คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2561
#627264
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 326, 393 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ใช้กับกรณีกระทำการโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนแต่ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตาม ป.อ. ระบุไว้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328, 391 (ที่ถูก 393) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยดูหมิ่นซึ่งหน้าด้วยการพิมพ์ข้อความ "สรุป...ทริป "พาไปขำ" ...นะคะ..." ...ลงในโปรแกรมไลน์ อันเป็นการใส่ความโจทก์ซึ่งหน้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องอับอาย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ถูกเหยียดหยาม ...การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ต่อสมาชิกในกลุ่มซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่เห็นข้อความของจำเลยก็ย่อมจะเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนชั่ว... ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 391 (ที่ถูก 393) เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทและฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียวในประเด็นความผิดที่โจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานหมิ่นประมาท และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 หรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวก่อน เมื่อโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยมิได้ยืนยันว่าข้อความตามคำฟ้องมีข้อความใดบ้างที่เป็นเท็จ และที่ถูกต้องตามความจริงแล้วเป็นเช่นไร เมื่อพิจารณาข้อความตามคำฟ้องแล้วมีลักษณะเชิงเปรียบเทียบ และข้อความบางตอนกล่าวในทำนองเสียดสี ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ หรือเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อคดีฟังได้เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา..." ซึ่งมาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ ใช้กับกรณีกระทำการโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเตอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน แต่ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 326 ม. 328 ม. 393
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ประยูร ณ ระนอง
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561
#626232
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าเป็นสาธารณภัยต้องเป็นภัยที่เกิดแก่คนหมู่มากอันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ได้ความว่าบ้านพักของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยประชาชื่น 35 มีการยกระดับถนนประชาชื่นสูงกว่าถนนในซอย ทำให้ระดับบ้านของจำเลยมีน้ำท่วมขังในเวลาที่ฝนตกหนัก สาเหตุที่น้ำท่วมบ้านของจำเลยเกิดจากการระบายน้ำในท่อไม่ทัน แต่เมื่อฝนหยุดตก 5 ถึง 6 ชั่วโมง น้ำจึงระบายออกหมด การที่น้ำท่วมบ้านจำเลยดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นสาธารณภัย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุสาธารณภัยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในการใช้รถยนต์เทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้โดยขัดต่อระเบียบหาได้ไม่ ทั้งจำเลยนำทรายพิพาทไปคืนหลังเกิดเหตุแล้วถึง 5 เดือน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลย ไม่ใช่เป็นการยืมทรายพิพาทแล้วนำมาใช้คืนตามที่กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนย้ายทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติ

สำหรับองค์ประกอบตามความผิด ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตหรือใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าวโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ พยานโจทก์ที่นำสืบมาไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด อย่างไร เพียงได้ความแต่ว่าจำเลยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคูคต มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลและมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ซื้อหรือจ้างทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จำกัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการจัดซื้อทรายพิพาทได้ความว่าอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา ในขณะที่การจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคต เป็นหน้าที่ของงานป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของเทศบาลเมืองคูคต เห็นได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาลเมืองคูคต ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลเมืองคูคตจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 ให้จำเลยคืนทรายและน้ำมันหรือเงินสดจำนวน 1,781 บาท แก่เทศบาลเมืองคูคต และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 6450/2558 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6450/2558 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนทรายและน้ำมันรถหรือเงินสดจำนวน 1,781 บาท แก่เทศบาลเมืองคูคตนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำเงินค่าทรายและค่าน้ำมันรถพร้อมดอกเบี้ยชำระให้แก่เทศบาลเมืองคูคตแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลเมืองคูคต เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำเลยโทรศัพท์บอกนายอนุสรณ์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยเทศบาลเมืองคูคต ให้ขนกระสอบบรรจุทรายของเทศบาลเมืองคูคตที่ซื้อมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองคูคตไปที่บ้านของจำเลยเพื่อใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านของจำเลยจำนวน 40 กระสอบ นายอนุสรณ์จึงสั่งให้นายณรงค์ฤทธิ์ พนักงานจ้างตามภารกิจ ทำหน้าที่หัวหน้าเวรชุดที่ 1 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองคูคต จัดรถและคนเพื่อขนกระสอบทรายจำนวน 40 กระสอบ คิดเป็นเงิน 680 บาท ขึ้นรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 3974 ปทุมธานี ของเทศบาลเมืองคูคตไปที่บ้านของจำเลยซึ่งอยู่ในซอยประชาชื่น 35 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายนภดล ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บ 3677 ปทุมธานี ของเทศบาลเมืองคูคตอีกคันหนึ่ง นำพนักงานเทศบาลอีก 3 คน ไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านของจำเลย จำเลยและภริยาสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตช่วยกันขนกระสอบทรายไปวางเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมหน้าประตูบ้านแล้วเดินทางกลับสำนักงานเทศบาลเมืองคูคต และในวันดังกล่าวมีการเติมน้ำมันรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 3974 ปทุมธานี คันที่ใช้ขนกระสอบทรายจำนวน 40 ลิตร เป็นเงิน 1,101.60 บาท ต่อมาจำเลยในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองคูคตได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันรถดังกล่าวจากเงินงบประมาณของเทศบาลเมืองคูคต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์ ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลเมืองคูคต และนายจิระ หัวหน้าฝ่ายการโยธา เทศบาลเมืองคูคต ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทรายพิพาทที่จำเลยสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านจำเลยซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาลเมืองคูคตเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ตามระเบียบปฏิบัติการนำทรายที่เทศบาลเมืองคูคตจัดซื้อเพื่อไว้ใช้ในการป้องกันน้ำท่วม กรณีปกติทั่วไปชาวบ้านที่มาขอต้องเขียนคำร้องเพื่อจะได้ทราบว่าผู้ใดเอาไปบ้างเป็นจำนวนเท่าใด และลงหลักฐานการเบิกจ่ายไว้โดยเสนอคำร้องให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ และหากเป็นกรณีที่นำทรายดังกล่าวออกไปใช้นอกเขตพื้นที่เทศบาลเมืองคูคตจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริหารก่อน แต่ทรายพิพาทที่จำเลยสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านของจำเลย ซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาลเมืองคูคต พยานโจทก์ทั้งสองไม่ทราบเรื่องและไม่มีการรายงานเรื่องดังกล่าวให้ทราบ ส่วนการใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทดังกล่าวก็ได้ความจากนายอนุสรณ์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เบิกความยืนยันว่า การใช้รถยนต์ของเทศบาลต้องยื่นคำร้องต่อหัวหน้างานและหัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขออนุญาตตามระเบียบเทศบาลเมืองคูคตว่าด้วยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 แต่การใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปบ้านจำเลยไม่ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เป็นการขอยืมทรายพิพาทไปใช้ก่อนเพื่อนำไปใช้ในการป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นที่บ้านจำเลย จำเลยมีสิทธินำรถยนต์ขนทรายพิพาทได้ไม่เป็นการขัดต่อระเบียบและเมื่อภัยพิบัติได้ล่วงพ้นไปจำเลยนำทรายพิพาทคืนให้แก่เทศบาลเมืองคูคตแล้วนั้น เห็นว่า การที่จะถือว่าเป็นสาธารณภัยต้องเป็นภัยที่เกิดแก่คนหมู่มาก อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน แต่ได้ความตามเอกสารแก้ข้อกล่าวอ้างของจำเลย ข้อที่ 13 ว่า ซอยประชาชื่น 35 ซึ่งบ้านจำเลยตั้งอยู่เดิมชื่อซอยศิริโรจน์ ลักษณะเป็นซอยตันในหมู่บ้านศิริโรจน์ที่สร้างประมาณปี 2514 ถึง 2515 มีบ้านเพียง 14 หลัง ประมาณปี 2520 ถึงปี 2521 มีการยกระดับถนนประชาชื่นสูงกว่าถนนในซอยประชาชื่น 35 ประมาณ 35 ถึง 70 เซนติเมตร และขยายผังการจราจรจาก 2 ช่องเดินรถเป็น 4 ช่องเดินรถ ทำให้ระดับบ้านของจำเลยในซอยประชาชื่น 35 เริ่มมีปัญหาเกิดน้ำท่วมในเวลามีฝนตกหนัก ทั้งจำเลยเบิกความรับว่า สาเหตุการที่น้ำท่วมบ้านจำเลยในซอยประชาชื่น 35 เกิดจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ฝนตกหนัก 3 ชั่วโมง ทำให้ระบายน้ำในท่อไม่ทัน แต่เมื่อฝนหยุดตก 5 ถึง 6 ชั่วโมง น้ำจึงระบายออกหมด การที่น้ำท่วมบ้านจำเลยดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นสาธารณภัย จำเลยจะอ้างเป็นเหตุสาธารณภัยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในการใช้รถยนต์เทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้โดยขัดต่อระเบียบปฏิบัติหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการยืมทรายพิพาทไปใช้ชั่วคราวก็ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่จะกระทำได้ ส่วนสภาพทรายพิพาทจำเลยก็เบิกความรับว่า เป็นทรายขี้เป็ด หลังจากถูกน้ำท่วมแล้วภายหลังจะแห้งแข็งไม่สามารถนำไปใช้งานได้อีก ทั้งได้ความว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปคืนหลังเกิดเหตุแล้ว 5 เดือน เป็นพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาของจำเลยว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย ไม่ใช่เป็นการยืมทรายพิพาทแล้วนำมาใช้คืนตามที่จำเลยอ้าง การกระทำของจำเลยเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนย้ายทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติ แต่เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ผู้กระทำผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตหรือใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าวโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ แต่พยานโจทก์ที่นำสืบไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด อย่างไร เมื่อพิจารณาตามรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานในเทศบาลเมืองคูคตเอกสารท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาคัดค้านได้ความว่า จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคูคต มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลและมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ซื้อหรือจ้างทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จำกัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทรายพิพาทเป็นหน้าที่ของงานพัสดุและทรัพย์สิน และได้ความว่า ทรายพิพาทที่จัดซื้อมาได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา และการจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคต เป็นหน้าที่ของงานป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของเทศบาลเมืองคูคต จะเห็นได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาลเมืองคูคต ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลเมืองคูคตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเห็นควรปรับบทลงโทษและกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้พิพากษาให้ถูกต้อง

ส่วนจำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนโดยส่วนรวมแต่กระทำผิดเสียเอง โดยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่นำทรัพย์ที่ต้องบริการแก่ประชาชนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบ เป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุมีคุณความดีในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ มีอายุมากและมีโรคประจำตัวเป็นเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ให้จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6450/2558 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 151 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวสุนิธยา แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6791/2561
#629019
เปิดฉบับเต็ม

เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับจัดสรรเป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกที่ล้วนเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างหน่วยงานกิจการในพระองค์ ถือเป็นกิจการภายในของส่วนราชการ มิได้มีวัตถุประสงค์จัดตั้งให้เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีกฎหมายบังคับให้จดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5 โดยงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักพระราชวังมีระเบียบใช้บังคับเป็นการเฉพาะ ดังนี้ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่เงินที่ข้าราชการหรือลูกจ้างกิจการในพระองค์จัดส่งมาสำหรับใช้ในกิจการดังกล่าว สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนนี้ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าวได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง และการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการสอบสวนและไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147 และ 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 142 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 426 ปี 568 เดือน แต่ความผิดตามมาตรา 147 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยทั้งสามกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 256 กระทง จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 123 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 134 กระทง จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 133 กระทง ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 256 กระทง รวมจำคุก 2,048 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 2,052 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 123 กระทง รวมจำคุก 369 ปี 492 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 134 กระทง รวมจำคุก 1,072 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 369 ปี 1,564 เดือน จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 133 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1,064 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดกระทงที่หนักที่สุด ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับจำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการ เป็นพนักงานเอก ระดับ 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวัง ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ชุดที่ 7 พ.ศ.2536 จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกำกับดูแลงานในฝ่ายสวัสดิการทั้งหมดให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ตลอดจนดูแลและปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการ จัดพิมพ์ เก็บรักษา ควบคุมการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิกที่ชำระเงินผ่านกองคลัง สำนักพระราชวัง และสมาชิกนอกราชการที่มาชำระเงินด้วยตนเองที่ฝ่ายสวัสดิการ รักษาเงินในบัญชี เงินฝากธนาคารให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2517 ระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง พ.ศ.2535 และระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 จำเลยที่ 2 รับราชการ เป็นพนักงานโท ระดับ 5 ทำหน้าที่งานเงินเดือน ค่าจ้าง และบำเหน็จบำนาญ กองคลัง ช่วยปฏิบัติงานหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวัง และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและรองเหรัญญิกในคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ชุดที่ 7 พ.ศ.2536 ทำหน้าที่งานการเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ กับรับผิดชอบการรับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง จากสมาชิกและออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้ง เมื่อสิ้นเวลารับเงิน ต้องนำเงินที่ได้รับพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินที่จัดเก็บทั้งหมดส่งต่อเจ้าหน้าที่การเงิน แผนกการเงิน กองคลัง ในวันที่รับเงินตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 และตรวจสอบการรับส่งเงินเข้าบัญชีการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักพระราชวัง รวม 10 หน่วยงาน จำเลยที่ 3 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานในพระองค์ เป็นบุคลากร ระดับ 5 ฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ ทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ทำหน้าที่ลงการ์ด กับได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่รวบรวมเงินสมัครสมาชิกสงเคราะห์ราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ทำหนังสือถึงสมาชิก ทวงถามเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และเงินอื่นที่ค้างชำระ ตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับจัดสรรเป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกที่ล้วนเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างหน่วยงานกิจการในพระองค์ ถือเป็นกิจการภายในของส่วนราชการ มิได้มีวัตถุประสงค์ จัดตั้งให้เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5 โดยงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักพระราชวังมีระเบียบใช้บังคับเป็นการเฉพาะ ประกอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2517 ระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง พ.ศ.2535 และระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 ดังนี้ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่เงินที่ข้าราชการหรือลูกจ้างกิจการในพระองค์จัดส่งมาสำหรับใช้ในกิจการดังกล่าว สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนนี้ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าวได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง และการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นการสอบสวนและไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปว่า นายแก้วขวัญ มอบอำนาจให้นายจินตนา เป็นตัวแทนร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายแก้วขวัญมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพระราชวัง มีอำนาจหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบริหารราชการสำนักพระราชวังเทียบเท่าตำแหน่งปลัดกระทรวง เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับใช้เพื่อจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการและลูกจ้างกิจการในพระองค์ โดยมีสำนักพระราชวังที่เป็นต้นสังกัดเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนดังกล่าว และฟังได้ว่าสำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายดังได้วินิจฉัยแล้ว นายแก้วขวัญในฐานะเลขาธิการพระราชวังซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักพระราชวัง ย่อมมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่จำต้องให้นายจินตนาผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อก็มีผลสมบูรณ์ ทั้งมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเพียงว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวน..." ดังนี้ การที่นายแก้วขวัญทำหนังสือมอบอำนาจให้นายจินตนาเป็นตัวแทนร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีในทางอาญา ย่อมสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังและการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบด้วยกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยทุจริต และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตหรือไม่นั้น โจทก์มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการในพระองค์และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง และเป็นหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการควบคุมดูแลการรับชำระเงิน การออกใบเสร็จรับเงิน และเมื่อสิ้นเวลาการรับเงินจะต้องกำกับดูแลให้จำเลยที่ 2 นำส่งเงินที่ได้รับไว้พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินแก่กองคลังให้เป็นไปตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 โดยครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ยังยอมให้จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่นำส่งเงินฝ่ายสวัสดิการอีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และทำให้จำเลยที่ 3 ใช้โอกาสนั้นแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ที่โจทก์นำสืบมาไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์แล้วไม่นำเงินส่งกองคลังในแต่ละครั้งที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทุจริตเบียดบังเงินไป จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดเพียงกระทงเดียว หาใช่เป็นความผิด 256 กระทง โดยนับรวมจำนวนกระทงความผิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำทุจริตเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ไป และโจทก์ยังมีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 8,720 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินดังกล่าวส่งกองคลัง อันเป็นการเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อีกกระทงหนึ่ง

สำหรับจำเลยที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยทำหน้าที่ลงการ์ด รวบรวมเงินสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ทวงถามเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์หรือเงินค้างชำระอื่น ไม่มีหน้าที่รับเงิน การฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ นำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ หลายครั้งอย่างสม่ำเสมอ โดยปฏิบัติในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่น เชื่อว่าเป็นผู้มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และเบียดบังเงินที่ตนได้รับมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ดังเห็นได้ว่า เมื่อกองคลัง สำนักพระราชวัง ตรวจพบว่า เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ นำส่งฝ่ายสวัสดิการเพื่อนำส่งกองคลังจำนวนหนึ่งสูญหายไป จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ก็ยินยอมร่วมชดใช้เงินคืนด้วยเป็นเงิน 400,000 บาท มากกว่าส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์ดังที่กล่าวมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำทุจริตด้วย จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 รวม 133 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 และมาตรา 171 ที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 จึงต้องให้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววิภวา กิจดำรงวินิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6768/2561
#630018
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 5 ได้รับค่าจ้างขับรถจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้งแรก 25,000 บาท ครั้งที่สอง 50,000 บาท ค่าจ้างดังกล่าวเมื่อรวมกับค่าบัตรโดยสารเครื่องบินของจำเลยที่ 5 และที่ 6 อีกสองครั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แล้ว จึงเป็นค่าจ้างที่สูงกว่าปกติสำหรับการรับจ้างขับรถยนต์ตามปกติทั่วไป จำเลยที่ 5 ให้การในชั้นสอบสวนหลังถูกจับเพียง 1 วัน โดยมีทนายความร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องด้วย น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 5 ให้การด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จึงใช้ยันจำเลยที่ 5 ในชั้นพิจารณาได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวแล้ว ก็ปรากฏว่าสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในชั้นจับกุม ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ทราบว่าภายในรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง มีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ก่อนที่จะรับจ้าง ขณะจำเลยที่ 5 ขับรถจากจังหวัดสมุทรสาครไปอำเภอหาดใหญ่ จำเลยที่ 5 จึงเป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยที่ 5 กับพวกจึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าจำเลยที่ 5 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีน และไขควงของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3)), 66 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2) ), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 16 ปี และปรับคนละ 850,000 บาท จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คำให้การในชั้นสอบสวนและการนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งสำหรับจำเลยที่ 1 และหนึ่งในสาม สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) (ที่ถูก 52 (1) ด้วย), 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และปรับ 425,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน และปรับ 566,666.68 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,333,333.33 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้ คงจำคุกตลอดชีวิตและปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 425,000 บาท และ 566,666.68 บาท ตามลำดับ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท และจำเลยที่ 2 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตลอดชีวิตและโทษปรับของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 666,666.66 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 5 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกจำเลยที่ 5 ตลอดชีวิต ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นสามีจำเลยที่ 6 วันที่ 3 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง หมายเลขทะเบียน สท 4853 กรุงเทพมหานคร จากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปไว้ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีจำเลยที่ 6 เดินทางไปด้วย แล้วจำเลยที่ 5 และที่ 6 เดินทางกลับทางเครื่องบิน วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างจำเลยที่ 5 ไปขับรถยนต์คันดังกล่าวที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อกลับมาที่อำเภอหาดใหญ่ โดยจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ญฬ 1083 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 5 ไปส่งจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่สนามบิน เสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของจำเลยที่ 5 มาจอดที่บ้านเกิดเหตุเลขที่ 426 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ ค่าเครื่องบินทั้งสองครั้งจำเลยที่ 1 ออกให้ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของจำเลยที่ 5 มีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย มาพบจำเลยที่ 5 ที่โรงแรมวินสตาร์ แลกเปลี่ยนกุญแจรถกัน โดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 5 ขับมาจากจังหวัดสมุทรสาครเข้าไปจอดที่บ้านเกิดเหตุ นายวัฒนา หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร และพันตำรวจโท กฤษดา กับพวก เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 23 แท่ง และไขควงที่ช่องเก็บของท้ายรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง และเมทแอมเฟตามีน 3 แท่ง ที่รถยนต์ ยี่ห้อโปรตอน กับเฮโรอีน 1 ถุง ที่โต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องนอนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนร้อยตำรวจตรี พล กับพวก จับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขณะอยู่ในห้องพักในโรงแรมวินสตาร์ จากการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง น้ำหนัก 25,978.150 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 23,694.671 กรัม และเฮโรอีนของกลาง น้ำหนัก 22.430 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 20.427 กรัม ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องจำเลยที่ 6 โจทก์และจำเลยดังกล่าวไม่ฎีกา คดีเป็นที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ไปไว้ที่จังหวัดสมุทรสาคร และขับรถกลับจากจังหวัดสมุทรสาครมายังอำเภอหาดใหญ่ ค่าจ้างทั้งสองครั้งรวมเป็นเงิน 50,000 บาท ไม่ใช่ 75,000 บาท จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่มากผิดปกติ และจำเลยที่ 5 ไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์คันดังกล่าว ขณะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 5 ไม่ได้ตกใจ ทั้งโจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์มีนายวัฒนา พันตำรวจโท กฤษดาและร้อยตำรวจตรี พลเบิกความเป็นพยานได้ความทำนองเดียวกันว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 5 และที่ 6 แล้ว ร้อยตำรวจตรี พลพาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปที่บ้านเกิดเหตุ ชั้นจับกุมพันตำรวจโท กฤษดาแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยังแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้จ้างจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 50,000 บาท ให้ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่จากจังหวัดสมุทรสาคร มาส่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อำเภอหาดใหญ่ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับรถยนต์คันดังกล่าวจากจำเลยที่ 5 ขับไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางออกจากไฟท้ายรถทั้งสองข้างมาตรวจนับเพื่อลำเลียงไปที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถูกจับกุมเสียก่อน ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ไปส่งให้พวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับค่าจ้าง 25,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 จ้างให้ไปรับรถยนต์คันดังกล่าวจากพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร และขับมาส่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โรงแรมวินสตาร์ อำเภอหาดใหญ่ ได้รับค่าจ้าง 50,000 บาท แต่ไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ตามบันทึกการตรวจค้น/จับกุม และโจทก์มีพันตำรวจโท ธานินทร์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม โดยมีสิบตำรวจเอก มะรอนิง เป็นล่ามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีนายวัฒนาและพันตำรวจโท กฤษดาเบิกความยืนยันว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 5 ให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ไปส่งให้พวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับค่าจ้าง 25,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างให้เดินทางไปรับรถยนต์คันดังกล่าวจากพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร และขับมาส่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โรงแรมวินสตาร์ ได้รับค่าจ้าง 50,000 บาท แล้ว โจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 มาแสดงว่าเมื่อพันตำรวจโท ธานินทร์แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 5 ให้การปฏิเสธ และให้รายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปซ่อมที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 25,000 บาท และจำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 5 ไปรับรถยนต์คันดังกล่าวที่จังหวัดสมุทรสาครมาส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่อำเภอหาดใหญ่ ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท มีจำเลยที่ 6 ไปด้วยทั้งสองครั้ง โดยโจทก์มีพันตำรวจโท ธานินทร์มาเบิกความประกอบยืนยันว่าจำเลยที่ 5 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การดังกล่าว สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 5 ให้การหลังถูกจับเพียง 1 วัน ยังมิได้มีโอกาสคิดเสริมแต่งเรื่องให้ผิดไปจากความเป็นจริงเพื่อประโยชน์แก่การต่อสู้คดีของตน และยังมีนายนครินทร์ ทนายความร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องด้วย กรณีไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนผิดไปจากที่จำเลยที่ 5 เต็มใจให้การ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 5 ให้การด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จึงใช้ยันจำเลยที่ 5 ในชั้นพิจารณาได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การดังกล่าวแล้ว ก็ปรากฏว่าสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การในชั้นจับกุม สำหรับคำให้การในชั้นจับกุม แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จะห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้น มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น ศาลสามารถนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยที่ 5 ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 5 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสมคบกันเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 5 ให้ต้องรับโทษ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยที่ 5 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 5 ไม่รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่จำเลยที่ 5 รับจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปซ่อมที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อซ่อมเสร็จแล้วจำเลยที่ 5 ก็ไปรับรถยนต์ขับกลับมาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่โรงแรมวินสตาร์ ก็ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะนอกจากจะขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่จำเลยที่ 5 ไม่ได้โต้แย้งความถูกต้องแล้ว ยังขัดกับคำให้การในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้รับค่าจ้างขับรถจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ครั้งแรก 25,000 บาท ครั้งที่สอง 50,000 บาท ค่าจ้างดังกล่าวเมื่อรวมกับค่าบัตรโดยสารเครื่องบินของจำเลยที่ 5 และที่ 6 อีกสองครั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แล้ว จึงเป็นค่าจ้างที่สูงกว่าปกติสำหรับการรับจ้างขับรถยนต์ตามปกติทั่วไป ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ทราบว่าภายในรถยนต์ ยี่ห้อซันยอง มีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ก่อนที่จะรับจ้าง ขณะจำเลยที่ 5 ขับรถจากจังหวัดสมุทรสาครไปอำเภอหาดใหญ่ จำเลยที่ 5 จึงเป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง การกระทำของจำเลยที่ 5 กับพวกจึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือว่าจำเลยที่ 5 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 15 (3) ม. 66 วรรคสอง ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2561
#630113
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ววรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จะห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐาน แต่กฎหมายห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดอื่น จึงรับฟังบันทึกการจับกุม บันทึกถ้อยคำ และภาพถ่ายการชี้ตัว ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 89 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 3, 4, 5, 11, 12, 13, 18, 41, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบคีตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียพร้อมซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแชมป์โมบายพร้อมซิมการ์ด ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาขายคีตามีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11 (ที่ถูก 12 (1) ด้วย), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาขายคีตามีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ริบคีตามีนของกลาง และยกคำขอ ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียพร้อมซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแชมป์โมบายพร้อมซิมการ์ดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ฐานขายคีตามีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 16 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี สำหรับความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียพร้อมซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแชมป์โมบายพร้อมซิมการ์ดของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเพื่อนนายซี ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายซีเข้าพักที่โรงแรม ห้องเลขที่ 1212 ชั้นที่ 12 ต่อมาเวลา 10.30 นาฬิกา จำเลยเข้าไปในห้องนายซี จนกระทั่งเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จึงออกมาและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่บริเวณทางเข้าโรงแรมชั้นที่ 1 ส่วนนายซีเดินถือถุงกระดาษสีแดงออกจากห้องในเวลา 12.17 นาฬิกา แล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ 16 เมื่อกลับมานายซีไม่ได้ถือถุงกระดาษดังกล่าวมาด้วย ในเวลาต่อเนื่องกันเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอานนท์กับพวกได้พร้อมคีตามีนของกลางในถุงกระดาษที่นายซีถือออกจากห้อง ต่อจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมนายซี ในห้องพร้อมยึด 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด สีม่วง 400 เม็ด และ คีตามีน 1 ถุง น้ำหนักสุทธิ 99.800 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียพร้อมซิมการ์ด 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อแชมป์โมบายพร้อมซิมการ์ด 1 เครื่อง และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยและนายซีว่า ร่วมกันมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนายซีให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ชั้นสอบสวน พันตำรวจโท อนุพงษ์ พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาจำเลยว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และขายวัตถุออกฤทธิ์ (คีตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและสอบคำให้การนายวุฒิชัย พนักงานโรงแรมไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ผู้กล่าวโทษหรือพยานเอกสาร ผลการตรวจคีตามีนของกลางปรากฏตามหนังสือเรื่องการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขายคีตามีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโท กานดิศ พันตำรวจโท ดวงโชติ และพันตำรวจตรี นันทพล ผู้จับกุมจำเลย เป็นพยานเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 พันตำรวจโท กานดิศได้รับการประสานข้อมูลจากนายอดิเรก เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมคีตามีนเป็นของกลาง ผู้ต้องหาให้การว่ารับคีตามีนดังกล่าวมาจากโรงแรม ชั้นที่ 16 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 พันตำรวจโท กานดิศกับพวกจึงไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โรงแรม จากการตรวจสอบพบว่าในวันดังกล่าวนายซี ซึ่งพักอยู่ห้องเลขที่ 1233 เข้าออกห้องโถงชั้นที่ 16 และแลกเปลี่ยนถุงกับผู้ต้องหา จึงขอภาพถ่ายยืนยันจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วประสานงานกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมว่า หากนายซีกลับมาพักอีกให้แจ้งชุดสืบสวน ในวันเกิดเหตุ พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมโทรศัพท์แจ้งพันตำรวจโท กานดิศว่า เวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายซีมาเปิดห้องที่โรงแรม พันตำรวจโท กานดิศจึงเดินทางไปที่ห้องควบคุมของโรงแรมเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมและนายอดิเรก ส่วนพันตำรวจโท ดวงโชติ พันตำรวจโท สุวัฒน์ และพันตำรวจตรี นันทพล นำเจ้าพนักงานตำรวจอื่นตามไปสมทบ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พันตำรวจโท กานดิศพบว่าในเวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายซีเข้าพักห้องเลขที่ 1212 เวลา 10.30 นาฬิกา จำเลยถือกระเป๋าเข้าไปในห้องของนายซี แล้วออกจากห้องในเวลา 12 นาฬิกา พันตำรวจโท กานดิศใช้วิทยุสื่อสารแจ้งพันตำรวจโท ดวงโชติซึ่งอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมให้ควบคุมตัวและตรวจค้นจำเลย เมื่อถูกขอตรวจค้น จำเลยแสดงอาการตกใจ พูดแต่ว่าเป็นคนไทย ครั้นตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าตราประทับผิดปกติ แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย คงพบเสื้อผ้าและถุงกระดาษ 2 ถึง 3 ใบ มีลักษณะอย่างเดียวกับถุงกระดาษที่ใส่คีตามีนที่นายอานนท์ได้รับจากนายซี ในกระเป๋าของจำเลย ต่อมาเวลา 12.17 นาฬิกา นายซีเดินถือถุงกระดาษสีแดงออกจากห้องเลขที่ 1212 แล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้นที่ 16 ซึ่งมีนายอานนท์เดินไปมาระหว่างทางเดินกับลิฟท์ เมื่อนายซีกลับลงมาชั้นที่ 12 ก็ไม่มีถุงกระดาษแล้ว พันตำรวจโท กานดิศจึงแจ้งให้พันตำรวจโท ดวงโชติจับกุมนายอานนท์ ครั้นจับกุมนายอานนท์ได้ตรวจค้นพบคีตามีน ชนิดเกล็ด 3 ห่อ น้ำหนักห่อละ 1 กิโลกรัม อยู่ในถุงกระดาษใบเดียวกับที่นายซีถือออกจากห้อง จากนั้นพันตำรวจโท กานดิศให้พันตำรวจตรี นันทพลนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นห้องเลขที่ 1212 โดยให้ดาบตำรวจ สุรพงศ์ปลอมตัวเป็นพนักงานโรงแรมมาส่งน้ำดื่ม เมื่อนายซีเปิดประตูห้อง จึงเข้าควบคุมตัว และตรวจค้นพบคีตามีน 1 ถุง ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และยาเสพติดคล้าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 8 ถุง ถุงละ 40 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีเขียวภายในห้อง นายซีให้การว่ายาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์เป็นของจำเลย และรับสารภาพในชั้นจับกุมว่า กระทำความผิดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยทั้งสองครั้งจำเลยเป็นผู้นำนำยาเสพติดมาส่งให้ นายซีเป็นเพียงคนกลางส่งต่อให้แก่ลูกค้า ได้ค่าจ้างครั้งละ 15,000 บาท พันตำรวจโท กานดิศ ให้นายซีชี้ตัวจำเลยพร้อมถ่ายรูปไว้ ส่วนพันตำรวจตรี นันทพลให้นายซี ทำบันทึกให้ถ้อยคำยืนยันพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยและของตน โดยมีนายอะตาผะ เป็นล่าม ยังได้ความเพิ่มเติมจากคำเบิกความของนางสาวณิชาภากับนางสาวบุษญารัตน์ พนักงานของโรงแรม โดยนางสาวณิชาภาเบิกความว่าพยานทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ ในวันเกิดเหตุนายซีนำใบเสร็จรับเงินที่ได้ชำระเงินให้แผนกแคชเชียร์ ระบุชื่อจำเลยจองห้องมาเข้าพักที่โรงแรม พยานจึงให้พนักงานคนอื่นแก้ไขข้อมูลชื่อผู้เข้าพักจากจำเลยเป็นนายซี เพราะพยานจำนายซีได้เนื่องจากมาพักที่โรงแรมเป็นประจำและให้เข้าพักห้องเลขที่ 1212 ส่วนนางสาวบุษญารัตน์เบิกความว่า พยานทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด ในวันเกิดเหตุ ขณะพยานเข้าไปทำความสะอาดที่ห้องเลขที่ 1212 เห็นกระเป๋าล้อลากอยู่ในห้อง พยานทำความสะอาดได้สักพักนายซี ซึ่งเข้าพักที่โรงแรมมากกว่า 10 ครั้ง เข้ามาในห้อง หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้วพยานออกไปจากห้องเวลา 10.30 นาฬิกา ขณะพยานทำความสะอาดห้องเลขที่ 1203 มีชายมาเคาะประตูห้องของนายซี ตามภาพถ่ายประกอบรายงานการสอบสวนคดียาเสพติด สักพักชายคนดังกล่าวออกจากห้องตามภาพถ่าย หลังจากนั้นนายซีถือกระเป๋าขนาดเล็กสะพายข้างและถุงกระดาษสีแดง ออกจากห้องเดินเข้าไปในลิฟท์ ประมาณ 10 นาที นายซีกลับมาที่ห้องโดยไม่ได้ถือถุงกระดาษกลับมาตามภาพถ่าย เห็นว่า แม้พยานโจทก์ผู้จับกุมไม่เห็นขณะจำเลยส่งมอบคีตามีนของกลางให้นายซี แต่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดอันอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร่วมกระทำความผิดโดยเฉพาะเช่นนี้ย่อมยากแก่การที่จะหาประจักษ์พยานมารู้เห็นการกระทำความผิดได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยจากพยานแวดล้อมกรณีอื่นว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวณิชาภาว่า ในวันเกิดเหตุ นายซีนำใบเสร็จรับเงินระบุชื่อจำเลยจองห้องมาเข้าพักที่โรงแรม แต่พยานจำนายซีได้ จึงแก้ชื่อเป็นชื่อนายซีเข้าพักในบัตรทะเบียนผู้เข้าพักโรงแรม การจองห้องและชำระเงินก่อนเข้าพักและการลงทะเบียนเข้าพักตามที่จองไว้ชี้ให้เห็นว่าระหว่างจำเลยกับนายซี มีการนัดหมายพบกันที่โรงแรมมาก่อน หลังจากนายซีได้ห้องพัก ก็ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวบุษญารัตน์ว่า ขณะเข้าไปทำความสะอาดเห็นกระเป๋าล้อลากอยู่ในห้องแล้ว หลังจากทำความสะอาดได้สักพักนายซีจึงเข้ามาในห้อง ดังนั้นระหว่างนำกระเป๋าไว้ในห้องจนกระทั่งนางสาวบุษญารัตน์เข้ามาทำความสะอาด หากนายซีนำคีตามีนของกลางติดตัวมาด้วยก็คงจะรีบนำไปมอบให้นายอานนท์ ไม่มีเหตุผลที่จะนำคีตามีนของกลางเก็บไว้ในห้องโดยที่ตนเองไม่ได้อยู่ด้วยและรอจนกระทั่งจำเลยมาถึงก่อน การที่นายซีรีบนำคีตามีนของกลางไปมอบให้นายอานนท์หลังจากจำเลยออกไปจากห้องของตนไม่นาน ส่อแสดงให้เห็นว่าเพิ่งได้รับคีตามีนของกลางจากจำเลย ประกอบกับเมื่อพิจารณาบันทึกการจับกุมกับบันทึกถ้อยคำที่พยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความยืนยันว่า นายซีได้ให้ถ้อยคำและลงลายมือชื่อไว้ โดยมีนายอาตาผะ เป็นล่ามผู้แปลและอ่านให้ฟัง มีใจความสอดคล้องทำนองเดียวกันว่า คีตามีนของกลางเป็นของจำเลยนำมามอบให้นายซีส่งต่อให้ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง โดยจำเลยจะเป็นผู้ติดต่อลูกค้าโดยตรง นัดหมายลูกค้ามารับคีตามีน จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายซีซึ่งหลังจากจำเลยออกไปจากห้องของนายซีไม่นานได้โทรศัพท์มาบอกว่ามีคนยืนรอรับยาเสพติดหน้าลิฟท์ชั้นที่ 16 นายซีจึงนำยาเสพติดไปส่ง และได้กระทำความผิดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยทั้งสองครั้งจำเลยเป็นผู้นำยาเสพติดมาให้ เมื่อนายซีให้ถ้อยคำและทำบันทึกถ้อยคำกับชี้ภาพถ่ายจำเลยยืนยันถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย ตามภาพถ่ายการชี้ตัว ทันทีภายหลังถูกจับกุมซึ่งยังไม่น่าจะทันมีโอกาสไตร่ตรองเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงไปเป็นอย่างอื่น น่าเชื่อว่านายซีให้ถ้อยคำและทำบันทึกถ้อยคำตามความเป็นจริง แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัตวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จะห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐาน แต่กฎหมายห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น จึงรับฟังบันทึกการจับกุม บันทึกถ้อยคำและภาพถ่ายการชี้ตัว ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ประกอบกับพยานโจทก์ผู้จับกุมเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ ทั้งไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งหมดเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสมคบกันเพื่อเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยขึ้นรถโดยสารจากอำเภอหาดใหญ่มากรุงเทพมหานคร เพื่อหาซื้อของชำร่วยที่จะใช้ในงานแต่งงานของน้องภริยาจำเลย โดยลงรถที่สถานีขนส่งหมอชิตประมาณ 9 นาฬิกา นายซีโทรศัพท์มาบอกให้แวะไปที่โรงแรมก่อน เมื่อรับประทานอาหารแล้วจึงไปซื้อของ จำเลยมาถึงโรงแรมเวลาประมาณ 10 นาฬิกา แล้วขึ้นไปหานายซีที่ห้อง หลังจากรับประทานอาหาร ล้างหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว จำเลยขอตัวกลับ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะหากนายซีมีคีตามีนของกลางและยาเสพติดให้โทษอื่น เก็บไว้ในห้องก่อนจำเลยจะไปหานายซี ย่อมทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ต้องปกปิดเป็นความลับจึงไม่มีเหตุที่นายซีจะชักชวนจำเลยไปหาเพียงเพื่อรับประทานอาหาร เนื่องจากอาจถูกจำเลยพบเห็นและใกล้ถึงเวลาส่งมอบคีตามีนของกลาง ทั้งจำเลยไม่เคยให้การในเรื่องดังกล่าวในชั้นสอบสวน เพิ่งมาอ้างในชั้นฎีกาโดยมีแต่เฉพาะคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลย ซึ่งง่ายต่อการกล่าวอ้าง และยังขัดกับที่ให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ให้การว่า จำเลยเดินทางมาเที่ยว นอกจากนี้ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยไม่ปรากฏข้อมูลว่าในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุนายซี โทรศัพท์ไปหาจำเลย และตามคำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายวุฒิชัย ที่จำเลยรับตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ว่า นายวุฒิชัยให้การตามบันทึกในชั้นสอบสวนมีใจความว่า จำเลยให้นายวุฒิชัยเรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่จะไปซื้อของชำร่วยงานแต่งงาน พยานหลักฐานจำเลยยังไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้นำคีตามีนของกลางมาส่งให้แก่นายซี เพื่อนำไปส่งต่อให้นายอานนท์กับพวกการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานขายคีตามีนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 89 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท โทษจำคุกตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 118 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวปกฉัตร เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6751/2561
#627260
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เสร็จไปโดยการที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 นั้น เป็นผลจากการที่โจทก์ละทิ้งหรือทอดทิ้งคดีของตน ทำนองเดียวกับคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่ถอนฟ้องและทิ้งฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2)

คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 มีผลอย่างเดียวกับคำพิพากษาของศาลที่ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่ออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ครบไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553

เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3,920 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ละเมิดประกันภัย เป็นเงินจำนวน 12,156,242.80 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) (เดิม)

ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 เจ้าหนี้กับพวกยื่นฟ้องลูกหนี้กับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดมีนบุรี ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 542/2549 ใจความว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2548 นายทวี ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำในทางการที่จ้างขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพขับรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 96 หมายเลขทะเบียน 11 - 9908 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่ลูกหนี้ไปตามถนนรามอินทรามุ่งหน้าด้านมีนบุรี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณสามแยกถนนรามอินทรา แยกถนนสวนสยาม นายทวีขับรถเลี้ยวขวาจากถนนรามอินทราเข้าสู่ถนนสวนสยามด้วยความเร็วและปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้รถเสียหลักแล่นข้ามเกาะกลางถนนพุ่งเข้าชนอาคารของเจ้าหนี้ ทำให้อาคารและทรัพย์สินภายในอาคารของเจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ขอให้ลูกหนี้กับพวกใช้ค่าเสียหาย ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 เจ้าหนี้ขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1263/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้คืนค่าขึ้นศาล ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งยกคำแถลง เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน (ศาลจังหวัดมีนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554) และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 เจ้าหนี้กับพวกยื่นฟ้องลูกหนี้กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดมีนบุรีเรื่องละเมิดและประกันภัยเป็นคดีใหม่อีกครั้งตามคดีหมายเลขดำที่ 1400/2550 ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 380/2553 เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน (ศาลจังหวัดมีนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 18 มกราคม 2555) ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ทั้งสองคดีข้างต้น เจ้าหนี้นำมูลหนี้ที่ได้ยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดมีนบุรีดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้คดีนี้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2553

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า การที่เจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องลูกหนี้ให้รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยมาแล้ว ศาลจังหวัดมีนบุรีจำหน่ายคดีเนื่องจากเจ้าหนี้ขาดนัด เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีที่เจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องขอให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยจะเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุเจ้าหนี้ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 แต่การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเป็นผลจากการที่ละทิ้งหรือทอดทิ้งคดีของตน ทำนองเดียวกับคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่ถอนฟ้องและทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง ดังนั้น เจ้าหนี้ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากการฟ้องคดีที่จะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งมีกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง จึงหาสะดุดหยุดลงดังที่เจ้าหนี้อ้างในอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลจังหวัดมีนบุรีที่จำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 ห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 202 แต่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ คำสั่งเช่นว่านี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ (เจ้าหนี้) ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่ แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการฟ้องคดีก่อนโดยอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงก็ตาม แต่เมื่อคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดมิได้เสร็จไปเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลที่ให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาย่อมมีผลอย่างเดียวกับคำพิพากษาของศาลที่ยกคำฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า หากอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดได้ เมื่อคำสั่งของศาลจังหวัดมีนบุรีที่ให้จำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ (เจ้าหนี้) ขาดนัดพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 จึงเป็นที่สุดในวันที่ได้อ่านคำสั่งให้คู่ความฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง คือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ซึ่งมีกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2548 จึงครบไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยในมูลหนี้เดียวกันนั้นอีก ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1400/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ซึ่งอยู่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุด และในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดในคดีนี้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 ซึ่งเจ้าหนี้ก็ได้นำมูลหนี้ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดระยะเวลาสองเดือนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และ 91 ในระหว่างที่อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ดังกล่าวได้สะดุดหยุดลงในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่จะเรียกให้ลูกหนี้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันวินาศภัยจึงหาขาดอายุความไม่ ส่วนคดีแพ่งที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลอุทธรณ์และลูกหนี้ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีต่อไป ทั้งที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้เดียวกันไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยอ้างว่าเป็นฟ้องซ้อนซึ่งไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 เมื่อเจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความสะดุดหยุดลงในการฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1400/2550 ของศาลจังหวัดมีนบุรี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ว่าสิทธิเรียกร้องตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ขาดอายุความแล้ว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด ปัญหาดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้ทำความเห็นเสนอศาล แต่เมื่อคดีนี้ได้ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานของเจ้าหนี้แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งก่อน เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้อ้างส่งในสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้วรับฟังได้ว่า กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สิน 1,000,000 บาท ต่อครั้ง เหตุละเมิดรถชนครั้งนี้มีผู้ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สิน 2 ราย ลูกหนี้จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเหตุละเมิดรถชนครั้งนี้รวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามที่ระบุในกรมธรรม์ เมื่อได้ความว่าทรัพย์สินของเจ้าหนี้ถูกรถคันเกิดเหตุชนจนได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 12,156,242.80 บาท เจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ลูกหนี้ในฐานะผู้รับประกันภัยรถคันเกิดเหตุรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ได้ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่เมื่อได้ความว่านอกจากเจ้าหนี้คดีนี้แล้วยังมีนางสาวพรรณรวี เจ้าหนี้รายที่ 3919 ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุละเมิดครั้งเดียวกันนี้อีกเป็นเงิน 794,965.28 บาท จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ร่วมกับเจ้าหนี้รายดังกล่าวตามอัตราส่วนความเสียหายของแต่ละราย แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 938,600 บาท

พิพากษากลับอนุญาตให้บริษัทสยามศิลป์แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 938,600 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/17 วรรคหนึ่ง ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 202 ม. 203
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
นายสมนึก พุ่มไฉยา และนายอารี วิไลวรรณ
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — บริษัทสยามศิลป์แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายปิยะพล สำเริง
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6737/2561
#628010
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ และหากยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ การที่ ช. มาให้ถ้อยคำในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการว่าไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทแต่ในคืนเกิดเหตุพนักงานสอบสวนขอร้องให้รับสารภาพเพื่อช่วยเหลือทายาทของผู้ตายให้เบิกเงินจากบริษัทประกันภัยได้นั้น อนุญาโตตุลาการไม่เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะพูดขอร้อง ช. ต่อหน้าตัวแทนของบริษัทประกันภัย อีกทั้งการที่ตัวแทนบริษัทประกันภัยลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวเท่ากับยอมรับว่าบันทึกฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้อง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ช. จอดรถบนไหล่ทางในที่มืดมีแสงสว่างไม่เพียงพอจึงเป็นฝ่ายประมาท ส่วนประจักษ์พยานที่ไปให้ถ้อยคำในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการว่าที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร นั้น มีน้ำหนักน้อยกว่าไม่อาจหักล้างการยอมรับของ ช. ได้ การที่อนุญาโตตุลาการได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดของทั้งสองฝ่าย แล้วนำมาชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานฝ่ายใดดีกว่ากัน และชี้ขาดว่า ช. เป็นฝ่ายประมาทฝ่ายเดียว ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ตาย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายก่อโชค บุตรชัยงาม
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6666/2561
#627263
เปิดฉบับเต็ม

แม้ปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตผลปาล์มน้ำมันของกลางจะเกิดจากการเพาะปลูกของบริษัท บ. ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐ แต่ต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวเป็นไม้ยืนต้นที่ปลูกบนที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่รัฐอนุญาตแล้ว ไม่ปรากฏว่ารัฐหรือบริษัท บ. ได้ดำเนินการให้รื้อถอนต้นปาล์มออกไป แสดงว่าต่างมีความประสงค์ให้ต้นปาล์มน้ำมันเป็นส่วนควบของผืนป่า และเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว ผลปาล์มน้ำมันของกลางที่เกิดจากต้นปาล์มน้ำมันนั้น จึงเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า ผลปาล์มน้ำมันจึงเป็นของป่า จำเลยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันของกลาง การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิด อันเป็นความผิดฐานเก็บของป่าตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และผลปาล์มน้ำมันของกลางย่อมเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดจึงต้องริบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายจรูญ แก้วหนูนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายชูชาติ ณ ระนอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
นิพนธ์ ใจสำราญ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661/2561
#627262
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของต่างด้าว พ.ศ.2551 และให้ใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 แทน ซึ่งมาตรา 9 บัญญัติให้การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด และมาตรา 102 กำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 102 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ถือว่าการกระทำความผิดในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 แม้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะยังกำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสองดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยผิดกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 27, 54 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 45, 90, 144, 146 พระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 5, 11, 124 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 45 (1), 90 วรรคหนึ่ง, 144, 146 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 124 (ที่ถูก ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานกับฐานร่วมกันประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจ้างคนต่างด้าวที่ไม่ได้ใบรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจ้างคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 400,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันไม่แจ้งการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ปรับคนละ 5,000 บาท รวมปรับคนละ 415,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เป็นปรับคนละ 207,500 บาท โทษปรับเห็นควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก ที่แก้ไขใหม่)

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษปรับนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองใช้แรงงานคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร ซึ่งคนต่างด้าวดังกล่าวมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีโดยจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและขาดจิตสำนึก เห็นแต่เพียงประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองรอการลงโทษปรับให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของต่างด้าว พ.ศ.2551 และให้ใช้พระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 แทน ซึ่งมาตรา 9 บัญญัติให้การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด และมาตรา 102 กำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวไว้ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ข้อ 1 ให้มาตรา 102 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ถือว่าการกระทำความผิดในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปโดยพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 แม้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะยังกำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่าพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยผิดกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1), 90 วรรคหนึ่ง, 144 วรรคหนึ่ง, 146 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องฐานร่วมกันรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ม. 9 ม. 102
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 45 วรรคหนึ่ง (1) ม. 90 วรรคหนึ่ง ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — บริษัททรัพย์สำเภา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางขวัญหล้า เพชรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6653/2561
#627330
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน และประกาศคำร้องขอทางหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน จึงเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 เมื่อศาลชั้นต้นได้ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ การดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ก็ตาม แต่คดีนี้คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้วและข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าผู้ร้องโต้แย้งสิทธิอย่างใดแก่ผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ผู้คัดค้านเพียงแต่อ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้องและขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น มิได้ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 88 ตารางวา มีชื่อนายวอน ผู้จัดการมรดกของนายวัน เจ้ามรดก นายทองอยู่ นายบุญทิ้ง นางสาวพรม นางบุญธรรม นายพวง นางปลด และนายหน่ง ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 72 ตารางวา สืบต่อจากบรรพบุรุษของผู้ร้องซึ่งครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายและยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องโดยไม่ได้จดทะเบียน ผู้ร้องปลูกบ้านอยู่อาศัย ปลูกต้นไม้และพืชผลในที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 เนื้อที่ 72 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 เนื้อที่ 72 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 เนื้อที่ 72 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้าน ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านจะร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 เนื้อที่ 72 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน และประกาศคำร้องขอทางหนังสือพิมพ์รายวันโดยกำหนดวันนัดไต่สวนและให้ผู้ที่จะคัดค้านคำร้องขอให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลก่อนวันนัด แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน จึงเป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ การดำเนินกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ ถือว่า ผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิพิสูจน์ว่าผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่แสดงกรรมสิทธิ์ไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ก็ตาม แต่คดีนี้คำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดไปแล้ว และข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ปรากฏว่าผู้ร้องโต้แย้งสิทธิอย่างใดแก่ผู้คัดค้านในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล นอกจากที่ผู้คัดค้านอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าผู้ร้อง ทั้งผู้คัดค้านเพียงแต่ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์เท่านั้น มิได้ขอให้มีคำสั่งแสดงว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4794 เนื้อที่ 72 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ได้ดำเนินมาแล้วโดยชอบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้คัดค้านแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (1) ม. 145 (2) ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชานนท์ สร้อยสังวาลย์
ผู้คัดค้าน — นางสาวกนกพร สร้อยสังวาลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางคันธ์ฉาย ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิ์แสง
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6623/2561
#625435
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทั้ง 2 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31 ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินก่อนวันที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ใช้บังคับ คดีของผู้ร้องจึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 2
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
ผู้คัดค้าน — จ่าสิบตำรวจ บุญฤทธิ์ ศรีบุญเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายเรืองฤทธิ์ บัวลอย
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6609/2561
#627334
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของ ณ. ที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของ ณ. ไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความจริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้ ว. เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานประจำวันของสำนัก/สาขา ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเอง มิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง และที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้ามมอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้งสองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4)

ในการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 140,677 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 9,739,200 บาท และค่าชดเชย 649,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 649,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 9 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการ สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 81,160 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 ของเดือน จำเลยมีระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ก่อนถูกเลิกจ้างโจทก์ชักชวนนายเณวิน เพื่อนของโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค บัญชีเลขที่ 028-3-00xxx-x และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหนึ่งพัน บัญชีเลขที่ 175-3-00xxx-x โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายในการเปิดบัญชีให้ จากนั้นนายเณวินสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้แก่นายเณวินเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีนายเณวินที่ธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้ว่าเงินในบัญชีของนายเณวินไม่พอจ่ายตามเช็ค เช็คจึงถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน และโจทก์นำเช็คฉบับเดียวกันเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันอีก และทุกครั้งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเช่นกันโดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็ค โจทก์กระทำการดังกล่าวโดยเจตนาเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) นอกจากนี้โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์ให้นายไววิทย์ เจ้าหน้าที่อำนวยการอาวุโส สาขาพาราไดซ์ พาร์ค เพื่อดำเนินการอนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวมาแล้วเข้าบัญชีของนายเณวินที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ต่อมาจำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายเงินใด ๆ ให้ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์นำเช็คเรียกเก็บเงินโดยรู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของลูกค้าไม่พอจ่ายเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 28 ที่ว่า พนักงานต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาหรือต่อธนาคาร การรายงานโดยปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จ แต่เป็นกรณีไม่ร้ายแรง ส่วนที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ให้ผู้อื่นเพื่อใช้ในการอนุมัติการนำฝากเช็คเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติในการบริการประชาชน จำเลยไม่ได้ถือระเบียบเคร่งครัด ไม่ถือว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่มีข้อเท็จจริงใดถือว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และไม่มีข้อเท็จจริงใดว่าโจทก์ปลอมแปลงเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่โจทก์จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลเพียงพอไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การพิจารณาว่าการกระทำผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ต้องพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่การงาน ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำความผิด จำเลยเป็นสถาบันการเงิน พนักงานสถาบันการเงินต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริต โจทก์เป็นผู้จัดการสาขากระทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รหัสประจำตำแหน่งของผู้จัดการสาขานั้นสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของสาขาได้ทั้งหมด การให้รหัสประจำตำแหน่งแก่บุคคลอื่นเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในทางการเงินสูงมากแก่จำเลย จึงเป็นกรณีร้ายแรงแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ให้นายเณวิน เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้นายเณวินสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 50,000,000 บาท ให้ตนเองแล้วโจทก์นำเช็คดังกล่าวเรียกเก็บเงินที่ธนาคารจำเลย สาขาซีคอนสแควร์ เพื่อเข้าบัญชีของนายเณวินที่ธนาคารจำเลยสาขาพาราไดซ์ พาร์ค ทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าเงินในบัญชีของนายเณวินไม่พอจ่ายตามเช็คและยังกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกสามครั้งโดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากของธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค อันเป็นการสร้างผลงาน (KPI) ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตทำให้ตนเองได้รับประโยชน์ว่าสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย การกระทำของโจทก์ส่งผลให้จำนวนเงินที่จำเลยรับฝากผิดไปจากความเป็นจริงทำให้การแปลผลการประกอบการของจำเลยไม่ตรงความจริงตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตลาดเงิน จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนเป็นสำคัญ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือไว้วางใจในการประกอบธุรกิจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ เป็นการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 25 ที่ระบุไว้ว่าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และผิดวินัยอย่างร้ายแรง และข้อ 26 ที่ระบุไว้ว่าพนักงานผู้ใดจงใจในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของธนาคารอาจเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหายถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งการที่โจทก์มอบรหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของตนเองให้นายไววิทย์ เพื่อใช้อนุมัติรายการนำฝากเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีนั้น โจทก์เป็นผู้จัดการสาขา รหัสประจำตำแหน่ง (Password) ของโจทก์สามารถใช้ทำธุรกรรมการเงินของสาขาได้ทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางการเงินสูงมาก การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการปฏิบัติงานประจำวันของสำนัก/สาขา ข้อ 5.4 ที่ระบุไว้ว่าห้ามบอกกล่าวหรือแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ อันทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ User ID และ Password ของตนเองมิฉะนั้นจะถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง และข้อ 8.2 ที่ระบุไว้ว่าในระหว่างวันทำการ หากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ มีความจำเป็น ต้องมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ท่านอื่นปฏิบัติงานแทน ห้ามมอบหมาย Password ของตนเองอย่างเด็ดขาด การกระทำของโจทก์ทั้งสองกรณีเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประการอื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมหรือไม่และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีไม่ร้ายแรง ดังนั้นจำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเสียก่อนจึงจะเลิกจ้างได้ แต่จำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว จำเลยต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ สำหรับปัญหาเกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นธรรมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่และเหตุนั้นเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้หรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สำหรับปัญหาเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มิใช่พิจารณาว่าหากการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยดังที่โจทก์อ้าง เมื่อโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีร้ายแรงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสี่ ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีดา สังวาลวิชัยโรจน์
จำเลย — บริษัทธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6607/2561
#627333
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี..." การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้างหรือลูกจ้างแสดงเจตนาลาออกไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 94 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายชน ภิญโญทรัพย์
จำเลย — บริษัทอัลมอนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6591/2561
#627257
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถยนต์กลับรถในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซง ห้ามกลับรถและห้ามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทก์มีระยะห่างจากรถยนต์ของโจทก์มากพอสมควร หากโจทก์ไม่เลี้ยวกลับรถฝ่าฝืนกฎหมายและสัญญาณจราจร ทั้งมิได้ให้สัญญาณเปิดไฟเลี้ยวขวา รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับย่อมไม่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ การที่รถยนต์จำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถได้ทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เลี้ยวรถกลับบริเวณที่เกิดเหตุไปด้านตรงข้ามอย่างกะทันหัน จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหยุดหรือหักหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งชนรถยนต์ของโจทก์ อันเกิดจากความประมาทของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 4,914,600.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ต้องไม่เกิน 250,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก ไม่มีคำขออื่นที่ยก)

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,367,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์เสียเกินมาในศาลชั้นต้น 7,414 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ในประเภทคุ้มครองเฉพาะภัย ในวันเกิดเหตุ เวลา 17.20 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กต 6742 นครศรีธรรมราช ไปตามถนนสายจันดี - นครศรีธรรมราช จากตำบลจันดีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณร้านอาหารเรือนผักกูด รถยนต์คันที่โจทก์ขับเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บว 4444 นครศรีธรรมราช คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ขับรถยนต์กลับรถในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณจราจรบนทางห้ามรถทั้งสองฝั่งขับรถคร่อมเส้น ห้ามแซง ห้ามกลับรถและห้ามเลี้ยวขวาโดยเด็ดขาด ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังโจทก์มีระยะห่างจากรถยนต์ของโจทก์มากพอสมควร หากโจทก์ไม่เลี้ยวกลับรถฝ่าฝืนกฎหมายและสัญญาณจราจร ทั้งมิได้ให้สัญญาณเปิดไฟเลี้ยวขวา รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับย่อมไม่เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของโจทก์ การที่รถยนต์จำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการขับรถยนต์ฝ่าฝืนกฎหมายของโจทก์ ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะหยุดรถได้ทัน เหตุละเมิดเกิดขึ้นจากความประมาทของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยืนยันข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เลี้ยวรถกลับบริเวณที่เกิดเหตุไปด้านตรงข้ามอย่างกะทันหัน จนจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหยุดหรือหักหลบได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 พุ่งชนรถยนต์ของโจทก์ อันเกิดจากความประมาทของโจทก์ ด้วยเหตุนี้เอง ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ตามพฤติการณ์แสดงว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท แต่เมื่อข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัย ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดแก่โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 591,990.76 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีจำนวน 2,467,963.06 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระแก่โจทก์ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 49,359 บาท แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท และจำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 49,359 บาท รวมเป็นเงิน 98,718 บาท แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลยร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เป็นการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมาจำนวน 49,359 บาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างและจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างร่วมกันชำระเงิน 2,467,963.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างยื่นอุทธรณ์แยกกันขอให้ไม่ต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงินจำนวน 2,467,963.06 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างได้เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์คนละ 49,359 บาท เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่ละคนได้ชำระไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเกินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 422
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยูนุส ไนโร
จำเลย — นายธวัชชัย ตันประเสริฐวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุภิตย์ เกลี้ยงสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6570/2561
#626060
เปิดฉบับเต็ม

ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางดังกล่าว จึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 1 มีไว้จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 19, 26, 33, 35, 38, 47, 54, 57 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเลื่อยโซ่ยนต์ ยี่ห้อ Motoyama 1 เครื่อง เลื่อยโซ่ยนต์ ยี่ห้อ Makita 1 เครื่อง แม่แรง 1 ตัว รอกพร้อมโซ่ 1 ชุด ขวาน 1 ด้าม ตะไบแบน 1 อัน เข็มขัดสนาม 1 เส้น กระเป๋าสะพายเอว 5 ใบ กระเป๋าสะพายข้าง 1 ใบ เชือก 1 มัด ปลอกมีดพก 1 ปลอก คัตเตอร์ 1 อัน ตลับเมตร 5 เมตร 1 ตลับ บล็อกหัวเทียน เบอร์ 17 จำนวน 1 อัน ประแจเบอร์ 12 จำนวน 1 อัน ประแจเบอร์ 14 จำนวน 1 อัน และประแจเบอร์ 17 จำนวน 1 อัน ไม้แดง 15 ท่อน ไม้นนทรี 4 ท่อน และไม้มะมค่าหรือไม้มะค่าโมง 1 ท่อน ซากไก่ป่า 1 ซาก ซากนกเงือกสีน้ำตาลคอขาวหรือนกเก๊กหรือนกแก๊ก 5 ซาก ซากกระรอกสามสี 1 ซาก ซากกระรอกหน้ากระแตหรือกระแต 1 ซาก อาวุธปืนพก 1 กระบอก อาวุธปืนยาว 5 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน กระสุนปืนออโตเมติกขนาด .45 (11 มิลลเมตร) 24 นัด กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE 162 นัด ลูกกระสุนปืน (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) เสียสภาพ ขนาดประมาณ .45 (11 มิลลิเมตร) 5 ปลอก ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาดประมาณ .45 (11 มิลลิเมตร) 232 ปลอก ปลอกกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 ลูกกระสุนปราย (ประกอบ LONG RIFLE 17 ปลอก และปลอกกระสุนปืน ลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) 1 ปลอก ซองปืนสั้น 3 ซอง และซองอาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) 2 ซอง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 55, 78 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี 10 เดือน ริบเลื่อยโซ่ยนต์ ยี่ห้อ Motoyama 1 เครื่อง เลื่อยโซ่ยนต์ ยี่ห้อ Makita 1 เครื่อง ไม้แดง 15 ท่อน ไม้นนทรี 4 ท่อน และไม้มะค่าหรือไม้มะค่าโมง 1 ท่อน ซากไก่ป่า 1 ซาก ซากนกเงือกสีน้ำตาลคอขาวหรือนกเก๊กหรือนกแก๊ก 5 ซาก ซากกระรอกสามสี 1 ซาก ซากกระรอกหน้ากระแตหรือกระแต 1 ซาก อาวุธปืนพก 1 กระบอก อาวุธปืนยาว 5 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน กระสุนปืนออโตเมติกขนาด .45 (11 มิลลเมตร) 24 นัด กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE 162 นัด ลูกกระสุนปืน (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) เสียสภาพ ขนาดประมาณ.45 (11 มิลลิเมตร) 5 ลูก ปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาดประมาณ .45 (11 มิลลิเมตร) 232 ปลอก ปลอกกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 LONG RIFLE 17 ปลอก และปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 1 ปลอก ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) 1 ปลอก ซองปืนสั้น 3 ซอง และซองอาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) 2 ซอง ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก กับให้คืนแม่แรง 1 ตัว รอกพร้อมโซ่ 1 ชุด ขวาน 1 ด้าม ตะไบแบน 1 อัน เข็มขัดสนาม 1 เส้น กระเป๋าสะพายเอว 5 ใบ กระเป๋าสะพายข้าง 1 ใบ เชือก 1 ม้วน ปลอกมีดพก 1 ปลอก คัตเตอร์ 1 อัน ตลับเมตร 5 เมตร 1 ตลับ บล็อกหัวเทียน เบอร์ 17 จำนวน 1 อัน ประแจเบอร์ 12 จำนวน 1 ด้าม ประแจเบอร์ 14 จำนวน 1 ด้าม และประแจเบอร์ 17 จำนวน 1 ด้าม แก่เจ้าของส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ เมื่อศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่มีการลงโทษปรับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง นายรัตนะและนายยรรยง เจ้าพนักงานป่าไม้ประจำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว พร้อมด้วยเจ้าพนักงานป่าไม้คนอื่น เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้ใหญ่บ้านร่วมกันออกลาดตระเวนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จนมาถึงบริเวณหมู่บ้านคลองกลาง (หมู่ที่ 18) ตำบลทับช้าง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้ตรวจพบร่องรอยการชักลากไม้ออกจากป่า จึงติดตามรอยมาจนผ่านทุ่งโล่งและสวนลำไย จนกระทั่งถึงบ้านที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานได้เดินตรวจตราบริเวณรอบบ้านที่เกิดเหตุพบท่อนไม้แปรรูป ปีกไม้ และขี้เลื่อยกระจัดกระจายทั่วไปตาม และเมื่อตรวจค้นบริเวณทุ่งหญ้าข้างบ้านพบท่อนไม้แปรรูปและที่ยังไม่แปรรูป ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุขณะนั้น เมื่อตรวจพบท่อนไม้แล้วเจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจภายในบ้านที่เกิดเหตุพบเลื่อยโซ่ยนต์ ซากสัตว์ป่า อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน แม่แรงพร้อมโซ่และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกหลายรายการ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมยึดของกลางทั้งหมดไว้ และได้จัดทำบันทึกการจับกุม แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ บัญชีไม้และบัญชีของกลางคดีอาญา สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติและในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานอื่นตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษ จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีความผิดฐานอื่นตามฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่นายรัตนะและนายยรรยง เจ้าพนักงานป่าไม้กับพวกเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุนั้น พบเพียงจำเลยที่ 1 แต่ไม่พบจำเลยที่ 2 กับภริยาอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุด้วย แต่เหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 นางสาวเพลินและนายไพบูลย์ให้การว่าของกลางที่ตรวจพบที่บ้านเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตัดไม้ของกลาง เมื่อพิจารณาบันทึกการจับกุมแล้วจะเห็นว่าเป็นบันทึกการจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมของกลางที่บ้านเกิดเหตุซึ่งทำขึ้นในวันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนของกลางที่ตรวจยึดได้นั้นจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่รู้และไม่ทราบ ทั้งในชั้นสอบสวนซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่จับกุมนั้น จำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธและไม่ประสงค์ให้การใด ๆ ตามบันทึกคำให้การ ส่วนนางสาวเพลินภริยาจำเลยที่ 1 พยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อทราบเหตุที่เจ้าพนักงานป่าไม้กับพวกมาตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ พยานก็รีบกลับมาและพบจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัว เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกนำตัวไปสอบสวน พยานก็ได้ติดตามไปด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และนางสาวเพลินภริยาได้ชี้แจงหรือให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานป่าไม้ผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนในทันทีว่าของกลางที่ตรวจยึดได้นั้นไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด และจำเลยที่ 2 กับภริยามาขอพักอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของนางสาวเพลินและนายไพบูลย์ กับบันทึกคำให้การเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 แล้วปรากฏว่า นางสาวเพลินให้การว่า จำเลยที่ 2 แอบนำเลื่อยโซ่ยนต์เข้ามาลักลอบตัดไม้ แปรรูปไม้ และนำซากสัตว์มาไว้ในบ้านเกิดเหตุ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่า ก่อนถูกจับ จำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านเกิดเหตุกับจำเลยที่ 2 ซึ่งดูไม้ของกลางอยู่ แต่ขณะที่เจ้าพนักงานป่าไม้มาตรวจค้นบ้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 หลบหนีไป ของกลางไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 2 ที่มาขออาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ ส่วนนายไพบูลย์พยานโจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 2 นำเลื่อยโซ่ยนต์มาตัดไม้นนทรีและไม้มะค่าที่หลังสวนของพยานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วนำไปไว้ที่สวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานได้ติดตามไปดู พยานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับของกลางคดีนี้ จะเห็นว่า นางสาวเพลินกับนายไพบูลย์พยานโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำและถ้อยคำเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนพร้อม ๆ กัน ในวันเดียวกันในทำนองว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดและของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยและเป็นการให้ถ้อยคำหลังเกิดเหตุนานประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นข้อให้ระแวงและพิรุธสงสัยได้ว่าจำเลยที่ 1 และนางสาวเพลินภริยามีเวลานานเพียงพอที่จะบ่ายเบี่ยงโดยปรับแต่งข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกันเพื่อให้จำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้กระทำผิดโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิด ดังปรากฏตามที่นายไพบูลย์พยานโจทก์เบิกความตอนหนึ่งว่า พยานมีความสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 จึงไปให้การต่อพนักงานสอบสวนตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอและเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยมาร้องขอให้พยานไปเป็นพยานกับเจ้าพนักงานตำรวจ โดยจำเลยที่ 1 และภริยาไปหาพยานที่สวน พูดคุยกับพยานว่าจะให้พยานให้การอย่างไร คำให้การและคำเบิกความของนางสาวเพลินภริยาจำเลยที่ 1 และนายไพบูลย์พยานโจทก์จึงมีข้อพิรุธสงสัย โดยมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้พ้นผิดมากกว่าที่จะให้ถ้อยคำตามความเป็นจริง ส่วนครั้งแรกที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยไม่ขอให้การ แล้วภายหลังมาขอให้การเพิ่มเติมพร้อมนางสาวเพลินภริยาโดยมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน ซึ่งมีข้อพิรุธสงสัยดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น แล้วนำสืบในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิด ของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้กระทำผิดนั้น นอกจากจะเป็นพยานบอกเล่าซึ่งแม้จะพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมโดยมีร้อยตำรวจโทมนต์เทพพนักงานสอบสวนพยานโจทก์มาเบิกความประกอบด้วยแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งยังเป็นคำซัดทอดของผู้ที่กระทำผิดด้วยกันเพื่อให้ตนเองพ้นจากความผิด จึงมีน้ำหนักน้อยที่จะรับฟัง ดังวินิจฉัยมาพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธและมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 กับภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุและเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปลอกกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 ที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองนั้น เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงไปแล้ว ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 จะใช้ปลอกกระสุนปืนของกลางไปอัดหรือใช้ประกอบให้อยู่ในสภาพเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ ดังนั้น ปลอกกระสุนปืนของกลางจึงไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน การที่จำเลยที่ 1 มีไว้จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ไม่ริบปลอกกระสุนปืนขนาด .223 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 55 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
นายหรือสิบตำรวจตรีจำนงค์ บุญแก้ว
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายณรงค์ สีลาผอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6527/2561
#627327
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้ให้สิทธิแก่บุคคลทำข้อกำหนดในพินัยกรรมยกที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้อื่นได้แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่ ส. ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อกำหนดในพินัยกรรมของ ส. ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 ให้แก่ ถ. มารดาของโจทก์ ย่อมเป็นการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามพินัยกรรมมาเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2548 (5) คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยแบ่งแยกโฉนดที่ดินในส่วนที่เป็นของนางแถมจำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากจำเลยไม่แบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

นางสำอางค์ ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 2 ไร่ ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 4 ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1

นายประนอม ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นโมฆะ และให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2548 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 ตามข้อ (4) เนื้อที่ 2 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และตามข้อ (5) เนื้อที่ส่วนที่เหลือประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแถม โดยให้จำเลยไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวที่เป็นส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 จำนวน 2 ไร่ และที่เป็นส่วนของนางแถม เนื้อที่ส่วนที่เหลือประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวา โดยใส่ชื่อของผู้ร้องสอดที่ 1 และใส่ชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแถมตามลำดับ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากจำเลยไม่แบ่งแยกโฉนดที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องสอดที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์ จำเลย ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่านายสุข กับนางบุญธรรม มีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ นางสาวบุญส่ง จำเลย นายสมหมาย นายสมชาย ผู้ร้องสอดที่ 2 และนายสุเทพ แต่นางสาวบุญส่ง นายสมหมายและนายสุเทพได้ถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนนายสุข ก่อนสมรสกับนายสุข นางบุญธรรมมีบุตรที่เกิดกับสามีคนก่อน 2 คน คือ นางแถม และผู้ร้องสอดที่ 1 นางแถมสมรสกับนายบรรจง มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นายอดิเรก นายรุ่ง โจทก์ นางใจเทียม และนางสาวนันทวรรณหรือกาญจนรัศม์ นางบุญธรรมถึงแก่ความตายก่อนนายสุข ต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 นายสุขถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุวัณโรคปอด จากนั้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุข ครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 นางแถมยื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางแถมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์ในฐานะทายาทของนางแถมและผู้ร้องสอดที่ 1 ขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนายสุข แต่จำเลยเพิกเฉย โดยพินัยกรรมของนายสุขมีข้อกำหนดยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม แต่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่นายสุขได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 คดีในส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากผู้ร้องสอดที่ 1 มิได้ฎีกา

ประเด็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายสุข ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม มารดาของโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้ให้สิทธิแก่บุคคลทำข้อกำหนดในพินัยกรรมยกที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้อื่นได้แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่นายสุขได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายสุข ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม มารดาของโจทก์ ย่อมเป็นการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามพินัยกรรมมาเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอง พรมโชติ
ผู้ร้องสอด — นางสำอางค์ สร้อยพลอย กับพวก
จำเลย — นายสมนึก อ๊อกตลาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6522/2561
#628011
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่ข้อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ร. เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันเป็นการกำหนด การเผื่อตายของโจทก์ที่ 1 และข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7.2 และ 1.7.3 ไม่ระบุถึงตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรมที่ชัดเจน ข้อกำหนดพินัยกรรมส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.6 ที่ระบุว่าให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกโดยได้ให้ค่าตอบแทนตามสมควร ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจนว่าเท่าใด จึงไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางระเบียบ ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2554 และให้ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อที่ 1.3, 1.4, 1.7 ไม่มีผลใช้บังคับ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7765, 11339, 1965, 1990, 1450, 3511 คืนแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ใบหุ้น บัญชีกองทุน โฉนดที่ดิน นอกจากคำขอท้ายฟ้องข้างต้น รวมทั้งเครื่องประดับ แหวน เครื่องเพชร ทองคำ ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งหมด กระเป๋าถือและกุญแจตู้นิรภัยของเจ้ามรดกทั้งหมดที่จำเลยยึดถือไว้คืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสิริกับนางระเบียบ นายสิริถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 นางระเบียบทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2557 นางระเบียบถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบตามคำสั่งศาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น แต่พยานโจทก์ทั้งสองได้แก่โจทก์ที่ 2 นายไกรฤกษ์ นางศาตพรและนางปภาวีเบิกความลอย ๆ ว่า ก่อนทำพินัยกรรมนางระเบียบป่วยทางจิต หลง ๆ ลืม ๆ และมีอาการหวาดระแวงโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนายแพทย์สุวิทย์และนายแพทย์พงศธรแพทย์ผู้ตรวจรักษานางระเบียบที่เบิกความถึงอาการป่วยของนางระเบียบภายหลังจากนางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทแล้วหลายเดือน ส่วนจำเลยนอกจากตัวจำเลยแล้วยังได้ความว่าร้อยเอกโกวิทย์ พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมฉบับพิพาทว่าได้พิมพ์พินัยกรรมตามที่นางระเบียบแจ้ง ขณะทำพินัยกรรมนางระเบียบมีใบรับรองแพทย์มาแสดงซึ่งนายแพทย์สุวิทย์พยานโจทก์ทั้งสองก็รับรองว่าพยานเป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ให้นางระเบียบจริง รับรองว่านางระเบียบมีสุขภาพแข็งแรงตามอายุ มีสติสัมปชัญญะดี ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวออกให้ในวันที่ 10 มกราคม 2554 ก่อนนางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ถึง 20 วัน นอกจากนี้นายแพทย์สุวิทย์ยังเบิกความว่า ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ได้ตรวจร่างกายนางระเบียบ นางระเบียบมีอาการปกติดี จนหลังจากนั้น 6 เดือน จึงทราบว่านางระเบียบมีอาการทางจิต พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับพิพาทนางระเบียบมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ไม่ได้เป็นบุคคลวิกลจริตและทำพินัยกรรมฉบับพิพาทโดยความสมัครใจ

โจทก์ทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า นางระเบียบทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเกินส่วนของตน พินัยกรรมจึงไม่มีผลบังคับ ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นนี้เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่านางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทยกทรัพย์สินทั้งหมดของนางระเบียบให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกเกินส่วนของตน โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายสิริกับนางระเบียบจึงเป็นทรัพย์สินของนายสิริครึ่งหนึ่งซึ่งตกได้แก่โจทก์ทั้งสอง นางระเบียบไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมจึงไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

โจทก์ทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.7 เป็นโมฆะเพราะผู้รับพินัยกรรมไม่อาจทราบตัวแน่นอนนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 เสียชีวิตให้แบ่งเงินฝากในบัญชีเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน คือบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หน่วยงานการกุศลเพื่อการศึกษา และสาธารณประโยชน์และเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มีสังฆทาน ธรรมทาน วิหารทาน เป็นต้น ซึ่งการกำหนดให้พินัยกรรมข้อนี้มีผลบังคับ เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน โดยข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนนี้จะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย แต่ขณะที่นางระเบียบทำพินัยกรรมนั้นโจทก์ที่ 1 ยังไม่ถึงแก่ความตาย เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียก่อนเวลาที่นางระเบียบถึงแก่ความตาย ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อนี้จึงมีผลบังคับนับแต่โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1674 วรรคสอง ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่กำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางระเบียบ เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย อันเป็นการกำหนดการเผื่อตายของโจทก์ที่ 1 และข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7.2 และ 1.7.3 ไม่ระบุถึงตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรมที่ชัดเจน ข้อกำหนดพินัยกรรมส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.6 ที่ระบุว่าให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกโดยได้ให้ค่าตอบแทนตามสมควร ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจนว่าเท่าใด จึงไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอนำส่งผลคำพิพากษาของศาลแขวงปทุมวัน ที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยคดีนี้ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่มารดาโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นผู้ดูแลและจ่ายเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามคำสั่งมารดาโจทก์ ไม่ใช่เป็นการโอนเงินให้จำเลยโดยเสน่หาอันจะทำให้เงินดังกล่าวตกเป็นสิทธิของจำเลย แต่จำเลยกลับนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ส่วนตัว อันเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกนั้น เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรม ประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่าพินัยกรรมของผู้ตายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ข้อที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบการวินิจฉัยจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนี้ อย่างไรก็ตามการที่ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก คุณสมบัติของผู้ร้องย่อมถือเป็นสาระสำคัญ ดังนั้นชอบที่โจทก์จะไปยื่นข้อเท็จจริงนี้ในคดีขอจัดการมรดกเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ฆ. โดยนางสาว อ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ จิระวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2561
#627329
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของ ด. แบ่งปันกันเอง โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันอ้างว่า ด. มีบุตร 3 คน ซึ่งเป็นความเท็จ และร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของ ด. โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก และมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ด. ตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของ ด. แบ่งปันกันเอง โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก และมีคำขอที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ด. ตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ด. ให้แก่โจทก์และบุตร ย่อมมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ด. ประกอบกับเหตุแห่งการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกตามฟ้องเกิดขึ้นหลัง ด. ตายเกินกว่าระยะเวลา 1 ปีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่ ด. ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้จำเลยทั้งสามโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 52622 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์เลขที่ 2133 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แก่โจทก์และบุตรภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 479,949.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำได้ ให้แบ่งทรัพย์มรดกตามส่วนให้แก่โจทก์ในส่วนของที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 25,787.50 บาท แก่โจทก์และบุตร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และบุตร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้แก่โจทก์และบุตรรวมกันแปลงละ 1 ใน 4 ส่วน หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสามและนายผจญ สามีของโจทก์เป็นบุตรของนางดวง เจ้ามรดก นายผจญกับโจทก์สมรสกัน เด็กชายปนิธิหรือปัจจุบัน เป็นบุตรของนายผจญกับโจทก์ นางดวงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 นายผจญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2547 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางดวงตามสำเนาคำร้องคดีหมายเลขดำที่ 151/2548 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ครั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางดวง ซึ่งนางดวงมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 48771, 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันบ้านเลขที่ 8 ถูกรื้อถอนแล้ว เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 เป็นของจำเลยที่ 1 และวันที่ 19 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 ออกเป็นที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 จากนั้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 ให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและค่ารื้อย้ายจากกรมชลประทาน กรณีทางราชการเวนคืนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48771 บางส่วนเป็นเงินจำนวน 3,150 บาท ส่วนที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์เลขที่ 2133 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 มิใช่ทรัพย์มรดกของนางดวง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินกรณีทางราชการเวนคืนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 บางส่วนเป็นเงินจำนวน 236,013.75 บาท และค่ารื้อย้ายต้นไม้ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 เป็นเงินจำนวน 40,786 บาท

ประเด็นที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า นางดวงเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอแบ่งปันทรัพย์มรดกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมสมคบกันยักย้ายและปิดบังทรัพย์มรดกของนางดวง โดยฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางดวง ไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวง ประกอบกับเหตุแห่งการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกตามฟ้องเกิดขึ้นหลังนางดวงตายเกินกว่าระยะเวลา 1 ปีแล้ว เช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่นางดวงถึงแก่ความตาย เช่นนี้ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ ประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และถือไม่ได้ว่าฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันสมคบยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของนางดวง โดยฉ้อฉลและรู้อยู่แล้วว่าทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามย่อมถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางดวง ไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตร ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง และเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของนางดวงแบ่งปันกันเอง โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันอ้างว่านางดวงมีบุตร 3 คน ซึ่งเป็นความเท็จ และร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางดวงโดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก และมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวงตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของนางดวงแบ่งปันกันเอง โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก และมีคำขอที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวงตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตร ย่อมมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 อันเป็นการมิชอบดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามต้องแบ่งทรัพย์มรดกของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตรของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ประเด็นนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า นางดวงผู้เป็นเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 52622 และ 48771 เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48771 จำนวน 3,150 บาท และบ้านที่รื้อถอนไปแล้วซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตีราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งนางดวงมีทายาท 4 คน คือจำเลยทั้งสามกับนายผจญสามีของโจทก์ โจทก์กับบุตรเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายผจญสามีของโจทก์ ย่อมมีสิทธิรับมรดกของนางดวง 1 ใน 4 ส่วน แม้จำเลยทั้งสามจะฎีกาว่า จำเลยทั้งสามได้ชำระเงินในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางดวงที่ตกทอดแก่โจทก์และบุตรของโจทก์แล้วจำนวน 62,500 บาท โดยแยกเป็นค่าที่ดิน 50,000 บาท และค่าบ้าน 12,500 บาท ตามที่ปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก จำเลยทั้งสามหาจำต้องแบ่งทรัพย์มรดกของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตรของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีกแต่ประการใด แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์สำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น แล้วปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 สำนึกผิดในการกระทำความผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 62,500 บาท และตามคำร้องของโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขอรับเงินจำนวน 62,500 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในคดีอาญา อันเป็นมูลเรื่องละเมิด โดยโจทก์ยังคงสงวนสิทธิในการฟ้องคดีแพ่งในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพย์มรดก ด้วยเหตุนี้เองย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้แน่นอนว่า จำเลยทั้งสามได้ชำระเงินในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางดวงที่ตกทอดแก่โจทก์และบุตรของโจทก์แล้วจำนวน 62,500 บาท ดังที่กล่าวอ้างในฎีกา นอกจากนี้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ปลูกสร้างบ้านของแต่ละคนลงในที่ดินเต็มพื้นที่แล้ว เป็นการยากที่จะแบ่งหรือให้โจทก์และบุตรมีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง และในอนาคตจะต้องมีการฟ้องร้องเป็นคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงอีกอย่างแน่แท้ แต่ข้อขัดข้องในเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินซึ่งสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 กรรมสิทธิ์ และหมวด 3 กรรมสิทธิ์รวม หาเป็นข้อขัดข้องตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 25,787.50 บาท แก่โจทก์และบุตร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และบุตร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้แก่โจทก์และบุตรรวมกันแปลงละ 1 ใน 4 ส่วน มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิชดา หมื่นเจิง
จำเลย — นางวรรณยุดา ทะปะละ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายวสันต์ ขาวสง่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6441/2561
#627004
เปิดฉบับเต็ม

เจ้ามรดกทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง โดยเจ้ามรดกคนที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เจ้ามรดกคนที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ และเจ้ามรดกทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ไร่เศษ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จากนั้นได้โอนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวบ่งชี้ว่าที่ดิน 3 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองที่จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 จัดการโอนที่ดินมรดกของเจ้ามรดกคนที่ 2 แปลงเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 หลังจากนั้นโจทก์ที่ 3 นำที่ดินไปจำนองไว้แก่ ป. แล้วโอนที่ดินดังกล่าวตีใช้หนี้ ป. เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องไปซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวกลับคืนมาจาก ป. แล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้จัดการมรดกโดยพลการและอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 มาตลอด อีกทั้งโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 2 กับมารดาของโจทก์ที่ 2 มีเหตุขัดแย้งกับเจ้ามรดกคนที่ 2 จึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและไม่ไปงานศพของเจ้ามรดกคนที่ 2 มูลเหตุแห่งการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 สืบเนื่องมาจาก ก. บุตรของโจทก์ที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โจทก์ที่ 1 กับ ส. บุตรสาวของโจทก์ที่ 1 จึงมาขอร้องให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปประกันตัว ก. จำเลยที่ 1 ตกลงและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปบางส่วนเนื้อที่ 20 ไร่ แล้วมอบหมายให้ ม. ภริยาของจำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายไปประกันตัว อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ที่ 1 รับรู้และเห็นชอบในการขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 มาแต่ต้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนมาจากจำเลยที่ 1 แล้วเข้าทำนาในที่ดินพิพาทแทนที่โจทก์ที่ 1 กับครอบครัว โจทก์ที่ 1 ก็หลีกทางให้เข้ายึดถือทำประโยชน์โดยไม่มีข้อทักท้วงโต้แย้งใด ๆ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจจัดการที่ดินพิพาทได้เพียงผู้เดียว สอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เอง จึงมิใช่การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น หลังจากเจ้ามรดกคนที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลเจ้ามรดกคนที่ 2 ซึ่งมีอาการป่วยเจ็บหนักและต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนนานหลายวันต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก สอดคล้องกับยอดเงินในบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกคนที่ 2 ที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก่อนถึงแก่ความตาย และยังสอดคล้องกับการที่จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปชำระหนี้จำนองให้แก่ อ. และ ป. นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้อนุญาตให้ ส. บุตรของโจทก์ที่ 1 ทยอยไปขอเบิกเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จากจำเลยที่ 2 หลายครั้ง อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียว แต่นำไปใช้เพื่ออุดหนุนจุนเจือโจทก์ที่ 3 และที่ 4 รวมทั้ง ก. และ ส. ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองที่โจทก์ทั้งสี่ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ทั้งมีอำนาจในการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โดยชอบ โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่อาจบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 29 ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 164084 และนิติกรรมการโอนซื้อขายที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 29 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ให้ได้รับคนละ 1 ส่วน เท่า ๆ กันกับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 4,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นายชั้น และนางสนิท เจ้ามรดกทั้งสองจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2508 โดยมีบุตรด้วยกันรวม 5 คน ตามลำดับดังนี้ คนแรกคือนายเชียร ซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2543 โดยมีบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วได้แก่โจทก์ที่ 4 คนที่สอง คือนายวันชัย ซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 โดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายวันชัย คนที่สามคือนางอังชัญ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2545 โดยมีโจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางอังชัญ คนที่สี่คือจำเลยที่ 1 และคนที่ห้าคือโจทก์ที่ 3 ในระหว่างที่นายชั้นและนางสนิทเจ้ามรดกทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน เจ้ามรดกทั้งสองได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาท เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา มาจากผู้อื่นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2543 นายชั้น เจ้ามรดกคนที่หนึ่งถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้น และต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2551 นางสนิท เจ้ามรดกคนที่สองถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสนิท หลังจากนั้นวันที่ 17 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง แล้วโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท จากนั้นวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 มีการเปลี่ยนเอกสารสิทธิของที่ดินพิพาทจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 164084 และต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 4 ไร่เศษ ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายชั้นและนางสนิทเจ้ามรดกทั้งสองที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ ฝ่ายโจทก์ทั้งสี่มีโจทก์ที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่จัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แต่คบคิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่ กับไม่เคยนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทดังกล่าวมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสี่ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังร่วมกันเปลี่ยนเอกสารสิทธิจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 29 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 164084 การกระทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1 ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและทายาท จึงไม่มีผลผูกพันมรดกในส่วนของโจทก์ทั้งสี่ ฝ่ายจำเลยทั้งสามมีจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับนายชั้นและนางสนิท โดยทำหน้าที่ดูแลบุคคลทั้งสองมาตลอด หลังจากนายชั้นถึงแก่ความตาย นางสนิทมีอาการป่วยหลายโรค ทั้งอัมพฤกษ์อัมพาต เบาหวาน และความดัน ไม่สามารถเดินได้และต้องนั่งรถเข็น โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนหลายครั้งและแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลายหมื่นบาท และเนื่องจากไม่มีบุตรคนใดของนางสนิทสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ จำเลยที่ 1 กับนางสนิทจึงต้องกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นและขายที่ดินมีโฉนดของนางสนิท 2 แปลง เพื่อนำเงินมารักษานางสนิท ซึ่งทายาททุกคนของนายชั้นและนางสนิททราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และก่อนที่นางสนิทจะถึงแก่ความตาย นางสนิทมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 3 แปลง โดยแปลงแรกเป็นที่ดินปลูกบ้านมีเนื้อที่ 1 ไร่เศษ แปลงที่สองเป็นที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ส่วนแปลงที่สามได้แก่ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 24 ไร่เศษ ซึ่งที่ดินแปลงที่สองและแปลงที่สาม นางสนิทยกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินแปลงแรก นางสนิทให้จำเลยที่ 1 นำไปแบ่งปันแก่ทายาทคนอื่น ๆ ที่ปลูกบ้านอยู่ในที่ดิน แต่ก่อนเสียชีวิต นางสนิทนำที่ดินแปลงแรกไปจำนองไว้แก่นางอรวรรณ เป็นเงิน 250,000 บาท เพื่อนำเงินไปรักษาตัว และเมื่อนางสนิทเสียชีวิตลง ที่ดินแปลงแรกก็ยังคงติดจำนองอยู่ ต่อมาหลังจากจำเลยที่ 1 ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้นและนางสนิทแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองให้แก่ตนเองโดยไม่มีทายาทคนใดคัดค้านเนื่องจากยอมรับในคำสั่งเสียของนางสนิท จากนั้นจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่นางแป๋วแล้วนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ที่กู้ยืมมาก่อนหน้านั้น ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2552 นายเกียรติศักดิ์หรือเต้ บุตรของโจทก์ที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โจทก์ที่ 1 กับนางสาวสุภิญญาหรือฝน บุตรของโจทก์ที่ 1 จึงมาขอร้องให้จำเลยที่ 1 หาเงินไปประกันตัวนายเกียรติศักดิ์ด้วยการขายที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ตกลงและตั้งใจจะขายที่ดินพิพาทเพียง 20 ไร่ ในราคาไร่ละ 200,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5 ไร่ จะเก็บไว้ทำกินเอง จากนั้นมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาของจำเลยที่ 1 มาติดต่อขอซื้อ จำเลยที่ 1 จึงขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 20 ไร่ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยากันในราคา 4,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนเข้าบัญชีธนาคารของนางมนตรา ภริยาของจำเลยที่ 1 เป็นจำนวน 1,000,000 บาท และเมื่อได้เงินมาแล้ว จำเลยที่ 1 นำเงิน 850,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากนางแป๋วโดยได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินพิพาทกลับคืนมา จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 20 ไร่ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยการให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงนำที่ดินพิพาทไปขอออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนเงินค่าซื้อที่ดินอีก 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนางมนตรา นางมนตราจึงถอนเงินออกจากบัญชีแล้วนำเงินไปใช้ประกันตัวนายเกียรติศักดิ์หรือเต้ บุตรของโจทก์ที่ 1 เป็นจำนวน 400,000 บาท และเมื่อนายเกียรติศักดิ์หรือเต้ถูกฟ้อง นางมนตราก็ไปประกันตัวในชั้นพิจารณาให้อีกโดยนายเกียรติศักดิ์หรือเต้ขอเงินจำเลยที่ 1 เป็นจำนวน 500,000 บาท เพื่อจ้างทนายความต่อสู้คดี แต่ต่อมานายเกียรติศักดิ์หรือเต้ให้การรับสารภาพและศาลมีคำพิพากษาจำคุกไปแล้ว ศาลจึงคืนเงิน 400,000 บาท ให้นางมนตรา แต่เมื่อนางมนตราหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 นางมนตราก็ไม่ได้คืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด สำหรับเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทงวดสุดท้ายอีก 1,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้ทยอยขอเบิกมาใช้เองบ้างกับให้นายเกียรติศักดิ์หรือเต้และนางสาวสุภิญญาหรือฝนไปขอเบิกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เองหลายครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 4 ไร่เศษ ซึ่งมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในราคา 800,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 กับนายเกียรติศักดิ์หรือเต้และนางสาวสุภิญญาหรือฝนได้ทยอยขอเบิกเงินจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เหมือนครั้งก่อน ๆ โดยจำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้มาไปไถ่ถอนจำนองที่ดินปลูกบ้านเนื้อที่ 1 ไร่เศษ จากนางอรวรรณแล้วโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ที่ 3 แต่ต่อมาโจทก์ที่ 3 นำที่ดินแปลงนี้ไปจำนองไว้แก่นางแป๋วแล้วไม่ชำระหนี้และโอนที่ดินตีใช้หนี้ให้นางแป๋ว จำเลยที่ 1 จึงตัดสินใจขายที่ดินมีโฉนดเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ให้แก่บริษัทท็อปแลนด์อาเขต จำกัด ในราคา 6,000,000 บาท แล้วนำเงินไปซื้อที่ดินปลูกบ้านคืนมาจากนางแป๋วในราคา 4,500,000 บาท โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของร่วมกัน ต่อมาที่ดินปลูกบ้านแปลงนี้ได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแล้วมีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 3 แปลงให้แก่โจทก์ที่ 4 และนางสาวสุภิญญาหรือฝนบุตรของโจทก์ที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 และมารดาของโจทก์ที่ 2 มีเหตุขัดแย้งกับนางสนิทและแจ้งแก่ทายาททุกคนว่าไม่ต้องการทรัพย์สินของนางสนิทเพราะมีทรัพย์สินอยู่มากแล้ว ทั้งเมื่อนางสนิทถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 กับมารดาของโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ไปร่วมงานศพนางสนิท จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้จัดการทรัพย์สินให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกของนายชั้นและนางสนิทนั้น จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยทายาททุกคนรับทราบและไม่คัดค้าน อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าทำกินในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 กับครอบครัวได้ โดยไม่มีการโต้แย้งใด ๆ เห็นว่า ในขณะที่นายชั้นถึงแก่ความตายก็ดี และนางสนิทถึงแก่ความตายก็ดี เจ้ามรดกทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 3 แปลง โดยนายชั้นมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ นางสนิทมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ และนายชั้นกับนางสนิท ร่วมกันมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ไร่เศษ โดยขณะที่นายชั้นและนางสนิทถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกทั้งสองไม่ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินที่ตนมีชื่อเป็นเจ้าของให้แก่บุคคลใด ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้นและนางสนิทแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนของเอกสารทั้งสามฉบับว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนชื่อเจ้าของที่ดินจากนายชั้นและนางสนิทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชั้นและนางสนิทก่อนจากนั้นได้โอนชื่อเจ้าของที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวอีกทอดหนึ่ง ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินของนายชั้นและนางสนิทมาในลักษณะเช่นนี้ นับเป็นพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าที่ดิน 3 แปลง ตามเอกสารสิทธิทั้งสามฉบับข้างต้นเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องดำเนินการตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 จัดการมรดกโดยไม่มีอำนาจและโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสี่เฉพาะที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ไร่เศษ เพียงแปลงเดียว แต่ศาลก็จำต้องพิจารณาถึงการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่นประกอบด้วย เพราะเป็นการจัดการมรดกที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปในคราวเดียวและเพื่อให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ในภาพรวมว่า จำเลยที่ 1 กระทำการตามที่โจทก์ทั้งสี่กล่าวหาหรือไม่ โดยคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่มีโจทก์ที่ 3 เป็นผู้สืบสันดานโดยตรงของนายชั้นและนางสนิทกับมีโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 4 เป็นหลานของนายชั้นและนางสนิทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวันชัยและนายเชียร แต่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่มาเบิกความต่อศาลเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนให้เห็นประจักษ์ ข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสี่ที่มีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของนายชั้นและนางสนิทมาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว จึงมีน้ำหนักน้อย ประกอบกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ปรากฏชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดการโอนที่ดินมรดกของนางสนิท แปลงเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 แต่หลังจากนั้นโจทก์ที่ 3 นำที่ดินไปจำนองไว้แก่นางแป๋วในวงเงินสูงถึง 3,000,000 บาท แล้วไม่ชำระหนี้และต่อมาโจทก์ที่ 3 ตกลงโอนที่ดินแปลงนี้ตีใช้หนี้ให้นางแป๋ว เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องไปซื้อที่ดินแปลงนี้กลับคืนมาจากนางแป๋วแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้จัดการทรัพย์มรดกโดยพลการ แต่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 มาตลอด อีกทั้งโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ในประการใด สำหรับโจทก์ที่ 2 นั้น นอกจากจะไม่มาเบิกความชี้ให้เห็นข้อพิรุธหรือข้อบกพร่องในการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 แล้ว ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ยืนยันว่า โจทก์ที่ 2 กับมารดาของโจทก์ที่ 2 มีเหตุขัดแย้งกับนางสนิท ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางสนิทและไม่ไปร่วมงานศพนางสนิท โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านในทำนองยอมรับข้อเท็จจริงตามคำของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 จัดการมรดกโดยมิชอบจึงขาดความน่าเชื่อถืออีกประการหนึ่ง

ต่อไปในส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินมรดกของนายชั้นและนางสนิทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้รู้เห็นยินยอม การโอนขายที่ดินพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า ในตอนสืบพยานของฝ่ายจำเลย จำเลยที่ 1 ได้เบิกความยืนยันว่า มูลเหตุแห่งการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 สืบเนื่องมาจากนายเกียรติศักดิ์หรือเต้บุตรของโจทก์ที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่มีผู้ใดไปประกันตัว โจทก์ที่ 1 กับนางสาวสุภิญญาหรือฝนบุตรสาวของโจทก์ที่ 1 จึงมาขอร้องให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปประกันตัวนายเกียรติศักดิ์หรือเต้ จำเลยที่ 1 ตกลงและโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปบางส่วนจำนวน 20 ไร่ แล้วมอบหมายให้นางมนตรา ภริยาของจำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทไปประกันตัวนายเกียรติศักดิ์หรือเต้ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านยอมรับว่า โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วนำเงินไปประกันตัวบุตรชายของตนจริง ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชั้น แล้วรับโอนทรัพย์มรดกของนายชั้นมาเป็นของจำเลยที่ 1 เองนั้น ไม่มีทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่า โจทก์ที่ 1 รับรู้และเห็นชอบในการขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2552 แล้วเข้าทำนาในที่ดินพิพาทแทนที่โจทก์ที่ 1 กับครอบครัว โจทก์ที่ 1 ก็หลีกทางให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ายึดถือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่โดยดีโดยไม่มีข้อทักท้วงหรือข้อโต้แย้งใด ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจจัดการที่ดินพิพาทได้อย่างเต็มที่แต่เพียงผู้เดียวสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายชั้นและนางสนิทมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เอง จึงมิใช่การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาต่อไปทำนองว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เรื่องการขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลนางสนิทให้แก่ผู้ให้กู้เป็นข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานมาแสดง และเงินในบัญชีเงินฝากของนางสนิทก็มีมากพอที่จะนำมาใช้ได้ อีกทั้งการรักษาพยาบาลนางสนิทก็เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนางสนิท การที่จำเลยที่ 1 โอนชื่อผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจากชื่อของเจ้ามรดกทั้งสองมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เอง แล้วโอนขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยมิชอบนั้น เห็นว่า ในตอนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้าน โจทก์ที่ 1 ยอมรับว่า หลังจากนายชั้นถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลนางสนิทซึ่งมีอาการเจ็บป่วยหนักถึงขนาดต้องนั่งรถเข็นโดยไม่สามารถเดินได้ และบางครั้งนางสนิทต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนนานหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนอกจากจะเป็นไปตามคำยืนยันของจำเลยที่ 1 ที่ว่า การรักษาพยาบาลนางสนิทในโรงพยาบาลเอกชนต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมากแล้ว ยังสอดคล้องกับยอดเงินในบัญชีเงินฝากของนางสนิทที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยมาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนนางสนิทถึงแก่ความตายประมาณ 3 ปี และสอดคล้องกับการที่จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปชำระหนี้จำนองให้แก่นางอรวรรณและนางแป๋ว นอกจากนี้ คดียังปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และตามสมุดบันทึกอีกว่า เงินที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 ได้อนุญาตให้นางสาวสุภิญญาหรือฝนบุตรของโจทก์ที่ 1 ทยอยไปขอเบิกจากจำเลยที่ 2 หลายครั้ง อันเป็นข้อบ่งชี้อีกประการหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินที่ได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเพียงฝ่ายเดียวดังที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกา แต่ได้นำไปใช้เพื่ออุดหนุนจุนเจือโจทก์ที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งนายเกียรติศักดิ์หรือเต้และนางสาวสุภิญญาหรือฝน ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตามพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามที่วินิจฉัยเป็นลำดับมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่โดยคดีรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายชั้นและนางสนิทที่โจทก์ทั้งสี่ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ทั้งมีอำนาจในการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โดยชอบ โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่อาจบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและเพิกถอนโฉนดที่ดินของที่ดินพาทตามคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1724 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกมินทร์ สุวรรณศรี กับพวก
จำเลย — นายบัญชา อ่ำอำไพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเทอดพงษ์ กาศเรือนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6418/2561
#626227
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 27 วรรคหนึ่งนั้น ให้ศาลไต่สวน หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น เว้นแต่บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ยื่นคำร้องขอคืนก่อนคดีถึงที่สุดและแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด..." ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะยื่นคำคัดค้านผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเพียงผู้เช่าซื้อโดยยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิใช่เป็นเจ้าของรถยนต์ดังกล่าวในอันที่จะใช้สิทธิร้องขอคืนได้ แม้ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าวมา ก็ไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 3 กลับเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
ผู้คัดค้าน — นายมูฮัมหมัดไอมัน บินซารูดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา