คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 อ้างว่า โจทก์นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส ในวันรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 ก่อนถึงวันนัดสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาให้ถ้อยคำ ในวันสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดของโจทก์ จำเลยที่ 3 มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์นำมายื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้นำชี้ แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 106 การที่จำเลยที่ 3 มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสว่างแดนดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของจำเลยที่ 3 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลจะวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 3 และเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 ทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้องแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้รังวัดขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีอำนาจตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร แม้จำเลยที่ 3 เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้อง แล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยรับการให้จากนาง ป. เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ท. โดยนาย ท. ได้จดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมและจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เหลือเป็นภาระจำยอม และนาย ท. ได้นำหินกรวดมาถมในที่ดินเป็นถนนกว้างประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้เป็นทางสัญจรโดยเฉพาะสำหรับที่ดินที่จดทะเบียนภาระจำยอม รวมทั้งที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งนาย ท. นาง ป. ผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวได้ใช้เป็นทางสัญจรเรื่อยมา เมื่อประมาณปี 2558 ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำคอนกรีตมาเททับที่ดินเป็นแนวยาวจากถนนสาธารณประโยชน์เข้ามาด้านในทางสัญจรของที่ดินดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตเป็นหนังสือยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่เคยแจ้งให้นาง ป. ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ทำการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อแสดงเขตที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนเสาและรั้วออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้ก่อสร้างทั้งหมดและทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทำโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กซอยบ้านนายคำนวณถึงบ้านนายเคี้ยง หมู่ที่ 4 โดยเจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้ให้ความยินยอมและไม่มีผู้ใดคัดค้าน พฤติการณ์เป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ไม่มีการสงวนสิทธิว่าเป็นทางส่วนบุคคลและไม่มีการหวงกัน ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินมีพฤติการณ์อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกองทัพบก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มีความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัย แต่กลับจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ถูกนำไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลยที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ข้อพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ บริษัท ช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกบริษัท อ เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนาย ก ผู้เอาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ขณะนาย ก จอดรถยนต์ดังกล่าวไว้ที่บริเวณอาคารจอดรถชั้นใต้ดินตลาดสดห้วยขวางได้มีท่อน้ำประปาเหล็กที่ติดตั้งอยู่ใต้คานลานจอดรถหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ โดยอาคารดังกล่าวมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลรับผิดชอบ และมีหน้าที่ดูแลรักษาทำนุบำรุง ปรับปรุงและพัฒนาบรรดาเคหะไม่ให้เสื่อมโทรม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลและบำรุงรักษาท่อประปาเหล็กดังกล่าวให้ดี เป็นเหตุให้ท่อประปาเหล็กหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมและได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยจากผู้ถูกฟ้องคดี และได้ติดตามทวงถามผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ครอบครองดูแลอาคารตลาดสดห้วยขวาง แต่ได้ส่งมอบอาคารให้กับผู้ร้องสอดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการ ระบบไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำในชุมชน การรักษาความสะอาดทางเท้า ถนน และระบบต่าง ๆ ทั้งหมดให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีอยู่เสมอ และหากชำรุดเสียหายต้องแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารตลาดสดห้วยขวางต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ร้องสอดให้การว่า ได้รับจ้างบริหารอาคารตลาดสดห้วยขวางจากผู้ถูกฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่า หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอดที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอด ที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว พ. โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งเดิมนาง ต. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อประมาณปี 2542 กรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลจันอัดซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยได้ติดต่อขอเช่าพื้นที่บางส่วนบนที่ดินจากนาง ต. เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาโดยทำสัญญาเช่าด้วยวาจาและไม่มีกำหนดระยะเวลาให้เช่า ต่อมานาง ต. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่มารดาของโจทก์ และมารดาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการยกให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามค่าเช่าค้างจ่ายจากจำเลยแต่จำเลยบ่ายเบี่ยง จากนั้นจำเลยนำแผ่นป้ายระบุข้อความทำนองว่า "พื้นที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวาง ผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย" ไปปิดบริเวณทางเข้าโรงผลิตน้ำประปาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ นอกจากนี้การตั้งแท็งก์น้ำประปาดังกล่าวยังส่งผลกระทบทำให้บริเวณโดยรอบซึ่งเป็นท้องนาไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนจากน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งบังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินแปลงพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยชำระค่าเช่าคงค้าง และค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้าย และคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระที่ดินพิพาทและค่าเสียหายจากการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาบนที่ดินโจทก์ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำ แต่จำเลยให้การโต้แย้งว่าเจ้าของที่ดินพิพาทอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการโต้แย้งว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลอ้างว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำแล้วโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าที่ดิน ลักษณะของข้อพิพาทตามฟ้องจึงเป็นเพียงสัญญาเช่าทรัพย์ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกรณีที่โจทก์อ้างว่าการก่อสร้างดังกล่าวทำให้ที่นาของโจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนในน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์ อันเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิด เมื่อเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ธ. ที่ 1 นาย จ. ที่ 2 นาง ว. ที่ 3 โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงพยาบาลสังขะ ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุรินทร์ ที่ 2 นายอำเภอสังขะ ที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ ที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข ที่ 5 และกระทรวงการคลัง ที่ 6 จำเลย ต่อมา ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8697 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 899 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 267 ได้รับความเสียหายจากกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ โจทก์ทั้งสามได้ติดตามความคืบหน้ากรณีขอให้ตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ของโจทก์ที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์ และมิได้มีคำขอให้พิพากษาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า นายอำเภอสังขะ จำเลยที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ จำเลยที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 5 และกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่มาตรา 50 (2) (9) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ กับมีหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล ทั้งมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ ทั้งไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีจำเลยที่ 1 รุกล้ำทางสาธารณะ โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม รวมทั้งให้คืนพื้นที่ดังกล่าวในสภาพที่เรียบร้อย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ วัด พ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเริ่มก่อตั้งวัดเมื่อปี 2103 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2109 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ระบุว่าเป็นป่าดงปีเลือดสาธารณะฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้มีการติดตามเพื่อขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองแปลงดังกล่าวและขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงเลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ได้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองฉบับ เนื่องจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของที่ดินที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของวัด พ คดีพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือไม่ จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้างว่า เป็นของตนและถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งสิทธิเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภท พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยศาลมีคำสั่งให้เรียกนาย ร. เจ้าของที่ดินข้างเคียง เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และต่อมาได้กำหนดให้นาง ก. นาย ก. และนาย ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แทนนาย ร. โดยสรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 226/72 ที่ออกให้แก่นาย ฉ. โดยซื้อที่ดินมาจากผู้ครอบครองเดิมและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยอาศัยหลักฐาน น.ส. 3 ดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้นำเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน แต่นาย ร. แสดงตนว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 57471 ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นาย ร. มิได้นำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินด้วยตนเองและไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน รวมทั้งการรับรองแนวเขตของผู้ปกครองท้องที่เป็นเท็จ ในการเดินสำรวจรังวัดเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของที่ดินบริเวณข้างเคียงมาระวังชี้แนวเขต การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังชี้แนวเขตและรับรองแนวเขตที่ดิน กรณีนาย ร. ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกในนามเดิม ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือโต้แย้งคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกเนื่องจากรังวัดในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 งดการรังวัดและดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเสนอเรื่องต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการเพิกถอนโฉนดเลขที่ 57471 ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับหนังสือในวันเดียวกัน แต่จนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังไม่ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทำการเพิกถอนโฉนดเลขที่ 57471
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า สำนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่นาย ร. ไม่มาให้ถ้อยคำและมีหนังสือยืนยันว่าตนเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาจนถึงปัจจุบัน และอยู่ระหว่างการฟ้องคดีพิสูจน์สิทธิในที่ดินกับผู้ฟ้องคดี จากนั้นสำนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานมาเพื่อทำการสอบสวนเปรียบเทียบ นาย ร. ไม่ประสงค์จะเปรียบเทียบและขอให้รอคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ส่วนผู้ฟ้องคดีไม่มาพบเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งสิทธิในที่ดิน และคู่กรณีอ้างว่าได้นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ทราบตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีแจ้งว่า ได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และนาย ร. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้รอเรื่องการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันใช้สิทธิทางศาล ควรรอผลการพิจารณาคดีของศาลที่จะมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน จึงยังมิได้พิจารณาเรื่องเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า นาย ร. ซื้อที่ดินไม่มีหลักฐานทางทะเบียนและเข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด ในปี 2554 ได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านและออกเป็นโฉนดเลขที่ 57471 การออกเป็นโฉนดดังกล่าวได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยอ้างว่าโฉนดเลขที่ 57471 ที่ออกให้แก่นาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทับซ้อนกับที่ดิน น.ส. 3 ของผู้ฟ้องคดีและออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดของนาย ร. ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ใดได้นั้น ต้องปรากฏว่าโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 หรือรายการจดทะเบียนดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งหมายความว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่า โฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันจะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ และเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 57471 ออกทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย ร. กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการฟ้องขอให้รับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของตนมิใช่เป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้จัดการมรดกของนาย ม. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายหรือพระ บ. ที่ 1 อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ 2 นิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 3 ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 4 จำเลย ความว่า นาย ม. บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 586 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ เมื่อรังวัดสอบเขตแล้วมีเนื้อที่ 42 ไร่ 9 ตารางวา นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (น.ค.3) เลขที่ 4891 เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา แต่ที่ดินที่นาย พ. ครอบครองจริงมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ และที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนว นาย พ.บุกรุกเข้าไปไถและปลูกปอในที่ดินด้านตะวันตกของบิดาโจทก์ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษ บิดาโจทก์จึงฟ้องขับไล่นาย พ. และบริวารพร้อมเรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 38 ไร่ เป็นของบิดาโจทก์ ห้ามนาย พ. และบริวารเกี่ยวข้อง และให้ใช้ค่าเสียหายแก่บิดาโจทก์ ต่อมานาย พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทได้ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่เคยรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 จนกระทั่งปี 2554 บิดาโจทก์นำรถไถเข้าไปไถในที่ดินพิพาทเพื่อปลูกมันสำปะหลัง แต่จำเลยที่ 1 กับนาง ร. เข้าห้ามมิให้ดำเนินการและอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (น.ค.1) เลขที่ 38223 ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น บิดาโจทก์จึงขอตรวจสอบสารบบความและระวางรูปแผนที่ที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ทำให้ทราบว่า นาย พ. แจ้งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำแทนจำเลยที่ 2 ออกหนังสือ น.ค.3 ในที่ดินของตน นาย พ. นำชี้ให้ช่างรังวัดของจำเลยที่ 3 รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษ เพื่อออกเป็น น.ค.3 โดยไม่ชอบ ในปี 2527 โดยจำเลยที่ 2 ออกหนังสือ น.ค.3 เลขที่ 4891 ทับที่ดินของบิดาโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังนาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ทำเรื่องขอโอนมรดกที่ดิน ตาม น.ค.3 เลขที่ 4891 มาเป็นของตน เมื่อปี 2552 จำเลยที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 ให้แก่จำเลยที่ 1 แทน น.ค.3 เลขที่ 4891 ฉบับเดิม ต่อมา บิดาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาง ร. ซึ่งศาลมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 กับนาง ร. และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องและให้รื้อถอนต้นยูคาลิปตัสออกจากที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ภายหลังบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้ ส.ค.1 เลขที่ 586 ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 586 มีที่ดินตาม น.ค.1 เลขที่ 38223 เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ออกทับอยู่ และแนะนำให้โจทก์ฟ้องเพิกถอนที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ออกจากสารบบความที่ดินของจำเลยที่ 3 ต่อศาล โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพิกถอนที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ที่ออกทับซ้อนที่ดินของบิดาโจทก์ออกจากสารบบความที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 น.ค.1 เลขที่ 38223 ของจำเลยที่ 1 ที่ออกทับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ออกจากสารบบความ
จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า กรมประชาสงเคราะห์ได้ออก น.ค.3 ในที่ดินแปลงเลขที่ 245/120 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 เมื่อนาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย พ. จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกนิคมได้รับสิทธิในที่ดินตาม น.ค.3 เลขที่ 4891 พร้อมทั้งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา การออกหนังสือ น.ค.3 ให้แก่นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ที่ดินที่นำมาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองต้องเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จึงต้องเป็นที่ดินของรัฐที่อนุญาตให้ราษฎรจับจองทำประโยชน์ ในขณะจัดตั้งนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โจทก์ไม่มีการแจ้งการครอบครองต่อนิคมสร้างตนเองปราสาทไว้ และหากมีการทับซ้อนกันจริงย่อมต้องมีการโต้แย้งกันในขณะนั้น การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.3) ของนาย พ. ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ 2 นิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 3 ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) เลขที่ 38223 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ออกจากที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ปฏิเสธไม่ดำเนินการให้ จึงเป็นการฟ้องโต้แย้งคำสั่งปฏิเสธไม่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ทั้งคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ กรณีเป็นการฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งปฏิเสธไม่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นจำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์เป็นทายาทของนาย ผ. และเป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อจากนาย ผ. ซึ่งเป็นผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจากจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จในการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและขอรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงดังกล่าวของนาย ผ. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและเสียสิทธิเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหรือตกทอดมรดกสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงดังกล่าว
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า การพิจารณาและอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คำฟ้องของโจทก์ต้องการให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ให้อำนาจแก่จำเลยที่ 2 ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดิน โดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งการได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชน การโอนและการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนและสิทธิแห่งทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การอนุมัติให้ได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ดังกล่าว เป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า การอนุญาตดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเสียสิทธิเข้าทำประโยชน์และมีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาท ในฐานะทายาทของนาย ผ. อันเป็นการกล่าวอ้างว่า มติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้พิจารณาอนุมัติให้สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาทให้ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนาย ผ. แต่เพียงผู้เดียว ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ 2 โดยมีคำขอให้เพิกถอนการโอนหรือตกทอดมรดกสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์และเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การอนุมัติการโอนหรือการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ และการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ค. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท น. กับพวกรวม 10 คน จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 8 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 9 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 10 เป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขอใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 จากจำเลยที่ 10 โดยจำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ไว้ใช้ในโรงงานไฟฟ้าพลังไอน้ำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จึงเป็นเจ้าของและมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพ และมีหน้าที่ในการป้องกันควบคุมดูแลความปลอดภัยมิให้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 หลุดออกไปจากการครอบครองดูแล ส่วนจำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว จำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ต่อมา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 หายออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหล และแพร่กระจายไปยังแหล่งชุมชนและโรงงานของโจทก์ และผลจากการไม่เข้าไปตรวจสอบในโรงงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ถือว่าจำเลยที่ 10 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำเลยที่ 10 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นเอกชน ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 เป็นคดีพิพาทที่เอกชนฟ้องเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิด มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 10 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของและมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพและมีหน้าที่ในการป้องกันควบคุมดูแลความปลอดภัยมิให้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 หลุดออกไปจากการครอบครองดูแล จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว จึงต้องเข้าไปตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ไม่ได้ไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ และได้จัดทำรายงานเท็จเสนอต่อจำเลยที่ 10 ว่าได้ไปตรวจสถานที่ตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ที่โรงงานของจำเลยที่ 1 แล้วพบว่ามีความมั่นคงปลอดภัย ต่อมา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 หายออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหล และแพร่กระจายไปยังแหล่งชุมชนและโรงงานของโจทก์ และผลจากการไม่เข้าไปตรวจสอบในโรงงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ถือว่าจำเลยที่ 10 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย
สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งตามคำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องนั้นแยกได้ต่างหากจากคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ว่าเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่จำเลยที่ 10 โต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำเลยที่ 10 เป็นส่วนราชการและเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 จำเลยที่ 10 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มาตรา 17 และมาตรา 107 ประกอบกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์และรังสีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสี กำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 10 ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากิจการค้าร่วมกับบริษัท อ จำกัด โดยใช้ชื่อว่า กิจการค้าร่วม ฮ. ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. เป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ชนะการประกวดราคาเข้าทำสัญญา โดยให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. โดยผู้ฟ้องคดีตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) สำหรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระยะที่ 1, 2 และ PMO กำหนดระยะเวลาส่งมอบภายใน 530 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา โดยคู่สัญญาได้ตกลงกันมีสาระสำคัญ คือ ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมด้วยสื่อและคู่มือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ราคารวมทั้งสิ้น 213,000,000 บาท ผู้ซื้อตกลงชำระราคาค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้แก่ผู้ขายรวม 5 งวด ขณะทำสัญญาผู้ขายได้นำหลักประกันเป็นแคชเชียร์เช็ค เป็นจำนวนเงิน 10,650,000 บาท มามอบไว้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ต่อมา กิจการค้าร่วม ฮ. มีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมจำนวน 2 ครั้ง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญา ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนได้ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจสอบแล้วคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของสัญญาจึงมีมติบอกเลิกสัญญาและมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาดังกล่าวกับผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งใช้สิทธิริบหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ผิดสัญญา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีส่งมอบแคชเชียร์เช็ค ให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จำนวน 39,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) สำหรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี มีลักษณะเป็นสัญญาจัดซื้อจัดหาระบบงานสารสนเทศด้านการแพทย์อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะนำมาเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2559 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2559 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้อง เห็นได้ว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องดำเนินการจัดซื้อเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้โดยตรง สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท น. จำกัด ที่ 2 นาย อ. ที่ 3 บริษัท ว. จำกัด (มหาชน) ที่ 4 จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของตนให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้สายเคเบิ้ลหย่อนลงจากความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้ของรถบรรทุกที่จำเลยที่ 3 ขับไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปเกี่ยวสายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลดังกล่าวล้มลงได้รับอันตรายสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 และโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 4 ให้การว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์กล่าวอ้างถึงการละเลยไม่ดูแลสายเคเบิ้ลที่อยู่ในความครอบครองให้อยู่ในสภาพปลอดภัย เป็นเหตุให้สายเคเบิ้ลขาดลงมาอยู่บนพื้นถนน เป็นอำนาจโดยทั่วไปของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของจำเลยที่ 1 ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้บรรทุกของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ขับมาเกี่ยวสายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลล้มลงและได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ คำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้นเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้ แม้บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 จึงรับโอนภารกิจ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเดิมของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องการติดตั้งและดูแลรักษาสายสื่อสารโทรคมนาคม อันเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 การกระทำอันเป็นเหตุของการฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโดยการไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้บรรทุกของรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 3 ขับแล่นมาเกี่ยวสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 จนทำให้สายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับขี่มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลดังกล่าวล้มลง ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและชี้แจงเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาก่อนว่า การเสนอเรื่องของผู้ร้องทั้งห้าเป็นไปตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 หรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งห้าไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่มีการลงลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องจากนาย ธ. ผู้มอบอำนาจในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องทั้งห้า และเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้ประสานทางโทรศัพท์แจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อและจัดส่งเอกสารประกอบการพิจารณาให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ดำเนินการเสนอเรื่องตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 แต่ได้รับแจ้งว่า ผู้ร้องทั้งห้ายังไม่ประสงค์จะเสนอคำร้อง ฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยขอรอฟังผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนั้น การพิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3)
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 หรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลทั้งสองเรื่องนั้นมีคำวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้นได้
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะเป็นคู่ความทั้งในคดีของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แต่ข้อพิพาทในคดีทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน วัตถุแห่งคดีแตกต่างกัน โดยคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 เป็นเรื่องการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3633 ว่าเป็นทางสาธารณะ ส่วนคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 เป็นเรื่องการฟ้องขอให้ศาลบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายในการรื้อถอนสะพานที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองคดีไม่มีส่วนที่ขัดกันจนเป็นเหตุให้คู่ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 จึงมิได้ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้อง
คดีนี้ น.ส. ก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7323 มิได้เป็นที่สาธารณะ แต่เป็นที่ส่วนบุคคลของนาย ม และ นาย ส ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ และให้เพิกถอนคำสั่งรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักใด ๆ ให้พ้นจากที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กับให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกปักใด ๆ บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7323 ได้
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ และคำสั่งรื้อถอนอาคารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล
ศาลปกครองกลางเห็นว่า แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย อ หรือเป็นที่สาธารณะ แต่เมื่อประเด็นหลักแห่งคดีนี้ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวพันที่ต้องวินิจฉัยก่อนนั้นเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ตามข้อ 41 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด พ.ศ. 2543 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า วัตถุประสงค์หลักของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองหรือคุ้มครองสิทธิในสิ่งปลูกสร้างตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 49 และมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และผู้อำนวยการเขตคลองเตย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 90 และมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารโครงเหล็กชั้นเดียวบนทางสาธารณประโยชน์บริเวณท้ายซอยสุขุมวิท 38 (ซอยสันติสุข) โดยผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากกองมรดกของนาย อ ประกอบกับได้ความจากคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7323 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า คำสั่งรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกปักใด ๆ ให้พ้นจากที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อการออกคำสั่งรื้อถอนอาคารออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 1 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 11 มกราคม 2502 และคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 1267/2546 ลงวันที่ 9 เมษายน 2546 โดยข้อ 1 แห่งประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่า ได้มีการปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใด ๆ ลงในที่ดินในแม่น้ำลำคลอง อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดซึ่งสถานที่นั้นตั้งอยู่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปตรวจสถานที่นั้น ๆ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจแล้วเห็นว่าสถานที่ซึ่งปลูกสร้างอาคารหรือปลูกปักสิ่งใด ๆ ลงเป็นที่ดินหรือแม่น้ำลำคลองอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือเป็นที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยแน่ชัดปราศจากสงสัย ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจออกคำสั่ง เป็นหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งปลูกปักนั้น ให้รื้อถอนไปให้พ้นที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน..." คำสั่งให้รื้อถอนอาคารของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลอันมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล มีสถานะเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ โจทก์เป็นผู้รับประกันอัคคีภัยรับช่วงสิทธิจากนาย ส. ผู้เอาประกันภัย ยื่นฟ้องการไฟฟ้านครหลวงเป็นจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยละเลยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการ เป็นเหตุให้กระแสไฟฟ้าลัดวงจรเกิดประกายไฟและระเบิดจนเกิดเพลิงลุกไหม้สายไฟฟ้า เสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้าอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและเพลิงลุกลามไหม้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่นาย ส. ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิฟ้องจำเลย ขอให้ชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่เป็นเหตุละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย และไม่ได้เกิดจากความชำรุดบกพร่องจากทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าของจำเลย แต่เกิดจากความประมาทของนาย ส. ผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่เกิดเหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างจำเลยกับนาย ส. ผู้เอาประกันภัย แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าในคดีนี้มิได้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพราะเป็นเพียงสัญญาซื้อขายอันเป็นนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งภายใต้หลักกฎหมายแพ่งระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น สัญญาพิพาทคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีตามมาตรฐานคุณภาพการบริการ แต่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการ จึงแปลความได้ว่าโจทก์ประสงค์จะฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบและดูแลบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยในการใช้และส่งพลังงานไฟฟ้า รวมถึงการป้องกันอันตรายที่จะเกิดต่อประชาชนตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยละเลยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการอันเป็นการผิดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและเป็นการกระทำละเมิด ทั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีความเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันอัคคีภัยรับช่วงสิทธิจากนาย ส. ตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยหากเกิดอัคคีภัยแก่ทรัพย์สินที่เอาประกัน ต่อมาเกิดเหตุไฟไหม้ทรัพย์สินที่เอาประกันเนื่องจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เสาไฟฟ้าที่ต่อกระแสไฟฟ้าเข้าภายในโรงงาน อันเกิดจากการที่จำเลยละเลยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพดีให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกัน ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงเห็นได้ว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อการไฟฟ้านครหลวง จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งในการดำเนินกิจการของจำเลยให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนและความปลอดภัย ตามมาตรา 6 มาตรา 13 (6) และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์บรรยายอ้างว่า จำเลยละเลยไม่ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์การจ่ายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีตามมาตรฐานคุณภาพการให้บริการเป็นเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้าอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและเพลิงลุกลามไปไหม้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบและดูแลรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันของโจทก์อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ นาย ช. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ 1 คณะอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีเบิกไปโดยไม่มีสิทธิ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองหรือยุติการดำเนินการใด ๆ กับผู้ฟ้องคดีอันเกี่ยวเนื่องกับการเพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีในส่วนคำขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือดังกล่าวที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินที่เบิกจ่ายไปเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีเสร็จสิ้น โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ประเด็นพิพาทในส่วนที่เรียกคืนค่าเช่าบ้านเป็นประเด็นเกี่ยวกับการโต้แย้งการเรียกเงินค่าเช่าบ้านคืน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและและมติดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลแขวงดอนเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอในส่วนอื่นมาด้วยนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จึงมิใช่กรณีที่ศาลแขวงดอนเมืองต้องให้ความเห็นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ดังนั้น ข้อพิพาทตามฟ้องและคำขอข้อ 1 ของผู้ฟ้องคดีมิใช่ข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครองสูงสุด มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานศาลปกครอง และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานศาลปกครอง ส่วนคณะอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเกี่ยวกับการร้องทุกข์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการบริหารราชการศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง ในส่วนที่ไม่อยู่ในอำนาจของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ก.ศป. หรือ ก.ขป. ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน ประเพณีปฏิบัติของทางราชการและนโยบายของประธานศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 78 และมาตรา 41/8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี และมติที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีดังกล่าวตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิแก่สำนักงานศาลปกครองระยองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น เป็นเพียงหนังสือทวงถามให้ชำระเงินให้แก่หน่วยงานทางปกครองเท่านั้น จึงไม่ได้มีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด แต่เมื่อการออกหนังสือทวงถามเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านผู้ฟ้องคดี และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในเรื่องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดี จึงเห็นควรให้พิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน
คดีที่ หจก. ว. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 1 อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 2 คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างรับจ้างทำงานโครงการจัดทำภูมิทัศน์ภายในและบริเวณรอบเรือนเพาะชำ คณะวิทยาศาสตร์ ณ บริเวณเรือนเพาะชำ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคิดค่าปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวนมากและสูงเกินส่วน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องชำระค่าปรับตามเงื่อนไขของสัญญา และไม่สามารถอ้างเหตุเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้ ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาและบริการทางวิชาการแก่สังคม อันเป็นหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะทางด้านการศึกษา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามคำนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาดังกล่าวเป็นการตกลงให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนจัดทำภูมิทัศน์ภายในและบริเวณโดยรอบเรือนเพาะชำแทนที่เรือนเพาะชำเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม เพื่อใช้ในการศึกษาและจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร สัญญาที่พิพาทจึงมีลักษณะเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามสัญญาจ้างฯ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีฐานะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 และจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาก็ตาม แต่สัญญาจ้างฯ ดังกล่าวเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนซึ่งมีลักษณะเป็นข้อตกลงในทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คู่สัญญา เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะบุกเบิก แสวงหาและเป็นคลังความรู้ ให้การศึกษา ส่งเสริม ประยุกต์ และพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง สร้างบัณฑิต วิจัย เป็นแหล่งรวมสติ ปัญญา และบริการทางวิชาการแก่สังคม รวมทั้งสืบสานทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาพิพาทเป็นการจ้างผู้ฟ้องคดีให้ดำเนินโครงการจัดทำภูมิทัศน์ภายในและบริเวณรอบเรือนเพาะชำ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์แก่การเรียนการสอนของภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ โดยข้อกำหนดในสัญญามีลักษณะเป็นการให้เอกสิทธิ์แก่คู่สัญญาฝ่ายปกครองเหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชน เช่น สัญญาข้อ 14 เรื่องแบบรูปและรายการรายละเอียดคลาดเคลื่อน ที่กำหนดว่า "...หากปรากฏว่าแบบรูปและรายการรายละเอียดนั้นผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อนไปจากหลักฐานทางวิศวกรรม หรือทางเทคนิค ผู้รับจ้างตกลงที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้าง คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ว่าจ้างแต่งตั้ง เพื่อให้งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ คำวินิจฉัยดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด โดยผู้รับจ้างจะตัดค่าจ้าง ค่าเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มขึ้นจากผู้ว่าจ้าง หรือขอขยายอายุสัญญาไม่ได้" หรือข้อ 15 เรื่องการควบคุมงานโดยผู้ว่าจ้างที่กำหนดว่า "ผู้รับจ้างตกลงว่าคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ว่าจ้างแต่งตั้ง มีอำนาจที่จะตรวจสอบและควบคุมงานเพื่อให้เป็นไปตามสัญญานี้ และมีอำนาจที่จะสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หรือตัดทอนซึ่งงานตามสัญญานี้ หากผู้รับจ้างขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามผู้ว่าจ้าง คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ผู้ควบคุมงาน หรือบริษัทที่ปรึกษามีอำนาจที่จะสั่งให้หยุดการนั้นชั่วคราวได้ ความล่าช้าในกรณีเช่นนี้ ผู้รับจ้างจะถือเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานตามสัญญาหรือเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น" และข้อ 16 เรื่องงานพิเศษและการแก้ไขงาน ที่กำหนดว่า "ผู้ว่าจ้างมีสิทธิที่จะสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับจ้างทำงานพิเศษซึ่งไม่ได้แสดงไว้หรือรวมอยู่ในเอกสารสัญญานี้ หากงานพิเศษนั้น ๆ อยู่ในขอบข่ายทั่วไปแห่งวัตถุประสงค์ของสัญญานี้ นอกจากนี้ ผู้ว่าจ้างยังมีสิทธิสั่งให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแบบรูปและข้อกำหนดต่าง ๆ ในเอกสารนี้ด้วย" และวรรคสอง กำหนดว่า "อัตราค่าจ้างหรือราคาที่กำหนดใช้ในสัญญานี้ ให้กำหนดใช้สำหรับงานพิเศษ หรืองานที่เพิ่มเติมขึ้น หรือตัดทอนลงทั้งปวงตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง หากในสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ถึงอัตราค่าจ้างหรือราคาใด ๆ ที่จะนำมาใช้สำหรับงานพิเศษหรืองานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงดังกล่าว ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะได้ตกลงกันที่จะกำหนดอัตราค่าจ้างหรือราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง รวมทั้งการขยายระยะเวลา (ถ้ามี) กันใหม่ เพื่อความเหมาะสม ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้ ผู้ว่าจ้างจะกำหนดอัตราจ้างหรือราคาตามแต่ผู้ว่าจ้างจะเห็นว่าเหมาะสมและถูกต้อง ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่งานที่จ้าง" จะเห็นได้ว่า เป็นข้อสัญญาที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คู่สัญญาฝ่ายปกครองมีอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติตามสัญญาของคู่สัญญาฝ่ายเอกชน โดยมีอำนาจสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ตัดทอนงาน ตามสัญญาได้ฝ่ายเดียว โดยข้อกำหนดดังกล่าวไม่อาจพบเห็นได้ในสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่ให้เอกสิทธิ์แก่คู่สัญญาฝ่ายปกครอง อันเป็นลักษณะสำคัญของสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ส. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลเทวราช ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 6,000 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 170 กิโลวัตต์ จำนวน 1 คัน ในราคา 2,195,000 บาทกับผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาซื้อขายเลขที่ E1/2562 โดยผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคารออมสิน เป็นจำนวนเงิน 109,750 บาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากลงนามในสัญญาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการสั่งซื้อหัวรถบรรทุก ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FTR 240 และนำเข้าต่อที่โรงงานผู้ผลิตและประกอบของบริษัท ด. จำกัด ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีเข้าตรวจสอบขั้นตอนการผลิตและประกอบการขึ้นโครงเหล็กรถบรรทุกขยะ ได้ดำเนินการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วพบจุดที่ต้องเพิ่มเติม และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้เข้าตรวจสอบ ครั้งที่ 2 เห็นว่าถูกต้องตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย จึงได้ลงนามในใบตรวจรับพัสดุ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือนัดส่งมอบงานและได้เข้าส่งมอบรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ดำเนินการตรวจรับและมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขงานตามที่กำหนดในรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายแนบท้ายประกาศประกวดราคา ผู้ฟ้องคดีได้แก้ไขตามรายการและได้ส่งมอบงานต่อผู้ถูกฟ้องคดีอีกครั้ง แต่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุพิจารณาแล้วไม่ตรวจรับงาน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานอีกครั้งภายใน 15 วัน ผู้ฟ้องคดีจึงได้ส่งมอบงานครั้งที่ 3 หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับการผิดสัญญาแก่ผู้ฟ้องคดี โดยแจ้งว่ารถบรรทุกขยะที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามรายละเอียดและรูปแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงาน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาโดยรับมอบรถยนต์บรรทุกขยะแบบอัดท้าย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระราคาค่ารถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 2,257,993.54 บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,195,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระเสร็จ
คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายเป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดอ่างทองพิจารณาแล้วเห็นว่า รถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นที่ต้องใช้สำหรับการรักษาความสะอาด การกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลด้านสาธารณสุขภายในพื้นที่รับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี ถือว่าเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเทวราช ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ จำนวน 1 คัน เป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดี โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบครุภัณฑ์รถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ จำนวน 1 คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาจึงจะออกหลักฐานการรับมอบเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีนำมาเป็นหลักฐานประกอบการขอรับเงินค่าส่งของนั้น ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม