คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561
#621038
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจาก บ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้ บ. เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่นที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดระงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจาก บ. เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้จนครบจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 685 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับ บ. ด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับ บ. เมื่อได้ความว่า ทั้งจำเลยที่ 2 และ บ. ต่างทำสัญญาค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229, 293 และ 296 แม้โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลดหนี้ให้ บ. คงเป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงเท่าส่วนของ บ. ชำระให้โจทก์และที่ปลดไป ซึ่งทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ปลดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่ เมื่อได้ความว่า บ. ชำระหนี้ให้โจทก์ไปเพียง 4,050,000 บาท ยังไม่ครบตามภาระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนยอดหนี้ที่ค้างชำระในต้นเงิน ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,219,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,054,843.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 169,361.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่เหลือ 4,843.11 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่ากับส่วนที่โจทก์ชนะคดี (ที่ถูก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราในแบบยื่นคำขอบริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ/บัตรเครดิตกับโจทก์แบบไม่มีหลักประกัน โดยคำขอดังกล่าวลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ต่อมาโจทก์ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอ และโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมออกหนังสือค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ตกลงค้ำประกันสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท และเพื่อเป็นการประกันหนี้กู้ยืมดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง 4,219,361.21 บาท วันที่ 23 มกราคม 2556 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระหนี้แก่โจทก์ 4,050,000 บาท จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระต้นเงิน 4,843.11 บาท ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ 164,518.10 บาท รวมเป็นเงิน 169,361.21 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ถือว่าโจทก์ปลดหนี้ให้กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้นั้น ๆ เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่นที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดระงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้อีกจนครบจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 685 เช่นนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ฐานะลูกหนี้ชั้นต้นจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไปด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับบรรษัทประกันสินเชื่อ อุตสาหกรรมขนาดย่อม เมื่อได้ความว่า ทั้งจำเลยที่ 2 และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมต่างได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินเชื่อดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ อันถือเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 682 วรรคสอง และเมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไป ตามมาตรา 229 มาตรา 293 และมาตรา 296 ด้วยเหตุนี้ แม้โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลดหนี้ให้กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม คงเป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงเท่าส่วนของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระให้โจทก์และที่โจทก์ปลดไป ซึ่งไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ปลดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่ เมื่อได้ความว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมชำระหนี้ให้โจทก์ไปเพียง 4,050,000 บาท ยังไม่ครบตามภาระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนยอดหนี้ที่ค้างชำระในต้นเงินและดอกเบี้ยและเบี้ยปรับมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 293 ม. 296 ม. 682 ม. 685
ชื่อคู่ความ
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
โจทก์ — (ไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทเฟอร์นิลักษณ์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายพฤฒวรรธ รินทร์ธราศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561
#622100
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์หายไปจากบ้านทิ้งจำเลยกับบุตรสองคนอยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามจนพบว่าโจทก์ไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ 3 เดือนต่อครั้ง โดยโจทก์จำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กัน แม้โจทก์อ้างว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามปกติในความเป็นสามีภริยา แต่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะฝ่ายชายหากไม่ยินยอมพร้อมใจ ย่อมยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ จึงหาใช่โจทก์จำเลยไม่มีเพศสัมพันธ์กันจนทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรและจนเป็นเหตุหย่าไม่ การที่จำเลยเดินทางไปตามหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต พบคลินิกแต่ไม่พบตัวโจทก์ พบแต่ ก. ทำงานในคลินิกและมีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนโจทก์ในคลินิก แล้วจำเลยก็ไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีก เมื่อทราบว่าโจทก์มาเรียนต่อเฉพาะทางที่กรุงเทพ จำเลยจึงไปดักพบ โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยต้องเข้าไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียน การที่ทันตแพทย์ที่ร่วมเรียนด้วยและอาจารย์ที่สอนพูดว่า โจทก์มีเมียมาคุม น่าจะเป็นคำพูดล้อเล่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำใด ๆ ทำให้โจทก์ต้องอับอาย การที่สามีภริยาปรากฏตัวด้วยกันเป็นครั้งคราวย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งจำเลยกลับถูก ก. ที่มานั่งเฝ้าโจทก์ใช้กำลังทำร้ายและตะโกนด่าต่อหน้าบุคคลอื่น เมื่อโจทก์ขอร้องจำเลยก็ใจอ่อนไม่ดำเนินคดี การกระทำของจำเลยจึงหาใช่จำเลยทำให้โจทก์เสียหายเดือดร้อนเกินควรและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ จึงไม่เป็นเหตุหย่า

สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ จำเลยย่อมเป็นฝ่ายได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แต่เมื่อไม่ได้รับ จึงมีสิทธิเรียกจากฝ่ายสามีคือโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพตนเองจากโจทก์ การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฟ้องแย้ง 200 บาท และศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับมานั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรสองคนเป็นเงินคนละ 50,000 บาท เนื่องจากบุตรคนโตมีปัญหาสุขภาพจิตดูแลตัวเองไม่ได้และบุตรคนที่สองอยู่ระหว่างศึกษายังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ รวมเป็นเงิน เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยทุกเดือนเป็นเงิน เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2557 (ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไป และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูอัตราดังกล่าวแก่จำเลยต่อไปทุกวันสิ้นเดือน คำขออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสครั้งแรกปี 2530 ต่อมาจดทะเบียนหย่าแล้วจดทะเบียนสมรสกันใหม่ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย อ. อายุ 28 ปี และนาย พ. อายุ 23 ปี โจทก์และจำเลยประกอบวิชาชีพทันตกรรม มีกิจการทันตคลีนิก ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาโจทก์ย้ายไปทำงานและเปิดคลินิกทันตกรรมที่จังหวัดภูเก็ต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ตั้งแต่ปี 2550 จำเลยอยู่เฉยไม่ประกอบอาชีพใด ๆ ปี 2555 โจทก์ย้ายไปทำงานที่จังหวัดภูเก็ต เปิดคลินิกทันตกรรม ปี 2557 โจทก์มาเรียนวิชาชีพเฉพาะทางการฝังรากเทียมที่โรงพยาบาล ว. และการจัดฟันที่โรงแรม น. กรุงเทพมหานคร จำเลยมารบกวนการเรียนของโจทก์โดยแสดงตัวเป็นภริยา จนทันตแพทย์ที่มาเรียนและอาจารย์ที่สอนพูดว่าภริยาต้องมาคุมตัว ทำให้โจทก์อับอายและเสียชื่อเสียงจนไม่สามารถเรียนต่อไปได้ นอกจากนั้นจำเลยเอาเครื่องมือทันตกรรมและรถยนต์ส่วนตัวของโจทก์ไป ยังไม่นำมาคืน ปี 2555 จำเลยกับบุตรชายคนโตทะเลาะกัน จำเลยเรียกเจ้าพนักงานตำรวจมาจัดการกับบุตรชายคนโตเพื่อข่มขู่ให้ยอมจำนนต่อการกระทำของจำเลย โจทก์ต้องโทรศัพท์ให้น้องชายของโจทก์ไปรับบุตรชายคนโตมาอยู่ด้วยเป็นเวลา 3 ปี ปี 2558 จำเลยปลอมแปลงเอกสารของโจทก์ นาย ท. น้องชายของโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นผู้ไปรับบุตรชายคนโตของโจทก์มาอยู่ด้วยเป็นเวลา 3 ปี เพราะเห็นว่าจำเลยกับบุตรชายคนโตทะเลาะกัน บุตรชายคนโตของโจทก์กลับไปอยู่กับจำเลยในปี 2559 ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า ขณะบุตรชายคนโตอยู่ในครรภ์ตัวโตมาก จำเลยอุ้มท้องหนักมากทำให้เป็นโรคปวดกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพกหลุด จึงไม่ได้ทำงาน แต่ทำงานบ้านและเลี้ยงดูบุตร บุตรชายคนโตมีอาการทางจิตเป็นโรคซึมเศร้า ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องและอาละวาดบางครั้ง หลังจากคลอดบุตรชายคนที่ 2 จำเลยยืนทำงานไม่ได้นาน แต่พยายามทำงานหารายได้ไปเปิดคลินิกทันตกรรมที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่เหน็ดเหนื่อยมากจากการเดินทางและอาการปวดหลังกำเริบอีกจึงต้องเลิกกิจการ แล้วมาเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจสำเร็จ แล้วปี 2548 ได้ทำงานเป็นผู้บริหารบริษัท ส่วนโจทก์ทำคลินิกที่กรุงเทพมหานคร แต่โจทก์ไม่สามารถจัดการคลินิก ทีมงานทันตแพทย์แตกแยก คนไข้หนีหายไป จำเลยต้องลาออกจากงาน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่คลินิกได้ทันเวลา คลินิกต้องปิดตัวลง ปี 2554 โจทก์หายไปจากบ้าน ทิ้งจำเลยและบุตรไว้โดยไม่สามารถติดต่อได้นาน 3 เดือน จำเลยออกตามหาจนพบว่าโจทก์ไปทำงานที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต มีรายได้เดือนละ 200,000 ถึง 300,000 บาท จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง และมีเพศสัมพันธ์กัน โจทก์กลับมาบ้านที่กรุงเทพบ้างในช่วงวันหยุดและช่วงเทศกาล จำเลยเดินทางไปหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ตบ้าง และยังมีเพศสัมพันธ์กัน ปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557 โจทก์ให้จำเลยลงชื่อยินยอมให้โจทก์กู้เงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน 10,000,000 บาท อ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน หลังจากนั้นจำเลยไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้ โรงพยาบาล ส. แจ้งว่าโจทก์ลาออกแล้ว วันที่ 17 เมษายน 2557 จำเลยไปตามหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต พบว่าโจทก์เปิดคลินิกทันตกรรมขนาดใหญ่ โดยหลอกจำเลยให้ลงชื่อยินยอมให้โจทก์กู้เงินจากธนาคารนำเงินมาลงทุนเปิดคลินิก ในคลินิกมีนางสาว ก. นั่งหน้าเคาน์เตอร์ เมื่อขึ้นไปชั้นบนก็มีห้องพักของนางสาว ก. อยู่หน้าห้องนอนของโจทก์ คล้ายอยู่กินด้วยกัน จำเลยเฝ้าอยู่ 3 ถึง 4 วัน ไม่พบโจทก์และไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีก โจทก์ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ ในครอบครัวอีกเลย ต่อมาทราบว่าโจทก์เดินทางมาเรียนต่อที่โรงพยาบาล ว. จำเลยจึงไปดักพบ แต่โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย ต่อมาทราบว่าโจทก์เดินทางมาเรียนต่ออีกที่โรงแรม น. จำเลยไปรอพบ แต่พบนางสาว ก. กับนางสาว ฟ. นั่งรอโจทก์ที่หน้าห้องเรียน จำเลยเข้าไปพบโจทก์ในห้องเรียน โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยจึงเดินออกมา พบนางสาว ก. กับนางสาว ฟ. ยังนั่งรออยู่ จำเลยจะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพบุคคลทั้งสอง นางสาว ก. เข้ามาตบตีทำร้ายจำเลย จำเลยโทรศัพท์แจ้งไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เจ้าพนักงานตำรวจมาเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจ เมื่อไปถึงสถานีตำรวจนางสาว ก. ตะโกนด่าจำเลยว่า "อีหน้าด้าน ผู้ชายไม่เอาแล้วยังมาเอาอะไรอีก เดี๋ยวกูจะเอารองเท้าตบหน้ามึง" โจทก์มาขอร้องไม่ให้จำเลยเอาเรื่องกับนางสาว ก. อ้างว่าโจทก์จะกลับมาคุยกันและจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเช่นเดิม จำเลยใจอ่อนจึงไม่ดำเนินคดีกับนางสาว ก. ปี 2558 สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ มีหนังสือลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 แจ้งว่าใบอนุญาตให้ประกอบกิจการคลินิกทันตกรรมจะครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ขอให้ดำเนินการต่อใบอนุญาต จำเลยไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้จึงลงชื่อตนเองในใบคำขอใบแทนใบอนุญาต รถยนต์เก๋งวอลโว่ มารดาจำเลยซื้อให้จำเลยโดยใช้ชื่อน้องสาวจำเลยเป็นผู้เช่าซื้อ รถยนต์เก๋งฮอนด้า บิดามารดาจำเลยก็ซื้อให้จำเลยใช้ ส่วนเครื่องมือทันตกรรมในคลินิกที่กรุงเทพมหานคร โจทก์จำเลยร่วมกันซื้อ เมื่อโจทก์ทิ้งคลินิกไปกลายเป็นคลินิกร้าง ทำให้เครื่องมือชำรุด และกลายเป็นเครื่องมือเก่าตกรุ่น โจทก์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้อีก นาง ส. มารดาจำเลยเบิกความว่า บ้านและคลินิกที่กรุงเทพมหานครเป็นสินสอดที่โจทก์มอบให้ตอนสมรสโดยใส่ชื่อโจทก์ในโฉนด และมอบโฉนดให้พยานในวันทำพิธีสมรส พยานซื้อรถยนต์เก๋งวอลโว่ให้จำเลยใช้ และซื้อคอนโดมิเนียมโครงการลุมพินีเพลสไว้ให้หลานชาย 2 คน พักระหว่างรอจำเลยมารับกลับบ้าน มารดาโจทก์เคยรับหลานชายคนโตไปเลี้ยงตอนอายุ 1 ถึง 2 ปี แต่เลี้ยงอย่างตามใจ เมื่อหลานชายคนโตกลับมาอยู่กับจำเลยจึงมีปัญหาทะเลาะกันและมีอาการทางจิตชอบอาละวาดกับจำเลยเป็นประจำ พยานออกเงินช่วยเหลือครอบครัวโจทก์จำเลยหลายครั้ง รวมกันหลายล้านบาทเพราะโจทก์ไม่จ่ายเงินให้จำเลย เห็นว่า โจทก์หายไปจากบ้าน ทิ้งจำเลยกับบุตร 2 คน อยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน โดยไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามหาจนพบว่าโจทก์ไปทำงานที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง โจทก์เดินทางกลับมาบ้านที่กรุงเทพช่วงวันหยุดและวันเทศกาล โดยโจทก์กับจำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กัน โจทก์เองฎีกายอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์กับจำเลยครั้งหนึ่งแต่ไม่เป็นไปตามปกติในความเป็นสามีภริยา อย่างไรก็ดีการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะฝ่ายชายหากไม่ยินยอมพร้อมใจ ย่อมยากที่จะมีเพศสัมพันธ์กันได้ ข้ออ้างของโจทก์ข้อนี้ยากที่จะรับฟัง เมื่อโจทก์ลาออกจากโรงพยาบาล ส. โจทก์ให้จำเลยลงชื่อยินยอมให้โจทก์กู้เงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน 10,000,000 บาท นำเงินไปลงทุนเปิดคลินิกทันตกรรมโดยใช้ชื่อโจทก์เป็นชื่อคลินิก โดยไม่บอกให้จำเลยทราบ จำเลยต้องเดินทางไปตามหาที่จังหวัดภูเก็ต พบคลินิกดังกล่าวไม่พบตัวโจทก์ พบแต่นางสาว ก. ทำงานในคลินิกและมีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนโจทก์ที่ชั้นบนคลินิก จำเลยไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีกเลย จนทราบว่าโจทก์มาเรียนต่อเฉพาะทางที่กรุงเทพมหานคร จำเลยจึงไปดักพบที่โรงแรม น. โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยต้องเข้าไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียน การที่ทันตแพทย์ที่ร่วมเรียนด้วยและอาจารย์ที่สอนพูดว่า โจทก์มีเมียมาคุม น่าจะเป็นคำพูดล้อเล่น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการแสดงออกใด ๆ ทำให้โจทก์ต้องอับอาย ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยทำให้โจทก์เสียหายเดือดร้อนเกินควร น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์เข้าใจไปเอง เพราะการที่สามีภริยาปรากฏตัวด้วยกันเป็นครั้งคราวย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในทางตรงข้ามจำเลยกลับเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยนางสาว ก. ใช้กำลังทำร้ายและตะโกนด่าต่อหน้าบุคคลอื่นและต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ แต่เมื่อโจทก์ขอร้อง จำเลยก็ใจอ่อนไม่ดำเนินคดีกับนางสาว ก. สำหรับรถยนต์ฮอนด้าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส จำเลยย่อมมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ ทั้งยังคงมีรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิอีกคันที่เป็นสินสมรส ฟังว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยนำรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าไปใช้

สำหรับประเด็นเครื่องมือทันตกรรมนั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า เครื่องมือทันตกรรมที่จำเลยเอาไป โจทก์หมายถึงเครื่องมือทันตกรรมในคลินิกที่จังหวัดภูเก็ตไม่ใช่ที่กรุงเทพมหานครตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบเพียงแค่ว่าจำเลยเอาเครื่องมือทันตกรรมไปแต่ไม่ได้ระบุว่านำไปจากที่ใดชัดเจน ข้อฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยหรือไม่เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ค่าเลี้ยงชีพจำเลยไม่เกินกว่าเดือนละ 20,000 บาท ส่วนค่าเลี้ยงดูบุตร 2 คน คนละ 25,000 บาท ต่อเดือน โจทก์เป็นผู้ออกค่าเลี้ยงดูตลอดมา ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่าโจทก์เคยจ่ายเงินให้จำเลยเดือนละ 100,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบุตร 2 คน และค่าใช้จ่ายในครอบครัว ระหว่างปี 2548 ถึง 2549 จำเลยทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทมีรายได้เดือนละ 80,000 บาท ถึง 150,000 บาท แต่ต้องลาออกเพื่อดูแลคลินิกซึ่งโจทก์ดำเนินการเสียหายไว้ เมื่อคลินิกต้องปิดตัวลงและโจทก์หายไปจากบ้าน จำเลยไม่มีรายได้ใด ๆ มาใช้จ่ายในครอบครัวต้องขอยืมเงินจากมารดาและเพื่อน ๆ มาเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงชีพ โจทก์มีรายได้จากคลินิกที่จังหวัดภูเก็ตเดือนละ 200,000 ถึง 300,000 บาท นาง ส. มารดาจำเลยเบิกความว่าได้ออกเงินช่วยเหลือครอบครัวของโจทก์จำเลยหลายล้านบาท เห็นว่า โจทก์เบิกความยอมรับเองว่าค่าเลี้ยงชีพจำเลยไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยเคยประกอบอาชีพที่ร้านทรูช้อป 2 ปี ได้รับรายได้รวม 2 ถึง 3 ล้านบาท และทำงานที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ อ. มีรายได้ 3 ล้านบาท จำเลยนำไปเก็บไว้นั้น แต่จำเลยลาออกจากงานแล้วตั้งแต่ปี 2549 และไม่ได้ทำงานอื่นจึงไม่มีรายได้ คงดำรงชีพอยู่ได้จากความช่วยเหลือของมารดาจำเลย บุตรชาย 2 คน ก็อาศัยอยู่กับจำเลย และจำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรโดยตลอด ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยเลี้ยงดูบุตรจึงไม่น่าเชื่อถือ และที่โจทก์อ้างว่าการทำคลินิกทันตกรรมย่อมมีค่าใช้จ่ายและต้องผ่อนชำระหนี้สถาบันการเงิน แต่สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ ย่อมเป็นฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจึงมีสิทธิเรียกจากฝ่ายสามีคือโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามกันให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 20,000 บาท นั้นเหมาะสมแก่ความสามารถของฝ่ายสามีและฐานะของฝ่ายภริยาแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าเลี้ยงชีพตนเองจากโจทก์ การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฟ้องแย้ง 200 บาท และศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับมานั้น จึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 วรรคสอง ม. 1516 (6) ม. 1598/38
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวสุพิชฌาย์ รีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2561
#649837
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แก้ฎีกา ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา ในวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาและคำแถลงดังกล่าว ทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องที่ประทับตราด้านล่างฎีกาและคำแถลงของจำเลยที่ 1 ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 แต่จำเลยที่ 1 คงนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์โดยวางเงินค่านำส่งในวันที่ยื่นฎีกาและคำแถลงเท่านั้น มิได้ส่งคำร้องไม่คัดค้านของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 (เดิม) และ 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11807 พร้อมห้องชุดเลขที่ 32/5 ถึง 32/55, 32/57 ถึง 32/59, 32/61 ในอาคารชุดแหลมหลวงซีวิวบนที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ โดยจำเลยที่ 7 รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ แต่จำเลยทั้งแปดไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งแปดตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้โจทก์จดทะเบียนแก้ไขชื่อห้องชุดรวม 55 ห้องชุดกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม และให้ยกเลิกการประกาศขายทรัพย์จำนองห้องชุดดังกล่าวของโจทก์ กับห้ามโจทก์ดำเนินการบังคับเอากับห้องชุดซึ่งเป็นทรัพย์จำนองตามคำพิพากษาโดยไม่ผ่านกระบวนการบังคับคดีของศาล

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาพร้อมกับคำแถลงขอส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาแต่เฉพาะผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ อ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่ติดใจคัดค้านการดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของจำเลยที่ 1 ว่า อนุญาตให้ส่งหมายแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยวิธีปิดหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นั้น ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่ติดใจคัดค้านฎีกาดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง จึงให้จำเลยที่ 1 นำส่งคำร้องไม่คัดค้านดังที่จำเลยที่ 1 อ้างก่อน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งต่อไป และศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แก้ฎีกา ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา ในวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาและคำแถลงดังกล่าว ทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องที่ประทับตราด้านล่างฎีกาและคำแถลงของจำเลยที่ 1 ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 แต่จำเลยที่ 1 คงนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์โดยวางเงินค่านำส่งในวันที่ยื่นฎีกาและคำแถลงเท่านั้น มิได้ส่งคำร้องไม่คัดค้านของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 (เดิม) และ 247 (เดิม)

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 (เดิม) ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท. โดยบรรษัท บ. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุชาดา เมธาบุตร อดุลย์ธีรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 180/2561
#634873
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวายจีก ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๓ นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๕ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว โจทก์อ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อจากบิดาและปู่ของโจทก์ทั้งแปลง ทั้งการที่มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์ครอบครองและห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ เมื่อประเด็นหลักของคดีเป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบก่อนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมมาด้วย ก็เป็นคำขอเกี่ยวเนื่องกับประเด็นหลักแห่งคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายยอดชาย กุมรัมย์
จำเลย — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวายจีก ที่ 1 กับพวกรวม 5คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 179/2561
#626438
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รวมที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ด้วย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำรังวัดที่ดิน ผู้ฟ้องคดียื่นคัดค้านการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ตรวจสอบการรังวัด เพิกถอนการรังวัด และเพิกถอนคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีได้แก่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่ดินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อมีการคัดค้านการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ดังนี้ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นายสายชล เพลินจิตต์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 178/2561
#634872
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรรมการหมู่บ้านเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีโจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนที่โจทก์ชี้แนวเขตเป็นที่สาธารณะ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้าน และให้สำนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ บัญญัติว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ แม้ว่าจำเลยที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตน รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสุจิตรา วรเนตรสุทธิกุล
จำเลย — นายพรพล ศรีตะวัน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 177/2561
#626437
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๒๓ ที่ดินโฉนดของผู้ร้องสอด มีเนื้อที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอดในส่วนที่ออกทับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและผู้ร้องสอดให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๓๐ เดิมเป็นของผู้มีชื่อได้แบ่งแยกในนามเดิมเป็นโฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๑ และ ๑๑๓๔๒ ผู้ร้องสอดได้กรรมสิทธิ์โฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๒ โดยซื้อมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ส่วนโฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๑ ได้จดทะเบียนโอนมรดกและแบ่งแยกออกมาเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๒๓ กระบวนการแบ่งแยกโฉนดที่ดินชอบด้วยระเบียบกฎหมาย อีกทั้งเกิดก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะซื้อที่ดินมาจากเจ้าของที่ดินเดิมและเป็นผู้นำรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงพิพาทไว้โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านแนวเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการไปตามอำนาจ ถูกต้องตามระเบียบ ขั้นตอนและวิธีการโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท แต่การที่ศาลปกครองขอนแก่นจะกำหนดให้มีคำบังคับตามคำขอต่าง ๆ ดังกล่าวได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ ประกอบด้วย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนในที่ดินแปลงนั้น ๆ ซึ่งในกรณีคดีนี้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามผลของอำนาจแห่งสิทธินั้น ๆ ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาท จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเพียงกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสิทธิในที่ดินที่ถูกต้องแท้จริงของเอกชนแต่ละรายเท่านั้น ดังนั้นการเพิกถอนโฉนดที่ดินต้องดำเนินการไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนนั้นเช่นเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินของผู้ร้องสอดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินประการอื่น จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — นายกิตติพิชญ์ อ่อนจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 176/2561
#627183
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ก็เฉพาะแต่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางตีนเป็ด ที่ ๑ และกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินผู้ฟ้องคดีเพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการก่อสร้างทางหลวงชนบทรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครอง อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งกรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวปานภัสส์ ศรีแสง
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบางตีนเป็ด ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 175/2561
#626436
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วัดศรีชุมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่ ๑ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ที่ ๒ กรมศิลปากร ที่ ๓ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีมีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๒๓ ของโจทก์ อยู่ในเขตโบราณสถานด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสามเข้ามาบูรณะซ่อมแซมองค์พระพุทธอจนะและมณฑปในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่ยอมออกจากที่ดินและไม่ให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดิน รวมถึงได้เรียกเก็บเงินค่าผ่านเข้าชมโบราณสถาน แต่ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ ทั้งยังปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๓ ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและควบคุมโบราณสถาน ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย รวมถึงที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าโบราณสถานวัดศรีชุมไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง จึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาท อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสุโขทัย
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — วัดศรีชุม
จำเลย — อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 174/2561
#634871
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อศาลปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีผู้ฟ้องคดีร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่ามีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าของที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดอนหมากกะทันและเรียกเก็บค่าเช่าที่ดิน ขอให้ตรวจสอบและสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่ยังไม่ทราบผลการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการให้ทราบ โดยศาลปกครองได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงถือได้ว่าศาลและคู่ความในคดียอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองเหนือคดีนี้ แม้ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกคำพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นต้น แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้เรียกนางสาว ส. และกรมเจ้าท่า เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดและพิพากษาหรือมีคำสั่งตามรูปคดี ในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด นาง พ. กับพวกรวม ๒๘ คน ยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่กรณีโดยอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดอนหมากกะทันเช่นเดียวกับนางสาว ส. ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ศาลปกครองแยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องสอดทั้งยี่สิบแปด ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดที่ ๒ ถึงที่ ๒๙ ออกจากคดีเดิมไปเป็นสำนวนคดีใหม่ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกับคดีเดิมโดยอาศัยคำฟ้องและกำหนดตัวผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเช่นเดียวกับคดีเดิม และมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับประเด็นในคดีเดิมว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำร้องสอดของผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดมิได้ขอให้ศาลบังคับให้ตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่เป็นการขอเข้ามาในคดีเดิมเพื่อแสดงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน เนื่องจากตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเช่นเดียวกับนางสาว ส. ซึ่งศาลปกครองเรียกเข้ามาในคดีและผู้ร้องสอดที่ ๓๐ ถึงที่ ๓๙ ในคดีเดิม ดังนั้น คำร้องสอดของผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีเดิม และคำร้องสอดของนางสาว ส. ผู้ร้องสอดที่ ๑ และผู้ร้องสอดที่ ๓๐ ถึงที่ ๓๙ จึงชอบที่จะได้รับการพิจารณาคดีไปด้วยกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดูแลรักษาที่สาธารณะหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นายประพันธ์ จุลโท
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าค้อ ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 173/2561
#626435
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานจำเลยยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่เข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสี่เกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค ๘
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นายทวีสา เครือแพ ที่ 1 กับพวก 4 คน
จำเลย — สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 172/2561
#634870
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ พนักงานสังกัดจำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าคลังสินค้าพร้อมดอกเบี้ย จากการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อใช้เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ ที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้โรงสีส่งมอบ ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ และสัญญาจ้างเหมาโจทก์ขนย้ายข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ เก็บในคลังสินค้า โดยมีจำเลยที่ ๒ ในฐานะหัวหน้าคลังสินค้าในเขตพื้นที่รับผิดชอบนำข้าวสารเก็บในคลังสินค้าที่เช่า ซึ่งจำเลยที่ ๑ คงค้างชำระค่าเช่าบางส่วน เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าคลังสินค้ามีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบคลังสินค้าพร้อมทั้งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในสภาพที่ดีเหมาะสมกับการเก็บรักษาข้าวสารให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่า เข้าครอบครองเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้โรงสีส่งมอบตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก กับกำหนดความรับผิดของโจทก์ในกรณีข้าวสารหรือกระสอบบรรจุข้าวสารเสื่อมคุณภาพเสียหายอันเกิดจากสถานที่เช่าไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษาเท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาให้โจทก์ขนย้ายข้าวสารดังกล่าวเข้าเก็บในคลังสินค้าที่เช่า และมิได้ระบุให้โจทก์มีอำนาจเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในการรับมอบ เก็บรักษา จ่ายข้าวสารจากคลังสินค้าตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของจำเลยที่ ๑ คงมีสิทธิเพียงแค่ได้รับเงินค่าเช่าและค่าจ้างขนย้ายเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายนนระสิทธิ์ สมัครการ
จำเลย — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 171/2561
#627182
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าภาระในการใช้พื้นที่ฝากเก็บและดูแลรักษารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยจำนวน ๑๗๖ คัน ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนั้น แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นการเรียกร้องบำเหน็จค่าฝากทรัพย์หรือค่าภาระในการใช้พื้นที่ฝากเก็บและดูแลรักษารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ซึ่งแม้รถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยจะเป็นทรัพย์สินของราชการ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีอาจนำไปใช้เพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ แต่ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตามฟ้องเป็นไปเพื่อมุ่งประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ คงมีหน้าที่เพียงดูแลรักษาทรัพย์ที่รับฝากไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วส่งมอบคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะเรียกร้องบำเหน็จค่าฝากได้หรือไม่ เพียงใด เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อการบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตามฟ้องระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนซึ่งมีลักษณะเป็นข้อตกลงในทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บจ.เทพยนต์ แอโรโมทีฟ อินดัสตรีส์ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 170/2561
#627181
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดฐานมีหรือใช้วัตถุระเบิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม นอกจากจะต้องเป็นข้อหากระทำความผิดฐานมีหรือใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ แล้ว ยังจะต้องเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามด้วย

เมื่อพิจารณากฎกระทรวงฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ข้อ ๔ กำหนดว่า "วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา ๓๘ ต้องเป็นวัตถุระเบิดประเภท ชนิด และขนาดที่ใช้เฉพาะในกิจการก่อสร้างหรือกิจการอุตสาหกรรม และได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" โดยไม่มีบทบัญญัติกำหนดว่าวัตถุระเบิดประเภท ชนิด และขนาดใด เป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงมีเฉพาะพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ยุทธภัณฑ์" หมายความว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ข้อ ๒.๑.๒ และข้อ ๒.๔ กำหนดประเภทของวัตถุระเบิดที่เป็นยุทธภัณฑ์ไว้ โดยไม่ปรากฏว่าลักษณะวัตถุระเบิดตามคำฟ้อง ข้อ ก. เป็นลักษณะและประเภทของวัตถุระเบิดที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เมื่อข้อหาตามคำฟ้องข้อ ก. ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามฟ้องข้อ ข. และความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามคำฟ้องข้อ ค. จึงไม่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวโยงกันกับการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 และฉบับที่ 38/2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลทหารกรุงเทพ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นางสาวศิริพร ยิ่งเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 169/2561
#634869
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ้านธารารมณ์ บางกะปิ (ไพรเวทโซน) จำเลย ว่า โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธารารมณ์ รามคำแหง ๑๕๐ ภายหลังจัดตั้งแล้วเสร็จโจทก์ชำระค่าสาธารณูปโภคที่เรียกเก็บตามข้อบังคับมาโดยตลอด แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินขอให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของโจทก์อ้างว่าค้างชำระค่าสาธารณูปโภค เจ้าพนักงานที่ดินจึงระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่สามารถทำนิติกรรมในที่ดินได้ โจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของจำเลยและไม่เคยใช้สาธารณูปโภคของจำเลย จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการนำที่ดินของโจทก์เข้าไปอยู่ในแผนผังการจัดตั้งนิติบุคคลของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ยินยอม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยนำที่ดินของโจทก์ออกจากแผนผังโครงการจัดตั้งนิติบุคคลของจำเลย ให้จำเลยยกเลิกการจัดเก็บค่าส่วนกลางหรือค่าสาธารณูปโภคกับโจทก์ตั้งแต่วันที่จำเลยจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินให้ยกเลิกหนังสือระงับสิทธิการจดทะเบียนและนิติกรรมในที่ดินโจทก์ เห็นว่า คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) นั้น จะต้องมีคู่ความหรือคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นคดีพิพาทที่เกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ จำเลย มิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นเอกชน และการดำเนินการของจำเลยย่อมเป็นเรื่องของนิติบุคคลเอกชนที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชนเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเองในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความหรือคู่กรณีฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายพิพัฒน์ ฤกษ์ประจักษ์
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ้านธารารมณ์
บางกะปิ (ไพรเวทโซน)
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 168/2561
#625772
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ ๒ โดยเข้าครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนที่จะมีการประกาศกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินจนถึงปัจจุบัน แต่ต่อมา จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ แจ้งเท็จว่าเป็นผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่แจ้งว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เป็นเกษตรกรผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนมเรียกให้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไปพบเพื่อให้ตกลงกันว่าจะใส่ชื่อบุคคลใดในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ ๓ จึงแนะนำให้ใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๒ และหรือที่ ๓ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ได้รับอนุญาต เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๓ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในคดีนี้ต้องเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ดำเนินการ และการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นางกินรี จิตมาตย์
จำเลย — นายอ้ม สิมนา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 167/2561
#626434
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น... อันเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ก็เฉพาะแต่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การคัดค้านการรังวัดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์ เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินของตนเพื่อการออกโฉนดที่ดิน การคัดค้านรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ส่วนจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณะ (ที่สวนสาธารณประโยชน์ปู่ตา) กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — พันโท จเด็จ มั่งไธสง
จำเลย — นายอำเภอนาโพธิ์ (จังหวัดบุรีรัมย์) ที่ 1 กับพวก 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 166/2561
#626439
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการร่วมกันบุกรุกเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดิน ทุบทำลาย และรื้อถอนท่อระบายน้ำของโจทก์ เพื่อสร้างถนน วางท่อซีเมนต์ทำทางระบายน้ำตัดผ่านที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือตกเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายแล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมมีอำนาจเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดิน ทุบทำลาย และรื้อถอนท่อระบายน้ำ วางท่อซีเมนต์ทำทางระบายน้ำตัดผ่านที่ดินของโจทก์เพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางสายเขาน้ำตกโตนช่องฟ้า - บ้านบางเนียง ได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตะกั่วป่า
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นายอัคคเดช ณ ระนอง
จำเลย — เทศบาลตำบลคึกคัก ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 165/2561
#626432
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดนำรถมาไถที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ต้นไม้ที่ผู้ปลูกไว้ในที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมไถปรับแปลงคันนาให้เหมือนเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปใช้พื้นที่อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินราชพัสดุ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง มิใช่กรณีพิพาทจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และคดีมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินราชพัสดุ แล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายทิพย์ ทองพิมพ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 164/2561
#626431
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดนำรถมาไถที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ต้นไม้ที่ผู้ปลูกไว้ในที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมไถปรับแปลงคันนาให้เหมือนเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปใช้พื้นที่อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินราชพัสดุ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง มิใช่กรณีพิพาทจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และคดีมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินราชพัสดุ แล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นายสวาท อั่นสา
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ