คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567
#713888
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษ ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อฎีกาจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมา และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279 และนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1473/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย), 279 วรรคสอง (เดิม), 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นความผิดบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 24 กระทง เป็นจำคุก 192 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 272 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 24 กระทง เป็นจำคุก 96 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 136 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 248 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1473/2565 หมายเลขแดงที่ อ 836/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษ ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อฎีกาจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมา และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ดังนี้ ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่ามีเหตุลงโทษจำเลยในสถานเบาและลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายอันเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดก่อนลดโทษนั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567
#712723
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่ออกจากอาคารโรงงานพิพาทและเรียกค่าเสียหาย อ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะโจทก์ขยายกิจการเป็นอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยนำสัญญาเช่าในเรื่องเดียวกันกับคดีแรกยื่นฟ้องจำเลยคดีนี้ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อใดมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น...." จากบทบัญญัติดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จะต้องพิจารณาในขณะที่ศาลในคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษา มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะได้ยื่นฟ้องโจทก์ไว้ก่อนคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้ก่อนคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงงานของจำเลยโดยไม่รู้ว่าพื้นที่เช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ จึงเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หมายความว่า คู่กรณีต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้างนิติกรรมย้อนหลังไปหาวันที่ทำนิติกรรม และเมื่อความเสียหายของโจทก์ที่ต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าเกิดจากความผิดของจำเลย ดังนั้น เงินลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่เช่าที่โจทก์ต้องเสียไปเมื่อโจทก์ทำการก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงานลงบนพื้นที่เช่า แต่ต้องรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อส่งคืนที่ดินให้จำเลย กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังเดิมได้ จึงต้องให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแทนตามควร

ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ตรวจสอบพื้นที่พิพาทก่อนว่าสามารถออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการอาหารซีฟูดจากทางราชการได้หรือไม่ โจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 นั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ฎีกาในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย การที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาเช่า 15 เดือนเศษ โจทก์เพิ่งไปดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นการสมัครใจและยอมเสี่ยงภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ก่อสร้างและนำเครื่องมือการผลิตมาติดตั้งก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาเป็นประโยชน์แก่ตน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามที่จำเลยฎีกามา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยแก่จำเลยนับแต่วันฟ้อง อันเป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 25,035,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,035,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน 100 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตอาหารแช่แข็งและสัตว์น้ำแปรรูป มีนายสุรพงษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันโจทก์ โดยใช้ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ที่เดียวกันกับจำเลย จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อจำหน่าย กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์ทะเลทุกชนิดแช่เย็นกับให้เช่าอาคารหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือห้องเย็น ทั้งนี้โดยไม่ใช่ธุรกิจคลังสินค้า โดยจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน ขณะทำสัญญาเช่าพิพาทมีนางสาวอมรรัตน์ นางนิภา และนายคณิสรณ์ เป็นกรรมการ ซึ่งกรรมการสองในสามคนมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารโรงงานและพื้นที่บางส่วนของจำเลยตั้งอยู่เลขที่ 118/35 หมู่ที่ 1 ถนนวิเชียรโชฎก ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อใช้ผลิตอาหารซีฟูด มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 อัตราค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท โดยโจทก์ได้วางเงินมัดจำ 90,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา หลังทำสัญญาโจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็นรวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตอาหารซีฟูด ตามภาพถ่ายการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์โรงงานโจทก์ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยมาแล้ว 16 เดือน รวมเป็นเงิน 1,440,000 บาท อาคารโรงงานและพื้นที่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าจากจำเลยไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) ได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." จากบทบัญญัติดังกล่าวในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้นจะต้องพิจารณาในขณะที่ศาลในคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษา มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 ไว้ก่อนคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 จะมีคำพิพากษาในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะหรือไม่ เห็นว่า ที่นายคณิสรณ์เบิกความว่าในการเจรจาขอเช่าพื้นที่นายสุรพงษ์ไม่เคยเจรจาเพื่อขอตั้งโรงงานหรือให้ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่นายคณิสรณ์ได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนให้แก่นายสุรพงษ์ไป ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า "ใช้เพื่อยื่นเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมจังหวัดของบริษัท ม. เท่านั้น" หากในการเจรจาขอเช่าพื้นที่นายสุรพงษ์ไม่เคยเจรจาเพื่อขอตั้งโรงงานหรือให้ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ขออนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้นตามที่จำเลยฎีกาแล้วก็ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่นายคณิสรณ์จะต้องมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่มีข้อความดังกล่าวเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) แต่อย่างใด คำเบิกความของนายคณิสรณ์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง รวมทั้งหลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ได้เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารแช่แข็ง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2561 จำเลยซึ่งเห็นการดำเนินงานก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งดังกล่าวของโจทก์มาโดยตลอดกลับไม่เคยทักท้วงหรือห้ามปรามโจทก์มิให้ทำการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานแต่อย่างใด การที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานเพื่อใช้ในการผลิตอาหารแช่แข็งเรื่อยมานับแต่ทำสัญญาเป็นเวลานานถึง 15 เดือน โดยไม่เคยทักท้วงห้ามปรามเช่นนี้ จึงเชื่อว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมแช่แข็ง และก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานของโจทก์มีการนำรถเครนขนาดใหญ่มาใช้ในการขนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็น หม้อแปลงและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องจักรต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการอาหารแช่แข็งจำนวนมาก แตกต่างจากสภาพอาคารที่บริษัท อ. และบริษัท จ. เช่าจากจำเลย ซึ่งเป็นเพียงอาคารโล่ง ๆ หาได้มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ ปรากฏอยู่ในภาพไม่ ดังนี้ ที่นายคณิสรณ์เบิกความว่าในการเจรจาขอเช่านั้นนายสุรพงษ์จะประกอบกิจการในรูปแบบเดียวกับผู้เช่าทั้งสองรายที่เช่าอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นจึงไม่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าหลังจากโจทก์ไปติดต่อกับหน่วยราชการเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และได้รับแจ้งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าบริเวณพื้นที่เช่าดังกล่าวไม่สามารถยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ นายสุรพงษ์ได้ติดต่อไปยังนายคณิสรณ์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "พี่ไม่แจ้งผมว่าขอ รง4 (หมายถึงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) ไม่ได้" นายคณิสรณ์ตอบว่า "พี่ไม่ทราบนะครับ" นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า "ถ้าพี่บอกผมทีแรกว่าขอ รง. ไม่ได้ ผมจะลงทุนสร้างทำไมตั้ง 18 ล้าน" มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "แต่พี่ไม่บอกงัยว่าตรงส่วนนี้ขอ รง.4 ไม่ได้" นายคณิสรณ์ตอบว่า "อันนั้นพี่ไม่ทราบครับ" และ มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "แล้วพื้นที่ตรงนี้ขอใบอนุญาต รง. ไม่ได้พี่ก็ไม่แจ้งผม" นายคณิสรณ์ตอบว่า "อันนั้นพี่ไม่รู้จริง ๆ ครับว่ามันขอไม่ได้" ข้อความในบทสนทนาดังกล่าวของนายคณิสรณ์ที่ปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้นั้น ขัดแย้งกับคำให้การและคำเบิกความของนายคณิสรณ์ที่อ้างมาโดยตลอดว่า จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ หากจำเลยทราบว่าโจทก์จะประกอบกิจการโรงงาน จำเลยไม่มีทางอนุญาตให้โจทก์เช่าพื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการผิดกฎหมาย เป็นการสร้างโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งซ้อนกับโรงงานของจำเลยในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว การที่นายคณิสรณ์สนทนากับนายสุรพงษ์โดยปฏิเสธว่าตนเองไม่ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพิรุธของจำเลยที่ได้ปกปิดข้อเท็จจริงโดยไม่ยอมแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้มาโดยตลอด ประกอบกับการที่นายคณิสรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ที่โจทก์เช่าจากจำเลยไม่สามารถใช้ประกอบกิจการห้องเย็นหรือขอใบอนุญาตประกอบกิจการห้องเย็นได้ เหตุที่ไม่ได้แจ้งเนื่องจากไม่จำเป็นต้องแจ้ง ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งซึ่งจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) แต่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) ได้ หากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ โจทก์จะไม่ตกลงทำสัญญาเช่ากับจำเลย กรณีถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาเช่ากับจำเลยโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวสัญญาเช่าคงจะมิได้กระทำขึ้น ดังนี้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยโดยไม่ทำการตรวจสอบก่อนว่าพื้นที่พิพาทจะสามารถประกอบกิจการอาหารซีฟูดและจะขออนุญาตจากทางราชการได้หรือไม่ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยหาได้ไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ และนำเครื่องมือเครื่องจักรมาทำการติดตั้งในพื้นที่เช่าก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากทางราชการ นับตั้งแต่โจทก์ได้เข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยจนกระทั่งภายหลังจากที่จำเลยมีหนังสือแจ้งเตือนเรื่องการผิดสัญญาเช่าไปยังโจทก์รวมระยะเวลาถึง 15 เดือนเศษ โจทก์จึงเพิ่งไปดำเนินการติดต่อกับทางราชการเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นการสมัครใจและยอมเสี่ยงภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ได้ก่อสร้างและนำเครื่องมือการผลิตมาติดตั้งก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอีกประการหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถถือเอาความสำคัญผิดดังกล่าวนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามที่ฎีกามา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 13,505,581 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บอกล้างสัญญาเช่าซึ่งเป็นโมฆียะแล้ว ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หมายความว่า คู่กรณีต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้างนิติกรรมย้อนหลังไปหาวันแรกที่ทำนิติกรรม ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำมาก่อสร้างและติดตั้งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งต้องรื้อถอนขนย้ายออกไป จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้น ความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความผิดของจำเลยที่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้และทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะในครั้งนี้ คือ เงินลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่เช่าที่โจทก์ต้องเสียไปเมื่อโจทก์ทำการก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงานลงบนพื้นที่เช่า แต่ต้องรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อส่งคืนที่ดินให้แก่จำเลย กรณีเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ จึงต้องให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทน แต่ตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา 13,505,551 บาท นั้น เมื่อพิจารณารายการสรุปค่าใช้จ่าย ใบสำคัญจ่าย ใบเสร็จรับเงินและสลิปโอน ปรากฏค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างในส่วนที่เป็นห้องเย็นกับวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร เช่น ค่าจดทะเบียนบริษัทของโจทก์และค่าใบอนุญาต (อ.7) ประกอบกับมีรายการค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนในการประกอบกิจการของโจทก์ที่ต้องจ่ายตามปกติ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าตู้คอนเทนเนอร์ ค่าล้างซ่อมตู้ เป็นต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่ารื้อถอนเครื่องจักรอุปกรณ์จากพื้นที่เช่านำออกขายได้เงิน 2,000,000 บาท ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการขายว่าเป็นวัสดุใด และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์ลงทุนไป มูลค่าวัสดุอุปกรณ์ที่อ้างว่านำออกขายมีราคาต่ำเกินไป อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในบางรายการสามารถขนย้ายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตัดหัวปลาหรือรถยกไฟฟ้า ดังนั้น ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกเอากับจำเลย 13,505,551 บาท จึงสูงเกินส่วนอันควรแก่การชดใช้แทน ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับลดเป็นค่าเสียหาย 9,000,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว เมื่อรวมกับเงินมัดจำและค่าเช่าที่ต้องคืนแก่โจทก์ จึงเป็นจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น 10,530,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง เป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,530,000 บาท แก่โจทก์ ดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวให้ชำระนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 วรรคหนึ่ง ม. 158 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายอัยยรัช บุญส่งสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6964/2567
#710913
เปิดฉบับเต็ม

การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง อันจะทำให้หนี้ระงับไปตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้ให้กู้ให้ความยินยอมในการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมและต้องมีการตกลงกันว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่นำมาชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นมีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดในเวลา ณ สถานที่ส่งมอบนั้นเท่าใดหรือไม่ด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าหนี้เงินกู้ยืมระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด

จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำรถยนต์มาเป็นหลักประกัน และตามสัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา และผู้ให้กู้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่ผู้กู้เพิกเฉย ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ให้กู้บังคับเอาแก่หลักประกันด้วยวิธีอื่นใดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหรือบังคับเอาแก่หลักประกันมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินได้ หากผู้ให้กู้ขายรถหรือใช้สิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันแล้วยังไม่พอชำระหนี้ที่ค้างชำระ ผู้กู้ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้จนกว่าจะครบถ้วน เมื่อจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ได้ การที่จำเลยนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการตามสัญญากู้เงินต่อไปตามหนังสือแสดงเจตนา จึงมิใช่การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง แต่เป็นการส่งมอบรถยนต์เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,675.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 115,378.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 115,378.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.99898 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2564) ต้องไม่เกิน 19,192.30 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 240,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 11.99898 ต่อปี ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนเป็นงวดรายเดือน งวดละ 6,320 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 และงวดต่อไปทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาให้โจทก์ยึดไว้ ในวันที่ 8 เมษายน 2563 จำเลยนำรถยนต์มามอบแก่โจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 78,000 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2564 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 และลงวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ไปถึงจำเลยแจ้งว่า หากจำเลยนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์และมีการประมูลขายได้ราคาต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง โจทก์จะยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ยอมรับเอารถยนต์ไว้ เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นเป็นการชำระหนี้แทนการชำระหนี้เงินที่กู้ยืมอันเป็นเหตุให้หนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง และมาตรา 321 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด หรือเป็นเพียงการรับเอาทรัพย์อันเป็นหลักประกันตามสัญญาไว้เพื่อบังคับตามสัญญาข้อ 4.2 อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" และมาตรา 321 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" ดังนั้นการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง อันจะทำให้หนี้ระงับไปตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้ให้กู้ต้องให้ความยินยอมในการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมและต้องมีการตกลงกันว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่นำมาชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นมีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดในเวลา ณ สถานที่ส่งมอบนั้นเท่าใดหรือไม่ด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าหนี้เงินกู้ยืมระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด แต่ในคดีนี้ได้ความตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำรถยนต์มาเป็นหลักประกัน และตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 มีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา และผู้ให้กู้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่ผู้กู้เพิกเฉย ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ให้กู้บังคับเอาแก่หลักประกันด้วยวิธีอื่นใดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหรือบังคับเอาแก่หลักประกันมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินได้ หากผู้ให้กู้ขายรถหรือใช้สิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันแล้วยังไม่พอชำระหนี้ที่ค้างชำระ ผู้กู้ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้จนกว่าจะครบถ้วน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการตามสัญญากู้เงินต่อไป การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง แต่เป็นการส่งมอบรถยนต์ตามข้อสัญญากู้เงินข้อ 4.2 เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงิน 78,000 บาท นำไปหักชำระหนี้ที่ค้างชำระแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้ายจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 115,378.56 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยที่นำมาเป็นหลักประกันมีมูลค่าคุ้มค่ากับเงินที่จำเลยกู้ยืมไปมิฉะนั้นโจทก์คงไม่รับรถยนต์ของจำเลยไว้เป็นหลักประกัน เห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคามีมูลค่าคุ้มค่ากับเงินที่จำเลยกู้ยืมไป ที่จำเลยฎีกาว่า ภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์เป็นรถยนต์ที่ผลิตและมีสภาพภายนอกใกล้เคียงกับรถยนต์ของจำเลยและมีราคาขายไม่ต่ำกว่าคันละ 100,000 บาท หากรถยนต์ไม่สามารถขายได้ในราคาดังกล่าวเจ้าของรถยนต์คงไม่ประกาศขายไว้เช่นนั้นอีกทั้งโจทก์ไม่ได้คัดค้านจึงน่าเชื่อว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคามากกว่าราคาที่โจทก์ขายทอดตลาดได้ เห็นว่า แม้ภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์ที่ผลิตและมีสภาพภายนอกใกล้เคียงกับรถยนต์ของจำเลยเจ้าของรถยนต์จะประกาศขายในราคาขายไม่ต่ำกว่าคันละ 100,000 บาท และโจทก์ไม่ได้คัดค้านเอกสารดังกล่าว แต่จำเลยก็ไม่ได้นำเจ้าของรถยนต์ตามภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์มาเบิกความยืนยันราคารถยนต์ดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อ ทำให้จำเลยเชื่อใจว่า โจทก์จะขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยในราคาที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องนำรถยนต์ไปขายให้แก่ผู้อื่นนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดให้โจทก์จะต้องแจ้งวันนัดขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยให้จำเลยทราบมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า สัญญากู้เงินแม้ไม่ได้กำหนดว่า โจทก์ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ แต่มิใช่สัญญาที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยหรือมีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ สัญญากู้เงินจึงไม่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยมีราคาประเมิน 110,000 บาท แต่ขายทอดตลาดในราคา 78,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินและมีผู้ประมูลเพียงรายเดียว หากจำเลยทราบวันขายทอดตลาดและมีโอกาสเข้ามาดูแลการขาย จำเลยอาจคัดค้านราคาขาย เห็นว่า ราคาประเมินรถยนต์ของจำเลยเป็นการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น ราคาที่ประเมินไว้มิได้ผูกมัดโจทก์ หรือจำเลย หรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ประการใด ในการขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยจึงอาจได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้ก็ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอย่างวิญญูชน เมื่อโจทก์เห็นว่าผู้ให้ราคาสูงสุดราคายังต่ำกว่าราคาประเมินโจทก์ควรถอนทรัพย์ออกจากการขายทอดตลาด พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยประมาทและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในเรื่องดังกล่าว จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเรื่องมาตรการคืนรถจบหนี้ แม้จะเป็นเวลาหลังจากจำเลยนำรถยนต์มามอบให้โจทก์และขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยไปแล้ว แต่เจตนารมณ์ของโจทก์ต้องการบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำเลยในฐานะลูกค้าของโจทก์จึงควรได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวด้วย เห็นว่า มาตรการคืนรถจบหนี้เกิดหลังจากจำเลยนำรถยนต์มามอบให้โจทก์และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ไปแล้วไม่มีผลผูกพันโจทก์ จำเลยจะยกมาตรการดังกล่าวของโจทก์มาบังคับโจทก์ให้ยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้แก่จำเลยไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความพึงพอใจของโจทก์ฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลและค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 656 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นายหรือจ่าสิบเอก ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายเอกชาต นรจีน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนุสรา สาระสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สายัณห์ ศรีดวม
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6964/2567
#717490
เปิดฉบับเต็ม

การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนการกู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง อันจะทำให้หนี้ระงับไปตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้ให้กู้ต้องให้ความยินยอมในการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมและต้องมีการตกลงกันว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่นำมาชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นมีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดในเวลา ณ สถานที่ส่งมอบนั้นเท่าใดหรือไม่ด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าหนี้เงินกู้ยืมระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด แต่ในคดีนี้ได้ความตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำรถยนต์ มาเป็นหลักประกัน และตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 มีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา และผู้ให้กู้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่ผู้กู้เพิกเฉย ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ให้กู้บังคับเอาแก่หลักประกันด้วยวิธีอื่นใดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหรือบังคับเอาแก่หลักประกันมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินได้ หากผู้ให้กู้ขายรถหรือใช้สิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันแล้วยังไม่พอชำระหนี้ที่ค้างชำระ ผู้กู้ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้จนกว่าจะครบถ้วน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงนำรถยนต์ มามอบให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการตามสัญญากู้เงินต่อไปตามหนังสือแสดงเจตนา การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง แต่เป็นการส่งมอบรถยนต์ตามข้อสัญญากู้เงินข้อ 4.2 เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,675.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 115,378.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 115,378.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.99898 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2564) ต้องไม่เกิน 19,192.30 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 240,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 11.99898 ต่อปี ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนเป็นงวดรายเดือน งวดละ 6,320 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 และงวดต่อไปทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กม xxxx สระบุรี มาให้โจทก์ยึดไว้เป็นประกันและใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นหลักประกันตามสัญญากู้เงิน ต่อมาจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ในวันที่ 8 เมษายน 2563 จำเลยนำรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กม xxxx สระบุรี มามอบแก่โจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 78,000 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2564 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 และลงวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ไปถึงจำเลยแจ้งว่า หากจำเลยนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์และมีการประมูลขายได้ราคาต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง โจทก์จะยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ยอมรับเอารถยนต์ หมายเลขทะเบียน กม xxxx สระบุรี ไว้ เป็นกรณีที่โจทก์ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นเป็นการชำระหนี้แทนการชำระหนี้เงินที่กู้ยืมอันเป็นเหตุให้หนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง และมาตรา 321 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด หรือเป็นเพียงการรับเอาทรัพย์อันเป็นหลักประกันตามสัญญาไว้เพื่อบังคับตามสัญญาข้อ 4.2 อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" และมาตรา 321 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" ดังนั้นการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง อันจะทำให้หนี้ระงับไปตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้ให้กู้ต้องให้ความยินยอมในการเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมและต้องมีการตกลงกันว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่นำมาชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นมีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดในเวลา ณ สถานที่ส่งมอบนั้นเท่าใดหรือไม่ด้วยเพื่อจะได้ทราบว่าหนี้เงินกู้ยืมระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด แต่ในคดีนี้ได้ความตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กม xxxx สระบุรี มาเป็นหลักประกัน และตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 มีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา และผู้ให้กู้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่ผู้กู้เพิกเฉย ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำไปขายทอดตลาดหรือให้ผู้ให้กู้บังคับเอาแก่หลักประกันด้วยวิธีอื่นใดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหรือบังคับเอาแก่หลักประกันมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินได้ หากผู้ให้กู้ขายรถหรือใช้สิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันแล้วยังไม่พอชำระหนี้ที่ค้างชำระ ผู้กู้ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้จนกว่าจะครบถ้วน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงนำรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กม xxxx สระบุรี มามอบให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการตามสัญญากู้เงินต่อไปตามหนังสือแสดงเจตนา การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง แต่เป็นการส่งมอบรถยนต์ตามข้อสัญญากู้เงินข้อ 4.2 เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ ส่วนปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงิน 78,000 บาท นำไปหักชำระหนี้ที่ค้างชำระแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้ายจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 115,378.56 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยที่นำมาเป็นหลักประกันมีมูลค่าคุ้มค่ากับเงินที่จำเลยกู้ยืมไปมิฉะนั้นโจทก์คงไม่รับรถยนต์ของจำเลยไว้เป็นหลักประกัน เห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคามีมูลค่าคุ้มค่ากับเงินที่จำเลยกู้ยืมไป ที่จำเลยฎีกาว่า ภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์เป็นรถยนต์ที่ผลิตและมีสภาพภายนอกใกล้เคียงกับรถยนต์ของจำเลยและมีราคาขายไม่ต่ำกว่าคันละ 100,000 บาท หากรถยนต์ไม่สามารถขายได้ในราคาดังกล่าวเจ้าของรถยนต์คงไม่ประกาศขายไว้เช่นนั้นอีกทั้งโจทก์ไม่ได้คัดค้าน จึงน่าเชื่อว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคามากกว่าราคาที่โจทก์ขายทอดตลาดได้ เห็นว่า แม้ภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์ที่ผลิตและมีสภาพภายนอกใกล้เคียงกับรถยนต์ของจำเลยเจ้าของรถยนต์จะประกาศขายในราคาขายไม่ต่ำกว่าคันละ 100,000 บาท และโจทก์ไม่ได้คัดค้าน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำเจ้าของรถยนต์ตามภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์มาเบิกความยืนยันราคารถยนต์ดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อ ทำให้จำเลยเชื่อใจว่า โจทก์จะขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยในราคาที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องนำรถยนต์ไปขายให้แก่ผู้อื่นนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดให้โจทก์จะต้องแจ้งวันนัดขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยให้จำเลยทราบมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า สัญญากู้เงินแม้ไม่ได้กำหนดว่า โจทก์ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ แต่มิใช่สัญญาที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยหรือมีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ สัญญากู้เงินจึงไม่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของจำเลยมีราคาประเมิน 110,000 บาท แต่ขายทอดตลาดในราคา 78,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินและมีผู้ประมูลเพียงรายเดียว หากจำเลยทราบวันขายทอดตลาดและมีโอกาสเข้ามาดูแลการขาย จำเลยอาจคัดค้านราคาขาย เห็นว่า ราคาประเมินรถยนต์ของจำเลยเป็นการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น ราคาที่ประเมินไว้มิได้ผูกมัดโจทก์ หรือจำเลย หรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ประการใด ในการขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยจึงอาจได้ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้ก็ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอย่างวิญญูชน เมื่อโจทก์เห็นว่าผู้ให้ราคาสูงสุดราคายังต่ำกว่าราคาประเมินโจทก์ควรถอนทรัพย์ออกจากการขายทอดตลาด พฤติการณ์ของโจทก์จึงเป็นการกระทำโดยประมาทและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในเรื่องดังกล่าว จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเรื่องมาตรการคืนรถจบหนี้ แม้จะเป็นเวลาหลังจากจำเลยนำรถยนต์มามอบให้โจทก์และขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยไปแล้ว แต่เจตนารมณ์ของโจทก์ต้องการบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำเลยในฐานะลูกค้าของโจทก์จึงควรได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวด้วย เห็นว่า มาตรการคืนรถจบหนี้เกิดหลังจากจำเลยนำรถยนต์มามอบให้โจทก์และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ไปแล้วไม่มีผลผูกพันโจทก์ จำเลยจะยกมาตรการดังกล่าวของโจทก์มาบังคับโจทก์ให้ยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้แก่จำเลยไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความพึงพอใจของโจทก์ฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลและค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 656 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นายหรือจ่าสิบเอก ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สายัณห์ ศรีดวม
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วีระพงศ์ สุดาวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567
#712128
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้กู้ยืม 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดจึงให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายภาณุพงศ์ ซึ่งเป็นน้องชายโจทก์ โจทก์ นางจำเนียร ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจำเลยมีการสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จำเลยใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยและมารดาของจำเลยรวม 7 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 23 เมษายน 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 26 มิถุนายน 2564 จำนวน 30,000 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 จำนวน 100,000 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 จำนวน 15,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ส่วนครั้งที่ 8 วันที่ 6 สิงหาคม 2564 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 5,000 บาท จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา 411 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654 ม. 797
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายจรงณ์ชัย ทองทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
ดุสิต ฉิมพลีย์
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567
#712311
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้กู้ยืม 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดจึงให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย ภ. ซึ่งเป็นน้องชายโจทก์ โจทก์ นาง จ. ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจำเลยมีการสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จำเลยใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยและมารดาของจำเลยรวม 7 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 23 เมษายน 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 26 มิถุนายน 2564 จำนวน 30,000 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 จำนวน 100,000 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 จำนวน 15,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ส่วนครั้งที่ 8 วันที่ 6 สิงหาคม 2564 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 5,000 บาท จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา 411 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654 ม. 797
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายจรงณ์ชัย ทองทวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวรวิทย์ จิรายุกุล
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
ดุสิต ฉิมพลีย์
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567
#717489
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 294,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้กู้ยืม 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดจึงให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายภาณุพงศ์ ซึ่งเป็นน้องชายโจทก์ โจทก์ นางจำเนียรซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจำเลยมีการสนทนากันผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จำเลยใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยและมารดาของจำเลยรวม 7 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 23 เมษายน 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 26 มิถุนายน 2564 จำนวน 30,000 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 จำนวน 100,000 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 จำนวน 15,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 จำนวน 50,000 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 จำนวน 20,000 บาท ส่วนครั้งที่ 8 วันที่ 6 สิงหาคม 2564 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 5,000 บาท จำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์อีกจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า นิติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเรื่องตัวการตัวแทนในกิจการที่โจทก์เชิดจำเลยให้นำเงินออกให้บุคคลอื่นกู้ยืม ซึ่งการมอบให้จำเลยนำเงินออกให้บุคคลภายนอกกู้ยืมนั้นย่อมมีผลผูกพันและสามารถบังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่ตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ส่วนการเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด มีผลเพียงให้การเรียกดอกเบี้ยจากบุคคลภายนอกตกเป็นโมฆะเท่านั้น หาทำให้การเป็นตัวแทนของโจทก์และจำเลยสิ้นผลไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจำเลย เห็นว่า เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา 411 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 411 ม. 654 ม. 797
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
ดุสิต ฉิมพลีย์
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6849/2567
#712135
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และที่ อ. 1532/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ซึ่งอีกสองคดีต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดี จึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 1682/2564 และที่ อ. 1683/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 2 จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบริเวณริมถนนสายบัวสีเงิน หมู่ที่ 2 จำนวน 1 แผ่น บริเวณริมถนนสายบัวสีเงินฝั่งตรงทางเข้าหมู่บ้านบัวสีเงิน หมู่ที่ 2 จำนวน 1 แผ่น และบริเวณริมถนนหน้าปากซอยบูรพา 1 หมู่ที่ 2 จำนวน 1 แผ่น อันเป็นการร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด นอกจากคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งอื่น หมู่อื่น อีก 2 ราย ในข้อหาร่วมกันติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 1682/2564 และที่ อ. 1683/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และที่ อ. 1532/2564 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และที่ อ. 1532/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน โดยความผิดในคดีนี้เกิดขึ้นบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 2 มีจำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 ส่วนอีก 2 คดี ต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็น 3 คดี ต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 71 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายณัฐวุฒิ เอี่ยมรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพิษณุ ขอนทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567
#712134
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ซึ่งอีกสองคดีต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดี จึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 1682/2564 และที่ อ. 1684/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 10 จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบริเวณเสาไฟฟ้าริมถนนหน้าป้อมยามหมู่บ้าน ว. หมู่ที่ 10 จำนวน 1 แผ่น บริเวณต้นไม้ทางเข้าหมู่บ้าน น. หมู่ที่ 10 จำนวน 1 แผ่น และบริเวณริมถนนซอยข้างดิลกภัณฑ์ หมู่ที่ 10 จำนวน 1 แผ่น อันเป็นการร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด นอกจากคดีนี้ จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งอื่น หมู่อื่น อีก 2 ราย ในข้อหาร่วมกันติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 1682/2564 และที่ อ. 1684/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1531/2564 และ ที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน โดยความผิดในคดีนี้เกิดขึ้นที่บริเวณหมู่ที่ 10 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 10 มีจำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 ส่วนอีก 2 คดี ต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็น 3 คดี ต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 71 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายณัฐวุฒิ เอี่ยมรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพิษณุ ขอนทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6847/2567
#712133
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ซึ่งอีกสองคดีต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดี จึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 1683/2564 และที่ อ. 1684/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 71, 132 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 จำเลยทั้งสองร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบริเวณริมถนนซอยสับสน หมู่ที่ 4 จำนวน 1 แผ่น บริเวณริมถนนซอยร่วมใจพัฒนา หมู่ที่ 4 จำนวน 2 แผ่น และบริเวณริมถนนบึงพระจันทร์ปากทางเข้าร้านก๋วยเตี๋ยวยายสนิท จำนวน 1 แผ่น อันเป็นการร่วมกันติดตั้งแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ เขตเลือกตั้งอื่น หมู่อื่น อีก 2 ราย ในข้อหาร่วมกันติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งนอกสถานที่ที่จะกระทำได้และไม่เป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์กำหนด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 1683/2564 และที่ อ. 1684/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัย ตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การกระทำตามฟ้องของจำเลยที่ 1 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1532/2564 และที่ อ. 1533/2564 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดทั้งสามคดีในวันเดียวกันและมีลักษณะการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างเวลาและต่างสถานที่กัน โดยความผิดในคดีนี้เกิดขึ้นบริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 หมู่ที่ 4 มีจำเลยที่ 2 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 ส่วนอีก 2 คดี ต่างกระทำในพื้นที่หมู่อื่นตามเขตเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนั้น ๆ ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์คู่กับจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีจึงมีเจตนาในการกระทำความผิดแยกออกจากกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในแต่ละคดีต่างรายกัน กรณีจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็น 3 คดี ต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ละคดี จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเลือกตั้งพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 71 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายณัฐวุฒิ เอี่ยมรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพิษณุ ขอนทอง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2567
#717488
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามและพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ เนื่องจากยังไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้กระทำความผิดฐานใดหรือไม่ การสอบปากคำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทราบก่อน หรือตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หรือให้ญาติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าร่วมฟังการซักถาม ดังนั้นผลการดำเนินกรรมวิธีและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ บันทึกคำให้การ/ชี้ยืนยันภาพถ่าย บันทึกคำให้การของพยาน รวมทั้งของกลางที่ตรวจยึดได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 135/1, 135/2 (2), 209, 210, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 มาตรา 4, 25 ริบปลอกกระสุนปืน หัวกระสุน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 707/ 2564 ของศาลจังหวัดนาทวี

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. 2559 (ที่ถูก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559) มาตรา 25 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกคนละ 6 ปี ฐานตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย (ที่ถูกฐานร่วมกันตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย) จำคุกคนละ 6 ปี และฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเฉพาะจำเลยที่ 4 จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 14 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี 16 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 589/2565 ของศาลจังหวัดนาทวี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี ฐานร่วมกันตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี 16 เดือน ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 4 ฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง และไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 589/2565 ของศาลจังหวัดนาทวี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า มีคณะบุคคลจำนวนมากกว่าห้าคนขึ้นไปซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดน และยึดอำนาจปกครองในจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา ให้เป็นรัฐอิสระที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม โดยสมคบกันเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของบุคคล ด้วยการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สะสมกำลังพลและอาวุธ ยุยงและปลุกระดมราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลามและมีถิ่นที่อยู่ในเขตสามจังหวัดดังกล่าวและบางอำเภอในจังหวัดสงขลาให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังข้าราชการและรัฐบาลไทย และเข้าร่วมขบวนการดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา มีคนร้าย 2 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะร่วมกันใช้อาวุธปืนเล็กกล ขนาด .223 (5.56 มม.) ยิงร้อยตำรวจโทวีรศักดิ์ รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ ขณะขับรถจักรยานยนต์อยู่บนถนนสาย 42 หมู่ที่ 6 ตำบลมะกรูด อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ถึงแก่ความตาย แล้วคนร้ายชิงเอาอาวุธปืนพก รีวอลเวอร์ ขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อซัมซุง 1 เครื่อง ของผู้ตายไป เจ้าพนักงานยึดปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. 10 ปลอก ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 2 ปลอก ในที่เกิดเหตุ และลูกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. 1 ลูก ฝังอยู่ในตัวผู้ตาย เป็นของกลาง วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เวลา 18.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ทหารพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ดรีม ซุปเปอร์คัพ สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่คนร้ายใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุซุกซ่อนอยู่ในป่าละเมาะ ริมคลองบ้านบาโงฆาดิง หมู่ที่ 7 ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ที่ถูกคนร้ายลักเอาไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 จากตำบลท่าม่วง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเวลา 19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายเข้ามาในบริเวณป่าละเมาะใกล้จุดพบรถจักรยานยนต์ดังกล่าว จึงถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัว และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไว้ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามาทราบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 5 จึงเดินทางไปควบคุมตัวจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 5 ไว้ 1 เครื่อง ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 5 พบว่ามีการส่งข้อความทางแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์ถึงจำเลยที่ 2 จึงเดินทางไปควบคุมตัวจำเลยที่ 2 ที่บ้านพักในวันที่ 9 ธันวาคม 2563 และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 จำนวน 1 เครื่อง ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2563 เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวจำเลยที่ 4 ที่บ้านพัก และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ไปที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 43 เพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถาม ตามผลการดำเนินกรรมวิธีและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ หลังจากครบกำหนดควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงยุติการดำเนินกรรมวิธีและส่งตัวจำเลยทั้งห้าให้เจ้าพนักงานตำรวจสอบปากคำจำเลยทั้งห้าต่อ ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2563 พนักงานสอบสวนกลุ่มงานสอบสวนคดีความมั่นคงจังหวัดปัตตานีสอบปากคำจำเลยทั้งห้าในฐานะพยาน หลังจากนั้นจึงขอออกหมายจับจำเลยทั้งห้าและจับกุมจำเลยทั้งห้า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 (เนื่องจากศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว) ส่วนความผิดสำหรับจำเลยที่ 4 ฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้นมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และฐานร่วมกันตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาในประการแรกว่า ข้อมูลตามผลการดำเนินกรรมวิธีและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ บันทึกคำให้การ/ชี้ยืนยันภาพถ่าย บันทึกคำให้การของพยาน แม้ไม่ใช่การสอบสวนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ต้องหาแต่ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อยู่ในสถานะผู้ถูกจับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 ไม่มีสิทธิพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำของตนได้ในชั้นสอบสวน ดังนั้นในการดำเนินการต่าง ๆ ในชั้นนี้หากจะมีผลใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ผู้ให้ถ้อยคำต้องได้รับความคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องหา เมื่อรายละเอียดของคำให้การจำเลยมีลักษณะเป็นคำรับสารภาพแต่ไม่มีการแจ้งสิทธิ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ ไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับเพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งการสอบปากคำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามและพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ เนื่องจากยังไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้กระทำความผิดฐานใดหรือไม่ การสอบปากคำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทราบก่อน หรือตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หรือให้ญาติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าร่วมฟังการซักถาม ดังนั้น ผลการดำเนินกรรมวิธีและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุ บันทึกคำให้การ/ชี้ยืนยันภาพถ่าย บันทึกคำให้การของพยาน รวมทั้งของกลางที่ตรวจยึดได้ จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์นำสืบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายหลังเกิดเหตุในเส้นทางต่าง ๆ เพื่อหาตัวคนร้าย และติดตามสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตายที่คนร้ายเอาติดตัวไปด้วย อันทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถวิเคราะห์เส้นทางการหลบหนีของคนร้ายได้ว่าน่าจะไปที่บ้านควนลาแมและบ้านบาโงฆาดิง เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบพื้นที่บริเวณบ้านบาโงฆาดิงในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ก็พบรถจักรยานยนต์ของกลางที่คนร้ายใช้ก่อเหตุซุกซ่อนอยู่ในป่าละเมาะริมคลองบ้านบาโงฆาดิงจริงตามที่เจ้าพนักงานตำรวจคาดการณ์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในป่าละเมาะใกล้จุดพบรถจักรยานยนต์ของกลางในวันเดียวกันกับที่เจ้าหน้าที่ทหารพบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีท่าทีพิรุธ เป็นเหตุให้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไว้ ซึ่งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ก็พบว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 ถึง 20 นาฬิกา อันเป็นช่วงระยะเวลากระชั้นชิดกันกับเวลาที่มีการก่อเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อสนทนากับบุคคลอื่น ๆ ถึง 9 คน ผ่านทางแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์บ่อยครั้งอย่างผิดปกติ ทั้งยังพบข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 5 นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 5 แล้ว ก็พบว่ามีการติดต่อกับจำเลยที่ 2 โดยการส่งข้อความทางแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์ ว่า "ทหารได้รถแล้ว" โดยจำเลยที่ 2 ก็สอบถามกลับมาว่า "มีทหารอยู่ที่สะพานหรือไม่" แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ลบข้อความไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 เองก็ให้การยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าได้ส่งข้อความดังกล่าวตามที่ปรากฏข้อมูลการใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 5 จริง ในชั้นซักถามจำเลยที่ 5 ก็ให้ข้อมูลว่ามีจำเลยที่ 4 ร่วมก่อการร้ายโดยเป็นผู้ทำหน้าที่ส่งเสบียง และเมื่อตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าแล้ว ก็พบข้อมูลการติดต่อกันระหว่างจำเลยทั้งห้ากับผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นทางแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์ โดยจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบัญชีว่า S. ใช้หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 2515 และ 2153 จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อบัญชี A. หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 2823 จำเลยที่ 3 ใช้ชื่อบัญชี B. และ J. หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 6232 จำเลยที่ 4 ใช้ชื่อบัญชี U. หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 7689 จำเลยที่ 5 ใช้ชื่อบัญชี บ. หมายเลขโทรศัพท์ลงท้ายด้วย 6321 และ 0548 และจากข้อมูลที่ได้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ประกอบข้อมูลผู้ก่อการร้ายในฐานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่าคนร้ายที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ของกลางที่ใช้ก่อเหตุใช้ชื่อบัญชี M. คือ นายอับดุลรอแม คนร้ายที่เป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายใช้ชื่อบัญชี ด. คือ นายสาการียา โดยโจทก์มีภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งปรากฏรายชื่อผู้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ทางแอปพลิเคชันแมสเซนเจอร์ ข้อมูลวันและเวลาติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายอับดุลรอแม นายสาการียา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และบุคคลอื่น ๆ ตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุคดีนี้เป็นระยะเวลาหลายเดือนต่อเนื่องมาถึงวันเกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัว ซึ่งติดต่อกันทั้งทางโทรศัพท์ ส่งข้อความและข้อความเสียง โดยเฉพาะข้อความเสียงที่ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 4 นั้น จำเลยที่ 4 ยังได้เขียนอธิบายว่าการส่งข้อความเสียงในแต่ละครั้งได้ติดต่อกันเรื่องใดโดยเขียนด้วยลายมือตนเองไว้ด้วย และจากข้อมูลการใช้โทรศัพท์ส่งข้อความของจำเลยที่ 1 ก็พบว่า จำเลยที่ 1 มีการติดต่อกับนายสาการียาและนายอับดุลรอแมผู้ก่อเหตุคดีนี้มาก่อนเกิดเหตุนานหลายเดือน โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 มีการติดต่อกันถี่มาก โดยในวันที่ 2, 3 และ 4 ธันวาคม 2563 นายอับดุลรอแมส่งข้อความเสียงแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า คืนนี้ยกเลิก วันที่ 1 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความแจ้งจำเลยที่ 4 ว่า คืนนี้ยกเลิก วันที่ 2 และ 6 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความแจ้งจำเลยที่ 2 ว่า คืนนี้ยกเลิก วันที่ 6 ธันวาคม 2563 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความแจ้งจำเลยที่ 3 ว่า ยกเลิก นอกจากนี้ข้อมูลการติดต่อระหว่างจำเลยที่ 5 ส่งข้อความแจ้งจำเลยที่ 2 ว่า ทหารได้รถแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ตรวจดูและยืนยันข้อความที่ปรากฏตามภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 5 ว่าจำเลยที่ 5 ส่งข้อความดังกล่าวถึงตนเอง และจำเลยที่ 2 ส่งข้อความกลับไปว่า มีเจ้าหน้าที่อีกไหมที่สะพานใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 เขียนข้อความยืนยันด้วยตนเองและลงลายมือชื่อไว้ด้วย แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารกันของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และผู้ก่อเหตุรายอื่นซึ่งน่าเชื่อได้ว่ามีการวางแผนก่อเหตุในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 และมีการแจ้งยกเลิกครั้งสุดท้ายในวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ในวันที่ 7 ธันวาคม 2563 บ่งชี้ว่าการวางแผนที่มีการยกเลิกกันมาตลอดนี้น่าจะเป็นการเตรียมการเพื่อกระทำการในวันที่ 7 ธันวาคม 2563 เมื่อหลังเกิดเหตุผู้วางแผนก่อการก็ยังมีการติดต่อกันในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 อีก พยานหลักฐานดังกล่าวน่าเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อยู่ในขบวนการก่อการร้ายนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามพยาน ร้อยตรีสุวิทย์ ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยที่ 1 ร้อยตรีไมตรี ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยที่ 2 ร้อยเอกสุริยงค์ ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยที่ 3 สิบเอกภูวเนตรผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยที่ 4 ก็ยืนยันถึงการได้ข้อมูลจากการซักถามว่า เมื่อสร้างความคุ้นเคยและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไว้วางใจก็จะเริ่มเล่าข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ขบวนการกลุ่มก่อเหตุความรุนแรง และการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรงในแต่ละครั้ง โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ให้ข้อมูลแก่ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือกระทำการอันมิชอบด้วยประการใด ๆ เมื่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ และข้อมูลที่ได้จากจำเลยแต่ละคนนั้นก็เป็นข้อมูลส่วนตัวซึ่งมีเพียงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เท่านั้นที่จะทราบรายละเอียด โดยเฉพาะการร่วมก่อเหตุกับกลุ่มก่อการร้ายในครั้งก่อน ๆ ที่ตนเคยเข้าร่วมที่เป็นความลับ ย่อมต้องปกปิดมิให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่กลับมีรายละเอียดข้อเท็จจริงจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ให้ถ้อยคำด้วยตนเอง ผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามย่อมไม่อาจปั้นแต่งขึ้นมาได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อเหตุคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำหน้าที่แตกต่างกัน โดยจำเลยแต่ละคนทราบเพียงหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายและข้อมูลเฉพาะในส่วนที่ตนต้องกระทำเท่านั้น แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงมาพิจารณาประกอบกันกลับสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องกัน ทั้งยังตรงกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในวันเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 1 ติดต่อกับนายอับดุลรอแมและจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุในเวลาประมาณ 18 นาฬิกา เมื่อเกิดเหตุในเวลา 20 นาฬิกาแล้ว หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็ติดต่อกับนายอับดุลรอแมและจำเลยที่ 2 อีกในทันที สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากผลการดำเนินกรรมวิธีว่า จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 2 ให้ไปเอารถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุไปซุกซ่อนให้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อนายอับดุลรอแมอีก 2 ครั้ง เชื่อว่าเพื่อนัดหมายพบกันให้จำเลยที่ 1 พานายอับดุลรอแมและนายสาการียาหลบหนี ทั้งยังมีข้อความเสียงที่จำเลยที่ 1 ส่งถึงจำเลยที่ 4 ในทำนองนัดหมายให้จำเลยที่ 4 นำข้าวมาส่ง ส่วนในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 เวลา 18.10 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ก็ส่งข้อความติดต่อจำเลยที่ 1 สอบถามเรื่องรถจักรยานยนต์ของกลางที่ใช้ก่อเหตุที่นำไปซุกซ่อนไว้ ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ชักชวนจำเลยที่ 3 ไปดูรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวก็เป็นเหตุให้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไว้ ส่อแสดงถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 นั้นมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการมัสยิดประจำหมู่บ้าน จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านและภารโรงประจำโรงเรียน บ. และจำเลยที่ 5 มีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน จำเลยทั้งห้ามีความรู้จักมักคุ้นและสนิทสนมกันดีเยี่ยงคนรู้จักกันในชุมชนทั่ว ๆ ไปในพื้นที่ชนบท ย่อมมีการติดต่อสื่อสารเป็นปกติธรรมดากันอยู่แล้ว ที่จำเลยทั้งห้ามีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกัน เพื่อการสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้านและเพื่อการติดต่อสื่อสารสานสัมพันธ์กันภายในชุมชนของตน หาได้เป็นพฤติการณ์พิเศษที่ส่อให้เห็นพิรุธว่าอาจจะเกี่ยวข้องหรือเป็นสมาชิกกลุ่มแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่เมื่อพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ติดต่อกันในช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุอย่างผิดปกติและสอดคล้องกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามที่โจทก์นำสืบ บ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หาได้ติดต่อหากันอย่างเช่นคนรู้จักปกติทั่วไปไม่ สำหรับที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า ข้อมูลที่ได้ตามผลการดำเนินกรรมวิธีและบันทึกคำให้การ/ชี้ยืนยันภาพถ่ายดังกล่าว เป็นข้อมูลที่ได้มาระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถูกควบคุมตัว ขาดอิสระในการให้ถ้อยคำ มีความกดดัน และความเครียด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การด้วยความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ทหารทำร้าย และนำชี้ที่เกิดเหตุไปตามที่เจ้าหน้าที่ทหารนำไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ข้อมูลตามผลการดำเนินกรรมวิธีและให้การในฐานะพยานไปเช่นนั้นเนื่องจากความหวาดกลัว ถูกทำร้าย และถูกข่มขู่ นั้น เมื่อได้ความว่าการสอบปากคำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้ทนายความและญาติที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไว้วางใจเข้าร่วมฟัง หากเจ้าหน้าที่ทหารหรือเจ้าพนักงานตำรวจมีการทำร้ายหรือข่มขู่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ย่อมสามารถแจ้งให้ญาติทราบได้โดยง่าย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้โต้แย้งการกระทำดังกล่าวของเจ้าพนักงานเสียตั้งแต่ต้น แต่กลับหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างลอย ๆ ในวันสืบพยาน โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ทหารด้วยความสมัครใจ และที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุไปซุกซ่อนย่อมมีการสัมผัสกับรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย แต่กลับไม่ปรากฏผลการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือลายมือแฝงของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่รถจักรยานยนต์ดังกล่าว พันตำรวจเอกธัชชัย ไม่ส่งคลิปเสียงที่ตรวจสอบพบในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นพยานหลักฐาน ไม่ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เพื่อขอข้อมูลรายชื่อบุคคลที่เปิดใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏในเครื่องโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิรุธ นั้น ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะแม้ไม่มีพยานหลักฐานดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดภาคใต้และบางอำเภอของจังหวัดสงขลาโดยสร้างสถานการณ์ก่อเหตุฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และร่วมกันตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567
#710912
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไปในคราวเดียวกันกับการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โดยไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 4 และที่ 5 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 484,060.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 359,881.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 87,164.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงิน 137,012.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 135,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและค้าขายน้ำตาลทราย จำเลยที่ 1 เป็นเกษตรกรทำไร่อ้อย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 75,000 บาท และ 135,000 บาท ไปจากโจทก์ตามลำดับ ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดจ่ายเงิน ซึ่งตามสัญญากู้ยืมฉบับแรกเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 มีนาคม 2554 ส่วนสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 กรณีผิดสัญญายอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี วันที่ 8 มีนาคม 2554 จำเลยทั้งห้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการทำนิติกรรมใดกับโจทก์ โดยจะร่วมกันรับผิดไม่ว่าหนี้นั้นจะได้เกิดขึ้นและมีอยู่แล้วหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการทำนิติกรรมภายหน้า และวันที่ 24 มีนาคม 2554 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายอ้อยในฤดูหีบปี 2554/2555 จำนวน 300 เมตริกตัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ใบสำคัญจ่ายค่าเช่าที่ดิน สำเนาสัญญาค้ำประกันกลุ่ม และสัญญาซื้อขายอ้อย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงิน มีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจากเงินค่าอ้อยที่จำเลยที่ 1 นำมาขายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นไปภายใน 730 วัน นับจากวันทำสัญญา และภายใน 365 วัน นับจากวันทำสัญญา หรือในทันทีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อยที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนี้ การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ฉบับ เพื่อนำไปชำระค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกและบำรุงอ้อย โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วจำเลยที่ 1 จะนำอ้อยมาส่งขายให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าอ้อยเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไป ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงิน การชำระหนี้จึงขึ้นกับผลผลิตและระยะเวลาที่ตัดอ้อย ตลอดถึงวันที่โจทก์จะต้องออกประกาศกำหนดปิดหีบอ้อยเพื่อให้ชาวไร่อ้อยทำการตัดอ้อยส่งให้แก่โรงงานโจทก์ภายในกำหนดด้วย ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายอ้อยตลอดจนปกติประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อยตามฤดูกาลประกอบกันแล้ว กำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้จึงแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่จำเลยที่ 1 ส่งอ้อยให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายอ้อย กับกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญากู้ยืมเงินในประการอื่นหรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ส่งมอบอ้อยให้แก่โจทก์ได้เลยภายในฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี 2554/2555 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยทำให้หนี้เงินกู้ครบกำหนดชำระในวันที่โจทก์ปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ซึ่งในเรื่องของวันปิดหีบอ้อยและการคำนวณเงินค่าอ้อยนั้น โจทก์มีนายสัญญา ลูกจ้างโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2556 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 และประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ภายในวันที่ 23 เมษายน 2555 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าวันปิดหีบอ้อยไม่อาจกำหนดวันแน่นอน โจทก์จะต้องมีประกาศปิดหีบอ้อยก่อน และโจทก์ยังต้องคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ซึ่งไม่ตรงกับวันที่โจทก์ประกาศปิดหีบอ้อยและไม่ตรงกับวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน ทั้งการหักเงินค่าอ้อยชำระหนี้ยังมีเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้ เมื่ออนุมานจากพฤติการณ์ประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อย จึงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นฤดูการผลิตอ้อย แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายอ้อยยังไม่อาจทราบว่าโจทก์จะประกาศวันปิดหีบอ้อยเมื่อใดจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จะต้องเตือนหรือบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 แต่ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งดอกเบี้ยผิดนัดศาลชั้นต้นกำหนดให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) ใช้บังคับแล้ว แม้สัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกัน จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวออกไปในคราวเดียวกันกับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวใด ๆ ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีก กรณีจึงเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดถือไม่ได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระค้ำประกันไปในคราวเดียวกันกับการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 และชำระเงิน 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 274,060.67 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางปริมปรัชญ์ เถระวัฒน์ มีนะโตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ศตวรรษ ทาแก้ว
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567
#719894
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ฉบับ เพื่อนำไปชำระค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกและบำรุงอ้อย โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วจำเลยที่ 1 จะนำอ้อยมาส่งขายให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าอ้อยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงิน การชำระหนี้จึงขึ้นกับผลผลิตและระยะเวลาที่ตัดอ้อย ตลอดถึงวันที่โจทก์ออกประกาศกำหนดปิดหีบอ้อยเพื่อให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยส่งโรงงานโจทก์ภายในกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ส่งมอบอ้อยให้แก่โจทก์เลยภายในฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี 2554/2555 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยทำให้หนี้เงินกู้ครบกำหนดชำระในวันที่โจทก์ปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 เมื่ออนุมานจากพฤติการณ์ประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อย จึงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นฤดูการผลิตอ้อย เมื่อขณะทำสัญญากู้ยืมและสัญญาซื้อขายอ้อยยังไม่อาจทราบว่าโจทก์ประกาศวันปิดหีบอ้อยเมื่อใดจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จะต้องเตือนหรือบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดภายหลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) ใช้บังคับแล้ว แม้สัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แต่ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ใช้บังคับกับลูกหนี้ที่ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกัน จึงอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ก่อนจำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 484,060.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 359,881.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 87,164.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงิน 137,012.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 135,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและค้าขายน้ำตาลทราย จำเลยที่ 1 เป็นเกษตรกรทำไร่อ้อย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 75,000 บาท และ 135,000 บาท ไปจากโจทก์ตามลำดับ ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดจ่ายเงิน ซึ่งตามสัญญากู้ยืมฉบับแรกเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 มีนาคม 2554 ส่วนสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 กรณีผิดสัญญายอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี วันที่ 8 มีนาคม 2554 จำเลยทั้งห้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการทำนิติกรรมใดกับโจทก์ โดยจะร่วมกันรับผิดไม่ว่าหนี้นั้นจะได้เกิดขึ้นและมีอยู่แล้วหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการทำนิติกรรมภายหน้า และวันที่ 24 มีนาคม 2554 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายอ้อยในฤดูหีบปี 2554/2555 จำนวน 300 เมตริกตัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ใบสำคัญจ่ายค่าเช่าที่ดิน สำเนาสัญญาค้ำประกันกลุ่ม และสัญญาซื้อขายอ้อย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายอ้อยกำหนดเงื่อนไขในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือผิดสัญญาไว้หลายเงื่อนไข ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ภายในวันใดแน่นอน ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่โจทก์จะต้องประกาศหยุดรับอ้อยและปิดหีบอ้อยปี 2555 และปี 2556 และกำหนดหักค่าอ้อยชำระเงินกู้เพื่อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา ฟ้องโจทก์ไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามเงื่อนไขหรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อยที่มีกำหนดเวลาตามวันแน่นอน แต่เป็นวันที่โจทก์กำหนดขึ้นมาใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 1 ไม่ทราบหรือไม่อาจจะล่วงรู้ในกำหนดดังกล่าว โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวหักเงินค่าอ้อยชำระหนี้เงินกู้แล้วแต่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ทั้งกำหนดเวลาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 1 เมษายน 2556 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 (ที่ถูก 2555) ไม่ตรงกับวันที่กำหนดในสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งอ้อยให้โจทก์ในฤดูปิดหีบอ้อยปี 2554/2555 ส่วนฤดูปลูกอ้อยปี 2555/2556 จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อย จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทราบกำหนดเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอันเป็นปกติประเพณีของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่อกัน นั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงิน 2 ฉบับ มีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจากเงินค่าอ้อยที่จำเลยที่ 1 นำมาขายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นไปภายใน 730 วัน นับจากวันทำสัญญา และภายใน 365 วัน นับจากวันทำสัญญา หรือในทันทีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อยที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนี้ การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ฉบับ เพื่อนำไปชำระค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกและบำรุงอ้อย โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วจำเลยที่ 1 จะนำอ้อยมาส่งขายให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าอ้อยเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไป ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงิน การชำระหนี้จึงขึ้นกับผลผลิตและระยะเวลาที่ตัดอ้อย ตลอดถึงวันที่โจทก์จะต้องออกประกาศกำหนดปิดหีบอ้อยเพื่อให้ชาวไร่อ้อยทำการตัดอ้อยส่งให้แก่โรงงานโจทก์ภายในกำหนดด้วย ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายอ้อยตลอดจนปกติประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อยตามฤดูกาลประกอบกันแล้ว กำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้จึงแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่จำเลยที่ 1 ส่งอ้อยให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายอ้อย กับกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญากู้ยืมเงินในประการอื่นหรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ส่งมอบอ้อยให้แก่โจทก์ได้เลยภายในฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี 2554/2555 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยทำให้หนี้เงินกู้ครบกำหนดชำระในวันที่โจทก์ปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ซึ่งในเรื่องของวันปิดหีบอ้อยและการคำนวณเงินค่าอ้อยนั้น โจทก์มีนายสัญญา ลูกจ้างโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2556 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 และประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ภายในวันที่ 23 เมษายน 2555 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าวันปิดหีบอ้อยไม่อาจกำหนดวันแน่นอน โจทก์จะต้องมีประกาศปิดหีบอ้อยก่อน และโจทก์ยังต้องคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ซึ่งไม่ตรงกับวันที่โจทก์ประกาศปิดหีบอ้อยและไม่ตรงกับวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน ทั้งการหักเงินค่าอ้อยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาซื้อขายอ้อยยังมีเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้ เมื่ออนุมานจากพฤติการณ์ประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อย จึงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นฤดูการผลิตอ้อย แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายอ้อยยังไม่อาจทราบว่าโจทก์จะประกาศวันปิดหีบอ้อยเมื่อใดจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จะต้องเตือนหรือบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 แต่ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งดอกเบี้ยผิดนัดศาลชั้นต้นกำหนดให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) ใช้บังคับแล้ว แม้สัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกัน จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวออกไปในคราวเดียวกันกับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวใด ๆ ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีก กรณีจึงเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดถือไม่ได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระค้ำประกันไปในคราวเดียวกันกับการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 และชำระเงิน 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 274,060.67 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางปริมปรัชญ์ เถระวัฒน์ มีนะโตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ศตวรรษ ทาแก้ว
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567
#712127
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 270,711.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 270,103 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 96,608.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามขอ ยกคำขอในส่วนของค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2555 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กพ 68 สุราษฎร์ธานี จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 528,628.32 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด งวดละ 7,856 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 22 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์งวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้วนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 113,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้เลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 เพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระและเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาด ประกอบทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ 147,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเงิน 6,000 บาท แล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 153,000 บาท แต่ในส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — จ่าสิบเอกหรือร้อยตรี ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวศนิชา นิติวรางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติชัย ภูมิมาโนช
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567
#717487
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 270,711.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 270,103 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 96,608.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามขอ ยกคำขอในส่วนของค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2555 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กพ xx จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 528,628.32 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด งวดละ 7,856 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 22 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์งวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้วนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 113,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้เลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยซึ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 ทราบถึงความรับผิดที่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นอย่างดี ทั้งข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 ยังกำหนดว่าการสิ้นสุดของสัญญาไม่มีผลยกเลิกหรือลบล้างความรับผิดของผู้เช่าซื้อที่จะต้องรับผิดตามข้อตกลงในสัญญา การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 จึงมิใช่กรณีสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายและจำเลยย่อมต้องรับผิดชำระค่าขาดราคา 254,103 บาท แก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 เพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระและเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาด ประกอบทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ 147,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเงิน 6,000 บาท แล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 153,000 บาท แต่ในส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — จ่าสิบเอกหรือร้อยตรี ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2567
#712131
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) แต่ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ เมื่อพิจารณา ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) มาตรา 82/1 (1) มาตรา 83/2 มาตรา 85/2 และมาตรา 77/1 (7) ซึ่งข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ได้ความจาก ต. และ ก. พยานจำเลยว่า บริษัท อ. ผลิตและขายสินค้าให้กับบริษัท ม. เมื่อผลิตสินค้าแล้วมิได้ส่งออกให้บริษัท ม. แต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้าและส่งออกให้ลูกค้าของโจทก์ในนามของโจทก์ตามคำสั่งของบริษัท ม. ถือว่าบริษัท อ. เป็นตัวแทนของบริษัท ม. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ดังนั้น บริษัท อ. จึงมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/1 (1) ประกอบมาตรา 77/1 (7) พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2557 และเดือนภาษีมีนาคม 2557 จำนวน 3 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักรซึ่งขายสินค้าเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิก กลับ หรือแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม เดือนภาษีกุมภาพันธ์ และเดือนภาษีมีนาคม 2557 ของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า จากบทบัญญัติในมาตรา 83/6 ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าจะมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาขายสินค้าในราชอาณาจักรและผู้ประกอบการนั้นต้องเข้ามาประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า บริษัท ม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ คดีนี้ แม้โจทก์จะอ้างว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัท ม. เกิดขึ้นโดยผ่านระบบออนไลน์และไปรษณีย์ โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าไปยังบริษัท ม. โดยตรง โจทก์ไม่ได้ครอบครองสินค้า แต่เพื่อให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน จึงต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ซึ่งออกโดยหน่วยงานของประเทศไทย ซึ่งชื่อผู้ส่งออกสินค้าใน Form D ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ส่งออก และในใบตราส่ง (Bill of Lading (B/L)) ระบุว่าส่งออกในนามของโจทก์ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า สินค้าที่บริษัท อ. ผลิตในประเทศไทยก็คือสินค้าที่บริษัท ม. ทำสัญญาซื้อขายไว้กับโจทก์ และสั่งให้บริษัท อ. ผลิตเพื่อส่งออกไปยังลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศในนามของโจทก์ ดังนั้น เมื่อสินค้าที่บริษัท ม. ขายให้โจทก์ได้ถูกผลิตในประเทศไทยและถือว่าส่งมอบให้โจทก์แล้วในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปในนามของโจทก์ จึงถือได้ว่าบริษัท ม. เป็นผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรให้แก่โจทก์แล้ว กรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า บริษัท ม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ประกอบมาตรา 85/3 หรือไม่ นั้น จากบทบัญญัติมาตรา 85/3 ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการครั้งคราว ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/3 หรือจะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่กรณีที่ไม่ได้ขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวและมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ชำระค่าซื้อสินค้ามีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสีย เมื่อมีการชำระราคาสินค้าให้กับผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ประกอบกับตามประมวลรัษฎากร หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 77/1 (5) บัญญัติว่า ""ผู้ประกอบการ" หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ...ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่" (8) บัญญัติว่า ""ขาย" หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า..." ส่วนคำว่า "ชั่วคราว" ประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ ต้องถือความหมายตามพจนานุกรม ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า "ชั่วคราว" ว่า "ชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป" ดังนั้น การประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จึงหมายถึงการขาย จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ในทางธุรกิจหรือวิชาชีพในราชอาณาจักร เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ไม่ประจำ ไม่ตลอดไป คดีนี้ เมื่อบริษัท ม. ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 75 ครั้ง บริษัท ม. จึงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. ซึ่งเป็นโรงงานผลิตในประเทศไทยที่บริษัท ม. ถือหุ้นร้อยละ 94.9998 จากนั้นบริษัท อ. จะทำการผลิตสินค้าในประเทศไทย แล้วจัดทำใบขนสินค้าขาออก รายการบรรจุหีบห่อ (Packing List) และดำเนินพิธีการศุลกากรส่งออกสินค้าตามคำสั่งของบริษัท ม. ไปยังลูกค้าโจทก์ที่ต่างประเทศในนามของโจทก์ตามใบตราส่ง (Bill of Lading (B/L)) รวม 81 ฉบับ โดยโจทก์ได้ชำระค่าซื้อสินค้าครั้งนี้ให้กับบริษัท ม. ในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม 2557 รวมคิดเป็นค่าซื้อสินค้า 96,513,744.20 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,755,962.10 บาท จากพฤติการณ์ในการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัท ม. ดังกล่าว เห็นได้ว่า การที่บริษัท ม. ขายสินค้าให้โจทก์ในระยะเวลา 3 เดือนภาษี ทำให้มีการส่งออกสินค้า 81 ครั้ง รวมมูลค่าการซื้อขายสินค้าถึง 96,513,744.20 บาท การสั่งซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทในเครือของบริษัท ม. และหลักฐานการส่งออกในปริมาณและมูลค่าดังกล่าวถือว่าบริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรหลายคราวโดยมีบริษัท อ. บริษัทในเครือของบริษัท ม. ตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพิมพ์นารา พนักงานบริษัท ค. ตัวแทนออกของให้บริการจัดเตรียมเอกสารส่งออกตามคำขอบริษัท อ. พยานโจทก์ว่า บริษัท ค. เป็นผู้จัดเตรียมเอกสารเพื่อส่งออกสินค้าที่บริษัท อ. ขายให้บริษัท ม. ในประเทศญี่ปุ่น ตามที่ปรากฏชื่อเป็นตัวแทนออกของ โดยจำเลยไม่ได้ถามค้านหรือโต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับตามบันทึกข้อความลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เรื่องชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม กรณีขอหารือประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มรายโจทก์ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรปราการ 3 ขอหารือเพิ่มเติมโดยระบุข้อเท็จจริงว่า โจทก์สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ม. ซึ่งต้องสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศไทย คือ บริษัท อ. โดยมียอดซื้อสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อจากบริษัท ม. ตามรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 29 พฤษภาคม 2556 ถึง 31 มีนาคม 2557 รอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 เมษายน 2557 ถึง 31 มีนาคม 2558 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 เมษายน 2558 ถึง 31 มีนาคม 2559 ยังคงมียอดซื้อสินค้าที่บริษัท ม. สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อ. อีกบางส่วน เชื่อได้ว่าบริษัท อ. ไม่ได้ผลิตสินค้าให้บริษัท ม. เฉพาะเดือนภาษีมกราคม 2557 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2557 อันเป็นเดือนภาษีพิพาท อันแสดงให้เห็นว่า บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเฉพาะเดือนภาษีพิพาทเท่านั้น แต่บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรก่อนหน้าและภายหลังเดือนภาษีพิพาทต่อเนื่องกันหลายปี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บริษัท ม. ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) แต่ถือเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระ เมื่อพิจารณา ป.รัษฎากร มาตรา 82 (1) มาตรา 82/1 (1) มาตรา 83/2 มาตรา 85/2 และมาตรา 77/1 (7) ซึ่งข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ได้ความจากนางสาวเตือนจิตรและนายเกรียงชัย พยานจำเลยว่า บริษัท อ. ผลิตและขายสินค้าให้กับบริษัท ม. เมื่อผลิตสินค้าแล้วมิได้ส่งออกให้บริษัท ม. แต่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาสินค้าและส่งออกให้ลูกค้าของโจทก์ในนามของโจทก์ตามคำสั่งของบริษัท ม. ถือว่าบริษัท อ. เป็นตัวแทนของบริษัท ม. ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ดังนั้น บริษัท อ. จึงมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/1 (1) ประกอบมาตรา 77/1 (7) พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า บริษัท ม. เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2557 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2557 และเดือนภาษีมีนาคม 2557 จำนวน 3 ฉบับ ที่ให้โจทก์รับผิดชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 (1) ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักรซึ่งขายสินค้าเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (7) ม. 82 (1) ม. 82/1 (1) ม. 83/2 ม. 83/6 (1) ม. 85/2 ม. 85/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2567
#712130
เปิดฉบับเต็ม

จากบทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (3), มาตรา 50, มาตรา 50 ทวิ, มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60 เห็นได้ว่า การเก็บภาษีด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐ และยังทำให้ผู้ต้องเสียภาษีไม่ต้องรับภาระมากเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ทำหน้าที่จัดเก็บแทนรัฐ โดยกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินต้องคำนวณหาจำนวนเงินภาษีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วหักภาษีจำนวนนั้นไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ดังนั้น ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่ปรากฏชื่อในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงมีความสำคัญในระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐและใช้เพื่อตรวจสอบการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตรงกับเอกสารทุกฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปีภาษีที่พิพาท หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่ผู้เดียว โจทก์รับทราบและยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์และสามีโจทก์แสดงออกต่อบุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยและบุคคลผู้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วว่า สามีโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ที่ได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และถือเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 60 ซึ่งให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษี คือ สามีโจทก์ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีพิพาท แสดงรายการว่ามีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิตภาษี 52,832.76 บาท โดยนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาใช้คำนวณเป็นเงินได้กึ่งหนึ่ง และขอเครดิตภาษี จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษี 54,537.15 บาท (ที่ถูก54,537.16 บาท) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 52,832.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และนายวัชระ สามีโจทก์จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2525 โจทก์และสามีโจทก์ประกอบการค้าขายยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันร่วมกันที่บ้านเลขที่ 19 ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2530 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ประจำปีภาษี 2562 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยโจทก์และสามีโจทก์แยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โจทก์แสดงรายการเป็นเงินได้พึงประเมิน ดังนี้ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) ดอกเบี้ย ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาซื้อ 22,478.02 บาท หักเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นกรณีที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป 22,478.02 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ง) เงินลดทุน 300 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) รายรับจากการขายของ 147,483 บาท หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 จำนวน 88,489.80 บาท เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ส่วนแบ่งกำไรจากกองทุนรวม 515,774.70 บาท หักเงินได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นกรณีที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป 167,521.98 บาท คิดเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 407,545.92 บาท หักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 99,500 บาท เบี้ยประกันสุขภาพ 500 บาท ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 100,000 บาท รวมค่าลดหย่อน 260,000 บาท คิดเป็นเงินได้สุทธิ 147,545.92 บาท คำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องชำระ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิตภาษี 52,832.76 บาท ภาษีที่ชำระเกิน 52,832.76 บาท โจทก์มีความประสงค์ขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินดังกล่าว โดยโจทก์นำเงินได้กึ่งหนึ่งตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้รับเงินได้และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย รวม 7 ฉบับ มาถือเป็นเงินได้ของโจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่อาจนำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวม 7 ฉบับ ดังกล่าว มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของโจทก์ จึงปรับปรุงการคำนวณใหม่และแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่โจทก์ สำหรับปีภาษี 2562 จำนวน 1,315.29 บาท โจทก์อุทธรณ์คำสั่งแจ้งคืนเงินภาษีอากรต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 1 จำเลยพิจารณาแล้วเห็นชอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนภาษีอากรตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยว่าโจทก์จะนำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เฉพาะที่พิพาท 6 ฉบับ มาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเครดิตภาษีเพื่อขอคืนภาษีอากรได้หรือไม่ พิเคราะห์ ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (3) มาตรา 50 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 60 เห็นว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่า การเก็บภาษีด้วยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ในการหารายได้เข้ารัฐ และยังทำให้ผู้ต้องเสียภาษีไม่ต้องรับภาระมากเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ทำหน้าที่จัดเก็บแทนรัฐ โดยกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินต้องคำนวณหาจำนวนเงินภาษีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินจะต้องเสียตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วหักภาษีจำนวนนั้นไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ภาษีที่หักและนำส่งนี้ถือเป็นเครดิตภาษีของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี อันมีผลคือผู้ต้องเสียภาษีมีสิทธินำภาษีตามจำนวนที่ถูกหักนั้นมาเครดิตหรือหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ในเวลาที่ยื่นแบบแสดงรายการและคงเสียภาษีแต่เพียงจำนวนที่ยังขาดอยู่ หรือหากจำนวนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมีมากกว่าจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ก็มีสิทธิขอคืนส่วนที่หักเกินไปได้ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดโทษหากผู้จ่ายเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลอื่นไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ครบถ้วน ผู้จ่ายเงินได้จะต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินภาษีที่ไม่ได้หักและนำส่ง หรือหักและนำส่งแต่ไม่ครบถ้วนแล้วแต่กรณี พร้อมเงินเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 ผู้จ่ายเงินจึงเป็นบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดเก็บภาษีและอาจต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษี ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นผู้มีเงินได้ ดังนั้น ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่ปรากฏชื่อในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงมีความสำคัญในระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐและใช้เพื่อตรวจสอบการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องตรงกับเอกสารทุกฝ่าย คดีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยปรับปรุงการคำนวณตามหนังสือคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) ไม่ให้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อสามีโจทก์มารวมคำนวณการเสียภาษีของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปีภาษีที่พิพาท หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ปรากฏชื่อสามีโจทก์แต่ผู้เดียวโดยโจทก์และสามีโจทก์ไม่เคยโต้แย้งและขอเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อีกทั้งโจทก์ยังเบิกความรับว่า การที่สามีโจทก์มีชื่อแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางไปจัดการธุรกรรมทั้งการค้าและทางกฎหมาย โจทก์รับทราบและยินยอม อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์และสามีโจทก์แสดงออกต่อบุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยและบุคคลผู้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วว่า สามีโจทก์เป็นผู้มีเงินได้ที่ได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และถือเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ซึ่งให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษี คือ สามีโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่า ดอกเบี้ยจากธนาคารและเงินปันผลจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นสินสมรสที่โจทก์และสามีโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกันและโจทก์มีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และโจทก์กับสามีโจทก์ไม่เคยตกลงแบ่งรายได้จากสินสมรส นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่อาจอ้างเรื่องความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาหรือทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้ เพราะเป็นคนละกรณีกับเรื่องการนำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาคำนวณการเสียภาษีและขอเครดิตภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 60 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีพิพาท แสดงรายการว่ามีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเครดิตภาษี 52,832.76 บาท โดยนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ปรากฏชื่อสามีโจทก์ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาใช้คำนวณเป็นเงินได้กึ่งหนึ่ง และขอเครดิตภาษี จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 50 ม. 50 ทวิ ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคหนึ่ง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวเด่นฟ้า เรืองฤทธิ์เดช
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567
#710914
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้โจทก์ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เมื่อประมาณปี 2557 จำเลยได้เริ่มกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงหนี้กัน และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โดยสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปมีการแก้ไขโดยขีดฆ่าจำนวนเงินให้กู้จาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 500,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์อีก 100,000 บาท ต่อมาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปสูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหายไว้ปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท จัดทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยจำเลยได้รับเงิน 1,000,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปและลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังวันทำสัญญา โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินให้ในภายหลัง ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้จำเลยเขียนสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับโดยยังไม่มีการลงลายมือชื่อ เมื่อเจรจากันแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะขอคิดเงินตามสัญญาเพียง 500,000 บาท โดยไม่ต้องเขียนสัญญาขึ้นมาใหม่ โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปฉบับ 700,000 บาท ในช่องจำนวนเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าในวันทำสัญญาจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 200,000 บาท เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อรวมจำนวนเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยได้กู้เงินตามสัญญา 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้คืนเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้ว 500,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุวิชา ปราบจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567
#719893
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เมื่อประมาณปี 2557 จำเลยได้เริ่มกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงหนี้กัน และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โดยสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปมีการแก้ไขโดยขีดฆ่าจำนวนเงินให้กู้จาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 500,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์อีก 100,000 บาท ต่อมาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปสูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหายไว้ปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท จัดทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยจำเลยได้รับเงิน 1,000,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินเป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปและลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังวันทำสัญญา โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินให้ในภายหลัง ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้จำเลยเขียนสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับโดยยังไม่มีการลงลายมือชื่อ เมื่อเจรจากันแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะขอคิดเงินตามสัญญาเพียง 500,000 บาท โดยไม่ต้องเขียนสัญญาขึ้นมาใหม่ โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปฉบับ 700,000 บาท ในช่องจำนวนเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าในวันทำสัญญาจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 200,000 บาท เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อรวมจำนวนเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป ซึ่งโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยได้กู้เงินตามสัญญา 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้คืนเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้ว 500,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุวิชา ปราบจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6568/2567
#712310
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่าก็ได้ และสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนดังกล่าวไม่ได้กําหนดว่า กรณีผู้กู้เลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนนั้น ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ และไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องเช่นนี้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 85,703.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน กับบริษัท อ. วงเงินกู้ 58,700 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10.92 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน หากจำเลยไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี กับค่าติดตามทวงถาม 200 บาท จำเลยเบิกถอนเงินสดตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 เป็นเงิน 800 บาท บริษัท ท. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามบัญชีลูกหนี้ซึ่งรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยด้วย มาจากบริษัท อ. โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่าก็ได้ และสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนดังกล่าวไม่ได้กําหนดว่า กรณีผู้กู้เลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนนั้น ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ และไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องเช่นนี้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และเนื่องจากอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามบทบัญญัติมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความแถลงรับกันว่าจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 เรียกให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที และตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ดังกล่าวข้างต้นระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผู้ให้กู้เรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2556 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ไม่เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปจึงมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ปรากฏว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยค้างชำระหนี้เงินต้น 53,926.11 บาท กับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงิน 62,212 บาท ซึ่งจำเลยให้การรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เป็นเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้น 53,926.11 บาท ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ระบุในสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้อง น้อยกว่าที่โจทก์จะได้รับ จึงให้ตามขอ

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 23,491.10 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางนรินทร มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด