จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้อนุบาลของ ก. คนไร้ความสามารถได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นนิติกรรม แต่มิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย แต่การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับ ก. ผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของคนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงตกเป็นโมฆะ ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่ ก. ได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของ ก. ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของ ก. ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับ ก. ซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของ ก. คนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของ ก. คนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงไม่ชอบ
เมื่อตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของ ก. เมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889, 890 และมาตรา 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด
ป.วิ.อ. มาตรา 89 บัญญัติว่า หมายขังหรือหมายจำคุกต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลซึ่งออกหมาย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น จากบทบัญญัติตามมาตรา 89 ดังกล่าว หมายความว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต้องปฏิบัติตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด กล่าวคือ ต้องนำตัวจำเลยไปคุมขังในเรือนจำให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า อาจมีการบังคับโทษจำเลยไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด เช่นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ย่อมคงไว้ซึ่งอำนาจในการสั่งการให้จัดการหมายจำคุกให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89 ดังกล่าว โดยการไต่สวนเพื่อตรวจสอบว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ การไต่สวนดังกล่าวมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรคสอง ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และยังมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับโทษจำคุก ดังนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าอาจมีการบังคับโทษผู้ต้องขังในคดีนี้ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดย่อมมีอำนาจไต่สวนและตรวจสอบว่า การที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำและอธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องจนได้รับการปล่อยตัว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89 หรือไม่
แม้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 และการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำถือว่าเป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และเป็นสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง แต่การนำตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำด้วย มิใช่ว่าเมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครหรือกรมราชทัณฑ์ใช้อำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วจะไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายโดยศาลซึ่งมีคำพิพากษาและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด
จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน มีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของจำเลยเอง และจำเลยยังมีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ การได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา
เมื่อปรากฏว่าในวันไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้ ว. ยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์หากไม่สามารถตกลงกันได้จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันทีและพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นาย อ. มอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วนาย อ. แจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนาย อ. ที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น นาย อ. มิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 341
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย อันเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย การบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในส่วนวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดิน ระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 นั้น เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดจะฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่ง แต่ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าว ยังพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ซึ่งผลแห่งคำพิพากษาเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และการบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง และต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์สามารถนำคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาจำเลยไปดำเนินการตามคำพิพากษาได้ จึงยกคำร้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน 4 แปลง จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ถึงผู้พิพากษาดังกล่าวพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้มีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว
อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา
คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ การขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผลของการเพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนไปแล้วนั้นจะมีผลกระทบต่อสิทธิจำนองของโจทก์ที่มีอยู่เหนือทรัพย์จำนองเพียงใดย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิจำนองดังกล่าวโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 หรือไม่ เมื่อได้ความว่านิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรได้กระทำขึ้นก่อนวันที่ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องสอดจึงมีภาระในการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิจารณามูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรที่จดทะเบียนจำนองไว้แล้วปรากฏว่ามูลค่าหลักประกันดังกล่าวยังต่ำกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งต่ำกว่าวงเงินจำนองที่ดินและเครื่องจักรเป็นประกัน และหากมีการบังคับจำนองย่อมไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในขณะนั้นได้อยู่แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินซึ่งใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีภาระหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีจำนวนหนี้ค้างชำระมากกว่าราคาทรัพย์จำนองติดไปด้วยแม้จะมีการขยายวงเงินจำนองออกไปก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบแต่ประการใด กับทั้งการที่โจทก์รับจดทะเบียนจำนองที่ดินและเครื่องจักรไว้จากจำเลยที่ 1 ในลำดับสองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติของโจทก์ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วรับจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 มีหนี้สินผูกพันที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการโดยไม่สุจริต จึงถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสิทธิจำนองซึ่งมีอยู่เหนือทรัพย์จำนองในขณะนั้นโดยสุจริตก่อนมีการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล สิทธิจำนองของโจทก์ในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้ในลำดับสองจึงผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 นับแต่วันจดทะเบียนจำนองดังกล่าว ผู้ร้องสอดจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนการที่โจทก์ยังคงให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 แม้จะทราบเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 นั้นเป็นการปฏิบัติตามสัญญาให้สินเชื่อต่าง ๆ ที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และหากโจทก์ระงับการให้สินเชื่อจำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียวย่อมทำให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีปัญหาและมีความเสี่ยงที่โจทก์อาจจะถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องดำเนินคดีได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินธุรกิจตามปกติในทางการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์กระทำการโดยไม่สุจริต ดังนั้นสิทธิจำนองของโจทก์เหนือที่ดินและเครื่องจักรที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์จึงมีผลครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลด้วย
เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และเพิกถอนการโอนเครื่องจักรรวม 40 เครื่อง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมมีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ทรัพย์ดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จึงไม่ชอบ
คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัท อ. ลูกหนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์
หนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี รวมทั้งคำขอตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การยื่นคำร้องในคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่า ลูกหนี้มีภาระเงินต้นค้างชำระเป็นเงินต้นจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ตามคำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท อ. มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น ย่อมถือว่าการบรรยายคำร้องในคดีล้มละลายได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอในคดีล้มละลายดังกล่าวถือว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) และ 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพาษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้นับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ก็ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้ จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)
คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัท อ. ลูกหนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์
หนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี รวมทั้งคำขอตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การยื่นคำร้องในคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่า ลูกหนี้มีภาระเงินต้นค้างชำระเป็นเงินต้นจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ตามคำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท อ. มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น ย่อมถือว่าการบรรยายคำร้องในคดีล้มละลายได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในคดีล้มละลายดังกล่าวถือว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) และ 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้นับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ก็ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้ จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไรหรือต้องระบุรายละเอียดอย่างไรหรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการกระทำอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 377 ต้องได้ความว่า ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายแล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ซึ่งการควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายมีวิธีการควบคุมที่แตกต่างกันไปตามสภาพและประเภทของสัตว์ สำหรับสุนัขแม้เป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แต่ก็อาจมีนิสัยดุร้ายได้โดยธรรมชาติ เนื่องจากสุนัขเลี้ยงมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขป่าจึงยังคงมีสัญชาตญาณดิบในการเป็นนักล่าและนักต่อสู้อยู่ในตัวทำให้บางครั้งสุนัขมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรง การจะควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงของสุนัขได้นั้น ผู้ควบคุมจึงต้องอยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขจนสามารถควบคุมสิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรมของสุนัข ช่วยลดทอนความก้าวร้าวของสุนัข และแยกสุนัขออกจากเหยื่อ ไม่ว่าด้วยการใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข การออกคำสั่ง หรือการลงโทษ ดังนั้น ผู้ควบคุมสัตว์ดุตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 377 ต้องถือตามความเป็นจริง โดยผู้ควบคุมต้องอยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสุนัขได้ในขณะสุนัขออกเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงมอบหมายให้ ส. เลี้ยงและดูแลสุนัขของจำเลยแทน แม้จำเลยเพียงแต่ฝากให้ ส. เลี้ยงดูสุนัขเป็นการชั่วคราวโดยมิได้กำชับให้ ส. ใช้ความระมัดระวังในการควบคุมดูแลสุนัขไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นก็ตาม ก็ถือเป็นความบกพร่องในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของสุนัขเท่านั้น แต่ในฐานะผู้ควบคุมสุนัขแล้ว จำเลยไม่ได้อยู่ใกล้ชิดตัวสุนัขของจำเลยจนสามารถใช้แรงกายหรืออุปกรณ์ในการบังคับตัวสุนัข ออกคำสั่ง หรือลงโทษสุนัขเพื่อป้องกันหรือห้ามปรามมิให้สุนัขเที่ยวไปแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงกัดแกะของผู้เสียหายจนถึงแก่ความตายได้ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมสัตว์ในขณะเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 377 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่าเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของ จ. บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับ ป. ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน เป็นที่ดินมือเปล่าแต่มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมา จ. และ ป. นำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้แก่ จ. เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ให้แก่ ป. เมื่อปี 2523 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจึงเป็นที่ดินคนละแปลงกัน และที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 แต่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุดและเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของ จ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับ ป. ซึ่งไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน เป็นที่ดินมือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมา จ. และ ป. นำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้แก่ จ. เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ให้แก่ ป. เมื่อปี 2523 กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินคนละแปลงกัน และฟังต่อไปว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 และเมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุดและน่าจะเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ปี 2560 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 จำเลยให้การว่าเคยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 และเดือนกรกฎาคม 2556 แต่ชำระหนี้โจทก์หมดสิ้นแล้วนั้น แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเพราะตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 บัญญัติว่า ในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้เท่านั้น แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ หาใช่หน้าที่ของศาลที่จะต้องทวงถามให้จำเลยให้การในส่วนนี้ไม่ ทั้งมิใช่กรณีคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่ปฏิเสธการกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 จึงถือว่าจำเลยยอมรับว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้ดังกล่าวในฟ้องแล้ว แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินและไม่ได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 แต่เป็นการที่โจทก์นำมูลหนี้กู้ยืมที่ระงับแล้วมาฟ้องเป็นคดีนี้ ก็เป็นการนำสืบนอกประเด็นที่ต่อสู้ในคำให้การ ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมาในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์นำยอดเงินในสัญญากู้ฉบับก่อนมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวชอบแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 บัญญัติว่า ในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้เท่านั้น เมื่อคดีนี้จำเลยมีทนายความแก้ต่าง มีการยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การอีก 2 ครั้ง ตามคำให้การจำเลยทั้งหมดแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาและข้อต่อสู้ของตนดี และประสงค์จะให้การแต่เพียงนั้น หาใช่หน้าที่ของศาลที่จะต้องทวงถามให้จำเลยให้การในส่วนนั้นส่วนนี้ไม่ ทั้งมิใช่กรณีคำให้การไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญ เมื่อจำเลยไม่ปฏิเสธการกู้ยืมเงินตามสัญญากู้จึงเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยยอมรับว่าได้กู้ยืมเงิน ส. ตามสัญญากู้แล้ว
สัญญากู้มิได้กำหนดชำระต้นเงินคืนไว้ตามวันแห่งปฏิทิน จำเลยจะตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อโจทก์ทวงถามตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้รับฟังได้เช่นนั้น จึงต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้อง
จำเลยโพสต์ข้อความ และแสดงภาพถ่ายของโจทก์ในโปรแกรมประยุกต์เฟซบุ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่รู้จักโจทก์เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนโกง เป็นหนี้แล้วไม่ชำระคืน เป็นคนหลอกลวงจึงเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หากจำเลยเห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะไม่ชำระหนี้แก่จำเลย จำเลยควรต้องใช้สิทธิดำเนินคดีแก่โจทก์เพื่อขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยตามกฎหมาย มิใช่ใช้วิธีลงข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทและรูปภาพโจทก์ การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 ซึ่งแต่ละฐานความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์เพราะเหตุดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร แต่โจทก์ฎีกาทำนองเดียวกับอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีมูลขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณา ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม