คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7983/2561
#632217
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 3.2 ระบุว่า ในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่ามีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตามส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ 3.1 และให้นำราคาห้องชุดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ 3.1 และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ 4.2 ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 466 ไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับ ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำมาตรา 466 มาใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 466 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 62,143,939.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,064,848 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหาย 75,463,737.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,043,232 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงินที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดรีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา จากจำเลย 1 ห้อง คือห้องชุดเลขที่ PH-B3 เนื้อที่ 179 ตารางเมตร และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 นายแดเนียล ได้โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 4A1, 5A1, 6A1, 14A1, 14A2, 15A1, 16A1, 25A1 และ 35A1 เนื้อที่ห้องละ 205 ตารางเมตร ในโครงการเดียวกันให้แก่โจทก์ ต่อมากรมที่ดินได้ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสิบห้องดังกล่าวข้างต้นเป็นห้องชุดเลขที่ 98/334, 98/7, 98/9, 98/11, 98/25, 98/26, 98/27, 98/29, 98/47 และ 98/65 เนื้อที่ 305.12, 217.55, 217.85, 217.55, 217.85, 217.85, 217.55, 217.85, 217.55 และ 217.55 ตารางเมตร ตามลำดับ โจทก์ชำระราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิ้นให้จำเลยแล้ว 61,064,848 บาท ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2556 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนห้องชุดพิพาทพร้อมชำระราคาส่วนที่เหลือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือมิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2556 โจทก์มีหนังสือบอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทพร้อมบอกเลิกสัญญาโดยอ้างว่า การก่อสร้างห้องชุดไม่เรียบร้อยและเนื้อที่ห้องชุดพิพาทมีขนาดเพิ่มขึ้นจากที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยผิดสัญญาใน 3 กรณี คือ จำเลยก่อสร้างห้องชุดไม่เสร็จภายในกำหนดตามสัญญา ห้องชุดมีความบกพร่องไม่เรียบร้อยและจำเลยส่งมอบห้องชุดพิพาทมีเนื้อที่ล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมด ซึ่งโจทก์อาศัยข้ออ้างนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลย ข้ออ้างของโจทก์ 2 ประการแรก จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้ออ้างประการที่ 3 จำเลยให้การยอมรับและอาศัยข้อที่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทเป็นข้ออ้างว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทแก่โจทก์ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนห้องชุดพิพาทถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก และวรรคสองบัญญัติว่า อนึ่งถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า หากเนื้อที่อสังหาริมทรัพย์น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาไม่เกินร้อยละห้าของเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุในสัญญา ผู้ซื้อจะต้องรับไว้แล้วใช้ราคาตามส่วน เว้นแต่ผู้ซื้อจะแสดงให้เห็นว่าถ้าตนทราบก่อนแล้วคงมิได้เข้าทำสัญญานั้น แต่หากเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้า กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อว่าจะบอกปัดไม่ยอมรับหรือจะยอมรับไว้และใช้ราคาตามส่วนตามแต่จะเลือก แม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 จะไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาใช้บังคับได้ก็ตาม แต่คู่สัญญาก็ต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและระบุไว้ในสัญญา เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาททั้งสิบระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 3.2 ระบุว่า ในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่ามีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดตามส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ 3.1 และให้นำราคาห้องชุดส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ 3.1 และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ 4.2 ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระบุไว้เป็นการทั่วไป ไม่ได้ยกเว้นบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้ซื้อจะไม่ยกเรื่องเนื้อที่น้อยหรือมากกว่าที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปเป็นข้ออ้างบอกปัดไม่ยอมรับ ไม่ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวยกเว้นไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 มาใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ห้องชุดพิพาททั้งสิบมีเนื้อที่มากไปกว่าที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะบอกปัดไม่รับเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่โจทก์จะใช้สิทธิในทางใดย่อมเป็นไปตามอำเภอใจของโจทก์และเป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์จะเลือกในทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่โจทก์ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์กระทำเช่นนั้น ดังนั้น ที่จำเลยแก้ฎีกาในประเด็นนี้ว่า โจทก์ซื้อห้องชุดจากจำเลย 33 ห้อง โจทก์รับโอนไปแล้ว 14 ห้อง และขายให้ผู้อื่นไปแล้ว ซึ่งทุกห้องก็มีเนื้อที่มากกว่าที่ระบุในสัญญา ดังนั้น เหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับโอนห้องชุดพิพาทเพราะโจทก์ยังขายห้องชุดพิพาทให้ผู้อื่นไม่ได้นั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์จะบอกปัดไม่รับห้องชุดพิพาทไม่ได้ และไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่จำเลยให้การต่อสู้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบมัดจำและเรียกเบี้ยปรับและค่าเสียหายจากโจทก์ คดีไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโดยต่างฝ่ายต่างบอกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินทั้งหมดที่รับมาให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับเงินไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าปรับแก่จำเลยอีก 35,043,232 บาท จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 61,064,848 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 8 มกราคม 2557) ตามที่โจทก์ขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 1,079,091.14 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวมาริสา เล่าศรีวรกต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2561
#634584
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายปัญญา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 13 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ริบหัวกระสุนปืน ขนาด .38 SPECIAL จำนวน 3 ลูก และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน วขก กรุงเทพมหานคร 839 ของกลาง คืนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชพ 3084 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปดักรออยู่ที่เกิดเหตุ เมื่อนายปัญญา โจทก์ร่วมขับรถยนต์โดยมีนางสาวคนึงนิจ ผู้ตาย นั่งมาด้วยมาถึงที่เกิดเหตุและหยุดรถ จำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ลงจากรถเดินเข้าไปที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วใช้อาวุธปืนสั้นยิงใส่โจทก์ร่วมและผู้ตาย กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส และถูกผู้ตายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จากนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนี คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 80 และ 83 ศาลชั้นต้นฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 86 และ 90 ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คงมีแต่โจทก์ที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและเห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนคดีโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงยุติลง ที่โจทก์ร่วมฎีกาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นตัวการร่วม อันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมานั้นล้วนมีส่วนเกี่ยวพันถึงจำเลยที่ 1 โดยตลอดตั้งแต่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนรักอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ไปสังเกตและดูลาดเลาผู้ตายกับโจทก์ร่วมที่ห้องอาหารในโรงแรมเดอะริชในคืนวันก่อนเกิดเหตุและในคืนวันเกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมทั้งสองวันเป็นหลักฐานและจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ได้ไปที่ห้องอาหารของโรงแรมดังกล่าวในวันนั้นจริง แต่อ้างว่าไปดูสถานที่ที่ได้สมัครงานไว้ ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุนและไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะไม่ปรากฏความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 2 ต้องไปดูสถานที่ในเวลาค่ำคืนเช่นนั้นหลายครั้ง ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็ยังพาจำเลยที่ 2 หลบหนีเข้าไปในประเทศกัมพูชาทั้งที่ทราบว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมถูกลอบยิง และมีการสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการดังกล่าว โดยหากจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริสุทธิ์ย่อมจะต้องรีบแสดงตัวต่อญาติพี่น้องหรือต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ความกระจ่างแจ้งหรือคลายข้อสงสัยนั้น แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำการตรงข้ามสร้างความสงสัยยิ่งขึ้นโดยการหลบหนี ไม่ติดต่อหรือถามข่าวคราวของผู้ตายและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ยายและพ่อตาของตน จนเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบและติดตามพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเขตประเทศกัมพูชาและมีการขอให้ส่งตัวให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนี้ ภายหลังถูกจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังให้ข้อมูลถึงขั้นตอนในการกระทำความผิดและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนพร้อมนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเวลาต่อมา ซึ่งรวมระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุวันที่ 12 มกราคม 2556 จนถึงจับกุมจำเลยที่ 4 ได้เป็นคนสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นเวลาเพียง 11 วัน แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถรวบรวมข้อมูลได้ละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์จึงสามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปราศจากช่วงเวลาที่จะเปิดโอกาสให้มีการบิดเบือนหรือปั้นแต่งพยานอันเป็นเท็จ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยที่ 1 เขียนตามนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ แม้ข้อความบางตอนที่ใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า ผม บางตอนใช้คำแทนจำเลยที่ 1 ว่า พี่ ก็เป็นเรื่องแต่ละช่วงของข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวถึงผู้ใด โดยเฉพาะยังมีข้อความที่จำเลยที่ 1 ปกป้องจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันส่อให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองโดยสมัครใจ เพราะหากเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้เขียนก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปกป้องจำเลยที่ 2 เช่นนั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนเพราะถูกทำร้ายร่างกาย โดยอ้างภาพถ่าย และมีนายยงยุทธ พยาบาลวิชาชีพ ประจำสถานพยาบาลเรือนจำจังหวัดมีนบุรี ผู้ตรวจร่างกายของจำเลยที่ 1 ในเรือนจำ มาเป็นพยานนั้น ไม่ปรากฏว่าภาพถ่ายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้มาอย่างไรทั้งที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นผู้ถ่าย แต่ไม่ปรากฏการรับรองของเรือนจำว่าเป็นภาพถ่ายของเรือนจำจริง ทั้งจำเลยที่ 1 มาให้นายยงยุทธตรวจร่างกายในวันที่ 25 มกราคม 2556 หลังจากอยู่ในเรือนจำก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 จึงอาจเป็นบาดแผลที่เพิ่งเกิดขณะอยู่ในเรือนจำก็ได้ ข้อที่นายยงยุทธเบิกความตอบศาลว่า บาดแผลของจำเลยที่ 1 ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสภาพบาดแผลที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 3 วัน ก็เป็นการคาดการณ์ของนายยงยุทธโดยไม่รู้เห็นเหตุการณ์เอง จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบาดแผลดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นเพียงรอยฟกช้ำที่ไม่น่าจะเกิดจากการถูกทำร้ายรุนแรง เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ ทั้งหากจำเลยที่ 1 ถูกทำร้ายร่างกายจริงก็สามารถแจ้งให้ญาติของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะบิดามารดาทำการร้องเรียนได้ตลอดเวลา แต่ไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้ ในทางกลับกันจำเลยที่ 1 ยังไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้เจ้าพนักงานตำรวจและสื่อมวลชนถ่ายภาพไว้ โดยไม่ดำเนินการรักษาสิทธิของตนเองในทางใด ทั้งคดีนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่และสื่อมวลชนมากมายให้ความสนใจ มีการลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจกล้าทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 เพื่อให้รับสารภาพ โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยให้การว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้จำเลยที่ 2 ไปดูผู้ตายและโจทก์ร่วมก่อนลงมือและจ้างวานจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วม ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาก็มิได้อ้างว่าถูกทำร้ายให้รับสารภาพเช่นจำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จะทำร้ายซึ่งเลื่อนลอย ไม่น่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ขึ้น คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่แม้เป็นพยานบอกเล่า แต่โดยสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่าดังวินิจฉัยมาน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งยังสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกันปราศจากข้อระแวงสงสัยว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้แตกต่างไป จึงรับฟังประกอบพยานอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสี่เบิกความในชั้นพิจารณากลับคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลที่น่าเชื่อถือและรับฟัง จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ร้องเรียนทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหาให้เพื่อร่วมฟังการสอบสวนต่อสภาทนายความ นั้น เห็นว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการอ้างเหตุว่าทนายความเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในคำให้การโดยไม่สนใจความเป็นจริงและความถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่อ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพซึ่งได้วินิจฉัยมาแล้วว่ารับฟังไม่ได้ ส่วนที่อ้างเหตุว่าทนายความดังกล่าวไม่ติดต่อญาติให้จำเลยที่ 1 ก็ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายของทนายความที่ต้องปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างไรก็ชอบที่จะร้องเรียนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง การร้องเรียนทนายความของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว ทั้งเพิ่งกระทำภายหลังเป็นเวลาเนิ่นนานถึงปีเศษดังกล่าว เชื่อว่าเป็นเพียงการสร้างหลักฐานไว้ต่อสู้คดีในภายหลังมากกว่า จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ว่าในวันที่ 11 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยบิดามารดาและน้องสาวเดินทางไปดูฤกษ์บวชของจำเลยที่ 1 ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเดินทางถึงวัดเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ทำธุระเสร็จเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และเดินทางกลับถึงบ้านของมารดาเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันที่ 12 มกราคม 2556 นั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากพิรุธสงสัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้จ้างวานให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายและโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของโจทก์ร่วมแล้วให้จำเลยที่ 4 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมกับของจำเลยที่ 1 มาโดยละเอียดประกอบด้วยเหตุผลสนับสนุน และลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวรานนท์ วิเศษศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7947/2561
#633017
เปิดฉบับเต็ม

ณ. ให้ ท. เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อรอคำสั่งให้นำไปส่งต่อ จำเลยเป็นคนรักของ ณ. และนั่งรถมากับ ณ. เวลามาส่งเมทแอมเฟตามีนให้ ท. บ่อยครั้ง ว. และ ช. ไปรับเมทแอมเฟตามีนจาก ท. ไปส่งให้ลูกค้าตามคำสั่งของ ณ. ผู้ว่าจ้าง และรับเมทแอมเฟตามีนบางส่วนไปจำหน่ายเอง ณ. สั่งให้ ช. โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลย ในแต่ละวันมีการนำเงินเข้าฝากหลายจำนวนแล้วถอนเงินออกจากบัญชีโดยตลอด จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มให้ ณ. นำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ณ. ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของ ว. และ ช. โดยใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ณ. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3790/2558 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) (4) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) และหากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความมิได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายโชคชัย และนายวันชัย พร้อมเมทแอมเฟตามีน 30 ถุง จำนวน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 104.689 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 19 ฉบับ เป็นของกลาง ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายโชคชัยและนายวันชัยให้การรับสารภาพ โดยนายโชคชัยให้การรับว่าเมทแอมเฟตามีนเป็นของนายณัฐพงษ์หรือณัฐ โดยนายโชคชัยจะไปรับจากนายทศพลหรือม็อบ ผู้เก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนให้กับนายณัฐพงษ์อีกทีหนึ่ง เมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยรับมาจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายณัฐพงษ์ว่าจ้างให้ไปส่งต่อลูกค้า ส่วนที่สองเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยรับมาจำหน่ายเอง โดยซื้อมาในราคาถุงละ 17,000 บาท แล้วนำไปจำหน่ายต่อในราคาถุงละ 20,000 บาท และขายปลีกด้วยในราคาเม็ดละ 200 บาท โดยนายณัฐพงษ์จะให้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 652 - 0 - 16xxx - x ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 526 - 2 - 41xxx - x ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสองบัญชีกับสลิปการโอนเงินของกลางเป็นหลักฐานในการที่นายโชคชัยโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายณัฐพงษ์ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3679/2558 ของศาลชั้นต้น และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลยดังกล่าว พบว่าในแต่ละวันมีการนำเงินเข้าหลายจำนวนแล้วถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยตลอด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเคยคบหากับนายณัฐพงษ์ในฐานะคนรัก และมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวโดยไม่ได้อยู่ด้วยกัน การที่ไปไหนมาไหนด้วยกันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก และจะปรักปรำว่าจำเลยรู้เรื่องที่นายณัฐพงษ์ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและรู้เห็นเป็นใจหรือสมคบกับนายณัฐพงษ์กระทำความผิดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นไม่ชอบ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโท ยุทธนา และพันตำรวจโท ภูวดิท มาเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายโชคชัยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากนายโชคชัยนั้น นายณัฐพงษ์สั่งให้นายโชคชัยโอนเงินค่ายาเสพติดเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของจำเลยตามฟ้อง และนายโชคชัยทราบว่าจำเลยเป็นคนรักของนายณัฐพงษ์และจะพบจำเลยทุกครั้งเมื่อพบกับนายณัฐพงษ์ อีกทั้งนายโชคชัยได้ชี้ยืนยันภาพถ่ายของจำเลยไว้ด้วย นอกจากนี้นายโชคชัยยังเคยให้การยืนยันเช่นเดียวกันนี้ในชั้นสอบสวนและในฐานะเป็นพยานในชั้นสอบสวนคดีของนายทศพล หลังจากที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายโชคชัยและนายวันชัยได้แล้ว มีการขยายผลไปจับกุมนายทศพลในวันเดียวกันได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีดังกล่าว ซึ่งนายทศพลให้การรับสารภาพว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายณัฐพงษ์ที่สั่งให้ตนไปรับนำมาเก็บรักษาไว้รอคำสั่งจากนายณัฐพงษ์เพื่อนำไปส่งต่อ และรับว่ารู้จักจำเลยโดยทราบว่าเป็นภริยาของนายณัฐพงษ์และจะพบจำเลยนั่งรถมากับนายณัฐพงษ์เวลามาส่งเมทแอมเฟตามีนบ่อยครั้ง จากการตรวจสอบของพันตำรวจโท ภูวดิทพบว่าการค้าเมทแอมเฟตามีนที่นายโชคชัยต้องชำระเงินให้แก่นายณัฐพงษ์นั้น มีการโอนเข้าบัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องจริง แม้ในชั้นพิจารณานายโชคชัยและนายทศพลจะเบิกความว่า ไม่รู้จักจำเลยซึ่งขัดกับคำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่ยืนยันว่าคนทั้งสองรู้จักจำเลย โดยทราบว่าเป็นคนรักหรือภริยาของนายณัฐพงษ์ และพบเห็นจำเลยอยู่กับนายณัฐพงษ์โดยตลอด อีกทั้งนายทศพลก็เบิกความตอบคำถามค้านยืนยันว่า ตนทราบว่าจำเลยอยู่กับนายณัฐพงษ์โดยเป็นคนรัก น่าเชื่อว่าคำให้การของบุคคลทั้งสองในชั้นสอบสวนนั้นเป็นความจริงเนื่องจากเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้ของนายโชคชัยและนายทศพลทั้งสิ้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งนายโชคชัยและนายทศพลก็ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำซึ่งอยู่ใต้ข้อความที่ว่า "อ่านให้ฟังและให้อ่านเองแล้วรับว่าถูกต้อง" จึงเชื่อว่าก่อนหน้าที่นายโชคชัยและนายทศพลจะลงลายมือชื่อท้ายคำให้การชั้นสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนได้อ่านรายละเอียดในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนให้คนทั้งสองฟังแล้ว และคนทั้งสองรับว่าถูกต้องจึงลงลายมือชื่อไว้ จึงเชื่อว่าคำเบิกความของนายโชคชัยและนายทศพลในชั้นพิจารณาดังกล่าวน่าจะเกิดจากความต้องการที่จะช่วยเหลือจำเลยมากกว่า คำเบิกความในชั้นพิจารณาของบุคคลทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่อาจเชื่อถือรับฟังว่าเป็นความจริงได้ เชื่อว่านายโชคชัยและนายทศพลต่างก็รู้จักจำเลยและเคยพบเห็นจำเลยอยู่ใกล้ชิดกับนายณัฐพงษ์โดยตลอดในระหว่างการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าแม้จำเลยเป็นคนรักใกล้ชิดกับนายณัฐพงษ์แต่จำเลยก็ไม่ได้สมคบช่วยเหลือนายณัฐพงษ์ตามที่ถูกกล่าวหา จำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องและบัตรเอทีเอ็มให้แก่นายณัฐพงษ์ไปใช้ก็จริง แต่จำเลยไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์นำบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปใช้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม แต่ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีของกลางทั้งสองบัญชีในปี 2555 โดยเปิดไว้ไม่มีจุดประสงค์ให้ผู้ใดนำไปใช้โอนเงินค่ายาเสพติด แต่จำเลยเปิดไว้เพื่อนำเงินเข้าออกใช้เป็นส่วนตัวเอง จำเลยรู้จักนายณัฐพงษ์เมื่อปี 2556 คบหากันในฐานะฉันชู้สาว ไม่ได้อยู่ร่วมกัน นายณัฐพงษ์เป็นหนี้สินอยู่กับจำเลย จำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากรวมทั้งบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเบิกถอนเงินในบัญชีให้นายณัฐพงษ์เพื่อให้นายณัฐพงษ์โอนเงินคืน และจำเลยเลิกรากับนายณัฐพงษ์เมื่อปลายปี 2556 จำเลยเคยทวงถามสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม แต่นายณัฐพงษ์ไม่ยอมคืนให้แม้หลังเลิกกันแล้ว ส่วนในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2556 นายณัฐพงษ์มาขอใช้บัญชีเงินฝากของจำเลย จำเลยก็ให้บัตรเอทีเอ็มไปโดยไม่ได้ถามว่าเอาไปทำอะไร เนื่องจากจำเลยมีบัญชีเงินฝากอีกเล่มที่เอาไว้รับเงินจากการทำงาน จนเมื่อนายณัฐพงษ์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเมื่อประมาณต้นปี 2557 นายณัฐพงษ์ก็หายหน้าไปไม่สามารถติดต่อได้ จึงเป็นเรื่องน่าแปลกว่าจำเลยคบกับนายณัฐพงษ์ในฐานะคนรักและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจำเลยจะไม่สอบถามนายณัฐพงษ์ว่าประกอบอาชีพใด อีกทั้งจำเลยไม่เคยรู้จักนายณัฐพงษ์มาก่อน แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยกลับให้การว่าจำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มให้นายณัฐพงษ์ไปโดยไม่ได้สอบถามว่าเอาไปทำอะไร ครั้นเมื่อจำเลยเลิกรากับนายณัฐพงษ์โดยนายณัฐพงษ์ไม่ได้คืนบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลย แทนที่จำเลยจะอายัดบัตรเอทีเอ็มและบัญชีเงินฝากทั้งสองดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดปัญหาในภายหน้าแต่ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ทำเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งจำเลยเพิ่งเบิกความในชั้นพิจารณาว่าจำเลยมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้นายณัฐพงษ์ไปด้วย ไม่ได้ให้ไปเฉพาะบัตรเอทีเอ็มซึ่งแตกต่างจากในชั้นสอบสวนที่ให้การว่าให้ไปเฉพาะบัตรเอทีเอ็ม ก็อาจเป็นข้อแก้ตัวของจำเลยซึ่งคิดขึ้นในภายหลังให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ถือสมุดบัญชีเงินฝาก จึงไม่อาจทราบถึงการเคลื่อนไหวทางบัญชีว่ามีเงินเข้าออกตลอดเวลาก็เป็นได้ และที่จำเลยอ้างว่า นายณัฐพงษ์เป็นหนี้จำเลยก็ไม่ได้ความว่าเป็นหนี้ค่าอะไร จำนวนเท่าใดและยอดเงินจำนวนไหนในสมุดบัญชีเงินฝากที่เป็นการโอนเงินเพื่อชำระหนี้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงไม่สมเหตุผล นอกจากนี้การที่จำเลยอ้างว่าเลิกคบกับนายณัฐพงษ์ตั้งแต่ปลายปี 2556 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝากทั้งสองดังกล่าวหรือแม้จะดำเนินการติดตามเอาสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มคืนหรืออายัดบัตรเอทีเอ็มและปิดบัญชีทั้งสองแต่อย่างใด จึงเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของบัญชีที่ปล่อยให้ผู้อื่นนำบัตรเอทีเอ็มและบัญชีเงินฝากไปใช้โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่ตามมาภายหลัง จำเลยประกอบอาชีพเป็นพนักงานนำเสนอเกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นการเดินสายไปในที่ต่าง ๆ แต่จำเลยก็ไม่ได้นำหลักฐานการทำงานของจำเลยมาประกอบในช่วงที่จำเลยเลิกคบกับนายณัฐพงษ์ตั้งแต่ปลายปี 2556 จนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เพื่อแสดงให้เห็นถึงแหล่งที่อยู่อาศัยและการดำรงชีพของจำเลยว่าหลังจากจำเลยเลิกคบกับนายณัฐพงษ์แล้วจำเลยไม่ได้ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับนายณัฐพงษ์ตามที่อ้าง พยานหลักฐานของโจทก์เมื่อรับฟังประกอบกันทั้งหมดแล้วรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้รู้เห็นเป็นใจในการให้การสนับสนุนหรือช่วยเหลือแก่นายณัฐพงษ์ให้ใช้บัญชีเงินฝากทั้งสองของจำเลยตามฟ้องในกิจการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายวันชัยและนายโชคชัยในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายณัฐพงษ์ จากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 104.689 กรัม อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดและในขณะเดียวกันจำเลยก็รู้เห็นเป็นใจโดยเป็นผู้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนายโชคชัยและลูกค้าอื่นเพื่อประโยชน์และให้ความสะดวกแก่นายณัฐพงษ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นฎีกาปลีกย่อย ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เห็นควรวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 วรรคหนึ่ง (1) ม. 6 (4)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7916/2561
#662616
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) นั้น ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองในการสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จเพื่อนำเข้าสินค้าเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลงเป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรเป็นหลักเพียงแต่อากรที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้งนั้น มีทั้งอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอากรทั้งสองประเภทดังกล่าวมีฐานในการคำนวณมาจากราคาสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสำแดงเท็จนั่นเอง อีกทั้งสินค้าที่นำเข้าก็เป็นสินค้าจำนวนเดียวกัน การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และการกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (6) จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ จึงต้องใช้โทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 มาบังคับ อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ก็ต้องกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนที่เป็นคุณมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 99 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กระทงที่ 1 ถึง 21 ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเป็นเงิน 68,581,588.08 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวม 21 กระทง เป็นจำคุก 126 เดือน ความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) กระทงที่ 5 ถึง 21 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 17 กระทง เป็นปรับ 170,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 17 กระทง เป็นจำคุก 51 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 177 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 ของค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคสอง และ 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยชำระอากรขาเข้าน้อยลงย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเสียภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลงด้วยเพราะฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าได้แก่มูลค่าของสินค้านำเข้าบวกด้วยอากรขาเข้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 (1) ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/8 กำหนดให้ผู้นำเข้าชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า และตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ กำหนดให้ผู้นำเข้าชำระอากรพร้อมการยื่นใบขนสินค้า ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในวันยื่นใบขนสินค้าซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ครบถ้วนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) (เดิม) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาในข้อหานี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จ มีผลทำให้อากรที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรเรียกเก็บน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสีย และมีผลทำให้ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงไปด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) อีกกรรมหนึ่งด้วย นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และความผิดฐานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองในการสำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จเพื่อนำเข้าสินค้าเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรเป็นหลักเพียงแต่อากรที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้งนั้น มีทั้งอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งอากรทั้งสองประเภทดังกล่าวมีฐานในการคำนวณมาจากราคาสินค้าที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสำแดงเท็จนั่นเอง อีกทั้งสินค้าที่นำเข้าก็เป็นสินค้าจำนวนเดียวกัน การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และการกระทำความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาได้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 ขาดอายุความนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ จึงไม่เป็นสาระที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3 บัญญัติว่า “ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และ (11) พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490” โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ยังบัญญัติให้ความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ แต่เป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ศาลฎีกาพิจารณาคดีอันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อระวางโทษในความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับเป็นเงินตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 จึงเป็นคุณมากกว่า ต้องใช้โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาบังคับแก่คดี อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ก็ต้องกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนที่เป็นคุณมากกว่า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดกระทงที่ 1 ถึง 3 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 243 ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ในความผิดกระทงที่ 5 ถึง 21 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสีย ให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกัน 21 กระทง รวมปรับ 905,634 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวม 20 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 120 เดือน ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเสียอากรโดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียกระทงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 90/4 (6)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนรพัลลภ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7900/2561
#628165
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรลำดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าว เพราะขัดต่อ พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งการที่จำเลยใช้สิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าวเป็นผลจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ มิใช่นิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปดังกล่าวก็มิใช่กรณีโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่โจทก์ที่มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินดังกล่าวทราบว่าจำเลยเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทำให้เจ้าหน้าที่โจทก์จ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยลำดับที่ 4 และที่ 5 เกินกว่าสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินไปยึดถือโดยไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ การเรียกร้องเงินที่จำเลยได้รับไปโดยไม่ชอบดังกล่าว หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานลาภมิควรได้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 419

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 69,246.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,160 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 60,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะยื่นฟ้องมีนายณรงค์ เป็นปลัดกระทรวงมีอำนาจบริหารราชการกระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยรับราชการตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการในสังกัดของโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางกาญจนา ภริยาคนแรกซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเดียวกันกับจำเลย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายหรือนายจักรพันธ์ เกิดวันที่ 8 มีนาคม 2523 บุตรลำดับที่ 1 และเด็กหญิงหรือนางสาวจุฬาลักษณ์ เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2530 บุตรลำดับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2526 คาบเกี่ยวกับช่วงเกิดบุตรลำดับที่ 2 จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางกัลยา ภริยาคนที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับราชการ และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาปี 2531 จำเลยแยกกันอยู่กับนางกาญจนาโดยมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ขณะนั้นบุตรลำดับที่ 1 และที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของนางกาญจนาซึ่งเป็นมารดาและนางกาญจนาเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาให้แก่บุตรทั้งสองคนดังกล่าว จำเลยกับนางกัลยามีบุตรด้วยกัน 3 คน คือเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ และเด็กหญิงอัจฉพร สำหรับเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2531 เป็นบุตรลำดับที่ 3 ของจำเลย โดยจำเลยจดทะเบียนรับรองบุตรคนนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ส่วนเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ เกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 เป็นบุตรลำดับที่ 4 ของจำเลย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 จำเลยกับนางกาญจนาจดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจดทะเบียนสมรสใหม่กับนางกัลยา และมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน คือ เด็กหญิงอัจฉพร เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2541 เป็นบุตรลำดับที่ 5 ของจำเลย เมื่อปี 2549 กรมบัญชีกลางแจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนจัดทำข้อมูลบุคลากรภาครัฐในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งข้อมูลบุคคลในครอบครัวของจำเลย ต่อมาปี 2552 กรมบัญชีกลางจัดทำโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเงินเดือนและเงินสวัสดิการเพื่อให้ส่วนราชการสามารถตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนโดยปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวให้ทันสมัย และนำฐานข้อมูลไปใช้ตรวจสอบสิทธิของข้าราชการเกี่ยวกับการได้รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยยื่นขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยทั้งห้าคน ซึ่งเกินสิทธิไปสองคนคือในส่วนของเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ บุตรลำดับที่ 4 และเด็กหญิงอัจฉพร บุตรลำดับที่ 5 รวมเป็นเงิน 60,160 บาท ตามสำเนาบันทึกทะเบียนประวัติ หนังสือศาลากลางจังหวัดลำพูน หนังสือกรมบัญชีกลาง และหลักฐานเอกสารประกอบการเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ต่อมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรลำดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าว ทั้งนี้เพราะขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเพียงคนที่หนึ่งถึงคนที่สามเท่านั้น โดยให้นับเรียงลำดับการเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำนาจปกครองของตนหรือไม่ การที่จำเลยใช้สิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าวเป็นผลจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ มิใช่นิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปดังกล่าวก็มิใช่กรณีโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่โจทก์ที่มีอำนาจอนุมัติและจ่ายเงินดังกล่าวทราบว่า จำเลยเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทำให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยลำดับที่ 4 และที่ 5 เกินกว่าสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินไปยึดถือโดยไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ การเรียกร้องเงินที่จำเลยได้รับไปโดยไม่ชอบดังกล่าว หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานลาภมิควรได้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและจำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 419 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายวิทวัส ทีปประพันธ์ณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7894/2561
#627727
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป โดยจำเลยไม่มีสิทธิจะรับเงินดังกล่าว เนื่องจากจำเลยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบว่าจำเลยกลับเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์เบิกจ่ายเงินเบี้ยหวัดจ่ายให้แก่จำเลยโดยสำคัญผิดว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการได้รับเงินเบี้ยหวัดของจำเลยไปจากโจทก์จึงเป็นการรับโดยไม่ชอบซึ่งไม่ใช่กรณีที่โจทก์เบิกจ่ายเงินเบี้ยหวัดแก่จำเลยเพื่อชำระหนี้เพราะเป็นเรื่องจำเลยขอรับสวัสดิการจากหน่วยงานของรัฐจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการ ดังนี้ แม้เงินที่จำเลยจะได้รับไปจะเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่เมื่อเป็นการได้มาโดยไม่ชอบก็ไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้จำเลยไปโดยสำคัญผิดย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะได้รับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 720,737.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 720,737.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 644,402.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มณฑลทหารบกที่ 22 เป็นหน่วยงานในสังกัดกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบก ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2552 เดิมจำเลยเคยรับราชการเป็นทหารเรือ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2531 และลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยหวัด ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 ข้อ 4 (3) ซึ่งสิทธิในการได้รับเงินเบี้ยหวัดนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อจำเลยกลับเข้ารับราชการในหน่วยงานที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ ข้อ 8 (3) กับมีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพ จำเลยขอรับเงินเบี้ยหวัดที่มณฑลทหารบกที่ 22 และรับเงินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2539 จำเลยกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อันเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ทำให้สิทธิในการรับเงินเบี้ยหวัดของจำเลยสิ้นสุดลงตั้งแต่วันดังกล่าว แต่จำเลยยังคงขอรับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพอีกต่อไปเป็นเงิน 644,402.06 บาท จนกระทั่งในปี 2555 กรมบัญชีกลางตรวจพบและแจ้งผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ให้เรียกเงินที่จำเลยรับเกินไปตั้งแต่วันที่จำเลยไม่มีสิทธิรับคืน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จากนั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 มณฑลทหารบกที่ 22 มีหนังสือให้จำเลยส่งเงินคืน

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินตามบทบัญญัติของกฎหมายให้แก่จำเลย ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495 พระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521 พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ได้ติดตามเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ) เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพโดยไม่มีสิทธิ โดยมีมูลเหตุที่จำเลยปกปิดไม่แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญให้โจทก์ ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เบิกจ่ายทราบ อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญเพื่อจำเลยจะไม่ได้รับเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ) เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพผ่านการเบิกจ่ายโดยโจทก์ต่อไป จำเลยรับเงินไว้โดยจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเรียกทรัพย์คืนแก่ทางราชการนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เงินบำนาญ และเงินบำเหน็จดำรงชีพ ที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป โดยจำเลยไม่มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าว เนื่องจากจำเลยปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบว่าจำเลยกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล อันเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์เบิกจ่ายเงินเบี้ยหวัดจ่ายให้แก่จำเลยไปโดยสำคัญผิดว่าจำเลยมีสิทธิได้รับ การได้รับเงินเบี้ยหวัดของจำเลยไปจากโจทก์จึงเป็นการได้รับไปโดยมิชอบ และมิใช่กรณีโจทก์เบิกจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ เพราะเป็นเรื่องจำเลยขอรับสวัสดิการจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการ ดังนี้ แม้เงินที่จำเลยได้รับไปจะเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่เมื่อเป็นการได้มาโดยมิชอบก็หาใช่เรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่ โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้จำเลยไปโดยสำคัญผิดย่อมมีสิทธิติดตามเอาเงินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับหรือยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — พันจ่าตรี สิทธิชัย แสงเขียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายนิธิ เมทินีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7842/2561
#628817
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายสำหรับสิทธิเรียกร้องของบริษัท น. จำเลยที่ 1 ในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ฟ.45/2553 หรือไม่นั้น เป็นเรื่องระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็มิได้มีการวินิจฉัยกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับว่า โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยอมชำระเงินให้โจทก์ 1,187,500,000 บาท ภายในวันที่ 11 กันยายน 2558 โจทก์ตกลงชำระเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000,000 บาท และตกลงโอนหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน 7,042,964 หุ้น ให้แก่บริษัทแกรนด์โรยัล กรุ๊ป จำกัด ยอมให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000,000 บาท และยอมโอนสิทธิเรียกร้องในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 2062/2556 ให้จำเลยที่ 6 โจทก์และจำเลยทั้งหกไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย สละสิทธิทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับมูลเหตุที่พิพาทในคดีและไม่นำคดีไปฟ้องเรียกร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2558 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 2 ตุลาคม 2558 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของบริษัทนัดดาศรี จำกัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สวมสิทธิและได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.45/2553 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว เนื่องจากคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (3) (เดิม) ต่อมาสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 มีหมายแจ้งโจทก์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของบริษัทนัดดาศรี จำกัด จำเลยที่ 1 และโจทก์มีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนอายัดไม่มีการจำหน่าย ตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดเว้นหรือยกเว้นการคิดค่าธรรมเนียมถอนอายัดไม่มีการจำหน่าย อ้างว่าเป็นการอายัดที่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอายัดเงินแล้วไม่มีการจำหน่าย ตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอยกเว้นไม่เสียค่าฤชาธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาล จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ลงวันที่ 17 กันยายน 2558 เนื่องจากคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ได้ระบุโดยชัดแจ้งถึงวิธีการบังคับคดีซึ่งขอให้ออกหมายนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (3) (เดิม) ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของบริษัทนัดดาศรี จำกัด จำเลยที่ 1 ตามหมายบังคับคดีที่ออกโดยไม่ชอบดังกล่าว จึงไม่มีผลเป็นการอายัด เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนการอายัดตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงถือไม่ได้ว่ามีกรณีอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามที่บัญญัติไว้ในตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนนี้จากโจทก์ไม่ได้ พิพากษากลับว่า โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายสำหรับสิทธิเรียกร้องของบริษัทนัดดาศรี จำกัด จำเลยที่ 1 ในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ฟ.45/2553 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายสำหรับสิทธิเรียกร้องของบริษัทนัดดาศรี จำกัด จำเลยที่ 1 ในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ฟ.45/2553 หรือไม่นั้น เป็นเรื่องระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับโจทก์โดยเฉพาะ มิได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็มิได้มีการวินิจฉัยกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษากลับว่าโจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 275 (3) (เดิม) ม. 295 ตรี (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนนาน ไฮเชง อินดัสเตรียลกรุ๊ป สต๊อก จำกัด
จำเลย — บริษัทนัดดาศรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7815/2561
#630975
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 62, 106, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 390,000 บาท ฐานร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี และปรับ 260,000 บาท ฐานร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 260,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี ได้แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 260,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยเป็นมารดาของนายจักรภัทร พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่อาคารห้องพักข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารซึ่งอยู่ด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ห้องเลขที่ 2111/6 ที่เกิดเหตุ โดยห้องนอนของจำเลยและนายจักรภัทรอยู่ต่างหากแยกจากกัน ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและนายจักรภัทรได้ที่ห้องเกิดเหตุ ตรวจค้นภายในห้องเกิดเหตุบริเวณห้องโถงพบกระเป๋าลายธงชาติวางอยู่บนชั้นวางหนังสือ ภายในกระเป๋าดังกล่าวยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง ตรวจค้นที่โต๊ะบริเวณห้องครัวยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง และชนิดเม็ด 5 เม็ด จากลิ้นชักโต๊ะดังกล่าว ตรวจค้นห้องนอนของจำเลยไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่เมื่อตรวจค้นห้องนอนของนายจักรภัทรมีโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ ตรวจค้นบนโต๊ะและในลิ้นชักยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 7 ถุง และอัลปราโซแลม 22 เม็ด รวมยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเกล็ด 9 ถุง น้ำหนัก 3.330 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.182 กรัม ชนิดเม็ด 5 เม็ด น้ำหนัก 0.461 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.081 กรัม และอัลปราโซแลมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 22 เม็ด น้ำหนัก 2.910 กรัม เป็นของกลาง แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยและนายจักรภัทรว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายจักรภัทรให้การรับสารภาพ และนายจักรภัทรถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวและสั่งริบของกลางทั้งหมดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ อย.4476/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายจักรภัทรกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปความได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยแบ่งเป็น 2 ข้อหา คือ ตามฟ้องข้อ 1 ก. ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และตามฟ้องข้อ 1 ข. ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (อัลปราโซแลม) จำนวน 22 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนายจักรภัทรซึ่งเป็นบุตรชายกระทำความผิดเต็มตามฟ้องทั้งข้อ 1 ก. และ ข. แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายจักรภัทรเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยศาลอุทธรณ์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกับนายจักรภัทรได้ร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลางจำนวนดังกล่าวหรือไม่ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องโจทก์ในข้อหา 1 ก. บางส่วน และยกฟ้องโจทก์ในข้อ 1 ข. แต่โจทก์เห็นว่าคดีนี้โจทก์นำสืบพยานหลักฐานจนรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า จำเลยมีพฤติการณ์ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดกับนายจักรภัทร จนกระทั่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยเต็มตามฟ้อง และศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษาลงโทษจำเลยบางส่วนฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว แม้ว่าในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบว่า เมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลางแยกกันอยู่เป็น 3 ส่วน ด้วยกัน แต่การที่จะนำสืบให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือนำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยร่วมกันซื้อแล้วนำมาแบ่งแยกเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมดังกล่าวมาเก็บไว้ย่อมเป็นการยากที่จะนำประจักษ์พยานมายืนยันให้เห็นข้อเท็จจริงเช่นนั้น เนื่องจากผู้กระทำความผิดย่อมต้องกระทำด้วยความรัดกุมและเป็นความลับ การนำสืบให้เห็นเจตนาภายในใจของจำเลยจึงต้องอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยและนายจักรภัทรเป็นสำคัญ ซึ่งคดีนี้โจทก์ก็ได้นำสืบให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยแล้วว่ามีส่วนร่วมในการจำหน่ายยาเสพติดร่วมกับนายจักรภัทรแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานและรับฟังว่าจำเลยร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลางทั้งหมดและพิพากษาลงโทษจำเลยเต็มตามฟ้องจึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และชอบด้วยเหตุผลแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยไม่เต็มตามคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกันครอบครองของกลางเฉพาะส่วน จึงไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตลอดจนขัดแย้งกับการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพันตำรวจตรี กอบศักดิ์ และจ่าสิบตำรวจ สมโพชน์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยและนายจักรภัทรมาเป็นพยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุได้รับหนังสือร้องเรียนของประชาชนลงวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ระบุว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดที่ห้องพักหมายเลข 2111/6 ซึ่งเป็นอาคารที่พักของข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร จึงได้ทำการสืบสวนโดยสังเกตดูที่ห้องพักดังกล่าวซึ่งสามารถมองเห็นได้จากห้องทำงานของพยานพบว่าในแต่ละวันมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าออกห้องพักดังกล่าวบ่อยครั้ง ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2557 พยานทั้งสองกับพวกได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารไปทำการตรวจค้นห้องพักดังกล่าว พบจำเลยเปิดประตูห้องออกมา ส่วนนายจักรภัทรอยู่ภายในห้องนอนตนเอง เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดจำนวน 7 ถุง วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (อัลปราโซแลม) ชนิดเม็ดกลมรีสีม่วง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดจำนวน 22 เม็ด เครื่องชั่งดิจิทัลจำนวน 1 เครื่อง อุปกรณ์การเสพยาเสพติดให้โทษจำนวน 3 ชุด หลอดตัดปลายแหลมจำนวน 7 อัน ถุงพลาสติกใสแบบกดปิดจำนวน 15 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโฟน 4 หมายเลข 08 8995 xxxx ของจำเลย สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีชื่อนายจักรภัทรเป็นเจ้าของบัญชี นอกจากนี้ ยังพบกระเป๋าสะพายลายธงชาติภายในมีเมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดถุงเล็กจำนวน 1 ถุง วางอยู่บนชั้นวางของในห้องโถงบริเวณประตูทางเข้าห้องพัก และพบเมทแอมเฟตามีนลักษณะเป็นเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกแบบกดปิดจำนวน 1 ถุง กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดสีส้มกลมแบนบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกแบบกดปิดจำนวน 5 เม็ด ที่บริเวณโต๊ะเก็บของด้านหลังห้องพัก จึงยึดไว้พร้อมกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุง หมายเลข 08 4384 xxxx ของจำเลยเป็นของกลางตามบันทึกการจับกุม บันทึกการตรวจค้นและบัญชีรายละเอียดสิ่งของแนบบันทึกการตรวจค้น จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายจักรภัทร พบว่ามีการสนทนากับจำเลยผ่านโปรแกรมไลน์มีข้อความสอบถามเกี่ยวกับการสั่งซื้อยาเสพติด ซึ่งจำเลยกับนายจักรภัทรรับว่าเป็นข้อความที่ใช้สนทนากันจริง โดยลงลายมือชื่อรับรองไว้ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยและนายจักรภัทรว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (อัลปราโซแลม) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ชั้นจับกุมจำเลยและนายจักรภัทรให้การรับสารภาพโดยเขียนบันทึกคำรับสารภาพไว้ กับมีร้อยตำรวจโท วิรัตน์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนว่า วันเกิดเหตุได้รับมอบตัวจำเลยและนายจักรภัทรพร้อมของกลาง จึงได้ทำบัญชีของกลางคดีอาญา กับได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกตรวจและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ โดยได้สอบปากคำพันตำรวจตรี กอบศักดิ์และจ่าสิบตำรวจ สมโพชน์ไว้ตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากซึ่งเป็นผู้ร่วมกันจับกุมจำเลยและนายจักรภัทรคือพันตำรวจตรี กอบศักดิ์ กับจ่าสิบตำรวจ สมโพชน์เบิกความได้สอดคล้องกันนับตั้งแต่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนว่าที่ห้องพักเกิดเหตุมีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด จึงได้ทำการสืบสวนและเข้าตรวจค้นจนพบเมทแอมเฟตามีนและ อัลปราโซแลมกับของกลางรายการอื่นในห้องพักดังกล่าว ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยของข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และเบิกความได้ตรงกับที่ได้ให้การไว้ต่อร้อยตำรวจโท วิรัตน์ พนักงานสอบสวน เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยหรือนายจักรภัทรผู้พักอาศัยในห้องเกิดเหตุหรือดาบตำรวจ จักรกฤษณ์ ผู้ครอบครองห้องพักที่เกิดเหตุมาก่อน คำเบิกความของพยานทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น แม้นายจักรภัทรจะรับว่าเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลางที่พบเป็นของตน แต่ของกลางที่พบในห้องเกิดเหตุนอกจากจะพบในห้องนอนของนายจักรภัทรแล้วยังพบว่ามีบางส่วนอยู่ในกระเป๋าลายธงชาติที่วางอยู่บนชั้นวางของในห้องโถงบริเวณประตูทางเข้าห้องพักและที่โต๊ะในห้องครัว อันเป็นบริเวณที่จำเลยและนายจักรภัทรใช้ร่วมกันและไม่มีลักษณะปกปิดมิดชิด เชื่อว่าจำเลยซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุย่อมรู้ถึงการมีของกลางอยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายจักรภัทรมีไว้ในครอบครองเมทแอมเฟตามีนและอัลปราโซแลมของกลาง นอกจากนี้ เจ้าพนักงานตำรวจยังตรวจยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่จากนายจักรภัทรและจำเลยเป็นของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพถ่ายจากหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายจักรภัทรซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นข้อความที่สนทนากันทางโทรศัพท์กับนายจักรภัทรจริง และข้อความตามที่จำเลยและนายจักรภัทรสนทนากันผ่านโปรแกรมไลน์ดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นการติดต่อเกี่ยวกับการซื้อขายยาเสพติด โดยการชำระเงินโอนผ่านบัญชีธนาคารที่ถูกยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยแจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารให้นายจักรภัทรเพื่อให้เพื่อนของนายจักรภัทรโอนชำระเงินยืม หรือเป็นการสนทนาที่นายจักรภัทรขอให้จำเลยส่งเอกสารการเรียนไปให้ หรือคนรักของนายจักรภัทรเป็นผู้นำโทรศัพท์ไปใช้นั้น เห็นว่า เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน และยังขัดกันกับข้อความในเอกสารดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยรับฟังว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกับนายจักรภัทรครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดจำนวน 7 ถุง และอัลปราโซแลมจำนวน 22 เม็ด และได้พิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องบางส่วนโดยไม่เต็มตามคำฟ้องทั้งหมด เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกับนายจักรภัทรครอบครองเฉพาะของกลางบางส่วนนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 106 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง, 140 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 ม. 106
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 140 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2561
#630940
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวนมากและกำแพงคอนกรีตแล้วโอนขายให้ลูกค้ารวมถึงจำเลยทั้งสองที่ซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ โดยโจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตเพื่อให้บุคคลภายในและภายนอกเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนด ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการรักษาความปลอดภัย โจทก์ได้จัดให้มียามรักษาความปลอดภัยและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่เป็นทางเข้าออกที่โจทก์ก่อสร้าง รวมทั้งให้มีเจ้าพนักงานตำรวจมาอยู่ที่ป้อมตำรวจคอยตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย กำแพงคอนกรีตที่โจทก์สร้างจึงนอกจากจะบ่งบอกถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพป้องกันซึ่งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดต่อค้าขาย กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 โดยไม่จำต้องระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินเสมอไป ทั้ง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มิได้บังคับหรือจำกัดไว้ว่าสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคต้องเป็นสิ่งที่ระบุไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือเอกสารขออนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเท่านั้น

การที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคโดยทำเป็นทางเข้าออกสู่ที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ทำให้จำเลยกับลูกจ้างไม่ต้องใช้เส้นทางถนนในโครงการจัดสรรของโจทก์ไปออกถนนสาธารณะ ไม่ต้องผ่านทางเข้าออกที่โจทก์กำหนดและไม่ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของโจทก์เหมือนเจ้าของที่ดินในโครงการรายอื่น ๆ ย่อมมีผลกระทบต่อระบบรักษาความปลอดภัยการจราจรและการรักษาความสงบเรียบร้อยของโจทก์และผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการใช้สอยกำแพงคอนกรีตขัดต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวงย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับขอให้สั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

การที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเช่นเดิมตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นสามยทรัพย์ฟ้องให้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสภาพเดิม ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

แม้การทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคจะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหายซึ่งทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่โจทก์ยังมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกของภารยทรัพย์กลับคืนมาดังเดิม ก็คือการสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมตามที่เป็นอยู่นั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจขอให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือสร้างกำแพงรั้วคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้ และหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ศาลย่อมมีอำนาจมีคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ กับกำแพงคอนกรีตที่กำลังสร้างขึ้นใหม่อันจะเป็นการทำให้กำแพงคอนกรีตเสื่อมสภาพหรือประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลง เป็นการใช้อำนาจขัดขวางป้องกันมิให้จำเลยทั้งสองกระทำซ้ำหรือเข้าไปยุ่งกับกำแพงคอนกรีตโดยมิชอบอันจะทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเหมือนอย่างเช่นที่จำเลยทั้งสองกระทำมาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจำเลยทั้งสองจะกระทำซ้ำอีก โจทก์จึงชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยทั้งสองงดเว้นการกระทำดังกล่าวซ้ำอีกในภายหน้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทให้กลับคืนสภาพเดิมหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทแทน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าจ้างที่โจทก์จ่ายแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดแก่กำแพงคอนกรีตพิพาทในลักษณะเช่นเดียวกับการทุบทำลายกำแพงคอนกรีตอีก

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองจัดการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 32/82 ของจำเลยทั้งสอง ให้กลับคืนสภาพเดิมและห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการอย่างใดแก่กำแพงคอนกรีตพิพาทอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอีก คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองชั้นศาลให้เป็นเงินรวม 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับพวกได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเนื้อที่รวม 998 - 2 - 32.2 ไร่ เฉพาะส่วนของโจทก์ 5 โฉนด คือ โฉนดเลขที่ 418 และ 1734 โฉนดเลขที่ 31347, 32561 และ 82152 เนื้อที่ 453 - 1 - 99.3 ไร่ มีชื่อโครงการตามเอกสารว่า โครงการโมเดอร์นโฮม ซิตี้ แต่นิยมเรียกชื่อและมีการขึ้นป้ายหน้าโครงการว่า ตลาดไท โจทก์ก่อสร้างและจัดให้มีตลาดกลางขนาดใหญ่สำหรับซื้อขายส่งสินค้าการเกษตรอยู่บริเวณตรงกลาง ของพื้นที่หลายส่วน โดยมีถนนหลักและถนนซอยเชื่อมถึงกันทุกส่วน มีทางเข้าออกด้านหน้าโครงการที่อยู่ทิศตะวันตก (ด้านถนนพหลโยธิน ถนนเทพกุญชร 1 และถนนเลียบคลอง) และทางเข้าออกด้านหลังโครงการที่อยู่ด้านทิศตะวันออก (ด้านที่ติดถนน รพช.หรือทางหลวงชนบท) ส่วนด้านข้างโครงการทั้งสองด้านคือด้านทิศเหนือและทิศใต้เฉพาะส่วนแปลงที่ 1 ถึง 11 และแปลงที่ 14 ถึง 21 โจทก์ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทึบสูงประมาณ 1.5 ถึง 2 เมตร ตามแนวเขตที่ดินยาวตลอดความยาวของที่ดิน ไม่มีช่องทางเข้าออก เว้นแต่ในพื้นที่แปลงที่ 3 และ 4 ทางด้านทิศตะวันตก ที่ดินบริเวณริมกำแพงคอนกรีตด้านทิศเหนือและทิศใต้ โจทก์แบ่งซอยเป็นแปลงย่อยจำนวนมาก ขนาดแปลงละประมาณ 16 ตารางวา และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ถึง 4 ชั้น บนที่ดินหลายร้อยหน่วย แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ออกขายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 93766 เนื้อที่ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 32/82 บนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินในโครงการจัดสรรของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 กำแพงคอนกรีต โครงการด้านทิศเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองใช้อาคารพาณิชย์เป็นร้านค้าขายอาหาร จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 32/82 ออกทั้งหมด และทำเป็นช่องประตูทางเข้าออกจากอาคารพาณิชย์ดังกล่าวไปสู่ที่ดินของจำเลยทั้งสองที่อยู่นอกโครงการจัดสรรของโจทก์และติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 135527 ซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองและบริวารสามารถเข้าออกไปถนนสาธารณะนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ได้โดยไม่ต้องเข้าออกผ่านทางที่โจทก์กำหนด สภาพของกำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์ที่ถูกจำเลยทั้งสองทำลายและทำเป็นช่องประตูเข้าออก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า นายวีระ แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ให้ยกฎีกาของจำเลยในข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี 2540 โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน จากนั้น โจทก์ได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวนมากและกำแพงคอนกรีตแล้วโอนขายให้แก่ลูกค้าซึ่งรวมทั้งจำเลยทั้งสอง ในส่วนของจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ เลขที่ 32/82 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 เมื่อพิเคราะห์ถึงแผนผังโครงการจัดสรรในส่วนของโจทก์ เฉพาะส่วนที่มีกำแพงคอนกรีตด้านทิศเหนือและทิศใต้แล้วเป็นโครงการขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้โจทก์จะสร้างกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ทางด้านหลังอาคารพาณิชย์ โดยไม่ได้สร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเหมือนโครงการจัดสรรเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นเพราะโจทก์ทำถนนภายในโครงการเชื่อมต่อกับทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก โจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทุกคนรวมทั้งจำเลยทั้งสองใช้ทางเข้าออกโครงการตามทางที่โจทก์กำหนดเท่านั้น มิใช่เข้าออกทุกทิศทางตามอำเภอใจ ดังจะเห็นได้ว่า ในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ แม้จะต้องมีการเว้นช่องว่างระหว่างแถว แต่ในการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตสร้างเชื่อมติดต่อกันโดยไม่มีช่องว่าง เพื่อให้ทั้งบุคคลภายนอกและภายในต้องเข้าออกตามเส้นทางที่โจทก์กำหนด ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการรักษาความปลอดภัยโดยโจทก์ได้จัดให้มียามรักษาความปลอดภัยและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่เป็นทางเข้าออกที่โจทก์ก่อสร้าง รวมทั้งจัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอยู่ที่ป้อมตำรวจ คอยตรวจดูแลความสงบเรียบร้อย กำแพงคอนกรีตที่โจทก์ก่อสร้างนอกจากจะบ่งบอกถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพเพื่อป้องกัน ทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อยู่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์จำต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดต่อหรือค้าขาย กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตามความหมายของพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 โดยไม่จำต้องระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินเสมอไป ทั้งพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินมิได้บังคับหรือจำกัดไว้ว่า สิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคต้องเป็นสิ่งที่ระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินหรือเอกสารการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงคอนกรีตในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นสาธารณูปโภค ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาทำนองว่า เหตุที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เพราะขาดประโยชน์จากการที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากรถยนต์ที่ไม่ผ่านเข้าออกตามเส้นทางที่โจทก์กำหนด โดยโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะเรียกเก็บเงินได้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เนื่องจากกำแพงคอนกรีตนี้มีสภาพเป็นสาธารณูปโภคดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นที่จะต้องตกติดไปกับที่ดินจัดสรรตลอดไป การที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตแล้วทำเป็นทางเข้าออกไปสู่ที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรรของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองบริวารลูกจ้างโดยไม่ต้องใช้เส้นทางถนนในโครงการจัดสรรของโจทก์ไปออกถนนสาธารณะไม่ต้องผ่านทางเข้าออกที่โจทก์กำหนด และไม่ต้องผ่านระบบการรักษาความปลอดภัยของโจทก์เหมือนเจ้าของที่ดินในโครงการรายอื่น ๆ ย่อมมีผลกระทบต่อระบบการรักษาความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบร้อยของโจทก์และผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการใช้สอยกำแพงคอนกรีตขัดต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวง ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้สั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาที่ว่า โจทก์มีอำนาจเรียกเก็บเงินจากผู้ขับรถยนต์ที่ผ่านทางเข้าออกตามที่โจทก์กำหนดหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีและผลของการวินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้เป็นเรื่องละเมิด โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงไปหรือเสื่อมความสะดวก อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเช่นเดิม ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 วรรคหนึ่ง และในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นสามยทรัพย์ฟ้องให้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสภาพเดิม ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้สั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการอย่างใดต่อกำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลยทั้งสอง และคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองดำเนินการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าจ้างที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นสามารถบังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในข้อนี้ว่าการที่จำเลยทั้งสองทุบทำลายกำแพงคอนกรีตเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่โจทก์เพียงเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดได้เท่านั้น แต่ไม่อาจขอบังคับให้จำเลยทั้งสองกระทำการอย่างอื่นได้ เห็นว่า แม้มีการทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภค จะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกแห่งภารยทรัพย์กลับคืนมาดังเดิม ซึ่งการติดตามเอากำแพงคอนกรีตที่ถูกทุบทำลายคืนมาเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมกลับขึ้นมาตามเดิมก็คือการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพตามที่เป็นอยู่เดิมนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวที่จะขอบังคับให้จำเลยทั้งสองซ่อมหรือสร้างกำแพงรั้วคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้และหากจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาทำนองว่า ศาลไม่มีอำนาจห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใดต่อกำแพงคอนกรีตเพราะจำเลยทั้งสองทุบทำลายและรื้อไปแล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองในส่วนนี้ แต่มีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ ต่อกำแพงคอนกรีตที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่อันจะเป็นการกระทำให้กำแพงคอนกรีตเสื่อมสภาพหรือประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลง เป็นการใช้อำนาจขัดขวางป้องกันมิให้จำเลยทั้งสองกระทำซ้ำหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกำแพงคอนกรีตโดยมิชอบ เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารยทรัพย์ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเหมือนอย่างเช่นที่จำเลยทั้งสองได้เคยกระทำมาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจำเลยทั้งสองจะกระทำซ้ำอีก โจทก์จึงชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้จำเลยทั้งสองงดเว้นกระทำการดังกล่าวซ้ำอีกในภายภาคหน้า ฎีกาของทั้งสองในข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง ม. 1390 ม. 1391
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายเทิดพงษ์ จามน้อยพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สุรทิน สาเรือง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7785/2561
#629017
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรร แม้จะไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีหน้าที่ดูแลที่ดินที่เป็นประเภทสาธารณูปโภค ซึ่งที่ดินประเภทสาธารณูปโภคจะตกเป็นภาระจำยอมให้กับผู้ซื้อที่ดินในโครงการ มีสิทธิใช้ที่ดินในส่วนดังกล่าว โดยไม่ต้องจดทะเบียนภาระจำยอม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่กันไว้สำหรับสาธารณูปโภคประเภทถนนในโครงการ มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินและเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาท คดีนี้ตอนต้นโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต จึงเหลือเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543

แต่อย่างไรก็ดี พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 2 เปิดร้านค้าสุราเปิดเพลงส่งเสียงดังรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์ และเปิดกิจการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลส่งกลิ่นเหม็นข้างอาคารโจทก์ และจอดรถขวางทางทำให้โจทก์เข้าออกลำบาก ทำให้โจทก์และผู้ที่เช่าอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนรำคาญจนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ให้ออกไปจากพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทสาธารณประโยชน์ (ถนนในโครงการ)

แม้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนร้านค้าออกไปจากที่ดินพิพาท จะเป็นคำขอท้ายฟ้องที่ไม่ถูกต้อง แต่ในการพิพากษาคดีไม่ได้มีกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องพิพากษาตามคำขอทุกประการ หากพอทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์มีความประสงค์อย่างใด จำเลยที่ 2 ก็สามารถเข้าใจดีว่าโจทก์ต้องการบังคับคดีแบบใด จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ เหตุที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นเพราะเดิมมีการฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาทมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงได้มีคำขอท้ายฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ติดมาด้วย ถือว่าเป็นคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ก็ไม่ได้พิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2 ทำการรื้อถอนร้านค้า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์และคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27911 โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องของถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 2 พร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27911 และร้านค้าตามที่ปรากฏในภาพถ่าย และให้จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินที่เป็นของตนทั้งหมดออกจากร้านค้าและที่ดินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27911 ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินและเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภททางสาธารณประโยชน์ (ถนนในโครงการ) โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 40162 และ 40163 ซึ่งเป็นที่ดินจัดสรรแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27911 ส่วนจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการประเภทร้านค้าสุรา ร้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 27911 ในส่วนที่อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินและเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทสาธารณประโยชน์ (ถนนในโครงการ) ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 313/2533 และตั้งอยู่บริเวณข้างอาคารโจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรร มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรร แม้จะไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีหน้าที่ดูแลที่ดินที่เป็นประเภทสาธารณูปโภค ซึ่งที่ดินประเภทสาธารณูปโภคจะตกเป็นภาระจำยอมให้กับผู้ซื้อที่ดินในโครงการ มีสิทธิใช้ที่ดินในส่วนดังกล่าวโดยไม่ต้องจดทะเบียนภาระจำยอม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่กันไว้สำหรับสาธารณูปโภคประเภทถนนในโครงการ มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินและเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาท คดีนี้ในตอนต้นโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนฟ้องคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต จึงเหลือเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบว่า ร้านค้าสุราของจำเลยที่ 2 เปิดเพลงส่งเสียงดังรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์เป็นอย่างมาก ทั้งยังเปิดร้านค้าสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ก็จอดรถขวางทางทำให้โจทก์เข้าออกลำบาก และจำเลยที่ 2 ยังทิ้งสิ่งปฏิกูลส่งกลิ่นเหม็นไว้ข้างอาคารโจทก์ ถือว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์และผู้ที่เช่าอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนรำคาญจนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ให้ออกไปจากพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคประเภทสาธารณประโยชน์ (ถนนในโครงการ) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนร้านค้าออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะปรากฏตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่ในการพิพากษาคดีไม่ได้มีกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องพิพากษาตามคำขอทุกประการ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้อง แต่ก็พอจะทำให้เข้าใจได้ว่าโจทก์มีความประสงค์อย่างใด จำเลยที่ 2 ก็สามารถเข้าใจดีว่าโจทก์ต้องการบังคับคดีแบบใด จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ เหตุที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นเพราะเดิมมีการฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน ผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินพิพาทมาพร้อมกับจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงได้มีคำขอท้ายฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ติดมาด้วย ถือว่าเป็นคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่ก็ไม่ได้พิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2 ทำการรื้อถอนร้านค้า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายฐิรพัฒน์ เที่ยงกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฐิตินนท์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7752/2561
#630942
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่ ช. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองสืบเนื่องมาจากโรงงานน้ำมันพืชที่ ช. ซื้อมาปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทและขณะนั้น ช. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้องด้วย แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขออันแสดงว่า การที่ปลูกสร้างโรงงานน้ำมันพืชดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทนั้นไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนคดีนี้แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนละคนกับ ช. ซึ่งเป็นผู้ร้องขอในคดีก่อน แต่โรงงานน้ำมันพืชที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องอ้างใช้สิทธิครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นโรงงานเดียวกันกับคดีก่อนที่ ช. ยื่นคำร้องขอ และเป็นเหตุผลเดิม จึงถือได้ว่า ช. และผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามอีก จึงเป็นการยื่นคำร้องขอในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครอง

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสามโดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมบิดามารดานายชัยยุทธ ประกอบกิจการโรงงานน้ำมันพืช โดยปลูกสร้างโรงงานบางส่วนคร่อมอยู่บนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 988 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสาม ต่อมานายธวัชชัย พี่ชายนายชัยยุทธดำเนินกิจการโรงงานน้ำมันพืชต่อจากบิดา และผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2527 โดยมีนายชัยยุทธเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาปี 2539 นายชัยยุทธยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ซึ่งคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องขอ ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสามฟ้องขับไล่นายชัยยุทธและบริวารกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ขับไล่นายชัยยุทธและบริวารกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า นายชัยยุทธซื้อที่ดินจากนายธวัชชัยโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้าง แต่ผู้ร้องกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,000,000 บาท มาปลูกสร้างโรงงานขึ้นใหม่นั้น นายวีรวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้อง พยานผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านทั้งสามว่า นายชัยยุทธบิดาพยานซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายธวัชชัย สำหรับเงินกู้จำนวน 4,000,000 บาท ที่กู้มาเมื่อปี 2527 นั้น ได้นำมาใช้ในการซ่อมแซมโรงงาน ซื้อเครื่องจักรและวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันพืช และได้ความจากคำเบิกความของนายธวัชชัยตอบคำถามค้านทนายผู้คัดค้านทั้งสามว่า อาคารโรงงานน้ำมันพืชปลูกคร่อมอยู่บนที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 4140 โดยบิดาซื้อที่ดินดังกล่าวมา แต่เนื่องจากบิดาเป็นคนต่างด้าวจึงให้พยานถือกรรมสิทธิ์แทน โดยบิดาเริ่มประกอบกิจการโรงงานน้ำมันพืชตั้งแต่ประมาณปี 2492 ต่อมาบิดาถึงแก่ความตาย พยานจึงดูแลกิจการต่อเรื่อยมา ต่อมากิจการประสบปัญหาขาดทุน จึงขายกิจการโรงงานน้ำมันพืชให้แก่นายชัยยุทธ โดยไม่ได้ขายที่ดินและกิจการโรงงานให้แก่ผู้ร้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นายชัยยุทธซื้อที่ดินพร้อมโรงงานน้ำมันพืชจากนายธวัชชัย โดยมีการปรับปรุงซ่อมแซมเท่านั้น ข้ออ้างตามฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ซึ่งในคดีก่อนที่นายชัยยุทธยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองก็สืบเนื่องมาจากโรงงานน้ำมันพืชดังกล่าวปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทและขณะนั้นนายชัยยุทธยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้องด้วย แต่ศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขออันแสดงว่า การที่ปลูกสร้างโรงงานน้ำมันพืชดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทนั้นไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนคดีนี้แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนละคนกับนายชัยยุทธซึ่งเป็นผู้ร้องขอในคดีก่อน แต่โรงงานน้ำมันพืชดังกล่าวที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องอ้างใช้สิทธิครอบครองปรปักษ์นั้น ก็เป็นโรงงานเดียวกันกับคดีก่อนที่นายชัยยุทธยื่นคำร้องขอ และเป็นเหตุผลเดิม จึงถือได้ว่านายชัยยุทธและผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามอีก จึงเป็นการยื่นคำร้องขอในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อันต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร.
ผู้คัดค้าน — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประมวล นิลกลาง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7726/2561
#629029
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขนส่งและขนถ่ายปุ๋ยบรรจุกระสอบ โดยนำสินค้าบรรทุกเรือลำเลียงขนส่งต่อไปยังคลังสินค้าปลายทางที่จำเลยทั้งสองกำหนด แต่จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะโจทก์ไม่นำส่งใบตราส่งหรือตั๋วเรือ และใบรับรองน้ำหนักสินค้าเข้าคลังจากคลังสินค้าตามสัญญาให้ฝ่ายจำเลย โจทก์ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อนำมาหักกลบลบหนี้แล้ว โจทก์กลับต้องเป็นฝ่ายชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 กลับมิได้ฟ้องแย้งเพื่อคำขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินส่วนนี้ เป็นแต่ต่อสู้หรือเถียงว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาไม่ครบถ้วนขอให้ยกฟ้องเท่านั้น แม้จะไม่มีฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แต่ศาลยังคงต้องมีประเด็นปัญหาวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ส่งมอบปุ๋ยขาดจำนวนหรือไม่ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 นำสืบได้ว่า กรณีมีปุ๋ยสูญหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของโจทก์แล้ว โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งย่อมจำต้องรับผิดในการสูญหายนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และแม้จำเลยที่ 1 จะให้การต่อสู้เพียงว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาไม่ครบถ้วนขอให้ยกฟ้อง โดยมิได้ฟ้องแย้งไว้ก็ตาม แต่ศาลยังจำต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ส่งมอบปุ๋ยขาดจำนวนหรือไม่ด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ขนสินค้าปุ๋ยส่งมอบยังคลังสินค้าทั้งสองแห่งครบถ้วนตามสัญญาแล้ว เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าระวางเรือลำเลียงส่วนที่เหลือและค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียง ส่วนที่ค้างกับค่าขนย้ายสินค้าจากโกดังแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,163,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,163,190 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2557) ต้องไม่เกิน 161,810.90 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตในศาลชั้นต้น 100 บาท แก่โจทก์ และในชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างให้โจทก์ขนถ่ายปุ๋ยบรรจุกระสอบ น้ำหนักรวม 10,500 ตัน จากเรือบรรทุกสินค้า M.V. AOLI 6 ซึ่งจอดทอดสมอที่ท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ไปยังคลังสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด และคลังสินค้าของบริษัทบางปะอินไซโล จำกัด ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา คือ ค่าระวางเรือลำเลียงอัตราตันละ 95 บาท คิดเป็นเงิน 997,500 บาท ชำระล่วงหน้าแล้ว 498,750 บาท ค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้าอัตราตันละ 40 บาท คิดเป็นเงิน 420,000 บาท ชำระล่วงหน้าแล้ว 210,000 บาท ค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้าอัตราตันละ 102 บาท คิดเป็นเงิน 1,071,000 บาท ชำระล่วงหน้าแล้ว 428,400 บาท ต่อมาโจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกแจ้งให้ชำระค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุก 210,000 บาท และค่าจ้างพิเศษเนื่องจากทำงานเสร็จก่อนเวลา 75,000 บาท ฉบับที่ 2 แจ้งให้ชำระค่าระวางเรือลำเลียง 498,750 บาท และฉบับที่ 3 แจ้งให้ชำระค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้า 642,600 บาท และค่าขนย้ายสินค้าจากโกดัง 5 ไปยังโกดัง 6 เป็นเงิน 21,840 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ ส่วนที่เหลือที่ไม่ชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า หนี้ค่าระวางเรือลำเลียงและค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้าถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจ้างทำงานขนถ่าย ลำเลียง และขนส่งปุ๋ยกระสอบ ข้อ 3.1 ระบุว่า ค่าระวางเรือลำเลียงส่วนที่เหลือชำระภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งน้ำหนักรวมสินค้าทั้งหมดจากคลังที่เก็บสินค้า ข้อ 3.2 ค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้าส่วนที่เหลือชำระภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งน้ำหนักรวมสินค้าที่ขนลงเรือลำเลียงจากเรือใหญ่ ข้อ 3.3 ค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้ายอดที่เหลือชำระภายในกำหนด 3 วัน นับแต่ผู้รับจ้างได้รับแจ้งน้ำหนักรวมของสินค้าที่ขนเข้าคลังและตีกองเสร็จแล้ว ตามสัญญาดังกล่าวจึงกำหนดเวลาชำระค่าจ้างและค่าระวางพาหนะกันไว้แล้ว ไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องนำตั๋วเรือหรือใบตราส่งจากเรือบรรทุกสินค้ามาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะมีสิทธิรับชำระค่าจ้างและค่าระวางพาหนะได้ ทั้งตั๋วเรือหรือใบตราส่งที่นายอาทิฐ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 อ้างถึงว่ามีรายการสินค้า วันเวลาขนถ่ายสินค้า ชื่อเรือใหญ่ น้ำหนักที่ลงจากเรือใหญ่ น้ำหนักที่ขึ้นจากเรือโป๊ะ เพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่ายค่าสินค้า ค่าขนส่งระหว่างประเทศนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 เองนำสืบว่า สั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีการขนส่งทางทะเลโดยเรือบรรทุกสินค้า ผู้ส่งของมีสิทธิเรียกเอาใบตราส่งจากผู้ขนส่งทางทะเล ใบตราส่งเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล แสดงว่าผู้ขนส่งนั้นได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแล และจะส่งมอบของดังกล่าวให้ผู้มีสิทธิรับของเมื่อได้รับเวนคืน ใบตราส่งมีรายการต่าง ๆ ตามที่นายอาทิฐเบิกความ การที่จำเลยที่ 1 รับสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้าได้ และชำระค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกสินค้าส่วนที่เหลือกับค่าจ้างพิเศษเนื่องจากทำงานเสร็จก่อนเวลาให้โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีใบตราส่งไว้ในครอบครองและนำไปเวนคืนแก่ผู้ขนส่งทางทะเล ตลอดจนทราบน้ำหนักรวมสินค้าที่ขนลงเรือลำเลียงจากเรือใหญ่ตามเงื่อนไขการชำระค่าจ้างดังกล่าวนั้นแล้ว สำหรับค่าระวางเรือลำเลียงส่วนที่เหลือและค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้าส่วนที่ค้างชำระนั้น นายณัฐวุฒิ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์เริ่มขนถ่ายสินค้าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 และส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่คลังสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด และคลังสินค้าของบริษัทบางปะอินไซโล จำกัด ครบถ้วนในวันที่ 14 มิถุนายน 2555 สินค้าของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เสียหายหรือขาดจำนวนในระหว่างอยู่ในความดูแลของโจทก์ นายอาทิฐพยานจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่า วันที่ 14 มิถุนายน 2555 พยานได้รับแจ้งจากนายณัฐวุฒิตัวแทนของโจทก์และนางสาวจารุวรรณ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้เป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างขนถ่าย ลำเลียง และขนส่งปุ๋ยกระสอบว่า โจทก์ทำงานเสร็จตามสัญญา ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2555 นายณัฐวุฒินำใบแจ้งหนี้มาเรียกเก็บเงิน เอกสารดังกล่าวระบุว่าคลังสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด มีปุ๋ยจัมโบ้เข้าคลัง 6,623.66 ตัน คลังสินค้าของบริษัทบางประอินไซโล จำกัด มีปุ๋ยเข้าคลัง 3,876.52 ตัน รวม 10,500.18 ตัน แต่ใบรายงานสต๊อกปุ๋ยดังกล่าวไม่มีผู้ลงนามรับรอง จึงตรวจสอบไปที่นายบุญมี ซึ่งเป็นผู้จัดการของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด ได้รับแจ้งว่ามีปุ๋ยเข้าคลัง 6,575.66 ตัน ส่วนที่คลังสินค้าของบริษัทบางปะอินไซโล จำกัด มีปุ๋ยเข้าคลัง 3,876.51 ตัน รวม 10,452.17 ตัน น้ำหนักขาดไป 47.83 ตัน ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 เบิกปุ๋ยจากคลังสินค้าทั้งสองแห่ง มียอดปุ๋ยทั้งหมด 10,431.14 ตัน น้ำหนักขาดไป 70.16 ตัน จำเลยที่ 1 ซื้อปุ๋ยมาตันละ 17,054.67 บาท น้ำหนักปุ๋ยขาดไปคิดเป็นเงิน 1,196,556 บาท จากคำเบิกความของนายอาทิฐแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับใบรับรองน้ำหนักปุ๋ยจากคลังสินค้าทั้งสองแห่งจากโจทก์แล้ว แต่ไม่ยอมรับความถูกต้องในใบรับรองน้ำหนักดังกล่าว และโต้แย้งว่าโจทก์ส่งมอบปุ๋ยขาดจำนวน ซึ่งหากมีกรณีที่ปุ๋ยสูญหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของโจทก์เกิดขึ้น โจทก์เป็นผู้ขนส่งย่อมจะต้องรับผิดในการสูญหายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 และแม้จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อหักค่าเสียหายดังกล่าวและค่าเสียหายจากการเรียงสินค้าของโจทก์ทำให้สินค้าอื่นของจำเลยที่ 1 เสียหายด้วยแล้ว โจทก์กลับต้องเป็นฝ่ายชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 33,366 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีคำขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินส่วนต่างดังกล่าว เป็นแต่ต่อสู้หรือเถียงว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาไม่ครบถ้วน ขอให้ยกฟ้องเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่จำเป็นต้องฟ้องแย้ง แต่ศาลต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ส่งมอบปุ๋ยขาดจำนวนหรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้ใบรายงานสต๊อกปุ๋ยที่คลังสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด ของโจทก์และของจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่มีจำนวนแตกต่างกัน ใบรายงานสต๊อกปุ๋ยของโจทก์ออกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ขนถ่ายปุ๋ยเข้าคลังสินค้า ส่วนใบรายงานสต๊อกปุ๋ยของจำเลยที่ 1 ออกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ห่างจากวันขนถ่ายปุ๋ยครั้งสุดท้ายออกไปอีก ลักษณะแบบพิมพ์และข้อความทั่วไปในใบรายงานสต๊อกปุ๋ยของโจทก์และจำเลยที่ 1 เหมือนกัน แม้ใบรายงานสต๊อกปุ๋ยของโจทก์ไม่มีผู้ลงนามรับรอง แต่ระบุผู้จัดทำรายงาน คือ นางสาวดารารัตน์ (ดา) และโจทก์ยังมีใบรับสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด มีรายละเอียดเลขที่บิล วันที่และเวลาเข้า ทะเบียนรถ ชื่อลูกค้า ชื่อสินค้า ผู้ขนส่ง วันที่และเวลาออก น้ำหนักเข้า น้ำหนักออก น้ำหนักสุทธิ ค่าลง ลายมือชื่อผู้ชั่ง ประกอบใบรายงานสต๊อกปุ๋ยดังกล่าว มีน้ำหนักรับฟังมากกว่าใบรายงานสต๊อกปุ๋ยที่ออกห่างวันขนปุ๋ยครั้งสุดท้าย และไม่มีใบรับสินค้ามาประกอบรายงานดังกล่าว อีกทั้งนางสาวจารุวรรณ พยานจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านเจือสมพยานโจทก์อีกว่า พยานเป็นผู้จัดหาเรือลำเลียงมา มีสภาพเรียบร้อย เมื่อขนสินค้าเต็มเรือลำเลียงแล้วจะมีการซีลรอบลำเพื่อป้องกันการลักทรัพย์ในระหว่างการขนส่ง ก่อนนำสินค้าจากเรือลำเลียงขึ้นรถบรรทุกไปยังคลังสินค้า เจ้าของคลังสินค้าจะต้องมาร่วมตรวจสอบกับผู้ขนส่งว่าซีลนั้นเรียบร้อย ไม่มีการสูญหายระหว่างการขนส่ง แล้วจึงขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกนำไปคลังสินค้าจากท่าเรือลำเลียงถึงคลังสินค้าของบริษัทซี เค เอส สหอุตสาหกรรม จำกัด มีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เท่าที่พยานทราบการขนส่งในช่วงนี้ไม่มีสินค้าสูญหาย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ขนสินค้าปุ๋ยส่งมอบยังคลังสินค้าทั้งสองแห่งครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าระวางเรือลำเลียงส่วนที่เหลือและค่าสตีวีโดในการขนถ่ายสินค้าจากเรือลำเลียงหน้าท่าเรือคลังสินค้าส่วนที่ค้าง กับค่าขนย้ายสินค้าจากโกดัง 4 ไปโกดัง 5 ตามฟ้อง ฎีกาข้ออื่นไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7687/2561
#629020
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าจ้างก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าสำหรับงานในงวดที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ค่างานก่อสร้างในงวดที่ 2 โจทก์ได้รับชำระเงินไปครบถ้วนแล้ว ทั้งโจทก์มิได้เรียกค่าก่อสร้างและมีคำขอให้จำเลยชำระค่างานในงวดที่ 3 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 2 และที่ 3 บางส่วนให้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมนายณัฐพล ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างโกดังพิพาทเพื่อใช้ในการเก็บสินค้าทางการเกษตร ขนาดกว้าง 15 เมตร ยาว 50 เมตร รวมทั้งอุปกรณ์และค่าแรงเป็นเงิน 3,500,000 บาท ต่อมาจำเลยว่าจ้างโจทก์เหมาช่วงก่อสร้างโกดังพิพาทเป็นเงิน 1,400,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าก่อสร้างออกเป็น 6 งวด โดยงวดที่ 1 ชำระเงินล่วงหน้าก่อนที่โจทก์จะเริ่มทำงานเป็นเงิน 100,000 บาท งวดที่ 2 ปักผัง ขุดเสาตอม่อ เททับตะแกรง เทเสาตอม่อ ปรับคันดินโดยรอบคลังสินค้า เป็นเงิน 150,000 บาท งวดที่ 3 เทพื้นและขัดมันแล้วเสร็จเป็นเงิน 250,000 บาท งวดที่ 4 ตัดแผ่นเพลท ตั้งเสาไอบีมแล้วเสร็จเป็นเงิน 200,000 บาท งวดที่ 5 ติดตั้งโครงหลังคาและมุงหลังคาแล้วเสร็จเป็นเงิน 300,000 บาท และงวดที่ 6 ทำผนังปูน ผนังเมทัลชีท รวมทั้งเก็บรายละเอียดส่งมอบงานแล้วเสร็จเป็นเงิน 400,000 บาท ภายหลังโจทก์ทำงานก่อสร้างงวดที่ 2 และที่ 3 เสร็จแล้ว และงานงวดอื่นบางส่วน โดยโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างไปแล้วเป็นเงิน 350,000 บาท ทั้งยังอ้างว่า จำเลยค้างชำระค่าก่อสร้างงานงวดที่ 2 และที่ 4 โจทก์จึงหยุดงานก่อสร้าง ส่วนจำเลยอ้างว่างานก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ติดตั้งเสาเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ไม่ติดตั้งและวางเสาตรงจุดกึ่งกลางตอม่อ ทำให้เสาเอียง ผนังและพื้นคอนกรีตมีรอยแตกร้าว ซึ่งจำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย ประกอบกับจำเลยไม่ชำระค่างวดก่อสร้างให้แก่โจทก์ โจทก์จึงหยุดงานก่อสร้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 และนายณัฐพลก็ได้ว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ทำการก่อสร้างต่อไป สัญญาก่อสร้างโกดังระหว่างโจทก์กับจำเลยถือว่าเป็นการเลิกกันโดยปริยายแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโกดังเก็บสินค้า เป็นเงิน 1,400,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าก่อสร้างออกเป็น 6 งวด ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 และงวดที่ 6 แล้ว คงเหลืองานงวดที่ 5 คือ การติดตั้งโครงหลังคาและมุงหลังคา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยชำระเงินงวดที่ 1 ให้แก่โจทก์ และวันที่ 3 มีนาคม 2557 จำเลยชำระเงินงวดที่ 3 ส่วนค่าก่อสร้างงานงวดที่ 2 และที่ 4 จำเลยยังมิได้ชำระให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ โจทก์ยังได้ดำเนินการก่อสร้างงานงวดที่ 6 เฉพาะส่วนผนังปูนประมาณร้อยละ 70 ส่วนผนังเมทัลชีท โจทก์ยังมิได้ดำเนินการ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามงวดงานที่แล้วเสร็จ โจทก์จึงหยุดการก่อสร้างและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยเบิกความว่า หลังจากที่โจทก์ก่อสร้างงานงวดที่ 2 คือเทพื้น ตั้งเสาและก่อผนังแล้ว จำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท แต่โจทก์ขอเบิกเงินเพิ่มจากจำเลยอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยไป 250,000 บาท โจทก์ดำเนินการเทพื้นและติดตั้งเสาโกดังได้เพียงบางส่วน เมื่อจำเลยตรวจสอบแล้วปรากฏว่าการติดเสาเหล็กไม่ได้มาตรฐานโดยโจทก์มิได้ติดตั้งและวางเสาที่บริเวณจุดกึ่งกลางของตอม่อ ทำให้เสามีลักษณะเอียง อีกทั้งผนังและพื้นคอนกรีตมีรอยแตกร้าว ซึ่งจำเลยก็ได้แจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์ไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว เห็นว่า เมื่อสัญญาก่อสร้างโกดังระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์และจำเลยต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืนท่านให้ทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ฉะนั้น จำเลยจึงต้องใช้เงินตามผลงานการก่อสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อพิเคราะห์ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงจ้างโกดัง ระบุว่า งวดที่ 2 ชำระเงินเมื่อปักผัง ขุดเสาตอม่อ เทลิ่ม เททับตะแกรง เทเสาตอม่อ และปักคันดินโดยรอบโกดังสินค้าเป็นเงิน 150,000 บาท งวดที่ 3 ชำระเงินเมื่อเทพื้นพร้อมขัดมันแล้วเสร็จเป็นเงิน 250,000 บาท ซึ่งจำเลยเบิกความว่า ในการชำระเงินค่าก่อสร้างวันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นการชำระเงินสำหรับงานงวดที่ 2 คือการเทพื้น ตั้งเสา และเทผนังเป็นเงิน 150,000 บาท แต่โจทก์ขอเบิกเงินเพิ่มเติมอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 250,000 บาท และโจทก์ก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า การที่จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 2 แต่โจทก์ต้องการความต่อเนื่องในการทำงานเทพื้นและตั้งเสาไอบีม จึงขอเบิกเงินเพิ่มอีก 100,000 บาท ฉะนั้น การที่จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ในวันที่ 3 มีนาคม 2557 จึงมิใช่เป็นการชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 3 ตามที่โจทก์นำสืบแต่อย่างใด แต่เป็นเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 2 ที่ 3 บางส่วน เมื่องานงวดที่ 2 โจทก์ได้รับชำระเงินไปครบถ้วนแล้ว ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าก่อสร้างและมีคำขอให้จำเลยชำระค่างานในงวดที่ 3 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 2 และที่ 3 บางส่วนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 70,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเป็นเงิน 50,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับงานงวดที่ 4 ติดแผ่นเพลทและตั้งเสาเหล็กไอบีม นั้น เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่า การติดตั้งเสาโกดังมิได้ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของตอม่อ ทำให้เสาเอียงและการรับน้ำหนักของเสาดังกล่าวอาจเสียศูนย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าจ้างงานงวดที่ 4 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว สำหรับงานงวดที่ 5 ติดตั้งโครงหลังคาและมุงหลังคา โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการ ส่วนงานงวดที่ 6 ก่อผนังปูนและผนังเมทัลชีท ซึ่งโจทก์ได้ก่อสร้างผนังปูนไปได้เพียงบางส่วนและการฉาบผนังปูนก็ไม่เรียบร้อย ทั้งโจทก์ก็ยังมิได้ดำเนินการติดตั้งผนังเมทัลชีท แต่โจทก์ไม่ได้เรียกค่าก่อสร้างงานงวดที่ 6 ศาลจึงไม่กำหนดค่าจ้างในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ล.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7677/2561
#630956
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัท ด. จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้บริการรับจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามบทนิยามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากนายทะเบียน แต่ได้ร่วมกันขายโปรแกรมการท่องเที่ยวและจัดบริการให้แก่ผู้เสียหาย เพื่อนำเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ และผู้เสียหายได้โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือจองที่พักให้แก่จำเลยทั้งสองเลย นอกจากความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองยังเป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 80 ด้วยอีกกระทงหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ที่ถูก พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์) พ.ศ.2551 มาตรา 15, 80 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 404,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ที่ถูก พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์) พ.ศ.2551 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 80 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฉ้อโกงให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 206,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 103,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 404,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 คงปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทเดอะ เบสท์ ทราเวล ดีไซน์ จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้บริการรับจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามบทนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากนายทะเบียน แต่ได้ร่วมกันขายโปรแกรมการท่องเที่ยวและจัดบริการให้แก่นางสาวจารุวรรณ ผู้เสียหาย เพื่อนำเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 80 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 80 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 103,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
สรศักดิ์ จันเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7628/2561
#629024
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับส่งมอบที่ดินคืนและชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือครอบครองแทนจำเลยที่ 1 และต้องพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณสมบัติกับปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 รวมทั้งระเบียบของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ เป็นฎีกาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 และเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21807 และส่งมอบที่ดินคืนแก่จำเลยที่ 2 ในสภาพเรียบร้อย กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,400 บาท แก่จำเลยที่ 2 นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21807 กับส่งมอบที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เดือนละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 กันยายน 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใส โจทก์ได้รับจัดสรรที่ดินแปลงอื่นของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสให้ครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับจัดสรรที่ดินพิพาทและที่ดินแปลงอื่นให้ครอบครอง วันที่ 20 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ วันที่ 11 ตุลาคม 2548 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดิน และในวันที่ 26 มิถุนายน 2551 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 21807 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยระบุข้อความว่าห้ามโอนภายใน 5 ปี ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 วันที่ 2 กันยายน 2557 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.2427/2555 ต่อจากนั้นในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับ สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตนิคมสร้างตนเองมิใช่การครอบครองในฐานะตัวแทนของนิคมสร้างตนเอง เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น สามารถใช้ยันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน การนำที่ดินให้บุคคลอื่นเช่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างห้ามโอนมีผลให้สัญญาระหว่างคู่สัญญาสามารถบังคับได้ แต่ใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สละสิทธิการครอบครองและไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ไม่ การออกโฉนดที่ดินให้ผู้ไม่มีสิทธิเป็นการออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินและนิคมสร้างตนเองคลองนำใสอาจจัดสรรให้สมาชิกที่มีคุณสมบัติต่อไปได้ หากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทไปแล้ว กลับมามีสิทธิในที่ดินพิพาท จะเป็นการขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย และทำให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมสร้างตนเองเลี่ยงกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตตามคำสั่งศาลก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเกิดจากเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโอนให้แก่กันไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับส่งมอบที่ดินคืนและชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 และจะต้องพิจารณาว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องมีคุณสมบัติกับปฏิบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 รวมทั้งระเบียบของนิคมสร้างตนเองคลองน้ำใสหรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ เป็นฎีกาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายภูชิชย์ จิตรบุญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7621/2561
#630016
เปิดฉบับเต็ม

ส. ผู้ที่นำที่ดินมาขายให้แก่จำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากธนาคาร อ. ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของโจทก์และเจ้าของรวม แต่ ส. ใช้สิทธิซื้อที่ดินจากธนาคาร อ. โดยการปลอมลายมือชื่อโจทก์และเจ้าของรวมโดยมิชอบ ส. จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างธนาคาร อ. กับ ส. และระหว่าง ส. กับจำเลยแล้ว ส. จึงไม่มีสิทธินำที่ดินไปขายให้แก่จำเลย จำเลยเป็นผู้ซื้อและรับโอนที่ดินมาจาก ส. ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่า ส. ผู้โอนซึ่งได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ ส. ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเช่นเดียวกัน การครอบครองที่ดินของจำเลยสืบสิทธิมาจาก ส. อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมถูกตัดสิทธิไม่ให้นำสิทธิยึดหน่วงมาใช้บังคับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ยังมิได้ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีก่อนก็เป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะไปบังคับคดีในคดีดังกล่าวต่อไป โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย มิฉะนั้นให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระเงิน 774,933 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบการครอบครองที่ดินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 87389 และส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2554 จนกว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รวมทั้งส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 จนกว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน 3,481 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เดิมนางสงวน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 87389 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา ต่อมานางสงวนขายให้โจทก์ เรือโทมนต์ชัย และนางสุพรรณี แล้วโจทก์และเจ้าของรวมร่วมกันจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมามีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์เพื่อชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองโดยมีข้อตกลงให้เจ้าของรวมมีสิทธิซื้อคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา หลังจากทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 1 ปี โจทก์และเจ้าของรวมไปติดต่อขอซื้อที่ดินคืน ธนาคารอาคารสงเคราะห์แจ้งว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสงวนไปแล้ว หลังจากนั้นนางสงวนขายต่อให้จำเลยในวันเดียวกันตามความประสงค์ของโจทก์และเจ้าของรวมทุกคน โจทก์ตรวจสอบพบว่ามีการปลอมลายมือชื่อโจทก์และเจ้าของรวมในคำร้องขอใช้สิทธิซื้อที่ดินคืน โจทก์จึงยื่นฟ้องธนาคารอาคารสงเคราะห์ นางสงวน และจำเลยต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์กับนางสงวน และระหว่างนางสงวนกับจำเลย ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 3510/2548 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการโอนขายระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์กับนางสงวนและระหว่างนางสงวนกับจำเลย โดยให้ใส่ชื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นเจ้าของดังเดิม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในราคา 964,056.61 บาท ส่วนจำเลยยื่นฟ้องธนาคารอาคารสงเคราะห์และโจทก์ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 4131/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1183/2556 ขอให้ร่วมกันใช้ราคาที่ดินซึ่งเพิ่มขึ้น ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 2,196,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 2,196,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 1183/2556 จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้ได้จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ เห็นว่า นางสงวนผู้ที่นำที่ดินมาขายให้แก่จำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของโจทก์และเจ้าของรวม แต่นางสงวนใช้สิทธิซื้อที่ดินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยการปลอมลายมือชื่อโจทก์และเจ้าของรวมโดยมิชอบ นางสงวนจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์กับนางสงวน และระหว่างนางสงวนกับจำเลยแล้ว นางสงวนจึงไม่มีสิทธินำที่ดินไปขายให้แก่จำเลย จำเลยเป็นผู้ซื้อและรับโอนที่ดินมาจากนางสงวน ย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านางสงวนผู้โอนซึ่งได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนางสงวนไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเช่นเดียวกัน การครอบครองที่ดินของจำเลยสืบสิทธิมาจากนางสงวนอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมถูกตัดสิทธิไม่ให้นำสิทธิยึดหน่วงมาใช้บังคับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคสอง ส่วนที่โจทก์ยังมิได้ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 2,196,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 1183/2556 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะไปบังคับคดีในคดีดังกล่าวต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายสูงเกินส่วนนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่สมควรที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามค่าเสียหายที่คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 84,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 1,680 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3,659 บาท เกินมา 1,979 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 1,979 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติศักดิ์ แสงเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7581/2561
#629046
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 3 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาท แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วย ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3 และผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลง เพราะถ้าจำเลยที่ 3 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตายได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยที่ 3 อยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ความตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3

การที่จำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและพยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาทั้งสี่อย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่สามารถช่วยได้ แสดงให้เห็นว่านอกจากจำเลยที่ 3 จะต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องแล้วยังนำสืบต่อสู้ด้วยว่าไม่ได้กระทำโดยประมาท ข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าหลงต่อสู้ ทำให้ไม่มีโอกาสนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำโดยประมาท จึงฟังไม่ขึ้น แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เจตนาฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาได้เพราะการกระทำโดยเจตนาและการกระทำโดยประมาทมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและไม่ถือเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 157, 288

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 6

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี ความผิดฐานอื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ความผิดฐานอื่นให้ยก ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายณจิรพงศ์ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่สถานีตำรวจภูธรไทรน้อย สาเหตุเกิดจากพลาสติกที่ขั้วหลอดไฟฟ้าที่ติดอยู่ที่คานคอนกรีตตรงกลางห้องเก็บของกลางได้รับความร้อนสะสมจนเกิดลุกไหม้และเกิดเป็นลูกไฟตกลงไปที่เบาะรถจักรยานยนต์และสิ่งของอื่น ๆ ที่ติดไฟได้ซึ่งถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของกลาง ตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเพลิงไหม้ หากหันหน้าเข้าหาอาคารสถานีตำรวจ ห้องดังกล่าวจะอยู่ทางด้านหลังข้างซ้ายมือ หลังจากนั้นไฟลุกลามไปยังห้องขังเยาวชนทำให้นายเจิด ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายบริเวณใกล้กับประตูห้องขังดังกล่าว และลุกลามไปยังห้องขังหญิงซึ่งในขณะนั้นใช้ควบคุมผู้ต้องหา คือ นายวิสุทธิ์ นายวสันต์ และผู้ตาย บุตรชายของโจทก์ ทำให้ผู้ต้องหาทั้งสามเสียชีวิตบริเวณภายในห้องน้ำในห้องขังหญิง จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเวร จำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่สื่อสาร จำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่เป็นพลขับรถยนต์พนักงานสอบสวนเวร จำเลยที่ 6 ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำวัน ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่เป็นสิบเวร ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรไทรน้อยและตารางการปฏิบัติประกอบคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องขังโดยห้องทำงานของจำเลยที่ 3 อยู่ระหว่างห้องขังเยาวชนและห้องขังหญิงซึ่งระบุในแผนที่ว่า ห้องยามพิมพ์มือ แต่ขณะเพลิงเริ่มลุกไหม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ในอาคารสถานีตำรวจ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ได้ประมาท เพราะก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ยินเสียงสุนัขเห่ากระโชกบริเวณหน้าสถานีตำรวจ จึงเดินออกไปตรวจดูหน้าสถานีตำรวจ เนื่องจากเคยมีคนร้ายถอดเอาชิ้นส่วนรถของกลางไป เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจคนอื่นไม่ได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่มีเสียงสุนัขเห่ากระโชก เพราะเจ้าพนักงานตำรวจคนอื่นอยู่ในห้องปรับอากาศจึงไม่ได้ยินเสียงสุนัขเห่า หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที จำเลยที่ 3 ได้ยินเสียงดังมาจากในอาคารสถานีตำรวจ จำเลยที่ 3 จึงเดินกลับไปที่สถานีตำรวจ เมื่อพบว่าเกิดเพลิงไหม้จำเลยที่ 3 รีบไขกุญแจเพื่อช่วยผู้ต้องหาแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้เพราะมีควันจำนวนมากทำให้จำเลยที่ 3 มองไม่เห็นและต้องรีบออกมาภายนอกบริเวณห้องขังเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจคนอื่น อีกทั้งความตายของผู้ต้องหาทั้งสี่ ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 แต่เกิดจากเพลิงไหม้อุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งจำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษานั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ออกมาตรวจดูบริเวณหน้าสถานีตำรวจนั้นไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจำเลยที่ 3 อยู่บริเวณหน้าสถานีตำรวจจริง จำเลยที่ 3 ต้องได้ยินเสียงผู้ต้องหาทั้งสี่ร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากขณะเกิดเหตุเป็นเวลาดึกสงัด ไม่มีเสียงรบกวน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีความบกพร่องทางการได้ยิน เพราะจำเลยที่ 3 อ้างว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องทำงานจำเลยที่ 3 ได้ยินเสียงสุนัขเห่ากระโชกจากด้านหน้าสถานีตำรวจ ทั้งระยะเวลาที่เพลิงไหม้จากห้องเก็บของกลางด้านหลังลุกลามผ่านห้องทำงานของจำเลยที่ 3 ไปยังห้องขังเยาวชนและห้องขังหญิงต้องใช้เวลานานพอสมควรเพราะโครงสร้างอาคาร รวมทั้งผนังและพื้นตามภาพถ่ายประกอบรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเพลิงไหม้เป็นคอนกรีตซึ่งติดไฟยาก และก่อนจะเกิดเป็นเปลวไฟจะต้องเกิดกลิ่นเหม็นไหม้และควันไฟเสียก่อน ทำให้ผู้ต้องหาทั้งสี่รู้ได้ว่ากำลังจะเกิดเพลิงไหม้และต้องร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียงเป็นเวลานานเพื่อให้รอดชีวิต พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้ต้องหาทั้งสี่และช่วยเหลือผู้ต้องหาทั้งสี่ไม่ทันจนผู้ต้องหาทั้งสี่ถึงแก่ความตาย บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่บริเวณหน้าสถานีตำรวจที่เกิดเหตุดังที่จำเลยที่ 3 อ้างแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหา แต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล คือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตของผู้ต้องหาทั้งสี่ เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 3 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาท แม้มีเหตุเพลิงไหม้ทำให้เกิดผลคือความตายของผู้ตายด้วย แต่ก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3 และผลคือความตายของผู้ตายขาดตอนลง เพราะถ้าจำเลยที่ 3 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมช่วยเหลือผู้ตายได้ทันเนื่องจากห้องทำงานของจำเลยที่ 3 อยู่หน้าห้องขังเยาวชนและติดกับห้องขังหญิง ผลคือความตายของผู้ตายก็จะไม่เกิดขึ้น ความตายของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 3 ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม เพราะจำเลยที่ 3 หลงต่อสู้ไปแล้วว่าไม่มีเจตนาฆ่า ทำให้ไม่มีโอกาสนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและพยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาทั้งสี่อย่างเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถช่วยผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ การนำสืบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 3 จะนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องแล้ว ยังนำสืบต่อสู้ให้เห็นด้วยว่า ไม่ได้กระทำโดยประมาท ข้อที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 3 หลงต่อสู้ ทำให้ไม่มีโอกาสนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำโดยประมาท จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อปรากฏว่าการที่โจทก์ฟ้องผิดไปไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 หลงต่อสู้ แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 3 ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เจตนาฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาได้ เพราะการกระทำโดยเจตนาและการกระทำโดยประมาทไม่ใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญ และไม่ถือเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จึงชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำความผิดในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความประมาท ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยเจตนา แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานจนถึงแก่ความตายถึง 4 คน กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวผู้ตายทั้งสี่ และทำให้ทรัพย์สินของกลางของผู้อื่น รวมทั้งทรัพย์สินของราชการเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนี้ โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — พันตำรวจเอก ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7578 -ที่ 7579/2561
#630097
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นสมาชิกในองค์กรใด ผู้นั้นต้องมีสิทธิและมีส่วนร่วมเป็นผู้หนึ่งในองค์กรนั้น ส่วนการเป็นเครือข่ายในองค์กรใดผู้นั้นต้องมีความสัมพันธ์กับองค์กรและในลักษณะประสานกันเป็นโยงใยมีความเห็นใกล้เคียงกันและมีการติดต่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนการสมคบกันผู้นั้นต้องร่วมกันคบคิดเตรียมการและวางแผนกันมาก่อน การที่จำเลยทั้งสองรับขนชาวโรฮินจาในลักษณะเป็นการรับจ้างทำงานให้เท่านั้น ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าสมาชิกหรือเครือข่ายหรือสมคบกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

การบังคับใช้แรงงานหรือบริการต้องมีการกระทำในลักษณะเป็นการบีบบังคับผู้เสียหายโดยมิชอบ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เดินทางจากรัฐยะไข่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มาประเทศไทยเพื่อไปประเทศมาเลเซีย ซึ่งแม้จะฟังว่าประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย แต่ก็เดินทางมาด้วยความสมัครใจไม่ได้ถูกบีบบังคับ จึงมิใช่เป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการอันจะถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 วรรคสอง และวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8, 83, 91, 310, 312, 312 ทวิ, 312 ตรี, 319, 320 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 7, 9, 10, 11, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 6, 25

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 แก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุ นางสาวคอนิส ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 18 ปี นางสาวเฟรุสเบกอม ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 19 ปี นางสาวยัสมิน ผู้เสียหายที่ 3 อายุ 16 ปี เป็นบุตรของนางฮาเซน๊ะ ผู้เสียหายที่ 5 และนางสาวเซนูฮาราบีบี ผู้เสียหายที่ 4 อายุ 15 ปี โดยผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นชาวโรฮินจา เชื้อชาติและสัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่ที่รัฐยะไข่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกประมาณ 300 คน ซึ่งเป็นชาวโรฮินจาเดินทางโดยเรือลำใหญ่จากรัฐยะไข่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มาขึ้นฝั่งที่เกาะหญ้าคา อำเภอละงู จังหวัดสตูล พักอยู่ 2 คืน ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกเดินทางโดยเรือไปยังบ้านบ่อเจ็ดลูก อำเภอละงู จังหวัดสตูล แล้วพากันเดินไปนั่งรถกระบะ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกรวม 29 คน เป็นกลุ่มสุดท้าย นั่งรถกระบะหมายเลขทะเบียน ถช 7352 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และรถกระบะดัดแปลงแบบห้องเย็นหลังคาสูง หมายเลขทะเบียน บจ 2454 สตูล ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ ระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวก พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และรถกระบะทั้งสองคันเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นของกลาง สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันรับ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นการจับกุม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยคู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานอื่นนอกจากฐานที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฐานร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เสียก่อน โจทก์มีพันตำรวจเอกเสกสันต์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสตูล เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปลายปี 2557 พยานทราบจากชาวบ้านว่ามีขบวนการขนชาวโรฮินจาจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักร จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้พยานรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน พยานและผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมกันสืบสวนจากข้อมูลของชาวบ้าน สามารถรวบรวมข้อมูลผู้กระทำความผิดในลักษณะเครือข่ายได้ เป็นเครือข่ายชนชาวโรฮินจาในพื้นที่จังหวัดสตูล มีนายปัจจุบัน เป็นหัวหน้า นายอาบู หรือ สจ.บู เป็นผู้ดำเนินการขนชาวโรฮินจา และยังมีนายวุฒิ ซึ่งมีนายสถิต เป็นลูกน้องทำหน้าที่หาคนไปรับขนชาวโรฮินจาไปประเทศมาเลเซีย โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับขนชาวโรฮินจา และโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอาบูมานำสืบสนับสนุน โดยนายอาบูให้การว่านายอาบูเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์โรฮินจา โดยได้รับการติดต่อจากนายปัจจุบัน ซึ่งภายหลังตกลงวางแผนแล้ว ได้ร่วมในการขนย้ายคนต่างด้าวประมาณ 20 ครั้ง รวมคนต่างด้าวที่นายอาบูและทีมงานขนย้ายประมาณ 5,000 คน แต่คนต่างด้าวในคดีนี้นายอาบูได้สอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ทราบว่าเป็นของนายวุฒิ ไม่ใช่ของนายปัจจุบัน เห็นว่า การกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามคำฟ้องของโจทก์มีองค์ประกอบของความผิด คือ เป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือร่วมกันสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) และ (2) คดีนี้แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอาบูจะสอดรับกับคำเบิกความของพันตำรวจเอกเสกสันต์ว่าในพื้นที่จังหวัดสตูลมีขบวนการขนชาวโรฮินจา โดยมีนายปัจจุบันเป็นหัวหน้า นายอาบูเป็นผู้ดำเนินการขนชาวโรฮินจา และยังมีนายวุฒิซึ่งมีนายสถิตเป็นลูกน้องที่ทำหน้าที่หาคนไปรับขนชาวโรฮินจาก็ตาม แต่พันตำรวจเอกเสกสันต์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงานของขบวนการขนชาวโรฮินจา หรือสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับขบวนการขนชาวโรฮินจา คำเบิกความของพันตำรวจเอกเสกสันต์ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้รับขนชาวโรฮินจา ซึ่งสอดรับกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่านายสถิตว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ขับรถขนชาวเมียนมา เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับจ้างขับรถขนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกโดยรู้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกเป็นคนต่างด้าว ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามความหมายของคำว่า สมาชิก หมายถึง ผู้มีสิทธิและมีส่วนร่วมในสมาคม องค์การ หรือกิจกรรมใด ๆ คำว่า เครือข่าย หมายถึง ระบบ เส้นทาง หรือการปฏิบัติงานที่ติดต่อประสานกันเป็นโยงใย กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่มีความเห็นใกล้เคียงกัน มีการติดต่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน และคำว่า สมคบ หมายถึง ร่วมคบคิดกัน ดังนี้ การเป็นสมาชิกในองค์กรใด ผู้นั้นต้องมีสิทธิและมีส่วนร่วมเป็นผู้หนึ่งในองค์กรนั้น ส่วนการเป็นเครือข่ายในองค์กรใด ผู้นั้นต้องมีความสัมพันธ์กับองค์กรนั้นในลักษณะประสานกันเป็นโยงใย มีความเห็นใกล้เคียงกัน และมีการติดต่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนการสมคบกัน ผู้นั้นต้องร่วมกันคบคิดตระเตรียมการและวางแผนกันมาก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับขนชาวโรฮินจาในลักษณะเป็นการรับจ้างทำงานให้เท่านั้น ไม่อยู่ในความหมายของคำว่าสมาชิกหรือเครือข่าย หรือสมคบกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือเครือข่าย หรือสมคบกับขบวนการขนชาวโรฮินจาเข้ามาในประเทศไทย และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกเข้ามาในประเทศไทย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและร่วมกันพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานอื่นนอกจากฐานดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีนายมามัธรอบีชหรือมามัชรอบีช นางสาวอูมูอาเร็ส ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 และพันตำรวจโทมงคล พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้สอบคำให้การผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวน เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 อยู่ที่รัฐยะไข่ นายหน้าได้ชักชวนผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเนื่องจากนายหน้าจะได้ค่าใช้จ่ายจากคนที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ไม่ได้บอกผู้เสียหายที่ 2 ว่าเป็นงานอะไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีเงินเดือนเท่าใด ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงเนื่องจากในรัฐยะไข่เกิดปัญหาสู้รบระหว่างชาวโรฮินจากับชาวพุทธ นายหน้าพาผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ลงเรือลำเล็กไปขึ้นเรือลำใหญ่ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ถูกชายชาวพม่าบังคับให้ลงเรือเพื่อไปประเทศมาเลเซีย โดยถูกขู่ว่าหากหลบหนีจะถูกฆ่า ในเรือลำใหญ่มีชาวโรฮินจาประมาณ 300 คน มีทั้งถูกจับตัวมาและเต็มใจมา มีชายคนไทยเป็นผู้ควบคุม 4 คน หากจะเข้าห้องน้ำต้องขออนุญาต ได้รับประทานอาหารวันละ 2 มื้อ แต่ละมื้อเป็นข้าวกับพริกแห้ง 1 เม็ด เดินทางไปขึ้นฝั่งที่เกาะทุ่งหญ้าคา ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกเข้าใจว่าเป็นเกาะ ผู้หญิงพักในขนำหรือเพิงพัก ผู้ชายพักในป่าใกล้ขนำ มีผู้ควบคุม 1 คน และมีคนนำข้าวมาให้วันละ 2 รอบ พักอยู่ 2 วัน เดินทางต่อโดยเรือลำเล็กไปขึ้นฝั่งที่บ้านบ่อเจ็ดลูก มีชายไทยรอรับ 1 คน พาเดินไปขึ้นรถ มีรถกระบะ 4 คัน และผู้ชาย 5 คน ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกรวม 29 คน ขึ้นรถเป็นกลุ่มสุดท้าย นายมามัชรอบีชกับพวกนั่งรถกระบะคันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกนั่งรถกระบะคันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ เป็นรถกระบะมีหลังคาต่อเติมแบบทึบมองไม่เห็นด้านนอก ไม่สามารถเปิดประตูจากด้านในได้ ต้องนั่งอย่างแออัดและหายใจไม่ค่อยออก เดินทางไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวก เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าถูกบังคับจับลงเรือจากรัฐยะไข่เพื่อเดินทางไปประเทศมาเลเซีย แต่ขณะนั้นเกิดปัญหาสู้รบระหว่างชาวโรฮินจากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งร่วมเดินทางมากับผู้เสียหายที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 3 ตกลงทำงานที่ประเทศมาเลเซียเนื่องจากไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่อแสดงว่าชาวโรฮินจาเดินทางออกจากรัฐยะไข่เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินซึ่งมีสาเหตุมาจากการสู้รบระหว่างชาวโรฮินจากับชาวพุทธ ผู้เสียหายที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ต้องหาที่ 1 ว่าหากต้องถูกส่งตัวออกนอกประเทศไทย จะเลือกกลับไปรัฐยะไข่ หรือไปประเทศที่สาม พยานตอบว่าจะไปหาสามีที่ประเทศมาเลเซีย ดังนี้ หากผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้เดินทางออกจากรัฐยะไข่ เหตุใดผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ยินยอมถูกส่งตัวกลับไปที่รัฐยะไข่ อีกทั้งผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกซึ่งเป็นชาวโรฮินจามีประมาณ 300 คน ผู้ควบคุมบนเรือมีเพียง 2 คน ผู้ควบคุมที่เกาะทุ่งหญ้าคามี 1 คน โดยเฉพาะที่เกาะทุ่งหญ้าคาผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกไม่ได้ถูกคุมขังหรือกักขัง เกาะทุ่งหญ้าคาไม่ใช่เกาะแต่เป็นแผ่นดินใหญ่ ผู้ควบคุมก็ไม่มีอาวุธ โดยสภาพแล้วไม่สมเหตุผลที่ผู้เสียหายที่ 1 จะถูกบังคับให้เดินทางไปประเทศมาเลเซียโดยผ่านประเทศไทย ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าขณะอยู่บนเรือผู้เสียหายที่ 2 ขอกลับบ้าน แต่ผู้ควบคุมเรือไม่ให้กลับ นั้น เห็นว่า น่าจะเป็นความคิดของผู้เสียหายที่ 2 เพียงชั่วขณะหนึ่งซึ่งเกิดจากความยากลำบากในระหว่างเดินทางดังที่พันตำรวจโทมงคลเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ ประกอบกับชาวโรฮินจาในเรือมีประมาณ 300 คน เป็นการยากที่เรือจะกลับไปส่งผู้เสียหายที่ 2 ที่รัฐยะไข่เพียงคนเดียว พฤติการณ์สอดรับกันฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เดินทางออกจากรัฐยะไข่ผ่านประเทศไทยเพื่อไปประเทศมาเลเซียด้วยความสมัครใจ มิได้เกิดจากการข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด สำหรับผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 อายุ 16 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ ถือว่าเป็นเด็กตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 การกระทำความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ต้องกระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งมาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติว่า การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส การนำคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพื่อการค้า การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และมาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติว่า การบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความว่า การข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่น (2) ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ (3) ใช้กำลังประทุษร้าย (4) ยึดเอกสารสำคัญประจำตัวของบุคคลนั้นไว้ หรือนำภาระหนี้ของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่นมาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ (5) ทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เห็นได้ว่าการบังคับใช้แรงงานหรือบริการต้องมีการกระทำในลักษณะเป็นการบีบบังคับผู้เสียหายโดยมิชอบ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เดินทางจากรัฐยะไข่มาประเทศไทยเพื่อไปประเทศมาเลเซียซึ่งแม้จะฟังว่าประสงค์จะไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย แต่ก็เดินทางมาด้วยความสมัครใจยินยอม ไม่ได้ถูกบีบบังคับ จึงมิใช่เป็นการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ อันจะถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พยานหลักฐานโจทก์ก็รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำโดยประสงค์จะเอาผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ฐานเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส ร่วมกันนำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และฐานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด พาหรือส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 7, 9, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 312, 312 ทวิ, 320 ส่วนผู้เสียหายที่ 1 อายุ 18 ปี ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 อายุ 16 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ ถือว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เป็นเด็กตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และผู้เสียหายที่ 3 ต้องพลัดพรากจากผู้เสียหายที่ 5 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 3 ไปนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเพียงแต่ขนผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เพื่อไปประเทศมาเลเซีย โดยประสงค์จะได้ค่าตอบแทนการจากการขน มิได้เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้หรือโดยมิชอบจากตัวผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 โดยตรง หรือพรากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อหากำไรจากผู้เสียหายที่ 3 โดยตรง แม้ระหว่างเดินทางผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเด็กดำรงชีพด้วยความลำบาก เช่น รับประทานอาหารวันละ 2 มื้อ ก็มิใช่เป็นการกระทำทารุณ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก กระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 ฐานโดยทุจริตรับไว้ซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และรับไว้ซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 312 ตรี และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเพื่อหากำไร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทมงคล พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่าในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมในการขนชาวโรฮินจา โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มารับผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกด้วย เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การครั้งแรกโดยไม่ได้กล่าวถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่เพิ่งให้การซัดทอดจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ภายหลังเกิดเหตุ 1 เดือนเศษ มีโอกาสที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะปรุงแต่งข้อเท็จจริงได้ ส่วนที่นายมามัธรอบีชหรือมามัชรอบีชซึ่งเป็นชาวโรฮินจาได้ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกรวม 5 คน มารับนายมามัธรอบีชกับพวก นั้น เป็นพฤติการณ์ที่ยังห่างไกลต่อเหตุผลที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนอีก คำซัดทอดดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 วรรคสอง ม. 6 วรรคสาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 (1) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายสุประวัติ ฤทธิ์ชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565 -ที่ 7567/2561
#629031
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับบริษัท อ. ทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสามแทนบริษัท อ. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 แม้หลังจากที่โจทก์ทั้งสามแสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว โจทก์ทั้งสามยังกลับไปเรียกร้องบริษัท อ. โดย จ. ให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมและ จ. ได้สั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ทั้งสามไว้ ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามมาตรา 374 สิ้นสุดไปด้วย ถือว่าโจทก์ทั้งสามยังมีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย

ตามสัญญาจะซื้อจะขายพิพาทไม่ได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 จึงต้องแปลความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสามนั้นถึงกำหนดชำระเมื่อมีการจดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนั่นเอง เมื่อปรากฏว่าบริษัท อ. จดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ย่อมถือว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ทั้งสามถึงกำหนดในวันดังกล่าว หาใช่ถึงกำหนดนับแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสามแสดงเจตนาให้จำเลยทั้งสามทราบว่าจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,056,196.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,741,216 บาท (ที่ถูก 5,741,261 บาท) แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,471,435.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,394,907 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,132,845.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,969,907.04 บาท (ที่ถูก 2,969,707 บาท) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 6,056,196.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,741,261 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,471,435.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,394,907 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,132,845.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,969,707 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,000 บาท และโจทก์ที่ 3 จำนวน 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความเรียงตามโจทก์แต่ละราย รายละ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับบริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราพร้อมที่ดินของบริษัทเอบี. วูด จำกัด ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กับบริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์ ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญา กำหนดให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้การค้าของบริษัทเอบี. วูด จำกัด จำนวน 11 ราย รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 14,956,881 บาท ซึ่งรวมหนี้ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 5,741,261 บาท ของโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,394,907 บาท และของโจทก์ที่ 3 จำนวน 2,969,707 บาท โดยผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อนำหนี้ดังกล่าวหักในยอดของทรัพย์ที่จะซื้อขายได้ ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เจ้าหนี้บริษัทเอบี. วูด จำกัด ทั้ง 11 ราย ไปพบจำเลยที่ 2 และเจรจาเรื่องการชำระหนี้ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว มีเจ้าหนี้ 8 ราย ตกลงรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ส่วนโจทก์ทั้งสามโดยโจทก์ที่ 1 ไม่ตกลงเพราะจำเลยที่ 2 จะแบ่งชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสามเป็นงวด แต่โจทก์ทั้งสามประสงค์จะได้รับชำระหนี้ทั้งหมดในครั้งเดียว วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 บริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 9 ธันวาคม 2557 โจทก์ทั้งสามมีหนังสือขอถือเอาประโยชน์ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย และขอให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ให้โจทก์แต่ละคนตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557

สำหรับมูลหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับบริษัทเอบี. วูด จำกัด สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 บริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ทั้งสามว่า บริษัทเอบี. วูด จำกัด ยอมรับว่าเป็นหนี้จากการซื้อไม้ท่อนยางพาราจากโจทก์ทั้งสาม จำนวน 5,741,261 บาท 1,350,225 บาท และ 2,969,707 บาท ตามลำดับ และได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสระ สั่งจ่ายเงินเท่าจำนวนที่เป็นหนี้โจทก์แต่ละคน มอบให้โจทก์ทั้งสามไว้คนละฉบับ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2557 โจทก์ทั้งสามกับบริษัทเอบี. วูด จำกัด ได้ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญารับสภาพหนี้ว่าบริษัทเอบี. วูด จำกัด เป็นหนี้โจทก์ทั้งสามและตกลงเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ให้โจทก์ทั้งสามเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสระ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 สั่งจ่ายเงินจำนวน 6,257,974.49 บาท (เป็นต้นเงิน 5,741,261 บาท ดอกเบี้ย 516,713.49 บาท) จำนวน 1,471,745.25 บาท (เป็นต้นเงิน 1,350,225 บาท ดอกเบี้ย 121,520.25 บาท) และจำนวน 3,236,980.63 บาท (เป็นต้นเงิน 2,969,707 บาท และดอกเบี้ย 267,273 บาท) ตามลำดับ ต่อมาเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสระ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ทุกฉบับที่นายเจียมรัตน์สั่งจ่ายให้โจทก์ทั้งสามถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทั้งสามร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บริษัทเอบี. วูด จำกัด และนายเจียมรัตน์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 และพนักงานอัยการได้ฟ้องบริษัทเอบี. วูด จำกัด และนายเจียมรัตน์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามสละสิทธิไม่ขอรับชำระหนี้ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายโรงงานฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ยอมรับชำระหนี้เป็นงวด ๆ จากจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ทั้งสามกลับไปเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากบริษัทเอบี. วูด จำกัด และบริษัทดังกล่าวโดยนายเจียมรัตน์ได้ทำบันทึกต่อท้ายสัญญารับสภาพหนี้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 ให้โจทก์ทั้งสามไว้ และได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสระ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 แทนเช็คฉบับเก่าที่บริษัทเอบี. วูด จำกัด สั่งจ่ายให้โจทก์ทั้งสามไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 โดยเช็คฉบับใหม่ได้รวมเงินต้นและดอกเบี้ยที่บริษัทเอบี. วูด จำกัด ต้องรับผิดให้แก่โจทก์ทั้งสามด้วย และต่อมาเมื่อเช็คฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทั้งสามได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บริษัทเอบี. วูด จำกัด และนายเจียมรัตน์ จนศาลพิพากษาปรับบริษัทเอบี. วูด จำกัด และจำคุกนายเจียมรัตน์ ทั้งโจทก์ทั้งสามแจ้งต่อนายเจียมรัตน์ว่าไม่ประสงค์จะรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้คืนเงินที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามให้นายเจียมรัตน์แล้ว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ทั้งสามสละสิทธิไม่ขอรับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสามจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามมีนายเจียมรัตน์เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสามแล้วโจทก์ทั้งสามแจ้งแก่นายเจียมรัตน์ว่าไม่ประสงค์จะเรียกร้องหนี้จากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ ของนายเจียมรัตน์โดยจำเลยทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยที่ 2 และนายเจียมรัตน์เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินส่วนที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ทั้งสามคืนนายเจียมรัตน์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่มีหลักฐานการชำระหนี้มาแสดงนั้น ก็เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจ เพราะจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคืนให้นายเจียมรัตน์เท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวนมากถึง 10,105,875 บาท หากมีการชำระคืนกันจริงตามที่จำเลยที่ 2 และนายเจียมรัตน์เบิกความ จำเลยที่ 2 และนายเจียมรัตน์ จะต้องมีหลักฐานมาแสดง คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และนายเจียมรัตน์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามได้ตกลงกับบริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์ว่าไม่ประสงค์ที่จะรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานว่าได้จ่ายเงินจำนวน 10,105,875 บาท คืนให้นายเจียมรัตน์แล้วดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้าง ทั้งการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้คืนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามให้นายเจียมรัตน์นั้นยังเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก ซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กับบริษัทเอบี. วูด จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญากระทำตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 และแม้จำเลยที่ 1 กับบริษัทเอบี. วูด จำกัด จะทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสามแทนบริษัทเอบี. วูด จำกัด อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 แล้วก็ตาม แต่ฐานะเจ้าหนี้ลูกหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับบริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์ก็ยังคงมีอยู่มิได้สิ้นสุดลงไปแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หลังจากที่โจทก์ทั้งสามแสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 แล้ว โจทก์ทั้งสามยังกลับไปเรียกร้องบริษัทเอบี. วูด จำกัด โดยนายเจียมรัตน์ให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมและนายเจียมรัตน์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสระ ให้โจทก์ทั้งสามไว้ ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามมาตรา 374 สิ้นสุดไปด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ทั้งสามยังมีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต่อไป คดียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามสละสิทธิไม่ขอรับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสาม และการที่โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับชำระหนี้มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเพียงใด เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามจำนวน 5,741,261 บาท 1,394,907 บาท และ 2,969,707 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามตามจำนวนดังกล่าว แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่ได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 จึงต้องแปลความว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสามนั้นถึงกำหนดชำระเมื่อมีการจดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนั่นเอง และเมื่อปรากฏว่าบริษัทเอบี. วูด จำกัด จดทะเบียนโอนที่ดินและโรงงานให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ย่อมถือว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ทั้งสามถึงกำหนดในวันดังกล่าว หาใช่ถึงกำหนดนับแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสามแสดงเจตนาให้จำเลยทั้งสามทราบแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2557 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์ทั้งสามคงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 และเมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,741,261 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,394,907 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 2,969,707 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละคน นับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นายทรงศักดิ์ สังเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7551/2561
#629044
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายกัญชาเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเฉพาะข้อหาจำหน่ายกัญชา ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อหานี้ ซึ่งไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาฟังว่า พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยมีกัญชาแห้ง จำนวน 4 ถุง และเมล็ดกัญชาแห้ง จำนวน 1 ถุง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยการขายกัญชาแห้งนั้นให้แก่ ป. จำนวน 1 ถุง และ พ. จำนวน 2 ถุง และมีอาวุธปืนยาวบรรจุปาก (ปืนแก๊ป) และปืนยาวอัดลม ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของนายทะเบียนประทับไว้ และเครื่องกระสุนปืนบรรจุปาก (ดินดำ แก๊ปกระดาษ เม็ดตะกั่ว ใยมะพร้าว) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้ข้อหาความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด จึงให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 19/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 76/1, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบกัญชาและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบกัญชาที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และอาวุธปืนของกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานจำหน่ายกัญชา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายชาติชายและนายทินวุฒิ ปลัดป้องกันอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี กับพวก ตั้งด่านตรวจบริเวณสี่แยกบ้านหนองผักแผว ถนนบ้านไร่ - ลานสัก หมู่ที่ 5 ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ในระหว่างนั้นนายพรศักดิ์ ขับรถจักรยานยนต์มีนายเป้า นั่งซ้อนท้ายแล่นผ่านมา นายชาติชายเห็นนายพรศักดิ์ทิ้งสิ่งของลงข้างทาง เมื่อนายชาติชายเรียกให้หยุดรถและขอตรวจค้นปรากฏว่าพบกัญชาแห้งจำนวน 1 ห่อ ซุกซ่อนอยู่ที่กางเกงชั้นในของนายเป้า และไปตรวจสอบบริเวณที่นายพรศักดิ์ทิ้งสิ่งของพบกัญชาแห้ง จำนวน 2 ห่อ บรรจุในถุงพลาสติกสีขาว จากนั้นมีการขยายผลประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ให้นายพรศักดิ์และนายเป้าพาไปตรวจค้นบ้านของจำเลยในเวลาประมาณ 18 นาฬิกา พบจำเลยและบุตรสาวของจำเลย ผลการตรวจค้นภายในบ้านไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่พบธนบัตรอยู่ภายในตู้เสื้อผ้าจำนวน 40,000 บาท และจากการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตร 65,240 บาท ทั้งบริเวณหลังบ้านของจำเลยห่างประมาณ 50 เมตร ซึ่งมีสภาพเป็นชายป่ามันสำปะหลังพบกัญชาแห้งจำนวน 1 ถุง เมล็ดกัญชาจำนวน 1 ถุง และบ้องกัญชาจำนวน 1 บ้อง อยู่ในถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุง มีสังกะสีปิดคลุมไว้ ห่างจากจุดที่พบกัญชาประมาณ 4 เมตร พบปืนอัดลมจำนวน 1 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ที่ซอกต้นไม้ และห่างจากจุดที่พบปืนอัดลมประมาณ 2 เมตร พบอาวุธปืนแก๊ปจำนวน 1 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้า จึงยึดเป็นของกลางและควบคุมตัวจำเลย นายพรศักดิ์และนายเป้า พร้อมด้วยของกลาง ส่งมอบร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้วยคตดำเนินคดี สำหรับข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายกัญชาเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเฉพาะข้อหาจำหน่ายกัญชา ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ประการใด แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อหานี้ ซึ่งไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายกัญชา และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงแก่การรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเชื่อได้ว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยมีกัญชาแห้ง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 4 ถุง และเมล็ดกัญชาแห้งจำนวน 1 ถุง น้ำหนักรวม 82.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายโดยการขายกัญชาแห้งนั้นให้แก่นายเป้า จำนวน 1 ถุง น้ำหนัก 5.36 กรัม ในราคา 100 บาท และนายพรศักดิ์ จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 16.32 กรัม ในราคา 200 บาท ในวันเดียวกัน จำเลยมีอาวุธปืนยาวบรรจุปาก (ปืนแก๊ป) ความกว้างปากลำกล้องประมาณ 12 มิลลิเมตร ความยาวลำกล้องประมาณ 104 เซนติเมตร 1 กระบอก และปืนยาวอัดลม ความกว้างปากลำกล้องประมาณ 8 มิลลิเมตร ความยาวลำกล้องประมาณ 104 เซนติเมตร 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของนายทะเบียนประทับไว้ และเครื่องกระสุนปืนบรรจุปาก (ดินดำ แก๊ปกระดาษ เม็ดตะกั่ว ใยมะพร้าว) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คดีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อหาความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน และเมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด จึงให้ยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม กัญชาของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น และอาวุธปืนของกลาง เป็นทรัพย์ที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงต้องริบกัญชาและอาวุธปืนของกลาง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบกัญชาและอาวุธปืนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางสาวเกสสุดา มุสิกะปาน
ศาลอุทธรณ์ — นายภีม ธงสันติ
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา