คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7136/2561
#628013
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และอ้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง และไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

เหตุทำร้ายร่างกายเกิดบนรถบัสรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 นายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ประกาศของจำเลยที่ 2 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้าย ร. โดยบีบคอจนมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 และประกาศดังกล่าว อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 2) จ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้เพิกถอนคำสั่งที่ 72/2555 ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ 24,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 1 คำขออื่น ๆ ให้ยกเสียทั้งสิ้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย

คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 72/2555 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กรณีร้ายแรงหรือไม่ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยในส่วนแรกว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยเห็นว่าโจทก์ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ควรเพิกถอน แต่กลับวินิจฉัยในส่วนหลังว่า การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องส่วนตัวมิใช่เรื่องงานอาจลงโทษเบากว่าเลิกจ้างได้ และศาลแรงงานภาค 2 กลับอ้างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 2 ขัดกันเอง กล่าวคือหากโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงและจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยชอบตามที่วินิจฉัยในส่วนแรก ศาลแรงงานภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยเพียงว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่านั้น แต่ศาลแรงงานภาค 2 กลับมาวินิจฉัยเพิ่มขึ้นนอกเหนือประเด็นข้อพิพาทอีกว่า การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสมควร คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีได้ เพื่อความรวดเร็วจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัย

คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุเกิดในรถบัสรับส่งพนักงานของจำเลยที่ 2 รับพนักงานจากเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไปทำงานที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อทำงานกะดึกเวลา 20 นาฬิกา เป็นต้นไป รถบัสคันเกิดเหตุเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคนิตยา ทัวร์ มีนายอนุชา เป็นคนขับ เหตุเริ่มต้นเกิดจากโจทก์ถอดรองเท้าเอาขาพาดเหยียดเท้ากับราวจับบันไดกลางรถบัสซึ่งมีประตูกลาง ประตูกลางจะใช้เฉพาะเวลาพนักงานลงรถพร้อมกันจำนวนมาก นางรวีวรรณ ต่อว่าโจทก์ในเรื่องนี้พร้อมจะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปโจทก์ โจทก์มีอารมณ์โกรธโจทก์จึงทำร้ายนางรวีวรรณโดยบีบคอ จำเลยที่ 2 มีระเบียบข้อบังคับการทำงานข้อ 39 กำหนดว่า "ทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกาย หรือข่มขู่หัวหน้างานหรือผู้กระทำการแทนบริษัท หรือลูกค้าบริษัท หรือพนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใดที่มาติดต่องานกับบริษัท ทั้งในเวลาทำงานและนอกเวลาทำงานในบริเวณบริษัท หรือสถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม" เป็นความผิดร้ายแรง และจำเลยที่ 2 มีประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 เรื่อง การทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาทภายในโรงงาน รถรับส่งพนักงาน และพื้นที่ที่บริษัทกำหนด โดยระบุว่า "พนักงานที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทั้งในเขตพื้นที่บริษัท บนรถรับส่งพนักงาน หรือภายนอกบริษัทซึ่งเป็นสถานที่ที่บริษัทจัดกิจกรรม บริษัทจะพิจารณาลงโทษเลิกจ้างพนักงานที่กระทำผิด โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น" เห็นว่า คดีนี้เกิดเหตุบนรถรับส่งพนักงานที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้ลูกจ้างเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงาน แม้จะเป็นเวลาก่อนที่ลูกจ้างเข้าปฏิบัติงาน แต่ก็เป็นเวลาเกี่ยวเนื่องก่อนลูกจ้างเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบห้ามมิให้พนักงานที่โดยสารรถรับส่งทำร้ายร่างกายและทะเลาะวิวาทบนรถรับส่งพนักงานได้ ดังนั้นประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 จึงมีผลใช้บังคับได้ การที่โจทก์ทำร้ายนางรวีวรรณมีรอยแดงช้ำที่คอเข้าข่ายเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 2 ข้อ 39 และประกาศเลขที่ HR/ER - 002/2549 อันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคท้าย ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 48 ม. 51 วรรคหนึ่ง ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณฐวัฒน์หรือสมคิด นิพรรัมย์
จำเลย — นางสาวปัทมาภรณ์ วีระจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2561
#629008
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ดังนั้น เงินที่ให้ต่อกันโดยมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว แม้จะให้ในวันทำสัญญาก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นมัดจำ แม้โจทก์จะมอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาและระบุในสัญญาข้อ 2 ว่าเป็นมัดจำก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 สามารถสรุปใจความว่า หากโจทก์ผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงิน 500,000 บาท ดังกล่าว เงิน 500,000 บาท จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ซึ่งเบี้ยปรับนั้นสูงเกินสมควร ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับนั้นลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 130,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 370,000 บาท

เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาท จำเลยจึงมีหนี้เป็นจำนวนที่แน่นอนและเป็นที่ยุติว่าต้องชำระนับแต่วันที่จำเลยทราบคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตรา

ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13108 ในราคา 1,300,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดที่ 1 โจทก์มอบเงิน 500,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนที่เหลือจะแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด คืองวดที่ 2 ในวันที่ 15 เมษายน 2558 จำนวน 400,000 บาท และงวดที่ 3 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 จำนวน 400,000 บาท ต่อมาโจทก์ขอผัดผ่อนชำระเงินงวดที่ 2 โดยจะชำระเงินงวดที่ 2 และที่ 3 พร้อมกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 แต่เมื่อถึงกำหนดชำระโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าว เป็นเงินมัดจำหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ดังนั้น เงินที่ให้ต่อกันโดยมิใช่เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวแม้จะให้ในวันทำสัญญาก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นมัดจำ คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องนั้นมีการนำแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปมาจัดทำโดยเจตนาแท้จริงของโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันว่าเงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญานั้นเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินตกลงซื้อขายกันจึงเริ่มต้นด้วยการระบุไว้ในสัญญาข้อหนึ่งซึ่งเป็นการระบุถึงที่มาของการชำระเงินจำนวนดังกล่าวไว้ชัดแจ้งว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดิน หาใช่เป็นเงินมัดจำดังที่จำเลยอ้าง และโจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เงิน 500,000 บาท ที่ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าวไม่ใช่เงินมัดจำ แต่เป็นการชำระหนี้บางส่วนโดยโจทก์ได้กู้ยืมมาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจากนั้นจะยื่นขอกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระในงวดที่ 2 และที่ 3 ซึ่งโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่าโจทก์จำเป็นต้องยื่นขอกู้เงินจากธนาคารดังกล่าวเพื่อนำมาชำระในงวดที่ 2 และที่ 3 แต่ต่อมาโจทก์ไม่อาจได้รับการอนุมัติเงินกู้ได้ทันกำหนดนัดในงวดที่ 2 โดยได้รับแจ้งจากธนาคารดังกล่าวว่าจะได้รับเงินกู้ทั้งหมดในวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 และโจทก์ได้แจ้งขอผัดผ่อนเลื่อนกำหนดนัดดังกล่าวต่อจำเลยแล้วในวันที่ 15 เมษายน 2558 และยังได้แจ้งอีกครั้งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และเบิกความถึงเจตนาเกี่ยวกับการทำสัญญาดังกล่าวมีใจความโดยสรุปว่า โจทก์อ่านและเขียนภาษาไทยได้โดยมีความรู้จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูป เจตนาของโจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าวมีเจตนาเพียงตามเฉพาะข้อความที่เขียนด้วยลายมือเท่านั้น ไม่ใช่ข้อความที่เป็นลายพิมพ์ในสัญญาสำเร็จรูปดังกล่าว ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานโดยมีนายสุทธิรักษ์ ซึ่งเป็นพยานและเป็นผู้เขียนสัญญา มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาดังกล่าวเป็นเงินมัดจำโดยก่อนลงลายมือชื่อโจทก์ได้อ่านและเข้าใจข้อความในสัญญานั้นแล้ว แต่นายสุทธิรักษ์ก็เบิกความรับว่าจำเลยขอให้พยานไปช่วยเขียนสัญญาให้และสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากร้านค้าโดยพยานเป็นผู้เขียนตัวหนังสือเพิ่มข้อความลงไปในสัญญา ในวันทำสัญญา จำเลยต้องการให้โจทก์ชำระเงินทั้งหมดครั้งเดียว แต่โจทก์อ้างว่าไม่มีเงินที่จะชำระในครั้งเดียวทั้งหมด ขอแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยมีข้อตกลงกันว่าในงวดแรกนั้นโจทก์จะชำระเงินจำนวน 500,000 บาท ถ้าหากงวดต่อ ๆ ไปโจทก์ผิดนัด ก็จะให้จำเลยริบเงินในงวดแรกนั้นได้และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า สาระสำคัญของสัญญาดังกล่าวคือจำเลยยินยอมให้โจทก์แบ่งชำระเงินเป็น 3 งวด พยานไม่ทราบว่าการที่จำเลยสามารถริบเงินมัดจำจากโจทก์ได้จะเป็นเพราะเงื่อนไขที่ปรากฏในข้อตกลงข้อ 3 ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ และตามสัญญาดังกล่าวไม่มีการระบุเกี่ยวกับวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โดยพยานอ้างว่าแม้ไม่ได้ระบุเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาแต่มีการตกลงกันในวันทำสัญญาว่าหากโจทก์ชำระเงินครบทั้งสามงวดก็จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือวันถัดไปหลังจากที่ได้ชำระเงินงวดสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดปรกติทั่วไปของการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่คู่สัญญาจะให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาที่ดินที่จะซื้อขาย การชำระเงินและกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังจะเห็นได้จากแบบพิมพ์ในสัญญาดังกล่าวซึ่งในสัญญาข้อ 1 มีการพิมพ์ข้อความเพียงว่า ผู้จะขายยอมตกลง จากนั้นได้เว้นว่างไม่มีการพิมพ์ข้อความใด ๆ ไว้ 3 บรรทัด โดยบรรทัดที่ 4 พิมพ์คำว่า เป็นราคาเงินแล้วเว้นช่องว่างให้เติมจำนวนเงิน บรรทัดที่ 5 พิมพ์คำว่า โดยจะ แล้วเว้นช่องว่างไว้ 2 บรรทัด โดยในบรรทัดที่ 7 อันเป็นบรรทัดสุดท้ายมีการพิมพ์ข้อความว่า ให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ แล้วเว้นช่องว่างให้กรอกวันเดือนปี ส่วนข้อความในสัญญา ข้อ 2 และข้อ 3 เป็นการพิมพ์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องมัดจำโดยละเอียดโดยเว้นช่องว่างไว้ให้เติมจำนวนเงินมัดจำ และในข้อ 4 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายไม่มีการพิมพ์ข้อความใด ๆ โดยปล่อยว่างทั้ง 4 บรรทัด เพื่อให้เติมข้อความนั้น ลักษณะของแบบพิมพ์ดังกล่าวน่าจะทำไว้เพื่อให้มีการระบุสาระสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดโฉนดที่ดินกับราคาที่ตกลงซื้อขาย การชำระเงิน และการกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในสัญญาข้อที่ 1 ดังจะเห็นได้จากการที่ข้อความในสัญญาข้อ 3 ได้มีการพิมพ์ข้อความระบุไว้ในแบบพิมพ์นั้นด้วยว่า... ถ้าผู้จะขายผิดสัญญาไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนดในข้อหนึ่ง... แต่กลับปรากฏว่ามีการเติมข้อความด้วยลายเขียนในสัญญาข้อ 1 ถึงรายละเอียดโฉนดที่ดิน ราคาที่ตกลงซื้อขาย การแบ่งจ่ายชำระเป็น 3 งวด งวดแรกจำนวนเงิน 500,000 บาท จากนั้นเป็นข้อความที่พิมพ์คำว่า ให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ ซึ่งข้อความที่เติมวันเดือนปีเป็นวันที่ 26 มีนาคม 2558 อันเป็นวันตรงกับวันที่ทำสัญญาซึ่งมีระบุไว้ที่ส่วนบนของสัญญา และมีการเขียนข้อความต่อเนื่องสำหรับการชำระเงิน 3 งวด ดังกล่าว โดยในส่วนที่เหลือจากงวดแรกนั้นนำมาเขียนไว้ในข้อ 4 ระบุ จำนวนเงินและกำหนดชำระเงินของงวดที่ 2 และที่ 3 จึงส่อให้เห็นความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้ระบุข้อตกลงในเรื่องวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ก็ดี หรือความไม่สอดคล้องของข้อความในสัญญาข้อ 3 ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ระบุข้อความสื่อไปถึงกำหนดการไปทำสัญญาและจดทะเบียนขายตามกำหนดในข้อ 1 แต่ในข้อ 1 กลับเป็นเพียงการเขียนข้อความในช่องว่างระบุถึงการแบ่งจ่ายเงินเป็น 3 งวด และจำนวนเงินกับกำหนดวันเวลาชำระเงินงวดแรกในวันทำสัญญาก็ดี ล้วนเป็นข้อพิรุธส่อให้เห็นถึงความสับสนและบกพร่องในการเขียนข้อความอันเป็นข้อตกลงในสัญญาโดยน่าจะเป็นเพราะมุ่งประสงค์ให้ความสำคัญแก่ข้อตกลงในเรื่องของราคาซื้อขายและการผ่อนชำระเงินเป็น 3 งวด เท่านั้น โดยไม่ได้มีการอ่านข้อความที่เป็นลายพิมพ์ที่ปรากฏในแบบพิมพ์สัญญานั้นให้ถี่ถ้วนจึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองในข้อความดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ดังนี้แม้จะมีการเขียนระบุ จำนวนเงิน 500,000 บาท ไว้ในช่องที่เว้นไว้ให้เติมจำนวนเงินมัดจำในข้อ 2 ด้วยก็ตามแต่การตีความสัญญานั้น จำต้องตีความสัญญาทั้งฉบับ เมื่อข้อความในสัญญามีความสับสนส่อพิรุธหลายประการเช่นนั้น ทำให้มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าข้อความในสัญญาน่าจะมีข้อบกพร่องไม่ตรงตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา ทั้งจากคำเบิกความของนายสุทธิรักษ์ที่ว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยประสงค์จะให้โจทก์ชำระเงินในคราวเดียวแต่โจทก์ไม่มีเงินจึงเสนอขอแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยงวดแรกจะชำระในวันทำสัญญา ส่วนงวดที่ 2 และที่ 3 นั้นกำหนดไว้ตามที่ปรากฏในสัญญา ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเจตนาของคู่สัญญาประสงค์ให้เงินจำนวน 500,000 บาท นั้น เป็นการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่เป็นการชำระมัดจำ แต่จากข้อความในสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 ที่มีใจความโดยสรุปว่า หากโจทก์ผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงินจำนวน 500,000 บาท ดังกล่าว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินสมควรศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดจำนวนเบี้ยปรับนั้นลงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยว่าภายหลังจากโจทก์ขอเลื่อนการชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาชำระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์ก็ผิดสัญญาไม่ชำระเงินดังกล่าวให้ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังจากนั้นเพียง 23 วัน จำเลยก็ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นไปซึ่งแม้จำเลยเบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยว่าการขายให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นได้เงินประมาณ 1,100,000 บาท แต่จำเลยก็ไม่ได้มีหลักฐานมานำสืบสนับสนุนว่าขายไปในราคาดังกล่าวจริง แต่กลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นไปในราคาไม่ต่ำกว่าที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้กับโจทก์ ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยริบเบี้ยปรับได้ 130,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 370,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน 370,000 บาท จำเลยจึงมีหนี้เงินจำนวนที่แน่นอนและเป็นที่ยุติว่าต้องชำระ จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวลดาวัลย์ ใยมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2561
#629004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่างสัญญาว่าจ้างให้จำเลยลงลายมือชื่อและจำเลยขอแก้ไขรายละเอียดก่อน แต่จำเลยก็ให้โจทก์เข้าทำงานตามที่ตกลงกันแล้วโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการพูดถึงเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาที่ยังตกลงในสัญญาที่ยังตกลงกันไม่ได้อีก เหตุที่มีการโต้เถียงเรื่องสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดจากการที่โจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลย จำเลยจึงอ้างระเบียบของจำเลยที่ต้องทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาโจทก์และจำเลยก็ไม่ได้ลงชื่อในสัญญาจ้างแต่โจทก์ก็ยอมรับปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้รับจ้าง ส่วนจำเลยได้ถือเอาประโยชน์จากสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างและมีการชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้ เชื่อได้ว่าโจทก์ตกลงรับจะทำการงานให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงให้ค่าจ้างเพื่อการนั้น ทำให้สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยได้เกิดขึ้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 โดยโจทก์และจำเลยมิได้มุ่งหมายให้สัญญาจ้างทำของพิพาทต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือโดยให้คู่สัญญาลงชื่อในสัญญาอีก สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าสัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,767,808.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,982,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินและสรรพเอกสารทั้งหมดคืนจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 11,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,637,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 เมษายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,406,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารชุดชื่อ ซิม (SYM) วิภา-ลาดพร้าว เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2554 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้จัดการและประสานงานเพื่อให้ลูกค้าผู้ซื้อห้องชุดของจำเลยตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้างและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ลูกค้ารวม 500 ห้อง ในระหว่างการดำเนินการโจทก์และจำเลยจัดพิมพ์และแก้ไขร่างสัญญาที่ทำขึ้นเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ทำงานดังกล่าวซึ่งสัญญาว่าจ้างระบุให้โจทก์และจำเลยลงชื่อในสัญญาว่าจ้าง โจทก์กล่าวอ้างว่าเข้าทำงานจัดการตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ไปแล้ว และโจทก์ขอเรียกเก็บเงินค่าจ้างตามสัญญาจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 500,000 บาท แต่ไม่ชำระค่าจ้างที่เหลือโดยโต้แย้งว่าจำเลยยังมิได้ทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรกับโจทก์ ต่อมาจำเลยชำระเงินให้โจทก์อีก 300,000 บาท ต่อมาไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างที่เหลือ แต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยมิได้หยิบยกปัญหาว่า โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องร้องจำเลยในคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะหยิบยกฎีกาข้อนี้ขึ้นมาในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ชั้นแรกโจทก์ร่างสัญญาว่าจ้างให้จำเลยลงชื่อและจำเลยขอแก้ไขรายละเอียดก่อน แต่จำเลยก็ให้โจทก์เข้าทำงานตามที่ตกลงกันแล้วโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการพูดถึงเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาที่ยังตกลงกันไม่ได้อีก เหตุที่มีการโต้เถียงเรื่องการทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดจากการที่โจทก์ทวงถามเงินค่าจ้างจากจำเลย จำเลยจึงอ้างระเบียบของจำเลยที่ต้องทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมาโจทก์และจำเลยก็ไม่ได้ลงชื่อในสัญญาจ้าง แต่โจทก์ก็ยอมรับปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาในฐานะผู้รับจ้าง ส่วนจำเลยได้ถือเอาประโยชน์จากสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างและมีการชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์แล้วบางส่วน พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ตกลงรับจะทำการงานให้แก่จำเลย และจำเลยตกลงให้ค่าจ้างเพื่อการงานนั้น ทำให้สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์และจำเลยได้เกิดขึ้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 โดยโจทก์และจำเลยมิได้มุ่งหมายให้สัญญาจ้างทำของพิพาทต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือโดยให้คู่สัญญาลงชื่อในสัญญาอีก สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย หาได้มีกรณีเป็นที่สงสัยว่าสัญญาจะต้องทำเป็นหนังสือตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์ทำงานโดยมีเนื้องานเพียงใด และจำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ในชั้นสืบพยานโจทก์ โจทก์มีนางสาวณัฐกานต์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เบิกความว่า หลังจากจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการงาน คือ การประสานงานกับลูกค้าผู้ซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลยให้มาตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของห้อง หากพบความชำรุดบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของห้องชุด โจทก์มีหน้าที่ประสานงานให้ผู้ที่ทำงานรับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขห้องชุดให้มีความสมบูรณ์ตามแบบของสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยกับลูกค้า หลังจากนั้นโจทก์ยังมีหน้าที่ประสานงานในการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดแทนจำเลยโดยโจทก์ต้องเป็นตัวแทนจำเลยในการจดทะเบียนโอนห้องชุดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้าจนเสร็จ และคิดค่าจ้างตามสัญญา คือ 350 ห้องแรก จำเลยและโจทก์ตกลงค่าจ้างในอัตราห้องละ 30,000 บาท และอีก 150 ห้องที่เหลือจำเลยตกลงจะให้ค่าจ้างในอัตราห้องละ 15,000 บาท ต่อการทำกิจการงานแทนจำเลย ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวกับจำเลยจนเสร็จสิ้นแล้ว และโจทก์ยังมีการส่งเอกสารและภาพถ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการของโจทก์ที่กระทำแทนจำเลย ดังนั้น โจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมานำสืบว่าโจทก์ได้ดำเนินการทำงานให้แก่จำเลยแล้วและเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างอันเป็นสัญญาจ้างทำของอย่างหนึ่ง ส่วนจำเลยนั้นมีนางสาววรนารถ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยและนางสาวธนิดา ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยต่างเบิกความโต้แย้งในทำนองเดียวกันว่า โจทก์กับจำเลยยังไม่ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิขอรับเงินค่าจ้างและโจทก์ไม่ดำเนินการประสานงานกับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับโอนห้องชุดของจำเลยโดยไม่ทำหน้าที่ประสานงานให้ลูกค้ามาดูสภาพของห้องว่ามีความชำรุดบกพร่องอย่างไร ทั้งไม่ประสานงานกับฝ่ายก่อสร้างในโครงการอาคารชุดของจำเลยให้มาปรับปรุงแก้ไขห้องชุดให้มีความสมบูรณ์เรียบร้อยตามสัญญา ทั้งโจทก์ยังไม่ดำเนินการทำเอกสารเกี่ยวกับการตรวจรับห้องชุดให้ลูกค้าลงนาม จนทำให้จำเลยต้องให้ลูกจ้างของจำเลยดำเนินงานเอง นอกจากนี้เมื่อจำเลยนัดให้ลูกค้าตรวจข้อบกพร่องภายในห้องชุดฝ่ายจำเลยต้องจัดเตรียมเอกสารเพื่อให้ลูกค้าลงนามเอง ประการต่อไปที่โจทก์ไม่ดำเนินการ คือ ทางฝ่ายจำเลยจะต้องดำเนินการเบิกจ่ายแบบชุดเครื่องเรือนซึ่งจะต้องมีประจำห้องชุดที่โอนให้ลูกค้าเอง โดยโจทก์ไม่ดำเนินการซึ่งมีลูกค้าบางราย ได้ติดต่อกับจำเลยว่า เมื่อนัดกับโครงการของจำเลยเพื่อมาตรวจความชำรุดบกพร่องและความเรียบร้อยของห้องชุด ฝ่ายโจทก์ก็มิได้ดำเนินการประสานงานเพื่อพาลูกค้าไปตรวจห้องชุดดังกล่าว ดังนั้น ลูกค้าจึงโทรศัพท์มาแจ้งข้อขัดข้องดังกล่าวให้จำเลยทราบ จำเลยจึงทราบว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการประสานงานและอำนวยความสะดวกกับลูกค้าในขั้นตอนก่อนมีการโอนห้องชุดให้แก่ลูกค้า แต่การเบิกความของจำเลย คงมีแต่พยานบุคคลเข้าสืบ แต่ไม่มีพยานอื่นเช่นลูกค้าที่ไม่ได้รับการติดต่อประสานงานหรือไม่ได้รับบริการจากโจทก์ซึ่งต้องทำตามหน้าที่ที่จำเลยตกลงให้โจทก์ทำหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าว ทั้งไม่มีพยานเอกสารหรือภาพถ่ายมาแสดง เช่นนี้ โจทก์จึงมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมาสืบ ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลย จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินการประสานงานกับลูกค้าในการพาลูกค้าไปตรวจสภาพความบกพร่องของห้องชุดว่ามีมากน้อยเพียงใด กับทั้งมีการประสานงานให้ผู้รับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขความบกพร่องของห้องชุดตลอดจนการประสานงานและการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกค้าแทนจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความรับผิดจะต้องจ่ายค่าจ้างของการงานที่โจทก์กระทำไปให้แก่โจทก์

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ว่า จำเลยจะต้องรับผิดในค่าจ้างของการงานที่โจทก์กระทำในการงานตามสัญญาว่าจ้างให้แก่โจทก์นั้น มีเพียงใด ในประเด็นฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ว่า นอกจากที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าจ้างแก่โจทก์เป็นเงิน 2,406,300 บาท นั้น โจทก์ยังไม่พอใจเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ได้ทำการงานโดยมีเนื้องานเต็มตามฟ้อง โจทก์ควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกเป็นค่าจ้างห้องชุดละ 30,000 บาท เต็มตามคำฟ้อง โดยโจทก์โต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์แยกค่าจ้างของโจทก์ออกเป็น 3 งาน คือ งานโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลูกค้า งานส่งมอบเครื่องเรือนและงานส่งมอบห้องชุดแก่ลูกค้า และแยกการงานดังกล่าวออกโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเนื้องานที่พยานโจทก์และจำเลยนำสืบแล้วคงเห็นว่า จำเลยคงต้องรับผิดเพียง 2,000,000 บาท นั้นยังไม่ถูกต้อง ส่วนจำเลยฎีกาว่า ศาลกำหนดค่าจ้างให้แก่โจทก์สูงเกินไป เห็นว่า ในเรื่องนี้แม้นางสาวณัฐกานต์ กรรมการของโจทก์ จะเบิกความว่า โจทก์ทำกิจการงานตรงตามสัญญาว่าจ้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อพยานจำเลยคือผู้รับมอบอำนาจจำเลยเบิกความโต้แย้งในเรื่องการแบ่งการทำงานของโจทก์ออกเป็น 3 ส่วน คือ การเตรียมการโอนห้องชุดด้วยการประสานงานให้ลูกค้าดูสภาพของห้องชุดว่ามีความชำรุดบกพร่องอย่างไร และต้องประสานงานแก้ไขให้ผู้รับจ้างก่อสร้างมาแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามสัญญาจะซื้อขายของลูกค้ากับจำเลย การประสานงานเพื่อให้มีการจัดส่งเครื่องเรือนซึ่งกำหนดในสัญญาจะซื้อขายว่าในห้องชุดนั้นจะต้องมีเครื่องเรือนให้ครบตามสัญญาจะซื้อขาย กับการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทางทะเบียนซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารและเอกสารสิทธิตลอดจนประสานงานให้ลูกค้าได้รับการจดทะเบียนโอนห้องชุดจึงจะเป็นการงานที่แล้วเสร็จ ซึ่งพยานโจทก์มิได้เบิกความและอธิบายในเรื่องนี้ไว้แต่พยานจำเลยคือผู้รับมอบอำนาจจำเลยและลูกจ้างของจำเลยที่เข้าเบิกความโต้แย้งว่า การกระทำการงานแทนจำเลยของโจทก์ยังมีความบกพร่องและไม่เรียบร้อย ซึ่งในเรื่องนี้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเรื่องการงานของโจทก์ไว้โดยละเอียดว่าการจัดการงานของโจทก์ที่ทำแทนจำเลยตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวนั้น แม้โจทก์จะเบิกความยืนยันว่าได้ทำการงานครบถ้วน แต่จำเลยก็ยังโต้แย้งในเรื่องเนื้องานว่าโจทก์ยังทำงานบกพร่องในการประสานงานทั้ง 3 ขั้นตอนตามข้อต่อสู้ของจำเลยและยังมีลูกค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่าฝ่ายโจทก์มิได้ประสานงานกับจำเลยตามขั้นตอนที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ และศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเนื้องานที่โจทก์กระทำให้จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นเนื้องานที่ทำลงไปได้ประมาณหนึ่งในสามจึงกำหนดความรับผิดให้รับผิดต่อโจทก์เมื่อหักค่าจ้างที่ค้างชำระแล้วเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 2,406,300 บาท นั้น นับว่าเป็นการกำหนดค่าจ้างให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ถูกต้องและเป็นธรรมแก่โจทก์และจำเลยแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลกำหนดความรับผิดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์สูงเกินไปนั้นก็ยังมิได้อาจรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่า เหตุที่โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและเอกสารการทำงานออกจากสำนักงานของจำเลยไปสืบเนื่องมาจากโจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลยแล้ว จำเลยชำระเพียงบางส่วน จำเลยมีหนังสือขอให้โจทก์ส่งเอกสารคืน โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยชำระค่าจ้างและบอกเลิกสัญญาจ้างหากจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ภายใน 7 วัน กับขอใช้สิทธิยึดหน่วงเอกสารการดำเนินการตามสัญญาให้แก่ลูกค้าของจำเลย เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ตามกำหนดในหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ การที่โจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงเอกสารการดำเนินการบริหารการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่อยู่ในสำนักงานของจำเลยซึ่งให้โจทก์ใช้เป็นสถานที่ทำงานนั้น ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองเอกสารและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงเอกสารดังกล่าวจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลย ดังนี้ โจทก์ย่อมไม่ใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งจากโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคสอง ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิติ โพธิวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วรงค์พร จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7107/2561
#629035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 191 เม็ด แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยโทรศัพท์แจ้งให้ ว. ไปรับเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ดที่อื่น ซึ่งมิใช่ที่ห้องพักของจำเลย ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนจากห้องพักไปวางไว้ด้วยตนเองหรือใช้ให้บุคคลใดนำไปวาง ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด ได้ความจาก พันตำรวจโท ก. ว่า พบอยู่บนที่นอนภายในห้องพักของจำเลย ประกอบกับจำเลยรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และจากการตรวจปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพและเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกรรมหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้เพื่อเสพ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งต้องรับโทษเช่นเดียวกับการกระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 12 ปี 8 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษเป็นอีกกรรมหนึ่ง คงฟ้องร่วมกันมาเป็นกรรมเดียว จึงลงโทษจำเลยฐานนี้ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยได้ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว และเมื่อความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งรับโทษเท่าความผิดสำเร็จแต่เพียงบทเดียว จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 400,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับนายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์ พร้อมเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด แจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจตามไปจับจำเลยที่ห้องพักและตรวจค้นในห้องพักพบเมทแอมเฟตามีนอีก 2 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าเสพเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 193 เม็ด และร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด น้ำหนัก 18.569 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.672 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด น้ำหนัก 18.386 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.639 กรัม ให้แก่สายลับ อันมีความหมายว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดเป็นจำนวนเดียวกันแต่จำเลยกับพวกได้จำหน่ายเพียงบางส่วน แต่ในทางพิจารณานายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์พยานโจทก์กลับเบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยโทรศัพท์แจ้งให้นายวัฒนชัยไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ริมทางบริเวณป้ายขนส่งจังหวัดระยองเพื่อนำไปมอบให้แก่นางสาวพัชรี ไม่ใช่ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ห้องพัก ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนจากห้องพักไปวางไว้ด้วยตนเองหรือใช้ให้บุคคลใดนำไปวาง ภายหลังถูกจับกุมและมีการตรวจนับปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด เท่านั้น จำเลยจึงร่วมกับนายวัฒนชัยและนายอภิรักษ์มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวพัชรี 191 เม็ด อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่พบที่ห้องพักของจำเลยในภายหลัง ไม่ปรากฏจากพยานปากใดว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้เพื่อจำหน่ายด้วย แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโทกฤตพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าในขณะตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด บนที่นอนของจำเลย จำเลยรับว่าได้เสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และจากการตรวจปัสสาวะของจำเลยพบสารเมทแอมเฟตามีน จึงเชื่อว่าเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบภายหลังการล่อซื้อเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อเสพ และเป็นคนละส่วนกับเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ที่จำเลยกับพวกมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายไปในคราวเดียวให้แก่นางสาวพัชรี จำเลยจึงมีเจตนาแยกการครอบครองเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด และเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 191 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายกรรมหนึ่ง และฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในส่วนเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ว่า โจทก์ไม่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่งจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ที่ค้นพบในภายหลังนี้จำเลยรับว่าเป็นของตนมีไว้เพื่อเสพ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้โจทก์จะฟ้องข้อหาว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนที่พบในภายหลัง 2 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่วินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เพราะข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน และปรับ 400,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 193 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 วรรคสอง ม. 67 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7100/2561
#629025
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้จาก ส. ด้วยการซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยในขณะที่จำเลยกับพวกขับรถผ่านด่านตรวจเพื่อช่วยเหลือ ส. ให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางให้รอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ถูกจับกุม เป็นการช่วยเหลือเพื่อให้ความสะดวกแก่ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ส. ให้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยเป็นสามเท่าตามที่กฎหมายกำหนด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ในการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยกับนายสมเจตน์ เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเกิดเหตุนายสมเจตน์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ฌย 5523 กรุงเทพมหานคร พร้อมจำเลยและนายอนุพงษ์ กับนายพนมกร เพื่อนนายสมเจตน์เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดในภาคเหนือและพักค้างคืนที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะพักค้างคืนนายสมเจตน์และเพื่อนชายทั้งสองร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยไม่ได้ร่วมเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วนายสมเจตน์เก็บเมทแอมเฟตามีนที่เหลืออีก 26 เม็ด ไว้ที่ตัว ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 นายสมเจตน์ขับรถยนต์พาจำเลยและเพื่อนชายทั้งสองเดินทางไปอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขณะรถยนต์กำลังจะแล่นผ่านด่านตรวจถาวรอำเภอแม่จัน ร้อยตำรวจโท จรัญ เจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจเห็นนายสมเจตน์และเพื่อนชายสองคนมีลักษณะคล้ายคนเพิ่งเสพยาเสพติดมาจึงขอตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของนายสมเจตน์และเพื่อนชายทั้งสอง และพบว่ามีสารเสพติดอยู่จริง และเมื่อมีการตรวจค้นตัวจำเลยก็พบเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อยกทรงของจำเลย นายสมเจตน์และจำเลยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสมเจตน์ที่ฝากจำเลยไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโท จรัญ และดาบตำรวจ สันติสุข เจ้าพนักงานตำรวจร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะที่พยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านตรวจถาวรอำเภอแม่จัน และให้นายสมเจตน์หยุดรถยนต์เก๋งที่กำลังขับให้ตรวจอยู่นั้น ดาบตำรวจ สันติสุขสังเกตเห็นนายสมเจตน์กับชายอีกสองคนในรถยนต์มีท่าทางคล้ายคนที่เสพยาเสพติดให้โทษมา จึงสั่งให้นายสมเจตน์ขับรถเข้าชิดริมถนนและให้นายสมเจตน์กับชายอีกสองคนลงจากรถเพื่อทำการตรวจปัสสาวะ ส่วนจำเลยนั่งรออยู่ในรถ ผลการตรวจปัสสาวะของนายสมเจตน์กับชายสองคนพบว่ามีผลบวก แต่เมื่อค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ร้อยตำรวจโท จรัญจึงให้นายสมเจตน์ขับรถอ้อมกลับไปยังที่ทำการด่านตรวจเพื่อตรวจค้นรถ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่สังเกตเห็นว่าจำเลยมีท่าทางกระสับกระส่ายเป็นพิรุธจึงขอตรวจค้นตัวจำเลย ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อยกทรงของจำเลย ร้อยตำรวจโท จรัญสอบถามนายสมเจตน์แล้วรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนที่ฝากจำเลยไว้ตอนอยู่ในรถ และจำเลยให้การว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของนายสมเจตน์ที่ฝากตนไว้ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซุกซ่อนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยที่นายสมเจตน์ฝากเก็บไว้ขณะที่จำเลยกับพวกขับรถผ่านด่านตรวจที่เกิดเหตุ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายสมเจตน์และจำเลยที่ว่า เมื่อนายสมเจตน์ขับรถไปใกล้จะถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ นายสมเจตน์ยื่นห่อกระดาษชำระพันถุงพลาสติกที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งให้จำเลยนำไปเก็บซ่อนไว้ที่ตัว จำเลยรับมาแล้วนำไปเก็บไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยเบิกความรับว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ค้นพบในเสื้อยกทรงของจำเลยเป็นของนายสมเจตน์สามีที่ฝากไว้ขณะถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุ แต่อ้างว่าขณะที่นายสมเจตน์ฝากไว้ไม่ได้บอกว่าเป็นของอะไร และจำเลยไม่ทราบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า จำเลยเป็นภริยานายสมเจตน์และได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลย นายสมเจตน์ และเพื่อนนายสมเจตน์อีก 2 คน พักในโรงแรมที่พักในจังหวัดเชียงใหม่ นายสมเจตน์กับพวกได้เสพเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นรุ่งเช้าได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนถึงด่านตรวจที่เกิดเหตุแม้ไม่ได้ความว่าจำเลยได้ร่วมเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย แต่จำเลยเป็นภริยานายสมเจตน์และพักร่วมห้องเดียวกับนายสมเจตน์ และร่วมเดินทางมาด้วยกัน สภาพของนายสมเจตน์และพวกอีก 2 คน ที่เจ้าพนักงานตำรวจพบมีท่าทางคล้ายคนเพิ่งเสพยาเสพติดให้โทษมา การที่นายสมเจตน์นำเมทแอมเฟตามีนของกลางฝากจำเลยไว้และจำเลยเก็บเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลยเพราะไม่ต้องการให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจที่เกิดเหตุตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว จำเลยย่อมทราบได้โดยสามัญสำนึกว่าสิ่งของที่รับฝากไว้ดังกล่าวเป็นยาเสพติดที่เป็นสิ่งของผิดกฎหมาย มิฉะนั้นนายสมเจตน์ก็คงไม่จำต้องให้จำเลยนำไปเก็บซ่อนไว้ภายในเสื้อยกทรงเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเช่นนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยรู้ว่าสิ่งของที่นายสมเจตน์ฝากไว้เป็นเมทแอมเฟตามีนจำเลยซึ่งมีโอกาสที่จะโยนสิ่งของดังกล่าวทิ้งไปเพื่อเป็นการทำลายหลักฐานไม่ให้เหลือติดตัวจำเลย ให้ต้องถูกจับกุมในภายหลังนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีโอกาสขว้างเมทแอมเฟตามีนของกลางทิ้งแต่ไม่ทิ้งมิได้หมายความว่าจำเลยไม่รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน แต่อาจเป็นเพราะจำเลยเป็นผู้หญิงการเก็บซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ในเสื้อยกทรงของจำเลย ซึ่งเป็นที่ปกปิดมิดชิดยากแก่การตรวจค้น และคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะไม่ตรวจค้นตัวผู้หญิงก็เป็นได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้จากนายสมเจตน์โดยรู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนเพื่อช่วยเหลือนายสมเจตน์ให้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางรอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจที่เกิดเหตุโดยไม่ถูกจับกุม เป็นการช่วยเหลือเพื่อให้ความสะดวกแก่นายสมเจตน์ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายสมเจตน์ให้กระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาวกนกวรรณ โสมเมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายวัชระ เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7088/2561
#629018
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ติดตั้งประตู หน้าต่าง และงานอื่น ๆ ที่ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมและกระจกในอาคารชุด ท. โจทก์ส่งมอบงานให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่ปรากฏว่างานที่โจทก์ทำยังมีข้อบกพร่อง และจำเลยได้ทักท้วงให้โจทก์เข้าแก้ไขงานโดยตลอด การที่โจทก์ไม่เข้าไปแก้ไขงานที่รับจ้างให้เรียบร้อย แต่เกี่ยงให้จำเลยชำระค่าจ้างเสียก่อน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฝ่ายจำเลยย่อมชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 599 แต่สินจ้างที่จำเลยอาจใช้สิทธิยึดหน่วงไว้ได้นั้น จำเลยชอบที่จะยึดหน่วงไว้เพียงจำนวนเพื่อเป็นประกันตามสมควรในงานจ้างที่ชำรุดบกพร่องเท่านั้น ตามนัยมาตรา 599 จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างเกินกว่าความเสียหายที่เกิดจากงานจ้างที่ชำรุดบกพร่องดังกล่าว เมื่อความเสียหายของจำเลยตามฟ้องแย้งเห็นได้ว่าน้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ค้างชำระมาก จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างเกินกว่าความเสียหายดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าจ้างจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,351,592 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,228,720 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 620,008.95 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,074,381 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,064,761 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 27 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยรับจ้างก่อสร้างอาคารชุดโครงการไทดี้ ดีลักซ์ (Tidy Deluxe) สุขุมวิท 34 จากบริษัททองหล่อสิบเจ็ด จำกัด ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2556 จำเลยจ้างโจทก์ให้ติดตั้งประตู หน้าต่าง และงานอื่น ๆ ที่ใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมและกระจกในอาคารชุดดังกล่าว รวมวงเงินค่าจ้างงานทั้งสิ้น 10,802,721.07 บาท โจทก์ส่งมอบงานและจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วจำนวนหกครั้ง ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โจทก์ส่งมอบงานงวดสุดท้ายเป็นเงินค่าจ้าง 2,028,720.86 บาท จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มกราคม และวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เป็นเงิน 500,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ เป็นเงินรวม 800,000 บาท ส่วนที่เหลือ 1,228,720 บาท จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เพียงใด และจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างหรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาอ้างว่า เมื่อเกิดการชำรุดบกพร่องในงานของโจทก์ และจำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมแล้ว โจทก์กลับปฏิเสธจะเข้าซ่อมแซม ทั้งยังไม่ได้ให้ประกันตามสมควรแก่จำเลย จำเลยจึงชอบที่ยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 ทั้งหมด เห็นว่า ทางนำสืบโจทก์ยอมรับว่า งานของโจทก์มีข้อชำรุดบกพร่องและยังไม่ได้แก้ไข ฝ่ายจำเลยได้แจ้งให้โจทก์แก้ไขมาตลอด โดยการพูดคุยผ่านทางการส่งข้อความระบบไลน์จนถึงประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ไปบางส่วนหาเป็นการยอมรับมอบงานที่ทำนั้นโดยไม่อิดเอื้อนโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยาย แต่เป็นการจ่ายค่าจ้างในงานที่สำเร็จไปแล้วบางส่วนเท่านั้น เมื่อปรากฏว่างานที่โจทก์ทำยังมีข้อบกพร่อง และจำเลยได้ทักท้วงให้โจทก์เข้าแก้ไขงานโดยตลอด การที่โจทก์ไม่เข้าไปแก้ไขงานที่รับจ้างให้เรียบร้อย แต่เกี่ยงให้จำเลยชำระค่าจ้างเสียก่อน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฝ่ายจำเลยย่อมชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 599 แต่สินจ้างที่จำเลยอาจใช้สิทธิยึดหน่วงไว้ได้นั้น จำเลยชอบที่จะยึดหน่วงไว้เพียงจำนวนเพื่อเป็นประกันตามสมควรในงานจ้างที่ชำรุดบกพร่องเท่านั้น ตามนัยมาตรา 599 จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างเกินกว่าความเสียหายที่เกิดจากงานจ้างที่ชำรุดบกพร่องดังกล่าว เมื่อความเสียหายของจำเลยตามฟ้องแย้งเห็นได้ว่าน้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ค้างชำระมาก จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างเกินกว่าความเสียหายดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าจ้างจากจำเลย ส่วนความเสียหายที่จำเลยได้รับจากการทำงานบกพร่องของโจทก์ นายมานพ พยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า งานกระจกของโจทก์ยังไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่อง และนายพิชัย ลูกจ้างโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ราวและกระจกกันตกดาดฟ้าที่มีปัญหากระจกแตกร้าวเนื่องจากโครงสร้างงานปูนที่เป็นร่องรองรับงานเหล็กตัวยูเพื่อรองรับกระจกซึ่งเป็นงานของจำเลยไม่สมบูรณ์ ร่องดังกล่าวมีปูนหล่นลงไปในขณะที่จำเลยเทปูนบริเวณรอบข้างร่องเหล็กตัวยู ซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยการสกัดปูนที่ตกลงไปในร่องดังกล่าวออกให้กว้างขึ้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับจ้างติดตั้งกระจกดังกล่าวต้องใช้ความรู้ความสามารถและความชำนาญในงานที่ทำ แก้ไขไม่ให้กระจกที่ติดตั้งเกิดการแตกร้าวเพราะเหตุดังกล่าวซึ่งมิได้เกิดจากการใช้งานตามปกติ การที่กระจกที่โจทก์ติดตั้งแตกเสียหายจึงเกิดจากการที่โจทก์มิได้ใช้ความรู้ความสามารถและความชำนาญให้เพียงพอในการทำงานจ้างดังกล่าว แม้กระจกที่โจทก์ติดตั้งแตกร้าวภายหลังจากที่จำเลยฟ้องแย้งแล้ว ก็ถือเป็นความผิดของโจทก์โดยตรงที่ไม่ใช้ฝีมือและความชำนาญให้เพียงพอในการติดตั้งกระจกดังกล่าวให้สามารถใช้การได้ดี โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายส่วนนี้ เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในการแก้ไขซ่อมแซมงานจ้าง 242,479 บาท และค่าเสียหายจากภาระดอกเบี้ย 377,529.95 บาท รวมเป็นเงิน 620,008.95 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในการแก้ไขซ่อมแซมงานจ้างเป็นค่าแก้ไขซ่อมแซมงานกระจก ค่าจ้างอุดซิลิโคนขอบหน้าต่าง ค่าเปลี่ยนกระจกแตก รวมเป็นเงิน 94,339 บาท ค่าเสียหายที่บริษัททองหล่อสิบเจ็ด จำกัด หักเงินจำเลยเป็นค่าพื้นไม้และวอลล์เปเปอร์ เป็นเงิน 60,000 บาท ค่าซ่อมกระจก เป็นเงิน 9,630 บาท แต่จำเลยอุทธรณ์ขอมา 9,620 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์ทำงานบกพร่องเป็นเงิน 163,959 บาท เห็นว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งเพียงว่า ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ทำงานบกพร่อง ทำให้จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างที่ต้องชำระแก่โจทก์ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้างต้นว่า ความเสียหายของจำเลยตามฟ้องแย้งน้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ค้างชำระ 1,228,720 บาท จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงสินจ้างเกินกว่าความเสียหายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สอง คือ ค่าเสียหายที่จำเลยต้องจ้างพนักงานเดือนละ 5,000 บาท ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 ถึงเดือนเมษายน 2559 เป็นเงิน 90,000 บาท จำเลยฎีกาอ้างว่า หากไม่มีความชำรุดบกพร่องในส่วนงานของโจทก์ จำเลยจะส่งมอบผลงานงวดสุดท้ายได้ตามกำหนดเวลาในสัญญา และไม่จำต้องให้พนักงานมาควบคุมการทำงานก่อสร้างอีกต่อไป เห็นว่า พนักงานของจำเลยที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานจ้างและงานที่ต้องแก้ไข ไม่ได้ความว่าจำเลยจ้างพนักงานดังกล่าวเป็นพิเศษ เนื่องจากโจทก์ติดตั้งกระจกชำรุดบกพร่อง แต่เป็นเงินเดือนที่จำเลยต้องจ่ายพนักงานอยู่แล้ว ความเสียหายดังกล่าวจึงมิใช่ผลโดยตรงที่เกิดจากการทำงานชำรุดบกพร่องของโจทก์ที่ต้องรับผิดชอบต่อจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้าย คือ จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเข้าดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมในอัตราร้อยละ 20 ของเงินค่าเสียหาย ในงานก่อสร้างที่ผู้รับจ้างจะคิดคำนวณค่าจ้างรวมค่าดำเนินการหรือกำไรจากการทำงานในอัตราร้อยละ 20 ซึ่งเป็นปกติวิสัยในการประกอบการอยู่แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ความเสียหายในส่วนนี้เป็นการเข้าแก้ไขความชำรุดบกพร่องอันมีลักษณะเป็นงานเพิ่มที่จะต้องทำกันภายใต้ระยะเวลาใหม่ จำเลยต้องใช้เวลาและทุนในการเข้าดำเนินการใหม่อีกครั้งในการเข้าแก้ไขซ่อมแซม เห็นว่า ค่าดำเนินการงานจ้างอัตราร้อยละ 20 ที่ผู้รับจ้างเรียกเป็นผลกำไรจากงานจ้างตามที่จำเลยอ้างในฎีกา เป็นเงินกำไรในการปฏิบัติงานจ้างที่จำเลยคิดจากผู้ว่าจ้างจำเลยจึงไม่อาจนำทางปฏิบัติในการคิดกำไรดังกล่าวมาคำนวณเป็นค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยเรียกมาเป็นค่าดอกเบี้ยที่เกิดจากบริษัทผู้ว่าจ้างยึดหน่วงสินจ้างงวดที่ 20 และ 21 และเงินประกันผลงานที่จำเลยวางไว้ 9,293,303.84 บาท คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 377,529.95 บาท เห็นว่า จำเลยถูกผู้ว่าจ้างยึดหน่วงสินจ้างถึง 2 งวด และเงินประกันผลงานเป็นจำนวนมากถึง 9,293,303.84 บาท ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่างานจ้างของโจทก์มาก จำเลยยังมิได้ชำระเงินเพียง 1,228,720 บาท การที่จำเลยถูกผู้ว่าจ้างยึดหน่วงสินจ้างและเงินประกันผลงานดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติงานจ้างส่วนอื่นของจำเลยเองที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา กรณียังฟังไม่ได้ว่า ความเสียหายดังกล่าวเป็นผลจากการกระทำของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้แก่จำเลยชอบแล้ว เมื่อนำค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลย 163,959 บาท หักกับค่าจ้างที่ค้างชำระ 1,228,720 บาท คงเหลือเงินค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ จำนวน 1,064,761 บาท ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 599
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประหยัด ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068 -ที่ 7084/2561
#630015
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดแต่ละห้อง ซึ่งตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว การขอให้นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและออกหนังสือปลอดชำระหนี้ อยู่ในอำนาจหน้าที่และขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 โดยตรง เมื่อทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 14 ซึ่งเป็นผู้จัดการหรือในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าวกระทำการนอกเหนือจากขอบอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 อันมีลักษณะเป็นการละเมิดหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 14

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด โจทก์ย่อมต้องผูกพันตามเงื่อนไขการเข้าสู้ราคา ข้อสัญญาและคำเตือนผู้ซื้อที่กำหนดไว้ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้ผู้เข้าประมูลซื้อทราบก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแต่ละห้อง เมื่อตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนโอนกรรมสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 โจทก์จึงต้องผูกพันตามเนื้อความดังกล่าวในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดคนเดิมค้างชำระอยู่ก่อนและในวันที่โจทก์เข้าประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ทั้งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์เป็นผู้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดเดิมค้างชำระมาหักออกจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ประกอบกับในการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดบางห้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้ในประกาศด้วย โจทก์ย่อมทราบถึงภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระก่อนโจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท การที่โจทก์ยังเข้าประมูล ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะถือเอาประโยชน์จากอายุความในหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวต่อไป ถือได้ว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 แล้ว โจทก์จะยกเรื่องหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมดหรือแต่บางส่วนขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) และจะขอชำระหนี้นับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี หาได้ไม่

ในส่วนของเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเนื่องมาจากเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในกำหนดนั้น แม้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) จะไม่ได้บัญญัติให้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ที่กำหนดให้คิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากเจ้าของร่วมก็ต่อเมื่อเจ้าของร่วมผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกำหนด เงินส่วนนี้เป็นลักษณะของการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ชอบที่จะเรียกร้องเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากโจทก์ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 เรียกไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว เมื่อพฤติการณ์เชื่อได้ว่าโจทก์ทราบถึงภาระหนี้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระแล้วเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท โจทก์ได้โต้แย้งว่าหนี้ในส่วนนี้ขาดอายุความ ก็ต้องถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งอายุความแล้วเช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระนับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้สำหรับห้องชุดแต่ละห้องให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเจ็ดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบเจ็ดสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 79/2554 หมายเลขแดงที่ พ 134/2555 ว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1821/2553 หมายเลขแดงที่ พ 135/2555 และหมายเลขดำที่ พ 87/2554 หมายเลขแดงที่ พ 152/2555 ว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 170/2554 หมายเลขแดงที่ พ 136/2555 และหมายเลขดำที่ พ 32/2554 หมายเลขแดงที่ พ 144/2555 ว่าจำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 169/2554 หมายเลขแดงที่ พ 138/2555 และหมายเลขดำที่ พ 86/2554 หมายเลขแดงที่ พ 150/2555 ว่าจำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 151/2554 หมายเลขแดงที่ พ 139/2555 และหมายเลขดำที่ พ 551/2554 หมายเลขแดงที่ พ 146/2555 ว่าจำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1818/2553 หมายเลขแดงที่ พ 140/2555 ว่าจำเลยที่ 6 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1819/2553 หมายเลขแดงที่ พ 141/2555 ว่าจำเลยที่ 7 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 95/2554 หมายเลขแดงที่ พ 142/2555 ว่าจำเลยที่ 8 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 595/2554 หมายเลขแดงที่ พ 145/2555 ว่าจำเลยที่ 9 เรียก จำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 33/2554 หมายเลขแดงที่ พ 147/2555 ว่าจำเลยที่ 10 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 596/2554 หมายเลขแดงที่ พ 148/2555 ว่าจำเลยที่ 11 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1816/2553 หมายเลขแดงที่ พ 149/2555 ว่าจำเลยที่ 12 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1817/2553 หมายเลขแดงที่ พ 151/2555 ว่าจำเลยที่ 13 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสิบเจ็ดสำนวนว่าจำเลยที่ 14 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ พ 145/2555, พ 147/2555 และ พ 148/2555 ว่าจำเลยที่ 15 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ พ 134/2555, พ 135/2555, พ 136/2555, พ 138/2555, พ 139/2555, พ 140/2555, พ 141/2555, พ 142/2555, พ 144/2555, พ 146/2555, พ 149/2555, พ 150/2555, พ 151/2555 และ พ 152/2555 ว่าจำเลยที่ 16

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกร่วมกันหรือแทนกันรับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดแต่ละห้องย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวและให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 15 และที่ 16 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 15 และที่ 16

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 โดยกำหนด ค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาจำหน่าย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ต่างเป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จำเลยที่ 14 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบการค้าอาคารชุด บริหารจัดการ ดูแลและจัดเก็บผลประโยชน์ของอาคารชุด ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 14 เป็นผู้จัดการอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำห้องชุดพิพาทออกขายทอดตลาด โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมแต่ละห้องที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 มาหักออกจากราคาประเมินของห้องชุดพิพาทแต่ละห้อง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการหักให้ตามที่โจทก์ขอ เป็นผลให้ราคาสมควรขายห้องชุดพิพาทแต่ละห้องลดลงต่ำกว่าราคาประเมิน ต่อมาโจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทดังกล่าวและเป็นผู้ประมูลซื้อได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 14 ในฐานะผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ให้ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ให้ชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดต้องมีผู้จัดการมีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และเป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดนั้น จำเลยที่ 14 ในฐานะผู้จัดการมีหน้าที่ตามกฎหมายในการรับชำระหนี้ค่าส่วนกลางและออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้แก่เจ้าของห้องชุดในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ไม่ดำเนินการรับชำระหนี้ส่วนกลางและออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 14ให้ดำเนินการดังกล่าวได้นั้น ปัญหานี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ให้รับชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดแต่ละห้องแต่ละสำนวนที่โจทก์ประมูลซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหนังสือปลอดภาระหนี้แก่โจทก์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ดังนั้นการขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและออกหนังสือปลอดภาระหนี้ จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่และขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 โดยตรง เมื่อทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 14 ซึ่งเป็นผู้จัดการหรือในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลอาคารชุดดังกล่าว กระทำการนอกเหนือ จากขอบอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 อันมีลักษณะเป็นการละเมิดหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 14 เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด โจทก์จึงย่อมต้องผูกพันตามเงื่อนไขการเข้าสู้ราคา ข้อสัญญาและคำเตือนผู้ซื้อที่กำหนดไว้ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เรื่อง ขายทอดตลาดห้องชุด ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้ผู้เข้าประมูลซื้อทราบก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแต่ละห้อง ดังนั้น เมื่อตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, มาตรา 29 และมาตรา 41 โจทก์จึงต้องผูกพันตามเนื้อความดังกล่าวในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระอยู่ก่อนและในวันที่โจทก์เข้าประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 โดยไม่เสนอจะชำระหนี้ที่ค้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 หาได้ไม่

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาทได้จากการขายทอดตลาดจึงย่อมได้รับโอนมาซึ่งสิทธิของเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิม โจทก์จึงมีสิทธิยกอายุความการบังคับสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 มีต่อเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมซึ่งมีกำหนด 5 ปี ขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ได้ ซึ่งมีผลให้โจทก์ยังคงต้องรับผิดเฉพาะหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า โจทก์เป็นผู้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระมาหักออกจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ในการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทบางห้องเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุไว้ในประกาศว่า ห้องชุดพิพาทที่จะนำออกขายนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำหนี้เท่าที่ตรวจสอบได้ไปหักออกจากราคาสมควรขาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์เองก็ทราบถึงภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท เมื่อเป็นเช่นนี้การที่โจทก์ยังคงเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทก็ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะถือเอาประโยชน์จากอายุความในหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวต่อไป จึงถือได้ว่าโจทก์ได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 แล้ว ดังนั้น โจทก์จะยกเรื่องหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมดหรือแต่บางส่วนขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) และจะขอชำระหนี้นับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี หาได้ไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์เสนอจะใช้ย้อนหลังไป 5 ปีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว มิใช่หนี้ที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระเพียงอย่างเดียวไม่ หากให้โจทก์รับผิดเฉพาะหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าโจทก์ฟ้องคดีภายหลังพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทได้ โจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระ ซึ่งไม่น่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ต้องการให้ผู้ชนะการประมูลเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระ ในส่วนของเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มอันเนื่องมาจากเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในกำหนดนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) จะไม่ได้บัญญัติให้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ที่กำหนดให้คิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากเจ้าของร่วมก็ต่อเมื่อเจ้าของร่วมผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกำหนดเงินในส่วนนี้จึงเป็นลักษณะของการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 นั่นเอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 จึงชอบที่จะเรียกร้องเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากโจทก์ได้ ทั้งเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 เรียกร้องจากโจทก์ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ว่า ไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว

ส่วนที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ทำนองว่า เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ขาดอายุความแล้วนั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสกุลชาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 จะแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบถึงภาระหนี้เบี้ยปรับพร้อมกับการแจ้งภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ ทั้งพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ปากนายบัณฑูร ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ก็เบิกความในประเด็นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ได้แจ้งภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงภาระหนี้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระแล้วเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทโจทก์ได้โต้แย้งว่าหนี้ในส่วนนี้ขาดอายุความก็ต้องถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งอายุความแล้วเช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระนับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้สำหรับห้องชุดพิพาทแต่ละห้องให้แก่โจทก์ได้ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 33 ม. 35 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7054/2561
#626230
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ด้วยการปลอมโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 ว่า เป็นของตนและนำสำเนาโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกันหนี้ โจทก์หลงเชื่อจึงให้จำเลยที่ 1 กู้เงินโดยทำสัญญากู้เงินและมอบเงิน 140,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงสำเร็จในวันดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์อีกว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินและขอใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ต่อไป โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ไว้ให้แก่โจทก์ด้วย โจทก์จึงหลงเชื่อยอมรับหลักประกันดังกล่าวและขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 สำเร็จไปแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าในการหลอกลวงครั้งหลังจำเลยทั้งสองได้รับทรัพย์สินจากโจทก์เพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินกู้ 140,000 บาท ที่ได้รับไปแล้ว แม้ว่าโจทก์จะทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่กับจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นเพียงขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น หาได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียสิทธิในสัญญากู้เงินฉบับเดิมแต่อย่างใดไม่ ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้นำสัญญากู้เงินดังกล่าวไปฟ้องคดีแพ่งและศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองในวันที่ 28 สิงหาคม 2558 จึงมิได้มีผลให้โจทก์หรือทำให้โจทก์ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภัทรวดี สนิทวงศ์
จำเลย — นางสาวปริยฉัตร ศิริสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นางจิราภา เรืองนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2561
#629036
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเลิกกันและไม่ปรากฏว่าหุ้นส่วนได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่น จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 1061 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำหรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นส่วนได้ตกลงร่วมกันชำระบัญชีโดยได้เริ่มต้นกระบวนการชำระบัญชีทำการรวบรวมรายรับรายจ่ายเพื่อการจัดทำบัญชีและทำการชำระหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้ว แต่เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในขั้นตอนสรุปผลกำไรขาดทุนของห้างหุ้นส่วนเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนอ้างค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการชำระบัญชีต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้คืนทุนและแบ่งผลกำไร

โจทก์จะมีสิทธิได้รับคืนทุนและส่วนแบ่งผลกำไรของห้างหุ้นส่วนต่อเมื่อได้มีการจัดสรรสินทรัพย์และหนี้สินของห้างหุ้นส่วนและทำการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนครบถ้วนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1062 เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับผลกำไรขาดทุนทำให้กระบวนการชำระบัญชีไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ถือไม่ได้ว่าหนี้การคืนทุนและแบ่งผลกำไรให้แก่โจทก์ถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทุนและกำไรของห้างหุ้นส่วนนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายตามฟ้อง แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินทั้งสองจำนวนและจำเลยทั้งสองปฏิเสธ จำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,308,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,756,338 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้าง มีนายประวิทย์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามประทับตรากระทำการผูกพันโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชนะการประมูลงานจัดซื้อท่อพีวีซีแข็งพร้อมข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน ส่งมอบที่จังหวัดศรีสะเกษ ในราคา 22,999,999 บาท ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายครั้งแรก แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบท่อพีวีซีแข็งพร้อมข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบที่ผลิตโดยบริษัทอุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งไว้ขณะทำสัญญา กรมชลประทานจึงบอกเลิกสัญญา ริบหลักประกัน 1,150,000 บาท และคิดค่าปรับจากจำเลยที่ 1 จำนวน 4,186,799.48 บาท รวมเป็นเงิน 5,336,799.48 บาท จากนั้นกรมชลประทานประกาศประกวดราคาจัดซื้อท่อพีวีซีแข็งพร้อมข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบครั้งที่สอง จำเลยที่ 1 ชนะการประมูลงานอีกครั้งหนึ่งและเข้าทำสัญญาซื้อขายแก่กรมชลประทาน ในราคา 22,999,999 บาท เท่ากับราคาตามสัญญาซื้อขายฉบับแรก เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาดังกล่าวและกรมชลประทานชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยหักชำระหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระจากการผิดสัญญาซื้อขายครั้งแรกกับทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 1 ออก ได้แก่ หลักประกัน 1,150,000 บาท ค่าปรับ 4,186,799.48 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 214,953.26 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 รับโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ 17,448,246.26 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนประมูลงานและทำสัญญาจำหน่ายท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์ข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน ตามสัญญาซื้อขายเลขที่ สชป.8/E.ศก.ซ.2/2556 ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายครั้งที่สอง จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คัดค้าน ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนประมูลงานและทำสัญญาจำหน่ายท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์ข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทานตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกด้วยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนร่วมประมูลงานจำหน่ายท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์ข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน ครั้งที่สอง ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเลิกกันเพราะได้จำหน่ายท่อพีวีซีแข็งให้แก่กรมชลประทานและรับชำระราคาแล้ว จากนั้นมีการชำระบัญชีแต่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินในรายการชำระบัญชี ส่วนจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนร่วมประมูลงานจำหน่ายท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์ข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่กรมชลประทานครั้งแรก มิใช่ครั้งที่สองตามฟ้อง ซึ่งต่อมาสัญญาซื้อขายครั้งแรกได้ถูกกรมชลประทานบอกเลิก ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจึงเลิกกันและมีแต่ขาดทุนซึ่งโจทก์ต้องรับเฉลี่ยส่วนขาดทุนนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ได้เริ่มเข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองตั้งแต่การเข้าร่วมประมูลงานตามสัญญาซื้อขายครั้งแรก ในเรื่องนี้จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในการเข้าเสนอราคาแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน จำเลยที่ 2 กำชับให้นายราชัน พนักงานจำเลยที่ 1 ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เข้าร่วมการเสนอราคา ต้องเสนอราคาไม่ต่ำกว่า 28,000,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะได้กำไรร้อยละ 10 ของทุนที่ลงไป แต่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 2 ด้วยวาจาให้เสนอราคาที่ 22,999,999 บาท หากมีความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง โจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกลงกันเป็นหุ้นส่วนเพื่อจำหน่ายท่อให้แก่กรมชลประทาน ส่วนนายราชันเบิกความแต่เพียงว่า พยานเป็นลูกจ้างทั่วไปของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เดินเอกสารและได้รับมอบอำนาจให้ลงชื่อเป็นคู่สัญญาในสัญญาซื้อขาย แต่ไม่ทราบเรื่องโจทก์จะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองหรือไม่ อย่างไร ทั้งไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประกวดราคา พยานจำเลยทั้งสองปากอื่น ๆ คือ นายศุภชัย ผู้จัดทำเอกสารเสนอราคาของจำเลยที่ 1 และนายธำรงรัตน์ ผู้ดูแลงานประกวดราคาของจำเลยที่ 1 ซึ่งล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสนอราคาประมูลงานตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกก็มิได้เบิกความถึงการเข้าเป็นหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง หากโจทก์เข้าตกลงกับจำเลยที่ 2 และเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ต้องกำหนดจำนวนเงินที่เสนอราคาเป็น 22,999,999 บาท อันเป็นจำนวนที่มีลักษณะเฉพาะ นายราชัน นายศุภชัยและนายธำรงรัตน์ย่อมต้องเบิกความถึงเหตุการณ์ซึ่งจำเลยที่ 2 ตัดสินใจกำหนดจำนวนเงินในรูปแบบดังกล่าวว่ามีที่มาอย่างไร แต่กลับไม่ปรากฏว่าพยานจำเลยทั้งสองทุกปากข้างต้นจะได้เบิกความถึงเรื่องดังกล่าวทั้งที่อ้างว่าต่างมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือจำเลยทั้งสองในการประมูลงานและทำสัญญาซื้อขายฉบับแรกจึงนับเป็นข้อพิรุธ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ให้เสนอราคาที่ 22,999,999 บาท หากมีความเสียหายเกิดขึ้น โจทก์จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ก็ไม่ชัดเจนว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างไร ข้อที่ว่าโจทก์ได้มาตกลงกับจำเลยทั้งสองเข้าเป็นหุ้นส่วนกันจึงมีลักษณะแต่เพียงลอยๆ ไม่มีรายละเอียดข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนและการแบ่งหน้าที่กันในระหว่างหุ้นส่วน ส่วนที่จำเลยที่ 2 และนายธำรงรัตน์เบิกความว่า ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องกรมชลประทานขอคืนเบี้ยปรับตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกนั้น ภายหลังโจทก์ได้ติดต่อทนายความมาทำหน้าที่แทนนายธำรงรัตน์ เมื่อพิจารณาเอกสารซึ่งเป็นสำเนาหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานีพร้อมเอกสารประกอบ การฟ้องคดีกระทำตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายทวีศักดิ์และนายศรัณย์ดำเนินคดีต่อศาลในวันที่ 22 มีนาคม 2556 ในช่วงระยะเวลานี้ไม่ปรากฏว่านายประวิทย์กรรมการโจทก์และพนักงานของโจทก์จะได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย กลับปรากฏว่านางสาวจารุวรรณพนักงานของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้เขียนในหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ให้นายบุรินทร์และนายณัฎฐ์ดำเนินคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ในวันที่ 10 กันยายน 2556 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนประมูลงานและทำสัญญาซื้อขายครั้งที่สองแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 สอดคล้องกับคำเบิกความนางสาวจารุวรรณตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า พยานรู้จักจำเลยทั้งสองตอนที่ชำระบัญชีสัญญาซื้อขายส่งมอบท่อฉบับที่สอง ส่วนที่ลงชื่อเป็นพยานเพราะจำเลยที่ 2 บอกให้ช่วยเซ็นต์เป็นพยานและไม่รู้จักผู้รับมอบอำนาจในเอกสารดังกล่าว เช่นนี้ การลงลายมือชื่อของนางสาวจารุวรรณจึงไม่ใช่เหตุแสดงว่าโจทก์เป็นผู้ช่วยเหลือจัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ในการดำเนินคดีปกครอง ทั้งหากโจทก์ได้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองตั้งแต่การประมูลงานและทำสัญญาซื้อขายครั้งแรกและช่วยเหลือจัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ก็น่าจะดำเนินการตั้งแต่เริ่มคดีในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ไม่มีเหตุที่โจทก์จะเพิ่งเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เมื่อการดำเนินคดีผ่านไปแล้วถึง 6 เดือนเศษ พยานหลักฐานเพียงเท่านี้ไม่ทำให้ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองประมูลงานและทำสัญญาซื้อขายแก่กรมชลประทานตั้งแต่สัญญาครั้งแรกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่วนพฤติการณ์ที่โจทก์ไม่เข้าประมูลงานทำสัญญาซื้อขายครั้งที่สองแก่กรมชลประทานด้วยตนเองเพียงลำพังนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า จำเลยที่ 2 ทราบอยู่แล้วว่าในการประกวดราคาทำสัญญาซื้อขายครั้งที่สอง หากมีผู้ชนะการประกวดราคาโดยเสนอราคาที่สูงกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้ 22,999,999 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าส่วนต่างนั้นให้แก่กรมชลประทาน ซึ่งนายประวิทย์กรรมการโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ตั้งใจจะเข้าประมูลงานตามสัญญาซื้อขายครั้งที่สองในราคา 32,000,000 บาท เช่นนี้ ตามวิสัยผู้ประกอบธุรกิจเช่นโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 จะเข้าเสนอราคาต่ำกว่าข้อเสนอราคาของโจทก์เพื่อบรรเทาภาระการชดใช้เงินส่วนต่างระหว่างมูลค่าซื้อขายของสัญญาครั้งแรกและสัญญาครั้งที่สองให้แก่กรมชลประทาน อันจะทำให้โอกาสในการชนะการประมูลงานของโจทก์ลดน้อยลง นอกจากนี้นายประวิทย์ยังเบิกความอีกด้วยว่า โจทก์คิดว่าการเข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองเป็นกิจการเฉพาะกิจที่ไม่ยุ่งยากเพราะเป็นเพียงการส่งมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าทั้งหมดเสร็จสิ้นในคราวเดียว ทั้งไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อทรัพย์สินอื่นใดเพื่อให้มีชื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์ไม่ต้องออกทุนในการนำเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นมาค้ำประกันเพราะจำเลยที่ 2 แจ้งว่าสามารถใช้หลักประกันตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกได้ เพียงแต่ชำระค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันคนละครึ่ง เมื่อพิจารณาข้อได้เปรียบเหล่านี้แล้วย่อมมีเหตุผลในเชิงธุรกิจที่โจทก์จะเลือกร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองเพื่อโอกาสชนะการประมูลงานแทนที่จะเข้าประมูลงานด้วยตนเองเพียงลำพัง พฤติการณ์เช่นนี้ไม่เป็นข้อสนับสนุนข้ออ้างจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองตั้งแต่การทำสัญญาซื้อขายครั้งแรกแก่กรมชลประทานแต่อย่างใด สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเป็นสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดๆ แสดงถึงการตกลงเข้ากันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน พยานแวดล้อมต่าง ๆ ล้วนไม่มีน้ำหนักสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนประมูลงานและทำสัญญาจำหน่ายท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์ข้อต่อและอุปกรณ์ประกอบแก่สำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทานตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเลิกกันเพราะเหตุสัญญาทำไว้เฉพาะเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดแต่อย่างเดียวและเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) ทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏว่าหุ้นส่วนได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นจึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 1061 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำหรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ ในเรื่องนี้นายประวิทย์ กรรมการโจทก์เบิกความว่า หลังจากส่งมอบสินค้าแก่กรมชลประทานครบถ้วนแล้ว พยานกับจำเลยที่ 2 คุยกันว่าต้องรวบรวมเอกสารเพื่อชำระบัญชี และตกลงจะชำระบัญชีร่วมกันโดยให้นางสาวจารุวรรณเป็นผู้ช่วยจัดทำ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้มอบเอกสารสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน 4 ฉบับ รวม 15,000,000 บาท พร้อมสำเนารายการเดินบัญชีแสดงการคิดดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่พยาน ซึ่งพยานได้มอบให้นางสาวจารุวรรณนำไปใช้จัดทำบัญชี ต่อมานางสาวจารุวรรณรวบรวมข้อมูลและจัดทำบัญชีเสร็จสิ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 แม้จำเลยทั้งสองจะนำสืบปฏิเสธว่าหุ้นส่วนยังมิได้ตกลงกันในเรื่องการชำระบัญชี แต่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หลังจากบริษัทไทยวินิเทค (2002) จำกัด ส่งมอบสินค้าเรียบร้อยแล้ว เกี่ยวกับการตกลงกันระหว่างนายประวิทย์กับจำเลยที่ 2 เพื่อชำระบัญชีนั้น จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้นายธำรงรัตน์เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด โดยจำเลยที่ 2 มอบเอกสารจำนวนหนึ่งให้นายธำรงรัตน์ไว้ และรายรับและรายจ่ายตามเอกสารนั้นถูกต้อง เมื่อพิจารณาเอกสารรายการคำนวณทรัพย์สินหนี้สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดแสดงข้อมูลเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากกรมชลประทานตามสัญญาซื้อขายครั้งที่สอง รายการหักทอนบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของจำเลยที่ 1 รายการสำรองค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 แล้วย่อมไม่อาจระบุรายการดังกล่าวลงในเอกสารอย่างถูกต้องได้ ตามพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่โจทก์ จากนั้นโจทก์มอบข้อมูลให้นางสาวจารุวรรณนำไปจัดทำบัญชี ถือเป็นกรณีที่หุ้นส่วนได้ตกลงร่วมกันชำระบัญชีโดยได้เริ่มต้นกระบวนการชำระบัญชีทำการรวบรวมรายรับรายจ่ายเพื่อการจัดทำบัญชีและทำการชำระหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้ว แต่เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในขั้นตอนสรุปผลกำไรขาดทุนของห้างหุ้นส่วนเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนอ้างค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการชำระบัญชีต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการชำระบัญชีย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทุนและส่วนแบ่งกำไรพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันว่ารายการบัญชีห้างหุ้นส่วนนั้นมีรายรับและรายจ่ายตามที่ปรากฏในบัญชีเกิดขึ้นจริง จำเลยทั้งสองคงนำสืบปฏิเสธแต่เพียงว่าจำนวนเงินที่เป็นรายจ่ายบางรายการไม่ถูกต้องและมีรายจ่ายอีกบางรายการที่มิได้ระบุไว้ในรายการบัญชีห้างหุ้นส่วนดังกล่าว สำหรับรายรับของห้างหุ้นส่วนมีเพียงรายการเดียวคือรายได้ที่เกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างกรมชลประทานกับจำเลยที่ 1 เลขที่ สชป.8/E.ศก.ซ.2/2556 ซึ่งเป็นสัญญาครั้งที่สองจำนวน 22,999,999 บาท แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้รับเงินดังกล่าวเต็มจำนวนเพราะกรมชลประทานหักชำระหนี้เดิมตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสองกับกรมชลประทาน จำเลยทั้งสองไม่อาจนำเงินดังกล่าวมาหักออกจากรายรับของห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ ส่วนรายจ่ายจำนวนแรกคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 1 จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิเสธ จึงรับฟังได้ว่ามีรายจ่ายเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 214,953.26 บาท รายจ่ายจำนวนที่สองคือ หนี้สินในการออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับการชำระหนี้เงินกู้ยืมตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 15,000,000 บาท ที่โจทก์ลงไว้เป็นรายจ่ายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเงินกู้จำนวนนี้เป็นทุนที่ห้างหุ้นส่วนใช้ในการดำเนินงานที่ต้องจัดหักชำระหนี้เป็นลำดับสุดท้ายภายหลังการพิจารณากำไรขาดทุนของห้างหุ้นส่วนแล้ว ในชั้นนี้โจทก์ยังไม่อาจนำเงินดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายของห้างหุ้นส่วน ส่วนค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 850 บาท รวม 1,700 บาท จำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้ง จึงรับฟังได้ว่ามีค่าธรรมเนียมการโอนเงินตามจำนวนดังกล่าว แต่ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 4 ฉบับนั้น โจทก์อ้างว่ามีดอกเบี้ยรวมกันเพียง 76,301.36 บาท จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่า ตามรายการเดินบัญชี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยหลายครั้งรวมกันเป็นเงิน 155,342.46 บาท เมื่อพิจารณารายการเดินบัญชีแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นรายเดือน ตั๋วสัญญาใช้เงินสองฉบับแรกคิดดอกเบี้ย 3 เดือน ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินสองฉบับหลังคิดดอกเบี้ย 1 เดือน โดยปรากฏรายการสรุปต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยไว้ที่ตอนท้ายของรายการเดินบัญชีทุกฉบับ คำนวณดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสี่ฉบับรวมกันแล้วเป็นเงิน 155,342.46 บาท ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้ง มิใช่ดอกเบี้ยตามที่โจทก์ลงรายการบัญชีไว้ อันเป็นการนำเฉพาะดอกเบี้ยเดือนสุดท้ายของตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับมาคำนวณซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่ครบถ้วน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนมีรายจ่ายจำนวนที่สองอันเป็นรายจ่ายเกี่ยวด้วยทุนจากการกู้ยืมเงินด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นค่าธรรมเนียมการโอน 1,700 บาท และดอกเบี้ย 155,342.46 บาท รวม 157,042.46 บาท รายจ่ายจำนวนที่สามคือ ค่าท่อพีวีซีแข็ง จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่ามีราคาจริง 21,978,776 บาท สูงกว่าจำนวน 41,821 บาท ที่โจทก์ระบุไว้ในรายการบัญชีในข้อนี้โจทก์นำสืบหลักฐานสำเนาใบเสร็จรับเงินและรายการสรุปรายรับของบริษัทไทยวินิเทค (2002) จำกัด ซึ่งปรากฏหลักฐานราคาท่อพีวีซีแข็งที่ได้จำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปทั้งหมดเป็นเงิน 21,041,820.71 บาท อันเป็นการซื้อท่อพีวีซีแข็งจำนวนมากสอดคล้องกับรูปแบบของโครงการที่เป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำของกรมชลประทาน จึงรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนมีรายจ่ายเป็นค่าซื้อทรัพย์สินเพื่อส่งมอบตามสัญญาซื้อขายให้แก่กรมชลประทาน 21,041,820.71 บาท ซึ่งต้องนำมาคำนวณเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนมิใช่คำนวณเป็นรายจ่ายเฉพาะส่วนที่จำเลยทั้งสองสำรองจ่ายไปดังที่โจทก์อ้าง ส่วนรายจ่ายจำนวนที่สี่คือ ค่าบริการตลาดกลางนั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้องคิดค่าใช้จ่ายเป็นค่าตลาดกลางโคราชอีก 20,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าค่าตลาดกลางดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกิจการของห้างหุ้นส่วนในคดีนี้อย่างไร เมื่อกิจการของห้างหุ้นส่วนที่ได้กระทำลงเกิดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ จำเลยทั้งสองย่อมไม่อาจนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในเรื่องอื่นๆ มารวมเป็นค่าใช้จ่ายของห้างหุ้นส่วนได้ ที่โจทก์กำหนดค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าตลาดกลางศรีสะเกษ 20,000 บาท จึงถูกต้องแล้ว รายจ่ายจำนวนที่ห้าคือ ค่าธรรมเนียมค้ำประกันสัญญาซึ่งโจทก์ระบุไว้ 5,750 บาท นั้น โจทก์นำสืบนางสุมาลี รองผู้จัดการธุรกิจสินเชื่อประจำธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ ซึ่งเป็นธนาคารผู้ให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยขอให้ธนาคารออกหนังสือสัญญาค้ำประกันวงเงิน 1,150,000 บาท ซึ่งธนาคารคิดค่าธรรมเนียม 5,750 บาท เพราะเป็นการค้ำประกันระยะเวลาเพียง 3 เดือน ตรงกับสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับกรมชลประทานฉบับที่สองที่ระบุว่า หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ ลงวันที่ 29 เมษายน 2556 จำนวนเงิน 1,150,000 บาท ระยะเวลาการปฏิบัติตามสัญญาเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2556 กำหนดส่งมอบท่อพีวีซีแข็งตามสัญญางวดสุดท้ายวันที่ 14 มิถุนายน 2556 สอดคล้องกับระยะเวลา 3 เดือนในการออกหนังสือค้ำประกันตามที่พยานโจทก์เบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าได้เสียค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันไป 23,000 บาท ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงย่อมไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกันสัญญาตามที่โจทก์ลงบัญชีไว้ 5,750 บาท รายจ่ายจำนวนที่หกคือ ค่าภาษี ภ.พ.30 โจทก์คำนวณแล้วเป็นเงิน 126,796.69 บาท ซึ่งมาจากการนำภาษีขายตามสัญญาซื้อขายฉบับที่สอง 1,504,672.83 บาท ลบด้วยภาษีซื้อสินค้าท่อพีวีซีและภาษีซื้อค่าตลาดกลางรวม 1,377,876.14 บาท อันเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณที่ชัดเจน ส่วนจำเลยทั้งสองคงอ้างจำนวนภาษี 141,613 บาท แต่เพียงลอย ๆ ไม่ปรากฏที่มาในการคำนวณหรือหลักฐานการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าต้องชำระค่าภาษีการค้าอีกอัตราร้อยละ 3 นั้น ก็ไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การคำนวณและหลักฐานว่าได้มีการชำระไปจริงหรือไม่อย่างไร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนมีรายจ่ายเฉพาะค่าภาษี ภ.พ. 30 ตามที่โจทก์คำนวณ 126,796.69 บาท สำหรับรายจ่ายจำนวนที่เจ็ดซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างขึ้นใหม่คือ ค่าลงท่อ 161,500 บาท นั้น แม้จำเลยที่ 2 และนายธำรงรัตน์ จะเบิกความอ้างว่า บริษัทไทยวินิเทค (2002) จำกัด มีหน้าที่ส่งท่อจากโรงงานถึงหน้างานเท่านั้น ส่วนหน้าที่ขนท่อลงจากรถขนส่งและเรียงท่อจำเลยที่ 1 ต้องเช่ารถเครนและจ้างคนขับเอง เสียค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 10,000 บาท แต่โจทก์นำสืบนายไพฑูรย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษในขณะทำสัญญาซื้อขายท่อพีวีซีแข็งเบิกความว่า หากกรมชลประทานจัดซื้อท่อ ทางบริษัทท่อจะมีรถเฮียบเครนติดมาด้วยเพื่อใช้สำหรับยกท่อลง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบสำเนาใบเสนอราคาท่อพีวีซีแข็งพร้อมอุปกรณ์สำหรับโครงการชลประทานศรีสะเกษของบริษัทไทยวินิเทค (2002) จำกัด ที่ระบุว่า ราคาดังกล่าวรวมค่าขนส่ง กับทั้งมูลค่าการซื้อขายที่สูงถึง 21,041,820.71 บาท แล้ว น่าเชื่อว่าราคาดังกล่าวได้รวมบริการรถเฮียบเครนสำหรับยกท่อลงเพื่อส่งมอบแก่กรมชลประทานด้วยแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าห้างหุ้นส่วนมีรายจ่ายจำนวนที่เจ็ดเป็นค่าลงท่อดังจำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ส่วนรายจ่ายรายการอื่น ๆ ได้แก่ ค่าตลาดกลางตามสัญญาซื้อขายครั้งแรก ค่าปรับฐานผิดสัญญาซื้อขายครั้งแรก เงินประกันสัญญาซื้อขายครั้งแรก ค่าทนายความและเงินวางศาลที่จำเลยทั้งสองฟ้องคดีปกครองตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มิได้เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยทั้งสองเพื่อกระทำกิจการตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกด้วย จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกิดจากการดำเนินการตามสัญญาซื้อขายครั้งแรกมาคำนวณรวมเป็นรายจ่ายของห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า ห้างหุ้นส่วนได้จัดการชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอกแล้ว ส่วนการชดใช้เงินทดรองจ่ายและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปก็ปรากฏชัดว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายออกเงินทดรองจ่ายไปทั้งหมด เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนไว้ทั้งหมด การจัดใช้เงินทดรองจ่ายและค่าใช้จ่ายซึ่งจำเลยทั้งสองออกทดรองไปย่อมหักกลบลบกันไปกับเงินสดอันเป็นสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนซึ่งจำเลยทั้งสองถือครองอยู่ เช่นนี้ หากให้ทำการชำระบัญชีต่อไปย่อมไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรพิจารณาไปเสียทีเดียวว่าโจทก์จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินทุนและกำไรพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ห้างหุ้นส่วนมีเงินทุนเป็นเงินลงหุ้นจากโจทก์ 3,000,000 บาท จากฝ่ายจำเลยทั้งสอง 3,000,000 บาท จากเงินกู้ยืม 15,000,000 บาท รวมเงินทุน 21,000,000 บาท มีรายได้จากการขายสินค้าแก่กรมชลประทาน 22,999,999 บาท มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ค่าซื้อสินค้าท่อพีวีซี ค่าตลาดกลาง ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันของธนาคาร และค่าภาษี ภ.พ.30 ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นรวม 21,566,363.12 บาท เมื่อนำรายได้ลบด้วยค่าใช้จ่ายแล้ว ห้างหุ้นส่วนจึงมีกำไร 1,433,635.88 บาท โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับกำไรฝ่ายละ 716,817.94 บาท เมื่อรวมกับทุนที่โจทก์ได้ลงไป 3,000,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทุนและส่วนแบ่งกำไรเป็นเงิน 3,716,817.94 บาท ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาตามฟ้องนั้น โจทก์จะมีสิทธิได้รับคืนทุนและส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนต่อเมื่อได้มีการจัดสรรสินทรัพย์และหนี้สินของห้างหุ้นส่วนและทำการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับผลกำไรขาดทุนทำให้กระบวนการชำระบัญชีไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ถือไม่ได้ว่าหนี้การคืนทุนและแบ่งผลกำไรให้แก่โจทก์ถึงกำหนดชำระแล้ว จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทุนและกำไรของห้างหุ้นส่วนนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายจากกรมชลประทานตามฟ้อง แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินทั้งสองจำนวนและจำเลยทั้งสองปฏิเสธ จำเลยทั้งสองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,716,817.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 1061 ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ทวี ประจวบลาภ
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2561
#627328
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า ในส่วนคดีอาญาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกฟ้อง เป็นผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์เป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์อีกต่อไป จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นในคดีริบทรัพย์สินตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ร.2/2549 ดำเนินกระบวนพิจารณามีคำสั่งริบทรัพย์สินโดยมิชอบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ร.2/2549 ที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งริบทรัพย์สินและคืนเงินที่ริบแก่โจทก์ต่อไป โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่ยื่นฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 149,362.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 149,362.90 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 โจทก์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งยึดรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข 2958 มหาสารคาม ไว้ชั่วคราว ต่อมาในคดีส่วนอาญาพนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3260/2546 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำคุกโจทก์ มีกำหนด 6 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3085/2547 ของศาลชั้นต้น ระหว่างโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินนำรถยนต์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 420,000 บาท โดยนำเงิน 270,637.10 บาท ไปชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ ส่วนเงินที่เหลือ 149,362.90 บาท มีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราว เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดเงิน 149,362.90 บาท เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลให้ริบเงินของโจทก์จำนวนดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เงิน 149,362.90 บาท เป็นของโจทก์ มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบเงิน 149,362.90 บาท ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งริบเงินจำนวนดังกล่าว คดีถึงที่สุด ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2550 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามยื่นฎีกา และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้น กรณียังไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 หรือไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความว่า เมื่อศาลฎีกาในส่วนคดีอาญาพิพากษาให้ยกฟ้อง เป็นผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์เป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยย่อมไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์อีกต่อไป จึงต้องคืนเงิน 149,362.90 บาท แก่โจทก์ เห็นว่า มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าศาลฎีกาในคดีส่วนอาญาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นในคดีริบทรัพย์สินตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ร.2/2549 ดำเนินกระบวนพิจารณามีคำสั่งริบทรัพย์สินโดยมิชอบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ร.2/2549 ที่มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ร.2/2549 เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งริบทรัพย์สินและคืนเงินที่ริบแก่โจทก์ต่อไป โจทก์จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่หาได้ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ซึ่งเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่ฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายศุภสวัสดิ์หรือสุเอส เขียวพรหมหรืออัฎฐวัฒน์
โจทก์ — โชควัฒนพรหม
สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน
จำเลย — และปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวันชัย นาสมจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6997/2561
#627266
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์ได้ แม้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่าสมควรจะสั่งพักราชการโจทก์ เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91 และ 157

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวณัฐรินทร์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณา

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) จำเลยทั้งหกเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครองและได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง จำเลยทั้งหกจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนโจทก์ซึ่งถูกกล่าวหาในกรณีที่มีข่าวปรากฏผ่านทางสื่อสารมวลชนว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะสนับสนุนพันตำรวจโท ชูธเรศ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้กำกับการและมอบหมายให้นายดิเรกฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง แจ้งความประสงค์ดังกล่าวต่อรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 3 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ในระหว่างที่คณะกรรมการสอบสวนยังไม่ได้เริ่มการสอบสวน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งหกร่วมกันมีมติพักราชการโจทก์ ในวาระที่ 4.14 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (การสั่งพักราชการตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหากรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ) โดยมีมติว่า "1. สั่งพักราชการนายหัสวุฒิ ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหา กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตามมาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่า ก.ศป. จะพิจารณากรณีที่นายหัสวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ" โดยคณะกรรมการสอบสวนยังไม่เคยเสนอความเห็นเรื่องพักราชการโจทก์ต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ตามข้อ 12 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า หากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่า สมควรจะสั่งพักราชการโจทก์เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "ในระหว่างการสอบสวนหรือ...ถ้า ก.ศป. เห็นว่าการให้ผู้ถูกสอบสวนหรือพิจารณาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการจะมีมติให้พักราชการก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ ก.ศป. ที่จะใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยได้ หาก ก.ศป. เห็นว่าการให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ส่วนข้อเท็จจริงที่จะทำให้ ก.ศป. เห็นว่าการให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการหรือไม่ อาจเป็นข้อเท็จจริงที่ ก.ศป. เห็นเองหรือได้จากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ตามข้อ 12 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติในการดำเนินการสอบสวน โดยระเบียบนี้ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคห้า ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท เมื่อกฎหมายแม่บทให้อำนาจ ก.ศป. ที่จะใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการผู้ถูกสอบสวนได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หรือกำหนดให้ต้องฟังความเห็นจากคณะกรรมการสอบสวนก่อน จึงไม่อาจนำวิธีการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวมาตัดอำนาจของ ก.ศป. ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานกรรมการสอบสวนก็เป็นกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) อยู่ในขณะนั้นด้วย ยิ่งทำให้เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์จะเป็นที่เสียหายแก่ราชการหรือไม่ ย่อมเข้าสู่ที่ประชุม ก.ศป. โดยผ่านทางจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ข้อ 25 กำหนดว่า "การสอบสวนในขั้นตอนใดหากกระทำไม่ถูกต้องตามวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ไม่ทำให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป ทั้งนี้ หากการสอบสวนในขั้นตอนใดมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ก.ศป. จะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการในส่วนของขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้ แต่หากการสอบสวนในขั้นตอนใดเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ให้ ก.ศป. สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการสอบสวนขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว" และข้อ 27 กำหนดว่า "ให้ ก.ศป. มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้" จากข้อกำหนดทั้งสองข้อดังกล่าว ยิ่งทำให้เห็นว่าแม้ระเบียบดังกล่าวออกโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาปกครองสูงสุดก็ตาม แต่ ก.ศป. ก็ยังคงมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขหรือไม่แก้ไขกระบวนการสอบสวนทางวินัยที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบหากเรื่องที่ผิดระเบียบไม่ใช่สาระสำคัญ เว้นแต่ขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม ก็ให้ ก.ศป. สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการสอบสวนขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว และเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ก.ศป. ก็เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้ ย่อมเป็นการยืนยันถึงอำนาจของ ก.ศป. ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ ด้วยเหตุดังวินิจฉัยข้างต้น คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์ได้ แม้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่าสมควรจะสั่งพักราชการโจทก์เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการหรือไม่ ก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสาม ได้โดยไม่จำต้องขอความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนโจทก์ซึ่งถูกกล่าวหาในกรณีที่มีข่าวปรากฏผ่านทางสื่อสารมวลชนว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะสนับสนุนพันตำรวจโท ชูธเรศ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้กำกับการ และมอบหมายให้นายดิเรกฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง แจ้งความประสงค์ดังกล่าวต่อรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 3 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ในวาระที่ 4.14 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (การสั่งพักราชการตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหากรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ)... แสดงให้เข้าใจได้ว่า การที่ ก.ศป. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการนั้น ได้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงมาก่อนแล้วและกรณีมีมูลตามข้อกล่าวหา จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ โจทก์ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง แต่พฤติการณ์ของโจทก์ตามที่ถูกกล่าวหาเป็นการแทรกแซงการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและระบบคุณธรรม ซึ่งโจทก์ในฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของศาลปกครองและประธานกรรมการตุลาการศาลปกครองไม่พึงกระทำและถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่สมควร อันเป็นการไม่ประพฤติตนตามวินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง และประกาศ ก.ศป. เรื่อง วินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครอง แม้เป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่เมื่อ ก.ศป. พิจารณาการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่โจทก์ แสดงว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล ซึ่งหากจำเลยทั้งหกเห็นว่า หากโจทก์ยังคงอยู่ในตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานกรรมการตุลาการศาลปกครองอาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจากบุคคลในสังคมว่าโจทก์อาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ทำการแทรกแซงหรือขัดขวางการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าหากโจทก์ยังคงอยู่ในตำแหน่งจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน จำเลยทั้งหกก็มีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสาม ในข้อที่ว่า... การให้ผู้ถูกสอบสวน (โจทก์)...ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการจะมีมติให้พักราชการก็ได้ ซึ่งในเรื่อง "จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ" นั้น โจทก์เองก็ได้บรรยายฟ้องไว้ว่า โจทก์มิได้มีพฤติการณ์ที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือขัดขวางการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าถ้าโจทก์ยังอยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดความเสียหายแก่ราชการของศาลปกครอง หรือมีพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ ถ้าให้โจทก์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการของศาลปกครอง หรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในศาลปกครอง ซึ่งข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องมา หากมองในมุมกลับย่อมเห็นได้ว่าข้อกล่าวหาที่เป็นมูลให้โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานกรรมการตุลาการศาลปกครองนั้น หากจำเลยทั้งหกในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองไม่สั่งพักราชการโจทก์ โดยให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการก็เป็นได้ นอกจากนี้เมื่อศาลพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้ว หากเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกไม่มีมูลความผิด ศาลก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 ประกอบมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 162 (1) แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองออกคำสั่งพักราชการโจทก์ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ คดีโจทก์ไม่มีมูลนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสาม ม. 24 วรรคห้า
ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ม. 12
ชื่อคู่ความ
นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล
โดยนางสาวณัฐรินทร์ วิฑิตวิริยกุล
โจทก์ — ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายชาญชัย แสวงศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณฐพงษ์ ธีระเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996/2561
#627419
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกา และให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา" คดีนี้ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นระยะเวลาภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเปิดทำการแล้ว (เปิดทำการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559) เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกา ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาใช้บังคับตาม มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 180 ต้องห้ามมิให้ฎีกา" เช่นนี้หลักเกณฑ์ในการฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงแตกต่างไปจาก มาตรา 183 (เดิม) ซึ่งหากคู่ความฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แม้จะเป็นกรณีที่ศาลกำหนดให้ส่งฝึกและอบรมเกินกว่า 3 ปี ตามมาตรา 180 ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฎีกาของโจทก์ร่วมที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวรภัสสา มารดาของนายปฏิภาณ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันพยายามฆ่าและร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นความผิดกรรมเดียว วางโทษจำคุกตลอดชีวิต ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) เปลี่ยนโทษและลดมาตราส่วนโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ประกอบ 75 คงเหลือจำคุก 25 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนฯ ไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 12 เดือน พิเคราะห์พฤติกรรมและรายงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นสมควรส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครเป็นเวลาขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี หากจำเลยไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือฝึกอบรมไม่พอแก่คำพิพากษา เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ แล้วให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกที่เรือนจำเป็นเวลา 5 ปี ริบกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูกประกอบ มาตรา 18 วรรคสาม) ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 25 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 9 เดือน ส่วนการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมและนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ร่วมฎีกาว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุใกล้เป็นผู้ใหญ่ อาวุธปืนที่ใช้ในกระทำความผิดเป็นอาวุธสงคราม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี ยังไม่เหมาะสม ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็ก นั้น เป็นการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 (เดิม) บัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง ให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 180" และ มาตรา 180 (เดิม) บัญญัติว่า "คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ... (2) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 142 เว้นแต่ ในกรณีที่...ส่งตัวเด็กและเยาวชนไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว หากเป็นกรณีที่ศาลใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี คู่ความมีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ ต่อมา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โดยบทบัญญัติ มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งก่อนวันเปิดทำการของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกา และให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา" คดีนี้ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 เป็นระยะเวลาภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเปิดทำการแล้ว (เปิดทำการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559) เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกา ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 (ที่แก้ไขใหม่) มาใช้บังคับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเหตุผลในการประกาศใช้ไว้ว่า "...โดยที่ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยให้คดีแพ่งที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแต่ระบบการอุทธรณ์และฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัวในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวประกอบกับได้มีการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขึ้นเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีชำนัญพิเศษต่าง ๆ สมควรแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การอุทธรณ์และฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัวให้มีความสอดคล้องเป็นระบบเดียวกัน รวมทั้งแก้ไขวิธีพิจารณาที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ " ฉะนั้น สำหรับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กซึ่งเป็นวิธีพิจารณาที่เกี่ยวข้องในทางอาญานั้น พระราชบัญญัตินี้ก็ได้แก้ไขให้ถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ตามมาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 180 ต้องห้ามมิให้ฎีกา" เช่นนี้หลักเกณฑ์ในการฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงแตกต่างไปจาก มาตรา 183 (เดิม) ซึ่งหากคู่ความฎีกาคำพิพากษาเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน แม้จะเป็นกรณีที่ศาลกำหนดให้ส่งฝึกและอบรมเกินกว่า 3 ปี ตามมาตรา 180 ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฎีกาของโจทก์ร่วมที่เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 ม. 182/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวรภัสสา แพร่ศิริพุฒิพงษ์
จำเลย — นายอินทร์ธรหรือธรหรือรอน ศรีชม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุรางค์รัตน์ โอฬารสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
บุญมี ฐิตะศิริ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6979/2561
#636362
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันทำไม้ขะเจ๊าะและไม้มะเกลือซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ที่ขึ้นอยู่ในป่าและร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามดังกล่าวอันยังมิได้แปรรูป โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินจึงเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) เมื่อทางนำสืบของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าที่เกิดเหตุเป็นป่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม้ของกลางที่ยังมิได้แปรรูปที่จำเลยทั้งสี่มีไว้ในครอบครองเป็นไม้จำนวนเดียวกันกับไม้ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำไม้ในที่เกิดเหตุซึ่งไม่ใช่ป่าแต่เป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ การที่จำเลยทั้งสี่มีไม้ดังกล่าวไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 75 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83, 91 ริบไม้ขะเจ๊าะท่อนและเลื่อยโซ่ยนต์ 3 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 (ที่ถูก มาตรา 17 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละและกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 27,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในปีแรก ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสี่เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้ขะเจ๊าะท่อนและเลื่อยโซ่ยนต์ 3 เครื่อง ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ยกคำขอให้ริบไม้ขะเจ๊าะท่อนของกลาง โดยให้คืนไม้ขะเจ๊าะท่อนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายสุรพล ปลัดอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง กับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสี่และยึดไม้ขะเจ๊าะ 36 ท่อน ปริมาตรรวม 1.015 ลูกบาศก์เมตร และเลื่อยโซ่ยนต์ 3 เครื่อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์มิได้อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำไม้อยู่ในเขตป่า หลักฐานที่จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 นำมาแสดงว่าที่เกิดเหตุมีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานของโจทก์ได้ นั้น โจทก์มีนายสุรพล ปลัดอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เบิกความเป็นพยานว่า พยานกับพวกร่วมกันตรวจสอบรถกระบะซึ่งบรรทุกไม้มาเต็มคัน โดยมีนายชัยวุฒิเป็นผู้ขับรถกระบะแจ้งว่าเอกสารเกี่ยวกับไม้อยู่ที่จำเลยที่ 1 พร้อมทั้งพาพยานกับพวกเดินทางไปที่เกิดเหตุห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง พยานพบกับจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 แจ้งว่ามีเอกสารเกี่ยวกับการทำไม้อยู่กับอีกบุคคลหนึ่ง พยานตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุแต่ไม่พบหลักเขต จึงประสานงานไปยังสำนักงานป่าไม้เพื่อเข้าไปตรวจสอบว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือไม่ ซึ่งต่อมาพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเอกสารไปมอบให้สำนักงานป่าไม้ตรวจสอบว่าที่เกิดเหตุมิใช่ป่า จึงเท่ากับว่ายังไม่มีพยานหลักฐานใดที่ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวเป็นป่า นายสุรพลเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า พยานเป็นคนจัดทำแผนที่เกิดเหตุ ซึ่งตามแผนที่เกิดเหตุดังกล่าวระบุ 18?15'28.3"N และระบุ 99?32'40.1"E เป็นจุดที่นายสุรพลยืนยันว่าอยู่ในหมู่ที่ 1 ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ซึ่งตำแหน่งละติจูดและลองติจูดดังกล่าวสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา มีหนังสือถึงศาลจังหวัดลำปางแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากระวางแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1 : 50,000 แล้ว ตำแหน่งพิกัดดังกล่าวอยู่ในระวาง 4945IV5618 ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ดังนั้น พิกัดที่ดินที่เกิดเหตุที่นายสุรพลระบุในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ว่าเหตุเกิดที่ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง จึงไม่ตรงกับการตรวจสอบของสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา ที่ยืนยันว่าพิกัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ายังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใดและอยู่ในเขตป่าหรือไม่ นายสุรพลเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านต่อไปว่า หลังเกิดเหตุประมาณ 4 ถึง 5 วัน จำเลยทั้งสี่ได้นำสำเนาโฉนดที่ดินมาให้พยานตรวจสอบ แต่พยานเห็นว่าได้ส่งเรื่องให้แก่พนักงานสอบสวนแล้ว จึงขอให้นำไปมอบให้แก่พนักงานสอบสวน นอกจากนั้นนายสุรพลยังเบิกความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่ได้พยายามขอเข้าพบพยานเพื่อให้พยานไปตรวจสอบหาหลักเขตในที่เกิดเหตุ แต่พยานไม่ได้ไปเนื่องจากได้มอบเอกสารและสำนวนทั้งหมดให้แก่พนักงานสอบสวนไปแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยทั้งสี่ได้นำเอกสารโฉนดที่ดินมาแสดงว่าที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่า พร้อมทั้งแจ้งขอให้นายสุรพลไปดำเนินการเพื่อตรวจสอบหาหลักเขตในที่เกิดเหตุ แต่นายสุรพลในฐานะผู้จับกุมก็ไม่ได้ดำเนินการให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าหรืออยู่ในเขตที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินดังที่จำเลยทั้งสี่นำมากล่าวอ้าง พันตำรวจตรีมนตรี พนักงานสอบสวน เบิกความว่า พยานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และจำเลยที่ 1 ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ทำการตรวจหาพิกัดที่เกิดเหตุเพื่อจะได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้มีหนังสือแจ้งว่าที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จะเป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมายหรือไม่ต้องพิจารณาถึงหลักฐานการครอบครองที่ดินตามหนังสือของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) พันตำรวจตรีมนตรีตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุแต่ไม่พบหลักเขตในที่เกิดเหตุ เห็นว่า เมื่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) มีหนังสือยืนยันว่าที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จะเป็นที่ป่าตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ ต้องพิจารณาถึงหลักฐานการครอบครองที่ดิน โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าที่ 3 (ลำปาง) ขอให้สอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา ต่อไป อันเป็นการยืนยันว่าที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่จะเป็นป่าหรือไม่ให้สอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง แต่พันตำรวจตรีมนตรีก็มิได้ดำเนินการเพื่อให้สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาเกาะคา ดำเนินการร่วมกันตรวจสอบว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินตามโฉนดที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างหรือไม่ และยังได้ความจากพันตำรวจตรีมนตรีเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าทำการตัดไม้ในที่ดินมีโฉนดที่มีเอกสารสิทธิ ไม่ใช่ป่า หากนำเจ้าพนักงานที่ดินไปยังที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานที่ดินสามารถทำการตรวจสอบได้ว่าที่เกิดเหตุตรงกับสำเนาโฉนดที่ดินหรือไม่ ซึ่งเท่ากับว่าพันตำรวจตรีมนตรีทราบเป็นอย่างดีว่าผู้ซึ่งจะยืนยันว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 อ้างหรือไม่คือเจ้าพนักงานที่ดิน แต่พันตำรวจตรีมนตรีก็มิได้ดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบที่เกิดเหตุแต่ประการใด นอกจากนี้พันตำรวจตรีมนตรีเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า พยานเบิกความในคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องนายชัยวุฒิ ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสี่นี้ไว้อีกคดีหนึ่งตามบันทึกคำให้การพยานโจทก์ ซึ่งในคดีดังกล่าวพันตำรวจตรีมนตรีเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า พยานได้ประสานไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้ไปร่วมตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเมื่อครั้งที่พยานไปตรวจสอบพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าต้องรอลำดับการตรวจสอบ ต้องใช้เวลานาน พยานเห็นว่าหากรอลำดับการเข้าตรวจสอบของเจ้าพนักงานที่ดินจะทำให้คดีล่วงเลยเวลานานเกินไปอันเป็นเหตุผลที่ไม่ให้เจ้าพนักงานที่ดินไปตรวจสอบที่เกิดเหตุนั้นเอง ซึ่งเท่ากับว่าพยานโจทก์ปากนายสุรพลและพันตำรวจตรีมนตรีไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าที่เกิดเหตุเป็นป่า ลำพังนายสุรพลและพันตำรวจตรีมนตรีไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุในเบื้องต้น แต่ไม่พบหลักเขตก็อาจเกิดจากบริเวณที่เกิดเหตุมีต้นไม้และหญ้าขึ้นรกทั้งหลักเขตอาจฝังอยู่ในพื้นดิน การที่จะตรวจสอบพบหลักเขตจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามิใช่ตรวจพบได้โดยง่าย จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินหรือเป็นป่า เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันทำไม้ในเขตป่า โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินจึงเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) เมื่อทางนำสืบของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าดังที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม้ของกลางที่ยังมิได้แปรรูปที่จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 มีไว้ในครอบครองเป็นไม้จำนวนเดียวกันกับไม้ที่จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันทำไม้ในที่เกิดเหตุซึ่งไม่ใช่ป่าแต่เป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ การที่จำเลยที่ 1, ที่ 3 และที่ 4 มีไม้ดังกล่าวไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 11 ม. 48 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายรุ่งโรจน์ ไวปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6973/2561
#629002
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้เงินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้คัดค้านในเงินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติของผู้คัดค้านจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 (2) ให้ผู้คัดค้านส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเงินจำนวน 49,000,000 บาท หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับช่วงทรัพย์ของเงินดังกล่าวพร้อมกับให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแก่แผ่นดินโดยกระทรวงการคลัง หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา หากผู้คัดค้านไม่สามารถโอนทรัพย์สินให้แก่แผ่นดินไม่ว่าในกรณีใด ๆ ให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินจำนวน 49,000,000 บาท หรือให้โอนทรัพย์สินอื่นของผู้คัดค้านตามสัดส่วนของมูลค่าทรัพย์สินแก่แผ่นดินจนครบ หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 49,000,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่แผ่นดินจนเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินจำนวน 49,000,000 บาท ของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินจำนวน 44,000,000 บาท ของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ รัฐบาลโดยกรุงเทพมหานคร ขอใช้พื้นที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตเพื่อจัดสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า กระทรวงการคลังจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาดำเนินการพัฒนาที่ราชพัสดุ บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2536 โดยมีผู้คัดค้านเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะทำงานดังกล่าวเสนอให้นำที่ดินที่ราชพัสดุด้านหน้าของสถานีขนส่งหมอชิตมาจัดหาผลประโยชน์ เพื่อนำไปชดเชยการก่อสร้างอาคารโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า โดยหาผู้ลงทุนมาดำเนินการในวงเงิน 2,505,000,000 บาท คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอคณะทำงานกรมธนารักษ์แต่งตั้งคณะกรรมการชี้แจงรายละเอียดโครงการ คณะกรรมการรับเงินและเปิดซองประมูล และคณะกรรมการพิจารณาผลการประมูล โดยมีผู้คัดค้านเป็นประธาน หลังจากประกาศประมูล มีผู้เข้ายื่นซองประมูล 3 ราย คือ บริษัทไทยฟากรุ๊ป จำกัด บริษัทธนายง จำกัด และบริษัทซันเอสเตท จำกัด ต่อมาปลัดกระทรวงการคลังมีหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรณีการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เรียกโดยย่อว่า พระราชบัญญัติร่วมทุนฯ หรือไม่ โดยผู้คัดค้านพร้อมคณะเป็นผู้แทนไปชี้แจง หลังจากนั้น วันที่ 8 กันยายน 2538 ผู้คัดค้านทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ บางมาตรา ก่อนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะแจ้งผลการหารือ วันที่ 11 กันยายน 2538 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบตามที่ผู้คัดค้านเสนอ วันที่ 12 กันยายน 2538 ปรากฏว่ามีเงิน 10,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้คัดค้านที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ โดยนางดาราวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายเงินเดือนและที่ดินบริษัททานตะวัน จำกัด สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 11 กันยายน 2538 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท จากบัญชีกระแสรายวันของตนที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งผลการหารือว่าการจัดประโยชน์ที่ราชพัสดุหากมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่ 1,000,000,000 บาท ขึ้นไป ย่อมอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งแก้ไขปรับปรุงคณะกรรมการ 3 คณะเดิม เป็นคณะกรรมการดำเนินการประมูลพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาจัดอันดับผู้ยื่นซองประมูล ปรากฏว่า บริษัทซันเอสเตท จำกัด ได้อันดับที่ 1 ผู้คัดค้านเสนอขอให้กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบผลการประมูลเพื่อให้คณะกรรมการต่อรองกับบริษัทและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบผลการคัดเลือก วันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ วันที่ 6 ธันวาคม 2538 ผู้คัดค้านรับทราบมติคณะรัฐมนตรีและเชิญบริษัทซันเอสเตท จำกัด มาเจรจา วันที่ 12 ธันวาคม 2538 มีเงิน 4,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้คัดค้าน โดยนางสาวอุษา ผู้จัดการฝ่ายบัญชีรายได้บริษัทซันทาวเวอร์ จำกัด สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของตนที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 วันที่ 15 ธันวาคม 2538 มีเงิน 16,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้คัดค้าน โดยนางสาวอุษาสั่งจ่ายเช็ค 4 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 4,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของตนข้างต้น ไปเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นายราเกซ ที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แล้วมีการโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเดียวกันของนางเยาวลักษณ์ รองผู้อำนวยการฝ่าย สำนักบริหารเงินและวิเทศธนกิจของธนาคารดังกล่าว นางเยาวลักษณ์ยังโอนเงินดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากของตนอีกบัญชีหนึ่ง แล้วสั่งจ่ายเช็ค 4 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 4,000,000 บาท เข้าบัญชีกระแสรายวันของผู้คัดค้านหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้ว วันที่ 8 สิงหาคม 2539 ได้มีการทำสัญญาก่อสร้างและบริหารโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่างกรมธนารักษ์กับบริษัทซันเอสเตท จำกัด ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (คณะกรรมการ ป.ป.ป.) ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาผู้คัดค้านรับเงินเป็นเช็คจำนวน 16,000,000 บาท จากนายราเกซ คณะกรรมการ ป.ป.ป. รับพิจารณาเป็นเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ และเรื่องร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ป. สอบสวนแล้ว เรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ มีมติชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและอาญา สำหรับทางวินัยนั้นกระทรวงการคลังมีคำสั่งไล่ผู้คัดค้านออกจากราชการ ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการ ก.พ. ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2546 ว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ส่วนทางอาญาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ระหว่างที่สอบสวนเรื่องร่ำรวยผิดปกติยังไม่เสร็จสิ้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม) และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาปฏิบัติหน้าที่สืบต่อจากคณะกรรมการ ป.ป.ป. ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพยานหลักฐานของอนุกรรมการไต่สวนแล้ว เห็นว่า เงินจำนวน 30,000,000 บาท ที่ผู้คัดค้านรับมาจากนายน้ำ ประธานกลุ่มบริษัททานตะวัน จำกัด เงินจำนวน 14,000,000 บาท ที่ผู้คัดค้านได้จากนายตรีภพ และเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน 49,000,000 บาท กับบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จึงมีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติว่า ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศและมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ข้อ 1 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง มีผลให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 329 เป็นอันสิ้นสุดลงไปด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองฯ มีประกาศฉบับที่ 19 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป จึงมีผลเสมือนหนึ่งเป็นการประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่มีบทบัญญัติเหมือนฉบับเดิมที่ถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายใหม่นั้นจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ โดยไม่มีผลบังคับย้อนหลัง เมื่อการกระทำความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนวันคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้มีประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยความผิดของผู้คัดค้าน มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 3/2549 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ นำพยานหลักฐานจากการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดเดิมมาพิจารณาดำเนินการต่อไปได้ ผู้คัดค้านพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2546 แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 เกินกำหนด 1 ปี ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 มาตรา 21 จัตวา นั้น เห็นว่า แม้คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีและศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม) จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 329 บัญญัติให้ตราขึ้นใช้บังคับก็ตาม แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้บังคับแยกต่างหากจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม) การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงไม่มีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลไปด้วยแต่อย่างใด แม้ต่อมาคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 และฉบับที่ 31 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป ก็เป็นเพียงการยืนยันว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ถูกยกเลิกไปเพราะการยึดอำนาจการปกครองประเทศเท่านั้น เมื่อประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ข้อ 3 กำหนดบุคคลที่เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 31 ข้อ 1 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับการแต่งตั้งตามประกาศฉบับดังกล่าว จึงมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม) สำหรับกรณีของผู้คัดค้านแม้คณะกรรมการ ป.ป.ป. ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 จะรับเรื่องไว้พิจารณาและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน แต่ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (เดิม) โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 และบัญญัติให้บรรดาเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการได้รับไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และอยู่ระหว่างการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้การดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการที่กระทำมาแล้วเป็นอันใช้ได้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด ตามมาตรา 128 วรรคหนึ่ง การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องกล่าวหา ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้คัดค้านทราบเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 และต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ จึงเป็นการดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจหน้าที่ไว้ ทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 57 (เดิม) บัญญัติว่า ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง หากปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการเพราะเหตุใด ๆ นอกจากถึงแก่ความตาย ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อจะดำเนินคดีอาญา ดำเนินการทางวินัย หรือขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้วแต่กรณี ต่อไปได้ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่จำต้องดำเนินการวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้นั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 21 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลข้อกล่าวหาผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 หลังจากผู้คัดค้านเกษียณอายุราชการ พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 จึงสามารถกระทำได้ การไต่สวนและมีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงชอบด้วยกฎหมาย และผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้อง ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องบรรยายถึงมูลเหตุของการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ โดยแยกข้อกล่าวหาตามทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกเป็น 3 รายการ คือ ข้อกล่าวหาที่ 1 เงินที่ได้จากการขายวัตถุมงคล 30,000,000 บาท ข้อกล่าวหาที่ 2 เงินรายได้จากการขายที่ดิน 14,000,000 บาท และข้อกล่าวหาที่ 3 เงินฝากในสถาบันการเงินอื่น 49,000,000 บาท โดยผู้ร้องบรรยายว่า ผู้คัดค้านไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ และขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้าน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นการบรรยายแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 วรรคสาม (เดิม) แล้ว ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ทรัพย์สินจำนวน 49,000,000 บาท ที่ผู้ร้องมีคำขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน คำร้องไม่บรรยายชัดเจนว่ามีที่มาจากทรัพย์สินใดบ้างและเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดซึ่งผู้ร้องสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เช่นนี้คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องขาดอายุความและมีคำพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ และมีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นแล้วมีคำสั่งใหม่ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ดังนั้น ประเด็นเรื่องคดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่นั้นจึงยุติไปแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 81 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระการพิสูจน์ที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งทรัพย์สินตามคำร้องจำนวน 49,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือไม่นั้น จะได้แยกพิจารณาดังนี้

เงินจำนวน 30,000,000 บาท ซึ่งผู้คัดค้านอ้างว่าได้มาจากการขายวัตถุมงคล โดยมีผู้คัดค้านและนายอุทัย เป็นพยานเบิกความว่า ขณะนั้นนายอุทัยซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ของบริษัทซันเอสเตท จำกัด ทราบว่าผู้คัดค้านชอบสะสมของเก่ามีมีดโบราณและเหรียญกษาปณ์รัชกาลที่ 5 เจ้านายเก่าของนายอุทัยซึ่งเป็นชาวฮ่องกงชอบสะสมของเก่าและต้องการซื้อเหรียญ นายอุทัยจึงติดต่อผู้คัดค้านผ่านนายน้ำ ประธานบริษัทในเครือของบริษัทซันเอสเตท จำกัด เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2538 นายอุทัยไปพบและผู้คัดค้านนำเหรียญที่ระลึกมาให้ดูเป็นเหรียญกษาปณ์รัชกาลที่ 5 หรือเหรียญหนวด 1 ชุด ประกอบด้วยเหรียญทองคำและเหรียญเงินพร้อมกล่องบรรจุเหรียญเสด็จประพาสยุโรปทองคำพร้อมห่วง 1 เหรียญ แผ่นเงินงานพระบรมศพพร้อมเหรียญกษาปณ์หรือเหรียญหนวด 1 แผ่น เหรียญชุดงานสมโภชเมื่อเสด็จกลับจากยุโรป 5 เหรียญ ผู้คัดค้านบอกขาย 10,000,000 บาท นายอุทัยขอยืมเหรียญดังกล่าวกลับไปบริษัททานตะวัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทซันเอสเตท จำกัด นายน้ำมาดูและต้องการซื้อเหรียญที่ระลึกดังกล่าวไว้เองโดยไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบ นายอุทัยจึงให้นางดาราวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายเงินเดือนและที่ดินบริษัททานตะวัน จำกัด เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า แล้วออกเช็ค 10,000,000 บาท ให้ผู้คัดค้านชำระค่าเหรียญที่ระลึก ประมาณเดือนธันวาคม 2538 นายน้ำให้นายอุทัยสอบถามผู้คัดค้านว่ามีเหรียญที่ระลึกอื่นอีกหรือไม่ ผู้คัดค้านนำเหรียญเสด็จประพาสยุโรปชุดใหญ่ เป็นเหรียญทองคำ เหรียญเงินและเหรียญทองแดงอยู่ในกล่องรูปพระเกี้ยว เหรียญชุดปราบฮ่อเป็นเหรียญทองคำ เหรียญเงินและเหรียญทองแดง และบอกว่ามีราคาแพง 20,000,000 บาท ซึ่งหาไม่ได้แล้วยังไม่ขาย นายอุทัยนำเหรียญไปให้นายน้ำดูและภายหลังนายน้ำตกลงซื้อในราคา 20,000,000 บาท นายอุทัยให้นางสาวอุษา ผู้จัดการฝ่ายบัญชีรายได้ของบริษัทซันทาวเวอร์ จำกัด เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 9 แล้วสั่งจ่ายเช็ค 5 ฉบับ ฉบับละ 4,000,000 บาท มอบให้ผู้คัดค้าน ซึ่งการซื้อเหรียญที่ระลึกทั้งสองครั้ง นายอุทัยบอกผู้คัดค้านว่าซื้อให้แก่เจ้านายเก่าซึ่งเป็นชาวฮ่องกง เห็นว่า ผู้คัดค้านไม่ได้นำสืบถึงที่มาของเหรียญที่ระลึกดังกล่าว คงได้ความจากคำให้การของผู้คัดค้านซึ่งให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่า นายสุโข เป็นผู้ขายเหรียญที่ระลึกให้แก่ผู้คัดค้าน นายสุโขให้การว่าเป็นผู้สะสมพระเครื่อง วัตถุมงคลต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เป็นวัตถุมงคลของรัชกาลที่ 5 จะเป็นพระบรมรูป เหรียญที่ระลึก เหรียญบำเหน็จ สะสมมานานไม่น้อยกว่า 20 ถึง 35 ปี และจะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับนักสะสมด้วยกันโดยเฉพาะผู้คัดค้าน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันบ่อยครั้ง เริ่มซื้อขายเมื่อปี 2535 ส่วนผู้คัดค้านให้การว่าเหรียญที่ระลึกที่ขายไปผู้คัดค้านได้มาจากการสะสมมาเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยได้มาจากบุคคลที่เชื่อถือได้ซึ่งบุคคลเหล่านั้นได้รับตกทอดมาทางมรดก บุคคลเหล่านั้นไม่อนุญาตให้เปิดเผยชื่อเพราะจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เช่นนี้คำให้การของผู้คัดค้านจึงขัดกับคำให้การของนายสุโขในสาระสำคัญคือระยะเวลาที่ผู้คัดค้านได้เหรียญมาและบุคคลที่เป็นเจ้าของเดิม อีกทั้งที่ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่สามารถเปิดเผยชื่อบุคคลที่เป็นเจ้าของเดิมได้ก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนการซื้อขายซึ่งนายอุทัยอ้างว่าเป็นการติดต่อซื้อเหรียญที่ระลึกให้แก่เจ้านายเก่าชาวฮ่องกงนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างได้โดยง่าย ผู้คัดค้านเองก็ไม่ได้อ้างเจ้านายเก่าชาวฮ่องกงของนายอุทัยหรือพยายามติดตามตัวบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยาน แต่ปรากฏว่าผู้ซื้อเหรียญที่ระลึกทั้งสองครั้งคือนายน้ำ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางนันทนา ภริยานายน้ำซึ่งเป็นพยานผู้ร้องว่า ปกตินายน้ำไม่ใช่คนสะสมเหรียญ การที่นายน้ำต้องการซื้อเหรียญที่ระลึกทั้งสองครั้งซึ่งมีราคาสูงถึง 30,000,000 บาท จึงเป็นข้อพิรุธ ทั้งข้ออ้างที่ว่านายน้ำไม่ต้องการให้ใครทราบว่าตนเป็นผู้ซื้อเหรียญที่ระลึกนั้น ก็ได้ความว่านายอุทัยเป็นผู้ดำเนินการชำระเงินค่าเหรียญที่ระลึกโดยมีการสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของนางดาราวรรณและนางสาวอุษาที่นายอุทัยเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝาก รวมทั้งดำเนินการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ไม่น่าเชื่อว่านายน้ำจะไม่ทราบเรื่องที่นายอุทัยดำเนินการไปทั้งหมด ข้ออ้างของนายน้ำที่ปกปิดไม่ต้องการให้ใครทราบว่าตนซื้อเหรียญที่ระลึกก็ปราศจากเหตุผลที่สมควรว่า เหตุใดนายน้ำจึงต้องปกปิด ปกปิดไปเพื่อประโยชน์อันใด และปกปิดเพื่อใคร พฤติการณ์ของผู้คัดค้านและนายน้ำจึงไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่าผู้คัดค้านต้องการปกปิดที่มาของเส้นทางการเงินที่แท้จริงโดยเฉพาะการชำระเงินค่าเหรียญที่ระลึกนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบข้อเสนอของผู้คัดค้านและวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบถึงผลการประชุม โดยในครั้งแรกสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 11 กันยายน 2538 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท มีการนำเข้าเรียกเก็บเงินเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 ตามบัญชีกระแสรายวันของนางดาราวรรณ อันเป็นวันหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบตามที่ผู้คัดค้านขอความเห็นชอบให้โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตที่ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ บางมาตรา เพียง 1 วัน ส่วนการชำระค่าเหรียญครั้งที่ 2 นางสาวอุษาสั่งจ่ายเช็ครวม 5 ฉบับ ฉบับละ 4,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 9 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 จำนวน 2 ฉบับ และลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 จำนวน 3 ฉบับ และมีการนำเช็คฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 หนึ่งฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านเพื่อเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 ส่วนเช็คอีก 4 ฉบับ กลับมีการนำไปเข้าเรียกเก็บเงินในบัญชีเงินฝากของนายราเกซ ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) แล้วมีการสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้คัดค้าน จำนวน 4 ฉบับ โดยนางเยาวลักษณ์ รองผู้อำนวยการฝ่าย สำนักบริหารเงินและวิเทศธนกิจ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ พยานผู้ร้องเบิกความยืนยันว่า นายราเกซให้พยานสั่งจ่ายเช็ค 4 ฉบับ โดยนายราเกซบอกว่าผู้คัดค้านจะนำเช็ค 4 ฉบับ มาแลก ซึ่งเช็คที่ผู้คัดค้านนำมาแลกนั้นล้วนเป็นเช็คจ่ายเงินสด สามารถเรียกเก็บเงินได้ทันที จึงไม่มีความจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเช็ค อีกทั้งการเรียกเก็บเงินตามเช็คจากการซื้อขายเหรียญที่ระลึกครั้งที่ 2 นั้น มีการเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 หลังจากที่นายอุทัยทราบว่าคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบว่าบริษัทซันเอสเตท จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2538 ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้งสองครั้ง มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบข้อเสนอของผู้คัดค้านและวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบถึงผลการประมูล พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าเงินจำนวน 30,000,000 บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการขายเหรียญที่ระลึก ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านมีเงินจำนวน 30,000,000 บาท จึงเป็นการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเงินจำนวน 14,000,000 บาท ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าได้มาจากการขายที่ดินของนางอุบล ภริยาผู้คัดค้าน ให้แก่นายตรีภพ ผู้คัดค้านนำสืบโดยมีผู้คัดค้านและนายตรีภพเป็นพยานเบิกความว่า นายตรีภพเป็นสถาปนิก รู้จักผู้คัดค้านมาตั้งแต่ปี 2530 สนใจจะซื้อที่ดิน 3 แปลงของนางอุบลเพื่อทำโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก จึงติดต่อขอซื้อที่ดินผ่านผู้คัดค้านและทำสัญญาจะซื้อจะขายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 เป็นเงิน 24,045,000 บาท มีการวางมัดจำ 5,000,000 บาท ในวันทำสัญญา ส่วนค่าที่ดินที่เหลือแบ่งชำระเป็น 3 งวด หากผู้จะซื้อผิดนัดชำระค่าที่ดินงวดหนึ่งงวดใด ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งนายตรีภพเป็นผู้จัดทำสัญญาจะซื้อจะขายเอง ต่อมานายตรีภพจัดทำแบบแปลนโครงการเบื้องต้นเพื่อเสนอสถาบันการเงิน แต่การติดต่อสถาบันการเงินไม่ราบรื่น ประกอบกับหุ้นส่วนขอถอนตัว นายตรีภพขอเงินมัดจำคืนแต่ฝ่ายผู้คัดค้านไม่ยินยอม นายตรีภพจึงขอลดจำนวนที่ดินที่จะซื้อเหลือเพียง 2 แปลง พร้อมขอขยายระยะเวลาการชำระเงิน ฝ่ายผู้คัดค้านยินยอมจึงทำบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 ว่าที่ดินที่จะซื้อลดลงเหลือ 2 แปลง รวมเป็นเงิน 16,946,000 บาท เมื่อหักเงินมัดจำแล้วคงเหลือราคาที่ดิน 11,946,000 บาท และกำหนดให้มีการแบ่งชำระเป็น 4 งวด ในวันที่ 30 ตุลาคม 2539 วันที่ 30 เมษายน 2540 วันที่ 30 ตุลาคม 2540 งวดละ 3,000,000 บาท และวันที่ 30 เมษายน 2541 จำนวน 2,946,000 บาท หลังจากทำข้อตกลงดังกล่าวนายตรีภพได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านไป 3 งวด งวดละ 3,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาชิดลม บัญชีเลขที่ 001-3-0xxxx ไปเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ เลขที่ 034 - 1 - 13xxx - x ของผู้คัดค้าน งวดที่ 1 ตกลงชำระวันที่ 30 ตุลาคม 2539 แต่จ่ายเช็คเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 งวดที่ 2 ตกลงชำระวันที่ 30 เมษายน 2540 แต่จ่ายเช็คเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 งวดที่ 3 ตกลงชำระวันที่ 30 ตุลาคม 2540 แต่จ่ายเช็คเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2540 งวดที่ 4 ยังไม่ชำระแต่อย่างใด เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย สถาบันการเงินปิดกิจการ นายตรีภพจึงไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ หากนำที่ดินไปขายก็ไม่มีผู้ซื้อและธนาคารไม่รับจำนอง จึงขอผ่อนผันชำระราคาที่ดินภายในปี 2543 ต่อมาทราบว่าผู้คัดค้านถูกร้องเรียนและถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จึงขอให้เรื่องยุติก่อน แต่การซื้อขายยังไม่ยกเลิก เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแล้วมีลักษณะการเขียนข้อกำหนดในสัญญาผิดปกติวิสัยของการทำสัญญาโดยทั่วไป เช่น การชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญาซึ่งมีจำนวนมากถึง 5,000,000 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลืออีก 3 งวด ไม่มีการชำระตามสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และต่อมาเมื่อมีการทำสัญญากันใหม่วันที่ 30 กันยายน 2539 รวมเป็นเงิน 16,946,000 บาท เมื่อหักเงินมัดจำแล้วคงเหลือราคาที่ดิน 11,946,000 บาท และกำหนดให้มีการแบ่งชำระเป็น 4 งวด ซึ่งนายตรีภพได้ชำระไปแล้วเป็นเงิน 14,000,000 บาท ตามบัญชีกระแสรายวันของนายตรีภพและบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของผู้คัดค้าน ก็ไม่ปรากฏว่ามีการทำหลักฐานการชำระเงินกันแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นเงินจำนวนมาก ส่วนที่นายตรีภพอ้างว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินเป็นเงินค่าจ้างจากการเขียนแบบแปลนบ้านและคอนโดมิเนียมให้นายปานเทพ มีการแบ่งจ่ายเป็นงวด รวมเป็นเงิน 17,000,000 บาท ปรากฏว่าไม่มีหลักฐานการว่าจ้างและรับเงินค่าจ้างแต่อย่างใด นอกจากนี้นายตรีภพชำระราคาที่ดินไปแล้วเป็นจำนวนถึง 14,000,000 บาท คงเหลืออีกเพียง 2,946,000 บาท นายตรีภพน่าจะพยายามขวนขวายหาเงินมาชำระให้จนครบเพื่อดำเนินการโอนที่ดิน แต่คู่สัญญาก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ต่อกัน จึงไม่น่าเชื่อว่ามีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันจริง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าเงิน 14,000,000 บาท เป็นทรัพย์ที่มิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

สำหรับเงินฝากในสถาบันการเงินจำนวน 49,000,000 บาท ซึ่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินในนามนางอุบล ภริยาผู้คัดค้าน นางสาวนัทธ์หทัย บุตรสาวผู้คัดค้าน และนางสาวณัทสุดา บุตรสาวผู้คัดค้าน รวม 6 ฉบับ คือ 1. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0039577 จำนวน 10,000,000 บาท ในนามนางอุบล ถึงกำหนดวันที่ 7 กรกฎาคม 2541 2. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019082 จำนวน 5,000,000 บาท ในนามนางสาวนัทธ์หทัย ถึงกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 3. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019088 จำนวน 9,000,000 บาท ในนามนางสาวนัทธ์หทัย ถึงกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 4. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0000032 จำนวน 10,000,000 บาท ในนามนางสาวนัทธ์หทัย ถึงกำหนดวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 5. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019055 จำนวน 6,000,000 บาท ในนามนางสาวณัทสุดา ถึงกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 และ 6. ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019089 จำนวน 9,000,000 บาท ในนามนางสาวณัทสุดา ถึงกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 โดยผู้ร้องกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวซึ่งฝากที่บริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) มาจากเงินที่นายน้ำมอบให้ 30,000,000 บาท และนายตรีภพมอบให้ 14,000,000 บาท นั้น ผู้คัดค้านนำสืบว่า เงินดังกล่าวมิใช่รายได้ใหม่แต่เป็นเงินที่เกิดจากการฝากเงิน ไถ่ถอน ฝากต่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ที่ผู้คัดค้านและภริยาถืออยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด มาฝากต่อที่บริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นเงินที่ผู้คัดค้านและภริยาสะสมมาตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2540 เป็นเงินฝากที่มีอยู่เดิมมาจากเงินเดือน เบี้ยประชุม โบนัส เงินได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ วัตถุมงคลและที่ดิน รวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก โดยผู้คัดค้านเบิกความถึงที่มาตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0000032 ของบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000,000 บาท ในนามนางสาวนัทธ์หทัย เป็นเงินที่ฝากไว้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด โดยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2540 มียอดเงินคงเหลือ 10,000,000 บาท ซึ่งต่อมาได้รับการไถ่ถอนจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หลังจากได้รับการไถ่ถอนแล้ว ได้นำเงินดังกล่าวไปฝากไว้กับบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยฝากในนามผู้คัดค้าน คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0478558 ภายหลังฝากในนามของนางสาวนัทธ์หทัย เมื่อพิจารณาแผนผังแสดงการฝาก - ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินของผู้คัดค้านแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านฝากเงินในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2538 คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 120634, 120635, 120636 และ 120637 ฉบับละ 5,000,000 บาท รวม 4 ฉบับ เป็นเงิน 20,000,000 บาท ทั้งได้ความจากผู้คัดค้านเบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสี่ฉบับเป็นเงินที่ได้จากการขายเหรียญที่ระลึก มีการฝาก - ถอนเรื่อยมา จนกระทั่งเป็นเงินฝากตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 142683 ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด 10,000,000 บาท ซึ่งต่อมามีการฝาก - ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินในนามผู้คัดค้านเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0478558 แสดงว่าที่มาของตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0000032 ในนามนางสาวนัทธ์หทัย 10,000,000 บาท สืบเนื่องมาจากตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0478558 ในนามผู้คัดค้าน วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 10,000,000 บาท โดยมีการนำเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ บัญชีเลขที่ 034-6-03xxx-x ของผู้คัดค้านมาซื้อ เจือสมกับทางนำสืบของผู้ร้องถึงความเคลื่อนไหวทางบัญชีของผู้คัดค้านที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากการขายเหรียญที่ระลึกว่า ผู้คัดค้านนำเช็คที่อ้างว่าได้มาจากการขายเหรียญที่ระลึก จำนวน 30,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ บัญชีเลขที่ 034-1-13xxx-x ของผู้คัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2538 มีการถอนเงิน 20,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ บัญชีเลขที่ 034-6-03xxx-x ของผู้คัดค้าน แล้วในวันเดียวกันได้สั่งจ่ายเช็คไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ในนามผู้คัดค้าน 4 ฉบับ ฉบับละ 5,000,000 บาท ซึ่งก็คือตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 120634, 120635, 120636 และ 120637 จึงเชื่อว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0000032 จำนวน 10,000,000 บาท ในนามของนางสาวนัทธ์หทัยเป็นเงินของผู้คัดค้านที่รับมาจากนายน้ำ ส่วนเงินฝากในนามของนางอุบล จำนวน 39,000,000 บาท ผู้คัดค้านนำสืบว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2539 ถอนมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด 30,000,000 บาท และฝากเพิ่มอีก 6,000,000 บาท สาเหตุที่ถอนเนื่องจากมีข่าวว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ประสบปัญหาและบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า โดยตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไม่สามารถหาเอกสารได้ เนื่องจากบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย ต่อมาเงินจำนวน 36,000,000 บาท นำกลับไปฝากที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 สาเหตุที่นำกลับไปฝากเนื่องจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ได้รับการประกันโดยกองทุนฟื้นฟูของธนาคารแห่งประเทศไทย และมีการฝากเงินไว้ที่บริษัทดังกล่าวอยู่แล้ว 5,000,000 บาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 136535 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 จึงมีเงินฝากที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด รวม 41,000,000 บาท และมีการฝาก - ถอนต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2540 ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนรวมดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 41,966,000 บาท จากนั้นนำเงิน 41,000,000 บาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ คือตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0470828 จำนวน 20,000,000 บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0470879 จำนวน 21,000,000 บาท เมื่อครบกำหนดมีการเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนเรื่อยมา จนสุดท้ายเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0008964 จำนวน 20,000,000 บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0008965 จำนวน 21,000,000 บาท ซึ่งต่อมามีการนำตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0008964 จำนวน 20,000,000 บาท ไปซื้อตั๋วฉบับใหม่เลขที่ 0009908 จำนวน 18,000,000 บาท ในนามนางอุบล และต่อมาเมื่อตั๋วครบกำหนดได้นำไปซื้อตั๋วฉบับใหม่แทนรวม 2 ฉบับ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019088 ของบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในนามนางสาวนัทธ์หทัย จำนวน 9,000,000 บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019089 ของบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในนามนางสาวณัทสุดา จำนวน 9,000,000 บาท ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0008965 จำนวน 21,000,000 บาท ในนามนางอุบลเมื่อครบกำหนดได้นำไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ 3 ฉบับ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019055 ของบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในนามนางสาวณัทสุดา จำนวน 6,000,000 บาท ตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0019082 ของบริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในนามนางสาวนัทธ์หทัย จำนวน 5,000,000 บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0018954 ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) ในนามนางอุบล จำนวน 10,000,000 บาท สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวในนามของนางอุบลได้มีการเปลี่ยนตั๋วเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0039577 โดยมีนางธัชนก นางกรรณิการ์ และนายวีระเกียรติ ซึ่งร่วมตรวจสอบและจัดทำเอกสารมาเบิกความยืนยันแผนผังแสดงการฝาก - ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน ว่ามีการฝาก - ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน การเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินมาตั้งแต่ปี 2533 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2540 เห็นว่า ผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงว่า เงินฝากตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นของนางอุบล เป็นเงินของผู้คัดค้านและนางอุบลเก็บสะสมมาตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2540 ได้มาจากจากเงินเดือน เบี้ยประชุม โบนัส เงินได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ วัตถุมงคลและที่ดิน รวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก นอกจากนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้คัดค้านนำสืบว่าเป็นที่มาของตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 0039577, 0019082, 0019088, 0019055 และ 0019089 รวม 5 ฉบับ ก็เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ผู้คัดค้านได้มาในช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านอ้างว่าได้รับเงินจากการขายเหรียญที่ระลึกและเงินที่ได้จากการขายที่ดิน เมื่อผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แต่ผู้คัดค้านไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งห้าฉบับ มีแหล่งที่มาจากเงินเดือน เงินโบนัส เบี้ยประชุม หรือเงินประเภทใด หรือได้มาจากแหล่งเงินใดโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อผู้คัดค้านเบิกความรับว่าเงินฝากของผู้คัดค้านและภริยาจะนำมารวมกันทำให้เชื่อได้ว่าเงินฝากตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน เมื่อเงินฝากในสถาบันการเงินจำนวน 49,000,000 บาท มีแหล่งที่มาจากเงินที่อ้างว่าได้จากการขายเหรียญที่ระลึก และเงินที่ได้มาจากการขายที่ดิน ซึ่งได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวรวม 44,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีมากผิดปกติหรือมีเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ส่วนเงินที่เหลืออีก 5,000,000 บาท ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติขอให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แต่ผู้คัดค้านไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินส่วนใดของเงินจำนวน 49,000,000 บาท ซึ่งเกลื่อนกลืนไปกับเงินจำนวน 44,000,000 บาท และดอกผลของเงินนั้นว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบอย่างไรบ้าง เช่นนี้ถือได้ว่าเงินจำนวน 5,000,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติเช่นกัน ดังนั้นเงินฝากในสถาบันการเงินจำนวน 49,000,000 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีมากผิดปกติหรือมีเพิ่มขึ้นมากผิดปกติอันเป็นการร่ำรวยผิดปกติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 (เดิม) อันจะต้องตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 (2) (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 80 (2) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6964/2561
#633023
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะเป็นบุตรของ บ. เจ้าของกรรมสิทธ์รถยนต์และเป็นผู้ถือครองรถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้รับความเสียหายในส่วนของค่าซ่อม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุนั้น ถึงแม้โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันเกิดเหตุแต่โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวมาใช้ประกอบอาชีพทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองใช้สอยประโยชน์จากรถยนต์ เมื่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้ครอบครองใช้สอยประโยชน์จากรถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความกระทบกระเทือนเสียหายจากเหตุละเมิด โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้

ขณะโจทก์ขับรถอยู่ในช่องเดินรถของตนซึ่งเป็นทางตรง มีโควิ่งออกมาจากข้างทาง โจทก์ขับรถชนโคกระเด็นไปไกลประมาณ 10 เมตร ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการชนอย่างแรง จึงเชื่อว่าโจทก์ขับรถด้วยความเร็วมากพอสมควร หากโจทก์ไม่ขับรถด้วยความเร็วต้องสามารถหยุดรถได้ทัน หรือหากหยุดไม่ทันลักษณะการชนต้องไม่รุนแรงอย่างผลที่เกิดเหตุเช่นนี้ การที่โจทก์ขับรถผ่านถนนที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตชุมชนมีป้ายเตือนให้ลดความเร็ว บริเวณข้างทางมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา จึงต้องระมัดระวังลดความเร็วลง พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์รับฟังได้ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ด้วย มิใช่จำเลยประมาทเพียงฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยมีส่วนประมาทในการก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ จำเลยไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 124,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า นายบุญสาร บิดาโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 6872 อำนาจเจริญ ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวไปตามถนนสายอำเภอกว้านใหญ่ - อำเภอเมืองมุกดาหาร จากด้านอำเภอกว้านใหญ่มุ่งหน้าไปอำเภอเมืองมุกดาหาร

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นบุตรของนายบุญสาร เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บง 6872 อำนาจเจริญ และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าว และไม่มีกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ในขณะเกิดเหตุจะต้องรับผิดต่อนายบุญสารซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเหตุรถยนต์ชนโคของจำเลย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ทำละเมิดและโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมและเสียค่าซ่อมรถยนต์แล้วก็ตาม โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้รับความเสียหายในส่วนของค่าซ่อมดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุนั้น ถึงแม้โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันเกิดเหตุแต่โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวมาใช้ประกอบอาชีพทุกวัน โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองใช้สอยประโยชน์จากรถยนต์ เมื่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้ครอบครองใช้สอยประโยชน์จากรถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความกระทบกระเทือนเสียหายจากเหตุละเมิด โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ได้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางว้น ถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรง หากโจทก์ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้จะมีโควิ่งตัดหน้า ระยะที่โจทก์จะมองเห็นโคได้คงไม่ใช่เพียง 1 เมตร โจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า หลังจากรถชนโคแล้ว โคกลิ้งไปห่างจากรถประมาณ 10 ถึง 15 เมตร หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที โคตาย โคมีอายุ 3 ปี ขนาดลำตัวไม่เล็กและมีน้ำหนักมากพอสมควร การที่กระเด็นไปไกลจากจุดชนระยะประมาณ 10 เมตร ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการชนอย่างแรง จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามที่เบิกความ นอกจากนี้ หากขับรถด้วยความเร็วดังกล่าว และไม่มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บริเวณข้างทางที่บังสายตา โจทก์ยิ่งต้องมีเวลาพอที่จะมองเห็นโค 4 ตัว ข้ามถนนไปแล้ว และมองเห็นโคอีกตัวกับจำเลยเดินตามมา มิใช่เพิ่งจะเห็นขณะโคอยู่ห่างในระยะเพียง 1 เมตร โจทก์ขับรถอยู่ในช่องเดินรถของตน ถึงแม้โคจะวิ่งออกมาจากข้างทาง แต่หากโจทก์ไม่ขับรถด้วยความเร็วต้องสามารถหยุดรถได้ทัน หรือหากหยุดไม่ทันลักษณะการชนต้องไม่รุนแรงอย่างผลที่เกิดเหตุเช่นนี้ เชื่อว่าโจทก์ขับรถด้วยความเร็วมากพอสมควร การที่โจทก์ขับรถผ่านถนนที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตชุมชนมีป้ายเตือนให้ลดความเร็ว บริเวณข้างทางมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ต้องมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา จึงต้องระมัดระวังลดความเร็วลง พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์รับฟังได้ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ด้วย มิใช่จำเลยประมาทเพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยมีส่วนประมาทในการก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ จำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 เมื่อจำเลยไม่มีหนี้ละเมิดต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ถึงแม้จำเลยทำบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายไว้ จำเลยก็ไม่ผูกพันต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายธีระยุทธ ผาฮุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สมจิตร์ ทองศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6947 -ที่ 6948/2561
#628009
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) เนื่องจากฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานกรณีรับฟังพยานเอกสารที่ไม่มีการปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 18 ข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ผู้ร้องยื่นข้อเสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบและก่อสร้าง คอนโดมิเนียม และสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญาดังกล่าวกับผู้ร้อง เพียงแต่ปฏิเสธว่าสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบก่อสร้างและสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมหรือไม่ การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยถึงความมีอยู่ของสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบก่อสร้าง ซึ่งได้ชำระค่าอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว จึงชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง แล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกบริษัท บ. ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกบริษัท ค. ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกและเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 9/2557 หมายเลขแดงที่ 27/2559

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 9/2557 หมายเลขแดงที่ 27/2559

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 9/2557 หมายเลขแดงที่ 27/2559 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 22,576,382.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,126,124.44 บาท นับถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (ยื่นคำเสนอข้อพิพาทวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น และให้ผู้คัดค้านคืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 00019/200189/0053/54 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 วงเงิน 7,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 00019/200189/0052/54 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 วงเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายตลอดจนค่าป่วยการในชั้นอนุญาโตตุลาการกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 390,000 บาท แก่สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ผู้คัดค้านทำสัญญาว่าจ้างผู้ร้องออกแบบและก่อสร้างโครงการบี คอนโด จำนวน 2 หลัง และทำสัญญาจ้างงานเพิ่มเติมอีก 2 ช่วง โดยสัญญาดังกล่าวข้อ 8 ระบุว่า หากเกิดข้อโต้แย้งระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติแห่งสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 9/2557 หมายเลขแดงที่ 27/2559 และคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 22,576,382.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,126,124.44 บาท นับถัดจากวันเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระแก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น และให้ผู้คัดค้านคืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 วงเงิน 7,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 วงเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง

คดีนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ดังนั้น นอกจากข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์จะต้องชอบด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 (เดิม) แล้ว เหตุที่จะยกอ้างตามอุทธรณ์ต้องเป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ถึง (5) ด้วย โดยปัญหาว่า กรณีมีเหตุที่ผู้คัดค้านจะขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (1) หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากรับฟังว่าการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งเอกสารที่คณะอนุญาโตตุลาการนำมาพิจารณาเป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟัง อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัย กรณีจึงมิใช่การโต้แย้งด้วยเหตุตามมาตรา 40 (1) (ก) ถึง (จ) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นนี้ผู้คัดค้านอุทธรณ์แต่เพียงว่า คณะอนุญาโตตุลาการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการรับฟังพยานหลักฐาน โดยรับฟังว่าอาคารชุดก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นที่คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัย โดยมิได้โต้แย้งว่าข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ชอบอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้อย่างไร ส่วนปัญหาว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (2) (ข) เนื่องจากฝ่าฝืนกฎหมายในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานในกรณีที่รับฟังพยานหลักฐานที่ไม่มีการปิดอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ผู้ร้องยื่นข้อเสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบและก่อสร้างโครงการบี คอนโด และสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้คัดค้านไม่ได้ทำสัญญาดังกล่าวกับผู้ร้อง เพียงแต่ปฏิเสธว่าสัญญาดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบก่อสร้างและสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบก่อสร้างและสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติม การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยถึงความมีอยู่ของสัญญาจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบก่อสร้าง ซึ่งได้ชำระค่าอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง แล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานหลักฐานสัญญาจ้างทำของเพิ่มลดที่มิได้มีการปิดอากรแสตมป์เป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้คัดค้านนำสืบไว้แล้วว่า สัญญาจ้างทำของมี 2 ส่วน คือ สัญญาจ้างทำของหลักและสัญญาจ้างทำของเพิ่มลด (สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเพิ่มเติม) แม้สัญญาจ้างทำของหลักจะมีการปิดอากรแสตมป์ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร แต่สัญญาจ้างทำของเพิ่มลดยังไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังสัญญาจ้างทำของเพิ่มลดในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท จึงเป็นกรณีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเห็นได้ว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประเด็นนี้มุ่งโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และเป็นเหตุยกเว้นที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ได้อย่างไร เช่นเดียวกัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองข้อจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองสำนวน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท บ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
กาญจนา ชัยคงดี
อโนชา ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2561
#627010
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ข้ามเขตแดนไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นเป็นอย่างดี ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานควบคุมตัวไว้ก่อน ทำให้ไม่มีอิสระที่จะไปรับเมทแอมเฟตามีนตามที่นัดหมายกับพวกไว้ได้ โดยจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนก็เพราะเจ้าพนักงานสั่งให้ไปรับ ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ปฏิเสธไม่ยอมไปรับด้วย แต่เมทแอมเฟตามีนถูกนำเข้ามาในราชอาณาจักรได้เพราะพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ในแม่น้ำเหืองฝั่ง ส.ป.ป. ลาว ขว้างข้ามเขตแดนมาให้จำเลยที่ 2 ตามที่โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมลงมือกระทำการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เพียงแต่การกระทำนั้นยังไม่บรรลุผล จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย

เมื่อจำเลยที่ 2 เก็บเมทแอมเฟตามีนที่พวกของจำเลยขว้างข้ามเขตแดนมาก็ส่งให้เจ้าพนักงานทันที ไม่สามารถยึดถือไว้เพื่อตนได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และเศษกระดาษที่บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของพวกจำเลยทั้งสองของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้อีก คงลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง และเศษกระดาษบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของกลาง ส่วนรถกระบะและกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของกลางให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพยายามนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนรถกระบะและกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของกลางแก่เจ้าของ ส่วนโทษของจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา สิบตำรวจเอก สมบูรณ์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรท่าลี่ กับพวกตรวจค้นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าสีขาว หมายเลขทะเบียน บน 292 เลย ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและจำเลยที่ 2 นั่งเคียงข้างมาที่บริเวณก่อนถึงจุดตรวจภูซางประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ดังขึ้น สิบตำรวจเอก สมบูรณ์กดรับโดยเปิดลำโพงได้ยินทั่วกันว่า ให้ไปรับของทางบ้านหาดเจริญ-นาจาน จึงแจ้งให้ร้อยตำรวจโท นิพล ซึ่งรออยู่ที่จุดตรวจภูซางทราบ ร้อยตำรวจโท นิพลสั่งให้คุมตัวจำเลยทั้งสองไปพบที่จุดตรวจทันที และขณะตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 ที่จุดตรวจภูซาง โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อกดรับและเปิดลำโพงให้ได้ยินทั่วกัน คนที่โทรศัพท์มาถามว่าถึงไหนแล้ว จำเลยที่ 2 ตอบว่าอยู่จุดตรวจภูซาง คนที่โทรศัพท์มาบอกให้ขับรถไปเรื่อย ๆ ตามถนนหาดเจริญ-นาจาน จนกระทั่งถึงต้นคูนใหญ่ข้างทาง ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะมีการก่อกองไฟไว้ เมื่อไปถึงจุดนัดพบ มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ในแม่น้ำเหืองฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชายคนนั้นโบกผ้าเป็นสัญญาณแล้วขว้างวัตถุสิ่งหนึ่งมาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นมีสิบตำรวจเอก สมบูรณ์ยืนประกบตัวอยู่โดยจับที่เข็มขัดตรงด้านหลังจำเลยที่ 2 เอาไว้ วัตถุดังกล่าวเป็นห่อพลาสติกข้างในมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,976 เม็ด แบ่งบรรจุในถุงพลาสติกชนิดปากถุงกดปิดได้รวม 10 ถุง ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้เพราะชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ในแม่น้ำเหืองฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นผู้ขว้างข้ามเขตแดนมาให้จำเลยที่ 2 ตามที่ผู้นำเมทแอมเฟตามีนทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาส่งได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบกันไว้ แต่จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไว้ก่อนทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจไปรับเมทแอมเฟตามีนตามที่นัดหมายกันได้ การที่จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ริมแม่น้ำเหืองก็ไปเพราะเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวจำเลยทั้งสองสั่งให้ไปรับ จำเลยทั้งสองมิได้มีอิสระที่จะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่วางแผนกันไว้ก่อนกับพวกแต่อย่างใด เมื่อพวกของจำเลยขว้างเมทแอมเฟตามีนของกลางมาให้ จำเลยที่ 2 ก็เก็บส่งให้เจ้าพนักงานตำรวจทันที ไม่สามารถยึดถือเมทแอมเฟตามีนของกลางเอาไว้เพื่อตนได้ ดังนี้จะถือว่าความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรสำเร็จครบองค์ประกอบแล้วดังที่โจทก์ฎีกายังไม่ได้ แต่ก็ต้องถือว่าการกระทำทั้งหมดของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมลงมือกระทำการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว เพียงแต่การกระทำนั้นยังไม่บรรลุผล จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานพยายามนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ก่อนที่จะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 จะนำมาพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดไม่ได้นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เพราะไม่ได้โยนความผิดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเพียงลำพัง แล้วอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดด้วย คำให้การดังกล่าวของจำเลยที่ 2 มีเหตุมีผลสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงมีลักษณะที่รับฟังแล้วเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังเพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธไม่ยอมไปด้วยในขณะที่มีการขว้างเมทแอมเฟตามีนของกลางข้ามเขตแดนมาให้จำเลยที่ 2 การปฏิเสธดังกล่าวก็หามีน้ำหนักไปหักล้างพยานโจทก์ที่นำสืบพิสูจน์แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ข้ามเขตแดนไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนางนัดได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ยับยั้งไม่ไปรอรับเมทแอมเฟตามีน จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 นั้น การที่จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไว้เสียก่อน ไม่ใช่การยับยั้งไม่กระทำการให้ตลอดเสียเองตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่ให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ริมแม่น้ำเหือง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดนั้น เห็นว่า เมื่อถูกควบคุมตัวและพวกของจำเลยที่ 2 ทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้โทรศัพท์มาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 เอง นัดหมายถึงสถานที่ที่ให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางถึงสองครั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นอย่างดี จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 2 เองก็ให้การถึงรายละเอียดในการกระทำความผิดว่าผู้ใดบ้างที่เกี่ยวข้องด้วยและแต่ละคนกระทำการอย่างใดในคดีนี้ การที่จำเลยที่ 2 ทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตำรวจที่ให้ไปรับของกลางที่ริมแม่น้ำเหืองนั้น ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ก็ยังเป็นความผิดฐานพยายามนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายอยู่ ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 มิได้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยกขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางถวิลหรือส้ม บัวระภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางชาริณี โค้วธนพานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2561
#629007
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างบริการทำความสะอาดอาคารและสถานที่ กำหนดว่า การจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในสัญญา โดยเฉพาะอัตราค่าบริการ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายและแนบท้ายสัญญาไว้ด้วย ต้องถือว่าอัตราค่าบริการเป็นสาระสำคัญของสัญญา เพราะโจทก์เข้ามาทำงานรับจ้างทำความสะอาดอาคารและสถานที่ให้จำเลย ก็หวังจะได้ค่าบริการจากจำเลยเป็นการตอบแทนนั่นเอง การที่โจทก์มีหนังสือขอปรับขึ้นค่าบริการ ไปถึง จ. ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และ ภ. ฝ่ายแม่บ้าน ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลย บุคคลทั้งสองไม่มีอำนาจตกลงเปลี่ยนแปลงข้อสัญญากับโจทก์ได้ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการปรับขึ้นค่าบริการ การตกลงที่สำคัญเช่นนี้โจทก์ต้องมีหนังสือไปถึงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยไม่ได้ตกลงกับโจทก์ ไม่ได้มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หนังสือปรับขึ้นค่าบริการของโจทก์จึงยังไม่ผูกพันให้จำเลยต้องรับผิดในอัตราค่าบริการใหม่ที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง แม้หลังจากที่พนักงานของจำเลยได้รับหนังสือขอปรับขึ้นค่าบริการแล้วจะยังมีการจัดซื้อจัดจ้างโจทก์ก็ตาม ก็ยังไม่ถือว่าจำเลยได้ตกลงยินยอมให้โจทก์ปรับขึ้นค่าบริการแล้ว จึงไม่มีผลให้โจทก์สามารถคิดค่าบริการจากจำเลยในอัตราใหม่ได้ เพราะพนักงานดังกล่าวไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ทั้งโจทก์ยอมรับว่า จำเลยยังไม่เคยจ่ายเงินค่าบริการในอัตราที่โจทก์กำหนดขึ้นใหม่ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เท่ากับว่าจำเลยยังไม่ได้ตกลงด้วยกับโจทก์ในการปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการใหม่ โจทก์ย่อมไม่อาจคิดค่าบริการจากจำเลยในอัตราใหม่ได้ และเนื่องจากระหว่างพิจารณา จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างหรือค่าบริการที่ค้างชำระให้จนโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างในอัตราเดิมจากจำเลยอีกต่อไปแล้ว และค่าจ้างหรือค่าบริการในอัตราใหม่ก็ไม่ผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าจ้างหรือค่าบริการค้างจ่ายจากจำเลยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหาย 19,349,895.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างค้างชำระที่โจทก์เรียกร้องมาตามคำฟ้อง จำเลยได้จ่ายให้แก่โจทก์ในอัตราค่าจ้างเดิมเป็นเงิน 9,258,388.65 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างค้างชำระจากจำเลยในส่วนอัตราค่าจ้างเดิมอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างบริการทำความสะอาดอาคารและสถานที่กับโจทก์ สัญญามีกำหนดอายุ 3 ปี ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 ก่อนครบกำหนดสัญญา วันที่ 26 มีนาคม 2555 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอปรับขึ้นค่าจ้างตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 และต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2555 จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โจทก์ทำงานให้จำเลยจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 และในเวลาเย็นวันนั้นโจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและพนักงานทั้งหมดออกจากพื้นที่ของจำเลย โดยโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ก่อนฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า การที่โจทก์ขอปรับขึ้นค่าจ้าง นั้น ผูกพันให้จำเลยต้องชำระค่าจ้างในอัตราใหม่แก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในสัญญาว่าจ้างบริการทำความสะอาดอาคารและสถานที่ ในข้อ 4 และ ข้อ 19 มีข้อกำหนดไว้อย่างแจ้งชัดว่า การจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความในสัญญา โดยเฉพาะอัตราค่าบริการ ทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายและแนบท้ายสัญญาไว้ด้วย ซึ่งต้องถือว่าอัตราค่าบริการเป็นสาระสำคัญของสัญญา เพราะโจทก์เข้ามาทำงานรับจ้างทำความสะอาดอาคารและสถานที่ให้จำเลย ก็เพราะหวังจะได้ค่าบริการจากจำเลยเป็นการตอบแทนนั่นเอง การที่สัญญากำหนดไว้ว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการต้องตกลงยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงถูกต้องชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่าโจทก์มีหนังสือ เรื่องการขอปรับขึ้นค่าบริการ ไปถึงนางจินตนา ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และนายภวัต ฝ่ายแม่บ้าน ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยเท่านั้น ซึ่งทั้งนางจินตนาและนายภวัต ต่างก็ไม่มีอำนาจตกลงเปลี่ยนแปลงข้อสัญญากับโจทก์ได้ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างการปรับขึ้นค่าบริการเช่นนี้ การตกลงที่สำคัญเช่นนี้โจทก์ควรต้องมีหนังสือไปถึงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยซึ่งลงลายมือชื่อไว้ในสัญญา ดังเช่นที่จำเลยทำหนังสือไปถึงกรรมการของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ตกลงกับโจทก์ ไม่ได้มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญา หนังสือขอปรับขึ้นค่าบริการของโจทก์จึงยังไม่ผูกพันให้จำเลยต้องรับผิดในอัตราค่าบริการใหม่ที่โจทก์กำหนดขึ้นเองได้ แม้ภายหลังจากพนักงานของจำเลยจะได้รับหนังสือแล้ว จะยังมีการจัดซื้อจัดจ้างโจทก์ตามอัตราค่าบริการใหม่ก็ตาม ก็ยังไม่ถือว่าจำเลยได้ตกลงยินยอมให้โจทก์ปรับขึ้นค่าบริการแล้ว จึงไม่มีผลให้โจทก์สามารถคิดค่าบริการจากจำเลยในอัตราใหม่ได้ เพราะพนักงานดังกล่าวไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย ซึ่งโดยข้อเท็จจริงโจทก์ก็ยอมรับเองว่า ตามความเป็นจริงแล้วจำเลยยังไม่เคยจ่ายเงินค่าบริการในอัตราที่โจทก์กำหนดขึ้นใหม่ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยยังไม่ได้ตกลงด้วยกับโจทก์ในการปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการดังกล่าวนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่ายังไม่มีการตกลงปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการกัน โจทก์ย่อมไม่อาจคิดค่าบริการจากจำเลยในอัตราใหม่ได้ และเนื่องจากระหว่างพิจารณา ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 กันยายน 2557 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า จำเลยได้จ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้จนโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างในอัตราเดิมจากจำเลยอีกต่อไปแล้ว และค่าจ้างหรือค่าบริการในอัตราใหม่ก็ไม่ผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าวแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าจ้างหรือค่าบริการค้างจ่ายจากจำเลยได้อีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างหรือค่าบริการในอัตราเก่าหรืออัตราใหม่ และย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยจากค่าจ้างหรือค่าบริการดังกล่าวได้ด้วย ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับค่าจ้างหรือค่าบริการฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์คือ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาอันจะเป็นเหตุให้โจทก์สามารถเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่จำเลยยังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนมาก เป็นหนี้ที่ค้างชำระเกินกำหนดระยะในสัญญาไปเป็นเวลานานมาก แต่จำเลยอ้างเหตุตามสัญญาที่จะไม่จ่ายให้โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ยังคงค้างไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวนค่าปรับและหนี้ที่จำเลยค้างชำระแล้วต่างกันมากมายดังกล่าวแล้ว ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็สามารถใช้สิทธิตามสัญญาหักชำระหนี้ดังกล่าวได้แต่กลับไม่ทำ กลับมาใช้สิทธิยึดหน่วงไม่จ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างจำนวนมากแก่โจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยข้อเท็จจริงจำเลยเพิ่งจะมาจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน ก็ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้นั่นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายค้างชำระหนี้ค่าจ้างหรือค่าบริการและยังไล่ให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและคนงานออกจากพื้นที่ของจำเลยทันทีก่อนครบกำหนดในสัญญา จึงต้องฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ใช่ฝ่ายผิดสัญญา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์คือจำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า รายการแรกโจทก์เรียกค่าเสียหายจากการต้องขนย้ายทรัพย์สินและคนงานออกจากพื้นที่ของจำเลยอย่างกะทันหัน โดยเรียกร้องมาเป็นเงิน 200,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานใด ๆ เลย เพื่อให้เห็นว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง แต่จากพฤติการณ์ที่โจทก์ต้องนำพนักงานเข้าทำความสะอาดพื้นที่ของจำเลยเป็นจำนวนมาก และทำมานานกว่า 2 ปีแล้วเช่นนี้ เชื่อได้ว่าโจทก์ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานเก็บอยู่ในพื้นที่ของจำเลยเป็นจำนวนมาก การต้องขนย้ายอย่างกะทันหันคงต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง เพราะไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า เห็นสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท รายการต่อไปโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากโจทก์ต้องเลิกจ้างคนงาน รวมเป็นเงิน 4,002,285 บาท ตามฟ้องข้อ 7.2 แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบนางรัชนียืนยันว่า ความเสียหายรายการนี้มี 2,000,000 บาทเศษ ส่วนนางบุปผชาติ พนักงานบัญชีของโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้จัดทำเอกสาร ก็ไม่ได้เบิกความประกอบเอกสารดังกล่าวในรายละเอียดแต่อย่างใด นอกจากยืนยันว่าได้จัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีรายละเอียดว่ามีหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างใด ค่าชดเชยเท่าใด ทั้งจำนวนตัวเลขที่ปรากฏ ก็ไม่ตรงกับค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องด้วย นอกจากนี้โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างทำความสะอาดทั่วไป ไม่ใช่โจทก์ตั้งบริษัทขึ้นเพื่อทำงานรับจ้างให้แก่จำเลยเป็นการเฉพาะเท่านั้น เมื่อไม่ได้ทำงานกับจำเลย โจทก์ก็ไม่ได้ปิดบริษัท ยังคงดำเนินกิจการต่อไป ดังนั้นพนักงานหรือคนงานที่โจทก์ว่าจ้างไว้ก็สามารถนำไปใช้ทำงานอื่นที่โจทก์รับจ้างไปทำความสะอาดได้อีกด้วย โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบอกเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดตามที่กล่าวอ้าง แม้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจะไม่น่าเชื่อถือนัก เนื่องจากมีแต่เพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และยังมีพิรุธไม่ถูกต้องตรงกัน ทั้งคำขอในฟ้อง คำพยาน และเอกสารดังกล่าวแล้ว แต่เชื่อได้ว่าโจทก์คงต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่บ้างเป็นแน่ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท รายการต่อไปโจทก์เรียกค่าเสียหายจากค่าเสื่อมสภาพของวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ วัสดุสิ้นเปลือง ซึ่งโจทก์ขอคิดมาเป็นเงิน 602,199.66 บาท โดยการนำสืบโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นเลยว่าโจทก์มีค่าเสียหายในส่วนนี้จริง คำเบิกความของพยานโจทก์หรือพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร ก็ไม่ปรากฏในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าเสียหายในส่วนนี้เลยแต่อย่างใด เช่นเดียวกัน การที่บริษัทโจทก์ตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการรับจ้างทำความสะอาดโดยทั่วไป ไม่ใช่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานกับจำเลยเท่านั้น แม้ไม่ได้ทำงานกับจำเลยแล้วโจทก์ก็ยังทำงานกับคู่สัญญาอื่นได้ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ วัสดุสิ้นเปลืองของโจทก์ก็ยังสามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นได้อีก เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นความเสียหายที่แท้จริง แต่เชื่อว่าคงมีความเสียหายในส่วนนี้อยู่บ้าง จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท สำหรับค่าเสียหายประการสุดท้ายคือค่าเสียโอกาสและขาดรายได้ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องมาเป็นเงินจำนวน 2,669,484.15 บาท และนำสืบโดยมีนางบุปผชาติ ผู้จัดทำเอกสารมาเบิกความยืนยันว่า ได้จัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นโดยคำนวณจากใบสั่งจ้างที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ทั้งหมด เห็นว่าตามเอกสารดังกล่าวเป็นรายการที่คำนวณออกมาโดยเทียบว่าหากจำเลยให้โจทก์ทำงานตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์ก็จะมีรายได้ตามเอกสารดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้มีการทำงานดังกล่าวให้แก่จำเลย ซึ่งแม้จะทำให้โจทก์ขาดรายได้ดังกล่าวก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องถือว่าเมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานโจทก์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างคนงาน ไม่ต้องเสียค่าวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ โจทก์ก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำงาน ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนเหล่านี้ ก็ต้องรวมอยู่ในจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาในส่วนนี้บวกกำไรของโจทก์นั่นเอง เมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลย โจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกร้องรายได้ที่ควรได้ทั้งหมดเมื่อไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย แต่เมื่อการที่โจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลย จำเลยก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 2,110,000 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นด้วย ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 2,110,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นฎีกาให้เป็นเงิน 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 366 ม. 367 ม. 1144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวพัชรกาญจน์ เกษมชัยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888/2561
#630108
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 304 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะฟ้อง บัญญัติสรุปได้ว่า การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาเก็บรักษาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน เมื่อได้แจ้งการยึดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นการยึดตามกฎหมาย เช่นนี้ การยึดอสังหาริมทรัพย์ดังเช่นการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้โดยที่ดินพิพาทมี น.ส.3 ก. อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียงแต่นำเอา น.ส.3 ก. มาเก็บรักษาไว้และฝากไว้แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งรายการทรัพย์ที่ยึดให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินทราบ ย่อมถือว่าเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว การที่โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ต้องนำส่งภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ประกอบการยึด ก็เพื่อประโยชน์ในการปิดประกาศการยึดและการทำแผนที่ในการประกาศขายทอดตลาดเพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์มีแนวทางในการตรวจสอบสถานที่ที่ตั้งทรัพย์เท่านั้น หากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินหรือแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ไม่ถูกต้อง ก็มิได้ผูกมัดเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ย่อมมีสิทธิแก้ไขให้ถูกต้องได้ การที่ จ. ผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยผู้แทนจำเลยที่ 1 ระบุว่าเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 ซึ่งผิดไปจากความจริง เพราะที่ถูกแล้วจะต้องเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 นั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้แทนจำเลยที่ 1 แถลงผิดพลาดไป แต่หาทำให้การยึดเสียไปไม่ เพราะขั้นตอนการยึดได้กระทำโดยครบถ้วนตามกฎหมายดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจาก ถ. กรรมการโจทก์คดีนี้ว่า ที่ดินที่ซื้อจากการขายทอดตลาดเป็นการซื้อเหมา รวม 64 แปลง รวมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จประมาณ 30 ห้อง และก่อนที่จะซื้อทอดตลาดโจทก์เข้าไปตรวจสอบที่ดินทุกแปลง โดยทาวน์เฮาส์ทุกหลังที่อยู่บนที่ดินต้องทำการปรับปรุงซ่อมแซมทุกหลัง อีกทั้งได้ความจาก ส. พยานโจทก์ว่า ทรัพย์ที่โจทก์ซื้อทอดตลาดแต่ละหลังยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ดังนั้น การที่ จ. ผู้นำยึดทรัพย์แทนจำเลยที่ 1 ได้ทำการยึดทรัพย์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยถูกต้อง และโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดที่มีการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ รวม 64 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยถูกต้อง เมื่อดูตามภาพถ่ายแล้ว ปรากฏว่าสภาพภายนอกของทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 และ 129/78 มีสภาพไม่ต่างกัน เพียงแต่ทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 มีประตูโครงเหล็กกั้นเท่านั้น ส่วนสภาพภายในไม่ปรากฏชัด และเมื่อพิเคราะห์สภาพโครงการตามภาพถ่ายเห็นได้ชัดเจนว่าเหตุที่ทาวน์เฮาส์ของโครงการยังสร้างไม่เสร็จเพราะมีการทิ้งร้างโดยมีสภาพเหมือนกันทุกหลัง การที่ จ. ระบุเลขที่บ้านผิดพลาดไปซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จนถึงกับทำให้สำคัญผิดไปได้ว่าทาวน์เฮาส์ทุกหลังที่ตนซื้อต้องมีสภาพที่เหมือนทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 ตามที่อ้าง เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 มีสภาพต่างจากทาวน์เฮาส์หลังอื่นๆ ที่โจทก์ซื้อทอดตลาดในคราวเดียวกันอย่างไร อันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาในการประมูลซื้อทอดตลาด กรณีความผิดพลาดในการระบุเลขที่บ้านของ จ. จึงยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดให้โจทก์เสียหาย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมหรือแทนกันชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดชลบุรีระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายจำนง กับพวกจำเลย ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 513/2540 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้นางจิราภรณ์ ทนายความเป็นผู้นำยึดที่ดินจำนวน 64 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านลักษณะทาวน์เฮาส์ 30 หลัง เพื่อบังคับคดี ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2553 โจทก์ประมูลซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทั้งหมดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรีและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้ว ที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 5752 เป็นที่ดินแปลงที่ 10 ในจำนวน 64 แปลงดังกล่าวซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านลักษณะทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 129/77 ปลูกอยู่ แต่นางจิราภรณ์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยระบุเลขที่สิ่งปลูกสร้างในรายการนำยึดที่ดินผิดเป็นเลขที่ 129/78 เป็นเหตุให้เอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุผิดพลาดตามไปด้วย เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่ผู้อยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ซื้อมาทั้งหมด และเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้อยู่อาศัยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ปรากฏว่ามีนายชด กับนางมยุรี ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 129/78 ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแผนที่พิพาทที่สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำบังคับที่ให้ขับไล่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลจังหวัดชลบุรีอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิของจำเลยที่ 1 ในชั้นบังคับคดีให้ร่วมกันรับผิดในความประมาทเลินเล่อของนางจิราภรณ์ต่อโจทก์เป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะฟ้อง บัญญัติสรุปได้ว่า การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน เมื่อได้แจ้งการยึดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นการยึดตามกฎหมาย เช่นนี้ การยึดอสังหาริมทรัพย์ดังเช่นการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้โดยที่ดินพิพาทมี น.ส.3 ก. อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพียงแต่นำเอา น.ส.3 ก. มาเก็บรักษาไว้และฝากไว้แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งรายการทรัพย์ที่ยึดให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินทราบ ย่อมถือว่าเป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว การที่โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ต้องนำส่งภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ประกอบการยึด ก็เพื่อประโยชน์ในการปิดประกาศการยึดและการทำแผนที่ในการประกาศขายทอดตลาดเพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์มีแนวทางในการตรวจสอบสถานที่ที่ตั้งทรัพย์เท่านั้น หากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินหรือแผนที่ที่ตั้งทรัพย์ไม่ถูกต้อง ก็มิได้ผูกมัดเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ย่อมมีสิทธิแก้ไขให้ถูกต้องได้ การที่นางจิราภรณ์ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยผู้แทนจำเลยที่ 1 ระบุว่าเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 ซึ่งผิดไปจากความจริง เพราะที่ถูกแล้วจะต้องเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 นั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้แทนจำเลยที่ 1 แถลงผิดพลาดไป แต่ก็หาทำให้การยึดเสียไปไม่ เพราะขั้นตอนการยึดได้กระทำโดยครบถ้วนตามกฎหมายดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากนายถิรพงศ์ กรรมการโจทก์คดีนี้ว่า ที่ดินที่ซื้อจากการขายทอดตลาดเป็นการซื้อเหมา รวม 64 แปลง รวมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จประมาณ 30 ห้อง เป็นสภาพบ้านที่เป็นอยู่ขณะที่โจทก์ทำการซื้อทอดตลาด และก่อนที่จะซื้อทอดตลาดโจทก์เข้าไปตรวจสอบที่ดินทุกแปลง โดยทาวน์เฮาส์ทุกหลังที่อยู่บนที่ดินต้องทำการปรับปรุงซ่อมแซมทุกหลัง อีกทั้งได้ความจากนางสาวสุธีรา พยานโจทก์ว่า ทรัพย์ที่โจทก์ซื้อทอดตลาดตามภาพถ่าย แต่ละหลังยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ดังนั้น การที่นางจิราภรณ์ ผู้นำยึดทรัพย์แทนจำเลยที่ 1 ได้ทำการยึดทรัพย์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยถูกต้อง และโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดที่มีการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ รวม 64 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยถูกต้อง เมื่อดูตามภาพถ่ายประกอบแล้ว ปรากฏว่าสภาพภายนอกของทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 และ 129/78 มีสภาพไม่ต่างกัน เพียงแต่ทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 มีประตูโครงเหล็กกั้นเท่านั้น ส่วนสภาพภายในไม่ปรากฏชัด และเมื่อพิเคราะห์สภาพโครงการตามภาพถ่าย เห็นได้ชัดเจนว่าเหตุที่ทาวน์เฮาส์ของโครงการยังสร้างไม่เสร็จเพราะมีการทิ้งร้างโดยมีสภาพเหมือนกันทุกหลัง การที่นางจิราภรณ์ระบุเลขที่บ้านผิดพลาดไปซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จนถึงกับทำให้สำคัญผิดไปได้ว่าทาวน์เฮาส์ทุกหลังที่ตนซื้อต้องมีสภาพที่เหมือนทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/78 ตามที่อ้าง เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าทาวน์เฮาส์เลขที่ 129/77 มีสภาพต่างจากทาวน์เฮาส์หลังอื่น ๆ ที่โจทก์ซื้อทอดตลาดในคราวเดียวกันอย่างไร อันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคาในการประมูลซื้อทอดตลาด กรณีความผิดพลาดในการระบุเลขที่บ้านของนางจิราภรณ์จึงยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดให้โจทก์เสียหาย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาอื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 304 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — ธนาคาร ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายก้อง ศิวะเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6812/2561
#626231
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร. ปลัดอำเภอรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวประชาชนและการทะเบียนอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง ส่วนร้อยตรี ช. รับราชการในตำแหน่งนายอำเภอ มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอ ตลอดจนควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของสำนักทะเบียนอำเภอ เมื่อระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ร. และร้อยตรี ช. อาศัยโอกาสที่ตนเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดังกล่าว ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ ย. ซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยให้เป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการเพิ่มชื่อ ย. ในทะเบียนบ้านและดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ ย. โดยมีจำเลยทั้งสามให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความสะดวกแก่ ร. และร้อยตรี ช. ในการกระทำความผิด และในวันเดียวกัน ย. ซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อเจ้าพนักงานซึ่งรับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชน ให้หลงเชื่อว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยจริง ตามพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามมุ่งประสงค์ให้เพิ่มชื่อ ย. ในทะเบียนบ้านและให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ ย. ในที่สุดนั่นเอง กระบวนการในการกระทำความผิดดังกล่าวสำเร็จลงด้วยการออกบัตรประจำตัวประชาชนในวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 157, 162 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6, 14 วรรคสาม วรรคสี่ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 3, 8

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (4) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6, 14 วรรคหนึ่ง (1) (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 2 กับที่ 3 คนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 กับที่ 3 คนละ 5,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อนางยุพิน และทางไต่สวนพยานหลักฐานในคดี (เดิม) คดีหมายเลขแดงที่ 258 ถึง 359/2560 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อนางสาวยุพินในทะเบียนบ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายรณภพหรือมหศร ซึ่งรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 6 ว) มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวประชาชนและการทะเบียนอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง ในเขตสำนักทะเบียนอำเภอแม่อาย ส่วนร้อยตรีชยันต์ รับราชการในตำแหน่งนายอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 8) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอแม่อาย ตลอดจนควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของสำนักทะเบียนอำเภอแม่อาย ในฐานะนายทะเบียนอำเภอหรือในฐานะนายอำเภอ นายรณภพและร้อยตรีชยันต์เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่อนุญาตหรืออนุมัติ ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฏรและกฎหมายบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว นายรณภพและร้อยตรีชยันต์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 กล่าวคือ เมื่อมีบุคคลอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) โดยไม่มีหลักฐานเอกสารมาแสดงให้เจ้าบ้านหรือผู้ขอเพิ่มชื่อยื่นคำร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่ผู้ขอเพิ่มชื่อมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องแล้วให้ดำเนินการ ดังนี้ (1) สอบสวนเจ้าของบ้านผู้ขอเพิ่มชื่อ บิดามารดาหรือญาติพี่น้อง (ถ้ามี) หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ ประกอบการพิจารณา (2) ให้ตรวจสอบไปยังสำนักงานทะเบียนกลางว่าบุคคลที่ขอเพิ่มชื่อมีชื่อและรายการบุคคลอยู่ในทะเบียนบ้านแห่งอื่นใดหรือไม่ (3) รวบรวมหลักฐานทั้งหมดพร้อมความเห็นเสนอไปยังนายอำเภอแห่งท้องที่ (4) เมื่อนายอำเภอพิจารณาอนุมัติแล้วให้นายทะเบียนดำเนินการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านพร้อมทั้งหมายเหตุในช่องย้ายเข้ามาจากว่า คำร้องที่ลงวันที่ หรือ หนังสือลงวันที่ แล้วแต่กรณี แล้วให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อและวันเดือนปีกำกับไว้ และ (5) กำหนดเลขประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามแบบพิมพ์ที่กำหนด เมื่อระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน นายรณภพและร้อยตรีชยันต์อาศัยโอกาสที่ตนเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนางยุพิน ซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยให้เป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการเพิ่มชื่อนางยุพินในทะเบียนบ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ โดยมีจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกระทำความผิดและสนับสนุนการกระทำความผิด นายรณภพและร้อยตรีชยันต์ดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางยุพินโดยฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ และต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน ภายหลังจากกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว นางยุพินอาศัยโอกาสที่นายทะเบียนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อนุมัติให้เพิ่มชื่อนางยุพินในทะเบียนบ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชน (บ.ป.1) พร้อมแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่านางยุพินมีสัญชาติไทยต่อเจ้าพนักงานซึ่งรับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชนอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ให้หลงเชื่อว่านางยุพินเป็นผู้มีสัญชาติไทยจริง และขอให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางยุพิน จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหากมีบุคคลใดซึ่งอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) โดยไม่มีเอกสารมาแสดงนั้น กระบวนการภายหลังจากยื่นคำร้องแล้วต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งกำหนดเลขประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.1 ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2544 นายรณภพและร้อยตรีชยันต์ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจดังกล่าวร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนางยุพินซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยให้เป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการเพิ่มชื่อนางยุพินในทะเบียนบ้านเลขที่ 24 และดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางยุพินโดยมีจำเลยทั้งสามให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ความสะดวกแก่นายรณภพและร้อยตรีชยันต์ในการกระทำความผิด และบรรยายฟ้องในข้อ 2.2 ว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2544 นางยุพินซึ่งเป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าตนมีสัญชาติไทยต่อเจ้าพนักงานซึ่งรับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชน อำเภอแม่อาย ให้หลงเชื่อว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยจริง ตามพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามมุ่งประสงค์ให้เพิ่มชื่อนางยุพินในทะเบียนบ้านและให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นางยุพินในที่สุดนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากระบวนการในการกระทำความผิดดังกล่าวสำเร็จลงด้วยการออกบัตรประจำตัวประชาชนในวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประเทศชาติ ทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น แต่ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 มีอายุกว่า 70 ปี เมื่อนับถึงปัจจุบันก็มีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และอาจกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติของจำเลยที่ 1 ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ไปชำระภาษีร้านค้า ณ ที่ว่าการอำเภอแม่อาย แล้วพบจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้จักกันมาก่อนโดยบังเอิญ จำเลยที่ 1 ขอร้องให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยอ้างว่าเป็นการรับรองหลานของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีเจตนาร้าย ทั้งในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความรู้สำนึกในความผิดของตน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 90 ม. 91 ม. 95 ม. 157 ม. 162
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 50
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 6 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายเมธา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา