คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2561
#629010
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดจึงอาจยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 43 ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุตามมาตรา 43 (1) ถึง (6) ที่จะไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

สัญญาซื้อขายหุ้นกำหนดว่า ความสมบูรณ์ การตีความ และการดำเนินการตามสัญญานี้ให้ใช้บังคับตามกฎหมายไทย ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงการขัดกันของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายหุ้นของอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยทบต้นรายวัน ซึ่งก็คือให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยได้นั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคสอง และเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ของอนุญาโตตุลาการได้ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 146,595,072 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 22 มีนาคม 2555) จนถึงวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 9 มิถุนายน 2557) คำนวณเป็นดอกเบี้ย 24,399,042.81 บาท ร่วมกันชำระเงินจำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,595,072 บาท จำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง แก่ผู้ร้อง นับแต่วันถัดจากวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจนกว่าจะชำระเสร็จ คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2557 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,976,437.97 บาท 43,118.11 ดอลลาร์สหรัฐ และ 155,329.44 ดอลลาร์ฮ่องกง ตามลำดับ

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 146,595,072 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของเงินจำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ผู้ร้องจึงไม่อาจมีคำขอให้บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดสถานะความรับผิดของผู้คัดค้านทั้งสองจากการผิดสัญญาซื้อขายหุ้นไว้โดยเฉพาะแล้วได้ และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 นั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดในเรื่องดอกเบี้ยแตกต่างไปจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของผู้ร้องในส่วนนี้มาจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่เป็นการขอให้ศาลปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย มิใช่การโต้แย้งตามมาตรา 40 (1) (ก) ถึง (จ) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการก็ดี หรือที่อุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก็ดี ข้ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองดังกล่าวนี้เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนรวมทั้งฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 45 (1) และ (2) ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจอุทธรณ์ได้

คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดจึงอาจยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 43 ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุตามมาตรา 43 (1) ถึง (6) ที่จะไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า มีเหตุที่จะปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 146,595,072 บาท กับจำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองกล่าวอ้างว่า การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะตัวแทนของนางสาวสุวิมล นางสาวอุษณีย์ และนางสาวอุษณา รับผิดแทนบุคคลทั้งสามดังกล่าวซึ่งเป็นตัวการ เป็นคำชี้ขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ และไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากข้อสัญญา ข้อ 9.10 ของสัญญาซื้อขายหุ้นว่า คู่สัญญาตกลงให้ข้อพิพาท ข้อขัดแย้งและข้อเรียกร้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายหุ้นหรือการกระทำผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาหรือความไม่สมบูรณ์ของสัญญาดังกล่าวให้ระงับโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับอนุญาโตตุลาการของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL ARBITRATION RULES) ที่ใช้บังคับ และเมื่อพิจารณาจากข้อสัญญา ข้อ 8.01 (ก) ก็กำหนดให้ผู้แทนของผู้ขายแต่ละคนร่วมกันและแทนกันรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ซื้อ แสดงว่ามีการตกลงเรื่องความรับผิดของคู่สัญญาไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นผู้แทนของผู้ขายรับผิดตามที่ผู้ร้องเรียกร้อง จึงหาใช่เป็นคำชี้ขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองกล่าวอ้างไม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองกล่าวอ้างว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นคำชี้ขาดที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อตามสัญญาซื้อขายหุ้น ได้กำหนดเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายและข้อจำกัดความรับผิดไว้ในข้อสัญญา ข้อ 8.01 (ก) โดยกำหนดไว้ว่า "ให้ผู้แทนของผู้ขายแต่ละคน (และไม่ใช่ฝ่ายผู้ขายรายอื่น) ร่วมกันและแทนกัน รับผิดและชดใช้ค่าเสียหายและให้ผู้ซื้อปราศจากความสูญเสีย, ความรับผิด, ข้อเรียกร้อง, ความเสียหาย, ค่าใช้จ่าย หรือรายจ่ายใด (รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะการสูญเสียกำไรและการลดลงของมูลค่า) รวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในจำนวนที่เหมาะสม (เรียกรวมกันว่า "ค่าเสียหาย") ของผู้ซื้อหรือที่เกิดขึ้นกับผู้ซื้อที่เกิดขึ้นจากที่เกี่ยวพันกับ หรือเกี่ยวข้องโดยประการอื่นกับ (1)... (3) ค่าเสียหายใด ๆ และทั้งหมด (รวมถึงภาษีต่าง ๆ) ที่เกิดขึ้นกับบริษัทฯ ที่เกิดขึ้นจาก ที่เกี่ยวพันกับ หรือเกี่ยวข้องโดยประการอื่นกับการซื้อที่ดินและทรัพย์สินที่มิใช่สินทรัพย์หลักของผู้ขายจากบริษัทฯ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 5.07 ทั้งนี้ค่าเสียหายดังกล่าวจะไม่รวมการขาดทุนทางบัญชี (accounting loss) ที่เกิดขึ้นโดยบริษัทฯ อันเป็นผลมาจากการขายที่ดินและทรัพย์สินที่มิใช่สินทรัพย์หลักตามข้อ 5.07 หรือ..." จากข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะคู่สัญญาในสัญญาซื้อขายหุ้น ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ขณะทำสัญญาแล้วว่า ให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับบริษัทไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) อันนื่องมาจากการที่ผู้ขายหุ้นของบริษัทไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) ให้แก่ผู้ร้องซื้อที่ดินและทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักจากบริษัทดังกล่าว ซึ่งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะคู่สัญญาชอบที่จะตกลงเช่นนั้นได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงหาใช่ข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองกล่าวอ้างไม่ ส่วนประเด็นว่าผู้คัดค้านทั้งสองมีฐานะเป็นผู้ซื้อที่ดินและทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักหรือไม่นั้น ผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้ซื้อ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยทบต้นรายวันในต้นเงินจำนวน 146,595,072 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราเฉลี่ยของอัตราไลบอร์หนึ่งเดือนของสมาคมธนาคารอังกฤษ สำหรับดอลลาร์สหรัฐซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า 3,750 (หรือหน้าถัดไป) ของดาวน์โจนส์ เทเลเรท สกรีน ณ เวลา 11.00 นาฬิกา (เวลาลอนดอน) ในแต่ละวัน นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2555 จนถึงวันชำระเสร็จนั้น เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายหุ้นมีข้อสัญญา ข้อ 9.09 กำหนดไว้ว่า ความสมบูรณ์ การตีความ และการดำเนินการตามสัญญานี้ให้ใช้บังคับตามกฎหมายไทย ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงการขัดกันของกฎหมาย เมื่อมีข้อสัญญากำหนดให้ใช้กฎหมายไทยเช่นนี้ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายหุ้นของอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด" เมื่อตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี หากคิดในอัตราสูงกว่านี้ต้องมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย และตามวรรคสอง ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยทบต้นรายวัน ซึ่งก็คือให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยได้นั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคสอง และเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ของอนุญาโตตุลาการได้ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น ส่วนที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยต่อปีเท่ากับอัตราเฉลี่ยของอัตราไลบอร์หนึ่งเดือนของสมาคมธนาคารของอังกฤษฯ นั้น เมื่อตามทางไต่สวนของผู้ร้องและของผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ความชัดว่า อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีหรือไม่ จึงเห็นสมควรกำหนดเป็นเงื่อนไขว่า ให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราดังกล่าว แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของต้นเงิน 146,595,072 บาท ให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราดอกเบี้ยต่อปีเท่ากับอัตราเฉลี่ยของอัตราไลบอร์หนึ่งเดือนของสมาคมธนาคารอังกฤษ สำหรับดอลลาร์สหรัฐซึ่งปรากฏอยู่ในหน้า 3,750 (หรือหน้าถัดไป) ของดาวน์โจนส์ เทเลเรท สกรีน ณ เวลา 11.00 นาฬิกา (เวลาลอนดอน) ในแต่ละวัน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — โพสโค (POSCO)
ผู้คัดค้าน — นายประยุทธ มหากิจศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปรัชญา โกไศยกานนท์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2561
#627331
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่ธนาคาร แต่ก็มิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผู้โอนประสงค์จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเป็นการเด็ดขาดโดยผู้รับโอนเข้าเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนที่ผู้โอนซึ่งหมดสิทธิเรียกร้องต่อไปแล้ว หากแต่เป็นกรณีที่โจทก์นำหนี้ค่าจ้างมาขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินค่าจ้างจากจำเลยได้แล้ว ธนาคารจะหักหนี้ของตนไว้ ส่วนเงินที่เหลือจะคืนให้แก่โจทก์ แม้บันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องจะใช้ข้อความว่าโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ให้แก่ธนาคาร แต่ตามเจตนาของคู่กรณีหาใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันไม่ เนื่องจากธนาคารผู้รับโอนไม่มีสิทธิได้รับเงินทั้งหมด คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ของตนตามส่วนที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องคืนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเพียงโจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารรับเงินแทนโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 21,609,023.17 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยต่อไปอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,295,359.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดตามใบสั่งจ้าง โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างบริการ 1,913,678.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,495,729.46 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินประกันตามสัญญาจ้างบริการเป็นเงิน 30,299,40 บาท และหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม แต่ขาดอายุความ 2 ปี พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินประกันตามสัญญาจ้างบริการเป็นเงิน 30,299.40 บาท และหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าจ้างที่ค้างชำระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10519/2557

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดตามใบสั่งจ้าง โดยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าจ้างเป็นเงิน 1,495,729.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ชั้นศาลละ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจ้างทำงานทั่วไปด้วย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการขนส่งคน สิ่งของ และไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกัน มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เป็นรัฐวิสาหกิจ ระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2550 จำเลยจ้างโจทก์ให้จัดหาแรงงาน เพื่อเข้าปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงานของจำเลยบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิตามความประสงค์ของจำเลย และจำเลยได้นำพนักงานของโจทก์เข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ตามใบสั่งจ้าง เมื่อพนักงานของโจทก์ได้ปฏิบัติงาน และถึงกำหนดระยะเวลาที่จำเลยจะต้องชำระค่าจ้าง โจทก์อ้างว่าจำเลยมิได้ชำระค่าจ้างตามใบสั่งจ้างให้ครบถ้วน ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ตามใบสั่งจ้าง 18 ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้น 21,609,023.17 บาท ตามใบสั่งจ้างทุกฉบับมีข้อความระบุไว้ด้วยสรุปว่า โจทก์ต้องส่งมอบเอกสารประกอบสัญญาตามที่จำเลยแจ้งให้ส่งทั้งหมด และเข้าทำสัญญาจ้างบริการพร้อมส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือวางหลักประกันเป็นเงินสดอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินตามสัญญาต่อจำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับใบสั่งจ้างหากโจทก์ไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่าโจทก์สละสิทธิไม่เข้ารับงานตามที่เสนอราคาไว้ หลังจากวันที่โจทก์ได้รับใบสั่งจ้างแต่ละฉบับ พนักงานของโจทก์เข้าปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่โจทก์เข้าทำสัญญาจ้างบริการพร้อมวางเงินประกันต่อจำเลยเฉพาะตามใบสั่งจ้างบางฉบับ กับมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 หลังจากโจทก์ได้รับใบสั่งจ้างจากจำเลยแล้ว ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2550 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามใบสั่งจ้างแก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินตามใบสั่งจ้างแก่บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) และโจทก์กับบริษัทดังกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นแก่จำเลยแล้ว โจทก์ได้รับชำระเงินตามใบสั่งจ้างไปแล้วบางส่วน แต่เงินประกันตามใบสั่งจ้างจำเลยยังมิได้คืนแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 และวันที่ 15 ตุลาคม 2550 แจ้งยกเลิกงานจ้างบริการตามใบสั่งจ้างบางฉบับไปยังโจทก์ ตามหนังสือแจ้งยกเลิกงานจ้างบริการ ปี 2550 พนักงานของโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) และศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินค่าจ้างตามคำสั่งอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยก็ส่งเงินตามแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 จำนวน 382,982.74 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) มีหนังสือลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และยื่นฟ้องโจทก์กับพวกและจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้ชำระหนี้บางส่วน จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แก่บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เป็นเงิน 3,979,511.06 บาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้กู้ยืมและไถ่ถอนจำนอง จากนั้นธนาคารดังกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงิน วันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องโจทก์ให้ชำระหนี้กู้ยืมและฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างชำระให้เสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553 สำหรับประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และประเด็นว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10519/2557 สำหรับประเด็นที่จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การจัดจ้าง การทำสัญญาและการเบิกจ่ายจะต้องเป็นไปตามระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการพัสดุ ภายใต้การควบคุมของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินซึ่งตามระเบียบ การจัดหาพัสดุที่จะต้องจ่ายเงินเกินกว่าหนึ่งล้านบาท กำหนดให้ทำสัญญาต่อกันไว้เป็นหลักฐาน และผู้รับจ้างจะต้องวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่จำเลยยอมรับไว้เป็นหลักประกัน จำเลยจึงจะสามารถเบิกจ่ายเงินให้แก่คู่สัญญาได้มิฉะนั้นผู้อนุมัติการเบิกจ่ายจะมีความผิดและถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบลงโทษหรือให้ชดใช้ค่าเสียหาย และตามใบสั่งจ้างตามฟ้องทุกฉบับก็ได้ระบุให้โจทก์ต้องส่งเอกสารและทำสัญญาจ้างบริการที่แผนกจัดหาว่าจ้างสัญญาบริการ พร้อมวางหลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินค่าจ้างตามสัญญาภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับใบสั่งจ้าง หากโจทก์ไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันควร ให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิไม่เข้ารับงานตามที่เสนอราคาไว้ แสดงว่าโจทก์ต้องเข้าทำสัญญาและวางหลักประกันต่อจำเลยก่อน จึงจะเบิกจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์กรณีมีการทำงานตามสัญญาได้ แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบสั่งจ้าง โดยโจทก์เข้าทำสัญญาและวางประกันหรือวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารต่อจำเลยตามใบสั่งจ้างเพียงบางฉบับ ทำให้จำเลยไม่สามารถเบิกจ่ายเงินแก่โจทก์ตามใบสั่งจ้างฉบับที่โจทก์มิได้เข้าทำสัญญาและวางเงินประกันตามระเบียบของจำเลย ด้วยเหตุที่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว ประกอบกับการทำงานของโจทก์ไม่เป็นไปตามเงื่อนเวลาที่จำเลยกำหนด จึงไม่อาจสนองตอบประโยชน์ในทางธุรกิจของจำเลย สร้างความเสียหายแก่จำเลยในช่วงที่ทางราชการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ จำเลยจึงยกเลิกการจ้างตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายน 2550 อันเป็นการให้การว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ผิดสัญญาจ้างตามใบสั่งจ้างทุกฉบับนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจ้างตามใบสั่งจ้าง (ทุกฉบับ) จำเลยไม่ฎีกาประเด็นนี้ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาจ้างตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เมื่อพิจารณาส่วนที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม เป็นการขอแก้ไขในส่วนที่ระบุเอกสารที่ใช้อ้างอิงประกอบฎีกาที่มีการระบุสับสนให้ถูกต้อง ไม่ได้ยกข้ออ้างเป็นประเด็นขึ้นใหม่ ไม่เป็นการแก้ไขฎีกา แม้จะล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกาก็สามารถยื่นขอได้ ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฎีกาได้ตามขอ

คดีมีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง หรือไม่ เพียงใด ซึ่งในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างเป็นเงิน 1,495,729.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาว่า จำเลยชำระหนี้ตามใบสั่งจ้างเท่าที่มีใบแจ้งหนี้มาเรียกเก็บเอาจากจำเลย ส่วนหนี้สินที่ไม่มีการส่งใบแจ้งหนี้มาเรียกเก็บ จำเลยย่อมไม่อาจชำระหนี้และออกหลักฐานการชำระเงินให้ได้ ใบสรุปรายละเอียดค่าจ้างบริการเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียวและไม่มีรายละเอียดแห่งหนี้ ทั้งไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานของจำเลยว่ามีการทำงานจริงเป็นมูลค่างานเท่าใด และจะต้องหักเงินค่าปรับตามสัญญาหรือไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนนี้ ส่วนโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในหนี้ส่วนนี้นับแต่วันที่หนี้แต่ละรายการถึงกำหนด มิใช่นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม เห็นว่า โจทก์มีนางสาวศรุดา พนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีนี้ เบิกความยืนยันว่า ใบสั่งจ้างซึ่งมีกำหนดว่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างตามใบสั่งจ้างฉบับนี้ตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2550 ถึงเดือนพฤษภาคม 2550 ส่วนใบสั่งจ้างที่มีกำหนดว่าจ้างตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2550 โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างตามใบสั่งจ้างฉบับนี้ตั้งแต่งวดเดือนพฤศจิกายน 2549 ถึงเดือนมิถุนายน 2550 อันเป็นเดือนที่มีการเลิกสัญญาในระหว่างเดือน สำหรับใบสั่งจ้างที่มีกำหนดว่าจ้างตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างตามใบสั่งจ้างฉบับนี้ตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายน 2549 ถึงเดือนมกราคม 2550 โดยโจทก์มีหลักฐานเป็นใบแจ้งหนี้ตามใบสั่งจ้างบางส่วน แม้โจทก์ไม่ได้นำใบแจ้งหนี้ทั้งหมดมาแสดง แต่เมื่อพิจารณาว่าค่าจ้างที่เรียกร้องอยู่ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ต้องจัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของจำเลยตามที่ระบุในใบสั่งจ้าง โดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าโจทก์ละเลยไม่จัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ จำเลยคงอ้างแต่เรื่องที่โจทก์ไม่จัดส่งเอกสารที่จะใช้ประกอบการทำสัญญาและหาหลักประกันมาวางเป็นเหตุผลเพื่อปฏิเสธการจ่ายเงินค่าจ้าง นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ยอมรับว่ายังมีใบแจ้งหนี้ฉบับอื่นอีกอันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์จัดส่งพนักงานไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระบุในใบสั่งจ้างเรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดในหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง เป็นเงิน 149,890.95 บาท ตามที่โจทก์เรียกร้องมา เนื่องจากแม้จำเลยให้การว่ามีการชำระค่าจ้างตามใบสั่งจ้างฉบับนี้ของงวดเดือนมกราคม 2550 แล้ว แต่มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นจริงตามที่ให้การ และให้ชำระหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง เป็นเงิน 1,285,699.16 บาท ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ส่วนหนี้ค่าจ้าง ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดเพียง 60,139.35 บาท เนื่องจากให้หักเงินค่าจ้างที่จำเลยมีหลักฐานมาแสดงว่ามีการชำระไปแล้ว 3 งวด รวมยอดหนี้ตามใบสั่งจ้างทั้งสามฉบับนี้เป็นเงิน 1,495,729.46 บาท จึงถูกต้องแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดให้ชำระเงิน คือตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า โจทก์ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินไปยังจำเลยแล้วหรือไม่ เมื่อพิจารณาว่าโจทก์มีการอ้างส่งใบแจ้งหนี้ของงวดเดือนมีนาคม 2550 เป็นเงิน 29,978.19 บาท และงวดเดือนพฤษภาคม 2550 เป็นเงิน 29,978.19 บาท โดยใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับระบุวันครบกำหนดชำระเงิน 45 วัน วันครบกำหนดของใบแจ้งหนี้ทั้งสองฉบับจึงตรงกับวันที่ออกใบแจ้งหนี้บวกระยะเวลา 45 วัน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของใบแจ้งหนี้สองฉบับนี้นับแต่วันถัดจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้บวกระยะเวลา 45 วัน สำหรับหนี้ส่วนที่เหลือโจทก์ไม่ได้อ้างส่งใบแจ้งหนี้มาให้พิจารณา จึงเห็นสมควรให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนด คือวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาข้อแรกนี้สำหรับฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยสรุปว่า จำเลยชำระเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้างให้แก่โจทก์โดยนำส่งแก่ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) ครบถ้วนแล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้างนอกจากนี้โจทก์โอนแก่ผู้รับโอนไปแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องนั้นสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ทั้งผู้รับโอนได้ฟ้องให้รับผิดตามสิทธิเรียกร้องที่รับโอนมาด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในใบสั่งจ้างเหล่านี้ โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยไปให้บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยไม่มีผลผูกพันให้โจทก์ต้องขาดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าจ้างเอาจากจำเลย การทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นวิธีการที่โจทก์ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินทั้งสองแห่ง สถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อให้โจทก์เพียงร้อยละ 80 ของมูลค่าใบแจ้งหนี้ในแต่ละเดือนหรือจำนวนที่น้อยกว่า โดยสถาบันการเงินจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากจำเลยแล้วนำมาหักชำระหนี้สินเชื่อร้อยละ 80 แล้วจึงคืนเงินส่วนต่างร้อยละ 20 ให้แก่โจทก์ อันเป็นวิธีปฏิบัติของสถาบันการเงินที่ดำเนินการทั่วไปและเป็นเจตนาของคู่สัญญาจึงมิได้เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องตามใบสั่งจ้างยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบ ส่วนใบสั่งจ้างที่โจทก์ไม่ได้นำใบเรียกเก็บเงินไปโอนสิทธิเรียกร้องในแต่ละคราวให้แก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารจึงไม่ติดใจเรียกร้อง ส่วนเงินค่าจ้างที่จำเลยส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดในคดีของศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) หมายเลขแดงที่ สป.1285 - 1330/2550 และ สป.1331 - 1384/2550 เป็นการนำไปชำระให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ไม่ใช่ตัวโจทก์ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างส่วนนี้อยู่ เห็นว่า ในส่วนของหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้างเลขที่ 1420000142 และเลขที่ 1420000252 พนักงานของโจทก์ที่โจทก์ส่งไปทำงานให้แก่จำเลยตามใบสั่งจ้างจำนวน 46 คน และ 54 คน ตามลำดับ ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแรงงานต่อศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) และมีการพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ สป.1285-1330/2550 และ สป.1331-1384/2550 แต่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ในคดีดังกล่าวจึงดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้างทุกฉบับที่โจทก์มีต่อจำเลยในคดีนี้ จำเลยยื่นคำคัดค้าน ศาลในคดีดังกล่าวไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินค่าจ้างเฉพาะตามใบสั่งจ้างเอกสารหมาย จ.6 และ จ.13 จำเลยจึงส่งเงินค่าจ้างให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนี้ แม้จำเลยมิได้ชำระเงินค่าจ้างตามใบสั่งจ้างทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์โดยตรง แต่เป็นการส่งเงินค่าจ้างเนื่องจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวโจทก์ส่งไปทำงานให้จำเลยตามใบสั่งจ้างฉบับที่มีการอายัดหรือไม่ การบังคับคดีในคดีดังกล่าวเป็นผลให้หนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าวได้รับการชำระหนี้อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์แล้ว ถือว่าจำเลยชำระหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างในส่วนนี้จากจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ให้โจทก์เรียกร้องหนี้ส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ในส่วนของหนี้ตามใบสั่งจ้างที่โจทก์ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) ปรากฏตามคำเบิกความของนายวสันต์ พนักงานฝ่ายกฎหมายของบริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) ว่า บริษัทดังกล่าวยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเพื่อบังคับให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้างเป็นคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หมายเลขดำที่ 2784/2551 ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1454/2552 ให้จำเลยชำระเงินแก่บริษัทดังกล่าว 3,628,612.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 3,476,306.36 บาท ซึ่งต่อมาจำเลยนำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่บริษัทดังกล่าว บริษัทดังกล่าวนำเงินที่ได้รับไปหักหนี้สินที่โจทก์มีต่อบริษัทดังกล่าว แล้วคืนเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ตามที่มีการตกลงไว้กับโจทก์ โดยมีการระบุเรื่องดังกล่าวไว้ในหนังสือยืนยันยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีดังกล่าวมีการระบุถึงใบแจ้งหนี้ที่บริษัทดังกล่าวนำมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวให้รับผิดประกอบด้วยใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0073/50 และ 0092/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0069/50 และ 0088/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0072/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0070/50 และ 0089/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0071/50 และ 0090/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0078/50 0087/50 และ 0107/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0068/50 0073/50 0086/50 และ 0109/50 และใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0011/50 ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2784/2551 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อพิจารณาตารางในใบสรุปรายละเอียดค่าบริการ ค่าจ้างค้างชำระตามใบสั่งจ้าง มีการระบุรายละเอียดเลขที่ใบแจ้งหนี้ของใบสั่งจ้างแต่ละฉบับ ปรากฏว่าใบแจ้งหนี้ที่บริษัทกรุงเทพแกรนด์ แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) นำไปฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นคนละชุดกับที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ดังนั้น ที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่บริษัทดังกล่าวจึงไม่มีผลกระทบกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกค่าจ้างตามใบสั่งจ้าง เพราะเป็นหนี้ค่าจ้างคนละส่วนกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ให้โจทก์เรียกร้องหนี้ส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ในส่วนของหนี้ตามใบสั่งจ้างที่โจทก์ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ได้ความตามคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณ พนักงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ตำแหน่งผู้จัดการส่วนอาวุโส ฝ่ายควบคุมคุณภาพสินเชื่อ 3 ว่า โจทก์เป็นลูกค้าธนาคารประเภทวงเงินสินเชื่อแฟคตอริ่ง กล่าวคือ แม้โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินและหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยตามใบสั่งจ้างให้แก่ธนาคารดังกล่าว แต่มิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีเป็นการที่โจทก์นำหนี้ค่าจ้างตามใบแจ้งหนี้ของใบสั่งจ้างแต่ละฉบับมาขอสินเชื่อจากธนาคาร ธนาคารจะให้สินเชื่อแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 80 ของค่าจ้างที่ระบุในใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ และให้โจทก์ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคารเต็มจำนวนค่าจ้างที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินค่าจ้างจากจำเลยได้แล้ว ธนาคารจะหักหนี้ของตนไว้ ส่วนเงินที่เหลือซึ่งมีประมาณร้อยละ 20 จะคืนให้แก่โจทก์ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแม้โจทก์บันทึกข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงิน และหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องใช้ข้อความว่าโจทก์โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากลูกหนี้ของโจทก์ให้แก่ธนาคาร แต่ตามเจตนาของคู่กรณีหาใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันไม่ เนื่องจากธนาคารผู้รับโอนสิทธิไม่มีสิทธิได้รับเงินทั้งหมด คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ของตนตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องคืนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเพียงโจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารรับเงินแทนโจทก์เท่านั้น อันแตกต่างจากการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ผู้โอนประสงค์จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้รับโอนเป็นการเด็ดขาดโดยผู้รับโอนเข้าเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนที่ผู้โอนซึ่งหมดสิทธิเรียกร้องต่อไปแล้ว ซึ่งปรากฏว่าธนาคารดังกล่าวยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้กู้ยืมเงินเบิกเงินทุนหมุนเวียนและให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างตามใบสั่งจ้างเป็นคดีของศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3106/2556 ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว (เป็นโจทก์ในคดีนี้) ชำระหนี้แก่ธนาคาร แต่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าว (เป็นจำเลยในคดีนี้) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีดังกล่าวพิพากษายืน คดีดังกล่าวเป็นที่สุดในชั้นอุทธรณ์ การที่ธนาคารซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวไม่ยื่นฎีกา ถือได้ว่าไม่ติดใจใช้สิทธิเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินจากจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าวแทนโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจมาจากโจทก์ โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงในสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามใบสั่งจ้างได้ เนื่องจากค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระยังไม่มีการบังคับชำระหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ให้โจทก์เรียกร้องหนี้ส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน โดยหนี้ตามใบสั่งจ้าง โจทก์มีนางสาวศรุดาเบิกความยืนยันว่า โจทก์จัดส่งพนักงานไปทำงานให้แก่จำเลยตามใบสั่งจ้างชุดดังกล่าวแล้วโจทก์ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าจ้างไปยังจำเลยแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดใบแจ้งหนี้ของใบสั่งจ้างแต่ละฉบับตามที่ปรากฏในตารางใบสรุปรายละเอียดค่าบริการ โดยโจทก์อ้างส่งสำเนาใบแจ้งหนี้บางส่วนเป็นพยานหลักฐาน ทั้งค่าจ้างที่เรียกร้องล้วนแต่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะมีหนังสือแจ้งยกเลิกงานจ้างบริการต่อโจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังอ้างส่งใบแจ้งหนี้บางส่วนที่โจทก์ออกให้เจือสมกับที่พยานโจทก์เบิกความ อย่างไรก็ตาม โจทก์เรียกค่าจ้างเต็มตามยอดที่ระบุในใบแจ้งหนี้ที่โจทก์ออกแต่ละฉบับ แต่ปรากฏจากเอกสารว่าจำเลยมีการปรับลดค่าจ้างตามใบแจ้งหนี้บางฉบับเนื่องจากการลางานของพนักงานที่โจทก์ส่งมาปฏิบัติหน้าที่ หรือพนักงานมาสายหรือกลับก่อนเวลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างเต็มตามจำนวนที่ระบุในใบสั่งจ้างในส่วนที่มีหลักฐานการปรับลดค่าจ้าง รวมเป็นยอดหนี้ 7,957,533.02 บาท ส่วนใบสั่งจ้างที่ไม่มีการปรับลดค่าจ้างในใบแจ้งหนี้เลย จึงเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในใบแจ้งหนี้ รวมแล้วเป็นยอดหนี้ทั้งสิ้น 12,948,383.28 บาท ซึ่งจำเลยต้องชำระพร้อมด้วยดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ภายใน 45 วัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในส่วนของใบแจ้งหนี้ที่มีหลักฐานมาแสดงนับแต่วันถัดจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้บวกระยะเวลา 45 วัน สำหรับหนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0146/50 0147/50 และ 0150/50 เป็นเงิน 33,422.52 บาท 43,977 บาท และ 49,254.24 บาท ตามลำดับ หนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0119/50 เป็นเงิน 10,236.69 บาท หนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0044/50 เป็นเงิน 9,523 บาท หนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0129/50 0130/50 และ 0131/50 เป็นเงินฉบับละ 20,794.38 บาท หนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0109/50 เป็นเงิน 103,312.46 บาท และหนี้ตามใบสั่งจ้างที่ระบุว่ามาจากใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0144/50 เป็นเงิน 222,414.48 บาท เนื่องจากไม่มีใบแจ้งหนี้มาแสดง เห็นสมควรให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดสำหรับหนี้ส่วนนี้นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม คือวันที่ 2 ตุลาคม 2553 ปัญหาข้อนี้ที่โจทก์ฎีกามา จึงฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 แก่โจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างบางส่วนและให้คืนหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ในปัญหาอื่น ไม่ได้อุทธรณ์ปัญหาเรื่องการคืนหนังสือค้ำประกัน ทั้งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ตั้งแต่คราวก่อนแล้วว่า ในส่วนหนังสือค้ำประกันโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา แล้วศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จึงยกฟ้องในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างบางส่วนนั้นแต่ก็ยังคงพิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกัน โจทก์ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยไม่ได้ฎีกา ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันเป็นอันยุติว่า จำเลยต้องคืนแก่โจทก์ และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันเป็นกรณีที่ศาลฎีกากล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วว่าให้พิจารณาปัญหาในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ก็เมื่อประเด็นการคืนหนังสือค้ำประกันศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยตั้งแต่คราวก่อนให้จำเลยคืนแก่โจทก์และยุติแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นพิจารณาวินิจฉัยในการพิพากษาครั้งใหม่ว่าจำเลยไม่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โดยศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ตั้งแต่คราวก่อน จึงต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ดังวินิจฉัยมา รวมเป็นเงินต้น 14,444,112.74 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดสำหรับหนี้ที่มีใบแจ้งหนี้มาแสดงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้บวกระยะเวลา 45 วัน โดยวันที่ออกใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นไปตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้ ส่วนหนี้ที่ไม่มีใบแจ้งหนี้มาแสดงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 14,444,112.74 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัด สำหรับหนี้ที่มีใบแจ้งหนี้มาแสดงอันประกอบด้วยหนี้ตามใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0058/50 เป็นต้นเงิน 29,978.19 บาท และ 0060/50 เป็นต้นเงิน 29,978.19 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0022/50 เป็นต้นเงิน 41,886.24 บาท 0023/50 เป็นต้นเงิน 37,789.40 บาท 0024/50 เป็นต้นเงิน 29,466.60 บาท 0030/50 เป็นต้นเงิน 41,696.31 บาท 0139/50 เป็นต้นเงิน 41,934.93 บาท และ 0140/50 เป็นต้นเงิน 42,695.16 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0012/50 เป็นต้นเงิน 10,312.94 บาท 0041/50 เป็นต้นเงิน 10,998.51 บาท 0046/50 เป็นต้นเงิน 10,645.92 บาท 0055/50 เป็นต้นเงิน 13,544.89 บาท และ 0116/50 เป็นต้นเงิน 12,536.13 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 008/50 เป็นต้นเงิน 10,290.19 บาท 0031/50 เป็นต้นเงิน 10,240.19 บาท 0042/50 เป็นต้นเงิน 10,290.19 บาท 0052/50 เป็นต้นเงิน 10,290.19 บาท และ 0115/50 เป็นต้นเงิน 10,290.19 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0011/50 เป็นต้นเงิน 10,236.69 บาท 0040/50 เป็นต้นเงิน 10,236.69 บาท 0045/50 เป็นต้นเงิน 10,236.69 บาท 0060/50 เป็นต้นเงิน 8,236.69 บาท และ 091/50 เป็นต้นเงิน 9,236.69 บาท ของใบสั่งจ้างเอกสารหมาย จ.10 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 009/50 เป็นต้นเงิน 9,523 บาท 0038/50 เป็นต้นเงิน 9,523 บาท 0053/50 เป็นต้นเงิน 9,523 บาท และ 0117/50 เป็นต้นเงิน 9,523 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0010/50 เป็นต้นเงิน 8,453 บาท 0039/50 เป็นต้นเงิน 8,453 บาท 0044/50 เป็นต้นเงิน 8,273 บาท 0054/50 เป็นต้นเงิน 8,103 บาท และ 0114/50 เป็นต้นเงิน 8,103 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0048/50 เป็นต้นเงิน 20,794.38 บาท 0049/50 เป็นต้นเงิน 20,794.38 บาท และ 0050/50 เป็นต้นเงิน 20,794.38 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0015/50 เป็นต้นเงิน 53,054.26 บาท 0016/50 เป็นต้นเงิน 52,818.80 บาท 0047/50 เป็นต้นเงิน 50,268.60 บาท 0034/50 เป็นต้นเงิน 49,958.30 บาท และ 0051/50 เป็นต้นเงิน 49,648 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0071/49 เป็นต้นเงิน 239,790.81 บาท 001/50 เป็นต้นเงิน 228,053.43 บาท 0021/50 เป็นต้นเงิน 228,778.86 บาท 0027/50 เป็นต้นเงิน 195,615.02 บาท 0031/50 เป็นต้นเงิน 202,291 บาท 0081/50 เป็นต้นเงิน 228,987.92 บาท 0082/50 เป็นต้นเงิน 220,022.28 บาท 0137/50 เป็นต้นเงิน 177,816.14 บาท 0145/50 เป็นต้นเงิน 164,400.78 บาท และ 0138/50 เป็นต้นเงิน 180,041 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0017/50 เป็นต้นเงิน 94,835.82 บาท 0020/50 เป็นต้นเงิน 69,725.96 บาท 0026/50 เป็นต้นเงิน 98,941.82 บาท 0058/50 เป็นต้นเงิน 110,076.21 บาท และ 0079/50 เป็นต้นเงิน 118,969.81 บาท ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0119/50 เป็นต้นเงิน 1,189,738.35 บาท 0100/50 เป็นต้นเงิน 1,477,652.88 บาท 0097/50 เป็นต้นเงิน 1,029,713.77 บาท 0084/50 เป็นต้นเงิน 1,098,742.09 บาท 0083/50 เป็นต้นเงิน 1,059,634.44 บาท 0098/50 เป็นต้นเงิน 1,234,317.86 บาท และ 0128/50 เป็นต้นเงิน 867,733.63 บาท และใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0120/50 เป็นต้นเงิน 1,107,280.94 บาท นั้น ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับบวกระยะเวลา 45 วัน โดยวันที่ออกใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเป็นไปตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้ ส่วนหนี้ที่ไม่มีใบแจ้งหนี้มาแสดงอันประกอบด้วยหนี้ตามใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 004/50 001/50 และ 0075/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 061/50 064/50 130/50 131/50 และ 0104/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0146/50 0147/50 และ 0150/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0119/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0044/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0129/50 0130/50 และ 0131/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0036/49 0037/49 0038/49 0051/49 0035/50 0076/49 0036/50 และ 0129/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0109/50 ใบแจ้งหนี้เลขที่ พีวี 0144/50 รวมเป็นต้นเงิน 1,970,296.61 บาท ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.30770042839000 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา (ชั้นฎีกาฉบับนี้) แทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องฎีกาของจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอัฐมา ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6254/2561
#627265
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 106 ทวิ ระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ออกใช้บังคับ และให้ยกเลิก พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 มีกำหนดโทษตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 140 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายธีระพนธ์หรือต้อม ปิยนิรามัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสุพิชฌาย์ ศิริวัฒนา สีตะสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6246/2561
#642586
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กำหนดสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ คดีนี้ใบพืชกระท่อมสดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน 78,000 บาท ลงโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 312,000 บาท และไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วางโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 156,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 78,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับโดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76/1, 100/1, 102 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (พืชกระท่อม) จำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 110,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 เดือน และปรับคนละ 55,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันลักลอบนำหรือพาของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรและให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่จำต้องมีองค์ประกอบในเรื่องหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เมื่อมีการนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิดแล้ว ซึ่งแตกต่างจากความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล เมื่อใบพืชกระท่อมสดที่จำเลยทั้งสองนำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นของที่มีไว้เป็นความผิดและจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามา ทำให้ไม่อาจเสียภาษีได้ การที่จำเลยทั้งสองนำเข้ามาในราชอาณาจักรย่อมมิใช่การนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันนำเข้าของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ และไม่สามารถจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมจำเลยทั้งสอง คำขอนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ฐานนำหรือพาของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรอีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ลงโทษฐานนำหรือพาของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นเงินสี่เท่าราคาของรวมค่าอากรเป็นเงิน 156,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 78,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคสอง, 8 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 กำหนดสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ คดีนี้ใบพืชกระท่อมสดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรราคา 60,000 บาท และค่าอากร 18,000 บาท รวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงิน 78,000 บาท ลงโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 312,000 บาท ไม่ใช่ให้ปรับสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ แล้วแบ่งปรับเป็นรายบุคคลคนละเท่า ๆ กัน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วางโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 156,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 78,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 312,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 156,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นาง ฟ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสมชัย เมธากวินโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6211/2561
#627326
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริหารจัดการอาคารชุดแต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้าง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มีหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดและต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดตามข้อบังคับหรือตามมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการ ข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้เจ้าของร่วมทุกคนต้องชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าแก่นิติบุคคลอาคารชุดในวันโอนกรรมสิทธิ์เพื่อไว้เป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับการบริหาร พัฒนาปรับปรุงซ่อมแซม หรือจัดซื้อทรัพย์สินส่วนกลาง และเป็นเงินสำรองใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน และให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนำฝากธนาคารในนามของจำเลย แต่โจทก์ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าดังกล่าวตามข้อบังคับในวันโอนกรรมสิทธิ์ และไม่ได้นำเงินฝากเข้าบัญชีของจำเลย โจทก์กลับออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้แก่เจ้าของร่วมไปใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์รวม 6 ห้อง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ประเด็นพิพาทจึงอยู่ที่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างบริหารจัดการอาคารชุด หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจากเจ้าของร่วมเรียบร้อยแล้วจึงออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมเพื่อใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างตามฟ้อง แต่หากเป็นไปดังที่จำเลยให้การโจทก์ย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยปฏิเสธการชำระค่าจ้างได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าว่าจ้างบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและค่าพนักงานทั้งหมดเป็นเงิน 54,955.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 846.56 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาว่าจ้างโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจากเจ้าของห้องชุดในวันโอนกรรมสิทธิ์ และไม่นำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของนิติบุคคลอาคารชุดตามที่กำหนดไว้ทำให้เงินกองทุนหมุนเวียนสำรองใช้จ่ายกรณีเร่งด่วนขาดไป 240,450 บาท อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดและผิดข้อตกลงตามสัญญาว่าจ้าง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 281,768 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 240,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริหารจัดการอาคารชุดเดอะ ฟายน์ แอท ริเวอร์ (สาทร - เจริญนคร 17) อาคารเอ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด กฎหมายระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับและนโยบาย รวมถึงกิจการงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย โดยโจทก์และจำเลยตกลงกันให้โจทก์คิดอัตราค่าจ้างในการบริหารจัดการเป็นเงินเดือนละ 114,490 บาท จำเลยตกลงชำระค่าจ้างให้โจทก์ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป สัญญาว่าจ้างมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 สิ้นสุดสัญญาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 โจทก์และจำเลยตกลงปฏิบัติตามสัญญาเรื่อยมาโดยจำเลยชำระค่าจ้างบริหารจัดการตลอดมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554 ถึงเดือนกันยายน 2556 ต่อมาปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาว่าจ้างโดยไม่ชำระค่าบริหารจัดการเดือนตุลาคม 2556 เป็นระยะเวลา 1 เดือน ในอัตราส่วนร้อยละ 48 คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 54,955.20 บาท การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์เป็นผู้รับจ้างบริหารการจัดการดูแลอาคารชุดเดอะ ฟายน์ แอท ริเวอร์ (สาทร - เจริญนคร 17) อาคารเอ จำเลยในฐานะผู้ว่าจ้างมีวัตถุประสงค์ที่จะได้รับการบริการจากโจทก์เพื่อการบริหารจัดการโครงการอย่างผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามสาระสำคัญของสัญญาอย่างผู้ประกอบการมืออาชีพจากโจทก์ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกฎหมาย ข้อบังคับของจำเลย ซึ่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด (ตำแหน่งที่โจทก์กำหนดไว้ตามสัญญาจ้างบริหารจัดการ) มีหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด และต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุด ตามข้อบังคับหรือตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการ โดยข้อบังคับของจำเลยมีสาระสำคัญของวัตถุประสงค์ของจำเลยในการกำหนดหน้าที่ของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและกำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายที่เจ้าของร่วมจะต้องชำระล่วงหน้าและค่าใช้จ่ายร่วมกันเพื่อนำเงินมาใช้ในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ข้อบังคับของจำเลยกำหนดให้เจ้าของร่วมทุกคนต้องชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าแก่นิติบุคคลอาคารชุด เพื่อจัดตั้งไว้เป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับการบริหารเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซม หรือจัดซื้อทรัพย์สินส่วนกลางและเป็นเงินสำรองใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เงินกองทุนดังกล่าวให้เจ้าของห้องชุดทุกคนชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์และให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดนำฝากธนาคารในนามของจำเลยแต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยและผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างบริหารจัดการที่โจทก์ทำไว้กับจำเลย กล่าวคือ โจทก์ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่เจ้าของร่วมต้องออกค่าใช้จ่ายตามข้อบังคับในวันโอนกรรมสิทธิ์และไม่ได้นำเงินฝากเข้าบัญชีของจำเลย โดยในช่วงที่โจทก์บริหารจัดการตามสัญญานั้น มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดของจำเลยไปรวม 6 ห้อง ซึ่งโจทก์ทราบดีว่ามีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าดังกล่าวที่จะต้องเรียกเก็บในวันโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยเพื่อนำฝากเข้าบัญชีของจำเลยตามข้อบังคับและเป็นไปตามกฎหมาย แต่ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์กลับออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้แก่เจ้าของร่วมไปใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์รวม 6 ห้อง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2556 โดยโจทก์ไม่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายล่วงหน้ารวมทั้งสิ้น 240,450 บาท ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย เมื่อคณะกรรมการของจำเลยให้โจทก์ดำเนินการเรียกเอาเงินจำนวนดังกล่าวและติดตามทวงถามจากเจ้าของร่วม โจทก์กลับเพิกเฉยถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง การที่โจทก์ไม่ดำเนินการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าดังกล่าวทำให้เงินกองทุนของจำเลยที่จะต้องเก็บไว้เพื่อใช้เป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับการบริหารเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซมหรือจัดซื้อทรัพย์สินส่วนกลางและเป็นเงินสำรองใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนขาดไปจำนวน 240,450 บาท จากการกระทำผิดสัญญาจ้างของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้คืนให้แก่จำเลย ดังนั้น จากคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งที่กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่า ประเด็นข้อพิพาทจึงอยู่ที่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างบริหารจัดการอาคารชุด หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจากเจ้าของร่วมทั้ง 6 ห้อง เรียบร้อยแล้วจึงออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมเพื่อใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนตามข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างบริหารจัดการอาคารชุดแล้ว โจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระค่าว่าจ้างตามฟ้องให้แก่โจทก์ แต่หากข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจากเจ้าของร่วมและได้ออกหนังสือรับรองปลอดหนี้ให้เจ้าของร่วมเพื่อใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจ้างบริหารจัดการอาคารชุด โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยปฏิเสธการชำระค่าว่าจ้างได้ และหากจำเลยได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของโจทก์ กล่าวคือ เป็นเหตุให้กองทุนของอาคารชุดลดน้อยถอยลงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฟ้องแย้งก็เป็นเรื่องที่คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป กรณีมิใช่เป็นข้อโต้แย้งระหว่างจำเลยกับเจ้าของร่วมที่จะต้องพิจารณาตามสิทธิและหน้าที่ของข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งจำเลยต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิทวงถามกับเจ้าของร่วมแต่อย่างใดไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปด้วยกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมและมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้แล้วดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ฟ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสาวจุฬาลักษณ์ ตันติกุลานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6152/2561
#626228
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องว่า น. เห็นจำเลยและรับเงินจากจำเลยในการส่งข้าวสาร วันที่ 12 สิงหาคม 2558 แต่ศาลฎีกาสามารถรับฟังข้อเท็จจริงของการกระทำผิดในวันดังกล่าวประกอบกับข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดของวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ตามฟ้องคดีนี้ได้ เพราะโจทก์ได้นำสืบไว้ในคดีนี้แล้ว ซึ่งสามารถเห็นได้ถึงแผนประทุษกรรมของคนร้าย คือ วิธีการและขั้นตอนในการกระทำความผิดซึ่งซ้ำๆ กัน อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุมคนร้ายพวกของจำเลยได้ ทั้งข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างขนถ่ายข้าวสาร แต่เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดโดยร่วมกับ ช. และพวกคนร้าย แบ่งหน้าที่กันทำโดยจำเลยทำหน้าที่ช่วยขนย้ายถ่ายเทข้าวสารที่พวกจำเลยใช้กลอุบายลักมาเพื่อให้พ้นการติดตามจับกุมของผู้เสียหายเพื่อเอาไว้ซึ่งข้าวสารนั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนประทุษกรรมนั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 211,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 211,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 มีคนร้ายหลายคนร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วยการใช้อุบายติดต่อขอซื้อข้าวสารจากบริษัทตังชัย จำกัด ผู้เสียหาย จำนวน 150 กระสอบ ในการส่งสินค้า ให้แบ่งบรรทุกรถบรรทุกหกล้อจำนวน 140 กระสอบ และบรรทุกรถกระบะ 10 กระสอบ นัดหมายให้ส่งข้าวสารในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 9.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเวลาเกิดเหตุ โดยให้ส่งที่บ้านซึ่งคนร้ายติดต่อขอเช่าไว้อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายนำข้าวสารไปส่งตามกำหนดนัด โดยคนร้ายใช้คนงานของตนเองขนข้าวลงจากรถบรรทุกหกล้อ จำนวน 140 กระสอบ ไปเก็บไว้ในบ้านเช่าดังกล่าว แล้วคนร้ายให้นำข้าวสารที่เหลือ 10 กระสอบที่อยู่บนรถกระบะที่คนร้ายให้แยกไว้ ไปส่งที่ตลาดเอกเซ็นเตอร์ พร้อมกับให้ไปรับเงินค่าข้าวสารทั้งหมดที่นั่น แต่เมื่อไปถึงที่นัดหมายกลับไม่พบผู้ใดรออยู่ และติดต่อกับคนร้ายไม่ได้ รวมถึงเมื่อกลับไปตรวจที่บ้านเช่าสถานที่เกิดเหตุเวลา 13.45 นาฬิกา วันเดียวกัน ปรากฏว่าข้าวสาร 140 กระสอบ ถูกขนย้ายไปหมดแล้ว การกระทำของคนร้ายเป็นการร่วมกันใช้กลอุบายตั้งแต่ต้น จนกระทั่งลักทรัพย์สำเร็จ ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ หลังเกิดเหตุนายชัยยันต์ ถูกจับกุมได้ ในชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพว่าเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ร่วมกันลักเอาข้าวสารของผู้เสียหายไป ส่วนจำเลยเข้ามอบตัวภายหลังจากทราบว่าถูกออกหมายจับระบุว่าเป็นหนึ่งในคนร้าย จึงถูกนำตัวมาดำเนินคดีนี้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายชัยยันต์กับพวกโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ใช้อุบายลักทรัพย์ข้าวสารของผู้เสียหายด้วยการใช้กลอุบายและต้องใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีนายเทียนทองและนายไนยชน เบิกความยืนยันการส่งข้าวสารเวลากลางวัน เห็นจำเลยเป็นผู้รับข้าวสารจากพยานโจทก์ทั้งสอง โดยนายเทียนทองพบจำเลยในการส่งข้าวสารและรับเงินจากจำเลยทั้งวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ตามฟ้อง กับวันที่ 12 สิงหาคม 2558 (ซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องคดีนี้) ส่วนนายไนยชน เห็นจำเลยและรับเงินจากจำเลยในการส่งข้าวสารวันเดียวคือวันที่ 12 สิงหาคม 2558 (ซึ่งไม่ได้บรรยายฟ้องในคดีนี้) แต่ศาลฎีกาสามารถรับฟังข้อเท็จจริงของการกระทำผิดในวันที่ 12 สิงหาคม 2558 (ซึ่งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องในคดีนี้) ประกอบกับข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดของวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 ตามฟ้องคดีนี้ได้ เพราะโจทก์ได้นำสืบไว้ในคดีนี้แล้ว ซึ่งสามารถเห็นได้ถึงแผนประทุษกรรมของคนร้าย คือ วิธีการ ขั้นตอนในการกระทำความผิดซึ่งซ้ำๆ กัน อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้นายเทียนทอง และนายไนยชน แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ หากคนร้ายว่าจ้างให้ไปขนถ่ายข้าวสารอีก ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายพวกของจำเลยได้ และยิ่งไปกว่านั้นได้ความจากทางนำสืบว่า นายเทียนทองและนายไนยชนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนก่อนจำเลยเข้ามอบตัว ซึ่งได้ให้การถึงอายุรูปพรรณของจำเลยได้ถูกต้อง พยานโจทก์ทั้งสองยังได้ชี้ภาพจำเลยตามภาพถ่ายการชี้ภาพผู้ต้องหา ซึ่งแสดงว่านายเทียนทองและนายไนยชน จดจำจำเลยได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันจำเลยไม่สามารถถามค้านทำลายน้ำหนักเรื่องจำเลยเป็นผู้รับข้าวสารและจ่ายเงินให้แก่พยานโจทก์ทั้งสองปากได้ คงอ้างลอย ๆ แต่เพียงว่าไม่ได้จ่ายเงินให้นายเทียนทองและนายไนยชนเท่านั้น พยานโจทก์ทั้งสองปากไม่รู้จักจำเลยมาก่อน และตามทางนำสืบก็ไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะให้ฟังว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวแกล้งแต่งเรื่องเพื่อให้ร้ายจำเลย จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างขนถ่ายข้าวสารดังที่จำเลยต่อสู้ แต่เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดโดยร่วมกับนายชัยยันต์กับพวกคนร้าย แบ่งหน้าที่กันทำโดยจำเลยทำหน้าที่ช่วยขนย้ายถ่ายเทข้าวสารที่พวกจำเลยใช้กลอุบายลักมาเพื่อให้พ้นการติดตามจับกุมของผู้เสียหาย เพื่อเอาไว้ซึ่งข้าวสารนั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนประทุษกรรมนั่นเอง เพราะหากจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนถ่ายข้าวสารให้แก่นายชัยยันต์ ก็ต้องไม่ควรมีบทบาทเป็นผู้รับมอบข้าวสารที่ร้านข้าวสาร และไม่ควรต้องจ่ายเงินค่าจ้างขนถ่ายข้าวสารให้แก่นายเทียนทองและนายไนยชน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของผู้รับจ้างขนถ่ายข้าวสาร ส่วนที่นายวุฒิโรจน์เบิกความว่าขับรถกระบะมารอขนถ่ายข้าวสารที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าเตาปูนซึ่งขณะนั้นยังสร้างไม่เสร็จ และพบจำเลย โดยเบิกความว่ามีรถกระบะอีก 2 คัน ตามมาจอดบริเวณเดียวกัน และจำเลยมาขนถ่ายข้าวสารจากรถกระบะ 2 คันดังกล่าวไปขึ้นรถกระบะของจำเลยด้วย รวมเป็นจำเลยมาขนถ่ายข้าวสารวันนั้น 3 เที่ยว ก็ไม่ปรากฏว่านายวุฒิโรจน์เบิกความว่าผู้ขับรถกระบะ 2 คันดังกล่าวคือนายเทียนทองกับนายไนยชน สถานที่ที่นายเทียนทองและนายไนยชนเบิกความว่าจำเลยมารับข้าวสารและจ่ายเงินให้แก่ตนคือบริเวณร้านข้าวสารย่านเตาปูน ซึ่งเป็นคนละสถานที่กับที่นายวุฒิโรจน์เบิกความ พยานโจทก์ทั้งสองยังเบิกความว่าการขนถ่ายข้าวสารเป็นการขนถ่ายลงที่ร้านข้าวสาร มิใช่ขนถ่ายลงจากรถกระบะของพยานโจทก์ทั้งสองไปขึ้นรถกระบะของจำเลย จึงไม่เกิดความสับสน และไม่เกิดความสงสัยแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง และต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 วรรคแรก ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวรสิตา บุญวิสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6045/2561
#626229
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างที่โจทก์ขออนุญาตฎีกา เป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุจำเลยถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง การยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงยังไม่สิ้นสุด เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของจำเลยได้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และศาลชั้นต้นไต่สวนจนสิ้นกระแสความทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ทรัพย์สินที่ยึดไว้ในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สิน 2 รายการ ได้แก่ เงินสด 522,400 บาท และสร้อยคอลายโซ่ 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15.1 กรัม ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสด 522,400 บาท สร้อยคอทองลายโซ่ 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15.1 กรัม ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายหวิน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 356/2556 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรนายูงจับกุมจำเลยพร้อมยึดเงินสด 522,400 บาท และสร้อยคอทองคำ 1 เส้น เป็นของกลาง โดยแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีแก่จำเลย ครั้นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างนั้นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินทั้งสองรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกินฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต และเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินทั้งสองรายการ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้ชั่วคราวระหว่างรอฟังผลว่าพนักงานอัยการโจทก์จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีอาญาหรือไม่ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ระหว่างรอฟังผลจำเลยถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลฎีกาที่ให้จำหน่ายคดีคำร้องขออนุญาตฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์อันเนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสองรายการ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า กรณีที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นคดีหลักที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ซึ่งทำให้การยึดทรัพย์สินของจำเลยสิ้นสุดลงหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างที่โจทก์ขออนุญาตฎีกา เป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุจำเลยถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง การยึดทรัพย์สินของจำเลยจึงยังไม่สิ้นสุด เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทของจำเลยได้ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และศาลชั้นต้นไต่สวนจนสิ้นกระแสความทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในประเด็นว่า ทรัพย์สินที่ยึดไว้ในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรริบทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ โดยผู้ร้องนำสืบว่า จากการสอบคำให้การของจำเลยได้ความว่าจำเลยประกอบอาชีพรับจ้างตัดผม และเย็บเสื้อผ้ามีรายได้รวมกันเฉลี่ยวันละ 600 บาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเดือนละ 1,400 บาท สำหรับเงินสดที่ถูกยึดไว้เป็นเงินของผู้คัดค้าน 300,000 บาท ส่วนอีก 222,400 บาท เป็นเงินสะสมของจำเลย โดยมีบางส่วนนำไปซื้อสร้อยคอทองคำที่ถูกยึดไว้ด้วย แต่คณะกรรมตรวจสอบทรัพย์สินมีความเห็นว่า ทรัพย์สินทั้งสองรายการเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจการอย่างอื่นโดยสุจริต และเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว เห็นว่า ผู้คัดค้านนำสืบเพียงว่า จำเลยได้รับเงินจากทางราชการในฐานะเป็นผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยในปีที่จำเลยถูกจับกุม 225,000 บาท ส่วนเงินสดที่ถูกยึดจำนวน 522,400 บาท เป็นของผู้คัดค้าน 300,000 บาท ก็ได้ความตามใบสรุปยอดบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยว่า เงินที่จำเลยได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยบัญชีเลขที่ 401 - 3 - 11xxx - x แต่ผู้คัดค้านเบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารว่ามีเงินจำนวนดังกล่าวอยู่หรือไม่ และผู้คัดค้านก็มิได้นำบัญชีธนาคารของจำเลยมาแสดงต่อศาลเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวทางบัญชีว่า จำเลยมีเงินสะสมมาโดยตลอดสอดคล้องกับจำนวนเงินที่ถูกยึดไว้ นอกจากนี้ยังได้ความตามทางนำสืบของผู้คัดค้านต่อไปอีกว่า ผู้คัดค้านก็มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารเช่นกัน ผู้คัดค้านสามารถนำเงินจำนวน 300,000 บาท เข้าฝากในบัญชีของตนเองได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า มีขโมยขึ้นบ้านจึงนำเงินฝากไว้กับจำเลยจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ตรงกันข้ามกลับได้ความจากคำเบิกความของนางสมพร มารดาผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านไปพักกับจำเลยและนำเงินของพยานจำนวน 280,000 บาท ไปด้วย จึงขัดแย้งกันเอง ทำให้น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านและนางสมพรต่างเบิกความเพื่อจะอ้างว่าเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่ใช่เงินของจำเลยเท่านั้น ส่วนสร้อยคอทองคำนั้น ก็ได้ความว่า จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างตัดผมและเย็บเสื้อผ้าบริเวณใต้ถุนบ้านของจำเลยเอง เป็นบ้านตามชนบททั่ว ๆ ไปไม่เป็นย่านชุมนุมชน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีรายได้สม่ำเสมอทุกวันเฉลี่ยวันละ 600 บาท เพียงพอที่จะมีเงินเก็บสะสมซื้อสร้อยคอทองคำได้ พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมาจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินทั้งสองรายการไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือจำเลยได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริต หรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิขอคืนทรัพย์ดังกล่าว

ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า มีการควบคุมจำเลยไว้เกิน 3 วัน เป็นการไม่ชอบ การยึดทรัพย์สินจึงไม่ชอบเช่นกันนั้น เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย มีผลอย่างเดียวกับการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาริบทรัพย์สินทั้งสองรายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
ผู้คัดค้าน — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววรรณวิภา เชาวภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6043/2561
#629038
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินถึงจำเลยที่ 1 ให้ชำระภาษี เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) จำเลยที่ 1 รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ตั้งแต่พ้น 30 วัน ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีอากรไปชำระ อายุความจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 และเมื่อโจทก์แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ ย่อมมีผลต่อการบังคับคดีของโจทก์ตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร เป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกัน กับการฟ้องคดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) จำเลยที่ 1 รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันดังกล่าวและเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดนับแต่พ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันดังกล่าว ตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 30 กันยายน 2556 คดียังไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตาม มาตรา 1252 จำเลยที่ 2 จึงควรจะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรจากการยื่นแบบแสดง รายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการประเมินตนเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีอากรโจทก์ แต่ไม่นำรายได้ที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 มาลงในงบดุลและไม่จัดการใช้หนี้ให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินแทนชำระหนี้ตามมาตรา 1254 จำเลยที่ 2 กลับทำงบดุลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) โดยไม่ถูกต้องแล้วแบ่งกำไรสะสมคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1269 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระแต่ต้องไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี

สำนักสืบสวนและคดีรายงานเรื่องการดำเนินคดีภาษีอากรและการดำเนินคดีละเมิดให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบ ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ซึ่ง ว. ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรได้ลงนามให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือ จำเลยที่ 2 ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 จึงยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อีกทั้งไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าภาษีอากรค้างจำนวน 206,618,213.53 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์อีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งจำนวน 60,029,371.43 บาท และจำนวน 6,450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระภาษีอากรจำนวน 206,618,213.53 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์งบการเงินของจำเลยที่ 1 แล้วเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ปราคา 35,000,000 บาท เป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงตรวจสอบและได้ความจากนายสุรพล หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ป ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ปซื้อที่ดินพิพาทราคา 250,000,000 บาท และห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ปแสดงรายการทรัพย์สินในงบดุลในส่วนของมูลค่าที่ดินพิพาท 250,000,000 บาท เมื่อตรวจสอบธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถลาง เกี่ยวกับเรื่องการจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันเงินกู้พบว่าที่ดินพิพาทรวมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมิน 139,500,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะโดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) 139,500,000 บาท เป็นราคาขายที่แท้จริง และประเมินรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นโดยใช้รายได้ค่าเช่าตามที่แสดงในงบการเงินเป็นเงินค่าเช่าเพิ่มขึ้น 1,540,000 บาท คิดเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล 30,595,871.05 บาท เบี้ยปรับ 30,595,871.05 บาท เงินเพิ่ม 10,555,575.51 บาท รวมเป็น 71,747,317 บาท และกรณีประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี เป็นเงิน 35,342 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3,135,000 บาท เบี้ยปรับ 3,135,000 บาท เงินเพิ่ม 1,363,725 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 763,372.50 บาท รวมเป็น 8,397,097.50 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 15 มกราคม 2553 และยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โดยอุทธรณ์เฉพาะการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนของรายรับจากการขายที่ดินพิพาท ไม่ได้โต้แย้งการประเมินรายรับจากการให้เช่ากับไม่ได้อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และชำระภาษีในส่วนนี้ครบถ้วนแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีมติให้ปรับปรุงการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยใช้ราคาขายที่ดินจำนวน 250,000,000 บาท ที่ได้ความจากคำให้การของนายสุรพล หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ป และจากการตรวจสอบการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ปที่แสดงราคาที่ดินพิพาทว่ามีมูลค่าสุทธิ 250,000,000 บาท คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 62,651,921.05 บาท เบี้ยปรับ 62,651,921.05 บาท เงินเพิ่ม 21,614,912.76 บาท รวมเป็น 146,918,754.86 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 6,450,000 บาท เบี้ยปรับ 6,450,000 บาท เงินเพิ่ม 2,805,750 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 1,570,575 บาท รวมเป็น 17,276,325 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระเงินค่าภาษีอากรตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และไม่ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง หนี้ภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นอันยุติ เจ้าหน้าที่ของโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอให้เรียกเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นและเงินให้กู้ยืม และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเงินส่วนแบ่งกำไรไปชำระหนี้ค่าภาษีอากร ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนแบ่งกำไร 2,622,549.62 บาท มาชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้กับโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้มูลหนี้ตามฟ้องจะเป็นหนี้ภาษีอากร แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะถึงจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 ให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอันนับว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี ทั้งนี้เพราะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้าง โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ย่อมเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) จำเลยที่ 1 รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่พ้นกำหนด 30 วันที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีอากรไปชำระ อายุความเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรจึงเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินจึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่เพียงใด แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์และโจทก์แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจะต้องเสียภาษีเท่าใดแล้วย่อมมีผลต่อการบังคับคดีของโจทก์ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะความรับผิดในหนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าหรือเท่ากับการประเมินก็ได้ ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ ถือเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถือได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) จำเลยที่ 1 รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันดังกล่าว และเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดนับแต่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันดังกล่าว ตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 30 กันยายน 2556 แม้อายุความจะเป็นไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ก็ตาม คดียังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีทำละเมิดหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจและหน้าที่ในการเป็นผู้ชำระบัญชีตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่สำคัญที่ผู้ชำระบัญชีจะต้องดำเนินการก็คือการชำระสะสางการงานของบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ถ้าเจ้าหนี้คนใดมิได้ทวงถามให้ใช้หนี้ ผู้ชำระบัญชีต้องวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้น ตามมาตรา 1250 และมาตรา 1264 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศักดิ์ศรีทวีกรุ๊ปในราคา 250,000,000 บาท การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โดยไม่ลงรายได้จากการขายที่ดินพิพาทให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ทำให้การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 เป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1168 และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1252 จำเลยที่ 2 จึงควรจะต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีดังกล่าวแก่โจทก์จากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าโจทก์มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบว่ามีหนี้ภาษีอากรหาได้ไม่ เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการประเมินตนเอง หาจำต้องรอให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินมาก่อนไม่ เพียงแต่หากผู้มีหน้าที่ชำระภาษียื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกมาไต่สวนและแจ้งการประเมินได้ต่อไปเท่านั้น จำเลยที่ 1 มีรายได้จากการขายที่ดินพิพาท 250,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขณะขายที่ดินพิพาทและเป็นผู้ชำระบัญชีกลับลงรายได้จากการขายที่ดินในงบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) ว่ามี 35,000,000 บาท เป็นการลงรายได้จากการขายที่ดินขาดไป 215,000,000 บาท ทำให้สินทรัพย์ตามงบดุล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) ไม่ถูกต้อง สินทรัพย์ตามงบดุลจึงมีเพียง 23,510,524.50 บาท น้อยกว่าความเป็นจริงและเมื่อหักกับหนี้สิน ณ วันเลิกแล้วจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีไม่พอชำระหนี้ภาษีอากรทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีอากรโจทก์ แต่ไม่นำรายได้ที่แท้จริงของจำเลยที่ 1 มาลงในงบดุลและไม่จัดการใช้หนี้ให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วน ตามหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีที่ต้องสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไปหรือจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 หรือวางเงินแทนชำระหนี้ ตามมาตรา 1264 จำเลยที่ 2 กลับทำงบดุลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) โดยไม่ถูกต้องแล้วแบ่งกำไรสะสมคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1269 ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีกันเงินส่วนที่บริษัทเป็นหนี้และแบ่งคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นเพียงแต่เท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระ แต่ต้องไม่เกินวงเงินที่เป็นทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี เมื่องบดุลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) ไม่ถูกต้อง ดังนั้น สินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ณ วันเลิกกิจการจึงต้องมีรายได้จากการขายที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้น 215,000,000 บาท และจากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ลงรายได้จากค่าเช่าในงบกำไรขาดทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 (ณ วันเลิก) ขาดไป 1,540,000 บาท จึงต้องนำรายได้ดังกล่าวเข้ามาบวกรวมเป็นสินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีสินทรัพย์ 240,050,524.50 บาท เมื่อนำสินทรัพย์หักลบกับหนี้สิน ณ วันเลิก 887,974.88 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันสิ้นสุดแห่งการชำระบัญชี 239,162,549.62 บาท ส่วนทุนเรือนหุ้น 20,000,000 บาท และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้แบ่ง 2,622,549.62 บาท นั้นเป็นส่วนของทุนบริษัทไม่ใช่สินทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ภาษีอากรค้าง 206,618,213.53 บาท โดยเงินเพิ่มได้คำนวณจนครบภาษีอากรที่ต้องชำระแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีไม่นำทรัพย์สินคงเหลือของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 206,618,213.53 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในประการต่อไปว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 คือ วันที่ 15 มกราคม 2553 และการที่นางสาวจำรัส รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีความเห็นชอบกับการพิจารณาอุทธรณ์ของสำนักงานสรรพากรภาค 11 จึงเป็นการที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีดำเนินการชำระบัญชีไม่ถูกต้องจึงถือว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 กันยายน 2556 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องละเมิด นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยที่ 2 จงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายและมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิด ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น มีอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือสิบปี นับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ข้อนี้ได้ความจากนายชัยพฤกษ์ นิติกรชำนาญการของโจทก์ว่า สำนักสืบสวนและคดีรายงานเรื่องการดำเนินคดีภาษีอากรและการดำเนินคดีละเมิดให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบ ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ซึ่งนางวณี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรได้ลงนามให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือ จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 หรือการที่นางสาวจำรัสมีความเห็นชอบกับการพิจารณาอุทธรณ์เป็นแต่เพียงขั้นตอนในการประเมินภาษีและพิจารณาอุทธรณ์ ไม่ได้เป็นการที่โจทก์รู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 2 จึงยังไม่พ้นหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อีกทั้งไม่เกินสิบปี นับแต่วันทำละเมิด คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (5) ม. 193/15 ม. 448 ม. 1168 ม. 1250 ม. 1252 ม. 1254 ม. 1269 ม. 1272
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 31 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนทร ทรงฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6035 -ที่ 6038/2561
#626222
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งสำนวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดีอาญา หาได้มีผลผูกพันกับคดีแพ่งไม่ จึงจะนำมารับฟังเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลในคดีแพ่งไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรที่ขาด

แม้จำเลยให้การว่า หนังสือแจ้งการประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และไม่ปรากฏว่าจำเลยคัดค้าน จึงถือว่าจำเลยสละประเด็นดังกล่าว ทั้งศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่จำเลยหาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินไม่ แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจโต้แย้งการประเมิน อันมีผลให้การประเมินเป็นอันยุติ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าวและย่อมไม่มีสิทธิต่อสู้คดีว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้อง 232,332,861.47 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาด 11,053,455 บาท 27,464,750 บาท 15,130,086 บาท 31,655,616 บาท ตามลำดับนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 232,332,861.47 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าชำระขาดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 11,053,455 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) จำนวน 27,464,750 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) จำนวน 15,130,086 บาท (ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2558) และจำนวน 31,655,616 บาท (ฟ้องวันที่ 13 สิงหาคม 2558) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อว่า "บริษัทเดฟฟารี เทคโนโลยี แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทยแลนด์) จำกัด" มีวัตถุประสงค์นำรถยนต์โดยสารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึงเดือนกันยายน 2550 จำเลยนำเข้ารถยนต์โดยสารรุ่นต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเมืองกำเนิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักร 38 ครั้ง ตามคำฟ้อง โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีการตรวจปล่อยสินค้าที่จำเลยนำเข้ามาแล้ว ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยและยึดเอกสารซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าของจำเลยทั้ง 38 ครั้ง ดังกล่าวพบว่า จำเลยนำเข้าโดยสำแดงปริมาณและหรือราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นการสำแดงราคาเป็นเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร จึงส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา 27 และ 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลย ในส่วนของคดีแพ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ประเมินราคาและค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตามราคาแท้จริงที่ตรวจพบ รวม 38 ฉบับ จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินแล้วเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ส่งใบแนบแบบแจ้งการประเมินดังกล่าวให้แก่จำเลยอีกครั้งเพื่อระบุรายละเอียดและเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติม จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากรและมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรในส่วนที่ขาดหรือไม่ เห็นว่า การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งสำนวนไปตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 บัญญัติห้ามเฉพาะมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ อันเป็นขั้นตอนในชั้นสอบสวนคดีอาญาหาได้มีผลผูกพันกับคดีแพ่งไม่ จึงจะนำมารับฟังเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลในคดีแพ่งไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งยังได้ความจากนายชัยณรงค์ พนักงานอัยการผู้มีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในคดีอาญา เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า เอกสารหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการตรวจปล่อยสินค้า พยานไม่ได้นำมาพิจารณาประกอบ พยานพิจารณาในขณะนั้นว่าราคาสินค้าที่โอนไปสาธารณรัฐประชาชนจีนกับราคาที่สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าถูกต้องตรงกัน ซึ่งเอกสารที่โจทก์ทั้งสองตรวจพบว่า ใบขนสินค้าขาเข้าและใบบัญชีราคาสินค้าทุกฉบับที่จำเลยยื่นสำแดงต่อโจทก์ที่ 1 มีอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าใบขนสินค้าขาเข้าและใบบัญชีราคาสินค้าที่เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจยึดจากสำนักงานของจำเลย ล้วนเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นหลังจากปล่อยสินค้าทั้งสิ้นไม่ได้เป็นพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการนำมาใช้พิจารณาทำความเห็นสั่งฟ้องจำเลยแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าภาษีอากรในส่วนที่ขาด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า การแจ้งการประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การว่า หนังสือแจ้งการประเมินเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 21 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 จึงถือว่าจำเลยสละประเด็นดังกล่าว ทั้งศาลภาษีอากรกลางก็ไม่ได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า การประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้รับการประเมินต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน หากไม่อุทธรณ์ภายในเวลาดังกล่าวย่อมมีผลให้การประเมินนั้นถือเป็นอันยุติ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 บัญญัติให้การฟ้องคดีในศาลภาษีอากรสำหรับคดีอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามมาตรา 7 (1) หากกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา เช่นว่านั้น และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรือคำอุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว แสดงให้เห็นว่า กฎหมายถือว่าการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ จึงกำหนดเป็นเงื่อนไขในการที่จะใช้สิทธิทางศาลต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนต่าง ๆ โดยครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนการนำคดีมาสู่ศาล เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเช่นว่านั้นได้พิจารณาอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือรายละเอียดต่าง ๆ เสียชั้นหนึ่งก่อน โดยให้องค์กรผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแก้ไขหรือทบทวนการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครองให้ถูกต้องก่อนที่จะนำคดีขึ้นวินิจฉัยโดยศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) พร้อมใบแนบแบบแจ้งการประเมินที่ระบุรายละเอียดและเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 และวันที่ 8 ตุลาคม 2557 แล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินโดยเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่จำเลยหาได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ แสดงว่าจำเลยไม่ติดใจโต้แย้งการประเมินนั้นอันมีผลให้การประเมินของเจ้าพนักงานเป็นอันยุติ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าวและย่อมไม่มีสิทธิต่อสู้คดีว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสำแดงราคาและชำระค่าภาษีต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริง การประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรขาเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันตรวจปล่อยสินค้าจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ และต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการจนถึงวันชำระเสร็จ แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสี่สำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8 ม. 20 ม. 29
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6025/2561
#629005
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำพิพากษายกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมาในคำคัดค้านโดยชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 50,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ผู้คัดค้านยื่นคำค้านมา ชอบด้วยตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ข) ถือได้ว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทที่ประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดนั้นชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แล้ว ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาให้บังคับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้

เงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อมิให้ดำเนินคดีอาญาแก่แรงงานต่างด้าวในข้อหาทำงานในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีลักษณะเป็นเงินสินบนที่ให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ไม่กระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องตกลงให้ผู้คัดค้านหักเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวออกจากเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องให้ทำการก่อสร้างอาคารในคดีนี้ได้ ข้อตกลงที่ให้หักเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวออกจากเงินค่าจ้างดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ข้อตกลงนั้นจึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจมาหักจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้องนั้น เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 150 แห่ง ป.พ.พ. การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการว่า สืบเนื่องมาจากผู้ร้องก่อสร้างอาคารไม่สม่ำเสมอ ไม่มีประสิทธิภาพและดำเนินการล่าช้าจึงเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ผู้คัดค้านจึงบอกเลิกสัญญาและเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามข้อสัญญาและแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงของคู่สัญญา การที่ผู้คัดค้านนำเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวมาหักจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายค่าจ้างแก่ผู้ร้องเป็นเพราะผู้ร้องไม่มีคนงานก่อสร้างและต้องการเร่งการก่อสร้าง จึงต้องจ้างคนงานต่างด้าวทำการก่อสร้าง ผู้คัดค้านจึงออกเงินทดรองจ่ายเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไปก่อน โดยผู้ร้องตกลงให้หักออกจากเงินค่าจ้างดังกล่าว เงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไม่ใช่ข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมา จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยให้หักเงินดังกล่าวออกจากค่าจ้างจึงชอบแล้ว ส่วนกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้วชี้ขาดว่า ผู้ร้องทำงานไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาในสัญญาถือว่าผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมาย คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และบังคับผู้ร้องตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 18,624,981.52 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านโดยยืนยันตามคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 ระหว่าง บริษัทดี - แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ร้อง (ผู้คัดค้านคดีนี้) กับ บริษัทบ้านตัง จำกัด ผู้คัดค้าน (ผู้ร้องคดีนี้) โดยให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 18,624,981.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการชั้นอนุญาโตตุลาการฝ่ายละกึ่งหนึ่ง และให้ผู้ร้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้แทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้องขอของผู้ร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 บัญญัติให้คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ แต่ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ กลับขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดมาในคำคัดค้าน จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านมิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำพิพากษายกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมาในคำคัดค้านโดยชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 50,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรมลงวันที่ 3 ธันวาคม 2558 อันเป็นวันที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านมาด้วย ชอบด้วยตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ข) จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทที่ประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามชี้ขาดนั้น ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นเหตุให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดนั้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างอาคารรวม 2 ฉบับ ต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา ผู้คัดค้านจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาทั้งสองฉบับข้อ 16.3 ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและเรียกร้องแย้งเข้ามาในคดี ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้แต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการรวม 3 คน เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดจนเสร็จและคณะอนุญาโตตุลาการทำคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 18,624,981.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้อง ในปัญหานี้ ผู้ร้องนำสืบโดยมีนายสิทธิชน ทนายผู้ร้องและนายบุญส่ง กรรมการบริษัทผู้ร้องมาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันได้ความว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการนำเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจในลักษณะสินบนเพื่อมิให้ดำเนินคดีแก่แรงงานต่างด้าวอันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายมาหักกับเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องนั้น ไม่อาจกระทำได้ เมื่อมีการหักเงินเช่นนั้น จึงต้องฟังว่ามีการชำระค่าจ้างให้แก่ผู้ร้องไม่ครบถ้วนและเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา คณะอนุญาโตตุลาการยังวินิจฉัยและชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทขัดต่อหลักกฎหมายเพราะคู่พิพาทนำสืบพยานหลักฐานว่าผู้คัดค้านส่งมอบแบบสถาปัตยกรรมล่าช้ามีการแก้ไขแบบหลายครั้ง เป็นเหตุให้การก่อสร้างต้องล่าช้าออกไปจากที่กำหนดในสัญญา อีกทั้งเมื่อพ้นกำหนดส่งมอบงานแล้วผู้ร้องได้ส่งมอบงานและผู้คัดค้านก็รับมอบงานไว้และจ่ายเงินค่าจ้างแก่ผู้ร้อง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญาโดยมิได้ถือกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป แต่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า คู่พิพาทถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลากายังจงใจหรือประมาทเลินเล่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทผิดหลงไปจากข้อต่อสู้ของคู่พิพาท โดยผู้ร้องต่อสู้ว่าผู้คัดค้านไม่ดำเนินการทำถนนภายในโครงการให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้ร้องเข้าทำการก่อสร้างได้ แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับตั้งประเด็นวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีหน้าที่ทำถนนคอนกรีตเพื่อให้ผู้ร้องเข้าทำงานได้หรือเพียงแต่ทำการถมดินลูกรังตามสัญญา โดยอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้คัดค้านมิได้ทำถนนคอนกรีต จึงมิใช่เงื่อนไขที่ผู้ร้องจะนำมากล่าวอ้างว่าเป็นเหตุล่าช้าได้ อีกทั้งคณะอนุญาโตตุลาการยังมิได้หยิบยกรายงานการประชุมครั้งที่ 22 ฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 และพยานบุคคลที่เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าวซึ่งมีการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานขยายออกไปจากที่กำหนดในสัญญา อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้เกิดผลแพ้ชนะกันขึ้นวินิจฉัย หากหยิบยกขึ้นวินิจฉัยจะทำให้ผู้ร้องมิได้เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนฝ่ายผู้คัดค้านนำสืบโดยมีนายสุเมธี ทนายผู้คัดค้านและในฐานะผู้รับมอบอำนาจ และนายศิริพงษ์ กรรมการบริษัทผู้คัดค้าน มาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างอาคารรวม 2 ฉบับ ภายหลังจากทำสัญญาผู้ร้องก่อสร้างล่าช้าซึ่งเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ผู้คัดค้านจึงบอกเลิกสัญญาและเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าสืบและคณะอนุญาโตตุลาการได้ทำการวินิจฉัยประเด็นว่าฝ่ายใดปฏิบัติผิดสัญญา โดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวมาหักจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องต้องการเร่งการก่อสร้าง จึงต้องว่าจ้างคนงานต่างด้าว ผู้คัดค้านได้ออกเงินทดรองจ่ายเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไปก่อน โดยผู้ร้องตกลงให้หักออกจากเงินค่าจ้างดังกล่าว เงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไม่ใช่ข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมา ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วชี้ขาดว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของการก่อสร้าง การประชุมในเดือนพฤศจิกายน 2554 ของคู่สัญญานั้นเป็นเพียงการเร่งรัดให้ผู้ร้องดำเนินการก่อสร้างอาคารให้ทันเปิดตัวโครงการเท่านั้น มิใช่การตกลงขยายระยะเวลาการส่งมอบอาคาร ส่วนกรณีผู้คัดค้านแก้ไขแบบแปลนก็เป็นเพียงการแก้ไขเพื่อความเหมาะสม ไม่ได้กระทบกับโครงสร้างหลักและเป็นการแก้ไขเล็กน้อยไม่กระทบต่อการก่อสร้าง สำหรับการถมดินและทำถนนในโครงการ ผู้คัดค้านได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว เมื่อผู้ร้องทำงานไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาในสัญญา จึงถือว่าผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญาคณะอนุญาโตตุลาการทำการวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่นำสืบกันมา จึงเป็นการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย คำชี้ขาดดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งที่คู่สัญญาอาจจะตกลงกันเพื่อให้มีการตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทโดยบุคคลที่แต่งตั้งขึ้นและยอมรับที่จะผูกพันตามคำชี้ขาดนั้นแทนที่จะนำข้อพิพาทไปสู่การพิจารณาของศาล เมื่อคู่สัญญาเลือกใช้วิธีดังกล่าวและในที่สุดคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว คู่สัญญาก็ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลจะเข้ามาเกี่ยวข้องเฉพาะการทบทวนตรวจสอบกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการและการบังคับตามคำชี้ขาดว่าคำชี้ขาดนั้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างชัดแจ้งหรือการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการนั้นไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่เท่านั้น หากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดนั้นได้ ที่คณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจมาหักออกจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้องเพราะผู้ร้องต้องการเร่งการก่อสร้าง จึงต้องว่าจ้างคนงานต่างด้าว ผู้คัดค้านได้ออกเงินทดรองจ่ายเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไปก่อน โดยผู้ร้องตกลงให้หักออกจากเงินค่าจ้างดังกล่าวนั้น เห็นว่า เงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีอาญาแก่แรงงานคนต่างด้าวในข้อหาทำงานในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายมีลักษณะเป็นเงินสินบนที่ให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องตกลงให้ผู้คัดค้านหักเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวดังกล่าวออกจากเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารที่ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องให้ทำการก่อสร้างอาคารในคดีนี้ได้ ข้อตกลงที่ให้หักเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวออกจากเงินค่าจ้างดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ข้อตกลงนั้นจึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจมาหักจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้องนั้น เป็นข้อวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การยอมรับหรือการบังคับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้โดยวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้แล้วว่า หลังจากที่ผู้ร้องได้รับเอกสารรายการหักเงินต่าง ๆ แล้วไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ทักท้วงถึงความไม่ถูกต้องของเงินดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายว่ายอมให้ผู้คัดค้านหักเงินส่วนนี้ได้ เสมือนเป็นการที่ผู้ร้องกระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนผู้ร้องไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ไม่หยิบยกรายงานการประชุมครั้งที่ 22 ฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานกันใหม่เป็นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้เกิดผลแพ้ชนะขึ้นวินิจฉัยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณารายงานการประชุมดังกล่าวจะเห็นเจตนาของผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารในคดีนี้ว่าคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาเป็นสาระสำคัญ ผู้ร้องจึงมิได้ก่อสร้างอาคารล่าช้าและมิได้เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการลงวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยผู้คัดค้านเรียกร้องให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญาโดยก่อสร้างอาคารล่าช้าไม่ส่งมอบงานก่อสร้างภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งว่า ภายหลังจากทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทั้งสองฉบับแล้ว ผู้คัดค้านส่งมอบแบบแปลนแก่ผู้ร้องล่าช้ามาก ระหว่างการก่อสร้างผู้คัดค้านได้แก้ไขแบบหลายครั้งทำให้ผู้ร้องไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ผู้คัดค้านไม่ได้ดำเนินการถมที่ดินบริเวณสถานที่ก่อสร้างและถมลูกรังบริเวณถนนภายในโครงการให้แล้วเสร็จทั้งหมดเพื่อส่งมอบพื้นที่ในการก่อสร้างให้แก่ผู้ร้อง แต่เป็นการทยอยถมไปทีละส่วน ผู้ร้องจึงเข้าทำการก่อสร้างเฉพาะส่วนที่ผู้คัดค้านถมที่แล้วเสร็จเท่านั้น เมื่อผู้ร้องส่งมอบงาน ผู้คัดค้านก็รับมอบงานและชำระค่าจ้างให้โดยมิได้อิดเอื้อนหรือทักท้วงสงวนสิทธิไว้ จึงเป็นการที่ผู้คัดค้านและผู้ร้องต่างไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญในการปฏิบัติต่อกันอีกต่อไป ผู้ร้องจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญา ความล่าช้าในการก่อสร้างเกิดจากผู้คัดค้านเอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ร้อง จากคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องได้โต้แย้งว่ามีรายงานการประชุมครั้งที่ 22 ฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบงานกันใหม่เป็นวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมิได้หยิบยกรายงานการประชุมดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยในคำชี้ขาด จึงมิใช่การดำเนินกระบวนการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทจากพยานหลักฐานเท่าที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านเสนอขึ้นมาว่า สัญญาก่อสร้างทั้งสองฉบับมีกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานไว้แล้ว เมื่อผู้ร้องก่อสร้างอาคารล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา ผู้ร้องย่อมเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จึงเป็นคำชี้ขาดที่คณะอนุญาโตตุลาการได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เฉพาะในส่วนที่ไม่รวมถึงคำชี้ขาดที่วินิจฉัยให้ผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจมาหักจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้อง เป็นการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำนวนเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจนั้น ผู้ร้องมีนายสิทธิชัยเบิกความว่า นางสาวศิริพร พนักงานบัญชีของผู้คัดค้านทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินค่างวดงานระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน เป็นพยานผู้คัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการให้การว่า ได้หักเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวคืนผู้บริหารที่จ่ายไปให้ก่อนจำนวน 2 เดือน เดือนละ 42,000 บาท รวม 84,000 บาท สอดคล้องกับจำนวนเงินที่ปรากฏในสำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามที่ผู้คัดค้านมีถึงผู้ร้องเรื่อง ค่าเคลียร์ตำรวจ ผู้คัดค้านมีนายสุเมธีเบิกความว่า กรรมการผู้คัดค้านคนหนึ่งได้มีการสำรองจ่ายเงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวไปก่อนรวม 2 เดือน เป็นจำนวนเงิน 84,000 บาท ตามคำให้การพยานผู้เรียกร้องของนางสาวศิริพร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เงินค่าเคลียร์แรงงานต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้เจ้าพนักงานตำรวจนั้นเป็นจำนวน 84,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจจำนวน 84,000 บาท มาหักออกจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้อง และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอื่นนอกจากส่วนที่ให้เพิกถอนดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข) ม. 42
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท บ้านตัง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท ดี - แลนด์ กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอภิชาติ เทพหนู
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006/2561
#627338
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินอันตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงแต่ทางภาระจำยอมนี้ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์นั้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1387 โดยจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิในทางภาระจำยอมอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม เพียงแต่มาตรา 1390 ห้ามเจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเท่านั้น การใช้สิทธิเหนือที่ดินส่วนที่เป็นทางภาระจำยอมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อไป แม้หากจำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป็นโรงจอดรถยนต์และบันไดคอนกรีตอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ก็เป็นการกระทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง หาใช่เป็นการเข้าไปกระทำในที่ดินของโจทก์ไม่ หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลในความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 362, 365 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกำแพงคอนกรีต โครงเหล็ก บันไดคอนกรีต และเสาคอนกรีตออกจากทางภาระจำยอมและที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ขอให้สั่งให้ผู้อื่นหรือโจทก์ดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนายปัญญา สามีโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 34941 จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง ส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 15037 มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งที่ดินของโจทก์ได้สิทธิในทางภาระจำยอมทางเดินทางรถยนต์จากที่ดินโฉนดเลขที่ 15037 ของจำเลยที่ 1 หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 34941 แล้ว โจทก์ปรับสภาพดิน ปักเสาล้อมรั้วลวดหนามและให้นายจันทุลีปลูกสับปะรด ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 นายปัญญาได้รับแจ้งจากนายจันทุลีว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูน 24 ต้น และล้อมรั้วลวดหนามบนที่ดินพิพาทที่โจทก์ปลูกสับปะรด จำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป็นโรงจอดรถยนต์และบันไดคอนกรีตบนทางภาระจำยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากโจทก์และนายปัญญาว่า ก่อนจะประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 34941 ดังกล่าวจากการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าที่ดินแปลงนี้ไม่มีโฉนดเพราะว่าสูญหาย โจทก์จึงดูและตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวจากรูปแผนที่สังเขปท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง เรื่องขายทอดตลาดที่ดิน โจทก์เพิ่งมาได้โฉนดที่ดินดังกล่าวหลังจากที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด และสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาอำเภอบ้านค่าย ได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าว ปรับสภาพดิน ล้อมรั้ว และให้นายจันทุลีปลูกสับปะรดลงบนที่ดิน โดยอ้างแนวเขตระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าเป็นไปตามแนวต้นยูคาลิปตัสซึ่งเจ้าของเดิมครอบครองมาอยู่ก่อนโดยสงบเปิดเผยเกิน 10 ปี แล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยโต้แย้ง แสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามแนวต้นยูคาลิปตัสดังกล่าว แต่การอ้างเช่นนี้เป็นการกล่าวอ้างของโจทก์ฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมด้วยเพราะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปักเสาปูน 24 ต้น และล้อมรั้วลวดหนามนั้น จำเลยที่ 2 โทรศัพท์มาแจ้งให้นายปัญญาทราบก่อนแล้ว แต่นายปัญญาบอกว่าอย่าเพิ่งทำ ให้นัดทนายความมาพูดคุยก่อน นอกจากนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์เคยให้เจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าว แต่ปรากฏว่าหลักหมุดสูญหายไป เจ้าพนักงานที่ดินจึงทำการปักหลักหมุดใหม่ แต่โจทก์เห็นว่าปักหลักหมุดใหม่ไม่ถูกต้อง โจทก์จึงไปร้องคัดค้านไว้ที่สำนักงานที่ดิน และนายปัญญายังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูน 24 ต้น และล้อมรั้วลวดหนามตามแนวหลักหมุดที่เจ้าพนักงานที่ดินปักใหม่ แต่น่าเชื่อว่ามีการขยับแนวเขตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ดังนี้ เมื่อโจทก์อ้างว่าแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คือ แนวต้นยูคาลิปตัส โต้แย้งว่าแนวเขตของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คือ หลักหมุดใหม่ เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงโต้เถียงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันอยู่เช่นนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องทางแพ่ง ยังฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลในความผิดฐานบุกรุก ส่วนที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับที่ดินส่วนที่เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ว่า เจ้าของที่ดินเดิมจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินทุกแปลงที่แบ่งแยกออกมา จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินดังกล่าวมาย่อมต้องรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป็นโรงจอดรถยนต์และบันไดคอนกรีตบนทางภาระจำยอม ย่อมเป็นความผิดฐานบุกรุกนั้น เห็นว่า ที่ดินอันตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงแต่ทางภาระจำยอมนี้ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์นั้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 โดยจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิในทางภาระจำยอมอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม เพียงแต่มาตรา 1390 ห้ามเจ้าของภารยทรัพย์ประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเท่านั้น การใช้สิทธิเหนือที่ดินส่วนที่เป็นทางภาระจำยอมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฉะนั้น แม้หากจำเลยทั้งสองก่อสร้างกำแพงคอนกรีต โครงเหล็กเป็นโรงจอดรถยนต์และบันไดคอนกรีตอันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกก็เป็นการกระทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง หาใช่เป็นการเข้าไปกระทำในที่ดินของโจทก์ไม่ ซึ่งหากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลในความผิดฐานบุกรุกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลความผิดฐานบุกรุก ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปารวี สิโนรัตน์
จำเลย — บริษัทโคทแมกเนท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววันวิสาข์ สิรันทวิเนติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2561
#629006
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มี ช. เป็นนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุกคันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุ ร. ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหน้าที่เก็บขนถ่ายขยะตามคำสั่งของจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวในคำฟ้องว่า ที่ข้างรถบรรทุกคันเกิดเหตุมีข้อความว่า เทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยเทศบาลนครนครศรีธรรมราชแทนจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 รับว่า ร. ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อเก็บขนขยะในนามของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เมื่อการเก็บขนขยะเป็นภารกิจของเทศบาล การขับรถเก็บขนขยะของ ร. จึงเป็นการทำไปตามหน้าที่ในภารกิจของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่า ร. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และรถบรรทุกคันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการเก็บขนขยะในนามของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของ ร. ด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะบังคับกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น หาได้มีผลผูกพันกับบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสามด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ร. ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสองและกระทำละเมิด จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกับ ร. รับผิดในผลแห่งละเมิดที่ ร. กระทำด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 425

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกับนายราเชนทร์ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,032,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 107,500 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 83,312.50 บาท รวมเป็นเงิน 1,222,812.50 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,032,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 107,500 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 83,312.50 บาท กับให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสามจากต้นเงินค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 จำนวน 960,000 บาท ของโจทก์ที่ 2 จำนวน 100,000 บาท ของโจทก์ที่ 3 จำนวน 77,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง นายราเชนทร์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เพื่อเก็บและขนถ่ายขยะ เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายราเชนทร์ขับรถด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนกับรถจักรยานยนต์ที่นางสาวกุลธิดา ผู้ตายขับ และโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 นั่งซ้อนท้าย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับนายราเชนทร์ในผลแห่งละเมิดด้วยหรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามและคำให้การของจำเลยที่ 1 ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับนายราเชนทร์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการให้นายราเชนทร์ขับรถบรรทุกในฐานะตัวแทน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำว่า วาน มีความหมายว่า ขอให้ช่วยทำแทน จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในเหตุละเมิดที่นายราเชนทร์ก่อขึ้น เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีนายเชาวน์วัศ เป็นนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช และเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุกคันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุนายราเชนทร์ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหน้าที่เก็บขนถ่ายขยะตามคำสั่งของจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวในคำฟ้องว่า ที่ข้างรถบรรทุกคันเกิดเหตุมีข้อความว่า เทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการเก็บขนขยะมูลฝอยเทศบาลนครนครศรีธรรมราชแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้นย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 รับว่านายราเชนทร์ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุเพื่อเก็บขนขยะในนามของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เมื่อการเก็บขนขยะเป็นภารกิจของเทศบาล การขับรถเก็บขนขยะของนายราเชนทร์จึงเป็นการทำไปตามหน้าที่ในภารกิจของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงออกแก่บุคคลทั่วไปว่านายราเชนทร์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และรถบรรทุกคันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดำเนินการเก็บขนขยะในนามของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างของนายราเชนทร์ด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีสัญญาหรือข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะบังคับกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น หาได้มีผลผูกพันกับบุคคลภายนอกซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสามด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า นายราเชนทร์ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสองและกระทำละเมิดในคดีนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกับนายราเชนทร์รับผิดในผลแห่งละเมิดที่นายราเชนทร์กระทำด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดเพียงใดนั้น เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 คงอุทธรณ์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดชำระเงินใด ๆ แก่โจทก์ทั้งสามโดยมิได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด และศาลฎีกาเห็นว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดเท่ากับที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ. กับพวก
จำเลย — เทศบาลนครนครศรีธรรมราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวุฒิศักดิ์ เอมะสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2561
#643577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 57 และมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษมาด้วย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ และลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ในส่วนของจำเลยที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท และความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 9 เดือน และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากซึ่งอ้างถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนจับกุมจนนำไปสู่การจับกุมจำเลยทั้งสองได้ในที่เกิดเหตุและมีการยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสของกลางได้จากจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าจำเลยที่ 1 เดินทางมาที่เกิดเหตุเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสให้แก่ผู้ซื้อ ทั้งยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การไว้ว่า มีการยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสของกลางได้ที่ในกำมือของจำเลยที่ 1 ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ขับรถพาจำเลยที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุในเวลากลางดึกและยังลงจากรถเดินไปยังร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ซึ่งเป็นจุดนัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสกับจำเลยที่ 1 โดยเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกที่จำเลยที่ 1 กำไว้ในมือก็มีขนาดใหญ่พอสมควร สามารถสังเกตเห็นได้โดยง่าย ตามภาพถ่ายเอกสาร แนบท้ายคำร้องฝากขังครั้งที่ 1 ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดเป็นการกระทำผิดกฎหมายมีอัตราโทษสูง จำเลยที่ 1 ต้องปกปิดการกระทำความผิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมเป็นตัวการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงไม่ให้จำเลยที่ 2 ไปร่วมรู้เห็นด้วย โดยให้เป็นผู้ขับรถพาจำเลยที่ 1 ไปยังที่เกิดเหตุ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเสพเมทแอมเฟตามีนมาด้วยอันแสดงว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ในการนำเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อจริง พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ เหตุที่ขับรถพาจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุเพราะรุ่นน้องคือนางสาวน้ำหวาน ขอให้ขับรถไปส่ง ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 1 สนิทกับนางสาวน้ำหวาน ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 2 และได้ขอให้นางสาวน้ำหวานช่วยหาคนขับรถไปส่งยังที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำนางสาวน้ำหวานมาเบิกความสนับสนุน ข้ออ้างดังกล่าวจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 เดินตามจำเลยที่ 1 ไปที่ร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์เพราะต้องการดูตู้ปลาซึ่งตั้งอยู่ภายในร้านด้านหน้านั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ ประกอบกับข้ออ้างดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เดินทางนำเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสของกลางไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในที่เกิดเหตุ และถูกจับได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใสของกลาง อันเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ในคำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 57 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทความผิดและบทลงโทษมาด้วย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ และลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวจุฑาวิริณี อาริยะวีรากูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ประสารวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5943/2561
#629034
เปิดฉบับเต็ม

แม้สูติบัตรจะระบุว่าเจ้ามรดกเป็นมารดาและผู้ร้องเป็นบิดาของผู้ร้องขอ แต่เอกสารดังกล่าวก็หาใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างเด็ดขาดว่า ผู้ร้องขอเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะการที่เอกสารดังกล่าวปรากฏชื่อเจ้ามรดกกับผู้ร้องเป็นมารดาและบิดาของผู้ร้องขอ ก็เนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับการบอกเล่าและบันทึกลงในเอกสารดังกล่าวตามการบอกกล่าวของผู้แจ้งเท่านั้น หาใช่เป็นการตรวจพิสูจน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่หากมีการคัดค้านเอกสารดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องมีภาระการพิสูจน์ความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารดังกล่าว

ผู้ที่มีอำนาจยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 บัญญัติว่า "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 มิได้เป็นทายาทของเจ้ามรดก และแม้ผู้คัดค้านที่ 7 จะเป็นทายาทของผู้ร้องและผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 7 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลัย เจ้ามรดก ระหว่างการจัดการมรดก ผู้ร้องถึงแก่ความตาย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก

ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกและตั้งผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก

ผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1

ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 8 เป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 8 ถึงแก่ความตาย สิทธินั้นย่อมระงับไปไม่ตกทอดไปยังทายาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอและคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ยกคำร้องขอและคำคัดค้านให้เป็นพับ

ผู้ร้องขอและผู้คัดค้านที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องขอและผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางมาลัย เจ้ามรดกกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากันจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ผู้ร้องขอเกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2522 ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก บิดามารดาของเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก ส่วนผู้คัดค้านที่ 7 และที่ 8 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้อง ในระหว่างจัดการมรดกของเจ้ามรดก ผู้ร้องได้ถึงแก่ความตาย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องขอว่า ผู้ร้องขอเป็นบุตรของเจ้ามรดกหรือไม่ เห็นว่า แม้สูติบัตรจะระบุว่าเจ้ามรดกเป็นมารดาและผู้ร้องเป็นบิดาของผู้ร้องขอ แต่เอกสารดังกล่าวก็หาใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างเด็ดขาดว่า ผู้ร้องขอเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ เพราะการที่เอกสารดังกล่าวปรากฏชื่อเจ้ามรดกกับผู้ร้องเป็นมารดาและบิดาของผู้ร้องขอ ก็เนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับการบอกเล่าและบันทึกลงในเอกสารดังกล่าวตามการบอกกล่าวของผู้แจ้งเท่านั้น หาใช่เป็นการตรวจพิสูจน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องมีภาระการพิสูจน์ความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารดังกล่าว โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 คัดค้านมาตั้งแต่ตอนที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกว่า ผู้ร้องขอไม่ได้เป็นบุตรของเจ้ามรดกกับผู้ร้อง และผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ผู้ร้องกับเจ้ามรดกไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้คัดค้านทั้งหกเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เจ้ามรดกรับผู้ร้องขอจากนางสุเรียม มาอุปการะเลี้ยงดูเป็นบุตร โดยผู้ร้องขอมิได้เป็นบุตรที่เกิดจากเจ้ามรดกกับผู้ร้อง ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้ร้องตอบทนายผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ว่า ตามใบสูติบัตรที่ระบุว่าผู้ร้องขอเป็นบุตรของผู้ร้องและเจ้ามรดกนั้นไม่เป็นความจริง และตามบัญชีเครือญาติที่ระบุว่าผู้ร้องขอเป็นบุตรก็ไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ผู้ร้องและเจ้ามรดกไม่มีบุตรด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ปาก นายสม ผู้ซึ่งเคยเป็นทนายความให้ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในคดีนี้ เมื่อปี 2551 ว่า จากการสอบถามผู้ร้องครั้งแรกบอกว่า ผู้ร้องขอเป็นบุตร พยานจึงได้ระบุบัญชีเครือญาติไว้ แต่ในชั้นสืบพยานผู้ร้องกลับบอกว่า ผู้ร้องขอมีน้องของเจ้ามรดกไปขอจากบุคคลอื่นมาเลี้ยงดู ซึ่งเรื่องดังกล่าวผู้ร้องยังเบิกความไว้ในชั้นไต่สวนคำร้องขอจัดการมรดกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ที่ผู้ร้องเบิกความว่าผู้ร้องขอไม่ใช่บุตรที่เกิดจากผู้ร้องกับเจ้ามรดก ผู้ร้องขอรับทราบ ในวันที่ผู้ร้องเบิกความนั้นผู้ร้องขอก็มาด้วย วันที่ยื่นคำร้องขอให้ตรวจผลเลือด พยานได้สอบถามผู้ร้องขอ ผู้ร้องขอรับว่าไม่ใช่บุตรของผู้ร้องและเจ้ามรดก ซึ่งผู้ร้องขอทราบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ตนจำความได้ ดังนี้ หากผู้ร้องขอเป็นบุตรของผู้ร้องกับเจ้ามรดกจริง ผู้ร้องก็น่าที่จะเบิกความยืนยันว่าผู้ร้องขอเป็นบุตรของตนกับเจ้ามรดก ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ร้องหากเป็นบิดาจะเบิกความปฏิเสธว่า ผู้ร้องขอไม่ได้เป็นบุตรของตนกับเจ้ามรดก ประกอบกับยังได้ความจากคำเบิกความของนายสมว่า ผู้ร้องขอเคยรับกับนายสมว่า ผู้ร้องขอทราบเรื่องที่ผู้ร้องขอไม่ใช่บุตรของผู้ร้องกับเจ้ามรดกนับแต่จำความได้ ส่วนที่ผู้ร้องขอฎีกาทำนองว่า คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยังมีความแตกต่างกัน และพยานปากผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นเพียงพยานที่รับฟังข้อเท็จจริงจากบุคคลอื่นจึงเป็นพยานที่ไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่างเป็นพี่น้องกับเจ้ามรดกอันเป็นญาติสนิทกับเจ้ามรดก เรื่องการที่เจ้ามรดกไปนำบุตรของคนอื่นมาเลี้ยงผู้คัดค้านทุกคนย่อมมีโอกาสทราบความจริงมาก่อนจึงมีการคัดค้านและนำสืบต่อสู้มาโดยตลอด แม้ผู้คัดค้านดังกล่าวจะเบิกความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องในรายละเอียดไม่ถึงกับเป็นพิรุธให้รับฟังไม่ได้ นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ยังมีคำเบิกความของผู้ร้องและนายสมเป็นพยานมารับฟังประกอบทำให้มีน้ำหนักให้รับฟังตามภาระการพิสูจน์ว่า สูติบัตรไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง จากที่วินิจฉัยมาจึงเห็นว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องขอ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องขอไม่ได้เป็นบุตรของเจ้ามรดก ดังนั้น ผู้ร้องขอจึงไม่ใช่ทายาทของเจ้ามรดกหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องขอฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ว่า ผู้คัดค้านที่ 7 มีอำนาจยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกหรือไม่ โดยผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกาทำนองว่า ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บัญญัติว่า "ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้..." ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 7 มิได้เป็นทายาทของเจ้ามรดก และแม้ผู้คัดค้านที่ 7 จะเป็นทายาทของผู้ร้องและผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 7 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 7 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ท.
ผู้ร้องขอ — นางสาว อ.
ผู้คัดค้าน — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5765/2561
#629037
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. อาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ..." ดังนี้ การที่ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นตามที่ถูกข่มขืนใจจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้อง เมื่อฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยบังอาจถืออาวุธปืนพร้อมกับชี้นิ้วและพูดจาข่มขู่เพื่อมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำการก่อสร้างที่พักคนงาน อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย โดยโจทก์มิได้บรรยายว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นหรือไม่ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษ คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 309 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 2,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ ฐานข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน 15 วัน และปรับกระทงละ 1,500 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 3,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,500 บาท รวมจำคุก 2 เดือน 30 วัน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสาม ฐานพาอาวุธปืนของตนเองที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไปโดยเปิดเผย ให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำหรือไม่กระทำการใดโดยมีอาวุธ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ในความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนี้ การที่ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้นตามที่ถูกข่มขืนใจ จึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ด้วย ซึ่งโจทก์ต้องบรรยายให้ปรากฏในคำฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไปอันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นายเพ็ชร ผู้เสียหายที่ 2 นายอัตติพงษ์ ผู้เสียหายที่ 3 และนายมานพ ผู้เสียหายที่ 4 ทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วและพูดจาข่มขู่เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "ช่างให้หยุดก่อสร้าง ถ้าไม่หยุดจะเดือดร้อนแน่" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กับบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ข. แล้ว จำเลยโดยมีอาวุธปืนที่จำเลยพกพาติดตัวไป อันเป็นความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. และในขณะที่นางณัฐสุรางค์ ผู้เสียหายที่ 1 กำลังให้ช่างทำการก่อสร้างแคมป์ที่พักคนงานอยู่ที่บริเวณริมคลองชลประทานพระยาวิสูตร์หรือคลองแสมขาว ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่นั้น จำเลยได้บังอาจถืออาวุธปืนดังกล่าววิ่งเข้าไปจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 กระทำการก่อสร้างดังกล่าวต่อไปโดยพูดว่า "จะไม่ให้ก่อสร้าง หากขืนก่อสร้างเดือดร้อนแน่" และถามว่า "มึงจะเอาเลยมั้ย" อันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 1 ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย และจากการข่มขืนใจของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น หรือไม่ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ขอให้ลงโทษ คำฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 309
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 ม. 8 ทวิ ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5747/2561
#626629
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดในชั้นที่ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล และเป็นบทบังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าวไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คดีนี้จำเลยทั้งสามถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และเสพเมทแอมเฟตามีน รวม 3 ฐาน แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยทั้งสามไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อพนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์มาตรา 19 จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน เพราะเมื่อพนักงานสอบสวนได้กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิด 3 ฐาน หากจำเลยทั้งสามได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนและผลการฟื้นฟูเป็นที่พอใจแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ก็จะพ้นจากความผิดทุกข้อหาที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 ในทางกลับกันการที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมาย ย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องทุกข้อกล่าวหาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 หาใช่เป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะพิจารณาสั่งฟ้องเป็นรายข้อหาเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่

แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า จำเลยทั้งสามถูกแจ้งข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสามในห้องพิจารณา จำเลยทั้งสามรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีน กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า จำเลยทั้งสามมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เสี่ยงต่อการกระทำความผิดหรืออาจถูกชักนำให้กระทำความผิดได้ หาใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ เพราะมิได้ปรับบทกฎหมายหรือกำหนดโทษฐานนี้ ศาลชั้นต้นมีอำนาจคุมความประพฤติจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 มิใช่การพิพากษาเกินคำขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จึงไม่ชอบเพราะศาลมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง มิใช่ทรัพย์ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่ฟ้อง จึงไม่อาจริบได้ ให้คืนแก่เจ้าของตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 32, 33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้เสพยาเสพติด จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี ดังนี้

1. ให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ทุกระยะ 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลยทั้งสาม หากพบสารเสพติดให้โทษให้รายงานให้ศาลทราบ

2. ให้จำเลยทั้งสามประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อเป็นกิจจะลักษณะ

3. ให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ

4. ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหรือเข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภทหรือเกี่ยวข้องกับหญิงค้าประเวณี

5. ห้ามดื่มสุรา สูบบุหรี่ สูดดมสารระเหยหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

6. ห้ามออกจากที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

7. ให้จำเลยทั้งสามมาศาลเมื่อศาลจัดโครงการที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสาม

ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสามต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งเป็นกรณีที่จะต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเกินกว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมง นับแต่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ต้องหามีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์มาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ตามมาตรา 19 วรรคสอง เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง กรณีดังกล่าวมิได้ทำให้ความผิดทางอาญาระงับไป พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนมาให้โจทก์พิจารณา โจทก์มีอำนาจพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องความผิดฐานใดก็ได้ โจทก์มีคำสั่งไม่ฟ้องในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์เห็นว่าคดีมีมูลและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การยื่นฟ้องคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า เจตนารมณ์ของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานเสพยาเสพติดในชั้นที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล และเป็นบทบังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าวไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การที่พนักงานสอบสวนมิได้นำตัวจำเลยทั้งสามไปศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยทั้งสามไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยทั้งสามได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันจะมีผลให้พ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อนและเมื่อพนักงานสอบสวนได้กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หากจำเลยทั้งสามได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนและผลการฟื้นฟูเป็นที่พอใจแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ก็จะพ้นจากความผิดทุกข้อที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 ในทางกลับกันการที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องทุกข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 หาใช่เป็นดุลพินิจของโจทก์ที่จะพิจารณาสั่งฟ้องเป็นรายข้อหาไปได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้องนั้น โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนทั้งมิใช่เป็นการที่ศาลเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิดหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำให้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 การที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งสามขณะทำผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า จำเลยทั้งสามถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยทั้งสามในห้องพิจารณา จำเลยทั้งสามรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีน กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เสี่ยงต่อการกระทำความผิดหรืออาจถูกชักนำให้กระทำความผิดได้ หาใช่เป็นการวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ เพราะมิได้ปรับบทกฎหมายหรือกำหนดโทษฐานนี้แต่ประการใด กรณีเป็นการใช้อำนาจเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้นไม่ชอบ เพราะศาลมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่ฟ้อง จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 เห็นควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 138
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายวีรยุทธ แสงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
บุญมี ฐิตะศิริ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2561
#626057
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตามสัญญาจ้างแรงงานจะระบุว่า ถ้าลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญาต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก็ตาม และนายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างยื่นหนังสือลาออกไม่ครบ 30 วัน นายจ้างจึงไม่อนุมัติให้ลาออกนั้นก็เป็นเพียงขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของนายจ้างเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาได้ สัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตามหนังสือขอลาออกของลูกจ้างและลูกจ้างไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้างอีกต่อไป การที่จำเลยอ้างอ้างว่าลูกจ้างขาดงานตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปติดต่อกันเกิน 3 วัน นายจ้างจึงเลิกจ้างลูกจ้างนั้น ก็หามีผลตามกฎหมายไม่ เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงไปก่อนหน้านั้นแล้วจึงไม่อาจมีการบอกเลิกสัญญาได้อีกตามข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างและข้อบังคับของกองทุนจำเลยมีข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างถูกไล่ออกหรือถูกนายจ้างเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างลาออกด้วย ดังนั้นเมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างสิ้นสุดลงเพราะลูกจ้างลาออกมิใช่เป็นเพราะถูกไล่ออกหรือถูกเลิกจ้าง ย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ เป็นเงิน 75,256.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบเป็นเงิน 75,256.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทโคไชน่า เฟรท (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ระหว่างเป็นลูกจ้างโจทก์ส่งเงินสะสมให้จำเลย โจทก์มีหนังสือขอลาออกจากบริษัทนายจ้าง และได้รับเงินสมทบ (ที่ถูกเงินสะสม) จากจำเลยแล้ว 75,256.53 บาท ข้อบังคับของจำเลยและข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างด้วยการลาออกและมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากจำเลย เมื่อโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างด้วยการลาออก การลาออกของโจทก์มีผลในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตามที่ปรากฏในเอกสารหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์พ้นสภาพโดยบริษัทนายจ้างเลิกจ้างเพราะโจทก์มีความผิดเนื่องจากโจทก์ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน แต่อย่างใดไม่ เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยระบุเงื่อนไขที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบเฉพาะกรณีลูกจ้างถูกไล่ออกหรือนายจ้างเลิกจ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในเรื่องที่ร้ายแรงเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าโจทก์ผิดสัญญาจ้างเนื่องจากไปทำงานกับบริษัทซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริษัทนายจ้างของโจทก์นั้น ถึงแม้จะเป็นไปตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่บริษัทนายจ้างจะต้องไปเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาได้เกี่ยวข้องกับการพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างโดยการลาออกของโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ลาออกโดยไม่ถูกต้องเนื่องจากสัญญาจ้างแรงงานได้กำหนดไว้ว่า หากลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญา ลูกจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่โจทก์แจ้งล่วงหน้าไม่ครบเวลาดังกล่าว บริษัทนายจ้างจึงไม่อนุมัติการลาออก ทำให้การลาออกของโจทก์ไม่มีผล และเมื่อโจทก์ไม่ได้เข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2558 จนถึงวันฟ้องโจทก์จึงขาดงานติดต่อกันเกินสามวันและเมื่อบริษัทนายจ้างใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์มีความผิดร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากจำเลย เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้น นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตามสัญญาจ้างแรงงาน ข้อ 6 ระบุว่า ถ้าลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญา ลูกจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกไม่ครบ 30 วัน บริษัทนายจ้างจึงไม่อนุมัติให้โจทก์ลาออกนั้นก็เป็นเพียงขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของบริษัทนายจ้างเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ได้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างจึงเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เมษายน 2558 ตามหนังสือขอลาออกของโจทก์ และโจทก์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องทำงานให้แก่บริษัทนายจ้างอีกต่อไป การที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าโจทก์ขาดงานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2558 เป็นต้นไป ติดต่อกันเกิน 3 วัน บริษัทนายจ้างจึงพิจารณาเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็หามีผลตามกฎหมายไม่ เพราะสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างได้สิ้นสุดลงไปก่อนหน้านั้นแล้วจึงไม่อาจมีการบอกเลิกสัญญาได้อีก เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างสิ้นสุดลง ตามข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างภายใต้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลย ข้อ 6.3.2.1 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบแก่สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพนั้น กำหนดไว้ว่าสมาชิกที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุถูกไล่ออกหรือนายจ้างเลิกจ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในเรื่องที่ร้ายแรง สมาชิกผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบอีก ทั้งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 10.7.2 (2) เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบนั้น กำหนดไว้ว่าสมาชิกที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุถูกไล่ออกหรือนายจ้างเลิกจ้างเนื่องจากฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในเรื่องที่ร้ายแรงจะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ เว้นแต่ข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนจะกำหนดสิทธิในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบในกรณีดังกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งตามข้อบังคับกองทุนเฉพาะส่วนของบริษัทนายจ้างและข้อบังคับของกองทุนจำเลยดังกล่าวจะเข้ากรณีที่ยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกถูกไล่ออกหรือถูกนายจ้างเลิกจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ลูกจ้างลาออกด้วย ดังนั้นเมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้างสิ้นสุดลงเพราะโจทก์มีหนังสือขอลาออก มิใช่เป็นเพราะโจทก์ถูกไล่ออกหรือถูกเลิกจ้าง ย่อมไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าหลังจากที่โจทก์ลาออกจากบริษัทนายจ้างแล้ว โจทก์ไปทำงานที่บริษัทจีทรี โกลจีสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันและเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยตรงกับบริษัทนายจ้างตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2558 อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัทนายจ้าง โดยบริษัทนายจ้างต้องไปว่ากล่าวเองกับโจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหากเมื่อโจทก์มิได้พ้นจากการเป็นลูกจ้างด้วยเหตุถูกบริษัทนายจ้างไล่ออกหรือเลิกจ้างตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การที่จำเลยไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภณิตา ตรุดเส็งหรือนางสาวกัญญภา วิเชียรรุ่ง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสวัสดิการมั่นคง
จำเลย — ซึ่งจดทะเบียนแล้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5730/2561
#627259
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่... (1) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ดังนั้นจะนำประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ.2551 อันเป็นการจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันกรณีทั่วไปมาใช้บังคับแก่การค้ำประกันกรณีลูกจ้างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหาได้ไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่ ณ. ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,062,926.46 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 837,116.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 788,346 บาท และค่าทนายความแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่แถลงขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดและจำเลยที่ 2 แถลงสละประเด็นตามฟ้องแย้งไม่ติดใจประเด็นตามฟ้องแย้งอีกต่อไป

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 837,116.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับจากกองมรดกของนายณรงค์ ผู้ตาย และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานไม่เกิน 42,830 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายณรงค์ เป็นพนักงานของโจทก์ ปฏิบัติงานที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครังสิต จังหวัดปทุมธานี วันที่ 21 กันยายน 2555 นายณรงค์ได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวายฉับพลัน ระหว่างเดือนสิงหาคม 2545 ถึงเดือนตุลาคม 2545 นายณรงค์ได้ปฏิบัติผิดระเบียบคำสั่งของโจทก์และบกพร่องต่อหน้าที่ทุจริตต่อหน้าที่การงานและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548 นายณรงค์ทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 920,550 บาท ผ่อนชำระแล้วเป็นเงิน 153,000 บาท คงเหลือ 767,550 บาท ต่อมานายณรงค์ได้กระทำผิดขึ้นอีกโดยรับจ้างงานขยายเขตระบบจำหน่ายแรงสูงภายในและติดตั้งหม้อแปลงให้แก่อู่ซ่อมรถของนางสายใจ และหอพักของนายจิราวัฒน์ และรับเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วไม่นำเข้าบัญชีเป็นเงิน 69,566.13 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายณรงค์ต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการเข้าทำงานของนายณรงค์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสี่ได้ตั้งแต่วันใด กรณีตามสัญญารับสภาพหนี้และผ่อนชำระค่าเสียหาย 920,550 บาท ซึ่งยังคงเหลือยอดหนี้ค้างชำระ 767,550 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 2 ระบุว่านายณรงค์ขอผ่อนชำระเงินดังกล่าวในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของเงินเดือน โดยยอมให้โจทก์หักจากเงินเดือนงวดเดือนสิงหาคม 2548 เป็นต้นไป แต่นับจากเดือนพฤศจิกายน 2552 นายณรงค์ก็ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันหักเงินดังกล่าวจากเงินเดือนของนายณรงค์เป็นต้นไป ส่วนกรณีหนี้ตามความเสียหายอีกรายการที่นายณรงค์กระทำละเมิดต่อโจทก์ 69,566.13 บาท ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่นายณรงค์กระทำละเมิดคือวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 แต่เมื่อโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2556 จึงเห็นควรกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2556) ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนายณรงค์ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่นายณรงค์ได้รับตามประกาศกระทรวงแรงงานนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (2) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสมพันธ์" ดังนั้นจะนำประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ.2551 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นการจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันในกรณีทั่วไปมาใช้บังคับแก่การค้ำประกันกรณีลูกจ้างเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวข้างต้นจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่นายณรงค์ก่อให้เกิดขึ้นตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 837,116.13 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 767,550 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 13 กันยายน 2556) ต้องไม่เกิน 222,536.92 บาท และของต้นเงิน 69,566.13 บาท นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2556 ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,273.41 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นางวิมลวรรณ นาคธนหรือกองแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2561
#626223
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จากเหตุปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 3 ปี โดยอ้างว่าเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างโจทก์ อีกทั้งงานในส่วนที่จำเลยรับผิดชอบยังมีอยู่ เพียงแต่จำเลยมอบหมายให้บุคคลอื่นรับผิดชอบแทน ประกอบกับไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้างโจทก์อย่างไร ดังนั้นแม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แล้ว การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพออยู่นั่นเอง การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์เป็นเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 16 มกราคม 2558 เนื่องจากสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ต่างประเทศมีนโยบายการปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจทุก 3 ปี โดยจำเลยมิได้ประสบภาวะขาดทุนแต่มีความจำเป็นเพื่อแข่งขันทางธุรกิจซึ่งโจทก์ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว มีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลย จำเลยเคยปฏิบัติเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้กระทบต่อตำแหน่งงานของโจทก์เนื่องจากมีการควบรวมยุบหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่แล้วให้บุคคลอื่นมาดูแลงานที่โจทก์เคยรับผิดชอบ แต่โจทก์ไม่สมัครใจลาออก แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อตำแหน่งงานโจทก์ไม่มีอยู่ในโครงสร้างใหม่ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ จำเลยจ่ายค่าตอบแทนต่าง ๆ ให้โจทก์มากกว่าลูกจ้างที่สมัครใจลาออก การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ปรับโครงสร้างเพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดเหมือนเช่นที่ทำทุก 3 ปี และลูกจ้างระดับบริหารที่ลาออกมิได้เกิดจากการปรับโครงสร้างบริษัท เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรทุก 3 ปี และมีลูกจ้างจำเลยบางส่วนทยอยลาออกตามนโยบายของจำเลยอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า โจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุปรับโครงสร้างบริษัททั้งที่จำเลยไม่ได้ประสบภาวะขาดทุน และจำเลยไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้าง ทั้งไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์ให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จากเหตุปรับโครงสร้างองค์กรของจำเลยฝ่ายสนับสนุนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 3 ปี โดยอ้างว่าเพื่อแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยประสบภาวะความจำเป็นหรือขาดทุนจนถึงกับต้องเลิกจ้างโจทก์ อีกทั้งงานในส่วนที่จำเลยรับผิดชอบยังมีอยู่เพียงแต่จำเลยมอบหมายให้บุคคลอื่นรับผิดชอบแทน ประกอบกับไม่ได้ความชัดเจนว่าจำเลยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหรือประเมินให้คะแนนในการเลิกจ้างโจทก์อย่างไร ดังนั้นแม้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แล้ว การเลิกจ้างโจทก์ก็เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพออยู่นั่นเอง ดังนั้นการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้จำเลยชดใช้ดังกล่าวเป็นดุลพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชดก ชินนะเกิดโชค
บริษัทไอดีเอส แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัทแอลเอฟ บิวตี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5712/2561
#626058
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 บัญญัติห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ เว้นแต่ลูกจ้างกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (5) ทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเลิกจ้างระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ

จำเลยร่วมเป็นพนักงานป้อนข้อมูลของโจทก์และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมเพราะโจทก์ยุบแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปเพื่อใช้เป็นพื้นที่ขยายกำลังผลิตและว่าจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารจัดการแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปที่จำเลยร่วมทำงานอยู่แทน เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง จำเลยร่วมเป็นเพียงพนักงานบันทึกข้อมูล เป็นลูกจ้างที่ไม่ต้องใช้ฝีมือหรือความรู้เชี่ยวชาญมาก ซึ่งโจทก์ก็เคยใช้วิธีการสับเปลี่ยนลูกจ้างป้อนข้อมูลลักษณะแบบเดียวกับจำเลยร่วมไปทำงานแผนกอื่นโดยไม่ต้องเลิกจ้างมาแล้ว การเลิกจ้างจำเลยร่วมจึงเป็นกรณีไม่มีความจำเป็นเพียงพอ เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 50/2558 ลงวันที่ 8 เมษายน 2558

ระหว่างพิจารณาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เรียกนางนงลักษณ์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยและจำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 50/2558 ลงวันที่ 8 เมษายน 2558

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและนม นางนงลักษณ์ จำเลยร่วมเป็นลูกจ้างโจทก์เข้าทำงานวันที่ 3 ธันวาคม 2539 ตำแหน่งพนักงานป้อนข้อมูล ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 72.67 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมโดยอ้างว่ามีการปรับลดพื้นที่คลังสินค้าต้องลดจำนวนพนักงานลง โดยขณะเลิกจ้างจำเลยร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 โจทก์โอนเงินสิทธิประโยชน์ในการเลิกจ้างให้จำเลยร่วมเป็นเงิน 334,177.54 บาท ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2558 จำเลยร่วมยื่นคำร้องต่อจำเลยว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมโดยเลิกจ้างจำเลยร่วมในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ขอให้รับจำเลยร่วมกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน วันที่ 8 เมษายน 2558 จำเลยวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วมเนื่องจากมีการยุบแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปลงเพื่อใช้เป็นพื้นที่ขยายกำลังการผลิตและว่าจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารจัดการงานเดิมของแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปแทน เป็นกรณีที่เป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียว เป็นการเลิกจ้างโดยจำเลยร่วมมิได้กระทำผิดอันเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 (1) ถึง (5) เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้โจทก์รับจำเลยร่วมกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยร่วมตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 50/2558 แล้ววินิจฉัยว่า นอกจากข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 (1) ถึง (5) แล้ว หากนายจ้างมีเหตุผลที่จะเป็นต้องเลิกจ้างไม่ว่าเหตุทางฝ่ายนายจ้างหรือทางฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างย่อมเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ โจทก์เปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กรเพื่อความเหมาะสมแห่งการดำเนินธุรกิจการค้า และเมื่อประเมินผลงานแล้ว พนักงานคนอื่นที่ผ่านการคัดเลือกมีความรู้ความสามารถมากกว่าจำเลยร่วมโดยจำเลยร่วมไม่ได้โต้แย้งผลการประเมินและไม่ปรากฏว่าโจทก์กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ นับว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรในการเลิกจ้าง จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าว

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่าการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วม เพราะโจทก์มีความจำเป็นต้องยุบแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปที่จำเลยร่วมทำงานอยู่เพื่อใช้พื้นที่ในการขยายกำลังการผลิต และว่าจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารจัดการแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปแทน มิได้กลั่นแกล้งจำเลยร่วม ทั้งการเลิกจ้างก็ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ประเมินผลงาน มิได้เจาะจงเลิกจ้างลูกจ้างคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรม พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ได้บัญญัติห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ เว้นแต่ลูกจ้างกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ ทั้งนี้เพื่อประสงค์จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกเลิกจ้างระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังได้ความว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมมิได้กระทำความผิดใด แต่เหตุที่เลิกจ้างเพราะโจทก์ต้องการใช้พื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิต และว่าจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารจัดการแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปที่จำเลยร่วมทำงานอยู่แทน ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ากิจการของโจทก์ประสบภาวะการขาดทุนอย่างใด ตรงกันข้ามกลับได้ความว่าโจทก์ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด การดำเนินการต่าง ๆ จนกระทั่งเลิกจ้างจำเลยร่วมก็เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของโจทก์เอง จำเลยร่วมเป็นพนักงานป้อนข้อมูล แม้จะทำงานมาตั้งแต่ปี 2539 จนถึงวันถูกเลิกจ้างเป็นเวลาถึงประมาณ 18 ปี แต่ก็ได้รับค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 72.67 บาท หรือ 581.36 บาทต่อวัน คิดเป็นค่าจ้างเดือนละ 15,115.36 บาทเท่านั้น และเมื่อตรวจดูขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ก็ปรากฏว่าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกข้อมูลและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเท่านั้น ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยร่วมเป็นลูกจ้างที่ไม่ต้องใช้ฝีมือหรือความรู้ความเชี่ยวชาญมากนัก สามารถย้ายสับเปลี่ยนไปทำงานแผนกอื่นได้โดยไม่ต้องเลิกจ้าง ซึ่งก็ปรากฏข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่าก่อนมีการปรับยุบแผนกคลังสินค้าสำเร็จรูปมีการโยกย้ายพนักงานป้อนข้อมูลไปปฏิบัติหน้าที่อื่นแทนอันแสดงว่าโจทก์สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้ ดังนี้การเลิกจ้างจำเลยร่วม จึงยังไม่มีความจำเป็นเพียงพอ เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น อุทธรณ์อื่นของจำเลยร่วมไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
บริษัทฟรีสแลนด์คัมพิน่า
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
จำเลยร่วม — นางนงลักษณ์ วัฒนวิทย์สกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจีรวัฒน์ สุวัตถิกุล
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา