แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537
ไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ส. ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
แม้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537
ไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ส. ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่าหากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหายเสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมา หาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่ ส. เป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลต้องดำเนินการ การเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีของ ส. เป็นการจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาพยาบาล ส.
แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลจึงไม่มีอำนาจจัดการการทำนิติกรรมของ ส. หาก ส. อยู่ในการดูแลของโจทก์ที่จังหวัดระยอง อาจเกิดความไม่สะดวกหรือมีข้อขัดข้องที่จำเลยจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ประกอบกับโจทก์และสามีโจทก์ต่างมีภาระหน้าที่จากการประกอบอาชีพและเลี้ยงดูบุตร โจทก์จึงมิได้ดูแล ส. บิดาโจทก์ด้วยตนเอง แต่นำเงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของ ส. ไปว่าจ้างบุคคลอื่นให้มาดูแล ต่างกับจำเลยที่เป็นภริยาอยู่ดูแลกันมาตลอดนานร่วม 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพที่ต้องทำเป็นประจำ ย่อมมีเวลาดูแล ส. ได้อย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์กับ ส. ยิ่งกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบตัว ส. ให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย จึงมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 มีข้อความว่า "หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่" เมื่อภายหลังจำเลยตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 หลายรายการ จำเลยย่อมใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้กึ่งหนึ่งทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์อีกว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น จำต้องพิจารณาว่าเป็นการบังคับคดีที่จะต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีและการบังคับคดีที่ดำเนินการทางศาล โดยศาลชั้นต้นจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้เป็นการแบ่งสินสมรสที่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน หากได้ความว่ายังคงมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยตกลงรับกันแล้วว่าเป็นสินสมรสอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และสินสมรสนั้นยังไม่ได้แบ่ง สินสมรสดังกล่าวถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 การแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 ก่อน ซึ่งตามมาตรา 1364 นี้ ศาลชั้นต้นสามารถมีคำสั่งให้เอาทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ออกแบ่งได้ ถ้าโจทก์กับจำเลยไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โดยจำเลยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่มีขั้นตอนการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี หากเมื่อศาลมีคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินกรณีที่โจทก์กับจำเลยไม่ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน จำเลยย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับและดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานที่เป็นหนี้เงินหรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยเปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลทั่วไป ให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17 ถึง 24 นาฬิกา ที่ตั้งร้านอยู่ติดแนวรั้วด้านหลังบ้านของโจทก์ร่วม ร้านมีสภาพเปิดโล่งไม่มีฝาผนัง เมื่อเปิดทำการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ย่อมเป็นสถานที่เชื้อเชิญให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปใช้บริการ ต่อเมื่อจำเลยปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการบริเวณดังกล่าวจึงจะสิ้นสภาพของสาธารณสถาน ตามช่วงเวลาขณะเกิดเหตุร้านของจำเลยจึงถือเป็นสาธารณสถาน โดยร้านเปิดเพลงให้ลูกค้าที่นั่งภายในและภายนอกฟัง การเปิดเพลงเพื่อประโยชน์ในกิจการร้านค้า ย่อมต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้พักอาศัยในละแวกใกล้เคียง การที่ร้านจำหน่ายสุราของจำเลยเปิดเพลงเสียงดังจนเกินค่ามาตรฐาน ย่อมส่งผลเป็นการรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ร่วมจนเกินสมควร ป.อ. มาตรา 397 วรรคสอง องค์ประกอบความผิดในส่วนนี้คือ ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดในสาธารณสถาน ดังนั้น แม้ผลจากการกระทำความผิดจะเกิดในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะหรือที่รโหฐานก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้อสัญญานี้ ทั้งไม่ได้แสดงเหตุผลใด ๆ ให้ปรากฏในคำวินิจฉัย การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงน่าจะไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้
เรื่องการมอบอำนาจไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้งผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว
คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า (1) ผู้ร้องในคดีนี้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้หรือไม่ (2) ผู้คัดค้านในคดีนี้ได้รับความเสียหายเพียงใด และ (3) ผู้ร้องในคดีนี้จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านในคดีนี้เท่าไร ซึ่งในการพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (2) นั้น คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาถึงความเสียหายที่ผู้คัดค้านได้รับ และเมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาท (3) คณะอนุญาโตตุลาการก็กำหนดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้ความในประเด็นข้อพิพาท (2) โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อสัญญาที่ตกลงกันถึงจำนวนเงินที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชอบในเบื้องต้นเลย ดังจะเห็นได้จากการที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเรื่องธุรกิจหยุดชะงักเต็มตามจำนวนที่ทำสัญญาประกันภัยต่อกันไว้ อันไม่เป็นการวินิจฉัยต่อข้อสัญญาที่คู่พิพาทตกลงกันไว้ จึงขัดต่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 34 วรรคสี่ โดยชัดแจ้ง ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว
แม้ ป.พ.พ. มาตรา 867 จะระบุเรื่องการมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องการมอบอำนาจ ซึ่งไม่มีการกำหนดไว้โดยชัดแจ้งใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงเห็นสมควรนำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลม เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 47 ระบุถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจ และวรรคสองกำหนดว่า ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริง หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัย ก็สามารถสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอำนาจได้ เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้สงสัยในหนังสือตั้งผู้แทนช่วงเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา โดยให้ บ. ดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนจบคดี ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้คัดค้านหนังสือตั้งผู้แทนช่วงดังกล่าวในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ การตั้ง บ. เป็นผู้แทนช่วงจึงไม่ต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ อีก และถือว่าการดำเนินคดีของ บ. ในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นอันชอบแล้ว
เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ และผู้คัดค้านย่อมไม่อาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว
เมื่อจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งโดยยอมรับค่าเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติตามที่จำเลยให้การไว้ จึงไม่มีประเด็นที่คู่ความต้องนำสืบและศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยว่าค่าเสียหายมีเพียงใดอีก ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยเองได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป
ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และแม้ ป.พ.พ. มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และ ป.ที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ตลอดมา
ส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)
โจทก์เบิกความยืนยันว่า ภริยาโจทก์นำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์ไม่นำ น. พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ เนื่องจาก น. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกันจึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล และเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ที่เป็นการพูดคุยระหว่าง ท. กับ น. ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ได้นำ ท. และ น. มาเป็นพยาน ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้มิใช่เอกสารปลอม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เบิกความยืนยันได้ว่า ภริยาโจทก์นำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลย มามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์ไม่นำ ง. พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ เนื่องจาก ง. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกันจึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล และเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ที่เป็นการพูดคุยระหว่าง ท. กับ ง. ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ได้นำ ท. และ ง. มาเป็นพยานข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกนำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับตามพินัยกรรมไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสองถึงสองครั้งโดยไม่ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากโจทก์ทั้งสามย่อมก่อให้เกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท แม้การจำนองจะไม่ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้จำนอง แต่สิทธิจำนองเป็นบุริมสิทธิ์ที่ติดไปกับตัวทรัพย์มีผลผูกพันต่อกองมรดกและทายาททั้งปวง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง หนี้เหล่านั้นจะตกเป็นภาระแก่กองมรดกและทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสามต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแทนจำเลยทั้งสอง ก่อนจดทะเบียนจำนองครั้งแรก จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้สืบมรดกของทายาทตามพินัยกรรม และก่อนที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สอง จำเลยทั้งสองก็ทราบแล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีอาญาจำเลยทั้งสองอันมีมูลเหตุสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งแรกแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทครั้งที่สองโดยเพิ่มวงเงินจำนองให้สูงขึ้นไปอีกแล้วนำเงินที่ได้จากการจำนองมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริต อันถือได้ว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีพฤติการณ์ใดอันจะเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บุตรชายแล่นสวนทางมา จำเลยย่อมสามารถใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหรือยิงไปทางอื่นเพื่อข่มขู่โจทก์มิให้ทำร้ายจำเลยได้ ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 2 นัด ติดต่อกัน การกระทำของจำเลยจึงเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 69 ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงมือยิงว่าโจทก์ร่วมเป็นคนร้ายจริงหรือไม่ จำเลยย่อมมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 390 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วและสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ จำเลยที่ 1 ต้องการให้มารดาผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ คงจัดให้มารดาจำเลยเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะจัดหาหรือไม่จัดหาทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด
ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่ลงให้ศาลต้องกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและการลดโทษที่จะลง ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี เมื่อเพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้วลดโทษหนึ่งในสามจะเป็นโทษจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงไม่เพิ่มและไม่ลดโทษ มีผลทำให้จำเลยต้องโทษจำคุก 10 ปี ไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 54 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่ภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขต้องฟ้องหย่าสามีมาด้วยนั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ด้วยว่าหญิงอื่นนั้นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยอย่างไร อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่โจทก์จะนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำความผิดของจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งบุหรี่ของกลางอันเป็นสินค้าที่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวในการบรรทุกซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีและมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพทั้งจำเลยฎีกายอมรับว่าเก็บบุหรี่ของกลางไว้ภายในตู้ลำโพงภายในห้องโดยสารรถยนต์ที่จำเลยตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อการประกวดแข่งขันเครื่องเสียงติดรถยนต์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางในการซ่อนเร้นขนย้ายบุหรี่ของกลาง ประกอบกับการขนย้ายบุหรี่ของกลาง 200 ซอง จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือมีบุหรี่ของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีไว้ในครอบครองดังกล่าว หากไม่มีรถยนต์ของกลางบรรทุกบุหรี่ของกลางจำนวนมากถึง 200 ซอง ย่อมไม่สามารถขนย้ายบุหรี่ของกลางจำนวนดังกล่าวให้รอดพ้นจากการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมิใช่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการสัญจรตามปกติโดยทั่วไป แต่เป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดโดยใช้ซ่อนเร้นและขนย้ายบุหรี่ของกลางอันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่... ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่... ว่าได้มีการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดนั้น จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล คดีนี้จำเลยทั้งสามเพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียนจึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนมนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียนแม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ยังคงบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอยู่ โดยมาตรา 14 (1) และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว และระบุขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 และมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเบามีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมิได้มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นบทหนัก ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 เท่านั้น ไม่อาจถือว่าโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษบทหนักตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม