ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้เพียงบางส่วนจาก บ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์เฉพาะเท่าที่ปลดหนี้ให้ บ. เท่านั้น เมื่อการชำระหนี้นั้นยังไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ปรากฏเหตุอื่นที่อาจทำให้หนี้ดังกล่าวทั้งหมดระงับสิ้นไป แต่ยังมีหนี้ที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระอีก การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจาก บ. เป็นเพียงโจทก์ยอมรับชำระหนี้บางส่วนจากผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีหนี้ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้จนครบจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 685 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดไปกับ บ. ด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับ บ. เมื่อได้ความว่า ทั้งจำเลยที่ 2 และ บ. ต่างทำสัญญาค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มิได้ค้ำประกันร่วมกัน แต่ต้องรับผิดร่วมกันดังกล่าวไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229, 293 และ 296 แม้โจทก์จะยอมรับการชำระหนี้และปลดหนี้ให้ บ. คงเป็นประโยชน์แก่โจทก์เพียงเท่าส่วนของ บ. ชำระให้โจทก์และที่ปลดไป ซึ่งทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ในส่วนที่ปลดไปได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือไม่ เมื่อได้ความว่า บ. ชำระหนี้ให้โจทก์ไปเพียง 4,050,000 บาท ยังไม่ครบตามภาระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามจำนวนยอดหนี้ที่ค้างชำระในต้นเงิน ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โจทก์หายไปจากบ้านทิ้งจำเลยกับบุตรสองคนอยู่ตามลำพังนาน 3 เดือน ไม่สามารถติดต่อได้ จำเลยเป็นฝ่ายออกติดตามจนพบว่าโจทก์ไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ส. จังหวัดภูเก็ต จำเลยเดินทางไปอยู่กับโจทก์ 3 เดือนต่อครั้ง โดยโจทก์จำเลยยังมีเพศสัมพันธ์กัน แม้โจทก์อ้างว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามปกติในความเป็นสามีภริยา แต่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความยินยอมพร้อมใจ โดยเฉพาะฝ่ายชายหากไม่ยินยอมพร้อมใจ ย่อมยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ จึงหาใช่โจทก์จำเลยไม่มีเพศสัมพันธ์กันจนทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรและจนเป็นเหตุหย่าไม่ การที่จำเลยเดินทางไปตามหาโจทก์ที่จังหวัดภูเก็ต พบคลินิกแต่ไม่พบตัวโจทก์ พบแต่ ก. ทำงานในคลินิกและมีห้องนอนอยู่ติดกับห้องนอนโจทก์ในคลินิก แล้วจำเลยก็ไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้อีก เมื่อทราบว่าโจทก์มาเรียนต่อเฉพาะทางที่กรุงเทพ จำเลยจึงไปดักพบ โจทก์ไม่ยอมพูดด้วย จำเลยต้องเข้าไปนั่งข้างโจทก์ในห้องเรียน การที่ทันตแพทย์ที่ร่วมเรียนด้วยและอาจารย์ที่สอนพูดว่า โจทก์มีเมียมาคุม น่าจะเป็นคำพูดล้อเล่น ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำใด ๆ ทำให้โจทก์ต้องอับอาย การที่สามีภริยาปรากฏตัวด้วยกันเป็นครั้งคราวย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งจำเลยกลับถูก ก. ที่มานั่งเฝ้าโจทก์ใช้กำลังทำร้ายและตะโกนด่าต่อหน้าบุคคลอื่น เมื่อโจทก์ขอร้องจำเลยก็ใจอ่อนไม่ดำเนินคดี การกระทำของจำเลยจึงหาใช่จำเลยทำให้โจทก์เสียหายเดือดร้อนเกินควรและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงไม่ จึงไม่เป็นเหตุหย่า
สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง เมื่อฝ่ายภริยาคือจำเลยไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้ จำเลยย่อมเป็นฝ่ายได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แต่เมื่อไม่ได้รับ จึงมีสิทธิเรียกจากฝ่ายสามีคือโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38
ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพตนเองจากโจทก์ การที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฟ้องแย้ง 200 บาท และศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับมานั้น จึงไม่ชอบ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า รับเป็นฎีกาของจำเลยที่ 1 สำเนาให้ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แก้ฎีกา ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา ในวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาและคำแถลงดังกล่าว ทนายจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องที่ประทับตราด้านล่างฎีกาและคำแถลงของจำเลยที่ 1 ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 แต่จำเลยที่ 1 คงนำส่งสำเนาฎีกาแก่โจทก์โดยวางเงินค่านำส่งในวันที่ยื่นฎีกาและคำแถลงเท่านั้น มิได้ส่งคำร้องไม่คัดค้านของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 (เดิม) และ 247 (เดิม)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้โจทก์ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวายจีก ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๓ นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๕ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว โจทก์อ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อจากบิดาและปู่ของโจทก์ทั้งแปลง ทั้งการที่มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์ครอบครองและห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ เมื่อประเด็นหลักของคดีเป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบก่อนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมมาด้วย ก็เป็นคำขอเกี่ยวเนื่องกับประเด็นหลักแห่งคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รวมที่ดินของผู้ฟ้องคดีอยู่ด้วย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำรังวัดที่ดิน ผู้ฟ้องคดียื่นคัดค้านการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ตรวจสอบการรังวัด เพิกถอนการรังวัด และเพิกถอนคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีได้แก่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นที่ดินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน จึงขอให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อมีการคัดค้านการรังวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ดังนี้ เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรรมการหมู่บ้านเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีโจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนที่โจทก์ชี้แนวเขตเป็นที่สาธารณะ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้าน และให้สำนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ บัญญัติว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ แม้ว่าจำเลยที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่การที่จำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตน รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๒๓ ที่ดินโฉนดของผู้ร้องสอด มีเนื้อที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอดในส่วนที่ออกทับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและผู้ร้องสอดให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๓๐ เดิมเป็นของผู้มีชื่อได้แบ่งแยกในนามเดิมเป็นโฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๑ และ ๑๑๓๔๒ ผู้ร้องสอดได้กรรมสิทธิ์โฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๒ โดยซื้อมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ส่วนโฉนดเลขที่ ๑๑๓๔๑ ได้จดทะเบียนโอนมรดกและแบ่งแยกออกมาเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๗๒๓ กระบวนการแบ่งแยกโฉนดที่ดินชอบด้วยระเบียบกฎหมาย อีกทั้งเกิดก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะซื้อที่ดินมาจากเจ้าของที่ดินเดิมและเป็นผู้นำรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงพิพาทไว้โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านแนวเขตที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ดำเนินการไปตามอำนาจ ถูกต้องตามระเบียบ ขั้นตอนและวิธีการโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท แต่การที่ศาลปกครองขอนแก่นจะกำหนดให้มีคำบังคับตามคำขอต่าง ๆ ดังกล่าวได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๒ ประกอบด้วย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนในที่ดินแปลงนั้น ๆ ซึ่งในกรณีคดีนี้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามผลของอำนาจแห่งสิทธินั้น ๆ ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาท จากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเพียงกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งสิทธิในที่ดินที่ถูกต้องแท้จริงของเอกชนแต่ละรายเท่านั้น ดังนั้นการเพิกถอนโฉนดที่ดินต้องดำเนินการไปตามอำนาจแห่งสิทธิของเอกชนนั้นเช่นเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าที่ดินของผู้ร้องสอดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท โดยมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินประการอื่น จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ก็เฉพาะแต่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางตีนเป็ด ที่ ๑ และกรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินผู้ฟ้องคดีเพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากมีการรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยการก่อสร้างทางหลวงชนบทรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครอง อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งกรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีหน้าที่คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่วัดศรีชุมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่ ๑ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ที่ ๒ กรมศิลปากร ที่ ๓ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีมีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๒๓ ของโจทก์ อยู่ในเขตโบราณสถานด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสามเข้ามาบูรณะซ่อมแซมองค์พระพุทธอจนะและมณฑปในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่ยอมออกจากที่ดินและไม่ให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดิน รวมถึงได้เรียกเก็บเงินค่าผ่านเข้าชมโบราณสถาน แต่ไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ ทั้งยังปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ ๓ ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและควบคุมโบราณสถาน ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย รวมถึงที่ดินของโจทก์ โดยอ้างว่าโบราณสถานวัดศรีชุมไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทตามฟ้อง จึงไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาท อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีเดิมผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อศาลปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กรณีผู้ฟ้องคดีร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่ามีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าของที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดอนหมากกะทันและเรียกเก็บค่าเช่าที่ดิน ขอให้ตรวจสอบและสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่ยังไม่ทราบผลการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการให้ทราบ โดยศาลปกครองได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงถือได้ว่าศาลและคู่ความในคดียอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองเหนือคดีนี้ แม้ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกคำพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นต้น แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้เรียกนางสาว ส. และกรมเจ้าท่า เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดและพิพากษาหรือมีคำสั่งตามรูปคดี ในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด นาง พ. กับพวกรวม ๒๘ คน ยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่กรณีโดยอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดอนหมากกะทันเช่นเดียวกับนางสาว ส. ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ศาลปกครองแยกคดีในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องสอดทั้งยี่สิบแปด ซึ่งเป็นผู้ร้องสอดที่ ๒ ถึงที่ ๒๙ ออกจากคดีเดิมไปเป็นสำนวนคดีใหม่ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกับคดีเดิมโดยอาศัยคำฟ้องและกำหนดตัวผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเช่นเดียวกับคดีเดิม และมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับประเด็นในคดีเดิมว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคำร้องสอดของผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดมิได้ขอให้ศาลบังคับให้ตนมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่เป็นการขอเข้ามาในคดีเดิมเพื่อแสดงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน เนื่องจากตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเช่นเดียวกับนางสาว ส. ซึ่งศาลปกครองเรียกเข้ามาในคดีและผู้ร้องสอดที่ ๓๐ ถึงที่ ๓๙ ในคดีเดิม ดังนั้น คำร้องสอดของผู้ร้องทั้งยี่สิบแปดจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีเดิม และคำร้องสอดของนางสาว ส. ผู้ร้องสอดที่ ๑ และผู้ร้องสอดที่ ๓๐ ถึงที่ ๓๙ จึงชอบที่จะได้รับการพิจารณาคดีไปด้วยกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดูแลรักษาที่สาธารณะหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยงานจำเลยยื่นฟ้องจำเลยกรณีมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งสี่ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยเป็นสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อให้โจทก์ทั้งสี่เข้าเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานจำเลยอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๖ (ที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสี่เกษียณอายุ) มิใช่ความสัมพันธ์อันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๔ วรรคสอง ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ พนักงานสังกัดจำเลยที่ ๑ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าคลังสินค้าพร้อมดอกเบี้ย จากการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อใช้เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ ที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้โรงสีส่งมอบ ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ และสัญญาจ้างเหมาโจทก์ขนย้ายข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต ๒๕๕๕/๕๖ เก็บในคลังสินค้า โดยมีจำเลยที่ ๒ ในฐานะหัวหน้าคลังสินค้าในเขตพื้นที่รับผิดชอบนำข้าวสารเก็บในคลังสินค้าที่เช่า ซึ่งจำเลยที่ ๑ คงค้างชำระค่าเช่าบางส่วน เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาเช่าคลังสินค้ามีวัตถุประสงค์เพียงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบคลังสินค้าพร้อมทั้งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในสภาพที่ดีเหมาะสมกับการเก็บรักษาข้าวสารให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่า เข้าครอบครองเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกที่จำเลยที่ ๑ สั่งให้โรงสีส่งมอบตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก กับกำหนดความรับผิดของโจทก์ในกรณีข้าวสารหรือกระสอบบรรจุข้าวสารเสื่อมคุณภาพเสียหายอันเกิดจากสถานที่เช่าไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษาเท่านั้น โดยจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างเหมาให้โจทก์ขนย้ายข้าวสารดังกล่าวเข้าเก็บในคลังสินค้าที่เช่า และมิได้ระบุให้โจทก์มีอำนาจเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในการรับมอบ เก็บรักษา จ่ายข้าวสารจากคลังสินค้าตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของจำเลยที่ ๑ คงมีสิทธิเพียงแค่ได้รับเงินค่าเช่าและค่าจ้างขนย้ายเท่านั้น สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าภาระในการใช้พื้นที่ฝากเก็บและดูแลรักษารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยจำนวน ๑๗๖ คัน ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนั้น แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นการเรียกร้องบำเหน็จค่าฝากทรัพย์หรือค่าภาระในการใช้พื้นที่ฝากเก็บและดูแลรักษารถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ซึ่งแม้รถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยจะเป็นทรัพย์สินของราชการ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีอาจนำไปใช้เพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ แต่ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตามฟ้องเป็นไปเพื่อมุ่งประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีที่ ๑ คงมีหน้าที่เพียงดูแลรักษาทรัพย์ที่รับฝากไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วส่งมอบคืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะเรียกร้องบำเหน็จค่าฝากได้หรือไม่ เพียงใด เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อการบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตามฟ้องระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนซึ่งมีลักษณะเป็นข้อตกลงในทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดฐานมีหรือใช้วัตถุระเบิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม นอกจากจะต้องเป็นข้อหากระทำความผิดฐานมีหรือใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ แล้ว ยังจะต้องเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามด้วย
เมื่อพิจารณากฎกระทรวงฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ข้อ ๔ กำหนดว่า "วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา ๓๘ ต้องเป็นวัตถุระเบิดประเภท ชนิด และขนาดที่ใช้เฉพาะในกิจการก่อสร้างหรือกิจการอุตสาหกรรม และได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" โดยไม่มีบทบัญญัติกำหนดว่าวัตถุระเบิดประเภท ชนิด และขนาดใด เป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงมีเฉพาะพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ยุทธภัณฑ์" หมายความว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ข้อ ๒.๑.๒ และข้อ ๒.๔ กำหนดประเภทของวัตถุระเบิดที่เป็นยุทธภัณฑ์ไว้ โดยไม่ปรากฏว่าลักษณะวัตถุระเบิดตามคำฟ้อง ข้อ ก. เป็นลักษณะและประเภทของวัตถุระเบิดที่เป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เมื่อข้อหาตามคำฟ้องข้อ ก. ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามฟ้องข้อ ข. และความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามคำฟ้องข้อ ค. จึงไม่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวโยงกันกับการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ้านธารารมณ์ บางกะปิ (ไพรเวทโซน) จำเลย ว่า โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ยื่นคำขอจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธารารมณ์ รามคำแหง ๑๕๐ ภายหลังจัดตั้งแล้วเสร็จโจทก์ชำระค่าสาธารณูปโภคที่เรียกเก็บตามข้อบังคับมาโดยตลอด แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินขอให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของโจทก์อ้างว่าค้างชำระค่าสาธารณูปโภค เจ้าพนักงานที่ดินจึงระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่สามารถทำนิติกรรมในที่ดินได้ โจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของจำเลยและไม่เคยใช้สาธารณูปโภคของจำเลย จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการนำที่ดินของโจทก์เข้าไปอยู่ในแผนผังการจัดตั้งนิติบุคคลของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ยินยอม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยนำที่ดินของโจทก์ออกจากแผนผังโครงการจัดตั้งนิติบุคคลของจำเลย ให้จำเลยยกเลิกการจัดเก็บค่าส่วนกลางหรือค่าสาธารณูปโภคกับโจทก์ตั้งแต่วันที่จำเลยจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินให้ยกเลิกหนังสือระงับสิทธิการจดทะเบียนและนิติกรรมในที่ดินโจทก์ เห็นว่า คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) นั้น จะต้องมีคู่ความหรือคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นคดีพิพาทที่เกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ จำเลย มิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นเอกชน และการดำเนินการของจำเลยย่อมเป็นเรื่องของนิติบุคคลเอกชนที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชนเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเองในนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดต่อกันในทางแพ่ง โดยไม่มีคู่ความหรือคู่กรณีฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ ๒ โดยเข้าครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนที่จะมีการประกาศกำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินจนถึงปัจจุบัน แต่ต่อมา จำเลยที่ ๓ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ แจ้งเท็จว่าเป็นผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่แจ้งว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เป็นเกษตรกรผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนมเรียกให้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไปพบเพื่อให้ตกลงกันว่าจะใส่ชื่อบุคคลใดในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ ๓ จึงแนะนำให้ใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ ๒ และหรือที่ ๓ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ได้รับอนุญาต เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้อำนาจแก่จำเลยที่ ๓ ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดินโดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐในคดีนี้ต้องเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ดำเนินการ และการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ดังกล่าวเป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น... อันเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ก็เฉพาะแต่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การคัดค้านการรังวัดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์ เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินของตนเพื่อการออกโฉนดที่ดิน การคัดค้านรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ส่วนจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณะ (ที่สวนสาธารณประโยชน์ปู่ตา) กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการร่วมกันบุกรุกเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดิน ทุบทำลาย และรื้อถอนท่อระบายน้ำของโจทก์ เพื่อสร้างถนน วางท่อซีเมนต์ทำทางระบายน้ำตัดผ่านที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือตกเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายแล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมมีอำนาจเข้าไปปรับถมดิน ขุดเจาะที่ดิน ทุบทำลาย และรื้อถอนท่อระบายน้ำ วางท่อซีเมนต์ทำทางระบายน้ำตัดผ่านที่ดินของโจทก์เพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางสายเขาน้ำตกโตนช่องฟ้า - บ้านบางเนียง ได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดนำรถมาไถที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ต้นไม้ที่ผู้ปลูกไว้ในที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมไถปรับแปลงคันนาให้เหมือนเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปใช้พื้นที่อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินราชพัสดุ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง มิใช่กรณีพิพาทจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และคดีมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินราชพัสดุ แล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดนำรถมาไถที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำให้ต้นไม้ที่ผู้ปลูกไว้ในที่ดินได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมไถปรับแปลงคันนาให้เหมือนเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปใช้พื้นที่อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินราชพัสดุ เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง มิใช่กรณีพิพาทจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี และคดีมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินราชพัสดุ แล้วจึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม