คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5374/2561
#627002
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิเคราะห์ถึงแผนผังโครงการจัดสรรในส่วนของโจทก์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ แม้โจทก์จะสร้างกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ทางด้านหลังอาคารพาณิชย์ โดยไม่ได้สร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเหมือนโครงการจัดสรรเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นเพราะโจทก์ทำถนนภายในโครงการเชื่อมต่อกับทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก โจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทุกคนรวมทั้งจำเลยใช้ทางเข้าออกโครงการตามทางที่โจทก์กำหนดเท่านั้น มิใช่เข้าออกทุกทิศทางตามอำเภอใจ ทั้งนี้ เพื่อสะดวกต่อการรักษาความปลอดภัยโดยโจทก์ได้จัดให้มียามรักษาความปลอดภัยและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่เป็นทางเข้าออก ดังนั้น หากโจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์เพียงเพื่อแสดงเป็นแนวเขตที่ดินโครงการดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์ก็ไม่จำต้องสร้างให้สูงถึง 3 เมตร ซึ่งทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกจำนวนมาก กำแพงคอนกรีตสูง 3 เมตร ที่โจทก์ก่อสร้างนอกจากจะบอกแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพเพื่อป้องกันทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์จำต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาค้าขายหรือติดต่อ กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตามความหมายของ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 โดยไม่จำต้องระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินเสมอไป ทั้งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินมิได้บังคับหรือจำกัดไว้ว่า สิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคต้องเป็นสิ่งระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินหรือเอกสารการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเท่านั้น

แม้กำแพงคอนกรีตในส่วนที่อยู่ในโฉนดที่ดินของจำเลยย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินจำเลย แต่อย่างไรก็ตามเหตุที่โจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตลงในที่ดินจัดสรรส่วนที่คาดหมายว่าเป็นส่วนที่จะต้องแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จัดสรรขายแก่ผู้ซื้อทั่วไปอันมีผลทำให้กำแพงคอนกรีตที่สร้างไว้ต้องกระจายไปอยู่บนที่ดินที่แบ่งแยกและแบ่งขายแก่ผู้ซื้อทุกแปลง ก็เพราะโจทก์ไม่อาจแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่มีกำแพงคอนกรีตปลูกสร้างอยู่นั้นออกเป็นที่ดินแปลงย่อย เนื่องจากเป็นการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแนวตะเข็บหรือมีเศษเป็นเสี้ยว เป็นการต้องห้ามตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 15 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ออกตามความในข้อ 7 (1) และข้อ 9 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ดำเนินการจัดสรรที่ดินและก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในปี 2540 โดยที่กำแพงคอนกรีตนี้มีสภาพเป็นสาธารณูปโภคดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นที่จะต้องตกติดไปกับที่ดินจัดสรรตลอดไป การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตดังกล่าว ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวง ย่อมมีอำนาจฟ้องได้

โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นเดิม ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นสามยทรัพย์ฟ้องจำเลยให้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสภาพเดิม ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

แม้การทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภค จะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกแห่งภารยทรัพย์กลับคืนมา โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้และหากจำเลยไม่ได้ดำเนินการ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยและบริวารหยุดหรือระงับการกระทำผิดพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ให้จำเลยสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าจ้างที่โจทก์จ่ายแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำการใดแก่กำแพงคอนกรีตพิพาทในลักษณเดียวกันอีก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีต หลังอาคารเลขที่ 32/784 ให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลอื่นทำการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสู่สภาพเดิมได้ โดยให้จำเลยรับผิดชอบใช้เงินค่าจ้างที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าจ้าง นับแต่วันที่โจทก์ชำระไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ ต่อกำแพงคอนกรีตหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 32/783 และ 32/784 อันจะเป็นการกระทำให้กำแพงเสื่อมสภาพหรือประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับพวกซึ่งเป็นนิติบุคคลอีก 4 บริษัท ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเนื้อที่รวม 998 - 2 - 32.2 ไร่ เฉพาะส่วนของโจทก์ 5 โฉนด คือ โฉนดเลขที่ 418, 1734, 31347, 32561 และ 82152 เนื้อที่ 453 - 1 - 99.3 ไร่ มีชื่อโครงการตามเอกสารว่า โครงการโมเดอร์นโฮม ซิตี้ แต่นิยมเรียกชื่อและมีการขึ้นป้ายหน้าโครงการว่า ตลาดไท โจทก์ก่อสร้างและจัดให้มีตลาดกลางขนาดใหญ่ สำหรับซื้อขายส่งสินค้าการเกษตรอยู่บริเวณตรงกลางของพื้นที่หลายส่วน โดยมีถนนหลักและถนนซอยเชื่อมถึงกันทุกส่วน มีทางเข้าออกด้านหน้าโครงการที่อยู่ด้านทิศตะวันตก (ด้านถนนพหลโยธิน ถนนเทพกุญชร 1 และถนนเลียบคลอง) และทางเข้าออกด้านหลังโครงการที่อยู่ด้านทิศตะวันออก (ด้านที่ติดถนน รพช.หรือทางหลวงชนบท) ส่วนด้านข้างโครงการทั้งสองด้านคือด้านทิศเหนือและทิศใต้โจทก์ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทึบสูงประมาณ 1.5 ถึง 3 เมตร ตามแนวเขตที่ดินยาวตลอดความยาวของที่ดิน ไม่มีช่องทางเข้าออก เว้นแต่ในพื้นที่แปลงที่ 3 และ 4 ทางด้านทิศตะวันตก ที่ดินบริเวณริมกำแพงคอนกรีตด้านทิศเหนือและทิศใต้ โจทก์แบ่งซอยเป็นแปลงย่อยจำนวนมาก ขนาดแปลงละประมาณ 16 ตารางวา และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ถึง 4 ชั้น บนที่ดินหลายร้อยหน่วย แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ออกขายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94467 และ 94468 เนื้อที่แปลงละ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 32/783 และ 32/784 บนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินในโครงการจัดสรรของโจทก์ โดยจำเลยซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 กำแพงคอนกรีตโครงการด้านทิศใต้ บริเวณตำแหน่งที่ดินที่มีลูกศรชี้ในแผนผังเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลย จำเลยใช้อาคารพาณิชย์เป็นร้านขายของชำ จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 32/784 ออกทั้งหมด และทำเป็นช่องประตูทางเข้าออกจากอาคารพาณิชย์ดังกล่าวไปสู่ที่ดินของจำเลยที่อยู่นอกโครงการจัดสรรของโจทก์และติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 94468 ซึ่งจำเลยทำเป็นโกดังเก็บสินค้าและที่จอดรถยนต์ จำเลยและบริวารสามารถเข้าออกไปถนนสาธารณะนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ได้โดยไม่ต้องเข้าออกผ่านทางที่โจทก์กำหนดให้เป็นทางเข้าออกและเป็นจุดตรวจรักษาความปลอดภัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า นายวีระ แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ให้ยกฎีกาของจำเลยในข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทุบทำลายเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี 2540 ขณะที่จำเลยทำสัญญาจองอาคารพาณิชย์จากโจทก์ โจทก์ยังมิได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีต จากนั้นโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์และกำแพงคอนกรีตแล้วเสร็จ แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 โดยกำแพงคอนกรีตโจทก์อ้างว่าสูง 3 เมตร ส่วนจำเลยกล่าวอ้างว่าสูงเพียง 1.5 เมตร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ตามภาพถ่ายส่วนของกำแพงคอนกรีตที่จำเลยทุบทำลายแล้วทำเป็นช่องทางเดินเข้าออกสู่ที่ดินของจำเลยแปลงที่อยู่นอกโครงการจัดสรรของโจทก์ และภาพถ่ายส่วนของกำแพงคอนกรีตที่บุคคลอื่นทุบทำลายแล้วทำเป็นช่องทางเดินเข้าออกเหมือนเช่นจำเลย สภาพช่องทางเดินดังกล่าวคนทั่วไปสามารถเดินผ่านเข้าออกโดยไม่จำต้องก้มศีรษะแสดงว่าช่องทางเดินดังกล่าวมีความสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยช่องทางเดินดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสูงของกำแพง จึงเชื่อได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า กำแพงมีความสูง 3 เมตร ไม่ใช่ 1.5 เมตร ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อพิเคราะห์ถึงแผนผังโครงการจัดสรรในส่วนของโจทก์แล้ว เป็นโครงการขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้โจทก์จะสร้างกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ทางด้านหลังอาคารพาณิชย์ โดยไม่ได้สร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเหมือนโครงการจัดสรรเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นเพราะโจทก์ทำถนนภายในโครงการเชื่อมต่อกับทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก โจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทุกคนรวมทั้งจำเลยใช้ทางเข้าออกโครงการตามทางที่โจทก์กำหนดเท่านั้น มิใช่เข้าออกทุกทิศทางตามอำเภอใจ ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการรักษาความปลอดภัยโดยโจทก์ได้จัดให้มียามรักษาความปลอดภัยและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่เป็นทางเข้าออก ดังนั้น หากโจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์เพียงเพื่อแสดงเป็นแนวเขตที่ดินโครงการดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์ก็ไม่จำต้องสร้างให้สูงถึง 3 เมตร ซึ่งทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกจำนวนมาก กำแพงคอนกรีตสูง 3 เมตร ที่โจทก์ก่อสร้างนอกจากจะบ่งบอกถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพเพื่อป้องกันทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์จำต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาค้าขายหรือติดต่อ กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตามความหมายของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 โดยไม่จำต้องระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินเสมอไป ทั้งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินมิได้บังคับหรือจำกัดไว้ว่า สิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคต้องเป็นสิ่งระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินหรือเอกสารการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทุบทำลายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงคอนกรีตในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้เป็นสาธารณูปโภค ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กำแพงคอนกรีตในส่วนที่อยู่ในโฉนดที่ดินของจำเลยย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินจำเลย แต่อย่างไรก็ตามเหตุที่โจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตลงในที่ดินจัดสรรส่วนที่คาดหมายว่าเป็นส่วนที่จะต้องแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยเพื่อปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จัดสรรขายแก่ผู้ซื้อทั่วไปอันมีผลทำให้กำแพงคอนกรีตที่สร้างไว้ต้องกระจายไปอยู่บนที่ดินที่แบ่งแยกและแบ่งขายแก่ผู้ซื้อทุกแปลง ก็เพราะโจทก์ไม่อาจแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่มีกำแพงคอนกรีตปลูกสร้างอยู่นั้นออกเป็นที่ดินแปลงย่อย เนื่องจากเป็นการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแนวตะเข็บหรือมีเศษเป็นเสี้ยว เป็นการต้องห้ามตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 15 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ออกตามความในข้อ 7 (1) และข้อ 9 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ดำเนินการจัดสรรที่ดินและก่อสร้างกำแพงคอนกรีต ในปี 2540 เป็นต้นมา แต่โดยที่กำแพงคอนกรีตนี้มีสภาพเป็นสาธารณูปโภคดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นที่จะต้องตกติดไปกับที่ดินจัดสรรตลอดไป การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตแล้วทำเป็นทางเข้าออกไปสู่ที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรรของโจทก์สำหรับจำเลย บริวารลูกจ้าง และลูกค้าในกิจการค้าของจำเลยโดยไม่ต้องใช้เส้นทางถนนในโครงการจัดสรรของโจทก์ไปออกถนนสาธารณะ ไม่ต้องผ่านทางเข้าออกที่โจทก์กำหนด และไม่ต้องผ่านระบบการรักษาความปลอดภัยของโจทก์เหมือนเจ้าของที่ดินในโครงการรายอื่น ๆ ย่อมมีผลกระทบต่อระบบการรักษาความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบร้อยของโจทก์และผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการใช้สอยกำแพงคอนกรีตขัดต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวง ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้สั่งห้ามจำเลยกระทำการที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงไปหรือเสื่อมความสะดวก อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นเดิม ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นสามยทรัพย์ฟ้องจำเลยให้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสภาพเดิม ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้สั่งห้ามจำเลยกระทำการอย่างใดต่อกำแพงคอนกรีตหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลย และคำขอบังคับให้จำเลยดำเนินการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทนจำเลย โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าจ้างที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้นสามารถบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า แม้การทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภค จะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกแห่งภารยทรัพย์กลับคืนมาดังเดิม ซึ่งการติดตามเอากำแพงคอนกรีตที่ถูกทุบทำลายคืนมาเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมกลับขึ้นมาตามเดิมก็คือการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพตามที่เป็นอยู่เดิมนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวที่จะขอบังคับให้จำเลยซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้และหากจำเลยไม่ได้ดำเนินการ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง แม้มีคำพิพากษาห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ ต่อกำแพงคอนกรีตที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่อันจะเป็นการกระทำให้กำแพงคอนกรีตเสื่อมสภาพหรือประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลง เป็นการใช้อำนาจขัดขวางป้องกันมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกำแพงคอนกรีตโดยมิชอบ เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารยทรัพย์ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเหมือนอย่างเช่นที่จำเลยได้เคยกระทำมาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจำเลยจะกระทำซ้ำอีก โจทก์จึงชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้จำเลยงดเว้นกระทำการดังกล่าวซ้ำอีกในภายภาคหน้า ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง ม. 420
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
จำเลย — นายบัญชา คงเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายศุกร์พิชัย รัตนนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สุรทิน สาเรือง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5356 -ที่ 5371/2561
#625719
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่ากับโจทก์ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ค้างชำระอยู่ โจทก์ยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระหนี้รายนี้ เมื่อปรากฏว่า เจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เจ้าของเดิมค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จนครบถ้วน ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 29 วรรคสอง, 41 และข้อบังคับกับเงื่อนไขที่ระบุในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 5 ปี ย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เพียงจำนวนที่โจทก์เสนอขอชำระและออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ โดยไม่ยอมชำระหนี้ที่เจ้าของเดิมค้างชำระทั้งหมด เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ให้รับผิดตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 13 ซึ่งเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบหกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 113/2555, 124/2555 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 114/2555 ว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 115/2555, 125/2555 ว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 117/2555, 128/2555 ว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 118/2555 ว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 119/2555, 133/2555 ว่า จำเลยที่ 6 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 120/2555 ว่า จำเลยที่ 7 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 123/2555 ว่า จำเลยที่ 8 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 127/2555 ว่า จำเลยที่ 9 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 129/2555 ว่า จำเลยที่ 10 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 130/2555 ว่า จำเลยที่ 11 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 137/2555 ว่า จำเลยที่ 12 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสิบหกสำนวนว่า จำเลยที่ 13 เรียก จำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 113/2555, 114/2555, 115/2555, 117/2555, 119/2555, 124/2555, 125/2555, 127/2555, 128/2555, 129/2555, 130/2555, 133/2555, 137/2555 ว่า จำเลยที่ 14 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 118/2555, 120/2555, 123/2555 ว่า จำเลยที่ 15

โจทก์ฟ้องทั้งสิบหกขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันรับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดแต่ละห้องในอัตราแต่ละเดือนต่อห้องย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแต่ละห้องและให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 14 และที่ 15 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 14 และที่ 15 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบสาม โดยกำหนด ค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จำเลยที่ 13 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบการค้าอาคารชุด บริหารจัดการ ดูแลและจัดเก็บผลประโยชน์จากอาคารชุด โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเป็นห้องชุดอาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 คือ ห้องชุดเลขที่ 1/592 ชั้นที่ 9 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 6 ห้องชุดเลขที่ 7/156 ชั้นที่ 3 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 9 ห้องชุดเลขที่ 5/215 ชั้นที่ 4 และเลขที่ 5/217 ชั้นที่ 4 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 8 ห้องชุดเลขที่ 2/469 ชั้นที่ 8 เลขที่ 2/672 ชั้นที่ 11 และเลขที่ 2/683 ชั้นที่ 11 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารไพลินสแควร์ 1 ห้องชุดเลขที่ 1/230 ชั้นที่ 4 และเลขที่ 1/412 ชั้นที่ 7 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 1 ห้องชุดเลขที่ 4/427 ชั้นที่ 7 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมไพลินสแควร์อาคารเลขที่ 2 ห้องชุดเลขที่ 3/173 ชั้นที่ 3 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมอาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ (ซี) 2 ห้องชุดเลขที่ 5/382 ชั้นที่ 6 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 3 ห้องชุดเลขที่ 1/477 ชั้นที่ 8 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 6 ห้องชุดเลขที่ 5/541 ชั้นที่ 9 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 8 ห้องชุดเลขที่ 22/571 ชั้นที่ 9 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมอาคารครูเมืองทอง 7 ห้องชุดเลขที่ 2/397 ชั้นที่ 7 และเลขที่ 2/944 ชั้นที่ 15 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ไพลินสแควร์ 1 ห้องชุดเลขที่ 17/69 ชั้นที่ 2 เลขที่ 17/259 ชั้นที่ 5 เลขที่ 17/301 ชั้นที่ 5 เลขที่ 17/329 ชั้นที่ 6 เลขที่ 17/500 ชั้นที่ 8 และเลขที่ 17/618 ชั้นที่ 10 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียมอาคารครูเมืองทอง 6 ห้องชุดเลขที่ 9/525 ชั้นที่ 9 เลขที่ 9/591 ชั้นที่ 10 และเลขที่ 9/754 ชั้นที่ 12 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารครูเมืองทอง 8 ห้องชุดเลขที่ 4/488 ชั้นที่ 8 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารไพลินสแควร์ 2 ห้องชุดเลขที่ 15/87 ชั้นที่ 2 เลขที่ 15/150 ชั้นที่ 3 เลขที่ 15/449 ชั้นที่ 8 และเลขที่ 15/546 ชั้นที่ 9 อาคารป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม อาคารครูเมืองทอง 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดแต่ละห้องย้อนหลังไป 5 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระและออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีในทรัพย์สินส่วนกลาง หากเจ้าของร่วมผิดนัดต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีค้างชำระไม่เกิน 6 เดือน และในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี กรณีค้างชำระเกิน 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้น เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามบทกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และวรรคสาม ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอและเจ้าของร่วมได้ร่วมชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว ประกอบกับตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุคำเตือนผู้ซื้อว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 มาตรา 29 และมาตรา 41 ดังนั้น การที่โจทก์เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้จากเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่ากับโจทก์ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ค้างชำระอยู่ โจทก์ยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระหนี้รายนี้ เมื่อปรากฏว่า เจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จนครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ข้อบังคับและเงื่อนไขที่ระบุในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องขอชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 5 ปี ย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยไม่ยอมชำระหนี้ที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่มีหน้าที่ต้องรับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพียงจำนวนที่โจทก์เสนอขอชำระและออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 13 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยดังข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ไม่ต้องรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 13 ซึ่งเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาสำนวนละ 5,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 29 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
นิติบุคคลอาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม
จำเลย — อาคารเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ 6 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายณัฏฐพงษ์ สมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2561
#626064
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ และฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องทั้งสามฐาน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ แม้จะได้ความว่าจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยจำนนต่อหลักฐาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 215
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 152
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 140
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสุเมธ เลิศศาสตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางสาวพรชนัน จิรังรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทวีนัส พรรณพะงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5330/2561
#627258
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองมีข้อความจำกัดอำนาจของ อ. ให้ลงลายมือชื่อและประทับตราผูกพันบริษัทได้เฉพาะในเรื่องที่เป็นคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากรเท่านั้น การยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การฟ้องคดีหรือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี มิใช่คำขอที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของนิติบุคคลที่แสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดย อ. ลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็รับไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ แต่ลดเบี้ยปรับให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ธ) บัญญัติให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น โดยไม่ได้กำหนดโดยเฉพาะเจาะจงว่าผู้ขายสินค้าหรือให้บริการต้องเป็นผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการศาสนาหรือการสาธารณกุศล หากดูที่วัตถุประสงค์ของการขายสินค้าหรือการให้บริการเป็นสำคัญว่าถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่นแล้วย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) เมื่อมูลนิธิสวนแก้วนำสิ่งของที่โจทก์บริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ โดยไม่ได้ช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ หากเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยทั่วไปในสังคม การที่โจทก์บริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิต (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 และเดือนภาษีตุลาคม 2549 (ที่ถูก เดือนภาษีธันวาคม 2549) กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ.1/309/2554 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ.1/310/2554 กับขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 05200050 - 25521013 - 005 - 00001 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 และ เลขที่ 05200050 - 25521013 - 005 - 00002 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ.1/309/2554 และเลขที่ สภ.5 ชบ.1/310/2554 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 เป็นว่า ให้โจทก์มีความรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมสำหรับสินค้าเฉพาะรายการที่โจทก์บริจาคให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ พร้อมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมนับแต่วันที่ต้องชำระจนถึงวันชำระเสร็จ แต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ส่วนรายการที่โจทก์บริจาคให้มูลนิธิสวนแก้วได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ธ) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อว่า บริษัทโกลด์อินโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มีกรรมการ 6 คน โดยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ในทุกกรณียกเว้นนายอนุชา ที่มีข้อจำกัดอำนาจกระทำแทนไว้บางประการ โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายอนุชา ลงชื่อเป็นผู้มอบอำนาจให้บริษัทบลูเมนทอล ริชเตอร์ แอนด์ สุเมธ จำกัด และ/หรือนายสุเมธ เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 และเดือนภาษีธันวาคม 2549 ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการที่โจทก์บริจาคชุดชั้นในมีตำหนิให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ 3 ครั้ง และบริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิตสินค้า (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว 6 ครั้ง โดยหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 ให้โจทก์ชำระภาษี 1,397,040.06 บาท เงินเพิ่มถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2552 จำนวน 838,244.04 บาท เบี้ยปรับ 2,025,923.01 บาท รวมเป็น 4,261,187.20 บาท และเดือนภาษีธันวาคม 2549 ให้โจทก์ชำระภาษี 7,549,889.58 บาท เงินเพิ่มถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2552 เป็นเงิน 3,737,195.34 บาท เบี้ยปรับ 7,906,132.43 บาท รวมเป็น 19,193,217.35 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยนายอนุชา กรรมการโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 รวม 3,045,633.34 บาท และให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของเดือนภาษีธันวาคม 2549 รวม 14,449,537.89 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานเป็นการประเมินภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์บริจาคชุดชั้นในมีตำหนิให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ และบริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิตสินค้า (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว ถือว่าเป็นการขายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ และมูลนิธิสวนแก้วไม่ได้เป็นองค์การสาธารณกุศล ตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่องกำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาลและสถานศึกษา ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 3 (4) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 254) พ.ศ.2535 การที่โจทก์บริจาคชุดชั้นในมีตำหนิให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลางจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) และ (น) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่อุทธรณ์ การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดชลบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเอกสารประกอบแนบคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 และตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกให้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 มีข้อความตรงกันว่า "3. จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทได้ในทุกกรณี ยกเว้น นายอนุชา ให้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทได้ในกรณีคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ ไม่รวมถึงคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร" ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีข้อจำกัดอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลในการกระทำการแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และ 71 โดยให้นายอนุชากรรมการของโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์อันมีผลผูกพันโจทก์ได้เฉพาะในกรณีคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ เท่านั้น นายอนุชาไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์อันเป็นการกระทำการแทนให้มีผลผูกพันโจทก์ได้ทุกกรณี นายอนุชามิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในการยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีต่อกรมสรรพากร คำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินของโจทก์ในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามหนังสือรับรองเอกสารนั้นจำกัดอำนาจของนายอนุชาเฉพาะในเรื่องที่เป็นคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากรเท่านั้น การยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การฟ้องคดีหรือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่คำขอที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของนิติบุคคลที่แสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยนายอนุชาลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็รับไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์โจทก์แต่ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า การที่โจทก์บริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิตสินค้า (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้ามีกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 3 (4) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 ซึ่งได้กำหนดโดยชัดแจ้งว่า ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการบริจาคสินค้าให้แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศลหรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่น นอกจากสถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศ ซึ่งก็คือ ประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่องกำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศล เท่านั้น หากบริจาคสินค้าให้แก่องค์การ สถานสาธารณกุศลใดที่ไม่ปรากฏชื่อว่าเป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนกรณีตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร นั้นเป็นกรณีที่กิจการนั้นกระทำด้วยตนเองโดยไม่ได้นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น เช่น มูลนิธิผลิตสื่อธรรมะเพื่อขายนำรายได้มาใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยมิได้นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น หรือวัดจัดให้บริการจอดรถยนต์ภายในวัด โดยนำรายได้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายดูแลรักษาศาสนสมบัติภายในวัด โดยมิได้นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร การบริจาคสินค้าของโจทก์ให้มูลนิธิสวนแก้วเป็นการบริจาคให้เฉพาะกลุ่มคน คือ เยาวชน เด็กกำพร้า และแรงงานที่ยากจนที่อาศัยอยู่ในมูลนิธิสวนแก้วเพื่อให้นำสินค้าที่บริจาคไปใช้ในการฝึกฝนอาชีพของตน มิใช่เป็นการขายสินค้าเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือสาธารณกุศลภายในประเทศ โจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า มาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ดังต่อไปนี้ ...(ธ) การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." เห็นได้ว่า บทบัญญัติในมาตรา 81 (1) (ธ) เป็นการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น โดยไม่ได้กำหนดโดยเฉพาะเจาะจงว่าผู้ขายสินค้าหรือให้บริการต้องเป็นผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการศาสนาหรือการสาธารณกุศล หากดูที่วัตถุประสงค์ของการขายสินค้าหรือการให้บริการเป็นสำคัญว่าถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่นแล้วย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนมาตรา 81 (1) (น) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบมาตรา (3) (4) (ข) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดตัวผู้รับบริจาคไว้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่า หากเป็นการบริจาคให้แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่น ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจะเป็นการบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์ใด และเมื่อการบริจาคเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าโดยไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน ซึ่งอยู่ในความหมายของคำว่า "ขาย" จึงเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นบทบัญญัติที่นำมาพิจารณาเกี่ยวกับการบริจาคสินค้าของผู้ประกอบการจึงหาได้จำกัดเฉพาะกรณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (น) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (4) เท่านั้นไม่ มิฉะนั้นจะไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่อยากจะช่วยเหลือสังคมซึ่งก็คงทำได้แต่เพียงบริจาคให้กับสถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือสถานพยาบาลและสถานศึกษาที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น ทั้งที่ยังมีหน่วยงานอื่นอีกจำนวนมากที่ดำเนินงานอันมีลักษณะช่วยเหลือสังคมเช่นเดียวกัน การที่โจทก์บริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิตสินค้า (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้วนั้น ได้ความจากพระปโยธร ผู้รับมอบอำนาจมูลนิธิสวนแก้วว่า สิ่งของที่โจทก์บริจาคให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว ได้แก่ วัตถุดิบที่ใช้สำหรับเย็บชุดชั้นใน มูลนิธินำสิ่งของที่ทางโจทก์บริจาคให้ไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายมาหมุนเวียนในโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิสวนแก้ว การจำหน่ายวัตถุดิบในการเย็บชุดชั้นใน หมายถึง การคัดแยกวัตถุดิบประเภทดังกล่าวแล้วนำออกประมูลขายให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อไปผลิตต่อแล้วนำรายได้จากการประมูลนำส่งมูลนิธิสวนแก้ว มูลนิธิสวนแก้วจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อกระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่พุทธศาสนา ส่งเสริมศีลธรรมอันดี อนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีไทย ร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่นเพื่อสาธารณประโยชน์ และไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับทางการเมือง มีภารกิจหลักในการเผยแพร่ธรรมะและสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ในกรณีคนชรายากไร้ไม่มีที่พักจะมีที่พักให้แก่คนชราและจัดหางานให้ทำ เงินทุนที่ใช้ดำเนินการเป็นเงินทุนของมูลนิธิที่ได้มาจากการบริจาครวมถึงการขายสิ่งของบริจาค ซึ่งรวมถึงสิ่งของบริจาคของโจทก์ เห็นได้ว่ามูลนิธิสวนแก้วนำสิ่งของที่โจทก์บริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ โดยไม่ได้ช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ หากเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยทั่วไปในสังคม การที่โจทก์บริจาคของเสียที่เกิดจากการผลิต (วัตถุดิบ) ให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ด้วยว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นพยานเอกสารเพิ่มเติม ตามมาตรา 87 และมาตรา 187 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำสั่งให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานโจทก์และจำเลยเพิ่มเติม ซึ่งโจทก์และจำเลยได้นำสืบเอกสารดังกล่าวเพิ่มเติมและศาลรับไว้ แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นนี้อีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บริจาคชุดชั้นในที่มีตำหนิให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ เป็นไปโดยสุจริตไม่ได้มีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรจึงเห็นสมควรให้งดเบี้ยปรับในส่วนนี้เสียทั้งหมด แต่ไม่ได้พิพากษางดเบี้ยปรับให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเฉพาะรายการที่โจทก์บริจาคให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมสำหรับสินค้าเฉพาะรายการที่โจทก์บริจาคให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 71
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) ม. 81 (ธ) ม. 81 (น)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2534 ม. 3 (4) ม. 3 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สุนทร ทรงฤกษ์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5288/2561
#626046
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า ลายมือชื่อโจทก์ที่มอบอำนาจให้ ค. ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้า ส. และ บ. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าว เมื่อ ส. และ บ. ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองขณะ น. ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ย่อมไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนางสาวหนูหลั่ง ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2552 เป็นโมฆะ ให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสี่แปลงของนางสาวหนูหลั่ง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสี่แปลง พร้อมส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ 500,000 บาท และในอัตราปีละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบการครอบครองที่ดินมรดกให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ออกไปจากที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย และห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์รบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าที่ดินส่วนดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยเนื่องจากไม่ใช่พินัยกรรมที่แท้จริง จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกแก่ทายาท คดีส่วนฟ้องแย้งจึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งมีราคาประเมินที่ดินไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้ตามระเบียบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมของนางสาวหนูหลั่ง ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2552 เป็นโมฆะ ให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนทำนิติกรรมของจำเลยซึ่งได้กระทำในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 92423, 92424, 92425 และ 91759 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าว พร้อมส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง 2,000 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และนางสาวหนูหลั่ง เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายทา และนางแตงอ่อน ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว นางสาวหนูหลั่งไม่มีสามีและบุตร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 นางสาวหนูหลั่งถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 92423, 92424, 92425 และ 91759 วันที่ 30 มกราคม 2552 นางสาวหนูหลั่งทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกที่ดินสี่แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว โดยมีนายสมอรุณ และนายบุญมี เป็นพยานในพินัยกรรม ต่อมาจำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยตามพินัยกรรมดังกล่าว

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอีกข้อว่า พินัยกรรมฉบับวันที่ 30 มกราคม 2552 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า นายสมอรุณและนายบุญมี พยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมเบิกความแตกต่างจากคำสนทนาเกี่ยวกับพินัยกรรมพิพาท ระหว่างพยานโจทก์ทั้งสองกับฝ่ายโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้บันทึกการสนทนาไว้ นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยว่า แม้จะมีความแตกต่างตามที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ก็เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยไม่ถึงกับทำให้คำเบิกความของนายสมอรุณและนายบุญมีเป็นพิรุธถึงกับไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะคดีนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำเบิกความพยานทั้งสองปากดังกล่าวเกี่ยวกับนางสาวหนูหลั่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายสมอรุณและนายบุญมีมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่ ซึ่งนายสมอรุณและนายบุญมีเบิกความสอดคล้องกันว่า วันที่ 30 มกราคม 2552 เวลา 19.30 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองกำลังรับประทานอาหารอยู่ที่บ้าน จำเลยมาตามให้ไปเป็นพยานที่นางสาวหนูหลั่งทำพินัยกรรม พยานทั้งสองไปถึงบ้านของนางสาวหนูหลั่งในเวลาใกล้เคียงกัน ขณะนั้นมีนางสาวหนูหลั่ง จำเลย พยานโจทก์ทั้งสอง และทนายความ รวมเป็น 5 คน นายสมอรุณถามนางสาวหนูหลั่งว่ามีผู้ใดบังคับขู่เข็ญหรือไม่ และคิดดีแล้วหรือไม่ นางสาวหนูหลั่งตอบว่า ไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญและคิดดีแล้ว จากนั้นทนายความนำพินัยกรรม ที่นางสาวหนูหลั่งลงลายมือชื่อไว้แล้วมาให้พยานทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นพยาน โดยนางสาวหนูหลั่งไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานโจทก์ทั้งสอง จะเห็นได้ว่านายสมอรุณและนายบุญมีเบิกความถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนนายสมอรุณและนายบุญมีจะไปบ้านของนางสาวหนูหลั่ง ข้อความที่นายสมอรุณถามเกี่ยวกับสติสัมปชัญญะและเจตนาของการทำพินัยกรรมของนางสาวหนูหลั่ง บุคคลที่อยู่รู้เห็นขณะนายสมอรุณและนายบุญมีลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ทั้งนายสมอรุณและนายบุญมีเป็นผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตามลำดับที่ปกครองท้องที่ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีข้อระแวงว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวนำความเท็จมาเบิกความ ดังจะเห็นได้จากนายสมอรุณและนายบุญมีตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสมอรุณถามนางสาวหนูหลั่งว่า เหตุใดจึงทำพินัยกรรมยกมรดกให้แก่จำเลย นางสาวหนูหลั่งตอบว่าจำเลยเป็นคนดูแลและพานางสาวหนูหลั่งไปพบแพทย์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปรปักษ์แก่โจทก์ จึงเชื่อว่านายสมอรุณและนายบุญมีเบิกความตามความเป็นจริง ส่วนจำเลยมีเพียงตัวจำเลยเบิกความว่า นางสาวหนูหลั่งลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายสมอรุณและนายบุญมี โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางสาวหนูหลั่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้านายสมอรุณและนายบุญมีซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าว เมื่อนายสมอรุณและนายบุญมีไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองในขณะนางสาวหนูหลั่งลงลายมือชื่อในพินัยกรรม แต่นายสมอรุณและนายบุญมีมาลงลายมือชื่อในภายหลัง ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคแรก และทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เห็นว่า ตามคำฟ้องฎีกาของจำเลย จำเลยบรรยายข้อเท็จจริงและเหตุผลทำนองเดียวกับที่จำเลยบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยตอบอุทธรณ์ของจำเลยละเอียดแล้ว โดยที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ชอบอย่างใดและจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยเพราะเหตุใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 วรรคหนึ่ง ม. 1705
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคำปัน คลอสเนอร์
จำเลย — นางลำวง สุดยอด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263/2561
#626061
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วไม่ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษตามที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว เพราะยังไม่ได้รับประกาศภัยพิบัติจากจังหวัดนครสวรรค์ อันไม่เข้าเงื่อนไขการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 17 (2) ต้องการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 14 ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งจะมีผลให้ใช้เวลาในการซื้อหรือการจ้างนานขึ้น จำเลยที่ 1 จึงไม่เห็นชอบให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามที่จำเลยที่ 2 โต้แย้ง กลับสั่งการให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 13 เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้มีอำนาจอนุมัติการซื้อการจ้างนั้นได้ทันที ทำให้ต้องแบ่งการซื้อผ้าห่มนวมออกเป็นสองครั้ง ครั้งละ 500 ผืน เป็นเงินครั้งละ 100,000 บาท เท่ากับจำเลยที่ 1 จงใจกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 16 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว แต่พยานหลักฐานของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอย่างใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อย่างไรก็ดี การกระทำของจำเลยที่ 1 จงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ดังกล่าวย่อมมีผลกระทบกระเทือนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 อยู่ดี ส่วนการทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายและเอกสารประกอบครั้งที่ 2 เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (4) หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์อ้างก็ตาม การทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายครั้งที่ 2 ก็เป็นเพียงการทำไว้ล่วงหน้าอันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการจัดทำฎีกาเบิกเงินโดยทั่วไปเท่านั้น เมื่อมีการเบิกจ่ายเงินกันจริงหาได้ไม่มีการเบิกจ่ายเงินกันตามนั้นอันเป็นความเท็จไม่ ดังนั้น แม้อาจเป็นไปเพื่อให้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่ามีการจัดซื้อผ้าห่มนวมตามวันเวลาเกิดเหตุซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงไปบ้างก็หาได้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (4) ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 เท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นั้นเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา แม้มีการแบ่งการซื้อหรือการจ้างออกเป็นสองครั้ง แต่การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาในแต่ละครั้งก็เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 13 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องถือปฏิบัติตาม ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าการแบ่งการซื้อหรือการจ้างออกเป็นสองครั้งดังกล่าวเกิดจากจำเลยอื่นเป็นผู้เสนอต่อจำเลยที่ 1 แต่กลับปรากฏตามเอกสารหมาย จ.41 ว่าเป็นการสั่งการของจำเลยที่ 1 เอง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นการขาดเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและไม่เป็นความผิดตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์เองรับฟังได้ว่าทางจังหวัดนครสวรรค์ประกาศให้พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาวในวันที่ 14 มกราคม 2552 อันเข้าเงื่อนไขที่จะดำเนินการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วได้ แต่ก็เป็นวันเดียวกับที่ได้ดำเนินการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาไปแล้ว อันแสดงว่ามีภัยพิบัติภัยหนาวเกิดขึ้นที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจริงการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วนเป็นสำคัญ แม้เป็นการผิดกฎหมาย แต่ก็มีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 แต่เพียงสถานเบา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157 และ 162

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบและไม่ได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วมีการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1/2552 ครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว เสนอขอใช้เงินสะสมเพื่อจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวแจกจ่ายตามจำนวนประชากรแต่ละหมู่บ้าน จำนวน 1,000 ผืน ราคาผืนละ 200 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ดำเนินการจัดหาโดยวิธีพิเศษ ที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วให้ความเห็นชอบจ่ายขาดเงินสะสม จำนวน 200,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ ตามรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1/2552 ครั้งที่ 3 ในวันนั้นเอง จำเลยที่ 2 ในฐานะปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว ทำบันทึกข้อความถึงจำเลยที่ 1 เรื่องการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวโดยใช้เงินจ่ายขาดเงินสะสมประจำปี 2552 ได้ให้ความเห็นว่า การจัดซื้อโดยวิธีพิเศษไม่น่าจะดำเนินการจัดซื้อได้ เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วยังไม่ได้รับประกาศภัยพิบัติจากจังหวัดนครสวรรค์ ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค 0406.3/ว 130 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน 5.1.18 และเสนอว่าเห็นควรใช้วิธีสอบราคาเหมาะสมกว่าวิธีพิเศษตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการมาด้วยวาจา หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันทำรายงานขอซื้อผ้าห่มนวม ขนาด 70 นิ้ว x 80 นิ้ว จำนวน 500 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท โดยวิธีตกลงราคา เสนอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งการ จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบ ตามรายงานขอซื้อโดยวิธีตกลงราคาขององค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว ลงวันที่ 13 มกราคม 2552 และจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตามโครงการจัดซื้อผ้าห่มนวม ขนาด 70 นิ้ว x 80 นิ้ว จำนวน 500 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ กับผู้มีชื่ออีกสองคนเป็นกรรมการ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วที่ 10/2552 ลงวันที่ 13 มกราคม 2552 ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2552 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วมีการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1/2552 ครั้งที่ 4 จำเลยที่ 1 เสนอเปลี่ยนแปลงเป็นว่า ฝ่ายบริหารจะดำเนินการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวเองช่วงแรกก่อน จำนวน 500 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท โดยวิธีตกลงราคาและจัดสรรให้ตามจำนวนประชากรในแต่ละหมู่บ้าน หากไม่เพียงพอก็จะดำเนินการจัดซื้ออีกครั้งหนึ่งต่อไป และที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วรับทราบ ตามรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1/2552 ครั้งที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อความ ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ถึงจำเลยที่ 1 เรื่องการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวโดยใช้เงินจ่ายขาดเงินสะสมประจำปี 2552 ขอให้พิจารณาสั่งการ จำเลยที่ 1 สั่งการว่าเห็นควรใช้วิธีตกลงราคาในวงเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 มกราคม 2552 มีการดำเนินการตรวจรับพัสดุและเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายผ้าห่มนวม จำนวน 500 ผืน เป็นเงิน 100,000 บาท แก่นายสมหมาย ผู้ขาย โดยมีจำเลยที่ 2 ในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน จำเลยที่ 3 ในฐานะหัวหน้าส่วนการคลัง จำเลยที่ 5 ในฐานะเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ร่วมกันจัดทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายและเอกสารประกอบเสนอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติเบิกจ่าย มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,000 บาท แล้วออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0070798 ลงวันที่ 16 มกราคม 2552 จ่ายเงินจำนวน 99,000 บาท แก่นายสมหมาย และมีการนำเช็คฉบับที่ 1 นี้ไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้วในวันที่ 21 มกราคม 2552 ส่วนการจัดซื้อครั้งที่ 2 ที่มีการกล่าวหาคดีนี้นั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันทำรายงานขอซื้อผ้าห่มนวม ขนาด 70 นิ้ว x 80 นิ้ว จำนวน 500 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท โดยวิธีตกลงราคา เสนอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งการ และจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบ ตามรายงานขอซื้อโดยวิธีตกลงราคาขององค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้ว ลงวันที่ 19 มกราคม 2552 มีการทำใบสั่งซื้อโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งซื้อ ถึงนายสมหมาย ระบุให้ส่งมอบแก่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วภายในวันที่ 23 มกราคม 2552 ตามใบสั่งซื้อ ลงวันที่ 20 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตามโครงการจัดซื้อผ้าห่มนวม ขนาด 70 นิ้ว x 80 นิ้ว จำนวน 500 ผืน ผืนละ 200 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท มีจำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการ กับผู้มีชื่ออีกสองคนเป็นกรรมการ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วที่ 16/2552 ลงวันที่ 20 มกราคม 2552 วันที่ 23 มกราคม 2552 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุทำใบตรวจรับพัสดุ มีจำเลยที่ 4 ทำเรื่องเสนอจำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติ วันที่ 26 มกราคม 2552 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันจัดทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายและเอกสารประกอบเสนอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติเบิกจ่าย มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,000 บาท แล้วออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0075569 ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 จ่ายเงินจำนวน 99,000 บาท แก่นายสมหมาย และมีการนำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้วในวันที่ 29 มกราคม 2552 สำหรับราคาผ้าห่มนวมคดีนี้มีราคาต่ำกว่าราคากลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่กำหนดคุณลักษณะเฉพาะและราคากลางผืนละไม่เกิน 240 บาท ตามประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่องรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะและกำหนดราคากลางสิ่งของสำรองจ่าย พ.ศ.2551 อันเป็นผลมาจากการสั่งซื้อจากนายสมหมายซึ่งเป็นผู้ผลิตโดยตรงและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการไปรับผ้าห่มนวมจากนายสมหมายเอง โดยจำเลยที่ 1 กับพวกของตนใช้รถยนต์ไปบรรทุกผ้าห่มนวม จำนวน 6 คัน เดินทางไปรับผ้าห่มนวมที่บ้านของนายสมหมาย และนำเอกสารที่จัดเตรียมไว้ข้างต้นไปให้นายสมหมายลงลายมือชื่อพร้อมรับค่าผ้าห่มนวมดังกล่าว และจำเลยที่ 1 กับพวกของตนดำเนินการแจกจ่ายผ้าห่มนวมแก่ประชาชนตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2552 เป็นต้นมาจนครบถ้วนแล้ว ตามรายชื่อผู้สมควรได้รับเครื่องกันหนาว ทั้งนี้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 กำหนดว่า "...ข้อ 13 การซื้อหรือการจ้าง โดยวิธีตกลงราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาไม่เกิน 100,000 บาท

ข้อ 14 การซื้อหรือการจ้าง โดยวิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท

....................................................................................................................................

ข้อ 16 การซื้อหรือการจ้างตามข้อ 13 และข้อ 14 ถ้าผู้ซื้อหรือผู้สั่งจ้างเห็นสมควรจะสั่งให้กระทำโดยวิธีที่กำหนดไว้สำหรับวงเงินที่สูงกว่าก็ได้

การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยวิธีลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้

....................................................................................................................................

ข้อ 17 การซื้อโดยวิธีพิเศษ ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท ให้กระทำได้เฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

....................................................................................................................................

(2) เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หากล่าช้าจะเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล

...................................................................................................................................."

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายยุทธพงษ์ ผู้ทำหนังสือร้องเรียนกล่าวหาจำเลยที่ 1 คดีนี้ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเคยสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วแข่งกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถามค้านยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการแจกผ้าห่มนวมที่จัดซื้อแก่ประชาชนในพื้นที่จริง พยานไม่ได้ร้องเรียนจำเลยที่ 1 กับพวกว่ามีการทุจริตในการซื้อหรือการจ้างดังกล่าว เพียงแต่ขอให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบขั้นตอนการซื้อหรือการจ้างเท่านั้น พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือนายสุกฤษฎิ์ เจ้าพนักงานปราบปรามการทุจริตชำนาญการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานไต่สวนคดีนี้ ตามคำสั่งคณะกรรมการ ปปช. ที่ 417/2553 เบิกความตอบโจทก์ถามได้ความแต่เพียงว่า ทางสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วมีมติให้จัดซื้อผ้าห่มนวม จำนวน 1,000 ผืน เป็นเงิน 200,000 บาท ต้องมีการซื้อหรือการจ้างครั้งเดียวและใช้วิธีสอบราคาเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 กับพวกจัดซื้อผ้าห่มนวมคดีนี้ด้วยวิธีการตกลงราคา โดยแบ่งการซื้อหรือการจ้างเป็นสองครั้ง เป็นเงินครั้งละ 100,000 บาท เพื่อให้วงเงินอยู่ภายในอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 13 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อ 16 วรรคสอง ที่กำหนดว่า "การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยวิธีลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างปลี่ยนไปจะกระทำมิได้" จำเลยที่ 1 จัดซื้อผ้าห่มนวมคดีนี้ด้วยวิธีการตกลงราคากับนายสมหมายซึ่งมีบ้านอยู่ที่ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการซื้อที่จัดทำเป็นสองชุด ไปให้นายสมหมายลงลายมือชื่อพร้อมรับเช็คชำระค่าผ้าห่มนวมที่บ้านของนายสมหมายในวันที่ 16 มกราคม 2552 และจำเลยที่ 1 กับพวกรับมอบผ้าห่มนวม จำนวน 1,000 ผืน ในวันเดียวกัน แล้วมีการนำไปแจกจ่ายประชาชนในวันที่ 17 มกราคม 2552 ตามที่ได้ประกาศไปแล้ว และการซื้อหรือการจ้างครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มกราคม 2552 ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะไม่มีการซื้อหรือการจ้างในวันนั้นแต่อย่างใด แต่รวมอยู่ในการซื้อหรือการจ้างผ้าห่มนวมครั้งแรก จำนวน 1,000 ผืน เป็นเงิน 200,000 บาท ไปแล้ว ฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณพร้อมเอกสารประกอบครั้งที่ 2 เป็นการทำขึ้นเพื่อแบ่งการซื้อหรือการจ้างให้อยู่ในอำนาจของจำเลยที่ 1 ในการอนุมัติเท่านั้น เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วไม่ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษตามที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วเพราะยังไม่ได้รับประกาศภัยพิบัติจากจังหวัดนครสวรรค์ อันไม่เข้าเงื่อนไขการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 17 (2) ต้องใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 14 ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งจะมีผลให้ใช้เวลาในการซื้อหรือการจ้างนานขึ้น จำเลยที่ 1 จึงไม่เห็นชอบให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีสอบราคาตามที่จำเลยที่ 2 โต้แย้ง กลับสั่งการให้ใช้การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 13 เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้มีอำนาจอนุมัติการซื้อหรือการจ้างนั้นได้ทันที ทำให้ต้องแบ่งการซื้อผ้าห่มนวมออกเป็นสองครั้ง ครั้งละ 500 ผืน เป็นเงินครั้งละ 100,000 บาท เท่ากับจำเลยที่ 1 จงใจกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 16 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว แต่พยานหลักฐานของโจทก์กลับไม่ปรากฏว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอย่างใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อย่างไรก็ดี การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่จงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ดังกล่าวย่อมมีผลกระทบกระเทือนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อยู่ดี ส่วนการทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายและเอกสารประกอบครั้งที่ 2 เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์อ้างก็ตาม การทำฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่ายครั้งที่ 2 ก็เป็นเพียงการทำไว้ล่วงหน้าอันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการจัดทำฎีกาเบิกเงินโดยทั่วไปเท่านั้น เมื่อมีการเบิกจ่ายเงินกันจริงหาได้ไม่มีการเบิกจ่ายเงินกันตามนั้นอันเป็นความเท็จไม่ ดังนั้น แม้อาจเป็นไปเพื่อให้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่ามีการจัดซื้อผ้าห่มนวมตามวันเวลาเกิดเหตุ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงไปบ้างก็หาได้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นั้นเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา แม้มีการแบ่งการซื้อหรือการจ้างออกเป็นสองครั้ง แต่การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาในแต่ละครั้ง ก็เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2544 ข้อ 13 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องถือปฏิบัติตาม ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าการแบ่งการซื้อหรือการจ้างออกเป็นสองครั้งดังกล่าวเกิดจากจำเลยอื่นเป็นผู้เสนอต่อจำเลยที่ 1 แต่กลับปรากฏว่าเป็นการสั่งการของจำเลยที่ 1 เอง โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นการขาดเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดและไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์เองรับฟังได้ว่า ทางจังหวัดนครสวรรค์ประกาศให้พื้นที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาวในวันที่ 14 มกราคม 2552 อันเข้าเงื่อนไขที่จะดำเนินการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีพิเศษให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสระแก้วได้ แต่ก็เป็นวันเดียวกับที่ได้ดำเนินการซื้อหรือการจ้างโดยวิธีตกลงราคาไปแล้ว อันแสดงว่ามีภัยพิบัติภัยหนาวเกิดขึ้นที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วนเป็นสำคัญ แม้เป็นการผิดกฎหมาย แต่ก็มีเหตุสมควรที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 แต่เพียงสถานเบา

อนึ่ง ระหว่างพิจารณา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 157 เดิมที่มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท แก้ไขใหม่เป็นตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท กฎหมายที่แก้ไขใหม่ส่วนนี้ไม่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงต้องใช้ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด อันเป็นส่วนที่เป็นคุณ และมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 3 และ 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29 และมาตรา 30 ซึ่งมีส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงต้องใช้ตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด อันเป็นส่วนที่เป็นคุณ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ลงโทษปรับ 10,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่แก้ไขใหม่), 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 162 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายปิยะวัฒน์ วัฒนแสงประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 -ที่ 5260/2561
#628969
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ ดังนั้น แผ่นบันทึกเสียงสนทนาระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ ช. จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงจำเลยที่ 1 ซึ่งยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาว โดย ช. มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง ช. จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ศาลจึงรับฟังแผ่นบันทึกเสียงดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ไม่ต้องห้าม

ระยะเวลาการฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยาคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากการสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่

ปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าเด็กหญิง ป. จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย น. เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่านาย น. จะบรรลุนิติภาวะ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิง ป. จะบรรลุนิติภาวะ และโจทก์ขอสงวนสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในอนาคตด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลาและจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อ "อ." ได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น "ก." เมื่อปี 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 จึงจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง ในระหว่างสมรส โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย น. เกิดวันที่ 19 มีนาคม 2541 และเด็กหญิง ป. เมื่อปี 2550 โจทก์เข้ารับราชการทหาร กรมพลาธิการทหารบก สังกัดกองทัพบก เมื่อปี 2553 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายธนะรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2555 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายลพบุรีราเมศวร์ ตำบลเกาะสะบ้า อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ปัจจุบันโจทก์ถูกส่งไปปฏิบัติราชการสนามที่หน่วยเฉพาะกิจ 25 อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กรมพลาธิการทหารบก จำกัด เป็นเงิน 260,000 บาท จากการตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรมของโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กหญิง ป. ผลปรากฏว่า เด็กหญิง ป. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากโจทก์จริง ตามรายงานผลการตรวจความสัมพันธ์บิดา - มารดา - บุตรเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2559 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 382/2559 ของศาลชั้นต้น อันดับที่ 36 และคดีเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ คดีในปัญหาข้อนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่มีเหตุหย่าตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในสำนวนหลัง โจทก์ก็เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเช่นกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 และบุตรทั้งสอง มิได้กระทำการปฏิปักษ์ในการเป็นสามีภริยา ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่ามีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีกเพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้องประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ทราบเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ดังนี้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากนาย น. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 กลับเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนรักใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากไม่เป็นความจริงก็ไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของตนเอง แม้จะได้ความตามฟ้องในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 มีคำขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เหตุเพียงเท่านี้ไม่น่าจะทำให้นาย น. โกรธเคืองหรือน้อยใจจำเลยที่ 1 ถึงขนาดจะเบิกความบิดเบือนใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ว่า มีพฤติกรรมเช่นนี้ ส่วนแผ่นบันทึกเสียง ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงสนทนาระหว่างนาย ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงนั้น คดีนี้เป็นคดีแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ และนาย ช. เบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนาย ช. เป็นเหตุการณ์โดยบังเอิญที่อาจเป็นไปได้ ไม่ได้ส่อพิรุธให้เห็นว่า เกิดจากการปั้นแต่งขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 ทั้งสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนาย น. นาง ส. และตัวโจทก์ด้วย จึงทำให้พยานโจทก์ทั้งสี่ปากมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานฝ่ายจำเลยต่างเบิกความลอย ๆ อีกทั้งนาง อ. กับนาง ณ. เป็นมารดาและเพื่อนของจำเลยที่ 1 อาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือกันจึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ห้องเลขที่ 594/689 ที่ ป.ปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียม โครงการ 2 มิใช่ของจำเลยที่ 2 ส่วนห้องชุดอีก 2 ห้องที่คอนโดมิเนียมดังกล่าวจำเลยที่ 2 มอบหมายให้นางสาว ส. เป็นผู้ดำเนินการให้บุคคลอื่นเช่าไปแล้ว นั้น ล้วนเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกา จึงเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟัง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ดังกล่าวประกอบกันแล้วย่อมมีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559 แล้ว ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยต่างฝ่ายต่างยินยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งไปเยี่ยมเยียนบุตรได้ และไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ศาลจึงต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำพิพากษาถึงข้อตกลงนี้ไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่า เป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องในสำนวนแรกหรือสำนวนหลังหรือฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งเพียงว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยไม่กำหนดให้ถูกต้องครบถ้วน ทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องแย้งเพียงบางส่วน แต่ในตอนท้ายได้พิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จึงเป็นการไม่ชัดแจ้ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน คำขอตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและตามฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังกับฟ้องแย้งในสำนวนแรกนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบเอก ช.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางสาวชาลินี นวกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
บุญมี ฐิตะศิริ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5243/2561
#625722
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจะขอตรวจดูรายงานการประชุมและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งกรรมการบริษัทจัดให้มีการบันทึกไว้ โจทก์ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 1207 วรรคสอง โดยขอตรวจดูเอกสารระหว่างเวลาการทำงานของจำเลยที่ 1 อันหมายถึงต้องไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาเอกสารที่มีการบันทึกรายงานการประชุมและมติที่ประชุมไว้ แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบมาไม่ปรากฏว่า โจทก์หรือตัวแทนไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 เพื่อขอตรวจดูบันทึกรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นและมติที่ประชุมในระหว่างเวลาทำการ เพียงแต่โจทก์อ้างถึงการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะขอเอกสารการประชุมผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิขอตรวจดูเอกสารการประชุม ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207 วรรคสอง ดังนั้นจำเลยทั้งสองหาได้มีหน้าที่ตามบทบัญญัติกฎหมาย ข้อบังคับบริษัท หรือข้อสัญญาระหว่างกันที่จะต้องส่งเอกสารการประชุมผู้ถือหุ้นและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แก่โจทก์ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1207 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภนิจ จัยวัฒน์
จำเลย — บริษัทกรีนเฮ้าส์โฟโต้แล็บ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวุฒิธรรมรงค์ กลิ่นเฉย
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2561
#625718
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย หน้า 10 ข้อ 1 ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า "บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาประกันภัยต่อรถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตาราง อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือคู่กรณี และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้" ข้อความที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัยของบริษัทประกันภัยรวมถึงจำเลยด้วย ซึ่งตามคู่มือตีความหน้าที่ 3 อธิบายถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ว่า จะคุ้มครองเฉพาะ 1. รถยนต์คันที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะทางบก และ 2. ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ โดยการแจ้งให้ทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้ความหมายรวมถึงผู้เอาประกันภัยต้องสามารถแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณีให้บริษัททราบ โดยไม่จำเป็น ต้องให้รายละเอียดถึงผู้ขับขี่รถยนต์ ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ระบุว่าขับเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,856 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5อ - 3658 กรุงเทพมหานคร แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกับจำเลย ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2555 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ซึ่งโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนที่ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 10,856 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่รถยนต์ซึ่งเอาประกันไว้กับจำเลยเกิดความเสียหายเนื่องจากเฉี่ยวชนกับยานพาหนะทางบก แต่โจทก์ผู้เอาประกันไม่สามารถแจ้งให้จำเลยทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นความรับผิด หรือไม่ เห็นว่า ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย ระบุถึงความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ตามเอกสารแนบท้ายแบบคุ้มครองเฉพาะภัย ซึ่งเอกสารแนบท้ายดังกล่าวคือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย หน้าที่ 10 ข้อ 1 ระบุข้อตกลงคุ้มครองไว้ว่า "บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาประกันภัยต่อรถยนต์รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในตาราง อันมีสาเหตุมาจากการชนกับยานพาหนะทางบก ทั้งนี้ความเสียหายดังกล่าวให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้อันมีสาเหตุโดยตรงจากการชนกับยานพาหนะทางบก ไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันที่เอาประกันภัยหรือคู่กรณี และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้..." ข้อความที่ระบุไว้ดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัยของบริษัทประกันภัยรวมถึงจำเลยด้วย ซึ่งการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีคำสั่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียนตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 4/2551 กำหนดให้เป็นไปตามคู่มือตีความประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยที่แนบท้ายคำสั่งดังกล่าว คำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วย่อมมีผลบังคับได้ตามคู่มือตีความหน้าที่ 3 ได้อธิบายถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ว่า จะคุ้มครองเฉพาะ 1. รถยนต์คันที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายจากการชนกับยานพาหนะทางบก และ 2. ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ และโดยที่คู่มือดังกล่าวได้อธิบายถึงเงื่อนไขประการที่ 2 ในหน้าที่ 4 ว่า การแจ้งให้บริษัทราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ให้หมายความรวมถึงผู้เอาประกันภัยต้องสามารถแจ้งหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณีให้บริษัททราบ โดยไม่จำเป็นต้องให้รายละเอียดถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี เช่น กรณีรถยนต์คันที่เอาประกันภัยถูกรถคู่กรณีชนแล้วหลบหนี ความคุ้มครองจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงผู้ขับขี่รถยนต์คู่กรณี หรือหมายเลขทะเบียนรถยนต์คู่กรณี ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ระบุว่าขับมาเฉี่ยวชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแบบคุ้มครองเฉพาะภัย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 861
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรี ก.
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายทรงวิทย์ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
ปรัชญา โกไศยกานนท์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5229/2561
#626045
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุด การที่ธนาคาร อ. เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับธนาคาร อ. ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ ธนาคาร อ. ผู้ประมูลซื้อห้องชุดดังกล่าวย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม ธนาคาร อ. จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนทั้งสิ้น 191,705.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 103/60 และจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ซื้อห้องชุดนั้น แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทอาคารชุดมอบอำนาจให้นายศุภกิจ ฟ้องและดำเนินคดี เดิมจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 103/60 เนื้อที่ 28.80 ตารางเมตร และค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2542 ถึงเดือนตุลาคม 2550 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ซื้อห้องชุดดังกล่าวจากการขายทอดตลาด แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะห้องชุดของจำเลยถูกยึดทรัพย์นำออกขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2550 ภาระหนี้ค่าส่วนกลางที่ค้างชำระย่อมตกแก่ผู้ซื้อทรัพย์ จำเลยไม่จำต้องรับผิดชำระค่าส่วนกลางแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ประมูลซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระอยู่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยินยอมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแทนตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยจึงพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าส่วนกลางดังกล่าว เห็นว่า เมื่อมีการขายทอดตลาดผู้ซื้อหรือผู้เสนอราคารวมถึงผู้เข้าร่วมประมูลซื้อต้องเข้าใจและตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดว่ามีการค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางหรือไม่ อย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมประมูลซื้อในการขายทอดตลาดดังกล่าว โดยนำมาเป็นข้อมูลในการเสนอราคา ดังนั้นการเสนอราคามากน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับภาระว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ยังคงค้างชำระอยู่เป็นจำนวนเท่าใด อันจะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะเสนอราคาที่เหมาะสมเพื่อซื้อทรัพย์นั้น และเมื่อมีการขายทอดตลาดได้แล้ว เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็จะนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเจ้าของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดนั้น เมื่อปรากฏว่าตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุด การที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์เท่ากับธนาคารอาคารสงเคราะห์ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว เมื่อจำเลยมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางค้างชำระแก่โจทก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้ประมูลซื้อห้องชุดดังกล่าว ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร่วมเดิม ธนาคารอาคารสงเคราะห์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเกี่ยวกับหนี้ค่าส่วนกลางตามที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยอีก ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดวิคเตอรี่วิว บี
จำเลย — นางสาวอัมพิกา เตียบัวแก้วหรือเตียวบัวแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2561
#626999
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552 จำเลยมีหนี้ค้างชำระการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์จำนวน 200,042.17 บาท ซึ่งจะต้องชำระภายในวันที่ 9 เมษายน 2552 โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,042.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 เป็นเงิน 6,592.44 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น 206,634.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,592.44 บาท ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยค้างชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 206,634.61 บาท และโจทก์ระบุเป็นทุนทรัพย์ในการฟ้องคดีนี้ อันเป็นการบรรยายหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามที่ปรากฏในคำฟ้องแล้ว แสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ดังกล่าว หาใช่ต้องการให้จำเลยชำระหนี้เพียง 6,592.44 บาท ไม่ น่าเชื่อว่าตามคำขอบังคับของโจทก์ เกิดจากความพลั้งเผลอพิมพ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริง เป็นเหตุให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 6,592.44 บาท ผิดพลาดไปด้วย กรณีถือได้ว่าคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องได้ จึงมีเหตุสมควรแก้ไขจำนวนเงินในคำพิพากษาจาก 6,592.44 บาท เป็น 206,634.61 บาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 6,592.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับถัดจากวันที่ 15 มิถุนายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 6,592.44 บาท (ตามคำขอของโจทก์) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 769 บาท แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ มีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่นและเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดแล้วไม่ชำระเงินแก่โจทก์ ยอดหนี้คำนวณถึงวันที่ 20 มีนาคม 2552 เป็นหนี้ต้นเงิน 184,386.18 บาท ดอกเบี้ย 11,461.13 บาท ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ 4,194.86 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 จำนวน 6,592.44 บาท รวมเป็นหนี้ทั้งสิ้น 206,634.61 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 6,592.44 บาท เป็น 206,634.61 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ณ วันที่ 20 มีนาคม 2552 จำเลยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 200,042.17 บาท ซึ่งต้องชำระให้โจทก์ภายในวันที่ 9 เมษายน 2552 แต่จำเลยหาได้ชำระไม่ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้หนี้จำนวน 200,042.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 เป็นเงิน 6,592.44 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 206,634.61 บาท ซึ่งโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 200,042.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 184,386.18 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 เป็นเงิน 6,592.44 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 206,634.61 บาท โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าได้ทวงถามจำเลยแล้ว และโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับเงินจำนวนดังกล่าว หาใช่ต้องการให้จำเลยชำระเพียง 6,592.44 บาท ตามที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องไม่ เหตุที่คำขอท้ายคำฟ้องระบุจำนวนเงิน 6,592.44 บาท จึงน่าเชื่อว่าเกิดจากความพลั้งเผลอพิมพ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริง เป็นเหตุให้ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 6,592.44 บาท ผิดพลาดตามไปด้วย อันถือเป็นกรณีคำพิพากษามีข้อผิดพลาดเล็กน้อย โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นให้ถูกต้องได้ กรณีมีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภค โดยแก้ไขจำนวนเงินในคำพิพากษาจาก 6,592.44 บาท เป็น 206,634.61 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 206,634.61 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นายพีรพล ภูตยานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2561
#626998
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามมาตรา 391 วรรคสี่ การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามสัญญาเช่าพื้นที่ ข้อ 4.1 วรรคสองว่า หากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า... และหากการผิดนัดดังกล่าวดำเนินไปเกินกว่า 30 วัน ถือว่าผู้เช่าจงใจประพฤติผิดสัญญาเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าฉบับนี้ได้ทันที และผู้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินที่ผู้เช่าได้ชำระให้แก่ผู้ให้เช่ามาแล้วทั้งหมด และที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงกันตามสัญญาบริการ ข้อ 5.3 ว่า ผู้รับบริการยินยอมให้ผู้ให้บริการริบเงินประกันการบริการได้ทันที หากผู้รับบริการผิดข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดกันไว้ในสัญญาบริการฉบับนี้หรือสัญญาเช่าพื้นที่ จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบค่าเช่าและค่าประกันการบริการที่โจทก์ชำระในงวดแรกได้ แต่ข้อตกลงตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้วเห็นสมควรลดเบี้ยปรับในส่วนที่เป็นค่าเช่าพื้นที่ลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 ส่วน ค่าประกันการบริการลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 ส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินที่ริบไว้แก่โจทก์จำนวน 398,816 บาท จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินที่ริบไว้แก่โจทก์จำนวน 17,284 บาท และการที่จำเลยทั้งสองริบเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมดไว้เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยทั้งสองต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนเพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 5,086,933.88 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีจำเลยที่ 1 ใหม่สำหรับเงินค่าเช่าที่โจทก์ชำระไปแล้วในส่วนที่เหลือภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์ 3,198,816 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ 133,284 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละยอดดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ชื่อ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ หรือเรียกชื่อย่อว่า "ซีดีซี" ได้เปิดดำเนินโครงการตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ได้รับสิทธิจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ดูแลและให้บริการทรัพย์ส่วนกลางทางด้านสาธารณูปโภค ความสะอาด และความปลอดภัยแก่ผู้มาเช่าพื้นที่ในโครงการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 โจทก์เช่าพื้นที่บางส่วนของอาคารเอฟ ห้องเลขที่ 106 และ 107 ในโครงการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 225.30 ตารางเมตร อายุการเช่า 25 ปี นับแต่วันที่ผู้เช่าเปิดดำเนินกิจการ โจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนการเช่าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,814,400 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกจำนวน 3,244,320 บาท ชำระในวันทำสัญญา งวดที่ 2 จำนวน 7,570,080 บาท ชำระในวันส่งมอบพื้นที่เช่าแก่ผู้เช่า โจทก์ชำระค่าตอบแทนการเช่างวดแรกแล้ว ในวันเดียวกันนั้น โจทก์ทำสัญญาบริการกับจำเลยที่ 2 อันเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขตามสัญญาเช่าพื้นที่กับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ต้องวางเงินประกันการบริการเท่ากับอัตราค่าบริการในปีแรกจำนวน 6 เดือน เป็นเงิน 270,360 บาท โจทก์วางเงินในวันทำสัญญาแล้ว 3 เดือน เป็นเงิน 135,180 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเงินในวันส่งมอบพื้นที่เช่า หลังจากทำสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการแล้วประมาณ 3 เดือน การก่อสร้างอาคารและพื้นที่เช่าแล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ติดต่อให้โจทก์ไปวัดพื้นที่เช่ายังสถานที่เช่าจริงปรากฏว่าพื้นที่เช่าลดลงเหลือ 222.14 ตารางเมตร ทำให้อัตราค่าเช่าลดลงไป จำเลยที่ 1 จึงทำบันทึกแนบท้ายสัญญาเช่าพื้นที่และบันทึกแนบท้ายสัญญาบริการ เพื่อแก้ไขขนาดพื้นที่เช่าตามสัญญาเช่าพื้นที่จากเดิมเป็นพื้นที่เช่าจำนวน 222.14 ตารางเมตร และโจทก์ต้องชำระค่าตอบแทนการเช่าแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,662,720 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 3,198,816 บาท งวดที่ 2 ชำระในวันที่ส่งมอบพื้นที่เช่า 7,463,904 บาท และแก้ไขสัญญาบริการเป็นโจทก์ต้องวางเงินประกันการบริการเท่ากับอัตราค่าบริการในปีแรกจำนวน 6 เดือน รวมเป็นเงิน 266,568 บาท ในวันทำสัญญาบริการ โจทก์ชำระเงินประกันจำนวน 3 เดือน เป็นเงิน 133,284 บาท และโจทก์จะชำระเงินประกันการบริการอีก 3 เดือน ในวันส่งมอบสถานที่เช่าตามที่กำหนดในสัญญาเช่าพื้นที่เป็นเงิน 133,284 บาท ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และริบเงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมด สำหรับค่าเสียหายเป็นค่าตกแต่งสถานที่เช่าและค่าเสียโอกาสจัดซื้อสินค้าไว้เตรียมจำหน่าย โจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิริบเงินค่าเช่าและค่าประกันการบริการที่โจทก์ชำระในงวดแรกหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์จะนำเอาหลักกฎหมายเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ เพราะตามสัญญาเช่าพื้นที่ ข้อ 4.1 วรรคสอง กำหนดว่า "หากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า... และหากการผิดนัดดังกล่าวดำเนินไปเกินกว่า 30 วัน ถือว่าผู้เช่าจงใจประพฤติผิดสัญญาเช่าผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าฉบับนี้ได้ทันที และผู้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินที่ผู้เช่าได้ชำระให้แก่ผู้ให้เช่ามาแล้วทั้งหมด" และสัญญาบริการ ข้อ 5.3 กำหนดว่า "ผู้รับบริการยินยอมให้ผู้ให้บริการริบเงินประกันการบริการได้ทันที หากผู้รับบริการผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดกันไว้ในสัญญาบริการฉบับนี้หรือสัญญาเช่าพื้นที่ และไม่ตัดสิทธิของผู้ให้บริการที่จะเรียกร้องค่าเสียหายตามความเป็นจริงตามที่พิสูจน์ได้ทั้งหมด" สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการจึงมีข้อตกลงยกเว้นหลักกฎหมายเรื่องการกลับคืนสู่ฐานะเดิมไว้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมมีผลผูกพันใช้บังคับระหว่างกันได้ นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนแก่กันให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามมาตรา 391 วรรคสี่ การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามสัญญาเช่าพื้นที่ ข้อ 4.1 วรรคสองว่า "หากผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า... และหากการผิดนัดดังกล่าวดำเนินไปเกินกว่า 30 วัน ถือว่าผู้เช่าจงใจประพฤติผิดสัญญาเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าฉบับนี้ได้ทันที และผู้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้ให้เช่าริบเงินที่ผู้เช่าได้ชำระให้แก่ผู้ให้เช่ามาแล้วทั้งหมด" และที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงกันตามสัญญาบริการ ข้อ 5.3 ว่า "ผู้รับบริการยินยอมให้ผู้ให้บริการริบเงินประกันการบริการได้ทันที หากผู้รับบริการผิดข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดกันไว้ในสัญญาบริการฉบับนี้หรือสัญญาเช่าพื้นที่..." จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบค่าเช่าและค่าประกันการบริการที่โจทก์ชำระงวดแรกได้ แต่ข้อตกลงตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ถึงมาตรา 381 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง นายปริญญาหัวหน้างานฝ่ายกฎหมายของจำเลยทั้งสองเบิกความว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบเงินของโจทก์ได้ตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าพื้นที่ และสัญญาบริการ เพื่อเป็นการชำระค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในเชิงธุรกิจ เพื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้นำพื้นที่เช่าตามสัญญาออกให้บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้เช่าที่ดีได้มาเช่าเพื่อประกอบกิจการค้าในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป อีกทั้งยังเป็นการบรรเทาความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาระหนี้ค่าก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ในโครงการให้แก่สถาบันการเงิน ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางสาวอารีย์ พนักงานฝ่ายการตลาดของจำเลยทั้งสองว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จึงมีบุคคลภายนอกมาขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่เช่าระยะเวลาเพียง 3 ปี ส่วนโจทก์เช่าระยะเวลาที่ยาวกว่าคือ 25 ปี เมื่อคำนวณแล้ว จำเลยที่ 1 จะได้ผลตอบแทนจากโจทก์มากกว่า แต่หากคำนวณเป็นปี ผู้เช่ารายใหม่จะให้ค่าตอบแทนมากกว่า จึงเห็นว่าการที่โจทก์ผิดสัญญาเช่าพื้นที่และบริการทำให้จำเลยทั้งสองเสียหายเป็นอย่างยิ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับค่าเช่าต่อปีจากผู้เช่ารายใหม่สูงกว่าโจทก์ แต่ระยะเวลาเช่าของผู้เช่ารายใหม่สั้นกว่าของโจทก์กว่า 8 เท่า และหลังจากครบกำหนด 3 ปี ตามสัญญาเช่าของผู้เช่ารายใหม่ จำเลยที่ 1 อาจหาผู้เช่ามาเช่าต่อทันทีไม่ได้ และแม้หาได้ก็อาจเป็นการเช่าในระยะสั้นเช่นเดิม เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าก็ต้องหาผู้เช่ารายใหม่อยู่เรื่อยไป ผิดกับโจทก์ที่เช่าระยะยาวรวดเดียวถึง 25 ปี ค่าตอบแทนการเช่าที่จำเลยที่ 1 ได้รับจึงเป็นเงินจำนวนมากสามารถนำมาแบ่งเบาภาระหนี้ค่าก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ในโครงการของจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระค่าเช่าพื้นที่งวดแรกในวันทำสัญญาเป็นเงิน 3,198,816 บาท ค่าประกันการบริการ 3 เดือน ในวันทำสัญญาบริการเป็นเงิน 133,284 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรลดเบี้ยปรับในส่วนที่เป็นค่าเช่าพื้นที่ลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 ส่วน เป็นเงิน 2,800,000 บาท ค่าประกันการบริการลงเหลือประมาณ 7 ใน 8 ส่วน เป็นเงิน 116,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินที่ริบไว้แก่โจทก์จำนวน 398,816 บาท จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินที่ริบไว้แก่โจทก์จำนวน 17,284 บาท ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และการที่จำเลยทั้งสองริบเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมดไว้เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ เมื่อศาลพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้จำเลยทั้งสองต้องคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนเพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 398,816 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 17,284 บาท แก่โจทก์ โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 30,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 381 ม. 383 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
โจทก์ — แพนยูเนี่ยนอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต
จำเลย — บริษัทเบญจกิจพัฒนา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอรุณวดี ไวกาสี
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2561
#627005
เปิดฉบับเต็ม

กำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์ นอกจากจะบ่งบอกถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพเพื่อป้องกันทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ทุกคนจำต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดต่อหรือค้าขาย กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตามความหมายของ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43

การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตแล้วทำเป็นทางเข้าออกไปสู่ที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ เพื่อประโยชน์สำหรับจำเลย บริวารลูกจ้าง และลูกค้าในกิจการค้าของจำเลยโดยไม่ต้องใช้เส้นทางถนนในโครงการจัดสรรของโจทก์ไปออกถนนสาธารณะ ไม่ต้องผ่านทางเข้าออกที่โจทก์กำหนด และไม่ต้องผ่านระบบการรักษาความปลอดภัยของโจทก์เหมือนเจ้าของที่ดินในโครงการรายอื่น ย่อมมีผลกระทบต่อระบบการรักษาความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบร้อยของโจทก์และผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการใช้สอยกำแพงคอนกรีตขัดต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวง ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้สั่งห้ามจำเลยกระทำการที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว

แม้การทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภค จะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกแห่งภารยทรัพย์กลับคืนมาดังเดิม ซึ่งการติดตามเอากำแพงคอนกรีตที่ถูกทุบทำลายคืนมาเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมกลับขึ้นมาตามเดิมก็คือการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพตามที่เป็นอยู่เดิมนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอบังคับให้จำเลยซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้ ไม่ใช่ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทแทน โดยให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าจ้างที่โจทก์จ่ายแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำการใดแก่กำแพงคอนกรีตพิพาทในลักษณะเช่นเดียวกับการทุบทำลายกำแพงคอนกรีตอีก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยจัดการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตพิพาทที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์เลขที่ 32/795 ของจำเลยให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการหรือดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าดำเนินการก่อสร้างแทนจำเลยได้ โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินแก่ผู้รับจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามจำเลยกระทำการอย่างใดแก่กำแพงคอนกรีตพิพาทอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกอีก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้เป็นเงินรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับพวกได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเนื้อที่รวม 998 - 2 - 32.2 ไร่ เฉพาะส่วนของโจทก์ 5 โฉนด คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 418 และ 1734 โฉนดที่ดินเลขที่ 31347, 32561 และ 82152 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 453 - 1 - 99.3 ไร่ มีชื่อโครงการตามเอกสารว่า โครงการโมเดอร์นโฮม ซิตี้ แต่นิยมเรียกชื่อและมีการขึ้นป้ายหน้าโครงการว่า ตลาดไท โจทก์ก่อสร้างและจัดให้มีตลาดกลางขนาดใหญ่ สำหรับซื้อขายส่งสินค้าการเกษตรอยู่บริเวณตรงกลางของพื้นที่หลายส่วน โดยมีถนนหลักและถนนซอยเชื่อมถึงกันทุกส่วน มีทางเข้าออกด้านหน้าโครงการที่อยู่ด้านทิศตะวันตก (ด้านถนนพหลโยธิน ถนนเทพกุญชร 1 และถนนเลียบคลอง) หนึ่งช่องทาง และทางเข้าออกด้านหลังโครงการที่อยู่ด้านทิศตะวันออก (ด้านที่ติดถนน รพช. หรือทางหลวงชนบท) สามช่องทาง โดยทุกช่องทางจะมีจุดตรวจและกล้องวงจรปิด ปรากฏตามแผนผังโดยสังเขปแสดงทางเข้าออกและจุดตรวจ รปภ. รถที่แล่นผ่านเข้าออกโครงการตลาดไท นอกจากรถยนต์และรถบรรทุกแล้ว ยังมีรถยนต์โดยสารประจำทางสาธารณะ ส่วนด้านข้างโครงการทั้งสองด้านคือด้านทิศเหนือและทิศใต้ โจทก์ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทึบสูงประมาณ 1.5 เมตร ตามแนวเขตที่ดินยาวตลอดความยาวของที่ดิน ไม่มีช่องทางเข้าออก เว้นแต่ในพื้นที่แปลงที่ 3 และ 4 ทางด้านทิศตะวันตก ที่ดินบริเวณริมกำแพงคอนกรีตด้านทิศเหนือและทิศใต้ โจทก์แบ่งซอยเป็นแปลงย่อยจำนวนมาก ขนาดแปลงละประมาณ 16 ตารางวา และก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ถึง 4 ชั้น บนที่ดินหลายร้อยหน่วย แล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ออกขายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94479 และ 94480 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่แปลงละ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 32/795 และ 32/796 บนที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินในโครงการจัดสรรของโจทก์ โดยจำเลยซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 กำแพงคอนกรีตโครงการด้านทิศใต้ บริเวณตำแหน่งที่ดินที่มีลูกศรชี้ในแผนผังโดยสังเขปแสดงบริเวณกำแพงคอนกรีตที่ถูกทุบ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลย จำเลยใช้อาคารพาณิชย์เป็นร้านค้าโดยเปิดเป็นคลินิก จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนที่อยู่ด้านหลังอาคารพาณิชย์ เลขที่ 32/795 ออกทั้งหมด และทำเป็นช่องประตูทางเข้าออกจากอาคารพาณิชย์ดังกล่าวไปสู่ที่ดินของจำเลยที่อยู่นอกโครงการจัดสรรของโจทก์และติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 137111 ซึ่งจำเลยปลูกสร้างเป็นหอพัก จำเลยและบริวารสามารถเข้าออกไปถนนสาธารณะนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ได้โดยไม่ต้องเข้าออกผ่านทางที่โจทก์กำหนดให้เป็นทางเข้าออก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า นายวีระแต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ให้ยกฎีกาของจำเลยในข้อนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทุบทำลายเป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร จากนั้นโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์และกำแพงคอนกรีต แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 เมื่อพิเคราะห์ถึงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินในส่วนของโจทก์เฉพาะส่วนที่มีการสร้างอาคารพาณิชย์ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้แล้ว เป็นโครงการขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้โจทก์จะสร้างกำแพงคอนกรีตเฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ทางด้านหลังอาคารพาณิชย์ โดยไม่ได้สร้างกำแพงคอนกรีตยาวตลอดแนวที่ดินในส่วนที่เหลือและไม่ได้สร้างกำแพงคอนกรีตในส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเหมือนโครงการจัดสรรเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย แต่เป็นเพราะโจทก์ทำถนนภายในโครงการเชื่อมต่อกับทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก นอกจากนี้ยังได้ความว่า โจทก์สร้างอาคารพาณิชย์แถวละ 20 ห้อง ระหว่างแถวมีช่องว่างประมาณ 4 ถึง 5 เมตร ซึ่งโจทก์ก็สร้างกำแพงคอนกรีตเชื่อมต่อกัน ไม่ให้เกิดช่องว่าง โดยโจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทุกคนรวมทั้งจำเลยใช้ทางเข้าออกโครงการตามทางที่โจทก์กำหนดเท่านั้น มิใช่เข้าออกทุกทิศทางตามอำเภอใจ ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการรักษาความปลอดภัย โดยโจทก์ได้จัดให้มียามรักษาความปลอดภัยและติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่เป็นทางเข้าออก ซึ่งขณะที่ซื้อจำเลยและผู้ซื้ออาคารพาณิชย์รายอื่นจากโจทก์ ทุกคนต่างทราบและยอมรับในการใช้เส้นทางเข้าออกตามที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ของทุกคนร่วมกัน ดังนั้นกำแพงคอนกรีตด้านหลังอาคารพาณิชย์ นอกจากจะบ่งบอกถึงแนวเขตที่ดินโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์แล้ว ยังมีสภาพเพื่อป้องกันทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลที่อาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ทุกคนจำต้องเข้าออกตามทางที่โจทก์กำหนดเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในโครงการจัดสรรและบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดต่อหรือค้าขาย กำแพงคอนกรีตจึงเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ที่โจทก์ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณูปโภคตามความหมายของพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 4 และ 43 โดยไม่จำต้องระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินเสมอไป ทั้งพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินมิได้บังคับหรือจำกัดไว้ว่า สิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคต้องเป็นสิ่งระบุไว้ในคำขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินหรือเอกสารการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กำแพงคอนกรีตที่จำเลยทุบทำลายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงคอนกรีตในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้เป็นสาธารณูปโภค ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า กำแพงคอนกรีตเป็นส่วนควบของที่ดินจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ยอมรับว่า กำแพงคอนกรีตในส่วนที่อยู่ในโฉนดที่ดินของจำเลยเป็นของจำเลย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาขายที่ดินส่วนที่เป็นที่ตั้งของกำแพงคอนกรีต จึงเป็นการวินิจฉัยขัดกับข้อเท็จจริงในสำนวน ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น กำแพงคอนกรีตจึงเป็นส่วนควบของที่ดินจำเลย แต่อย่างไรก็ตามเหตุที่โจทก์สร้างกำแพงคอนกรีตลงในที่ดินจัดสรรส่วนที่คาดหมายว่าเป็นส่วนที่จะต้องแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จัดสรรขายแก่ผู้ซื้อทั่วไปอันมีผลทำให้กำแพงคอนกรีตที่สร้างไว้ต้องกระจายไปอยู่บนที่ดินที่แบ่งแยกและแบ่งขายแก่ผู้ซื้อทุกแปลง ก็เพราะโจทก์ไม่อาจแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่มีกำแพงคอนกรีตปลูกสร้างอยู่นั้นออกเป็นที่ดินแปลงย่อย เนื่องจากเป็นการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแนวตะเข็บหรือมีเศษเป็นเสี้ยว เป็นการต้องห้ามตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 15 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ออกตามความในข้อ 7 (1) และข้อ 9 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ดำเนินการจัดสรรที่ดินและก่อสร้างกำแพงคอนกรีตในปี 2541 เป็นต้นมา แต่โดยที่กำแพงคอนกรีตนี้มีสภาพเป็นสาธารณูปโภคดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นที่จะต้องตกติดไปกับที่ดินจัดสรรตลอดไป การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตแล้วทำเป็นทางเข้าออกไปสู่ที่ดินแปลงอื่นนอกโครงการจัดสรรของโจทก์ เพื่อประโยชน์สำหรับจำเลย บริวารลูกจ้าง และลูกค้าในกิจการค้าของจำเลยโดยไม่ต้องใช้เส้นทางถนนในโครงการจัดสรรของโจทก์ไปออกถนนสาธารณะ ไม่ต้องผ่านทางเข้าออกที่โจทก์กำหนด และไม่ต้องผ่านระบบการรักษาความปลอดภัยของโจทก์เหมือนเจ้าของที่ดินในโครงการรายอื่น ๆ ย่อมมีผลกระทบต่อระบบการรักษาความปลอดภัย การจราจร การรักษาความสงบเรียบร้อยของโจทก์และผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงอื่น ถือว่าเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่เจ้าของที่ดินแปลงอื่นในโครงการจัดสรรของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ จึงเป็นการใช้สอยกำแพงคอนกรีตขัดต่อสิทธิเจ้าของรวมคนอื่น โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและในฐานะผู้มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินในการบำรุงรักษากำแพงคอนกรีตแทนเจ้าของสามยทรัพย์ทั้งปวง ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้สั่งห้ามจำเลยกระทำการที่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นเรื่องละเมิด โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 วรรคหนึ่ง เห็นว่า การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงไปหรือเสื่อมความสะดวกอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรที่ดินซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพเช่นเดิม ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง และในฐานะเจ้าของที่ดินแปลงอื่นซึ่งเป็นสามยทรัพย์ฟ้องให้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตให้คืนสภาพเดิม ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกทำละเมิด จึงไม่จำต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้ปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้สั่งห้ามจำเลยกระทำการอย่างใดต่อกำแพงคอนกรีตหลังอาคารพาณิชย์ของจำเลย และคำขอบังคับให้จำเลยดำเนินการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทนจำเลย โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าจ้างที่โจทก์ชำระแก่ผู้รับจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น สามารถบังคับได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในข้อนี้ว่า การที่จำเลยทุบทำลายกำแพงคอนกรีตเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่โจทก์เพียงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดได้เท่านั้น แต่ไม่อาจขอบังคับให้จำเลยกระทำการอย่างอื่นได้ เห็นว่า แม้มีการทุบทำลายกำแพงคอนกรีตซึ่งเป็นสาธารณูปโภค จะเป็นการทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยสิทธิ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์กระทำการอย่างใดที่ทำให้ประโยชน์หรือความสะดวกแห่งภารยทรัพย์กลับคืนมาดังเดิม ซึ่งการติดตามเอากำแพงคอนกรีตที่ถูกทุบทำลายคืนมาเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมกลับขึ้นมาตามเดิมก็คือการซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพตามที่เป็นอยู่เดิมนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวที่จะขอบังคับให้จำเลยซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตให้กลับคืนสภาพเดิมได้ และหากจำเลยไม่ได้ดำเนินการ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมหรือสร้างกำแพงคอนกรีตแทน โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาทำนองว่า ศาลไม่มีอำนาจห้ามจำเลยกระทำการใดต่อกำแพงคอนกรีตเพราะจำเลยทุบทำลายและรื้อไปแล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยในส่วนนี้ แต่มีคำพิพากษาห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ ต่อกำแพงคอนกรีตที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่อันจะเป็นการกระทำให้กำแพงคอนกรีตเสื่อมสภาพหรือประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลง เป็นการใช้อำนาจขัดขวางป้องกันมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกำแพงคอนกรีตที่จะต้องสร้างขึ้นใหม่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารยทรัพย์ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเหมือนอย่างเช่นที่จำเลยได้เคยกระทำมาแล้ว และมีแนวโน้มว่าจำเลยจะกระทำซ้ำอีก โจทก์จึงชอบที่จะขอและศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้จำเลยงดเว้นกระทำการดังกล่าวซ้ำอีกในภายภาคหน้า ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด
จำเลย — นางสาวศิริรัตน์ หุ่นวิจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายโสธร เจริญพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
สุรทิน สาเรือง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5210/2561
#625720
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 47 บัญญัติว่า "ผู้เช่านามีสิทธิปลูกพืชอายุสั้นใดๆ นอกจากพืชหลักในนาที่เช่าได้ รวมทั้งการใช้ที่นาบางส่วนทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการปลูกไม้ยืนต้น ในเมื่อไม่ทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชหลัก" แม้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เพื่อใช้ทำนา แต่ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มิได้จำกัดว่าจำเลยต้องทำนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จำเลยอาจใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสมเพื่อเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และลดความเสี่ยงจากการตลาดที่แปรปรวน หากไม่ทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชหลัก ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้หากไม่ทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลง การที่จำเลยใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 12 ถึง 13 ไร่ จากพื้นที่ 59.51 ไร่ เป็นบริเวณบ่อเลี้ยงปลา โดยเนื้อที่บ่อเลี้ยงปลาแท้จริงประมาณ 4 ไร่ นับว่า จำเลยใช้พื้นที่ส่วนน้อยไม่ถึงหนึ่งในสี่ของพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงปลา พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงทำนา จำเลยเลี้ยงปลาหารายได้เสริม จำเลยค้างชำระค่าเช่านาและชำระไม่ครบถ้วนบ้างเพราะผลผลิตไม่แน่นอนและบางครั้งขาดทุน เมื่อทางพิจารณาคู่ความมิได้เถียงกันเรื่องขุดบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชหลัก การที่จำเลยใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนเป็นบ่อเลี้ยงปลาจึงเป็นสิทธิของจำเลยสามารถทำได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4121 ของโจทก์ หากจำเลยและบริวารไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยชำระค่าขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 109,152 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราปีละ 27,288 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4121 ของโจทก์ หากจำเลยและบริวารไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยชำระค่าขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด ให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินแก่โจทก์เป็นเงิน 109,152 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินอัตราปีละ 27,288 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1421 ของโจทก์ เฉพาะที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาตามแผนที่พิพาท จากด้านทิศเหนือตั้งแต่หลักไม้ไผ่ที่ 1 ที่ 2 ลงมาทางด้านทิศใต้ถึงหลักไม้ไผ่ที่ 3 ที่ 5 และทางด้านทิศใต้ของทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่หลักไม้ไผ่ที่ 4 ที่ 6 ลงไปทางทิศใต้เฉพาะที่เป็นบ่อเลี้ยงปลา 3 บ่อ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 26,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 6,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทที่เป็นบ่อเลี้ยงปลา ยกคำขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทที่เป็นที่นา และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยและบริวารไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยชำระค่าขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 โดยมีมุขนายกเกรียงศักดิ์ เป็นประมุขผู้ปกครองมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ และมีอำนาจลงนามกระทำการแทนโจทก์ได้ตามกฎหมาย วัดพระวิสุทธิวงส์ (ลำไทร) เป็นสถานวัดบาทหลวงแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ โจทก์แต่งตั้งบาทหลวงเป็นเจ้าอาวาสประจำสถานวัดบาทหลวงและเป็นตัวแทนของโจทก์ ปัจจุบันมีบาทหลวงสุขุม เป็นเจ้าอาวาส ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ในการฟ้องคดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้บาทหลวงทนุฟ้องและดำเนินคดีแทน บาทหลวงทนุมอบอำนาจช่วงให้นายสุรเชษฐ์ฟ้องและดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1421 เนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ จำเลยอยู่อาศัยและปลูกบ้านเลขที่ 14/2 ในที่ดินพิพาท ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา ออกไปรังวัดที่ดินพิพาทตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำชี้และได้ลงลายชื่อรับรองแผนที่ดังกล่าว และข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์ไม่ฎีกาว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งจำเลยใช้ทำนา ที่ดินพิพาทอีกส่วนหนึ่งจำเลยขุดบ่อเลี้ยงปลา และที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยใช้ทำนา จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยขุดบ่อเลี้ยงปลา จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เพื่อใช้ทำนา แต่ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ก็มิได้จำกัดว่าจำเลยต้องทำนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จำเลยอาจใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสมเพื่อเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และลดความเสี่ยงจากการตลาดที่แปรปรวน หากไม่ทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชหลัก ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ด้วยหากไม่ทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลง การที่จำเลยใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 12 ถึง 13 ไร่ จากพื้นที่ 59.51 ไร่ เป็นบริเวณบ่อเลี้ยงปลา โดยเนื้อที่บ่อเลี้ยงปลาแท้จริงประมาณ 4 ไร่ นับว่า จำเลยใช้พื้นที่ส่วนน้อยไม่ถึงหนึ่งในสี่ของพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงปลา พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงทำนา เมื่อพิจารณาประกอบกับที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยเลี้ยงปลาหารายได้เสริม จำเลยค้างชำระค่าเช่านาหรือชำระไม่ครบถ้วนบ้างเพราะผลผลิตไม่แน่นอนและบางครั้งขาดทุน เมื่อทางพิจารณาคู่ความมิได้โต้เถียงกันเรื่องการขุดบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยทำให้สภาพของนาเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชหลัก การที่จำเลยใช้ที่ดินพิพาทที่เช่าบางส่วนเป็นบ่อเลี้ยงปลาจึงเป็นสิทธิของจำเลยสามารถทำได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยเปลี่ยนไปประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้วพิพากษาขับไล่จำเลยและให้จำเลยชำระค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้ขับไล่จำเลยจากที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยใช้เลี้ยงปลาเสียด้วย และให้ยกคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ
จำเลย — นางรัชนี วงษ์วุฒิพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติศักดิ์ แสงเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5193 -ที่ 5208/2561
#628971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทต้องผูกพันตามเงื่อนไขการเข้าสู้ราคา ข้อสัญญาและคำเตือนผู้ซื้อที่กำหนดไว้ในประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อตามประกาศขายทอดตลาดได้ระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 โจทก์จึงต้องผูกพันตามเนื้อความดังกล่าวในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระอยู่ก่อนและในวันที่โจทก์เข้าประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้โดยไม่เสนอจะชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 หาได้ไม่

แม้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) ไม่ได้บัญญัติให้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มอันเนื่องมาจากเจ้าของร่วมผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในกำหนด เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่กำหนดให้คิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากเจ้าของร่วมก็ต่อเมื่อเจ้าของร่วมผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกำหนด เงินในส่วนนี้จึงเป็นลักษณะของการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ชอบที่จะคิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากโจทก็ได้

โจทก์ทราบถึงภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เจ้าของห้องชุดพิพาท คนเดิมค้างชำระตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท การที่โจทก์ยังคงเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าขณะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท โจทก์ได้โต้แย้งว่าหนี้ในส่วนนี้ขาดอายุความ ย่อมถือว่าโจทก์ได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 แล้ว โจทก์จะยกเรื่องหนี้ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) และจะขอชำระหนี้นับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี หาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระนับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบหกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 83/2554 หมายเลขแดงที่ พ 88/2555 และหมายเลขดำที่ พ 1828/2553 หมายเลขแดงที่ พ 110/2555 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 82/2554 หมายเลขแดงที่ พ 89/2555 ว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 80/2554 หมายเลขแดงที่ พ 93/2555 ว่า จำเลยที่ 3 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 81/2554 หมายเลขแดงที่ พ 96/2555 ว่า จำเลยที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 31/2554 หมายเลขแดงที่ พ 97/2555 ว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1815/2553 หมายเลขแดงที่ พ 98/2555 และหมายเลขดำที่ พ 237/2554 หมายเลขแดงที่ พ 107/2555 ว่า จำเลยที่ 6 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 30/2554 หมายเลขแดงที่ พ 100/2555 ว่า จำเลยที่ 7 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 84/2554 หมายเลขแดงที่ พ 101/2555 ว่า จำเลยที่ 8 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 433/2554 หมายเลขแดงที่ พ 102/2555 และหมายเลขดำที่ พ 238/2554 หมายเลขแดงที่ พ 108/2555 ว่า จำเลยที่ 9 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 85/2554 หมายเลขแดงที่ พ 103/2555 และหมายเลขดำที่ พ 434/2554 หมายเลขแดงที่ พ 104/2555 ว่า จำเลยที่ 10 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 1827/2553 หมายเลขแดงที่ พ 109/2555 ว่า จำเลยที่ 11 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ พ 29/2554 หมายเลขแดงที่ พ 112/2555 ว่า จำเลยที่ 12 เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสิบหกสำนวนว่าจำเลยที่ 13 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ พ 88/2555, พ 102/2555, พ 109/2555, พ 110/2555 ว่าจำเลยที่ 14 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ พ 89/2555, พ 93/2555, พ 96/2555, พ 97/2555, พ 98/2555, พ 100/2555, พ 101/2555, พ 103/2555, พ 104/2555, พ 107/2555, พ 108/2555 และ พ 112/2555 ว่า จำเลยที่ 15

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันหรือแทนกันรับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดแต่ละห้องย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวและให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 14 และที่ 15 ศาลอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 14 และที่ 15

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (เดิม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์และก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำห้องชุดพิพาทออกขายทอดตลาด โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 มาหักออกจากราคาประเมินของห้องชุดพิพาทแต่ละห้อง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการหักให้ตามที่โจทก์ขอ เป็นผลให้ราคาสมควรขายห้องชุดพิพาทแต่ละห้องลดต่ำลงกว่าราคาประเมิน ต่อมาโจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทและเป็นผู้ประมูลซื้อได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด โจทก์จึงย่อมต้องผูกพันตามเงื่อนไขการเข้าสู้ราคา ข้อสัญญาและคำเตือนผู้ซื้อที่กำหนดไว้ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เรื่อง ขายทอดตลาดห้องชุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้ผู้เข้าประมูลซื้อทราบก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทแต่ละห้อง ดังนั้น เมื่อตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว ได้ระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อน และผู้ซื้อได้จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, มาตรา 29 และมาตรา 41 เช่นนี้ โจทก์จึงต้องผูกพันตามเนื้อความดังกล่าวในอันที่จะต้องชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระอยู่ก่อนและในวันที่โจทก์เข้าประมูล รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 โดยไม่เสนอจะชำระหนี้ที่ค้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 หาได้ไม่

ตามข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า โจทก์เป็นผู้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระมาหักออกจากราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ในการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทบางห้องเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุไว้ในประกาศว่า ห้องชุดพิพาทที่จะนำออกขายนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำหนี้สินเท่าที่ตรวจสอบได้ไปหักออกจากราคาสมควรขาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์เองก็ทราบถึงภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาท เมื่อเป็นเช่นนี้การที่โจทก์ยังคงเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทก็ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 แล้ว ดังนั้น โจทก์จะยกเรื่องหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางทั้งหมดหรือแต่บางส่วนขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) และจะขอชำระหนี้นับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี หาได้ไม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์เสนอจะใช้ย้อนหลังไป 5 ปีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว มิใช่หนี้ที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระเพียงอย่างเดียวไม่ หากให้โจทก์รับผิดเฉพาะหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าโจทก์ฟ้องคดีภายหลังพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทได้ โจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระ ซึ่งไม่น่าจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว ที่ต้องการให้ผู้ชนะการประมูลเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระ ในส่วนของเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มอันเนื่องมาจากเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในกำหนดนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) จะไม่ได้บัญญัติให้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่กำหนดให้คิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากเจ้าของร่วมก็ต่อเมื่อเจ้าของร่วมผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกำหนด เงินในส่วนนี้จึงเป็นลักษณะของการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 นั่นเอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จึงชอบที่จะคิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มจากโจทก์ได้ ทั้งเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 คิดจากโจทก์ก็คิดไม่เกินอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ได้แจ้งภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงภาระหนี้เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระแล้วเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าขณะเข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทโจทก์ได้โต้แย้งว่า หนี้ในส่วนนี้ขาดอายุความ ก็ต้องถือว่าโจทก์สละประโยชน์แห่งอายุความแล้วเช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระนับจากวันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี แล้วออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้สำหรับห้องชุดพิพาทแต่ละห้องให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 193/33 (4) ม. 381
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561
#626219
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 93 มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว แต่โฉนดเลขที่ 95 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ ในอีกคดีหนึ่ง คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยในคดีนั้นซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ในคดีนี้ หากโจทก์คดีนั้นได้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ในคดีก่อนปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 93 คืนแก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 93 ย่อมกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงนี้ได้

ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนคนละครึ่ง กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนนี้ โจทก์ไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ดี โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

การมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดี ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แม้ระบุข้อความทำนองว่า การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) โดยการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งไม่ต้องระบุว่าให้ฟ้องในข้อหาใดเช่นกัน การระบุหมายเลขคดีในภายหลังเป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การมอบอำนาจของโจทก์ให้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ของโจทก์ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสมพงษ์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 และ 95 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ต่อมานางสมพงษ์ กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 ของศาลชั้นต้น แล้วได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามในคดีดังกล่าวได้ชดใช้เงินให้จำเลยคดีนี้ จำนวน 1,021,250 บาท แต่จำเลยยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้เป็นชื่อของโจทก์คดีนี้ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ การที่โจทก์ไม่ระบุชื่อจำเลยและข้อหาที่จะฟ้องในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมทั้งเพิ่งมาระบุหมายเลขคดีในหนังสือมอบอำนาจภายหลังฟ้องคดีแล้วเป็นการไม่ชอบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุไว้ว่า "...ข้าพเจ้านายจอม ขอมอบอำนาจให้นางสมพงษ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ในคดีหมายเลขดำที่ 1291/2557 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ เช่น... การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำการด้วยตนเองทั้งสิ้น..." ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสมพงษ์มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ซึ่งย่อมรวมถึงการยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดี และการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นผู้ใด รวมทั้งการให้ฟ้องคดีแทนนั้นก็หาจำต้องระบุว่าจะให้ฟ้องข้อหาใดไว้ด้วยไม่ นางสมพงษ์ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แทนโจทก์ ส่วนการระบุหมายเลขคดีในภายหลังนั้นก็เป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย่อมไม่มีผลให้หนังสือมอบอำนาจที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้วเสียไป ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 และเลขที่ 95 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนและไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมในการโอนตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เห็นว่า ในส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ซึ่งมีชื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 780/2556 หมายเลขแดงที่ 962/2556 ของศาลชั้นต้น ที่นางสมพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลย ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 คืนให้แก่โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวและเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 93 ได้ ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับการยกให้ที่ดินแปลงนี้มาจากโจทก์และยังคงเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ยังเป็นของจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ไม่ยอมไปรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 จากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งในการโอนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ได้ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ก็ยังคงมีสิทธิบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 95 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 801 (5) ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายจอม สำลีอ่อน โดยนางสมพงษ์ จันทร์คำทรัพย์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวัง สำลีอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวชิร ปานแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วิบูลย์ แสงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5127/2561
#626053
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิด แต่คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ทำละเมิด เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่ามิได้ทำละเมิดจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อีกต่อไป และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยที่ 1 อาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นละเมิด จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 49,795,984 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่ไม่รับวินิจฉัย จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีก่อนซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 593/2556 ของศาลชั้นต้นเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยชอบและโดยสุจริต ไม่เป็นละเมิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องเกินส่วน เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ถือว่าเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิด แต่คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์และแก้อุทธรณ์ของโจทก์ว่าการฟ้องคดีก่อนไม่เป็นละเมิด ดังนี้ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการฟ้องคดีก่อนของจำเลยที่ 1 เป็นละเมิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเสียแล้ว การวินิจฉัยปัญหาที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่ามิได้กระทำละเมิดจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และการที่ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยว่าการฟ้องคดีก่อนเป็นละเมิดหรือไม่ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าการฟ้องคดีก่อนเป็นการกระทำละเมิดไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิฎีกาได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 แต่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาได้กระทบกระเทือนหรือมีผลทำให้จำเลยที่ 1 อาจได้รับความเสียหายแต่ประการใดไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีก่อนโดยชอบไม่เป็นละเมิด จึงไม่เป็นสาระแก่คดี เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทวี.ออฟฟิศ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5119/2561
#662384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 แม้โจทก์ร่วมจะทำหนังสือมอบอำนาจให้ ร. ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกได้โดยมิได้ระบุข้อหาความผิดไว้ แต่การมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับหรือเจตนาที่ผู้แทนนิติบุคคลให้ไว้ เมื่อปรากฏว่าตามรายงานการประชุมของโจทก์ร่วม ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาบุกรุกเท่านั้น มิได้มีมติให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย การที่ ร. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือจากเจตนาของโจทก์ร่วม การแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ร่วมถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120, 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 364, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง ขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกด้านใต้ มีสำนักงานชั่วคราว ที่พักคนงานและที่เก็บวัสดุ โดยเช่าที่ดินจากเอกชน ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลก จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมางานเทคอนกรีตสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาช่วงงานเคลือบพาสเตอร์พื้นถนน และเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 1 นายอภิชาตเป็นวิศวกรควบคุมโครงการก่อสร้างถนนของโจทก์ร่วม นายประสงค์เป็นผู้ช่วยวิศวกร มีหน้าที่ควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุก่อสร้างของโจทก์ร่วม ในการเบิกเงินค่าก่อสร้างที่รับเหมา จำเลยที่ 1 จะทำเรื่องขอเบิกกับนายอภิชาตมาโดยตลอด วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเพื่อมาพบและตกลงกับนายอภิชาตเรื่องที่จำเลยที่ 1 ส่งผลงานการเทคอนกรีตถนนที่รับเหมางาน แต่ได้รับเงินค่างานไม่ครบถ้วนตามระยะทางถนนที่ทำไว้ แต่ตกลงกันไม่ได้จนเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้นเกิดการชุลมุนใช้กำลังผลักดันทำร้ายกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายประสงค์เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ล้มลงกับพื้นได้รับบาดเจ็บมีเลือดไหลบริเวณปาก จากนั้นจำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ และแจ้งให้ลูกน้องมารับไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงงานตามมาหลังจากที่เกิดเหตุโต้เถียงกันระหว่างจำเลยที่ 1 และนายประสงค์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดข้อหาร่วมกันบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยเป็นผู้รับจ้างเหมาช่วงในการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลกจากโจทก์ร่วม สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเพื่อทวงเงินค่างวดงาน เนื่องจากโจทก์ร่วมจ่ายให้จำเลยที่ 1 น้อยกว่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินไป การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องทำงานของนายอภิชาตเพื่อทวงเงินที่โจทก์ร่วมจ่ายให้น้อยกว่างานที่จำเลยที่ 1 ทำ โดยนายอภิชาตรับว่าได้พยายามอธิบายให้จำเลยที่ 1 ฟัง แสดงว่าระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ในเรื่องเงินค่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไป แม้จำเลยที่ 1 จะพูดจาต่อว่านายอภิชาตด้วยกริยาเกรี้ยวกราดเสียงดังก็เป็นเพียงการแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องทำงานของนายอภิชาตเพื่อทวงเงินค่าผลงานที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไปแล้วแต่ยังได้รับไม่ครบ จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร ส่วนการที่นายอภิชาตพูดไล่ให้จำเลยที่ 1 ออกไปแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออก ยังพูดต่อว่านายอภิชาตด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและเสียงดัง เป็นเหตุให้นายประสงค์เข้ามาเพื่อจะดึงตัวจำเลยที่ 1 ออกไปจนเกิดการผลักกันไปมาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายประสงค์ทำให้จำเลยที่ 1 ล้มหน้าคว่ำลงไปที่พื้นจนได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่ร่างกาย ก็เป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมโดยมีเหตุอันสมควร แต่เมื่อเกิดการโต้เถียงติดพันระหว่างกันย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่คู่กรณีจะต้องมีการตกลงพูดคุยกันให้จบกระแสความก่อน มิใช่ว่าจะต้องออกไปโดยทันที ทั้งปรากฏว่าขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ที่ประตูหน้าห้องทำงานของนายอภิชาตก็ถูกนายประสงค์เข้ามาผลักดันทำให้จำเลยที่ 1 ล้มลง ซึ่งถ้าหากนายประสงค์ไม่เข้ามาผลักดัน จำเลยที่ 1 ก็อาจกำลังจะเดินออกจากห้องของนายอภิชาตก็เป็นได้ ประกอบกับหลังจากจำเลยที่ 1 ลุกขึ้นแล้วก็ออกไปรอนางสาวสุนทรีที่หน้าสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วม ไม่ได้เข้าไปหานายอภิชาตซึ่งนั่งอยู่ในห้องทำงานอีก ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ออกไปจากสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมก็เพราะต้องรอให้นางสาวสุนทรีหรือจำเลยที่ 2 มารับไปส่งโรงพยาบาล เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถขับรถไปโรงพยาบาลเองได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็มาถึงสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วม หลังจากที่จำเลยที่ 1 กับนางสุนทรีกำลังจะไปโรงพยาบาลแล้ว ทั้งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธหรือกระทำการอันใดอันเป็นการบ่งชี้ว่าจะเข้าไปทำร้ายนายประสงค์เพราะหากจำเลยที่ 2 ต้องการที่จะเข้ามาทำร้ายนายประสงค์จริงแล้วก็คงต้องเตรียมอาวุธมาด้วยเพราะนายประสงค์ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ยังมีคนงานอื่นของโจทก์ร่วมอยู่ในบริเวณสำนักงานชั่วคราวด้วย และได้ความว่าหลังจากวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังทำงานให้โจทก์ร่วมอยู่จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ตามที่นายอภิชาตทำเรื่องขอเบิกเงินค่าแรงให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่หลายจุด แต่โจทก์และโจทก์ร่วมกลับไม่อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดของจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าเมื่อครบกำหนด 1 เดือน ผู้ดูแลจะลบข้อมูลทิ้งทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นกรณีเหตุการณ์ปกติ ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้วผู้ดูแลลบข้อมูลทิ้งก็เป็นเรื่องการปฏิบัติตามปกติ แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่มีเหตุการณ์ทะเลาะกันจนเกิดการบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อกาย แต่ไม่มีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ประกอบการดำเนินคดีจึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ยอมออกจากสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออกแล้ว เป็นกรณีไม่มีเหตุอันสมควร หรือการที่จำเลยที่ 2 เข้าไปในที่ทำการสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมอันจะเป็นความผิดในข้อหาบุกรุก เนื่องจากเป็นการเข้าไปในสำนักงานชั่วคราวของโจทก์ร่วมโดยมีเหตุอันสมควรมาแต่ต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ความประสงค์หรือเจตนาย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 แม้โจทก์ร่วมจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายระพินทร์ ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 กับพวกได้โดยมิได้ระบุข้อหาความผิดไว้ แต่การมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับหรือเจตนาที่ผู้แทนนิติบุคคลให้ไว้ เมื่อปรากฏว่าตามรายการประชุมของโจทก์ร่วม ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาบุกรุกเท่านั้น มิได้มีมติให้ดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย การที่นายระพินทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ด้วย จึงเป็นการกระทำนอกเหนือจากเจตนาของโจทก์ร่วม การแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ร่วม ถือว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — บริษัท บ.
จำเลย — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเชาวนัฐ บุญลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2561
#628166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร บางส่วนจากบริษัท อ. ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และแม้ตามมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมายหรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แต่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 4 จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 ยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 30 (4) เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,175,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 44,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สิน รวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 633, 23993 อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 633 และ 23993 อำเภอหนองจอก (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร โดยซื้อจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทบางส่วน ส่วนจำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทบางส่วนจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 ออกไปจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทโอดีซี่ จำกัด ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทโอดีซี่ จำกัด โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และวันที่ 5 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย มาตรา 5 ส่วนโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2528 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 ส่วนพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ใช้บังคับเฉพาะเอกชนที่เป็นผู้โอนและผู้รับโอนเท่านั้น โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 และเมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 สิทธิการเช่าของจำเลยที่ 3 ย่อมสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 30 (4) เห็นว่า จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทจากบริษัทโอดีซี่ จำกัด ทำนาปลูกข้าวเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ก่อนที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เรื่องการเช่านาย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์นาที่เช่า ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านา และมาตรา 30 (4) เรื่องการเช่านาอาจสิ้นสุดก่อนกำหนดระยะเวลาการเช่านากรณีเมื่อนาที่เช่าถูกเวนคืนตามกฎหมาย หรือโอนไปเป็นของรัฐด้วยประการอื่น แม้โจทก์และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจะเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 และมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามมาตรา 7 แต่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มิใช่รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นผู้ให้เช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 4 ซึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การเช่าที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมที่รัฐ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและสหกรณ์นิคมเป็นผู้ให้เช่า เมื่อโจทก์ไม่เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว สิทธิการเช่านาของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่สิ้นสุดตามมาตรา 30 (4) ประกอบกับจำเลยที่ 3 ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้เข้าใช้ที่ดินของผู้อื่นเพื่อทำนามาแล้วอย่างน้อยหนึ่งฤดูการทำนา ถ้าบุคคลนั้นอ้างว่าตนเป็นผู้เช่านา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ได้มีการเช่านากันตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เจ้าของที่ดินจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 25 ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ให้การว่าทำนาในที่ดินพิพาทก่อนโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี ไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง จึงได้รับการสันนิษฐานว่าได้มีการเช่านา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำให้การของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการวินิจฉัยที่นอกเหนือหรือเกินไปกว่าประเด็นแห่งคดีตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น เมื่อก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการบอกเลิกการเช่านา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้นำสืบหรือ นำหลักฐานเกี่ยวกับราคาค่าเช่าที่ดินในบริเวณใกล้เคียงมาแสดงหรือนำสืบต่อศาล แต่ราคาที่โจทก์เรียกร้องเป็นราคาที่เหมาะสมแล้วนั้น ข้อนี้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์สมควรแก่กรณีและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 30 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวจิมมี่ ศรีกุลวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2561
#626052
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องอ้างว่าการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคเพื่อนำไปใช้จ่ายบำรุงซ่อมแซมสโมสรและสระว่ายน้ำเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้าน เพราะอยู่นอกแผนผังและโครงการที่ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาต แต่ปรากฏว่าตามมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนยังไม่ได้มีมติให้ใช้จ่ายตามรายการดังกล่าว แต่ให้ผู้ดำเนินการนำเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจึงยังไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 วาระที่ 6.2 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางปี 2558

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ตั้งอยู่ภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะจากผู้จัดสรรที่ดินไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ผู้คัดค้านจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 และในวาระที่ 6.2 มีเรื่องพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี 2558 และอัตราจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางปี 2558 ที่ประชุมมีมติให้คงอัตราจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางไว้ที่ 28 บาท ต่อตารางวา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 วาระที่ 6.2 ดังกล่าวเป็นมติที่ขัดต่อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการจัดตั้งผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่าแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจัดสรรในหมู่บ้านดังกล่าวย่อมต้องเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วย และเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง การกำหนดและการแก้ไขอัตราค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก ตามที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47, 48 และ 49 ให้อำนาจไว้ ต่อมาผู้คัดค้านได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ในวันที่ 15 มีนาคม 2558 ซึ่งผู้ดำเนินการนำเสนอแผนการดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกมีมติให้ทบทวนการใช้จ่ายดังกล่าวใหม่ โดยให้นำรายละเอียดค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการแจกแจงพร้อมลำดับความเร่งด่วน เพื่อพิจารณาอัตราค่าใช้จ่ายอีกครั้งภายใน 60 วัน และให้คงจัดเก็บค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นเงิน 28 บาท ต่อตารางวาไปก่อน โดยมีคะแนนเสียงรับรองคิดเป็นร้อยละ 93.41 ของคะแนนเสียงในที่ประชุมทั้งหมด ถือว่ามติดังกล่าวได้รับการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกที่ให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ 28 บาท ต่อตารางวา ซึ่งเป็นอัตราเดิมจึงเป็นมติที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านเพราะจะนำไปบำรุงซ่อมแซมสโมสรและสระว่ายน้ำซึ่งอยู่นอกแผนผังและโครงการที่ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุญาตนั้น ปัญหานี้ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องและนำสืบมาในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยเห็นว่า แม้ตามงบประมาณปี 2558 ท้ายรายงานการประชุม หมวด 7 งบพัฒนาปรับปรุง มีรายการค่าซ่อมแซมสระว่ายน้ำและค่าปรับปรุงสโมสร แต่เมื่อตามมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก วาระที่ 6.2 ที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนปรากฏว่าที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกยังไม่ได้มีมติให้ใช้จ่ายตามรายการดังกล่าว แต่ให้ผู้ดำเนินการนำเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาอีกครั้ง มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจึงยังไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนเสียได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 44 (1) ม. 46 ม. 48 (3) ม. 49 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศุภร ผู้บังเกิดผล
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมหันต์โชค แฉล้มเขตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชู เกิดโภคา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา