คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567
#711062
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537

ไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ส. ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และมีคำสั่งว่านายสง่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม และนางศิริพร ภรรยาผู้ตาย ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำวินิจฉัยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 และโจทก์ทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นการนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 53 วรรคหนึ่ง) ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าวของศาล และโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ และศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ว่าจ้างให้นายสง่า ผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จ่ายค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยไม่มีเงินเดือนประจำที่แน่นอน ทั้งนี้ ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินค่าจ้างของผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน ในการทำงานโจทก์ไม่ได้วางกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับวันหยุด วันลา หรือบทลงโทษเมื่อมีการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นต้องถือปฏิบัติ และไม่ปรากฏว่าผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าจะต้องมีการกำหนดวันเวลาที่ออกเดินทางหรือต้องไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในวันเวลาใดในแต่ละเที่ยว แสดงว่าผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นสามารถที่จะกำหนดวันเวลาที่จะออกเดินทางหรือจะถึงจุดหมายปลายทางที่จะส่งสินค้าได้เองตามความเหมาะสมโดยโจทก์มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเท่านั้น โดยเฉพาะผู้รับจ้างมีสิทธิปฏิเสธไม่รับงานตามที่โจทก์ว่าจ้างก็ได้ เมื่อผู้รับจ้างขับรถบรรทุกของโจทก์ออกไปแล้ว ผู้รับจ้างอาจจะให้บุคคลอื่นช่วยขับแทนก็ได้ และปกติผู้รับจ้างสามารถนำรถบรรทุกไปจอดไว้ที่บ้านของตนเองหรือที่อื่นก็ได้เนื่องจากผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำมันด้วยตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาสั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่น การที่นายศรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ โทรศัพท์สั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นทราบว่าต้องขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ผู้ใดเท่านั้น เพราะผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นไม่ได้เข้าไปทำงานหรือพักอาศัยอยู่ที่สำนักงานของโจทก์ ย่อมจะไม่สามารถสั่งงานด้วยวาจาโดยตรงได้ และไม่ได้ใช้โทรศัพท์เพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเพราะไม่มีหน้าที่ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ แม้รถบรรทุกที่ผู้ตายขับเป็นของโจทก์ แต่มีราคาสูงมากย่อมเป็นการยากที่ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นจะสามารถจัดหาซื้อรถบรรทุกขนาดใหญ่มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองเพื่อนำมาขับรับจ้างได้ ลำพังโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกที่ผู้ตายขับมิใช่ปัจจัยหรือเหตุผลที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถและเอาประกันภัยรถบรรทุกที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุรวมทั้งรถบรรทุกคันอื่นของโจทก์ก็เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถบรรทุกคันที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุเพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายอย่างใกล้ชิด เพราะการที่ผู้ตายต้องขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าตามที่รับจ้างจากโจทก์เป็นการรับจ้างโดยคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่มีกำหนดเวลาการออกเดินทางหรือต้องไปถึงจุดหมายปลายทางเมื่อใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ตาย ตารางข้อมูลการเดินทางเป็นเพียงข้อมูลที่ต้องส่งให้แก่กรมการขนส่งทางบกเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของผู้ตายกับโจทก์ หากผู้ตายกระทำความผิดพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ก็เป็นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกต้องเป็นผู้ดำเนินคดีกับผู้ตายเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจลงโทษผู้ตาย นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับโจทก์จึงมิใช่เป็นการจ้างแรงงาน ผู้ตายมิใช่ลูกจ้างโจทก์ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ คำสั่งของจำเลยที่ให้กลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีมติว่า ผู้ตายมีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกับโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามวันที่ปรากฏในสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้มีลักษณะบิดเบือนและเพิ่มเติมข้อเท็จจริงโดยยกเรื่องที่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงแก่จำเลยเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต้องถือตามวันที่โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ซึ่งล่วงเลยระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยจากจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทพร้อมเหตุผลชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คดีนี้จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การโดยยกขึ้นต่อสู้อ้างเหตุเพียงว่า โจทก์นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภาค 8 พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของจำเลยเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย เป็นการยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ขึ้นอุทธรณ์ และเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติโดยโจทก์นำสืบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ลักษณะการทำงานต้องทำงานตามคำสั่งของโจทก์ที่สั่งงานทางโทรศัพท์ มีการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดหาเพื่อควบคุมกำกับดูแลติดตามตัวคนขับรถ โจทก์ให้การครั้งแรกเรียกตนเองว่านายจ้างและเรียกผู้ตายว่าลูกจ้าง โจทก์จ่ายค่าจ้างตามจำนวนเที่ยวรถตามผลงานที่ทำได้ ผู้ตายต้องขับรถด้วยตนเอง ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นขับแทนได้ กรณีเกิดอุบัติเหตุโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบแก่บุคคลภายนอก งานขนส่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับการว่าจ้างของลูกค้า หากคนขับรถต้องการนำรถกลับบ้านต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่จ้างทำของไม่ นั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 8 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ข้อนี้ได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเสียก่อน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีนี้นางศิริพร ภรรยาผู้ตาย เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบ ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 47 และวรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด แสดงให้เห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เช่นกัน จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า นายสง่า ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างจึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นอีกด้วย ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และบังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 52 ม. 53 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคหนึ่ง (4) ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายชวลิต ลีฬหาวงศ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล
ชื่อองค์คณะ
นพดล คชรินทร์
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567
#722671
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537

ไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ส. ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และมีคำสั่งว่านายสง่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม และนางศิริพร ภรรยาผู้ตาย ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำวินิจฉัยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 และโจทก์ทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นการนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 53 วรรคหนึ่ง) ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าวของศาล และโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ และศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ว่าจ้างให้นายสง่า ผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จ่ายค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยไม่มีเงินเดือนประจำที่แน่นอน ทั้งนี้ ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินค่าจ้างของผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน ในการทำงานโจทก์ไม่ได้วางกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับวันหยุด วันลา หรือบทลงโทษเมื่อมีการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นต้องถือปฏิบัติ และไม่ปรากฏว่าผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าจะต้องมีการกำหนดวันเวลาที่ออกเดินทางหรือต้องไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในวันเวลาใดในแต่ละเที่ยว แสดงว่าผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นสามารถที่จะกำหนดวันเวลาที่จะออกเดินทางหรือจะถึงจุดหมายปลายทางที่จะส่งสินค้าได้เองตามความเหมาะสมโดยโจทก์มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเท่านั้น โดยเฉพาะผู้รับจ้างมีสิทธิปฏิเสธไม่รับงานตามที่โจทก์ว่าจ้างก็ได้ เมื่อผู้รับจ้างขับรถบรรทุกของโจทก์ออกไปแล้ว ผู้รับจ้างอาจจะให้บุคคลอื่นช่วยขับแทนก็ได้ และปกติผู้รับจ้างสามารถนำรถบรรทุกไปจอดไว้ที่บ้านของตนเองหรือที่อื่นก็ได้เนื่องจากผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำมันด้วยตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาสั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่น การที่นายศรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ โทรศัพท์สั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นทราบว่าต้องขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ผู้ใดเท่านั้น เพราะผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นไม่ได้เข้าไปทำงานหรือพักอาศัยอยู่ที่สำนักงานของโจทก์ ย่อมจะไม่สามารถสั่งงานด้วยวาจาโดยตรงได้ และไม่ได้ใช้โทรศัพท์เพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเพราะไม่มีหน้าที่ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ แม้รถบรรทุกที่ผู้ตายขับเป็นของโจทก์ แต่มีราคาสูงมากย่อมเป็นการยากที่ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นจะสามารถจัดหาซื้อรถบรรทุกขนาดใหญ่มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองเพื่อนำมาขับรับจ้างได้ ลำพังโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกที่ผู้ตายขับมิใช่ปัจจัยหรือเหตุผลที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถและเอาประกันภัยรถบรรทุกที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุรวมทั้งรถบรรทุกคันอื่นของโจทก์ก็เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถบรรทุกคันที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุเพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายอย่างใกล้ชิด เพราะการที่ผู้ตายต้องขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าตามที่รับจ้างจากโจทก์เป็นการรับจ้างโดยคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่มีกำหนดเวลาการออกเดินทางหรือต้องไปถึงจุดหมายปลายทางเมื่อใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ตาย ตารางข้อมูลการเดินทางเป็นเพียงข้อมูลที่ต้องส่งให้แก่กรมการขนส่งทางบกเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของผู้ตายกับโจทก์ หากผู้ตายกระทำความผิดพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ก็เป็นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกต้องเป็นผู้ดำเนินคดีกับผู้ตายเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจลงโทษผู้ตาย นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับโจทก์จึงมิใช่เป็นการจ้างแรงงาน ผู้ตายมิใช่ลูกจ้างโจทก์ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ คำสั่งของจำเลยที่ให้กลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีมติว่า ผู้ตายมีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกับโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามวันที่ปรากฏในสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้มีลักษณะบิดเบือนและเพิ่มเติมข้อเท็จจริงโดยยกเรื่องที่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงแก่จำเลยเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต้องถือตามวันที่โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ซึ่งล่วงเลยระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยจากจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทพร้อมเหตุผลชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คดีนี้จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การโดยยกขึ้นต่อสู้อ้างเหตุเพียงว่า โจทก์นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภาค 8 พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของจำเลยเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย เป็นการยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ขึ้นอุทธรณ์ และเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติโดยโจทก์นำสืบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ลักษณะการทำงานต้องทำงานตามคำสั่งของโจทก์ที่สั่งงานทางโทรศัพท์ มีการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดหาเพื่อควบคุมกำกับดูแลติดตามตัวคนขับรถ โจทก์ให้การครั้งแรกเรียกตนเองว่านายจ้างและเรียกผู้ตายว่าลูกจ้าง โจทก์จ่ายค่าจ้างตามจำนวนเที่ยวรถตามผลงานที่ทำได้ ผู้ตายต้องขับรถด้วยตนเอง ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นขับแทนได้ กรณีเกิดอุบัติเหตุโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบแก่บุคคลภายนอก งานขนส่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับการว่าจ้างของลูกค้า หากคนขับรถต้องการนำรถกลับบ้านต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่จ้างทำของไม่ นั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 8 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ข้อนี้ได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเสียก่อน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีนี้นางศิริพร ภรรยาผู้ตาย เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบ ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 47 และวรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด แสดงให้เห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เช่นกัน จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า นายสง่า ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างจึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นอีกด้วย ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และบังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 52 ม. 53 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคหนึ่ง (4) ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว.
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นพดล คชรินทร์
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567
#711060
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่าหากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 464,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 9889 ไปจากโจทก์ในราคา 1,166,160 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 24,295 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 23 งวด เป็นเงิน 558,785 บาท ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเสนางคนิคมยึดไว้เป็นของกลางและดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 276,060 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ส่วนข้อ 4 ระบุว่า "หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบ หรือตกเป็นของรัฐ หรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที และผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรค 2" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใด จนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลย ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าขาดราคาแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางเรณี ศิลปวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567
#719889
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหายเสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมา หาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 464,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไปจากโจทก์ในราคา 1,166,160 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 24,295 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 23 งวด เป็นเงิน 558,785 บาท ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเสนางคนิคมยึดไว้เป็นของกลางและดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน และโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 276,060 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี สำหรับค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้นำรถไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ส่วนข้อ 4 ระบุว่า "หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบ หรือตกเป็นของรัฐ หรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที และผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรค 2" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใด จนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลย ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าขาดราคาแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายนรินทร์ เชี่ยวชาญศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางเรณี ศิลปวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567
#712140
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่ ส. เป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลต้องดำเนินการ การเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีของ ส. เป็นการจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาพยาบาล ส.

แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลจึงไม่มีอำนาจจัดการการทำนิติกรรมของ ส. หาก ส. อยู่ในการดูแลของโจทก์ที่จังหวัดระยอง อาจเกิดความไม่สะดวกหรือมีข้อขัดข้องที่จำเลยจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ประกอบกับโจทก์และสามีโจทก์ต่างมีภาระหน้าที่จากการประกอบอาชีพและเลี้ยงดูบุตร โจทก์จึงมิได้ดูแล ส. บิดาโจทก์ด้วยตนเอง แต่นำเงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของ ส. ไปว่าจ้างบุคคลอื่นให้มาดูแล ต่างกับจำเลยที่เป็นภริยาอยู่ดูแลกันมาตลอดนานร่วม 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพที่ต้องทำเป็นประจำ ย่อมมีเวลาดูแล ส. ได้อย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์กับ ส. ยิ่งกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบตัว ส. ให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย จึงมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช และตั้งโจทก์เป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ได้ดูแล กับให้โจทก์ชดใช้คืนเงิน 150,000 บาท ให้แก่นายสมชายหรือชูเดชด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า กรณีไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าโจทก์กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถ จำเลยต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมเฉพาะที่รับฟ้องแย้งของจำเลย เป็นไม่รับฟ้องแย้ง กับเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ เป็นไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน เพื่อให้จำเลยดูแลรักษาและปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น 800 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายหรือชูเดช กับนางนิอรหรือทักษพร บิดามารดาโจทก์จดทะเบียนหย่ากัน ต่อมานายสมชายหรือชูเดชจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 และอยู่กินฉันสามีภริยากันที่บ้านเลขที่ 261 วันที่ 13 ธันวาคม 2563 นายสมชายหรือชูเดชและจำเลยไปหาโจทก์ที่จังหวัดระยอง นายสมชายหรือชูเดชป่วยกะทันหันด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดระยองประมาณ 1 เดือน แต่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งว่านายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย โจทก์ขอออกบัตรประจำตัวคนพิการ ประเภทความพิการ 3 แก่นายสมชายหรือชูเดช จำเลยรับนายสมชายหรือชูเดชไปรักษาตัวต่อที่จังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ เพราะแพทย์มีความเห็นว่าการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบในระยะทางที่ไกลอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย และมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างรุนแรง โจทก์นำบัตรเอทีเอ็มกดถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 150,000 บาท แล้วนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ชำระไปแล้ว ค่าว่าจ้างทนายความ 2 ครั้ง รวม 60,000 บาท ค่าว่าจ้างบุคคลอื่นมาดูแลนายสมชายหรือชูเดชมาหักกับเงินที่โจทก์ถอนจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า มีเหตุให้เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายหรือชูเดชย่อมมีอำนาจร้องขอต่อศาลสั่งให้นายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32 โดยไม่ต้องแจ้งหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรแต่อย่างใด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้นายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่นายสมชายหรือชูเดชเป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลต้องดำเนินการ การเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชเป็นการจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาพยาบาลนายสมชายหรือชูเดช ซึ่งต่างกับโจทก์ที่ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชเป็นเงิน 150,000 บาท คงเหลือเงินในบัญชีเพียง 18,328.42 บาท และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้แล้วว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่นายสมชายหรือชูเดชได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสที่จำเลยมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว จำเลยจึงอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกามาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ และไม่เหมาะสมเป็นผู้พิทักษ์ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ต้องส่งตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้จำเลยในฐานะผู้พิทักษ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอและถ้ามีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ก็ได้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ความสำคัญแก่คู่สมรสซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับคนเสมือนไร้ความสามารถมาอย่างใกล้ชิด สามีภริยาต่างมีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถ กฎหมายจึงกำหนดให้สามีหรือภริยาเป็นผู้พิทักษ์ของคู่สมรสของตนที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก่อนบุคคลอื่น ประกอบกับคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรม 11 ประการ ดังที่มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะกระทำได้ และยังมีกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ตามมาตรา 34 วรรคสองอีกด้วย นอกจากนั้นหากคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมา ในมาตรา 34 วรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ฉะนั้นการให้คนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง มิใช่การควบคุมดูแลหรือใช้อำนาจปกครองคนเสมือนไร้ความสามารถตามที่โจทก์ฎีกา แต่ผู้พิทักษ์ต้องดูแลรักษาพยาบาล รักษาผลประโยชน์ ระมัดระวังมิให้จัดการทรัพย์สินไปในทางเสื่อมเสีย แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล จึงไม่มีอำนาจจัดการการทำนิติกรรมของนายสมชายหรือชูเดช หากนายสมชายหรือชูเดชอยู่ในการดูแลของโจทก์ที่จังหวัดระยอง อาจเกิดความไม่สะดวกหรือมีข้อขัดข้องที่จำเลยจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ประกอบกับโจทก์และสามีโจทก์ต่างมีภาระหน้าที่จากการประกอบอาชีพและเลี้ยงดูบุตร โจทก์จึงมิได้ดูแลนายสมชายหรือชูเดช บิดาโจทก์ด้วยตนเอง แต่นำเงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชไปว่าจ้างบุคคลอื่นให้มาดูแลนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 จนถึงเดือนเมษายน 2565 ซึ่งต่างกับจำเลยที่เป็นภริยาอยู่ดูแลกันมาตลอดนาน ร่วม 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพที่ต้องทำเป็นประจำ ย่อมมีเวลาดูแลนายสมชายหรือชูเดชได้อย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์แก่นายสมชายหรือชูเดชยิ่งกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถ ให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย จึงมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด การที่โจทก์ต้องส่งตัวนายสมชายหรือชูเดชเป็นไปเพื่อให้จำเลยดูแลรักษาพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลได้อย่างเต็มที่และเป็นประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถอย่างสูงสุด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 32 วรรคสอง ม. 34 ม. 1463
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ณ.
จำเลย — นาง ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ — นายมนูญ จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อภิรดี โพธิ์พร้อม
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567
#711118
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 มีข้อความว่า "หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่" เมื่อภายหลังจำเลยตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 หลายรายการ จำเลยย่อมใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้กึ่งหนึ่งทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์อีกว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น จำต้องพิจารณาว่าเป็นการบังคับคดีที่จะต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีและการบังคับคดีที่ดำเนินการทางศาล โดยศาลชั้นต้นจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้เป็นการแบ่งสินสมรสที่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน หากได้ความว่ายังคงมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยตกลงรับกันแล้วว่าเป็นสินสมรสอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และสินสมรสนั้นยังไม่ได้แบ่ง สินสมรสดังกล่าวถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 การแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 ก่อน ซึ่งตามมาตรา 1364 นี้ ศาลชั้นต้นสามารถมีคำสั่งให้เอาทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ออกแบ่งได้ ถ้าโจทก์กับจำเลยไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โดยจำเลยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่มีขั้นตอนการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี หากเมื่อศาลมีคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินกรณีที่โจทก์กับจำเลยไม่ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน จำเลยย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับและดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานที่เป็นหนี้เงินหรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ว่า "ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ปฏิบัติตามให้ฝ่ายโจทก์หรือจำเลย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนหย่าแทนการแสดงเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งได้ทันที ข้อ 2 โจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสที่มีอยู่ในชื่อโจทก์ทั้งหมด ณ วันที่ 28 กันยายน 2563 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง โดยโจทก์ยืนยันว่า ณ ปัจจุบันนี้ โจทก์มีทรัพย์สินเพียงเงินฝากธนาคาร ท. เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท และโจทก์ตกลงแบ่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยจำนวน 400,000 บาท ภายใน 90 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากโจทก์ไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีเท่ากับเงิน 400,000 บาท ได้ทันที ข้อ 3 หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่... ข้อ 6 โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 โดยที่ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก" ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เนื่องจากตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 อีกหลายรายการ เช่น ที่ดิน เงินค่าขายฝากที่ดิน เงินฝากธนาคาร และหุ้นในบริษัท ซึ่งจำเลยมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ที่จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อความชัดเจนควรตีความเจตนารมณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 อีกครั้ง เพื่อให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมได้อย่างถูกต้อง ตามข้อตกลงข้อ 3 หากยังพบว่า ณ วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่โจทก์แจ้งไว้ในข้อตกลงข้อ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยินยอมให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยบังคับคดีได้ทันที จึงออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์หลายรายการตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 มาตรา 276 แบ่งอำนาจการบังคับคดีโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีและทางศาล ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 278 เฉพาะหนี้เงิน ขับไล่ รื้อถอนฯ ซึ่งจำเลยแถลงรับว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 จำเลยได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงข้อ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดี เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยต้องติดตามเอาทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจบังคับคดีได้" จำเลยขอคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและอายัดเงินของโจทก์เพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามหมายบังคับคดี

โจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้าน

เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลว่า จำเลยรับว่าได้รับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 จำนวน 400,000 บาท ครบถ้วนแล้ว คงเหลือเพียงมูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยต้องใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจบังคับคดีตามคำร้องของจำเลย ประกอบกับหากมีการอายัดเงินตามคำร้องของจำเลยแล้ว อาจจะเกิดปัญหาในการแบ่งเงินที่อายัด เนื่องจากมูลหนี้ที่ปรากฏตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชัดแจ้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะร้องขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้มาระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 และทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในวันที่ร้องขอให้ยึดหรืออายัดบังคับคดี ตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 แต่จำเลยไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามมูลค่าทรัพย์สินที่โจทก์เคยมีอยู่หรือเคยได้มาระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการกำหนดวิธีการและการดำเนินการบังคับคดีอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ซึ่งมีข้อความว่า "ข้อ 3 หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่" โดยข้อ 3 อยู่ต่อจากข้อ 2 ที่มีข้อความว่า โจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสที่มีอยู่ในชื่อโจทก์ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง และการแบ่งสินสมรสเป็นประเด็นตามคำคู่ความของโจทก์และจำเลย แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าตกลงแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรสให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรส ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ที่ศาลเห็นว่า ข้อ 3 หมายความว่า หากยังพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่โจทก์แจ้งไว้ในข้อตกลงข้อ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยินยอมให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งให้กับจำเลยกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยบังคับคดีได้ทันที เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าว จึงไม่จำต้องตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 อีกครั้งว่า โจทก์ตกลงยอมให้ทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงคนเดียวหรือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่า โจทก์ยินยอมแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งนั้น ก็มิได้เป็นการเพิ่มความรับผิดให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เพราะไม่ได้ตีความให้โจทก์ยกทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้แก่จำเลย และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขคำพิพากษาตามยอมโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อภายหลังจำเลยตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 หลายรายการ จำเลยย่อมใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้กึ่งหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์อีกว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น จำต้องพิจารณาว่าเป็นการบังคับคดีที่จะต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีและการบังคับคดีที่ดำเนินการทางศาล โดยศาลชั้นต้นจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้เป็นการแบ่งสินสมรสที่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน หากได้ความว่ายังคงมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยตกลงรับกันแล้วว่าเป็นสินสมรสอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และสินสมรสนั้นยังไม่ได้แบ่ง สินสมรสดังกล่าวถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ว่า การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ การแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 ก่อน ซึ่งตามมาตรา 1364 นี้ ศาลชั้นต้นสามารถมีคำสั่งให้เอาทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ออกแบ่งได้ ถ้าโจทก์กับจำเลยไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โดยจำเลยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่มีขั้นตอนการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี หากเมื่อศาลมีคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินกรณีที่โจทก์กับจำเลยไม่ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน จำเลยย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับและดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานที่เป็นหนี้เงินหรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายสันติ ผิวทองคำ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
อภิรดี โพธิ์พร้อม
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6046 -ที่ 6048/2567
#721450
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลทั่วไป ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17 ถึง 24 นาฬิกา ที่ตั้งร้านอยู่ติดแนวรั้วด้านหลังบ้านของโจทก์ร่วม ร้านมีสภาพเปิดโล่งไม่มีฝาผนัง เมื่อเปิดทำการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ย่อมเป็นสถานที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปใช้บริการ ต่อเมื่อจำเลยปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการบริเวณดังกล่าวจึงจะสิ้นสภาพของสาธารณสถาน ตามช่วงเวลาขณะเกิดเหตุร้านของจำเลยจึงถือเป็นสาธารณสถาน โดยร้านเปิดเพลงให้ลูกค้าที่นั่งภายในและภายนอกฟัง การเปิดเพลงเพื่อประโยชน์ในกิจการร้านค้า ย่อมต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้พักอาศัยในละแวกใกล้เคียง การที่ร้านจำหน่ายสุราของจำเลยเปิดเพลงเสียงดังจนเกินค่ามาตรฐาน ย่อมส่งผลเป็นการรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ร่วมจนเกินสมควร ป.อ. มาตรา 397 วรรคสอง องค์ประกอบความผิดในส่วนนี้คือ ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดในสาธารณสถาน ดังนั้น แม้ผลจากการกระทำความผิดจะเกิดในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะหรือที่รโหฐานก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 370, 397 และให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีทั้งสามสำนวนต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมได้รับความกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามัยและสภาพจิตใจ ต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจากการกระทำของจำเลยที่ดำเนินธุรกิจขายเหล้าเบียร์ โดยเปิดเสียงเพลงเสียงดนตรีด้วยเครื่องขยายเสียงและลำโพงเป็นเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ร่วมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยไม่ได้เปิดเสียงเพลงหรือดนตรีจากเครื่องขยายเสียงและลำโพงที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและส่งผลต่อสุขภาพอนามัยและจิตใจของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370, 397 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานส่งเสียงทำให้เกิดความอื้ออึง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุอันสมควร กับฐานทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 13 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ลงโทษฐานทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 13 กระทง เป็นปรับ 65,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก คดีแพ่งในส่วนของดอกเบี้ยให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร่วมพักอาศัยอยู่ซอยลาดพร้าว 71 มาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ช่วงปลายปี 2562 มีการก่อสร้างตลาด อ. บริเวณที่ดินข้างเคียง และเปิดให้บริการเป็นร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 9 ร้าน ตั้งอยู่เรียงกันตลอดแนวรั้วหลังบ้านของโจทก์ร่วม โดยร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของจำเลย ชื่อร้าน ด. ตั้งอยู่ที่ตลาด อ. ซอยโชคชัย 4 ซอย 2 ติดกับรั้วด้านหลังบ้านของโจทก์ร่วม ร้าน ด. ของจำเลยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา และเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ถึง 23 นาฬิกา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 นางอัมพร เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตวังทองหลางเข้าตรวจวัดระดับเสียงที่บ้านของนายดอน เพื่อนบ้านโจทก์ร่วม ในซอยลาดพร้าว 71 พบว่ามีระดับเสียงถึง 19.30 ถึง 22.90 เดซิเบลเอ ซึ่งเกินกว่า 10 เดซิเบลเอ อันเป็นค่ามาตรฐานเสียงรบกวนตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 สำนักงานเขตวังทองหลางกรุงเทพมหานคร ได้มีหนังสือแจ้งให้ตลาด อ. และร้าน ด. ของจำเลยแก้ไขปัญหาเสียงดังที่เกิดขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้รวมการพิจารณาเป็นสำนวนเดียวกันกับสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ อ 2648/2565 และคดีหมายเลขแดงที่ อ 2647/2565 ของศาลชั้นต้น โดยสำนวนคดีนี้เป็นสำนวนหลัก เนื่องจากคดีทั้งสามสำนวนมีผู้เสียหายและจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน มูลคดีเดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน เหตุแห่งการกระทำความผิดเกิดในระยะเวลาต่อเนื่องกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงถ้อยคำสำนวนต่อไปให้รวมไว้ในสำนวนคดีนี้ ให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย และเรียกโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ร่วม การระบุชื่อคู่ความ รายละเอียดแห่งการกระทำความผิดตามฟ้องทั้งสามสำนวน ข้อต่อสู้การกระทำความผิดแต่ละกรรม ทนายจำเลยเป็นคนเดียวกันทุกสำนวน และจำเลยได้เคยยื่นคำคู่ความและเอกสารไว้ระบุเลขคดีหลักนี้เพียงเลขเดียวโดยโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้คัดค้าน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจึงออกหมายเลขคดีแดงเป็น 3 เลขคดี เพื่อให้ตรงกับสารบบคดีที่มีคำพิพากษาไปแล้วทั้งสามสำนวน แม้เนื้อหาตามฟ้องอุทธรณ์มิได้ระบุถึงสำนวนคดีหนึ่งคดีใดโดยเฉพาะ หรือไม่ได้ใส่เลขคดีให้ครบถ้วน แต่เมื่ออ่านฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งฉบับแล้วย่อมสามารถเข้าใจได้ว่า จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยและมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องทั้งสามสำนวน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่เกินคำขอและไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีมาทั้งสามสำนวนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเคลือบคลุม ไม่ระบุว่าโต้แย้งคำพิพากษาในส่วนใดนั้น เห็นว่า ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนการรับฟังพยานหลักฐานหรือดุลพินิจในการกำหนดโทษและค่าสินไหมทดแทนไว้ชัดเจนแล้ว ซึ่งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมก็ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แต่กลับไม่โต้แย้งในคำแก้อุทธรณ์ว่าอุทธรณ์จำเลยเคลือบคลุมแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดที่กระทำในสาธารณสถานหรือไม่ เห็นว่า แม้ร้าน ด. เป็นสถานที่เช่าของจำเลย แต่ก็เปิดเป็นร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือร้านเหล้าแก่บุคคลทั่วไปที่ตลาด อ. โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17 ถึง 24 นาฬิกา ที่ตั้งร้านอยู่ติดเแนวรั้วด้านหลังบ้านของโจทก์ร่วม ร้านมีสภาพเปิดโล่ง ไม่มีฝาผนัง สภาพทั่วไปเมื่อเปิดทำการคือจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ย่อมเป็นสถานที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปใช้บริการนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มได้ ต่อเมื่อจำเลยปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันแล้วเท่านั้น บริเวณดังกล่าวจึงจะสิ้นสภาพของสาธารณสถาน ดังนั้น ตามช่วงเวลาขณะเกิดเหตุร้าน ด. ของจำเลยจึงถือเป็นสาธารณสถาน ซึ่งจำเลยก็ได้เบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า ร้านจะเปิดเพลงให้ลูกค้าที่นั่งภายในร้านและนอกร้านฟัง ดังนั้นการเปิดเพลงเพื่อประโยชน์ในกิจการค้าย่อมต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้พักอาศัยละแวกใกล้เคียง การที่ร้านจำหน่ายสุราของจำเลยเปิดเพลงเสียงดังจนเกินค่ามาตรฐาน ย่อมส่งผลเป็นการรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ร่วมจนเกินสมควร ทั้งนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการกระทำให้ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษ…" และบัญญัติเหตุฉกรรจ์ไว้ในวรรคสอง ซึ่งต้องระวางโทษหนักขึ้นว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถาน ต้องระวางโทษ…" องค์ประกอบความผิดในส่วนนี้คือผู้กระทำผิดได้กระทำความผิดในสาธารณสถาน ดังนั้น แม้ผลจากการกระทำความผิดจะเกิดในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะหรือที่รโหฐานก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเปิดเพลงเสียงดังในร้านซึ่งเป็นสถานที่เช่าของจำเลย ผลของการกระทำเกิดแก่โจทก์ร่วมซึ่งอยู่ภายในบ้านพักอันเป็นที่รโหฐาน ไม่ใช่การกระทำความผิดในสาธารณสถานนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญในสาธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 13 กระทง เป็นปรับ 78,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 370 ม. 397
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวศิริลักษณ์ ธนวรรณวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 -ที่ 6021/2567
#712724
เปิดฉบับเต็ม

ไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้อสัญญานี้ ทั้งไม่ได้แสดงเหตุผลใด ๆ ให้ปรากฏในคำวินิจฉัย การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงน่าจะไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้

เรื่องการมอบอำนาจไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้งผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว

คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า (1) ผู้ร้องในคดีนี้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้หรือไม่ (2) ผู้คัดค้านในคดีนี้ได้รับความเสียหายเพียงใด และ (3) ผู้ร้องในคดีนี้จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้เท่าไร ซึ่งในการพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (2) นั้น คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาถึงความเสียหายที่ผู้คัดค้านได้รับ และเมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (3) คณะอนุญาโตตุลาการก็กำหนดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ความในประเด็นข้อพิพาท (2) โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อสัญญาที่ตกลงกันถึงจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นเลย ดังจะเห็นได้จากการที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเรื่องธุรกิจหยุดชะงักเต็มตามจำนวนที่ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไว้ อันไม่เป็นการวินิจฉัยต่อข้อสัญญาที่คู่พิพาทตกลงกันไว้ จึงขัดต่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ โดยชัดแจ้ง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องในสำนวนแรกขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในสำนวนแรกขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องในสำนวนหลังขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านในสำนวนหลังขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เฉพาะในส่วนข้อ 2 ค. ที่กำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ภัยธุรกิจหยุดชะงักเป็นเงิน 80,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน และให้บังคับตามคำชี้ขาดข้อพิพาทข้อ 1 และข้อ 2 ที่กำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ก. ความเสียหายสต๊อกผลปาล์มรอการผลิตเป็นเงิน 5,912,725 บาท และ ข. ความเสียหายของสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบเป็นเงิน 28,066,745 บาท รวมเป็นเงิน 33,979,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่กำหนดไว้ในคำชี้ขาดแก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 60,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้ว่า ผู้ร้องรับประกันภัยโรงงานน้ำมันพืชของผู้คัดค้าน รวม 3 กรมธรรม์ เป็นการประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ฯลฯ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินประเภทสต๊อกสินค้า และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ในวันเกิดเหตุเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงานน้ำมันพืชเกิดเสียงดังขึ้นแล้วมีเปลวไฟที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้น เป็นเหตุให้โรงงานน้ำมันพืชของผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินกิจการได้ ผู้คัดค้านแจ้งให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องส่งเจ้าหน้าที่จากบริษัท ค. ซึ่งเป็นตัวแทนสำรวจภัยมาตรวจสอบความเสียหาย ต่อมาผู้ร้องได้จ่ายเงินค่าซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 950,000 บาท แต่ผู้ร้องปฏิเสธไม่ชำระเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าผลปาล์มสดขาดทุนจำนวน 5,912,725 บาท และน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 28,066,657.93 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าเสียหายในกรณีที่ธุรกิจหยุดชะงักจำนวน 90,097,206.98 บาท ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงตกลงนำข้อพิพาทไปให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภาค 9 (สงขลา) เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 113,979,383.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระหนึ่งส่วน และให้ผู้ร้องชำระสองส่วน ทั้งนี้ ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำชี้ขาด ในการนี้ อนุญาโตตุลาการ 1 คน ทำความเห็นแย้งโดยเห็นด้วยกับผู้ร้อง เพราะ (1) กรมธรรม์เขียนยกเว้นไม่คุ้มครองความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจ อันมีผลมาจากความเสียหายอันเกิดจากความชำรุดเสียหายหรือการขัดข้องของระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรและอุปกรณ์ และ (2) สต๊อกสินค้าผลปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มที่ผลิตแล้ว ไม่สามารถนำมาพิจารณาเป็นค่าสินไหมทดแทนได้ เพราะสต๊อกที่เสียหายจากการหยุดการทำงาน การล่าช้า การสูญเสียตลาดหรือความต่อเนื่อง หรือความเสียหายโดยอ้อมไม่ว่าลักษณะใด ๆ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ กำหนดว่า "การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และหากเป็นข้อพิพาททางการค้าให้คำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าที่ใช้กับธุรกรรมนั้นด้วย" เมื่อพิจารณาตามเอกสารแสดงรายละเอียดการประกันภัย จะเห็นว่าข้อความต่าง ๆ ที่ระบุไว้จะใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยด้วย และข้อ 2 ระบุว่า "ในกรณีที่เกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบดังนี้ ..." แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้อสัญญานี้ ทั้งไม่ได้แสดงเหตุผลใด ๆ ให้ปรากฏในคำวินิจฉัยเลย การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงน่าจะไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย หากเป็นเช่นนี้จริง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ อนึ่ง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่กล่าวถึงการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญนั้น ผู้คัดค้านก็รับอยู่ว่าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ เพียงแต่กล่าวถึงข้อขัดข้องและไม่เป็นธรรมในการกระทำเช่นนั้น รวมถึงกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่รับวินิจฉัยให้โดยอ้างว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลเดียวกับที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลและยกคำร้องก็ไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามเรื่องนี้ไว้โดยชัดเจนเช่นกัน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 39 ก็ไม่ใช่บทกฎหมายให้คู่พิพาทเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า นางสาวบุญญรัตน์ สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 จะระบุเรื่องการมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการมอบอำนาจ ซึ่งไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ระบุถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจ และวรรคสอง กำหนดว่า ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัย ก็สามารถสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอำนาจได้ เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา ให้นางสาวบุญญรัตน์ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนจบคดี ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้งนางสาวบุญญรัตน์เป็นผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีของนางสาวบุญญรัตน์ในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาเห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า โดยหลักการแล้ว ศาลจะแทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า (1) ผู้ร้องในคดีนี้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้หรือไม่ (2) ผู้คัดค้านในคดีนี้ได้รับความเสียหายเพียงใด และ (3) ผู้ร้องในคดีนี้จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้เท่าไร ซึ่งในการพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (2) นั้น คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาถึงความเสียหายที่ผู้คัดค้านได้รับ และเมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (3) คณะอนุญาโตตุลาการก็กำหนดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ความในประเด็นข้อพิพาท (2) โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อสัญญาที่ตกลงกันถึงจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นเลย ดังจะเห็นได้จากการที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเรื่องธุรกิจหยุดชะงักเต็มตามจำนวนที่ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไว้ อันไม่เป็นการวินิจฉัยต่อข้อสัญญาที่คู่พิพาทตกลงกันไว้ จึงขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ โดยชัดแจ้ง เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วนและเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในข้อ 2 ก. และข้อ ข. ด้วย ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867
ป.วิ.พ. ม. 47
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 34 ม. 39 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมบัติ เชาวนพูนผล
-
ชื่อองค์คณะ
สุรินทร์ ชลพัฒนา
อดุลย์ ขันทอง
ยอดชาย วีระพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 -ที่ 6021/2567
#719888
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 867 จะระบุเรื่องการมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการมอบอำนาจ ซึ่งไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลม เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 47 ระบุถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจ และวรรคสองกำหนดว่า ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัย ก็สามารถสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอำนาจได้ เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา โดยให้ บ. ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนจบคดี ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้ง บ. เป็นผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีของ บ. ในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว

เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องยื่นคำร้องในสำนวนแรกขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในสำนวนแรก ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องในสำนวนหลังขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านในสำนวนหลัง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เฉพาะในส่วนข้อ 2 ค. ที่กำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ภัยธุรกิจหยุดชะงักเป็นเงิน 80,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน และให้บังคับตามคำชี้ขาดข้อพิพาทข้อ 1 และข้อ 2 ที่กำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ก. ความเสียหายสต๊อกผลปาล์มรอการผลิตเป็นเงิน 5,912,725 บาท และ ข. ความเสียหายของสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบเป็นเงิน 28,066,745 บาท รวมเป็นเงิน 33,979,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่กำหนดไว้ในคำชี้ขาดแก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 60,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้ว่า ผู้ร้องรับประกันภัยโรงงานน้ำมันพืชของผู้คัดค้าน รวม 3 กรมธรรม์ เป็นการประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ฯลฯ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินประเภทสต๊อกสินค้า และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ในวันเกิดเหตุเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงงานน้ำมันพืชเกิดเสียงดังขึ้นแล้วมีเปลวไฟที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้น เป็นเหตุให้โรงงานน้ำมันพืชของผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินกิจการได้ ผู้คัดค้านแจ้งให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องส่งเจ้าหน้าที่จากบริษัท ค. ซึ่งเป็นตัวแทนสำรวจภัยมาตรวจสอบความเสียหาย ต่อมาผู้ร้องได้จ่ายเงินค่าซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 950,000 บาท แต่ผู้ร้องปฏิเสธไม่ชำระเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับสต๊อกสินค้าผลปาล์มสดขาดทุนจำนวน 5,912,725 บาท และน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 28,066,657.93 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าเสียหายในกรณีที่ธุรกิจหยุดชะงักจำนวน 90,097,206.98 บาท ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงตกลงนำข้อพิพาทไปให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภาค 9 (สงขลา) เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 113,979,383.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านชำระหนึ่งส่วน และให้ผู้ร้องชำระสองส่วน ทั้งนี้ ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำชี้ขาด ในการนี้ อนุญาโตตุลาการ 1 คน ทำความเห็นแย้งโดยเห็นด้วยกับผู้ร้อง เพราะ (1) กรมธรรม์เขียนยกเว้นไม่คุ้มครองความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจ อันมีผลมาจากความเสียหายอันเกิดจากความชำรุดเสียหายหรือการขัดข้องของระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรและอุปกรณ์ และ (2) สต๊อกสินค้าผลปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มที่ผลิตแล้ว ไม่สามารถนำมาพิจารณาเป็นค่าสินไหมทดแทนได้ เพราะสต๊อกที่เสียหายจากการหยุดการทำงาน การล่าช้า การสูญเสียตลาดหรือความต่อเนื่อง หรือความเสียหายโดยอ้อมไม่ว่าลักษณะใด ๆ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ กำหนดว่า "การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และหากเป็นข้อพิพาททางการค้าให้คำนึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าที่ใช้กับธุรกรรมนั้นด้วย" เมื่อพิจารณาตามเอกสารแสดงรายละเอียดการประกันภัย จะเห็นว่าข้อความต่าง ๆ ที่ระบุไว้จะใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยด้วย และข้อ 2 ระบุว่า "ในกรณีที่เกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบดังนี้ ..." แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้อสัญญานี้ ทั้งไม่ได้แสดงเหตุผลใด ๆ ให้ปรากฏในคำวินิจฉัยเลย การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงน่าจะไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย หากเป็นเช่นนี้จริง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ซึ่งการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ อนึ่ง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่กล่าวถึงการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญนั้น ผู้คัดค้านก็รับอยู่ว่าไม่มีกฎหมายห้ามไว้ เพียงแต่กล่าวถึงข้อขัดข้องและไม่เป็นธรรมในการกระทำเช่นนั้น รวมถึงกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่รับวินิจฉัยให้โดยอ้างว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลเดียวกับที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลและยกคำร้องก็ไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามเรื่องนี้ไว้โดยชัดเจนเช่นกัน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 39 ก็ไม่ใช่บทกฎหมายให้คู่พิพาทเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า นางสาวบุญญรัตน์ สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 จะระบุเรื่องการมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการมอบอำนาจ ซึ่งไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ระบุถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจ และวรรคสอง กำหนดว่า ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัย ก็สามารถสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอำนาจได้ เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา ให้นางสาวบุญญรัตน์ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนจบคดี ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้งนางสาวบุญญรัตน์เป็นผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีของนางสาวบุญญรัตน์ในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาเห็นควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า โดยหลักการแล้ว ศาลจะแทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า (1) ผู้ร้องในคดีนี้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้หรือไม่ (2) ผู้คัดค้านในคดีนี้ได้รับความเสียหายเพียงใด และ (3) ผู้ร้องในคดีนี้จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้เท่าไร ซึ่งในการพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (2) นั้น คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาถึงความเสียหายที่ผู้คัดค้านได้รับ และเมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (3) คณะอนุญาโตตุลาการก็กำหนดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ความในประเด็นข้อพิพาท (2) โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อสัญญาที่ตกลงกันถึงจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นเลย ดังจะเห็นได้จากการที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเรื่องธุรกิจหยุดชะงักเต็มตามจำนวนที่ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไว้ อันไม่เป็นการวินิจฉัยต่อข้อสัญญาที่คู่พิพาทตกลงกันไว้ จึงขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ โดยชัดแจ้ง เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วนและเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้ออื่น ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในข้อ 2 ก. และข้อ ข. ด้วย ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867
ป.วิ.พ. ม. 47
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 34 ม. 39 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมบัติ เชาวนพูนผล
-
ชื่อองค์คณะ
สุรินทร์ ชลพัฒนา
อดุลย์ ขันทอง
ยอดชาย วีระพงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6009/2567
#711063
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งโดยยอมรับค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามที่จำเลยให้การไว้ จึงไม่มีประเด็นที่คู่ความต้องนำสืบและศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยว่าค่าเสียหายมีเพียงใดอีก ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 จัตวา จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตามฟ้องออกไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 552,436.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การรับสารภาพทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 (ที่ถูกต้องระบุ วรรคหนึ่ง), 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลย รื้อถอนเสาปูนพร้อมรั้วลวดหนาม ห้างเพิงพัก คอกเลี้ยงวัวออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 552,436.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้สั่งจ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลไม่ได้ลงโทษปรับ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 9 เดือน เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 552,436.80 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 9 เดือน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการวางโทษที่ต่ำกว่ากฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 โทษจำคุก 9 เดือน ที่ลงแก่จำเลยนั้นเป็นคุณมากแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษต่ำกว่านี้ได้ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ตามแผนที่ภาพถ่ายปี 2553 ในหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งจัดทำโดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) แนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยได้ความว่า ในปี 2553 ที่ดินที่เกิดเหตุมีสภาพโล่งเตียนมิได้มีสภาพเป็นป่า ย่อมแสดงว่าในช่วงปีดังกล่าวมีการแผ้วถาง ตัดโค่น ต้นไม้ เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติในที่เกิดเหตุก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติมากนัก นอกจากนี้ พฤติการณ์ที่จำเลยเข้าไปปลูกหญ้าเลี้ยงวัว ปลูกต้นกล้วย เลี้ยงวัว ฝังเสารั้ว ล้อมรั้วลวดหนามปลูกห้างเพิงพัก 1 หลัง และทำคอกเลี้ยงวัว 1 คอก ในที่ดินที่เกิดเหตุ ก็มีลักษณะเป็นการทำการเกษตรเพื่อการดำรงชีพมิได้มีลักษณะเป็นนายทุน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา แสดงว่ายังสำนึกในการกระทำความผิดของตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ย่อมยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้

สำหรับปัญหาว่าในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อจำเลยให้การรับในคดีส่วนแพ่งว่าค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินตามฟ้องแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยเองและปรับลดค่าเสียหายได้อีกหรือไม่ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งโดยยอมรับค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามที่จำเลยให้การไว้ จึงไม่มีประเด็นที่คู่ความต้องนำสืบและศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยว่าค่าเสียหายมีเพียงใดอีก ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยเองได้

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าเสียหายให้แก่กรมป่าไม้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยมิได้พิพากษาถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่กระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และในส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมายนั้น เนื่องจากศาลไม่ได้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินสินบนนำจับ ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษปรับจำเลยด้วย ก็ไม่อาจสั่งให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับอัตราดอกเบี้ยของค่าเสียหายนั้น หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายพีรวัส วุฒิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
พิชัย เพ็งผ่อง
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006 -ที่ 6007/2567
#717482
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป

ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และแม้ ป.พ.พ. มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และ ป.ที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ตลอดมา

ส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4428 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 500 เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 2 นายพ้นภัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา นายสุขสรรค์ นายกงจักร์ และพันตำรวจเอกนิวัติ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15741 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15742 เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 4 และนางฑูรย์ทอง ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15743 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 5 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15744 เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 6 และนายณัชณรงค์ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17003 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 7 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15745 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 8 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3797 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 9 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4686 และ 4687 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 10 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9755 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 11 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4427 และ 16258 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 12 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4423 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 13 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17083 เนื้อที่ 80 (ที่ถูก 80.1) ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 14 และนายมานพ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17084 เนื้อที่ 70.4 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว และที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4424 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 16 กับห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 80,000 บาท

โจทก์ทั้งสิบหกอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ที่ 15 ถึงแก่ความตายนางสาวกิ่งกาญจน์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 15 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 48,000 บาท

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งและฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และโจทก์ที่ 14 ถึงที่ 16 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสิบหกยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงอนุญาตตามคำร้อง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ลักษณะทั่วไปของที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกและที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหก เป็นพื้นที่ราบบริเวณชายหาดขนานไปกับชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ 2 งาน 91.6 ตารางวา โดยที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับพวกรวม 5 คน เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 4 กับนางฑูรย์ทอง เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 6 กับนายณัชณรงค์ เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 11 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 12 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 13 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 14 กับนายมานพ เนื้อที่ 80.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว เนื้อที่ 70.4 ตารางวา และที่ดินของโจทก์ที่ 16 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 และ 3 กันยายน 2546 โจทก์ที่ 12 ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16258 และเลขที่ 4427 ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้นำกรณีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 ว่า กรณีนี้ที่ดินที่งอกขึ้นไม่เป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของผู้ขอ แต่เป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากชายหาดอันเป็นที่ดินสาธารณะประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน จึงให้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะหาดทรายชายทะเลที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยให้ถือปฏิบัติตลอดแนวชายหาดทุกอำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณชายฝั่งทะเล ท้องที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณ (ห้วยยาง) เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา เป็นที่สาธารณะชายทะเลแสงอรุณ และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรังวัดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสำหรับที่ดินพิพาท โดยอาศัยหลักฐานทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว หลังจากนั้นมีการรังวัดหลายครั้งเพราะมีผู้คัดค้านการรังวัดและมีปัญหาเกี่ยวกับการวางเงินค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการรังวัดแล้วเสร็จวันที่ 5 มีนาคม 2561 โจทก์ทั้งสิบหกยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 16 ให้ไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายทั้งแปลง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดมีสภาพเป็นชายหาดหรือเป็นทะเล ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายกับทะเลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเป็นชายหาด แต่ก็มีเพียงส่วนน้อย และมีบางส่วนยังคงเป็นทะเล แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเช่นกัน หลังจากนั้นเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ทะเลร่นไปทางทิศตะวันออก มีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ทั้งที่เคยมีสภาพเป็นหาดทรายและที่เคยมีสภาพเป็นชายหาด รวมทั้งที่เคยมีสภาพเป็นทะเลตามภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ค่อย ๆ มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นพื้นที่ชายหาดเต็มที่ดินพิพาททุกแปลง และมีระดับเสมอหรือใกล้เคียงกับที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ในเวลาต่อมาตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ในขณะที่พื้นที่ที่เป็นหาดทรายเดิมร่นเข้าไปในทะเลทางทิศตะวันออกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่ปรากฏในรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า ที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นที่ดินที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เกือบทั้งหมด เพียงแต่ในวันดังกล่าวที่ดินพิพาทบางส่วนมีสภาพเป็นหาดทรายอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงได้ในแต่ละวัน กล่าวคือเป็นที่ดินที่จมอยู่ใต้น้ำในช่วงเวลาน้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำในช่วงเวลาน้ำลง บางส่วนมีสภาพเป็นชายหาดอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงซึ่งก็คือที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นที่งอก และบางส่วนยังคงมีสภาพเป็นทะเล ทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่าพื้นที่หาดทรายและชายหาดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ดินริมทะเลด้านอ่าวไทยโดยทั่วไปมักจะมีชายหาดและหาดทรายก่อนถึงทะเล จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าพื้นที่ชายหาดและหาดทรายดังกล่าวซึ่งต่อมาคือที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ดินที่ต่อมาคือที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ และการที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์มีพื้นที่ชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ก่อนถึงทะเลตลอดแนวเขตที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ย่อมทำให้รับฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดติดทะเลจนอาจเกิดมีที่งอกจากที่ดินดังกล่าวเข้าไปในทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว

ปัญหาว่าที่ดินพิพาทมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรนั้น สำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ค่อย ๆ กลายเป็นที่ดินที่น้ำทะเลไม่สามารถท่วมถึงอย่างถาวรดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งขนาดเล็กยังคงใช้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่จอดเรือและขึ้นลงเรือ และเป็นทางผ่านไปยังที่จอดเรือและขึ้นลงเรือดังกล่าว รวมทั้งเป็นทางผ่านไปยังปากคลองน้ำจืด ในเวลาต่อมาก็มีการร่วมกันปลูกต้นสนในที่ดินพิพาทเพื่อป้องกันคลื่นลมในฤดูฝนและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีการใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่จัดงานประเพณีและกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งยังมีการทำถนนดินในที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับแนวต้นสนตลอดแนวชายฝั่งทะเลเพื่อใช้เป็นทางสัญจรไปมาอีกด้วย เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป

ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศในวันดังกล่าว และทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ในวันดังกล่าวด้วย ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) และแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ย่อมมีเหตุให้น่าเชื่อว่า ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2498 ย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตลอดมา และในส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่า งอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ตามภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2557 ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เช่นเดียวกันด้วย

เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นที่ดินสาธารณะตลอดมา ในขณะที่การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของฝ่ายโจทก์เพิ่งเริ่มปรากฏเมื่อปี 2519 โดยเป็นการเข้าทำประโยชน์โดยฝ่ายโจทก์ในคดีนี้เพียงไม่กี่ราย เนื้อที่ไม่มากนัก และมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งในขณะที่เจ้าของที่ดินเดิมและฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินของตนที่อยู่ติดที่ดินพิพาทก็มิได้ขอออกโฉนดที่ดินของตนให้ครอบคลุมที่ดินพิพาทไปในคราวเดียวกันด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกของที่ดินตามโฉนดที่ดินของตน และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ข้ออื่น เพราะเป็นเรื่องในรายละเอียดที่ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 48,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1) ม. 1304 (2) ม. 1309 ม. 1334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ณ. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2567
#710158
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความยืนยันว่า ภริยาโจทก์นำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์ไม่นำ น. พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ เนื่องจาก น. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกันจึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล และเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ที่เป็นการพูดคุยระหว่าง ท. กับ น. ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ได้นำ ท. และ น. มาเป็นพยาน ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้มิใช่เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,187,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนางจรรยาได้รับเงินครบถ้วนแล้วและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันจริง โจทก์จึงไม่อาจคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ต้องไม่เกิน 187,500 บาท และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจรรยา สัญญาเงินกู้ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นายสุนทร กู้เงินนางจรรยา จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 มอบให้ไว้แก่ผู้ให้กู้ โฉนดที่ดินดังกล่าวระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงขอให้ตรวจพิสูจน์ลายมือเขียนภายในวงเล็บที่ปรากฏในช่องผู้กู้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อเขียนของจำเลยในต้นฉบับเอกสารช่วงปี พ.ศ. 2560 ว่าลายมือเขียนดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลยหรือไม่ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์แล้วผลการตรวจระบุว่า ลายมือชื่อคำว่า "สุนทร" ในสัญญากู้เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของ นายสุนทร ตามที่ระบุในเอกสารตัวอย่าง ปรากฏว่า ตัวอย่างลายมือของ นายสุนทร เขียนไม่คงที่ ลักษณะพิเศษของการเขียนไม่เด่นชัด ในกรณีนี้จึงไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ตามหนังสือแจ้งผลการตรวจพิสูจน์และรายงานการตรวจพิสูจน์ ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2564

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า สัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความโดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดง พร้อมทั้งมีต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารส่วนตัวของจำเลยมาแสดงประกอบ โดยต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว คือโฉนดที่ดินที่ระบุในสัญญาเงินกู้ว่า ผู้กู้ได้มอบให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์จะไม่ได้รู้เห็นขณะจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับภริยาโจทก์ แต่ก็ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้จัดเตรียมเงินจำนวนดังกล่าวให้ภริยาโจทก์เพื่อนำไปให้จำเลยกู้ยืมที่บ้านของจำเลย และต่อมาภริยาโจทก์นำสัญญากู้เงินพร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำนางนงลักษณ์ พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ ได้ความจากโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางนงลักษณ์ทำงานอยู่ที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นที่ทำงานเดียวกันกับนางสันทราย ภริยาจำเลย ทั้งนางนงลักษณ์เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่โจทก์มิได้นำนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แต่อย่างใด สำหรับที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยแจ้งความเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ นับเป็นข้อพิรุธของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างนางสันทรายกับนางนงลักษณ์ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้นำนางสันทรายและนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กล่าวโดยสรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้มิใช่เอกสารปลอม เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 95/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดก นาง จ.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางสาวตุลาพร มุสิก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2567
#713886
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เบิกความยืนยันได้ว่า ภริยาโจทก์นำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลย มามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์ไม่นำ ง. พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ เนื่องจาก ง. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกันจึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล และเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ที่เป็นการพูดคุยระหว่าง ท. กับ ง. ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ได้นำ ท. และ ง. มาเป็นพยานข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,187,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนางจรรยาได้รับเงินครบถ้วนแล้วและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันจริง โจทก์จึงไม่อาจคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ต้องไม่เกิน 187,500 บาท และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจรรยา สัญญาเงินกู้ ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นายสุนทร กู้เงินนางจรรยา จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 มอบให้ไว้แก่ผู้ให้กู้ ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงขอให้ตรวจพิสูจน์ลายมือเขียนภายในวงเล็บที่ปรากฏในช่องผู้กู้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อเขียนของจำเลยในต้นฉบับเอกสารช่วงปี พ.ศ. 2560 ว่าลายมือเขียนดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลยหรือไม่ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์แล้วผลการตรวจระบุว่า ลายมือชื่อคำว่า "สุนทร" ในสัญญากู้ เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของ นายสุนทร ตามที่ระบุในเอกสารตัวอย่าง ปรากฏว่า ตัวอย่างลายมือของ นายสุนทร เขียนไม่คงที่ ลักษณะพิเศษของการเขียนไม่เด่นชัด ในกรณีนี้จึงไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ตามหนังสือแจ้งผลการตรวจพิสูจน์และรายงานการตรวจพิสูจน์ ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2564

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า ที่จำเลยอ้างว่าขณะเกิดเหตุน้ำท่วมจำเลยนำโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ชั้นบนของบ้านต่อมาโฉนดที่ดินได้สูญหายไปนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เนื่องจากโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสำคัญยากที่บุคคลอื่นจะนำเอาไปโดยที่จำเลยไม่ทราบ และที่จำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ มิได้สูญหาย ปัญหาดังกล่าว โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจและร่วมกับนางจรรยาประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นางจรรยาแจ้งโจทก์ว่าจำเลยและภรรยาจำเลยจะขอกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงจัดหาเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้นางจรรยาในช่วงเช้า นางจรรยาแจ้งว่าจะทำสัญญาที่บ้านจำเลยและในช่วงเย็นนำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ให้พยานยึดถือไว้เป็นประกัน ภายหลังจากนางจรรยาเสียชีวิต พยานนำเอกสารเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินมาตรวจสอบพบว่ามีรายของจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้อง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากนางจรรยา ภริยาโจทก์ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม จำเลยย้ายเอกสารรวมทั้งต้นฉบับโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ที่ชั้นบนของบ้าน ต่อมาปี 2562 ตรวจดูไม่พบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วโดยไม่ทราบว่าสูญหายไปเพราะเหตุใด หลังจากนั้นจึงไปที่สำนักงานที่ดินขอคัดสำเนาโฉนดที่ดินเพื่อออกใบแทน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายแต่อยู่กับโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินเรียกให้โจทก์มาคุยกับจำเลย โจทก์แจ้งว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จำเลยปฏิเสธ เมื่อออกจากสำนักงานที่ดิน จำเลยจึงไปแจ้งความว่าเอกสารสูญหาย และได้สอบถามนางสันทราย ภริยาจำเลยว่ากู้ยืมเงินโจทก์หรือไม่ นางสันทรายซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำอำเภอทุ่งสงแจ้งว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ นางสันทรายและนางนงลักษณ์ ได้พูดคุยทางแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับเรื่องการกู้ยืมเงินทำนองว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า โจทก์เบิกความโดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดง พร้อมทั้งมีต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารส่วนตัวของจำเลยมาแสดงประกอบ โดยต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว คือโฉนดที่ดินที่ระบุในสัญญาเงินกู้ ว่าผู้กู้ได้มอบให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์จะไม่ได้รู้เห็นขณะจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับภริยาโจทก์ แต่ก็ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้จัดเตรียมเงินจำนวนดังกล่าวให้ภริยาโจทก์เพื่อนำไปให้จำเลยกู้ยืมที่บ้านของจำเลย และต่อมาภริยาโจทก์นำสัญญากู้เงินพร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำนางนงลักษณ์ พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ ได้ความจากโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางนงลักษณ์ทำงานอยู่ที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นที่ทำงานเดียวกันกับนางสันทราย ภริยาจำเลย ทั้งนางนงลักษณ์เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่โจทก์มิได้นำนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แต่อย่างใด สำหรับที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยแจ้งความเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ นับเป็นข้อพิรุธของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างนางสันทรายกับนางนงลักษณ์ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้นำนางสันทรายและนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กล่าวโดยสรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้ มิใช่เอกสารปลอม เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 95/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดก นาง จ.
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2567
#717096
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับตามพินัยกรรมไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสองถึงสองครั้งโดยไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากโจทก์ทั้งสามย่อมก่อให้เกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท แม้การจำนองจะไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้จำนอง แต่สิทธิจำนองเป็นบุริมสิทธิ์ที่ติดไปกับตัวทรัพย์มีผลผูกพันต่อกองมรดกและทายาททั้งปวง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง หนี้เหล่านั้นจะตกเป็นภาระแก่กองมรดกและทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแทนจำเลยทั้งสอง ก่อนจดทะเบียนจำนองครั้งแรก จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้สืบมรดกของทายาทตามพินัยกรรม และก่อนที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สอง จำเลยทั้งสองก็ทราบแล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีอาญาจำเลยทั้งสองอันมีมูลเหตุสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งแรกแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สองโดยเพิ่มวงเงินจำนองให้สูงขึ้นไปอีกแล้วนำเงินที่ได้จากการจำนองมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริต อันถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายนพดล กับนางสกินะ ซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ทั้งสามเป็นผู้สืบสันดานของนายนพดลที่ให้การรับรองบุตรแล้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2543 นายประเสริฐ ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกส่วนหนึ่ง รวมทั้งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1664 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา พร้อมบ้านหลังใหญ่ให้แก่นายนพดล วันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 นายประเสริฐถึงแก่ความตาย ศาลมีคำพิพากษาตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้กำจัดนายนพดลมิให้รับมรดกของนายประเสริฐด้วยเหตุปิดบังพินัยกรรม คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กำจัดนายนพดลมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร วันที่ 18 กันยายน 2560 โจทก์ทั้งสามมีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐที่ตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองได้รับแล้วเพิกเฉย และวันที่ 19 ตุลาคม 2560 โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่นายนพดลมีสิทธิได้รับตามพินัยกรรมทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม และวันที่ 11 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามสามารถสืบมรดกจากนายนพดลตามสิทธิที่ได้รับมรดกของนายประเสริฐ คดีถึงที่สุด วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยทั้งสองต่อนายสุรชัย ครั้งแรก เป็นเงิน 6,000,000 บาท โจทก์ทั้งสามกับพวกฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดมีนบุรีในความผิดข้อหายักยอก คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ให้รอการลงโทษจำคุกเฉพาะจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทใหม่ ครั้งที่สอง เป็นเงิน 11,350,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามนำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐแล้วจำเลยทั้งสองไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปทางใดทางหนึ่งได้ตามอำเภอใจจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ โดยประการที่สำคัญจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของนายประเสริฐนำมาแบ่งปันแก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของนายประเสริฐโดยจักต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกด้วยความสุจริต โปร่งใสและเปิดเผยเพื่อไม่ให้เป็นที่คลางแคลงใจแก่ทายาท การที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยทั้งสองต่อนายสุรชัยโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้รู้เห็นยินยอมย่อมก่อให้เกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาทนั้น แม้การจำนองจะไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้จำนอง แต่สิทธิจำนองเป็นบุริมสิทธิที่ติดไปกับตัวทรัพย์จำนองมีผลผูกพันต่อกองมรดกและทายาททั้งปวง ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาจำนองหนี้เหล่านั้นก็จะตกเป็นภาระแก่กองมรดกและทายาท รวมทั้งโจทก์ทั้งสามซึ่งสืบมรดกจากนายนพดลที่มีสิทธิจะได้รับมรดกที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมของนายประเสริฐในอันจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองให้แก่ผู้รับจำนองแทนจำเลยทั้งสอง มิฉะนั้นผู้รับจำนองอาจใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับจำนองยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามสัญญาจำนองได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสามนำสืบมาว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้สืบมรดกจากนายนพดลยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดมีนบุรีขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่นายนพดลมีสิทธิจะได้รับตามพินัยกรรมทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม และวันที่ 11 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามสามารถสืบมรดกจากนายนพดลมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐและให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่นายนพดลมีสิทธิจะได้รับตามพินัยกรรมทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า ก่อนจดทะเบียนจำนองครั้งแรก จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องขอสืบมรดกจากนายนพดลที่มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐแล้ว จำเลยที่ 2 ยังจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม อีกทั้งได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามว่า หลังจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแก่นายสุรชัยครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 แล้ว ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์ทั้งสามกับพวกฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในข้อหาร่วมกันโกงเจ้าหนี้และร่วมกันทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลโดยทุจริตจากการที่จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองครั้งแรกดังกล่าว ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1525/2561 ของศาลจังหวัดมีนบุรี แสดงว่าก่อนจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งแรกจำเลยที่ 2 ทราบเรื่องที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องคดีแพ่งเพื่อขอสืบมรดกจากนายนพดลที่มีสิทธิจะได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐแล้วยังฝ่าฝืนนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่จะตกแก่โจทก์ทั้งสามไปจดทะเบียนจำนองต่อนายสุรชัย และก่อนจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินครั้งที่สองจำเลยทั้งสองก็ทราบแล้วว่าโจทก์ทั้งสามกับพวกฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นคดีอาญาอันมีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งแรกแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สองโดยเพิ่มวงเงินจำนองให้สูงขึ้นไปอีก พฤติกรรมของจำเลยทั้งสองเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของทายาทและโจทก์ทั้งสามแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เหตุที่ยังไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามเนื่องจากคดีที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอสืบมรดกของนายนพดลตามพินัยกรรมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงยังไม่ถึงที่สุด และจำเลยทั้งสองเชื่อว่าจะชนะคดีสามารถนำทรัพย์มรดกส่วนนั้นมาแบ่งปันให้แก่ทายาทคนอื่นได้นั้น เห็นว่า ขณะจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สองนั้นจำเลยทั้งสองทราบผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1745/2560 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามสืบมรดกจากนายนพดลมีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐ และให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว แม้ขณะนั้นคดียังไม่ถึงที่สุดแต่ผลแห่งคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาคดีนั้น นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองนี้จึงรับฟังไม่ได้ ในทางตรงข้ามการที่จำเลยทั้งสองไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามตามคำพิพากษากลับนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองครั้งที่สองในวงเงินที่สูงขึ้นจากการจำนองครั้งที่หนึ่งอีกหลายล้านบาทซึ่งเป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้แก่กองมรดก ทายาทและโจทก์ทั้งสาม ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริตอย่างชัดเจน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำเงินที่ได้จากการจำนองทั้งสองครั้งมาเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและค่าทนายความ เพื่อติดตามเอาทรัพย์มรดกมาแบ่งปันให้แก่ทายาทอันเป็นประโยชน์แก่กองมรดกและทายาทถือเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดกโดยชอบ และโจทก์ทั้งสามนำสืบไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเงินที่ได้จากการจำนองไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิไช่กรณีเป็นผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินนั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและค่าทนายความดังกล่าวจำเลยทั้งสองนำมาใช้ในการต่อสู้คดีที่ถูกโจทก์ทั้งสามกับทายาทอื่นฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับการประพฤติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกเกือบทั้งสิ้น อันเป็นการต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมให้แก่ทายาทตามหน้าที่ของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองบันทึกไว้ ก็เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะสารพัดไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกแต่อย่างใดดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าชอบแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายและค่าทนายความดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดกโดยชอบที่กองมรดกจะต้องรับผิดชอบชำระหนี้นั้น และรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนำเงินที่ได้จากการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองครั้งมาใช้ในการจัดการมรดกดังที่จำเลยทั้งสองฎีกากล่าวอ้างและนำสืบมา พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐแล้ว ต่อมาศาลมีคำพิพากษากำจัดนายนพดลมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐและมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้สืบมรดกจากนายนพดลมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายประเสริฐ แต่จำเลยทั้งสองไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์ทั้งสามกลับนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับตามพินัยกรรมนั้นไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากโจทก์ทั้งสามแล้วนำเงินที่ได้จากการจำนองมาใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเองอันถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาลกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354, 83 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่เป็นข้อสาระสำคัญและไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.อ. ม. 83 ม. 353 ม. 354
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ล. กับพวก
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวจิราวรรณ ไชยศิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567
#712250
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บุตรชายแล่นสวนทางมา จำเลยย่อมสามารถใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่โจทก์มิให้ทำร้ายจำเลยได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 390 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายโอภาสผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าเจ็บป่วยทนทุกขเวทนา 100,000 บาท ค่าเสียอวัยวะหรือความสามารถอื่น 300,000 บาท และค่าเสื่อมเสรีภาพ เสื่อมเสียชื่อเสียง และค่าเสียหายทางจิตใจ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 2,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 150,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก RUGER ขนาด 9 มม. หมายเลขทะเบียน กท xxxxxxx ของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายยิงนายโอภาสโจทก์ร่วม 2 นัด กระสุนปืนถูกที่สะโพกขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร และที่ต้นขาขวาด้านหน้า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ บาดแผลยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเพราะขณะจำเลยกับภริยากำลังกรีดยางอยู่ในสวนยางพาราได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ 3 ถึง 4 คัน ขับวนไปวนมาบริเวณถนนหน้าสวนยางพารา จำเลยคิดว่าคนขับรถจักรยานยนต์พวกนั้นเป็นคนร้ายจะเข้ามาในสวนยางพารา จึงบอกให้ภริยาดับไฟฉายที่คาดศีรษะและหลบซ่อนตัว ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากสวนยางพารากลับไปบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ระหว่างทางพบโจทก์ร่วมกับพวก 1 คน จอดรถจักรยานยนต์อยู่ข้างทาง เมื่อจำเลยขับรถผ่านได้ยินเสียงตะโกนว่า "เห้ยหยุด ไอ้เหมียใช่ไหม" แล้วโจทก์ร่วมกับพวกขับรถไล่ตาม จำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้ายจึงขับรถหลบหนีจนรถล้มลงในสวนยางพาราข้างทาง จำเลยทิ้งรถไว้แล้ววิ่งหนีเข้าไปในบ้านและบอกบุตรชายให้ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยนั่งซ้อนท้ายเพื่อไปรับภริยาที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสวนยางพาราโดยจำเลยพกอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ระหว่างทางพบโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาและเห็นโจทก์ร่วมวกรถกลับพร้อมทำท่าเหมือนจะชักอะไรออกจากเอว จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไป 2 นัด เพื่อป้องกันตนและบุตรชายอันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้าย แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งในข้อนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมกับพวกอีก 3 คน ประกอบด้วยนายต้น นายแก้ว และนายเข็ม ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ขับรถจักรยานยนต์ 4 คัน มาตามถนนภายในหมู่บ้านทุ่งจังซึ่งสองข้างทางเป็นสวนยางพาราเพื่อจะไปทวงหนี้ 6,000 บาท จากนายเหมีย ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ลูกหนี้ของโจทก์ร่วม เมื่อไปถึงบ้านนายเหมีย ไม่พบนายเหมีย โจทก์ร่วมกับพวกพากันขับรถไปหานายดือ ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านนายเหมียประมาณ 500 เมตร เมื่อพบนายดือ โจทก์ร่วมสอบถามถึงนายเหมีย นายดือแจ้งว่าไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมคุยกับนายดืออยู่พักหนึ่งแล้วนายแก้วและนายเข็มขับรถแยกกลับไป ส่วนโจทก์ร่วมและนายต้นขับรถออกจากบ้านนายดือแล้วโจทก์ร่วมแวะจอดรถข้างทางเพื่อปัสสาวะ โดยนายต้นจอดรถรออยู่ใกล้ ๆ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงตะโกนเรียก แต่จำเลยไม่พูดอะไร โจทก์ร่วมและนายต้นพากันขับรถย้อนไปหานายดือ จากนั้นโจทก์ร่วมและนายต้นขับรถออกจากบ้านนายดือเพื่อไปบ้านนายเหมียโดยนายดือนั่งซ้อนท้ายรถโจทก์ร่วม ระหว่างทางพบรถจักรยานยนต์ 1 คัน ล้มอยู่ในสวนยางพาราข้างทาง นายดือบอกว่าเป็นรถของจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายนายดือแล้วนายดือลงจากรถเดินเข้าไปในสวนยางพารา โจทก์ร่วมนั่งคร่อมรถรอนายดือ ส่วนนายต้นขับรถแยกกลับไป ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมเห็นรถจักรยานยนต์ 1 คัน มีคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายแล่นสวนทางมาแล้วจำเลยซึ่งเป็นคนนั่งซ้อนท้ายและคาดไฟฉายที่ศีรษะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด เห็นว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมกับพวกรวม 4 คน ขับรถจักรยานยนต์ 4 คัน พากันไปตามหานายเหมียที่บ้านในเวลา 4.30 นาฬิกา เมื่อไม่พบก็พากันขับรถไปบ้านนายดือซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านนายเหมีย เมื่อโจทก์ร่วมพบนายดือได้สอบถามถึงนายเหมีย แต่นายดือไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมกับพวกก็ยังไม่ไปไหนคงขับรถวนไปวนมาบริเวณถนนที่เกิดเหตุใกล้สวนยางพาราขณะจำเลยกับภริยากำลังกรีดยางอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจผิดว่าโจทก์ร่วมกับพวกเป็นคนร้าย จำเลยจึงบอกให้ภริยาดับไฟฉายที่คาดศีรษะแล้วหลบซ่อนอยู่ในสวนยางพารา ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากสวนยางพาราเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ระหว่างทางจำเลยเห็นโจทก์ร่วมกับนายต้น และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โจทก์ร่วมก็เห็นจำเลยแล้วเข้าใจไปว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงตะโกนเรียกแล้วขับรถไล่ตาม จำเลยขับรถหนีจนรถจำเลยล้มลง จำเลยต้องทิ้งรถและวิ่งเข้าบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่รถล้ม จากนั้นจำเลยให้บุตรชายขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยนั่งซ้อนท้ายเพื่อไปรับภริยาที่หลบซ่อนอยู่ในสวนยางพารา เมื่อจำเลยได้พบกับโจทก์ร่วมในเวลาที่ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมทันที เชื่อว่าจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายนั่นเอง หลังจากจำเลยยิงโจทก์ร่วมแล้วก็ไม่ได้หลบหนีหรือมีพฤติการณ์ปกปิดการกระทำดังกล่าว เพราะเมื่อพันตำรวจตรีธัชนนท์ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งลุงกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปสอบถามจำเลยที่บ้าน จำเลยก็ให้การยอมรับว่าใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมพร้อมนำอาวุธปืน แมกกาซีน กระสุนปืน และซองพกในมามอบให้ยึดเป็นของกลาง โดยให้การถึงสาเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม นอกจากนั้นยังไปเยี่ยมโจทก์ร่วมขณะพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แต่ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า ขณะจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่บุตรชายขับได้พบโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาและเห็นโจทก์ร่วมวกรถกลับพร้อมทำท่าเหมือนจะชักอะไรออกจากเอว จึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด นั้น ขัดแย้งกับสภาพบาดแผลของโจทก์ร่วมที่แพทย์ตรวจพบบาดแผลจากกระสุนปืนที่บริเวณสะโพกขวาและต้นขาขวา หากโจทก์ร่วมวกรถกลับมาที่จำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ร่องรอยบาดแผลจากกระสุนปืนจะอยู่ที่บริเวณสะโพกซ้ายและต้นขาซ้ายข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่า ในคืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปตามหานายเหมีย แต่ไม่พบ จึงไปหานายดือ เมื่อนายดือแจ้งว่าไม่ทราบว่านายเหมียไปไหน โจทก์ร่วมจึงขับรถออกจากบ้านนายดือไปแวะจอดรถเพื่อปัสสาวะแล้วโจทก์ร่วมเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพอดี โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงร้องถามและขับรถไล่ตามไป แต่ไม่ทัน โจทก์ร่วมจึงขับรถกลับไปหานายดือ และให้นายดือนั่งซ้อนท้ายเพื่อตามหานายเหมียแล้วไปพบรถของจำเลยล้มอยู่ในสวนยางพาราข้างทาง นายดือลงจากรถเดินเข้าไปในสวนยางพารา ส่วนโจทก์ร่วมนั่งคร่อมรถรอนายดือ โจทก์ร่วมจึงมิใช่คนร้าย ประกอบเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันครั้งแรกโจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็นนายเหมียจึงร้องถามว่าใช่นายเหมียหรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บุตรชายแล่นสวนทางมา จำเลยย่อมสามารถใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่โจทก์มิให้ทำร้ายจำเลยได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะนั่งคร่อมรถรอนายดือ 2 นัด ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะเป็นข้อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่ต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และกรณีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิด ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยอันเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้ชดใช้นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่ความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 69 และมาตรา 62 วรรคแรก และมาตรา 390 ประกอบมาตรา 62 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 69 และมาตรา 62 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 69 ม. 80 ม. 90 ม. 288 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นาย อ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา -
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ธีรพงศ์ อุ่นชัย
กรวรรณ อาธารมาศ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2567
#719887
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วและสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ จำเลยที่ 1 ต้องการให้มารดาผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ คงจัดให้มารดาจำเลยเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะจัดหาหรือไม่จัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด

ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่ลงให้ศาลต้องกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี เมื่อเพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้วลดโทษหนึ่งในสามจะเป็นโทษจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงไม่เพิ่มและไม่ลดโทษ มีผลทำให้จำเลยต้องโทษจำคุก 10 ปี ไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 54 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 92, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ลูกกระสุนปืน และเศษรองลูกกระสุนปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้เสียหาย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาผู้ร้องแถลงว่าได้รับเงินค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำนวน 25,000 บาท จึงไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นจำคุก 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 เดือน ริบอาวุธปืน ลูกกระสุนปืน และเศษรองลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงเห็นสมควรไม่เพิ่มโทษและไม่ลดโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนาย อ. ผู้เสียหาย รู้จักกันมานานประมาณ 10 ปี และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน แต่ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 1 จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 โกรธเคืองผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 นั่งโดยสารมาในรถยนต์ หมายเลขทะเบียน งข xxxx ที่จำเลยที่ 2 คนรักของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถผ่านร้านหมูกระทะที่เกิดเหตุซึ่งตั้งอยู่ริมถนน จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 จอดรถแล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถไปยืนบริเวณหน้าร้านและใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในร้าน 2 นัด กระสุนปืนนัดแรกไม่ถูกผู้เสียหาย กระสุนปืนนัดที่สองถูกผู้เสียหายบริเวณต้นขาข้างซ้ายด้านหลัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร จำนวน 2 แผล ผลเอกซเรย์ไม่พบกระดูกหักและไม่พบสิ่งแปลกปลอมค้างด้านใน หลังเกิดเหตุพันตำรวจตรี จ. รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจเมืองชลบุรี และพันตำรวจโท ศ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจเมืองชลบุรี กับพวกเดินทางไปที่ร้านเกิดเหตุ พันตำรวจตรี จ. ดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณรอบ ๆ ร้าน แล้วติดตามไปจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 พาพันตำรวจตรี จ. ไปตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุและนำไปทิ้งไว้ในป่าหญ้าข้างถนนซอยกลป้อมค่ายเป็นของกลาง ส่วนพันตำรวจโท ศ. ตรวจดูภายในร้านพบลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์ (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาด .38 จำนวน 1 ลูก และเศษรองลูกกระสุนปืนรีวอลเวอร์ (ทองแดง) 1 ชิ้น บนพื้นไม้กระดานบริเวณเก้าอี้พลาสติกที่ผู้เสียหายนั่งขณะจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในร้าน เมื่อผู้เสียหายได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บแล้วเข้าให้ถ้อยคำต่อพันตำรวจโท ศ. ในวันนั้น ต่อมาในช่วงค่ำของวันนั้นพันตำรวจตรี จ. นำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมอาวุธปืนของกลางส่งมอบให้พันตำรวจโท ศ. ซึ่งแจ้งข้อหาตามฟ้องแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และพาไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและยกฟ้องจำเลยที่ 1 ตามลำดับ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาใช้อาวุธปืนยิงขู่ผู้เสียหาย ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่ายยิงผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกในระยะห่างประมาณ 5 ถึง 6 เมตร 2 นัด ติดต่อกัน กระสุนปืนนัดแรกไม่ถูกผู้เสียหาย กระสุนปืนนัดที่สองถูกผู้เสียหายบริเวณต้นขาข้างซ้ายด้านหลังซึ่งตำแหน่งที่ถูกกระสุนปืนนัดนี้อยู่สูงในระดับเดียวกับพนักเก้าอี้ หากผู้เสียหายไม่ลุกขึ้นหลบหนีเสียก่อนกระสุนปืนนัดนี้ต้องถูกบริเวณลำตัวของผู้เสียหายอันเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายซึ่งหากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ยิงขู่เพราะก่อนยิงพูดให้ผู้เสียหายรู้ตัวแล้ว แต่เป็นเพราะผู้เสียหายหันหลังวิ่งไปทางหลังร้านซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับจำเลยที่ 1 ยิงปืนลงพื้นพอดี กระสุนปืนจึงกระเด็นไปถูกผู้เสียหายนั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 ยิงปืนลงพื้นจริงเมื่อพันตำรวจโท ศ. ซึ่งเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุทันทีหลังจากได้รับแจ้งเหตุจะต้องตรวจพบร่องรอยกระสุนปืนที่พื้นร้านซึ่งเป็นไม้กระดานบ้าง แต่พันตำรวจโท ศ. เบิกความว่า ไม่พบร่อยรอยกระสุนปืนที่พื้นร้าน พบแต่ลูกกระสุนปืน 1 ลูก กับเศษรองลูกกระสุนปืน 1 ชิ้น และหากเป็นเพียงการยิงขู่ จำเลยที่ 1 ก็มีโอกาสยิงไปยังทิศทางอื่นที่มิใช่ทิศทางที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ เช่น ยิงขึ้นฟ้าหรือยิงลงพื้นหน้าร้าน เป็นต้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในเรื่องยิงขู่จึงไม่ประกอบด้วยเหตุผลอันจะพึงรับฟังได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง พนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความร่วมรับฟังการสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วและสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ จำเลยที่ 1 ต้องการให้มารดาผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ คงจัดให้มารดาจำเลยเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะจัดหาหรือไม่จัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด และศาลก็มิได้รับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มาลงโทษจำเลยที่ 1 หากแต่พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วจึงพิพากษาลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่ลงให้ศาลต้องกำหนดโทษ

ที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี เมื่อเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะเป็นโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จากผลที่เพิ่มแล้วจะเป็นโทษจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ผลของการเพิ่มและลดโทษจึงไม่เท่ากัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงไม่เพิ่มและไม่ลดโทษ มีผลทำให้จำเลยต้องโทษจำคุก 10 ปี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ลดโทษหนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 18 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 54 ม. 78 ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/4 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
ผู้ร้อง — นายอาทิตย์ สุกุลธรรม
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 -
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ธีรพงศ์ อุ่นชัย
กรวรรณ อาธารมาศ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5856/2567
#708625
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับขอให้จำเลยหยุดการกระทำในลักษณะชู้สาวกับสามีโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า สามีโจทก์แอบไปคบหากับจำเลยในลักษณะชู้สาวและร่วมประเวณีกันหลายครั้ง โจทก์พบภาพถ่ายในโทรศัพท์ของสามีหลายภาพที่ถ่ายคู่กับจำเลยในสถานที่ต่าง ๆ โจทก์พยายามสืบตามหาสามีกับจำเลยกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 โจทก์พบว่าสามีโจทก์แอบพาจำเลยไปร่วมหลับนอนอยู่ด้วยกันในลักษณะชู้สาวที่บ้านของสามีโจทก์ซึ่งเคยเปิดเป็นบ้านเช่า โจทก์จึงถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอโดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้เป็นหลักฐาน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อับอายขายหน้า จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นางสาวนัทธมน วงศ์ทรายทอง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายนาวี สกุลวงศ์ธนา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต อิศรเดช
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5854/2567
#708604
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลางอันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการบรรทุกซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพทั้งจำเลยฎีกายอมรับว่าเก็บบุหรี่ของกลางไว้ภายในตู้ลำโพงภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่จำเลยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดแข่งขันเครื่องเสียงติดรถยนต์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางในการซ่อนเร้นขนย้ายบุหรี่ของกลาง ประกอบกับการขนย้ายบุหรี่ของกลาง 200 ซอง จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองดังกล่าว หากไม่มีรถยนต์ของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 200 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนดังกล่าวให้รอดพ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการสัญจรตามปกติโดยทั่วไป แต่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางอันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 17, 136, 159, 165, 203, 206, 207 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 165, 166, 242, 246 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางทั้งหมด จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 (1) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 (ที่ถูกต้องระบุ วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 12,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 6,400 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ของกลางทั้งหมด ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับในอัตราร้อยละ 30 และให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ได้จากการขายของกลาง หากขายของกลางไม่ได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาล ส่วนรถยนต์ของกลาง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำนวนบุหรี่ของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองแล้วมีจำนวนไม่มาก จึงเห็นสมควรไม่ริบทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลางและให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลางอันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการบรรทุกซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพทั้งจำเลยฎีกายอมรับว่าเก็บบุหรี่ของกลางไว้ภายในตู้ลำโพงภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่จำเลยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดแข่งขันเครื่องเสียงติดรถยนต์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางในการซ่อนเร้นขนย้ายบุหรี่ของกลาง ประกอบกับการขนย้ายบุหรี่ของกลาง 200 ซอง จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองดังกล่าว หากไม่มีรถยนต์ของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 200 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนดังกล่าวให้รอดพ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการสัญจรตามปกติโดยทั่วไป แต่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางอันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาวนรัตน์ชร ธิติบูลยารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
เสถียร ศรีทองชัย
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567
#713885
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่... ว่าได้มีการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดนั้น จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล คดีนี้จำเลยทั้งสามเพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนจึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียนแม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 173, 174, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา และข้อหาหมิ่นประมาท ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 236 (ที่ถูก 326) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 26,666.67 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการในตำแหน่งนักวิชาการศุลกากร ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบหรือพื้นที่อื่นที่พบเห็นการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 จำเลยทั้งสามได้มีหนังสือถึงนายอำเภอท่าอุเทน ขอให้ตรวจห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เนื่องจากจำเลยทั้งสามทราบว่าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 13 นาฬิกา เรือดูดทรายจำนวน 2 ลำ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. รุกล้ำเข้ามาดูดทรายในรัศมีน่านน้ำของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับสัมปทาน กับได้มีหนังสือถึงนายด่านศุลกากรนครพนม ขอให้ตรวจการนำเข้าทรายของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของอำเภอท่าอุเทนตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีการดูดทรายในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงขอให้ตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ว่าได้ยื่นขอนำเข้าหรือไม่ ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2563 อำเภอท่าอุเทนมีหนังสือแจ้งต่อจำเลยที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีเรือดูดทรายได้ทำการดูดทรายบริเวณฝั่งตรงข้ามกับพื้นที่ที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาต (ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมในการพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร จึงขอให้ติดต่อร้องเรียนต่อด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ต่อมาด่านศุลกากรจังหวัดนครพนมมีบันทึกข้อความลงวันที่ 10 เมษายน 2563 ระบุว่าคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับตัวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ลงพื้นที่ตรวจสอบตามคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ผลการตรวจสอบไม่พบสินค้าและไม่มีการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย ทั้งไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ หลังจากนั้นด่านศุลกากรนครพนมมีหนังสือลงวันที่ 20 เมษายน 2563 ถึงจำเลยที่ 3 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ส่งเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มเติม เพื่อจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จากนั้นจำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือลงวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี เลขานุการกรมศุลกากร เลขานุการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจตรีธนชาติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ขอให้ตรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยทั้งสามร้องเรียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยให้มีคณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากศุลกากรมิได้ดำเนินการใด ๆ กับผู้กระทำความผิด ก็ขอให้คณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรง รายละเอียดปรากฏตามหนังสือร้องเรียน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนของจำเลยทั้งสามเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับพวกพบเห็นการกระทำความผิดแต่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อันเป็นการละเว้นหน้าที่ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเท็จไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม จำเลยทั้งสามจึงมีความผิด เห็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่... ว่าได้มีการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดนั้น จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ปัญหาในคดีนี้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามทราบเหตุที่น่าเชื่อว่ามีเรือของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เข้าไปดูดทรายในน่านน้ำสัมปทานของจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งขอให้นายอำเภอท่าอุเทนออกไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่ามีการดูดทรายบริเวณฝั่งตรงข้ามพื้นที่สัมปทานของจำเลยที่ 1 ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยทั้งสามได้รับแจ้งว่าต้องให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้รับอนุญาตให้นำเข้ากรวด หิน และทรายตามกฎหมายศุลกากรหรือไม่ จำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือแจ้งขอให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบให้ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งให้มีการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. นั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับสัมปทาน ทั้งเหตุที่ต้องมีหนังสือขอให้ด่านศุลกากรนครพนมตรวจสอบเพิ่มเติมให้อีก ก็เป็นไปตามคำแนะนำชี้แจงของอำเภอท่าอุเทน โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะเจ้าหน้าที่ของด่านศุลกากรนครพนมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แล้ว ปรากฏว่าไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ ไม่พบสินค้า และไม่มีการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย ซึ่งทางด่านศุลกากรนครพนมก็มิได้แจ้งเหตุและผลการตรวจสอบให้จำเลยทั้งสามทราบแต่อย่างใด แต่กลับมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามส่งเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจในการร้องเรียนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่มเติมเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป จากนั้นจำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรนครพนมซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย โดยเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อความที่ปรากฏในหนังสือร้องเรียน อันเป็นปัญหาในคดีนี้โดยตลอดแล้ว เห็นได้ว่ากรณีเป็นการบอกกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอันมีผลกระทบต่อสิทธิในสัมปทานการดูดทรายของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานที่และบุคคลตลอดจนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่ปรากฏ แม้จะมีข้อความระบุพาดพิงถึงโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมในทำนองว่า ด่านศุลกากรโดยโจทก์ตรวจสอบพบมีเรือดูดทรายฝั่งตรงข้ามติดชายฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่โจทก์มิได้ดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดทั้งที่เป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าเกี่ยวกับการนำเข้าตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้โจทก์อ้างว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ ความจริงแล้วอำเภอท่าอุเทนเป็นผู้ตรวจสอบพบว่ามีเรือดูดทรายดังกล่าวมิใช่โจทก์เป็นผู้ตรวจสอบพบว่ามีเรือดูดทราย หนังสือร้องเรียนของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญาและใส่ความโจทก์ แต่อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนท้ายของหนังสือร้องเรียนก็มีข้อความระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า ขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรนครพนมที่มิได้ดำเนินการใด ๆ กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยจำเลยทั้งสามได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ไว้แล้ว เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งสามตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเหตุการณ์จนกระทั่งเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามต้องมีหนังสือร้องเรียนนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามเพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนจึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียน แม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 172 ม. 173 ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กมล คำเพ็ญ
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2567
#708601
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยังคงบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ โดยมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และระบุขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเบามีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมิได้มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทหนัก ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 เท่านั้น ไม่อาจถือว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษบทหนักตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8, 14 วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินให้แก่โจทก์ 705,200 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ตามฟ้องโจทก์เท่านั้น จึงให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ไว้พิจารณา ส่วนข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 12 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคสอง) ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 2 มิได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ได้กระทำผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพียงแต่บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินเพียงใดเท่านั้น เมื่อฟ้องโจทก์ข้อ 2 ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันโดยทุจริต หรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ฟ้องโจทก์ข้อ 2 จึงเป็นการบรรยายถึงค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 อันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.4 เท่านั้น และไม่อาจแบ่งแยกข้อหาดังกล่าวออกมาได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง โดยบรรยายข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 ว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2564 และบรรยายฟ้องการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแอปพลิเคชันไลน์สาธารณะซึ่งประชาชนทั่วไป และโจทก์สามารถเข้าถึงได้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่น และประชาชน กับมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8, 14 วรรคสอง ดังนี้ แม้ฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยังคงบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ โดยบทบัญญัติตามมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และระบุขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเบา มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งยังเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะกระทำความผิดด้วย และฟ้องโจทก์ก็ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่า ร่วมกันฉ้อโกงและโดยทุจริตหรือหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยมิได้มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 เท่านั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่บัญญัติห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งที่กล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ เช่นนี้ หากทางพิจารณาจะได้ความตามฟ้อง ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และต้องถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ดังนั้น จึงไม่อาจถือว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษบทหนักตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และความผิดฐานโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น อันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจที่ศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวงจะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ความผิดตามบทกฎหมายที่เบากว่าจะอยู่ในอำนาจศาลแขวง แต่เมื่อความผิดตามบทหนักเกินอำนาจศาลแขวงแล้ว ต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีเกินอำนาจศาลแขวง ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยคดีโจทก์มีมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 หรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 14
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ม. 8 ม. 14 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุพจน์ แสงประชากุล
ชื่อองค์คณะ
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา