คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2561
#629027
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาและมีเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นสำเนาบันทึกการเจรจาตกลงกันระหว่าง บ. บุตรของจำเลยกับผู้เสียหาย และสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน มีข้อความทำนองเดียวกันระบุว่า บ. นำค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด 40,000 บาท ชำระให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวจาก บ. แล้วและไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยอีกต่อไปทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีความหมายว่าไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ท้ายข้อความดังกล่าวมีผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาฎีกาแล้วมิได้แก้ฎีกาหรือแถลงคัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวมิใช่เอกสารที่ผู้เสียหายทำมอบให้แก่ฝ่ายจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงต้องฟังว่าเป็นเอกสารที่ผู้เสียหายทำขึ้นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างและข้อความในเอกสารดังกล่าวก็ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยได้ตกลงยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 341 และ 352 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความกันได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคานํ้ามันเป็นเงิน 4,000 บาท กับคืนเงิน 36,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 341, 352 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม), 352 วรรคแรก (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 72 กระทง เป็นจำคุก 72 เดือน รวมจำคุก 80 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1,200 วัน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาน้ำมัน 4,000 บาท และคืนเงิน 36,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยยื่นฎีกาและมีเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นสำเนาบันทึกการเจรจาตกลงกันระหว่างนายบรรชา บุตรของจำเลยกับผู้เสียหาย และสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน มีข้อความทำนองเดียวกันระบุว่า นายบรรชานำค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจำนวน 40,000 บาท ชำระให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวจากนายบรรชาแล้วและไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยอีกต่อไปทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีความหมายว่าไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ท้ายข้อความดังกล่าวมีผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ ซึ่งโจทก์ได้รับสำเนาฎีกาแล้วมิได้แก้ฎีกาหรือแถลงคัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวมิใช่เอกสารที่ผู้เสียหายทำมอบให้แก่ฝ่ายจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงต้องฟังว่าเป็นเอกสารที่ผู้เสียหายทำขึ้นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างและข้อความในเอกสารดังกล่าวก็ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยได้ตกลงยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 352 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความกันได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษอีกต่อไป

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาธน์ ธรรม์ทวีวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8170/2561
#630974
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น จะมีมูลกรณีสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าฉบับเดียวกัน และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การทำงานตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกัน แม้ต้องกระทำต่อเนื่องกันไป ตามสัญญาหากลักษณะของความผิดตามฟ้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกันและต่างขั้นตอนกัน ซึ่งสามารถแยกการกระทำแต่ละอันออกต่างหากจากกันได้ ทั้งเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 นำสืบรับกันได้ความว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าของโจทก์ตามสัญญาจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีการกำหนดแบบการก่อสร้างและประเภทกับขอบเขตของงานที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาไว้อย่างชัดแจ้งโดยจำเลยที่ 1 จะจัดทำรายละเอียดความคืบหน้าของงานและใบส่งมอบงาน ส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ทุกเดือนไปและโจทก์จะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ตามผลงานที่ทำได้จริงในแต่ละงวดดังกล่าวภายใต้การควบคุมงานและการตรวจสอบความถูกต้องของงานกับเอกสารที่เกี่ยวข้องของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ซึ่งโจทก์มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจรับและผู้ควบคุมงานจ้าง ส่วนการทำงานเกี่ยวกับการทำหม้อไอน้ำเพิ่มเติมตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ก็เป็นการทำงานในส่วนที่ที่ประชุมบริษัทโจทก์มีมติให้ทำเพิ่มเติมขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ดีขึ้น โดยโจทก์ตกลงจะช่วยเหลือเกี่ยวกับราคาที่เพิ่มจากที่ประมาณการไว้ 14,400,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในการทำงานส่วนที่เกี่ยวกับการทำหม้อไอน้ำเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยการควบคุมงานกับการตรวจสอบความถูกต้องของงานดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น อันเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องกระทำการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญาจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้า และส่งมอบงานที่จำเลยที่ 1 ทำคืบหน้าไปในแต่ละเดือนให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ทุกเดือนภายใต้การควบคุมงานและการตรวจสอบความถูกต้องของงานของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ซึ่งสามารถแยกการทำงานในแต่ละคดีดังกล่าวต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งเก้าในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกันและมุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตามฟ้องโจทก์ คดีนี้จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 86, 90, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554 และ 218/2555 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554, 2347/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 8 ที่ 3 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554, 2347/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 9 ที่ 4 และที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554, 2347/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2347/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 10 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554 และ 2347/2554 และต่อจากโทษของจำเลยที่ 7 ในคดีหมายเลขดำที่ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 11 และที่ 8 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 12 และที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554 และ 218/2555 ตามลำดับ และนับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 10 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 218/2555 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างนัดไต่สวนมูลฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องคดีนี้เป็นการกระทำคราวเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1859/2554 หมายเลขแดงที่ 4510/2556 และเป็นสัญญาฉบับเดียวกับสัญญาจ้างที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 602/2555 หมายเลขแดงที่ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงทั้งสามสำนวนดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งเดียวกัน สัญญาก่อสร้างทั้งหมดเป็นการผิดสัญญาคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นการกระทำเดียวกัน เมื่อคดีสองสำนวนดังกล่าวข้างต้น ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 มิได้ฎีกาโต้เถียงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายทวีป เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการและลูกจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 5 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของโจทก์ จำเลยที่ 6 เป็นผู้ถือหุ้นและลูกจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 7 เป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งวิศวกรควบคุมเครื่องกล จำเลยที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้นและลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้า จำเลยที่ 9 เป็นกรรมการของโจทก์รับผิดชอบด้านบัญชีและการเงินของโจทก์ เกี่ยวกับการทำงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้าง โจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นคณะกรรมการตรวจรับงานจ้าง มอบหมายให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้ควบคุมงานเหมาโดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ควบคุมงานด้านวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรม จำเลยที่ 7 เป็นผู้ควบคุมงานด้านวิศวกรรมเครื่องกล จำเลยที่ 8 เป็นผู้ควบคุมงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและมอบหมายให้จำเลยที่ 9 เป็นผู้ประสานงานเรื่องการเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง เดิมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ ต่อมาได้ชักชวนนายทวีปเข้าร่วมลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงทางปาล์มและทะลายปาล์มขนาด 9.5 เมกะวัตต์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายทวีปเข้าร่วมลงทุนและเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งต่อมาได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญาโจทก์ได้มีการประชุมการทำงานและติดตามความคืบหน้าของงาน ซึ่งที่ประชุมมีมติว่าในส่วนที่เกี่ยวกับหม้อไอน้ำ (BOILER) ให้เพิ่มพื้นที่รับความร้อน (SURFACE AREA) เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และ ECONOMIZER ขนาดเพิ่มขึ้นสองเท่า ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกับมีมติให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับราคาที่เพิ่มจากประมาณการ 14,400,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตามสรุปการประชุมบริษัทโจทก์ครั้งที่ 14, 15, 17 และ 18/2550 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ส่งใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินค่าจ้างจากโจทก์และโจทก์โดยนายทวีปอนุมัติให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น จะมีมูลกรณีสืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าฉบับเดียวกันและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเดียวกันก็ตาม แต่การทำงานตามสัญญาจ้างฉบับเดียวกัน แม้ต้องกระทำต่อเนื่องกันไปตามสัญญา หากลักษณะของความผิดตามฟ้องเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกันและต่างขั้นตอนกันซึ่งสามารถแยกการกระทำแต่ละอันออกต่างหากจากกันได้ ทั้งเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผล ต่างกรรมกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 นำสืบรับกันได้ความว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าของโจทก์มีการกำหนดแบบการก่อสร้างและประเภทกับขอบเขตของงานที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาไว้อย่างชัดแจ้ง โดยจำเลยที่ 1 จะจัดทำรายละเอียดความคืบหน้าของงานและใบส่งมอบงาน ส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ทุกเดือนไปและโจทก์จะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ตามผลงานที่ทำได้จริงในแต่ละงวดดังกล่าวภายใต้การควบคุมงานและการตรวจสอบความถูกต้องของงานกับเอกสารที่เกี่ยวข้องของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ซึ่งโจทก์มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจรับและผู้ควบคุมงานจ้าง ส่วนการทำงานเกี่ยวกับการทำหม้อไอน้ำเพิ่มเติมตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ก็เป็นการทำงานในส่วนที่ที่ประชุมบริษัทโจทก์มีมติให้ทำเพิ่มเติมขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ดีขึ้น โดยโจทก์ตกลงจะช่วยเหลือเกี่ยวกับราคาที่เพิ่มจากที่ประมาณการไว้ 14,400,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จะต้องมีเงื่อนไขว่า (1) การที่ราคาเพิ่มขึ้นทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น ให้จำเลยที่ 1 CHECK HEAT BALANCE และ GUARANEE HEAT RATE พร้อมปริมาณการใช้เชื้อเพลิงให้โจทก์อย่างเป็นทางการเพื่อทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา (2) ให้จำเลยที่ 1 ส่งรายละเอียดสัญญา รายละเอียด ENGINEERING ของศรีเจริญไบโอเพาเวอร์เพื่อเปรียบเทียบกับของโจทก์ (3) ให้จำเลยที่ 1 ส่งรายละเอียด SPEC พร้อม BOQ ทั้งหมดให้โจทก์เพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง (4) จะต้องไม่มีการเพิ่มราคาจากจำเลยที่ 1 อีก และจะต้องไม่ตัดรายละเอียดอย่างอื่นเพื่อลด COST และ (5) โจทก์จะช่วยเหลือภายหลังที่งานได้แล้วเสร็จตามกำหนดและประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถืออยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากเสร็จก่อนเวลาอาจจะมี BONUS พิเศษ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในการทำงานส่วนที่เกี่ยวกับการทำหม้อไอน้ำเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยการควบคุมงานกับการตรวจสอบความถูกต้องของงานดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น อันเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องกระทำการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามสัญญาจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้า และส่งมอบงานที่จำเลยที่ 1 ทำคืบหน้าไปในแต่ละเดือนให้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ทุกเดือนภายใต้การควบคุมงานและการตรวจสอบความถูกต้องของงานของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ซึ่งสามารถแยกการทำงานในแต่ละคดีดังกล่าวต่างหากจากกันได้ และการกระทำตามฟ้องคดีนี้ก็เป็นการหลอกลวงที่เกิดขึ้นในการประชุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 และวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 ตามรายงานการประชุมดังกล่าวและต่อเนื่องไปถึงการเบิกค่าจ้างของงานส่วนนี้เป็นเท็จโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 ให้การสนับสนุน การกระทำของจำเลยทั้งเก้าในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกันและมุ่งประสงค์ให้มีผล ต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตามฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4510/2556 และ 2355/2557 ของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 208 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางธัญวรัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8155/2561
#641418
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขออนุญาตและใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ไม่ปรากฏว่าในการจัดสรรที่ดินเปล่าซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทของโจทก์ มีวัตถุประสงค์ให้ก่อสร้างอาคารไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นบ้านพักอาศัย ส่วนการก่อสร้างและต่อเติมสิ่งก่อสร้างตามระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุให้เป็นไปตามข้อบังคับในสัญญาดำเนินการนั้น ในสัญญาดำเนินการก็เป็นเพียงแบบข้อตกลงในการก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 มีข้อบังคับและระเบียบห้ามมิให้ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ การที่จำเลยที่ 1 ระงับยับยั้งขัดขวางการก่อสร้างอาคารดังกล่าวในที่ดินพิพาท ระงับการใช้ถนนของหมู่บ้านในการขนคนงานและอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการโต้แย้งการใช้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหน่วงเหนี่ยว ขัดขวาง ปิดกั้น โดยยอมให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำคนงานและอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ผ่านทางเข้าออกประตูหมู่บ้านได้อย่างปกติ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 1,519,464.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,438,337 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ปิดกั้น โดยยอมให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำคนงานและอุปกรณ์การก่อสร้างเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ผ่านทางเข้าออกประตูหมู่บ้านได้อย่างปกติ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,519,464.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,438,337 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยทั้งห้ามิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า บริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อปี 2547 ชื่อโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา โดยแบ่งเป็นที่ดินเปล่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง 18 แปลง และที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยว 53 แปลง ต่อมาปี 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา จากบริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาให้คงไว้ซึ่งประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในหมู่บ้านจัดสรรและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ตามมติที่ประชุมใหญ่ ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ในปี 2554 จำเลยที่ 1 ออกระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ดิ เอสทานา พ.ศ.2554 โดยได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2554 แต่รายงานการประชุมนั้นสูญหาย และมีการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2/2554 รับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 1/2554 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายพรหมพัฒน์ เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทต่อจากนายวิบูลย์ กรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 งาน 88 ตารางวา ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าออกของโครงการจัดสรร ดิ เอสทานา ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลสัตว์อนูบิส โจทก์มีความประสงค์จะสร้างอาคาร 3 ชั้น ในที่ดินพิพาทเป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ และเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ในราคา 14,383,368 บาท โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2556 แสดงความประสงค์จะเข้าก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาท แต่ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จำเลยที่ 1 เห็นว่าขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดสรรที่ดินและระเบียบของจำเลยที่ 1 จึงห้ามมิให้โจทก์ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ในที่ดินพิพาท ครั้นต้นเดือนมกราคม 2557 นายพรหมพัฒน์จะนำคนงานพร้อมวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าไปในที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างรั้ว แต่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ขัดขวาง จากนั้นคณะกรรมการนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นำเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของโจทก์เข้าประชุม และมีมติให้สำรวจความเห็นของสมาชิกก่อน จนกระทั่งวันที่ 28 มกราคม 2557 คณะกรรมการนิติบุคคลออกหนังสือแบบสำรวจความเห็นถึงบรรดาสมาชิกเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของโจทก์ และเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 คณะกรรมการนิติบุคคลประชุม ครั้งที่ 2/2557 มีมติที่ประชุมตามผลการสำรวจเสียงสมาชิกส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคารและให้ปิดประกาศผลการพิจารณาให้สมาชิกทราบทั่วกัน แต่ในเดือนเดียวกันองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองออกใบอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างอาคาร เมื่อถึงเดือนเมษายน 2557 บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะเข้าดำเนินการก่อสร้างรั้วในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 มีหนังสือตอบ โดยให้โจทก์หรือผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก่อน และวันที่ 13 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 2 สั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านห้ามไม่ให้นายพรหมพัฒน์นำคนงานและอุปกรณ์การก่อสร้างเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และเดือนตุลาคม 2557 บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด มีหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์ หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองคัดค้านการออกใบอนุญาตก่อสร้างให้โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกองมีหนังสือถึงโจทก์ให้ชะลอการก่อสร้างอาคารไว้ก่อน

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งห้ามีสิทธิยับยั้ง ขัดขวาง มิให้โจทก์ก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าจะนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยทั้งห้าว่า บริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินและได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ก่อสร้างอาคารไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย และตามใบโฆษณาที่ผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโฆษณาไว้จะต้องก่อสร้างเป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นที่ดินแปลงเปล่าจะต้องก่อสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น เพื่อให้เป็นไปตามที่ยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินและใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามมาตรา 23 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 นอกจากนี้ที่ดินแปลงที่ 11 เป็นที่ดินแปลงเปล่ายังมีการทำสัญญาระหว่างเจ้าของโครงการกับผู้ซื้อว่า ผู้ซื้อที่ดินจะต้องก่อสร้างเป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามผู้ซื้อยินยอมขายคืนให้แก่ผู้ขายหรือเจ้าของโครงการ โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากนายวิบูลย์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้จัดสรรที่ดิน โจทก์ย่อมทราบว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อต้องก่อสร้างเป็นบ้านพักอาศัยไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินและใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์คำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินและใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งห้าแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า บริษัทซิลเวอร์ แซค แกรนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ยื่นคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินและได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน โดยการจัดสรรที่ดินแบ่งเป็นแปลงย่อย จำนวน 71 แปลง เป็นบ้านเดี่ยว 53 แปลง และเป็นที่ดินเปล่า 18 แปลง มิได้ปรากฏว่าในการจัดสรรที่ดินเปล่า 18 แปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาท เป็นไปโดยมีวัตถุประสงค์ให้ก่อสร้างอาคารไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นบ้านพักอาศัยแต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามใบโฆษณาที่ผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรแจกให้แก่ผู้ซื้อที่ดิน ก็เป็นเพียงการโฆษณาเฉพาะการจัดสรรที่ดินที่เป็นบ้านเดี่ยว 53 แปลง ว่าเป็นบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น นอกจากนี้การทำสัญญาระหว่างเจ้าของโครงการกับผู้ซื้อที่ดินเปล่า ที่มีบันทึกแนบท้ายข้อตกลงซื้อที่ดินว่า ผู้ซื้อที่ดินเปล่าตามสัญญาจะนำไปเพื่อการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน 2 ชั้น แต่โจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อที่ดินเปล่า ข้อเท็จจริงตามสัญญาดังกล่าวย่อมมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับประเด็นโดยตรงเพื่อบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการที่โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาท โจทก์ทราบว่าต้องก่อสร้างอาคารไม่เกิน 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทเท่านั้น และทางนำสืบของจำเลยทั้งห้าที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 45 มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาให้คงไว้ซึ่งประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านจัดสรร และมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีอำนาจกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่ดินจัดสรรและอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 48 (1) และ (2) และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 5 (1) และ (2) ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 45 และตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 คณะกรรมการนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และคณะกรรมการนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 มีอำนาจออกกฎระเบียบต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 10 (1) ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 45 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 46 และข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ข้อ 7 และ ข้อ 10 ซึ่งคณะกรรมการได้ออกระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ดิ เอสทานา พ.ศ.2554 โดยระเบียบข้อบังคับในการก่อสร้างและต่อเติมอาคารให้เป็นไปตามข้อบังคับในสัญญาดำเนินการ และตามสัญญาดำเนินการระบุว่า จะต้องเป็นบ้านพัก 2 ชั้น เท่านั้น ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2554 ของจำเลยที่ 1 แต่รายงานการประชุมใหญ่ดังกล่าวสูญหายไปและมีการแจ้งความไว้แล้ว การที่โจทก์ขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจขัดต่อระเบียบของจำเลยที่ 1 ที่ให้ก่อสร้างอาคารเพียง 2 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย แต่ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เป็นรายละเอียดในการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านจัดสรร การก่อสร้างและการต่อเติมสิ่งก่อสร้างตามระเบียบนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ดิ เอสทานา พ.ศ.2554 ระบุให้เป็นไปตามข้อบังคับในสัญญาดำเนินการ แต่ในสัญญาดำเนินการเป็นเพียงแบบข้อตกลงในการก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 มีข้อบังคับและระเบียบห้ามมิให้มีการก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ พยานหลักฐานตามทางนำสืบจำเลยทั้งห้ายังไม่มีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามคำให้การของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 มีการออกข้อบังคับและระเบียบห้ามมิให้มีการก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจ การที่จำเลยที่ 1 ระงับยับยั้งขัดขวางการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของโจทก์ ระงับการใช้ถนนของหมู่บ้านในการขนคนงานและอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการโต้แย้งการใช้กรรมสิทธิ์ของโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินโดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยฟ้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ยับยั้ง ขัดขวาง มิให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น เป็นบ้านพักอาศัยและสำนักงานประกอบธุรกิจในที่ดินพิพาทตามคำฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การที่จำเลยทั้งห้าระงับยับยั้งขัดขวางการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของโจทก์ โดยระงับการใช้ถนนของหมู่บ้านในการขนคนงานและอุปกรณ์เข้าไปยังที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียเวลาในการก่อสร้างไปหลายเดือน จนบริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและริบเงินงวดแรกจำนวน 1,438,337 บาท แต่ทางนำสืบของโจทก์จากคำเบิกความของนายพันธุ์เทพ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด ที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ชำระเงินตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ไปแล้วจำนวน 1,438,337 บาท เมื่อโจทก์ไม่สามารถจัดการให้บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด เข้าไปดำเนินการก่อสร้างตามสัญญา บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด จึงมีหนังสือยกเลิกสัญญาและขอยึดเงินจำนวน 1,438,337 บาท ที่รับไปแล้ว แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์หนังสือยกเลิกสัญญาตามทางนำสืบแล้วกลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด แจ้งให้โจทก์ชำระเงินค่าใช้จ่ายในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วและค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,438,337 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือยกเลิกสัญญา ซึ่งมิได้สอดคล้องไปในทำนองเดียวกับคำเบิกความของนายพันธุ์เทพ ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้แน่นอนว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถูกบริษัทเมคเคอร์โฮม จำกัด ริบเงินงวดแรกจำนวน 1,438,337 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้อง ฎีกาในประเด็นข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายที่โจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดไว้ว่า ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น โดยคำนึงถึงเหตุผลอันสมควร และความสุจริตในการดำเนินคดีหรือการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ มีผลทำให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นพับไปด้วย จึงไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลจะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เป็นดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจที่จะให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งรวมถึงค่าทนายความให้แก่จำเลยทั้งห้าได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ปิดกั้น โดยยอมให้โจทก์เข้าก่อสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของโจทก์ และยอมให้โจทก์นำคนงานและอุปกรณ์การก่อสร้างเข้าไปยังที่ดินของโจทก์ผ่านทางเข้าออกประตูหมู่บ้านได้อย่างปกติ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 ม. 45 ม. 46 ม. 48 (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ค.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8154/2561
#629026
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยร่วมทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ไม่ชำระให้บังคับเอาจากโจทก์เป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และมีคำวินิจฉัยด้วยว่า ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องรับผิดในมูลละเมิด ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. รับผิดในมูลสัญญาซื้อขาย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยร่วมทั้งสองจำนวนเดียวกัน แต่ก็มิใช่ร่วมกันทำให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย หนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองและหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองมิใช่หนี้ร่วม แต่เป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระได้ เพียงแต่ศาลฎีกาจัดลำดับการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ร่วมกันชำระแก่โจทก์ก่อน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ไม่ชำระก็ให้บังคับเอาจากโจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ไม่ชำระและโจทก์ได้นำเงินจำนวนที่ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกาไปวางศาลเป็นการชำระหนี้แก่จำเลยร่วมทั้งสอง การชำระหนี้แก่จำเลยร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่ผูกพันโจทก์ ไม่ใช่การชำระหนี้เพื่อหรือแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของจำเลยร่วมทั้งสองมาบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ อ. ชำระหนี้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,003,911.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 981,721.85 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายวิศิษฐ์ และนางแขไข โจทก์ทั้งสองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6858/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าวแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องหรือถูกบุคคลดังกล่าวฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) จึงให้เรียกนายวิศิษฐ์ และนางแขไข เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้จำเลยร่วมทั้งสองเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ส่งหมายให้จำเลยร่วมทั้งสองจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสอง

จำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินคนละ 223,091.43 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 218,160.41 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยร่วมทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6858/2544 ของศาลชั้นต้น มีโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคม ผู้ตาย เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2553 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมทั้งสองซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคม ในราคา 1,350,000 บาท มีการจดทะเบียนโอนจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยร่วมที่ 2 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยร่วมทั้งสองชำระเงินค่ารถให้แก่จำเลยที่ 1 และได้รับสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทและมีหนังสือให้จำเลยร่วมที่ 2 ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนโจทก์ เนื่องจากเพิ่งตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ที่จำเลยที่ 2 ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นเอกสารปลอมและข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนนั้นเอกสารหลักฐานประกอบคำขอมีข้อพิรุธปรากฏชัดเจน แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กลับออกสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมนำรถยนต์พิพาทที่ได้รับการจดทะเบียนโดยมิชอบดังกล่าวไปหลอกขายจำเลยร่วมทั้งสอง และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ ทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธชัดเจน ถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้จำเลยร่วมทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยถูกต้องจึงตกลงซื้อรถยนต์พิพาท จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยร่วมทั้งสอง เป็นเหตุให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาททั้งที่ชำระเงินค่ารถไปครบถ้วนโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้กระทำในการปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมในการรับจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย แต่โดยเหตุที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองในมูลหนี้ละเมิดอันเนื่องมาจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยร่วมทั้งสองจำนวนเดียวกัน ก็ไม่อาจบังคับให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมเต็มจำนวนได้ และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่อซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน่วยงานของรัฐ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่าเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายนั้น มีความผิดพลาดหรือบกพร่องประการใดหรือไม่ อาจถูกสั่งเพิกถอนในภายหลังหรือไม่ และทำให้ประชาชนซึ่งทำนิติกรรมเพราะเชื่อถือต่อหลักฐานที่หน่วยงานของรัฐออกให้ ได้รับความเสียหาย เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์รับผิดชดใช้เงินแก่จำเลยร่วมทั้งสองเป็นจำนวนหนึ่งในสามของราคารถยนต์พิพาท แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วมทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมไม่ชำระให้บังคับเอาจากโจทก์เป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วมทั้งสอง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยร่วมทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยร่วมทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกาต่อโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างจำเลยร่วมทั้งสองกับจำเลยที่ศาลยกฟ้องให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาทนายความจำเลยร่วมทั้งสองมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีหมายบังคับคดีโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมแล้ว การสืบทรัพย์ไม่ปรากฏว่าพบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมจึงต้องบังคับคดีเอาแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นเพื่อขอวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้รับแจ้งว่าโจทก์ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเงิน 450,000 บาท ดอกเบี้ย ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2555 เป็นเงิน 479,989.73 บาท ค่าธรรมเนียมใช้แทน 50,715 บาท รวมเป็นเงิน 980,704.73 บาท หักเงินที่โจทก์วางไว้แล้วจำนวน 18,025 บาท คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องรับผิด 962,679.73 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินจำนวน 963,696.85 บาท ไปวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแก่จำเลยร่วมทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้เพียงว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมในเงินที่โจทก์นำไปวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแก่จำเลยร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลยร่วมทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมไม่ชำระให้บังคับเอาจากโจทก์เป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และโจทก์นำเงินจำนวนที่ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองไปวางศาล โจทก์จะมีสิทธิไล่เบี้ยในเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมได้ก็ต่อเมื่อโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของจำเลยร่วมทั้งสองมาบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมชำระหนี้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่การที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยด้วยว่า ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย มิใช่ร่วมกันทำให้จำเลยร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย แสดงว่าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสอง และหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองมิใช่หนี้ร่วม แต่เป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระได้ เพียงแต่ศาลฎีกาจัดลำดับการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมร่วมกันชำระแก่โจทก์ก่อนหากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมไม่ชำระก็ให้บังคับเอาจากโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมไม่ชำระ และโจทก์นำเงินจำนวนที่ต้องรับผิดต่อจำเลยร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกาไปวางศาลเป็นการชำระหนี้แก่จำเลยร่วมทั้งสอง การชำระหนี้แก่จำเลยร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนที่ผูกพันโจทก์ ไม่ใช่การชำระหนี้เพื่อหรือแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคม โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของจำเลยร่วมทั้งสองมาบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายอาคมชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการขนส่งทางบก
จำเลย — นาย ส. กับพวก
จำเลยร่วม — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8141 -ที่ 8145/2561
#638679
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ก็มิใช่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าผู้ตาย ความผิดข้อหาดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 จึงถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยเปิดเผย จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่อาจฎีกาได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และพิพากษาว่าเป็นคนละกรรมกับฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ เป็นการแก้บทกำหนดโทษ ปรับบทความผิดและพิพากษาแก้เป็นคนละกรรมกัน เป็นเพียงการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้จำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5

ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 และฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ตามมาตรา 376 มีอายุความฟ้องภายใน 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) เมื่อเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 12 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงขาดอายุความ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผยแม้จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นและฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย และจำเลยที่ 8 มิได้ฎีกา แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 ร่วมกระทำความผิดอย่างไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 มิได้ถืออาวุธปืน พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 กระทำความผิดหรือไม่ เห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 และที่ 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวแม้คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จะต้องห้ามฎีกา และจำเลยที่ 8 ไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 กระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และมาตรา 185 ทั้งเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 8 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และแม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 5 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายและอนุญาตให้จำเลยที่ 9 ถอนฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 5 และที่ 9 ได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 213 และ 225

เมื่อจำเลยที่ 9 ยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา คดีของจำเลยที่ 9 จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา คดีของจำเลยที่ 9 ย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งโดยปกติจะย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จึงไม่อาจออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 9 ฟังตามที่จำเลยที่ 9 ขอได้ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 9 นับแต่วันยื่นคำร้องนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 6 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 10 ที่ 11 และเรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งห้าสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลางทั้งหมดที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 12

จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 12 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 คนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 คนละ 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษ จำเลยที่ 2 และที่ 12 ได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ริบของกลางทั้งหมดที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 11

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ไม่อุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม กระทงหนึ่ง และมีความผิดตามมาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้จำเลยที่ 9 ถอนฎีกา จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 9 เสียจากสารบบความศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 9 ขอให้มีคำสั่งให้คดีถึงที่สุดในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 9 ฟังนั้น เมื่อจำเลยที่ 9 ยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา คดีของจำเลยที่ 9 จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา คดีของจำเลยที่ 9 ย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งโดยปกติจะย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จึงไม่อาจออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปถึงวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 9 ฟัง ตามที่จำเลยที่ 9 ร้องขอได้ ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 9 นับแต่วันที่ยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 17 ถึง 19 นาฬิกา ขณะที่ประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์ตลอดริมสองฝั่งถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมทั้งปากซอยอินทามระ 23 และ 25 ด้วย มีกลุ่มคนร้ายหลายคนร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสั้นและอาวุธปืนยาวหลายชนิด เดินจากปากซอยอินทามระ 23 ไปยังปากซอยอินทามระ 25 ระหว่างเดินใช้อาวุธปืนที่มีและพาดังกล่าวยิงขึ้นท้องฟ้าหลายนัด เมื่อถึงปากซอยอินทามระ 25 แล้ว กลุ่มคนร้ายหยุดเดินและใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 กระสุนปืนถูกนายแจ๊ค และนายศรันย์ เป็นเหตุให้นายแจ๊คถึงแก่ความตายและนายศรันย์ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนหลายชนิดตกอยู่บนถนนระหว่างซอยอินทามระ 23 ถึง 25 เป็นปลอกกระสุนปืนจำนวน 30 ปลอก กระสุนปืน 2 นัด และหัวกระสุนปืน 3 หัว ซึ่งจากจุดที่ผู้ตายและผู้เสียหายถูกยิงในซอยอินทามระ 25 ห่างจากซอยอินทามระ 23 ประมาณ 41.5 เมตร ลักษณะปลอกกระสุนกระจายอยู่ระหว่างซอยอินทามระ 23 ถึง 25 บริเวณร้านอาหารข้างถนนในซอยอินทามระ 25 จากปากซอยเข้าไปประมาณ 10 เมตร จะมีกองเลือดบริเวณที่ผู้ตายและผู้เสียหายถูกยิง และเคาน์เตอร์ร้านอาหารดังกล่าวมีรอยกระสุนปืนตามภาพถ่ายที่ 52 และ 53 ท้ายหนังสือเรื่องแจ้งผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุเกี่ยวกับชีวิต จึงยึดปลอกกระสุนปืน กระสุนปืนและหัวกระสุนปืนเป็นของกลาง และส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ใช้ยิงมาจากอาวุธปืน ขนาด .45 (11 มม.) กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ กระสุนปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .45 (11 มม.) ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. และปลอกกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 เป็นเครื่องกระสุนปืนแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ นายทะเบียนอาวุธปืนตรวจสอบการได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของจำเลยทั้งสิบสองแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสองไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ในส่วนของจำเลยที่ 11 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 8 ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับเป็นฎีกา และจำเลยที่ 8 มิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 8 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 ตลอดชีวิต และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดดังกล่าว และแม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม และพิพากษาว่าความผิดดังกล่าวเป็นคนละกรรมกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ก็ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าผู้ตาย คดีสำหรับความผิดในข้อหาดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 5 จึงถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้ปืนยิงโดยใช่เหตุ ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่อาจฎีกาได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนที่ใช้กระทำผิดมาเป็นของกลาง จึงฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่าเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม และพิพากษาแก้ว่าเป็นคนละกรรมกับฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้พิพากษายืน คงจำคุกคนละ 4 ปี เป็นการแก้บทกำหนดโทษปรับบทความผิดและพิพากษาแก้เป็นคนละกรรมกันนั้น เป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 สำหรับจำเลยที่ 12 ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีอายุความฟ้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2557 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 12 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงขาดอายุความ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 นั้น ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 10 และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผยสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย จำคุกคนละ 2 ปี และความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ กับฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์เพียงแต่พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยดังวินิจฉัยมาแล้ว และยังคงให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 10 ร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุและฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามฟ้อง และจำเลยที่ 12 ร่วมกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 หรือไม่ เห็นว่า ในวันดังกล่าวเป็นเทศกาลเล่นน้ำสงกรานต์ที่ประชาชนมาเล่นน้ำในบริเวณปากซอยอินทามระ 23 ถึง 25 จำนวนมาก คนร้ายใช้อาวุธปืนหลายชนิดยิงขึ้นฟ้าบ้าง ยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 บ้าง อาวุธปืนดังกล่าวสามารถยิงทำอันตรายชีวิตคนได้ ไม่ว่าคนร้ายจะใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงเข้าไปในซอยอินทามระ 25 จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกยิงมีบาดแผลหลายแห่งและถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณฝ่ามือขวา หลังเท้าขวา กระดูกฝ่าเท้าหัก การกระทำของคนร้ายเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนเมื่อยิงถูกบุคคลอื่นสามารถทำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนที่ตกในที่เกิดเหตุมีจำนวน 30 ปลอก กระสุนปืน 2 นัด และหัวกระสุนปืน 3 หัว การกระทำของคนร้ายอุกอาจกระทำลักษณะเป็นกองกำลังไม่น้อยกว่า 10 คน หากไม่มีการร่วมกันกระทำผิดแล้วคงจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาว่าคนร้ายทั้งหมดมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด คนร้ายไม่ได้ใช้อาวุธปืนฉีดน้ำดังข้อต่อสู้ของจำเลยบางคน ส่วนที่ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าผู้ตายเคยทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เรียกค่าเสียหายจนเป็นเหตุให้พยานโจทก์คือนางสาวสโรชา นางณัฐณิชา นางสาวน้องโบว์ และนายชัยณรงค์ซึ่งเป็นญาติกับผู้ตายเบิกความให้ร้ายปรักปรำจำเลยทั้งสิบสองคนนั้น เห็นว่า คดีนี้มีวัตถุพยานกระสุนปืนตกในที่เกิดเหตุจำนวนมาก ภาพถ่ายกล้องวงจรปิดซึ่งมีภาพจำเลยบางคนปรากฏในภาพ และพยานโจทก์ก็ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยทุกคนมีอาวุธปืน พยานโจทก์คือนางณัฐณิชา ให้การในวันเกิดเหตุ นายชัยณรงค์ให้การภายหลังเกิดเหตุ 1 วัน ทั้งพยานโจทก์ที่เบิกความต่างรู้จักจำเลยคดีนี้ทุกคนเพราะรู้จักกันมาก่อนและมีบ้านพักอยู่อาศัยใกล้เคียงกัน ลำพังผู้ตายเคยทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เรียกเงินค่าที่ถูกทำร้ายจากผู้ตายไม่เชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พยานโจทก์เบิกความใส่ร้ายจำเลยคดีนี้ ขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างไฟฟ้าจากร้านค้าใกล้เคียงและตามถนนสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ อย่างไรก็ตามแม้พนักงานสอบสวนจะไม่สามารถยึดอาวุธปืนมาเป็นของกลาง แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์และสำเนาภาพถ่ายกล้องวงจรปิดฟังข้อเท็จจริงได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่มีอาวุธปืนคือจำเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ส่วนสำเนาภาพถ่ายกล้องวงจรปิดมีภาพจำเลยที่ 7 ที่ 11 และที่ 12 ส่วนสำเนาภาพถ่ายกล้องวงจรปิด ที่ระบุว่า จำเลยที่ 8 ถืออาวุธปืนสั้น ปรากฏภาพดังกล่าวไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 8 ถืออาวุธปืนหรือไม่ แต่นางณัฐณิชาเบิกความว่า จำเลยที่ 8 ไม่ได้ถือปืน จึงฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 8 ไม่ได้ถือปืนขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง พิจารณาขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ได้ถือปืน แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในกลุ่มคนร้ายและเป็นเพื่อนกับคนร้าย แต่วันเกิดเหตุเป็นวันสงกรานต์ จำเลยที่ 2 มีสิทธิออกมาเล่นน้ำสงกรานต์ เมื่อพยานโจทก์เบิกความไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยอื่นอย่างไร จึงเห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ และร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย แม้จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ก็มีอำนาจยกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ส่วนจำเลยที่ 3 แม้ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย และจำเลยที่ 8 มิได้ฎีกา แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 8 ร่วมกระทำความผิดอย่างไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 8 ไม่ได้ถือปืน พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และวันเกิดเหตุเป็นวันสงกรานต์ จำเลยที่ 3 และที่ 8 ย่อมมีสิทธิออกมาเล่นน้ำสงกรานต์ จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 และที่ 8 ร่วมกระทำความผิดหรือไม่ เห็นสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 และที่ 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวแม้คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จะต้องห้ามฎีกา และจำเลยที่ 8 ไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 8 กระทำความผิดหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225 และมาตรา 185 ทั้งเป็นเหตุลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยคดีของจำเลยที่ 3 และที่ 8 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 แม้ทางนำสืบของพยานโจทก์จะไม่ปรากฏสาเหตุแน่ชัดในการกระทำความผิด แต่นางณัฐณิชาเบิกความว่า มี 2 สาเหตุ คือ นายชัยพี่ชายผู้ตายเคยทะเลาะกับกลุ่มของชายที่ยิงผู้ตาย และผู้ตายเคยทำร้ายจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย และจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 10 มีความผิดฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรด้วย โดยความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้ในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนดังกล่าวเพื่อความประสงค์อันเดียวกันและร่วมกันใช้อาวุธปืนต่อเนื่องจากการร่วมกันมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเป็นกรรมเดียวกับฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ อันเป็นความผิดกระทงหนึ่ง และมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย กระทงหนึ่ง กับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย อีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และแม้ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 5 เนื่องจากต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย และอนุญาตให้จำเลยที่ 9 ถอนฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาไปตลอดถึงจำเลยที่ 5 และที่ 9 ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 213 และ 225 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 ฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 10 และที่ 12 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 12 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และ 376 ความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 376 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และความผิดของจำเลยที่ 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยเปิดเผย จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 371 ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 147 วรรคสอง ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225 ม. 227 วรรคสอง ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 15
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8133/2561
#636639
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คือผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้แล้ว ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบได้ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกต่อไป จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 ตามคำร้องขอให้ริบทรัพย์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการที่ 3, 5, 65 ถึง 69 ของผู้คัดค้านที่ 1 และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22 และ 25 ถึง 69 ของผู้คัดค้านทั้งสองให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาปรากฏว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3257/2547 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งริบทรัพย์สินนั้น เท่ากับเป็นการขอให้คืนทรัพย์สินที่ริบให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองนั่นเอง แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คือผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้แล้ว ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบได้ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกต่อไป จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง แต่สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินในคดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องว่า ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 เป็นเงินสด 2,480,690 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและนำสืบต่อสู้ว่าเป็นเงินของจำเลยที่ 2 ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด จึงถือว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่า ทรัพย์สินส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้านต่อสู้คดีนี้ จึงฟังได้ว่าเงินสดจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องริบ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เองก็ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ เงินสด 2,480,690 บาท แก่ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนทรัพย์รายการที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8131/2561
#630966
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับ A โดยมีข้อสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจัดหาหลักทรัพย์ประกันการปฏิบัติงานโดยหนังสือค้ำประกันต้องเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขและแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ โดยมีรูปแบบและเนื้อหาตามที่กำหนดและต้องจัดทำโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก A หนังสือค้ำประกันที่ A กำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดหามาให้นั้นต้องมีข้อความสำคัญระบุว่า เมื่อธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันได้รับหนังสือเรียกร้องจาก A ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทันที อันเป็นการที่ต้องชำระเงินเพียงเพราะได้รับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่จำต้องตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจริงหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีข้อโต้แย้งหรือไม่ ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันก็ไม่อาจปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าวได้เนื่องจากมีข้อความตอนต้นว่า ธนาคารตกลงรับรองและรับประกันต่อ A อย่างไม่มีเงื่อนไขและปราศจากสิทธิในการแก้ต่างหรือฟ้องแย้งใด ไม่ว่าในนามของธนาคารหรือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้อความแสดงถึงการสละสิทธิในการต่อสู้คัดค้านหรือโต้แย้ง และการที่ A กำหนดรายละเอียดของหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ต้องจัดหามาให้ A โดยธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันที่มีรายละเอียดดังกล่าวได้และจำเลยที่ 1 ทำคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันโดยมีข้อความที่รับกับข้อความตามหนังสือค้ำประกันที่ A ต้องการดังกล่าว รวมทั้งการที่หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานที่โจทก์ออกไปตามข้อความที่ A ต้องการ แสดงว่าการที่ผู้ว่าจ้างต้องการหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความเช่นนี้และการที่ธนาคาร ส. สาขาโดฮา สามารถออกหนังสือค้ำประกันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของสถาบันการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของงานหรือผู้ว่าจ้างได้รับหลักประกันของสถาบันการเงินที่มั่นคง และเรียกร้องให้ชำระเงินได้รวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาได้โดยเร็ว โดยไม่จำต้องเรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับจ้างและธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกัน ส่วนปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างก็สามารถว่ากล่าวกันต่างหากได้ ข้อตกลงนี้แม้จะมีลักษณะที่ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระเงินได้ง่ายซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องค้ำประกัน แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามทำข้อตกลงเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารในลักษณะดังกล่าวและไม่เป็นการพ้นวิสัย เมื่อโจทก์จะต้องออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์ต้องชำระตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินจากธนาคาร ส. ในประเทศไทยโดยไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่าด้วยประการใด โจทก์จึงกำหนดข้อสัญญาในคำขอของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันที่ระบุถึงการยอมให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน และจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงการจ่ายเงินของโจทก์ ทั้งจะต้องชดใช้เงินที่โจทก์ชำระไปดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยเงื่อนไขในการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้นพิจารณาเฉพาะการได้รับหนังสือเรียกร้องเท่านั้น ไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเต็มตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 114,699,533.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 106,590,032.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน 100,916,489.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป และร่วมกันชำระหนี้ตามบัญชีกระแสรายวัน 5,336,616.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยและให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยทั้งห้า แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ในเรื่องค่าธรรมเนียมตามหนังสือค้ำประกันภายในกำหนดอายุความ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รวม 40,000 บาท กำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 และเป็นสถานบันการเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเหมาช่วงงานระบบอิเล็กทรอนิกส์โรงซ่อมบำรุงเครื่องบิน เอ และ บี ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮาแห่งใหม่ รัฐกาตาร์ จากกิจการร่วมค้า แอคเตอร์ เอส.เอ./อัล ดาร์วิช เอ็นจิเนียริ่ง ดับเบิลยู.แอล.แอล./คอสตรูชั่นนี ซิโมไล อาร์มานโด เอสพีเอ/กิจการร่วมค้า ไซบาร์โก มหาชน (Aktor S.A./AL Darwish Engineering W.L.L./Costruzioni Cimolai Armando Spa/Cybarco Plc Joint Venture) หรือ เอดีซีซี เจวี (ADCC JV) และเอดีซีซี เจวี ต้องการหนังสือค้ำประกันของธนาคารสากลที่มีสำนักงานสาขาในรัฐกาตาร์ ในที่สุดจำเลยที่ 1 จะให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา ในรัฐกาตาร์เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันโดยติดต่อผ่านทางโจทก์และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันในนามของโจทก์ไปยังธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการค้ำประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ติดต่อดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินค่างานล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาช่วงดังกล่าวรวม 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 11,999,720 ริยัลกาตาร์ และโจทก์ได้ออกหนังสือค้ำประกัน 2 ฉบับ ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันในการที่ธนาคารแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานและหนังสือค้ำประกันการรับเงินล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ วันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ ในวงเงินฉบับละ 12,000,000 ริยัลกาตาร์ เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวงเงิน 44,190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) แจ้งทาง SWIFT ถึงโจทก์ว่าธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาที่ธนาคารดังกล่าวออกให้แก่เอดีซีซี เจวี เนื่องจากเอดีซีซี เจวี ใช้สิทธิเรียกร้องตามหนังสือค้ำประกัน และต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2554 โจทก์ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,301,160.94 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ กับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่เป็นปัญหาเดียวกัน และเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปว่า ข้อตกลงในการที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันซึ่งให้จำเลยที่ 1 ตกลงสละสิทธิหรือคัดค้านการจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ และจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดในหนี้ตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพหรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น และในวรรคสาม (1) และ (2) บัญญัติให้ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนวรรคสี่บัญญัติว่า ในการพิจารณาข้อตกลงที่ทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามจะเป็นการได้เปรียบเกินสมควรหรือไม่ ให้นำมาตรา 10 มาใช้โดยอนุโลม

ส่วนข้อสัญญาตามคำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างระหว่างเอดีซีซี เจวี กับจำเลยที่ 1 ไปยังธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ไปยังเอดีซีซี เจวี ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำและให้จำเลยที่ 1 ลงนามนั้นมีข้อความในข้อ 3 ระบุถึงกรณีที่โจทก์ถูกเรียกร้องให้รับผิดชดใช้เงินตามภาระภายใต้หนังสือค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ชำระเงินตามที่ถูกเรียกร้องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อน หรือไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของโจทก์ แม้ว่าจำเลยที่ 1 หรือโจทก์จะมีข้อต่อสู้ที่จะยกขึ้นต่อสู้เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของหน้าที่เอกสารความรับผิดตามสัญญา หรือข้อต่อสู้อื่นใดก็ตาม และหากโจทก์จ่ายเงินไปแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ตกลงที่จะชดใช้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนในทันทีที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ ข้อสัญญาดังกล่าวนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ออกให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เห็นได้ว่า เมื่อโจทก์จะต้องออกหนังสือค้ำประกันตามคำขอของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะมีข้อความว่า โจทก์ต้องชำระตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินจากธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โดยไม่มีสิทธิคัดค้านไม่ว่าด้วยประการใด โจทก์จึงกำหนดข้อสัญญาในคำขอของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันตามความในข้อ 3 ที่ระบุถึงการยอมให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อนและจำเลยที่ 1 สละสิทธิที่จะทักท้วงการจ่ายเงินของโจทก์ ทั้งจะต้องชดใช้เงินที่โจทก์ชำระไปแก่โจทก์ด้วย โดยเงื่อนไขในการที่โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันนั้น พิจารณาเฉพาะการได้รับหนังสือเรียกร้องเท่านั้นไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพราะปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อความตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ ที่มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า THIS COUNTER GUARANTEE IS SUBJECT TO THE INTERNATIONAL STANBY PRACTICES 1998 (ISP98) และโจทก์จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า หนังสือค้ำประกันตอบแทนฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับของแนวปฏิบัติการสำรองแทนระหว่างประเทศ พ.ศ.2541 (ISP98) และมีข้อความเช่นเดียวกันนี้อยู่ในตัวอย่างหนังสือค้ำประกัน ซึ่งฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นทำนองเดียวกับคำแปลของโจทก์ว่า หนังสือค้ำประกันฉบับนี้อยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของระเบียบว่าด้วยการค้ำประกันนานาชาติ 2552 (ที่ถูก 2541) ส่อแสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการค้ำประกันนานาชาติ ค.ศ.1998 (ISP98) ฉบับนี้น่าจะเป็นข้อปฏิบัติหรือประเพณีที่ปฏิบัติกันในการออกหนังสือค้ำประกันในทางการค้าระหว่างประเทศและอาจเป็นปกติประเพณีของสัญญาชนิดนั้นที่นำมาใช้ในการพิจารณาปัญหาว่าข้อสัญญา ข้อ 3 ดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควรหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสี่ ประกอบ มาตรา 10 (2) แต่โจทก์กลับไม่นำสืบถึงรายละเอียดของแนวปฏิบัติการค้ำประกันนานาชาติ ค.ศ.1998 (ISP98) ดังกล่าวแต่อย่างใด ก็ส่อแสดงว่า การที่ผู้ว่าจ้างต้องการหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความเช่นนี้และการที่ธนาคารสามารถออกหนังสือค้ำประกันเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติของสถาบันการเงินในทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เจ้าของงานหรือผู้ว่าจ้างดังเช่นเอดีซีซี เจวี ในเรื่องนี้ได้รับหลักประกันของสถาบันการเงินที่มั่นคง แน่นอน และเรียกร้องให้ชำระเงินได้รวดเร็วเพื่อแก้ปัญหาผู้รับจ้างปฏิบัติผิดสัญญาได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องเรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับจ้างและธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันซึ่งต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรเสียก่อนและไม่เป็นปัญหาแก่ธนาคารที่จะต้องตรวจสอบว่าฝ่ายใดผิดสัญญาซึ่งเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากมากจนในที่สุดก็ต้องมีการฟ้องร้องกันเสียก่อนดังกล่าว

ส่วนปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างก็สามารถว่ากล่าวกันต่างหากได้โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้ดีด้วยกันอยู่แล้ว และแม้ข้อตกลงดังกล่าวนี้จะมีลักษณะที่ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันถูกเรียกร้องให้ชำระเงินได้ง่ายซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องค้ำประกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามทำข้อตกลงเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารในลักษณะดังกล่าวและไม่เป็นการพ้นวิสัย ทั้งการที่โจทก์ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 โดยมีวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 ว่า "ธนาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นการส่งเสริม และสนับสนุนการส่งออก การนำเข้าและการลงทุน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาประเทศ โดยการให้สินเชื่อ ค้ำประกันรับประกันความเสี่ยงหรือให้บริการที่จำเป็นอื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินั้น" เมื่อพิจารณาถึงการที่โจทก์ให้บริการในเรื่องการออกหนังสือค้ำประกันเพื่อให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ต่อเอดีซีซี เจวี โดยให้เป็นไปตามข้อสัญญาระหว่างเอดีซีซี เจวี กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาข้างต้น เพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้รับจ้างช่วงทำงานให้แก่เอดีซีซี เจวี ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการค้าบริการในต่างประเทศของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว ตรงกันข้ามหากโจทก์ไม่ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี ต้องการดังกล่าวก็กลับจะทำให้เกิดผลเสียแก่จำเลยที่ 1 เพราะเอดีซีซี เจวี กำหนดในสัญญาว่าหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 จัดมาให้ต้องมีข้อความดังกล่าวและการที่จะขอให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี กำหนดไว้ดังกล่าวได้ ธนาคารดังกล่าวก็ย่อมต้องการหลักประกันสำหรับความเสี่ยงที่เมื่อธนาคารดังกล่าวชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ตนออกไปดังกล่าวแล้วจะได้รับชดใช้เงินที่ชำระไปคืนหรือไม่ ดังนั้นย่อมจำเป็นที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องโดยไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านเช่นเดียวกันเพื่อให้เป็นหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา อันจะทำให้ธนาคารดังกล่าวตัดสินใจออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 เพราะมีหลักประกันตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ และโจทก์จะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินที่โจทก์ชำระให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์เป็นทอดสุดท้าย ซึ่งโจทก์ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวโดยการให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์รวมทั้งให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่หากโจทก์ปฏิเสธไม่ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อความการชำระเงินตามข้อความที่เอดีซีซี เจวี กำหนดไว้ดังกล่าว ก็ทำให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ไม่มีหลักประกันอันมั่นคงเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารในการออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี และธนาคารดังกล่าวย่อมไม่ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่เอดีซีซี เจวี ก็จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานรับจ้างช่วงกับเอดีซีซี เจวี ได้ตามสัญญาจ้าง ซึ่งกลับจะเป็นการไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 และเมื่อมีการเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ก็เป็นหน้าที่ตามข้อผูกพันในอันที่จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์โดยไม่อาจโต้แย้งคัดค้านได้ดังที่ได้ให้สัญญาไว้ในหนังสือค้ำประกัน และหากโจทก์ปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ก็จะทำให้โจทก์เสียความน่าเชื่อถืออันอาจจะทำให้ต่อไปภายหน้าโจทก์อาจไม่ได้รับความเชื่อถือในการที่จะออกหนังสือค้ำประกันให้แก่ลูกค้ารายอื่นอีกหลายรายอันเป็นความเสียหายแก่ส่วนรวม จึงเห็นได้ว่า การที่โจทก์ปฏิบัติตามภาระในการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันมิใช่เหตุที่จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างได้ว่าโจทก์ไม่ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนจำเลยที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และถือไม่ได้ว่า ข้อตกลงและการปฏิบัติของโจทก์เกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมานั้นขัดต่อบทกฎหมายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 มาตรา 7 ทั้งข้อตกลงเช่นนี้ก็ไม่มีลักษณะที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงชอบที่คู่สัญญาจะทำข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญาได้ แม้จะแตกต่างจากบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกันก็ตาม ส่วนจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่จะให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้นหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างช่วงกับเอดีซีซี เจวี โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดหาหนังสือค้ำประกันที่มีข้อสัญญาดังกล่าวให้เอดีซีซี เจวี จึงเป็นกรณีจำเป็นที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันที่มีข้อความตามที่เอดีซีซี เจวี กำหนดและทำสัญญากับโจทก์ตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 ดังกล่าวมาข้างต้นเพื่อให้รับกันกับหนังสือค้ำประกันที่โจทก์จะออกให้แก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงแก่ธนาคารดังกล่าวในอันที่จะดำเนินการให้ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาโดฮา รัฐกาตาร์ ออกหนังสือค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 แก่เอดีซีซี เจวี ได้สำเร็จตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และเอดีซีซี เจวี ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับเอดีซีซี เจวี มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ก็จะไม่สามารถรับจ้างทำงานให้เอดีซีซี เจวี ได้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวย่อมไม่ใช่ข้อสัญญาที่โจทก์ประสงค์จะเอาเปรียบจำเลยที่ 1 หรือจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะจำเลยที่ 1 มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าโจทก์ และไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะติดต่อกับสถาบันการเงินอื่นใด จำเลยที่ 1 ก็ต้องขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันไปตามที่เอดีซีซี เจวี กำหนด และแม้ข้อสัญญาดังกล่าวอาจทำให้จำเลยที่ 1 รับภาระมากกว่าที่ลูกหนี้มีต่อผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม ก็เป็นกรณีที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับเอดีซีซี เจวี ไว้เช่นนั้น จึงเป็นความจำเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ต้องตกลงทำสัญญากับโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 ตกลงไว้กับเอดีซีซี เจวี ย่อมถือได้ว่าข้อสัญญาเกิดขึ้นจากความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่จะตกลงแตกต่างจากบทกฎหมายค้ำประกันดังกล่าวเอง จึงต้องบังคับกันตามเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามบทกฎหมายในเรื่องสัญญาซึ่งถือไม่ได้ว่าภาระของจำเลยที่ 1 ตามข้อสัญญาอันเกิดจากเจตนาความประสงค์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติและถือไม่ได้ว่าข้อสัญญาตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 เป็นข้อสัญญาที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควร จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ย่อมบังคับกันได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว กล่าวคือเมื่อโจทก์ได้รับหนังสือเรียกร้องให้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์จากธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยไม่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ และเมื่อโจทก์ชำระเงินไปดังกล่าวแล้วก็ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่โจทก์ชำระไปตามข้อสัญญาข้อ 3 ดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ชำระเงินแก่ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อธนาคารดังกล่าวส่งหนังสือเรียกร้องถึงโจทก์โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันพร้อมทั้งดอกเบี้ยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนนี้โดยวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาตามคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน ข้อ 3 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและโจทก์ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยไม่ตรวจสอบว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาต่อเอดีซีซี เจวี หรือไม่ เสียก่อน เป็นการชำระเงินที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหา 2 ข้อนี้ฟังขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในปัญหาเดียวกันนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนไม่ถูกต้อง ที่ถูกหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ต้องให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดก่อน หากไม่พอชำระหนี้จึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้และเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวและมีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองที่ดินรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน อันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องเต็มตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในส่วนนี้ว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41993 และ 41994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล นอกจากค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นคืนให้จำเลยทั้งห้าไปแล้วให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ.
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางศรีอรุณ มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
เมทินี ชโลธร
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088/2561
#630954
เปิดฉบับเต็ม

เงิน 10,000 บาท ที่จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองรับไปจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเงินที่ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทางราชการที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณีมิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองและในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองย่อมจะต้องทราบดีว่า จะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร การที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีความขัดแย้งกับ ส. ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ก็มิได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้าที่หรือจำต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง การที่จำเลยเก็บรักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและไม่เคยแจ้งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงินดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากมีการร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองได้จัดตั้งศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬาและพัฒนาการกีฬาในระดับตำบล มีจำเลยเป็นประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองได้รับเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมกีฬาของศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นเงิน 10,000 บาท เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมกีฬาของศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 หลังจากได้รับเงินดังกล่าวมาแล้ว จำเลยได้เก็บเงินไว้เองโดยไม่นำส่งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองเก็บรักษา วันที่ 17 ตุลาคม 2546 นายอุทัย และจ่าสิบเอกอริยะ กรรมการและรองประธานกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองมอบอำนาจให้นายสมปราชญ์ กรรมการและเลขานุการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อจำเลย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 จำเลยลาออกจากตำแหน่งประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองและมอบเงิน 10,000 บาท ให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองได้เลือกประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองคนใหม่และมีมติให้นำเงิน 10,000 บาท ดังกล่าวสมทบกับเงินสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์เพื่อจัดการแข่งขันกีฬาในปี 2547 ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จำเลยลาออกจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เห็นว่า เงิน 10,000 บาท ที่จำเลยไปรับจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดหนองบัวลำภู จำเลยรับไปในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองและเป็นเงินที่ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทางราชการที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณีมิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองและในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองย่อมจะต้องทราบดีว่า จะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร โดยปฏิบัติเหมือนเช่นปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา การที่จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยกับนายสมปราชญ์ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง มีความขัดแย้งกันจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้าที่หรือจำต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง และการที่จำเลยเก็บรักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ที่สำคัญไม่เคยแจ้งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงิน 10,000 บาท ให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นายสมปราชญ์ไปร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่า จำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมาเมื่อรับฟังประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย เชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายอรรคเดช ชัยจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สุรทิน สาเรือง
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8049/2561
#630953
เปิดฉบับเต็ม

อ. และ พ. ร่วมกันซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยแล้วนำไปเสพและจำหน่ายให้แก่ลูกค้า เมื่อ อ. และ พ. ได้เงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากลูกค้าแล้วจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีน ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันอันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่า ในที่สุดได้มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ อ. และ พ. รับไว้ในครอบครองแล้ว ถือว่าได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้วอันเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 8 วรรคสอง อีกด้วยเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับ อ. และ พ. สมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตกลงกันเพื่อจัดหาลูกค้า ลําเลียง เก็บรักษา ตกลงราคา ซื้อขาย ส่งมอบ และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด มาส่งมอบให้ อ. นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าโดยตกลงว่าจะให้ อ. ชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนผ่านทางบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยหลังจากนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าได้แล้ว วันที่ 16 ธันวาคม 2558 เวลากลางวัน อ. และ พ. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อมาจากจำเลย 17 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.305 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.305 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 90

โจทก์บรรยายฟ้องว่า อ. และ พ. ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ดหรือหน่วยการใช้น้ำหนัก 0.970 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.196 กรัม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำมาส่งมอบให้ไปจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท นั้น แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ อ. และ พ. อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับ อ. และ พ. ด้วยกันเอง ไม่เกี่ยวกับสายลับ ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏความเชื่อมโยงว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่ อ. และ พ. ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแต่อย่างใด ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องในความผิดดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 941/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 941/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำคุก 5 ปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 941/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุก 9 ปี 9 เดือน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานจับกุมนายอัครชัย และนายพนิต จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 438/2559 ของศาลชั้นต้นได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด น้ำหนัก 1.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.305 กรัม เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า นายอัครชัยและนายพนิตร่วมกันซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยแล้วนำไปเสพและจำหน่ายให้แก่ลูกค้า เมื่อนายอัครชัยและนายพนิตได้เงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากลูกค้าแล้วจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเพื่อชำระค่าเมทแอมเฟตามีน ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันอันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่า ในที่สุดได้มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่นายอัครชัยและนายพนิตรับไว้ในครอบครองแล้ว ถือว่าได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้วอันเป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 8 วรรคสอง อีกด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนายอัครชัยและนายพนิตสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตกลงกันเพื่อจัดหาลูกค้า ลำเลียง เก็บรักษา ตกลงราคา ซื้อขาย ส่งมอบ และรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนักและสารบริสุทธิ์เท่าใดไม่ปรากฏชัด มาส่งมอบให้นายอัครชัยนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าโดยตกลงว่าจะให้นายอัครชัยชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนผ่านทางบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยหลังจากนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าได้แล้ว วันที่ 16 ธันวาคม 2558 เวลากลางวัน นายอัครชัยและนายพนิตร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อมาจากจำเลย 17 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนัก 1.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.305 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีเมทแอมเฟตามีน 17 เม็ด น้ำหนัก 1.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.305 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำตามผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า นายอัครชัยและนายพนิตร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ดหรือหน่วยการใช้ น้ำหนัก 0.970 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.196 กรัม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำมาส่งมอบให้ไปจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 2,000 บาท นั้น แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายอัครชัยและนายพนิต อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยกับนายอัครชัยและนายพนิตด้วยกันเอง ไม่เกี่ยวกับสายลับ ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏความเชื่อมโยงว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่นายอัครชัยและนายพนิตร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแต่อย่างใด ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องในความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและได้มีการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยนอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 941/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้เป็นจำคุก 5 ปี 9 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวโรดม ศิริมณีธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8036/2561
#630653
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องในตอนแรกเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ และศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาโดยชอบแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 ทวิ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ต่อมาโจทก์แก้ไขฟ้องเพิ่มเติมข้อหาละเมิดอีกหนึ่งข้อ โดยไม่ได้ขอให้บังคับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อีก ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนั้น การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเกิดจากจำเลยประมูลขายอสังหาริมทรัพย์พิพาทแก่บุคคลภายนอกซึ่งต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในท้องที่ที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ผู้เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานส่วนหนึ่งที่เกี่ยวด้วยการโอนอสังหาริมทรัพย์ย่อมอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ทั้งคู่ความก็ไม่ได้โต้แย้งกันในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก และไม่ปรากฏเหตุว่าจะทำให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับคดีไม่ได้รับความสะดวก หรือทำให้การบริหารจัดการคดีของศาลชั้นต้นไม่เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมไม่ตัดอำนาจของศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีไว้แล้วที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (2) ทั้งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมไว้พิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยเหตุที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยสั่งค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ไม่ชัดเจนว่าเป็นพับในชั้นไหนอย่างไร ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งใหม่ให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องชัดเจน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 52768, 52769, 52770, 52771, 52772, 52773, 52774, 52777, 52778 และ 52779 อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี รวม 10 แปลง เนื้อที่ดิน 60 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หรือหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเป็นการพ้นวิสัยไม่สามารถบังคับตามกฎหมายได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินหรือมัดจำเป็นเงิน 43,001,000 บาท ค่าเสียหายจำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าเสียหายในอนาคตเป็นเงินเดือนละ 13,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 52771, 52772, 52773, 52774, 52777, 52778 และ 52779 ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับตามฟ้องแย้ง ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะถอนการอายัด ถอนการห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 10 โฉนด ดังกล่าว

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยไปจำนวน 43,001,000 บาท แก่โจทก์ ชดใช้เงินค่าที่ดินที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทเอเซีย โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด จำนวน 20,000,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องเสียหายไม่ได้กำไรจากการขายที่ดินให้แก่บริษัทเอเซีย โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด จำนวน 169,990,001 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 232,991,001 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 232,991,0001 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการขอเพิ่มเติมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับนอกเหนือไปจากฟ้องเดิม มิใช่เป็นกรณีเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (1) (2) ทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องภายหลังของโจทก์ไว้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา แต่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งในประเด็นเรื่องโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทเอเซีย โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด ไปแล้ว ซึ่งการที่จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว แต่ไปโอนให้บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย และประเด็นพิพาทคดีนี้คนละประเด็นกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1489/2556 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้องแย้ง ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแก้ไข

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ยกฟ้องแย้งจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์และจำเลยทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาตั้งแต่การชี้สองสถานเป็นต้นไป และพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ขอให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาปรากฏว่า จำเลยประมูลขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยเพิ่มข้อหาอ้างว่าจำเลยทำละเมิด และแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็นให้คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการเพิ่มข้อหาและขอบังคับนอกเหนือจากฟ้องเดิมไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง คดีมีการอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาในประเด็นนี้ถึงที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังไว้พิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ และศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อมา โดยให้โอกาสจำเลยยื่นคำให้การเพิ่มเติมตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ที่แก้ไข และให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน งดสืบพยาน และพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย โดยเห็นว่าคำขอบังคับตามฟ้องของโจทก์ที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลังไม่ได้ขอให้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นเรื่องหนี้เหนือบุคคลไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น คดีมีการอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาเฉพาะในประเด็นเขตอำนาจศาล โดยในชั้นนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแล้วอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำหนดเรื่องเขตอำนาจศาลไว้เพื่อให้การบริหารจัดการคดีของศาลยุติธรรมเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีโจทก์ที่ยื่นฟ้องในตอนแรกเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นได้รับฟ้องไว้พิจารณาโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ต่อมาโจทก์แก้ไขฟ้องเพิ่มเติมข้อหาละเมิดอีกหนึ่งข้อ โดยไม่ได้ขอให้บังคับโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อีก ถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจศาลเหนือคดีนั้น การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเกิดจากการที่จำเลยประมูลขายอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทนั้นแก่บุคคลภายนอกซึ่งต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในท้องที่ที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ซึ่งผู้เกี่ยวข้องและพยานหลักฐานในคดีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวด้วยการโอนอสังหาริมทรัพย์ย่อมอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ทั้งคู่ความก็ไม่ได้โต้แย้งกันในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ในชั้นนี้ก็ไม่ปรากฏเหตุว่าจะทำให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับคดีไม่ได้รับความสะดวก หรือทำให้การบริหารจัดการคดีของศาลชั้นต้นไม่เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ย่อมไม่ตัดอำนาจของศาลชั้นต้นที่รับฟ้องคดีไว้แล้วในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (2) ทั้งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังไว้พิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยเหตุที่โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยสั่งค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นพับในชั้นไหนอย่างไร ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งใหม่ให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องชัดเจนต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งใหม่เมื่อมีคำพิพากษา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ทวิ ม. 173 วรรคสอง (2) ม. 161
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8034/2561
#630941
เปิดฉบับเต็ม

ตามฎีกาของจำเลยยืนยันว่า การขายทอดตลาดที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้และที่ยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 เป็นการขายทั้งโครงการจัดสรรของจำเลย และปรากฏในอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินในโครงการจัดสรรของจำเลย ที่ดินในโครงการถูกโอนขายไปยังผู้ซื้อบางส่วนแล้ว โจทก์จึงยึดได้เฉพาะที่ดินในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ยังไม่ได้โอนขายไปเท่านั้น และเป็นการยึด 2 คดี คือ คดีนี้ยึดที่ดิน 20 แปลง คดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ยึดที่ดิน 60 แปลง ข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงตรงกันว่า ที่ดินในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ยังไม่ได้โอนขายถูกยึดไว้ในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ของศาลชั้นต้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้และที่ถูกยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ของศาลชั้นต้นโดยจะขายรวมกันไป จึงเป็นการขายที่ดินที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดในโครงการจัดสรรของจำเลยในคราวเดียวกัน โดยไม่จำต้องเป็นการขายที่ดินครบถ้วนทุกแปลงเต็มจำนวนที่ดินแปลงย่อยที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินไว้เท่านั้น แต่กรณีเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการเช่นกัน อันมีผลให้ผู้ซื้อจะต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคสี่ แต่การรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งโครงการได้จากการขายทอดตลาดจะต้องดำเนินการภายหลังจากเป็นผู้ประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างผู้ซื้อกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง

นอกจากนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 8918 และ 8919 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและสวนสาธารณะของโครงการจัดสรรดังกล่าว ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการขายที่ดินจัดสรรทั้งโครงการด้วย ซึ่งเมื่อผู้ซื้อต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินก็ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีเช่นนี้ จึงไม่ใช่การก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 33 ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกันไปกับที่ดินแปลงอื่นทั้งหมดอันเป็นการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม)

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 21/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 8874, 8884, 8885, 8903, 8904, 8905, 8906, 8907, 8908, 8909, 8910, 8911, 8912, 8913, 8914, 8915, 8916, 8917, 8918 และ 8919 อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินในโครงการจัดสรรหมู่บ้านชมนาถ คันทรี่โฮม แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 8918 และ 8919 เป็นส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งการขายทอดตลาดต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 วรรคสอง และมาตรา 33 วรรคหนึ่ง ก่อน โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและการยึดที่ดินขายทอดตลาดในคดีนี้มิใช่การยึดและขายที่ดินจัดสรรทั้งโครงการตามที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดได้ เพราะเป็นการยึดที่ดินออกขายทอดตลาดที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2551 และเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายที่ดินสองแปลงดังกล่าวรวมกันไปกับที่ดินแปลงอื่นด้วย จึงขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 8918 และ 8919 อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8918 และ 8919 เป็นสวนหย่อมของโครงการหมู่บ้านชมนาถ จึงเป็นส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคตามความในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง การขายทอดตลาดที่ดินสองแปลงดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดิน ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง คือ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เมื่อไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินสองแปลงดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ดินที่โจทก์นำยึดแปลงอื่นอีก 18 แปลง เป็นที่ดินว่างเปล่าและเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มิใช่สาธารณูปโภคของหมู่บ้านจึงไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 30 วรรคสอง และตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ใช่เป็นการยึดและขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงสามารถขายได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคสี่ แม้ปัญหานี้ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากจำเลยยกขึ้นอุทธรณ์และเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีและงดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุว่า จะขายที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้ง 20 แปลง ในคดีนี้ และจะขายรวมกันไปโดยปลอดจำนอง กับมีหมายเหตุว่า ขายพร้อมกับทรัพย์ที่ยึดไว้ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าวเป็นคู่ความเดียวกันกับโจทก์จำเลยในคดีนี้ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุราคาประเมินของสำนักงานประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ 45,498,600 บาท ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี 50,102,400 บาท ราคาที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ 56,823,920 บาท ราคาประเมินของสำนักงานวางทรัพย์กลาง 63,372,474 บาท ซึ่งตามฎีกาของจำเลยยืนยันว่า การขายทอดตลาดที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้และที่ยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 เป็นการขายทั้งโครงการจัดสรรของจำเลย และปรากฏในอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ก่อนโจทก์นำยึดทรัพย์ ที่ดินในโครงการถูกโอนขายไปยังผู้ซื้อบางส่วนแล้ว โจทก์ยึดได้เฉพาะส่วนที่ยังไม่ได้โอนขายไปเท่านั้นและเป็นการยึด 2 คดี คือ คดีนี้ยึดที่ดิน 20 แปลง คดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ยึดที่ดิน 60 แปลง ข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยดังกล่าวจึงตรงกันว่า ที่ดินในโครงการของจำเลยที่ยังไม่ได้โอนขายถูกยึดไว้ในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ ย.19/2550 ของศาลชั้นต้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินในโครงการของจำเลยที่ถูกยึดไว้ในคดีนี้และที่ถูกยึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 19/2550 ของศาลชั้นต้น โดยจะขายรวมกันไป จึงเป็นการขายที่ดินที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดในโครงการของจำเลยในคราวเดียวกัน โดยไม่จำต้องเป็นการขายที่ดินครบถ้วนทุกแปลงเต็มจำนวนที่ดินแปลงย่อยที่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินไว้เท่านั้น แต่กรณีเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการเช่นกัน อันมีผลให้ผู้ซื้อจะต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินและรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ตามความในมาตรา 41 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 แต่การรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทั้งโครงการได้จากการขายทอดตลาดจะต้องดำเนินการภายหลังจากเป็นผู้ประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างผู้ซื้อกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง นอกจากนี้ที่ดินโฉนดเลขที่ 8918 และ 8919 ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและสวนสาธารณะของโครงการหมู่บ้านชมนาถนั้น ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการขายที่ดินจัดสรรทั้งโครงการด้วย ซึ่งเมื่อผู้ซื้อต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินก็ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีเช่นนี้ จึงไม่ใช่การก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 33 ชอบที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายที่ดินสองแปลงดังกล่าวนี้รวมกันไปกับที่ดินแปลงอื่นทั้งหมดอันเป็นการขายทอดตลาดที่ดินจัดสรรทั้งโครงการต่อไป ปัญหานี้แม้โจทก์และจำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิกถอนการบังคับคดีแก่ที่ดินสองแปลงดังกล่าวนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยมาตั้งแต่ปี 2550 จนปัจจุบัน เป็นเวลานานมากแล้ว ทางราชการได้ปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ ขอให้ประเมินราคาทรัพย์สินของจำเลยใหม่ก่อนบังคับคดีต่อไปนั้น แม้จำเลยได้กล่าวไว้ในอุทธรณ์ของจำเลย แต่เป็นฎีกาในข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 (เดิม)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 30 วรรคสอง ม. 33 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคสี่ ม. 43 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บ.
จำเลย — บริษัท ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายนราธิป แจ่มโภคา
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8013/2561
#630973
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังด้วย ดังนั้น ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้นที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ในส่วนที่เป็นต้นเงินกู้นั้นโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อยอมให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมโดยมอบเงินให้ไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวนี้ด้วย

สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และโจทก์รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้และเรียกเอาผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์เจตนาทุจริตมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมดังกล่าวไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 266, 268 และ 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาในฐานะผู้กู้เงินกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ร่วม/ค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 ส่งมอบสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3402 ให้โจทก์ยึดถือไว้ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่นั้นเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า โจทก์ประกอบอาชีพปล่อยเงินให้บุคคลอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะยึดที่ดิน แต่หากผู้ที่มากู้ยืมเงินไม่ได้นำโฉนดที่ดินหรือสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มาแสดง โจทก์ก็จะไม่ให้กู้ยืมเงินเนื่องจากเกรงว่าบุคคลดังกล่าวจะไม่มีเงินมาชำระ โดยพิจารณาประกอบหนังสือสัญญาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินและทำไว้ให้โจทก์ ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 รับว่าได้นำหลักฐานโฉนดที่ดิน เลขที่ 1620 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว ถ่ายสำเนามอบให้โจทก์ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน และจำเลยที่ 2 รับว่าได้ให้ข้อมูลแก่นายชาญกนกผู้พิมพ์สัญญาและโจทก์ผู้ให้กู้รับทราบโดยมีหลักประกันการกู้ยืมคือสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3402 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกัน แสดงว่าในการให้กู้ยืมเงินโจทก์มุ่งประสงค์เอาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นสำคัญมากกว่าการบังคับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาและหลักประกัน เพียงแต่โจทก์จะยอมให้กู้ยืมเงินได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่กู้ยืมเงินต้องมีโฉนดที่ดินหรือสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มาแสดงเพื่อเป็นหลักประกันต่อโจทก์ว่าจะมีเงินชำระ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แสดงต่อโจทก์จึงเป็นเหตุให้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินไปตามหนังสือสัญญา เมื่อพิจารณาสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แล้วจะเห็นว่าเป็นสำเนาเอกสารที่นายวิทยานักวิชาการที่ดินชำนาญการรับรองความถูกต้องซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของเอกสาร จึงฟังได้ว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1620 ว่า นางสาวทิพย์วรรณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้รับการยกให้จากนางเป้า ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รายแรก แต่ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดิน เลขที่ 1620 ที่จำเลยที่ 1 นำมามอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันนั้น มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รายแรกโดยมีการเปลี่ยนชื่อนางเป้าเป็นชื่อจำเลยที่ 1 และไม่มีรายการในสารบาญจดทะเบียนที่นางเป้าให้ที่ดินแก่นางสาวทิพย์วรรณ สำหรับสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3402 ปรากฏข้อความในสารบาญจดทะเบียนว่า นางขวัญใจเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง และนางขวัญใจได้จดทะเบียนจำนองแก่สหกรณ์การเกษตร กรป.กลาง นพค. นครศรีธรรมราช แล้วจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองโดยระบุว่า นางขวัญใจเป็นผู้ไถ่ถอน แต่ในสารบาญจดทะเบียน ที่จำเลยที่ 2 นำมามอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกัน กลับปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนโดยมีการเปลี่ยนชื่อผู้ไถ่ถอนจากนางขวัญใจเป็นชื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มอบสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์และนายชาญกนกผู้พิมพ์สัญญาจะรู้ข้อมูลของหลักประกันดังกล่าวและระบุไว้ในหนังสือสัญญาได้อย่างไร เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้หลักเกณฑ์ที่โจทก์จะให้กู้ยืมเงินได้ว่าจะต้องมีหลักประกันมาแสดง การที่จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินและสำเนาเอกสารที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง และจำเลยที่ 2 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และสำเนาเอกสารที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง มาแสดงต่อโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและมอบสำเนาให้โจทก์ไว้ บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างรู้ดีว่าเอกสารที่ตนนำมาแสดงและมอบให้โจทก์นั้นเป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เอกสารปลอมดังกล่าวหลอกหลวงโดยแสดงต่อโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินจริง จึงยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินไป การใช้เอกสารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเป็นการใช้เอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อความในหนังสือสัญญาว่า จำเลยที่ 2 ยืมเงินไปลงทุนกิจการปลูกต้นกล้ายางพาราและปุ๋ยเคมีชีวภาพ การกู้ยืมดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์แห่งการทำนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะ ที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังก็ตาม ก็เฉพาะแต่ข้อตกลงในเรื่องดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้นที่โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่ในส่วนที่เป็นต้นเงินกู้นั้นโจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 2 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อยอมให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมโดยมอบเงินให้ไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวนี้ด้วย

สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นได้ความจากโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่าที่จำเลยที่ 1 กู้ร่วมด้วยเพื่อจะนำเงินกู้นั้นไปปล่อยเอาดอกเบี้ย และจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นเงินสด ชำระไปแล้ว 4 งวด แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์จริงเพราะหากไม่จริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปก็เพื่อนำไปปล่อยกู้และเรียกเอาผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ย ดังนั้น ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะคิดเรียกร้องเอาจากการปล่อยเงินกู้ย่อมต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ย่อมรู้ดีว่าต้องเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโดยรู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะนำไปปล่อยกู้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมดังกล่าวไปปล่อยกู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 341 (เดิม), 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 268 วรรคแรก ม. 266 (1) ม. 341 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางธรณิศร คชินทร์ กิตติวุฒิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปราช ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7998/2561
#628173
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟังได้ว่าจำเลยกับพวกในสาธารณรัฐคอสตาริการ่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการนำโคคาอีนเข้ามาในประเทศไทย โดยส่งพัสดุภัณฑ์ทางไปรษณีย์อันเป็นการกระทำในขั้นตอนสุดท้ายแล้วก็ตาม แต่โคคาอีนดังกล่าวถูกตรวจยึดไว้ได้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน ผลจากการกระทำของจำเลยกับพวกถือว่าสิ้นสุดลงแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสำเร็จสมบูรณ์ในประเทศไทยตามเจตนาของจำเลยกับพวก กรณีเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80 เท่านั้น การที่ต่อมามีการนำโคคาอีนจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในประเทศไทยเป็นเรื่องภายหลังที่พบการกระทำผิดและตรวจยึดโคคาอีนดังกล่าวได้แล้ว จึงมีการร่วมมือกันระหว่างทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาและฝ่ายประเทศไทยเพื่อสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป ไม่ได้เป็นผลลำพังจากการกระทำของจำเลยกับพวก เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวการกระทำในส่วนนี้เป็นเพียงพยายามกระทำความผิดเท่านั้น แต่ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ที่โจทก์ฟ้องขอมาด้วยบัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" จึงเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว สำหรับฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนที่จำเลยขอให้ยกฟ้องมาในคำแก้ฎีกานั้นไม่อาจทำได้โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาแล้วได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงวินิจฉัยให้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 16, 17, 68, 69, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5, 32, 33, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 5, 7, 8, 14 ริบโคคาอีนและของกลางอื่นทั้งหมด นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1245/2554 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคสอง, 68 วรรคสอง, 69 วรรคสามตอนท้าย, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1), 8 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งจำเลยได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษในความผิดฐานสมคบกันนำเข้าโคคาอีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,100,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,400,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบโคคาอีนและของกลางอื่นทั้งหมด ให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1245/2554 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคสอง, 68 วรรคสอง, 69 วรรคสามตอนท้าย ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1), 8 วรรคสอง ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานร่วมกันมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี และปรับ 333,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ระหว่างเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6341 xxxx และเป็นหลานสาวของนางวรรณา ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยบ้านจำเลยอยู่ห่างไปประมาณ 3 ถึง 4 หลังคาเรือน ต่อมาจำเลยไปพักอาศัยกับพี่สาวที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วย้ายมาทำงานที่ย่านถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ไม่เคยติดต่อกับนางวรรณามานานประมาณ 7 ถึง 8 ปี ก่อนเกิดเหตุ ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จำเลยกลับมาที่จังหวัดกำแพงเพชรเพราะทราบว่ามารดาเสียชีวิต จึงไปพบนางวรรณาพูดคุยและขอชื่อที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของนางวรรณา พัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หมายเลข อีอี 036436305 ซีอาร์ 1 กล่อง บรรจุแท่งมาสคาร่า (เครื่องสำอางแต่งหน้า) 88 แท่ง ซึ่งมีโคคาอีนซ่อนอยู่ในแท่งมาสคาร่า โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิ 533.280 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 301.783 กรัม ส่งมาจากสาธารณรัฐคอสตาริกา ผ่านประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย ที่กล่องพัสดุภัณฑ์ระบุชื่อที่อยู่ของนางวรรณาเป็นผู้รับ และระบุหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยไว้ แต่เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดประเทศสหรัฐอเมริกาตรวจพบกล่องพัสดุภัณฑ์ดังกล่าวจึงยึดไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้น มีการประสานมายังเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดประเทศไทย และดำเนินการตามขั้นตอนราชการเพื่อขออนุมัติและได้รับอนุมัติให้นำพัสดุภัณฑ์ที่บรรจุโคคาอีนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมผู้สมคบร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นผู้รับพัสดุปลายทางในประเทศไทย จนกระทั่งเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวและเป็นผู้สมคบร่วมกระทำความผิด โดยนางวรรณาไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเพียงถูกอ้างใช้ชื่อที่อยู่ส่งพัสดุภัณฑ์ถึงเท่านั้น จึงฟังได้ว่าจำเลยสมคบกับพวกที่อยู่ในสาธารณรัฐคอสตาริกากระทำความผิดฐานร่วมกันมีโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนการส่งโคคาอีนโดยพัสดุภัณฑ์จากสาธารณรัฐคอสตาริกาผ่านประเทศสหรัฐอเมริกามายังผู้รับในประเทศไทยนั้น เป็นปัญหาให้ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายสำเร็จแล้ว หรือเป็นเพียงพยายามกระทำความผิด ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวสำเร็จแล้วจึงต้องรับโทษฐานร่วมกันนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย นั้น เห็นว่า แม้ฟังได้ว่าจำเลยกับพวกในสาธารณรัฐคอสตาริการ่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการนำโคคาอีนเข้ามาในประเทศไทย โดยส่งพัสดุภัณฑ์ทางไปรษณีย์อันเป็นการกระทำในขั้นตอนสุดท้ายแล้วก็ตาม แต่โคคาอีนดังกล่าวถูกตรวจยึดไว้ได้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน ผลจากการกระทำของจำเลยกับพวกถือว่าสิ้นสุดลงแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสำเร็จสมบูรณ์ในประเทศไทยตามเจตนาของจำเลยกับพวก กรณีเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เท่านั้น การที่ต่อมามีการนำโคคาอีนจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในประเทศไทยเป็นเรื่องภายหลังที่พบการกระทำผิดและตรวจยึดโคคาอีนดังกล่าวได้แล้ว จึงมีการร่วมมือกันระหว่างทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระหว่างประเทศ ฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาและฝ่ายประเทศไทยเพื่อสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป ไม่ได้เป็นผลลำพังจากการกระทำของจำเลยกับพวก เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวการกระทำในส่วนนี้เป็นเพียงพยายามกระทำความผิดเท่านั้น แต่ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ที่โจทก์ฟ้องขอมาด้วยบัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" จึงเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว สำหรับฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนที่จำเลยขอให้ยกฟ้องมาในคำแก้ฎีกานั้นไม่อาจทำได้โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาแล้วได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงวินิจฉัยให้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามนำโคคาอีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 68 วรรคสอง ม. 69 วรรคสาม ตอนท้าย
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2535 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นางสาวชาญาดา นิชกานต์กุล
จำเลย — หรือนางสาวอุษณีย์หรือปลา แสงสว่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวเยาวรัตน์ กุหลาบเพ็ชรทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7997/2561
#636371
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และเมื่อผู้กระทำความผิดได้สะสมกำลังพล หรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือการกระทำอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ เพื่อก่อการร้าย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้อง จึงไม่อาจแก้ไขเรียงกระทงลงโทษในส่วนนี้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 คงปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 135/1, 135/2, 135/3, 209, 210, 221, 222, 224, 288, 289, 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) (2) วรรคแรก, 135/2 (2), 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง, 224 ประกอบมาตรา 222, 289 (4), 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร (ที่ถูก ฐานเป็นซ่องโจร) และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ให้ลงโทษจำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไปกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันก่อให้เกิดการระเบิดเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ (ที่ถูก ฐานก่อการร้ายด้วย) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ให้ลงโทษประหารชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (1)) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 91 (3)) ริบของกลางที่เจ้าพนักงานรักษาไว้ ยกเว้นโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นโมบายเดล 202 พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 09 1639 xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นซี 1 หมายเลขเครื่อง 35741904762xxxx พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 4856 xxxx โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีม่วง หมายเลขเครื่อง 35414805489xxxx พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 6290 xxxx และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีขาว หมายเลขเครื่อง 35367705205xxxx พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 2827 xxxx ให้คืนแก่เจ้าของ (ที่ถูก ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก) ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย สีม่วง หมายเลขเครื่อง 35671105439xxxx ให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิด วางเพลิง และยิงระเบิดตามสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกันหรือในเวลาไล่เลี่ยกันในวันเกิดเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของราชการและประชาชนจำนวนมาก อันมีลักษณะเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายของกลุ่มก่อความไม่สงบ เป้าหมายเพื่อทำลายอำนาจรัฐโดยสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุหรือสมาชิกจำนวนมาก มีการสะสมกำลังพลและอาวุธ และเตรียมการวางแผนมาเป็นอย่างดี สอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบว่า กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นขบวนการก่อการร้ายของ "ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี" ซึ่งผู้ร่วมขบวนการจะปกปิดวิธีดำเนินการและกระทำกันอย่างลับ ๆ ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะหาพยานหลักฐาน โดยเฉพาะประจักษ์พยาน จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานแวดล้อมต่าง ๆ มาประกอบกันเพื่อเชื่อมโยงให้ถึงผู้กระทำความผิด สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุตามสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเหตุลอบวางเพลิงที่ร้านรับซื้อของเก่าเลขที่ 133 ก็ตาม แต่นายนพดล เจ้าของร้านรับซื้อของเก่า พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่พยานอยู่ที่ร้านได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง พยานนึกว่าเป็นเสียงพลุ เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที ก็เกิดไฟดับ ระหว่างนั้นพยานเห็นเปลวไฟปลิวข้ามมาจากถนนเพชรเกษมไปตกอยู่บริเวณเครื่องจักรสำหรับอัดกระดาษ พยานจึงเรียกคนงานในร้านให้ช่วยดับไฟ หลังเกิดเหตุพยานเห็นถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงและผ้าพันไม้ที่คนร้ายใช้จุดไฟ ซึ่งไม่ใช่สิ่งของที่มีอยู่ที่ร้าน พันตำรวจโทกระจ่าง เจ้าพนักงานตำรวจประจำศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 จังหวัดยะลา พยานโจทก์เบิกความว่า พยานร่วมออกตรวจที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงร้านรับซื้อของเก่าเลขที่ 133 วัตถุพยานส่วนแรกที่พบเป็นคบเพลิงสำหรับจุดไฟ 2 อัน อันหนึ่งมีรอยถูกไฟไหม้ ส่วนอีกอันหนึ่งไม่มีรอยไหม้ พบขวดพลาสติกมีคราบน้ำมันเชื้อเพลิง 1 ขวด วัตถุพยานส่วนที่สองเป็นคบเพลิงมีรอยไหม้ 1 อัน วัตถุพยานส่วนที่สามเป็นถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง 3 ใบ ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุอยู่สภาพยังไม่แตก และคบเพลิง 1 อัน วัตถุพยานส่วนที่สี่เป็นถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงสภาพยังไม่แตก วัตถุพยานส่วนที่ห้าเป็นคบเพลิงสภาพยังไม่ได้จุดไฟ 1 อัน วัตถุพยานส่วนที่หกเป็นคบเพลิงมีรอยไหม้ วัตถุพยานทั้งหมดพบบริเวณด้านหลังข้างขวาของร้านเช่นเดียวกัน ทรัพย์สินภายในร้านรับซื้อของเก่ามีร่องรอยถูกเพลิงไหม้เล็กน้อยเนื่องจากเจ้าของร้านดับเพลิงได้ทัน พยานตรวจเก็บวัตถุพยานดังกล่าวตามหลักการและบรรจุหีบห่อลงลายมือชื่อกำกับและส่งมอบให้พนักงานสอบสวน และพันตำรวจตรีพิรุฬห์ เจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ พยานโจทก์เบิกความว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานีส่งของกลางซึ่งเก็บมาจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นร้านรับซื้อของเก่า เลขที่ 133 เพื่อให้กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ตรวจว่า มีดีเอ็นเอบ้างหรือไม่ ถ้ามีเป็นของใคร พยานทำการตรวจหาดีเอ็นเอแล้ว ปรากฏว่าพบดีเอ็นเอติดอยู่ที่ยางเส้นมัดถุงพลาสติกใสของกลางรายการที่ 7 (จำนวน 1 ซอง) เป็นดีเอ็นเอรูปแบบเดียวกับรูปแบบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล ตามหลักวิชาการยืนยันได้ว่าดีเอ็นเอที่ยางเส้นของกลางเป็นดีเอ็นเอของบุคคลเดียวกันกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน ต่างเบิกความสอดคล้องไล่เรียงเหตุการณ์ตามลำดับ น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมา ซึ่งการตรวจพบดีเอ็นเอที่ยางเส้นมัดปากถุงพลาสติกดังกล่าวโดยผลการตรวจเป็นดีเอ็นเอซึ่งตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 ย่อมแสดงว่า จำเลยที่ 1 ได้สัมผัสหนังยางหรือบริเวณถุงพลาสติกดังกล่าวมาก่อน สอดคล้องกับที่พันตำรวจตรีพิรุฬห์เบิกความอธิบายในส่วนนี้ว่า ดีเอ็นเอที่พบที่ยางเส้นและถุงพลาสติกนั้น จากการตรวจแบ่งแยกในเบื้องต้นพบว่าเป็นดีเอ็นเอโดยการสัมผัส เจือสมกับจำเลยที่ 1 นำสืบว่าได้สัมผัสถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงและทิ้งไว้ที่ร้านรับซื้อของเก่า เมื่อพิจารณารายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วจะเห็นได้ว่า ในร้านรับซื้อของเก่าที่เกิดเหตุตรวจพบถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงมัดปากถุงด้วยยางเส้นทั้งหมด 4 ถุง อยู่ภายในบริเวณร้าน แต่ละถุงมีลักษณะและขนาดเดียวกัน และอยู่ใกล้กับขวดพลาสติกที่มีคราบน้ำมันเชื้อเพลิงเศษชิ้นส่วนผ้าชุบน้ำมันเชื้อเพลิงและเศษชิ้นส่วนผ้าชุบน้ำมันเชื้อเพลิงพันท่อนไม้ (คบเพลิง) ซึ่งวัสดุที่ตรวจพบดังกล่าวเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับที่นายธีระพงศ์ พยานโจทก์เบิกความว่า มีชาย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณถนนหน้าบ้านพยาน จากนั้นชายทั้งสองขว้างถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงจุดไฟใส่บ้านพยานและหลบหนีไป พันตำรวจโทนิวัฒน์ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นเจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พยานร่วมตรวจที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด... เวลา 15.20 นาฬิกา พยานร่วมตรวจที่เกิดเหตุคนร้ายนำถุงบรรจุน้ำมันจุดไฟขว้างใส่บ้านเลขที่ 34/9 พบรอยไหม้ที่พื้นกระเบื้องหน้าบ้านและฝาผนังบ้าน พบเศษผ้าสีชมพูมีกลิ่นน้ำมันและมีรอยไหม้ 3 ชิ้น สันนิษฐานว่าเป็นคนร้ายที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับจุดไฟ ... เวลา 16.50 นาฬิกา พยานร่วมตรวจที่เกิดเหตุบริเวณบ้านพักคนงานของโรงกลึงถนนนาเกลือ โดยคนร้ายใช้ถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงจุดไฟขว้างใส่ที่เกิดเหตุ พบผ้าใบหลังคาจอดรถมีรอยไหม้ ฝากระโปรงหน้ารถยนต์ที่จอดอยู่ไหม้เสียหาย พบเศษผ้าสีชมพูรอยไหม้ 2 ชิ้น ไม้มีรอยไหม้ 1 อัน เศษผ้าสีชมพูพันปลายไม้ 1 อัน ที่เศษผ้าสีชมพูมีกลิ่นน้ำมัน สันนิษฐานว่าเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟ และพันตำรวจโทนฤพล พยานโจทก์เบิกความว่า พยานร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐานตรวจที่เกิดเหตุ 6 จุด ... จุดที่ 5 คนร้ายลอบวางเพลิงรถจักรยานยนต์ภายในซอยมาเรียมที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ถูกเพลิงไหม้ 1 คัน พบถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงสภาพไหม้ติดอยู่กับรถ 1 ถุง ห่างจากรถไปประมาณ 15 เมตร พบถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพแตกรวม 2 ถุง จะเห็นได้ว่าวัสดุที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งคือถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงจุดไฟขว้างใส่ที่เกิดเหตุ ซึ่งวัสดุที่ตรวจพบในร้านรับซื้อของเก่าที่เกิดเหตุก็เป็นวัสดุอุปกรณ์แบบเดียวกันกับที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุวางเพลิงในบริเวณอื่นหลายแห่งซึ่งเกิดเหตุขึ้นในวันเดียวกัน การตรวจพบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 ที่ยางเส้นมัดปากถุงพลาสติกซึ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ถุงพลาสติกว่าจะใช้บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการก่อเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นโดยร่วมกับคนร้ายอื่นก่อเหตุวางเพลิงในวันเกิดเหตุในลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันทำ ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า ไปซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากร้านค้าเพื่อนำมาเติมรถจักรยานยนต์ของตนซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงหมดและจอดไว้ที่ร้านรับซื้อของเก่าที่เกิดเหตุ และทิ้งถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ที่ร้านรับซื้อของเก่านั้น ซึ่งผิดปกติวิสัยเพราะเมื่อจำเลยที่ 1 เติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่รถจักรยานยนต์แล้ว หากจะทิ้งถุงพลาสติกที่บรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง จำเลยที่ 1 ก็น่าจะทิ้งไว้นอกร้านรับซื้อของเก่าและทิ้งเฉพาะถุงพลาสติกเปล่า ส่วนถุงพลาสติกที่เหลือที่ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุอยู่โดยวิสัยจำเลยที่ 1 ก็ต้องนำกลับไป การที่จำเลยที่ 1 ไม่นำถุงพลาสติกที่ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุอยู่กลับไปด้วยแต่ทิ้งไว้ถึง 4 ถุง และเป็นการทิ้งไว้ในร้านรับซื้อของเก่าที่เกิดเหตุด้านหลังร้าน ทั้งบริเวณนั้นยังมีคบเพลิง 6 อัน ซึ่งบางอันมีรอยไฟไหม้ บ่งชี้และสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ให้มีน้ำหนักรับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับคนร้ายอื่นในการก่อเหตุวางเพลิงโดยมีลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันทำ ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 เพียงแต่ให้การปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณา ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 นั้นจึงขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏ นอกจากนี้พันตำรวจโทปรเมษฐ์ พยานโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุเมื่อตรวจพบดีเอ็นเอของจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุลอบวางเพลิงร้านรับซื้อของเก่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 พยานกับพวกควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย ได้จากจำเลยที่ 1 พร้อมกับซิมการ์ด 2 อัน จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 ใช้ซิมการ์ดหมายเลข 09 8050 xxxx ที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 09 1639 xxxx ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้ซิมการ์ดหมายเลข 09 0483 xxxx ซึ่งติดอยู่ที่ฝาครอบโทรศัพท์ติดต่อไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 3194 xxxx ซึ่งจดทะเบียนในชื่อของนางสาววาสนา และติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขอื่นอีก 4 หมายเลข ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่เปิดใช้บริการนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ไม่สามารถตรวจสอบผู้เปิดใช้บริการได้ โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 3194 xxxx ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6290 xxxx ของจำเลยที่ 5 ในช่วงเวลา 19.12 นาฬิกา ถึงเวลา 20.13 นาฬิกา รวมห้าครั้ง ขณะที่จำเลยที่ 5 อยู่ในพื้นที่ตำบลตะลุโบะ ติดต่ออย่างผิดปกติกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 2827 xxxx ของจำเลยที่ 6 ตั้งแต่เวลา 14.36 นาฬิกา ถึงเวลา 20.13 นาฬิกา รวมหกครั้ง ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8081 xxxx ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นหมายเลข 09 0883 xxxx ของนายอาหามะ ตั้งแต่เวลา 16.30 นาฬิกา ถึงเวลา 19.50 นาฬิกา ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8062 xxxx ของผู้ร่วมก่อเหตุคนอื่นช่วงเวลา 19.05 นาฬิกา สองครั้ง และติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9365 xxxx ช่วงเวลา 20.11 นาฬิกา สองครั้ง โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8062 xxxx ยังติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3616 xxxx ของนายแวอับดุลเลาะ ช่วงเวลา 19.07 นาฬิกา สองครั้ง ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3716 xxxx ช่วงเวลา 19.01 นาฬิกา หนึ่งครั้ง ติดต่อกับผู้ร่วมก่อเหตุคนอื่น ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 3194 xxxx ซึ่งจดทะเบียนในชื่อของนางสาววาสนาในช่วงเวลา 11.33 นาฬิกา และติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ 09 8913 xxxx ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบผู้เปิดใช้บริการหมายเลขดังกล่าวได้เนื่องจากเป็นแบบเติมเงินเปิดใช้บริการนอกพื้นที่ตั้งแต่เวลา 19.08 นาฬิกา ถึง 19.19 นาฬิกา รวมสิบสองครั้ง โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8913 xxxx ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9313 xxxx ของจำเลยที่ 8 ตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา ถึง 18.08 นาฬิกา หกครั้ง โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3616 xxxx ของนายแวอับดุลเลาะติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3660 xxxx ของจำเลยที่ 4 เวลา 19.10 นาฬิกา หนึ่งครั้ง ขณะจำเลยที่ 4 อยู่ในเขตอำเภอเมืองปัตตานี และติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9356 xxxx ช่วงเวลา 19.09 นาฬิกา สองครั้ง เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9356 xxxx พบว่ามีการเปลี่ยนไปใช้กับซิมการ์ดหมายเลข 09 6205 xxxx ของจำเลยที่ 3 และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3716 xxxx ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1646 xxxx ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของผู้ใดช่วงเวลา 19.02 นาฬิกา หนึ่งครั้ง และติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 3646 xxxx ของจำเลยที่ 7 ช่วงเวลา 19.12 นาฬิกา หนึ่งครั้ง ขณะจำเลยที่ 7 อยู่ที่บริเวณมัสยิดกลางปัตตานี ต่อมามีการเปลี่ยนซิมการ์ดหมายเลข 09 3660 xxxx ของจำเลยที่ 4 เป็นซิมการ์ดหมายเลข 08 2268 xxxx เมื่อพยานตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดที่ยึดได้จากจำเลยที่ 4 ดังกล่าวพบว่ามีการติดต่อและบันทึกชื่อจำเลยที่ 3 ว่า หัวจุก บันทึกชื่อนายแวอับดุลเลาะว่า จู บันทึกชื่อจำเลยที่ 7 ว่าฮารามจี 2 เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยึดได้จากจำเลยที่ 8 พบว่า มีการบันทึกชื่อจำเลยที่ 3 ว่า เจ๊ะอัสรี และติดต่อกับจำเลยที่ 6 โดยบันทึกชื่อว่า อะยิ บันทึกหมายเลขและชื่อนายแวอับดุลเลาะว่า ปะจู กูวิง เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองซิมการ์ด 2 อัน ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เปลี่ยนซิมการ์ดในเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกแล้วใส่ซิมการ์ดอีกอันหนึ่งและใช้ติดต่อกับหมายเลขอื่นๆ หลายหมายเลขในช่วงเวลาเกิดเหตุหลายครั้งในลักษณะผิดปกติและเป็นการติดต่อเฉพาะกิจอย่างมีนัย ซึ่งบางหมายเลขไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่าเป็นของบุคคลใด โดยเฉพาะหมายเลข 08 3194 xxxx ซึ่งมีการแอบอ้างเอาหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาววาสนาที่ไม่ได้ใช้งานแล้วและพักอาศัยอยู่นอกพื้นที่นำมาใช้ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลขอื่น ๆ อีกหลายหมายเลขหลายครั้งในลักษณะผิดปกติอันต้องสงสัยว่าผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวน่าจะเป็นผู้ร่วมก่อความไม่สงบ อันเป็นที่มาในการสืบสวนติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 นำสืบเจือสมในส่วนนี้เช่นกันว่าได้โทรศัพท์ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 3194 xxxx จริงซึ่งหมายเลขดังกล่าวเป็นของนายเตพ่อค้าขายปลา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำนายเตที่อ้างถึงเข้าเบิกความเป็นพยาน นายเตที่จำเลยที่ 1 เบิกความถึงนั้นจะมีตัวตนจริงหรือไม่ก็ไม่อาจยืนยันได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ภายหลังจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์พิทักษ์สันติตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำเลยที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจโทอำนาจ เจ้าพนักงานตำรวจสังกัดศูนย์พิทักษ์สันติว่า เมื่อปี 2543 จำเลยที่ 1 ตกลงสาบานตน (หรือซุมเปาะห์) เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบตามคำชักชวนของนายมะซอเร ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนในเวลาต่อมา โดยยืนยันในข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งในขณะถูกซักถามและให้การชั้นสอบสวนนั้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีอิสระในการให้ถ้อยคำและให้การโดยแท้ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าที่จำเลยที่ 1 ให้การว่าได้สาบานตนเข้าร่วมกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนนั้นจะเกิดขึ้นจากการขู่เข็ญหรือใช้กำลังบังคับแต่อย่างใด จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) เมื่อนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบข้างต้นแล้วสนับสนุนให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและได้ร่วมก่อเหตุในคดีนี้ ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมก่อเหตุ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย สีม่วง หมายเลขเครื่อง 35671105439xxxx ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ติดต่อกับโทรศัพท์หมายเลขต่าง ๆ ในวันเกิดเหตุ โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ 08 3194 xxxx ซึ่งน่าจะเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ร่วมก่อความไม่สงบ จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ให้ริบเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ส่วนกรณีจำเลยที่ 2 นั้น ดาบตำรวจชูชาติ พยานโจทก์เบิกความว่า เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดได้เก็บวัตถุพยานจากบริเวณที่เกิดเหตุถนนบานา - แหลมนก เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ สีดำ 1 เครื่องและสีบรอนซ์ 1 เครื่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คนร้ายใช้สำหรับประกอบระเบิด 2 ลูก ของกลางดังกล่าวยังมีสภาพสมบูรณ์ พยานตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวที่บริษัทเทเลวิช จำกัด สาขาปัตตานี แล้วปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวส่งโทรศัพท์ของกลางไปที่ร้านเอสอาร์โฟน ถนนเจริญประดิษฐ์ อำเภอเมืองปัตตานี พยานจึงไปตรวจสอบที่ร้านดังกล่าว เมื่อตรวจรายการบันทึกการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของร้านปรากฏว่าพนักงานได้ขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ สีดำ ให้ลูกค้าไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 และเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านพบว่า เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไป ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่าเป็นผู้ซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไปตามวันเวลาดังกล่าวจริง แต่นำสืบต่อสู้ว่า เหตุที่ไปซื้อเพราะถูกกลุ่มชายวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งทำร้ายร่างกายบังคับให้ไปซื้อมาให้ จำเลยที่ 2 จึงยอมทำตาม เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายและบังคับให้ไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่มาให้จริงแล้ว จำเลยที่ 2 น่าจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีแก่กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวหรือแจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบโดยทันที เพื่อเป็นหลักฐานในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องหากมีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นไปใช้ในการก่อเหตุร้ายใด ๆ ขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคนร้ายมักก่อเหตุลอบวางระเบิดโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์ในการจุดระเบิดซึ่งในคดีนี้พันตำรวจเอกจันที พยานโจทก์เบิกความว่า พยานร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุ 2 จุด ... จุดที่ 2 เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนยะรัง - ปัตตานี พบเสาไฟฟ้า 3 ต้น ล้มพาดถนนเนื่องจากถูกแรงระเบิด จากการตรวจที่เกิดเหตุพบภาชนะบรรจุวัตถุระเบิด เศษสะเก็ดระเบิด เทปพันสายไฟ และชิ้นส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับจุดระเบิด โดยคนร้ายนำวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่โคนเสาไฟฟ้าต้นละลูก พันตำรวจตรีไพบูลย์ พยานโจทก์เบิกความว่าพยานเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด คดีนี้มีการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ระเบิดและไม่ระเบิดรวม 45 ลูก สามารถเก็บกู้ได้ 9 ลูก ... เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมันมี 5 จุด เกิดระเบิด 4 จุด ไม่ระเบิด 1 จุด เมื่อตรวจสอบวัตถุระเบิด คนร้ายจุดระเบิดด้วยการตั้งเวลา ใช้อุปกรณ์หน่วงเวลา 4 จุด ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ตั้งเวลา 1 จุด เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง 7 จุด ใช้วัตถุระเบิดรวม 20 ลูก เกิดระเบิด 15 ลูก เก็บกู้ได้ 5 ลูก ทุกลูกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ เป็นตัวตั้งเวลาจุดระเบิด เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดลานจอดรถสะพานปลา คนร้ายใช้วัตถุระเบิด 10 ลูก เกิดระเบิด 9 ลูก เก็บกู้ได้ 1 ลูก ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ เป็นตัวตั้งเวลาจุดระเบิด เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงริมถนนบานา - แหลมนก มีวัตถุระเบิด 3 ลูก ระเบิดแล้ว 1 ลูก ยังไม่ระเบิดโดยแขวนไว้อีก 2 ลูก พยานเก็บกู้ไว้ได้ คนร้ายใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ สีดำและสีขาวเป็นตัวจุดระเบิด และพันตำรวจโทนิวัฒน์ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานร่วมตรวจที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด...เวลา 17.20 นาฬิกา พยานร่วมตรวจที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนรามโกมุท หมู่ที่ 10 พบว่าคนร้ายวางระเบิดเสาไฟฟ้า 3 ต้น พบชิ้นส่วนโลหะภาชนะบรรจุระเบิด ชุดวงจรจุดระเบิด ชิ้นส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ... จะเห็นได้ว่า จากจุดที่เกิดเหตุต่าง ๆ ที่พยานโจทก์เบิกความมานั้นพยานโจทก์ตรวจพบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่กลุ่มคนร้ายใช้เป็นตัวจุดระเบิดให้กับวัตถุระเบิดที่นำไปติดตั้งหรือวางไว้ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุที่มีการวางระเบิดนั้นเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ สีดำ ซึ่งเหมือนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปซื้อมาจากร้านและมอบให้ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวไม่ยอมไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยตนเอง แต่กลับบังคับให้จำเลยที่ 2 ไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่มามอบให้นั้น จำเลยที่ 2 เป็นคนในพื้นที่โดยมีภูมิลำเนาที่จังหวัดปัตตานีย่อมรู้เห็นเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ดีจึงต้องคาดหมายได้ว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่และต้องการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้ในการก่อเหตุ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่าจำเลยที่ 2 แจ้งเหตุหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือดำเนินการใด ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็เพียงให้การปฏิเสธ แต่ก็ไม่เคยให้การถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 มีนางสาวปีนะห์ตาและ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ตามวันเวลาดังกล่าวเห็นจำเลยที่ 2 เข้าไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ร้านเอสอาร์โฟนโดยมีท่าทีรีบร้อน แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 กับพวกขณะซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีลักษณะท่าทางผิดปกติเหมือนถูกบังคับให้จำต้องมาซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงไม่สมแก่เหตุผล ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ สีดำ ด้วยตนเอง และในเวลาต่อมาปรากฏว่ามีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมียี่ห้อรุ่นและสีตรงกับที่จำเลยที่ 2 ซื้อไปใช้เป็นส่วนประกอบวัตถุระเบิดเพื่อลอบวางระเบิดตามจุดต่างๆ รวมทั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงริมถนนสายบานา - แหลมนก แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับพวกในการลอบวางระเบิด โดยการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่และนำไปมอบให้แก่พวกของตนเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบกับวัตถุระเบิดโดยใช้เป็นตัวจุดระเบิดแล้วลักลอบนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ในลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันทำ ซึ่งในวันเกิดเหตุมีการลอบวางระเบิดและลอบวางเพลิงตามสถานที่ต่างๆ ในอำเภอเมืองปัตตานีและอำเภอหนองจิก รวม 29 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน อันมีลักษณะเป็นการสมคบวางแผนล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ตามพฤติการณ์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและเข้าร่วมก่อเหตุในคดีนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ฐานเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานเป็นซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และเมื่อผู้กระทำความผิดได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือการกระทำอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีเจตนาเดียวในการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ เพื่อการก่อการร้าย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ลงโทษให้ถูกต้องจึงไม่อาจแก้ไขให้เรียงกระทงลงโทษในส่วนนี้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 คงปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับความผิดฐานเป็นอั้งยี่ เป็นความผิดกรรมหนึ่งซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ซึ่งเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง สำหรับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย สีม่วง หมายเลขเครื่อง 35671105439xxxx นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 135/2 (2) ม. 209 ม. 210
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายสิทธิชัย เสวีวัลลพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2561
#630433
เปิดฉบับเต็ม

เมื่องานที่โจทก์ทำให้จำเลยชำรุดบกพร่อง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์อีก เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,509,365.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งและบังคับโจทก์ชำระเงิน 85,361,455 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 428,066.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นที่เหลือตามฟ้องแย้งของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 224,989.11 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 25 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งคืนไว้แล้วให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,637,191.79 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลได้จัดทำโครงการสร้างท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงปี 2545 บริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล ลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทโอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัททาเคนากะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงเข้าหุ้นส่วนกันในรูปกิจการร่วมค้า ไอทีโอเจวี ผู้รับเหมาหลักไปทำสัญญารับจ้างบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทำการก่อสร้างอาคารท่าเทียบเครื่องบินและอาคารผู้โดยสารในสนามบิน โดยอาคารท่าเทียบเครื่องบินที่ผู้รับเหมาหลักก่อสร้างจะเป็นอาคารตามแนวยาวเชื่อมต่อกันเป็นรูปกากบาท โดยทำอาคารเช่นนี้ทั้งด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แล้วมาเชื่อมต่อกันระหว่างอาคารซึ่งมีอาคารผู้โดยสารอยู่ด้านหน้าหันหน้าไปทางทิศเหนือเชื่อมต่อกับอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านหลังเป็นทางเข้าออกเอาไว้ 3 จุด อาคารท่าเทียบเครื่องบินทางทิศตะวันออก (อาคารคอนคอร์ด) ประกอบไปด้วยอาคารเอ ทางทิศเหนือ อาคารซีทางทิศใต้ อาคารบี ทางทิศตะวันออก และอาคารดี ทางทิศตะวันตก ส่วนอาคารท่าเทียบเครื่องบินทางทิศตะวันตกประกอบไปด้วยอาคารจี ทางทิศเหนือ อาคารอี ทางทิศใต้ อาคารเอช ทางทิศตะวันออก และอาคารเอฟ ทางทิศตะวันตก แล้วมาเชื่อมต่อกันระหว่างอาคารดีกับอาคารเอช ในการก่อสร้าง ผู้รับเหมาหลักได้มาทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยผู้รับเหมารองทำการติดตั้งกระจกที่อาคารท่าเทียบเครื่องบินและอาคารผู้โดยสารทั้งภายนอกและภายในอาคารทั้งหมดบนโครงเหล็กหลังคาที่ผู้รับเหมาหลักทำขึ้น ปี 2546 และปี 2547 จำเลยผู้รับเหมารองจึงได้มาทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด ผู้รับเหมาช่วงทำการติดตั้งกระจกที่อาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันออก คือ อาคารรูปกากบาทส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว ทั้งภายนอกอาคารเนื้อที่ 55,000 ตารางเมตร โดยตกลงค่าจ้าง 23,100,000 บาท และภายในอาคารเนื้อที่ 46,750 ตารางเมตร โดยตกลงค่าจ้าง 17,240,000 บาท ส่วนอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันตกจำเลยผู้รับเหมารองได้ทำสัญญาว่าจ้างให้บริษัทเอส.ซี เกลสซิ่ง จำกัด ผู้รับเหมาช่วงทำการติดตั้งกระจกทั้งภายนอกและภายในอาคารเช่นกัน ในการว่าจ้างตกลงให้จำเลยผู้รับเหมารองเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการติดตั้งกระจกทั้งหมด โดยพวกกระจกจะเป็นกระจกนิรภัยที่จำเลยสั่งซื้อจากประเทศสหรัฐอเมริกา กรอบอะลูมิเนียม ขอบยางรองกระจก คลิปล็อกกระจก กาวซิลิโคน รวมถึงเครื่องมือหนักที่ใช้ในการติดตั้งกระจก พวกรถกระเช้าไฟฟ้า รถเครน นั่งร้าน เครื่องยกกระจก เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำเลยก็เป็นผู้จัดหามาให้ทั้งหมด ส่วนผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้จัดหาแรงงานช่างฝีมือมาทำติดตั้งกระจกเท่านั้น ในส่วนการทำงานผู้รับเหมาช่วงตกลงว่าในการติดตั้งกระจกภายนอกอาคารมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 จะทำการติดตั้งกรอบอะลูมิเนียมบนโครงเหล็กหลังคาเมื่อเสร็จแล้วจำเลยและผู้รับเหมาหลักจะมาตรวจสอบผลงานครั้งหนึ่ง ถ้าผลงานที่ทำไปแล้วเสร็จเรียบร้อยก็จะทำขั้นตอนที่ 2 คือ ใส่ขอบยางรองกระจกไปในขอบร่องกรอบอะลูมิเนียมพร้อมกับยาแนวด้านในด้วยกาวซิลิโคน จากนั้นติดตั้งกระจกเข้าไปในกรอบอะลูมิเนียมด้วยการใส่กระจกเข้าไปในขอบยางรองกระจกพร้อมกับยาแนวด้านนอกด้วยกาวซิลิโคนเชื่อมปิดไว้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้วจำเลยและผู้รับเหมาหลักจะมาตรวจสอบผลงานอีกครั้งหนึ่ง ถ้าผลงานที่ทำไปแล้วเสร็จเรียบร้อยก็จะทำขั้นตอนที่ 3 โดยจะ ล็อกกระจกไว้ด้วยคลิปล็อกกระจกอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นจำเลยและผู้รับเหมาหลักจะมาตรวจสอบผลงานครั้งสุดท้ายด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าไปที่กระจก ถ้าผลงานที่ทำไปแล้วเสร็จเรียบร้อยโดยกระจกที่ติดตั้งน้ำไม่รั่วซึมก็ถือว่าผลงานเสร็จเรียบร้อยผ่านได้ ส่วนการติดตั้งกระจกภายในอาคารที่ราวกันตกและที่กระจกฝาผนังมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยจะทำการติดตั้งกรอบอะลูมิเนียมแล้วใส่ขอบยางรองกระจกไปในขอบร่องกรอบอะลูมิเนียม จากนั้นติดตั้งกระจกเข้าไปในกรอบอะลูมิเนียมด้วยการใส่กระจกเข้าไปในขอบยางรองกระจกพร้อมกับยาแนวด้วยกาวซิลิโคนเสร็จแล้วก็ล็อกกระจกไว้ด้วยคลิปล็อกกระจกอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นจำเลยและผู้รับเหมาหลักจะมาตรวจสอบผลงานเพียงครั้งเดียว แต่การตรวจสอบผลงานดังกล่าวก็ถือเพียงว่าผู้รับเหมาช่วงทำงานเสร็จเรียบร้อยในเบื้องต้นเท่านั้น กรณีอาจมีความชำรุดบกพร่องของงานที่เกิดขึ้นภายหลังที่จำเลยและผู้รับเหมาหลักไม่อาจตรวจสอบพบได้ในขณะส่งมอบอย่างเช่นคดีนี้ที่ผู้รับเหมาช่วงจะต้องรับผิด แต่ถ้ายังไม่มีการตรวจสอบผลงานก็แสดงว่าผลงานที่ผู้รับเหมาช่วงทำไปแล้วยังไม่เสร็จเรียบร้อย ผู้รับเหมาช่วงยังไม่สามารถเบิกเงินค่าจ้างจากจำเลยได้ ในส่วนอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันตกบริษัทเอส-ซี เกลสซิ่ง จำกัด ผู้รับเหมาช่วงทำงานได้เสร็จเรียบร้อยไม่มีปัญหา แม้กระจกภายนอกอาคารเวลาฝนตกมีน้ำรั่วซึมแต่ก็เป็นเพียงเล็กน้อย บริษัทเอส-ซี เกลสซิ่ง จำกัด ก็สามารถแก้ไขได้ แต่ในส่วนอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันออก เมื่อบริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด ผู้รับเหมาช่วงทำงานได้บางส่วนก็ไม่ยอมทำงานอีกต่อไป หลังจากโจทก์จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในเดือนพฤศจิกายน 2547 แล้ว ในเดือนเดียวกันจำเลยจึงได้ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงทำการติดตั้งกระจกที่อาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันออก ทั้งภายนอกและภายในอาคารในส่วนที่เหลือต่อจากบริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด โดยตกลงค่าจ้างตามผลสำเร็จของงานที่ทำ แต่บริษัทเอส-เอ อลูมิเนียม จำกัด ไม่ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างของตนให้โจทก์ โดยจำเลยรู้เห็นยินยอมในอันที่จะถือว่าจำเลยกับโจทก์ตกลงค่าจ้างตามมูลค่าค่าจ้างในส่วนที่เหลือตามสัญญาว่าจ้างของบริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด แต่ในส่วนการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการติดตั้งกระจกทั้งหมด และรายละเอียดในส่วนการทำงาน จำเลยกับโจทก์ถือตามข้อตกลงเดิมในสัญญาว่าจ้างของบริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาแรงงานช่างฝีมือมาทำการติดตั้งกระจกเท่านั้น และเมื่อโจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อยในแต่ละงวดงานในการส่งมอบงานเพื่อเบิกค่าจ้างตามปกติ โจทก์จะจัดทำหนังสือแจ้งการทำงานของโจทก์ ใบสรุปรายละเอียดผลงานที่โจทก์ทำไปแล้ว และใบวางบิลเรียกเก็บเงินส่งไปถึงจำเลย โดยจะต้องมีพนักงานจำเลย คือ นายถนอมหรือนายวิไชย หรือนายชุมพล (ซึ่งนายชุมพลเป็นพนักงานจำเลยอยู่จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2549 ก็ถูกให้ออกจากงานเนื่องจากดื่มสุราในเวลาทำงานแล้วต่อมาก็มาเบิกความเป็นพยานโจทก์) มาตรวจสอบผลงานด้วยการลงลายมือชื่อรับมอบงานในช่อง CHECKE BY ในหนังสือแจ้งการทำงานและใบสรุปผลงาน (โดยในการตรวจสอบผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วจำเลยจะตรวจสอบร่วมกับผู้รับเหมาหลักตามที่กล่าวมาแล้ว) พร้อมกับต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย คือ นายคริสโตเฟอร์ หรือตัวแทนลงลายมือชื่ออนุมัติให้จ่ายค่าจ้างในช่อง APPROVED BY ในใบวางบิล หรือในหนังสือแจ้งการทำงาน หรือในใบสรุปผลงาน (ในกรณีไม่ได้ทำใบวางบิล) โจทก์จึงสามารถเบิกเงินค่าจ้างจากจำเลยได้ ปรากฏว่าโจทก์เบิกเงินค่าจ้างจากจำเลยตามหนังสือแจ้งการทำงาน ใบสรุปผลงานและใบวางบิลตามที่โจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อยในแต่ละงวดงานไปแล้ว เป็นเงิน 6,814,318 บาท และในการที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในแต่ละงวดงานจำเลยจะหักเงินค่าจ้างไว้เป็นเงินประกันผลงานตามข้อตกลงร้อยละ 10 รวมเป็นเงินประกันผลงานของโจทก์ที่จำเลยหักไว้ 2,108,837 บาท ซึ่งจำเลยจะคืนเงินประกันผลงานให้โจทก์ถ้างานที่ทำของโจทก์ไม่มีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้น โดยจำเลยจะคืนให้ร้อยละ 5 เมื่อโจทก์ทำงานแล้วเสร็จ ส่วนอีกร้อยละ 5 จำเลยจะคืนให้เมื่อครบ 1 ปี นับแต่โจทก์ทำงานแล้วเสร็จ หลังจากนั้นโจทก์ก็ทำงานติดตั้งกระจกให้จำเลยต่อไปอีกจนแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2548 แต่โจทก์ทำงานชำรุดบกพร่องเนื่องจากหลังจากนั้นอีกประมาณ 9 เดือน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 จำเลยตรวจพบความชำรุดบกพร่องในงานติดตั้งกระจกภายนอกอาคารที่อาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันออกที่โจทก์ทำโดยเหตุที่เวลาฝนตกจะมีน้ำรั่วซึมออกมาจากกระจกที่โจทก์ติดตั้งหลายแห่ง คือ บริเวณที่ 1 ที่บริเวณกระจกที่ติดตั้งในกรอบอะลูมิเนียมบนโครงเหล็กหลังคาที่ทำไว้ตามรูปสามเหลี่ยมเสาเหล็กโครงสร้างที่อยู่ด้านในของอาคารท่าเทียบเครื่องบินเอ บี ซี ดี ทุกอาคาร (TYPICAL BAYS) บริเวณที่ 2 ที่บริเวณจุดเชื่อมต่ออาคารท่าเทียบเครื่องบินรูปกากบาท (TERMINAL LINK EAST) และบริเวณที่ 3 ที่บริเวณจุดเชื่อมต่ออาคารท่าเทียบเครื่องบินอาคารดี กับอาคารผู้โดยสารที่เป็นทางเข้าออกเอาไว้ 1 จุด ด้านทิศตะวันออก (CROSSING D) เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในการติดตั้งกระจกโจทก์ยาแนวด้วยกาวซิลิโคนไม่ถูกต้องตามแบบ โดยไม่มีการทำความสะอาดพื้นผิวกรอบอะลูมิเนียมและพื้นผิวกระจกก่อนยาแนว บางแห่งยาแนวขณะที่พื้นผิวมีความชื้นทำให้กาวซิลิโคนที่ยาแนวหลุดร่อน บางแห่งก็ยาแนวไม่หมด ไม่ครบถ้วนตามแบบ และมีแรงกดทับกระจกขณะที่กาวซิลิโคนที่ยาแนวด้านในยังไม่แห้งทำให้กาวปลิแตกออก นอกจากนี้ยังติดขอบยางรองกระจกไม่ถูกต้อง โดยจำเลยสำรวจความเสียหาย 6 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 บริเวณที่ 1 คือ แผ่นที่ 97 ถึงที่ 111 บริเวณที่ 2 คือแผ่นที่ 112 ที่ 124 ที่ 125 และที่ 178 บริเวณที่ 3 คือแผ่นที่ 126 และที่ 179 เมื่อเป็นดังนี้ระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2550 เป็นเวลา 5 เดือน จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งเรื่องการทำงานชำรุดบกพร่องให้โจทก์ทราบรวม 13 ฉบับ แต่โจทก์ก็ไม่ซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องให้จำเลยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการที่จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขงานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องจนแล้วเสร็จให้จำเลย (ซึ่งในการจ้างบุคคลอื่นก็เช่นกัน จำเลยจะเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ส่วนบุคคลอื่นเป็นผู้จัดหาแรงงานช่างฝีมือมาทำการซ่อมแซมแก้ไขเท่านั้นอย่างเดียวกับโจทก์) โดยในหนังสือ ในช่วงปี 2549 จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขเป็นเงิน 13,777,991 บาท ซึ่งจำเลยจะหักลดหนี้จากบัญชีของโจทก์ (ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยจะหักกลบลบหนี้จากเงินประกันผลงานของโจทก์ ที่จำเลยหักไว้) โดยจำเลยนำสืบตามฟ้องแย้งเพียงเท่าที่ฎีกาว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขรวมเป็นเงิน 18,663,363 บาท โดยแยกออกได้ดังนี้ 1.ค่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพรรณขจรเอ็นจิเนียริ่ง ซ่อมแซมแก้ไขจุดที่มีน้ำรั่วซึมออกมาจากกระจกที่โจทก์ติดตั้ง 3,036,024 บาท 2.ค่าจ้างบริษัททีทียู คอมเมอร์เชียล จำกัด ซ่อมแซมแก้ไขการติดตั้งกรอบอะลูมิเนียม 88,233 บาท 3.ค่าจ้างบริษัทแซมมิเทรดดิ้ง จำกัด ซ่อมแซมแก้ไขตะแกรงลวดช่องระบายอากาศ 2,846 บาท 4.ค่าจ้างบริษัทเอส-ซี เกลสซิ่ง จำกัด ซ่อมแซมแก้ไขกระจกที่โจทก์ติดตั้งและกรอบอะลูมิเนียม 351,828 บาท 5.ค่าจ้างบริษัทศรีศุภมิตรอินเตอร์ซัพพลาย จำกัด ซ่อมแซมแก้ไขกระจกที่โจทก์ติดตั้งและกรอบอะลูมิเนียม 683,959 บาท 6.ค่าจ้างร้านสนิทก่อสร้างทำการขนย้ายกระจก 104,342 บาท 7.ค่าคลิปล็อกกระจกที่ซื้อจากบริษัทกอรี่ไทย อินเตอร์คอนดิเนนตัล จำกัด 240,692 บาท 8.ค่าเช่ารถกระเช้าไฟฟ้าเพื่อยกอุปกรณ์จากบริษัทไทยเทคเร้นท์ทัล จำกัด 6,675,116 บาท 9.ค่าเช่ารถโฟล์กลิฟท์ ใช้ยกของจากบริษัทเอ็มทีเอส เอ็นจิเนียริ่งแอนด์เร้นท์ทัล จำกัด 1,367,460 บาท 10.ค่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จันทร์ดีซัพพลาย ยาแนวซิลิโคน 2,018,319 บาท 11.ค่าเช่าลิฟท์กระเช้าใช้ยกของและคนงานเพื่อติดตั้งกระจกจากบริษัทฟาสเตอร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด 53,500 บาท 12.ค่าเช่ารถบรรทุกน้ำเพื่อทดสอบรอยรั่วซึมจากบริษัทบางพลีเทรดดิ้ง จำกัด 342,400 บาท 13.ค่าเช่าอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในการติดตั้งกระจกจากบริษัทเอสดี อินดัสตรี้เทรดดิ้ง จำกัด 132,690 บาท 14.ค่าปืนยิงซิลิโคนที่ซื้อมาจากบริษัทจีคอน ประเทศไทย จำกัด 32,485 บาท 15.ค่าปืนยิงซิลิโคนที่ซื้อมาจากบริษัทสินประเสริฐ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 1,476 บาท 16.ค่าสารกันน้ำรั่วซึมที่ซื้อมาจากบริษัทชัยเทพอารีย์ จำกัด 12,262 บาท 17.ค่าจ้างบริษัทอาหรับ ฟาซาด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ทำการสำรวจความเสียหายรอยน้ำรั่วซึมที่โครงเหล็กหลังคาของอาคารท่าเทียบเครื่องบิน เป็นเงิน 105,643 บาท 18.ค่าเช่ารถยนต์ขนของและขนคนงานจากบริษัทลีเวอร์เซิฟสตรองวิว จำกัด 460,421 บาท 19.ค่าเศษผ้าทำความสะอาดกระจกที่ซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดโชคพัฒนา ซัพพลาย จำกัด 10,272 บาท 20.ค่าปั้มน้ำที่ซื้อมาจากร้านเจริญชัยกลการ 89,238 บาท 21.ค่ากาวซิลิโคนที่ซื้อมาจากบริษัทดาวน์คลอริ่ง ประเทศไทย จำกัด 1,906,372 บาท 22.ค่าน้ำมันใช้กับรถโฟล์กลิฟท์กับรถกระบะภายในไซด์งานที่ซื้อมาจากบริษัทภูบดินทร์ จำกัด 484,517 บาท 23.ค่าเช่าบ้านให้คนงานและคนควบคุมงานจำเลยอยู่จากนายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ 288,120 บาท 24.ค่าเช่าบ้านให้คนงานจำเลยจากนายพนมชัย 175,141 บาท และจำเลยยังต้องเสียค่าใช้จ่ายรับผิดค่าซ่อมแซมงานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องต่อไปอีก 10 ปี เนื่องจากจุดที่น้ำรั่วซึมออกมาจากกระจกที่โจทก์ติดตั้งบางแห่งก็ไม่สามารถยกกระจกออกมาเพื่อซ่อมแซมได้ อีกทั้งต้องสูญเสียผลกำไรโดยเหตุที่มีการใช้วัสดุอุปกรณ์มากเกินความจำเป็น แทนที่จะนำไปใช้ในโครงการอื่น 5,000,000 บาท และจำเลยต้องเสียหายสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับจากผู้รับเหมาหลัก เนื่องจากการก่อสร้างประสบปัญหา 32,830,363 บาท และจำเลยต้องเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้าที่ถูกผู้รับเหมาหลักขึ้นบัญชีดำ 50,000,000 บาท ส่วนที่จำเลยนำสืบ โดยมีนางสาวสุมาลี พนักงานการเงินมาเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า นอกจากนี้จำเลยยังต้องเสียค่าจ้างคนงานและคนคุมงานของจำเลยในการซ่อมแซมแก้ไขกระจกในช่วงเดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนธันวาคม 2550 อีก 9,167,000 บาท เนื่องจากจำเลยไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาล ศาลล่างทั้งสองจึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งจึงยุติว่าไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ ค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงยุติเพียงว่า จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นในรายการที่ 5 ค่าจ้างซ่อมแซมแก้ไขกระจกเป็นเงิน 315,610 บาท และในรายการที่ 10 ค่าจ้างยาแนวซิลิโคน 337,444 บาท ค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้ จำเลยจึงฎีกาขอค่าใช้จ่ายในค่าจ้าง ค่าเช่า และเงินค่าซื้อสินค้าในรายการส่วนที่เหลืออีก 18,010,309 บาท และขอค่าเสียหายค่าใช้จ่าย 10 ปี ค่าเสียหายที่สูญเสียรายได้และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงขึ้นมา ถึงแม้โจทก์ผิดสัญญา แต่โจทก์ก็ยังเอางานติดตั้งกระจกที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องตามที่กล่าวมาแล้วมาฟ้องให้จำเลยชำระหนี้รวมเป็นเงิน 2,417,728 บาท โดยแยกออกได้ดังนี้ 1.ค่าแรงคนงานโจทก์ที่จำเลยให้มารอทำงานในเดือนสิงหาคม 2547 เป็นเงิน 175,800 บาท 2.ค่าติดตั้งกระจกอาคารท่าเทียบเครื่องบิน เป็นเงิน 203,813 บาท 3.ค่าติดตั้งกระจกอาคารท่าเทียบเครื่องบินเป็นเงิน 428,066 บาท 4.ค่าติดตั้งกระจกอาคารท่าเทียบเครื่องบิน รวมเป็นเงิน 1,317,137 บาท 5.ค่าติดตั้งกระจกอาคารผู้โดยสารและอาคารจอดรถ รวมเป็นเงิน 292,906 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงยุติว่าเนื่องจากรายการชำระหนี้ที่ 1 เป็นค่าแรงคนงานของบริษัทเอส-เอ อลูมินั่ม จำกัด ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ส่วนรายการชำระหนี้ที่ 2 จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ ส่วนรายการชำระหนี้ที่ 4 โดยเหตุที่โจทก์ผิดสัญญาที่ทำงานชำรุดบกพร่องดังจะเห็นได้ว่าในหนังสือแจ้งการทำงานและใบสรุปผลงานพนักงานจำเลยไม่ได้มาตรวจสอบผลงานด้วยการลงลายมือชื่อรับมอบงานไว้ และจำเลยก็ยังไม่ได้อนุมัติให้จ่ายค่าจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ ส่วนรายการชำระหนี้ที่ 5 ศาลชั้นต้นก็วินิจฉัยให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้โดยเหตุผลเช่นเดียวกับรายการชำระหนี้ที่ 4 แต่ทั้ง ๆ ที่โจทก์ผิดสัญญาทำงานชำรุดบกพร่องแต่ศาลล่างทั้งสองก็ยังวินิจฉัยให้จำเลยชำระหนี้ในรายการชำระหนี้ที่ 3 ให้โจทก์ จำเลยจึงฎีกาในส่วนนี้ขึ้นมา นอกจากนี้โจทก์ยังฟ้องเพียงเท่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า วันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นกรณีพิเศษให้ทำการถอดไม้อัดออกแล้วติดตั้งกระจกเป็นหลังคาไว้แทนชั่วคราว 480 แผ่น ตกลงค่าจ้างแผ่นละ 2,000 บาท เป็นเงิน 960,000 บาท โจทก์ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่จำเลยไม่ชำระหนี้ จึงขอให้จำเลยชำระหนี้ค่าติดตั้งกระจกชั่วคราวในส่วนนี้แก่โจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนนี้แก่โจทก์ จำเลยจึงฎีกาในส่วนนี้ขึ้นมานอกจากนี้จำเลยยังฎีกาในเรื่องเงินประกันผลงานของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยหักไว้เป็นเงิน 902,180 บาท ไม่ชอบเนื่องจากจำเลยไม่ได้หักเงินประกันผลงานของโจทก์ไว้เลย และจำเลยยังฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่ขาดอายุความอย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยขึ้นมาอีก

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกามีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด สำหรับรายการชำระหนี้ที่ 3 ตามที่จำเลยฎีกาซึ่งศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 428,066.05 บาท นั้น เมื่อโจทก์ผิดสัญญาทำงานชำรุดบกพร่อง และรายการชำระหนี้ที่ 3 เป็นหนี้ที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกมาได้จากงานติดตั้งกระจกที่โจทก์ทำผิดสัญญาเนื่องจากความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นทุกอาคารท่าเทียบเครื่องบิน เอ บี ซี ดี ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้จากจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าหลังจากโจทก์ผิดสัญญา ระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2550 เป็นเวลา 5 เดือน การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งเรื่องการทำงานชำรุดบกพร่องให้โจทก์ทราบถึง 13 ฉบับ โดยจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงจำนวนค่าใช้จ่ายจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขซึ่งจำเลยจะหักลดหนี้จากบัญชีของโจทก์โดยเหตุที่โจทก์ไม่ซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดสัญญาแล้ว สัญญาจึงเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยจำเลยต้องใช้ค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเองเช่นนี้แต่เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์ได้ไม่ถือว่าเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็นในอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระเงินค่าการงานในรายการชำระหนี้ที่ 3 ให้โจทก์ ส่วนรายการชำระหนี้ที่ 2 ที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ไปแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับค่างานการที่โจทก์ได้ทำจากจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้อีก ส่วนรายการชำระหนี้ที่ 4 เมื่อโจทก์ผิดสัญญาทำงานชำรุดบกพร่อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้นเป็นการถูกต้องแล้ว แต่จากเหตุดังกล่าวศาลชั้นต้นก็ยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์อีก เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) แม้โจทก์จะไม่อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ 246, 247 (เดิม) ดังนั้น จึงต้องให้จำเลยชำระค่าการงานได้ทำในรายการชำระหนี้ที่ 4 ให้โจทก์ และเมื่อโจทก์รับจ้างจำเลยติดตั้งกระจกที่อาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันออกเท่านั้นไม่เกี่ยวกับอาคารผู้โดยสารและอาคารจอดรถซึ่งเป็นคนละส่วนกัน จึงไม่ต้องวินิจฉัยถึงค่าการงานในรายการชำระหนี้ที่ 5 ส่วนในการชำระเงินค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์นั้น ต้องพิจารณาตามผลงานในส่วนที่จำเลยได้รับประโยชน์เพียงต้นทุนที่โจทก์ลงไปเท่านั้นไม่ได้ยึดถือตามค่าจ้างที่ต้องชำระ เมื่องานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องแม้จะเกิดขึ้นถึงสามบริเวณก็ตาม แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วไร้ประโยชน์ โดยจำเลยยังได้รับประโยชน์จากผลงานที่โจทก์ทำไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่จำเลยต้องจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขเท่านั้น หลังจากซ่อมแซมแก้ไขแล้วอาคารท่าเทียบเครื่องบินก็ยังคงใช้ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับต้นทุนในการดำเนินงานของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดให้ 1 ใน 3 ของค่าจ้างที่ต้องชำระ ดังนั้น จึงให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์ในรายการชำระหนี้ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงินรวม 581,734 บาท

ในเรื่องค่าติดตั้งกระจกชั่วคราวตามที่จำเลยฎีกา ได้ความตามที่นายชุมพล พยานโจทก์เบิกความว่า เนื่องจากกระจกที่จำเลยสั่งซื้อมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกระจกนิรภัยส่งมาไม่ทันภายในกำหนด จึงทำให้งานติดตั้งกระจกของโจทก์ล่าช้า โดยเหตุที่ที่จุดเชื่อมต่อบริเวณที่ 3 มีช่องโหว่อยู่ยังไม่ได้ติดตั้งกระจก แต่นายกรัฐมนตรีจะมาตรวจงานเพื่อเร่งให้ทันกำหนดวันเปิดสนามบินในวันที่ 28 กันยายน 2549 ดังนั้น จำเลยจึงให้โจทก์นำไม้อัดไปติดตั้งเป็นหลังคาแทนกระจกไว้ก่อนแล้วทาสีดำ เพื่อให้เห็นว่าจำเลยผู้รับเหมาหลักทำงานเป็นไปตามขั้นตอนของสัญญา หลังจากตรวจงานแล้วกระจกก็ยังไม่ส่งมา ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนไม้อัดที่นำไปติดตั้งเป็นหลังคาไว้ไม่ทนน้ำหลังคาจึงรั่วทำให้งานก่อสร้างภายในอาคารเสียหาย วันที่ 30 สิงหาคม 2548 จำเลยจึงได้ว่าจ้างโจทก์เป็นกรณีพิเศษให้ทำการถอดไม้อัดออกแล้วติดตั้งกระจกธรรมดาเป็นหลังคาไว้แทนชั่วคราวตามฟ้อง 480 แผ่น ตกลงค่าจ้างแผ่นละ 2,000 บาท ตามที่พยานโจทก์เบิกความแสดงว่า เมื่อกระจกจากประเทศสหรัฐอเมริกาส่งมาแล้วก็จะต้องมีการถอดกระจกธรรมดาออกก่อนเพื่อให้โจทก์นำกระจกนิรภัยไปติดตั้งอีกครั้งหนึ่งจึงจะถือว่างานหลักที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งกระจกแล้วเสร็จ ดังนั้น โดยสภาพงานติดตั้งกระจกชั่วคราวต้องมีการจ้างและต้องเสร็จสิ้นก่อนงานหลักแล้วเสร็จ แต่ตามฟ้องปรากฏว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งกระจกชั่วคราวในเดือนสิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทำงานหลักแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2548 ตามที่โจทก์ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้ง ถึงแม้รับฟังตามที่นายสุชาติ ผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า โจทก์ทำงานหลักแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2548 แต่นายสุชาติก็เบิกความว่าโจทก์ติดตั้งกระจกชั่วคราวเสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2548 ภายหลังงานหลักแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2548 ที่โจทก์นำสืบจึงดูสับสนวกวนและขัดแย้งต่อเหตุผลเนื่องจากเมื่อโจทก์ทำงานหลักแล้วเสร็จโดยติดตั้งกระจกนิรภัยแล้ว เหตุใดจึงมีการติดตั้งกระจกชั่วคราวอีก เมื่อเป็นเช่นนี้แม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งการทำงานของโจทก์ ที่โจทก์มีไปถึงนายบรู๊ซ ซึ่งจำเลยมอบอำนาจให้เป็นผู้สั่งซื้อสั่งจ้างตามที่นายคริสโตเฟอร์กรรมการจำเลยเบิกความมาแสดงต่อศาล โดยนายสุชาติเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หนังสือแจ้งการทำงานของโจทก์เป็นพยานหลักฐานเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่แสดงถึงการว่าจ้างติดตั้งกระจกชั่วคราว แต่เมื่อนายบรู๊ซ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการตกลงว่าจ้าง คงมีแต่นายชุมพลพนักงานจำเลยและนายแบรด ผู้จัดการโครงการจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบในเอกสารเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟัง เมื่อนายคริสโตเฟอร์กรรมการจำเลย และนายคาร์เรน ผู้จัดการโครงการจำเลยอีกคนหนึ่งและนางสาวสุมาลี พนักงานการเงินจำเลยมาเบิกความเป็นพยานจำเลยปฏิเสธอยู่ว่าจำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในส่วนนี้ โดยถ้ามีการว่าจ้างจริงจำเลยจะต้องจัดทำใบสั่งซื้อที่มีนายคริสโตเฟอร์กรรมการจำเลยลงลายมือชื่ออนุมัติการจ้างส่งไปให้โจทก์แล้ว ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งกระจกชั่วคราวนั้นรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ในส่วนนี้ให้โจทก์อย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

ส่วนในเรื่องเงินประกันผลงานของโจทก์ที่จำเลยหักไว้ตามที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การถึงจึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามฟ้องโจทก์แล้วว่าเงินประกันผลงานของโจทก์ที่จำเลยหักไว้เป็นเงิน 2,108,837 บาท ตามฟ้อง จำเลยจะมาฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้หักเงินประกันผลงานของโจทก์นั้นไม่ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมาวินิจฉัยว่าจำเลยหักเงินประกันผลงานไว้ 902,180 บาท ก็ไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลชั้นต้น กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) เป็นการไม่ชอบซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม) ฎีกาจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาต่อไปมีว่า โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่เพียงใด ในส่วนค่าเสียหายในค่าใช้จ่าย 10 ปี ค่าเสียหายสูญเสียรายได้และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงตามที่จำเลยฎีกา เมื่อนายคริสโตเฟอร์กรรมการจำเลยเบิกความว่า เป็นเพียงการประมาณการของจำเลยเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไกลเกินเหตุ รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหายในส่วนนี้ ในส่วนค่าเสียหายที่จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นในรายการส่วนที่เหลือ 18,010,309 บาท เห็นว่า ในการที่จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขงานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องนั้น จำเลยไม่ได้นำบุคคลที่ซ่อมแซมแก้ไขงานหรือบุคคลที่จำเลยไปเช่าวัสดุอุปกรณ์หรือไปซื้อสินค้ามาให้ใช้ในการทำงานมาเบิกความเป็นพยานจำเลยต่อศาลเลย ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลที่ต้องทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดีว่าได้มีการซื้อสินค้าหรือมีการเช่าวัสดุอุปกรณ์มาใช้ในการทำงานหรือมีการซ่อมแซมแก้ไขงานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องไปแล้วหรือไม่เพียงใด ส่วนนายคริสโตเฟอร์กรรมการจำเลยที่ไปจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไข รวมถึงไปเช่าวัสดุอุปกรณ์และไปซื้อสินค้ามาให้ใช้ในการทำงานซึ่งน่าจะต้องทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี กลับมาเบิกความเป็นพยานจำเลยสรุปรวบยอดเอาเลยว่า จำเลยไปจ้างบุคคลอื่นซ่อมแซมแก้ไขงานเป็นเงิน 27,830,363 บาท โดยไม่ได้แยกแยะรายละเอียดว่าจำเลยไปจ้างบุคคลใดมาซ่อมแซมแก้ไขงานหรือจำเลยไปเช่าวัสดุอุปกรณ์หรือจำเลยไปซื้อสินค้ามาจากบุคคลใดมาให้ใช้ในการทำงานส่วนไหนอย่างไร กี่ครั้ง ครั้งละเท่าใด เมื่อทนายโจทก์เอาค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นในรายการที่ 1 ถึงที่ 22 ถามค้าน นายคริสโตเฟอร์ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอาไปซ่อมแซมแก้ไขอาคารใดในสนามบิน บางรายการก็เป็นการซ่อมแซมแก้ไขอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันตกไม่เกี่ยวกับโจทก์ดังจะเห็นได้ว่าในรายการสำรวจความเสียหายของบริษัทอาหรับ ฟาซาด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ก็ระบุว่าเป็นของอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันตก ส่วนนางสาวสุมาลี พนักงานการเงินของจำเลยซึ่งไม่เกี่ยวข้องในการว่าจ้างก็มาเบิกความเป็นพยานจำเลยประกอบ เพียงว่า ได้จ่ายเงินค่าจ้างไปเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นในรายการที่ 1 ถึงที่ 22 ดังกล่าว นางสาวสุมาลีก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอาไปซ่อมแซมอาคารใดในสนามบิน บางรายการก็เป็นการซ่อมแซมแก้ไขอาคารท่าเทียบเครื่องบินด้านทิศตะวันตกไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์เช่นกัน อีกทั้งนางสาวสุมาลียังเบิกความอีกว่า ในช่วงเกิดเหตุจำเลยก็ยังเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ไปให้ผู้รับเหมาช่วงรายอื่นของจำเลยทำการติดตั้งกระจกที่อาคารสยามพารากอนและที่อาคารสยามเซ็นเตอร์ตามที่จำเลยรับจ้างอีกด้วย กรณีจึงไม่สามารถรับฟังได้โดยแน่นอนว่าที่จำเลยไปเช่าวัสดุอุปกรณ์หรือไปซื้อสินค้าจำเลยนำไปใช้ในงานส่วนไหน เมื่อค่าใช้จ่ายค่าเช่าในรายการที่ 23 และที่ 24 นั้น ก็เป็นสวัสดิการของพนักงานจำเลยที่จำเลยต้องเช่าบ้านให้พักอาศัยอยู่แล้ว เมื่อในประเด็นค่าเสียหายแม้โจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งก็ไม่ถือว่าโจทก์ยอมรับ เนื่องจากในเรื่องค่าเสียหายต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการผิดสัญญาของโจทก์เป็นสำคัญ ดังนั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นในรายการส่วนที่เหลือเท่าจำนวนที่ปรากฏ ดังกล่าวจริง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงรายงานสำรวจความเสียหายของจำเลย ก็น่าเชื่อว่าจำเลยได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายไปจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมแก้ไขงานที่โจทก์ทำชำรุดบกพร่องจริง และก็ไม่ใช่จำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อนับแต่วันที่จำเลยตรวจพบความชำรุดบกพร่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว จำเลยก็ยังไม่ยอมมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ หลังจากโจทก์ฟ้องแล้วจำเลยถึงเพิ่งมาฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในคำให้การ พฤติการณ์จึงมีเหตุอันควรน่าเชื่อว่าจำเลยหักเงินประกันผลงานของโจทก์ไว้พอกับความเสียหายที่จำเลยได้รับแล้ว โดยถ้าโจทก์ไม่ฟ้องจำเลยก็คงไม่มาฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์การผิดสัญญาของโจทก์ประกอบแล้วจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยรวมกันไปกับค่าเสียหายของจำเลยตามฟ้องแย้งที่รับฟังยุติเท่ากับเงินประกันผลงานเป็นเงิน 2,108,837 บาท

ส่วนในเรื่องฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหนี้ในหนี้ที่โจทก์ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้งให้จำเลย แม้จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่จำเลยตรวจพบความชำรุดบกพร่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นเหตุให้ฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 อย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในหนี้ที่จำเลยต้องคืนเงินประกันผลงานที่จำเลยหักไว้ให้โจทก์ในจำนวนเท่ากัน (โดยเหตุที่เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจนศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว จำเลยก็ต้องคืนเงินประกันผลงานให้โจทก์เพื่อมาหักกลบลบหนี้อย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามฟ้องโจทก์) เมื่อจำเลยแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กันตั้งแต่ในช่วงปี 2549 ถึงเดือนมกราคม 2550 ก่อนครบ 1 ปี ที่จะทำให้ฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความตามที่กล่าวมาแล้ว กรณีจึงมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ส่งผลให้โจทก์จำเลยไม่มีหนี้สินในส่วนนี้ต่อกันอีก ถือว่าหนี้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยและหนี้เงินประกันผลงานของโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วด้วยการหักกลบลบหนี้ จากเหตุดังกล่าวกรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีกว่าฟ้องแย้งจำเลยจะไม่ขาดอายุความหรือไม่อย่างที่จำเลยฎีกา เนื่องจากไม่เป็นสาระคดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เมื่อเป็นดังนี้ จำเลยยังคงต้องชำระค่าการงานที่ได้ทำให้โจทก์เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 581,734 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2550) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 243 (2) ม. 246 (เดิม) ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสวัสดิ์ คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7983/2561
#632217
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 3.2 ระบุว่า ในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่ามีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตามส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ 3.1 และให้นำราคาห้องชุดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ 3.1 และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ 4.2 ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 466 ไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับ ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำมาตรา 466 มาใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 466 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 62,143,939.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,064,848 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 75,463,737.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,043,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงินที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดรีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา จากจำเลย 1 ห้อง คือห้องชุดเลขที่ PH-B3 เนื้อที่ 179 ตารางเมตร และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 นายแดเนียล ได้โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 4A1, 5A1, 6A1, 14A1, 14A2, 15A1, 16A1, 25A1 และ 35A1 เนื้อที่ห้องละ 205 ตารางเมตร ในโครงการเดียวกันให้แก่โจทก์ ต่อมากรมที่ดินได้ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสิบห้องดังกล่าวข้างต้นเป็นห้องชุดเลขที่ 98/334, 98/7, 98/9, 98/11, 98/25, 98/26, 98/27, 98/29, 98/47 และ 98/65 เนื้อที่ 305.12, 217.55, 217.85, 217.55, 217.85, 217.85, 217.55, 217.85, 217.55 และ 217.55 ตารางเมตร ตามลำดับ โจทก์ชำระราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิ้นให้จำเลยแล้ว 61,064,848 บาท ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2556 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนห้องชุดพิพาทพร้อมชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือมิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2556 โจทก์มีหนังสือบอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทพร้อมบอกเลิกสัญญาโดยอ้างว่า การก่อสร้างห้องชุดไม่เรียบร้อยและเนื้อที่ห้องชุดพิพาทมีขนาดเพิ่มขึ้นจากที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยผิดสัญญาใน 3 กรณี คือ จำเลยก่อสร้างห้องชุดไม่เสร็จภายในกำหนดตามสัญญา ห้องชุดมีความบกพร่องไม่เรียบร้อยและจำเลยส่งมอบห้องชุดพิพาทมีเนื้อที่ล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมด ซึ่งโจทก์อาศัยข้ออ้างนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลย ข้ออ้างของโจทก์ 2 ประการแรก จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้ออ้างประการที่ 3 จำเลยให้การยอมรับและอาศัยข้อที่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทเป็นข้ออ้างว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทแก่โจทก์ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก และวรรคสองบัญญัติว่า อนึ่งถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า หากเนื้อที่อสังหาริมทรัพย์น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาไม่เกินร้อยละห้าของเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อจะต้องรับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วน เว้นแต่ผู้ซื้อจะแสดงให้เห็นว่าถ้าตนทราบก่อนแล้วคงมิได้เข้าทำสัญญานั้น แต่หากเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้า กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อว่าจะบอกปัดไม่ยอมรับหรือจะยอมรับไว้และใช้ราคาตามส่วนตามแต่จะเลือก แม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 จะไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาใช้บังคับได้ก็ตาม แต่คู่สัญญาก็ต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและระบุไว้ในสัญญา เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 3.2 ระบุว่า ในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่ามีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตามส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ 3.1 และให้นำราคาห้องชุดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ 3.1 และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ 4.2 ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับ ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะใช้สิทธิในทางใดย่อมเป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์และเป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์จะเลือกในทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่โจทก์ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น ดังนั้น ที่จำเลยแก้ฎีกาในประเด็นนี้ว่า โจทก์ซื้อห้องชุดจากจำเลย 33 ห้อง โจทก์รับโอนไปแล้ว 14 ห้อง และขายให้ผู้อื่นไปแล้ว ซึ่งทุกห้องก็มีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุในสัญญา ดังนั้น เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทเพราะโจทก์ยังขายห้องชุดพิพาทให้ผู้อื่นไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์จะบอกปัดไม่รับห้องชุดพิพาทไม่ได้ และไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบมัดจำและเรียกเบี้ยปรับและค่าเสียหายจากโจทก์ คดีไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโดยต่างฝ่ายต่างบอกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินทั้งหมดที่รับมาให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับเงินไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าปรับแก่จำเลยอีก 35,043,232 บาท จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 61,064,848 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 8 มกราคม 2557) ตามที่โจทก์ขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 1,079,091.14 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวมาริสา เล่าศรีวรกต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2561
#634584
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายปัญญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 13 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ริบหัวกระสุนปืน ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 3 ลูก และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน วขก กรุงเทพมหานคร 839 ของกลาง คืนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชพ 3084 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปดักรออยู่ที่เกิดเหตุ เมื่อนายปัญญา โจทก์ร่วมขับรถยนต์โดยมีนางสาวคนึงนิจ ผู้ตาย นั่งมาด้วยมาถึงที่เกิดเหตุและหยุดรถ จำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ลงจากรถเดินเข้าไปที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วใช้อาวุธปืนสั้นยิงใส่โจทก์ร่วมและผู้ตาย กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส และถูกผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนี คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 80 และ 83 ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 86 และ 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมานั้นล้วนมีส่วนเกี่ยวพันถึงจำเลยที่ 1 โดยตลอดตั้งแต่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนรักอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ไปสังเกตและดูลาดเลาผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ห้องอาหารในโรงแรมเดอะริชในคืนวันก่อนเกิดเหตุและในคืนวันเกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมทั้งสองวันเป็นหลักฐานและจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ได้ไปที่ห้องอาหารของโรงแรมดังกล่าวในวันนั้นจริง แต่อ้างว่าไปดูสถานที่ที่ได้สมัครงานไว้ ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุนและไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะไม่ปรากฏความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 2 ต้องไปดูสถานที่ในเวลาค่ำคืนเช่นนั้นหลายครั้ง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็ยังพาจำเลยที่ 2 หลบหนีเข้าไปในประเทศกัมพูชาทั้งที่ทราบว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมถูกลอบยิง และมีการสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริสุทธิ์ย่อมจะต้องรีบแสดงตัวต่อญาติพี่น้องหรือต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ความกระจ่างแจ้งหรือคลายข้อสงสัยนั้น แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำการตรงข้ามสร้างความสงสัยยิ่งขึ้นโดยการหลบหนี ไม่ติดต่อหรือถามข่าวคราวของผู้ตายและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ยายและพ่อตาของตน จนเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบและติดตามพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเขตประเทศกัมพูชาและมีการขอให้ส่งตัวให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนี้ ภายหลังถูกจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังให้ข้อมูลถึงขั้นตอนในการกระทำความผิดและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนพร้อมนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเวลาต่อมา ซึ่งรวมระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุวันที่ 12 มกราคม 2556 จนถึงจับกุมจำเลยที่ 4 ได้เป็นคนสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นเวลาเพียง 11 วัน แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถรวบรวมข้อมูลได้ละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์จึงสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปราศจากช่วงเวลาที่จะเปิดโอกาสให้มีการบิดเบือนหรือปั้นแต่งพยานอันเป็นเท็จ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยที่ 1 เขียนตามนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ แม้ข้อความบางตอนที่ใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า ผม บางตอนใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า พี่ ก็เป็นเรื่องแต่ละช่วงของข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงผู้ใด โดยเฉพาะยังมีข้อความที่จำเลยที่ 1 ปกป้องจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันส่อให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองโดยสมัครใจ เพราะหากเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้เขียนก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปกป้องจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะถูกทำร้ายร่างกาย โดยอ้างภาพถ่าย และมีนายยงยุทธ พยาบาลวิชาชีพ ประจำสถานพยาบาลเรือนจำจังหวัดมีนบุรี ผู้ตรวจร่างกายของจำเลยที่ 1 ในเรือนจำ มาเป็นพยานนั้น ไม่ปรากฏว่าภาพถ่ายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้มาอย่างไรทั้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นผู้ถ่าย แต่ไม่ปรากฏการรับรองของเรือนจำว่าเป็นภาพถ่ายของเรือนจำจริง ทั้งจำเลยที่ 1 มาให้นายยงยุทธตรวจร่างกายในวันที่ 25 มกราคม 2556 หลังจากอยู่ในเรือนจำก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 จึงอาจเป็นบาดแผลที่เพิ่งเกิดขณะอยู่ในเรือนจำก็ได้ ข้อที่นายยงยุทธเบิกความตอบศาลว่า บาดแผลของจำเลยที่ 1 ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสภาพบาดแผลที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 3 วัน ก็เป็นการคาดการณ์ของนายยงยุทธโดยไม่รู้เห็นเหตุการณ์เอง จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบาดแผลดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงรอยฟกช้ำที่ไม่น่าจะเกิดจากการถูกทำร้ายรุนแรง เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ทั้งหากจำเลยที่ 1 ถูกทำร้ายร่างกายจริงก็สามารถแจ้งให้ญาติของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะบิดามารดาทำการร้องเรียนได้ตลอดเวลา แต่ไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้ ในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ยังไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้เจ้าพนักงานตำรวจและสื่อมวลชนถ่ายภาพไว้ โดยไม่ดำเนินการรักษาสิทธิของตนเองในทางใด ทั้งคดีนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่และสื่อมวลชนมากมายให้ความสนใจ มีการลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจกล้าทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับสารภาพ โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยให้การว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้จำเลยที่ 2 ไปดูผู้ตายและโจทก์ร่วมก่อนลงมือและจ้างวานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วม ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาก็มิได้อ้างว่าถูกทำร้ายให้รับสารภาพเช่นจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จะทำร้ายซึ่งเลื่อนลอย ไม่น่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ขึ้น คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่โดยสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าดังวินิจฉัยมาน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งยังสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกันปราศจากข้อระแวงสงสัยว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้แตกต่างไป จึงรับฟังประกอบพยานอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสี่เบิกความในชั้นพิจารณากลับคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลที่น่าเชื่อถือและรับฟัง จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ร้องเรียนทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหาให้เพื่อร่วมฟังการสอบสวนต่อสภาทนายความ นั้น เห็นว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการอ้างเหตุว่าทนายความเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำให้การโดยไม่สนใจความเป็นจริงและความถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่อ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพซึ่งได้วินิจฉัยมาแล้วว่ารับฟังไม่ได้ ส่วนที่อ้างเหตุว่าทนายความดังกล่าวไม่ติดต่อญาติให้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายของทนายความที่ต้องปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างไรก็ชอบที่จะร้องเรียนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง การร้องเรียนทนายความของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว ทั้งเพิ่งกระทำภายหลังเป็นเวลาเนิ่นนานถึงปีเศษดังกล่าว เชื่อว่าเป็นเพียงการสร้างหลักฐานไว้ต่อสู้คดีในภายหลังมากกว่า จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่าในวันที่ 11 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยบิดามารดาและน้องสาวเดินทางไปดูฤกษ์บวชของจำเลยที่ 1 ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเดินทางถึงวัดเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ทำธุระเสร็จเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และเดินทางกลับถึงบ้านของมารดาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 12 มกราคม 2556 นั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากพิรุธสงสัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วให้จำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมกับของจำเลยที่ 1 มาโดยละเอียดประกอบด้วยเหตุผลสนับสนุน และลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวรานนท์ วิเศษศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7947/2561
#633017
เปิดฉบับเต็ม

ณ. ให้ ท. เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อรอคำสั่งให้นำไปส่งต่อ จำเลยเป็นคนรักของ ณ. และนั่งรถมากับ ณ. เวลามาส่งเมทแอมเฟตามีนให้ ท. บ่อยครั้ง ว. และ ช. ไปรับเมทแอมเฟตามีนจาก ท. ไปส่งให้ลูกค้าตามคำสั่งของ ณ. ผู้ว่าจ้าง และรับเมทแอมเฟตามีนบางส่วนไปจำหน่ายเอง ณ. สั่งให้ ช. โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลย ในแต่ละวันมีการนำเงินเข้าฝากหลายจำนวนแล้วถอนเงินออกจากบัญชีโดยตลอด จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มให้ ณ. นำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ณ. ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของ ว. และ ช. โดยใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ณ. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3790/2558 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) (4) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) และหากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายโชคชัย และนายวันชัย พร้อมเมทแอมเฟตามีน 30 ถุง จำนวน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 104.689 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 19 ฉบับ เป็นของกลาง ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายโชคชัยและนายวันชัยให้การรับสารภาพ โดยนายโชคชัยให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของนายณัฐพงษ์หรือณัฐ โดยนายโชคชัยจะไปรับจากนายทศพลหรือม็อบ ผู้เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนให้กับนายณัฐพงษ์อีกทีหนึ่ง เมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยรับมาจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายณัฐพงษ์ว่าจ้างให้ไปส่งต่อลูกค้า ส่วนที่สองเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยรับมาจำหน่ายเอง โดยซื้อมาในราคาถุงละ 17,000 บาท แล้วนำไปจำหน่ายต่อในราคาถุงละ 20,000 บาท และขายปลีกด้วยในราคาเม็ดละ 200 บาท โดยนายณัฐพงษ์จะให้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 652 - 0 - 16xxx - x ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 526 - 2 - 41xxx - x ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสองบัญชีกับสลิปการโอนเงินของกลางเป็นหลักฐานในการที่นายโชคชัยโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายณัฐพงษ์ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3679/2558 ของศาลชั้นต้น และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลยดังกล่าว พบว่าในแต่ละวันมีการนำเงินเข้าหลายจำนวนแล้วถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยตลอด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยคบหากับนายณัฐพงษ์ในฐานะคนรัก และมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวโดยไม่ได้อยู่ด้วยกัน การที่ไปไหนมาไหนด้วยกันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก และจะปรักปรำว่าจำเลยรู้เรื่องที่นายณัฐพงษ์ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและรู้เห็นเป็นใจหรือสมคบกับนายณัฐพงษ์กระทำความผิดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นไม่ชอบ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโท ยุทธนา และพันตำรวจโท ภูวดิท มาเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายโชคชัยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากนายโชคชัยนั้น นายณัฐพงษ์สั่งให้นายโชคชัยโอนเงินค่ายาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลยตามฟ้อง และนายโชคชัยทราบว่าจำเลยเป็นคนรักของนายณัฐพงษ์และจะพบจำเลยทุกครั้งเมื่อพบกับนายณัฐพงษ์ อีกทั้งนายโชคชัยได้ชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยไว้ด้วย นอกจากนี้นายโชคชัยยังเคยให้การยืนยันเช่นเดียวกันนี้ในชั้นสอบสวนและในฐานะเป็นพยานในชั้นสอบสวนคดีของนายทศพล หลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายโชคชัยและนายวันชัยได้แล้ว มีการขยายผลไปจับกุมนายทศพลในวันเดียวกันได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีดังกล่าว ซึ่งนายทศพลให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายณัฐพงษ์ที่สั่งให้ตนไปรับนำมาเก็บรักษาไว้รอคำสั่งจากนายณัฐพงษ์เพื่อนำไปส่งต่อ และรับว่ารู้จักจำเลยโดยทราบว่าเป็นภริยาของนายณัฐพงษ์และจะพบจำเลยนั่งรถมากับนายณัฐพงษ์เวลามาส่งเมทแอมเฟตามีนบ่อยครั้ง จากการตรวจสอบของพันตำรวจโท ภูวดิทพบว่าการค้าเมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยต้องชำระเงินให้แก่นายณัฐพงษ์นั้น มีการโอนเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องจริง แม้ในชั้นพิจารณานายโชคชัยและนายทศพลจะเบิกความว่า ไม่รู้จักจำเลยซึ่งขัดกับคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่ยืนยันว่าคนทั้งสองรู้จักจำเลย โดยทราบว่าเป็นคนรักหรือภริยาของนายณัฐพงษ์ และพบเห็นจำเลยอยู่กับนายณัฐพงษ์โดยตลอด อีกทั้งนายทศพลก็เบิกความตอบคำถามค้านยืนยันว่า ตนทราบว่าจำเลยอยู่กับนายณัฐพงษ์โดยเป็นคนรัก น่าเชื่อว่าคำให้การของบุคคลทั้งสองในชั้นสอบสวนนั้นเป็นความจริงเนื่องจากเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้ของนายโชคชัยและนายทศพลทั้งสิ้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งนายโชคชัยและนายทศพลก็ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำซึ่งอยู่ใต้ข้อความที่ว่า "อ่านให้ฟังและให้อ่านเองแล้วรับว่าถูกต้อง" จึงเชื่อว่าก่อนหน้าที่นายโชคชัยและนายทศพลจะลงลายมือชื่อท้ายคำให้การชั้นสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนได้อ่านรายละเอียดในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนให้คนทั้งสองฟังแล้ว และคนทั้งสองรับว่าถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้ จึงเชื่อว่าคำเบิกความของนายโชคชัยและนายทศพลในชั้นพิจารณาดังกล่าวน่าจะเกิดจากความต้องการที่จะช่วยเหลือจำเลยมากกว่า คำเบิกความในชั้นพิจารณาของบุคคลทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่อาจเชื่อถือรับฟังว่าเป็นความจริงได้ เชื่อว่านายโชคชัยและนายทศพลต่างก็รู้จักจำเลยและเคยพบเห็นจำเลยอยู่ใกล้ชิดกับนายณัฐพงษ์โดยตลอดในระหว่างการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าแม้จำเลยเป็นคนรักใกล้ชิดกับนายณัฐพงษ์แต่จำเลยก็ไม่ได้สมคบช่วยเหลือนายณัฐพงษ์ตามที่ถูกกล่าวหา จำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องและบัตรเอทีเอ็มให้แก่นายณัฐพงษ์ไปใช้ก็จริง แต่จำเลยไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์นำบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปใช้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม แต่ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีของกลางทั้งสองบัญชีในปี 2555 โดยเปิดไว้ไม่มีจุดประสงค์ให้ผู้ใดนำไปใช้โอนเงินค่ายาเสพติด แต่จำเลยเปิดไว้เพื่อนำเงินเข้าออกใช้เป็นส่วนตัวเอง จำเลยรู้จักนายณัฐพงษ์เมื่อปี 2556 คบหากันในฐานะฉันชู้สาว ไม่ได้อยู่ร่วมกัน นายณัฐพงษ์เป็นหนี้สินอยู่กับจำเลย จำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากรวมทั้งบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเบิกถอนเงินในบัญชีให้นายณัฐพงษ์เพื่อให้นายณัฐพงษ์โอนเงินคืน และจำเลยเลิกรากับนายณัฐพงษ์เมื่อปลายปี 2556 จำเลยเคยทวงถามสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม แต่นายณัฐพงษ์ไม่ยอมคืนให้แม้หลังเลิกกันแล้ว ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2556 นายณัฐพงษ์มาขอใช้บัญชีเงินฝากของจำเลย จำเลยก็ให้บัตรเอทีเอ็มไปโดยไม่ได้ถามว่าเอาไปทำอะไร เนื่องจากจำเลยมีบัญชีเงินฝากอีกเล่มที่เอาไว้รับเงินจากการทำงาน จนเมื่อนายณัฐพงษ์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเมื่อประมาณต้นปี 2557 นายณัฐพงษ์ก็หายหน้าไปไม่สามารถติดต่อได้ จึงเป็นเรื่องน่าแปลกว่าจำเลยคบกับนายณัฐพงษ์ในฐานะคนรักและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจำเลยจะไม่สอบถามนายณัฐพงษ์ว่าประกอบอาชีพใด อีกทั้งจำเลยไม่เคยรู้จักนายณัฐพงษ์มาก่อน แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยกลับให้การว่าจำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มให้นายณัฐพงษ์ไปโดยไม่ได้สอบถามว่าเอาไปทำอะไร ครั้นเมื่อจำเลยเลิกรากับนายณัฐพงษ์โดยนายณัฐพงษ์ไม่ได้คืนบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลย แทนที่จำเลยจะอายัดบัตรเอทีเอ็มและบัญชีเงินฝากทั้งสองดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดปัญหาในภายหน้าแต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ทำเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งจำเลยเพิ่งเบิกความในชั้นพิจารณาว่าจำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้นายณัฐพงษ์ไปด้วย ไม่ได้ให้ไปเฉพาะบัตรเอทีเอ็มซึ่งแตกต่างจากในชั้นสอบสวนที่ให้การว่าให้ไปเฉพาะบัตรเอทีเอ็ม ก็อาจเป็นข้อแก้ตัวของจำเลยซึ่งคิดขึ้นในภายหลังให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ถือสมุดบัญชีเงินฝาก จึงไม่อาจทราบถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีว่ามีเงินเข้าออกตลอดเวลาก็เป็นได้ และที่จำเลยอ้างว่า นายณัฐพงษ์เป็นหนี้จำเลยก็ไม่ได้ความว่าเป็นหนี้ค่าอะไร จำนวนเท่าใดและยอดเงินจำนวนไหนในสมุดบัญชีเงินฝากที่เป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่สมเหตุผล นอกจากนี้การที่จำเลยอ้างว่าเลิกคบกับนายณัฐพงษ์ตั้งแต่ปลายปี 2556 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝากทั้งสองดังกล่าวหรือแม้จะดำเนินการติดตามเอาสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มคืนหรืออายัดบัตรเอทีเอ็มและปิดบัญชีทั้งสองแต่อย่างใด จึงเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของบัญชีที่ปล่อยให้ผู้อื่นนำบัตรเอทีเอ็มและบัญชีเงินฝากไปใช้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่ตามมาภายหลัง จำเลยประกอบอาชีพเป็นพนักงานนำเสนอเกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นการเดินสายไปในที่ต่าง ๆ แต่จำเลยก็ไม่ได้นำหลักฐานการทำงานของจำเลยมาประกอบในช่วงที่จำเลยเลิกคบกับนายณัฐพงษ์ตั้งแต่ปลายปี 2556 จนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เพื่อแสดงให้เห็นถึงแหล่งที่อยู่อาศัยและการดำรงชีพของจำเลยว่าหลังจากจำเลยเลิกคบกับนายณัฐพงษ์แล้วจำเลยไม่ได้ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับนายณัฐพงษ์ตามที่อ้าง พยานหลักฐานของโจทก์เมื่อรับฟังประกอบกันทั้งหมดแล้วรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้รู้เห็นเป็นใจในการให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือแก่นายณัฐพงษ์ให้ใช้บัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องในกิจการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายวันชัยและนายโชคชัยในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายณัฐพงษ์ จากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 104.689 กรัม อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดและในขณะเดียวกันจำเลยก็รู้เห็นเป็นใจโดยเป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนายโชคชัยและลูกค้าอื่นเพื่อประโยชน์และให้ความสะดวกแก่นายณัฐพงษ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นฎีกาปลีกย่อย ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เห็นควรวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1) ม. 6 (4)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7916/2561
#662616
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) นั้น ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองในการสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จเพื่อนำเข้าสินค้าเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลงเป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรเป็นหลักเพียงแต่อากรที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้งนั้น มีทั้งอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอากรทั้งสองประเภทดังกล่าวมีฐานในการคำนวณมาจากราคาสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสำแดงเท็จนั่นเอง อีกทั้งสินค้าที่นำเข้าก็เป็นสินค้าจำนวนเดียวกัน การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และการกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ จึงต้องใช้โทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 มาบังคับ อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ก็ต้องกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนที่เป็นคุณมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 99 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กระทงที่ 1 ถึง 21 ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเป็นเงิน 68,581,588.08 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 126 เดือน ความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) กระทงที่ 5 ถึง 21 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 17 กระทง เป็นปรับ 170,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 17 กระทง เป็นจำคุก 51 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 177 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 ของค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคสอง และ 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยชำระอากรขาเข้าน้อยลงย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลงด้วยเพราะฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าได้แก่มูลค่าของสินค้านำเข้าบวกด้วยอากรขาเข้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1) ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/8 กำหนดให้ผู้นำเข้าชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า และตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ กำหนดให้ผู้นำเข้าชำระอากรพร้อมการยื่นใบขนสินค้า ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในวันยื่นใบขนสินค้าซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ครบถ้วนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาในข้อหานี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จ มีผลทำให้อากรที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรเรียกเก็บน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสีย และมีผลทำให้ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงไปด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) อีกกรรมหนึ่งด้วย นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองในการสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จเพื่อนำเข้าสินค้าเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรเป็นหลักเพียงแต่อากรที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้งนั้น มีทั้งอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอากรทั้งสองประเภทดังกล่าวมีฐานในการคำนวณมาจากราคาสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสำแดงเท็จนั่นเอง อีกทั้งสินค้าที่นำเข้าก็เป็นสินค้าจำนวนเดียวกัน การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และการกระทำความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 ขาดอายุความนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ จึงไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3 บัญญัติว่า “ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และ (11) พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490” โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ศาลฎีกาพิจารณาคดีอันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อระวางโทษในความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 จึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาบังคับแก่คดี อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ก็ต้องกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนที่เป็นคุณมากกว่า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดกระทงที่ 1 ถึง 3 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดกระทงที่ 5 ถึง 21 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสีย ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกัน 21 กระทง รวมปรับ 905,634 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวม 20 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 120 เดือน ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียกระทงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 90/4 (6)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนรพัลลภ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7900/2561
#628165
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรลำดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าว เพราะขัดต่อ พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งการที่จำเลยใช้สิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าวเป็นผลจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ มิใช่นิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปดังกล่าวก็มิใช่กรณีโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่โจทก์ที่มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินดังกล่าวทราบว่าจำเลยเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทำให้เจ้าหน้าที่โจทก์จ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยลำดับที่ 4 และที่ 5 เกินกว่าสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินไปยึดถือโดยไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ การเรียกร้องเงินที่จำเลยได้รับไปโดยไม่ชอบดังกล่าว หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานลาภมิควรได้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 419

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 69,246.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,160 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 60,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะยื่นฟ้องมีนายณรงค์ เป็นปลัดกระทรวงมีอำนาจบริหารราชการกระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยรับราชการตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการในสังกัดของโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางกาญจนา ภริยาคนแรกซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเดียวกันกับจำเลย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายหรือนายจักรพันธ์ เกิดวันที่ 8 มีนาคม 2523 บุตรลำดับที่ 1 และเด็กหญิงหรือนางสาวจุฬาลักษณ์ เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2530 บุตรลำดับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2526 คาบเกี่ยวกับช่วงเกิดบุตรลำดับที่ 2 จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางกัลยา ภริยาคนที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับราชการ และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาปี 2531 จำเลยแยกกันอยู่กับนางกาญจนาโดยมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ขณะนั้นบุตรลำดับที่ 1 และที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของนางกาญจนาซึ่งเป็นมารดาและนางกาญจนาเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาให้แก่บุตรทั้งสองคนดังกล่าว จำเลยกับนางกัลยามีบุตรด้วยกัน 3 คน คือเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ และเด็กหญิงอัจฉพร สำหรับเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2531 เป็นบุตรลำดับที่ 3 ของจำเลย โดยจำเลยจดทะเบียนรับรองบุตรคนนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ส่วนเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ เกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 เป็นบุตรลำดับที่ 4 ของจำเลย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 จำเลยกับนางกาญจนาจดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจดทะเบียนสมรสใหม่กับนางกัลยา และมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน คือ เด็กหญิงอัจฉพร เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2541 เป็นบุตรลำดับที่ 5 ของจำเลย เมื่อปี 2549 กรมบัญชีกลางแจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนจัดทำข้อมูลบุคลากรภาครัฐในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งข้อมูลบุคคลในครอบครัวของจำเลย ต่อมาปี 2552 กรมบัญชีกลางจัดทำโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเงินเดือนและเงินสวัสดิการเพื่อให้ส่วนราชการสามารถตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนโดยปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวให้ทันสมัย และนำฐานข้อมูลไปใช้ตรวจสอบสิทธิของข้าราชการเกี่ยวกับการได้รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยยื่นขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยทั้งห้าคน ซึ่งเกินสิทธิไปสองคนคือในส่วนของเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ บุตรลำดับที่ 4 และเด็กหญิงอัจฉพร บุตรลำดับที่ 5 รวมเป็นเงิน 60,160 บาท ตามสำเนาบันทึกทะเบียนประวัติ หนังสือศาลากลางจังหวัดลำพูน หนังสือกรมบัญชีกลาง และหลักฐานเอกสารประกอบการเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ต่อมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรลำดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าว ทั้งนี้เพราะขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเพียงคนที่หนึ่งถึงคนที่สามเท่านั้น โดยให้นับเรียงลำดับการเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำนาจปกครองของตนหรือไม่ การที่จำเลยใช้สิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าวเป็นผลจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ มิใช่นิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปดังกล่าวก็มิใช่กรณีโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่โจทก์ที่มีอำนาจอนุมัติและจ่ายเงินดังกล่าวทราบว่า จำเลยเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทำให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยลำดับที่ 4 และที่ 5 เกินกว่าสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินไปยึดถือโดยไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ การเรียกร้องเงินที่จำเลยได้รับไปโดยไม่ชอบดังกล่าว หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานลาภมิควรได้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและจำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 419 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายวิทวัส ทีปประพันธ์ณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา