ จันเกษม
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2562
#630106
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาภายใน 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์และเป็นวันขึ้นปีใหม่อันเป็นวันหยุดราชการ วันที่ 2 และ 3 มกราคม 2560 ซึ่งตรงกับวันจันทร์และวันอังคารก็เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาในวันที่ 4 มกราคม 2560ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา การที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยได้ จำเลยจะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่ตามคำร้องจำเลยอ้างเพียงว่า จำเลยเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ขอคัดถ่ายไว้ ทำให้ไม่อาจทำฎีกายื่นได้ทันภายในกำหนด อันเป็นการอ้างถึงพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปเท่านั้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ก่อนสิ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วไม่ จึงไม่อาจขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ตามคำร้องของจำเลยที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 120556 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ มีนางสาวแพรวนภา เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังโดยชอบเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยไม่มาศาล จำเลยมอบฉันทะให้นายสุรศักดิ์ ยื่นคำแถลงขอคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559

ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไป 30 วัน โดยอ้างเหตุว่า จำเลยเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์วันนี้ จำเลยจึงไม่อาจจัดทำฎีกาหรือมีระยะเวลาเพียงพอในการจัดทำฎีกาเพื่อยื่นฎีกาได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนด ทั้งไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ทันภายในกำหนดแต่อย่างใด จึงให้ยกคำร้อง

วันที่ 16 มกราคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ทบทวนคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ระบุในคำร้องด้วยว่า จำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ขอคัดถ่ายสำเนาไว้ประมาณวันที่ 16 ถึง 20 ธันวาคม 2559

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาภายใน 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 (เดิม) ในวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์และเป็นวันขึ้นปีใหม่อันเป็นวันหยุดราชการ วันที่ 2 และ 3 มกราคม 2560 ซึ่งตรงกับวันจันทร์และวันอังคารก็เป็นวันหยุดราชการชดเชยวันสิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาในวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2560 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้ว การที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยได้ จำเลยจะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ตามคำร้องจำเลยคงอ้างแต่เพียงว่า จำเลยเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ขอคัดถ่ายไว้ ทำให้ไม่อาจทำฎีกายื่นได้ทันภายในกำหนด อันเป็นการอ้างถึงพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปเท่านั้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ก่อนสิ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดคือวันที่ 4 มกราคม 2560 เพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วไม่ กรณีจึงไม่อาจพิจารณาขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้ตามคำร้องของจำเลยที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัท บ. ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอดิศักดิ์ เฉลิมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2562
#633028
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างปรับปรุงถนนและภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยพะเยา โจทก์ไม่ใช่ผู้ก่อสร้าง เอกสารราคาค่าก่อสร้างเป็นการกะประมาณราคา ไม่ใช่ราคาวัสดุและค่าแรงงานที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาช่วงหรือลูกจ้าง หรือคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องใช้ค่าเสียหายหรือค่าจ้างแก่โจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาช่วงหรือคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง มิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระค่าจ้างเนื่องจากโจทก์ทำงานไม่แล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,842,596.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,262,288.49 บาท (ที่ถูก 4,264,288.49 บาท) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,366,995.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์นั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 85,594 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 มหาวิทยาลัยพะเยาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ปรับปรุงถนนและภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยพะเยาตามสัญญาจ้างเลขที่ 23/2556 แล้วจำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ดำเนินการปรับปรุงถนนและภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยพะเยาแทน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระค่าจ้างสำหรับงานจุดที่ 1 ถึงที่ 5 ตามงวดงานที่ 2 ถึงที่ 4 เนื่องจากโจทก์ทำงานงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างปรับปรุงถนนและภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัยพะเยา โจทก์ไม่ใช่ผู้ก่อสร้าง เอกสารราคาค่าก่อสร้างเป็นการกะประมาณราคา ไม่ใช่ราคาวัสดุและค่าแรงงานที่โจทก์ได้จ่ายไปจริง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาช่วงหรือลูกจ้าง หรือคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อสร้างโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องใช้ค่าเสียหายหรือค่าจ้างแก่โจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาช่วงหรือคู่สัญญากับจำเลยทั้งสอง มิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าโจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระค่าจ้างสำหรับงานจุดที่ 1 ถึงที่ 5 ตามงวดงานที่ 2 ถึงที่ 4 เนื่องจากโจทก์ทำงานงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่แล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
วีรวิทย์ สายสมบัติ
อาคม รุ่งแจ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2562
#635830
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้พฤติการณ์ของผู้ร้องและโจทก์มีพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2548 ของศาลจังหวัดจันทบุรี และบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 ของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและบังคับขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน ทั้งที่โจทก์ทราบดีว่าผู้คัดค้านปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทและมีรั้วกำแพงล้อมรอบมานาน 20 ปีเศษแล้ว ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 จากจำเลยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในราคา 800,000 บาท ได้ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยได้มอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องแล้วตั้งแต่ปี 2546 หากจำเลยไม่จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิฟ้อง กลับมาประมูลซื้อที่ดินของจำเลยจากการขายทอดตลาดซึ่งต้องใช้เงินเพิ่มอีก 3,100,000 บาท อันมิใช่วิสัยของบุคคลทั่วไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ออกคำบังคับผู้คัดค้านและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2548 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 3,800,000 บาท โดยจำเลยตกลงชำระเป็นงวดรายเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนนับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2548 จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ศาลจังหวัดจันทบุรีออกหมายบังคับคดีและมอบหมายให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทน หลังจากนั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2548 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ของจำเลย ออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 3,100,000 บาท ผู้ร้องชำระเงินครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องจดทะเบียนรับโอนสิทธิการครอบครองที่ดินเป็นของผู้ร้องแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งออกคำบังคับให้บริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้ร้องในสภาพเรียบร้อย และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี (เดิม)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 ภายใน 30 วัน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นายเศรษฐพล ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2548 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 3,800,000 บาท โดยชำระเป็นงวดรายเดือน แต่จำเลยผิดนัด โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 ของจำเลยออกขายทอดตลาด โดยผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 3,100,000 บาท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ผู้ร้องได้ชำระราคาครบถ้วนและจดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองแล้ว ผู้คัดค้านปลูกสร้างบ้านเลขที่ 407/67 (เดิมเลขที่ 346/5) อาศัยอยู่กับครอบครัวในที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 96.7 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยสุจริตและมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2528 นายสมุทร์ซึ่งเป็นบุตรของนายแทน เดิมเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 ได้มาขอกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องเขียนหนังสือสัญญากู้เงินให้ และนายสมุทร์ยังมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านไว้ ผู้ร้องเคยได้ยินว่าผู้คัดค้านต้องการจะซื้อที่ดินบางส่วนจากนายสมุทร์ ในปี 2534 นายสมุทร์อนุญาตให้ผู้คัดค้านปลูกสร้างบ้านในที่ดินของนายสมุทร์ และผู้คัดค้านได้สร้างบ้านเลขที่ 346/5 ในที่ดินพิพาทอาศัยอยู่มาโดยตลอด และมีถนนเข้าถึงบ้านของผู้คัดค้าน ในวันที่ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน ผู้คัดค้านก็อยู่ด้วยและค้านว่าบ้านดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน ยึดไม่ได้ และตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าสภาพที่ดินเป็นที่ดินว่างเปล่า ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้คัดค้านซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสมุทร์ ตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2536 โดยหักหนี้เงินกู้ที่นายสมุทร์กู้ยืมเงินไป 500,000 ถึง 700,000 บาท ชำระราคาที่ดิน และผู้คัดค้านได้ถมที่ดินปลูกสร้างบ้านกับทำถนนเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยได้รับความยินยอมจากนายสมุทร์ ซึ่งผู้ร้องก็เคยเห็นผู้คัดค้านบุกเบิกถมที่ดินและปลูกสร้างบ้านด้วย ในปี 2535 ผู้ร้องไปเยี่ยมผู้คัดค้านที่บ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาทบ่อยครั้ง ประกอบกับเมื่อพิจารณาว่าบ้านที่ผู้คัดค้านปลูกสร้างในที่ดินพิพาทมีสภาพมั่นคงถาวร เป็นบ้านหลังใหญ่ปลูกอยู่เกือบเต็มเนื้อที่ที่ดินพิพาทและมีรั้วกำแพงล้อมรอบ อีกทั้งผู้คัดค้านได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากพนักงานเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องและครอบครัวเป็นเจ้าของโรงแรม บ้านเช่า และปล่อยเงินกู้ รวมทั้งมีสำนักงานทนายความเป็นของตนเอง โดยโรงแรมของผู้ร้องอยู่ห่างจากจุดที่ผู้คัดค้านประกอบกิจการให้นักท่องเที่ยวเช่าอุปกรณ์การเล่นน้ำประมาณ 200 เมตร เชื่อว่าผู้ร้องทราบดีถึงการเป็นอยู่ของผู้คัดค้านในที่ดินพิพาทว่า ผู้คัดค้านได้ที่ดินมาอย่างไร ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากผู้คัดค้านว่า ก่อนคดีนี้ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2332/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายสมโภชน์เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องแพ้คดีและเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2548 ผู้ร้องยังเคยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าว ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1599/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอเช่นกัน และเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นปีเดียวกัน โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยโดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยอยู่บ้านเลขที่ 26/2 หมู่ที่ 4 ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ทั้งที่จำเลยไม่เคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว โดยจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 26/2 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มาโดยตลอดตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2543 จนกระทั่งจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 และศาลจังหวัดจันทบุรีนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 3 ตุลาคม 2548 โดยไม่ปรากฏผลการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย แต่ก่อนวันนัดพิจารณาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 หลังจากวันฟ้องเพียง 1 เดือนเศษ ประกอบกับได้ความจากผู้คัดค้านว่า โจทก์เป็นบริวารของผู้ร้องซึ่งทำหน้าที่ดูแลบ่อเลี้ยงกุ้งของผู้ร้องที่อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี และโจทก์ไม่ได้มีอาชีพปล่อยเงินกู้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายสมุทร์พยานผู้คัดค้านว่า พยานเคยเห็นโจทก์ที่โรงแรมของผู้ร้องและโจทก์เป็นลูกน้องของผู้ร้อง จึงมาหาผู้ร้องที่โรงแรมของผู้ร้องที่ชายหาดนาจอมเทียน หลังจากนั้นเมื่อจำเลยผิดนัดชำระเงินตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 ทันที และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ผู้ร้องก็ประมูลซื้อได้ในราคา 3,100,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดระบุที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยหรือไม่ แต่ได้ความจากนางสาวสัตยาภรณ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ที่ดินที่นำยึดและขายทอดตลาดเป็นที่ดินว่างเปล่า พยานไม่ได้ไปตรวจสอบที่ดินที่จะขาย ภาพถ่ายที่ดินที่โจทก์นำส่งเป็นภาพที่ดินเปล่า ไม่ปรากฏภาพบ้านอยู่ในภาพถ่าย พฤติการณ์ของผู้ร้องและโจทก์มีพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1440/2548 ของศาลจังหวัดจันทบุรี และบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อและบังคับขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน ทั้งที่โจทก์ทราบดีว่าผู้คัดค้านปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทและมีรั้วกำแพงล้อมรอบมานาน 20 ปีเศษแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข.) เลขที่ 611 จากจำเลยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ในราคา 800,000 บาท และได้ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยได้มอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องแล้วตั้งแต่ปี 2546 หากจำเลยไม่จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินให้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ แต่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิฟ้อง กลับมาประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวของจำเลยจากการขายทอดตลาดซึ่งต้องใช้เงินเพิ่มอีก 3,100,000 บาท อันมิใช่วิสัยของบุคคลทั่วไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต ผู้ร้องจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ออกคำบังคับผู้คัดค้านและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี (เดิม) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 กรณีขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้คัดค้านไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 นั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งจำนวน 200 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
ผู้ร้อง — นาย พ. โดยนาย ศ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — นาย บ.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชาญชัย เหล่าอารยะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2562
#640615
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุว่า จำเลยผู้กู้จะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการ ก็มิได้ระบุว่า การก่อสร้างโครงการเสร็จเมื่อใดและจำเลยจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการเมื่อใด เมื่อปรากฏว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระหว่างก่อสร้างดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดี แต่หยุดการก่อสร้างแล้ว กรณีจึงไม่มีระยะเวลาชำระหนี้ที่กำหนดลงไว้แน่นอน ทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ว่าเมื่อใดจะมีการก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ และจำเลยจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการเพียงพอที่จะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนแก่โจทก์ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ยากจะมองเห็นผลสำเร็จได้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ในเมื่อพฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาหุ้นส่วน และบริษัท ธ. ที่ทั้งสองฝ่ายถือหุ้นร่วมกันเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว และอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น การชำระเงินกู้ยืมคืนตามข้อตกลงดังกล่าวจึงถือได้ว่าไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้กันไว้แน่นอน เจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ถือว่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมอยู่ในตัวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,434,229.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 13,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ตกลงทำสัญญาร่วมลงทุนกับโจทก์ในโครงการศูนย์การค้าซันเดย์มอลล์ (ทาวน์สแควร์) โดยเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณย่านถนนพหลโยธิน (ตลาดซันเดย์) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการจัดหาผลประโยชน์มาแบ่งกัน โดยโจทก์ลงทุนเป็นเงิน 250,000,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนไปแล้วเป็นเงิน 700,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 950,000,000 บาท ภายหลังจากบริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ได้ทำสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย และโจทก์ได้ชำระเงินลงทุนให้แก่จำเลยแล้ว ให้ถือว่าแต่ละฝ่ายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในอัตราร้อยละ 50 โดยจำเลยจะโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้แก่โจทก์ และให้ทั้งสองฝ่ายเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทร่วมกัน และเมื่อบริษัทได้รับเงินรายได้จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ภายหลังจากหักค่าใช้จ่ายชำระหนี้สถาบันการเงิน และคืนเงินลงทุนของทั้งสองฝ่ายแล้ว เงินส่วนที่เหลือทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งกันฝ่ายละครึ่ง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 13,000,000 บาท ตกลงจะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการศูนย์การค้าซันเดย์มอลล์ (ทาวน์สแควร์) ถ้าผู้กู้ผิดสัญญากู้ยืมเงินแม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้ฟ้องเรียกร้องต้นเงินกู้ทั้งหมดคืนได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว และผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2557 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยกับพวกส่งมอบหลักประกันเงินกู้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 ปี และหลักประกันเงินกู้รายอื่น กับให้ชำระหนี้และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 2 มีข้อตกลงว่า ผู้กู้สัญญาว่าจะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการ"ทาวน์สแควร์" แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาร่วมลงทุนในการก่อสร้างโครงการทาวน์สแควร์ โดยการนำเงินของบริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ไปชำระหนี้ก่อนทำสัญญาร่วมลงทุน ทำให้ไม่มีเงินมาก่อสร้างห้างสรรพสินค้า เป็นเหตุให้การก่อสร้างโครงการสะดุดลงตั้งแต่ปลายปี 2556 และโจทก์กับครอบครัวได้ฟ้องจำเลยกับครอบครัวเป็นคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลแพ่งได้วินิจฉัยว่าจำเลยทำผิดสัญญาร่วมลงทุนและพิพากษาให้จำเลยกับพวกรวมทั้งบริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ชำระเงินให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยพยายามให้การก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็วมาตลอด แต่เมื่อต้นปี 2557 บริษัทได้หยุดการก่อสร้างโครงการทาวน์สแควร์ และบริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้รับเหมา 2 ราย เนื่องจากเรื่องการเงินของบริษัทประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว แสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/3 ดังนี้ โอกาสที่บริษัทดังกล่าวจะก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จและจำเลยจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่ทำให้บริษัทไม่มีเงินในการก่อสร้างโครงการและโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ก็เป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวที่ระบุว่า จำเลยผู้กู้จะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการ ก็มิได้ระบุว่า การก่อสร้างโครงการเสร็จเมื่อใดและจำเลยจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการเมื่อใด และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระหว่างก่อสร้างดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดี แต่ได้หยุดการก่อสร้างแล้ว กรณีจึงไม่มีระยะเวลาชำระหนี้ที่กำหนดลงไว้แน่นอน ทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ว่า เมื่อใดจะมีการก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ และจำเลยจะได้รับส่วนแบ่งจากการขายโครงการเพียงพอที่จะชำระเงินที่กู้ยืมทั้งหมดคืนแก่โจทก์ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ยากจะมองเห็นผลสำเร็จได้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ในเมื่อพฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาหุ้นส่วน และบริษัทธนสารสมบัติพัฒนา จำกัด ที่ทั้งสองฝ่ายถือหุ้นร่วมกันเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวมีหนี้สินล้นพ้นตัว และอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น การชำระเงินกู้ยืมคืนตามข้อตกลงดังกล่าวจึงถือได้ว่าไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้กันไว้แน่นอน เจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ถือว่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมอยู่ในตัวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรีชา ชูรังสฤษฎิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2562
#630112
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ชอบที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีจำเลยไปเหมือนคดีอื่น ๆ แต่เมื่อพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนโดยประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงข้อหาเดียว กรณีจึงถือว่าในขณะนั้นจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ต้องหาในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอีกต่อไป คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นคดีนี้โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของบทบัญญัติดังกล่าวส่งผลให้จำเลยขาดสิทธิอันพึงได้ตามกฎหมาย ไม่ได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกฟ้องคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนนอกจากจำเลยจะถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วยังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนในคราวเดียวกันด้วย จึงถือว่าจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งตัวจำเลยไปรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าความผิดฐานอื่นนั้นต่อมาจะมีการดำเนินคดีหรือไม่ หรือคดีดังกล่าวจะยุติอย่างไร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามบทบัญญัติดังกล่าว ชอบที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีจำเลยไปเหมือนคดีอื่น ๆ แต่เมื่อพนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน โดยประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเพียงข้อหาเดียว กรณีจึงถือว่าในขณะนั้นจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โดยไม่ต้องหาในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอีกต่อไป คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งดังกล่าว ซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวจำเลยไปศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดได้ ทั้งนี้ไม่ว่าคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีจะมีขึ้นเมื่อใดหรือแม้ภายหลังจากครบกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม และเมื่อจำเลยยังเป็นเพียงผู้ต้องหาในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โดยต้องให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยกลับเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดต่อไป ดังนั้น การที่พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยแล้วให้โอนสำนวนไปให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นคดีนี้ โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของบทบัญญัติดังกล่าวส่งผลให้จำเลยขาดสิทธิอันพึงได้ตามกฎหมาย ไม่ได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกฟ้องคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางสาวภัทรา ภาคย์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544 -ที่ 545/2562
#630928
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไปว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยนอกเหนือหรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า สัญญาตกลงชัดเจนว่าไม้สักทองเนื้อเดียวปิดด้านบนไม้หนา 4 มิลลิเมตร โดยคู่สัญญาไม่เคยมีการตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดดังกล่าว การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า คู่สัญญาไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องเป็นไม้สักชิ้นเดียวมีความหนา 4 มิลลิเมตร หรือเป็นไม้สัก 2 ชิ้น มีผิวหนารวม 4 มิลลิเมตร โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตีความสัญญาตามความประสงค์ในทางสุจริตและพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือหรือไม่เป็นไปตามข้อสัญญา เห็นว่า ในการวินิจฉัยดังกล่าวคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า ภายหลังจากที่ได้มีการปรับเปลี่ยนเทคนิคของไม้ โดยได้ดำเนินการจัดทำเป็นไม้สักสลับชั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงกันในการตรวจรับไม้โดยเชิญผู้บริหารและผู้แทนของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และผู้แทนของผู้จัดการโครงการมาตรวจสอบลายไม้ที่เป็นลายตรงและลายภูเขา ซึ่งผู้ตรวจสอบไม้ดังกล่าวได้ยอมรับไม้สักสลับชั้น อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ตรงตามข้อตกลงในสัญญา แม้เป็นการโต้แย้งปัญหาข้อกฎหมาย แต่การจะวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว จำต้องอาศัยการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อน ซึ่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 ไม่ได้ให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์โต้แย้งดุลพินิจการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากนั้นชื่อของสัญญาดังกล่าวยังปรากฏชัดว่าเป็นสัญญาจ้างงานจัดหาและส่งมอบพื้นไม้สักสลับชั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า คู่สัญญาไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องเป็นไม้สักชิ้นเดียวมีความหนา 4 มิลลิเมตร หรือเป็นไม้สัก 2 ชิ้น มีผิวหนารวม 4 มิลลิเมตร จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์แท้จริงของคู่สัญญาแล้ว การบังคับตามคำชี้ขาดย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลสั่งรวมการพิจารณา เพื่อความสะดวกในการพิพากษาให้เรียกห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.แอนด์ พี. อุตสาหกรรมไม้ หรือบริษัทเอส.แอนด์ พี. อุตสาหกรรมไม้ จำกัด ทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง ให้เรียกบริษัทเกรส ไอวอรี่ จำกัด ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกบริษัทฤทธา จำกัด ว่า ผู้คัดค้านที่ 2

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินจำนวน 16,640,120.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,894,240.15 บาท และให้ผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท ร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับจากวันที่ยื่นคำร้องจนกว่าผู้คัดค้านทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 วางเงินชำระแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้ร้องรับเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 วางต่อศาลและขอถอนคำร้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 และจำหน่ายคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 2

สำนวนที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินค่าว่าจ้างค้างชำระจำนวน 8,260,365.15 บาท ชำระค่าจ้างในส่วนการดำเนินการจัดหาเพิ่มเติมจำนวน 3,633,875 บาท รวมเป็นเงิน 11,894,240.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 29 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง กับให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจขายไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของโครงการอาคารที่พักอาศัย "สุโขทัย เรสซิเด้นซ์" ตั้งอยู่ที่ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ว่าจ้าง และผู้คัดค้านที่ 2 ผู้รับจ้างหลัก ออกหนังสือแจ้งการชนะประกวดราคา (Letter of Award) ตกลงให้ผู้ร้องจัดหาและส่งมอบไม้สักสลับชั้นสำหรับปูพื้น (Teak Engineering Floor) เพื่อติดตั้งก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยของผู้คัดค้านที่ 1 มูลค่า 61,968,000 บาท ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 63/2554 และ 72/2555 ต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยข้อพิพาท วันที่ 8 มิถุนายน 2559 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องรับผิด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างงาน จัดหาและส่งมอบพื้นไม้สักสลับชั้นสำหรับปูพื้นและงานชิ้นส่วนประกอบสำหรับโครงการก่อสร้างอาคารชุด เดอะ สุโขทัย เรสซิเด้นซ์ ณ แปลงทิศใต้ ข้อ 7.1 (เอ็น) ระบุว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทระหว่างผู้รับจ้างหลักกับผู้จัดหาไม่ว่าในเรื่องใด ๆ จะต้องนำเรื่องดังกล่าวให้ผู้จัดการโครงการพิจารณา คำชี้ขาดของผู้จัดการโครงการถือว่าเป็นอันยุติชั่วคราว แต่ผู้จัดหา (คือ ผู้ร้อง) อาจนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่อนุญาโตตุลาการได้ตามเงื่อนไขข้อ 11.0 ของสัญญารับจ้างช่วง และสัญญารับจ้างช่วง ข้อ 7.1 (แอล) ระบุว่า ข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นจากสัญญารับจ้างช่วงอาจเข้าสู่การอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ดังนั้น ปัญหาว่าผู้ร้องส่งมอบพื้นไม้สักถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ ย่อมเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาจ้างงานจัดหาและส่งมอบพื้นไม้สักสลับชั้นดังกล่าว คำชี้ขาดของผู้จัดการโครงการเป็นเพียงการยุติข้อพิพาทไว้ชั่วคราวเท่านั้น ฝ่ายผู้จัดหา (คือ ผู้ร้อง) ยังคงมีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไปว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยนอกเหนือหรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า สัญญาตกลงชัดเจนว่าไม้สักทองเนื้อเดียวปิดด้านบนไม้หนา 4 มิลลิเมตร โดยคู่สัญญาไม่เคยมีการตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดดังกล่าว การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคู่สัญญาไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องเป็นไม้สักชิ้นเดียว มีความหนา 4 มิลลิเมตร หรือเป็นไม้สัก 2 ชิ้น มีผิวหนารวม 4 มิลลิเมตร โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตีความสัญญาตามความประสงค์ในทางสุจริตและพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยนั้น เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือหรือไม่เป็นไปตามข้อสัญญา เห็นว่า ในการวินิจฉัยดังกล่าวคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า ภายหลังจากที่ได้มีการปรับเปลี่ยนเทคนิคของไม้ โดยได้ดำเนินการจัดทำเป็นไม้สักสลับชั้นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงกันในการตรวจรับไม้โดยเชิญผู้บริหารและผู้แทนของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และผู้แทนของผู้จัดการโครงการมาตรวจสอบลายไม้ที่เป็นลายตรงและลายภูเขา ซึ่งผู้ตรวจสอบไม้ดังกล่าวได้ยอมรับไม้สักสลับชั้น อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุญาโตตุลาการ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ตรงตามข้อตกลงในสัญญา แม้เป็นการโต้แย้งปัญหาข้อกฎหมาย แต่การจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จำต้องอาศัยการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อน ซึ่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 ไม่ได้ให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคำชี้ขาดพิสูจน์โต้แย้งดุลพินิจการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากนั้นชื่อของสัญญาดังกล่าวยังปรากฏชัดว่า เป็นสัญญาจ้างงานจัดหาและส่งมอบพื้นไม้สักสลับชั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าคู่สัญญาไม่ได้ให้ความสำคัญว่าจะต้องเป็นไม้สักชิ้นเดียวมีความหนา 4 มิลลิเมตร หรือเป็นไม้สัก 2 ชิ้น มีผิวหนารวม 4 มิลลิเมตร จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์แท้จริงของคู่สัญญาแล้ว การบังคับตามคำชี้ขาดย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดีพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติให้ศาลยอมรับบังคับหรือปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ไม่ต้องระบุเนื้อหาของคำชี้ขาดนั้นอีก ทั้งศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษายกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนที่ 2 ด้วย ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 63/2554 และ 72/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 38/2559 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2559 และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. หรือบริษัท อ.
ผู้คัดค้านที่ 1 — บริษัท ก.
ผู้คัดค้านที่ 2 — บริษัท ฤ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิชล วิมุตติสุข
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2562
#630435
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ และโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าตามสัญญาแล้ว โดยข้อ 7 วรรคสอง กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้เช่าต้องสำรวจศึกษาพื้นที่โครงการ ผู้บุกรุก ผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในพื้นที่เช่า หากมีปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน เช่น การขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้ประกอบการเดิม รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ผู้เช่าต้องรับภาระในการดำเนินการและแก้ไข โดยเสียค่าใช้จ่ายด้วยทุนทรัพย์ของผู้เช่าเอง อันมีความหมายว่าหากต้องมีการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้อยู่อาศัยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากสถานที่เช่า ผู้ให้เช่าให้อำนาจแก่ผู้เช่าหรือมอบหมายให้ผู้เช่าฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้อยู่อาศัยแทนผู้ให้เช่าได้ โดยผู้เช่าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้การก่อสร้างอาคารและการดำเนินการจัดหาประโยชน์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ถือได้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้โจทก์ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องผู้บุกรุกที่ดินที่เช่า ฉะนั้น แม้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและโจทก์ยังไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าจากผู้ให้เช่าแล้วไม่สามารถก่อสร้างอาคารได้เพราะจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแล้ว จำเลยเพิกเฉย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท (ช่องหมายเลข 2) และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทหมายเลข 2 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2558) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินย่านพหลโยธิน จากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อปลูกสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาประโยชน์ โจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยอาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีบนที่ดินที่โจทก์เช่าบางส่วนบริเวณหมายเลข 2 ใช้เป็นสถานที่ทำเฟอร์นิเจอร์ก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโดยไม่มีสิทธิ การรถไฟแห่งประเทศไทยมีประกาศให้ผู้บุกรุก ผู้อาศัยพร้อมบริวารออกจากที่ดิน และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่ดินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาประโยชน์และโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าตามสัญญาแล้ว ซึ่งตามสำเนาสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 5 วรรคสอง ระบุให้อาคารที่ผู้เช่าก่อสร้าง สิ่งปลูกสร้างและส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง และข้อ 7 วรรคสอง กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้เช่าต้องสำรวจศึกษาพื้นที่โครงการ ผู้บุกรุก ผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในพื้นที่เช่าหากมีปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน เช่น การขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้ประกอบการเดิมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ผู้เช่าต้องรับภาระในการดำเนินการและแก้ไข โดยเสียค่าใช้จ่ายด้วยทุนทรัพย์ของผู้เช่าเอง อันมีความหมายว่าหากต้องมีการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้อยู่อาศัยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากสถานที่เช่า ผู้ให้เช่าให้อำนาจแก่ผู้เช่าหรือมอบหมายให้ผู้เช่าฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้อยู่อาศัยแทนผู้ให้เช่าได้ โดยผู้เช่าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อให้การก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาประโยชน์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ถือได้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้โจทก์ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องผู้บุกรุกที่ดินที่เช่าตามข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อโจทก์ผู้เช่าจะได้นำที่ดินที่เช่ามาใช้ประโยชน์ตามสัญญา ฉะนั้นแม้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและโจทก์ยังไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าแล้วไม่สามารถก่อสร้างอาคารได้เพราะจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่สิทธิ และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่ทำกับการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิริยา ไทยมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2562
#630109
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่รางกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" แสดงว่าแม้ผู้ทำละเมิดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแล้ว แต่เมื่อยังไม่เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดก็ยังไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงต้องเริ่มนับอายุความแต่วันที่เกิดความเสียหายเป็นวันที่รู้ถึงการละเมิด มิใช่นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดที่ บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำไว้ก่อน บ. ถึงแก่ความตาย หนี้ดังกล่าวในส่วนของ บ. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้เป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติว่า "...ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" หมายถึง กรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ทั้งสองเพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจาก บ. เจ้าของมรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ บ. ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับด้วย โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปี จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม

ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะอีกต่อไป ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ คดีโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีกต่อไป โดยใช้กล่องเกเบี้ยนบรรจุหินขนาดใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายลง โดยทำการถมและบดอัดดินจำนวน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่สามารถกระทำได้ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 15,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อตามคำฟ้อง โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายโดยการถมและบดอัดดิน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้ากระทำการดังกล่าวไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 8,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท ทั้งนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่พิพาท โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนที่จะพังทลายโดยการถมและบดอัดดิน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้ากระทำการดังกล่าวไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 15,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะตามที่จำเลยทั้งห้าให้การต่อสู้ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 โดยขุดดินในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องเรื่อยมาในลักษณะเป็นบ่อดินขนาดใหญ่มีความลึกประมาณ 10 ถึง 40 เมตร เกือบเต็มตลอดพื้นที่และห่างจากแนวเขตถนนสาธารณะไม่มีชื่อที่พิพาทไม่มากนัก และในการขุดดินในที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 และนายบุญมีไม่ได้ทำการใดที่เป็นการจัดการป้องกันมิให้ดินที่อยู่ในแนวเขตทางสาธารณะและดินที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าวพังลงมาหรือพังทลายเลื่อนไถลลงไปในที่ดินหรือบ่อดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งการขุดดินในลักษณะและสภาพดังกล่าวอาจเป็นเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นคงแห่งถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่โจทก์ทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกัน และจำเลยที่ 1 กับนายบุญมีอาจคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าในอนาคตดินที่อยู่ติดกับบ่อดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดและดินที่อยู่ในแนวเขตทางสาธารณะและดินที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่พิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดมีโอกาสสูงมากที่จะพังทลายเลื่อนไถลลงไปในที่ดินหรือบ่อดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 และมาตรา 1343 ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่โจทก์ทั้งสองกลับละเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทางสาธารณประโยชน์ในขณะที่ยังไม่เสียหายหรือพังทลายลงจนล่วงเลยถึงปี 2555 ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้พังทลายเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง จึงมาฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายแต่ละเลยไม่ปฏิบัติ จึงมีส่วนทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายในครั้งนี้ด้วย โจทก์ทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดค่าสินไหมทดแทนกับผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 โดยที่จำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะแต่อย่างใด คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 หรือไม่ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทเป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และนายบุญมีนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วย ก็เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 แล้วยังถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การทำละเมิดเกิดจากการกระทำโดยตรงของจำเลยที่ 1 และนายบุญมีเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องเพราะความเสียหายของถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และนายบุญมี จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า การที่นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เข้าไปขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มีชื่อนายบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองนั้น นายบุญมีต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมนายบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และนายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 การขุดดินในที่ดินแปลงนี้ นายบุญมีย่อมรู้เห็นเป็นอย่างดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นผู้ดำเนินการขุดดินในที่ดินดังกล่าวจนเป็นเหตุเกิดความเสียหายตามคำร้องเรียนของนางสาวอุไร เข้าไปดำเนินการขุดดินโดยเป็นผู้เช่าที่ดินมาจากนายบุญมี กรณีจึงไม่สามารถแยกออกได้ว่าการดำเนินการขุดดินในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นการดำเนินการเฉพาะจำเลยที่ 1 หรือเฉพาะส่วนตัวของนายบุญมีเอง การกระทำในลักษณะนี้ถือเป็นการร่วมกันขุดดินในที่ดินแปลงนี้ของนายบุญมีและจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองและคำให้การของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของนายบุญมี จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แล้วยังถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอีกด้วย การที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ตามบทบัญญัติดังกล่าว หากนายบุญมีกระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว กิจการดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ นายบุญมีไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของนายบุญมีซึ่งเป็นตัวแทน นายบุญมีต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 และการขุดดินของนายบุญมีเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ ดังนั้น นายบุญมีและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 จึงไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 หากกระทำในขอบอำนาจและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ นายบุญมีไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่า นายบุญมีกระทำโดยประมาทเลินเล่อและต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสอง นายบุญมีจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการที่สามว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าจะขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" แสดงว่า แม้ผู้ทำละเมิดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแล้ว แต่เมื่อยังไม่เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดก็ยังไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงต้องเริ่มนับอายุความแต่วันที่เกิดความเสียหายซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิด มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายลง โดยทำการถมและบดอัดดินจำนวน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่สามารถกระทำได้ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นเป็นเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบของคณะกรรมการของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 พบว่า ถนนที่พิพาทได้รับความเสียหายเนื่องจากมีการพังทลายของบ่อดินอย่างต่อเนื่องและรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนางอุไร ประชาชนทั่วไปที่ใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อน และการพังทลายอย่างต่อเนื่องของบ่อดินยังรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แสดงว่าการทำละเมิดเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ครั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 คณะกรรมการตรวจสอบของโจทก์ที่ 2 รายงานให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลต้นธงชัย ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 2 ทราบ ต้องเริ่มนับอายุความในส่วนของโจทก์ที่ 2 อย่างเร็วที่สุดนับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป และวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ต้องเริ่มนับอายุความในส่วนของโจทก์ที่ 1 อย่างเร็วที่สุดนับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป โดยถือว่า โจทก์ที่ 1 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และโจทก์ที่ 2 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้น 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ในส่วนของการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และเมื่อความเสียหายจากการทำละเมิดอันเป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำไว้ก่อนนายบุญมีถึงแก่ความตาย หนี้ดังกล่าวในส่วนของนายบุญมีย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้เป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกันและร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามบัญญัติว่า "...ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" หมายถึง กรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายบุญมีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ทั้งสองเพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากนายบุญมีเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายบุญมีในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับด้วย โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในส่วนของการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีกต่อไป โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินขนาดใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำบังดิน ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ คดีโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความเช่นเดียวกัน และศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งห้าต้องดำเนินการป้องกันมิให้เกิดการทรุดตัวพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว โดยปรับปรุงเสถียรภาพความลาดด้วยการใช้กล่องเกเบี้ยนบรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid หากไม่สามารถร่วมกันทำการป้องกันเช่นนั้นได้ จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยแนบสำเนาแบบแปลนการก่อสร้างมาด้วย โดยระบุว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับแนวเขตถนนสาธารณะที่พิพาทลึกประมาณ 40 เมตร จำเลยทั้งห้าให้การเพียงว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองฟ้องร้องสูงเกินจริง เป็นราคาที่ประเมินมาจากหน่วยงานของโจทก์ที่ 2 เอง หาได้ประเมินจากหน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งห้ายอมรับหรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้วยังถือว่าจำเลยทั้งห้ายอมรับตามข้อเท็จจริงในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับแนวเขตถนนสาธารณะที่พิพาทลึกประมาณ 40 เมตร การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับถนนสาธารณะที่พิพาทมีความลึกเพียง 15 เมตร จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประกอบกับจำเลยทั้งห้าไม่เคยโต้แย้งว่า ค่าใช้จ่ายในการป้องกันมิให้เกิดการทรุดตัวพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว เป็นเงิน 13,240,000 บาท เมื่อรวมกับค่าซ่อมแซมแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีก 1,820,000 บาท เป็นเงิน 15,060,000 บาท หากจำเลยทั้งห้าสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องแล้วเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่านั้น จำเลยทั้งห้าก็ไม่ต้องร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 1601 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสุจินต์ หลีสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
สุรทิน สาเรือง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2562
#633030
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ส่วนศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป

การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือนเศษ เป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามคำร้องของจำเลยมีพฤติการณ์พิเศษ แต่การที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในครั้งต่อ ๆ ไปอีกหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องได้ความว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้วยังจะต้องมีเหตุอันสมควรอีกด้วย ซึ่งการพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือนเศษ และหากนับตั้งแต่วันที่จำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไปจากศาลชั้นต้นจนถึงวันที่ครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 5 เป็นเวลานานถึง 3 เดือนเศษ นับว่าเป็นระยะเวลาเพียงพอที่จำเลยจะเรียงอุทธรณ์ได้แล้วเสร็จ การที่จำเลยมาขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 6 อีก แสดงให้เห็นว่ามิได้ใส่ใจที่จะดำเนินการให้เสร็จลุล่วงไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยอีก

ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในการยกคำร้องข้อหนึ่งว่า "...ข้ออ้างตามคำร้องหาใช่พฤติการณ์พิเศษไม่..." แต่เมื่ออ่านข้อความดังกล่าวประกอบข้อความอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว ก็มีความหมายเพียงว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยอีกต่อไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30243 ถึง 30248, 30234, 30235, 30271, 30275, 30277, 30278, 30313 ถึง 30315 และ 30320 อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตามแผนที่พิพาทแผ่นที่ 1 และให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ตามแผนที่พิพาทแผ่นที่ 2 กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 61,126.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 12,205.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน อ้างว่า ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้ ทั้งคดีมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีเอกสารจำนวนมาก ประกอบกับทนายจำเลยติดว่าความและเตรียมสำนวนคดีอื่นหลายคดีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้วทำให้ไม่สามารถเรียงอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน อ้างว่า ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้ ทำให้ไม่สามารถเรียงอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2560 ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน อ้างว่า จำเลยเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้ ประกอบกับทนายจำเลยติดว่าความและต้องเตรียมสำนวนคดีอื่นอีกหลายคดีซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 เมษายน 2560 ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 31 วัน โดยอ้างในทำนองเดียวกับการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย จึงอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งสุดท้าย ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด โดยอ้างว่า คดีนี้มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวพันกันหลายประเด็นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และมีบรรดาสรรพเอกสารในสำนวนคดีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทนายจำเลยมีกำหนดนัดสืบพยานติดต่อกันหลายนัดทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ครั้นวันที่ 27 มิถุนายน 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด โดยให้เหตุผลในทำนองเดียวกับการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาแล้วถึง 5 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 6 เดือน อันมีระยะเวลามากพอที่จะเรียงอุทธรณ์ ข้ออ้างตามคำร้องหาใช่พฤติการณ์พิเศษไม่ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน อ้างว่า ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้ ทั้งคดีนี้มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายยุ่งยากสลับซับซ้อน มีเอกสารเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทนายจำเลยติดว่าความและต้องเตรียมสำนวนคดีอื่นหลายคดีซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว ทำให้ไม่สามารถเรียงอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ตามขอ หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 5 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนด โดยอ้างว่า จำเลยยังเรียงอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากคดีมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวพันกันหลายประเด็นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และมีเอกสารในสำนวนคดีเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทนายจำเลยต้องเตรียมเอกสารประกอบการสืบพยานต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ทั้งต้องเตรียมเอกสารประกอบการเรียงอุทธรณ์ ฎีกาเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มาแล้วถึง 5 ครั้ง รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 6 เดือน อันมีระยะเวลามากพอที่จะเรียงอุทธรณ์ ข้ออ้างตามคำร้องหาใช่พฤติการณ์พิเศษไม่ จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เป็นการชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยจะต้องใช้ประกอบในการเรียงอุทธรณ์นั้น จำเลยเพิ่งได้รับจากศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 เมื่อนับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยเป็นเวลาเพียงสามเดือนเศษเท่านั้น ย่อมไม่เพียงพอที่จะจัดเรียงอุทธรณ์คดีนี้ซึ่งเป็นคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน มีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จะต้องนำมาประกอบในการเรียงอุทธรณ์เป็นจำนวนมาก กรณีจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ส่วนศาลจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2560 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2560 ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2560 จนถึงฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 นั้น เป็นการแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษ แต่การที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในครั้งต่อ ๆ ไปอีกหรือไม่นั้น นอกจากจะต้องได้ความว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้วยังจะต้องมีเหตุอันสมควรอีกด้วย ซึ่งการพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์รวม 5 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือนเศษ และหากนับตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไปจากศาลชั้นต้นจนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเป็นครั้งที่ 5 เป็นเวลานานถึง 3 เดือนเศษ นับว่าเป็นระยะเวลาเพียงพอที่จำเลยจะเรียงอุทธรณ์ได้แล้วเสร็จ การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 6 อีก เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ใส่ใจที่จะดำเนินการให้เสร็จลุล่วงไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ตามพฤติการณ์จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยอีก สำหรับที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในการยกคำร้องข้อหนึ่งว่า "...ข้ออ้างตามคำร้องหาใช่พฤติการณ์พิเศษไม่..." นั้น เมื่ออ่านข้อความดังกล่าวประกอบข้อความอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว ก็มีความหมายเพียงว่า กรณีตามคำร้องไม่ใช่เหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยอีกต่อไปเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — วัดอนามัยเกษม (บางเทา)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสุกิจ นาคะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวินัย อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วินัย เรืองศรี
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562
#630103
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ สำหรับรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ฉะนั้น โจทก์จึงไม่อาจนำเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่โจทก์กำหนดขึ้นเองไปหักออกจากกำไรสุทธิของจำเลยในปี 2542 และปี 2543 ซึ่งโจทก์และจำเลยควรรู้ได้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนในการที่โจทก์ช่วยจำเลยหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยผู้มีเงินได้ที่จะต้องเสียตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 26,381,095.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 23,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายอุทัย นางวราภรณ์ และนางสาวอังคณา เป็นกรรมการ กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาอ้างว่าเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงถึงรายจ่ายที่นำมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งมีอยู่ก่อนการทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างบริษัท ไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด กับบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2541 และใบแจ้งหนี้ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ของบริษัทสยามเมติก จำกัด นั้น โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้แล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2548 ตามบัญชีพยานโจทก์เพิ่มเติม ครั้งที่ 4 ส่วนสัญญาจ้างระหว่างบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับบริษัทสยามเมติก จำกัด และแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ลงวันที่ 7 มกราคม 2543 นั้น โจทก์ย่อมทราบว่าจะอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นพิจารณาและรู้อยู่แล้วว่าสรรพเอกสารที่จะอ้างมีอะไรบ้าง จึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์อ้างพยานหลักฐานเพิ่มในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ประกอบมาตรา 246และ 247 (เดิม) ให้ยกคำร้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 นายอุทัย กรรมการคนหนึ่งของจำเลยเรียกโจทก์ไปพบบอกว่าจำเลยจะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่เป็นนมเปรี้ยวพร้อมดื่มใช้ชื่อ ไอวี่ เมื่อวางตลาดแล้วจำเลยจะมีกำไรประมาณปีละ 100,000,000 บาท ซึ่งมีผลให้จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 30,000,000 บาท ขอให้โจทก์หาทางเสียภาษีอย่างประหยัด โจทก์บอกนายอุทัยว่า โจทก์สามารถทำให้จำเลยเสียภาษีอย่างถูกต้องและน้อยลงได้ หลังจากนั้นโจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยกับบริษัทอื่น ๆ ในเครือของจำเลยอีก 4 บริษัท พบว่าหากสามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้อีกปีละ 39,000,000 บาท ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยลดลงได้ปีละ 11,700,000 บาท โจทก์จึงแจ้งให้นายอุทัยทราบ นายอุทัยถามโจทก์ว่า กรมสรรพากรจะไม่ประเมินภาษีเพิ่มใช่หรือไม่ และหากโจทก์ทำถูกต้องจำเลยจะให้รางวัลโจทก์ที่ประหยัดภาษีได้ โจทก์ขอให้นายอุทัยทำบันทึกข้อตกลงที่จะให้รางวัลโจทก์นายอุทัยให้โจทก์ร่างบันทึกข้อตกลง แล้วลงลายมือชื่อไว้ โดยจำเลยตกลงจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นรางวัล ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้มอบตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยสัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือผู้ถือในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 นับตั้งแต่โจทก์วางแผนภาษีให้แก่จำเลยจนถึงปี 2546 จำเลยไม่เคยถูกเจ้าพนักงานกรมสรรพากรตรวจสอบเกี่ยวกับภาษี ซึ่งโจทก์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในบันทึกข้อตกลงที่ระบุว่าบริษัทจำเลยจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 100,000,000 บาท หมายความเฉพาะผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว ยี่ห้อ ไอวี่ เท่านั้น ซึ่งจำเลยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราร้อยละ 30 เป็นเงินปีละ 30,000,000 บาท นายอุทัยจึงตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบคิดหาวิธีการให้จำเลยเสียภาษีน้อยลงไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000,000 บาท โจทก์ตรวจสอบดูหลักฐานแล้วสามารถทำให้จำเลยเสียภาษีต่ำลงปีละ 11,700,000 บาท จำเลยจึงพอใจและจะให้ค่าตอบแทน 2 ปี จากจำนวนภาษีที่ลดลงเป็นจำนวนเงิน 23,400,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และโจทก์ได้เบิกความอธิบายข้อความในบันทึกข้อตกลงที่ว่า จำเลยจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนี้ ถ้าการทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีให้เสียภาษีน้อยลงได้ผลและไม่ถูกกรมสรรพากรตรวจพบ หมายความว่า ถ้าโจทก์ทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีเป็นผลให้เสียภาษีน้อยลงได้โดยกรมสรรพากรตรวจสอบไม่พบ ถ้าหากโจทก์ทำหลักฐานประกอบการลงบัญชีแล้วถูกกรมสรรพากรตรวจพบให้ถือว่างานชิ้นนี้ไม่สำเร็จ แสดงว่าสาระสำคัญของการจ่ายเงิน 23,400,000 บาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่โจทก์อยู่ที่ต้องไม่ให้กรมสรรพากรตรวจสอบพบว่าเอกสารที่นำมาใช้หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของจำเลยไม่ถูกต้อง อีกทั้งก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้จ่ายโบนัสและค่าขาดประโยชน์ตามฟ้องแก่โจทก์ตามสำเนาคำฟ้องคดีแรงงาน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า ปี 2542 บริษัทจำเลยมีผลกำไรที่แท้จริงประมาณ 100,000,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินปีละ 30,000,000 บาท นายอุทัยจึงมีคำสั่งให้โจทก์หาทางให้จำเลยเสียภาษีน้อยลงซึ่งขณะนั้นจำเลยต้องช่วยจ่ายผลขาดทุนให้บริษัทธเนศพัฒนา จำกัด และบริษัทสยามเมติก จำกัด จึงตกลงจะนำเงินจากบริษัทจำเลยและบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ไปจ่ายโดยสร้างหลักฐานว่า บริษัทจำเลยจ้างบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด วางแผนการขายเป็นเงิน 30,000,000 บาท และบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จ้างบริษัทสยามเมติก จำกัด ทำการวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเป็นเงิน 9,000,000 บาท ซึ่งไม่มีการจ้างกันจริง จากการทำเช่นนี้ทำให้กำไรของบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ลดลงไป 39,000,000 บาท สามารถหลบเลี่ยงภาษีในปี 2542 ได้จำนวน 11,700,000 บาท ทำให้บริษัทจำเลยขึ้นเงินเดือนให้โจทก์ 10,400 บาท ต่อเดือนและจ่ายโบนัสเป็นเงิน 2 เท่า ตามที่ตกลงกัน ในปี 2543 โจทก์ยังคงใช้วิธีการเดียวกัน โดยบริษัทจำเลยจ้างบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด วางแผนการขายเป็นเงิน 30,000,000 บาท และบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จ้างบริษัทสยามเมติก จำกัด ทำการวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเป็นเงิน 9,000,000 บาท ซึ่งไม่มีการจ้างกันจริง จากการทำเช่นนี้ สามารถหลบเลี่ยงภาษีในปี 2543 ได้จำนวน 11,700,000 บาท แต่บริษัทจำเลยไม่ยอมจ่ายโบนัสและเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าเงินกำไร จำนวน 39,000,000 บาท ที่ลดลง สามารถหลบเลี่ยงภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในปี 2542 เป็นเงิน 11,700,000 บาท ตามที่ปรากฏในคำฟ้องคดีแรงงานดังกล่าวคือเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้ เห็นได้ว่า การที่บริษัทจำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2542 เป็นเงิน 11,700,000 บาท เนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย ในข้อนี้ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวสุรัตน์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 7 ประจำสำนักงานสรรพากรภาค 4 พยานโจทก์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การนำเงินจากบริษัทจำเลยและบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ไปจ่าย โดยสร้างหลักฐานว่าบริษัทจำเลยจ้างบริษัทธนเนศพัฒนา จำกัด วางแผนการขายเป็นเงิน 30,000,000 บาท และบริษัท ไอ.พี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จ้างบริษัทสยามเมติก จำกัด ทำการวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเป็นเงิน 9,000,000 บาท ซึ่งไม่มีการจ้างจริงนั้นจะนำไปหักค่าใช้จ่ายไม่ได้และถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี ที่บัญญัติว่า รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง ... ฉะนั้น โจทก์จึงไม่อาจนำเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 39,000,000 บาท ที่โจทก์กำหนดขึ้นเองดังกล่าวไปหักออกจากกำไรสุทธิจำนวน 100,000,000 บาท ของจำเลยในปี 2542 ซึ่งโจทก์และจำเลยควรรู้ได้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 23,400,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนในการที่โจทก์ช่วยจำเลยหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
วรงค์พร จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2562
#630105
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอเฉลี่ยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 (เดิม) มีประเด็นคือผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ในขณะยื่นคำขอ เมื่อผู้ร้องเคยยื่นคำร้องเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่ขวนขวายหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในครั้งนี้อีกเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์เดิม โดยอ้างพยานหลักฐานการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้ร้องสามารถกระทำได้ในการยื่นคำขอครั้งแรก อีกทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกเจ้าหนี้อื่นยึดไว้ก็ล้วนเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีมาตั้งแต่ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งแรก การตรวจสอบทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ผู้ร้องสามารถกระทำได้แต่ต้นแต่ไม่ดำเนินการเอง การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในครั้งนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 27,984,261.73 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,875,000 บาท ของต้นเงิน 9,200,000 บาท และของต้นเงิน 1,375,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 กับของต้นเงิน 1,300,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ของต้นเงิน 8,575,000 บาท นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2553 ของต้นเงิน 4,540,000 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2553 และของต้นเงิน 2,300,000 บาท นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 446,772.97 บาท ตามขอ (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2553) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2554 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเครื่องจักรของจำเลยที่ 1 รวม 33 รายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 31,999,000 บาท วันที่ 12 ธันวาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดเครื่องจักรดังกล่าวเสร็จสิ้นในราคารวม 7,422,000 บาท และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 จำนวน 26 รายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 3,300,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับการเฉลี่ยทรัพย์จากเครื่องจักรรวม 33 รายการ และทรัพย์สินอื่นอีก 26 รายการ ของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 และ 18 พฤศจิกายน 2557

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์และผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะการยึดทรัพย์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ตามสัดส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดตกเป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 14 ตุลาคม 2554 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเครื่องจักรของจำเลยที่ 1 รวม 33 รายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 31,999,000 บาท วันที่ 12 ธันวาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดเครื่องจักรดังกล่าวเสร็จสิ้นในราคารวม 7,422,000 บาท และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินภายในโรงงานของจำเลยที่ 1 จำนวน 26 รายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 3,300,000 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 205/2554 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์จากเครื่องจักรรวม 33 รายการ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ได้อีก

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้สำหรับทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ภายหลังจากศาลยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือเงินฝากในธนาคารและทรัพย์อื่นที่มีก็ถูกเจ้าหนี้รายอื่นยึดไว้แล้ว นั้น เห็นว่า ในการขอเฉลี่ยทรัพย์มีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสอง (เดิม) คือ ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่สามารถเอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ประเด็นที่ว่าผู้ขอไม่สามารถเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นประเด็นที่ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ในขณะยื่นคำขอ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเคยยื่นคำร้องเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 มาแล้ว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่ขวนขวายสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในครั้งนี้อีกเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์เดิม โดยพยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างประกอบการยื่นคำขอ ทั้ง การตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้ร้องสามารถกระทำได้ในการยื่นคำขอครั้งแรก อีกทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกเจ้าหนี้อื่นยึดไปก็ล้วนเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีมาตั้งแต่ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งแรก การตรวจสอบหาทรัพย์สินเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ร้องสามารถกระทำได้ตั้งแต่ต้นแต่ไม่ดำเนินการเอง การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในครั้งนี้สำหรับทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดชลบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 205/2554 ที่ผู้ร้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นหนี้ที่เกิดจากการสมยอมกัน และผู้ร้องยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์โดยไม่สุจริต นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 205/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเคยมีกรรมการเดิมของจำเลยที่ 1 ขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นยกคำร้อง คดีถึงที่สุด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่า หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวเป็นหนี้สมยอมระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยพยานหลักฐานของโจทก์มีนางสาวนวลปรางค์ เบิกความประกอบเอกสารงบการเงิน ความว่า ไม่มีรายการกู้ยืมเงินซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ผู้ร้องนำมาฟ้องจำเลยที่ 1 จนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีหมายเลขแดงที่ 205/2554 ถูกระบุไว้ในงบการเงินของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มิได้กู้ยืมเงินกันจริง การฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องที่ไม่มีมูลหนี้แต่เป็นการสมยอมเพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้ร้องได้รับประโยชน์ในลักษณะเป็นทรัพย์สินเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้อื่น ส่วนผู้ร้องมีนายอนุสรณ์ เบิกความว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินผู้ร้องจำนวน 5,500,000 เหรียญสิงค์โปร์ ผู้ร้องโอนเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมามีการขอแก้ไขการผ่อนชำระเงินกู้ แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ผู้ร้องจึงนำมูลหนี้ดังกล่าวฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลมีคำพิพากษาตามยอม ในคดีหมายเลขแดงที่ 205/2554 นั้น เห็นว่า โจทก์ที่เป็นฝ่ายมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเป็นหนี้สมยอมมีพยานเพียงนางสาวนวลปรางค์ เบิกความลอย ๆ ว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 มิได้กู้ยืมเงินกันจริง เพราะไม่ได้ระบุการกู้ยืมดังกล่าวไว้ในงบการเงินของจำเลยที่ 1 นั้น แม้ในงบการเงินของจำเลยที่ 1 จะไม่มีระบุเรื่องการกู้ยืมเงินจากผู้ร้องดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมีสัญญากู้ และหลักฐานการโอนเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 มาแสดง พยานผู้ร้องจึงน่าเชื่อว่า ผู้ร้องได้ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจริง และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดจนศาลมีคำพิพากษาตามยอม กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงว่าคำพิพากษาดังกล่าวเกิดจากการสมคบสมยอมกันดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนการที่ผู้ร้องจะไม่รีบขวนขวายดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองภายหลังศาลมีคำพิพากษา ก็มิได้เป็นเหตุให้การขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตแต่อย่างใด เพราะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ดังนั้น เมื่อได้ความจากนายอนุสรณ์พยานผู้ร้องเบิกความประกอบเอกสารว่า จำเลยที่ 1 มีเจ้าหนี้หลายราย ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ส่วนใหญ่ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดและนำออกขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และเงินฝากในธนาคารที่เพียงพอจะชำระหนี้ของผู้ร้องโดยสิ้นเชิง จึงน่าเชื่อว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จากการยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ตามส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 290 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
ผู้ร้อง — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ห.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพงศ์ภัทร อะสีติรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 475/2562
#630104
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ต่อมาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำให้การ (ที่ถูก คำร้อง) ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ ปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นคดีสาขาของคดีดังกล่าว ถึงแม้จะพิจารณาต่อไปก็ไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ซื้อทรัพย์ได้รับโอนอสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี (เดิม) ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกจากทรัพย์พิพาทสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 88 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 90907, 90908 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ผู้ซื้อทรัพย์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงอาศัยอยู่ในที่พิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นบังคับคดี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การ (ที่ถูก ต้องทำเป็นคำร้อง) ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้มีสิทธิแสดงอำนาจพิเศษในกรณีนี้ จึงไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ ไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 โดยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาศัยบ้านเลขที่ 88 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 90907, 90908 ในระหว่างที่รอคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 โดยขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 88 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 90907 และ 90908 ในระหว่างที่รอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำให้การ (ที่ถูก คำร้อง) ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งอ้างว่า ผู้ซื้อทรัพย์ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั้นขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นคดีสาขาของคดีดังกล่าว ถึงแม้จะพิจารณาต่อไปก็ไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
ธนาคาร ก. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ อ.
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ อ.
จำเลย — นาวาเอก ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2562
#630943
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยระบุเหตุเลิกสัญญาตามข้อ 7 ข้อ 13 และข้อ 14 ไว้ด้วย ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาให้บริการพื้นที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในชั้นพิจารณาทั้งโจทก์และจำเลยนำสืบอ้างถึงสัญญาให้บริการพื้นที่พร้อมเอกสารแนบและบันทึกต่อท้ายสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ ในการวินิจฉัยคดีว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณารายละเอียดตามคำให้การของจำเลยประกอบเอกสารดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อที่นำสืบปรากฏในชั้นพิจารณาโดยชอบแล้ว ฉะนั้น แม้จำเลยจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยระบุเหตุตามข้อ 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจนำข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นไปตามข้อ 14 ได้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและคืนเงินหลักประกันรวมเป็นเงิน 4,865,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 6,160,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 242,000 บาท แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 158,000 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำเลยทำสัญญาตกลงให้โจทก์ใช้บริการพื้นที่ร้านค้าในสถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขานาโคก ของจำเลย ตั้งอยู่เลขที่ 84/7 หมู่ที่ 2 ถนนสายธนบุรี - ปากท่อ ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าและกระเป๋าจากโรงงานในนามร้านมิสเตอร์แบงค์ Mr. Bank Factory Outlet มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 ตามสัญญาให้บริการพื้นที่พร้อมเอกสารแนบและบันทึกต่อท้ายสัญญาให้บริการพื้นที่เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 (เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2) ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2556 เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมนางสาวปนัดดา พนักงานประจำร้านมิสเตอร์แบงค์ดังกล่าวของโจทก์ แจ้งข้อกล่าวหาว่าช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด วันที่ 5 กันยายน 2556 จำเลยบอกเลิกสัญญา ครั้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนางสาวปนัดดาและโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.5 ระบุว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาตามข้อตกลงในเอกสารแนบ 1 ข้อ 7 และข้อ 13 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยบอกเลิกสัญญาได้โดยชอบตามเอกสารแนบ 1 ข้อ 14 เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยระบุเหตุเลิกสัญญาตามข้อ 7 ข้อ 13 และข้อ 14 ไว้ด้วย และชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาให้บริการพื้นที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในชั้นพิจารณาทั้งโจทก์และจำเลยนำสืบอ้างถึงสัญญาให้บริการพื้นที่พร้อมเอกสารแนบและบันทึกต่อท้ายสัญญาให้บริการพื้นที่ระหว่างจำเลยกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 (เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2) โดยเอกสารแนบ 1 ข้อ 7 มีความว่า ผู้รับบริการ...ต้องไม่ใช้พื้นที่ที่ให้สิทธิดำเนินการเพื่อกระทำการหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ประกาศ ระเบียบและคำสั่งของทางราชการ หรือกระทำการใดอันผิดศีลธรรมหรือเป็นการรบกวน เดือดร้อน รำคาญ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทบางจากฯ (มหาชน) หรือบุคคลอื่นใด ข้อ 13.6 มีความว่า ผู้รับบริการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการบริการที่ดี ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์หรือชื่อเสียงทางการค้าของบริษัทบางจากฯ (มหาชน) และข้อ 14 มีความว่า แม้สัญญาฉบับนี้จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แม้ยังไม่สิ้นระยะเวลาของสัญญาโดยการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า 1 เดือน ดังนั้น ในการวินิจฉัยคดีว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณารายละเอียดตามคำให้การของจำเลยประกอบเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 (เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2) ได้ เพราะเป็นข้อที่นำสืบปรากฏในชั้นพิจารณาโดยชอบแล้ว ฉะนั้น แม้จำเลยจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยระบุเหตุในข้อ 7 ไว้ในเอกสารหมาย จ.5 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มีอำนาจนำข้อเท็จจริงมาวินิจฉัยว่าการบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นไปตามข้อ 14 ได้ และตามเอกสารหมาย จ.5 ก็ได้ให้เวลาโจทก์ขนย้ายภายใน 30 วัน หรือเท่ากับ 1 เดือน นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2556 ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาตามที่ข้อ 14 ระบุว่าต้องให้เวลาล่วงหน้าดังกล่าว การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยชอบจึงไม่มีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายกฤติธัส พิสิษภาสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2562
#630102
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องคดีไม่ได้แต่งตั้งทนายความช่วยดำเนินคดี โจทก์ลงชื่อเป็นโจทก์ด้วยตนเอง และมีชื่อโจทก์กับลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้เขียนหรือพิมพ์ด้วย จึงพอฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เรียงฟ้องดังกล่าว แม้โจทก์ไม่ได้ลงชื่อในช่องผู้เรียง ก็ยังไม่ถึงกับกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจนต้องยกฟ้องโจทก์

คดีมีประเด็นพิพาทในชั้นฎีกาเพียงว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่พึงรับพิจารณาให้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 240,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าใช้ที่ดินตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2554 คิดเป็นเงิน 137,666 บาท และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าใช้ที่ดินเป็นเงิน 102,334 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้พิพากษาลดค่าใช้ที่ดินลง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ 45,000 บาท กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าใช้ที่ดินแก่โจทก์ 35,000 บาท และเมื่อโจทก์ได้รับค่าใช้ที่ดินครบถ้วนแล้วโจทก์จะต้องจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 9403 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9402 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 1,600 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยไม่ปรากฏข้อความว่าบุคคลใดเป็นผู้เรียงคำฟ้องและไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงตามแบบพิมพ์ของศาล ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้น โดยมิได้สั่งให้คืนฟ้องหรือแก้ไขคำฟ้องในข้อบกพร่องดังกล่าว จนกระทั่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่ไม่ระบุชื่อผู้เรียงและไม่มีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียง เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) และหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ที่มีข้อบกพร่องดังกล่าวเป็นฟ้องที่พึงพิจารณาให้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ขณะโจทก์ฟ้องคดีไม่ได้แต่งตั้งทนายความช่วยดำเนินคดีแทน ซึ่งปรากฏในท้ายฟ้องว่าโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ด้วยตนเองและยังมีชื่อโจทก์กับลงลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้เขียนหรือพิมพ์ด้วย จึงพอฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เรียงฟ้องดังกล่าว ซึ่งโจทก์มีอำนาจกระทำได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ก็ยังไม่ถึงกับกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจนถึงกับต้องยกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาเพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่พึงรับพิจารณาให้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 240,000 บาท เป็นเงิน 4,800 บาท จึงเสียเกินมา 4,600 บาท เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,600 บาท แก่โจทก์ให้คงไว้ ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 4,600 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 67 (5) ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายดุสิต ฉิมพันธุ์ทวีสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สันติ วงศ์รัตนานนท์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2562
#633018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1651, 1612 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้ต่อธนาคาร ท. เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาธนาคาร ท. เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ท. ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อธนาคาร ท. โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอเข้าสวมสิทธิแทนที่ธนาคาร ท. ตามที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตได้ ประกอบกับผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งมาตรา 7 ของ พ.ร.ก. ดังกล่าว บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดวิธีพิเศษในการเข้าสวมสิทธิแทนที่ในกรณีที่สถาบันการเงินได้โอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ไว้ว่าให้โอนสิทธิแก่กันได้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิแทนธนาคาร ท. ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โดยผลของกฎหมายดังกล่าว ส่วนการที่ผู้ร้องจะได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ท. หรือไม่ เพียงใดนั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและธนาคาร ท. ไม่มีผลทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาและให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

ต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เลื่อนคดีและไต่สวนพยานผู้ร้องไป แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและกระบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเข้าเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2546 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาและให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในคดีนี้ หลังจากนั้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นทรัพย์สินด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้อง รวมทั้งหนี้ของจำเลยที่ 2 ในคดีของศาลจังหวัดเชียงใหม่ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1651, 1612 ต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 43/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เมื่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอเข้าสวมสิทธิแทนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตได้ ประกอบกับผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งตามมาตรา 7 ของพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดวิธีการพิเศษในการเข้าสวมสิทธิแทนที่ในกรณีที่สถาบันการเงินได้โอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ไว้ว่าให้โอนสิทธิแก่กันได้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิแทนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โดยผลของกฎหมายดังกล่าว ส่วนการที่ผู้ร้องจะได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เพียงใด ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกามานั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องและธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ไม่มีผลทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเสียไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ง.
ผู้ร้อง — บริษัท บ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 430/2562
#633025
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยมีบุตรด้วยกัน 7 คน รวมทั้งโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่โจทก์ได้รับเงิน 6,000,000 บาท จากผู้ตายโดยเสน่หาในระหว่างเวลาที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ หาทำให้สิทธิในการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ต้องเสื่อมเสียไปไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1747 และแม้จะมีข้อตกลงในการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว แต่เมื่อไม่ได้ทำสัญญาโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิอาจบังคับได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง กรณีจึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามสัดส่วน

ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ โดยมีทรัพย์มรดกหลายรายการ ได้แก่ เงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารต่าง ๆ หุ้นในบริษัท และที่ดินอีกหลายแปลง ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดก แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้เปลี่ยนแปลงชื่อในการครอบครองทรัพย์มรดกและเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นหลายรายการมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้โอนทรัพย์มรดกดังกล่าวต่อให้บุคคลอื่นอีก จึงไม่เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยักย้ายโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทอื่น ไม่เป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินบางโฉนดที่เป็นทรัพย์มรดกซึ่งรับโอนมาแล้ว โอนขายแก่จำเลยที่ 4 ในราคา 11,100,000 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์และทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์ในการได้รับการแบ่งปัน จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินซึ่งขายสูงกว่าราคาประเมินตามที่โจทก์และฝ่ายจำเลยรับกันว่ามีราคา 9,950,000 บาท หากแบ่งเป็นสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งคิดเป็นเงินเพียง 5,550,000 บาท เมื่อแบ่งเป็น 8 ส่วน ทายาทจะได้รับคนละ 693,750 บาท แต่จำเลยที่ 2 ยังมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายส่วนอื่นอีก อันมีมูลค่ามากกว่าที่ดินโฉนดที่โอนขายไป จำเลยที่ 2 จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ยักย้าย คิดเป็นเงิน 5,550,000 บาท เมื่อแบ่งเป็น 7 ส่วน ทายาทอื่นได้รับคนละ 792,857 บาท และจำเลยที่ 2 ยังคงเหลือส่วนที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกอยู่อีกคิดเป็นเงิน 4,856,250 บาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งมิใช่ทายาท จำนวน 16,000 หุ้น จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกส่วนนี้คนละ 8,000 หุ้น เพราะน้อยกว่าหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 พึงจะได้รับหลังแบ่งแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้ว คนละ 11,875 หุ้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายเพียงบางส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกำจร ผู้ตาย แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักนานาเหนือ บัญชีเลขที่ 000 1 87xxx x และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ บัญชีเลขที่ 152 2 35xxx x เมื่อแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน รวมเป็นเงิน 2,207,093.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งเงินสลากออมสิน ธนาคารออมสิน เมื่อแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แบ่งให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน เป็นเงิน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งเงินค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1494, 5634, 5635, 8319 และ 8320 เมื่อแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แบ่งให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน เป็นเงิน 3,797,562.50 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับมรดกส่วนของนายกำจร ผู้ตาย ให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ บัญชีเลขที่ 152 2 35xxx x ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักนานาเหนือ บัญชีเลขที่ 000 1 87xxx x และสลากออมสิน ธนาคารออมสิน รวมเป็นเงิน 3,109,457.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1494 ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8319 และเลขที่ 8320 ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายกำจร ผู้ตาย แล้วให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินส่วนที่เพิกถอนการโอนดังกล่าวให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน กับให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนหุ้นในบริษัทแสงอุทัยพัฒนาการ จำกัด บริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล แสงอุทัย ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 3 และที่ 5 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายกำจร ผู้ตาย แล้วให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในหุ้นส่วนที่เพิกถอนการโอนดังกล่าวให้โจทก์ได้รับ 1 ใน 6 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกำจร ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 7 คน ได้แก่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ นางสาวเรวดี นางสาวกอบกุล นางสาวกอบแก้ว และนางสาวพรฤดี ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมและมีสินสมรสร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์มรดก คือ เงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ บัญชีเลขที่ 152 2 35xxx x จำนวน 18,800,435.96 บาท เงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักนานาเหนือ บัญชีเลขที่ 000 1 87xxx x จำนวน 16,513,053.81 บาท ที่ดินทั้งหมด 11 แปลง เฉพาะที่ดินพิพาทในคดีนี้มี 5 แปลง ได้แก่ (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ 1494 เนื้อที่ 3 ไร่ 38 ตารางวา (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 5634 และเลขที่ 5635 เนื้อที่แปลงละ 1 งาน 99 ตารางวา และ (3) ที่ดินโฉนดเลขที่ 8319 และเลขที่ 8320 เนื้อที่แปลงละ 2 งาน 3 ตารางวา หุ้นในบริษัทแสงอุทัยพัฒนาการ จำกัด จำนวน 93,099 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เป็นเงิน 93,099,000 บาท หุ้นในบริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด จำนวน 190,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 19,000,000 บาท เงินค่าหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล แสงอุทัย จำนวน 54,000,000 บาท สลากออมสิน ธนาคารออมสิน จำนวน 2,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงมาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดก โดยที่ดินลำดับ (1) วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไถ่ถอนจำนองจากนางสาวนงพงา แล้วร่วมกันจดทะเบียนโอนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ดินลำดับ (2) วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนแก่จำเลยที่ 2 ครั้นวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 4 ในราคา 11,100,000 บาท และที่ดินลำดับ (3) วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนแก่จำเลยที่ 3 สำหรับหุ้นของผู้ตายในบริษัทแสงอุทัยพัฒนาการ จำกัด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4,655 หุ้น โอนให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 9,310 หุ้น และโอนให้แก่จำเลยที่ 3 จำนวน 79,134 หุ้น ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนหุ้น ของผู้ตายในบริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด แก่จำเลยที่ 5 จำนวน 16,000 หุ้น และโอนหุ้นมรดกส่วนที่เหลือ 174,000 หุ้น แก่จำเลยที่ 3 และวันที่ 18 กันยายน 2552 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 รับเงินค่าหุ้นจำนวน 54,000,000 บาท ของผู้ตายในห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล แสงอุทัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับเงิน 6,000,000 บาท จากผู้ตายโดยเสน่หาในระหว่างเวลาที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ หาทำให้สิทธิในการแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์ต้องเสื่อมเสียไปไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1747 ทั้งนางสาวกอบแก้วเบิกความว่า พยานไม่เคยแจ้งว่าไม่ประสงค์ทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือ เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า แม้จะมีข้อตกลงในการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว แต่เมื่อไม่ได้ทำสัญญาโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิอาจบังคับได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง กรณีจึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามสัดส่วน เว้นแต่ทายาททุกคนยินยอม หรือหากตกลงกันไม่ได้ในท้ายที่สุดก็ต้องนำทรัพย์มรดกออกขายเพื่อแบ่งเงินกัน อย่างไรก็ดี ตามพฤติการณ์ดังกล่าวที่มีการแบ่งปันเงินให้แก่ทายาทโดยธรรมไปแล้ว 4 คน และมีทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันอีกส่วนหนึ่ง แสดงว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอยู่ด้วยรวม 3 คน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือเอาเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งปันทรัพย์มรดกอันได้แก่ ที่ดินพิพาท 5 แปลง และหุ้นพิพาทตามฟ้อง ย่อมต้องมีการปรึกษากัน โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์และบุตรทุกคน ทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องให้ความเป็นธรรมแก่บุตรทุกคน พฤติการณ์ที่นางสาวกอบกุล นางสาวกอบแก้ว นางสาวเรวดี และนางสาวพรฤดียอมรับเงินคนละ 5,000,000 บาท มีเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เชื่อว่าบุคคลดังกล่าวไม่ประสงค์จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายอีก ส่วนโจทก์ก็ได้รับเงินจากผู้ตายขณะมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก แสดงว่ามีข้อเสนอบางประการให้ผู้ตายจนยินยอมให้เงินถึง 6,000,000 บาท การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินลำดับ (1) ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ดินลำดับ (2) ให้แก่จำเลยที่ 2 และโอนที่ดินลำดับ (3) ให้แก่จำเลยที่ 3 รวมทั้งหุ้นในบริษัทแสงอุทัยพัฒนาการ จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หุ้นในบริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 3 และค่าหุ้นของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล แสงอุทัยให้แก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้โอนทรัพย์มรดกดังกล่าวต่อไปให้บุคคลอื่นอีก จึงไม่เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำการยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่น จึงไม่เป็นเหตุถูกกำจัดทำมิให้รับมรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง แต่การที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินลำดับ (2) ที่รับโอนมาแล้วโอนขายแก่จำเลยที่ 4 ในราคา 11,100,000 บาท ย่อมเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์และทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์ในการได้รับการแบ่งปัน จึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของผู้ตายตามบทบัญญัติข้างต้น เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินซึ่งขายสูงกว่าราคาประเมินตามที่โจทก์และฝ่ายจำเลยรับกันว่ามีราคา 9,950,000 บาท หากแบ่งเป็นสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้วคงคิดเป็นเงินตามทรัพย์มรดกรายการนี้เพียง 5,550,000 บาท เมื่อแบ่งเป็น 8 ส่วน ทายาทจะได้รับคนละ 693,750 บาท แต่จำเลยที่ 2 ยังมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายส่วนอื่นอีก อันมีมูลค่ามากกว่าที่ดินลำดับ (2) จำเลยที่ 2 จึงต้องถูกกำจัดเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้าย คิดเป็นเงิน 5,550,000 บาท ซึ่งจะนำไปแบ่งเป็น 7 ส่วน ทายาทอื่นได้รับคนละ 792,857 บาท และจำเลยที่ 2 ยังคงเหลือส่วนที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกอยู่อีกคิดเป็นเงิน 4,856,250 บาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนหุ้นในบริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด 16,000 หุ้น แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งมิใช่ทายาท จึงต้องกำจัดมิให้รับมรดกส่วนนี้คนละ 8,000 หุ้น เพราะน้อยกว่าหุ้นซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 พึงจะได้รับหลังแบ่งแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้ว คนละ 11,875 หุ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายเพียงบางส่วนดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและหุ้นพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นแล้วว่า คดีนี้เป็นกรณีของผู้จัดการมรดก คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องจัดการมรดกร่วมกันโดยอาศัยเสียงข้างมาก ประกอบกับมีพฤติการณ์อันทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจว่า ที่โจทก์และทายาทอื่นตกลงจะไม่รับมรดกส่วนอื่น จึงจัดการมรดกโดยแบ่งปันทรัพย์มรดกบางส่วนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แม้การกระทำดังกล่าว ถือว่าเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบก็เพียงแต่ไม่มีผลผูกพันทายาทอื่นหรือโจทก์เท่านั้น ไม่ถึงขนาดทำนิติกรรมซึ่งผู้จัดการมรดกทั้งสามมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้นในฐานะทายาท แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอนนิติกรรมเช่นนี้ ทั้งมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 4 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินลำดับ (2) ชอบแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินลำดับ (1) และ (3) กับโอนหุ้นพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามฟ้อง โดยมิได้แบ่งปันแก่ทายาทอื่นโดยมิชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและหุ้นพิพาทดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนที่ดินและหุ้นพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของผู้ตายชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำให้การต่างรับข้อเท็จจริงกันว่ารายการทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดลง ซึ่งต้องแบ่งสินสมรสให้ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ได้ส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ประกอบมาตรา 1533 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจจัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้น ไม่อาจจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของบุคคลอื่น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ร่วมในการจัดการมรดกโดยยินยอมแบ่งส่วนของตนแก่ทายาทในฐานะส่วนตัว การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวก็เพื่อให้กลับสู่กองมรดกเท่านั้น ย่อมไม่อาจก้าวล่วงในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนในแต่ละรายการตามฟ้องทั้งหมดได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินลำดับ (1) และ (3) กับหุ้นพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้คิดดอกเบี้ยในเงินฝากธนาคารกับเงินสลากออมสิน นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2549 อันเป็นวันที่ผู้จัดการมรดกมีอำนาจแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้น ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกนั้น โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านปัญหาข้อนี้มาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 2 มิให้รับมรดกของผู้ตายในส่วนเงินจำนวน 5,550,000 บาท และกำจัดจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิให้รับมรดกในส่วนของหุ้นในบริษัทสินพลเอนยีเนียริ่ง จำกัด คนละ 8,000 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5634 และเลขที่ 5635 โดยแบ่งเป็น 1 ใน 7 ส่วน แก่โจทก์เป็นเงิน 792,857 บาท สำหรับทรัพย์สินรายการอื่นตามฟ้องให้แบ่งแก่โจทก์รายการละ 1 ใน 8 ส่วน โดยให้หักเงินและหุ้นที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกกำจัดนำไปแบ่งเฉลี่ยแก่โจทก์และทายาทอื่นตามส่วน นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605 วรรคหนึ่ง ม. 1747 ม. 1750 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2562
#629130
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ภาค เปลี่ยนดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ -
ชื่อองค์คณะ
นางปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 375/2562
#633045
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหมิ่นประมาท ถ้อยคำพูด หรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 วรรคสอง โจทก์ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้บรรยายฟ้องไว้ ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ประสงค์ให้ลงโทษ แม้จะฟังได้ว่าจำเลยพูดและติดภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจริง ก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 91 ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 5,014,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยลงประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายตามท้องตลาด 2 ฉบับ เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญาและให้การคดีส่วนแพ่งว่าค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพระภิกษุ ได้รับอนุญาตจากเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ให้ใช้สำนักสงฆ์เขาดินสอ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และจำเลยจะให้เลขแก่ประชาชนเพื่อไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวย วิธีให้เลขจำเลยจะหยดเทียนเป็นรูปตัวเลขในอ่างน้ำมนต์ให้ประชาชนดูว่าเป็นตัวเลขอะไร ในงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2557 จำเลยให้เลข 3 ตัวบน ในอ่างน้ำมนต์เป็นเลข 198 หรือ 168 แล้วแต่คนจะดู งวดดังกล่าวสลากกินแบ่งรัฐบาลออกเลขท้าย 3 ตัวบน คือเลข 198 มีประชาชนซื้อหวยถูกเป็นจำนวนมาก วันที่ 2 ถึง 8 มิถุนายน 2557 จำเลยไม่อยู่ที่สำนักสงฆ์เขาดินสอ จำเลยให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดูแลเงินที่มีผู้นำมาบริจาคที่สำนักสงฆ์ สำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยกระทำความผิดรวม 8 กรรม (ที่ถูก 7 กรรม) หรือไม่ เห็นว่า สำหรับการกระทำวันที่ 24, 25, 26, 28 และ 30 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด จึงเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องการกระทำในวันดังกล่าว ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ที่ 1 ข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 27 และ 29 มิถุนายน 2557 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใส่ความโจทก์ที่ 1 โดยวิธีป่าวประกาศด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อบุคคลหลายคนว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมนุษย์สิบแปดมงกุฎ ร่วมกันยักยอกเงินทำบุญจากประชาชนซึ่งเป็นเงินของจำเลย ที่จำเลยเก็บไว้ในตู้บริจาคไปเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท โดยจำเลยได้นำเอาภาพถ่ายของโจทก์ที่ 1 ที่ในภาพถ่ายมีชื่อของโจทก์ที่ 1 อยู่ด้วย มากระจายแจกจ่ายให้บุคคลทั่วไปอีกหลายคนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ยักยอกเงินดังกล่าวไปคือคนที่ปรากฏในภาพถ่าย จำเลยใส่ความโจทก์ที่ 1 ทุกวันรวม 10 วัน ปรากฏตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้อง แต่ทางพิจารณาโจทก์ที่ 1 มีโจทก์ที่ 1 นายเดชสกุล นางสุวรี และนางอาภรณ์ เป็นพยาน เบิกความประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2557 นายเดชสกุลและนางสุวรีเดินทางไปที่วัดหนองตะโก ได้ยินจำเลยประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "ญาติโยมทั้งหลาย นางนงนุช (โจทก์ที่ 1) เป็นพวกสิบแปดมงกุฎ บุคคลนี้เป็นบุคคลอันตราย ใครอยู่ใกล้อย่าให้เข้าใกล้ โกงเงินพระเงินวัดไป 5 ล้านบาท" โดยมีภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ติดอยู่ที่โต๊ะวางถังน้ำมนต์ และในวันที่ 29 มิถุนายน 2557 นางอาภรณ์กับเพื่อนเดินทางไปที่วัดหนองตะโกเพื่อจะหาเลขซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ยินจำเลยพูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "นางนงนุช (โจทก์ที่ 1) เป็นบุคคลเชื่อถือไม่ได้โกงเงินวัดไปจำนวน 5 ล้านบาท เป็นมนุษย์สิบแปดมงกุฎ ไม่ให้ผู้ใดเชื่อถือบุคคลนี้" และมีภาพถ่ายระบุชื่อนามสกุล โจทก์ที่ 1 ปิดไว้ที่โต๊ะวางถังน้ำมนต์ นางอาภรณ์ไม่ได้รอเอาตัวเลขจากจำเลย แต่ขณะอยู่ในวัดได้โทรศัพท์ไปหาโจทก์ที่ 1 แล้วแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้โจทก์ที่ 1 ทราบ พร้อมทั้งสอบถามโจทก์ที่ 1 ว่า โกงเงินไปจำนวน 5 ล้านบาท จริงหรือไม่ โจทก์ที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่ได้โกง เห็นว่า ข้อความที่โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาท โจทก์ที่ 1 นั้น พยานโจทก์ที่ 1 คงเบิกความแต่เพียงว่า จำเลยพูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมนุษย์สิบแปดมงกุฎ เท่านั้น ที่ตรงกับถ้อยคำซึ่งโจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องไว้ ส่วนข้อความอื่นที่โจทก์ที่ 1 นำสืบ เป็นข้อความที่โจทก์ที่ 1 มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง ภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า ติดอยู่ที่โต๊ะวางถังน้ำมนต์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องเพราะโจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 มาแจกจ่ายให้บุคคลทั่วไป ในคดีหมิ่นประมาทนั้น ถ้อยคำพูดหรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 วรรคสอง โจทก์ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้บรรยายฟ้องถ้อยคำพูดอื่น และภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ที่ติดที่โต๊ะวางถังน้ำมนต์ดังกล่าวไว้ให้ปรากฏไว้ในคำฟ้องจึงถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ประสงค์ให้ลงโทษ แม้จะฟังได้ว่าจำเลยพูดและติดภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจริง ศาลก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ดังนั้น ถ้อยคำที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ที่ 1 คงมีเพียงถ้อยคำที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยพูดว่า "โจทก์ที่ 1 เป็นมนุษย์สิบแปดมงกุฎ" และนำภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 มาแจกจ่ายเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยพูดถ้อยคำดังกล่าวและนำภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 มาแจกจ่ายจริง และเป็นถ้อยคำที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยเป็นพระภิกษุที่รับผิดชอบดูแลสำนักสงฆ์เขาดินสอ และการให้เลขแก่ประชาชนเพื่อไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือหวยมิใช่กิจของสงฆ์ ในงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2557 มีประชาชนจำนวนมากถูกหวยจากเลขท้ายสามตัวที่จำเลยให้ จึงน่าเชื่อว่าหลังวันที่ 1 มิถุนายน 2557 มีประชาชนมาที่สำนักสงฆ์เขาดินสอเป็นจำนวนมากและบริจาคเงินจำนวนไม่น้อย ช่วงเวลาที่จำเลยไม่อยู่ที่สำนักสงฆ์เขาดินสอระหว่างวันที่ 2 ถึง 8 มิถุนายน 2557 เพราะมีคนมายิงปืนที่สำนักสงฆ์ในช่วงเช้าของวันที่ 2 มิถุนายน 2557 จำเลยมอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เก็บเงินที่ประชาชนมาบริจาค โจทก์ที่ 1 อ้างว่ามีเงินบริจาคในช่วงเวลาดังกล่าวเพียง 360,000 บาท โจทก์ที่ 1 สั่งซื้อเครื่องรางจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ไปประมาณ 300,000 บาท และจ่ายค่าดินลูกรัง 90,000 บาท เงินบริจาคจึงไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้มอบบิลส่งของชั่วคราวให้จำเลย ทั้งบิลส่งของชั่วคราวดังกล่าวระบุเพียงว่าเป็นค่าตัวต่อเงินต่อทอง แต่มิได้ระบุซื้อมาจากบุคคลใด ร้านค้าชื่ออะไร และไม่มีชื่อหรือลายมือชื่อว่าบุคคลใดเป็นผู้ส่งของ ทั้งโจทก์ที่ 1 ไม่ได้แจ้งยอดเงินบริจาคแต่ละวันให้จำเลยทราบ เกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาคของสำนักสงฆ์เขาดินสอนั้น โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ที่ 1 ถามติงว่า ช่วงที่ประชาชนมาจำนวนมากมีเงินทำบุญประมาณ 1,000,000 บาท ต่อวัน จำเลยเก็บเงินดังกล่าวไว้และจำเลยจ้างคนไปนับที่หมู่บ้านพฤกษากาญจน์ และโจทก์ที่ 1 เบิกความยอมรับว่า ช่วงวันที่ 2 ถึง 8 มิถุนายน 2557 นายสุนทร นางแย้ม ลูกศิษย์จำเลยรับโอนเงินจากผู้บริจาคเข้าบัญชีของนายสุนทร 20,000 บาท นายสุนทรโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 1 นายดาบตำรวจหรือนายนิธิพจน์หรือกล้า พยานโจทก์ที่ 1 ก็เบิกความว่า ช่วงก่อนวันสลากกินแบ่งรัฐบาลออกประมาณ 2 ถึง 3 วัน มีประชาชนมาทำบุญจำนวนมาก หากจำเลยอยู่ที่สำนักสงฆ์จะได้เงินวันละ 50,000 ถึง 80,000 บาท บางวันก็ได้เป็นแสน บางวันก็ได้เป็นล้านบาท โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ทั้งสองเคยไปช่วยจำเลยนับเงินบริจาคที่บ้าน ผู้ที่ช่วยกันนับเงินบริจาคมีเพียงโจทก์ทั้งสองกับนายกล้าและจำเลยเพียง 4 คนเท่านั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบดีว่าแต่ละวันมีผู้บริจาคเงินจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่จำเลยไม่อยู่ที่สำนักสงฆ์ จำเลยไว้วางใจมอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดูแลเงินบริจาค แต่โจทก์ที่ 1 กลับไม่ได้แจ้งยอดเงินบริจาคแต่ละวันให้จำเลยทราบ จำเลยนำสืบว่าในระหว่างวันที่ 10 ถึง 14 มิถุนายน 2557 จำเลยกลับมาที่สำนักสงฆ์เขาดินสอ มีคนมาร่วมทำบุญวันละหลายแสนบาท ช่วงวันที่ 9 ถึง 15 มิถุนายน 2557 มีประชาชนประมาณ 100 คน บอกจำเลยว่าถวายเงินบริจาคให้จำเลย โดยใส่ซองมอบให้โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ได้รับเงิน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยพูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "โจทก์ที่ 1 เป็นมนุษย์สิบแปดมงกุฎ" เพราะช่วงที่จำเลยไม่อยู่ที่สำนักสงฆ์ จำเลยมอบให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดูแลเงินบริจาค แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้มอบเงินหรือทำบัญชีแจ้งยอดเงินบริจาคแต่ละวันให้จำเลยทราบ และจำเลยพูดเพื่อมิให้ประชาชนมอบเงินบริจาคให้แก่สำนักสงฆ์เขาดินสอผ่านโจทก์ที่ 1 อีก เป็นการกระทำในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสำนักสงฆ์เขาดินสอ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง และไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม อันไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น. กับพวก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
สุภัทร์ สุทธิมนัส
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 341/2562
#631181
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง ทั้งไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยเป็นของกลางด้วย แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและมีคำขอให้ศาลวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97 100/1, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 3 มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตและปรับคนละ 2,000,000 บาท ฐานร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน) จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทางนำสืบจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 25 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกิน 1 ปี ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน ริบของกลาง ยกเว้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ คงเพิ่มเฉพาะโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 3,000,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 10 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 3 ไม่เกิน 1 ปี ไม่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 347x xxx แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ในท้องที่ตำบลหนองบัวโคก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และยึดเมทแอมเฟตามีน 2 ชิ้น กับอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ชุด เป็นของกลาง ในเวลาต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจกลับไปตรวจค้นที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 อีกครั้ง และยึดเมทแอมเฟตามีนในถุงรวม 966 เม็ด กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 1 ถุง เป็นของกลาง และในตอนเย็นของวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ที่บริเวณสี่แยกไฟแดงทางเข้าอำเภอลำปลายมาศ และยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 1 หลอด เป็นของกลางวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 13 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ที่ตำบลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และยึดเมทแอมเฟตามีน 3 มัด รวม 6,062 เม็ด เป็นของกลาง หลังจากนั้นไปค้นบ้านของจำเลยที่ 3 ในท้องที่เดียวกันยึดเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด กับอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนอีก 1 ชุด เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไปตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 125.7602 กรัม โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพ รวมทั้งคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงพฤติการณ์ในการจับกุมและยึดยาเสพติดของกลางได้สอดคล้องต้องกันทุกขั้นตอน โดยเริ่มจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนในอู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 ได้ 2 ชิ้น กับ 966 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาวอีก 1 ถุง หลังจากนั้นจึงขยายผลไปจับกุมจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 1 หลอด กับพาไปยึดเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 ฝากไว้อีก 6,062 เม็ด ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับกุมก็ให้การยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ในอู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 เป็นยาเสพติดส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 3 มอบให้เก็บรักษาไว้ เพื่อเตรียมจำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยที่ 3 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 347x xxx สั่งการอีกทอดหนึ่ง พร้อมทั้งให้การถึงรายละเอียดในการร่วมกันไปรับเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งเก็บไว้เพื่อรอจำหน่ายอย่างชัดเจน สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้จับกุม ซึ่งหากไม่เป็นความจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ได้เช่นนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหลานเขยนายสมเกียรติ สามีเก่าของจำเลยที่ 3 นับว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน โดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีข้อให้น่าระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 3 โดยปราศจากมูลความจริง อีกทั้งขณะเกิดเหตุพยานโจทก์กับพวกสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนบางส่วนได้จากตัวจำเลยที่ 3 และจากบ้านของจำเลยที่ 3 ด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนจริง นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังร่วมกับจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนที่ฝากไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ได้อีก 6,062 เม็ดด้วย สอดคล้องกับคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝากไว้เพื่อรอจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่พาดพิงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย สามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงให้การรับสารภาพโดยยืนยันว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นสอบสวนครั้งแรกจำเลยที่ 3 เองก็ให้การรับสารภาพเช่นกัน โดยมีรายละเอียดในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการรับสารภาพต่อหน้าทนายความ โดยโจทก์มีพันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพไว้ด้วยความสมัครใจ พยานโจทก์ทุกปากที่กล่าวมาต่างปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน ทั้งเบิกความได้สอดคล้องต้องกันสมเหตุผลเชื่อมโยงกับเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีข้อพิรุธให้น่าระแวงสงสัย โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาอีกด้วย เป็นการสนับสนุนให้คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้อที่จำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดได้ในอู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 และที่บ้านของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการนำสืบเพียงลอย ๆ และขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่มีน้ำหนักแก่การเชื่อถือ เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์เข้าด้วยกันแล้ว มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางส่วนใหญ่ได้จากอู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 1 และจากบ้านของจำเลยที่ 2 มิใช่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย นั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังที่วินิจฉัยมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อรอจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในลักษณะเป็นขบวนการค้ายาเสพติด โดยการแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยึดถือครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวโดยตรง ก็ถือว่าเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว หาใช่เป็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงลำพังไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมาว่าโจทก์มีแต่พยานบอกเล่าและพยานซัดทอด ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ นั้น เห็นว่า ในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยพร้อมแสดงเหตุผลประกอบไว้อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าพนักงานสอบสวนระบุวันที่ในการชี้เมทแอมเฟตามีนของกลางของจำเลยที่ 3 เป็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จริง มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสาม ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะระบุวันที่ในการนำชี้ของกลางคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธจนขาดความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง อีกทั้งไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย แม้ในทางพิจารณาจะได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยที่ 3 เป็นของกลางด้วย แต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ไม่ใช่ของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและมีคำขอให้ศาลวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของก็ดี และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ โดยวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ใช้ในการกระทำความผิด อันมีผลเท่ากับให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวก็ดี ล้วนเป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากคำฟ้อง อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายภัทรพล เอกทันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา