คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497 -ที่ 7502/2561
#630659
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท ประกอบกับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อตามฟ้องทั้งหกสำนวนปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในสำนวนที่หนึ่งและที่สองคิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และ 210 ตารางเมตร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในสำนวนที่สามคิดเป็นเนื้อที่ 342 ตารางเมตร จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในสำนวนที่สี่คิดเป็นเนื้อที่ 399 ตารางเมตร จำเลยที่ 4 กระทำความผิดในสำนวนที่ห้าคิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 5 กระทำความผิดในสำนวนที่หกคิดเป็นเนื้อที่ 1,251.05 ตารางเมตร ดังนี้จำเลยที่ 1 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 9,620,000 บาท และ 2,100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 3,420,000 บาท, 3,990,000 บาท, 4,182,000 บาท และ 12,510,500 บาท ตามลำดับ จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษปรับเกินอำนาจของศาลแขวงพัทยา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ความผิดฐานอื่นตามฟ้องทั้งหกสำนวนของโจทก์จะอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพัทยา แต่ปรากฏว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ทั้งหกสำนวนไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งหกสำนวนนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดพัทยาใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาและพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 19/1 ที่เพิ่มเติมใหม่ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่าจำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในสำนวนที่หกว่าจำเลยที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 83 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2, 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 มาตรา 3, 4, 6, 7 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3117/2559 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3118/2559 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งห้าและบริวารออกจากที่ดิน กับรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกจากที่ดิน พร้อมทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม

จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 (เดิม) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), (2), (3) (ที่ถูกไม่มี (1), (2), (3)), 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตรักษาความปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 มาตรา 6, 7 (3) ฐานบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อยึดถือการครอบครอง ฐานเข้าไปยึดถือ ก่นสร้าง และทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด ที่ทราย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดินโดยเฉพาะ ฐานบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างลงในบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ ใต้น้ำ ของทะเลในน่านน้ำไทยและชายหาดของทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเข้าไปยึดถือ ก่นสร้าง และทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินที่หิน ที่กรวด ที่ทราย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์แก่แผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 ปีและปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งห้าและบริวารออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเขื่อนคอนกรีตเรียงหินของรีสอร์ทประภาคาร 1 ขนาดกว้าง 26 เมตร ยาว 37 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และเขื่อนคอนกรีตเรียงหินของรีสอร์ทประภาคาร 2 ขนาดกว้าง 25 เมตร ยาว 34 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 210 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารคอนกรีตโดยสร้างร้านอาหารซีฟู๊ด พื้นที่กว้าง 9 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร คิดเป็นเนื้อที่รุกล้ำ 342 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนอาคารคอนกรีต กว้าง 10.50 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร คิดเป็นเนื้อที่รุกล้ำ 399 ตารางเมตร ให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนอาคารคอนกรีต 2 ชั้นกว้าง 20.40 เมตร ยาว 20.50 เมตร และชานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 9 เมตร ยาว 20.40 เมตร รวมทั้งสิ้น 20.40 เมตร ยาว 29.50 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และให้จำเลยที่ 5 รื้อถอนอาคารคอนกรีต 2 หลัง หลังแรก กว้าง 10.70 เมตร ยาว 86.50 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 925.55 ตารางเมตร และอาคารหลังที่ 2 กว้าง 10.50 เมตร ยาว 31 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 325.50 ตารางเมตร รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,251.05 ตารางเมตร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นที่จำเลยทั้งห้าก่อสร้างออกจากที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3118/2559 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษทั้งสองคดี จึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อได้ คำขอนี้จึงให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งห้าว่า ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาพิพากษามาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 117... ต้องระวางโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่อาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท" ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฐานนี้จะต้องถูกลงโทษปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาทประกอบกับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อตามฟ้องทั้งหกสำนวนปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในสำนวนที่หนึ่งและสองคิดเป็นเนื้อที่ 962 ตารางเมตร และ 210 ตารางเมตร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในสำนวนที่สามคิดเป็นเนื้อที่ 342 ตารางเมตร จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในสำนวนที่สี่คิดเป็นเนื้อที่ 399 ตารางเมตร จำเลยที่ 4 กระทำความผิดในสำนวนที่ห้าคิดเป็นเนื้อที่ 418.20 ตารางเมตร และจำเลยที่ 5 กระทำความผิดในสำนวนที่หกคิดเป็นเนื้อที่ 1,251.05 ตารางเมตร ดังนี้จำเลยที่ 1 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 9,620,000 บาท และ 2,100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อาจต้องโทษปรับอย่างสูงเป็นเงิน 3,420,000 บาท, 3,990,000 บาท, 4,182,000 บาท และ 12,510,500 บาท ตามลำดับ จึงเป็นคดีที่มีอัตราโทษปรับเกินอำนาจของศาลแขวงพัทยา เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้ความผิดฐานอื่นตามฟ้องทั้งหกสำนวนของโจทก์จะอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพัทยา แต่ปรากฏว่าคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ทั้งหกสำนวนไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องคดีทั้งหกสำนวนนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยา และศาลจังหวัดพัทยาใช้ดุลพินิจรับฟ้องคดีทั้งหกสำนวนไว้พิจารณาและพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 19/1 ที่เพิ่มเติมใหม่ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 118
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 19/1 ม. 25 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายภิญโญ เจือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมเกียรติ อุ่นอนันต์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
นิพนธ์ ใจสำราญ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7474/2561
#629021
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลงทุนตกแต่งปรับปรุงอาคารพิพาท แม้เป็นเงินจำนวนมากก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้การประกอบกิจการร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ของจำเลย เป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าของกิจการกำหนดอันเป็นประโยชน์ของจำเลยเอง ประกอบกับสัญญาเช่ามีข้อตกลงด้วยว่า "การให้เช่าพื้นที่ต่อไปเมื่อหมดอายุสัญญานี้จะมีหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของผู้ให้เช่า" แสดงว่า เมื่อครบกำหนด 3 ปี ตามสัญญาเช่า จำเลยจะมีโอกาสเช่าอาคารพิพาทต่อเป็นปีที่ 4 และปีที่ 5 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพอใจของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว หากโจทก์ไม่ยินยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลย สัญญาเช่าเป็นอันสิ้นสุดลงทันทีอันมิใช่ลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทเป็นเวลา 5 ปี จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 45/115 และห้ามเกี่ยวข้องต่อไป และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท หรือเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 2,833,926.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,906,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 552,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ฟ้องแย้งและคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 94,900 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 45/115 จากโจทก์ มีกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2556 ค่าเช่าเดือนละ 18,000 บาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์จะต่อสัญญาเช่าให้อีก 2 ปี โดยปีที่ 4 จะขอเพิ่มค่าเช่าเป็น 21,000 บาท ต่อเดือน และปีที่ 5 จะขอเพิ่มค่าเช่าเป็น 23,000 บาท ต่อเดือน จำเลยวางเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้แก่โจทก์ 36,000 บาท จำเลยใช้อาคารพิพาทประกอบกิจการร้านกาแฟชื่อ คาเฟ่ อเมซอน โดยได้รับอนุญาตจากบริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) เจ้าของกิจการ ต่อมาก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 แจ้งให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทให้โจทก์เมื่อครบกำหนดตามสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าในวันที่ 30 เมษายน 2556 จำเลยยังคงประกอบกิจการร้านกาแฟในอาคารพิพาท จำเลยโอนค่าเช่าเป็นเงิน 19,950 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 โจทก์ส่งเงินจำนวนดังกล่าวคืนจำเลย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 โจทก์มีคำขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตัดกระแสไฟฟ้าในอาคารที่ให้จำเลยเช่า เป็นเหตุให้จำเลยปิดร้านงดให้บริการแก่ลูกค้าตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 45/72 ที่อยู่ใกล้กันเปิดเป็นร้านกาแฟในชื่อเดิม และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ภายหลังโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ตัวแทนของจำเลยนำกุญแจไปไขเปิดประตูอาคารพิพาทให้โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ปรับปรุงอาคารพิพาทและให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อเปิดเป็นร้านขายกาแฟต่อจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งข้อแรกว่า ภายหลังครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยยังมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในอาคารพิพาทต่อไปหรือไม่ เห็นว่า นายประสงค์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลย และนางสาวศิริขวัญ ผู้จัดการร้านกาแฟของจำเลย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่า ร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน มีรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะ จะต้องตกแต่งร้านให้เป็นไปตามที่บริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) เจ้าของกิจการกำหนด หากไม่ตกแต่งร้านให้เป็นไปตามที่บริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) กำหนดจะไม่สามารถเปิดดำเนินการขายได้ โดยบริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) จะส่งพนักงานมาตรวจสอบราคา การบริหาร รวมทั้งรูปแบบการตกแต่งร้านทั้งภายในและภายนอกโดยตลอด การที่จำเลยลงทุนตกแต่งปรับปรุงอาคารพิพาทของจำเลย แม้เป็นเงินจำนวนมากก็เป็นการดำเนินการเพื่อให้การประกอบกิจการร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ของจำเลย เป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าของกิจการกำหนดอันเป็นประโยชน์ของจำเลยเอง ประกอบกับสัญญาเช่า ข้อ 10.2 มีข้อตกลงด้วยว่า "การให้ใช้พื้นที่ต่อไปเมื่อหมดอายุสัญญานี้จะมีหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของผู้ให้เช่า" แสดงว่า เมื่อครบกำหนดเวลา 3 ปี จำเลยจะมีโอกาสเช่าอาคารพิพาทต่อเป็นปีที่ 4 และปีที่ 5 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพอใจของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว หากโจทก์ไม่ยินยอมต่อสัญญาเช่าให้จำเลย สัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นสุดลงทันที อันมิใช่ลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทเป็นเวลา 5 ปี จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาด้วยว่าก่อนครบกำหนดตามสัญญาเช่า นายประสงค์มอบหมายให้นางสาวศิริขวัญ ผู้จัดการร้านกาแฟของจำเลยไปติดต่อให้โจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้จำเลยตามคำมั่น แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ถือได้ว่าจำเลยสนองรับคำมั่นจะให้เช่าต่ออีก 2 ปี ของโจทก์แล้วนั้น แม้ฟังว่านางสาวศิริขวัญกระทำเช่นนั้นจริง การกระทำของนางศิริขวัญดังกล่าวก็มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาข้อ 10.1 ที่ว่า จำเลยต้องแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือต่อโจทก์ก่อนครบกำหนดเวลาเช่าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยสนองรับคำมั่นจะให้เช่าของโจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน เมื่อจำเลยมิได้สนองรับคำมั่นจะให้เช่าต่ออีก 2 ปี ของโจทก์ คำมั่นจะให้เช่าดังกล่าวย่อมเป็นอันสิ้นผล และเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า จำเลยย่อมไม่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในอาคารพิพาทอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งข้ออื่น เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าอาคารพิพาท จำเลยมีหน้าที่ส่งมอบคืนอาคารพิพาทแก่โจทก์ทันทีตามสัญญาเช่า ข้อ 12 การที่จำเลยไม่ส่งมอบอาคารพิพาทคืนโจทก์ทันทีย่อมเป็นการผิดสัญญาเช่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามที่กำหนดในสัญญาเช่า ข้อ 11.5.1 และการที่จำเลยยังคงครอบครองอาคารที่เช่าต่อมาโดยโจทก์ไม่ยินยอมยังเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งตามสัญญาและในมูลละเมิด แต่ค่าเสียหายตามสัญญาและในมูลละเมิดดังกล่าวเป็นค่าเสียหายในมูลกรณีเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพิพาทอันเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิดแก่โจทก์ โดยให้ถือว่าเป็นค่าเสียหายจำนวนเดียวกับค่าเสียหายจากการอยู่ในอาคารพิพาทโดยผิดสัญญาอันถือเป็นเบี้ยปรับเป็นการชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาด้วยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพิพาทแก่โจทก์เพียงวันละ 700 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง โดยอ้างถึงคำเบิกความของนายประสงค์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ว่า จำเลยได้กำไรจากการประกอบธุรกิจร้านกาแฟในอาคารพิพาทวันละ 10,000 ถึง 15,000 บาท ตามใบสรุปรายงานยอดขายของปี 2555 และ 2556 รวมทั้งรายงานการขายแยกเป็นรายวันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2556 โจทก์ขอคิดเพียงวันละ 10,000 บาท นั้น เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวปรากฏว่ามีเพียงยอดรายรับไม่มียอดรายจ่าย และยอดรายรับดังกล่าวเป็นผลจากการประกอบธุรกิจของจำเลย ไม่แน่ว่าหากโจทก์ประกอบธุรกิจร้านกาแฟเองจะมียอดรายรับเช่นนั้นหรือไม่ อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จะประกอบธุรกิจร้านกาแฟหรือกิจการอื่นในอาคารพิพาทแต่ประการใด ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพิพาทในช่วงเวลาที่จำเลยอยู่โดยละเมิดเป็นเงินวันละ 10,000 บาท จึงรับฟังไม่ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์โดยคิดจากอัตราค่าเช่าในปีที่ 4 หากจำเลยสนองรับคำมั่นจะให้เช่าภายในกำหนดเวลา โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์เดือนละ 21,000 บาท หรือวันละ 700 บาท นั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่มีเหตุผลเพราะเป็นจำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับ หากสัญญาเช่ามีผลใช้บังคับต่อไปตามข้อตกลงในสัญญา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรี ส.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายขวัญชัย บัวโทน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7397/2561
#627332
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) มีผลเพียงทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าว แต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ผู้ร้องจะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745

การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองทรัพย์ที่โจทก์นำยึดและขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง มีสิทธิขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 922,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มีจำเลยที่ 3 และนางเพี้ยน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ในคดีนี้มาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 24382/2540 ระหว่าง ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทไนซ์วัน จำกัด ที่ 1 นางเพี้ยน ที่ 2 นางสาวสุทธิณี ที่ 3 (จำเลยที่ 3 ในคดีนี้) จำเลย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 570,813.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 421,650.84 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มิถุนายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ต่อมาโจทก์คดีนี้บังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ที่จำนองไว้กับธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยปลอดจำนองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ได้เงินจำนวน 495,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ทรัพย์จำนองหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ในคดีหมายเลขแดงที่ 24382/2540 ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น อันทำให้การร้องขอให้บังคับคดีของผู้ร้องต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันดังกล่าวก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนเป็นคดีนี้วันที่ 10 สิงหาคม 2559 อันพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 แล้ว การที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาของศาลไม่บังคับคดีภายในกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ก็มีผลเพียงทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิบังคับคดีในคดีดังกล่าวแต่ไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป ทรัพยสิทธิจำนองยังคงมีอยู่และสามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองนั้นต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ผู้ร้องจะบังคับดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ประกอบกับการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งอาจร้องขอให้บังคับคดีเหนือทรัพย์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ที่โจทก์นำยึดและขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ได้ใช้สิทธิตามมาตรา 287 (เดิม) ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาในคดีหมายเลขแดงที่ 24382/2540 อันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการนำที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องรับโอนสิทธิการรับจำนองจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ภายหลังจากที่ได้มีการบังคับจำนองและขายทอดตลาดที่ดินโดยปลอดจำนองเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องในคดีหมายเลขแดงที่ 756/2551 เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับโอนหนี้มาจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) อันรับฟังได้ว่ามีการใช้สิทธิบังคับจำนองรายนี้แล้ว จำนองย่อมระงับสิ้นไปนั้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่าในคดีหมายเลขแดงที่ 756/2551 คู่ความที่ร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมคือบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มิใช่ผู้ร้องในคดีนี้ ทั้งที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าว คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 174515 มิใช่ที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ที่ผู้ร้องขอกันส่วน เมื่อผู้ร้องยืนยันว่าเจ้าหนี้เดิมและผู้ร้องยังมิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว การจำนองย่อมไม่ระงับสิ้นไป ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ทรัพย์จำนอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 194758 ทรัพย์จำนองแก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) ตามจำนวนหนี้จำนองตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 24382/2540 ของศาลชั้นต้น พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม) ม. 287 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลีสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายจักรกฤษณ์หรือสรัล บุตรแสงดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศิริรัตน์ น้อมนำทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมเลข สุวรรณนิมิต
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สมจิตร์ ทองศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7394/2561
#661775
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการผลิตนมจำหน่ายคาดหมายว่าองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จะซื้อผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและมอบอำนาจให้จำเลยนำไปจำหน่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อในนามของ อ.ส.ค. ตามระบบที่เคยกระทำมาก่อน จึงทำสัญญาพิพาทขายสิทธิการจำหน่ายนมดังกล่าวให้โจทก์ล่วงหน้าในลักษณะเป็นคำมั่นที่จำเลยให้โจทก์ไว้ก่อนที่จำเลยจะได้รับสิทธินั้นมาแม้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. ว่าด้วยการซื้อขายตามบรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 1 ซื้อขายก็ตาม แต่ตามสัญญาพิพาทไม่ปรากฏข้อกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องทำสัญญาขายนมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อในนามของจำเลยในฐานะตัวแทนของ อ.ส.ค. ไม่มีหลักฐานที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ทำสัญญาซื้อขายนมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อในฐานะที่โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยมาแสดง มีผลเท่ากับจำเลยไม่ได้ขายนมให้ อ.ส.ค. เพื่อให้ อ.ส.ค. นำไปขายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อ และแม้ต่อมาจำเลยจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของ อ.ส.ค. ในการจำหน่าย จำเลยก็ไม่ได้ขายนมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อในฐานะตัวแทนของ อ.ส.ค. สัญญาพิพาทจึงเป็นเรื่องที่จำเลยขายสิทธิการจำหน่ายอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตามจำนวนที่จำเลยจะได้รับจัดสรรและได้รับมอบหมายจาก อ.ส.ค. ให้เป็นตัวแทนในการจำหน่ายนมดังกล่าวให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำไปจำหน่ายแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อในเขตพื้นที่ที่ อ.ส.ค. กำหนดในนามของโจทก์เอง ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบราชการฝ่ายบริหารที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชน หรือหน่วยจัดซื้อจะต้องเป็นคู่สัญญาซื้อจาก อ.ส.ค. เพียงรายเดียว ไม่อาจเป็นคู่สัญญาซื้อจากบุคคลอื่นได้และพฤติการณ์ตามทางนำสืบเห็นได้ว่าโจทก์ทราบระเบียบดังกล่าวแล้ว สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยนอกจากจะเป็นสัญญาที่คณะกรรมการจำเลยในฐานะตัวแทนจำเลยกระทำต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยปราศจากอำนาจ หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจขอบวัตถุประสงค์ ข้อบังคับและข้อสัญญาที่จำเลยกระทำกับ อ.ส.ค. ไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบนมแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายนมพาสเจอร์ไรส์ หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบนมให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 111,975,372 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับของราชการฝ่ายบริหารตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อต้องซื้อนมจาก อ.ส.ค. ในลักษณะที่ อ.ส.ค. ผูกขาดการขายนมดังกล่าวแต่ผู้เดียว โดยให้ อ.ส.ค. มีอำนาจมอบอำนาจการขายให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกจาก อ.ส.ค. เป็นตัวแทนในการทำสัญญาขายนมที่ อ.ส.ค. ซื้อจากผู้ประกอบการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในเขตพื้นที่ที่ อ.ส.ค.กำหนด รวมทั้งรับเงินค่านมที่ อ.ส.ค. ต้องชำระแก่ผู้ประกอบการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อแทน อ.ส.ค. นั้น มีผลเท่ากับว่า ด้านหนึ่ง อ.ส.ค. เป็นคู่สัญญาซื้อขายนมกับผู้ประกอบการเพื่อนำไปขายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้ออีกด้านหนึ่ง อ.ส.ค. ก็เป็นคู่สัญญาตัวแทนมอบอำนาจให้ผู้ประกอบการเข้าทำสัญญาขายนมที่ อ.ส.ค. ซื้อจากผู้ประกอบการดังกล่าวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อ และรับเงินค่านมที่ อ.ส.ค. จะต้องชำระแก่ผู้ประกอบการ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อโดยตรงแทน อ.ส.ค. ทับซ้อนกัน โดย อ.ส.ค. ไม่เอาผลกำไรจากการซื้อนมของผู้ประกอบการไปจำหน่ายดังกล่าว การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการผลิตนมจำหน่าย คาดหมายว่า อ.ส.ค. จะซื้อผลิตภัณฑ์นมจากจำเลยและมอบอำนาจให้จำเลยนำไปจำหน่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในนามของ อ.ส.ค. ตามระบบที่เคยกระทำมาก่อน จึงทำสัญญาขายสิทธิการจำหน่ายนมดังกล่าวให้โจทก์ล่วงหน้าในลักษณะเป็นคำมั่นที่จำเลยให้โจทก์ไว้ก่อนที่จำเลยจะได้รับสิทธินั้นมา แม้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการซื้อขายตามบรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 1 ซื้อขายก็ตาม แต่ตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีข้อกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องทำสัญญาขายนมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในนามของจำเลยในฐานะตัวแทนของ อ.ส.ค. ไม่มีหลักฐานที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ทำสัญญาซื้อขายนมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในฐานะที่โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยมาแสดง มีผลเท่ากับจำเลยไม่ได้ขายนมให้ อ.ส.ค. เพื่อให้ อ.ส.ค. นำไปขายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อ และแม้ต่อมาจำเลยจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของ อ.ส.ค. ในการจำหน่าย จำเลยก็ไม่ได้ขายนมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในฐานะตัวแทนของ อ.ส.ค. สัญญาซื้อขายจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทำสัญญาขายสิทธิการจำหน่ายนมตามจำนวนที่จำเลยจะได้รับจัดสรรและได้รับมอบหมายจาก อ.ส.ค. ให้เป็นตัวแทนในการจำหน่ายนมดังกล่าวให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำไปจำหน่ายแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อในเขตพื้นที่ที่ อ.ส.ค. กำหนดในนามของโจทก์เอง ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบราชการฝ่ายบริหาร ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนเอกชนหรือหน่วยจัดซื้อจะต้องเป็นคู่สัญญาซื้อจาก อ.ส.ค. เพียงรายเดียว ไม่อาจเป็นคู่สัญญาซื้อจากบุคคลอื่นได้และพฤติการณ์ตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยก็เห็นได้ว่าโจทก์ได้รับทราบระเบียบข้อบังคับดังกล่าวแล้ว สัญญาซื้อขายจึงนอกจากจะเป็นสัญญาที่คณะกรรมการจำเลยชุดที่ 28 ในฐานะตัวแทนจำเลยจะกระทำต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับและข้อสัญญาที่จำเลยกระทำกับ อ.ส.ค. ไม่มีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ตัวแทน หมวด 4 ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก มาตรา 823 แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 4 นิติกรรม หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดอีกต่อไปพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 823
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — สหกรณ์โคนม ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพิษณุ ทิพย์รอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7386/2561
#630434
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแม้จะไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเนื่องจากฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์และข้อความซึ่งไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงซึ่งอาจเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยการปลอมข้อความตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคสอง ได้ แต่เหตุที่ไม่ได้ลงโทษในความผิดฐานนี้เพราะข้อเท็จจริงที่ได้ในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในคำฟ้อง ศาลจึงไม่อาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง มิใช่ว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้เสียทีเดียวว่าไม่มีการปลอมเอกสาร ทั้งยังได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าโฉนดได้สูญหายไปจริง จึงออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้ใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักฐานในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลงจากของโจทก์เป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่บุคคลอื่นไปอีกทอดหนึ่ง ดังนี้ การออกใบแทนโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นไปโดยผิดหลงเนื่องจากหลงเชื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 และเมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า โฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง ดังกล่าว อยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 นำไปใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินแปลงที่ 2 ตามคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ลงวันที่ 27 กันยายน 2545 เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงที่ 2 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 7 และระหว่างจำเลยที่ 7 กับที่ 8 ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมและเพิกถอนการโอนและจดทะเบียนใส่ชื่อให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ 2 ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ส่งมอบที่ดินแปลงที่ 2 คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงที่ 2 และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระราคาที่ดินแปลงที่ 1 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,075,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไม่สามารถส่งมอบ เพิกถอนการโอนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงที่ 2 ให้แก่โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระราคาเป็นเงิน 38,880,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยดังกล่าวออกจากสารบบความ และหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจทั้ง 3 ฉบับ ตามฟ้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องแล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ไปจนเสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 โดยกำหนดค่าทนายความให้ทนายความจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทนายความจำเลยที่ 2 ทนายความจำเลยที่ 7 และทนายความจำเลยที่ 8 คนละ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่ง

ระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้ในส่วนของการปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10207/2551 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ในการพิจารณาคดีนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงให้ศาลชั้นต้นรอคดีนี้ไว้ก่อนจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาโดยให้คู่ความมีหน้าที่แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วพร้อมส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกามาคนละ 1 ฉบับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้จดทะเบียนการหย่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 หลังจากนั้นโจทก์เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลหลายครั้ง โดยขณะฟ้อง โจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นนางกุลรัศมิ์ หลังจากโจทก์จดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ซื้อที่ดิน 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 เมื่อปี 2532 และปี 2534 โดยโจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไว้ตลอดมาจนถึงขณะฟ้อง แต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 ให้นายสมศักดิ์ นำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหาย และในการนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ตามคำขอ โดยให้โจทก์ไปรับใบแทนโฉนดที่ดินด้วยตนเอง แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ หลังจากนั้นวันที่ 27 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้นายสมศักดิ์นำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2545 ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป และในการนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ โดยนายสมศักดิ์เป็นผู้รับใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไป ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2546 ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ประสงค์จะขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์ และโจทก์มีเจตนาจะขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 จริง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 ให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 และโอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 ให้แก่จำเลยที่ 7 ต่อมาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้โอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 ให้แก่จำเลยที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 7 ได้โอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 ให้แก่จำเลยที่ 8 เมื่อปี 2547 จากนั้นปี 2548 เมื่อโจทก์ตรวจสอบทราบการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดสมุทรสาครในความผิดเกี่ยวกับเอกสารและความผิดต่อเจ้าพนักงาน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีกำหนด 4 ปี และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14505/2557

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ทั้งเมื่อพิจารณาถึงคำบรรยายฟ้องและข้อนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายในทั้งสองคดีก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เป็นอย่างเดียวกันรวม 4 ประการคือ

1. จำเลยที่ 1 กับพวกทำหนังสือมอบอำนาจปลอมด้วยการลงลายมือชื่อของโจทก์ปลอมหรือไม่

2. จำเลยที่ 1 กับพวกนำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่

3. จำเลยที่ 1 กับพวกแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่

4. จำเลยที่ 1 กับพวกแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือไม่

เมื่อคดีแพ่งที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินของโจทก์ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาที่จำเลยที่ 1 กับพวกถูกโจทก์ฟ้องในความผิดเกี่ยวกับเอกสารและความผิดต่อเจ้าพนักงาน การดำเนินคดีแพ่งของโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีส่วนอาญาที่ถึงที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่า แม้จะไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เนื่องจากฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ก็ตาม แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์และข้อความซึ่งไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดง ซึ่งอาจเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยการปลอมข้อความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง ได้ แต่เหตุที่ไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานนี้เพราะข้อเท็จจริงที่ได้ในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำฟ้อง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง มิใช่ว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้เสียทีเดียวว่าไม่มีการปลอมเอกสาร ทั้งยังได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 และ 3215 ได้สูญหายไปจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้ใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักฐานในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลงจากของโจทก์เป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่บุคคลอื่นไปอีกทอดหนึ่ง ดังนี้ การออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 และ 3215 ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงเป็นไปโดยผิดหลงเนื่องจากหลงเชื่อการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยที่ 1 และเมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 7747 และ 3215 อยู่ในความยึดถือครอบครองของโจทก์มาโดยตลอดและไม่ได้สูญหายไป ใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 นำไปใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จึงเป็นใบแทนโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีเหตุให้ต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตามคำขอของโจทก์ และก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยไม่ขอให้ศาลเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 และไม่ขอบังคับเกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7747 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต คดีจึงมีเหตุให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 เพียงฉบับเดียว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า เมื่อเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 แล้ว นิติกรรมรายการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร เห็นว่า เมื่อใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 ถูกเพิกถอนไป จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจนำเอาใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ โดยโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้จากของโจทก์ไปเป็นของจำเลยที่ 1 ก็ดี และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลยที่ 7 ก็ดี จึงเป็นการทำนิติกรรมขายที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้รู้เห็นยินยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 และระหว่างจำเลยที่ 7 กับจำเลยที่ 8 ได้ และเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 ไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 แม้ว่าจำเลยที่ 7 และที่ 8 จะซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน และจำเลยที่ 8 ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงนี้ตามคำขอของโจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอว่าให้จำเลยทั้งหลายจดทะเบียนเพิกถอนการโอนและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้นั้น เห็นว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามที่ปรากฏในใบแทนโฉนดคำพิพากษาย่อมมีสภาพบังคับอยู่ในตัวและแสดงว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเดิม โดยไม่จำต้องสั่งให้จำเลยเหล่านั้นจดทะเบียนใด ๆ อีก

ต่อไปที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7747 แก่โจทก์ เป็นเงิน 6,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันชำระราคาที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3215 แก่โจทก์ เป็นเงิน 38,880,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าว และขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่รับโอนที่ดินต่อมาทุกทอด ให้จำเลยดังกล่าวร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมและเพิกถอนการโอน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน หากไม่สามารถส่งมอบและเพิกถอนการโอนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ ก็ให้จำเลยดังกล่าวชดใช้ราคาที่ดินแทน สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิด สำหรับที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 7747 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เนื่องจากได้รับชำระเงินจากจำเลยดังกล่าวจำนวน 4,000,000 บาท จนเป็นที่พอใจ และขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยไม่ประสงค์เรียกคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 7747 แล้ว ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระราคาที่ดินแปลงดังกล่าวได้อีก ส่วนที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 3215 เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวทุกทอด อันเป็นผลให้โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวดังเดิมแล้ว ย่อมไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งให้ใช้ราคาที่ดินแปลงดังกล่าวแทนหากไม่สามารถส่งมอบที่ดินตามคำขอของโจทก์อีก โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนและรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏว่าในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดเกี่ยวกับเอกสารและความผิดต่อเจ้าพนักงาน ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 8 ตามฟ้องโจทก์ เมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้มีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจฉบับต่าง ๆ ตามที่โจทก์ฎีกา เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2545 ให้เพิกถอนนิติกรรม การซื้อขายที่ดินตามใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 และระหว่างจำเลยที่ 7 กับจำเลยที่ 8 โดยให้จำเลยที่ 8 ส่งมอบที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3215 คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 264 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิกรม ดีเสมอ
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7319 -ที่ 7320/2561
#630101
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ตอนท้ายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2558) นับแต่วันที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องนั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้ร้องยื่นคำร้องวันที่ 4 ธันวาคม 2558 และคำพิพากษามีข้อความแตกต่างไปจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งไม่อาจกระทำได้ ทั้งศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงเป็นการไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่เป็นหน้าที่ของศาลต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 30,495,358.76 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน

วันนัดไต่สวนวันที่ 28 มีนาคม 2559 ผู้คัดค้านไม่มาศาลตามกำหนดนัด

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องแล้ว นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21 เมษายน 2559 เวลา 13.30 นาฬิกา

ต่อมาในวันเดียวกัน ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับ คำคัดค้านซึ่งยื่นมาพร้อมกับคำร้องดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นคำคัดค้านว่า สั่งในคำคัดค้าน และมีคำสั่งในคำคัดค้านว่า ศาลพิจารณาคดีตามเวลานัดจนแล้วเสร็จ และทนายผู้ร้องเดินทางกลับไปแล้ว ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำคัดค้าน จึงไม่รับคำคัดค้าน เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าจ้างแก่ผู้ร้องจำนวน 12,359,092.77 บาท และค่าจ้างค่ายึดหน่วงจำนวน 10,293,560.55 บาท และชำระดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2558) อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,652,653.32 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องแล้วนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 28 มีนาคม 2559 เวลา 8.30 นาฬิกา กำหนดให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมาย เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นนำหมายนัดและสำเนาคำร้องไปส่งให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2559 โดยวิธีปิดหมาย วันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้คัดค้านไม่เข้าห้องพิจารณา ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าผู้คัดค้านไม่มาศาลแล้วไต่สวนพยานผู้ร้องไปจนเสร็จ นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21 เมษายน 2559 เวลา 13.30 นาฬิกา วันเดียวกันเวลา 9.55 นาฬิกา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำคัดค้านและยื่นคำคัดค้านมาพร้อมกับคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านและพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาตโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหมายนัดซึ่งออกตามคำสั่งศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมาย เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นนำหมายนัดและสำเนาคำร้องไปส่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ภูมิลำเนาตามคำร้องโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2559 ซึ่งผู้คัดค้านต้องยื่นคำคัดค้านภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 แต่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในวันที่ 28 มีนาคม 2559 หลังจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีเสร็จแล้ว จึงเป็นการยื่นคำคัดค้านเกินกำหนด ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้านได้ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นคำคัดค้านเสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นคำคัดค้านว่า สั่งในคำคัดค้าน และมีคำสั่งในคำคัดค้านว่า ศาลพิจารณาคดีตามเวลานัดจนแล้วเสร็จ และทนายผู้ร้องเดินทางกลับไปแล้ว ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำคัดค้าน จึงไม่รับคำคัดค้าน ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านอีก เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำคัดค้านและมิใช่คำสั่งไม่รับคำคัดค้าน อันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อที่สองว่า การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีทุนทรัพย์กว่า 22,652,653.32 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิพากษาของผู้พิพากษาสองคน แต่ในวันที่ 28 มีนาคม 2559 มีผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีและลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาเพียงคนเดียวตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 การพิจารณาคดีจึงไม่ชอบ เป็นผลทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ขณะที่ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ผู้คัดค้านไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดี ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำคัดค้านและคำคัดค้านต่อศาลหลังจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านย่อมไม่ทราบว่ามีผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีกี่คน และเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 เป็นสำเนารายงานกระบวนพิจารณามิใช่ต้นฉบับ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าคดีนี้มีผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเพียงคนเดียวดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ เมื่อตามคำเบิกความพยานผู้ร้องและต้นฉบับรายงานกระบวนพิจารณาในสำนวนคดีมีผู้พิพากษาสองคนลงลายมือชื่อไว้ จึงต้องฟังว่าในวันดังกล่าวมีผู้พิพากษาสองคนของศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อที่สามว่า ขณะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการนายบาร์โทโลเมียส ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 นายบาร์โทโลเมียส จึงเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถ ไม่อาจลงลายมือชื่อในสัญญาอนุญาโตตุลาการแทนผู้คัดค้านได้ สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นคำคัดค้านไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างในอุทธรณ์ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อต่อไปว่า ผู้ร้องไม่ได้นำต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาอนุญาโตตุลาการทั้งหมดพร้อมคำแปลมาแสดงต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของผู้ร้อง ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่งที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการโดยมิได้ให้สถาบันผู้สำรวจรังวัดแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดและคัดเลือกผู้ระงับข้อพิพาทตามมาตรฐานเป็นผู้ระงับข้อพิพาทเสียก่อน และผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวการแต่งตั้งผู้ระงับข้อพิพาทให้ผู้คัดค้านทราบตามภูมิลำเนาใหม่ ทั้งมิได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบภายใน 4 สัปดาห์ นับแต่วันครบกำหนดที่ผู้คัดค้านจะต้องตอบรับการแต่งตั้งผู้ระงับข้อพิพาทตามหนังสือของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เห็นว่า อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ร้องได้ปฏิบัติตามระเบียบและวิธีการในการระงับข้อพิพาทตามที่กำหนดในสัญญาอนุญาโตตุลาการเรียบร้อยแล้วโดยส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้คัดค้านตามภูมิลำเนาที่ระบุในสัญญาซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดียวกันกับหนังสือรับรองของผู้คัดค้านเพื่อแต่งตั้งผู้ระงับข้อพิพาท และเรียกร้องให้ผู้คัดค้านเสนอชื่อผู้ระงับข้อพิพาทหลายครั้ง แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อที่ 93.1 เนื่องจากข้อสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ระงับข้อพิพาทไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้หรือไม่สามารถระงับข้อพิพาทภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแต่งตั้งผู้ระงับข้อพิพาทได้ตั้งแต่เริ่มแรก สัญญาจึงมิได้กำหนดระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เมื่อผู้ร้องได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการระงับข้อพิพาทข้อที่ 90 ถึงข้อที่ 93 แล้ว สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงมีผลใช้บังคับแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้าน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ตอนท้ายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2558) อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,652,653.32 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ร้องยื่นคำร้องวันที่ 4 ธันวาคม 2558 และคำพิพากษามีข้อความแตกต่างไปจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งไม่อาจกระทำได้ ทั้งศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงเป็นการไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่เป็นหน้าที่ของศาลต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2559 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะในส่วนอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ด.
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวรวรรณ อัครวิทย์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7308/2561
#628014
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ตาม ป.อ. มาตรา 285 มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย จำเลยเป็นเพียงครูสอนวิชาพลศึกษาโรงเรียนที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสอนหรือเคยสอนในชั้นเรียนที่โจทก์ร่วมศึกษา ทั้งจำเลยมิได้เป็นครูใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบนักเรียนทั้งโรงเรียน แม้จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมก็มิใช่การกระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 285

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ร. ผู้เสียหาย โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและขอแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี กับให้จำเลยใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์เพียงปากเดียว คือ โจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมเบิกความในชั้นศาลเป็นลำดับของเหตุการณ์อย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ ยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเองได้หากไม่เป็นความจริงและเป็นการเบิกความอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มีพิรุธว่าจะมีการเสี้ยมสอนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงประการใดเพื่อปรักปรำจำเลยให้รับโทษ ถ้าโจทก์ร่วมไม่ถูกจำเลยกระทำชำเราจริง โจทก์ร่วมก็คงไม่กล้านำเหตุการณ์ที่น่าอับอายขายหน้ามากลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นครูของตนซึ่งตามปกติแล้วโจทก์ร่วมต้องเคารพยำเกรงและให้ความนับถือเพราะเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้ เหตุที่เมื่อโจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำชำเราแล้ว โจทก์ร่วมปิดบังไม่ยอมบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครทราบก็ไม่ส่อพิรุธแต่อย่างใด เพราะขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมยังเยาว์วัยอายุยังไม่ถึง 13 ปี ย่อมมีความคิดอ่านตามประสาเด็ก จำเลยก็อยู่ในฐานะเป็นครู หากโจทก์ร่วมบอกความจริงทันทีก็เป็นเรื่องอับอายและเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนนี้อีกต่อไป และโดยประการต่าง ๆ โจทก์ร่วมย่อมมีความกลัวอยู่เป็นธรรมดา จนกระทั่งนาย ส. บิดาเลี้ยงบอกกับโจทก์ร่วมว่าเด็กชาย อ. เล่าเรื่องให้ฟังหมดแล้ว โจทก์ร่วมจึงยอมรับและยินยอมให้แพทย์ทำการตรวจร่างกาย ผลการตรวจก็ปรากฏว่าพบบาดแผลฉีกขาดที่เยื่อพรหมจรรย์ ขนาด 0.03 เซนติเมตร กับโจทก์และโจทก์ร่วมมีแพทย์หญิง ป. เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมแจ้งแก่พยานว่าโจทก์ร่วมถูกคุณครูชำเราในโรงเรียนตอนเย็น นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีเด็กชาย อ. เป็นพยานแวดล้อมหลังเกิดเหตุเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยนั่งคร่อมโจทก์ร่วมซึ่งนอนอยู่ เห็นจำเลยถอดกางเกงลดลงเหลือในระดับเข่า เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเห็นพยานจึงลุกขึ้นแล้วโจทก์ร่วมเดินมาหาพยานจึงชักชวนกันลงมาจากชั้นสาม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ร่วมเป็นลมและเข้าไปช่วยเหลือพยาบาล โดยวิธีใช้มือสะกิดตรงขาและแขนโจทก์ร่วมให้ตื่นแล้วจับโจทก์ร่วมให้นอนหงายกับพื้นให้ขาเหยียดตรง แต่เด็กชาย ย. และเด็กหญิง น. พยานจำเลยกลับเบิกความว่า จำเลยใช้ยาดมปฐมพยาบาลให้แก่โจทก์ร่วม ข้อนำสืบของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นลมและจำเลยเข้าปฐมพยาบาลเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักน้อยและยังมีข้อพิรุธ ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 นั้น เห็นว่า คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งความหมายของถ้อยคำดังกล่าวมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้จำเลยเป็นเพียงครูสอนวิชาพลศึกษาโรงเรียนที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยสอนหรือเคยสอนในชั้นเรียนที่โจทก์ร่วมศึกษา ทั้งจำเลยมิได้เป็นครูใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบนักเรียนทั้งโรงเรียน ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า จำเลยเป็นผู้แจ้งให้โจทก์ร่วมไปแข่งกีฬาแทนนักเรียนคนอื่น ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดที่ว่าจำเลยเป็นครูเวรหรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ดูแลโจทก์ร่วมในขณะเกิดเหตุ ซึ่งเป็นช่วงเวลาภายหลังจากการแข่งกีฬาที่โรงเรียน ท. เสร็จสิ้นและโจทก์ร่วมเดินทางกลับไปที่โรงเรียนที่เกิดเหตุแล้ว ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลปกป้องรักษาโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด แม้จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมก็มิใช่การกระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงเห็นควรกำหนดโทษเสียใหม่ ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและแต่งตั้งทนายความเข้ามาว่าต่างคดีเอง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องความรับผิดของคู่ความในค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ร. โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพรเทพ สุทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7301/2561
#662383
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 โดยเป็นคนขับรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 และไปจอดรถยนต์เพื่อรอรับกัญชาของกลางจาก ว. เป็นจำนวนถึง 7.95 กิโลกรัม ในบริเวณที่จำเลยที่ 1 นัดหมายกับ ว. ทางโทรศัพท์ในระหว่างการเดินทาง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 โดยช่วยทำหน้าที่ขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปรับกัญชาที่สั่งซื้อจาก ว. อันเป็นการกระทำที่เป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ถือเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกับจำเลยที่ 1 และ ว. เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบกัญชาจาก ว. ฝ่ายผู้ขาย จำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับ ว. ครอบครองกัญชาของกลาง เพราะจำเลยทั้งสองฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองกัญชาของกลางร่วมกับ ว. ฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายกัญชาของกลางไม่สำเร็จ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยทั้งสองไปรอรับกัญชาของกลางจาก ว. ที่จุดนัดหมายถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8, 14 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 3 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวัชระ พร้อมยึดกัญชา 8 แท่ง น้ำหนัก 7.95 กิโลกรัม เป็นของกลาง นายวัชระรับว่าจะนำกัญชาของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 1 ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อนายวัชระและนัดสถานที่ส่งมอบกัญชาของกลางโดยจำเลยที่ 1 แจ้งยี่ห้อและเลขทะเบียนรถยนต์ให้นายวัชระทราบ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำกำลังไปตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งจอดรถยนต์รออยู่บริเวณแยกวัดห้วยมงคลในทันที จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยได้เขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานสมคบกับจำเลยที่ 1 และนายวัชระเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสบคบกันและร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 นั่งอยู่ภายในรถยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับนายวัชระหลายครั้ง โดยไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับกัญชาของกลางแต่ก็เป็นการพูดคุยเพื่อนัดหมายสถานที่ส่งมอบของซึ่งเป็นกัญชาจำนวนถึง 7.95 กิโลกรัม นับว่าเป็นจำนวนมากยากแก่การปกปิดมิให้ผู้ติดตามมาด้วยล่วงรู้ได้ ทั้งความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงมีโทษสูง ตามปกติของคนร้ายทั่วไปย่อมปกปิดการกระทำของตนไม่ให้บุคคลภายนอกร่วมรู้เห็นการกระทำความผิดของตน เมื่อจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนายวัชระเพื่อซื้อขายกัญชา และมีการนัดหมายสถานที่ส่งมอบโดยมีการโอนเงินให้นายวัชระแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 โดยเป็นคนขับรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 และไปจอดรถยนต์เพื่อรอรับกัญชาของกลางจากนายวัชระในบริเวณที่จำเลยที่ 1 นัดหมายกับนายวัชระทางโทรศัพท์นั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าว บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 โดยช่วยทำหน้าที่ขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปรับกัญชาที่สั่งซื้อจากนายวัชระอันเป็นการกระทำที่เป็นขบวนการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ถือเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกับจำเลยที่ 1 และนายวัชระเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบกัญชาของกลางจากนายวัชระฝ่ายผู้ขาย จำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นตัวการร่วมกับนายวัชระครอบครองกัญชาของกลาง เพราะจำเลยทั้งสองฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองกัญชาของกลางร่วมกับนายวัชระฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายกัญชาของกลางไม่สำเร็จ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยทั้งสองไปรอรับกัญชาของกลางจากนายวัชระที่จุดนัดหมาย ถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันพยายามมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 76/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2561
#630100
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 และ ว. บุตรจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ โดยกรรมการคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคาร และทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคาร และทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 จัดหาวัสดุก่อสร้างอาคาร

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 โดยผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ส่วนใหญ่ คือ จำเลยที่ 2 กับภริยาและบุตรของจำเลยที่ 2 โจทก์ทำสัญญาสามฉบับ โดยฉบับแรกระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้าง ฉบับที่สองและฉบับที่สามระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้าง การก่อสร้างตามสัญญาทั้งสามฉบับไม่มีการแยกคนงานและอุปกรณ์ว่าเป็นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่มีผังคนงานและพนักงาน และการส่งมอบงานตามสัญญาทั้งสามฉบับรวมอยู่ในเล่มเดียวกัน โจทก์ประสงค์จะพัฒนาที่ดินให้เป็นโรงแรมและรีสอร์ท จึงประกาศหาผู้รับเหมาก่อสร้าง ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ เสนอตัวเข้าเป็นผู้รับเหมาตามแบบก่อสร้างตกลงราคาทั้งหมด โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อรับจ้างก่อสร้างโครงการทั้งหมดของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มาทำสัญญารับจ้างก่อสร้างตามสัญญาจ้างเหมาชุดที่ 2 และสัญญาจ้างวัสดุก่อสร้างชุดที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาจ้างเหมาฉบับที่สองและฉบับที่สาม และในทำนองเดียวกันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวฟ้องแย้งโจทก์ในนามตนเองได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 (5), 246 และมาตรา 246 (เดิม) ซึ่งใช้ในขณะยื่นฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 46,535,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระเงิน 39,062,393.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระเงิน 25,381,204.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ให้การฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 172,119.31 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป (ฟ้องแย้งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้ตกเป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,942,213.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 และนายวิชาญ บุตรจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ โดยกรรมการคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อและปรับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารที่พัก 2 อาคาร 52 ห้อง อาคารลอบบี้ สระว่ายน้ำ ทูลบาร์ รวมทั้งงานอื่น ๆ พร้อมวัสดุอุปกรณ์ในราคา 151,775,598.86 บาท ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารวิลล่าชั้นเดียว 2 ห้องนอน 12 หลัง อาคารวิลล่า 3 ห้องนอน 5 หลัง รวมทั้งงานอื่น ๆ พร้อมวัสดุอุปกรณ์ในราคา 32,202,387.66 บาท และทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 จัดหาวัสดุก่อสร้างอาคารวิลล่าชั้นเดียว 2 ห้องนอน 12 หลัง อาคารวิลล่า 3 ห้องนอน งานภายนอกอาคารเป็นเงิน 92,489,391.58 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 16,964,823 บาท ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 โจทก์จ่ายค่าจ้างงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากหักเงินค่าจ้างล่วงหน้า เงินประกันผลงานอัตราร้อยละ 9 ออกแล้ว เป็นเงิน 3,551,439.61 บาท และโจทก์จ่ายค่าจ้างงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,325,106 บาท และจ่ายค่าวัสดุงวดที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 722,920 บาท รวมโจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 22,566,288 บาท วันที่ 19 กันยายน 2556 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา หลังจากนั้นวันที่ 7 ตุลาคม 2556 จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญา

สำหรับปัญหาตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ต้องชำระค่าจัดหาวัสดุงวดที่ 4 จำนวน 31,800 บาท และค่าก่อสร้างงวดที่ 4 จำนวน 586,425 บาท แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาชุดที่ 2 และสัญญาจัดหาวัสดุก่อสร้างชุดที่ 2 นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 โดยผู้ถือหุ้นจำเลยที่ 1 ส่วนใหญ่คือจำเลยที่ 2 กับภริยาและบุตรของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ทำสัญญา 3 ฉบับ โดยฉบับแรกระบุจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้าง ฉบับที่สองและที่สามระบุจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้าง ก็ตาม แต่ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าในการก่อสร้างไม่มีการแยกคนงานและอุปกรณ์ว่าเป็นของจำเลยที่ 1 หรือของจำเลยที่ 2 อีกทั้งนายวิชาญ บุตรจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าผังคนงานเป็นผังคนงานของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีผังคนงานและพนักงานการส่งมอบงานตามสัญญาจ้างเหมาและสัญญาจ้างเหมาชุดที่ 2 รวมอยู่ในเล่มเดียวกัน ทั้งปรากฏว่าโจทก์ประสงค์จะพัฒนาที่ดินของโจทก์เป็นโรงแรมและรีสอร์ท ชื่อโครงการว่า ชิโนสมุย รีสอร์ท จึงประกาศหาผู้รับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ เสนอตัวเข้าเป็นผู้รับเหมาตามแบบก่อสร้างตกลงราคาทั้งหมด 276,467,376 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อรับจ้างก่อสร้างโครงการทั้งหมดของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มาทำสัญญารับจ้างก่อสร้างตามสัญญาจ้างเหมาชุดที่ 2 และสัญญาจัดหาวัสดุก่อสร้างชุดที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของโจทก์ กรณีดังกล่าวจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิด ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่ตกเป็นตัวแทนมาฟ้องแย้งโจทก์ในนามตนเองได้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 246 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 246 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ รุจิวณิชย์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ แสงชมภู
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วุฒินัย วงศ์ฟัก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7289/2561
#630099
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจ้างเหมาพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เพราะยังมิได้ทำเป็นหนังสือตามเจตนาของคู่สัญญา ประเด็นปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า แม้ว่า กิจการร่วมค้า จ. และจำเลยที่ 1 มีเจตนาว่าสัญญาจ้างเหมาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่ก่อนที่กิจการร่วมค้า จ. และจำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเป็นหนังสือดังเจตนาที่มีอยู่เดิม ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ส่งโทรสารแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการ กิจการร่วมค้า จ. ว่าให้เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป กิจการร่วมค้า จ. จึงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่ง จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ประกอบกับหนังสือที่ส่งทางโทรสารยังใช้แบบพิมพ์ที่มีหัวกระดาษระบุชื่อจำเลยที่ 1 จึงรับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำในนามของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือดังกล่าว นอกจากนี้ ภ. พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า หลังจากกิจการร่วมค้า จ. เริ่มทำงานแล้ว กิจการร่วมค้า จ. ได้วางแคชเชียร์เช็คเป็นมูลค่าร้อยละ 5 ตามสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 1 รับไปเรียบร้อยแล้ว จากข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และกิจการร่วมค้า จ. ปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ เท่ากับว่ามีการตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้น ถือได้ว่าสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลยที่ 1

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า พฤติการณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยฟังว่าคู่สัญญามีเจตนาตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว ล้วนเกิดจากความไม่สุจริตของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมด้วยนั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การเป็นข้อต่อสู้ไว้ แต่ปัญหาว่าการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ย่อมไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ป.พ.พ. มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามพฤติการณ์ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นนั้น เป็นการกระทำโดยพลการอันเกิดจากการชี้นำของโจทก์ เพราะโจทก์ทราบข้อมูลภายในของจำเลยที่ 1 ว่ายังไม่อาจดำเนินการโครงการตามสัญญาจ้างเหมาพิพาทได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินเพื่อส่งมอบให้โจทก์ โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตชี้นำจำเลยที่ 3 อย่างไร เท่ากับข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า กรรมการของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่ของโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะมาทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เคยทำงานให้จำเลยที่ 2 มาก่อน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 มาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือการที่โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำงานมูลค่าเป็นสิบล้านบาทในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะสั่งให้ชะลอโครงการ ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ได้ ประการสำคัญที่สุดหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยพลการอันเกิดจากการชี้นำของโจทก์ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะปฏิเสธว่าสัญญาจ้างเหมาพิพาทยังไม่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้น แต่จำเลยที่ 1 ก็หากระทำไม่ ตรงกันข้ามกลับมีหนังสือขอให้กิจการร่วมค้า จ. ชะลองานและการทำสัญญาโครงการออกไปก่อน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2556 อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของสัญญาจ้างเหมาพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 30,852,879.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 27,732,925 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์และหรือกิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช.ฟอร์เอเวอร์เพียวเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 20,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (24 กุมภาพันธ์ 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางพชรพร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และโจทก์เป็นหุ้นส่วนในสัญญากิจการร่วมค้ากับ โจว หยวน อินเตอร์เนชั่น คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ชื่อทางธุรกิจว่า ฟอร์เอเวอร์เพียว คอร์ปอเรชั่น โดยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรใช้ชื่อผู้ประกอบการว่า "กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช ฟอร์เอเวอร์เพียว" ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคน พร้อมประทับตราสำคัญ มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2556 จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปรวมทั้งโจทก์เข้าประกวดราคาจ้างเหมาออกแบบรายละเอียดก่อสร้าง จัดหาติดตั้งระบบผลิตกับส่งจ่ายน้ำประปาจากน้ำทะเลและระบบท่อส่งจ่ายน้ำประปารวมทั้งงานจ้างดำเนินการผลิตน้ำประปาและและบำรุงรักษา 2 ปี ที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ปรากฏว่ากิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว ชนะการประกวดราคาเป็นผู้ประมูลได้โดยจำเลยที่ 1 ตกลงในราคา 112,350,000 บาท และแจ้งให้ไปทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน พร้อมทั้งให้นำหลักประกันมายื่นในวันทำสัญญาตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2556 ต่อมาจำเลยที่ 3 ส่งโทรสารแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการ กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวว่า ให้เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว จึงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 ในระหว่างทำงานนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งกิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว ให้ชะลองานและการทำสัญญาก่อสร้างโครงการออกไปตามหนังสือของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2556 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2556 กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวทำงานงวดที่ 1 เสร็จพร้อมส่งมอบแบบรายละเอียดโรงผลิตน้ำประปาจากน้ำทะเลให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 13 สิงหาคม 2556 กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่า ขอทราบความคืบหน้าการดำเนินงานและการทำสัญญาโครงการก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาเกาะเสม็ด ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งตอบกิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวว่าโครงการดังกล่าวยังคงชะลอการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นต้นไปเนื่องจากไม่สามารถจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างระบบน้ำประปาได้ จึงยังไม่มีกำหนดลงนามในสัญญาและให้ไปขอคืนหลักประกันรวมถึงเอกสารการออกแบบระบบที่ยังไม่ได้ตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจรับงานได้ ดังนั้น วันที่ 20 สิงหาคม 2556 กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว จึงมีหนังสือทวงถามพร้อมเรียกค่าเสียหายและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาจ้างเหมาพิพาทไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เพราะยังมิได้ทำเป็นหนังสือตามเจตนาของคู่สัญญา เห็นว่า ประเด็นปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า แม้ว่า กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวและจำเลยที่ 1 มีเจตนาว่าสัญญาจ้างเหมาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่ก่อนที่กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว และจำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเป็นหนังสือดังเจตนาที่มีอยู่เดิม ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ส่งโทรสารแจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการ กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวว่าให้เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวจึงเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่ง จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ประกอบกับหนังสือที่ส่งทางโทรสารยังใช้แบบพิมพ์ที่มีหัวกระดาษระบุชื่อจำเลยที่ 1 จึงรับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำในนามของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามข้อความในหนังสือดังกล่าว นอกจากนี้นายภิเศก พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่าหลังจากกิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวเริ่มทำงานแล้ว กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวได้วางแคชเชียร์เช็คเป็นมูลค่าร้อยละ 5 ตามสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 1 รับไปเรียบร้อยแล้ว จากข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และกิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียวปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ เท่ากับว่ามีการตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้น ถือได้ว่าสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อันเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ส่วนข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า พฤติการณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยฟังว่าคู่สัญญามีเจตนาตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว ล้วนเกิดจากความไม่สุจริตของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมด้วยนั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การเป็นข้อต่อสู้ไว้ แต่ปัญหาว่าการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ย่อมไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามพฤติการณ์ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นนั้น เป็นการกระทำโดยพลการอันเกิดจากการชี้นำของโจทก์ เพราะโจทก์ทราบข้อมูลภายในของจำเลยที่ 1 ว่ายังไม่อาจดำเนินการโครงการตามสัญญาจ้างเหมาพิพาทได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตชี้นำจำเลยที่ 3 อย่างไร เท่ากับข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ปราศจากพยานหลักฐานสนับสนุน ง่ายแก่การกล่าวอ้าง ลำพังเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่ว่า กรรมการของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่ของโจทก์ ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะมาทำงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เคยทำงานให้จำเลยที่ 2 มาก่อน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 มาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือการที่โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำงานมูลค่าเป็นสิบล้านบาทในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะสั่งให้ชะลอโครงการ ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่สุจริตของโจทก์ได้ ประการสำคัญที่สุดหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยพลการอันเกิดจากการชี้นำของโจทก์ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะปฏิเสธว่าสัญญาจ้างเหมาพิพาทยังไม่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้น แต่จำเลยที่ 1 ก็หากระทำไม่ ตรงกันข้ามกลับมีหนังสือขอให้กิจการร่วมค้า เจ.วี.บี.เอช. ฟอร์เอเวอร์เพียว ชะลองานและการทำสัญญาโครงการออกไปก่อน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2556 อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของสัญญาจ้างเหมาพิพาทแล้ว สำหรับคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกานั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่คู่สัญญามีเจตนาตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราวทำนองเดียวกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ ข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยไว้โดยชอบแล้วได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความคนละฝ่ายกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 4,494,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (1) ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2561
#627336
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้ นั้น หมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลกำลังจะพิพากษา ซึ่งมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 317 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หรือไม่ และมีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6125/2556 ของศาลจังหวัดภูเก็ต และจำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 คดีดังกล่าวเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย จึงถือว่าขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ย่อมอยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น (1) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน...ฯลฯ... ศาลจะรอการลงโทษผู้นั้นไว้ก็ได้นั้น หมายถึงว่า จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีที่ศาลกำลังจะพิพากษา ซึ่งตามมาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) มิได้ระบุว่าคดีที่จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ต้องเป็นการกระทำความผิดมาก่อนคดีเรื่องหลัง จึงไม่อาจแปลกฎหมายดังที่จำเลยอ้างได้ เมื่อจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเป็นโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนและมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ แม้คดีได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 มารดาของผู้เสียหายที่ 1 ว่า หลังเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปอยู่กินกับจำเลยฉันสามีภรรยาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยินยอมและไม่คัดค้านที่ไปอยู่กินด้วยกัน กับผู้เสียหายที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไปแล้ว อันเป็นพฤติการณ์ที่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีนี้จึงไม่สามารถพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะรอการลงโทษให้ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวศิริรัตน์ สีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7174/2561
#627933
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่าง บ.ส.ท. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมกับผู้ร้องว่า สัญญาโอนดังกล่าวกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ภายหลังจาก พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ใช้บังคับ ทั้งในสัญญาก็ระบุว่า บ.ส.ท. ฝ่ายผู้โอนกระทำโดยประธานกรรมการชำระบัญชี และขณะทำสัญญาผู้โอนอยู่ระหว่างการชำระบัญชีตาม พ.ร.ฎ. ดังกล่าว กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จาก บ.ส.ท. ในขณะที่ บ.ส.ท. ดำเนินการชำระบัญชี ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ซึ่งตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว บัญญัติว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย วรรคสองบัญญัติว่า การขายสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาลโดยให้ผู้ซื้อเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแทนที่ บ.ส.ท. ดังนี้ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความแทน บ.ส.ท. ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้โดยผลของกฎหมายโดยผู้ร้องไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จาก บ.ส.ท. มาโดยชอบตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ตามคำร้อง

แม้ศาลชั้นต้นจะนัดไต่สวนคำร้องขอเข้าสวมสิทธิและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ภายหลังจากวันที่ยื่นคำร้องและล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้วก็ตาม หาทำให้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ จึงฟังได้ว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ เมื่อปรากฏว่าขณะยื่นคำร้องคดีใกล้จะหมดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว ในวันเดียวกันผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม ผู้ร้องยังไม่มีอำนาจในการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองให้ทันกำหนดเวลาการบังคับคดี และผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมยังไม่ได้ดำเนินการตั้งเรื่องบังคับคดี ประกอบกับศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องภายหลังรับคำร้องนานถึง 6 เดือนเศษ ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่ามีพฤติการณ์พิเศษสมควรที่จะมีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ และการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีของผู้ร้อง และปัจจุบันล่วงเลยเวลาการบังคับคดีแล้ว กรณีถือว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดเวลาบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้ผู้ร้องออกไปเป็นเวลา 180 วัน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่า จำเลยทั้งสี่ค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 22,083,004.19 บาท พร้อมดอกเบี้ย และตกลงจะชำระหนี้เป็นไปตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ กับตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันที

วันที่ 27 ตุลาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมต่อศาล ผู้ร้องไม่มีอำนาจในการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสี่ได้ทันกำหนดเวลาการบังคับคดี อีกทั้งผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมก็ยังมิได้ตั้งเรื่องบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสี่ เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ได้ทันกำหนดเวลาการบังคับคดีเพราะใกล้จะหมดอายุความในการบังคับคดีแล้ว อันเป็นพฤติการณ์พิเศษ ขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 180 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หากหนี้ประธานพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังคงมีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินจำนองได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามคำร้อง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง และให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องและมีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมกับผู้ร้อง ที่ผู้ร้องนำสืบได้ความว่า สัญญาโอนดังกล่าวกระทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ใช้บังคับ ทั้งในสัญญาก็ระบุว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฝ่ายผู้โอนกระทำโดยประธานกรรมการชำระบัญชี และขณะทำสัญญาผู้โอนอยู่ระหว่างการชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในขณะที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดำเนินการชำระบัญชี ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ซึ่งตามมาตรา 16 วรรคหนึ่งแห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย วรรคสองบัญญัติว่า การขายสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาทเป็นคดีอยู่ในศาลโดยให้ผู้ซื้อเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดังนี้ ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิหรือเข้าเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เดิมได้โดยผลของกฎหมายโดยผู้ร้องไม่จำต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์รายนี้จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมาโดยชอบตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และขอขยายเวลาการบังคับคดีได้ตามคำร้อง แม้ศาลชั้นต้นจะนัดไต่สวนคำร้องขอเข้าสวมสิทธิ และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2558 ภายหลังจากวันยื่นคำร้องและล่วงเลยเวลาการบังคับคดีแล้วก็ตาม หาทำให้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ กรณีจึงฟังได้ว่าผู้ร้องมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ และเมื่อพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องว่า ขณะยื่นคำร้องคดีใกล้จะหมดระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว ในวันเดียวกันผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิม ผู้ร้องยังไม่มีอำนาจในการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองให้ทันกำหนดเวลาในการบังคับคดี และผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมยังมิได้ดำเนินการตั้งเรื่องบังคับคดีแต่อย่างใด ประกอบกับศาลชั้นต้นกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องภายหลังรับคำร้องนานถึง 6 เดือนเศษ ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการบังคับคดีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่ามีพฤติการณ์พิเศษสมควรที่จะมีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีของผู้ร้องออกไปได้ แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีของผู้ร้อง และปัจจุบันล่วงเลยเวลาการบังคับคดีแล้ว กรณีถือว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดเวลาบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ศาลฎีกาเห็นสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้ผู้ร้องออกไปเป็นเวลา 180 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่คู่ความฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องออกไป 180 วัน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้แก่คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 (เดิม)
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบรรษัท
โจทก์ — บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิ
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีสมบูรณ์โฆษณา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวอารยา ธีรการุณวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุมิตร สุภาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7168/2561
#629012
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดย่อมมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมดังบัญญัติใน มาตรา 33 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 เมื่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมมีมติให้โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยกรณีส่งมอบพื้นที่จอดรถไม่เป็นไปตามสัญญา โจทก์ที่ 1 ย่อมใช้สิทธิของเจ้าของร่วมฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องสิทธิในพื้นที่จอดรถเป็นทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้ตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 ซึ่งเป็นผู้รับโอนโดยซื้อต่อจากผู้ซื้อเดิมนั้น ได้ความตามสัญญาจะซื้อจะขายว่า ผู้จะซื้อจะต้องจัดให้ผู้รับโอนรับโอนไปซึ่งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามสัญญานี้ อันแสดงว่าจำเลยยินยอมให้ผู้จะซื้อโอนสิทธิตามสัญญาต่อไปได้ โดยจำเลยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับโอนต้องถูกผูกพันรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาที่ผู้จะซื้อเดิมทำไว้กับจำเลย เมื่อโจทก์ดังกล่าวรับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายไปจากผู้จะซื้อเดิมจึงย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขายดังเช่นที่ผู้จะซื้อเดิมมีอยู่กับจำเลยโดยผลของสัญญา

ตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสิบเก้ากล่าวอ้างข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายว่า จำเลยกำหนดให้มีที่จอดรถรวมที่จอดรถแบบซ้อนคันประมาณ 391 คัน ซึ่งจำเลยให้การรับในข้อนี้ ข้อสัญญาจัดให้มีที่จอดรถรวมที่จอดรถแบบซ้อนคันจึงเป็นเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดขึ้นเพื่อเสนอให้มีที่จอดรถบริการแก่ผู้บริโภคและจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบเก้าอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาข้อนี้ก็ย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ส่วนการบังคับตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามสิบเก้าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรเป็นเรื่องศาลเป็นผู้พิจารณาพิพากษา การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามสิบเก้าหาได้ขัดกับข้อเท็จจริงและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตดังจำเลยฎีกาไม่

โจทก์ทั้งสามสิบเก้าฟ้องอ้างว่าสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า โครงการมีพื้นที่จอดรถทั้งแบบช่องจอดรวมแบบจอดซ้อนคันประมาณ 391 คัน ต่อมาจำเลยก่อสร้างอาคารชุดมีที่จอดรถเพียง 284 ช่องจอด และไม่สามารถจอดแบบซ้อนคันได้ทำให้ที่จอดรถขาดหายไป 107 คัน จำเลยให้การว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุไว้เป็นการประมาณพื้นที่จอดรถยนต์และขาดไปเพียง 12 คัน เพราะต้องกันพื้นที่ไปทำบันไดและห้องน้ำตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดพิพาทมีที่จอดรถขาดจำนวนไปจากสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่เพียงใด ความปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงรับกันว่าโจทก์ทั้งสามสิบเก้าสามารถยอมรับให้จอดรถซ้อนคันพอที่จะให้เดินรถได้สะดวกที่จอดรถขาดไปเพียง 74 คัน คดีจึงไม่มีประเด็นโต้เถียงกันอีกต่อไปว่าที่จอดรถขาดจำนวนไปเพียงใด เพราะถือว่าโจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยต่างยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่าที่จอดรถขาดจำนวนไป 74 คัน โจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยจึงไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วฟังว่าจำเลยจัดที่จอดรถขาดจำนวนไป 49 คัน จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ทั้งสามสิบเก้าโต้แย้งว่าคำรับของคู่ความดังกล่าวขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นทำนองกล่าวอ้างว่าคำรับดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสามสิบเก้า นั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับโจทก์ทั้งสามสิบเก้าตกลงกันจัดให้มีที่จอดรถซ้อนคันแตกต่างไปจากข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเป็นเรื่องระหว่างผู้ก่อสร้างอาคารกับผู้ใช้อาคารตามปกติวิสัยของการใช้อาคารทั่วไป ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมบังคับในระหว่างกันเองได้ ในส่วนที่ฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนั้น เป็นเรื่องเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะว่ากล่าวเอาผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนเป็นกรณีต่างหาก ทั้งโจทก์ทั้งสามสิบเก้าเป็นฝ่ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดที่จอดรถซ้อนคันตามสัญญา ภายหลังการแถลงรับต่อศาลชั้นต้นแล้วโจทก์ทั้งสามสิบเก้าก็ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องลดจำนวนที่จอดรถซ้อนคันที่ขอบังคับจำเลยจาก 107 คัน เหลือเพียง 74 คัน ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ฟ้องได้ โจทก์ทั้งสามสิบเก้าจึงจะกลับยกความข้อนี้อ้างว่าไม่มีผลผูกพันตนไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบเก้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่จอดรถแบบไม่ประจำอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ขาดจำนวนไปให้ครบ 74 คัน หากไม่อาจจัดหาที่จอดรถเพิ่มขึ้น 74 คัน ได้ ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสิบเก้ารวม 101,010,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 88,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามสิบเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยจัดหาที่จอดรถแบบไม่ประจำหรือแบบซ้อนคันอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าอีก 49 คัน ให้ครบ 391 คัน ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากไม่อาจจัดหาที่จอดรถให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าอีก 49 คัน ได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 12,471,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ที่ 1 ไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสามสิบเก้า สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสามสิบเก้า เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นผู้ก่อสร้างอาคาร ไอดีโอ คิว พญาไท สูง 38 ชั้น ที่พิพาทเพื่อขายเป็นการทั่วไป โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ที่ 2 ถึง 39 เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุด โดยโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 27 และที่ 29 ถึงที่ 39 ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยคนละ 1 ห้องชุด ส่วนโจทก์ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 เป็นผู้ซื้อห้องชุดในโครงการคนละ 1 ห้องชุด โดยซื้อต่อจากผู้ซื้อเดิม ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 3 ระบุความว่า ห้องชุดที่จะขายพร้อมสิทธิในการรับบัตรผ่านเข้าออกของรถยนต์ในโครงการ จำนวน 1 คัน สำหรับห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน (ที่จอดรถแบบไม่ประจำ 1 คัน) สำหรับห้องชุดแบบ Duplex (ที่จอดรถแบบไม่ประจำ 1 คัน ที่จอดรถแบบประจำ 1 คัน) ซึ่งโครงการมีพื้นที่จอดรถยนต์แบบจอดซ้อนคันในทรัพย์ส่วนกลางรวมประมาณ 391 คัน จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ซื้ออาคารชุดพิพาท โดยมีที่จอดรถแบบมีช่องจอด 284 คัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทตามฟ้องเป็นกรณีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 27 และที่ 29 ถึงที่ 39 ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมฟ้องอ้างว่าที่จอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางในอาคารชุดพิพาทมีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดที่จดทะเบียนไว้ให้เจ้าของห้องชุดแต่ละห้องได้สิทธิในการจอดรถยนต์อย่างน้อยห้องละ 1 คัน เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจัดให้มีที่จอดรถซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดพิพาทมีพื้นที่น้อยกว่าที่จดทะเบียนไว้ ดังนี้ โจทก์ที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการ และดูแลทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดย่อมมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ตามมติของเจ้าของร่วมดังบัญญัติในมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เมื่อได้ความตามสำเนารายงานการประชุม โดยจำเลยไม่นำสืบหักล้างว่า ที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมมีมติให้โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยกรณีส่งมอบพื้นที่จอดรถไม่เป็นไปตามสัญญา โจทก์ที่ 1 ย่อมใช้สิทธิของเจ้าของร่วมฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องสิทธิในพื้นที่จอดรถเป็นทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 นั้น ได้ความตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยกำหนดขึ้นให้ผู้จะซื้อทำสัญญากับจำเลย ข้อสัญญาดังกล่าวจึงผูกพันจำเลย ปรากฏความข้อ 10 ของสัญญาระบุว่า "ผู้จะซื้อจะต้องจัดให้ผู้รับโอนรับโอนไปซึ่งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามสัญญานี้" อันแสดงว่าจำเลยยินยอมให้ผู้จะซื้อโอนสิทธิตามสัญญาต่อไปได้ โดยจำเลยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับโอนต้องถูกผูกพันรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาที่ผู้จะซื้อเดิมทำไว้กับจำเลย ดังนี้ เมื่อโจทก์ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายไปจากผู้จะซื้อเดิม จึงย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ดังเช่นที่ผู้จะซื้อเดิมมีอยู่กับจำเลยโดยผลของข้อสัญญาที่จำเลยกำหนดไว้ แม้โจทก์ที่ 5 ที่ 7 ที่ 10 ที่ 15 และที่ 28 ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยโดยตรง ก็ย่อมทรงสิทธิตามสัญญาดังกล่าวเสมือนเป็นผู้จะซื้อเดิมและมีอำนาจฟ้องจำเลยดังเช่นโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 14 ที่ 16 ถึงที่ 27 และที่ 29 ถึงที่ 39 เช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามสิบเก้าใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสิบเก้ากล่าวอ้างข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายว่าจำเลยกำหนดให้มีที่จอดรถซ้อนคันประมาณ 391 คัน ซึ่งจำเลยให้การรับในข้อนี้ ข้อสัญญาจัดให้มีที่จอดรถแบบซ้อนคันจึงเป็นเงื่อนไขที่จำเลยกำหนดขึ้นเพื่อเสนอให้มีที่จอดรถบริการแก่ผู้บริโภคและจูงใจให้ผู้บริโภคเข้าทำสัญญา เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบเก้าอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาข้อนี้ก็ย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ส่วนการบังคับตามฟ้องของโจทก์ทั้งสามสิบเก้าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรเป็นเรื่องศาลเป็นผู้พิจารณาพิพากษา การฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามสิบเก้าหาได้ขัดกับข้อเท็จจริงและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตดังจำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจัดให้มีที่จอดรถเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ทั้งสามสิบเก้าฟ้องอ้างว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำกับฝ่ายโจทก์ ข้อ 3 ระบุว่า โครงการมีพื้นที่จอดรถยนต์แบบจอดซ้อนคันในทรัพย์ส่วนกลางรวมประมาณ 391 คัน ต่อมาจำเลยก่อสร้างอาคารชุดมีที่จอดรถเพียง 284 คัน (ช่องจอด) และไม่สามารถจอดรถแบบซ้อนคันได้ทำให้ที่จอดรถแบบไม่ประจำอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางขาดหายไป 107 คัน จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าตามสัญญาจะซื้อจะขายระบุไว้ชัดว่า โครงการมีพื้นที่จอดรถยนต์แบบซ้อนคันในทรัพย์ส่วนกลางรวมประมาณ 391 คัน เป็นการประมาณพื้นที่จอดรถยนต์ในโครงการรวมพื้นที่จอดรถยนต์แบบจอดซ้อนคัน ซึ่งผลการตรวจนับตามแบบและที่จอดรถได้จริงเป็นจำนวน 379 คัน ขาดไปเพียง 12 คัน เพราะต้องกันพื้นที่ไปทำบันไดและห้องน้ำตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดพิพาทมีที่จอดรถในทรัพย์ส่วนกลางขาดจำนวนไปจากสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใด ความปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วคู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ทั้งสามสิบเก้าสามารถยอมรับให้จอดรถซ้อนคันได้พอที่จะให้เดินรถได้สะดวก ทำให้ที่จอดรถที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางหายไปเพียง 74 คัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 คดีจึงไม่มีประเด็นโต้เถียงกันอีกต่อไปว่า ที่จอดรถในทรัพย์ส่วนกลางขาดจำนวนไปหรือไม่ เพียงใด เพราะถือว่าโจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยต่างยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยก่อสร้างอาคารชุดพิพาทโดยมีที่จอดรถในทรัพย์ส่วนกลางขาดจำนวนไปจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด 74 คัน โจทก์ทั้งสามสิบเก้าและจำเลยจึงไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วฟังว่าจำเลยจัดที่จอดรถขาดจำนวนไป 49 คัน จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าฎีกาโต้แย้งว่าคำรับของคู่ความเรื่องยอมรับการจอดรถซ้อนคันขาดจำนวนอยู่ 74 คัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาเป็นการขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นทำนองกล่าวอ้างว่า คำรับดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามสิบเก้า นั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับโจทก์ทั้งสามสิบเก้าตกลงกันจัดให้มีที่จอดรถซ้อนคันแตกต่างกันไปจากข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ.2544 นั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้ก่อสร้างอาคารกับผู้ใช้อาคารตามปกติวิสัยของการใช้อาคารทั่วไป ข้อตกลงเช่นนี้ย่อมบังคับในระหว่างกันเองได้ ในส่วนที่ฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนั้น เป็นเรื่องเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะว่ากล่าวเอาผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนเป็นกรณีต่างหาก ทั้งโจทก์ทั้งสามสิบเก้าเป็นฝ่ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดที่จอดรถซ้อนคันตามสัญญา ภายหลังการแถลงรับต่อศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ทั้งสามสิบเก้าก็ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องลดจำนวนที่จอดรถซ้อนคันที่ขอบังคับจำเลยจาก 107 คัน เหลือเพียง 74 คัน ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามสิบเก้าแก้ฟ้องได้ โจทก์ทั้งสามสิบเก้าจึงจะกลับยกความข้อนี้อ้างว่าไม่มีผลผูกพันตนไม่ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสามสิบเก้าฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจัดหาที่จอดรถแบบไม่ประจำอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเก้าอีก 74 คัน ให้ครบ 391 คัน ตามสัญญาจะซื้อจะขายหากไม่อาจจัดหาได้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 18,834,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 142
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 วรรคสอง ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
เมทินี ชโลธร
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2561
#629030
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การท้าทายถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์คิดไตร่ตรองจะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ปฏิเสธคำท้าทายของจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่สามารถเริ่มลงมือกระทำแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ตามคำท้าทายได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามรู้ว่าหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ไปไหนหรืออยู่ที่ใด และจำเลยทั้งสามออกตามหาโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสามมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทันที ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนจัดเตรียมของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันทีที่ขับรถมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 โดยบังเอิญ ส่วนการตามไล่ยิงไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงบ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ยังได้ยิงเข้าไปในบ้านอีก 1 นัด เป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องหลังจากประสบโอกาสที่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างทันทีทันใดเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 83, 91, 288, 289, 358, 371 ริบของกลางและบวกโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3247/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1277/2557 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นายเสริม บิดาของนายธรณิศวร์ ผู้ตาย นายอภิรัฐ ผู้เสียหายที่ 1 และนางพิพิธธน ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายเสริมเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โดยให้เรียกนายเสริมเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และโจทก์ร่วมทั้งสามขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 800,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ค่าสินไหมทดแทน 400,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 20 ปีเศษ มีความรู้ผิดชอบแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ (ที่ถูก บวกโทษ) ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต จึงไม่อาจเพิ่มโทษ (ที่ถูก บวกโทษ) ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51) ให้ยกคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 700,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระเงิน 58,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 2 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสามกับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่วางโทษความความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และจำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยต่อโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกอีก 2 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนขนาด 9 มม. มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก ซึ่งเป็นของผู้อื่น และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. หลายนัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนข้างวัดโคกคีรี ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง อันเป็นในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแห่งพฤติการณ์ จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันฆ่านายธรณิศวร์ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนยิงที่ศีรษะมีแผลเป็นรูที่กะโหลกศีรษะบริเวณเหนือใบหูซ้ายและแผลฉีกขาดที่ขมับขวา (หางตาขวา) เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 กับร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 3 โดยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านเลขที่ 2/31 ถนนไชยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ของโจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกประตูและเก้าอี้ได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายคดีนี้หรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า พยานโจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนที่โทรศัพท์มาขู่ฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ตามหมายเลขโทรศัพท์เป็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถข้างกำแพงวัดซึ่งสูงประมาณ 1.50 เมตร ไม่สามารถมองเห็นคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาได้ และจุดดังกล่าวห่างจากเสาไฟฟ้าประมาณ 27 เมตร แต่แสงสว่างสามารถมองเห็นกันได้ในระยะประมาณ 10 เมตร โจทก์ร่วมที่ 2 คงอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์เท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นคนร้ายอย่างชัดเจน ทั้งโจทก์ร่วมที่ 2 กำลังโต้เถียงกับนางสาวเฟิร์นและเห็นคนร้ายในเวลาสั้น ไม่มีเวลาจดจำหน้าคนร้าย และโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถหนีคนร้ายซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังในระยะประมาณ 30 เมตร ไม่ได้หันหลังดู โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่สามารถจำคนร้ายได้อย่างแน่นอน ในข้อนี้โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้ตาย และนายวิวไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลอยู่ที่บ้านของผู้ตาย นางอุบล มารดาผู้ตายโทรศัพท์มาบอกกับนายวิวให้บอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่ามีคนโทรศัพท์มาหานางอุบล พูดจาข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 จึงสอบถามนางอุบลว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้โทรมาเป็นหมายเลขอะไร นางอุบลก็บอกหมายเลขโทรศัพท์ให้โจทก์ร่วมที่ 2 ทราบ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงโทรกลับไปยังโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับสายพูดกับโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนางสาวกฤติยาณี เพราะเป็นภริยาของคนอื่น โจทก์ร่วมที่ 2 พูดตอบว่า ให้ไปถามนางสาวกฤติยาณี จำเลยที่ 3 จึงพูดท้าทายให้โจทก์ร่วมที่ 2 ไปยิงกัน โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รับคำท้า จากนั้นโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านของนางสาวกฤติยาณีโดยจอดรถจักรยานยนต์ที่บริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน ครู่หนึ่งนางสาวกฤติยาณีขับรถจักรยานยนต์มาที่โจทก์ร่วมที่ 2 พูดคุยกันสักครู่หนึ่ง โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของนางสาวกฤติยาณีให้นางสาวกฤติยาณีนั่งซ้อนท้าย เพื่อไปบ้านโจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนผู้ตายขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งแล่นตามหลังมา เมื่อไปถึงบริเวณข้างวัดโคกคีรี นางสาวกฤติยาณีให้โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ใกล้ ๆ ริมกำแพงวัดโคกคีรีแล้วลงจากรถไปพูดทางโทรศัพท์ ส่วนผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาจอดใกล้ ๆ ห่างกันไม่เกิน 2 เมตร เมื่อนางสาวกฤติยาณีพูดโทรศัพท์เสร็จแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แล่นออกไปได้ประมาณ 3 ถึง 4 เมตร เห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายตรงกลาง จำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายคนหลังสุดแล่นมาทางริมกำแพงวัดจะเลี้ยวโค้งตรงมายังจุดที่โจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ในลักษณะสวนทางกับโจทก์ร่วมที่ 2 ในระยะห่างประมาณ 6 เมตร จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนสั้นยิงมาทางโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 1 นัด โจทก์ร่วมที่ 2 เร่งเครื่องจักรยานยนต์ขับหลบหนีตรงขึ้นไปทางถนนสายบายพาส เมื่อรถแล่นแผ่นสามแยกไปได้ประมาณ 4 ถึง 5 เมตร ได้ยินเสียงปืนนัดที่สองดังขึ้น โจทก์ร่วมที่ 2 หันกลับไปมอง เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่ขับแล่นตามหลังมาล้มลงข้างทาง และก่อนที่จะแล่นขึ้นถนนบายพาส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ยินเสียงปืนนัดที่สามดังขึ้นอีก 1 นัด เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แล่นไปตามถนนเส้นบายพาสเลี้ยวไปทางขวาเพื่อกลับไปที่บ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 หันไปมองเห็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสามขับตามหลังมาอย่างกระชั้นชิดห่างกันไม่น่าจะเกิน 15 เมตร โจทก์ร่วมที่ 2 จึงขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าไปในซอยก่อนที่จะถึงบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อขับรถเข้าไปในซอยแล้วไม่น่าจะเกิน 2 นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 1 นัด จากบริเวณปากซอยหน้าบ้านโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไปที่บ้านพบโจทก์ร่วมที่ 3 และเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์ร่วมที่ 2 บอกกับโจทก์ร่วมที่ 3 ว่าถูกจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงมา โจทก์ร่วมที่ 3 ก็บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่นานมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปภายในบ้านกระสุนปืนถูกบริเวณประตูเหล็กหน้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 จดจำจำเลยทั้งสามได้เพราะโจทก์ร่วมที่ 2 เปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่องสว่างสามารถมองเห็นหน้าจำเลยทั้งสามได้ นอกจากนี้บริเวณทางโค้งใกล้ ๆ กับวัดโคกคีรีก็มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะส่องแสงสว่าง โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักกับจำเลยทั้งสามก่อนเกิดเหตุประมาณ 4 ถึง 5 ปี และก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี โจทก์ร่วมที่ 2 เคยมีเรื่องทะเลาะชกต่อยกับจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความยืนยันว่ามีโอกาสเห็นคนร้ายทั้งสามตั้งแต่ก่อนคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตาย โดยคนร้ายขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาขณะโจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถคุยกับนางสาวกฤติยาณีบริเวณทางโค้งข้างกำแพงวัดโคกคีรี และโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นจำเลยทั้งสามในระยะห่างประมาณ 5 ถึง 6 เมตร ซึ่งนางสาวกฤติยาณีก็เบิกความว่า รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันแล่นสวนกันในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร แสดงว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นคนร้ายทั้งสามในระยะใกล้ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้โดยปกติวิสัยของคนทั่วไปคนที่ขับรถจักยานยนต์ทั้งสองคันหรือคนที่นั่งซ้อนท้ายสามารถมองเห็นหน้าอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนประมาณ 21 นาฬิกา แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่าสามารถมองเห็นหน้าคนร้ายจากแสงสว่างของไฟหน้ารถจักรยานยนต์ และมีแสงสว่างจากโคมไฟติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าตามเส้นทางอีก 2 ถึง 3 เสา ซึ่งโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานแสดงให้เห็นบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยนางสาวกฤติยาณีเบิกความอธิบายในภาพถ่ายว่า จุดหมายเลข 1 เป็นจุดที่พยานจอดรถคุยกับโจทก์ร่วมที่ 2 จุดหมายเลข 2 เป็นจุดที่รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 แล่นสวนทางกับรถจักรยานยนต์ของคนร้ายทั้งสาม และจุดหมายเลข 3 เป็นจุดที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถพาพยานหลบหนี ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้ว เห็นได้ว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นสามแยกข้างรั้ววัดโคกคีรี มีการติดตั้งโคมไฟฟ้าสาธารณะชนิดหลอดยาวไว้กับเสาไฟฟ้าที่มุมหนึ่งของสามแยก และมีเสาไฟฟ้าปักพาดสายเรียงเป็นแนวไปตามของถนนขนานไปกับรั้ววัดโคกคีรี เป็นการบ่งชี้ว่าที่สามแยกบริเวณจุดเกิดเหตุนั้นโดยปกติในเวลากลางคืนมีแสงสว่างจากโคมไฟที่ติดอยู่กับเสาไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งในข้อนี้ร้อยตำรวจโทสมหมาย พนักงานสอบสวนเบิกความประกอบว่า เมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุก็ได้ออกไปที่เกิดเหตุทันที พบศพผู้ตายห่างจากเสาไฟฟ้าบริเวณทางโค้งประมาณ 10 เมตร มีหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าดังกล่าวส่องสว่างสูงจากพื้นประมาณ 7 เมตร รัศมีส่องสว่างประมาณ 10 เมตร สามารถมองเห็นหน้ากันได้ สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเชื่อว่าขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะด้วย เมื่อได้ความว่าจุดที่ 2 ตามภาพถ่าย ซึ่งรถของโจทก์ร่วมที่ 2 แล่นสวนกับรถของคนร้ายห่างกันเพียงเล็กน้อย รถจักรยานยนต์ของคนร้ายย่อมอยู่ในรัศมีส่องสว่างของแสงไฟจากหน้ารถจักรยานยนต์และจากไฟฟ้าสาธารณะ ทั้งกำแพงหรือรั้ววัดก็ไม่ได้กีดขวางการมองเห็นคนร้ายของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาแต่ประการใด ทัศนะวิสัยของบริเวณที่เกิดเหตุในขณะนั้น จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์ร่วมที่ 2 มองเห็นหน้าคนร้ายในขณะที่ขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางกันได้จริง โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 ปี ยิ่งมีความคุ้นเคยสามารถจดจำจำเลยทั้งสามได้อย่างง่ายดาย ที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่าเห็นและจดจำคนร้ายได้โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ จำเลยที่ 1 นั่งกลาง จำเลยที่ 3 นั่งหลังสุด และจำเลยที่ 1 เป็นคนใช้อาวุธปืนยิง จึงสมเหตุผลมีน้ำหนักรับฟังได้ ร้อยตำรวจโทสมหมายเบิกความอีกว่า พยานได้สอบโจทก์ร่วมที่ 2 ในคืนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมที่ 2 ให้การว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายและบันทึกไว้ซึ่งปรากฏว่าคำให้การของโจทก์ร่วมที่ 2 ดังกล่าวมีรายละเอียดทำนองเดียวกันกับที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความในชั้นพิจารณา อันเป็นการบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 รู้ตัวคนร้ายตั้งแต่ขณะเกิดเหตุและสามารถยืนยันคนร้ายได้ตลอดมาอย่างถูกต้องแม่นยำไม่ผิดตัว โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีนางอุบล มารดาผู้ตายเบิกความประกอบว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา มีคนโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าชื่อ เป้ และมีนายก้าม นายเก้า พูดทางโทรศัพท์ต่อจากนายเป้ ทั้งสามคนถามหมายเลขโทรศัพท์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อพยานตอบไปว่าไม่มี หนึ่งในสามคนนั้นฝากให้บอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่าจะยิงหัวโจทก์ร่วมที่ 2 เพราะชอบแย่งผู้หญิงของคนอื่น พยานเล่าให้โจทก์ร่วมที่ 2 ทราบ โจทก์ร่วมที่ 2 ถามว่า โทรศัพท์หมายเลข 09 3670 xxxx หรือไม่ พยานตรวจดูในเครื่องโทรศัพท์ปรากฏว่า ใช่ นางอุบลไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสามคนที่โทรศัพท์มา คือ จำเลยทั้งสาม คำเบิกความของนางอุบลจึงไม่มีข้อสงสัยว่าจะแต่งเรื่องราวขึ้นเองเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสาม จึงเชื่อได้ว่านางอุบลเบิกความตามข้อเท็จจริงที่ตนได้รู้เห็นมาเท่านั้น แสดงว่าก่อนเกิดเหตุมีผู้ปองร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 คือ นายเป้ นายก้าม และนายเก้า เนื่องจากกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไปยุ่งเกี่ยวกับคนรักของคนอื่น แม้ลำพังหมายเลขโทรศัพท์จะไม่อาจยืนยันถึงคนร้ายได้โดยตรง แต่การที่โจทก์ร่วมที่ 2 สอบถามถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาถามนางอุบล และยังได้นำเรื่องนี้ไปสอบถามนางสาวกฤติยาณีด้วย ย่อมแสดงว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และบุคคลทั้งสามต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี หลังจากเหตุการณ์คนร้ายโทรศัพท์มาขู่จะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่นานก็มีคนร้ายสามคนขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันมาใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตาย ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 ยืนยันว่า คือ จำเลยทั้งสาม ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เบิกความรับว่ามีชื่อเล่นว่า เป้ ก้าม และ เก้า ตามลำดับ สอดคล้องกับข้อมูลที่นางอุบลได้รับมา และเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเชื่อมโยงให้เห็นว่าคนร้ายที่โทรศัพท์มาข่มขู่กับที่ตามมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ตายเป็นกลุ่มเดียวกัน โจทก์ร่วมที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลานาน แม้จะเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 2 เมื่อก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปี ก็ยังไม่มีเหตุระแวงว่า โจทก์ร่วมที่ 2 จะเพิ่งมาปรักปรำจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เองยืนยันว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีข้อสงสัยว่าโจทก์ร่วมที่ 2 จะปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีกลับไปที่บ้านซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 3 โดยจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์ไล่ยิงอย่างกระชั้นชิดจนมีการยิงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุของโจทก์ร่วมที่ 3 แล้วเหตุการณ์จึงสงบลง ย่อมเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องโดยคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเป็นการกระทำของจำเลยทั้งสาม ซึ่งเชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 2 หลบหนีเข้าไปในบ้านดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคนร้ายคดีนี้จริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 พยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามโทรศัพท์มาข่มขู่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางอุบลมารดาผู้ตาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ทราบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรมาจากนางอุบล โจทก์ร่วมที่ 2 ได้โทรศัพท์กลับไปตามหมายเลขดังกล่าว จำเลยที่ 3 รับสายบอกโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า อย่ามายุ่งกับนางสาวกฤติยาณีและท้าทายให้โจทก์ร่วมที่ 2 ออกไปยิงกันที่ถนนบายพาส แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่รับคำท้า แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปกับผู้ตายเพื่อพบนางสาวกฤติยาณี นางสาวกฤติยาณีขับรถจักรยานยนต์ออกมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ปากซอยทางเข้าบ้าน โจทก์ร่วมที่ 2 ลงไปขับรถจักรยานยนต์ของนางสาวกฤติยาณีโดยให้นางสาวกฤติยาณีนั่งซ้อนท้ายมุ่งไปที่บ้านโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อถึงที่เกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 จอดรถคุยกับนางสาวกฤติยาณีข้างกำแพงวัดโคกคีรีอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อขับออกไปได้ประมาณ 3 ถึง 4 เมตร จำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์มาทางริมกำแพงวัด เมื่อเห็นโจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ขับหนีไปทางถนนบายพาส จำเลยทั้งสามขับรถไล่ตามและยิงอีก 2 นัด จำเลยทั้งสามยังขับรถติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จนโจทก์ร่วมที่ 2 ขับหนีเข้าไปในซอยข้างบ้าน จำเลยทั้งสามจึงหันไปยิงใส่บ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก่อนพากันหลบหนีไป เห็นว่า การกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ และการจะเป็นตัวการร่วมฐานความผิดดังกล่าวจะต้องมีลักษณะมีการวางแผนและคบคิดมาแต่ต้นที่จะไปฆ่าผู้อื่น โดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การท้าทายถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์คิดไตร่ตรองจะฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ปฏิเสธคำท้าของจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์แล้ว จำเลยทั้งสามย่อมไม่สามารถเริ่มลงมือกระทำแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ตามคำท้าได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามรู้ว่าหลังจากวางสายโทรศัพท์แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ไปไหนหรืออยู่ที่ใด และจำเลยทั้งสามออกตามหาโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปหรือไม่ กรณีจึงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสามมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนออกมายิงโจทก์ร่วมที่ 2 ทันที ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการวางแผนตระเตรียมของจำเลยทั้งสาม แต่เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของจำเลยที่ 1 ในทันทีที่ขับรถมาพบโจทก์ร่วมที่ 2 โดยบังเอิญ ส่วนการตามไล่ยิงไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงบ้านโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ยังได้ยิงเข้าไปในบ้านอีก 1 นัด เป็นเพียงการกระทำต่อเนื่องหลังจากประสบโอกาสที่จะยิงโจทก์ร่วมที่ 2 อย่างทันทีทันใดเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษความผิดฐานนี้ใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิด เหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยให้จำคุกตลอดชีวิต และข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน หนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว มูลเหตุคดีนี้มาจากเรื่องชู้สาวซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จำเลยทั้งสามกลับใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดคู่อริอย่างไร้เหตุผล แม้กระทั่งผู้ตายซึ่งไม่มีส่วนสร้างความโกรธแค้นให้แก่จำเลยทั้งสาม ทั้งยังติดตามไล่ยิงโจทก์ร่วมที่ 2 ในทางสาธารณะโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ประพฤติตนเยี่ยงอันธพาลเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง จึงสมควรลงโทษในสถานหนัก โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 289 (4) ม. 358 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์ร่วม — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเดชา ฉิมวารี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโพคา
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7150/2561
#626627
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ ... (2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า (ก) คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย และมาตรา 11 บัญญัติให้สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา ทั้งนี้ สัญญาอนุญาโตตุลาการอาจเป็นสัญญาหนึ่งในสัญญาหลัก หรือเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกต่างหากก็ได้ จึงเห็นได้ว่า การระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการเกิดจากข้อตกลงตามสัญญาระหว่างคู่พิพาท ซึ่งในส่วนนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่างานเพิ่มฝั่งสนามกอล์ฟ ผู้เรียกร้องได้เสนอค่างานส่วนนี้ ผู้คัดค้านได้ตรวจสอบค่างานดังกล่าวแล้วเห็นว่ามีมูลค่าสูงเกินไปมาก คู่สัญญาจึงไม่ได้ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรจะให้ทำงานเพิ่มในส่วนใด เนื้องานแต่ละส่วนมีราคาค่าว่าจ้างเท่าใด อันเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามสัญญารับจ้างเหมาฯ ข้อ 14.5 ที่กำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ทำสัญญาหรือบันทึกคำสั่งเพิ่มเติมขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้มีการระงับข้อพิพาทในส่วนนี้ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการและต้องถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการส่วนนี้เป็นคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ก) การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านยังไม่มีการตกลงว่าจ้างผู้ร้องในงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟ และมีผลว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างหรือผลงานของงานที่ได้ทำไปแล้วในส่วนนี้เลย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยดังกล่าว มีความหมายว่าคณะอนุญาโตตุลาการไม่รับวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้ ซึ่งไม่ตรงกับที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยดังกล่าว แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนนี้ด้วย แม้อาจจะแปลตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ว่าผู้ร้องต้องไปเรียกร้องจากผู้คัดค้านเป็นอีกกรณีหนึ่งนอกเหนือจากการเรียกร้องตามสัญญาอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องมีผลเป็นการยอมรับว่าที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยมาชอบแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ร้องไม่อาจเรียกร้องค่าทำการงานในงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟนี้ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ว่าไม่มีการตกลงว่าจ้างผู้ร้องให้ทำงานเพิ่มในส่วนนี้ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อนี้ จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และเห็นสมควรที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้เสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ ฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2559 ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 14/2557 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 2/2559 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ผู้ร้องทำสัญญารับจ้างเหมาประกอบติดตั้งงานน้ำพุตกแต่งและไฟประดับโครงการโพธาลัย ไมซ์ กับผู้คัดค้าน ผู้ร้องทำงานและส่งมอบงานแล้วบางส่วน วันที่ 21 มีนาคม 2556 ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญา ผู้ร้องจึงนำข้อพิพาทเสนอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามที่กำหนดไว้ในสัญญา คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายจำนวน 588,113.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันครบกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ร้องได้ทราบคำชี้ขาด

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจในการวินิจฉัยข้อพิพาทตามขอบเขตอำนาจในส่วนของงานเพิ่มของศูนย์ประชุมไมซ์ ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการว่า ส่วนกรณีมูลค่างานเพิ่มในส่วนศูนย์ประชุมไมซ์ คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาจากยอดของการชำระเงินที่ไม่ครบถ้วนแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องส่งมอบงานยังไม่เรียบร้อยจึงไม่มีสิทธิได้เงินส่วนที่เหลือจำนวน 113,649.70 บาท เป็นการวินิจฉัยที่ยังไม่ถูกต้อง ผู้ร้องได้ส่งมอบงานส่วนเพิ่มศูนย์ประชุมไมซ์พร้อมแบบแปลนที่ติดตั้งเสร็จ โดยในชั้นไต่สวนของคณะอนุญาโตตุลาการ นายดนุพงษ์ ผู้ควบคุมงานของผู้คัดค้าน ให้การชัดว่าผู้ร้องได้ส่งมอบงานแล้ว ถือว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามหลักทั่วไปของสัญญา และในชั้นที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการนั้น ผู้ร้องได้เรียกร้องค่างานเพิ่มในส่วนศูนย์ประชุมไมซ์ เป็นเงิน 113,648.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยด้วยเป็นข้อ 1.2 อันเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่างานส่วนเพิ่มนี้เป็นข้อเรียกร้องที่คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยตามสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วย ดังนี้ เมื่อมีการตกลงให้มีการทำงานเพิ่มตามสัญญาดังกล่าวแล้วย่อมถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญารับจ้างเหมาฯ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นสัญญากันอีกฉบับหนึ่ง การทำงานเพิ่มตามสัญญารับจ้างเหมาฯ จึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญารับจ้างเหมาฯ ที่อยู่ในบังคับว่าเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยตามสัญญาดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่างานเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของงานในสัญญารับจ้างเหมาฯ เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นคณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจในการวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นตามขอบเขตแห่งอำนาจที่ปรากฏในข้อ 17 แห่งสัญญาดังกล่าว จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ประการนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นยอมรับเห็นชอบตามคำชี้ขาดข้อพิพาทของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่เป็นงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ ... (2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า (ก) คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย และมาตรา 11 บัญญัติให้สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา ทั้งนี้ สัญญาอนุญาโตตุลาการอาจเป็นสัญญาหนึ่งในสัญญาหลัก หรือเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกต่างหากก็ได้ จึงเห็นได้ว่า การระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการเกิดจากข้อตกลงตามสัญญาระหว่างคู่พิพาท ซึ่งในส่วนนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่างานเพิ่มฝั่งสนามกอล์ฟ ผู้เรียกร้องได้เสนอค่างานส่วนนี้เป็นเงิน 11,721,704.60 บาท ผู้คัดค้านได้ตรวจสอบค่างานดังกล่าวแล้วโดยให้บริษัท คอสท์ แพลน จำกัด ประเมินราคาแล้วเห็นว่ามีมูลค่าสูงเกินไปมาก คู่สัญญาจึงไม่ได้ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรจะให้ทำงานเพิ่มในส่วนใด เนื้องานแต่ละส่วนมีราคาค่าว่าจ้างเท่าใด อันเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามสัญญารับจ้างเหมาฯ ข้อ 14.5 ที่กำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงของราคาให้ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง ทำสัญญาหรือบันทึกคำสั่งเพิ่มเติมขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้มีการระงับข้อพิพาทในส่วนนี้ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการและต้องถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการส่วนนี้เป็นคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ก) การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านยังไม่มีการตกลงว่าจ้างผู้ร้องในงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟ และมีผลว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างหรือผลงานของงานที่ได้ทำไปแล้วในส่วนนี้เลย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยดังกล่าว มีความหมายว่าคณะอนุญาโตตุลาการไม่รับวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้ ซึ่งไม่ตรงกับที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยดังกล่าว แล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนนี้ด้วย แม้อาจจะแปลตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ว่าผู้ร้องต้องไปเรียกร้องจากผู้คัดค้านเป็นอีกกรณีหนึ่งนอกเหนือจากการเรียกร้องตามสัญญาอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องมีผลเป็นการยอมรับว่าที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยมาชอบแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ร้องไม่อาจเรียกร้องค่าทำการงานในงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟนี้ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ว่าไม่มีการตกลงว่าจ้างผู้ร้องให้ทำงานเพิ่มในส่วนนี้ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นในข้อนี้ จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 และเห็นสมควรที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้เสีย อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกค่าลิขสิทธิ์ในรูปลักษณ์ของใบโพธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏข้อสงวนสิทธิของผู้ร้องในสัญญารับจ้างเหมาฯตามที่ผู้ร้องอ้างว่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวผู้ร้องได้สงวนสิทธิไว้แล้วว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ร้อง แต่ก็ปรากฏตามใบสั่งซื้อในเอกสารดังกล่าวรายการที่ 14 ว่า มีการคิดค่าวิชาชีพในการออกแบบเป็นเงิน 500,000 บาท ด้วยแล้ว รูปลักษณ์ใบโพธิ์ที่ผู้ร้องออกแบบตามเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ว่าจ้างตามสัญญารับจ้างเหมาฯ ด้วย ดังนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าลิขสิทธิ์อื่นนอกเหนือจากข้อตกลงที่ทำกันไว้อีก และเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นว่าผู้คัดค้านจะต้องชำระเงินค่าลิขสิทธิ์ในส่วนนี้แก่ผู้ร้องอีกหรือไม่ จึงอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ การวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ยกคำร้องในส่วนนี้มาจึงชอบแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 อุทธรณ์ของผู้ร้องประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญากับผู้ร้องแล้ว สัญญาจ้างรับจ้างเหมาฯ ย่อมเลิกกัน ทำให้คู่ความต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลังสัญญาเลิกกันแล้วและให้ผู้ร้องรับผิดต่อผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทส่วนนี้เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง (2) (ที่ถูก มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ง)) เห็นว่า แม้สัญญารับจ้างเหมาฯ เลิกกันโดยผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญากับผู้ร้องแล้วก็ตาม และมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ เมื่อสัญญารับจ้างเหมาฯ เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ การเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาจึงอยู่ในขอบเขตที่คณะอนุญาโตตุลาการจะวินิจฉัยชี้ขาดได้ การที่ผู้คัดค้านจำต้องไปว่าจ้างบุคคลภายนอกมาแก้ไขงานที่ผู้ร้องทำไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง แม้จะเกิดขึ้นภายหลังการบอกเลิกสัญญา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดขึ้นตามสัญญาดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในส่วนนี้ตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านได้ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นการไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) ที่จะต้องเพิกถอนดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานส่วนเพิ่มสนามกอล์ฟ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 40 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ว.
ผู้คัดค้าน — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป ทับอัตตานนท์
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561
#628013
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และอ้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง และไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

เหตุทำร้ายร่างกายเกิดบนรถบัสรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ประกาศของจำเลยที่ 2 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้าย ร. โดยบีบคอจนมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 และประกาศดังกล่าว อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) จ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้เพิกถอนคำสั่งที่ 72/2555 ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ 24,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 คำขออื่น ๆ ให้ยกเสียทั้งสิ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย

คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรงหรือไม่ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยในส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และศาลแรงงานภาค 2 กลับอ้างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง กล่าวคือหากโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงและจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยชอบตามที่วินิจฉัยในส่วนแรก ศาลแรงงานภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยเพียงว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่านั้น แต่ศาลแรงงานภาค 2 กลับมาวินิจฉัยเพิ่มขึ้นนอกเหนือประเด็นข้อพิพาทอีกว่า การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสมควร คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เพื่อความรวดเร็วจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัย

คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุเกิดในรถบัสรับส่งพนักงานของจำเลยที่ 2 รับพนักงานจากเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไปทำงานที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อทำงานกะดึกเวลา 20 นาฬิกา เป็นต้นไป รถบัสคันเกิดเหตุเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคนิตยา ทัวร์ มีนายอนุชา เป็นคนขับ เหตุเริ่มต้นเกิดจากโจทก์ถอดรองเท้าเอาขาพาดเหยียดเท้ากับราวจับบันไดกลางรถบัสซึ่งมีประตูกลาง ประตูกลางจะใช้เฉพาะเวลาพนักงานลงรถพร้อมกันจำนวนมาก นางรวีวรรณ ต่อว่าโจทก์ในเรื่องนี้พร้อมจะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปโจทก์ โจทก์มีอารมณ์โกรธโจทก์จึงทำร้ายนางรวีวรรณโดยบีบคอ จำเลยที่ 2 มีระเบียบข้อบังคับการทำงานข้อ 39 กำหนดว่า "ทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย หรือข่มขู่หัวหน้างานหรือผู้กระทำการแทนบริษัท หรือลูกค้าบริษัท หรือพนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มาติดต่องานกับบริษัท ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงานในบริเวณบริษัท หรือสถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม" เป็นความผิดร้ายแรง และจำเลยที่ 2 มีประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด โดยระบุว่า "พนักงานที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทั้งในเขตพื้นที่บริษัท บนรถรับส่งพนักงาน หรือภายนอกบริษัทซึ่งเป็นสถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม บริษัทจะพิจารณาลงโทษเลิกจ้างพนักงานที่กระทำผิด โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น" เห็นว่า คดีนี้เกิดเหตุบนรถรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ดังนั้นประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้ายนางรวีวรรณมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 ข้อ 39 และประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคท้าย ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 48 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณฐวัฒน์หรือสมคิด นิพรรัมย์
จำเลย — นางสาวปัทมาภรณ์ วีระจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2561
#629008
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ดังนั้น เงินที่ให้ต่อกันโดยมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว แม้จะให้ในวันทำสัญญาก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นมัดจำ แม้โจทก์จะมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาและระบุในสัญญาข้อ 2 ว่าเป็นมัดจำก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 สามารถสรุปใจความว่า หากโจทก์ผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงิน 500,000 บาท ดังกล่าว เงิน 500,000 บาท จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ซึ่งเบี้ยปรับนั้นสูงเกินสมควร ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับนั้นลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 130,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 370,000 บาท

เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาท จำเลยจึงมีหนี้เป็นจำนวนที่แน่นอนและเป็นที่ยุติว่าต้องชำระนับแต่วันที่จำเลยทราบคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตรา

ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13108 ในราคา 1,300,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดที่ 1 โจทก์มอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนที่เหลือจะแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด คืองวดที่ 2 ในวันที่ 15 เมษายน 2558 จำนวน 400,000 บาท และงวดที่ 3 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 จำนวน 400,000 บาท ต่อมาโจทก์ขอผัดผ่อนชำระเงินงวดที่ 2 โดยจะชำระเงินงวดที่ 2 และที่ 3 พร้อมกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 แต่เมื่อถึงกำหนดชำระโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าว เป็นเงินมัดจำหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ดังนั้น เงินที่ให้ต่อกันโดยมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวแม้จะให้ในวันทำสัญญาก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นมัดจำ คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องนั้นมีการนำแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปมาจัดทำโดยเจตนาแท้จริงของโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันว่าเงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญานั้นเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินตกลงซื้อขายกันจึงเริ่มต้นด้วยการระบุไว้ในสัญญาข้อหนึ่งซึ่งเป็นการระบุถึงที่มาของการชำระเงินจำนวนดังกล่าวไว้ชัดแจ้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดิน หาใช่เป็นเงินมัดจำดังที่จำเลยอ้าง และโจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เงิน 500,000 บาท ที่ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าวไม่ใช่เงินมัดจำ แต่เป็นการชำระหนี้บางส่วนโดยโจทก์ได้กู้ยืมมาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจากนั้นจะยื่นขอกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระในงวดที่ 2 และที่ 3 ซึ่งโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่าโจทก์จำเป็นต้องยื่นขอกู้เงินจากธนาคารดังกล่าวเพื่อนำมาชำระในงวดที่ 2 และที่ 3 แต่ต่อมาโจทก์ไม่อาจได้รับการอนุมัติเงินกู้ได้ทันกำหนดนัดในงวดที่ 2 โดยได้รับแจ้งจากธนาคารดังกล่าวว่าจะได้รับเงินกู้ทั้งหมดในวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 และโจทก์ได้แจ้งขอผัดผ่อนเลื่อนกำหนดนัดดังกล่าวต่อจำเลยแล้วในวันที่ 15 เมษายน 2558 และยังได้แจ้งอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และเบิกความถึงเจตนาเกี่ยวกับการทำสัญญาดังกล่าวมีใจความโดยสรุปว่า โจทก์อ่านและเขียนภาษาไทยได้โดยมีความรู้จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูป เจตนาของโจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าวมีเจตนาเพียงตามเฉพาะข้อความที่เขียนด้วยลายมือเท่านั้น ไม่ใช่ข้อความที่เป็นลายพิมพ์ในสัญญาสำเร็จรูปดังกล่าว ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานโดยมีนายสุทธิรักษ์ ซึ่งเป็นพยานและเป็นผู้เขียนสัญญา มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าวเป็นเงินมัดจำโดยก่อนลงลายมือชื่อโจทก์ได้อ่านและเข้าใจข้อความในสัญญานั้นแล้ว แต่นายสุทธิรักษ์ก็เบิกความรับว่าจำเลยขอให้พยานไปช่วยเขียนสัญญาให้และสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากร้านค้าโดยพยานเป็นผู้เขียนตัวหนังสือเพิ่มข้อความลงไปในสัญญา ในวันทำสัญญา จำเลยต้องการให้โจทก์ชำระเงินทั้งหมดครั้งเดียว แต่โจทก์อ้างว่าไม่มีเงินที่จะชำระในครั้งเดียวทั้งหมด ขอแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยมีข้อตกลงกันว่าในงวดแรกนั้นโจทก์จะชำระเงินจำนวน 500,000 บาท ถ้าหากงวดต่อ ๆ ไปโจทก์ผิดนัด ก็จะให้จำเลยริบเงินในงวดแรกนั้นได้และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า สาระสำคัญของสัญญาดังกล่าวคือจำเลยยินยอมให้โจทก์แบ่งชำระเงินเป็น 3 งวด พยานไม่ทราบว่าการที่จำเลยสามารถริบเงินมัดจำจากโจทก์ได้จะเป็นเพราะเงื่อนไขที่ปรากฏในข้อตกลงข้อ 3 ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ และตามสัญญาดังกล่าวไม่มีการระบุเกี่ยวกับวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โดยพยานอ้างว่าแม้ไม่ได้ระบุเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาแต่มีการตกลงกันในวันทำสัญญาว่าหากโจทก์ชำระเงินครบทั้งสามงวดก็จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือวันถัดไปหลังจากที่ได้ชำระเงินงวดสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดปรกติทั่วไปของการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่คู่สัญญาจะให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาที่ดินที่จะซื้อขาย การชำระเงินและกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังจะเห็นได้จากแบบพิมพ์ในสัญญาดังกล่าวซึ่งในสัญญาข้อ 1 มีการพิมพ์ข้อความเพียงว่า ผู้จะขายยอมตกลง จากนั้นได้เว้นว่างไม่มีการพิมพ์ข้อความใด ๆ ไว้ 3 บรรทัด โดยบรรทัดที่ 4 พิมพ์คำว่า เป็นราคาเงินแล้วเว้นช่องว่างให้เติมจำนวนเงิน บรรทัดที่ 5 พิมพ์คำว่า โดยจะ แล้วเว้นช่องว่างไว้ 2 บรรทัด โดยในบรรทัดที่ 7 อันเป็นบรรทัดสุดท้ายมีการพิมพ์ข้อความว่า ให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ แล้วเว้นช่องว่างให้กรอกวันเดือนปี ส่วนข้อความในสัญญา ข้อ 2 และข้อ 3 เป็นการพิมพ์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องมัดจำโดยละเอียดโดยเว้นช่องว่างไว้ให้เติมจำนวนเงินมัดจำ และในข้อ 4 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายไม่มีการพิมพ์ข้อความใด ๆ โดยปล่อยว่างทั้ง 4 บรรทัด เพื่อให้เติมข้อความนั้น ลักษณะของแบบพิมพ์ดังกล่าวน่าจะทำไว้เพื่อให้มีการระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดโฉนดที่ดินกับราคาที่ตกลงซื้อขาย การชำระเงิน และการกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาข้อที่ 1 ดังจะเห็นได้จากการที่ข้อความในสัญญาข้อ 3 ได้มีการพิมพ์ข้อความระบุไว้ในแบบพิมพ์นั้นด้วยว่า... ถ้าผู้จะขายผิดสัญญาไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนดในข้อหนึ่ง... แต่กลับปรากฏว่ามีการเติมข้อความด้วยลายเขียนในสัญญาข้อ 1 ถึงรายละเอียดโฉนดที่ดิน ราคาที่ตกลงซื้อขาย การแบ่งจ่ายชำระเป็น 3 งวด งวดแรกจำนวนเงิน 500,000 บาท จากนั้นเป็นข้อความที่พิมพ์คำว่า ให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ ซึ่งข้อความที่เติมวันเดือนปีเป็นวันที่ 26 มีนาคม 2558 อันเป็นวันตรงกับวันที่ทำสัญญาซึ่งมีระบุไว้ที่ส่วนบนของสัญญา และมีการเขียนข้อความต่อเนื่องสำหรับการชำระเงิน 3 งวด ดังกล่าว โดยในส่วนที่เหลือจากงวดแรกนั้นนำมาเขียนไว้ในข้อ 4 ระบุ จำนวนเงินและกำหนดชำระเงินของงวดที่ 2 และที่ 3 จึงส่อให้เห็นความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้ระบุข้อตกลงในเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ก็ดี หรือความไม่สอดคล้องของข้อความในสัญญาข้อ 3 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ระบุข้อความสื่อไปถึงกำหนดการไปทำสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนดในข้อ 1 แต่ในข้อ 1 กลับเป็นเพียงการเขียนข้อความในช่องว่างระบุถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด และจำนวนเงินกับกำหนดวันเวลาชำระเงินงวดแรกในวันทำสัญญาก็ดี ล้วนเป็นข้อพิรุธส่อให้เห็นถึงความสับสนและบกพร่องในการเขียนข้อความอันเป็นข้อตกลงในสัญญาโดยน่าจะเป็นเพราะมุ่งประสงค์ให้ความสำคัญแก่ข้อตกลงในเรื่องของราคาซื้อขายและการผ่อนชำระเงินเป็น 3 งวด เท่านั้น โดยไม่ได้มีการอ่านข้อความที่เป็นลายพิมพ์ที่ปรากฏในแบบพิมพ์สัญญานั้นให้ถี่ถ้วนจึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองในข้อความดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนี้แม้จะมีการเขียนระบุ จำนวนเงิน 500,000 บาท ไว้ในช่องที่เว้นไว้ให้เติมจำนวนเงินมัดจำในข้อ 2 ด้วยก็ตามแต่การตีความสัญญานั้น จำต้องตีความสัญญาทั้งฉบับ เมื่อข้อความในสัญญามีความสับสนส่อพิรุธหลายประการเช่นนั้น ทำให้มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าข้อความในสัญญาน่าจะมีข้อบกพร่องไม่ตรงตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา ทั้งจากคำเบิกความของนายสุทธิรักษ์ที่ว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยประสงค์จะให้โจทก์ชำระเงินในคราวเดียวแต่โจทก์ไม่มีเงินจึงเสนอขอแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยงวดแรกจะชำระในวันทำสัญญา ส่วนงวดที่ 2 และที่ 3 นั้นกำหนดไว้ตามที่ปรากฏในสัญญา ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเจตนาของคู่สัญญาประสงค์ให้เงินจำนวน 500,000 บาท นั้น เป็นการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่เป็นการชำระมัดจำ แต่จากข้อความในสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 ที่มีใจความโดยสรุปว่า หากโจทก์ผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงินจำนวน 500,000 บาท ดังกล่าว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินสมควรศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับนั้นลงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยว่าภายหลังจากโจทก์ขอเลื่อนการชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์ก็ผิดสัญญาไม่ชำระเงินดังกล่าวให้ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังจากนั้นเพียง 23 วัน จำเลยก็ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นไปซึ่งแม้จำเลยเบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยว่าการขายให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นได้เงินประมาณ 1,100,000 บาท แต่จำเลยก็ไม่ได้มีหลักฐานมานำสืบสนับสนุนว่าขายไปในราคาดังกล่าวจริง แต่กลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นไปในราคาไม่ต่ำกว่าที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้กับโจทก์ ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 130,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 370,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาท จำเลยจึงมีหนี้เงินจำนวนที่แน่นอนและเป็นที่ยุติว่าต้องชำระ จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวลดาวัลย์ ใยมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2561
#629004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่างสัญญาว่าจ้างให้จำเลยลงลายมือชื่อและจำเลยขอแก้ไขรายละเอียดก่อน แต่จำเลยก็ให้โจทก์เข้าทำงานตามที่ตกลงกันแล้วโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการพูดถึงเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาที่ยังตกลงในสัญญาที่ยังตกลงกันไม่ได้อีก เหตุที่มีการโต้เถียงเรื่องสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดจากการที่โจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลย จำเลยจึงอ้างระเบียบของจำเลยที่ต้องทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาโจทก์และจำเลยก็ไม่ได้ลงชื่อในสัญญาจ้างแต่โจทก์ก็ยอมรับปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้รับจ้าง ส่วนจำเลยได้ถือเอาประโยชน์จากสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างและมีการชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้ เชื่อได้ว่าโจทก์ตกลงรับจะทำการงานให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงให้ค่าจ้างเพื่อการนั้น ทำให้สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยได้เกิดขึ้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 โดยโจทก์และจำเลยมิได้มุ่งหมายให้สัญญาจ้างทำของพิพาทต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือโดยให้คู่สัญญาลงชื่อในสัญญาอีก สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าสัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,767,808.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,982,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินและสรรพเอกสารทั้งหมดคืนจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 11,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,637,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 เมษายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,406,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารชุดชื่อ ซิม (SYM) วิภา-ลาดพร้าว เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2554 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดการและประสานงานเพื่อให้ลูกค้าผู้ซื้อห้องชุดของจำเลยตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้างและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ลูกค้ารวม 500 ห้อง ในระหว่างการดำเนินการโจทก์และจำเลยจัดพิมพ์และแก้ไขร่างสัญญาที่ทำขึ้นเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ทำงานดังกล่าวซึ่งสัญญาว่าจ้างระบุให้โจทก์และจำเลยลงชื่อในสัญญาว่าจ้าง โจทก์กล่าวอ้างว่าเข้าทำงานจัดการตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ไปแล้ว และโจทก์ขอเรียกเก็บเงินค่าจ้างตามสัญญาจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 500,000 บาท แต่ไม่ชำระค่าจ้างที่เหลือโดยโต้แย้งว่าจำเลยยังมิได้ทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรกับโจทก์ ต่อมาจำเลยชำระเงินให้โจทก์อีก 300,000 บาท ต่อมาไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างที่เหลือ แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยมิได้หยิบยกปัญหาว่า โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องร้องจำเลยในคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะหยิบยกฎีกาข้อนี้ขึ้นมาในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ชั้นแรกโจทก์ร่างสัญญาว่าจ้างให้จำเลยลงชื่อและจำเลยขอแก้ไขรายละเอียดก่อน แต่จำเลยก็ให้โจทก์เข้าทำงานตามที่ตกลงกันแล้วโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการพูดถึงเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาที่ยังตกลงกันไม่ได้อีก เหตุที่มีการโต้เถียงเรื่องการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดจากการที่โจทก์ทวงถามเงินค่าจ้างจากจำเลย จำเลยจึงอ้างระเบียบของจำเลยที่ต้องทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาโจทก์และจำเลยก็ไม่ได้ลงชื่อในสัญญาจ้าง แต่โจทก์ก็ยอมรับปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาในฐานะผู้รับจ้าง ส่วนจำเลยได้ถือเอาประโยชน์จากสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างและมีการชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ตกลงรับจะทำการงานให้แก่จำเลย และจำเลยตกลงให้ค่าจ้างเพื่อการงานนั้น ทำให้สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยได้เกิดขึ้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 โดยโจทก์และจำเลยมิได้มุ่งหมายให้สัญญาจ้างทำของพิพาทต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือโดยให้คู่สัญญาลงชื่อในสัญญาอีก สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าสัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ทำงานโดยมีเนื้องานเพียงใด และจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ในชั้นสืบพยานโจทก์ โจทก์มีนางสาวณัฐกานต์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เบิกความว่า หลังจากจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการงาน คือ การประสานงานกับลูกค้าผู้ซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลยให้มาตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของห้อง หากพบความชำรุดบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของห้องชุด โจทก์มีหน้าที่ประสานงานให้ผู้ที่ทำงานรับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขห้องชุดให้มีความสมบูรณ์ตามแบบของสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยกับลูกค้า หลังจากนั้นโจทก์ยังมีหน้าที่ประสานงานในการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดแทนจำเลยโดยโจทก์ต้องเป็นตัวแทนจำเลยในการจดทะเบียนโอนห้องชุดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้าจนเสร็จ และคิดค่าจ้างตามสัญญา คือ 350 ห้องแรก จำเลยและโจทก์ตกลงค่าจ้างในอัตราห้องละ 30,000 บาท และอีก 150 ห้องที่เหลือจำเลยตกลงจะให้ค่าจ้างในอัตราห้องละ 15,000 บาท ต่อการทำกิจการงานแทนจำเลย ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวกับจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้ว และโจทก์ยังมีการส่งเอกสารและภาพถ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการของโจทก์ที่กระทำแทนจำเลย ดังนั้น โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมานำสืบว่าโจทก์ได้ดำเนินการทำงานให้แก่จำเลยแล้วและเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างอันเป็นสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่ง ส่วนจำเลยนั้นมีนางสาววรนารถ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยและนางสาวธนิดา ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยต่างเบิกความโต้แย้งในทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับจำเลยยังไม่ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าจ้างและโจทก์ไม่ดำเนินการประสานงานกับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับโอนห้องชุดของจำเลยโดยไม่ทำหน้าที่ประสานงานให้ลูกค้ามาดูสภาพของห้องว่ามีความชำรุดบกพร่องอย่างไร ทั้งไม่ประสานงานกับฝ่ายก่อสร้างในโครงการอาคารชุดของจำเลยให้มาปรับปรุงแก้ไขห้องชุดให้มีความสมบูรณ์เรียบร้อยตามสัญญา ทั้งโจทก์ยังไม่ดำเนินการทำเอกสารเกี่ยวกับการตรวจรับห้องชุดให้ลูกค้าลงนาม จนทำให้จำเลยต้องให้ลูกจ้างของจำเลยดำเนินงานเอง นอกจากนี้เมื่อจำเลยนัดให้ลูกค้าตรวจข้อบกพร่องภายในห้องชุดฝ่ายจำเลยต้องจัดเตรียมเอกสารเพื่อให้ลูกค้าลงนามเอง ประการต่อไปที่โจทก์ไม่ดำเนินการ คือ ทางฝ่ายจำเลยจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายแบบชุดเครื่องเรือนซึ่งจะต้องมีประจำห้องชุดที่โอนให้ลูกค้าเอง โดยโจทก์ไม่ดำเนินการซึ่งมีลูกค้าบางราย ได้ติดต่อกับจำเลยว่า เมื่อนัดกับโครงการของจำเลยเพื่อมาตรวจความชำรุดบกพร่องและความเรียบร้อยของห้องชุด ฝ่ายโจทก์ก็มิได้ดำเนินการประสานงานเพื่อพาลูกค้าไปตรวจห้องชุดดังกล่าว ดังนั้น ลูกค้าจึงโทรศัพท์มาแจ้งข้อขัดข้องดังกล่าวให้จำเลยทราบ จำเลยจึงทราบว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการประสานงานและอำนวยความสะดวกกับลูกค้าในขั้นตอนก่อนมีการโอนห้องชุดให้แก่ลูกค้า แต่การเบิกความของจำเลย คงมีแต่พยานบุคคลเข้าสืบ แต่ไม่มีพยานอื่นเช่นลูกค้าที่ไม่ได้รับการติดต่อประสานงานหรือไม่ได้รับบริการจากโจทก์ซึ่งต้องทำตามหน้าที่ที่จำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าว ทั้งไม่มีพยานเอกสารหรือภาพถ่ายมาแสดง เช่นนี้ โจทก์จึงมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาสืบ ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการประสานงานกับลูกค้าในการพาลูกค้าไปตรวจสภาพความบกพร่องของห้องชุดว่ามีมากน้อยเพียงใด กับทั้งมีการประสานงานให้ผู้รับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขความบกพร่องของห้องชุดตลอดจนการประสานงานและการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกค้าแทนจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความรับผิดจะต้องจ่ายค่าจ้างของการงานที่โจทก์กระทำไปให้แก่โจทก์

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ว่า จำเลยจะต้องรับผิดในค่าจ้างของการงานที่โจทก์กระทำในการงานตามสัญญาว่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น มีเพียงใด ในประเด็นฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ว่า นอกจากที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าจ้างแก่โจทก์เป็นเงิน 2,406,300 บาท นั้น โจทก์ยังไม่พอใจเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ได้ทำการงานโดยมีเนื้องานเต็มตามฟ้อง โจทก์ควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกเป็นค่าจ้างห้องชุดละ 30,000 บาท เต็มตามคำฟ้อง โดยโจทก์โต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์แยกค่าจ้างของโจทก์ออกเป็น 3 งาน คือ งานโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลูกค้า งานส่งมอบเครื่องเรือนและงานส่งมอบห้องชุดแก่ลูกค้า และแยกการงานดังกล่าวออกโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเนื้องานที่พยานโจทก์และจำเลยนำสืบแล้วคงเห็นว่า จำเลยคงต้องรับผิดเพียง 2,000,000 บาท นั้นยังไม่ถูกต้อง ส่วนจำเลยฎีกาว่า ศาลกำหนดค่าจ้างให้แก่โจทก์สูงเกินไป เห็นว่า ในเรื่องนี้แม้นางสาวณัฐกานต์ กรรมการของโจทก์ จะเบิกความว่า โจทก์ทำกิจการงานตรงตามสัญญาว่าจ้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อพยานจำเลยคือผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความโต้แย้งในเรื่องการแบ่งการทำงานของโจทก์ออกเป็น 3 ส่วน คือ การเตรียมการโอนห้องชุดด้วยการประสานงานให้ลูกค้าดูสภาพของห้องชุดว่ามีความชำรุดบกพร่องอย่างไร และต้องประสานงานแก้ไขให้ผู้รับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามสัญญาจะซื้อขายของลูกค้ากับจำเลย การประสานงานเพื่อให้มีการจัดส่งเครื่องเรือนซึ่งกำหนดในสัญญาจะซื้อขายว่าในห้องชุดนั้นจะต้องมีเครื่องเรือนให้ครบตามสัญญาจะซื้อขาย กับการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทางทะเบียนซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารและเอกสารสิทธิตลอดจนประสานงานให้ลูกค้าได้รับการจดทะเบียนโอนห้องชุดจึงจะเป็นการงานที่แล้วเสร็จ ซึ่งพยานโจทก์มิได้เบิกความและอธิบายในเรื่องนี้ไว้แต่พยานจำเลยคือผู้รับมอบอำนาจจำเลยและลูกจ้างของจำเลยที่เข้าเบิกความโต้แย้งว่า การกระทำการงานแทนจำเลยของโจทก์ยังมีความบกพร่องและไม่เรียบร้อย ซึ่งในเรื่องนี้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเรื่องการงานของโจทก์ไว้โดยละเอียดว่าการจัดการงานของโจทก์ที่ทำแทนจำเลยตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวนั้น แม้โจทก์จะเบิกความยืนยันว่าได้ทำการงานครบถ้วน แต่จำเลยก็ยังโต้แย้งในเรื่องเนื้องานว่าโจทก์ยังทำงานบกพร่องในการประสานงานทั้ง 3 ขั้นตอนตามข้อต่อสู้ของจำเลยและยังมีลูกค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่าฝ่ายโจทก์มิได้ประสานงานกับจำเลยตามขั้นตอนที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ และศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเนื้องานที่โจทก์กระทำให้จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นเนื้องานที่ทำลงไปได้ประมาณหนึ่งในสามจึงกำหนดความรับผิดให้รับผิดต่อโจทก์เมื่อหักค่าจ้างที่ค้างชำระแล้วเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 2,406,300 บาท นั้น นับว่าเป็นการกำหนดค่าจ้างให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลกำหนดความรับผิดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์สูงเกินไปนั้นก็ยังมิได้อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่า เหตุที่โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและเอกสารการทำงานออกจากสำนักงานของจำเลยไปสืบเนื่องมาจากโจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลยแล้ว จำเลยชำระเพียงบางส่วน จำเลยมีหนังสือขอให้โจทก์ส่งเอกสารคืน โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยชำระค่าจ้างและบอกเลิกสัญญาจ้างหากจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ภายใน 7 วัน กับขอใช้สิทธิยึดหน่วงเอกสารการดำเนินการตามสัญญาให้แก่ลูกค้าของจำเลย เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ การที่โจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงเอกสารการดำเนินการบริหารการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่อยู่ในสำนักงานของจำเลยซึ่งให้โจทก์ใช้เป็นสถานที่ทำงานนั้น ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองเอกสารและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงเอกสารดังกล่าวจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลย ดังนี้ โจทก์ย่อมไม่ใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งจากโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิติ โพธิวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วรงค์พร จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7107/2561
#629035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 191 เม็ด แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยโทรศัพท์แจ้งให้ ว. ไปรับเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ดที่อื่น ซึ่งมิใช่ที่ห้องพักของจำเลย ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนจากห้องพักไปวางไว้ด้วยตนเองหรือใช้ให้บุคคลใดนำไปวาง ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด ได้ความจาก พันตำรวจโท ก. ว่า พบอยู่บนที่นอนภายในห้องพักของจำเลย ประกอบกับจำเลยรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และจากการตรวจปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพและเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกรรมหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้เพื่อเสพ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องรับโทษเช่นเดียวกับการกระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 12 ปี 8 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษเป็นอีกกรรมหนึ่ง คงฟ้องร่วมกันมาเป็นกรรมเดียว จึงลงโทษจำเลยฐานนี้ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยได้ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว และเมื่อความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งรับโทษเท่าความผิดสำเร็จแต่เพียงบทเดียว จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 400,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับนายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์ พร้อมเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด แจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจตามไปจับจำเลยที่ห้องพักและตรวจค้นในห้องพักพบเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าเสพเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 193 เม็ด และร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด น้ำหนัก 18.569 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.672 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด น้ำหนัก 18.386 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.639 กรัม ให้แก่สายลับ อันมีความหมายว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันแต่จำเลยกับพวกได้จำหน่ายเพียงบางส่วน แต่ในทางพิจารณานายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์พยานโจทก์กลับเบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยโทรศัพท์แจ้งให้นายวัฒนชัยไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ริมทางบริเวณป้ายขนส่งจังหวัดระยองเพื่อนำไปมอบให้แก่นางสาวพัชรี ไม่ใช่ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ห้องพัก ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนจากห้องพักไปวางไว้ด้วยตนเองหรือใช้ให้บุคคลใดนำไปวาง ภายหลังถูกจับกุมและมีการตรวจนับปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด เท่านั้น จำเลยจึงร่วมกับนายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวพัชรี 191 เม็ด อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่พบที่ห้องพักของจำเลยในภายหลัง ไม่ปรากฏจากพยานปากใดว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้เพื่อจำหน่ายด้วย แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทกฤตพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าในขณะตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด บนที่นอนของจำเลย จำเลยรับว่าได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และจากการตรวจปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังการล่อซื้อเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพ และเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ที่จำเลยกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายไปในคราวเดียวให้แก่นางสาวพัชรี จำเลยจึงมีเจตนาแยกการครอบครองเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด และเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ว่า โจทก์ไม่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่งจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบในภายหลังนี้จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่วินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน และปรับ 400,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 วรรคสอง ม. 67 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7100/2561
#629025
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้จาก ส. ด้วยการซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยในขณะที่จำเลยกับพวกขับรถผ่านด่านตรวจเพื่อช่วยเหลือ ส. ให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางให้รอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ถูกจับกุม เป็นการช่วยเหลือเพื่อให้ความสะดวกแก่ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ส. ให้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามที่กฎหมายกำหนด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ในการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยกับนายสมเจตน์ เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเกิดเหตุนายสมเจตน์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ฌย 5523 กรุงเทพมหานคร พร้อมจำเลยและนายอนุพงษ์ กับนายพนมกร เพื่อนนายสมเจตน์เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดในภาคเหนือและพักค้างคืนที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะพักค้างคืนนายสมเจตน์และเพื่อนชายทั้งสองร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยไม่ได้ร่วมเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วนายสมเจตน์เก็บเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 26 เม็ด ไว้ที่ตัว ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 นายสมเจตน์ขับรถยนต์พาจำเลยและเพื่อนชายทั้งสองเดินทางไปอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะรถยนต์กำลังจะแล่นผ่านด่านตรวจถาวรอำเภอแม่จัน ร้อยตำรวจโท จรัญ เจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจเห็นนายสมเจตน์และเพื่อนชายสองคนมีลักษณะคล้ายคนเพิ่งเสพยาเสพติดมาจึงขอตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของนายสมเจตน์และเพื่อนชายทั้งสอง และพบว่ามีสารเสพติดอยู่จริง และเมื่อมีการตรวจค้นตัวจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อยกทรงของจำเลย นายสมเจตน์และจำเลยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสมเจตน์ที่ฝากจำเลยไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโท จรัญ และดาบตำรวจ สันติสุข เจ้าพนักงานตำรวจร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะที่พยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านตรวจถาวรอำเภอแม่จัน และให้นายสมเจตน์หยุดรถยนต์เก๋งที่กำลังขับให้ตรวจอยู่นั้น ดาบตำรวจ สันติสุขสังเกตเห็นนายสมเจตน์กับชายอีกสองคนในรถยนต์มีท่าทางคล้ายคนที่เสพยาเสพติดให้โทษมา จึงสั่งให้นายสมเจตน์ขับรถเข้าชิดริมถนนและให้นายสมเจตน์กับชายอีกสองคนลงจากรถเพื่อทำการตรวจปัสสาวะ ส่วนจำเลยนั่งรออยู่ในรถ ผลการตรวจปัสสาวะของนายสมเจตน์กับชายสองคนพบว่ามีผลบวก แต่เมื่อค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ร้อยตำรวจโท จรัญจึงให้นายสมเจตน์ขับรถอ้อมกลับไปยังที่ทำการด่านตรวจเพื่อตรวจค้นรถ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่สังเกตเห็นว่าจำเลยมีท่าทางกระสับกระส่ายเป็นพิรุธจึงขอตรวจค้นตัวจำเลย ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อยกทรงของจำเลย ร้อยตำรวจโท จรัญสอบถามนายสมเจตน์แล้วรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนที่ฝากจำเลยไว้ตอนอยู่ในรถ และจำเลยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสมเจตน์ที่ฝากตนไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยที่นายสมเจตน์ฝากเก็บไว้ขณะที่จำเลยกับพวกขับรถผ่านด่านตรวจที่เกิดเหตุ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายสมเจตน์และจำเลยที่ว่า เมื่อนายสมเจตน์ขับรถไปใกล้จะถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ นายสมเจตน์ยื่นห่อกระดาษชำระพันถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งให้จำเลยนำไปเก็บซ่อนไว้ที่ตัว จำเลยรับมาแล้วนำไปเก็บไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยเบิกความรับว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ค้นพบในเสื้อยกทรงของจำเลยเป็นของนายสมเจตน์สามีที่ฝากไว้ขณะถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ แต่อ้างว่าขณะที่นายสมเจตน์ฝากไว้ไม่ได้บอกว่าเป็นของอะไร และจำเลยไม่ทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า จำเลยเป็นภริยานายสมเจตน์และได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลย นายสมเจตน์ และเพื่อนนายสมเจตน์อีก 2 คน พักในโรงแรมที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ นายสมเจตน์กับพวกได้เสพเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นรุ่งเช้าได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุแม้ไม่ได้ความว่าจำเลยได้ร่วมเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย แต่จำเลยเป็นภริยานายสมเจตน์และพักร่วมห้องเดียวกับนายสมเจตน์ และร่วมเดินทางมาด้วยกัน สภาพของนายสมเจตน์และพวกอีก 2 คน ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบมีท่าทางคล้ายคนเพิ่งเสพยาเสพติดให้โทษมา การที่นายสมเจตน์นำเมทแอมเฟตามีนของกลางฝากจำเลยไว้และจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยเพราะไม่ต้องการให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจที่เกิดเหตุตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว จำเลยย่อมทราบได้โดยสามัญสำนึกว่าสิ่งของที่รับฝากไว้ดังกล่าวเป็นยาเสพติดที่เป็นสิ่งของผิดกฎหมาย มิฉะนั้นนายสมเจตน์ก็คงไม่จำต้องให้จำเลยนำไปเก็บซ่อนไว้ภายในเสื้อยกทรงเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเช่นนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยรู้ว่าสิ่งของที่นายสมเจตน์ฝากไว้เป็นเมทแอมเฟตามีนจำเลยซึ่งมีโอกาสที่จะโยนสิ่งของดังกล่าวทิ้งไปเพื่อเป็นการทำลายหลักฐานไม่ให้เหลือติดตัวจำเลย ให้ต้องถูกจับกุมในภายหลังนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีโอกาสขว้างเมทแอมเฟตามีนของกลางทิ้งแต่ไม่ทิ้งมิได้หมายความว่าจำเลยไม่รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน แต่อาจเป็นเพราะจำเลยเป็นผู้หญิงการเก็บซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลย ซึ่งเป็นที่ปกปิดมิดชิดยากแก่การตรวจค้น และคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ตรวจค้นตัวผู้หญิงก็เป็นได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้จากนายสมเจตน์โดยรู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนเพื่อช่วยเหลือนายสมเจตน์ให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางรอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจที่เกิดเหตุโดยไม่ถูกจับกุม เป็นการช่วยเหลือเพื่อให้ความสะดวกแก่นายสมเจตน์ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายสมเจตน์ให้กระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาวกนกวรรณ โสมเมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายวัชระ เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา