คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2567
#710159
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลยแล้วเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทน เป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในอาคารพิพาทแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย

การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบาร์ซ่า ร้าน ป. พร้อมส่งมอบการครอบครองอาคารและอุปกรณ์ทุกชนิดภายในร้านค้าที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาทตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า อาคารพิพาทตั้งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมืองหัวหินที่ปลูกสร้างบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่า เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าเช่าอาคารและพื้นที่ทำการค้า ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกเลิกสัญญาเช่าแก่เทศบาลเมืองหัวหิน แต่ผ่อนผันให้ผู้ประกอบการค้าเดิมที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าอยู่ประกอบการค้าในพื้นที่เดิมได้ต่อไป วันที่ 1 มีนาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทซึ่งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ทำร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น วันที่ 19 ตุลาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยและแสดงอำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีได้ความจากผู้ร้องที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้ผู้ร้อง แล้วผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทนจำเลย เช่นนี้คือการที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทระหว่างคดีแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างและนำสืบว่า สมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ค้าขายอื่นกำลังดำเนินการขอเช่าที่ดินดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ตราบใดที่ผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ร้องก็ยังไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท และที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย และขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนนั้น เป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้อง จึงต้องห้ามพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 353 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
ผู้ร้อง — นาย บ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นางสาวพรภัทร ลีลาเกรียงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
ณรงค์ ประจุมาศ
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2567
#717478
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้ผู้ร้อง แล้วผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทนจำเลย เช่นนี้ คือการที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทระหว่างคดีแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย ตราบใดที่ผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่ ผู้ร้องก็ยังไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 353 (2) แต่อย่างใด

แม้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่

ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า โจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย และขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนนั้น ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้อง จึงต้องห้ามพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบาร์ซ่า พร้อมส่งมอบการครอบครองอาคารและอุปกรณ์ทุกชนิดภายในร้านค้าที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2563) จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาทตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า อาคารพิพาทตั้งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมืองหัวหินที่ปลูกสร้างบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่า เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าเช่าอาคารและพื้นที่ทำการค้า ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกเลิกสัญญาเช่าแก่เทศบาลเมืองหัวหิน แต่ผ่อนผันให้ผู้ประกอบการค้าเดิมที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าอยู่ประกอบการค้าในพื้นที่เดิมได้ต่อไป วันที่ 1 มีนาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทซึ่งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ทำร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น วันที่ 19 ตุลาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาท แล้ววันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยและแสดงอำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีได้ความจากผู้ร้องที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้ผู้ร้อง แล้วผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทนจำเลย เช่นนี้คือการที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทระหว่างคดีแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างและนำสืบว่า สมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ค้าขายอื่นกำลังดำเนินการขอเช่าที่ดินดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ตราบใดที่ผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ร้องก็ยังไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท และที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว เมื่อโจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย และขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนนั้น ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้อง จึงต้องห้ามพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252 ม. 353 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
ผู้ร้อง — นาย บ.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
ณรงค์ ประจุมาศ
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2567
#713878
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกมีหน้าที่ขับรถบรรทุกไปรับแร่ทองแดงที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้วกลับมายังประเทศไทยผ่านด่านชายแดนจังหวัดหนองคาย โจทก์จึงเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 2 กำหนดว่า "ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง" ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลาเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุหรือปัญหาการจราจร" และข้อ 6 กำหนดว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว" ดังนั้น งานขนส่งทางบกจึงมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการทำงาน โดยลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ในกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ลูกจ้างก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่างานที่โจทก์ต้องปฏิบัติให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานคือการขับรถบรรทุกสินค้า โดยจำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ ในส่วนของเงินค่าเที่ยวเป็นการจ่ายตามผลงานที่โจทก์ทำได้ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ในการปฏิบัติหน้าที่งานขนส่ง โจทก์จะเดินทางไปและกลับพร้อมกับพนักงานขับรถคู่กะ พนักงานขับรถคนใดเป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจะต้องนำใบขับขี่ของตนไปรูดที่เครื่องรูดบัตรประจำรถก่อน เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลประจำรถ การทำงานของโจทก์มีเวลาสิ้นสุดที่ไม่แน่นอน จำเลยจึงจัดให้มีระเบียบว่าด้วยการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุกหรือนโยบายความเหนื่อยล้าจากการขับรถ ที่กล่าวถึงการนำกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังกล่าว มาใช้ในการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์กับพนักงานขับรถคู่กะจะสลับกันขับรถบรรทุกตลอดเส้นทาง แสดงให้เห็นว่าจำเลยกำหนดให้มีพนักงานขับรถบรรทุกสองคนประจำรถบรรทุกแต่ละคันเพื่อมิให้การทำงานขับรถขนส่งสินค้าทางไกลของลูกจ้างแต่ละคนเกินระยะเวลาการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อคำนึงถึงการจ่ายค่าจ้างประเภทค่าเที่ยว การบันทึกข้อมูลของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติหน้าที่ ประกอบข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาทำงานของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกแล้ว งานขับรถของโจทก์ย่อมเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกในช่วงเวลาที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น เพราะหากนับระยะเวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุกตลอดเวลารวมกันโดยไม่พิจารณาว่าโจทก์ขับรถบรรทุกจริงในช่วงเวลาใดแล้ว จะทำให้การนับระยะเวลาการทำงานของโจทก์หรือพนักงานขับรถทุกคนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติงานจริงแต่อย่างใด แม้โจทก์ต้องพักอยู่ในรถบรรทุกในระหว่างที่พนักงานขับรถคู่กะกำลังปฏิบัติหน้าที่ขับรถอาจทำให้โจทก์ขาดความสะดวกสบายหรือไม่มีอิสระไปบ้าง แต่ก็เป็นเพราะลักษณะหรือสภาพของงานขนส่งทางบกซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากการจ้างแรงงานในประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อมิให้ลูกจ้างต้องขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจนกระทบต่อสวัสดิภาพของลูกจ้างเอง ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่พนักงานขับรถคู่กะของโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และโจทก์ต้องขับรถบรรทุกแทนจนเกิน 8 ชั่วโมง โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้ตามความจริง ดังนั้น เวลาที่โจทก์พักในรถบรรทุกโดยไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจึงไม่เป็นการทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่สามารถนำเวลาที่โจทก์มิได้ขับรถบรรทุกมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเที่ยวย้อนหลัง 6 เดือน คือเดือนกันยายน 2562 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 รวมเป็นเงิน 95,635 บาท ค่าล่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 5,416 ชั่วโมง เป็นเงิน 693,503 บาท ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 รวม 30 วัน จำนวน 443 ชั่วโมง เป็นเงิน 58,053 บาท ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 188,553.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาว่าให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ และค่าทำงานล่วงเวลาเป็นเงิน 251,146.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 73,953.96 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 และของต้นเงิน 177,192.23 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ในประเด็นว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงาน และค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยให้ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างโดยรวมค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำได้ในเวลาทำงานปกติของแต่ละวันทำงานเป็นอัตราชั่วโมงละเท่าใด โจทก์ทำงานแต่ละวันเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ กี่ชั่วโมง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันทำงานหรือไม่ เพียงใด จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานเพิ่มเติมให้แก่โจทก์อีกหรือไม่ เพียงใด ให้คำนวณค่าชดเชยจากเงินเดือนสุดท้ายรวมค่าเที่ยวส่วนที่เป็นค่าจ้างตามผลงานในเวลาทำงานปกติ 180 วันทำงานย้อนหลังนับแต่วันเลิกจ้าง และให้รับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในส่วนค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ แล้วให้ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาในประเด็นดังกล่าวใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงและปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า บริษัท ภ. ทำสัญญาจ้างจำเลยให้เป็นผู้ขนส่งแร่ทองแดงจากเหมืองในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกลับมายังประเทศไทยเพื่อส่งมอบแก่บริษัท ภ. ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุก ประจำหน่วยงานบริษัท ภ. ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีหน้าที่ขับรถบรรทุกไปรับแร่ทองแดงที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกลับมายังประเทศไทย ผ่านด่านชายแดนจังหวัดหนองคาย ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,514.74 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 28 ของเดือน นอกจากเงินเดือนแล้วโจทก์ยังได้รับค่าเที่ยว ค่าขับรถไปให้พนักงานล้าง ค่าคลุมผ้าใบ และค่าพักรอในกรณีต่าง ๆ วันที่ 27 มกราคม 2563 จำเลยเลิกจ้างโจทก์และให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แล้ว 87,088.44 บาท แล้ววินิจฉัยว่า การเลิกจ้างของจำเลยไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุกโดยไม่ได้ขับแต่มีพนักงานขับรถคู่กะเป็นผู้ขับ และเวลาที่โจทก์รออยู่ที่บ้านพักจังหวัดหนองคายเป็นเวลาทำงานและเวลาพักรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เวลาทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานเป็นไปโดยเหมาะสมและเป็นธรรม จึงให้หักจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลา 5,414 ชั่วโมง ออกไปจำนวนครึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสอง คงเป็นเวลาทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงาน 2,707 ชั่วโมง ค่าตอบแทนที่เรียกว่าค่าเที่ยวตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 5 ข้อ 5.1 ใช้บังคับกับโจทก์ไม่ได้ ค่าเที่ยว ค่าขับรถไปให้พนักงานล้าง และค่าคลุมผ้าใบเป็นการจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานถือเป็นค่าจ้าง ส่วนค่าพักรอที่จังหวัดหนองคายเป็นสวัสดิการในระหว่างรอไม่ใช่ค่าจ้าง ค่าจ้างของโจทก์คิดจากเงินเดือน รวมกับค่าเที่ยว ค่าคลุมผ้าใบ และค่าขับรถไปให้พนักงานล้าง แต่ไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอนเนื่องจากในแต่ละเดือนมีจำนวนไม่เท่ากัน จึงหาค่าเฉลี่ยแล้วเป็นค่าจ้าง 26,840.57 บาท ต่อเดือน หรือคิดเป็นรายวันได้วันละ 894.68 บาท โจทก์ทำงานติดต่อกันเกินกว่า 3 ปี แต่ยังไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 161,042.40 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์บางส่วนจำนวน 87,088.44 บาท คงเหลือค่าชดเชยค้างจ่าย 73,953.96 บาท โจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงาน 167,139.79 บาท จำเลยจ่ายค่าเที่ยวย้อนหลังรวม 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเงิน 95,635 บาท ครบถ้วนแล้ว โจทก์ควรได้วันหยุดประจำสัปดาห์ในเดือนมกราคม 2563 เพิ่มอีก 1 วัน และเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพิ่มอีก 1 วัน รวมเป็น 2 วัน และมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 3,578.56 บาท เห็นควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันหยุด 2 วัน ให้แก่โจทก์ในอัตราเท่ากับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานจำนวน 6,473.88 บาท เพื่อความเป็นธรรม จำเลยต้องรับผิดค่าชดเชยส่วนที่ขาด ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ และค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานและค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันหยุด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ค่าขับรถไปให้พนักงานล้างและค่าคลุมผ้าใบไม่เป็นค่าจ้าง ขณะที่พนักงานขับรถคู่กะเป็นผู้ขับรถ โจทก์พักอยู่ในรถแต่ไม่มีความเป็นอิสระที่จะไปทำอย่างอื่นได้ หากมีกรณีเหตุจำเป็นที่คู่กะไม่สามารถขับรถต่อได้ โจทก์ก็สามารถเปลี่ยนเป็นผู้ขับรถได้ทันทีซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยตรง จึงเป็นการทำงานให้แก่จำเลยมิใช่เวลาพัก โจทก์จึงสามารถนำเวลาที่โจทก์มิได้ขับรถและพักอยู่ในรถขณะที่คู่กะเป็นผู้ขับรถมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้ ส่วนเวลาที่โจทก์รออยู่ที่บ้านพักจังหวัดหนองคายนั้นมิใช่การทำงานให้แก่นายจ้าง ไม่มีสิทธินำเวลาดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง เมื่อโจทก์ขับรถใช้เวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมง เงินค่าเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง หากโจทก์ขับรถใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมง ระยะเวลาการขับรถในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 6 โดยอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงดังเช่นกรณีนี้ ต้องถือเกณฑ์ค่าจ้างทั้งส่วนที่เป็นเงินเดือนและส่วนที่เป็นค่าเที่ยวเฉลี่ยต่อชั่วโมงรวมกันเท่านั้น โดยคำนวณจากเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วย 8 อีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอัตราค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมง ส่วนค่าเที่ยวให้หารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานในเที่ยวนั้น โดยใช้ทั้งเวลาที่เป็นผู้ขับรถและเวลาที่พักอยู่ในรถขณะพนักงานขับรถคู่กะเป็นผู้ขับรถ จะเป็นอัตราค่าเที่ยวต่อชั่วโมงของวันนั้น ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างส่วนที่เป็นค่าเที่ยวเท่ากับอัตราค่าเที่ยวต่อชั่วโมงคูณด้วย 8 ชั่วโมง เมื่อนำค่าจ้างในส่วนของเงินเดือนเฉลี่ยต่อชั่วโมงกับค่าจ้างตามผลงานคือค่าเที่ยวต่อชั่วโมงของวันทำงานนั้นมารวมกันก็จะได้ฐานอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของวันทำงานนั้น ซึ่งค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในแต่ละวันทำงานจะเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของวันทำงานนั้นคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่ทำงานเกินกว่า 8 ชั่วโมง หากได้คำนวณตามวิธีการข้างต้นแล้ว เมื่อหักค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างตามผลงานออกแล้ว คงเหลือค่าเที่ยวที่เป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้วเป็นเงินน้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 6 เพียงใด โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยถ้าวันทำงานนั้นมีชั่วโมงทำงานไม่เกินเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง ค่าเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในวันนั้นก็จะถือเป็นค่าจ้างตามผลงานสำหรับการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานนั้นทั้งจำนวน ดังนั้น หากโจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ค่าเที่ยวที่จำเลยจ่ายจึงเป็นค่าจ้างตามผลงานในเวลาทำงานปกติและค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติปะปนอยู่ด้วยกัน วิธีคำนวณการหาเวลาทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานของศาลแรงงานภาค 2 ไม่ชอบเพราะเป็นการกำหนดให้แตกต่างไปจากความเป็นจริง ค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ย้อนหลังขึ้นไปนับแต่วันเลิกจ้าง ศาลแรงงานภาค 2 จึงไม่อาจนำค่าจ้างส่วนที่เป็นค่าเที่ยวแบบค่าเฉลี่ยเป็นรายเดือนและรายวันที่เท่ากันทุกวันมาคำนวณเป็นค่าชดเชยได้ แต่ต้องคำนวณค่าชดเชยจากเงินเดือนสุดท้ายของโจทก์รวมค่าเที่ยวที่เป็นค่าจ้างตามผลงานในเวลาทำงานปกติของแต่ละวันทำงานเพื่อเป็นฐานค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วันทำงานย้อนหลัง ซึ่งหากเป็นเงินมากกว่า 87,088.44 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วเท่าใดจำเลยก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ครบถ้วนแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วัน และมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 3,578.56 บาท เป็นการชี้ขาดตัดสินคดีนอกฟ้องนอกประเด็น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า เวลาที่โจทก์พักอยู่ในรถบรรทุกโดยไม่ได้ขับรถ เป็นเวลาทำงานหรือไม่ และต้องนำเวลาดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินเดือนและค่าเที่ยว โดยค่าเที่ยวเป็นการจ่ายตามผลงานที่คำนวณตามระยะทางไปส่งสินค้าและระยะเวลาในการขับรถบรรทุก และจำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นรายเที่ยว โดยใช้เวลาขับรถของโจทก์มาเป็นฐานในการคำนวณ มิได้นำเวลาที่พนักงานขับรถคู่กะของโจทก์เป็นผู้ขับ โดยโจทก์อยู่ในรถแต่ไม่ได้ขับมาเป็นฐานในการคำนวณด้วย ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446 - 2528/2564 โจทก์กับพนักงานขับรถคู่กะทำหน้าที่ขับรถบรรทุกโดยสลับกันขับรถคนละ 8 ชั่วโมง เรื่อยไปตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั้งขาไปและขากลับ ภายในรถบรรทุกมีที่นอนหลังที่นั่งคนขับสามารถพักผ่อนหลับได้ หากนับเวลาพักในรถเป็นเวลาทำงานปกติและทำงานล่วงเวลา จะเท่ากับโจทก์กับพนักงานขับรถคู่กะใช้เวลาขับรถคนละ 16 ชั่วโมง ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจขนส่งที่แตกต่างจากงานทั่วไป และขัดเจตนารมณ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นอกจากนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563 - 2565/2552 ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า นายจ้างอาจจัดสถานที่พักให้แก่ลูกจ้างได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งพิจารณาจากสถานที่ ลักษณะการทำงาน และจำนวนลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อธุรกิจขนส่งทางบกของจำเลยก็มีลักษณะเฉพาะตัว ที่พนักงานขับรถไม่สามารถพักด้วยการออกจากรถบรรทุกที่ขับได้ การพักในรถจึงควรถือเป็นเวลาพักที่ชอบเช่นกัน หากโจทก์จะต้องทำหน้าที่ขับรถในกรณีฉุกเฉินนอกเหนือจากเวลาทำงานปกติของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ดังนั้น เวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุก แต่ไม่ได้ขับรถ จึงไม่ใช่เวลาทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธินำเวลาดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกมีหน้าที่ขับรถบรรทุกไปรับแร่ทองแดงที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้วกลับมายังประเทศไทยผ่านด่านชายแดนจังหวัดหนองคาย โจทก์จึงเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 2 กำหนดว่า "ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง" ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลาเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุหรือปัญหาการจราจร" และข้อ 6 กำหนดว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว" ดังนั้น งานขนส่งทางบกจึงมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการทำงาน โดยลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ในกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ลูกจ้างก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่างานที่โจทก์ต้องปฏิบัติให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานคือการขับรถบรรทุกสินค้า โดยจำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ ในส่วนของเงินค่าเที่ยวเป็นการจ่ายตามผลงานที่โจทก์ทำได้ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ในการปฏิบัติหน้าที่งานขนส่ง โจทก์จะเดินทางไปและกลับพร้อมกับพนักงานขับรถคู่กะ พนักงานขับรถคนใดเป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจะต้องนำใบขับขี่ของตนไปรูดที่เครื่องรูดบัตรประจำรถก่อน เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลประจำรถ การทำงานของโจทก์มีเวลาสิ้นสุดที่ไม่แน่นอน จำเลยจึงจัดให้มีระเบียบว่าด้วยการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุกหรือนโยบายความเหนื่อยล้าจากการขับรถที่กล่าวถึงการนำกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังกล่าวมาใช้ในการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์กับพนักงานขับรถคู่กะจะสลับกันขับรถบรรทุกตลอดเส้นทาง กล่าวคือ เมื่อพนักงานขับรถคนแรกขับรถบรรทุกจากอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ไปถึงจังหวัดขอนแก่นแล้ว จะเปลี่ยนให้พนักงานขับรถคนที่สองขับรถบรรทุกจากจังหวัดขอนแก่นไปยังจังหวัดหนองคาย หลังจากนั้นจะสลับให้พนักงานขับรถบรรทุกคนแรกขับรถบรรทุกต่อไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนพนักงานขับรถคนที่สองจะต้องพักรออยู่ที่จังหวัดหนองคาย จนเมื่อรับสินค้าเสร็จแล้วพนักงานขับรถคนแรกจะขับรถบรรทุกกลับมายังจังหวัดหนองคาย พนักงานขับรถคนที่สองจึงกลับมาทำหน้าที่ขับรถบรรทุกต่อไปยังจังหวัดขอนแก่น หลังจากนั้นพนักงานขับรถคนแรกจะรับช่วงต่อเป็นผู้ขับรถบรรทุกต่อไปยังอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเส้นทางแต่ละช่วงพนักงานขับรถจะปฏิบัติหน้าที่คนละ 6 ถึง 8 ชั่วโมง ยกเว้นบางวันที่อาจขับรถเกินเวลาทำงานปกติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกำหนดให้มีพนักงานขับรถบรรทุกสองคนประจำรถบรรทุกแต่ละคันเพื่อมิให้การทำงานขับรถขนส่งสินค้าทางไกลของลูกจ้างแต่ละคนเกินระยะเวลาการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อคำนึงถึงการจ่ายค่าจ้างประเภทค่าเที่ยว การบันทึกข้อมูลของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติหน้าที่ ประกอบข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาทำงานของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกแล้ว งานขับรถของโจทก์ย่อมเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกในช่วงเวลาที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น เพราะหากนับระยะเวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุกตลอดเวลารวมกันโดยไม่พิจารณาว่าโจทก์ขับรถบรรทุกจริงในช่วงเวลาใดแล้ว จะทำให้การนับระยะเวลาการทำงานของโจทก์หรือพนักงานขับรถทุกคนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติงานจริงแต่อย่างใด แม้โจทก์ต้องพักอยู่ในรถบรรทุกในระหว่างที่พนักงานขับรถคู่กะกำลังปฏิบัติหน้าที่ขับรถอาจทำให้โจทก์ขาดความสะดวกสบายหรือไม่มีอิสระไปบ้าง แต่ก็เป็นเพราะลักษณะหรือสภาพของงานขนส่งทางบกซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากการจ้างแรงงานในประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อมิให้ลูกจ้างต้องขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจนกระทบต่อสวัสดิภาพของลูกจ้างเอง ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่พนักงานขับรถคู่กะของโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และโจทก์ต้องขับรถบรรทุกแทนจนเกิน 8 ชั่วโมง โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้ตามความจริง ดังนั้น เวลาที่โจทก์พักในรถบรรทุกโดยไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจึงไม่เป็นการทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่สามารถนำเวลาที่โจทก์มิได้ขับรถบรรทุกมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้นำเวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุกทั้งหมดแม้โจทก์จะไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำเวลาที่โจทก์พักอยู่ในรถบรรทุกขณะที่พนักงานขับรถคู่กะเป็นผู้ขับรถบรรทุกมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
จำแลง กุลเจริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567
#709573
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้นและในกรณีเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ แต่การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จำนองภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองนี้ส่งผลเพียงทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนองหรือผู้รับจำนองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อลูกหนี้และหรือผู้จำนอง แสดงว่ากฎหมายมุ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 728 เดิม โดยมาตรา 728 เดิม มิได้บัญญัติถึงการต้องบอกกล่าวผู้จำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ แต่หากพิจารณาควบคู่กับมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า... จึงจะบังคับจำนองได้" ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกันว่า "บังคับจำนอง" และเมื่อพิจารณา ป.พ.พ. มาตรา 229 (2) ที่ได้บัญญัติถึงการรับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองว่า หากผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด ให้เอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป กับมาตรา 489 ที่กำหนดให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์สินที่ติดจำนองยึดหน่วงราคาค่าซื้อไว้ได้หากว่าตนถูกขู่หรือเชื่อว่าจะถูกขู่ว่าจะฟ้องคดีโดยผู้รับจำนองหรือผู้เรียกร้องเอาทรัพย์สินนั้น ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวพันถึงลูกหนี้ด้วยในที่สุดนั่นเอง เมื่อคดีนี้ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือ ภ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจำนองยิ่งต้องมีหน้าที่บอกกล่าวลูกหนี้ คือ บริษัท บ. ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เพราะหากลูกหนี้และหรือผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธาน ผลของการนั้น ๆ ย่อมกระทบภาระการจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่เหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของผู้รับโอนด้วยไม่มากก็น้อย และแม้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือทายาทของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันประสงค์จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนอง ป.พ.พ. มาตรา 738 ก็ยังบัญญัติให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นด้วย ดังนั้น เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วย เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท บ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินได้ ส่วนจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของ อ. จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับโอนที่ดิน แม้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่จำเลยดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อจำเลยดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้ การไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นสิทธิที่ผู้รับโอนจะใช้ตามความประสงค์ของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 และ 737 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาสั่งบังคับให้ไถ่ถอนได้เพราะหากผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองก็ได้แต่จะดำเนินการบังคับจำนองเท่านั้น สภาพแห่งหนี้ในกรณีนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ขอบังคับเช่นนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนองมิฉะนั้นให้โจทก์บังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาดได้ต่อไปจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 318,244,022.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.60 ต่อปี ของต้นเงิน 62,916,119.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 72280 และ 82147 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 ,89682, 90766, 90767, 90944 และ 90945 (ที่ถูก 90954) ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 และ 89682 จำเลยที่ 4 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90766 จำเลยที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90767 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 080/2538 ในมูลหนี้ 14,502,586.41 บาท หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ของนางสงัด ผู้ค้ำประกัน ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 082/2539 จำนวน 48,030,908.75 บาท ให้จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองโฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนวนหนี้ดังกล่าว หากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางสงัดและนางอำพันที่ตกทอดแก่ตนตามลำดับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 และขอให้บังคับสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นลูกหนี้กู้ยืมเงินจากบริษัท ง. มีนางระภี และนางสงัด เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กับมีนายชาญธวัช จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดหนี้ส่วนที่ยังขาด ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ซึ่งในเวลาต่อมานางระภีได้รับโอนที่ดินแปลงนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของบริษัท อ. รวมทั้งการค้ำประกันและการจำนองจากเจ้าหนี้เดิม เมื่อนางระภีถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของนางระภีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางระภีเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โจทก์ฟ้องและบรรยายฟ้องระบุตัวจำเลยที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางระภี จึงมีความหมายว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องตัวโจทก์เองเป็นจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ของนางระภีที่มีภาระการจำนองครอบอยู่ และโจทก์เองรับโอนสิทธิเรียกร้องการค้ำประกันและการจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิม ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ นายชาญธวัชจึงเป็นผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ส่วนนางระภีเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นางระภีจึงตกอยู่ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนองไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันด้วย โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการจำนองที่ดิน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า การที่ก่อนฟ้องโจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ด้วยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำขอให้ศาลพิพากษาสั่งยึดทรัพย์จำนองและให้ขายทอดตลาดหรือการขอบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้องนายชาญธวัช เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่นายชาญธวัชเป็นทายาทโดยธรรมของนางสงัด ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องนายชาญธวัชเป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 4 การบังคับจำนอง มีบทบัญญัติในมาตรา 728 ถึง 735 ซึ่งมาตรา 728 ที่แก้ไขใหม่ ที่ใช้บังคับกับการจำนองในคดีนี้ วรรคหนึ่งบัญญัติเงื่อนไขและขั้นตอนก่อนการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น และในกรณีเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวในวรรคหนึ่งให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ แต่การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จำนองภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองนี้ส่งผลเพียงทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนอง หรือผู้รับจำนองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อลูกหนี้และหรือผู้จำนอง แสดงว่ากฎหมายมุ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 เดิม ที่บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้" โดยมาตรา 728 เดิม มิได้บัญญัติถึงการต้องบอกกล่าวผู้จำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ นอกจากนี้ หากพิจารณาบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ควบคู่กับมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า... จึงจะบังคับจำนองได้" ก็จะเห็นว่าบทกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกันว่า "บังคับจำนอง" และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (2) ที่ได้บัญญัติถึงการรับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองว่า หากผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด ได้เอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป กับมาตรา 489 ที่ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์สินที่ติดจำนองยึดหน่วงราคาค่าซื้อไว้ได้หากว่าตนถูกขู่หรือเชื่อว่าจะถูกขู่ว่าจะฟ้องคดีโดยผู้รับจำนองหรือผู้เรียกร้องเอาทรัพย์สินนั้น ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวพันถึงลูกหนี้ด้วยในที่สุดนั่นเอง เมื่อคดีนี้ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือนางระภีซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจำนองยิ่งต้องมีหน้าที่บอกกล่าวลูกหนี้คือบริษัท อ. ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เพราะหากลูกหนี้และหรือผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธาน ผลของการนั้น ๆ ย่อมกระทบภาระการจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่เหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของผู้รับโอนด้วยไม่มากก็น้อย และแม้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือทายาทของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันประสงค์จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ก็ยังบัญญัติให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นด้วย เพราะฉะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิมและยังติดจำนองอยู่นั้น แม้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่จำเลยดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นสิทธิที่ผู้รับโอนจะใช้ตามความประสงค์ของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 และ 737 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาสั่งบังคับให้ไถ่ถอนได้ เพราะหากผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองก็ได้แต่จะดำเนินการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และ 735 เท่านั้น สภาพแห่งหนี้ในกรณีนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ขอบังคับเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนอง มิฉะนั้นให้โจทก์บังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาดได้ต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการที่โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยก่อนฟ้องบังคับจำนองจำเลยดังกล่าว และปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนองตามที่โจทก์มีคำขอเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นควรใช้ดุลพินิจกำหนดความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 229 ม. 489 ม. 728 ม. 735
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ช. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567
#710452
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 318,244,022.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.60 ต่อปี ของต้นเงิน 62,916,119.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 72280 และ 82147 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 ,89682, 90766, 90767, 90944 และ 90945 (ที่ถูก 90954) ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 และ 89682 จำเลยที่ 4 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90766 จำเลยที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90767 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 080/2538 ในมูลหนี้ 14,502,586.41 บาท หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ของนางสงัด ผู้ค้ำประกัน ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 082/2539 จำนวน 48,030,908.75 บาท ให้จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองโฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนวนหนี้ดังกล่าว หากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางสงัดและนางอำพันที่ตกทอดแก่ตนตามลำดับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 และขอให้บังคับสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นลูกหนี้กู้ยืมเงินจากบริษัท ง. มีนางระภี และนางสงัด เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กับมีนายชาญธวัช จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดหนี้ส่วนที่ยังขาด ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ซึ่งในเวลาต่อมานางระภีได้รับโอนที่ดินแปลงนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของบริษัท อ. รวมทั้งการค้ำประกันและการจำนองจากเจ้าหนี้เดิม เมื่อนางระภีถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของนางระภีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางระภีเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โจทก์ฟ้องและบรรยายฟ้องระบุตัวจำเลยที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางระภี จึงมีความหมายว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องตัวโจทก์เองเป็นจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ของนางระภีที่มีภาระการจำนองครอบอยู่ และโจทก์เองรับโอนสิทธิเรียกร้องการค้ำประกันและการจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิม ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ นายชาญธวัชจึงเป็นผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ส่วนนางระภีเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นางระภีจึงตกอยู่ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนองไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันด้วย โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการจำนองที่ดิน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า การที่ก่อนฟ้องโจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ด้วยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำขอให้ศาลพิพากษาสั่งยึดทรัพย์จำนองและให้ขายทอดตลาดหรือการขอบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้องนายชาญธวัช เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่นายชาญธวัชเป็นทายาทโดยธรรมของนางสงัด ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องนายชาญธวัชเป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 4 การบังคับจำนอง มีบทบัญญัติในมาตรา 728 ถึง 735 ซึ่งมาตรา 728 ที่แก้ไขใหม่ ที่ใช้บังคับกับการจำนองในคดีนี้ วรรคหนึ่งบัญญัติเงื่อนไขและขั้นตอนก่อนการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น และในกรณีเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวในวรรคหนึ่งให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ แต่การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จำนองภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองนี้ส่งผลเพียงทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนอง หรือผู้รับจำนองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อลูกหนี้และหรือผู้จำนอง แสดงว่ากฎหมายมุ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 เดิม ที่บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้" โดยมาตรา 728 เดิม มิได้บัญญัติถึงการต้องบอกกล่าวผู้จำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ นอกจากนี้ หากพิจารณาบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ควบคู่กับมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า... จึงจะบังคับจำนองได้" ก็จะเห็นว่าบทกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกันว่า "บังคับจำนอง" และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (2) ที่ได้บัญญัติถึงการรับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองว่า หากผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด ได้เอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป กับมาตรา 489 ที่ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์สินที่ติดจำนองยึดหน่วงราคาค่าซื้อไว้ได้หากว่าตนถูกขู่หรือเชื่อว่าจะถูกขู่ว่าจะฟ้องคดีโดยผู้รับจำนองหรือผู้เรียกร้องเอาทรัพย์สินนั้น ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวพันถึงลูกหนี้ด้วยในที่สุดนั่นเอง เมื่อคดีนี้ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือนางระภีซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจำนองยิ่งต้องมีหน้าที่บอกกล่าวลูกหนี้คือบริษัท อ. ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เพราะหากลูกหนี้และหรือผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธาน ผลของการนั้น ๆ ย่อมกระทบภาระการจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่เหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของผู้รับโอนด้วยไม่มากก็น้อย และแม้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือทายาทของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันประสงค์จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ก็ยังบัญญัติให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นด้วย เพราะฉะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิมและยังติดจำนองอยู่นั้น แม้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่จำเลยดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นสิทธิที่ผู้รับโอนจะใช้ตามความประสงค์ของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 และ 737 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาสั่งบังคับให้ไถ่ถอนได้ เพราะหากผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองก็ได้แต่จะดำเนินการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และ 735 เท่านั้น สภาพแห่งหนี้ในกรณีนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ขอบังคับเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนอง มิฉะนั้นให้โจทก์บังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาดได้ต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการที่โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยก่อนฟ้องบังคับจำนองจำเลยดังกล่าว และปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนองตามที่โจทก์มีคำขอเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นควรใช้ดุลพินิจกำหนดความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 735 ม. 738
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ช. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567
#717477
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดังกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์

ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปาก ห. ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 906,809.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 866,227 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 906,809.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 866,227 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จำเลยยังไม่ได้รับสัญชาติไทยได้นำรายการทะเบียนบ้านของนายจำเนียร เลขบัตรประจำตัวประชาชน 3 - 2204 - 0027 x - xx x บุตรของนางยุพิน และนายสมบัติ ซึ่งเป็นบุคคลอื่นมาใช้เป็นหลักฐานการสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว โดยได้รับเงินค่าตอบแทนจากโจทก์ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 เป็นเงิน 2,322 บาท ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 จำเลยได้รับเลือกเป็นกำนันตำบลเทอดไท อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อีกตำแหน่งหนึ่ง ได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2562 เป็นเงิน 863,905 บาท รวมค่าตอบแทนที่ได้รับจากโจทก์เป็นเงิน 866,227 บาท ตามหนังสือสำคัญแสดงการเป็นผู้ใหญ่บ้านและหนังสือสำคัญแสดงการเป็นกำนัน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำเลยถูกนายทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง จำหน่ายชื่อและรายการทางทะเบียนราษฎรเพราะเชื่อได้ว่าการมีชื่อและลงรายการทางทะเบียนราษฎรการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อและรายการของจำเลยดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ หรือโดยอำพรางหรือมีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 เป็นเหตุให้จำเลยขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตั้งแต่ต้น จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ตามหนังสือที่ว่าการอำเภอแม่ฟ้าหลวง และนายอำเภอแม่ฟ้าหลวงได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านและมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 พร้อมให้คืนเงินค่าตอบแทนในตำแหน่งที่ได้รับระหว่างการดำรงตำแหน่งเป็นเงิน 866,227 บาท ตามคำสั่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินค่าตอบแทนจำนวน 866,227 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 6 มีนาคม 2563 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระตามหนังสือกรมการปกครองและไปรษณีย์ตอบรับ

มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า อุทธรณ์ที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดัวกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกนายทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวงจำหน่ายชื่อและรายการทางทะเบียนราษฎรเพราะเชื่อได้ว่าการมีชื่อและลงรายการทางทะเบียนราษฎร การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อและรายการของจำเลยดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ หรือโดยอำพราง หรือมีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 เป็นเหตุให้จำเลยขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตั้งแต่ต้น แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความและข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือข้อใด อย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยกลับกล่าวอ้างข้อเท็จจริงประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่ว่า แม้ขณะจำเลยลงสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนัน จำเลยได้ยื่นเอกสารไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อทางราชการ แต่ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาจำเลยดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) เลขที่ 9 หมู่ที่ 1 ตำบลเทอดไท อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยจากการตรวจสอบเอกสารและสอบปากคำพยานบุคคล ปรากฏว่าจำเลยเกิดในราชอาณาจักรไทย จำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) จำเลยจึงมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงอื่นในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างเอกสารท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายหิรัญกฤษฎิ์ ปลัดอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นพยานสืบประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเป็นสำเนาบันทึกข้อความของที่ทำการปกครองแม่ฟ้าหลวงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากนายหิรัญกฤษฎิ์ ปลัดอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2) และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำคำเบิกความนายหิรัญกฤษฎิ์และพยานเอกสารท้ายอุทธรณ์ที่สืบเพิ่มเติมดังกล่าวมาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 การที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันมาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 และได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ตลอดมาจึงเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ว่า พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้คู่ความฝ่ายใดยกปัญหาใด ๆ ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นได้นั้นมีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จำเลยจึงมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันนั้น ปัญหานี้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อนว่าจำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ก็เป็นเรื่องเฉพาะกรณีของคู่ความ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์อีก จึงไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าตอบแทนผู้ใหญ่บ้านและกำนันที่ได้รับแก่โจทก์มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี และอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และแก้เป็นว่าสำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงิน 866,227 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสอง ม. 199 วรรคสอง ม. 238 ม. 240 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการปกครอง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
ธารทิพย์ จงจักรพันธ์
ทินกร ก่อเพียรเจริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2567
#712721
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 กรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อปรากฏว่า ในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย ถ้าจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 แม้จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับบทมาตราดังกล่าวเฉพาะแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย เมื่อทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย หากทนายจำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาจึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยและมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การกับให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนในวันนัดฝ่ายเดียว และมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบสมควรต้องเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้โดยไม่ต้องทำเป็นอุทธรณ์เพราะจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าต้องทำเป็นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีจะถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 ธันวาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 จำเลยรับทำสัญญาประกันชีวิตนางสาวปรีชา มารดาโจทก์ แบบเมืองไทยสมาร์ท โพรเทคชั่น 99/20 ชนิดไม่มีเงินปันผล เป็นเงิน 1,500,000 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยรายปี ปีละ 36,675 บาท รวม 20 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 27 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2615 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ นางสาวปรีชาชำระเบี้ยประกันชีวิตปี 2561 และปี 2562 รวมเป็นเงิน 73,350 บาท ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2563 นางสาวปรีชาถึงแก่ความตายด้วยอาการระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์แจ้งขอรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตจากจำเลยแล้ว ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2563 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตอ้างว่านางสาวปรีชาผู้เอาประกันชีวิตมีสุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรง มีประวัติเจ็บป่วยและรักษาโรคก่อนวันเริ่มทำสัญญาประกันชีวิต ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมีการพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์และทนายจำเลยมาศาล ทนายจำเลยแถลงว่าประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝ่ายโจทก์และขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ โดยจะขอยื่นคำให้การภายใน 7 วัน ทนายโจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับฝ่ายจำเลยและคัดค้านที่จำเลยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ โจทก์ประสงค์ที่จะนำพยานเข้าสืบในวันนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยและคัดค้านการขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยมีระยะเวลาในการเตรียมตัวนานแล้ว ประกอบกับโจทก์ประสงค์ที่จะสืบพยาน จึงไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานโดยทนายจำเลยได้ใช้สิทธิในการถามค้านแล้วจนจบปาก แล้วทนายโจทก์แถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา ให้นัดฟังคำพิพากษา วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่สอบคำให้การจำเลยและสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ว่า จำเลยไม่ได้แถลงว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นคำให้การหรือจะให้การด้วยวาจา ทั้งทนายจำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยการถามค้านพยานโจทก์ หากทนายจำเลยเห็นว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบทนายจำเลยก็สามารถโต้แย้งได้ภายในวันดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าทนายจำเลยได้โต้แย้ง จึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง และในชั้นอุทธรณ์จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์อ้างว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เพื่อให้จำเลยมีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์มาในคำแก้อุทธรณ์มิได้ จึงไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และวรรคสองบัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีความหมายว่าในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การก็เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย ถ้าจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 แม้จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจต่อรองทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยกว่าผู้ประกอบธุรกิจ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับบทมาตราดังกล่าวเฉพาะแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวจึงต้องใช้บังคับแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย ดังนั้นเมื่อทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย หากทนายจำเลยไม่ประสงค์จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจา จึงจะถือได้ว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อผลของการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบ ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยและมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ กับให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนไปในวันนัดดังกล่าวฝ่ายเดียว และมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สมควรต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยเคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์แล้ว แม้จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์อ้างว่ากระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยสามารถตั้งประเด็นดังกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ได้โดยไม่จำต้องทำเป็นอุทธรณ์เพราะจำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นจึงไม่มีเหตุผลใดให้จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นเรื่องกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 46 จำเลยจึงยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องกระบวนพิจารณาผิดระเบียบได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยประเด็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเพราะเห็นว่าต้องทำเป็นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีจะถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้ออื่นต่อไปได้ คดีมีเหตุอันสมควรต้องยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่นับตั้งแต่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 225 ม. 243 (2) ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 26 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธรรมรัต สงวนพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567
#709533
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้

เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก็ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 409,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.0562 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแทน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเป็นเงิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ในราคา 1,598,688 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 22,204 บาท รวม 72 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 มกราคม 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 3 ของทุกเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 18 งวด เป็นเงิน 399,672 บาท โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 19 ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และนำออกประมูลขายได้ในราคา 830,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ในข้อนี้ แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะไม่ได้ความชัดเจนว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมราคาไปเพียงใด แต่ปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาเงินสดไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,299,532.71 บาท หักเงินดาวน์ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 13,103.74 บาท คงเหลือราคาเงินสดเป็นเงิน 1,286,428.97 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาแล้ว 373,525.20 บาท โดยครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อรวมแล้วประมาณ 1 ปี 10 เดือน และปรากฏตามใบตรวจเช็คสภาพรถยนต์ว่ามีการใช้งานเป็นระยะทาง 32,299 กิโลเมตร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และเมื่อค่าเสื่อมราคาที่กำหนดให้นี้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องและที่แก้ไขใหม่ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 จึงกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ขอ เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 15,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสิ้น 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากค่าเสื่อมราคาที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมภายหลังจากการที่สัญญาเลิกกันแล้ว เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง คงต้องรับผิดเฉพาะแต่ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567
#709674
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 409,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.0562 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแทน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเป็นเงิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ในราคา 1,598,688 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 22,204 บาท รวม 72 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 มกราคม 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 3 ของทุกเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 18 งวด เป็นเงิน 399,672 บาท โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 19 ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และนำออกประมูลขายได้ในราคา 830,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ในข้อนี้ แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะไม่ได้ความชัดเจนว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมราคาไปเพียงใด แต่ปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาเงินสดไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,299,532.71 บาท หักเงินดาวน์ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 13,103.74 บาท คงเหลือราคาเงินสดเป็นเงิน 1,286,428.97 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาแล้ว 373,525.20 บาท โดยครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อรวมแล้วประมาณ 1 ปี 10 เดือน และปรากฏตามใบตรวจเช็คสภาพรถยนต์ว่ามีการใช้งานเป็นระยะทาง 32,299 กิโลเมตร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และเมื่อค่าเสื่อมราคาที่กำหนดให้นี้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องและที่แก้ไขใหม่ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 จึงกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ขอ เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 15,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสิ้น 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากค่าเสื่อมราคาที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมภายหลังจากการที่สัญญาเลิกกันแล้ว เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง คงต้องรับผิดเฉพาะแต่ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567
#724092
เปิดฉบับเต็ม

*โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้

เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

* ประเด็นนี้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 409,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.0562 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแทน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แทน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเป็นเงิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ในราคา 1,598,688 บาท ผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 22,204 บาท รวม 72 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 มกราคม 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 3 ของทุกเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 18 งวด เป็นเงิน 399,672 บาท โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 19 ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมา โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และนำออกประมูลขายได้ในราคา 830,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาอันเป็นค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ในข้อนี้ แม้พยานหลักฐานของโจทก์จะไม่ได้ความชัดเจนว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสื่อมราคาไปเพียงใด แต่ปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาเงินสดไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,299,532.71 บาท หักเงินดาวน์ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 13,103.74 บาท คงเหลือราคาเงินสดเป็นเงิน 1,286,428.97 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มมาแล้ว 373,525.20 บาท โดยครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อรวมแล้วประมาณ 1 ปี 10 เดือน และปรากฏตามใบตรวจเช็คสภาพรถยนต์ว่ามีการใช้งานเป็นระยะทาง 32,299 กิโลเมตร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และเมื่อค่าเสื่อมราคาที่กำหนดให้นี้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องและที่แก้ไขใหม่ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ฎีกาขอดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 จึงกำหนดให้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ขอ เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 15,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสิ้น 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากค่าเสื่อมราคาที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมภายหลังจากการที่สัญญาเลิกกันแล้ว เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง คงต้องรับผิดเฉพาะแต่ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 10,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายเอกชัย นุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023 -ที่ 5025/2567
#710157
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ตามมาตรา 4 ให้ความหมายว่าผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อจาก จ. ที่รับซื้อฝากมาจาก ส. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 107,440 บาท 89,533.33 บาท และ 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 80,580 บาท 67,150 บาท และ 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 เลขที่ 340 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 เป็นเงิน 107,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76085 เลขที่ดิน 341 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 เลขที่ดิน 342 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคนับถัดจากวันฟ้องให้ชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิก จำเลยมีฐานะเป็นกรม เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นกองทุนหนึ่งของจำเลย ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินข้างต้น โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 34 ถึงมาตรา 36 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มีมติในการประชุมครั้งที่ 12/2550 วินิจฉัยว่าทรัพย์สินของนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาซึ่งถูกตรวจสอบจำนวน 109 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากนั้นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี มีใจความตอนหนึ่งว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวข้างต้นเป็นกรรมสิทธิ์ของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาหลบหนีและไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ครบ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง วันที่ 30 มกราคม 2562 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต้องชำระเดือนละ 850 บาท 850 บาท และ 1,020 บาท ตามลำดับ และคิดเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้าอัตราร้อยละ 10 ต่อปี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้หมายความว่า ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ส่วน "สิทธิในที่ดิน" หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย นอกจากนี้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ข้อ 15 ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภค รวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยข้อ 2 นิยาม "สิทธิในที่ดิน" และ "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" สอดคล้องทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวระบุว่า หมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากผู้จัดสรรที่ดิน และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไปและผู้จัดสรรที่ดิน (ในกรณีที่มีที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อ และ/หรือได้โอนกลับมาเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน) โดยที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. นี้ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใด ทั้งหากตีความคำว่าผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจำกัดเพียงเท่าที่จำเลยอ้าง นอกจากจำเลยจะไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงนี้ต่อจากจำเลยและผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป ก็จะหลุดพ้นจากหน้าที่ในค่าใช้จ่ายนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้ที่ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินอีกทอดหนึ่ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ที่มุ่งหมายให้สมาชิกร่วมกันออกค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้านที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ เช่นนี้แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนจะตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" ดังที่กล่าวมาข้างต้น จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสามสำนวนนี้โจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกหมู่บ้าน บ. ฟ้องจำเลยในฐานะที่เป็นสมาชิกเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวให้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างในเรื่องมูลหนี้แต่อย่างใดหากแต่ให้การรับว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค และยังให้การต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ๆ ละ 850 บาท และชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2562 เมื่อนับเวลาตั้งแต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับหนี้เงินดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ตามมาตรา 193/33 (4) จึงไม่อาจหยิบยกอายุความตามมาตราดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 15 วรรคหนึ่ง ระบุว่า สมาชิกแต่ละรายจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน ตามอัตราที่คิดจากอัตราส่วนเนื้อที่ดินที่สมาชิกถือครอง ตามอัตราที่ประชุมใหญ่สมาชิกจะกำหนด วรรคสอง ระบุว่า อัตราข้างต้นให้สมาชิกชำระล่วงหน้าเป็นรายเดือน และจะต้องชำระภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนด และหรือคณะกรรมการนิติบุคคลได้ปิดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบโดยเปิดเผยภายในหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อยโดยชำระ ณ สำนักงานที่ตั้งของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เช่นนี้จำเลยจึงต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดสาธารณูปโภคแต่ละเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนนั้น ๆ อายุความที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือนนั้นเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในส่วนนี้ แต่ละจำนวนนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ตามที่โจทก์คำนวณมาและอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อนึ่ง ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง นางสาวสมจิตต์ ซื้อมาจากผู้จัดสรรที่ดิน ต่อมานางสาวสมจิตต์ขายฝากมีกำหนด 1 ปี ให้แก่นายจงรักษ์ เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อมาจากนายจงรักษ์ กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จำเลยจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วย 5,730 บาท กับชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ส่วนชั้นฎีกา 450 บาท และ 500 บาท จึงต้องคืนเงินในส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 โฉนดเลขที่ 76085 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 และโฉนดเลขที่ 76084 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 ที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 เดือนละ 1,020 บาท เดือนละ 850 บาท และเดือนละ 850 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ของแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้เป็นไปตามอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ชั้นฎีกา 950 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,730 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 47 ม. 49
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวณัชชา จิราอัคริมากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023 -ที่ 5025/2567
#717476
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว คือ ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์

จำเลยให้การรับว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด

ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส. ซื้อมาจากผู้จัดสรรที่ดินแล้วขายฝากมีกำหนด 1 ปี ให้แก่ จ. เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวต่อมาจาก จ. กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 107,440 บาท 89,533.33 บาท และ 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 80,580 บาท 67,150 บาท และ 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 เลขที่ 340 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 เป็นเงิน 107,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76085 เลขที่ดิน 341 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) และให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 เลขที่ดิน 342 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคนับถัดจากวันฟ้องให้ชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิก จำเลยมีฐานะเป็นกรม เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นกองทุนหนึ่งของจำเลย ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินข้างต้น โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 34 ถึงมาตรา 36 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มีมติในการประชุมครั้งที่ 12/2550 วินิจฉัยว่าทรัพย์สินของนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาซึ่งถูกตรวจสอบจำนวน 109 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากนั้นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต่อมาจำเลยมีหนังสือ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี มีใจความตอนหนึ่งว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวข้างต้นเป็นกรรมสิทธิ์ของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาหลบหนีและไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ครบ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง วันที่ 30 มกราคม 2562 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต้องชำระเดือนละ 850 บาท 850 บาท และ 1,020 บาท ตามลำดับ และคิดเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้าอัตราร้อยละ 10 ต่อปี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้หมายความว่า ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ส่วน "สิทธิในที่ดิน" หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย นอกจากนี้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ข้อ 15 ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภค รวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยข้อ 2 นิยาม "สิทธิในที่ดิน" และ "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" สอดคล้องทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวระบุว่า หมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากผู้จัดสรรที่ดิน และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไปและผู้จัดสรรที่ดิน (ในกรณีที่มีที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อ และ/หรือได้โอนกลับมาเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน) โดยที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. นี้ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใดไม่ ทั้งหากตีความคำว่าผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจำกัดเพียงเท่าที่จำเลยอ้าง นอกจากจำเลยจะไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงนี้ต่อจากจำเลยและผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป ก็จะหลุดพ้นจากหน้าที่ในค่าใช้จ่ายนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้ที่ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินอีกทอดหนึ่ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ที่มุ่งหมายให้สมาชิกร่วมกันออกค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้านที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ เช่นนี้แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนจะตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" ดังที่กล่าวมาข้างต้น จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสามสำนวนนี้โจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกหมู่บ้าน บ. ฟ้องจำเลยในฐานะที่เป็นสมาชิกเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวให้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างในเรื่องมูลหนี้แต่อย่างใดหากแต่ให้การรับว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค และยังให้การต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ๆ ละ 850 บาท และชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2562 เมื่อนับเวลาตั้งแต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับหนี้เงินดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ตามมาตรา 193/33 (4) จึงไม่อาจหยิบยกอายุความตามมาตราดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 15 วรรคหนึ่ง ระบุว่า สมาชิกแต่ละรายจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน ตามอัตราที่คิดจากอัตราส่วนเนื้อที่ดินที่สมาชิกถือครอง ตามอัตราที่ประชุมใหญ่สมาชิกจะกำหนด วรรคสอง ระบุว่า อัตราข้างต้นให้สมาชิกชำระล่วงหน้าเป็นรายเดือน และจะต้องชำระภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนด และหรือคณะกรรมการนิติบุคคลได้ปิดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบโดยเปิดเผยภายในหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อยโดยชำระ ณ สำนักงานที่ตั้งของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เช่นนี้จำเลยจึงต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดสาธารณูปโภคแต่ละเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนนั้น ๆ อายุความที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือนนั้นเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในส่วนนี้ แต่ละจำนวนนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ตามที่โจทก์คำนวณมาและอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อนึ่ง ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง นางสาวสมจิตต์ ซื้อมาจากผู้จัดสรรที่ดิน ต่อมานางสาวสมจิตต์ขายฝากมีกำหนด 1 ปี ให้แก่นายจงรักษ์ เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อมาจากนายจงรักษ์ กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จำเลยจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วย 5,730 บาท กับชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ส่วนชั้นฎีกา 450 บาท และ 500 บาท จึงต้องคืนเงินในส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 โฉนดเลขที่ 76085 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 และโฉนดเลขที่ 76084 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 ที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 เดือนละ 1,020 บาท เดือนละ 850 บาท และเดือนละ 850 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ของแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้เป็นไปตามอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ชั้นฎีกา 950 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,730 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 47 ม. 49
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5020/2567
#724091
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วตัดทอน ผ่า ถาก ไม้สัก อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 121,200 บาท และมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 121,200 บาท นั้น เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐรวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องระบุนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ด้วย) ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานอื่นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐ รวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx ของกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) กับพวก ได้รับแจ้งจากผู้ที่ต้องการรับสินบนนำจับว่ามีการลักลอบทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าขุนห้วยอูนที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่งาวฝั่งซ้าย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 518 (พ.ศ. 2515) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จึงร่วมกันไปตรวจสอบ พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้ ขี้เลื่อย ไม้สักแปรรูป 2 แผ่น/เหลี่ยม และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx จำนวน 1 คัน อยู่ในป่าที่เกิดเหตุ จึงซุ่มดูอยู่บริเวณดังกล่าว สักพักหนึ่งพบคนร้ายเป็นผู้ชายเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่ามุ่งตรงมายังที่เกิดเหตุ เมื่อคนร้ายเห็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้วิ่งหลบหนีไปที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของจำเลยและนางจันทร์ธิมา ภริยาจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ติดตามไปแต่ไม่พบตัวคนร้าย พบแต่นางจันทร์ธิมาจึงขอตรวจค้นภายในบ้าน ผลการตรวจค้นพบไม้สักแปรรูป 16 แผ่น/เหลี่ยม พร้อมเลื่อยโซ่ยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงพร้อมโซ่และแผ่นบังคับโซ่ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขเครื่อง 1 เครื่อง จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ตามบันทึกการตรวจยึด/ตรวจค้น บันทึกการยินยอมให้ตรวจสอบ และภาพถ่ายการตรวจยึด พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาจำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกมอบตัว-แจ้งข้อกล่าวหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คู่ความไม่อุทธรณ์ในความผิดฐานนี้ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางเป็นเพียงเครื่องเจียรชนิดใช้มือถือ (ลูกหมู) ที่นำมาดัดแปลงใส่บาร์โซ่และใช้พลังงานจากไฟฟ้า จึงมิใช่เลื่อยโซ่ยนต์ตามความหมายของพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 การที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดฐานนี้อีกจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความโดยมีข้อเท็จจริงขัดกับปกติวิสัย กล่าวคือ หากพยานโจทก์กับพวกเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุถึง 20 คน แล้วพบคนร้ายอยู่เพียงคนเดียว แม้คนร้ายวิ่งหลบหนี พยานโจทก์กับพวกต้องไล่ติดตามจับกุมได้ น่าเชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบเชื่อมโยงได้ว่ารถจักรยานยนต์และไม้สักแปรรูป 2 แผ่น ของกลางเป็นของจำเลย ส่วนไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้านที่เกิดเหตุเป็นไม้เก่าที่รื้อออกมาจากบ้านของบุตรสาวจำเลยนั้น โจทก์มีนายสุทัศน์ และนางสุมาลี พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีการลักลอบทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าที่เกิดเหตุ จึงร่วมกับพวกประมาณ 20 คน เดินทางไปตรวจสอบ พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้ ขี้เลื่อย และรถจักรยานยนต์จอดอยู่ 1 คัน มีไม้สักแปรรูป 2 แผ่น สภาพสดใหม่วางอยู่บนรถ พยานกับพวกซุ่มดูอยู่ใกล้ ๆ สักพักหนึ่งเห็นจำเลยเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่ามุ่งหน้าไปที่รถจักรยานยนต์ พยานทั้งสองจดจำจำเลยได้เนื่องจากเคยจับกุมจำเลยในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทำไม้ เมื่อจำเลยเห็นพยานทั้งสองกับพวกก็วิ่งหลบหนีไป พยานทั้งสองกับพวกไล่ติดตามจำเลยจนไปถึงบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่กับนางจันทร์ธิมา ภริยาจำเลย พบนางจันทร์ธิมาอยู่ที่บ้านแต่ไม่พบจำเลย สอบถามนางจันทร์ธิมาแล้วรับว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของจำเลย พยานทั้งสองตรวจค้นภายในบ้าน นางจันทร์ธิมายินยอมให้ตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบไม้สักแปรรูป 16 แผ่น วางกองรวมกันอยู่ และมีสายไฟฟ้าโยงมาจากชั้นสองของบ้านต่อเข้ากับเลื่อยโซ่ยนต์ นางจันทร์ธิมารับว่าไม้สักแปรรูปทั้งหมดและเลื่อยโซ่ยนต์เป็นของจำเลย แต่ไม่สามารถนำหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของไม้สักแปรรูปมาแสดงได้ พยานทั้งสองกับพวกจึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความสอดคล้องต้องกันโดยมีข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกับที่พยานโจทก์ทั้งสองเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยยืนยันว่าเห็นจำเลยเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่าที่เกิดเหตุมุ่งตรงมายังรถจักรยานยนต์และไม้สักแปรรูป 2 แผ่น ของกลาง บริเวณใกล้เคียงกับที่พบรถจักรยานยนต์และไม้สัก พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้และขี้เลื่อย ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยเพียง 5 เมตร จำเลยไม่ได้ปิดบังอำพรางใบหน้า ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองรู้จักและเห็นหน้าจำเลยมาก่อนเนื่องจากเคยจับกุมดำเนินคดีจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเห็นหน้าจำเลยได้อย่างชัดเจนและจดจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว เมื่อจำเลยวิ่งหลบหนีพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกวิ่งติดตามจำเลยไปตลอดไม่คลาดสายตาจนกระทั่งมาถึงบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยพักอาศัยอยู่กับภริยา พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบไม้สักแปรรูปอีก 16 แผ่น และเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง อยู่ภายในบ้าน แม้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเรื่องระยะทางจากป่าที่เกิดเหตุไปยังบ้านที่เกิดเหตุแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็เบิกความตอบโจทก์ถามติงแล้วว่า พยานคาดคะเนเอา ไม่ได้วัดระยะทางที่แน่นอน ส่วนการที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไม่สามารถจับกุมตัวจำเลยได้ก็มิใช่เรื่องผิดปกติวิสัยเพราะเป็นการไล่ติดตามภายในป่าที่เกิดเหตุซึ่งมีสภาพเป็นภูเขาไม่ใช่พื้นที่ราบ ทั้งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ผู้ที่ชำนาญเส้นทางย่อมสามารถหลบหนีการจับกุมได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีเหตุการณ์ที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไล่ติดตามจับกุมจำเลยในป่าที่เกิดเหตุแล้วจำเลยวิ่งหลบหนีมายังบ้านที่เกิดเหตุเกิดขึ้นจริง ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจะเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาต่อเนื่องกันโดยไม่มีหมายค้นซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฝ่ายจำเลยร้องเรียนในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่หรือแจ้งความดำเนินคดี น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง มิได้แต่งเรื่องเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ดังนั้น แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าที่เกิดเหตุ แต่พยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปไร่ข้าวโพดนั้นเป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนและจำเลยเพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปทำไม้สักและแปรรูปไม้สักในป่าที่เกิดเหตุ โดยไม้สักแปรรูปของกลาง 2 แผ่น ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ในป่าที่เกิดเหตุเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้และแปรรูปไม้ดังกล่าว แต่สำหรับไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ที่ตรวจยึดได้จากบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อได้ความว่าในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดนั้น ไม้สักทั้ง 16 แผ่น ดังกล่าวอยู่ในสภาพเป็นไม้แปรรูปแล้ว โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงว่าไม้สักแปรรูป 16 แผ่น ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าที่เกิดเหตุในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง อีกทั้งพยานโจทก์ปากนางสุมาลีก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม้สัก 2 แผ่น ที่ยึดได้จากป่ากับไม้สัก 16 แผ่น ที่ยึดได้จากบ้านจำเลยมีสภาพต่างกัน พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าที่เกิดเหตุหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ได้พร้อมกับเลื่อยโซ่ยนต์อันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการแปรรูปไม้ในสภาพที่ยังต่อพ่วงกับสายไฟพร้อมใช้งาน และบริเวณใกล้เคียงพบร่องรอยการแปรรูปไม้ มีเศษขี้เลื่อยกองกระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก ตามบันทึกการตรวจยึด/ตรวจค้นสอดคล้องกับที่พยานโจทก์ปากนายสุทัศน์และนางสุมาลีเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเองตามบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาและพยาน และเมื่อพนักงานสอบสวนไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุในวันเดียวกันก็ยังคงพบร่องรอยการแปรรูปไม้บริเวณใต้ถุนบ้าน ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ร่องรอยที่ปรากฏส่อแสดงให้เห็นได้ว่าในวันเกิดเหตุมีการใช้เลื่อยโซ่ยนต์แปรรูปไม้อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุเห็นจำเลยแปรรูปไม้อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ แต่เมื่อนางจันทร์ธิมาภริยาจำเลยเคยให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าตรวจค้นในวันเกิดเหตุว่า นางจันทร์ธิมาพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุกับจำเลยเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งจำเลยก็ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า บ้านที่เกิดเหตุเป็นของนางจันทร์ธิมา จำเลยมาอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำพยานมาสืบให้เห็นได้ว่ามีบุคคลอื่นนอกจากจำเลยและนางจันทร์ธิมาพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าผู้ที่แปรรูปไม้สักของกลาง 16 แผ่น นั้นเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลย ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้เก่าที่รื้อมาจากบ้านของบุตรสาวจำเลยนั้น เมื่อไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างแล้ว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวเป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาไม่น้อยกว่าสิบปี จึงไม่ใช่ไม้แปรรูปตามคำนิยามของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง ในปัญหานี้จำเลยเบิกความว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้ที่เคยใช้ปลูกบ้านบุตรสาว แต่เนื่องจากบุตรสาวต้องรับผิดในคดีที่ไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้ผู้อื่น จำเลยจึงนำมาเก็บรักษาไว้เพื่อไม่ให้ถูกบังคับคดี โดยนำมากองไว้ในบ้านหลายเดือนก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจยึด และจำเลยมีนายประหยัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านร้อง มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจะขอนำไม้เก่าจากบ้านบุตรสาวมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านเนื่องจากเกรงจะถูกบังคับคดี แต่จำเลยไม่เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนมาก่อน และไม่เคยนำนายประหยัดไปให้การต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นการง่ายที่จะยกขึ้นกล่าวอ้าง ประกอบกับจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าตัวเรือนหรืออาคารเคยตั้งอยู่ ณ ที่ใด ปลูกสร้างเมื่อใด มีการรื้อถอนจริงหรือไม่ เมื่อใด ลักษณะของไม้สักแปรรูปของกลางมีสภาพที่ผ่านการใช้ประโยชน์แล้วอย่างไร มีร่องรอยจากการรื้อถอนอย่างไร ทั้งทนายจำเลยก็ไม่อาจถามค้านพยานโจทก์ปากนายสุทัศน์และนางสุมาลีที่ต่างก็เบิกความประกอบภาพถ่ายการตรวจยึดไม้สักแปรรูปว่า ไม้สักแปรรูปของกลางเป็นไม้ใหม่ยังไม่ผ่านการใช้งาน ไม่ได้เคยนำไปสร้างบ้านมาก่อน ให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี ไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวจึงเป็นไม้แปรรูปตามคำนิยามของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) และเป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดไม้ได้ไม้เป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ตัดฟันต้นสักและใช้เลื่อยโซ่ยนต์แปรรูปไม้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วตัดทอน ผ่า ถาก ไม้สัก อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 121,200 บาท และมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 121,200 บาท นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4 แล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นสักหลายต้นในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วทำการแปรรูปไม้สักดังกล่าว อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้ไม้สักแปรรูปของกลาง 2 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.05 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐ 6,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.96 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐ 115,200 บาท ที่ยึดได้จากบ้านของจำเลยนั้น มิได้เป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง -
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 -
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ทรงพล สงวนพงศ์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567
#722150
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัดเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแห่งการนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,450,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5605/2561 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดแล้วได้เงิน 1,196,261.68 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่ขาดนั้น เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถ โดยคำนวณจากส่วนต่างของราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เป็นเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้ที่เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดทรุดโทรมของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคารถที่โจทก์ขอมาในฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถตามคำฟ้องของโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้และดูแลรถเป็นอย่างดีเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ รถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์ใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีความบกพร่อง เท่ากับจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีแล้ว จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีคืนแก่ตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีนายกิตติพงษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนำรถออกขายทอดตลาดแล้วหักกลบกับราคารถใช้แทนที่ศาลกำหนดคงเหลือเงินจำนวน 1,253,738.82 บาท และตอบคำถามค้านว่า ตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ที่ระบุว่า กันชนหน้าบุบ, ขีดข่วนรอบคัน, ด้านหลังบุบ นั้น สืบเนื่องมาจากหลังจากมีการรับรถคืนแล้วได้นำไปตรวจเพื่อเข้าลานประมูลจึงมีการระบุเพิ่มเติมในภายหลังซึ่งแตกต่างจากสำเนาคู่ฉบับบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย ล.2 ที่ไม่ได้ระบุสภาพรถดังกล่าวไว้ อันแสดงว่าบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ฝ่ายโจทก์ได้บันทึกสภาพรถเพิ่มเติมเองโดยลำพัง ส่วนพยานจำเลยทั้งสอง มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ติดต่อกับตัวแทนโจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามที่นัดหมาย รถยนต์บรรทุกที่คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และจำเลยที่ 2 ยังได้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,090 บาท แก่โจทก์ และได้ความจากนายเอษณะพยานจำเลยเบิกความว่า พยานส่งมอบรถให้แก่โจทก์ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. แล้วตัวแทนของโจทก์ยังให้พยานขับรถไปที่โรงเก็บรถของโจทก์ ที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร รถมีสภาพใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสภาพรถตามภาพถ่าย ก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพที่เสียหายถึงขนาดชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าสภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ นำไปคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี แม้มีรอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อย ก็เป็นสภาพการใช้งานตามปกติ ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า สภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีอันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหาย 30,000 บาท ให้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นเงิน 200,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถอันเนื่องมาจากความชำรุดของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถเพราะเหตุที่ไม่คืนรถในเวลาอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 200,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรมานั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่าการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ชอบจึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567
#706475
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 310, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง) และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจ 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าขาดรายได้ของผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างอยู่ดูแลโจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และในการย้ายโรงเรียนแห่งใหม่ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่ยื่นคำร้องวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในสำนวนแรกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและการกระทำของจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต สำนวนที่สอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน สำนวนที่สอง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว สำนวนแรก จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 377/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมอายุ 11 ปีเศษ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2552 เป็นบุตรของนาย ป. และนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 โดยพักอาศัยและอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของผู้เสียหายที่ 1 วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 21.30 นาฬิกา นาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. ที่ปากซอย แล้วพาไปนั่งเล่นที่บ้านของนาย ส. ซึ่งอยู่ในซอยหลังโรงเรียนอนุบาล ต่อมานาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปแล้วกลับมาโดยมีนาย ณ. และจำเลยที่ 1 กับพวกมาด้วย จากนั้นเวลา 22.30 นาฬิกา นาย ณ. และจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. ภายในห้องนอนในลักษณะผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ต่อมาคนร้ายสี่คนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในห้องเดียวกันโดยคนร้ายผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา แล้วคนร้ายทั้งหมดหลบหนีไป วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และนาย ธ. บิดาของเด็กหญิง น. ทราบเรื่อง จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหัวหิน ร้อยตำรวจเอกหญิง ร. และพันตำรวจตรี ก. พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ร่วมและเด็กหญิง น. ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ห. สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนว่ามีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังและฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางสาว ช. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเวลาเกิดเหตุนาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. หรือมายด์ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและนาย ส. ร่วมประเวณีกันที่ห้องโถง จากนั้นนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปสักพักก็กลับมาโดยมีจำเลยทั้งสอง นาย ณ. และนาย อ. ตามมาด้วย ทุกคนนั่งคุยกันที่ห้องโถง มีการเรียกชื่อเล่นกัน ต่อมานาย ณ. ฉุดกระชากเด็กหญิง น. เข้าไปในห้องนอน นางสาว ช. และโจทก์ร่วมจะเข้าไปช่วย แต่นาย น. และนาย ส. จับตัวไว้ นาย ณ. ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่แล้วออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่ เด็กหญิง น. ไปล้างตัวในห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อเด็กหญิง อ. ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ เพื่อให้มาช่วยเหลือ จากนั้นเด็กหญิง น. ออกจากห้องน้ำและชวนนางสาว ช. ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ขณะเด็กหญิง น. ไปเข้าห้องน้ำจำเลยที่ 2 เข้ามาจับตัวโจทก์ร่วมดึงเข้าไปในห้องนอนโดยมีชายคนหนึ่งตามเข้าไปในห้องด้วย นางสาว ช. ไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวถูกฉุดเข้าไปด้วย จำเลยที่ 2 ผลักโจทก์ร่วมให้นอนบนที่นอนแล้วถอดเสื้อผ้าของโจทก์ร่วมออก จำเลยที่ 2 ถอดกางเกงและใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ขณะนั้นชายคนหนึ่งใช้มือปิดปากโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ร้อง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ออกไป โจทก์ร่วมยังคงนอนอยู่ จากนั้นนาย ส. นาย อ. และจำเลยที่ 1 เข้าไปผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง เสร็จแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป โจทก์ร่วมไปล้างตัวในห้องน้ำแล้วกลับมาที่ห้องโถง ไม่พบผู้ใด จึงเดินไปที่หน้าปากซอย พบเด็กหญิง น. และนางสาว ช. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแจ้งเหตุจากเด็กหญิง อ. เดินทางไปพบโจทก์ร่วมกับพวก โจทก์ร่วมกับพวกจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า พยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ขณะเกิดเหตุมีแสงจากภายนอกผ่านประตูหน้าต่างและช่องลมลอดเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุในสภาพสลัว ๆ พอมองเห็นหน้ากันได้ในระยะใกล้ พยานทั้งสองเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่นาย ส. ขับรถกลับเข้ามาที่บ้านที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 2 ดึงโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องนอน และโจทก์ร่วมยังเห็นจำเลยที่ 2 ในระยะใกล้ชิดขณะจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจให้โจทก์ร่วมและนางสาว ช. ดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้าย เชื่อว่าโจทก์ร่วมและนางสาว ช. จดจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ นอกจากนี้นาย ส. ยังให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่านาย ส. ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม คำให้การของนาย ส. เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นการปัดความผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว แต่เป็นการแจ้งเรื่องราวเหตุการณ์ที่ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 นาย ส. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 และให้การต่อหน้ามารดาของตน ที่ปรึกษากฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ เชื่อว่านาย ส. ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาว ช. แล้วสอดคล้องต้องกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 โดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายทั้งที่โจทก์ร่วมเบิกความว่ารู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยโจทก์ร่วมระบุเพียงว่าถูกชายฉุดเข้าไปในห้อง เป็นชายวัยรุ่น เป็นชายไทย อายุประมาณ 18 ปีเศษ รูปร่างสมส่วน สูงประมาณ 170 เซนติเมตร อย่างอื่นปกติ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 32 ปี จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความเพียงว่ารู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ปรากฎว่าโจทก์ร่วมรู้จักชื่อจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารู้จักโจทก์ร่วม แต่ไม่เคยพูดคุยกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่รู้จักชื่อจำเลยที่ 2 มาก่อน และโจทก์ร่วมยังให้การต่อไปว่าเห็นอีกครั้ง พอจำได้ อันบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ กรณีไม่เป็นพิรุธที่ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ให้การครั้งแรก ส่วนที่โจทก์ร่วมให้การว่าคนร้ายอายุประมาณ 18 ปีเศษนั้น เป็นเพียงการกะประมาณซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้เป็นเรื่องปกติ หาเป็นพิรุธไม่เช่นกัน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์พิมพ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้วันที่ที่พิมพ์ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์และวันที่ที่โจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่โจทก์ร่วมยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายและยังให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อแตกต่างเกี่ยวกับวันดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมสนทนากับนาย น. ทางโปรแกรมเฟสบุ๊ก เมสเซนเจอร์ โดยโจทก์ร่วมถามว่าวันเกิดเหตุมีพี่กรุง (หมายถึงจำเลยที่ 2) ป่ะ นาย น. ตอบว่าพี่ไม่รู้ จำไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพียงจำหน้าคนร้ายที่ฉุดโจทก์ร่วมเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราได้ แต่ไม่รู้จักชื่อคนร้าย โจทก์ร่วมจึงต้องการสอบถามชื่อคนร้ายดังกล่าวว่าเป็นจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบดีเอ็นเอของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ข้อนี้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คนร้าย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง (1) ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนางสาว ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายคมสัน ทองชม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพรชัย รางแดง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567
#710794
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 310, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง) และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจ 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าขาดรายได้ของผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างอยู่ดูแลโจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และในการย้ายโรงเรียนแห่งใหม่ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่ยื่นคำร้องวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในสำนวนแรกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและการกระทำของจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต สำนวนที่สอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน สำนวนที่สอง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว สำนวนแรก จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 377/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมอายุ 11 ปีเศษ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2552 เป็นบุตรของนาย ป. และนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 โดยพักอาศัยและอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของผู้เสียหายที่ 1 วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 21.30 นาฬิกา นาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. ที่ปากซอย แล้วพาไปนั่งเล่นที่บ้านของนาย ส. ซึ่งอยู่ในซอยหลังโรงเรียนอนุบาล ต่อมานาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปแล้วกลับมาโดยมีนาย ณ. และจำเลยที่ 1 กับพวกมาด้วย จากนั้นเวลา 22.30 นาฬิกา นาย ณ. และจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. ภายในห้องนอนในลักษณะผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ต่อมาคนร้ายสี่คนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในห้องเดียวกันโดยคนร้ายผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา แล้วคนร้ายทั้งหมดหลบหนีไป วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และนาย ธ. บิดาของเด็กหญิง น. ทราบเรื่อง จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ห. ร้อยตำรวจเอกหญิง ร. และพันตำรวจตรี ก. พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ร่วมและเด็กหญิง น. ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ห. สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนว่ามีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังและฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางสาว ช. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเวลาเกิดเหตุนาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. หรือมายด์ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและนาย ส. ร่วมประเวณีกันที่ห้องโถง จากนั้นนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปสักพักก็กลับมาโดยมีจำเลยทั้งสอง นาย ณ. และนาย อ. ตามมาด้วย ทุกคนนั่งคุยกันที่ห้องโถง มีการเรียกชื่อเล่นกัน ต่อมานาย ณ. ฉุดกระชากเด็กหญิง น. เข้าไปในห้องนอน นางสาว ช. และโจทก์ร่วมจะเข้าไปช่วย แต่นาย น. และนาย ส. จับตัวไว้ นาย ณ. ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่แล้วออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่ เด็กหญิง น. ไปล้างตัวในห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อเด็กหญิง อ. ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ เพื่อให้มาช่วยเหลือ จากนั้นเด็กหญิง น. ออกจากห้องน้ำและชวนนางสาว ช. ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ขณะเด็กหญิง น. ไปเข้าห้องน้ำจำเลยที่ 2 เข้ามาจับตัวโจทก์ร่วมดึงเข้าไปในห้องนอนโดยมีชายคนหนึ่งตามเข้าไปในห้องด้วย นางสาว ช. ไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวถูกฉุดเข้าไปด้วย จำเลยที่ 2 ผลักโจทก์ร่วมให้นอนบนที่นอนแล้วถอดเสื้อผ้าของโจทก์ร่วมออก จำเลยที่ 2 ถอดกางเกงและใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ขณะนั้นชายคนหนึ่งใช้มือปิดปากโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ร้อง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ออกไป โจทก์ร่วมยังคงนอนอยู่ จากนั้นนาย ส. นาย อ. และจำเลยที่ 1 เข้าไปผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง เสร็จแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป โจทก์ร่วมไปล้างตัวในห้องน้ำแล้วกลับมาที่ห้องโถง ไม่พบผู้ใด จึงเดินไปที่หน้าปากซอย พบเด็กหญิง น. และนางสาว ช. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแจ้งเหตุจากเด็กหญิง อ. เดินทางไปพบโจทก์ร่วมกับพวก โจทก์ร่วมกับพวกจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า พยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ขณะเกิดเหตุมีแสงจากภายนอกผ่านประตูหน้าต่างและช่องลมลอดเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุในสภาพสลัว ๆ พอมองเห็นหน้ากันได้ในระยะใกล้ พยานทั้งสองเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่นาย ส. ขับรถกลับเข้ามาที่บ้านที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 2 ดึงโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องนอน และโจทก์ร่วมยังเห็นจำเลยที่ 2 ในระยะใกล้ชิดขณะจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจให้โจทก์ร่วมและนางสาว ช. ดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้าย เชื่อว่าโจทก์ร่วมและนางสาว ช. จดจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ นอกจากนี้นาย ส. ยังให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่านาย ส. ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม คำให้การของนาย ส. เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นการปัดความผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว แต่เป็นการแจ้งเรื่องราวเหตุการณ์ที่ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 นาย ส. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 และให้การต่อหน้ามารดาของตน ที่ปรึกษากฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ เชื่อว่านาย ส. ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาว ช. แล้วสอดคล้องต้องกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 โดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายทั้งที่โจทก์ร่วมเบิกความว่ารู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยโจทก์ร่วมระบุเพียงว่าถูกชายฉุดเข้าไปในห้อง เป็นชายวัยรุ่น เป็นชายไทย อายุประมาณ 18 ปีเศษ รูปร่างสมส่วน สูงประมาณ 170 เซนติเมตร อย่างอื่นปกติ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 32 ปี จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความเพียงว่ารู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ปรากฎว่าโจทก์ร่วมรู้จักชื่อจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารู้จักโจทก์ร่วม แต่ไม่เคยพูดคุยกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่รู้จักชื่อจำเลยที่ 2 มาก่อน และโจทก์ร่วมยังให้การต่อไปว่าเห็นอีกครั้ง พอจำได้ อันบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ กรณีไม่เป็นพิรุธที่ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ให้การครั้งแรก ส่วนที่โจทก์ร่วมให้การว่าคนร้ายอายุประมาณ 18 ปีเศษนั้น เป็นเพียงการกะประมาณซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้เป็นเรื่องปกติ หาเป็นพิรุธไม่เช่นกัน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์พิมพ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้วันที่ที่พิมพ์ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์และวันที่ที่โจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่โจทก์ร่วมยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายและยังให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อแตกต่างเกี่ยวกับวันดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมสนทนากับนาย น. ทางโปรแกรมเฟสบุ๊ก เมสเซนเจอร์ โดยโจทก์ร่วมถามว่าวันเกิดเหตุมีพี่ ก. (หมายถึงจำเลยที่ 2) ป่ะ นาย น. ตอบว่าพี่ไม่รู้ จำไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพียงจำหน้าคนร้ายที่ฉุดโจทก์ร่วมเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราได้ แต่ไม่รู้จักชื่อคนร้าย โจทก์ร่วมจึงต้องการสอบถามชื่อคนร้ายดังกล่าวว่าเป็นจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบดีเอ็นเอของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ข้อนี้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คนร้าย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนางสาว ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567
#711903
เปิดฉบับเต็ม

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 83, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9, 14 ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นางสาวนฤมล ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ผู้เสียหายที่ 1 สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x พร้อมสมัครเข้าใช้งาน "SCB Easy App" ซึ่งการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานมีการกำหนดชื่อและรหัสผ่าน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายร่วมกันหลอกลวงโดยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าข้อความที่ได้รับจากคนร้ายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับปรุงข้อมูลธนาคารเป็นของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชี แล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ที่ธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เลขที่บัญชี 407 - 386xxx - x

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอม และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ท. แล้วมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับจ้างเปิดบัญชีรับโอนเงิน ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับลิงก์ข้อความ SMS ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6971 xxxx ให้ปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ท. ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว สาขาเอสพละนาด เมื่อกดลิงก์ข้อความเข้าไปพบเว็บไซต์มีภาพเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเวลากลางคืนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่ามีเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จึงเข้าไปที่แอปพลิเคชัน "SCB Easy" เพื่อตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และไม่สามารถติดต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง รับแจ้งว่าบัญชีเงินฝากถูกล็อกและมีเงินออกจากบัญชีผิดปกติ โดยมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงลักษณะการกระทำความผิดของคนร้ายว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมีผู้ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน 49 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ผู้กระทำความผิดจะส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถูกหลอกลวง เมื่อผู้ถูกหลอกลวงกดลิงก์ข้อความเข้าไปในเว็บไซต์และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ผู้กระทำความผิดจะนำข้อมูลไปเข้าใช้ระบบบัญชีเงินฝากทางอินเทอร์เน็ตของผู้ถูกหลอกลวงในเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร จากนั้นจะถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวงโอนเข้าบัญชีที่ผู้กระทำความผิดเตรียมไว้ โดยลักษณะการกระทำความผิด กระทำกันเป็นขบวนการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจัดทำเว็บไซต์ปลอม กลุ่มที่สองเป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวง และกลุ่มที่สามเป็นผู้ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) นำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการฝากเข้าตู้รับฝากเงินสด กลุ่มคนที่รับเงินไปเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมจับกุมได้ ตามผลการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนประทุษกรรมรายงานการสืบสวนการจับกุมผู้ต้องหา และเครือข่ายการกระทำผิดสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และพยานเอกสาร จึงเชื่อว่าคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการและลงมือกระทำความผิดนับแต่มีการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวง และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวงออกไปจากบัญชีและผ่านไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเงินที่ได้จากการหลอกลวง โดยคนร้ายใช้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคนร้ายเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับระบบ "SCB Easy Net" หรือแอปพลิเคชัน "SCB Easy App" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าถึงข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x ของผู้เสียหายที่ 2 และข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. ของผู้ถูกหลอกลวงที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ถูกหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แต่ขึ้นอยู่กับคนร้ายจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าธนาคาร ท. คนใดที่ปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของคนร้าย อันเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอมและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มีพันตำรวจโทสืบสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง เบิกความประกอบข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับโอนเงิน 200,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและเปิดใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8464 xxxx มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 1 7302 0139x xx x ซึ่งเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตามสำเนาข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีนางสาวนันธิยา พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันนั้นพยานปฏิบัติงานอยู่มีการตั้งป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายและเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ตามรายการบัญชีออมทรัพย์ปรากฏว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 21.59 นาฬิกา ถึง 22.03 นาฬิกา มีรายการรับโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 4 รายการ และในช่วงเวลา 22.42 นาฬิกา ถึง 22.45 นาฬิกา มีรายการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 รายการ ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ตามรายการบัญชีออมทรัพย์แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอม หรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 หรือจำเลยได้มอบบัตรถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) ให้ผู้ใด คงได้ความเพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงผู้เปิดบัญชีและมีเงินของผู้เสียหายที่ 2 ผ่านเข้าออกบัญชีของจำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายมาตั้งแต่ต้นโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏชัดว่า ในวันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน มีการห้ามเปิดบัญชีรับจ้างด้วยป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายอยู่ในตำแหน่งที่จำเลยผู้เปิดบัญชีมองเห็นได้ง่าย จำเลยก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงสาเหตุที่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. ว่า นางสาวแคท ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ขอให้ช่วยเปิดบัญชีแล้วจะให้เงิน จำเลยถูกหลอกจึงเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยได้รับเงินมาบัญชีละ 400 บาท และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่นางสาวแคทไป คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยได้และเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ ถือว่าการเปิดบัญชีของจำเลยเป็นการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากโดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน ซึ่งปกติทั่วไปการเปิดบัญชีเงินฝากสำหรับฝากและเบิกถอนเงินนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ขอเปิดบัญชีในการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ผู้ขอเปิดบัญชีควรที่จะต้องเก็บสมุดบัญชีไว้กับตนเอง การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่านางสาวแคทอาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง, 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีที่มีความร้ายแรงและอายุของจำเลยขณะกระทำความผิด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 342 (1) ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายณรงค์ชัย ช่วยบ้าน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567
#713877
เปิดฉบับเต็ม

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 83, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9, 14 ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นางสาวนฤมล ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ผู้เสียหายที่ 1 สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x พร้อมสมัครเข้าใช้งาน "SCB Easy App" ซึ่งการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานมีการกำหนดชื่อและรหัสผ่าน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายร่วมกันหลอกลวงโดยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าข้อความที่ได้รับจากคนร้ายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับปรุงข้อมูลธนาคารเป็นของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชี แล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ที่ธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เลขที่บัญชี 407 - 386xxx - x

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอม และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ท. แล้วมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับจ้างเปิดบัญชีรับโอนเงิน ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับลิงก์ข้อความ SMS ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6971 xxxx ให้ปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ท. ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว สาขาเอสพละนาด เมื่อกดลิงก์ข้อความเข้าไปพบเว็บไซต์มีภาพเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเวลากลางคืนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่ามีเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จึงเข้าไปที่แอปพลิเคชัน "SCB Easy" เพื่อตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และไม่สามารถติดต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง รับแจ้งว่าบัญชีเงินฝากถูกล็อกและมีเงินออกจากบัญชีผิดปกติ โดยมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงลักษณะการกระทำความผิดของคนร้ายว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมีผู้ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน 49 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ผู้กระทำความผิดจะส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถูกหลอกลวง เมื่อผู้ถูกหลอกลวงกดลิงก์ข้อความเข้าไปในเว็บไซต์และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ผู้กระทำความผิดจะนำข้อมูลไปเข้าใช้ระบบบัญชีเงินฝากทางอินเทอร์เน็ตของผู้ถูกหลอกลวงในเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร จากนั้นจะถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวงโอนเข้าบัญชีที่ผู้กระทำความผิดเตรียมไว้ โดยลักษณะการกระทำความผิด กระทำกันเป็นขบวนการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจัดทำเว็บไซต์ปลอม กลุ่มที่สองเป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวง และกลุ่มที่สามเป็นผู้ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) นำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการฝากเข้าตู้รับฝากเงินสด กลุ่มคนที่รับเงินไปเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมจับกุมได้ ตามผลการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนประทุษกรรมรายงานการสืบสวนการจับกุมผู้ต้องหา และเครือข่ายการกระทำผิดสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และพยานเอกสาร จึงเชื่อว่าคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการและลงมือกระทำความผิดนับแต่มีการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวง และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวงออกไปจากบัญชีและผ่านไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเงินที่ได้จากการหลอกลวง โดยคนร้ายใช้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคนร้ายเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับระบบ "SCB Easy Net" หรือแอปพลิเคชัน "SCB Easy App" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าถึงข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x ของผู้เสียหายที่ 2 และข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. ของผู้ถูกหลอกลวงที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ถูกหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แต่ขึ้นอยู่กับคนร้ายจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าธนาคาร ท. คนใดที่ปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของคนร้าย อันเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอมและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มีพันตำรวจโทสืบสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง เบิกความประกอบข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับโอนเงิน 200,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและเปิดใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8464 xxxx มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 1 7302 0139x xx x ซึ่งเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตามสำเนาข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีนางสาวนันธิยา พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันนั้นพยานปฏิบัติงานอยู่มีการตั้งป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายและเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ตามรายการบัญชีออมทรัพย์ปรากฏว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 21.59 นาฬิกา ถึง 22.03 นาฬิกา มีรายการรับโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 4 รายการ และในช่วงเวลา 22.42 นาฬิกา ถึง 22.45 นาฬิกา มีรายการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 รายการ ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญาตามรายการบัญชีออมทรัพย์แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอม หรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 หรือจำเลยได้มอบบัตรถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) ให้ผู้ใด คงได้ความเพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงผู้เปิดบัญชีและมีเงินของผู้เสียหายที่ 2 ผ่านเข้าออกบัญชีของจำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายมาตั้งแต่ต้นโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏชัดว่า ในวันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน มีการห้ามเปิดบัญชีรับจ้างด้วยป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายอยู่ในตำแหน่งที่จำเลยผู้เปิดบัญชีมองเห็นได้ง่าย จำเลยก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงสาเหตุที่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. ว่า นางสาวแคท ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ขอให้ช่วยเปิดบัญชีแล้วจะให้เงิน จำเลยถูกหลอกจึงเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยได้รับเงินมาบัญชีละ 400 บาท และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่นางสาวแคทไป คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยได้และเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ ถือว่าการเปิดบัญชีของจำเลยเป็นการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากโดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน ซึ่งปกติทั่วไปการเปิดบัญชีเงินฝากสำหรับฝากและเบิกถอนเงินนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ขอเปิดบัญชีในการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ผู้ขอเปิดบัญชีควรที่จะต้องเก็บสมุดบัญชีไว้กับตนเอง การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่านางสาวแคทอาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง, 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีที่มีความร้ายแรงและอายุของจำเลยขณะกระทำความผิด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 342 (1) ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ร.ที่ 4920/2567
#704433
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงกมล วรรณรัตน์
จำเลย — บริษัทซิกม่า พลาสติก เอเชีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 -
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567
#713876
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของโจทก์ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกอีก 1 ใน 4 ส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1635 อันเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานที่เป็นสินสมรสส่วนหนึ่งและฐานที่เป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ส่วนนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้แต่เพียงว่า ผู้ตายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสองคันให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาก่อนถึงแก่ความตาย รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง แต่ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเรียกร้องมรดก โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายที่ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความการฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยให้ก็ไม่ถูกต้อง และไม่ก่อให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,273,061.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ ออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 312,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 187,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 474,375 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันนำอาวุธปืนทั้งสามกระบอกออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 81,250 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และโจทก์นำเครื่องพารามอเตอร์พร้อมอุปกรณ์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์มรดกของผู้ตายที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปขายให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้แจ้งทายาทอื่นของผู้ตายทราบและไม่นำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท ถือว่าโจทก์ยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล โจทก์จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ซึ่งจำเลยทั้งสองได้แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์แล้ว เครื่องพารามอเตอร์พร้อมอุปกรณ์มีราคาไม่น้อยกว่า 30,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 30,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แบ่งเงินในบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-75xxx-x ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง คิดเป็นเงิน 2,660.825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 แบ่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งอาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 ซีแซด ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ให้เอาทรัพย์สินดังกล่าวออกประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ ให้เอาทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตำรวจเอกสมบัติ กับภริยาเก่าที่จดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์จดทะเบียนสมรสกับร้อยตำรวจเอกสมบัติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ระหว่างสมรส โจทก์และร้อยตำรวจเอกสมบัติได้มาซึ่งทรัพย์สินหลายรายการ เดิมร้อยตำรวจเอกสมบัติรับราชการอยู่ที่จังหวัดชลบุรี แต่ต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2190/2560 ของศาลจังหวัดชลบุรี จึงได้ลาออกจากราชการแล้วย้ายกลับมาอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสงขลา ร้อยตำรวจเอกสมบัติถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรีมีคำสั่งตั้งให้โจทก์กับนางสมปอง มารดาของผู้ตาย ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินฝากในบัญชีธนาคาร ก. 2 บัญชี จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย ให้จำเลยที่ 2 แบ่งเงินในบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-75xxx-x ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,660.825 บาท ส่วนบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-83xxx-x ไม่มีเงินเหลือในบัญชีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ส่วนอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .357 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายได้อาวุธปืนกระบอกนี้มาก่อนสมรสกับโจทก์ จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย และฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติ และคดีในส่วนฟ้องแย้งที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่าทุนทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา จึงยุติเช่นกัน

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองคงฎีกาในทำนองว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอเรียกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันที่ผู้ตายจดทะเบียนโอนยกให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาคืนครึ่งหนึ่งนั้น เป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1476 (5) ซึ่งโจทก์ต้องใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวภายใต้บังคับแห่งอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1480 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทโดยนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับโดยวินิจฉัยว่าเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืนซึ่งไม่มีอายุความ จึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วยมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของโจทก์ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกอีก 1 ใน 4 ส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1635 อันเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานที่เป็นสินสมรสส่วนหนึ่งและฐานที่เป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ส่วนนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้แต่เพียงว่า ผู้ตายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสองคันให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาก่อนถึงแก่ความตาย รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง แต่ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเรียกร้องมรดก โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายที่ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความการฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยให้ก็ไม่ถูกต้อง และไม่ก่อให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นกรณีเข้าลักษณะกรรมสิทธิ์รวม แม้ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ก็มีสิทธิโอนเพียงเฉพาะส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์อยู่เท่านั้น และกรณีต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิในรถยนต์ทั้งสองคันเพียงส่วนที่ผู้ตายมีสิทธิเท่านั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องติดตามส่วนของตนคืนจากจำเลยทั้งสองได้ครึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า อาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันแบ่งคืนแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวโดยสภาพและลักษณะตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้ตายเท่านั้น จึงเป็นสินส่วนตัว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงเป็นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าทางราชการโดยนายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ผู้ตายมีและใช้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของอาวุธปืน อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายที่จะมีและใช้ได้ แต่ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์และไม่มีผลทำให้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็นทรัพย์เฉพาะตัวหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากอาวุธปืนทั้งสองกระบอกนี้แล้ว ผู้ตายยังมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .357 อีกหนึ่งกระบอกที่เป็นอาวุธปืนประจำกายสำหรับใช้ในราชการตำรวจ ขณะที่อาวุธปืนทั้งสองกระบอกนี้เป็นอาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 โดยสภาพ ลักษณะ และประเภทของปืน เห็นได้ว่าไม่อาจนำมาใช้ได้อย่างเป็นของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน ทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ตายใช้สอยอาวุธปืนทั้งสองกระบอกอย่างไร เมื่อผู้ตายได้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกมาระหว่างสมรสกับโจทก์ โจทก์จึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยทั้งสองครึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง และคดีนี้มีทุนทรัพย์ส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ 270,000 บาท ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ได้ร้อยละ 3 ของทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์ 15,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราค่าทนายความที่กฎหมายกำหนด แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง600 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480 ม. 1629 ม. 1635
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สิบตำรวจโท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา