คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5694 -ที่ 5702/2561
#626059
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น จำเลยมิได้ให้การไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การพิจารณาว่าจำเลยต้องปรับค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเก้าตามมติคณะรัฐมนตรีตามฟ้องหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าโจทก์ทั้งเก้าและจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการปรับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตามฟ้องไว้หรือไม่ อย่างไร แม้โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2533 กรรมการผู้จัดการจำเลยมีหนังสือถึงประธานกรรมการดำเนินการของจำเลยว่าสมควรปรับเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของจำเลยเข้าสู่ฐานเงินเดือนเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาที่ได้ปรับปรุงใหม่ตามมติของคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติแล้ว เนื่องด้วยจำเลยได้ยึดหลักเกณฑ์และฐานเงินเดือนเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภามาใช้โดยอนุโลม จึงเห็นสมควรปรับเงินเดือนใหม่และให้มีการตกเบิกย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 และจำเลยมีคำสั่งที่ 3/2537 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ว่าโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานจำเลยได้ถือบังคับใช้โครงสร้างเงินเดือนเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภาในฐานะรัฐวิสาหกิจ จึงมีคำสั่งปรับอัตราเงินเดือนของเจ้าหน้าที่จำเลยตามโครงสร้างเงินเดือนที่ทางรัฐบาลได้ปรับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจในปี 2537 และให้มีผลย้อนหลังตกเบิกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 เป็นต้นไป ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจำเลย ครั้งที่ 7/2550 - 51 ครั้งที่ 1/2552 - 53 และครั้งที่ 7/2552 - 53 มีมติว่าให้รอองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่เมื่อใด จำเลยก็จะปรับให้เจ้าหน้าที่จำเลยเหมือนกัน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจำเลยครั้งที่ 4/2555 - 56 มีมติว่าองค์การค้าของ สกสค. มีนโยบายปรับเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จำเลยมีแนวทางปรับเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่จำเลยเช่นกัน จึงให้จัดทำบัญชีเงินเดือนแนบท้ายมาด้วย ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจำเลย ครั้งที่ 6/2555 - 56 มีมติอนุมัติให้ปรับเงินเดือนแก่เจ้าหน้าที่จำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 โดยคำนวณตามที่องค์การค้าของ สกสค. ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. และในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจำเลย ครั้งที่ 7/2555 - 56 มีมติอนุมัติให้ปรับอัตราเงินเดือนแก่เจ้าหน้าที่จำเลยตามบัญชีปรับอัตราเงินเดือน - ฐานเงินเดือน ตามเสนอ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 ปัจจุบันองค์การค้าของคุรุสภาได้โอนกิจการ เงินทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 83 ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยและโจทก์ทั้งเก้าดังกล่าวต่างแสดงออกยินยอมตกลงให้ยึดถืออัตราเงินเดือนเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาหรือองค์การค้าของ สกสค. เป็นอัตราเงินเดือนเจ้าหน้าที่จำเลยตั้งแต่ปี 2533 ตลอดมา ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องอัตราค่าจ้างโดยปริยาย ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือก็มีผลบังคับได้

แม้ในคดีที่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ สกสค. เป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลแรงงานกลางซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้ สกสค. ปรับเงินเดือนแก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา (ซึ่งต่อมาได้โอนกิจการองค์การค้าของคุรุสภามาเป็นองค์การค้าของ สกสค.) ซึ่ง สกสค. ได้ปรับเงินเดือนเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และจ่ายเงินเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งเก้าและจำเลยคงมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างโดยตกลงให้ยึดถืออัตราค่าจ้างของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาหรือองค์การค้าของ สกสค. เป็นอัตราค่าจ้างของเจ้าหน้าที่จำเลย ซึ่งหาก สกสค. ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. เมื่อใด จำเลยก็จะปรับให้เช่นกัน มิได้มีข้อตกลงว่าจำเลยต้องปรับอัตราเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่จำเลยในวันเวลาใดที่แน่นอนและมิได้ตกลงให้ยึดถืออัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีอันจะมีผลให้จำเลยต้องปรับเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่จำเลยย้อนหลังไปในวันที่มติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับ ทั้งการปรับเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งเก้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จำเลยเป็นอำนาจของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจาก สกสค. โดยเฉพาะ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการจำเลยมีมติให้ปรับเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งเก้าในอัตราเดียวกับเจ้าหน้าที่องค์การค้า สกสค. โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 และไม่ปรากฏว่าวันที่มีผลบังคับไม่เหมาะสม การปรับเงินเดือนของจำเลยให้แก่โจทก์ทั้งเก้าจึงชอบแล้ว จำเลยไม่ต้องปรับเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งเก้าย้อนหลังตามมติคณะรัฐมนตรี และไม่ต้องจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างเพิ่มขึ้นและเงินโบนัสให้แก่โจทก์ทั้งเก้า

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 วรรคสอง
พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรวิมล ประสงค์ดี กับพวก
สหกรณ์ออมทรัพย์เจ้าหน้าที่องค์การค้า
จำเลย — ของคุรุสภา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางบุษบัน ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2561
#627001
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยจากค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามวินิจฉัยข้างต้นว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดค่าเสียหายจากจำเลยนับแต่วันที่ 13 มกราคม 2552 ถือได้ว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยกระทำละเมิด โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันฟ้องและต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่โจทก์ขอมา ส่วนที่โจทก์ขอค่าเสียหายรายเดือนหลังวันฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากทรัพย์พิพาทนั้น ค่าเสียหายรายเดือนภายหลังวันฟ้อง โจทก์ทั้งสองมีคำขอในลักษณะค่าเสียหายในอนาคต จึงมิใช่หนี้เงินผิดนัดที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ศักดิ์ ลิมป์ประสิทธิพร กับพวก
บริษัทสยามนิสสันนครปฐมซิตี้ 2005 จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทสิม ออโต้ชัวร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายคมสัน ทองชม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561
#629882
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ส. ผู้ขาย กับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อ เกิดจากเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่ใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 แม้ขณะที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 1061/2556 ศาลฎีกายังไม่ได้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่าง ส. กับจำเลยก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขายกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2556 และตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดที่ดิน และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 48108, 48591 ตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2556 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันโดยไม่สืบพยานฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 นายสุเทพ ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 991,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระคืนในวันที่ 7 มีนาคม 2554 โดยนำโฉนดเลขที่ 48525 เนื้อที่ 2 งาน 15 ตารางวา ของภรรยา กับโฉนดเลขที่ 31715 เนื้อที่ 1 ไร่ 73 ตารางวา กับสมุดเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพร้อมบัตรเอทีเอ็ม บัตรประจำตัวประชาชนของตนเองให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันแล้วผิดนัดไม่ชำระให้โจทก์ วันที่ 25 มีนาคม 2554 โจทก์ฟ้องนายสุเทพต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้ให้ชำระเงินดังกล่าว ปรากฏตามคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 423/2554 หมายเลขแดงที่ 1254/2554 หลังจากถูกโจทก์ฟ้องแล้วต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 นายสุเทพจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2554 อันเป็นเวลาหลังจากจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้แล้ว 5 เดือน นายสุเทพได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีดังกล่าว โดยขอผ่อนชำระเงินกู้เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท กำหนดชำระแล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2555 คดีถึงที่สุดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาตามยอม และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด แต่นายสุเทพไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 3 มกราคม 2556 โจทก์ฟ้องนายสุเทพและจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ปรากฏตามคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 25/2556 หมายเลขแดงที่ 1061/2556 หลังจากยื่นฟ้องคดีที่สองได้ 10 วัน วันที่ 22 มกราคม 2556 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีนายสุเทพในคดีแรก ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีนายสุเทพให้ตามคำร้อง ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2556 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีที่สอง รุ่งขึ้นวันที่ 6 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 2 ในวันดังกล่าวโจทก์ได้ไปคัดค้านการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองต่อเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งเหตุที่โจทก์ฟ้องร้องนายสุเทพและจำเลยที่ 1 ในคดีที่สอง ต่อจำเลยทั้งสองและเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังยืนยันจะให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างกันอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีที่สองแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงดำเนินการจดทะเบียนการขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โจทก์ได้ทำคำขออายัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้เป็นหลักฐาน ในส่วนคดีที่สองหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งสองโฉนดระหว่างนายสุเทพและจำเลยที่ 1 ในคดีที่สอง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวฎีกา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะจำเลยที่ 2 ในคดีที่สองทราบแล้วเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2558 วันที่ 6 ตุลาคม 2558 หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่สองได้ 4 วัน โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสองโฉนดพิพาทเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน สาเหตุที่จำเลย 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและกำลังต้องการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว รวมทั้งจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีความต้องการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงได้อย่างไรแล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ได้นำสืบให้เห็นหลักฐานการชำระเงินค่าที่ดินพิพาทที่จดทะเบียนซื้อขายระหว่างกัน คงมีแต่สัญญาซื้อขายฉบับจดทะเบียนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดราคาที่ดินที่ซื้อขายและคำรับรองของจำเลยที่ 1 ผู้ขายว่าได้รับชำระเงินค่าที่ดินครบถ้วนแล้วเท่านั้น เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนรวมทั้งสัญญาซื้อขายจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ แม้ขณะจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างกันจะอยู่ในช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีที่สอง แต่คดียังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ทราบอยู่แล้วว่าหากคดีถึงที่สุดโดยศาลสูงพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายสุเทพและจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ โจทก์ย่อมเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาที่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยที่ 1 มาเป็นของนายสุเทพได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 อันจะตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายสุเทพ ผู้ขาย กับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อ เกิดจากเจตนาลวงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า กรณีมิใช่การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายในอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 นั้น ชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกายังมิได้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างนายสุเทพกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริตดังวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในอัตราขั้นสูง 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 237 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพบูลย์ จันทร์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย จิรวิวัฒน์วนิช
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2561
#629011
เปิดฉบับเต็ม

การจะพิจารณาว่ากิจกรรมของโจทก์เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายหรือเพื่อรับจ้างให้บริการโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัท ต. ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดกิจกรรมของโจทก์ ซึ่งตามพยานหลักฐานเห็นได้ว่า โจทก์คิดรูปแบบรายละเอียดกิจกรรมของโจทก์ขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเพิ่มยอดขาย ส่วนบริษัท ต. ก็ย่อมได้รับประโยชน์ไปด้วยโดยปริยาย โดยการที่มีผู้ซื้อรถยนต์จากโจทก์ย่อมทำให้บริษัท ต. ขายรถยนต์แก่โจทก์เพิ่มขึ้น เงินที่บริษัท ต. จ่ายไปเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโจทก์ ก็ย่อมเป็นเงินที่บริษัทดังกล่าวจ่ายเพื่อสนับสนุนและจูงใจให้โจทก์ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มยอดขายจนบริษัท ต. ได้ประโยชน์จากยอดขายด้วย จึงถือได้ว่าเงินที่บริษัท ต. เบิกจ่ายให้ตามคำขอของโจทก์เพื่อทดแทนเงินที่โจทก์ต้องออกไปก่อนเป็นค่าใช้จ่ายการทำกิจกรรมของโจทก์ดังกล่าว เป็นเงินสนับสนุนการขาย ไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการให้บริการโฆษณาโดยโจทก์แต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 1 และ 8 และเมื่อเงินสนับสนุนที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ต. ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษี ตามมาตรา 79 แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภ.พ.73.1-01008050-25570603-005-00282 ถึง 00293 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 จำนวน 12 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3) 468 - 479/2558 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2558 จำนวน 12 ฉบับ กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน เลขที่ ภ.พ. 73.1-01008050-25570603-005-00282-00293 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 จำนวน 12 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3) /468-479 /2558 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2558 จำนวน 12 ฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่รถยนต์และศูนย์บริการ รถยนต์ยี่ห้อเลกซัส โดยบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวตั้งโจทก์ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบและวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แล้วพบว่า โจทก์รับเงินสนับสนุนส่งเสริมการขายจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งคำนวณจากค่าใช้จ่ายในการจัดงานส่งเสริมการขายที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนแล้วจึงตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายตามรายการเพื่อขอเบิกคืนจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายดังกล่าว โดยโจทก์จะได้รับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวประมาณร้อยละ 80 ของยอดค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้าแต่ละครั้ง รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินจำนวน 5,624,174.70 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวโจทก์นำมาเป็นยอดซื้อและขอหักเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าเงินสนับสนุนส่งเสริมการขายที่โจทก์ได้มาถือเป็นรายรับหรือยอดขายค่าบริการที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นยอดขายไว้ขาดและไม่ได้ออกใบกำกับภาษีสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2554 จำนวน 5,624,174.70 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ยังคงมีภาษีมูลค่าเพิ่มชำระไว้เกิน ทำให้โจทก์คงเสียเพียงเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสองเท่า ตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 787,384.48 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาลดเบี้ยปรับโดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นเงิน 393,692.24 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์จัดงานแสดงสินค้ารถยนต์และจ่ายเงินค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดงานแสดงสินค้า ได้แก่ ค่าของสมนาคุณ ค่าโฆษณาออกอากาศ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนย้ายรถยนต์ไปจัดแสดง ค่าตกแต่งบูธ ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์รถยนต์ไปก่อนแล้วจึงรวบรวมค่าใช้จ่ายตามรายการที่ได้จ่ายไปจริงเบิกคืนจากบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่าย โดยบริษัทผู้จัดจำหน่ายดังกล่าวจะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้าคืนให้แก่โจทก์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บริษัทผู้จัดจำหน่ายกำหนดไว้ ถือได้ว่าโจทก์ให้บริการโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัทผู้จัดจำหน่ายดังกล่าวอันเป็นการให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร เงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายดังกล่าวจึงเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เป็นเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายที่เข้าลักษณะไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว นั้น เห็นว่า ในปัญหาว่า การจัดกิจกรรมของโจทก์เป็นการให้บริการโฆษณาแก่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเลกซัส และเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนการให้บริการหรือไม่นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น...(10) "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง..." มาตรา 79 วรรคสอง บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมของโจทก์และการรับเงินจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ดังกล่าวนั้นโจทก์อ้างเอกสารและภาพถ่ายการจัดกิจกรรมซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งพยานเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าว จึงฟังได้ว่า หลักเกณฑ์ในการจัดกิจกรรมและการจ่ายเงินของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นไปตามเอกสารคู่มือสนับสนุนกิจกรรมการตลาดเลกซัส ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวก็เห็นได้ว่าตามคู่มือการสนับสนุนกิจกรรมการตลาดเลกซัสนั้น บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีวัตถุประสงค์โครงการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการตลาด เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้แทนจำหน่ายจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย ครอบคลุมการจัดกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกโชว์รูม แต่การจัดกิจกรรมแต่ละครั้งต้องได้รับความเห็นชอบอนุมัติจากฝ่ายเลกซัสกรุ๊ปก่อน งบประมาณสนับสนุนในช่วงวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 4,800,000 บาท และในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้งจะได้รับเงินสนับสนุนร้อยละ 80 ของยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยค่าใช้จ่ายที่จะสนับสนุนก็จำกัดตามรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ และยังมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่จะไม่สามารถนำมาเบิกได้ ส่วนรายละเอียดการขอการสนับสนุนที่โจทก์ต้องทำเสนอบริษัทดังกล่าว มีหลายรายการ เช่น สถานที่ที่จะจัดกิจกรรม เหตุผลในการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม ตลอดจนเป้าหมายในการขายรถยนต์ เช่น เหตุผลและวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม เพื่อสร้าง Brand Awareness และประชาสัมพันธ์โชว์รูมให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น สร้างโอกาสในการขายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างและรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ลักษณะกิจกรรมในรูป Roadshow แสดงรถยนต์เลกซัส 2 รุ่น มอบบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ลูกค้าเป็นต้น ส่วนตามภาพถ่ายการจัดกิจกรรมก็ปรากฏชื่อโจทก์อยู่ด้วย พยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัทผู้จัดจำหน่ายดังกล่าววางเกณฑ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการจัดกิจกรรมที่จะขอเงินสนับสนุนไว้กว้าง ๆ ส่วนรายละเอียดรูปแบบและวิธีการเป็นไปตามแนวคิดของโจทก์และเป็นกิจกรรมที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มยอดขายของโจทก์เป็นข้อสำคัญ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายนภดล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนางนันทนา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการบริษัทโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำพยานและเบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่า บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายมีนโยบายช่วยเหลือตัวแทนจำหน่ายในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการตลาด โดยจะจัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสมและให้เป็นเงินสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการขายแก่ตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายของตนเองเพื่อสร้างยอดขายที่ดีของตัวแทนแต่ละแห่งได้โดยอิสระ และการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่ตัวแทนจำหน่ายเป็นสำคัญ โจทก์จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบของการออกบูธในสถานที่ต่าง ๆ นำรถยนต์ที่โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายไปแสดงหรือโชว์ให้ผู้สนใจหรือลูกค้าดูหรือทดลองขับเพื่อเป็นตัวอย่างก่อนตัดสินใจสั่งจองหรือซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยรูปแบบ แผนงาน และวิธีการในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในแต่ละครั้ง โจทก์เป็นผู้คิดและจัดทำตามรูปแบบ แผนงาน และวิธีการที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง ส่วนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโจทก์เป็นผู้จ่ายไปก่อนแล้วนำมาเบิกคืนจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายหากโจทก์มียอดค่าใช้จ่ายสูงกว่างบประมาณที่ผู้จัดจำหน่ายตั้งไว้ โจทก์จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในส่วนที่เกินดังกล่าว ซึ่งคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์ก็สอดคล้องกับพยานเอกสารดังกล่าวมาข้างต้น ส่วนจำเลยมีนางชนัญญา เจ้าพนักงานประเมิน และนายปกาศิต นิติกรชำนาญการ กรมสรรพากร ยื่นบันทึกถ้อยคำและเบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่า รายได้งบสนับสนุนส่งเสริมการขาย ซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายโดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายในการจัดแสดงสินค้าประมาณร้อยละ 80 เข้าลักษณะค่าตอบแทนจากการที่บริษัทให้บริการด้านโฆษณารถยนต์ให้แก่บริษัทผู้จัดจำหน่ายเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทผู้จัดจำหน่ายโดยตรงและของบริษัทด้วย เนื่องจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ตกลงให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้ดำเนินการเรื่องโฆษณาสินค้าภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า "LEXUS" เพื่อเพิ่มยอดขายรถยนต์ โดยโจทก์จะออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนแล้วตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อขอเบิกคืนจากบริษัทผู้จัดจำหน่าย ในการจ่ายค่าโฆษณาคืนแก่ตัวแทนจำหน่าย บริษัทผู้จัดจำหน่ายจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินสนับสนุนเอง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจึงมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายซึ่งเป็นผู้รับบริการตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นได้ว่า คำเบิกความพยานจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นเท่านั้นมิได้มีข้อโต้แย้งในข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้กำหนดลักษณะและรายละเอียดของกิจกรรมเองและทำกิจกรรมที่มุ่งให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มยอดขายแก่โจทก์โดยกรณีการทำกิจกรรมซึ่งย่อมต้องแสดงออกถึงลักษณะและคุณภาพของรถยนต์เลกซัสที่จะเป็นประโยชน์แก่บริษัทผู้จัดจำหน่ายด้วยก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเพราะการที่โจทก์จะขายรถยนต์ดังกล่าวก็ย่อมต้องแสดงถึงลักษณะและคุณภาพให้ถูกใจลูกค้าอยู่แล้ว โดยแม้แต่การนำรถยนต์ยี่ห้อเลกซัสแสดงไว้ที่โชว์รูม และมีเครื่องหมายการค้า "LEXUS" ที่โชว์รูมก็ยังมีผลเป็นการประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาสินค้ารถยนต์ดังกล่าวอยู่ในตัวเช่นกัน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่ากิจกรรมของโจทก์เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายหรือเพื่อรับจ้างให้บริการโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก็ควรพิจารณาวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดกิจกรรมของโจทก์ ซึ่งจากข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานดังกล่าวมาแล้วเห็นได้ว่า โจทก์คิดรูปแบบรายละเอียดกิจกรรมของโจทก์ขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเพิ่มยอดขายซึ่งก็เป็นการส่งเสริมการขายรถยนต์ที่ลูกค้าจะมาซื้อจากโจทก์เป็นข้อสำคัญไม่ว่าจะจองหรือซื้อในงานกิจกรรมของโจทก์หรือไปจองหรือซื้อที่โชว์รูมของโจทก์ในภายหลังก็ตาม ส่วนบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก็ย่อมได้รับประโยชน์ไปด้วยโดยปริยาย โดยการที่มีผู้ซื้อรถยนต์จากโจทก์ย่อมทำให้บริษัทดังกล่าวขายรถยนต์แก่โจทก์เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่กิจกรรมของโจทก์จะทำให้มีผู้สนใจและรู้ถึงคุณภาพสินค้ารถยนต์เลกซัสก็ตามแต่ผลประโยชน์ของบริษัทดังกล่าวก็เป็นผลที่สืบเนื่องจากการจัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของโจทก์ดังกล่าวแล้วเท่านั้น และหากโจทก์จะรับจ้างให้บริการโฆษณาแก่บริษัทดังกล่าวโดยถือเอาประโยชน์ของบริษัทดังกล่าวเป็นสำคัญ โจทก์ก็ควรคิดค่าจ้างมากกว่าค่าใช้จ่ายของโจทก์แต่การทำกิจกรรมของโจทก์นี้ โจทก์ได้รับเงินเพียงร้อยละ 80 ไม่สมเหตุผลที่จะถือเป็นการรับจ้างโฆษณา ทั้งผลที่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้รับจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของโจทก์ดังกล่าว ก็เห็นได้ว่าเป็นผลประโยชน์ในลักษณะเพิ่มยอดขายจากกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายรถยนต์เลกซัสโดยโจทก์ และเงินที่บริษัทดังกล่าวจ่ายไปเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโจทก์อันจะมีผลสืบเนื่องให้บริษัทดังกล่าวมียอดขายรถยนต์มากขึ้น ก็ย่อมเป็นเงินที่บริษัทดังกล่าวจ่ายเพื่อสนับสนุนและจูงใจให้โจทก์ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มยอดขายจนบริษัทดังกล่าวได้ประโยชน์จากยอดขายด้วย จึงถือได้ว่าเงินที่บริษัทเบิกจ่ายให้ตามคำขอของโจทก์เพื่อทดแทนเงินที่โจทก์ต้องออกไปก่อนเป็นค่าใช้จ่ายการทำกิจกรรมของโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินสนับสนุนการขายที่บริษัทดังกล่าวจ่ายให้โจทก์ซึ่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อเลกซัสของบริษัทดังกล่าวไปขายต่อ เพื่อให้มีผลต่อการขายรถยนต์เลกซัสของโจทก์ให้ได้มากขึ้น ไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการให้บริการโฆษณาโดยโจทก์แต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 1 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า "กรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ได้ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อซึ่งได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ หรือตามพฤติการณ์ผู้ซื้อได้ซื้อสินค้าไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ เช่น ผู้ซื้อสินค้าเป็นผู้ประกอบการขายปลีกหรือขายส่งสินค้าหรือผู้แทนจำหน่าย เมื่อผู้ขายสินค้าดังกล่าวจ่ายรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งอาจเป็นสัญญาระยะยาว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ของรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" และข้อ 8 ที่กำหนดว่า "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา 77/1 (8) และมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร" และเมื่อเงินสนับสนุนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินเนื่องจากการส่งเสริมการขายจำนวนดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) ม. 77/1 (10) ม. 77/2 (1) ม. 79 ม. 82/3 ม. 89 (5)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2561
#628970
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้อง โจทก์และจำเลยตกลงชำระหนี้แก่กันเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้น แต่จำเลยจะส่งใช้เป็นเงินไทยได้ก็โดยคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินไทยและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินไทยอาจมีผลให้จำเลยต้องชำระหรือโจทก์ได้รับชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้เงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง หากว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับเงินไทยจำนวนน้อยกว่า 23.93 บาท ซึ่งจะเป็นผลให้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,006,439.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 473,814 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมการจัดการอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินหนี้ค่าบริการค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 18 ถึง 28 ฉบับละ 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ นับถัดจากวันที่ครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2558) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 473,814 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ ประกอบกิจการให้บริการที่ปรึกษาและจัดการข้อมูลเทคโนโลยี จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ประกอบกิจการบริหารจัดการสนามกอล์ฟ ทรัพย์สินและสถานที่ นางลีทำสัญญาจ้างบริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีกับโจทก์ โจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 17 ขาดอายุความ โจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า หนังสือรับรองบริษัทโจทก์มีข้อความระบุแต่เพียงว่า โจทก์ก่อตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ โดยมิได้ระบุว่า นางสาวโชว์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่า นางสาวโชว์กระทำการแทนโจทก์ในการมอบอำนาจให้นายเป็ง และ/หรือนายเกษม และ/หรือนายพัชรพล และ/หรือนางสาวอาภาพรฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องอำนาจฟ้อง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางสาวโชว์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจพร้อมกับแนบหนังสือรับรองบริษัทโจทก์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 มาด้วย ส่วนนี้จำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงว่า จำเลยไม่รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ ลายมือชื่อนางสาวโชว์เป็นลายมือชื่อปลอม หนังสือมอบอำนาจท้ายคำฟ้องโจทก์หมายเลข 2 เป็นเอกสารปลอม นายเป็งและ/หรือนายเกษม และ/หรือนายพัชรพล และ/หรือนางสาวอาภาพรจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนโจทก์และไม่มีอำนาจที่จะลงลายมือชื่อแต่งตั้งนายเกษมเป็นทนายความ โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่านางสาวโชว์ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แต่อย่างใด คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า นางสาวโชว์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการกำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา บริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์แก่จำเลย (IT Consultancy Service Agreement) หรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างบริการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ระบุว่าทำขึ้นระหว่างจำเลย ผู้ว่าจ้างกับโจทก์ ผู้รับจ้าง สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 มีนายเป็งกรรมการของโจทก์ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้รับจ้างเพียงคนเดียว ส่วนสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.5 มีนายเป็งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้รับจ้าง นางลีในฐานะผู้จัดการฝ่ายบริหารของบริษัทจำเลยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยเป็นฝ่ายผู้ว่าจ้าง ซึ่งแม้จะไม่เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่จดทะเบียนไว้ที่กำหนดให้กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญ ก็ตาม แต่โจทก์มีนายเป็งกรรมการโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2553 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้บริหารจัดการระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายลูกค้า ระบบข้อมูลเทคโนโลยี ระบบเว็บไซต์ ตลอดจนกำกับดูแลและเป็นที่ปรึกษาให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลคอมพิวเตอร์ของจำเลย หรือผู้รับจ้างช่วงของจำเลย หรือให้แก่กลุ่มบริษัท บลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี สิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จากนั้นจำเลยต่อสัญญากับโจทก์อีก 2 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2557 โดยขอบเขตของงานที่ทำนอกสถานประกอบการของจำเลย (Off Site) ได้แก่ งานสำรองข้อมูลไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ งานสำรองข้อมูลบันทึกของโปรแกรมป้องกันการบุกรุกจากภายนอก (Firewall Log Files) บริหารจัดการระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บลูแคนยอน คันทรี่คลับ ซึ่งเป็นธุรกิจบริหารสนามกอล์ฟ และโรงแรม ของกลุ่มบริษัทจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต บริหารจัดการระบบผู้ใช้ (User Account Management) ให้แก่บลูแคนยอน คันทรี่คลับ ส่วนงานที่ทำในสถานประกอบการของจำเลย (On Site) ได้แก่บริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์ให้จำเลย ซ่อมบำรุงระบบป้องกันการบุกรุกจากภายนอก (Firewall Router Maintenance) การจัดสรรและแบ่งงานของแผนคอมพิวเตอร์ ติดตั้งระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายภายในสถานประกอบการของจำเลย วางแผนและดำเนินการติดตั้งระบบเครื่องถ่ายเอกสาร สแกน แฟกซ์ ของฟูจิซีร็อกซ์ ให้แก่ทุกแผนกของจำเลย วางแผนและดำเนินการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดในสถานประกอบการของจำเลย สำหรับการทำงานที่สถานประกอบการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต (On Site) พยานจะเป็นผู้เดินทางมาทำงานที่บูลแคนยอน คันทรี่คลับ ด้วยตนเอง โดยก่อนเดินทางจะต้องได้รับอนุมัติจากนางลีก่อน พยานเป็นผู้ลงรายการในใบแจ้งหนี้ การทำงานของโจทก์ที่ผ่านมา หลังจากที่โจทก์เข้าให้บริการดูแล จัดการระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแก่กลุ่มบริษัทและกิจการของจำเลยตามสัญญาแล้ว จำเลยก็ได้ชำระค่าบริการแก่โจทก์โดยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแล้วบางส่วน ในการดำเนินงานตามสัญญาว่าจ้าง พยานติดต่อประสานงานกับนางลีมาตลอด โดยนางลีแนะนำตนเองว่าเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟบูลแคนยอน คันทรี่คลับ และเป็นกรรมการบริษัทจำเลยด้วย และพยานโจทก์ปากนี้ยังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนทำสัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับ พยานรู้จักกับนางลี โดยทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2547 แต่ขณะนั้นไม่ได้ทำสัญญากัน จนกระทั่งปี 2551 จึงมีการทำสัญญาว่าจ้าง นายเป็งเป็นกรรมการโจทก์และผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงานตามสัญญาที่จังหวัดภูเก็ตด้วยตนเอง จึงเป็นพยานผู้รู้เห็นการดำเนินการตามสัญญาโดยตรง เบิกความเล่ารายละเอียดความเป็นมาตลอดจนขอบเขตของงานที่ทำ โดยมีเอกสารหลักฐานสนับสนุนดังที่ปรากฏจากข้อความในหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ว่า นางลีเป็นกรรมการจำเลยระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ถึงวันที่ 1 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาจ้างตามสัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับ ส่วนไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และสำเนาเอกสารการจองตั๋วเครื่องบิน ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านางลี รับรู้และอนุญาตให้นายเป็ง เดินทางเข้ามาทำงานที่สถานประกอบการของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต จำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งก็มิได้ปฏิเสธว่าที่บลูแคนยอน คันทรี่คลับ ไม่มีการวางระบบบริหารจัดการข้อมูลเทคโนโลยี ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ระบบอินเทอร์เน็ต หรือระบบเครือข่ายลูกค้า อย่างที่โจทก์กล่าวอ้าง หรืออ้างว่ามีการบริหาร ดูแล จัดการระบบดังกล่าว โดยจำเลยได้ว่าจ้างบุคคลอื่นมาดำเนินการ นอกจากนี้นายสมภพกรรมการจำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยเป็นเจ้าของกิจการสนามกอล์ฟบลูแคนยอน คันทรี่คลับ และถือหุ้นในบริษัทบลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด ร้อยละ 85 บริษัทดังกล่าวเคยมีนายเซียและนางลีเป็นกรรมการ เดิมจำเลยได้ว่าจ้างบริษัทบลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด บริหารสนามกอล์ฟบลูแคนยอน คันทรี่คลับ ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องเจือสมกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ และจากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่า นางลี ในฐานะกรรมการจำเลย ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลย แม้นายสมภพจะอ้างว่า ต่อมาจำเลยมีมติเลิกจ้างบริษัทบลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด และแต่งตั้งให้บริษัททุ่งคา บลูแคนยอน จำกัด เข้าบริหารแทน กับเลิกสัญญาจ้างนายเซียและนางลี ตามรายงานการประชุม แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารดังกล่าวก็ปรากฏว่าเป็นการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 ซึ่งเป็นเวลาที่สัญญาว่าจ้างใกล้จะสิ้นสุดลง ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การจ่ายเงินมิใช่เรื่องที่จำเลยได้รับบริการตามสัญญาว่าจ้างจากโจทก์ แต่เป็นเพราะมีการสมคบกันกระทำทุจริตระหว่างโจทก์กับผู้บริหารของจำเลยบางคนในขณะนั้นเพื่อนำเงินออกไปจากบริษัท ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากหลักฐานสนับสนุน และแม้จำเลยจะอ้างว่า นางลี มีข้อพิพาทกับผู้ถือหุ้นอื่นของจำเลยและถูกดำเนินคดี ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นเรื่องปัญหาการบริหารจัดการองค์กรของจำเลยเองทั้งสิ้น จำเลยหาอาจยกขึ้นอ้างต่อสู้โจทก์ได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง และยังคงต่อสัญญาโดยการทำสัญญาว่าจ้างอีก ตลอดจนถึงก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ที่ค้างชำระของปี 2554 ถึงปี 2557 ให้บุคคลอื่นที่มิใช่ลูกจ้างของจำเลย แต่เป็นลูกจ้างของบริษัทบลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ นางลีจึงเป็นพิรุธว่าแท้จริงแล้วโจทก์ไม่เคยให้บริการใด ๆ แก่จำเลย และการที่จำเลยได้ชำระค่าบริการที่ปรึกษาและจัดการข้อมูลเทคโนโลยีรวม 6 เดือน แก่โจทก์ นั้นเป็นเพราะความร่วมมือระหว่างโจทก์กับกรรมการชุดเก่าของบริษัทจำเลยในการกระทำทุจริต ข้อเท็จจริงส่วนนี้ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายเป็งพยานโจทก์ว่า นางซินดี้เป็นบุคคลฝ่ายจำเลยที่ติดต่อกับโจทก์เกี่ยวกับการให้บริการตามสัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับมาโดยตลอด รวมถึงเป็นผู้ประสานงานการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้แก่โจทก์ซึ่งจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายสมภพพยานจำเลย ก็ได้ความว่า นางซินดี้เป็นทีมงานเดียวกับนางลี ตามพฤติการณ์จึงไม่มีเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องระแวงสงสัยว่านางซินดี้ไม่มีอำนาจติดต่อประสานงานกับโจทก์แทนจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้บริการกำกับ ดูแล ให้คำปรึกษา บริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์แก่จำเลย (IT Consultancy Service Agreement) และโจทก์ได้ดำเนินการให้บริการแก่จำเลยตามสัญญาแล้ว แม้สัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับจะมีการลงลายมือชื่อกรรมการจำเลยไม่ครบถ้วนตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทก็ตาม แต่การที่จำเลยรับเอางานที่โจทก์ทำมาเป็นประโยชน์ของตนก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสองฉบับที่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ สัญญาว่าจ้างทั้งสองฉบับจึงมีผลผูกพันจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าบริการตามใบแจ้งหนี้ ฉบับที่ 26, 27 และ 28 แก่โจทก์หรือไม่ นายเป็งเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงยืนยันว่า โจทก์ยังคงให้บริการแก่จำเลยจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2557 ที่สัญญาสิ้นสุด และระหว่างเดือนมีนาคม 2557 ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 พยานยังปฏิบัติงานตามสัญญา แต่ไม่มีการขอให้เปิดอีเมลใหม่และไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการระบบ Firewall System ได้เนื่องจากระบบถูกบล็อกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลง password แต่พยานยังคงดำเนินการในการสำรองข้อมูล (Backup System) อยู่ ซึ่งงานที่นายเป็งอ้างว่าได้ทำขึ้นนี้อยู่ในขอบเขตของงานที่ได้ว่าจ้างกัน จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และเห็นได้ว่าข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นระหว่างนี้เป็นผลมาจากปัญหาภายในจำเลยเองทั้งสิ้น ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยไม่เคยใช้บริการหรือไม่ได้บริการใด ๆ จากโจทก์ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2557 ตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 26, 27 และ 28 จึงฟังไม่ขึ้น และเมื่อจำเลยรับเอางานบริการที่โจทก์ทำเป็นของตนแล้วแต่ไม่ชำระราคา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดนัดต้องรับผิดชำระค่าบริการแก่โจทก์ตามใบแจ้งหนี้ดังกล่าว ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าบริการที่ค้างชำระนับถัดจากวันครบกำหนด 30 วัน ตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจ้างให้บริการที่ปรึกษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ จำเลยตกลงชำระค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่โจทก์ตามข้อ 5.2 ของสัญญาดังกล่าวในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน จากยอดค้างชำระทั้งหมดโดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการดังกล่าวในกรณีหากมียอดค้างชำระมากกว่า 30 วัน เมื่อฟังว่า จำเลยต้องชำระค่าบริการแก่โจทก์ภายในวันสุดท้ายของเดือนที่มีการให้บริการ แต่ปรากฏตามใบแจ้งหนี้ว่า ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวลงวันที่ 13 มีนาคม 2559 วันที่ 1 เมษายน 2557 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ของเดือนที่ให้บริการจึงเป็นวันก่อนวันถึงกำหนดที่จำเลยต้องชำระค่าบริการแก่โจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการจัดการนับถัดจากวันที่ครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ค่าธรรมเนียมการจัดการอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิเรียกค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ส่วนนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เคยติดตามทวงถามเรียกค่าบริการที่อ้างว่าจำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 และยังคงทำสัญญาจ้างให้บริการกับจำเลยต่อมาอีกโดยมิได้ระบุจำนวนหนี้ค้างชำระไว้ในสัญญา จนครบกำหนดเวลาดำเนินการ โจทก์ก็ไม่เคยทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้หรืองดให้บริการแต่อย่างใด การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมการจัดการส่วนนี้จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้ร้อยละ 15 ต่อปี สูงเกินส่วน เห็นว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ข้อ 5 เรื่อง ค่าตอบแทน ผลประโยชน์และการชำระเงินคืน กำหนดอัตราค่าบริการเป็นรายเดือน หากบริการดังกล่าวเกิดขึ้นนอกประเทศสิงคโปร์ บริษัท (จำเลย) ต้องดำเนินการโอนเงินค่าบริการเข้าบัญชีของผู้จำหน่าย (โจทก์) ภายในวันสุดท้ายของเดือนที่การบริการเกิดขึ้น ซึ่งส่วนนี้นายสมภพพยานจำเลยเบิกความรับว่า หากสัญญาว่าจ้างมีอยู่จริง การเบิกเงินต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด ข้อ 5.1 ที่ระบุให้จำเลยต้องโอนเงินในวันสุดท้ายของเดือนที่มีการให้บริการ และโจทก์จะต้องนำส่งใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยเพื่อนำไปลงบันทึกการชำระเงินค่าบริการตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นหนี้ที่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จึงถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโดยโจทก์มิพักต้องเตือนอีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เห็นว่า เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ความว่าโจทก์ติดตามทวงถามเอาแก่นางลี นางซินดี้ และนายอเล็กซ์ พนักงานของบริษัทบลูแคนยอน พรอพเพอร์ที่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารบลูแคนยอน คันทรี่คลับ ในขณะนั้นแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยต้องชำระค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าบริการที่ค้างชำระนับถัดจากวันครบกำหนด 30 วัน ตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยค้างชำระค่าบริการและค่าธรรมเนียมการจัดการจำนวน 209,211.83 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ โดยคิดคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 18 มีนาคม 2558 ในอัตรา 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 23.93 บาท เป็นเงิน 5,006,439.09 บาท เห็นว่า ตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องโจทก์และจำเลยตกลงชำระหนี้แก่กันเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้น แต่จำเลยจะส่งใช้เป็นเงินไทยได้ก็โดยคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินไทยและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินไทยอาจมีผลให้จำเลยต้องชำระหรือโจทก์ได้รับชำระหนี้เกินกว่าจำนวนหนี้เงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง หากว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริง 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับเงินไทยจำนวนน้อยกว่า 23.93 บาท ซึ่งจะเป็นผลให้เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 19,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินหนี้ค่าบริการค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 26 ถึง 28 ฉบับละ 1,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับถัดจากวันที่ครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่หนี้ค่าบริการตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 26 ถึง 28 ถึงกำหนดเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2558) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 19,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยใช้เป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินนั้นโดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 23.93 บาท ตามคำขอของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โฟร์ บาย ทรี มีเดีย พีทีอี ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัทมิวเร็กซ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกวี เปรมรัตนชัย
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655 -ที่ 5656/2561
#626626
เปิดฉบับเต็ม

แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้นก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปทันที นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น

ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติวรรคหก ของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่าผู้ร้องต้องร้องขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินไปในคราวเดียวกัน และผู้ร้องก็มิได้มีคำร้องขอดังกล่าวเพิ่มเติมมาในภายหลังที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัตินี้ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเงินที่ ส. กับพวกชิงทรัพย์ไปเป็นของผู้เสียหายที่ได้มาโดยสุจริต ผู้เสียหายจึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่แท้จริง และยังถือได้ว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนที่จะติดตามเอาเงินคืนจาก ส. กับพวกตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ด้วย เมื่อ ส. นำเงินของผู้เสียหายไปซื้อหุ้นและวางเป็นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพย์ และได้เงินปันผลจากหุ้นที่ซื้อซึ่งเป็นทรัพย์สินและดอกผลของผู้เสียหายที่ ส. ต้องคืนแก่ผู้เสียหาย ทรัพย์สินนั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โดยผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับช่วงสิทธิรับเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนี้แทน

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกพนักงานอัยการผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด พร้อมดอกผลของทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้คุ้มครองสิทธิตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินคือ หุ้นทั้ง 2 รายการ มูลค่าประมาณ 1,444,250 บาท และเงินหลักประกันในบัญชีหลักทรัพย์กับเงินในบัญชีธนาคารอีก 2 รายการ มูลค่า 258,942.95 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นมิให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 4 รายการ ของนายสายฟ้า ได้แก่ หุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) 40,000 หุ้น ราคาประเมิน 1,190,000 บาท หุ้นบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) 3,000 หุ้น ราคาประเมิน 254,250 บาท พร้อมดอกผล และเงินหลักประกันในบัญชีหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 092 xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 203,529.29 บาท กับเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองจั่น เลขที่บัญชี 156 - 5 - 25xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 55,413.66 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จ้างบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ขนส่งเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับประกันภัยสำหรับเงินไว้จากบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับประกันภัยในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมรับประกันภัยในสัดส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินที่เอาประกันภัย มีอายุการคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2556 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 นายสายฟ้ากับพวกร่วมกันชิงทรัพย์เงินจากพนักงานขนเงินบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่กำลังขนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางปะอิน ไป 15,590,000 บาท หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจ ตำรวจภูธรภาค 1 สืบทราบและจับนายสายฟ้ากับนายวีระจักร์ ดำเนินคดีข้อหาชิงทรัพย์เงินดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดเงินคืนได้ 6,600,000 บาท ยังไม่ได้คืน 8,990,000 บาท ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายสายฟ้ากับนายวีระจักร์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวันที่ 19 มีนาคม 2556 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268, 289 (7) ประกอบมาตรา 80, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คดีดังกล่าวถึงที่สุด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2556 บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ส่งแบบรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (ปปง. 1 - 03) แจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าผู้ทำธุรกรรมชื่อนายสายฟ้า นำเงินที่ได้จากการชิงทรัพย์ดังกล่าวมาซื้อหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,000,000 บาท และวันที่ 2 กันยายน 2556 บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีหนังสือแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่านายสายฟ้าได้โทรศัพท์จากเรือนจำประสงค์จะขายหุ้นทั้งหมดที่อยู่ที่บริษัท ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้อายัดทรัพย์ของนายสายฟ้ากับพวกไว้ชั่วคราวคือ หุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) 40,000 หุ้น ราคา 1,190,000 บาท และหุ้นบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) 3,000 หุ้น ราคา 254,250 บาท ที่ซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 092 xxx-x กับเงินหลักประกันบัญชีหลักทรัพย์ดังกล่าวชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 203,529.29 บาท และเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองจั่น เลขที่บัญชี 156 - 5 - 25xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 55,413.66 บาท และมีมติส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ยึดไว้ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หลังเกิดเหตุชิงทรัพย์ดังกล่าว บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 15,590,000 บาท ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงิน 6,573,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงิน 2,817,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,390,000 บาท โดยแบ่งเป็นชำระค่าเสียหาย 8,990,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 400,000 บาท และผู้คัดค้านทั้งสองได้เป็นโจทก์ฟ้องนายสายฟ้าและนายวีระจักร์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,293,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,697,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกก่อนว่า ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติป้องกันและการปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานดังกล่าวนี้ในภายหลังจากที่นายสายฟ้าได้กระทำความผิดมูลฐานนี้จะมีผลบังคับย้อนหลังหรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า เพื่อเป็นการตัดวงจรมิให้ผู้ประกอบอาชญากรรมนำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงินเพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งแม้จะมีผลเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลก็ตาม แต่ก็จะมีผลกระทบต่อเฉพาะผู้ประกอบอาชญากรรมและผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น ส่วนบุคคลผู้เป็นสุจริตชนนั้นจะไม่มีผลกระทบด้วยแต่ประการใด ทั้งไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย หากแต่เป็นการบังคับทางแพ่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้นตกเป็นของแผ่นดินอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนสุจริตทั่วไป ดังนั้น แม้จะมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) ในภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนไปทันทีนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานอันบัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ได้

นอกจากนี้ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมวรรคหกของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกัน และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานควรต้องยกคำร้องและให้ไปดำเนินการตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏชัดตามบทบัญญัติว่า พนักงานอัยการผู้ร้องต้องร้องขอไปในคราวเดียวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้มาโดยที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทกฎหมายดังกล่าวมานี้แล้วและผู้ร้องก็มิได้มีคำร้องขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายเพิ่มเติมมาในภายหลังจากที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัตินี้แล้วศาลจึงมิอาจสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายตามที่ฎีกาได้ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสองประการที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างมานั้นฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของที่แท้จริง ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาซึ่งประโยชน์โดยสุจริตตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเงินที่นายสายฟ้ากับพวกชิงทรัพย์ไปนั้นเป็นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจธนาคารโดยสุจริต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจากนายสายฟ้าผู้ชิงเงินไปโดยผิดกฎหมายและไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่ตกเป็นลูกหนี้ต้องชดใช้เงินที่ถูกชิงไปตามสัญญาข้อตกลงรับจ้างขนเงิน และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินที่ถูกนายสายฟ้ากับพวกชิงเอาไปแล้ว บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อันเกี่ยวกับเงินที่ถูกชิงไปด้วยอำนาจกฎหมาย มีสิทธิติดตามและเอาเงินจำนวนที่ชดใช้ไปดังกล่าวคืนจากนายสายฟ้ากับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 227 และเมื่อผู้คัดค้านทั้งสองได้ร่วมกันชดใช้เงินตามสัดส่วนของตนให้แก่บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ในฐานะผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่มีสิทธิติดตามเอาเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คืนจากนายสายฟ้ากับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ดังนั้น ผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นผู้มีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่แท้จริงด้วยการรับช่วงสิทธิมาจากเจ้าของเงินที่แท้จริงตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว และยังถือได้ว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิที่จะติดตามเอาเงินคืนจากนายสายฟ้ากับพวกโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อนายสายฟ้านำเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไปซื้อหุ้นและไปวางไว้เป็นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพย์ ทั้งยังได้เงินปันผลจากหุ้นที่ซื้อมาดังกล่าวด้วยนั้นล้วนเป็นทรัพย์สินและดอกผลของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่นายสายฟ้าไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ต้องคืนให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับช่วงสิทธิรับเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนี้แทน ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลแพ่งให้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 227 ม. 880 ม. 1336
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 49 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายดิลก เสริมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5566 -ที่ 5598/2561
#627007
เปิดฉบับเต็ม

กรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หมายถึง นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการแห่งเดิมไปตั้งสถานประกอบกิจการอีกแห่งหนึ่งในที่แห่งใหม่ มิใช่หมายความรวมถึงกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหน่วยงานที่จังหวัดระยองเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดระยอง หน่วยงานดังกล่าวจึงเป็นสถานประกอบกิจการของจำเลยอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปทำงานที่หน่วยงานดังกล่าวมิใช่กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นตามกฎหมายดังกล่าว

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 บรรยายข้อเท็จจริงถึงเหตุเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคำฟ้องว่า คำสั่งให้ย้ายไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยที่จังหวัดระยองเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ถึงการสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ย้ายงานว่า เป็นไปตามสภาพการจ้าง ข้อกำหนด และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ทราบแล้วไม่ปฏิบัติตาม เป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่ง ละทิ้งหน้าที่ และขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร จึงเป็นหน้าที่ของศาลแรงงานต้องไต่สวนให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 กล่าวอ้างหรือเป็นไปตามที่จำเลยต่อสู้ไว้ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 และจำเลยแถลงต่อศาลแรงงานกลางมิใช่เป็นการแถลงรับข้อเท็จจริงที่คู่ความอีกฝ่ายกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางสอบถามจากคู่ความจึงไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีอื่นอีกสามสำนวน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 36 แต่โจทก์ที่ 34 ถึงที่ 36 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีไปแล้ว คงเหลือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ทำงานกับจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ประจำอยู่ที่หน่วยงานลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยที่จังหวัดระยองตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยมีอยู่แล้ว แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ยังคงมาทำงานที่หน่วยงานลำลูกกา วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยให้เหตุผลว่า ละทิ้งหน้าที่หรือขาดงานเป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อหน่วยงานลำลูกกาเป็นสถานประกอบกิจการของจำเลยที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ทำงานตลอดมา ส่วนหน่วยงานที่จังหวัดระยองก็เป็นสถานประกอบกิจการอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่มีมาก่อนวันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ย้ายไปทำงาน คำสั่งของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานขับรถหน่วยงานลำลูกกาทุกคนไปรายงานตัวที่หน่วยงานที่จังหวัดระยอง เนื่องจากจำเลยหมดสัญญาการจ้างงานจากบริษัทเอสโซ่ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงมิใช่การย้ายพนักงานไปปฏิบัติงานในหน่วยงานของจำเลยตามปกติ แต่เป็นกรณีที่จำเลยประสงค์ย้ายพนักงานขับรถทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานที่จังหวัดระยอง อันเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการที่มีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงาน เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไม่สมัครใจไปทำงานที่สถานประกอบกิจการที่จังหวัดระยอง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ตามกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2558 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อหน่วยงานที่จังหวัดระยองเป็นสถานประกอบกิจการของจำเลยที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง หมายถึง นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการแห่งเดิมไปตั้งสถานประกอบกิจการอีกแห่งหนึ่งในที่แห่งใหม่ มิใช่หมายความรวมถึงกรณีนายจ้างสั่งย้ายลูกจ้างไปทำงานที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า หน่วยงานที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของจำเลยนั้น นายทะเบียนรับจดทะเบียนตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ก่อนที่จำเลยจะมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปทำงานที่หน่วยงานดังกล่าวเป็นเวลาถึง 6 ปีเศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งสถานประกอบกิจการขึ้นใหม่ที่จังหวัดระยอง หน่วยงานดังกล่าวจึงเป็นสถานประกอบกิจการของจำเลยอีกแห่งหนึ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปทำงานที่หน่วยงานดังกล่าวมิใช่กรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยเห็นว่าการที่จำเลยประสงค์ย้ายพนักงานขับรถทั้งหมดไปทำงานที่หน่วยงานที่จังหวัดระยองเป็นการย้ายสถานประกอบกิจการที่มีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงานซึ่งเป็นการพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่ง นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องสั่งย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปทำงานที่หน่วยงานที่จังหวัดระยอง เนื่องจากจำเลยหมดสัญญากับบริษัทเอสโซ่ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำเลยมิได้สั่งย้ายเฉพาะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 เท่านั้น แต่ยังสั่งย้ายลูกจ้างอื่นไปทำงานที่หน่วยงานที่จังหวัดสระบุรีและหน่วยงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย ซึ่งเป็นอำนาจในการบริหารงานของจำเลยที่จะสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในสถานประกอบกิจการอื่นของจำเลยตามความเหมาะสม เพื่อให้ลูกจ้างมีงานทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันในครอบครัวของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา คำสั่งของจำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ได้รับค่าจ้างและตำแหน่งต่ำกว่าเดิม และไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วัน ทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) การเลิกจ้างของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 จะบรรยายฟ้องมีลักษณะในทำนองว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ย้ายไปทำงานยังสถานประกอบกิจการอื่นของจำเลยเป็นกรณีที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 120 วรรคหนึ่งและวรรคสองก็ตาม แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 บรรยายข้อเท็จจริงถึงเหตุเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคำฟ้องว่า จำเลยแจ้งว่าสัญญาว่าจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระหว่างจำเลยกับผู้ว่าจ้างสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องปิดหน่วยงานลำลูกกาและมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ย้ายไปทำงานที่หน่วยงานของจำเลยที่จังหวัดระยอง โดยให้ไปรายงานตัวภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของจำเลย แต่ยังคงเดินทางไปทำงานที่หน่วยงานลำลูกกาตามปกติ ผู้บริหารของจำเลยที่ประจำอยู่ที่หน่วยงานลำลูกกาก็มิได้ว่ากล่าวแต่ประการใด จนกระทั่งวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ออกจากงานให้เหตุผลว่า "ละทิ้งหน้าที่หรือขาดงานเป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร" ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 มิได้ขาดงาน ความจริงแล้วจำเลยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยอยู่ก่อนแล้ว จึงกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยมีคำสั่งย้ายดังกล่าว ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีงานให้ทำและในที่สุดจำเลยก็เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 คำสั่งย้ายและคำสั่งไล่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ออกจากงานโดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไม่มีความผิด เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย และมีคำขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงในลักษณะเล่าเรื่องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 และเรียกเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยคดี ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยรับจ้างขนส่งน้ำมันให้แก่บริษัทเอสโซ่ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จึงมีความจำเป็นต้องเช่าที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับคลังน้ำมันของบริษัทดังกล่าวเพื่อใช้เป็นที่จอดรถบรรทุก ตลอดจนทำการบำรุงรักษารถบรรทุกที่ใช้ทำการขนส่ง และเพื่อความสะดวกในการประสานงานกับบริษัทดังกล่าว โดยใช้ชื่อเรียกตามสถานที่ว่า หน่วยงานลำลูกกา ซึ่งเป็นการจัดตั้งขึ้นชั่วคราว หลังจากสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับบริษัทดังกล่าวสิ้นสุดลง จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินตลอดจนรถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งน้ำมันกลับไปยังภูมิลำเนาของจำเลย และมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ไปรายงานตัวที่บริษัทจำเลยเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามสภาพการจ้าง ข้อกำหนด และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ทราบดีอยู่แล้ว แต่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 จงใจฝ่าฝืนคำสั่ง ละทิ้งหน้าที่ และขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร คำสั่งของจำเลยชอบด้วยเหตุผลและชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของศาลแรงงานต้องไต่สวนให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 กล่าวอ้างหรือเป็นไปตามที่จำเลยต่อสู้ไว้ แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้ดำเนินการไต่สวนให้ได้ความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 และจำเลยแถลงต่อศาลแรงงานกลางก็มิใช่เป็นการแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความอีกฝ่ายกล่าวอ้างแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางสอบถามจากคู่ความจึงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้ เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการไต่สวนให้ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 กับจำเลยมีข้อตกลงหรือสภาพการจ้างเกี่ยวกับการย้ายสถานที่ทำงานของโจทก์แต่ละคนตามสัญญาจ้าง ข้อกำหนด และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ อย่างไร และมีเหตุจำเป็นที่จำเลยต้องมีคำสั่งย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ตามที่จำเลยต่อสู้ไว้หรือมีการกลั่นแกล้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยจำเลยมีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะวินิจฉัยได้ว่าคำสั่งย้ายของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย อันทำให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ และมีผลทำให้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 33 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) หรือไม่ ดังนั้น จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นให้ชัดเจนก่อน แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 120 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำราญ สระประดิษฐ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทออโต้ คอนเทนเนอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัณรุจิพงศ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2561
#626220
เปิดฉบับเต็ม

การส่งเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาล ไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป นอกจากศาลสั่งให้ทำคำแปล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสาม เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งพยานหลักฐานที่รับฟังประกอบกับพยานอื่นที่โจทก์นำสืบ และตามเอกสารมีคำแปลที่เพียงพอแก่การพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลย่อมรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 53,577,111.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยสำหรับต้นเงิน 11,319,883.19 บาท ในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ถึง 11 กันยายน 2557 แต่ต้องไม่เกิน 12,265.39 บาท และอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับต้นเงิน 11,339,217.38 บาท ในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ถึง 14 กันยายน 2557 แต่ต้องไม่เกิน 12,286.74 บาท และอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับต้นเงิน 12,000,000 บาท ในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ถึง 17 กันยายน 2557 แต่ต้องไม่เกิน 13,002.74 บาท และอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับต้นเงิน 7,700,000 บาท ในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ถึง 18 กันยายน 2557 แต่ต้องไม่เกิน 8,343.42 บาท และอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และสำหรับต้นเงิน 7,640,899.43 บาท ในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2557 แต่ต้องไม่เกิน 35,483.09 บาท และอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 75/38 ชั้นที่ 21 เนื้อที่ประมาณ 283.22 ตารางเมตร ห้องชุดเลขที่ 75/39 ชั้นที่ 21 เนื้อที่ประมาณ 314.25 ตารางเมตร และห้องชุดเลขที่ 75/13 ชั้นที่ 15 เนื้อที่ประมาณ 409.33 ตารางวา อาคารที่ 1 ชื่ออาคารชุดโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 3/2557 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058 และ 226059 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าคนใดคนหนึ่งและหรือของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญาชดใช้ความเสียหายตามตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์รวม 5 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2557 จำนวนเงิน 11,319,883.19 บาท ถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 5 กันยายน 2557 ครั้งที่ 2 ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2557 จำนวนเงิน 11,339,217.38 บาท ถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 8 กันยายน 2557 ครั้งที่ 3 ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2557 จำนวนเงิน 12,000,000 บาท ถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 11 กันยายน 2557 ครั้งที่ 4 ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2557 จำนวนเงิน 7,700,000 บาท ถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 12 กันยายน 2557 และครั้งที่ 5 ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 จำนวนเงิน 7,640,899.43 บาท ถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 24 กันยายน 2557 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.65 ต่อปี ทั้งห้าฉบับ เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนองห้องชุดเป็นประกัน โดยตกลงว่าหากมีการบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ชำระหนี้จนครบ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองส่งไปยังจำเลยทั้งห้าแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญาชดใช้ความเสียหายตามตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้โจทก์ โจทก์นำพนักงานผู้ทำหน้าที่ดูแลการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 และผู้ตรวจสอบรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการให้สินเชื่อรายนี้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับสินเชื่อหลายวงเงินและหลายประเภท เกี่ยวกับคดีนี้เป็นสินเชื่อหมุนเวียนวงเงิน 50,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินระยะสั้นโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินและทำสัญญาชดใช้ความเสียหายเพื่อนำไปชำระหนี้เดิมที่ค้างอยู่กับโจทก์ ซึ่งตามสัญญาชดใช้ความเสียหายระบุว่า จำนวนเงินกู้ให้โอนเข้าบัญชีเลขที่ 7703-3-01xxx-x ของจำเลยที่ 1 และฝ่ายปฏิบัติการสินเชื่อเป็นผู้ที่นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 สำหรับการโอนเงินเข้าบัญชีนายธวัชชัย ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและรวบรวมเอกสารหนี้ของจำเลยที่ 1 คดีนี้ เป็นพยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบหนี้คดีนี้มีการโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งเป็นบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 703-3-01xxx-x มีชื่อของจำเลยที่ 1 ดังระบุไว้ในสัญญาชดใช้ความเสียหายแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดตามรายการเคลื่อนไหวบัญชีหรือสเตทเม้นท์ที่พยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการโอนเงินกู้ตามจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามวิธีการจ่ายเงินกู้ที่ระบุในสัญญาชดใช้ความเสียหายตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ข้อ 1 ซึ่งมีข้อตกลงว่า เมื่อธนาคารดำเนินการจ่ายเงินตามวิธีการที่ผู้กู้ระบุไว้แล้ว ผู้กู้ตกลงให้ถือว่าผู้กู้ได้รับเงินตามจำนวนเงินและในวันที่กล่าวข้างต้นครบถ้วนแล้วโดยมิจำต้องทำหลักฐานรับเงินใด ๆ ให้แก่ธนาคารอีก... และปรากฏความเคลื่อนไหวทางบัญชีที่แสดงว่า มีการถอนเงินออกจากบัญชีในวันเดียวกับวันที่นำเงินเข้าบัญชีแต่ละครั้ง ซึ่งวันที่ทำรายการฝากและถอนเงินตรงกับวันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ แม้เอกสารระบุรายละเอียดรายการฝากและถอนเงินเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็มีคำแปลในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของบัญชี คือ วันที่ทำรายการวันที่รายการมีผล รายการถอนเงิน รายการฝากเงินและยอดเงินคงเหลือ ซึ่งการส่งเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาลไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป นอกจากศาลสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม เมื่อเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งพยานหลักฐานที่รับฟังประกอบกับพยานอื่นที่โจทก์นำสืบและตามเอกสารมีคำแปลที่เพียงพอแก่การพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลย่อมรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่โจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างมานั้น จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถามค้านพยานโจทก์ เพียงแต่อ้างการถามค้านพยานโจทก์ของทนายจำเลยที่ 1 มาเป็นข้อโต้เถียงว่า ไม่มีหลักฐานที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ข้อโต้เถียงดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้นำสืบพยานจำเลย ก็ย่อมปราศจากพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อต่อสู้เพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์บางส่วนตามที่ปรากฏในการ์ดลูกหนี้ เช่นนี้ ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2557 ซึ่งมีต้นเงิน 11,339,217.38 บาท มีรายการแสดงว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 จำนวน 101,757.82 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองยังไม่นำมาหักชำระหนี้ จึงต้องนำมาหักชำระให้แก่จำเลยที่ 1 การหักชำระหนี้ไม่ถูกต้องมีผลให้จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนหนี้ที่แท้จริง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ต้นเงิน 11,339,217.38 บาท ที่จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันชำระให้แก่โจทก์ ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 จำนวน 101,757.82 บาท มาหักชำระหนี้ในวันดังกล่าว โดยให้หักชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาก่อน หากยังมีเงินเหลือให้หักชำระต้นเงิน แล้วให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระต้นเงินส่วนที่ยังค้างพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5537/2561
#627011
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แล้วกรมป่าไม้มอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดสรรให้เกษตรกรทำกินตามกฎหมาย ดังนั้น หากเป็นกรณีที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลอื่นตามที่กล่าวอ้างก็เป็นการซื้อขายที่ดินของรัฐ ไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ และหากประสงค์จะขอเข้ารับการจัดสรรที่ดินต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และมาตรา 36 ทวิ ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2535 ซึ่งไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินรวมทั้งได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ไม่ จึงเป็นกรณีที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่าผู้ใดอยู่ในฐานะที่จะได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ที่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายทางอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 90, 91 และให้นับโทษของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1654/2557, 1680/2557, 1696/2557, 1810/2557, 1811/2557, 1813/2557, 1889/2557 และ 494/2558 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1470/2558 และหมายเลขแดงที่ 1295/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม) ให้จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1810/2557 หมายเลขแดงที่ 1264/2559 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1889/2557 หมายเลขแดงที่ 1265/2559 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1680/2557 หมายเลขแดงที่ 1345/2559 ของจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1811/2557 หมายเลขแดงที่ 1346/2559 ของจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1813/2557 หมายเลขแดงที่ 1347/2559 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1654/2557 หมายเลขแดงที่ 1353/2559 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1696/2557 หมายเลขแดงที่ 1354/2559 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 494/2558 ของศาลชั้นต้น และของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1295/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกนั้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ 494/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1295/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลย คำขอส่วนนี้จึงให้ยก ยกฟ้องโจทก์ข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาได้ว่า โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันมาก่อน ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 11 ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลกเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 96 ตารางวา อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงเลขที่ 118 ระวาง 5142 IV 8678 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 จำเลยทำบันทึกการนำทำการรังวัด โดยระบุว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยนำเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ทำการรังวัดปักหลักเขตที่ดินในฐานะผู้ถือครองที่ดิน ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2553 โจทก์ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 6 แปลง คือ แปลงเลขที่ 171 ระวาง 5142 I 9076 แปลงเลขที่ 28 ระวาง 5142 I 9076 แปลงเลขที่ 28 ระวาง 5142 I 9276 แปลงเลขที่ 118 ระวาง 5142 IV 8678 แปลงเลขที่ 80 ระวาง 5142 I 9076 และแปลงเลขที่ 29 ระวาง 5142 I 9076 แต่ทราบภายหลังว่าจำเลยมาขึ้นชื่อเป็นของตนเอง จึงขอคัดค้านการออกเอกสารสิทธิและขอให้สอบสวนข้อเท็จจริง ครั้นวันที่ 30 เมษายน 2554 โจทก์ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนครไทยว่า โจทก์มีที่ดินอยู่ที่ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 15 แปลง เนื้อที่ทั้งหมด 548 ไร่ ไม่ได้ให้บุคคลใดเช่าหรือจำหน่ายจ่ายโอน แต่มีบุคคลยื่นขอเอกสารสิทธิต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงแจ้งเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม) ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้นความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับความผิดที่จำเลยอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างว่า ซื้อมาจากนางละเอียด มีเนื้อที่ทั้งหมด 15 ไร่ ตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ตาม ภ.บ.ท.5 ซึ่งตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ยอมรับว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของนายณัฐพล เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดพิษณุโลก พยานโจทก์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยได้ความว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินในความดูแลของกรมป่าไม้ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมามีสภาพเสื่อมโทรม กรมป่าไม้จึงมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดสรรให้เกษตรกรทำกินตามกฎหมาย ประกอบกับโจทก์ไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาแสดง คงมีแต่เพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตาม ภ.บ.ท.5 เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะมิใช่หลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว ยังเป็นเพียงการรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกะท้าว ที่เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในระดับตำบล ซึ่งหากมีผู้เสียภาษีก็รับชำระไว้ก่อน ไม่มีการตรวจสอบอย่างแน่ชัดว่ามีการครอบครองจริงหรือไม่เพียงใด อีกทั้งไม่มีการระบุรูปแผนที่ และที่ดินข้างเคียงอย่างแน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ทั้งหมด 15 ไร่ และอ้างหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตาม ภ.บ.ท.5 ของนางละเอียดเจ้าของเดิม ซึ่งมีเนื้อที่แตกต่างจากรูปแผนที่แปลงที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ค่อนข้างมาก หากมีการรับฟังพยานหลักฐานเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและมีการนำหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตาม ภ.บ.ท.5 ไปอ้างเป็นหลักฐานในการซื้อขายที่ดิน อันเป็นบิดเบือนแนวทางการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนี้ ศาลฎีกาไม่รับฟังหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ตาม ภ.บ.ท. 5 ดังกล่าวที่โจทก์อ้าง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แล้วกรมป่าไม้มอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดสรรให้เกษตรกรทำกินตามกฎหมาย ดังนั้นหากเป็นกรณีที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลอื่นตามที่กล่าวอ้างก็เป็นการซื้อขายที่ดินของรัฐ ไม่อาจอ้างสิทธิใช้ยันต่อรัฐได้ และหากประสงค์จะขอเข้ารับการจัดที่ดินต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรเข้าถือครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และมาตรา 36 ทวิ ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ พ.ศ.2535 ซึ่งไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินรวมทั้งได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 หรือไม่ เพราะเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพเท่านั้น แม้จะมีข้อผ่อนผันให้ผู้มีที่ดินจำนวนมากสามารถกระจายสิทธิให้แก่บุคคลอื่นได้ก็ตาม อีกทั้งยังปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีการโต้แย้งการครอบครองระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งเคยเป็นสามีภริยากันและยังมิได้มีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ผู้ใด จึงเป็นกรณีที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่าผู้ใดอยู่ในฐานะที่จะได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ที่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายสุเทพ จันทร์เทศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5519/2561
#629015
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีอากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินและยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2) แห่ง ป.รัษฎากร ย่อมมีผลทำให้หนี้ภาษีอากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นหนี้ภาษีค้าง อันจะถูกโจทก์ยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีตามการประเมิน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการฉบับพิพาทอันเป็นเหตุแห่งการประเมินรายนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาท การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่มีฐานรายรับหรือรายได้ที่จะใช้อำนาจประเมินภาษีจากจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้าง จำนวน 32,413,399.44 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,629,106.14 บาท กับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,115,302.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด เดิมมีนาวาตรีธนวัฒน์ นายสุรสิทธิ์ และนางศิริเพ็ญ เป็นกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 332/48-49 วันที่ 1 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นนายสุรสิทธิ์ และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2551 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นเลขที่ 24 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 ของโจทก์ตรวจสอบข้อมูลระบบกำกับดูแลจากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบว่าแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของจำเลยที่ 1 สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2550 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท มีความผิดปกติของยอดซื้อต่อยอดขายสูง นอกจากนี้ ยังมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกยื่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 แสดงรายได้ 0 บาท ฉบับที่ 2 ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท และฉบับที่ 3 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 แสดงรายได้ 0 บาท ส่วนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 แสดงรายได้ 361,511.27 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เฉพาะที่แสดงยอดซื้อและยอดขายเป็น 0 เท่านั้น และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2550 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 และประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยส่งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีทราบแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง และไม่ได้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 32,413,399.44 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2550 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ฉบับที่พิพาทต่อโจทก์จริงหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้เคร่งครัดเรื่องการลงลายมือชื่อกรรมการและประทับตราบริษัทในแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2551 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ฉบับที่ยื่นต่อโจทก์ก็ตาม แต่ลายมือชื่อในส่วนช่องผู้ประกอบการในแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2550 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท จะเป็นลายมือชื่อของกรรมการจำเลยที่ 1 หรือผู้ยื่นแทนจริงหรือไม่นั้น โจทก์ไม่มีผลการตรวจพิสูจน์หรือพยานหลักฐานอื่นใดมาประกอบข้อนำสืบของโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทว่ามียอดขายต่อยอดซื้อสูงมากเพื่อจะขอคืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงจำเลยที่ 1 ยังมิได้ประกอบกิจการจริง ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทนี้เพื่อขอคืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะยื่นแบบ ภ.พ.30 อีกฉบับหนึ่งในแต่ละเดือนซ้ำซ้อนกันโดยแสดงยอดขายและยอดซื้อเป็น 0 บาท ต่อโจทก์ อันจะทำให้เกิดปัญหาแก่การได้รับคืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาท อีกทั้งแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทสำหรับเดือนภาษีเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2551 ก็ระบุที่อยู่สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 เลขที่ 332/4 ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่เดิมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานประกอบการเป็นเลขที่ 24 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 แล้ว ซึ่งข้อนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ขาดความระมัดระวังในการกรอกแบบ ภ.พ.30 ดังที่โจทก์อ้าง เพราะปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2551 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นในช่วงเวลาเดียวกันนั้นได้ระบุสถานประกอบการแห่งใหม่อย่างถูกต้อง จากพฤติการณ์ที่มีการกรอกแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทโดยผิดพลาดเช่นนี้ ทำให้ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีบุคคลอื่นแอบอ้างชื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยมิชอบ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่สำนักตรวจสอบภาษีกลางของโจทก์เองมีบันทึกข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่อาจมีผู้นำชื่อไปใช้ในการออกใบกำกับภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2550 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับพิพาทที่ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท หรือไม่ เห็นว่า ข้อที่นางสาววิจิตรวดี พยานโจทก์เบิกความอ้างว่า แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมีลายมือชื่อของกรรมการจำเลยที่ 1 พร้อมตราประทับ มีชื่อผู้สอบบัญชี ผู้ทำบัญชี และมีงบการเงินซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกรรมการจำเลยที่ 1 แล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ยอมรับมาในอุทธรณ์เองว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาท ไม่ตรงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่แสดงไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนลายมือชื่อของนางสาวสุรัชดา ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ทำบัญชีในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาท ก็ปรากฏจากการไต่สวนของสำนักงานตรวจสอบภาษีกลางของโจทก์ว่า นางสาวสุรัชดาไม่รู้จักและไม่ได้เป็นผู้ทำบัญชีให้แก่จำเลยที่ 1 อันแสดงว่านางสาวสุรัชดาถูกอ้างชื่อเป็นผู้ทำบัญชีให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ตรงต่อความจริง อีกทั้งยังได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองโดยนายรชตกร ผู้สอบบัญชีซึ่งลงลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทมาเบิกความว่า พยานรับงานตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 1 มาจากสำนักงานสอบบัญชี โดยไม่ทราบว่าผู้ใดทำบัญชีให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงขาดความเชื่อมโยงให้รับฟังได้ว่าลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จริง แต่จากพฤติการณ์ที่นางสาวสุรัชดาถูกอ้างชื่อเป็นผู้ทำบัญชีและนายรชตกรไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อกรรมการของจำเลยที่ 1 ในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทดังกล่าวนี้ กลับเป็นพฤติการณ์บ่งชี้ไปในทางว่าจำเลยที่ 1 อาจจะถูกบุคคลอื่นอ้างชื่อเพื่อใช้ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเช่นเดียวกับกรณีการยื่นแบบ ภ.พ.30 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังมีนางทิพา ซึ่งเป็นนักบัญชีมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างนางทิพาทำบัญชีและจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยจำเลยที่ 2 ลงชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ต่อหน้านางทิพา หลังจากนั้นนางทิพาเป็นผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และงบการเงินต่อโจทก์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 มอบให้นางทิพาจัดทำบัญชีตลอดจนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้แล้ว เช่นนี้ ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ฉบับพิพาทแสดงว่ามีรายได้จำนวนมากต่อโจทก์อีก เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองอย่างชัดแจ้งโดยปราศจากเหตุผล พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับพิพาท ที่ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จากยอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และยอดซื้อที่ไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีซื้อได้ กับได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณรายได้ตามข้อมูลรายรับที่ปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 ประกอบด้วย อันเป็นการประเมินโดยอาศัยแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับพิพาท ดังนี้ แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีอากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินและยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีผลทำให้หนี้ภาษีอากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นหนี้ภาษีค้าง อันจะถูกโจทก์ยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการฉบับพิพาทอันเป็นเหตุแห่งการประเมินรายนี้ด้วย เมื่อได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาแล้วข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาท ดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินย่อมไม่มีอำนาจนำยอดขายหรือยอดซื้อตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับพิพาทนั้นมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับได้ อีกทั้งไม่อาจใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) มาประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทด้วย การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่มีฐานรายรับหรือรายได้ที่จะใช้อำนาจประเมินภาษีจากจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ ฉะนั้น จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 30 (2) ม. 71 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุนทร ทรงฤกษ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2561
#628174
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 การประกอบกิจการภาพยนตร์ ซึ่งต่อเนื่องมาจากมาตรา 20 ถึงมาตรา 24 ที่บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์และผู้สร้างภาพยนตร์ มาตรา 26 ถึงมาตรา 29 บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และบทกำหนดโทษตามมาตรา 78 ดังกล่าวมุ่งประสงค์เอาความผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 25 ซึ่งหมายความเฉพาะผู้สร้างภาพยนตร์ที่นำภาพยนตร์นั้นออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร โดยมิได้นำไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อนเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติที่ประสงค์จะเอาความผิดแก่ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ทั่วไปที่มิใช่ผู้สร้างภาพยนตร์ เมื่อฟ้องโจทก์ปรากฏชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยจำเลยมิใช่ผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีหน้าที่จะต้องนำภาพยนตร์นั้นไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 25 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยตามฟ้องย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 78

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 79 ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ริบของกลางทั้งหมด ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ จำนวน 66 แผ่น ของกลาง ซึ่งไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ แต่ไม่ริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลางจำนวนอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง และมาตรา 79 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะการกระทำของจำเลยตามฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 และมาตรา 78 ฐานจำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้ประกอบกิจการจำหน่ายโดยนำแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ 66 แผ่น ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร เป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 และมาตรา 78

พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" และวรรคสอง บัญญัติ "การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" และมาตรา 78 เป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง...ต้องระวางโทษ..." ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า มาตรา 25 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 การประกอบกิจการภาพยนตร์ ซึ่งต่อเนื่องมาจากมาตรา 20 ถึงมาตรา 24 ที่บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์และผู้สร้างภาพยนตร์ มาตรา 26 ถึงมาตรา 29 บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และบทกำหนดโทษตามมาตรา 78 ดังกล่าวมุ่งประสงค์เอาความผิดแก่ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 25 ซึ่งหมายความเฉพาะผู้สร้างภาพยนตร์ที่นำภาพยนตร์นั้นออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร โดยมิได้นำไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อนเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติที่ประสงค์จะเอาความผิดแก่ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์ทั่วไปที่มิใช่ผู้สร้างภาพยนตร์ เมื่อฟ้องโจทก์ปรากฏชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ประกอบกิจการจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยจำเลยมิใช่ผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีหน้าที่จะต้องนำภาพยนตร์นั้นไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยตามฟ้องดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 และมาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวมาลัย การะเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรจิตร ศรีบุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ จันทพัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561
#626956
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานครฯ แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการขายที่ดินพิพาทจะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินโดยถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 49 ทวิ ไม่ว่าโจทก์และพันตรี ส. จะซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคาใดก็ตาม การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ประเมินราคาที่ดินพิพาทในราคาตารางวาละ 4,000 บาท ย่อมทำให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขาดไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้

การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ครบถ้วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ประเมินราคาที่ดินพิพาทผิดพลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ กค 0706.10/ก03/ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ1/2/7/2558 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพิสิษฐ์หรือดำเนิน ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งให้นายพิสิษฐ์ เป็นผู้อนุบาล จำเลยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 204300 ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร โจทก์จดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่พันตรีเสน่ห์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ประเมินราคาที่ดินพิพาทตารางวาละ 4,000 บาท รวมราคาประเมินทั้งแปลงเป็นเงิน 3,154,800 บาท โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 122,740 บาท ค่าธรรมเนียม 63,096 บาท ค่าอากรแสตมป์ 17,505 บาท เจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนการขายที่ดิน (ระหว่างเช่า) ให้โจทก์และพันตรีเสน่ห์ในวันเดียวกัน ต่อมาสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมและภาษีอากรเพิ่มเติม โดยอ้างว่าตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินพิพาทให้แก่พันตรีเสน่ห์และเจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาที่ดินในการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวตารางวาละ 4,000 บาท นั้น ปรากฏว่า สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ได้รับแจ้งจากกรมที่ดินว่า สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ ได้แจ้งให้ทราบว่าที่ดินของโจทก์มีการประเมินราคาที่ดินใหม่ตามประกาศกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 29 มีนาคม 2548 โดยยกเลิกราคาประเมินที่ดินพิพาทจากตารางวาละ 4,000 บาท และให้ใช้ราคาประเมินใหม่เป็นตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาท จึงต้องใช้ราคาประเมินใหม่ คิดเป็นราคาประเมินที่ดินทั้งแปลงที่ใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ 35,491,500 บาท โจทก์จึงต้องชำระค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและค่าอากรแสตมป์เพิ่มเติม ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ มท 0510.1/3235 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังกรมที่ดิน อ้างว่า การแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินที่ดินของโจทก์ใหม่จากตารางวาละ 4,000 บาท เป็น 45,000 บาท ไม่ใช่เป็นความผิดของผู้ซื้อและผู้ขาย และไม่ทราบว่ามีการประเมินราคาใหม่ โจทก์ไม่มีเงินชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและอากรแสตมป์เพิ่มเติม โจทก์ยืนยันขอเสียค่าธรรมเนียมและภาษีอากรในอัตราเดิม มิฉะนั้นก็ขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนขายไป กรมที่ดินได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่โจทก์อ้างมิใช่เป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญในการทำนิติกรรม การประเมินราคาที่ดินเป็นเพียงการกำหนดทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ ตามหนังสือของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ที่ มท 0510.1/297 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ต่อมาโจทก์และพันตรีเสน่ห์ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครกับพวก ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งการเก็บค่าธรรมเนียมและเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินพิพาท ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายและเพิกถอนหนังสือเรียกให้ชำระค่าธรรมเนียมและชำระค่าธรรมเนียม (เพิ่มเติม) ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้ เป็นไม่เพิกถอนการจดทะเบียนขาย (ระหว่างเช่า) ที่ดินพิพาท ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากราคาประเมินที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินใช้ในการคำนวณเรียกเก็บภาษีอากรเพื่อกรมสรรพากรขาดไป 32,336,700 บาท มีผลให้การเก็บภาษีตามมาตรา 48 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ครบถ้วน โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้ เพิ่มเติม 4,115,984.98 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร 4,115,984.98 บาท รวม 8,231,969.96 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมจากการขายที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การจะถือว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เจ้าพนักงานประเมินต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จริงหรือไม่เพียงใด เมื่อโจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินพิพาทเพียง 3,500,000 บาท โจทก์จึงมีเงินได้พึงประเมิน 3,500,000 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นเจ้าพนักงานประเมิน ตามประกาศกระทรวงการคลังแจ้งราคาประเมินที่ดินพิพาทตารางวาละ 4,000 บาท ราคาทั้งแปลงเป็นเงิน 3,154,800 บาท โจทก์จึงตกลงขายที่ดินพิพาทไปในราคา 3,500,000 บาท โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินตามที่โจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดิน การสำคัญผิดในราคาที่ดินพิพาทเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องและผิดพลาดของเจ้าพนักงานที่ดิน โจทก์ไม่ได้มีเจตนาขายที่ดินให้แก่พันตรีเสน่ห์ในราคา 35,491,500 บาท และโจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว เงินได้พึงประเมินที่นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดิน 3,500,000 บาท เท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 49 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น" โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรายแปลง พ.ศ.2547 ถึง พ.ศ.2550 แก้ไขราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ตามประกาศกรุงเทพมหานครและบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ดังนั้นในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการขายที่ดินพิพาทจะต้องถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินโดยถือว่าราคาประเมินที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ไม่ว่าโจทก์และพันตรีเสน่ห์จะซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคาใดก็ตาม ที่ดินพิพาทจึงมีราคาประเมิน 35,491,500 บาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ประเมินราคาที่ดินพิพาทในราคาตารางวาละ 4,000 บาท รวมราคาประเมินที่ดินทั้งแปลงเพียง 3,154,800 บาท ย่อมทำให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขาดไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า มีเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เหตุที่โจทก์ไม่ได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินเพราะโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางและศาลแพ่งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินระหว่างโจทก์กับพันตรีเสน่ห์ โจทก์ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งแจ้งราคาประเมินผิดพลาด โจทก์ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอากรแสตมป์ครบถ้วนตามที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินเรียกเก็บแล้ว โจทก์ไม่มีเจตนาไม่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใดนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ครบถ้วน เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ประเมินราคาที่ดินพิพาทผิดพลาดต่ำกว่าราคาประเมินที่แท้จริง ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาไม่ลดหรืองดเพิ่มให้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเงินเพิ่มแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 49 ทวิ
ชื่อคู่ความ
นางอุไร เอี่ยมจินดาหรือบุตรศักดิ์ศรี
โดยนายพิสิษฐ์ บุตรศักดิ์ศรี
โจทก์ — ในฐานะผู้อนุบาล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพินิจ สุเสารัจ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2561
#628012
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้มีแบบพิมพ์หรือต้องทำในลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 เป็นเรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ถึงผู้จัดการของโจทก์ แม้หนังสือฉบับดังกล่าวลงชื่อโดยปลัดเทศบาลของจำเลย แต่ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการลงชื่อในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีของจำเลย เมื่อหนังสือฉบับนี้ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าจำเลยได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้วมีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งประเมิน จึงถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการแจ้งคำชี้ขาดที่นายกเทศมนตรีของจำเลยแจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 30 และถือได้ในทำนองเดียวกันว่าได้?มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 31 ส่วนที่นายกเทศมนตรีของจำเลยมีหนังสือในครั้งหลังแจ้งคำชี้ขาดพร้อมกับส่งใบแจ้งคำชี้ขาด ตามมาตรา 30 อันเป็นการแจ้งคำชี้ขาดที่มีการนำแบบพิมพ์ ภ.ร.ด. 11 มาใช้ แต่หาได้มีการยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขความที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 ในครั้งแรกนั้นไม่ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับแรกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน 789,000.59 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 780,342 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและลานคอนกรีตสำหรับจอดรถยนต์ซึ่งเป็นสถานประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งอยู่เลขที่ 101 เดิมโจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 พร้อมทั้งชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยแล้ว ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบว่า โจทก์และผู้ประกอบการอีก 3 ราย ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2556 ไม่ถูกต้อง โดยโจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่เป็นลานคอนกรีตในอัตรา 5 บาท และ 10 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งต่ำกว่าอัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร ตามประกาศของจำเลย ที่ 151/2547 เรื่อง การกำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลตำบลหัวสะพาน ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 จำเลยมีหนังสือที่ พบ 52802/370 แจ้งให้โจทก์ยื่นชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มในส่วนที่ขาดเป็นเงิน 390,981 บาท แต่โจทก์มีหนังสือชี้แจงขอให้คำนวณภาษีสำหรับพื้นที่จอดรถและพื้นที่ต่อเนื่องตามอัตราเดิมที่เคยชำระ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2558 จำเลยมีหนังสือที่ พบ 52802/757 แจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มอีกเป็นเงิน 390,981 บาทต่อปี รวมเป็นเงิน 781,962 บาท วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 โจทก์ก็ได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่มเติม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกใบแจ้งรายการประเมินย้อนหลังให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ในส่วนพื้นที่ต่อเนื่อง ได้แก่ ลานคอนกรีตสำหรับปีภาษีทั้งสองปีที่พิพาท และพื้นที่ลานจอดรถสำหรับปีภาษี 2556 เพิ่มขึ้นเป็นอัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร รวมเป็นค่าภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 780,342 บาท หลังจากนั้นวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2558 คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้เรียกเก็บเพิ่มตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทักท้วง แล้ววันที่ 11 กันยายน 2558 ปลัดเทศบาลปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีของจำเลยได้มีหนังสือที่ พบ 52802/990 ลงวันที่ 11 กันยายน 2558 แจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ให้โจทก์ทราบว่า จำเลยได้ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ได้ข้อสรุปว่า การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยเป็นไปตามข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งแจ้งว่าการจัดเก็บไม่เป็นไปตามประกาศราคากลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่จำเลยได้ประกาศไว้เมื่อปี 2547 และเป็นการเรียกเก็บย้อนหลัง คณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่จึงไม่อาจพิจารณาย้อนหลังและมีมติขัดแย้งกับข้อทักท้วงนั้นได้ อีกทั้งยังมีบริษัทและห้างร้านอื่นที่จำเลยเรียกเก็บเพิ่มตามข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยอมชำระเพิ่มเติมตามข้อทักท้วงเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ไม่สามารถชี้ขาดคำร้องของโจทก์ และมีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งการประเมิน และวันที่ 17 สิงหาคม 2558 โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมตามการประเมินเป็นเงิน 780,342 บาท แล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 9 ตุลาคม 2558 หลังจากนั้นวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นายกเทศมนตรีของจำเลยได้มีหนังสือที่ พบ 52802/1289 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 แจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบ ตามหนังสือใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เลขที่ 2/2558 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 และคำชี้แจงประกอบใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 โดยโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประเด็นแรกที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า คำชี้ขาดนั้นให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดนั้น ดังนี้ การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่นั้น กฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติให้มีแบบพิมพ์หรือต้องทำในลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยที่ พบ 52802/990 ลงวันที่ 11 กันยายน 2558 เป็นเรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ถึงผู้จัดการของโจทก์ อ้างถึงหนังสือของโจทก์ที่ขออุทธรณ์ที่โจทก์ยื่นประกอบคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน มีความว่า "...ตามที่โจทก์ขออุทธรณ์ใบแจ้งการประเมินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 (ภ.ร.ด. 8) เล่ม 2 เลขที่ 32 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558... เทศบาลตำบลหัวสะพานได้ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ ได้ข้อสรุปว่าการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของเทศบาลฯ เป็นไปตามข้อทักท้วงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งแจ้งว่าการจัดเก็บไม่เป็นไปตามประกาศราคากลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่เทศบาลฯ ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2547 และเป็นการเรียกเก็บย้อนหลัง คณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่จึงไม่สามารถพิจารณาย้อนหลังและมีมติขัดแย้งกับข้อทักท้วงได้ อีกทั้งยังมีบริษัทห้างร้านอื่นที่เทศบาลฯ ได้เรียกเก็บเพิ่มตามข้อทักท้วงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ยินดีชำระเพิ่มเติมตามข้อทักท้วงเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2557 เป็นผลให้ไม่สามารถชี้ขาดคำร้องของบริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด และมีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งการประเมิน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ" ซึ่งหากหนังสือฉบับนี้เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องแจ้งให้โจทก์ทราบ เพราะพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 บัญญัติให้แจ้งไปยังผู้ร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรเฉพาะแต่คำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีของจำเลยตามมาตรา 30 เท่านั้น นอกจากนี้ แม้หนังสือฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 เป็นการลงชื่อโดยนายภราดร ปลัดเทศบาลของจำเลย แต่ก็ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการลงชื่อในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีของจำเลย แตกต่างกับหนังสือของจำเลยก่อนหน้านั้น ดังเช่นตามหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2557 ที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 ในส่วนเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ก็ลงชื่อโดยนายภราดรในฐานะปลัดเทศบาลของจำเลยเท่านั้น เมื่อข้อความในหนังสือฉบับนี้ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นการแจ้งความให้โจทก์ทราบว่าจำเลยได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ของโจทก์แล้ว มีมติให้จัดเก็บตามการแจ้งประเมิน และแจ้งให้โจทก์ทราบ การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่าเป็นการแจ้งความให้โจทก์ทราบคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีของจำเลยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จึงถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการแจ้งคำชี้ขาดที่นายกเทศมนตรีของจำเลยแจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 30 และถือได้ในทำนองเดียวกันว่าได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์?นั้นเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจึงหาได้เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 31 ไม่ เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องคดีภายหลังสามสิบวัน นับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดในครั้งหลัง (วันที่ 24 ธันวาคม 2558) ส่วนที่นายกเทศมนตรีของจำเลยมีหนังสือในครั้งหลังแจ้งคำชี้ขาดพร้อมกับส่งใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เลขที่ 2/2558 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 นั้น อันเป็นการแจ้งคำชี้ขาดที่มีการนำแบบพิมพ์ ภ.ร.ด. 11 มาใช้ พร้อมกับแจ้งเหตุผลของคำชี้ขาดและระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ต่อศาลได้ไว้นั้น แต่หาได้มีการยกเลิกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขความที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2558 ในครั้งแรกนั้นไม่ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับนี้ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ของปลัดเทศบาลไม่ถือเป็นการแจ้งคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 30 เนื่องจากนายกเทศมนตรีของจำเลยเพิ่งแจ้งคำชี้ขาดให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและไม่ให้คดีต้องเนิ่นช้าออกไป จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เนื่องจากคู่ความทั้งสองก็ได้นำสืบพยานหลักฐานมาครบถ้วนกระบวนความแล้ว โดยประเด็นข้อพิพาทที่ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป ปัญหาที่ว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีย้อนหลังประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้จำเลยออกใบแจ้งรายการประเมินย้อนหลังให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินเฉพาะพื้นที่ต่อเนื่องที่พิพาทประจำปีภาษี 2556 จำนวน 2 รายการ ประกอบด้วยพื้นที่ลานคอนกรีตและพื้นที่เพิงโรงจอดรถด้านข้างสถานีบริการน้ำมัน และปีภาษี 2557 จำนวน 1 รายการ คือพื้นที่ลานคอนกรีต โดยประเมินค่ารายปีใหม่ในอัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร เป็นไปตามราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศของจำเลย ที่ 151/2547 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 เรื่อง การกำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในเขตเทศบาลตำบลหัวสะพาน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งค่ารายปีตามความในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ให้หมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการเช่าทรัพย์สินนั้นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีสอดคล้องกับค่าเช่าดังกล่าวมากที่สุด ส่วนข้อเสนอแนะของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่อ้างเพียงว่า จำเลยไม่จัดเก็บตามอัตราราคามาตรฐานกลางที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศฉบับลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ทำให้ไม่เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ยื่นเสียภาษีทุกรายนั้น เมื่อพิจารณาตามประกาศของจำเลยฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าได้กำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร กรณีพื้นที่ต่อเนื่องในส่วนลานคอนกรีตและลานจอดรถที่พิพาทนี้อัตรา 40 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นเงินจำนวนสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรือนประเภทพิเศษ เช่น โรงเรียนเอกชน โรงแรม โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล อาคารชุด อาคารแถว ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด ท่าเรือ ซึ่งตามประกาศฉบับเดียวกันได้กำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรไว้ในอัตรา 50 บาทต่อตารางเมตร ทั้งที่โรงเรือนประเภทพิเศษดังกล่าวอาจหาประโยชน์จากทรัพย์สินได้สูงกว่าพื้นที่พิพาทเป็นอันมาก นอกจากนี้อัตราราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรสำหรับลานจอดรถและลานคอนกรีตที่พิพาทกลับสูงกว่าโรงเรือนทั่วไปประเภทบ้านพัก ห้องแถว หรือตึกแถวอีกด้วย ทั้งในพื้นที่เขตเดียวกับโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการให้เช่าลานคอนกรีตในอัตราสูงถึง 40 บาทต่อตารางเมตรเลย จึงเห็นได้ว่าราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรสำหรับพื้นที่พิพาทตามประกาศดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อความเป็นจริง สอดคล้องกับที่จำเลยเคยชี้แจงต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และเป็นเหตุให้มีการกำหนดค่ารายปีตั้งแต่ปีภาษี 2554 จนถึงการประเมินครั้งก่อนปีภาษีที่พิพาทเป็นว่า ลานจอดรถเป็นอัตรา 10 บาทต่อตารางเมตร และลานคอนกรีตที่เหลือเป็นอัตรา 5 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งข้อเท็จจริงที่จำเลยกำหนดค่ารายปีเท่าเดิมตลอดมาเช่นนี้ แสดงว่า สภาพเศรษฐกิจของสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ที่ได้รับประโยชน์นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันจะต้องกำหนดค่ารายปีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ความข้อนี้สอดคล้องกับประกาศของจำเลย ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 เรื่อง กำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร (ต่อเดือน) ภาษีโรงเรือนและที่ดินในเขตของจำเลย ที่กำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางสำหรับลานจอดรถและลานคอนกรีต อัตรา 5 บาทต่อตารางเมตร เพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไปตั้งแต่ปีภาษี 2558 ภายหลังปีภาษีที่พิพาท ทั้งยังได้ความตามที่นางเมตตา หัวหน้าฝ่ายพัฒนารายได้ของจำเลย เป็นพยานจำเลยเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่า ราคากลางที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงนั้น มีราคาที่สูงเกินไป ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จำเลยจึงออกประกาศฉบับใหม่ดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยประเมินค่ารายปีทรัพย์สินส่วนพื้นที่ต่อเนื่องนี้ในอัตราตารางเมตรละ 5 บาท โดยประกาศของจำเลยฉบับใหม่นี้กำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตร อันเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกลางนา เทศบาลเมืองหัวหิน และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านในดง ซึ่งเป็นท้องที่ใกล้เคียงกันที่ต่างกำหนดราคามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรในส่วนลานจอดรถและลานคอนกรีต อัตรา 4 บาท 6 บาท และ 1 บาท ต่อตารางเมตร ตามลำดับ อีกด้วย ดังนั้น แม้ค่ารายปีของทรัพย์สินแต่ละรายอาจจะเพิ่มขึ้นได้แล้วแต่ข้อเท็จจริงของแต่ละปีก็ตาม แต่การพิจารณาค่ารายปีเพิ่มขึ้นเฉพาะปีภาษีที่พิพาทให้มีความแตกต่างกับปีภาษีก่อนและภายหลังปีภาษีที่พิพาทมากขึ้นกว่าเดิมถึง 4 และ 8 เท่า โดยที่ไม่มีพฤติการณ์อื่นที่ให้เห็นได้ว่าค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นไม่เหมาะสมอย่างไรเช่นนี้ ย่อมเป็นการประเมินที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 รวมทั้งปรากฏอย่างชัดเจนว่า การที่จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2556 และปีภาษี 2557 เพิ่ม ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ให้จำเลยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจสอบและเรียกเก็บเพิ่ม โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นไปตามอัตราราคามาตรฐานกลางตามประกาศของจำเลย ที่ 151/2547 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2547 ซึ่งอัตราราคามาตรฐานกลางในส่วนนี้แม้แต่จำเลยเองก็ไม่เห็นด้วย จึงหาใช่เป็นเรื่องพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นเองหรือเห็นชอบว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น และได้มีการประเมินค่ารายปีใหม่โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 8 วรรคสาม แต่อย่างใดไม่ การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีย้อนหลังสำหรับพื้นที่ต่อเนื่องที่พิพาทประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ตามใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น จำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่จำเลยประเมินย้อนหลังเพิ่มขึ้นจากการประเมินเดิม และโจทก์ได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวไปแล้ว จำนวนเงิน 780,342 บาท แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีสิทธิได้รับคืนภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ชำระเกิน จำนวนเงิน 780,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็น ให้เพิกถอนการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ประจำปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557 ตามใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ 2 เลขที่ 32 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 และคำชี้ขาดของจำเลย ตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 เลขที่ 2/2558 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 780,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 24 ม. 30 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — เทศบาลตำบลหัวสะพาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สุนทร ทรงฤกษ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2561
#627003
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน และกำหนดเวลาชำระคืนกันไว้ แต่จำเลยทั้งสองมีเงินให้โจทก์กู้ยืมเพียงบางส่วน จึงขอให้โจทก์ลงลายมือชื่อ ในหนังสือมอบอำนาจที่มิได้กรอกข้อความให้จำเลยทั้งสองยึดถือไว้เพื่อทำนิติกรรมกู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้โจทก์ เมื่อครบกำหนดโจทก์ไม่ชำระเงินต้นและกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองอีกหลายครั้ง ต่อมาจำเลยทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงชื่อไปกรอกข้อความและโอนที่ดินพิพาทตีใช้หนี้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลัง โจทก์ทราบการโอน โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืน ภายใน 3 ปี หากไม่ไถ่ถอนถือว่าสละสิทธิและโจทก์จะได้รับเงินคืนจากจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี แต่หากโจทก์ไถ่ถอนที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนด โจทก์ต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินที่ยืมไปทั้งหมด จำเลยทั้งสองให้การตอนแรกว่าไม่เคยตกลงทำสัญญากับโจทก์ แต่ตอนท้ายกลับให้การว่า หากฟังว่าจำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ชำระเงินไม่ครบจึงเป็นฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญาและไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกร้องตามสัญญา เท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่ามีการทำสัญญากับโจทก์จริง คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงขัดแย้งกันเอง จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ การที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่ได้เงินไม่ครบตามที่จดทะเบียนจำนองไว้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาให้โจทก์ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้เก็บค่าเช่าในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด แสดงว่าการที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงการแสดงเจตนาลวง โดยไม่มีเจตนาผูกพันกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาโอนที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องโอนชำระหนี้จำนอง จึงเป็นการอำพรางสัญญาซึ่งมีข้อตกลงว่าให้ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้อันเป็นสัญญาขายฝาก เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายฝากต่างมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์กู้ การทำสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นไปในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 จนครบจำนวนที่โจทก์ยืมจากจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 43950 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 30,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43950 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 30,000,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 8,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง และโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองไว้ ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสองไว้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองดังกล่าว วันที่ 15 ตุลาคม 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญากันมีข้อความว่า โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าของที่ดินมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินพร้อมกับชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย ถ้าเจ้าของที่ดินไม่มาไถ่คืนถือว่าสละสิทธิ เจ้าของจะได้รับเงินคืนอีก 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 24,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ถ้ามาไถ่ถอนก่อน 3 ปี ผู้ไถ่ถอนต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยเงินยืม 1,600,000 บาท เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแก่นายศักดิ์สินธุ์ เป็นเงิน 5,000,000 บาท ต่อมาไถ่ถอนจำนองและเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 10,000,000 บาท

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ และเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินอันเป็นเอกสารตั้งต้นแห่งการก่อหนี้มูลฟ้องแห่งคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญานั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง 8,000,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าว โดยโจทก์เสนอที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43950 จดทะเบียนจำนองเป็นประกันแก่จำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยทั้งสองรับในประเด็นข้อนี้แล้วว่าโจทก์กู้เงินจากจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้รับจำนองที่ดินพิพาท โดยจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจำนอง และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ในสัญญา เพราะจำเลยที่ 2 กระทำในฐานเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หาได้เกิดสิทธิอันจะพึงมีแก่จำเลยที่ 2 ไม่นั้น จำเลยทั้งสองกลับให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาแทนตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงขัดกับคำให้การดังกล่าวและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้จำเลยทั้งสองให้การตอนแรกว่า ไม่เคยตกลงทำสัญญาตามที่โจทก์อ้างเท่ากับจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหนี้สินหรือนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ แต่ตอนท้ายจำเลยทั้งสองกลับให้การว่า หากฟังว่า จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามสัญญา แต่โจทก์ชำระเงินไม่ครบตามสัญญา โจทก์ชำระเงินจนถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2548 รวมเป็นเงิน 1,043,000 บาท หลังจากนั้นจึงผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดนัด ผิดสัญญาและไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกร้องตามสัญญา ซึ่งเท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่ามีการทำสัญญาและมีหนี้สินกันจริงและอ้างว่าโจทก์ผิดนัดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เช่นนี้ คำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสอง 8,000,000 บาท โดยเสนอที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์กู้ยืมเงิน แต่เนื่องจากขณะนั้นจำเลยทั้งสองมีเงินไม่ถึง 8,000,000 บาท ตามที่โจทก์ต้องการ โดยจำเลยทั้งสองมีเงินเพียง 1,000,000 บาท หากโจทก์ประสงค์จะกู้ยืมเงินมากกว่า 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองจะไปหาเงินจากบุคคลอื่นมาให้ แต่โจทก์ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ไว้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โจทก์จึงรับเงินจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทประกันหนี้แก่จำเลยทั้งสองเป็นเงิน 8,000,000 บาท กำหนดชำระต้นเงินคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจำนอง หลังจากจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่ได้ชำระต้นเงิน 1,000,000 บาท คืนแก่จำเลยทั้งสองและกู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองเพิ่มหลายครั้งเป็นเงินอีก 600,000 บาท ต่อมากลางเดือนตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อให้ไว้ไปกรอกข้อความระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตีใช้หนี้จำนอง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองแจ้งโจทก์ว่า ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แล้ว เพราะโจทก์มิได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งสองเลย โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงตกลงทำสัญญากันว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2545 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินพิพาทพร้อมชำระหนี้และดอกเบี้ย ถ้าโจทก์ไม่มาไถ่คืนถือว่าสละสิทธิ โจทก์จะได้รับเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 24,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ถ้าโจทก์ไถ่ถอนที่ดินพิพาทก่อน 3 ปี โจทก์จะต้องชำระภาษีพร้อมดอกเบี้ยเงินยืม 1,600,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะผู้ให้สัญญา โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสัญญา โจทก์ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสองเรื่อยมาหลายครั้ง ซึ่งการชำระดอกเบี้ยแก่จำเลยทั้งสองบางครั้งชำระเป็นเงินสด บางครั้งชำระให้เป็นผลประโยชน์อื่นแทนดอกเบี้ย โดยช่วงประมาณปี 2550 โจทก์ไปซื้อไม้สักทางภาคเหนือเพื่อแปรรูปขายแล้วมีเงินไม่พอที่จะประกอบกิจการต่อจึงเสนอให้จำเลยที่ 1 มาทำไม้แปรรูปดังกล่าวแทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องคิดดอกเบี้ยกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงและไม่คิดดอกเบี้ย ก่อนที่โจทก์จะนำเงินไปชำระหนี้ครั้งสุดท้าย โจทก์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์มียอดหนี้ค้างชำระ 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2554 โจทก์นำเงิน 1,000,000 บาท ไปชำระแก่จำเลยทั้งสอง แต่ไม่พบจำเลยทั้งสอง โจทก์โทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 1 จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองออกไปทำธุระนอกบ้าน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์ว่าให้บุตรสาวของจำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ หลังจากนั้นนางสาวอัญชลี บุตรสาวจำเลยทั้งสองจึงรับเงินจากโจทก์ไป และลงลายมือชื่อรับเงินไว้ และจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมพยานโจทก์ว่า เหตุที่จดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 8,000,000 บาท เนื่องจากโจทก์แจ้งว่าต้องการกู้เงินเพิ่มอีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คิดดอกเบี้ยจากโจทก์อัตราร้อยละ 12 ต่อปี และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยยกหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสองแต่ได้เงินไม่ครบตามที่จดทะเบียนจำนองไว้ 8,000,000 บาท แสดงว่าในขณะที่มีการจดทะเบียนจำนองนั้น จำเลยทั้งสองมีเงินไม่พอตามที่โจทก์ต้องการ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองเพื่อให้ไปยืมเงินจากผู้อื่นมาให้โจทก์กู้ยืมดังที่โจทก์นำสืบ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนแล้ว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ก็ทำสัญญาให้โจทก์ไถ่คืนที่ดินพิพาทได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเป็นผู้เก็บค่าเช่าในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ยิ่งแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า การที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงโดยไม่มีเจตนาผูกพันกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาโอนที่ดินพิพาทจึงเป็นการอำพรางสัญญา ซึ่งมีข้อสัญญาว่าให้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ จึงเป็นสัญญาขายฝาก เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเป็นของตนก็ดี และจำเลยที่ 2 ทำสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาขายฝากก็ดีต่างมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์กู้ยืม การทำสัญญาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นไปในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ดังนี้ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิได้ควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองต้องคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความตามสัญญาว่า โจทก์เป็นหนี้ต้นเงินยืม 1,600,000 บาท เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยจากโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวได้ และปรากฏหลักฐานการรับเงินด้านหลังสัญญาว่า เพียงวันที่ 11 ตุลาคม 2548 โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินรวม 1,040,000 บาท และวันที่ 1 กันยายน 2554 โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,040,000 บาท จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่โจทก์นำเงินมาชำระ 1,000,000 บาท เป็นการชำระหนี้รายอื่นนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทมีราคาเท่าใด โจทก์เบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีราคาตามท้องตลาดไม่น้อยกว่า 30,000,000 บาท ตั้งอยู่ติดถนนเพชรเกษมใกล้ทางเข้าอำเภอสามพรานใกล้แหล่งชุมชนและเป็นทำเลการค้าขาย และจำเลยที่ 1 ยังตอบคำถามค้านทนายโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ริมถนนเพชรเกษมใกล้กับโชว์รูมรถอีซูซุสาขาสามพรานและร้านอาหาร เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 แสดงว่า ปี 2547 ที่ดินพิพาทย่อมมีราคาไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท ซึ่งขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นเวลาหลังจากนั้นถึง 10 ปี ที่ดินพิพาทย่อมมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมตามภาวะเศรษฐกิจประกอบกับที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนเป็นทำเลการค้าและติดถนนใหญ่มีความเจริญจึงย่อมมีราคาสูง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 10,000,000 บาท จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 30,000,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 491
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบำเพ็ญสุข ผลวัฒนะ
จำเลย — นายไพรัช กิ่งพุทธพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพิเชฐ ทองช่วย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5439/2561
#626047
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่เจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายกระทำไปนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยเป็นเพียงก่อให้เกิดบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้องของโจทก์เข้ามาบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ทำให้ ธ. สามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีไปเกิดความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายที่ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง และโจทก์ไม่มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ เป็นเหตุให้มีการกระทำทุจริตของ ธ. ได้ อันถือว่าทำละเมิดต่อโจทก์ที่ร้ายแรงกว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่เป็นเพียงการเปิดบัญชีเงินฝากโดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง ทำให้มีบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องขึ้น แล้วใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวเรียกเก็บเงินจากการสั่งจ่ายโดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์จากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้องและหมุนเวียนการใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นเวลาหลายปีได้ ดังนั้นโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,791,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,595,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,297,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,595,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายธนภณ เจ้าหน้าที่ของโจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลยชื่อบัญชี "วิทยาลัยสหวิทยาการ (ทุนสกอ. 52/2)" เลขที่บัญชี 155 - 2 - 07xxxx และชื่อบัญชี "ทุนอุดหนุนทั่วไปงบคลัง 55" เลขที่บัญชี 155 - 2 - 10xxxx ด้วยการใช้เอกสารปลอมในการขอเปิดบัญชีดังกล่าว อันมีหนังสือขอเปิดบัญชี ตัวอย่างลายมือชื่อของผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้ให้ผู้ขอเปิดบัญชีและผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินลงลายมือชื่อต่อหน้าและมิได้ตรวจสอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนกับต้นฉบับ ทำให้นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่สั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีดังกล่าวไปเข้าบัญชีหลายครั้ง แล้วนายธนภณในฐานะผู้รับมอบฉันทะถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวและโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารจำเลย สาขางามวงศ์วาน บัญชีเลขที่ 026 - 2 - 57xxxx ชื่อบัญชีนายทัศธร หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 6,595,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยประมาทเลินเล่อในขั้นตอนการเปิดบัญชี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับที่นายธนภณ เจ้าหน้าที่ของโจทก์จงใจทำละเมิดต่อโจทก์และจำเลยด้วยแล้วเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมากกว่า โดยในการเปิดบัญชีครั้งแรกของทั้ง 2 บัญชี นั้น นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเข้าบัญชีมาประกอบในการขอเปิดบัญชีด้วยทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์จะเปิดบัญชีนั้นจริง และยังมีการขอเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีด้วย โจทก์จึงประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ควบคุมกำกับดูแลนายธนภณทำให้มีการหลงเชื่อดังกล่าวและส่งเสริมให้นายธนภณสามารถกระทำการทุจริตละเมิดต่อโจทก์กับจำเลยได้โดยง่าย โจทก์ย่อมมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมากกว่าจำเลยหลายเท่า โดยที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าว คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการก็ยังมีหนังสือแจ้งไปยังกองคลังของโจทก์ว่ามีการเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี เป็นเหตุให้กองคลังของโจทก์ซื้อแคชเชียร์เช็คและสั่งจ่ายเช็คในชื่อบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี นั้น ทำให้นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คไปประกอบการขอเปิดบัญชีได้สำเร็จ แล้วโจทก์และวิทยาลัยสหวิทยาการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง และกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อป้องกันการทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเพราะวิทยาลัยสหวิทยาการปล่อยปละละเลยให้นายธนภณเป็นผู้รับผิดชอบทั้งงานการเงินและงานบัญชี ไม่แยกความรับผิดชอบออกจากกัน ไม่ควบคุมกำกับกลั่นกรองตรวจสอบการปฏิบัติงานของนายธนภณ ทำให้สามารถเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี นั้น ได้โดยไม่ถูกต้อง หากมีการตรวจสอบที่ดีปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและกฎหมายกำหนด นายธนภณไม่สามารถกระทำการทุจริตตลอดมาเป็นเวลากว่า 3 ปี และความเสียหายไม่มากดังที่เกิดขึ้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า แม้พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ไม่ปฏิบัติตามวิธีการขอเปิดบัญชีเงินฝากที่ถูกต้อง ทำให้นายธนภณเจ้าหน้าที่ของโจทก์สามารถเปิดบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชี ด้วยลายมือชื่อปลอมที่ทำขึ้นและเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากด้วยลายมือชื่อปลอมดังกล่าวนั้นเองจะเป็นความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่จำเลย ซึ่งจำเลยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดที่เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 บัญญัติว่า ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้เสียหายประกอบด้วยให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรโดยมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติด้วยว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของนายธนภณที่ละเมิดต่อโจทก์ในการขอเปิดบัญชีเงินฝากและนำแคชเชียร์เช็คไปใช้ประกอบ การขอเปิดบัญชีและการที่โจทก์ไม่ได้กำกับดูแลนายธนภณในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎระเบียบทำให้นายธนภณกระทำการทุจริตต่อหน้าที่เป็นคนละส่วนกับการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบและไม่ตรวจสอบเอกสารทำให้นายธนภณเบิกถอนเงินออกจากบัญชีได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเพราะต้องพิจารณาว่าโจทก์มีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ หากมีส่วนด้วยย่อมต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากน้อยกว่ากันเพียงใด ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ซึ่งการที่นายธนภณนำแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่สั่งจ่ายในนามบัญชีเงินฝากที่ขอเปิดบัญชีด้วยลายมือชื่อปลอมไปประกอบคำขอเปิดบัญชีได้ทั้ง 2 บัญชี แสดงว่าโจทก์มิได้ตรวจสอบว่าบัญชีเงินฝากทั้ง 2 บัญชีดังกล่าว นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ถูกต้องหรือไม่ ทำให้มีการนำเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ถูกต้องไปเข้าบัญชีเงินฝากที่นายธนภณปลอมลายมือชื่อไปขอเปิดบัญชีเงินฝากได้ แล้วมีการเบิกถอนถอนเงินดังกล่าวออกไปในภายหลัง หลังจากนั้นมีการสั่งจ่ายเช็คและซื้อแคชเชียร์เช็คนำเงินเข้าบัญชีและมีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีไปหลายครั้ง โดยมีการนำเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ถูกต้องเข้าบัญชีดังกล่าวหลายครั้ง ทำให้นายธนภณสามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวไปได้ แสดงว่าโจทก์มิได้ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีที่สั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีนั้น เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงประมาทเลินเล่อในการกระทำดังกล่าว และหากโจทก์มีการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของโจทก์และเงินในบัญชีที่มีการสั่งจ่ายออกไปตามที่ควรทำตามระเบียบ คำสั่ง และกฎหมายที่ให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ว่าเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง หรือมิให้ทุจริตได้แล้ว ย่อมสามารถทราบถึงการเปิดบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องและมีการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คธนาคารจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ถูกต้องไปเข้าบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวได้โดยเร็ว เมื่อเสร็จสิ้นปีงบประมาณ แต่โจทก์มาทราบเรื่องการกระทำของนายธนภณ หลังจากมีการกระทำดังกล่าวไปแล้วถึง 3 ปี ด้วยเหตุนายธนภณถึงแก่ความตายจึงมีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายธนภณขึ้น หากไม่มีเหตุดังกล่าว อาจมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อไปอีกโดยที่โจทก์มิได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายธนภณตามระเบียบ คำสั่ง และกฎหมายซึ่งโจทก์ต้องให้ดำเนินการ ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงมีส่วนที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่เจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายกระทำไปนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จำเลยเป็นเพียงก่อให้เกิดบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องด้วยความประมาทเลินเล่อ แต่การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้องของโจทก์มาเข้าบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ทำให้นายธนภณสามารถเบิกถอนเงินออกจากบัญชีไปเกิดความเสียหาย ตามที่โจทก์ฟ้องนั้น เกิดจากการประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายที่ไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง และโจทก์ไม่มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ เป็นเหตุให้มีการกระทำทุจริตของนายธนภณได้ อันถือว่าทำละเมิดต่อโจทก์ที่ร้ายแรงกว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่เป็นเพียงการเปิดบัญชีเงินฝากโดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้อง ทำให้มีบัญชีเงินฝากที่ไม่ถูกต้องขึ้น แล้วใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวเรียกเก็บเงินจากการสั่งจ่ายโดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์จากบัญชีเงินฝากที่ถูกต้อง และหมุนเวียนการใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่โจทก์เป็นเวลาหลายปีได้ ดังนั้น โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความตามที่จำเลยฎีกาด้วยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 442 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5396/2561
#626050
เปิดฉบับเต็ม

ก. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เก็บรักษาสมุดเช็คไว้ในตู้เซฟภายในห้องทำงาน บางครั้งจะให้ ศ. พนักงานการเงินและบัญชีกรอกรายละเอียดในเช็คที่จะสั่งจ่าย ส. ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ลักเช็คพิพาททั้งสิบเจ็ดฉบับไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย หาก ก. ตรวจสอบก็จะทราบว่าลายมือที่ต้นขั้วเช็คเป็นของ ส. ไม่ใช่ลายมือของ ศ. โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ การจ่ายเงินตามเช็คเป็นงานที่เกิดขึ้นเป็นประจำ พนักงานจำเลยย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คกับตัวอย่างลายมือชื่อที่จำเลยมีอยู่ว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายจริงหรือไม่ เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมในเช็คแตกต่างกับลายมือชื่อที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลย การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คถึงสิบเจ็ดฉบับจึงเป็นการขาดความระมัดระวังเท่าที่สมควรจะต้องใช้ในกิจการเช่นจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการลงบัญชีเงินฝากของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเช็คทั้งสิบเจ็ดฉบับ รวมเป็นเงิน 1,707,975.05 บาท พร้อมดอกเบี้ย เท่ากับเป็นการขอให้บังคับจำเลยคืนเงินตามเช็ค รวมจำนวน 1,707,975.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์มากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง, 438 และ 442 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการลงบัญชีเงินฝากเลขที่ 623-301xxx-x ของโจทก์ที่ 1 และบัญชีเงินฝากเลขที่ 623-301xxx-x ของโจทก์ที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเช็คทั้ง 17 ฉบับ เป็นเงิน 1,707,975.05 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนรายการเดินบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ตามบัญชีเงินฝากเลขที่ 623-301xxx-x ในส่วนที่เกี่ยวกับเช็คพิพาทหมายเลข 0431069, 0431085, 0431103, 0431166, 0431096, 0431117, 0431126, 0431131, 0431141, 0431149, 0431163 และของโจทก์ที่ 2 ตามบัญชีเงินฝากเลขที่ 623-301xxx-x ในส่วนที่เกี่ยวกับเช็คพิพาทหมายเลข 0429948, 0429944, 0429933, 0429967, 0429958, 0429949 รวม 17 ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,707,975.05 บาท พร้อมเพิกถอนดอกเบี้ยที่เกี่ยวกับเช็คดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาควบคุมดูแลสมุดเช็คและตราประทับ และไม่มีมาตรการในการตรวจสอบรายการเดินบัญชีกระแสรายวันที่จำเลยส่งให้แก่โจทก์ทั้งสองทราบทุกเดือน ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 800,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลย สาขาเกาะสมุย โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่ายให้นางกนกวรรณ หรือนายวีระศักดิ์ คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ทั้งสอง นางสาวเสาวภา ลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองปลอมลายมือชื่อของนายวีระศักดิ์และประทับตราของโจทก์ทั้งสองในเช็ครวม 17 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย จำเลยจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 17 ฉบับและหักเงินออกจากบัญชีของโจทก์ทั้งสองรวมจำนวน 1,707,975.05 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาสมุดเช็คและตราประทับ จึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้นางสาวเสาวภาลักเช็คและตราประทับไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ความเสียหายจึงเกิดจากโจทก์ทั้งสอง ไม่ได้เกิดจากจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า นางกนกวรรณเป็นผู้เก็บรักษาสมุดเช็คไว้ในตู้เซฟภายในห้องทำงานของนางกนกวรรณ เมื่อต้องชำระหนี้ค่าสินค้านางกนกวรรณจะเป็นผู้กรอกข้อความในเช็ค แต่บางครั้งนางกนกวรรณจะให้นางศศิธร พนักงานฝ่ายการเงินและบัญชีกรอกข้อความแล้วนำสมุดเช็คไปให้นางกนกวรรณลงลายมือชื่อ และนางสาวเสาวภาพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า พยานลักเช็คและเขียนข้อความในต้นขั้วเช็คว่า จ่ายให้บริษัทที่ขายสินค้า แล้วนำเช็คไปกรอกข้อความและถอนเงิน และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานลักสมุดเช็คและตราประทับของโจทก์ทั้งสองจากโต๊ะของนางศศิธร เห็นว่า การที่นางกนกวรรณเก็บรักษาสมุดเช็คไว้ในตู้เซฟภายในห้องทำงานถือว่านางกนกวรรณได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาสมุดเช็คแล้ว แม้บางครั้งนางกนกวรรณจะให้นางศศิธรพนักงานการเงินและบัญชีกรอกรายละเอียดในเช็คที่จะสั่งจ่ายก็เป็นกรณีปกติของผู้ประกอบการค้าเช่นโจทก์ทั้งสอง แต่เมื่อนางสาวเสาวภาหาโอกาสลักเช็คและตราประทับไปจากนางศศิธรแล้วลงข้อความปลอมในต้นขั้วเช็ค หากนางกนกวรรณตรวจสอบก็จะทราบว่า มีต้นขั้วเช็คที่มีลายมือของนางสาวเสาวภาไม่ใช่ลายมือของนางศศิธรและเป็นรายการจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการสั่งจ่ายเช็คในระหว่างเกิดเหตุประมาณ 4 เดือน เป็นเหตุให้นางสาวเสาวภาสามารถลักเช็คไปได้ถึง 17 ฉบับ โจทก์ทั้งสองจึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย แต่เมื่อนางสาวเสาวภากรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อในเช็คไปเบิกเงินจากจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และการจ่ายเงินตามเช็คเป็นงานที่เกิดขึ้นเป็นประจำ พนักงานของจำเลยย่อมต้องมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คกับตัวอย่างลายมือชื่อที่จำเลยมีอยู่ว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายจริงหรือไม่ ทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็ค และเมื่อปรากฏตามเช็คว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมในเช็คเห็นได้ชัดเจนว่าแตกต่างกับลายมือชื่อที่โจทก์ทั้งสองให้ไว้แก่จำเลย การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายถึง 17 ฉบับทั้งที่ต้องเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ทั้งสองให้ไว้แก่จำเลยก่อน จึงเป็นการขาดความระมัดระวังเท่าที่สมควรจะต้องใช้ในกิจการเช่นจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนรายการเดินบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง เป็นการพิพากษาเกินฟ้องและเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีคำขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนรายการลงบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเช็คทั้ง 17 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,707,975.05 บาท พร้อมดอกเบี้ย เท่ากับเป็นการขอให้บังคับจำเลยคืนเงินตามเช็ครวมจำนวน 1,707,975.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง, 438 และ 442 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 438 ม. 442 ม. 672 ม. 1008
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจษฎาภัณฑ์ อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กับพวก
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นางสาวอนุธิดา นรมาตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5380/2561
#626051
เปิดฉบับเต็ม

ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาหลักที่เกิดขึ้นก่อนวันทำข้อตกลง และผู้ร้องไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกค่าปรับจากการที่ผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินการจ้างงวดที่ 7 ให้แล้วเสร็จ ทำให้ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดในค่าปรับ เป็นการตีความข้อตกลงที่มิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คำวินิจฉัยชี้ขาดข้อนี้ของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ว่าจ้างผู้คัดค้านก่อสร้างงานโครงสร้างอลูมิเนียมรับผนังหินตกแต่งภายนอกอาคารโครงการ Thai Contemporary Art Museum มีกำหนดส่งงวดงานวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โดยมีบริษัทเอ อี เอเชีย จำกัด เป็นผู้แทนมีหน้าที่ควบคุมงานแทนผู้ร้อง ต่อมามีการจัดทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาขยายระยะเวลาดำเนินงาน หลังจากผู้คัดค้านทำงานเสร็จแล้วเสนอขอรับเงินค่าจ้างในส่วนที่เหลือ แต่มีข้อพิพาทกันเรื่องค่าจ้าง ผู้คัดค้านนำข้อพิพาทเสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณามีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 โดยเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินงวดที่ 6 จำนวน 2,704,154.14 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน ส่วนเรื่องประเด็นค่าปรับวินิจฉัยว่าเนื่องจากผู้ร้องไม่ได้สงวนสิทธิขณะรับมอบ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญา ค่าควบคุมงานไม่มีการบอกเลิกสัญญา ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบในค่าควบคุมงานที่เกิดขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ระบุว่า หากมีกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญานี้ คู่สัญญานี้ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ระงับข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องภายใต้สัญญานี้ รวมทั้งการผิดสัญญา การเลิกสัญญา หรือความสมบูรณ์ถูกต้องแห่งสัญญาดังกล่าว โดยสถาบันอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายไทย เมื่อผู้คัดค้านดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนงาน ผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา ระบุว่า ผู้ร้องชำระค่าจ้างแก่ผู้คัดค้านตามผลงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 แล้ว คู่สัญญาตกลงแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขบางประการในสัญญาหลัก โดยข้อ 1 ระบุว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงขยายระยะเวลาดำเนินการจากวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เป็นวันที่ 11 พฤษภาคม 2554 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้ร้องตกลงยกเว้นค่าปรับระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ข้อ 3 ระบุว่า ผู้ร้องจะจ่ายค่าจ้างงวดที่ 6 จำนวน 2,704,154.14 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด ส่วนงวดที่ 7 หากผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด จะไม่รับค่าจ้างงวดที่ 7 และสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอื่นใด แต่หลังจากทำข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาแล้วผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินงานในงวดที่ 6 งวดที่ 6.2 และ 6.3 กับงวดที่ 7 คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่า เมื่อคู่สัญญาทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาแล้ว ถือว่าไม่มีการส่งมอบงานล่าช้า ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันทำข้อตกลง สำหรับงานงวดที่ 6 ผู้คัดค้านส่งมอบงานล่าช้า แต่ผู้ร้องได้ตรวจรับงานไว้ ผู้ร้องจึงต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 6 แก่ผู้คัดค้าน ส่วนงานงวดที่ 7 ผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแจ้งสงวนสิทธิเรียกค่าปรับ ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดในค่าปรับ เห็นว่า สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระบุข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการไว้อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมข้อพิพาทและข้อเรียกร้องทุกข้อ ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาหลักที่เกิดขึ้นก่อนวันทำข้อตกลง และผู้ร้องไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกค่าปรับจากการที่ผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินการจ้างงวดที่ 7 ให้แล้วเสร็จ ทำให้ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดในค่าปรับ อันเป็นการตีความข้อตกลงที่มิได้เป็นการขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คำวินิจฉัยชี้ขาดข้อนี้ของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์อ้างว่าชำระค่างานงวดที่ 6 แก่ผู้คัดค้านแล้ว โดยอ้างหนังสือสรุปการชำระเงินของบริษัทเอ อี เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารโครงการโดยเป็นผู้แทนของผู้ร้อง จึงเป็นเอกสารที่ฝ่ายผู้ร้องทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดยืนยันว่าฝ่ายผู้คัดค้านได้รับชำระค่างานงวดที่ 6 จากผู้ร้อง ที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่า แม้ผู้คัดค้านส่งมอบงานงวดที่ 6 ล่าช้า แต่ผู้ร้องตรวจรับงานไว้ ผู้ร้องจึงต้องชำระค่างานงวดที่ 6 แก่ผู้คัดค้าน เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ฝ่าฝืนต่อพยานหลักฐานในสำนวน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 43 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวาย แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีสยามมงคล (อุดมสุข) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจิรารส พร้อมปริศณา
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2561
#627006
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในส่วนของคดีอาญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง แม้คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน 2 ชุด จะมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยว่าเป็นความผิดหรือไม่ ก็เป็นดุลยพินิจในการพิจารณาพยานหลักฐานเท่าที่คณะอนุกรรมการแต่ละชุดรวบรวมได้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาฬสินธุ์และโจทก์ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจำเลยบริจาคเงิน 5,000 บาท แก่ชุมชนจริงอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์มีคำสั่งให้เลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ และมีการจัดให้มีการเลือกตั้งตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่จากจำเลยได้ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยจะได้รับโทษทางอาญาด้วยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 537,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 537,525 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 537,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ในวันที่ 14 มีนาคม 2547 และผลการรวมคะแนนเลือกตั้งปรากฏว่าจำเลยได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุด แต่มีผู้ร้องเรียนว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 จำเลยกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่จำเลย โจทก์พิจารณารายงานการสืบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ตลอดจนพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยกระทำการตามที่ถูกร้องเรียน อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ รวมทั้งดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2547 มีค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 537,525 บาท ในส่วนคดีอาญาพนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2556 แต่ไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดหลังที่โจทก์แต่งตั้งมาจากผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์เอง โจทก์ย่อมชี้นำได้โดยการให้คุณให้โทษแก่คณะอนุกรรมการชุดหลังได้ ย่อมไม่มีความเป็นกลางหรือไม่เที่ยงธรรม ส่วนคณะอนุกรรมการสืบสวนชุดแรกเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับผู้ใดให้ความเห็นว่า จำเลยไม่มีความผิด ให้ยุติเรื่อง ถือว่าโจทก์มีพยาน 2 ชุด ให้การแตกต่างกันในสาระสำคัญ ย่อมมีพิรุธสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลย แม้กระทั่งพนักงานอัยการได้พิจารณาอีกชั้นหนึ่งแล้ว มีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้มอบเงิน 5,000 บาท แก่คณะกรรมการจัดงานประจำปีเจ้าปู่สามขา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในส่วนของคดีอาญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง แม้คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน 2 ชุด จะมีความเห็นแตกต่างกัน ก็เป็นดุลยพินิจในการพิจารณาจากพยานหลักฐานเท่าที่คณะอนุกรรมการแต่ละชุดรวบรวมได้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาฬสินธุ์และโจทก์ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์มีคำสั่งให้เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ และมีการจัดให้มีการเลือกตั้งตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในการจัดให้มีการการเลือกตั้งใหม่จากจำเลยได้ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยได้รับโทษทางอาญาด้วยหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้มอบเงิน 5,000 บาท แก่คณะกรรมการจัดงานประจำปีเจ้าปู่สามขา พยานจำเลยเป็นประจักษ์พยานโดยตรงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า เห็นว่า โจทก์มีนายเฉลิม ผู้ไปร่วมงานเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า มีผู้บริจาคเงิน 2 คน คือ นายประเสริฐและจำเลย และมีนายสุปัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 กับนายประมวล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสามขา เบิกความสนับสนุน ซึ่งทั้งสองคนเป็นกรรมการจัดงานและอยู่ในงานนั้นด้วยยืนยันว่า ได้ยินเสียงพิธีกรประกาศว่า นายประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์บริจาคเงิน 15,000 บาท และจำเลยบริจาคเงิน 5,000 บาท โดยมีนางสมภาร กำนันตำบลสามขา เป็นตัวแทนรับมอบ สอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของนายเฉลิม นอกจากนี้โจทก์ยังมีสำเนาบัญชีรายรับรายจ่ายงานเจ้าปู่สามขามาประกอบ ส่วนพยานจำเลยมีนางสมภาร นายบุญส่ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามขา และนายควบ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 เบิกความว่า นายประเสริฐกล่าวเปิดงานและมอบเงินบริจาคแก่นางสมภารโดยไม่ได้พูดถึงจำนวนเงินที่บริจาค แต่บัญชีรายรับรายจ่ายงานเจ้าปู่สามขา มีข้อความระบุในรายการบริจาคทั่วไปว่า นายประเสริฐบริจาค 15,000 บาท และจำเลยบริจาค 5,000 บาท ซึ่งนายบุญส่งตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่า พยานเคยเห็นบัญชีรายรับรายจ่ายดังกล่าวโดยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 17 นำมามอบให้ชาวบ้านทุกคนและคณะกรรมการจัดงานทุกคนจะได้รับเอกสารดังกล่าวด้วย ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่านายประเสริฐกล่าวเปิดงานและมอบเงินบริจาคแก่นางสมภารโดยไม่ได้พูดถึงจำนวนเงินที่บริจาคจึงไม่น่าเชื่อถือ ทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีใครคัดค้านเอกสารดังกล่าวตั้งแต่แรกว่าไม่ถูกต้อง ส่วนนายควบตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในวันเกิดเหตุพยานทราบว่าจำเลยมีเป้าหมายที่จะลาออกจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาขามเพื่อไปลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอกุฉินารายณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ที่ว่าจำเลยกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย ซึ่งอยู่ในช่วงเวลา 60 วัน ก่อนครบวาระสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบริจาคเงิน 5,000 บาท แก่ชุมชนสามขาจริง การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (2) เมื่อโจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังวันลงคะแนนและจำเลยที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้รับการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น โจทก์จึงมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 96 วรรคท้าย นอกจากนี้ มาตรา 99 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มีค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 537,525 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเงินที่ได้ชดใช้ให้ตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งใหม่นั้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งอันมีมูลความผิดทางอาญา จึงเป็นคดีละเมิด มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันทราบเหตุให้รับผิดและทราบผู้ต้องรับผิด แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 9 ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แต่เป็นการเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่กำหนดให้มีอายุความ 10 ปี หาใช่อายุความ 1 ปี นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2547 และฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2556 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — ดาบตำรวจสุดใจ ภาคทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายธเนศ สุตพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5378/2561
#626048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสิบเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินในหมู่บ้านจัดสรร พ. ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. หมู่บ้านจัดสรร พ. มีบ้านอยู่ในพื้นที่จำนวนมากถึง 312 หลัง นับว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งมีเพียงจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคณะกรรมการ ไม่อาจดูแลกิจการหลากหลายของหมู่บ้านให้ทั่วถึงได้ ประกอบกับจำเลยแต่ละคนต่างประกอบอาชีพ มีหน้าที่การงานของตนเอง การจัดหานักบริหารมืออาชีพมาทำหน้าที่ช่วยเหลือดูแลกิจการของหมู่บ้านจัดสรร จึงมีความจำเป็น คดีปรากฏว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ได้ว่าจ้างบริษัท ค. ทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการรวมถึงการดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมสาธารณูปโภคและบริหารสาธารณะต่าง ๆ ของหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นไปตามมาตรฐานและสามารถรองรับการใช้ประโยชน์ของสมาชิก แม้สัญญาว่าจ้างดังกล่าวสิ้นสุดลง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีคู่สัญญาฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา จึงต้องถือว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ได้ว่าจ้างบริษัท ค. บริหารจัดการกิจการของหมู่บ้านจัดสรรต่อไป ก่อนการว่าจ้างผู้รับเหมาให้ซ่อมแซมถนนและฝาท่อระบายน้ำของหมู่บ้าน ปรากฏว่าผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท ค. ได้รับมอบหมายจากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ให้ติดต่อจัดหาผู้รับเหมาสามรายที่เคยร่วมงานกันและมีผลงานดีไว้ใจได้เสนอราคาค่าซ่อมให้จำเลยทั้งเจ็ดพิจารณา จำเลยทั้งเจ็ดลงมติเลือกบริษัท จ. ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดเป็นผู้รับจ้างดำเนินงาน แต่เมื่อทางนำสืบโจทก์ทั้งสิบไม่ปรากฏว่าผู้รับเหมาทั้งสามรายที่บริษัท ค. หามาเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เป็นพรรคพวกกัน เอื้อเฟื้อประโยชน์กัน ฮั้วประมูลกัน ร่วมกันเสนอราคาค่าก่อสร้างในลักษณะสมยอมราคา หรือมีส่วนได้เสียโดยตรงหรืออ้อมของจำเลยทั้งเจ็ด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกบริษัท จ. ด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมาตามข้อมูลและใบเสนอราคาที่ฝ่ายบริหารจัดการของบริษัท ค. นำเสนอ ส่วนที่โจทก์ทั้งสิบอ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดตกลงว่าจ้างบริษัท จ. โดยไม่มีการประเมินราคากลางก่อนทำสัญญาดังที่หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัตินั้น เห็นว่า การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่วางหลักเกณฑ์ให้ใช้เฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ไม่อาจนำมาใช้กับภาคเอกชนได้ และตามข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ก็มิได้ระบุให้ต้องมีการประเมินราคากลางก่อน การที่จำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกบริษัท จ. โดยไม่มีการประเมินราคากลางจึงไม่เป็นการกระทำที่ส่อพิรุธขาดความรอบคอบ หรือฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ทั้งการดำเนินกิจการของจำเลยทั้งเจ็ดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หากจำเลยทั้งเจ็ดดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ชอบมาพากล หรือไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสมาชิก สมาชิกก็มีสิทธิที่จะเข้าชื่อร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อซักฟอกคณะกรรมการ หรือไม่ลงคะแนนเสียงเลือกกรรมการชุดเดิมให้กลับมาทำหน้าที่อีกได้ แต่หลังจากการซ่อมแซมแล้วเสร็จ มีการนัดประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการนิติบุคคลชุดใหม่ ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเลือกจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้กลับมาเป็นคณะกรรมการ อันแสดงว่าสมาชิกส่วนใหญ่ให้การยอมรับและไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนของจำเลยทั้งเจ็ด ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสิบไม่มีพยานบ่งชี้ให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกบริษัท จ. ให้ดำเนินงานซ่อมแซมถนนและฝาท่อระบายน้ำในวงเงินสูงกว่าความเป็นจริงด้วยความประมาทเลินเล่อ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชำระเงินนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้เงินให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง) 586,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งเจ็ด โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินแก่นิติบุคคลหมู่บ้าน พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง) 527,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า หมู่บ้านจัดสรร พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง) ตั้งอยู่ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ต่อมาปี 2552 ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายชื่อ "นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง)" โดยมีข้อบังคับของนิติบุคคล สำหรับโจทก์ทั้งสิบเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินจำนวน 10 แปลง ในหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ว่าจ้างบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ให้ซ่อมแซมถนนในหมู่บ้านจำนวน 20 จุด และทำฝาท่อระบายน้ำจำนวน 60 ฝา เป็นเงิน 497,550 บาท และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวซ่อมแซมถนนในหมู่บ้านอีก 25 จุด เป็นเงิน 401,250 บาท รวมมูลค่าทั้งสองสัญญาเป็นเงิน 898,800 บาท หลังทำสัญญาผู้รับจ้างได้ทำงานเสร็จสิ้นเรียบร้อยตามกำหนดโดยนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาทั้งสองฉบับให้แก่ผู้รับจ้างไปครบถ้วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า หมู่บ้านจัดสรร พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง) มีบ้านที่อยู่ในพื้นที่จำนวนมากถึง 312 หลัง จึงนับว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งมีคณะกรรมการเพียงเจ็ดคนไม่อาจดูแลกิจการหลากหลายของหมู่บ้านให้ทั่วถึงได้ ประกอบกับกรรมการแต่ละคนต่างประกอบอาชีพมีหน้าที่การงานของตนเอง กรณีจึงมีความจำเป็นอยู่เองที่คณะกรรมการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจะต้องจัดหานักบริหารมืออาชีพมาทำหน้าที่ช่วยเหลือดูแลกิจการของหมู่บ้านจัดสรร โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ปรากฏว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ว่าจ้าง บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือบริษัท QPM ให้ทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการของหมู่บ้านจัดสรรรวมถึงการดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมสาธารณูปโภคและบริหารสาธารณะต่าง ๆ ของหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นไปตามมาตรฐานและสามารถรองรับการใช้ประโยชน์ของสมาชิก ซึ่งแม้สัญญาฉบับนี้จะกำหนดระยะเวลาการว่าจ้างเพียง 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ก็ตาม แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการว่าจ้างแล้ว กรณีไม่ได้ความว่ามีคู่สัญญาฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา จึงต้องถือว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ว่าจ้างบริษัท QPM ซึ่งมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้ทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการของหมู่บ้านจัดสรรต่อไป ทั้งในปี 2557 และปี 2558 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งเจ็ดปากนายสายันต์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท QPM สำหรับการว่าจ้างผู้รับเหมาให้ซ่อมแซมถนนและฝาท่อระบายน้ำของหมู่บ้านในคดีนี้ นายสายันต์ยืนยันว่าพยานได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ติดต่อผู้รับเหมาที่เคยร่วมงานกันและมีผลงานดีไว้ใจได้ รวม 3 ราย ให้เสนอราคาค่าซ่อมเปรียบเทียบต่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยผู้รับเหมา 3 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส ซี แก่นจันทร์ บริษัทกาโอนเอสแอล คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ซึ่งต่อมาคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ลงมติเลือกบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ซึ่งเสนอราคาค่าซ่อมต่ำที่สุดเป็นผู้รับจ้างดำเนินงานดังกล่าว เห็นว่า คำเบิกความของนายสายันต์ในส่วนที่ให้ฝ่ายบริหารจัดการติดต่อหาผู้รับเหมาอย่างน้อย 3 ราย เสนอราคาค่าซ่อมให้คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรพิจารณานั้น จำเลยทั้งเจ็ดมีสำเนาการประชุมคณะกรรมการเป็นหลักฐานสนับสนุนน่าเชื่อถือ ประกอบกับโจทก์ทั้งสิบไม่สามารถนำสืบให้ฟังได้ว่า ผู้รับเหมาทั้ง 3 ราย อยู่ในเครือเดียวกันหรือเอื้อประโยชน์กันได้ร่วมกันเสนอราคาค่าก่อสร้างในลักษณะสมยอมราคาหรือฮั้วประมูลกัน ทั้งนำสืบไม่ได้ว่า ผู้รับเหมาที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพรรคพวกของจำเลยทั้งเจ็ดหรือมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งเจ็ดโดยทางตรงหรือทางอ้อมในประการใด รูปคดีจึงเชื่อได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกผู้รับจ้างรายบริษัทเจ พี พีเอ็นจิเนียร์ จำกัด ด้วยความโปร่งใสและตรงไปตรงมาตามข้อมูลและใบเสนอราคาที่ฝ่ายบริหารจัดการของบริษัท QPM นำเสนอต่อจำเลยทั้งเจ็ด ส่วนที่โจทก์ทั้งสิบนำสืบทำนองว่าจำเลยทั้งเจ็ดตกลงว่าจ้างบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ให้ซ่อมแซมถนนและฝาท่อระบายน้ำในราคาสูงมาก โดยไม่มีการประเมินราคากลางก่อนทำสัญญาว่าจ้างนั้น เห็นว่า การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่วางหลักเกณฑ์ให้ใช้แต่เฉพาะงานก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐ จึงไม่อาจนำมาใช้กับงานก่อสร้างของภาคเอกชนได้ อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พลัส ซิตี้พาร์ค (ศรีนครินทร์-สวนหลวง) ก็ไม่ได้ความว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ระบุข้อกำหนดให้ต้องมีการประเมินราคากลางงานก่อสร้างก่อนทำสัญญาว่าจ้าง นอกจากนี้ เมื่อปี 2553 ในตอนที่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 7 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันเป็นกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาให้ซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางภายในหมู่บ้านเป็นเงิน 875,505.60 บาท ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในขณะนั้นได้วางแนวปฏิบัติให้ต้องมีการประเมินราคากลางงานก่อสร้างแต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกผู้รับจ้างรายบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ให้ดำเนินงานก่อสร้างในราคา 898,800 บาท โดยไม่มีการประเมินราคากลาง จึงไม่เป็นการกระทำที่ส่อพิรุธขาดความรอบคอบหรือฝ่าฝืนต่อข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

นอกจากนี้ การดำเนินกิจการของจำเลยทั้งเจ็ดในฐานะคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยหากจำเลยทั้งเจ็ดดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ชอบมาพากลหรือไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสมาชิก สมาชิกก็มีสิทธิที่จะเข้าชื่อร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อซักฟอกคณะกรรมการ หรือไม่ลงคะแนนเสียงเลือกกรรมการชุดเดิมให้กลับมาทำหน้าที่อีกได้ แต่หลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วมีการนัดประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2558 ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า สมาชิกส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเลือก จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้กลับมาเป็นคณะกรรมการอีก อันเป็นการแสดงว่า สมาชิกส่วนใหญ่ให้การยอมรับและไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนของจำเลยทั้งเจ็ด เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสิบเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง แต่ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสิบที่วินิจฉัยเป็นลำดับมาไม่มีพยานหลักฐานบ่งชี้ให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดลงมติคัดเลือกบริษัทเจ พี พี เอ็นจิเนียร์ จำกัด ให้ดำเนินงานซ่อมแซมถนนและฝาท่อระบายน้ำในวงเงินที่สูงกว่าความเป็นจริงด้วยความประมาทเลินเล่อ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม นากสุกปรั่ง กับพวก
จำเลย — นายกรกฎ เหมสถาปัตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสมศักดิ์ แก้วเจริญไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ เย็นยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5375/2561
#624903
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยเบิกความอ้างอิงเอกสารหมาย ล.3 เป็นพยานหลักฐานยันโจทก์ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการนำเอกสารนี้มาสืบว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานี้ไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ศาลจึงรับฟังเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 213,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 13,750 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยร่วมเล่นแชร์กันตั้งแต่ปี 2554 โดยมีนางกัณห์ชรี เป็นนายวงแชร์ จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท 2 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 100,000 บาท แก่โจทก์เพื่อชำระค่าแชร์และมอบเช็คพิพาทให้แก่นายวงแชร์ จากนั้นนายวงแชร์ได้นำเช็คพิพาทมอบให้แก่โจทก์ ต่อมามีการลงวันเดือนปีในเช็คพิพาทเป็นวันที่ 10 มีนาคม 2557 และวันที่ 17 มีนาคม 2557 โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 โดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ทั้งสองฉบับ ครั้นวันที่ 18 เมษายน 2557 นายวงแชร์ถึงแก่ความตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้โจทก์แล้วหรือไม่ พยานจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า จำเลยชำระเงินค่าแชร์รวม 200,000 บาท ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยมอบเงินสดให้แก่นางกัณห์ชรี และนางกัณห์ชรีได้มอบเงินสดให้โจทก์แล้วเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2555 แต่โจทก์ไม่ได้คืนเช็คพิพาทให้จำเลยเพราะโจทก์ไม่ได้นำเช็คพิพาทติดตัวมาด้วย นางกัณห์ชรีได้เขียนบันทึกไว้ต่อหน้าโจทก์และจำเลยลงในสมุดเช็คว่ารับเงินสด 200,000 บาท ให้ทวงถามเช็คที่โจทก์ โดยระบุเลขที่เช็ค 9666452, 3491157 และลงชื่อไว้ตามเอกสารหมาย ล.3 หลังจากนั้น จำเลยทวงเช็คพิพาทจากโจทก์หลายครั้งแต่โจทก์ไม่คืนให้ เห็นว่า พยานที่สำคัญได้แก่นางกัณห์ชรี ซึ่งเป็นนายวงแชร์ได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงไม่ได้นำนางกัณห์ชรีมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงได้ แต่จากบันทึกเอกสารหมาย ล.3 ที่ระบุถึงเลขที่เช็ค 2 ฉบับ ตรงตามเลขที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับและเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อของนางกัณห์ชรีในเอกสารหมาย ล.3 กับลายมือชื่อของนางกัณห์ชรีในสำเนาเช็คที่นางกัณห์ชรีเคยจ่ายให้จำเลยแล้ว มีลักษณะการเขียนคล้ายคลึงกัน แม้จะแตกต่างกับลายมือชื่อในเช็คเอกสารท้ายฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 331/2558 ที่โจทก์ยื่นฟ้องทายาทของนางกัณห์ชรีดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของนางกัณห์ชรีในฐานะนายวงแชร์ที่ต้องติดตามเงินให้ผู้ประมูลแชร์ได้ ข้อนำสืบของจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ต่างจากโจทก์ที่ตัวโจทก์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่ายังไม่ได้รับเงินตามเช็ค คงมีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความ ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานตอบตามคำบอกเล่าของโจทก์ซึ่งโจทก์จะได้รับเงินจากจำเลยหรือไม่ พยานไม่ทราบ ดังนี้ พยานจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ น่าเชื่อว่า นางกัณห์ชรีได้รับเงิน 200,000 บาท จากจำเลยและมอบให้โจทก์ไปแล้วจึงทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ล.3 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเอกสารหมาย ล.3 เป็นสำเนาเอกสารไม่ใช่ต้นฉบับจึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 นั้น ได้ความว่าขณะที่จำเลยเบิกความอ้างอิงเอกสารหมาย ล.3 เป็นพยานหลักฐานยันโจทก์ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการนำเอกสารนี้มาสืบว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานี้ไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ศาลจึงรับฟังเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (4) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไปแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คให้โจทก์ ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลยา โล่ห์รัตนเสน่ห์
จำเลย — พลตรีหรือพลตรีหญิงนงพงา ข่มไพรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวธนิศรา รอดชำระเผือก
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา