คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2561
#622077
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งหมายถึงต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จเท่านั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงโดยวินิจฉัยถึงหน้าที่นำสืบของโจทก์ประกอบคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์และคำเบิกความของ พ. จำเลยในคดีดังกล่าวเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้นำมากล่าวถึง เพียงแต่นำมารับฟังประกอบข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบกับคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยของโจทก์เท่านั้น แล้ววินิจฉัยถึงพฤติการณ์ต่างๆ ดังที่หยิบยกขึ้นมากล่าว โดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลย มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ชาติ โพธิ์บอน
จำเลย — นายคำหล้า ราชบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2561
#621182
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน และย่อมถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์กับจำเลยและถูกอำพรางไว้ ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะจึงต้องเพิกถอนสัญญาดังกล่าว เป็นผลให้ที่ดินยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท คำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นค่าเสียหาย 50,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 18,500 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอีก 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากนางสาวสิริทัศน์ ผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 และแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากจำเลย เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับจำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาลวงทำนิติกรรมขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางนิติกรรมอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสองหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีและนิติกรรมที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยเปิดเผยเพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปเป็นสำคัญ โดยหาจำต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้ต่อกันอีกฉบับหนึ่งไม่ เพราะหากมีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้แล้ว ก็จะไม่มีปัญหาให้พิจารณาเรื่องนิติกรรมอำพราง เพราะคู่สัญญาสามารถนำนิติกรรมที่ทำไว้ต่างหากและเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงมาฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยตรง ดังนั้น คดีจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาขายที่ดินที่โจทก์จำเลยทำกันนั้นแท้จริงแล้วมีเจตนาจะทำนิติกรรมใดไว้ต่อกัน โจทก์เบิกความว่า วันที่ 13 สิงหาคม 2552 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ราคา 1,000,000 บาท และโจทก์ให้จำเลยซื้อคืนราคา 1,270,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 แต่สัญญาจะซื้อขายฉบับดังกล่าวสูญหาย ต่อมาเดือนกันยายน 2552 จำเลยต้องการใช้เงิน 100,000 บาท และบอกว่าโจทก์ซื้อบ้านและที่ดินพิพาทแปลงแรกในราคาถูกมากและจำเลยจะซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น โจทก์ให้เงินจำเลย 100,000 บาท และวันที่ 1 ตุลาคม 2552 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยซื้อคืนจากเดิมราคา 1,270,000 บาท เป็นราคา 1,400,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ราคา 900,000 บาท และทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทรวม 2 แปลง ราคา 2,420,000 บาท จำเลยมีสิทธิซื้อคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 และยกเลิกสัญญาจะซื้อขายวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ส่วนจำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อปี 2550 จำเลยไม่มีเงินชำระหนี้ให้นางสาวอรพันธ์ นางสาวอรพันธ์จึงให้จำเลยทำนิติกรรมอำพรางขายที่ดินพิพาทแปลงแรกให้นางสาวอรพันธ์ จากนั้นนางสาวอรพันธ์นำที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยเป็นผู้ชำระ จำเลยผ่อนชำระได้ 19 งวด นางสาวอรพันธ์ถึงแก่ความตายวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ต่อมาจำเลยฟ้องนางสาวสิริทัศน์ผู้จัดการมรดกนางสาวอรพันธ์เพื่อเอาที่ดินพิพาทคืนต่อศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2493/2551 นางสาวสิริทัศน์โอนที่ดินพิพาทคืนแต่จำเลยต้องจ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นค่าตอบแทน จำเลยจึงกู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท จากการแนะนำของนางสาวแอนซึ่งเป็นนายหน้า โจทก์บอกจำเลยว่า การกู้ยืมเงินจะไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะทำสัญญาจะซื้อขายคืนให้จำเลยและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2552 โจทก์จ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นแคชเชียร์เช็คให้นางสาวสิริทัศน์ และจ่ายเงินสด 400,000 บาท ให้นางสาวแอน และค่าใช้จ่ายการโอนชื่อจากนางสาวนฤมลหรือนางสาวสิริทัศน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์เป็นชื่อโจทก์โดยตรง โดยไม่ต้องโอนกลับมาเป็นชื่อจำเลยซึ่งจะทำให้เสียค่าธรรมเนียม จากนั้นโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทคืนราคา 1,270,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 คำนวณจากต้นเงิน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 11 เดือน นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ยประมาณ 272,000 บาท สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวโจทก์และจำเลยทำหาย ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2552 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแปลงแรกและขายคืนราคา 1,400,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 คำนวณจากต้นเงิน 1,100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 11 เดือน นับแต่วันกู้ครั้งแรก วันที่ 13 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ยประมาณ 302,000 บาท รวมกับต้นเงิน 1,100,000 บาท เป็นเงิน 1,400,000 บาทเศษ แต่โจทก์คิด 1,400,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 900,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 5 เดือน ให้จำเลยซื้อคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ย 112,500 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,012,500 บาท โจทก์ขอคิดเพิ่มให้เป็นจำนวนเต็มเป็นเงิน 1,020,000 บาท โดยใช้ที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เป็นประกันตามสัญญาขายที่ดินและยกเลิกสัญญาจะซื้อขายฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2552 และทำสัญญาจะซื้อขายฉบับใหม่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 รวมที่ดินพิพาท 2 แปลง จำเลยจะต้องซื้อคืนราคา 2,420,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เมื่อพิจารณาคำเบิกความจำเลยที่ว่า โจทก์บอกจำเลยว่าการกู้ยืมเงินจะไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะทำสัญญาจะซื้อขายคืนให้จำเลย ประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 3 ครั้ง โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 45/3 ให้โจทก์ แล้วทำสัญญาจะซื้อจะขายคืนให้จำเลย โดยมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายคืนหลายฉบับหลังจากจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ โดยกำหนดราคาซื้อคืนเท่ากับเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ซื้อคืน สำหรับที่ดินแปลงแรกตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เงิน 1,000,000 บาท หากให้จำเลยซื้อที่ดินคืนจะต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเงินประมาณ 275,000 บาท เมื่อจำเลยขอเงินอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,100,000 บาท คูณ 11 เดือน รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 302,500 บาท บวกต้นเงิน 1,100,000 บาท เป็นเงิน 1,425,000 บาท ใกล้เคียงราคาที่โจทก์ขายคืนให้จำเลย 1,400,000 บาท นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์วันที่ในสัญญาจะซื้อจะขายคืนเป็นวันเดียวกับวันที่โอนกรรมสิทธิ์ เป็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ในราคารวมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นเงิน 2,420,000 บาท แล้ว มียอดรวมเท่ากับเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นราคาที่ให้ซื้อคืน จึงเจือสมกับพยานหลักฐานจำเลยที่ว่า การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงินไม่มีการซื้อขายกันจริง ประกอบกับนับตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้าน โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทคงให้จำเลยและบริวารอาศัยและประกอบกิจการร้านค้าอยู่ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยมีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันและย่อมถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์กับจำเลยและถูกอำพรางไว้ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ จึงต้องเพิกถอนสัญญาดังกล่าว เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2552 และเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 แต่ยังคงให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรินทร์ ชัยอริยะกุล
นางสาวบุณิกา พรมสนธิกุลหรือ
จำเลย — นางสาวจินณปภัส พรมสนธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางศรินดา เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2561
#621366
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยที่ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้พิจารณาและเมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ร้องแก้ฎีกาก่อน โดยเห็นว่าการพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมาบังคับใช้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีจำเลยบริเวณท้ายทอยแล้วผู้ร้องเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าห้ามมิให้จำเลยใช้มีดฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 เข้าแย่งและปัดมีดจากมือจำเลย ทำให้มีดพลาดแทงถูกบริเวณท้องด้านซ้ายของผู้ร้อง มีดปักคาอยู่ พฤติการณ์แห่งคดีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วยการใช้ไม้ตีจำเลยที่บริเวณท้ายทอย ผู้ร้องจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ เมื่อผู้ร้องได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 33, 80, 91 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจารึกผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 147,661 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80, 371 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สาเหตุที่จำเลยกระทำความผิดในครั้งนี้ เกิดจากผู้เสียหายที่ 1 มีส่วนผิดที่ใช้ไม้ตีศีรษะของจำเลยก่อน จึงเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท ริบอาวุธมีดของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้องจำนวน 147,661 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60, 72 มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า เหตุคดีนี้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากในวันเกิดเหตุ จำเลยถูกนายสรศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีท้ายทอยก่อน ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงใช้อาวุธมีดของกลางฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ในขณะนั้น แล้วพลาดไปถูกนางสาวจารึก ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 72 และทำร้ายร่างกายผู้ร้องจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน โดยพลาดและโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60 และมาตรา 72

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรพิพากษาลงโทษจำเลยให้เบาลงและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีของกลางคดีอาญาระบุว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้ฟันและแทงผู้เสียหายที่ 1 กับผู้ร้อง เป็นอาวุธมีดทำกับข้าวทำด้วยสแตนเลส ด้ามพลาสติกดำ ยาวประมาณ 12 นิ้ว (รวมทั้งด้าม) ซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกทำร้าย ใช้มีดปอกผลไม้แทงที่ขาซ้ายตอนบนด้านหลัง บาดแผลผิวหนังฉีกขาดขอบเรียบที่ต้นขาซ้ายด้านหลัง ยาว 13 เซนติเมตร เย็บแผลแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเจ็บบาดแผลเดินไม่สะดวก รักษาตัวตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 ถึงวันที่ 13 เดือนเดียวกัน (5 วัน) ตัดไหมวันที่ 18 เดือนเดียวกัน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้อง มีบาดแผลถูกแทงบริเวณท้องด้านซ้าย ยาว 4 เซนติเมตร ร่วมกับลำไส้เล็กฉีกขาด ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ตัดลำไส้เล็กที่ฉีกขาดออกมา และเย็บต่อลำไส้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 และรักษาโดยการให้เลือดเมื่อวันที่ 11 เดือนเดียวกัน และแพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน หากมารับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันและแทงผู้เสียหายที่ 1 กับผู้ร้องจนมีบาดแผลฉกรรจ์อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลทันท่วงทีเช่นนี้ นับว่าเป็นการกระทำรุนแรงใกล้เคียงว่าจะมีเจตนาฆ่าดังคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายและลงโทษจำเลยในบทหนักฐานทำร้ายร่างกายผู้ร้องเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60, 72 และจำคุกจำเลยในข้อหาความผิดนี้เพียง 2 ปี นับว่าเป็นการลงโทษจำเลยในสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยเบากว่านี้อีกได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ได้ความจากที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่า จำเลยสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 คือผู้ร้อง เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,000 บาท โดยโจทก์และผู้ร้องมิได้แก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น อีกทั้งผู้ร้องก็ได้มาขอรับเงินที่จำเลยวางศาลไว้จำนวน 50,000 บาท ไปจากศาลชั้นต้นแล้วด้วย แม้จำนวนเงิน 50,000 บาท ที่ผู้ร้องรับไปจากศาลชั้นต้นยังไม่คุ้มจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 147,661 บาท ก็ตาม แต่ก็เกินค่ารักษาพยาบาลที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องเพียง 44,421 บาท นับว่าจำเลยได้สำนึกผิด ลุแก่โทษ และพยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นเหตุอันควรปรานี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน และในประการสำคัญคือจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เพราะถูกผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีทำร้ายก่อน อันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรปรานี เห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดี โดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติได้แก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยที่ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้พิจารณาและเมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ร้องแก้ฎีกาก่อน โดยเห็นว่าการพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมาบังคับใช้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีจำเลยบริเวณท้ายทอยแล้วผู้ร้องเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าห้ามมิให้จำเลยใช้มีดฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 เข้าแย่งและปัดมีดจากมือจำเลย ทำให้มีดพลาดแทงถูกบริเวณท้องด้านซ้ายของผู้ร้อง มีดปักคาอยู่ พฤติการณ์แห่งคดีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วยการใช้ไม้ตีจำเลยที่บริเวณท้ายทอย ผู้ร้องจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และเห็นว่าเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเมื่อศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงการที่ฝ่ายผู้ร้องได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง แล้ว เห็นว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 147,661 บาทเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยไว้ และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดจำนวน 30 ชั่วโมง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาวจารึก การค้า
จำเลย — นายศุภชัยหรือเต่า แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2561
#620192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำภาพและวิดีโอลามกส่งเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ส่งให้บุตรสาวโจทก์ดูเพื่อประจานโจทก์ ซึ่งมีเพียงจำเลยและบุตรสาวโจทก์เท่านั้นที่มีรหัสในการเข้าดูประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้หากไม่ทราบรหัส จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4)

จำเลยส่งข้อความทางผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตถึงโจทก์หลายครั้ง ขู่เข็ญโจทก์ให้จ่ายเงินจำเลย มิเช่นนั้นจะเปิดเผยความลับรูปภาพและวิดีโอที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่น ในขณะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากจำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80, 90, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ยึดและทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์ไฟล์วิดีโอของจำเลย กับแหล่งข้อมูลที่จำเลยทำสำเนาไว้อันมีข้อความหมิ่นประมาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 338 ประกอบมาตรา 80 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศเดนมาร์ก มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน โจทก์มีลูกติด 1 คน คือ นางสาว ซ. ภายหลังสมรสแล้วโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ และนำเงินรายได้จากการประกอบธุรกิจเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ โจทก์มีคนรักใหม่ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมสไกป์ถึงโจทก์ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2558 และวันที่ 24 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมแอปพลิเคชั่นไลน์ เพื่อให้โจทก์มอบเงินให้จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินให้จำเลย ครั้นวันที่ 26 กันยายน 2558 จำเลยส่งภาพถ่ายโจทก์เปลือยกายอยู่กับผู้ชายบนเตียงนอน และวิดีโอบันทึกภาพดังกล่าวทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงนางสาว ซ. บุตรสาวโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพยายามขู่เข็ญโจทก์โดยการสนทนาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโปรแกรมสไกป์ เป็นภาษาเดนมาร์ก ใจความว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่โอนเงินให้แก่จำเลย จำเลยจะเปิดเผยความลับ โดยการเผยแพร่รูปโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทย ภายหลังจำเลยไม่ได้เงินตามที่ขู่เข็ญ จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นลงในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นการบรรยายฟ้องแล้วว่า ภาพโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทยที่จำเลยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยนั้น เป็นความลับที่จำเลยจะเปิดเผยแล้วทำให้โจทก์เสียหาย ฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 245/2524 และ 2898/2545 ที่จำเลยอ้างมาก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องข้อหานี้ในตอนต้นว่า จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นอยู่ในวิดีโอดังกล่าว โดยที่จำเลยเป็นผู้กำกับและดำเนินการถ่ายทำวิดีโอนั้นลงในระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์ เวิลด์ไวล์เว็บดอทจีเมลดอทคอม ซึ่งทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เนื่องจากเว็บไซด์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสังคมออนไลน์ที่โยงกับเว็บไซต์อื่น เช่น พลัสดิทกูเกิ้ลดอทคอม เป็นต้น ก็ตาม แต่ตอนท้ายโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้ที่อยู่อิเลคทรอนิกส์ ชื่อ Stxxx@gmail.com ซึ่งเป็นที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย และมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่รู้รหัสผ่านเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวส่งไปยังบุตรสาวของโจทก์เพื่อประจานการกระทำของโจทก์ที่ร่วมหลับนอนกับชายอื่น ซึ่งจากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าการที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวนั้น ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้หากไม่รู้รหัสผ่านของจำเลยเพื่อเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทั้งการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกนี้ ก็เป็นการส่งในลักษณะเฉพาะเจาะจงไปยังบุตรสาวของโจทก์เท่านั้น มิได้เป็นการเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์และความผิดต่อเสรีภาพหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์หลายครั้งต่อเนื่องกัน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 ครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 23 และ 24 กันยายน 2558 ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวถึงโจทก์ เมื่อข้อความดังกล่าวสรุปได้ว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ จำเลยจะเปิดเผยภาพเปลือยและวิดีโอบันทึกภาพโจทก์ที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นให้นางสาว ซ. ทราบ ซึ่งภาพถ่ายและวิดีโอดังกล่าวนั้นเป็นความลับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ เพราะจำเลยต้องการเงินในบัญชีธนาคารประเทศฮ่องกง ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจร่วมกันซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า หากจำเลยมีสิทธิในเงินดังกล่าว จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยการฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยกระทำก็เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ข้อความที่จำเลยส่งถึงโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีข้อความใดที่อ้างถึงการประกอบธุรกิจร่วมกันของจำเลยและโจทก์ รวมทั้งเงินที่จำเลยให้โจทก์ส่งให้ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจร่วมกันแต่อย่างใดด้วย ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 309 วรรคแรก ม. 326 ม. 338
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายพัชรพงศ์ โรจนะวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561
#619389
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. 358, 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการไม่ชอบ

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลชั้นต้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 จากสารบบความ สำหรับความผิดฐานบุกรุก เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในส่วนความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83, 91

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 ประกอบมาตรา 365 (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน โจทก์ต้องถอนฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ยกคำร้องขอ พิเคราะห์แล้ว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดต่อส่วนตัว ฐานทำให้เสียทรัพย์ที่โจทก์ขอถอนฟ้อง จึงยังไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จากสารบบความ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเอง นางอุสา และนายโชคชัย เป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2131 และ 6672 ถึง 6674 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยรับซื้อฝากจากนายอุดม เมื่อวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2537 หลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้วโจทก์เข้าไปตัดหญ้า ใส่ปุ๋ย ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมในที่ดินพิพาท ประมาณปี 2552 ถึง 2553 โจทก์บอกให้นางอุสาซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่าคลอกและนายหน้าขายที่ดินช่วยขายที่ดินพิพาท ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2556 โจทก์ทราบจากนางอุสาว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ขอให้นายโชคชัยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 พาไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จึงไปแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จำเลยทั้งสองอ้างตนเอง และนายชะเอื้อน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่ารก เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 เข้าไปถากถางปลูกบ้านพักอาศัย ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้และทิศตะวันออกอยู่ติดกับวัดโสภณวนาราม ขณะนายชะเอื้อนดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้จัดทำถนนคอนกรีตคั่นระหว่างที่ดินพิพาทกับวัดโสภณวนาราม โดยนางเฉิดฉิน มารดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งแนวเขตที่ดินพิพาท และพระครูโสภณพลธรรม เจ้าอาวาสวัดโสภณวนารามได้ทำหนังสือรับรองว่า จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในที่ดินพิพาท พิเคราะห์แล้ว นางอุสาพยานโจทก์เป็นตัวแทนของปวงชนในเขตเทศบาลตำบลปากคลอก ส่วนนายโชคชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 1 มานาน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามจริง ประกอบกับนายชะเอื้อนพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เห็นจำเลยที่ 1 กับมารดาเข้าไปในทำกินในที่ดินพิพาทโดยปลูกผักสวนครัว สร้างขนำลักษณะมุงจากพักอาศัย สอดคล้องกับข้อความตามเอกสาร พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่เข้าไปเก็บพืชผลในที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2556 อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เริ่มบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์ในเวลากลางวันหรือกลางคืน ทั้งสภาพบ้านยังปลูกสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในเวลากลางวัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีในส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จากสารบบความศาลฎีกา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 365 (3)
ป.วิ.อ. ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย จงจิรมงคลชัย
จำเลย — นางอารีย์ ประไพพฤกษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายภาคภูมิ สุสานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1179/2561
#623385
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (เดิม) และคู่ความต้องร้องขอก่อนวันสืบพยาน แต่กรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 11 วรรคสอง (เดิม) จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย และไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้

การได้ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวโดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน เป็นการต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 แต่นิติกรรมการได้ที่ดินของโจทก์ก็ใช่ว่าจะเสียเปล่าไม่มีผลใด ๆ เสียเลยไม่โจทก์ยังมีสิทธิได้รับผลตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 อันจะจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดถ้าไม่จำหน่ายในเวลาที่กำหนด อธิบดีกรมที่ดินก็มีอำนาจจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 15,237,207.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินที่มีชื่อจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามทะเบียนการสมรส สำนักทะเบียนเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เลขทะเบียนที่ 529/44421 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เป็นโมฆะ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,531,965 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฏค 7811 กรุงเทพมหานคร รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ญช 3814 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ STALLION หมายเลขทะเบียน สมล 942 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 หมู่ที่ 4 ตำบลลำปลาทิว อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ และแจ้งการสมรสเป็นโมฆะให้นายทะเบียนทราบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะและให้จำเลยคืนเงิน 15,000,000 บาทเศษ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ กับให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนโจทก์ไปจดทะเบียนจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นการพิพากษาเกินไปจากคำขอของโจทก์ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เก๋ง รถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์กับให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนจำหน่ายให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2533 จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายอาร์เน่ ตามกฎหมายของราชอาณาจักรเดนมาร์ก ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยในประเทศไทย โดยจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากับนายอาร์เน่ การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสในขณะที่จำเลยมีคู่สมรสอยู่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อนึ่ง ในช่วงก่อนและหลังที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรส โจทก์โอนเงินจากธนาคารต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 25,767,207.23 บาท จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35574 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 โดยซื้อมาจากบริษัท โอ จี ซี เรียลเอสเตท จำกัด และจำนองไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน และมีการไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 โดยซื้อมาจากบริษัทไดมอนด์ รัชดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด นอกจากนี้ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฏค 7811 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ญช 3814 กรุงเทพมหานคร กับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ STALLION หมายเลขทะเบียน สมล 942 กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า เงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีของจำเลยช่วงก่อนจดทะเบียนสมรสระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2552 จำนวน 168,875 บาท และช่วงหลังจดทะเบียนสมรสระหว่างเดือนธันวาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2553 จำนวน 76,057 บาท (ที่ถูก 76,057.23 บาท) โจทก์โอนมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายปลีกย่อยอันเกิดจากการคบหาใช้ชีวิตร่วมกันถือว่าเป็นการโอนให้โดยเสน่หาเพื่อใช้จ่ายทั้งส่วนตัวและร่วมกัน ส่วนเงินที่เหลือซึ่งโอนมาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 จำนวน 25,518,750 บาท มีการนำไปซื้อหน่วยลงทุน 20,000,000 บาท ต่อมาได้ขายหน่วยลงทุนได้เงินลงทุนพร้อมผลประโยชน์และโจทก์รับเงินไปแล้ว 10,000,000 บาท โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (เดิม) และคู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยาน แต่กรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามมาตรา 11 วรรคสอง (เดิม) จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งปัญหานี้ให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยและไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงให้ยกฎีกาจำเลยในปัญหานี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบและเกินคำขอหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยใช้เงิน 15,237,207.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย ข้อเท็จจริงได้ความตามปัญหาประการที่สามว่า เงินส่วนที่โจทก์มีคำขอนั้นได้นำไปซื้อรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นเงิน 4,679,250 บาท ดังนี้ถือได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเข้าแทนที่เงินข้างต้นในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์ 2 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จึงไม่เป็นการเกินคำขอ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 นั้น ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้" และวรรคสองบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 84 คนต่างด้าวดังกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย... และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" มาตรา 94 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นและให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 96 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินแห่งใดในฐานะเป็นเจ้าของแทนคนต่างด้าว หรือ... ให้อธิบดีมีอำนาจทำการจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น การได้ที่ดินของโจทก์โดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน จึงเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น แต่นิติกรรมการได้ที่ดินของโจทก์ก็ใช่ว่าจะเสียเปล่าไม่มีผลใด ๆ เสียเลยไม่ เพราะโจทก์ยังมีสิทธิได้รับผลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 อันจะจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ถ้าไม่จำหน่ายในเวลาที่กำหนด อธิบดีกรมที่ดินก็มีอำนาจจำหน่าย ซึ่งการบังคับจำหน่ายหมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างกรรมสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม หากขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกันไป ย่อมจะได้ราคาดีกว่าแยกขาย และโจทก์ก็ฎีกาทำนองประสงค์ให้ขายรวมกัน ซึ่งเมื่อมีการจำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วเงินที่ขายได้จึงเข้าแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันตกเป็นของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 36354 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 399/218 ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดโดยให้จำเลยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าไม่เป็นการเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นตามปัญหานี้เป็นการพิพากษาเกินคำขอมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาฟังขึ้น

อนึ่ง คำขอบังคับของโจทก์ ข้อ 3 ที่ว่า หากจำเลยไม่ชำระเงินหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นชื่อของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระคืนโจทก์จนกว่าจะครบ นั้น เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษา และศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้ ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาแก้ในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำขอบังคับข้อ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 84 ม. 94
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นางหรือนางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง(สาขามีนบุรี) — นายสมนึก ปัททุม
ศาลอุทธรณ์ — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2561
#622490
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระราคาไปจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงก่อสิทธิแก่โจทก์ว่าโจทก์ยังจะมีสิทธิเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลให้สำเร็จลุล่วงต่อไปเท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์สินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 เพราะโจทก์อาจผิดสัญญาการขายทอดตลอดตามคำสั่งศาล ทำให้การขายทอดตลาดไม่สำเร็จได้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3006 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3006 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3006 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ในราคา 9,110,000 บาท โดยในวันที่โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้นั้น โจทก์ชำระเงินไว้จำนวน 500,000 บาท และทำสัญญาว่าจะนำเงินซึ่งยังคงค้างชำระอยู่จำนวน 8,610,000 บาท มาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อทรัพย์ และเนื่องจากจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์จึงได้ขอขยายระยะเวลาการชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาซื้อขายออกไปต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยขอชำระเงินส่วนที่เหลือเมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดเกี่ยวกับคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้ชำระราคาแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระราคาไปจนกว่าคดีที่จำเลยร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทถึงที่สุด ก็เพียงก่อสิทธิแก่โจทก์ว่าโจทก์ยังจะมีสิทธิเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลให้สำเร็จลุล่วงต่อไปเท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ชำระราคาค่าซื้อทรัพย์สินตามเงื่อนไขการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 เพราะโจทก์อาจผิดสัญญาการขายทอดตลอดตามคำสั่งศาล ทำให้การขายทอดตลาดไม่สำเร็จได้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยในข้ออื่นต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2561
#621181
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยหักเงินจำนวนหนึ่งออกจากเงินผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย แต่จำเลยนำส่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่กรมสรรพากรโดยแจ้งว่าเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของบริษัท บ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีอัตราภาษีต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยกว่าความเป็นจริง เมื่อจำเลยได้หักเงินออกจากเงินค่านายหน้าเพื่อเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ของโจทก์แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองรายได้ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 พร้อมทั้งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายประจำปีภาษี2552 ที่ถูกต้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาจำนวนเงินที่กรมสรรพากรได้ประเมินไว้ 2,893,826.61 บาท เป็นรายได้พึงประเมินประจำปีภาษี 2552 ของโจทก์ และให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนเงินค่านายหน้าจำนวน 2,697,372.42 บาท แก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่รับฟังเป็นยุติและจำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า ปีภาษี 2552 จำเลยคำนวณเงินค่านายหน้าซึ่งเกิดจากการส่งงานประกันภัยของโจทก์ให้จำเลยและโจทก์หักไว้ก่อนส่งเป็นจำนวน 2,697,372.42 บาท ค่าจัดเก็บเบี้ยประกันภัย 126,980.51 บาท เงินจากการส่งเสริมการขาย 69,473.68 บาท รวมเงินที่โจทก์ได้รับจากการส่งเงินประกันภัยให้จำเลยจำนวน 2,893,826.61 บาท ในเงินจำนวนนี้จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โจทก์เฉพาะในส่วนเงินค่าจัดเก็บเบี้ยประกันภัย 126,980.51 บาท และเงินส่งเสริมการขายจำนวน 69,473.68 บาท ส่วนเงินค่านายหน้าจำนวน 2,697,372.42 บาท จำเลยมิได้ออกให้โจทก์แต่ออกหนังสือรับรอง การหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง คำให้การว่า จำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายปีภาษี 2552 ที่ถูกต้องแก่โจทก์หรือไม่ การจะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าเงินจำนวน 2,697,372.42 บาท ที่โจทก์หักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ในการส่งเบี้ยประกันภัยของลูกค้าให้จำเลยนั้น จำเลยได้คิดหักไว้ ณ ที่จ่ายเป็นภาษีเงินได้ของโจทก์หรือไม่ ซึ่งตามคำให้การและทางนำสืบของจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าจำเลยมิได้หักไว้ ณ ที่จ่ายแก่โจทก์ในเงินจำนวนดังกล่าว เพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่บริษัทโบรคเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ไปแล้ว ไม่มีหน้าที่ต้องออกให้โจทก์อีก การที่ศาลอุทธรณ์ตั้งประเด็นวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจำนวน 2,697,372.42 บาท จากจำเลยหรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยยังโต้เถียงกันว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงยังไม่ยุตินั้น นอกจากจะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ขัดกับข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากจำเลยแล้วโดยการหักไว้ก่อนส่งเบี้ยประกันภัยของลูกค้าให้แก่จำเลยแล้ว ยังเป็นการปฏิเสธการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดี โดยข้อเท็จจริงที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและทางพิจารณาที่โจทก์จำเลยรับกันเพียงพอวินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินค่านายหน้า จำนวน 2,697,372.42 บาท แก่โจทก์หรือไม่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีให้เสร็จสิ้นไปเสียในคราวเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ สำหรับประเด็นว่าจำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินค่านายหน้า จำนวน 2,697,372.42 บาท แก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาประกันให้แก่จำเลยนั้นเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยได้หักเงินรายได้ของโจทก์จากเงินผลประโยชน์ตอบแทนในการหาประกันให้กับจำเลยเพื่อส่งกรมสรรพากรเป็นภาษีเงินได้ของโจทก์หัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร ซึ่งจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้มีการหักเงินดังกล่าวไว้เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากร ตามทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการหักเงินผลประโยชน์ ที่โจทก์ได้รับจากการหาประกันภัยให้จำเลยเพื่อส่งกรมสรรพากร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้หักเงินจำนวนหนึ่งออกจากเงินรายได้ที่โจทก์ได้รับจำนวน 2,697,372.42 บาท เพื่อส่งกรมสรรพากรแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบโจทก์และจำเลยว่าเงินผลประโยชน์ที่โจทก์ได้จากการหาประกันให้จำเลยหรือที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เงินค่านายหน้าและค่าสำรวจภัยส่วนหนึ่ง กับเงินค่าจัดเก็บเบี้ยประกันภัยอีกส่วนหนึ่ง ในการจัดเก็บเงินดังกล่าวจากลูกค้าของโจทก์ โจทก์จะหักส่วนที่เป็นผลประโยชน์ของโจทก์ออกก่อน แล้วจึงนำส่งส่วนที่เหลือให้จำเลย จำเลยมิได้ให้การและนำสืบว่าในปีภาษี 2552 จำเลยหักเงินโจทก์ไว้ ณ ที่จ่ายเป็นจำนวนเท่าใด การที่จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินจำนวนดังกล่าวให้บริษัทโบรคเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคล อีกบุคคลหนึ่งนั้น แสดงว่าจำเลยนำส่งเงินที่หักไว้เป็นภาษีเงินได้ของโจทก์หัก ณ ที่จ่าย แก่กรมสรรพากรโดยแจ้งว่าเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีอัตราภาษีต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่จำเลยก็มิได้ให้การหรือนำสืบให้เห็นว่าจำเลยส่งเงินภาษีของโจทก์หัก ณ ที่จ่ายในนามบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด เป็นจำนวนเท่าใด เมื่อพิจารณาเหตุผลแห่งการกระทำตามคำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่อ้างว่าเป็นเรื่องการวางแผนภาษีแล้วเห็นว่า การไม่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแก่ตัวแทนผู้หาประกันให้จำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา โดยออกให้กับนิติบุคคลที่จำเลยจัดตั้งขึ้นเป็นนายหน้า นั้น เป็นการสมประโยชน์ทั้งตัวแทนผู้หาประกันของจำเลยที่มีหลักฐานแจ้งรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยกว่ารายได้ที่แท้จริง ทำให้สามารถเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยกว่าความเป็นจริง ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าได้มีการตกลง 3 ฝ่าย ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้หาประกัน จำเลยและบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ที่จำเลยตั้งเป็นนายหน้า โดยให้โจทก์หาลูกค้าประกันภัยส่งให้จำเลยในนามบริษัทโบรคเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด นั้น จำเลยให้การลอย ๆ ไม่มีบันทึกหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อ 3 ฝ่ายมาแสดง สัญญาแต่งตั้งนายหน้าเป็นเรื่องระหว่างจำเลยและบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ไม่มีโจทก์ร่วมตกลงอยู่ด้วย และเป็นการแต่งตั้งบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ให้เป็นนายหน้าตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ในขณะที่สัญญาที่จำเลยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประกันภัยตั้งแต่ปี 2545 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ จำเลยเพิ่งแจ้งยกเลิกการให้โจทก์เป็นตัวแทนประกันภัยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 ซึ่งแสดงว่าปีภาษี 2552 โจทก์ยังคงเป็นตัวแทนหาประกันภัยให้จำเลยอยู่ การที่จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยให้ลูกค้าที่โจทก์เป็นตัวแทนจัดหามาในปี 2552 ระบุว่าบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด เป็นนายหน้า โจทก์เป็นตัวแทนขายประกันก็ดี บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ออกใบรับเงินค่านายหน้าที่โจทก์จัดเก็บส่งให้จำเลยก็ดี การที่จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ก็ดี เป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของจำเลยและบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด โดยโจทก์หรือตัวแทนประกันภัยไม่มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องรู้เห็นหรือให้ความยินยอม พฤติการณ์ที่จำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแก่โจทก์ ทั้งที่จำเลยได้หักออกจากเงินผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการหาประกันให้จำเลยและหักไว้ก่อนจะส่งให้จำเลย โดยบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์หรือเงินจำนวนดังกล่าว แต่กลับออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด นั้น แม้มีการทำเอกสารระหว่างจำเลยและบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ว่าบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ได้รับผลประโยชน์จากเบี้ยประกันภัยที่เก็บจากลูกค้าของจำเลยแทนโจทก์ และจำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายแก่บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ไว้ก็ตาม แต่บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ไม่ใช่ผู้จ่ายเงินให้โจทก์ ไม่มีหน้าที่หักเงินภาษี ณ ที่จ่ายแก่โจทก์และบริษัทดังกล่าวก็ไม่ได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ทั้งที่โจทก์เป็นผู้ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้ตามความเป็นจริง ทำให้จำนวนเงินที่หักไว้สำหรับภาษีเงินได้ที่จ่ายโจทก์และหลักฐานแสดงยอดจำนวนเงินได้ที่โจทก์ได้รับจริงก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย หายไปจากระบบภาษีเช่นนี้ ไม่ใช่วิธีการวางแผนบริหารภาษีที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าเงินจำนวนที่โจทก์ฟ้องจำเลยจ่ายให้บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด แต่ก็ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องฟ้องร้องบังคับบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย มิได้มีการขอให้เรียกบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม หรือนำสืบแสดงการประกอบการของบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ว่ามีการทำธุรกิจหลักอย่างใด มีรายได้จากการประกอบการอย่างไร มีข้อตกลงกับโจทก์หรือไม่อย่างไร แต่จำเลยกลับให้การเป็นทำนองว่าโจทก์สามารถนำยอดเงินตามคำฟ้องดังกล่าวไปแจ้งกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีได้เอง ทั้งที่โจทก์ต้องการหลักฐานที่โจทก์ถูกจำเลยหักเงินรายได้ไว้เป็นภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้หักเงินออกจากเงินค่านายหน้าจำนวน 2,697,372.42 บาท เพื่อเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ของโจทก์แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดเงินจำนวนดังกล่าว แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่า การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ใช่การทำนิติกรรม แต่เป็นหนี้กระทำการอย่างหนึ่ง จึงไม่อาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้

พิพากษากลับ ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร จากยอดเงินรายได้จำนวน 2,697,372.42 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 50 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชรา มนูชาญตินันท์
จำเลย — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรเดช ชมเกล็ดแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2561
#622094
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบริษัทเงินทุน ท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เป็นการตั้งเรื่องโดยขอใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 (เดิม) มิได้อ้างสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 (เดิม) โดยตรง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดตามมาตรา 289 วรรคสอง (เดิม)

แม้โจทก์เดิมคือบริษัทเงินทุน ท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้สวมสิทธิไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ แต่การร้องขอคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วน มิได้เป็นผู้ยึดทรัพย์บังคับคดีเอง ย่อมไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) แต่ผู้ร้องขอใช้สิทธิกันส่วนในฐานะเป็นผู้รับจำนองที่ดิน ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองเพราะหนี้จำนองยังไม่ระงับสิ้นไป โดยสัญญาจำนองย่อมระงับสิ้นไปเมื่อมีกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 744 ดังนั้นการที่บริษัทเงินทุน ท. โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) ก็ยังไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้กันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากร 3,746,521.23 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 นำออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2557 เป็นเงิน 7,010,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2540 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 21685/2540 ระหว่าง บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทหอวิจิตร จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย โดยพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กรกฎาคม 2540) ต้องไม่เกิน 2,532,281.92 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ต่อมาโจทก์เดิมถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าว คงมีแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เดิมยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โดยมิได้มีการบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอเกิน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผู้ร้องได้ทำการซื้อขายสินทรัพย์รวมทั้งหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในชั้นบังคับคดี แต่มีคำสั่งด้วยว่า ผู้ร้องจะทำการบังคับคดีได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีต่างหาก ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558 มีการบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องที่อนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิในชั้นบังคับคดีแทนบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนอง ผู้ร้องย่อมอยู่ในฐานะผู้สวมสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 3 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อชำระหนี้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 21685/2540 ของศาลแพ่ง ระหว่าง บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทหอวิจิตร จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย เป็นการตั้งเรื่องมาในคำร้องโดยขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 (เดิม) มิได้อ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (เดิม) โดยตรง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับต้องยื่นภายในกำหนดเวลาของมาตรา 289 วรรคสอง ซึ่งให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด แม้โจทก์เดิมคือบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้สวมสิทธิไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ แต่การร้องขอคดีนี้ผู้ร้องขอกันส่วนมิได้เป็นผู้ยึดทรัพย์บังคับคดีเอง ย่อมไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) แต่ผู้ร้องขอใช้สิทธิกันส่วนในคดีนี้ในฐานะผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิในการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองเพราะว่าหนี้จำนองยังไม่ระงับสิ้นไป โดยสัญญาจำนองย่อมระงับสิ้นไปเมื่อมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ทั้งนี้ จะบังคับได้แต่ต้นเงินจำนองและดอกเบี้ยไม่เกิน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ดังนั้นการที่บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) โจทก์เดิมไม่บังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ก็ยังไม่เป็นเหตุให้หนี้จำนองระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การร้องขอกันส่วนเป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งเพื่อเอาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวชำระหนี้แก่ผู้ร้อง โจทก์เดิมคือบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ไม่บังคับคดีจนล่วงเลยเวลา 10 ปีแล้ว ผู้ร้องจึงหมดสิทธิขอกันส่วนจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีนั้นเช่นกัน นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้กันเงินส่วนที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 3057 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม) ม. 287 (เดิม) ม. 289 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัดหอวิจิตรนิเวศน์
จำเลย — ก่อสร้างบ้านและที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ศาลอุทธรณ์ — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2561
#622093
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โจทก์ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 โจทก์ประกอบกิจการทั้งที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เมื่อมี พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 387) พ.ศ.2544 และ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 475) พ.ศ.2551 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจากอัตราปกติร้อยละ 30 คงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อใช้สิทธิลดอัตราภาษีตาม พ.ร.ฎ.ทั้งสองฉบับดังกล่าว ต้องนำกำไรสุทธิจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมารวมคำนวณด้วย การที่โจทก์นำกำไรสุทธิเฉพาะกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราภาษีที่ได้ลดลงเหลือร้อยละ 25 เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยไม่นำกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมารวมคำนวณด้วยจึงไม่ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 วรรคหนึ่ง ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี ม. 66
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31
พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 387) พ.ศ.2544
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 217 (พ.ศ.2542) ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561
#621186
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าและการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย และวรรคสองบัญญัติว่า มูลค่าของฐานภาษีให้รวมถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ดังนั้น เงินที่โจทก์ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท อ. เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าไม่เป็นมูลค่าของฐานภาษีจากการขายสินค้าและการให้บริการแต่อย่างใด จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

มาตรา 86/13 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี บุคคลใดออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี นั้น เสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" บทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้บุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประการหนึ่ง กับห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามหมวดนี้อีกประการหนึ่ง การที่โจทก์ฝ่าฝืนมาตรา 86/13 ย่อมทำให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ถูกต้อง เกิดความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีหรือมีการทุจริตในการออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จโดยเจตนาให้รัฐได้รับความเสียหายหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ NSN:ภพ.73.1-02010170-25561104-005-00017 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และเลขที่ NSN:ภพ73.1-02010170-25570203-005-00052 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ค.30 ที่ กค 0722/ภญ/120 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 และที่ กค 0722/ภญ/121 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/011/2557 และเลขที่ ภญ.(อธ.2)/012/2557 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 ในประเด็นขอให้ยกเลิกการประเมินและขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มและให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไว้เกินสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 จำนวน 7,714,560 บาท และเดือนภาษีมกราคม 2552 จำนวน 2,336,980.80 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 พร้อมเอกสารแบบ ภ.พ.30 แสดงรายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อโดยมียอดขายที่ต้องเสียภาษีจำนวน 196,642,280.91 บาท มีภาษีขายจำนวน 13,764,959.70 บาท มียอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีจำนวน 572,788,629.64 บาท มีภาษีซื้อจำนวน 40,095,696.51 บาท มีภาษีที่ชำระเกินจำนวน 26,330,736.81 บาท โจทก์ประสงค์จะขอคืนภาษีที่ชำระเกินโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2552 พร้อมเอกสารแบบ ภ.พ.30 แสดงรายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อโดยมียอดขายที่ต้องเสียภาษีจำนวน 75,147,257.07 บาท มีภาษีขายจำนวน 5,260,307.71 บาท มียอดซื้อที่มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีจำนวน 397,475,415.31 บาท มีภาษีซื้อจำนวน 27,823,613.07 บาท มีภาษีที่ชำระเกินจำนวน 22,563,305.36 บาท โจทก์ประสงค์ขอคืนภาษีที่ชำระเกินโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2553 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 และเดือนภาษีมกราคม 2552 โดยประสงค์จะขอคืนภาษีที่ชำระเกินจำนวน 7,714,560 บาท และจำนวน 2,336,980.80 บาท ตามลำดับ ระหว่างพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 โจทก์มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่าเงินสนับสนุนเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าที่โจทก์ได้รับในเดือนตุลาคม 2551 และเดือนมกราคม 2552 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายหรือให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (10) และมาตรา 77/2 (1) โจทก์จึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีและต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/13 วรรคสอง พร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89 (6) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ตามมาตรา 89/1 แต่เนื่องจากในเดือนภาษีทั้งสองเดือนดังกล่าว โจทก์ได้นำเงินสนับสนุนเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าที่ได้รับไปรวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทั้งเมื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วปรากฏว่าในเดือนภาษีดังกล่าวมีภาษีสุทธิชำระเกินอยู่ จึงไม่ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 คงเหลือเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนเงินภาษีที่รับผิดจำนวน 15,429,120 บาท และจำนวน 4,673,961.60 บาท และไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 และเดือนภาษีมกราคม 2552 เจ้าพนักงานประเมินจึงออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภพ73.1-02010170-25561104-005-00017 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 พร้อมใบแนบ และเลขที่ ภพ73.1-02010170-25570203-005-00052 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 พร้อมใบแนบ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และวันที่ 30 มิถุนายน 2557 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร (ค.30) โจทก์มีหนังสือขอโต้แย้งหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นขอให้ยกเลิกการประเมินว่า เงินสนับสนุนเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้า "HAIER" จากบริษัท เอช เอ เอช (เอชเค) จำกัด สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 จำนวน 110,208,000 บาท และสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2552 จำนวน 33,358,440 บาท มีลักษณะเป็นการให้เปล่าไม่มีข้อผูกพันที่โจทก์จะต้องกระทำการใด ๆ ตอบแทนไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจาการขายสินค้าหรือให้บริการ ตามมาตรา 77/1 (8) (10) จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/1 (8) (10) และมาตรา 77/2 แม้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนแต่โจทก์ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีสำหรับเงินสนับสนุนเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าจำนวนดังกล่าว ตามมาตรา 86/13 และจากการที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยที่มิได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการ แม้ว่าจะไม่ได้มีการส่งมอบใบกำกับภาษีให้กับบริษัท เอช เอ เอช (เอชเค) จำกัด ก็ตาม ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมเกิดขึ้นแล้วเมื่อโจทก์ได้ออกใบกำกับภาษี โจทก์จึงต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/13 พร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีตามมาตรา 89 (6) และเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 แต่เนื่องจากโจทก์ได้นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มไปรวมคำนวณในการยื่นแบบ ภ.พ.30 เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ประกอบกับเมื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วปรากฏว่าในเดือนภาษีมีภาษีชำระไว้เกิน โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่ม ยังคงต้องรับผิดเฉพาะเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษี ตามมาตรา 89 (6) การประเมินของเจ้าพนักงานจึงชอบแล้ว ประเด็นขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เห็นว่า เนื่องจากโจทก์เพิ่งเข้ามาถือหุ้นและบริหารกิจการของโจทก์ในปี 2550 ทำให้โจทก์ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับการที่เอกสารทางบัญชีเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนมาก โจทก์จึงเข้าใจว่าเงินสนับสนุนดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้ออกใบกำกับภาษี แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ส่งมอบใบกำกับภาษีให้กับบริษัท เอช เอ เอช (เอชเค) จำกัด ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงมิได้มีการนำภาษีซื้อมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมิได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์แต่อย่างใด การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีขายจากกรณีได้รับเงินสนับสนุนดังกล่าวและได้รับภาษีขายมาลงในรายงานภาษีขาย พร้อมทั้งนำมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในการยื่นแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 และเดือนภาษีมกราคม 2552 จึงน่าจะเกิดจากการเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อกฎหมาย ตามพฤติกรรมจึงเชื่อได้ว่าโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดี เพื่อความเป็นธรรมกรณีมีเหตุสมควรผ่อนผัน จึงให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 และเดือนภาษีมกราคม 2552 ประเด็นขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มเห็นว่าเมื่อโจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 86/13 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีที่ออกดังกล่าว การมีคำสั่งไม่คืนภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยจึงชอบแล้ว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ และหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าและการให้บริการรวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย และวรรคสองบัญญัติว่า มูลค่าของฐานภาษีให้รวมถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ดังนั้น เงินที่โจทก์ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เอช เอ เอช (เอชเค) จำกัด เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าไม่เป็นมูลค่าของฐานภาษีจากการขายสินค้าและการให้บริการแต่อย่างใด จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี หมวด 4 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 86/13 บัญญัติว่า ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน หรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ นั้น เสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้บุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประการหนึ่ง กับห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามหมวดนี้อีกประการหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติ มาตรา 86/13 นี้ด้วย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีนั้น ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ยังไม่ได้ส่งใบกำกับภาษีให้แก่บริษัท เอช เอ เอช (เอชเค) จำกัด ซึ่งอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ความเสียหายจึงยังไม่เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีกรณีเงินสนับสนุนดังกล่าว และลงรายงานภาษีขายทั้งนำมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2551 และเดือนภาษีมกราคม 2552 ยื่นต่อจำเลยแล้วย่อมมีความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ โจทก์ชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน การที่โจทก์ฝ่าฝืนมาตรา 86/13 ย่อมทำให้แบบยื่นแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง ข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนกระทบเดือนภาษีต่อไปทำให้จำนวนภาษีคลาดเคลื่อน เกิดความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีหรือมีการทุจริตในการออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ โดยเจตนาให้รัฐได้รับความเสียหายหรือไม่ โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามกฎหมายต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ตามมาตรา 89 (6) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 แต่กรณีของโจทก์มีภาษีที่ชำระไว้เกิน จึงไม่มีเงินเพิ่มต้องชำระแก่จำเลย สำหรับเบี้ยปรับตามการประเมินนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยงดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว โจทก์ยังคงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากรก็ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79 ม. 86/13
ชื่อคู่ความ
บริษัทไฮเออร์ อีเล็คทริค (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1087/2561
#619421
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้เสียหายทั้งสี่และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงทำบันทึกการจับกุม แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพัก และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้จำเลยทั้งสามมิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดี เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 145, 310 ทวิ, 337 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 101/1 ริบของกลาง บวกโทษของจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานอื่น และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145 วรรคแรก, 310 ทวิ, 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2468/2557 ของศาลจังหวัดนาทวี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 ท่าท้อนรีสอร์ท ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสี่และห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด จำนวน 1 ถุง ซุกซ่อนในซองบุหรี่สีแดงวางอยู่บนหัวเตียง และตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ที่จอดอยู่หน้าห้องพักดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จำนวน 7 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิด ซุกซ่อนอยู่บริเวณระหว่างหน้าปัดวัดความเร็วกับมือจับคันเร่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 พาผู้เสียหายทั้งสี่ไปที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 มีจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ภายในห้องก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 เขียนบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ ทั้งที่จำเลยทั้งสามไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ติดต่อญาติให้หาเงินไปแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี ขณะที่นางหนับเสาะมารดาผู้เสียหายที่ 2 กลับไปรวบรวมเงิน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดให้โทษที่ท่าท้อนรีสอร์ท เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ท่าท้อนรีสอร์ท พบจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายทั้งสี่ที่ห้องพักหมายเลข เอ 2 และพบจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ห้องพักหมายเลข ซี 8 จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามน้ำมันเถื่อน แต่ไม่มีบัตรประจำตัว ผู้เสียหายทั้งสี่แจ้งว่าจำเลยทั้งสามจับกุมผู้เสียหายทั้งสี่และเรียกเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวและไม่ดำเนินคดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสามดำเนินคดีนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นนี้เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เป็นความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเข้าตรวจค้นห้องพักของผู้เสียหายทั้งสี่และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยที่ 1 ก็จัดทำบันทึกการจับกุมให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงลายมือชื่อ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุ และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้จำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดี เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 337 วรรคหนึ่ง กับมาตรา 14 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 310 ทวิ และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสาม จึงต้องใช้กฎหมายเดิมอันเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และฐานร่วมกันพยายามกรรโชกทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 3 เดือน เฉพาะจำเลยที่ 3 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2331/2557 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 145 ม. 310 ทวิ ม. 337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายพงศ์เทพ ดิเรกวัฒนสาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายณรงค์ พรหมอยู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1042/2561
#619386
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ก็ไม่อาจถือว่าสัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกันทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามสัญญาข้อ 6 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดงวดนั้นดังที่ระบุในสัญญาข้อ 9 การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 33 งวด โดยเป็นการชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาแต่จำเลยยอมรับค่าเช่าซื้อดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมผ่อนผันการผิดนัดครั้งนั้นให้โจทก์โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีเพราะเหตุโจทก์ผิดนัด นอกจากนี้ยังปรากฏว่า หลังจากมีการยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนมาแล้ว จำเลยยังส่งหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 34 ถึงงวดที่ 36 อีก 2 ฉบับ โดยฉบับสุดท้ายขอให้โจทก์ติดต่อชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมค่าใช้จ่าย มิฉะนั้นจำเลยจะนำรถขุดออกขายแก่บุคคลภายนอก เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบกันแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังคงผ่อนผันการผิดนัดให้โจทก์อีกเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ โดยหากโจทก์นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไปชำระแก่จำเลยพร้อมเบี้ยปรับฐานชำระล่าช้า จำเลยก็จะยินยอมให้โจทก์รับรถขุดที่เช่าซื้อกลับคืนไปและชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจนกว่าจะครบตามสัญญา ส่วนหนังสือบอกเลิกสัญญาที่จำเลยให้ลูกจ้างของจำเลยนำติดตัวไปเพื่อดำเนินการยึดรถขุดแล้วลูกจ้างของจำเลยนำไปมอบให้แก่ผู้ขับรถขุดภายหลังจากทำการยึดรถขุดแล้วนั้น กรณีมิใช่การมอบให้แก่โจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทั้งหนังสือดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรเสียก่อน กลับมีการมอบให้ภายหลังการยึดรถขุด ทั้งข้อความในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อขัดแย้งกับที่จำเลยยังคงออกหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายหลังจากที่ยึดรถขุดคืนมาแล้วดังกล่าวการบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เลิกกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนได้ การที่จำเลยยึดรถขุดดังกล่าวมา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,377,959 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าปรับหรือค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์รถขุดที่เช่าซื้อในอัตราวันละ 30,000 บาท จนกว่าโจทก์จะหารถขุดคันใหม่ได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งส่วนที่เกิน 1,520 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีนายสุวรรณ์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนจำเลยเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิก ยี่ห้อโคมัตสุ รุ่น PC200 - 7 หมายเลขเครื่องยนต์ 6D102 - 26460126 หมายเลขตัวรถ KMTPC049P87C79872 จากจำเลยในราคา 4,662,814 บาท โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 600,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระ 48 งวด งวดแรกชำระ 84,264 บาท งวดต่อไปชำระงวดละ 84,650 บาท ทุกวันที่ 2 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 หลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยเรื่อยมาจนถึงงวดที่ 33 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยมีสิทธิยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืน เนื่องจากโจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อโดยขายรถขุดที่เช่าซื้อให้แก่บุคคลอื่นระหว่างที่ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบ ทั้งยังผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญา เห็นว่า ในส่วนของข้ออ้างว่าโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ที่ว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดตามสัญญาไม่ว่าจะมีการทวงถามหรือไม่ ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพิกถอนไปทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนแต่อย่างใด และข้อตกลงข้อ 9 ที่กำหนดว่า กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัด ผิดสัญญาหลายครั้ง ถ้าผู้ให้เช่าซื้อยอมผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาครั้งใดอย่างใด ไม่ให้ถือว่าเป็นการผ่อนผันการผิดนัดผิดสัญญาครั้งอื่นอย่างอื่นนั้น ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตรงกันว่าในระหว่างการชำระค่าเช่าซื้อจนถึงงวดที่ 33 ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2556 โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญา แต่จำเลยยอมรับชำระค่าเช่าซื้อที่ชำระล่าช้าทุกครั้งโดยมีการคิดค่าปรับฐานชำระล่าช้าเอาจากโจทก์ แต่ในการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 34 ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 และงวดที่ 35 ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2556 โจทก์ชำระเป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ล่วงหน้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 และวันที่ 2 ธันวาคม 2556 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 84,650 บาท ให้แก่จำเลย เช็คทั้งสองฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 และวันที่ 2 ธันวาคม 2556 จำเลยจึงออกติดตามหารถขุดที่เช่าซื้อ จนนายชุบพนักงานของจำเลยยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนได้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 และมีการมอบหนังสือลงวันที่ 12 ธันวาคม 2556 บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 ที่จัดเตรียมมาให้แก่คนขับรถขุดที่เช่าซื้อเพื่อให้นำไปมอบให้แก่โจทก์ ดังนี้ แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ก็ไม่อาจถือว่าสัญญาเช่าซื้อต้องเลิกกันทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามสัญญาข้อ 6 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดงวดนั้นดังที่ระบุในสัญญาข้อ 9 การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 33 งวด โดยเป็นการชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา แต่จำเลยยอมรับค่าเช่าซื้อดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมผ่อนผันการผิดนัดครั้งนั้นให้โจทก์ โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีเพราะเหตุโจทก์ผิดนัด นอกจากนี้ยังปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากมีการยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนมาแล้ว ต่อมาจำเลยยังส่งหนังสือลงวันที่ 1 มกราคม 2557 แจ้งเตือนให้โจทก์ชำระหนี้ค่างวดตั้งแต่งวดที่ 34 ถึงงวดที่ 36 พร้อมค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยโดยทันที โดยในช่องหมายเหตุมีการระบุถึงเบี้ยปรับ ณ วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นเงิน 32,415 บาท และระบุด้วยว่าหากไม่ชำระตามกำหนด ต้องเสียค่าติดตามเพิ่มพร้อมค่างวดในงวดถัดไป ในลักษณะเดียวกับหนังสือเตือนให้ชำระหนี้ค่างวดสำหรับงวดก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานตามทางนำสืบของจำเลยเองว่า จำเลยยังมีหนังสือลงวันที่ 8 มกราคม 2557 แจ้งเตือนว่าโจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 34 ถึงงวดที่ 36 ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาและจำเลยได้รับรถขุดที่เช่าซื้อคืนมาแล้ว ขอให้โจทก์ติดต่อชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด (ปิดบัญชี) พร้อมค่าใช้จ่ายภายในวันที่ 30 มกราคม 2557 มิฉะนั้นจำเลยจะนำรถขุดออกขายแก่บุคคลภายนอก เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบกันแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังคงผ่อนผันการผิดนัดให้โจทก์อีกเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติ โดยหากโจทก์นำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไปชำระแก่จำเลยพร้อมเบี้ยปรับฐานชำระล่าช้า จำเลยก็จะยินยอมให้โจทก์รับรถขุดที่เช่าซื้อกลับคืนไปและชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจนกว่าจะครบตามสัญญา มิฉะนั้นจำเลยจะใช้สิทธินำรถขุดที่เช่าซื้อที่ได้ยึดคืนไปแล้วออกขายได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบ หากราคาที่ขายได้ไม่เพียงพอชำระหนี้ จึงเรียกเอาส่วนที่ยังขาดอยู่จากผู้เช่าซื้อจนครบถ้วน ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 ส่วนที่จำเลยทำหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ให้นายชุบนำติดตัวไปในขณะทำการยึดรถขุดที่เช่าซื้อ เมื่อนายชุบกับพวกยึดรถขุดแล้วได้มอบหนังสือดังกล่าวให้แก่ผู้ที่ขับรถขุดนั้น กรณีมิใช่การมอบให้แก่โจทก์หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทั้งหนังสือดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้โจทก์ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรเสียก่อน กลับมีการมอบให้ภายหลังการยึดรถขุดที่เช่าซื้อ ทั้งข้อความในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาจึงเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 ขัดแย้งกับที่จำเลยยังคงออกหนังสือลงวันที่ 1 มกราคม 2557 แจ้งเตือนให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 34 ถึงงวดที่ 36 ดังวินิจฉัยแล้ว การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เลิกกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดรถขุดที่เช่าซื้อคืนได้ การที่จำเลยยึดรถขุดดังกล่าวมา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 387 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สินพูน คอนสตรัคชั่น
จำเลย — บริษัทโคมัตสุ บางกอก ลีสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสมปรารถนา แสงสุริยะฉัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ทวี ประจวบลาภ
บุญไทย อิศราประทีปรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2561
#622069
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "กรรมการ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1172 วรรคหนึ่ง หมายถึงคณะกรรมการ มิได้หมายถึงกรรมการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคน การจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญหรือไม่ กรรมการคนหนึ่งคนใดชอบที่จะนัดเรียกประชุมกรรมการเพื่อพิจารณากันเสียก่อนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1162 มติของคณะกรรมการจะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1161 เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองเรียกประชุมใหญ่โดยมิได้กระทำตามขั้นตอนดังกล่าว ดังนั้น การนัดเรียกประชุมใหญ่ตลอดจนการประชุมและการลงมติจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของบริษัททูเดย์ แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของบริษัททูเดย์ แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด กับให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงชั้นฎีการับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า บริษัททูเดย์ แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด มีกรรมการ 4 คน คือผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 กับผู้คัดค้านทั้งสองและมีผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผู้คัดค้านทั้งสองมีหนังสือเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 และมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ลงมติตามวาระการประชุมที่แจ้งในหนังสือเรียกประชุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการเดียวว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าวหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้สุดแต่จะเห็นสมควร" หมายถึงกรรมการของบริษัทคนหนึ่งก็สามารถเรียกประชุมใหญ่ได้ และบริษัททูเดย์ แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด ไม่เคยมีการเรียกประชุมกรรมการก่อนเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด การที่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทมีหนังสือเรียกประชุมดังกล่าว จึงชอบด้วยข้อบังคับและวิธีการปฏิบัติในการเรียกประชุมของบริษัท และการลงมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2557 ของบริษัทจึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า คำว่ากรรมการตามมาตรา 1172 วรรคหนึ่ง หมายถึงคณะกรรมการ มิได้หมายถึงกรรมการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคน การจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญหรือไม่ กรรมการคนหนึ่งคนใดชอบที่จะนัดเรียกประชุมกรรมการเพื่อพิจารณากันเสียก่อนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1162 มติของคณะกรรมการจะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1161 เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองเรียกประชุมใหญ่โดยมิได้กระทำตามขั้นตอนดังกล่าว ดังนั้น การนัดเรียกประชุมใหญ่ตลอดจนการประชุมและการลงมติจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนผู้ร้องทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1161 ม. 1162 ม. 1172 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิชาธร สารอักษร กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายพิชิต สิริวุฒิจรุงจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธีรวุฒิ กองมะลิกันแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ทวี ประจวบลาภ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2561
#622111
เปิดฉบับเต็ม

การที่ จ. ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์ โดย จ. ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จะติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันทางโทรศัพท์ ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบของกลางเช่นนี้ถือว่าเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพราะจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่สำเร็จ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 3 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ที่จุดนัดหมาย ถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับความผิดสำเร็จฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 และเงินที่จำเลยที่ 3 เตรียมไว้สำหรับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำมาส่งมอบให้ เงินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7, 8 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 65 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91 ริบของกลางและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 4 ไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100/2 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 57, 91 ด้วย) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 65 (ที่ถูก ระบุมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอบเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษเท่าความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน (ที่ถูก ควรระบุฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันอีกบทหนึ่งมีระวางโทษเท่ากัน) จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 40 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถในขณะใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ ปรับ 800 บาท รวมจำคุก 40 ปี 8 เดือน และปรับ 800,800 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 ปี 4 เดือน และปรับ 400,400 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษเท่าความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด มีระวางโทษเท่ากัน (ที่ถูก ควรระบุฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันอีกบทหนึ่ง มีระวางโทษเท่ากัน) จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่ถูก ต้องระบุพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 3 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด) จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 โดยให้จำเลยที่ 4 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 4 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 4 เห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 และที่ 3 เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางทั้งหมด พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน แต่ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 1068 xxxx หมายเลข 09 0182 xxxx และหมายเลข 08 1302 xxxx กับแผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ 7 อัน ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และตรวจค้นภายในรถกระบะพบเมทแอมเฟตามีน 1,948 เม็ด น้ำหนัก 180.5779 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 33.5223 กรัม ที่จะนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ร่วมกระทำความผิดรายอื่น ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนขยายผลจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมยึดเงิน 110,000 บาท และของกลางอื่นอีกหลายรายการตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์และบัญชีของกลางคดีอาญา สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรี พัฒนะ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 3 ประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า หลังจากได้รับแจ้งจากผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคอนสวรรค์ว่าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ต้องหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพื่อให้สืบสวนขยายผลจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้อง จากการสอบถามข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ทราบว่า จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาจากนายจ๊อด ไม่ทราบชื่อสกุล ไปส่งแก่เจ๊กอ ระหว่างนั้นนายจ๊อดโทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 1 หลายครั้ง แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งเจ๊กอที่หน้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาภูเขียว จึงมีการวางแผนเพื่อจับกุมเจ๊กอ พยานโจทก์กับพวกและจำเลยที่ 1 เดินทางไปถึงอำเภอภูเขียว และจอดรถอยู่ฝั่งตรงกันข้ามธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาภูเขียว ซึ่งเป็นจุดนัดหมายห่างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนโดยเปิดเสียงโทรศัพท์ให้พยานโจทก์กับพวกได้ยินว่าเจ๊กอและบุตรสาวจะมารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยใช้รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด ป้ายทะเบียนขอนแก่น พยานโจทก์บอกให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงนายจ๊อดเพื่อบอกแก่ผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยที่ 1 เดินทางมาถึงแล้ว ต่อมานายจ๊อดโทรศัพท์บอกจำเลยที่ 1 ว่าบอกให้ผู้ที่จะมารับเมทแอมเฟตามีนแสดงตัวให้จำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงออกมายืนบริเวณที่รถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด จอดอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับจำเลยที่ 3 พยานโจทก์จึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้พร้อมเงิน 110,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง และโจทก์ยังมีพยานหลักฐานประกอบ คือบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 เวลา 19.06 นาฬิกา และ 19.17 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 0781 xxxx และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 หมายเลข 08 0012 xxxx โทรศัพท์ติดต่อถึงกันและกันซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ถึงเจ๊กอให้มารับเมทแอมเฟตามีน ถ้าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่เจ๊กอผู้ที่นายจ๊อดให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่ง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะโทรศัพท์ถึงกันและกัน ทั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่รู้จักกันมาก่อน และจำเลยที่ 3 ออกมาจากรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียนขอนแก่น ตรงตามที่นายจ๊อดบอกแก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรี พัฒนะพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของพันตำรวจตรี พัฒนะเป็นการเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนและมีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เงินจำนวน 110,000 บาท เตรียมไว้เล่นการพนันและเป็นค่าวัวที่ติดต่อซื้อไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นการขัดต่อเหตุผล เพราะถ้าจำเลยที่ 3 จะไปซื้อวัวจริง ก็น่าจะโทรศัพท์ถึงนายบรรหาร เจ้าของวัว แต่นายบรรหารเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าได้นัดให้จำเลยที่ 3 มาหาในวันที่ 1 กันยายน 2554 แต่ไม่ได้นัดเวลากันไว้ จำเลยที่ 3 ไม่มาตามนัดและไม่ได้โทรศัพท์บอกนายบรรหารถึงเหตุที่ไม่มา หากจำเลยที่ 3 ติดต่อซื้อวัวไว้จำเลยที่ 3 จะต้องขอหมายเลขโทรศัพท์จากนายบรรหารเพื่อติดต่อสอบถามข้อมูล แต่จำเลยที่ 3 กลับไม่ทราบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายบรรหาร ทั้งที่นายบรรหารได้บอกหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยที่ 3 และสามีแล้ว แต่จำเลยที่ 3 เดินทางมาพบนายบรรหารโดยไม่ได้โทรศัพท์บอกล่วงหน้า จึงนับว่าเป็นพิรุธ เมื่อพิจารณาประกอบกับบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดแล้ว มีความน่าเชื่อถือ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลที่นายจ๊อดให้จำเลยที่ 1 มาส่งมอบเมทแอมเฟตามีน อีกทั้งจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยไม่ได้ให้รายละเอียดข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้อง แต่จำเลยที่ 3 กลับนำสืบปฏิเสธในชั้นพิจารณาโดยยกข้อเท็จจริงและอ้างพยานบุคคลต่าง ๆ อันเป็นการง่ายแก่การสร้างข้อเท็จจริงเพื่อปฏิเสธความผิด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายจ๊อดติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 ทางโทรศัพท์ โดยนายจ๊อดว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่จะติดต่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางกันทางโทรศัพท์ ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางเช่นนี้ ถือว่าเป็นการร่วมคบคิดกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อยังไม่ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขาย จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพราะจำเลยที่ 3 ฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ฝ่ายผู้ขายได้ในขณะเดียวกัน จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางยังไม่สำเร็จ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 3 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 ที่จุดนัดหมาย ถือเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับความผิดสำเร็จฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้คืนเงินจำนวน 110,000 บาท แก่จำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 เตรียมไว้สำหรับซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำมาส่งมอบให้ เงินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นเป็นข้อปลีกย่อย ไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้เช่นเดียว กับความผิดสำเร็จ กับความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 8 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางสาววีนา จันทร์กลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางศศิธร เพ็ชรคง
ศาลอุทธรณ์ — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2561
#623384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่ ด. เป็นผู้ขับ รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีที่ ช. เสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้อุปการะ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ด. ขับรถบรรทุกและรถพ่วงด้วยความประมาทชนรถจักรยานยนต์คันที่ ช. ขับเป็นเหตุให้ ช. ถึงแก่ความตาย โดย ช. ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย แต่ ด. มีส่วนประมาทมากกว่า เมื่อตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3.1.3 ระบุว่า ในกรณีเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน ดังนั้น เมื่อ ช. เป็นผู้ประสบภัยที่ ด. จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเพราะเหตุที่ ด. เป็นฝ่ายประมาทมากกว่า ช. จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงที่ ด. เป็นผู้ขับไว้จากนายจ้างของ ด. จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฉบับละ 200,000 บาท รวมเป็น 400,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 901,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวสุกัญญาหรือชุติกานต์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 60 - 6700 กรุงเทพมหานคร แบบภาคสมัครใจและภาคบังคับไว้จากบริษัท น่ำเฮง สตีล จำกัด ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 31 ธันวาคม 2555 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 และรับประกันภัยรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 50 - 0859 กรุงเทพมหานคร แบบภาคสมัครใจและภาคบังคับไว้จากบริษัทน่ำเฮง สตีล จำกัด โดยภาคสมัครใจระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 22 สิงหาคม 2555 สิ้นสุดวันที่ 22 สิงหาคม 2556 ภาคบังคับระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 22 สิงหาคม 2555 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2556 กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ในกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. เป็นเงินฉบับละ 500,000 บาท ต่อคน กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กำหนดจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยฉบับละ 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา นางสาวชุติกานต์ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ฬฉส กรุงเทพมหานคร 237 โดยมีเด็กหญิงซู นั่งอยู่ด้านหน้ามีผ้าผูกติดไว้กับหน้าอกของนางสาวชุติกานต์ และมีเด็กหญิงนภสร นั่งซ้อนท้าย ไปตามถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่จำเลยรับประกันภัยซึ่งมีนายดวงแก้ว ลูกจ้างของบริษัทน่ำเฮง สตีล จำกัด เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นางสาวชุติกานต์ และเด็กหญิงซูตกจากรถจักรยานยนต์ถูกล้อรถพ่วงทับถึงแก่ความตาย ส่วนเด็กหญิงนภสรได้รับบาดเจ็บ พันตำรวจโทนิโรธ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบุคคโลสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วมีความเห็นว่า การกระทำของนางสาวชุติกานต์เป็นความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย แต่เนื่องจากนางสาวชุติกานต์ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 โจทก์และนายชิย่า บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงซูร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนายดวงแก้วเป็นคดีอาญา ศาลอาญาธนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2452/2556 วันที่ 26 กันยายน 2556 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดวงแก้วเป็นจำเลยต่อศาลอาญาธนบุรีด้วยมูลคดีเดียวกันตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 5252/2556 ซึ่งศาลอาญาธนบุรีมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนดังกล่าวเข้าด้วยกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 นายชิย่า โจทก์ และนายดวงแก้ว แถลงร่วมกันต่อศาลอาญาธนบุรีว่าสามารถตกลงกันได้ โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะนำเงิน 500,000 บาท มาวางชดใช้ให้แก่นายชิย่าและโจทก์ โดยนายดวงแก้วขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ วันที่ 4 มีนาคม 2557 นายดวงแก้วยื่นคำร้องขอวางเช็คจำนวนเงิน 500,000 บาท ต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหาย ศาลอาญาธนบุรีพิพากษาว่านายดวงแก้วมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 157 ลงโทษจำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว โดยก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับจำนวน 700,000 บาท ซึ่งจำเลยชี้แจงต่อสำนักงาน คปภ. ว่า ที่จำเลยวางเงินในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5252/2556 ของศาลอาญาธนบุรี เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2557 เป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เด็กหญิงซูเพียงรายเดียว ไม่รวมนางสาวชุติกานต์ โดยในส่วนของเด็กหญิงซูยินดีจ่ายเพิ่มเติมให้ทายาทโดยธรรมอีก 200,000 บาท เต็มความคุ้มครองทั้งในส่วนภาคสมัครใจและภาคบังคับ ส่วนกรณีนางสาวชุติกานต์เนื่องจากพนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์ นายดวงแก้วยื่นคำแก้อุทธรณ์ระบุว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนางสาวชุติกานต์ด้วย จึงขอรอผลคดีถึงที่สุดก่อน ซึ่งจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีก 200,000 บาทแล้ว ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2557 โจทก์นำสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่งมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนจำเลยขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณา หากมีความเห็นประการใดให้แจ้งจำเลยทราบเพื่อดำเนินการต่อไป วันที่ 27 มกราคม 2558 จำเลยเข้าชี้แจงยื่นเอกสารเพิ่มเติม โจทก์รับทราบการชี้แจงและแจ้งว่าจะใช้สิทธิยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล โจทก์ได้รับเงินจากนายดวงแก้วและนายจ้างเป็นค่าจัดการศพ 90,000 บาท และโจทก์นำบันทึกการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไปขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีเด็กหญิงซูเสียชีวิตเป็นเงิน 200,000 บาท กรณีนางสาวชุติกานต์เสียชีวิตเป็นเงิน 35,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลเด็กหญิงนภสรอีกประมาณ 1,000 บาท จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ฬฉส กรุงเทพมหานคร 237 ซึ่งบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด จ่ายเงินประมาณ 236,000 บาท ในชื่อของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า นางสาวธิดารัตน์ เคยเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.297/2558 ของศาลชั้นต้นว่า หากจำเลยต้องรับผิดจะต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ทั้งส่วนรถบรรทุกและรถพ่วงจำนวน 400,000 บาท และต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจอีก 300,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 และที่ 27/2554 จำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่นายดวงแก้ว เป็นคนขับรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกรณีที่นางสาวชุติกานต์ เสียชีวิตทำให้โจทก์ขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 700,000 บาท ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 และที่ 27/2554 ซึ่งคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 ข้อ 3 การคุ้มครองผู้ประสบภัย ข้อ 3.1.3 ระบุว่า ในกรณีเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาท ต่อหนึ่งคน เมื่อนางสาวชุติกานต์เป็นผู้ประสบภัยที่นายดวงแก้วจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเพราะเหตุที่นายดวงแก้วเป็นฝ่ายประมาทมากกว่านางสาวชุติกานต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงที่นายดวงแก้วเป็นผู้ขับไว้จากบริษัทน่ำเฮง สตีล จำกัด นายจ้างของนายดวงแก้วจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฉบับละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ส่วนคำสั่งนายทะเบียนที่ 27/2554 ข้อ 1 ข้อตกลงคุ้มครอง ข้อ 1.1 วรรคสอง ระบุว่า กรณีบุคคลภายนอกเสียชีวิต บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ต่อคน แต่หากการเสียชีวิตนั้นทำให้มีผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของบุคคลภายนอกนั้นไม่น้อยกว่า 300,000 บาท ต่อคน เมื่อนางสาวชุติกานต์เป็นบุคคลภายนอกที่เสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถบรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยรับประกันภัยไว้ ไม่ใช่ผู้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครองตามที่ระบุไว้ในวรรคสุดท้ายของข้อ 1 ข้อตกลงคุ้มครอง และข้อเท็จจริงรับฟังตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่านายดวงแก้วมีส่วนประมาทมากกว่านางสาวชุติกานต์ จึงเห็นควรกำหนดให้นายดวงแก้วรับผิดสองส่วนจากสามส่วน จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ติดใจเรียกร้องในส่วนนี้ 300,000 บาท อันเป็นจำนวนขั้นต่ำตามที่ระบุไว้ในคำสั่งนายทะเบียนที่ 27/2554 จำเลยจึงต้องรับผิดจำนวนสองส่วนในสามส่วนเป็นเงิน 200,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทั้งสิ้น 600,000 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 10.5 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุละเมิดนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันในอันที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน มิใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและภาคบังคับมิได้ระบุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดเหตุละเมิด หากแต่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด และเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โดยได้ความจากสำเนาบันทึกการให้ถ้อยคำและการเจรจาว่า วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบอำนาจจำเลยไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเจรจาข้อร้องเรียน ซึ่งในวันดังกล่าวยังตกลงกันไม่ได้ โดยในข้อ 2.2 ระบุว่า ผู้ร้องเรียนคือโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจขั้นต่ำตามที่ คปภ. กำหนด 200,000 บาท 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ข้อ 3 ระบุว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้มาเมื่อไม่มีข้อยุติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะขอนำเรื่องทั้งหมดไปพิจารณาแล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้คู่กรณีต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการทวงถามโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินไว้ เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่เรียกร้องถือได้ว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 420 ม. 438 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้อย กุลสุวรรณ์
จำเลย — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุมิตร โปตระนันทน์
ศาลอุทธรณ์ — นายปรีดา พูนคำ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2561
#622114
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า "T-TOUCH" แม้โจทก์จะแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษร "T" แต่ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ไม่อาจใช้อักษรดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น มิได้ตัดอักษรดังกล่าวออกจากเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวมีอักษร "T" อยู่หน้าคำว่า "TOUCH" โดยมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นและขนาดของตัวอักษรเท่ากัน อักษร "T" จึงไม่ใช่ส่วนปลีกย่อยของเครื่องหมาย การพิจารณารูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต้องพิจารณาอักษรโรมันคำว่า "T-TOUCH" ทั้งคำ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งเป็นอักษรโรมันคำว่า "TOUCH MAGAZINE" แล้วมีความแตกต่างกัน โดยคำว่า "MAGAZINE" มีขนาดเล็กจัดวางในแนวตั้งติดกับอักษร "H" โดยเน้นสาระสำคัญของคำว่า "TOUCH" แม้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีคำว่า "TOUCH" เช่นเดียวกัน แต่คำดังกล่าวเป็นคำในภาษาอังกฤษซึ่งปรากฏความหมายในพจนานุกรมและเป็นคำที่บุคคลทั่วไปสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้เพราะมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองหากคำนั้นมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง บุคคลที่นำคำดังกล่าวมาจดทะเบียนก่อนไม่มีสิทธิหวงกันมิให้บุคคลอื่นใช้คำดังกล่าวได้ เพียงแต่บุคคลที่จะใช้คำดังกล่าวเป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างออกไปจากเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ คำว่า "T-TOUCH" ของโจทก์จึงมีความแตกต่างจากคำว่า "TOUCH" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สำหรับเสียงเรียกขานนั้น คำว่า "T-TOUCH" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ เป็นคำเดียวกันโดยออกเสียงเรียกขานเป็นสองพยางค์ว่า ที ทัช ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ออกเสียงเรียกขานเป็นสี่พยางค์ว่า ทัช แม็ก กา ซีน แม้อาจมีผู้ออกเสียงสั้นๆ เป็นพยางค์เดียวว่า ทัช ก็ยังคงแตกต่างจากเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ ประกอบกับโจทก์ประกอบธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน การให้บริการข่าว ข้อมูล คำแนะนำ บทวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ ย่อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนโดยเฉพาะ กลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องจึงเป็นผู้ประกอบอาชีพด้านการเงินและการลงทุน หรือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งช่องทางการเผยแพร่หรือให้บริการของโจทก์กระทำในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์มิใช่หนังสือ ส่วนลักษณะการประกอบธุรกิจของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วเป็นธุรกิจบันเทิง กลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องได้แก่บุคคลทั่วไปที่รับชม รับฟังรายการ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่บุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนจัดขึ้นบริเวณสยามสแควร์ รวมถึงผู้อ่าน "TOUCH MAGAZINE" ดังนั้นกลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการของโจทก์ และของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียน จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และแม้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 เช่นเดียวกับบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียน แต่เมื่อพิจารณารายการสินค้าของโจทก์แล้ว สินค้าของโจทก์เป็นสิ่งพิมพ์ เอกสาร และจดหมายข่าวที่จำกัดเฉพาะเรื่องการเงินเท่านั้น เมื่อกลุ่มผู้บริโภคของโจทก์เป็นผู้ประกอบอาชีพด้านการเงินและการลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับผู้บริโภคของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียน ดังนั้น ผู้บริโภคหรือสาธารณชนที่เกี่ยวข้องย่อมสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์และของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียนได้โดยง่าย เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือบริการหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/4462 และที่ พณ 0704/1098 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 55/2557 และที่ 160/2557 ขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 788196 และเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 788199 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและพึงรับจดทะเบียนได้ และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า สิ่งพิมพ์ประกาศโฆษณา สิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดเวลา สิ่งพิมพ์ที่เป็นรายงาน สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับการเงิน เอกสารทางการเงิน จดหมายข่าวเกี่ยวกับการเงิน ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ 788196 และโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ การจัดหาข่าว การรายงานข่าว ให้บริการห้องสมุดโดยทางฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลที่สกัดมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ การให้ข้อมูลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จัดพิมพ์บทวิจารณ์และบทวิเคราะห์ จัดพิมพ์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และวารสารออนไลน์ จัดพิมพ์สิ่งพิมพ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ การจัดให้มีสิ่งพิมพ์บนเว็บ การจัดเตรียมโปรแกรมข่าวเพื่อการแพร่ภาพกระจายเสียง ให้บริการบล็อกออนไลน์ การให้คำแนะนำ ข้อมูล คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้ความบันเทิงและการศึกษา ให้การศึกษา ให้การฝึกอบรม การจัดและดำเนินการประชุม การอภิปราย การสัมมนา การประชุมทางวิชาการและการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ คำขอเลขที่ 788199 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าว มีบางส่วนที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้โจทก์แสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "T" และเครื่องหมายที่ยื่นขอจดทะเบียนต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า ที่ พณ 0704/26895 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 และที่ พณ 0704/6000 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ตามลำดับ โจทก์ได้แสดงเจตนาว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "T" และขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/4462 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 และตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า ที่ พณ 0704/1098 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่ากับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วคำว่าตามทะเบียนเลขที่ ค.338103 (คำขอเลขที่ 771724) แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีภาคส่วนคำว่า "TOUCH" เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แม้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์จะมีภาคส่วนอักษร "T" อันมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายประกอบอยู่ด้วย ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีภาคส่วนคำว่า "MAGAZINE" อันมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า ที ทัช หรือ ทัช ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วอาจเรียกขานได้ว่า ทัช แมกกาซีน หรือ ทัช นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนเครื่องหมายบริการของโจทก์นั้น แม้จะใช้กับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ การจัดหาข่าว ฯลฯ ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้าหนังสือ ซึ่งเป็นบริการและสินค้าต่างจำพวกกันก็ตาม แต่รายการบริการและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 55/2557 และที่ 160/2557 ตามลำดับ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า "T-TOUCH" แม้โจทก์จะแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษร "T" แต่ก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ไม่อาจใช้อักษรดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น มิได้ตัดอักษรดังกล่าวออกจากเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวมีอักษร "T" อยู่หน้าคำว่า "TOUCH" โดยมีเครื่องหมายยัติภังค์คั่นขนาดของตัวอักษรเท่ากัน ดังนั้น อักษร "T" จึงไม่ใช่ส่วนปลีกย่อยของเครื่องหมาย และการพิจารณารูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ต้องพิจารณาอักษรโรมันคำว่า "T-TOUCH" ทั้งคำ เมื่อเปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งเป็นอักษรโรมันคำว่า "TOUCH MAGAZINE" แล้วมีความแตกต่างกัน โดยคำว่า "MAGAZINE" มีขนาดเล็กจัดวางในแนวตั้งติดกับอักษร "H" โดยเน้นสาระสำคัญของคำว่า "TOUCH" แม้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีคำว่า "TOUCH" เช่นเดียวกัน แต่คำดังกล่าวเป็นคำในภาษาอังกฤษซึ่งปรากฏความหมายในพจนานุกรมและเป็นคำที่บุคคลทั่วไปสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้เพราะมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองหากคำนั้นมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง บุคคลที่นำคำดังกล่าวมาจดทะเบียนก่อนไม่มีสิทธิหวงกันมิให้บุคคลอื่นใช้คำดังกล่าวได้ เพียงแต่บุคคลที่จะใช้คำดังกล่าวเป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างออกไปจากเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วโดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ ในกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่าคำว่า "T-TOUCH" ของโจทก์มีความแตกต่างจากคำว่า "TOUCH" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สำหรับเสียงเรียกขานนั้น คำว่า "T-TOUCH" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ เป็นคำเดียวกันโดยออกเสียงเรียกขานเป็นสองพยางค์ว่า ที ทัช ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ออกเสียงเรียกขานเป็นสี่พยางค์ว่า ทัช แม็ก กา ซีน แม้อาจมีผู้ออกเสียงสั้น ๆ เป็นพยางค์เดียวว่า ทัช ก็ยังคงแตกต่างจากเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาช่องทางการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการแล้ว ได้ความจากนายกฤชวัชร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ผู้ได้รับการจดทะเบียนคือ บริษัทเซ็นเตอร์พ้อยท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ประกอบธุรกิจด้านสื่อบันเทิง เป็นผู้ผลิตรายการ (TV Production House) โดยผลิตรายการป้อนให้แก่ "Shaker Screen" ซึ่งเผยแพร่ทางทีวีจอใหญ่กลางสยามสแควร์ และผลิตรายการเสียงตามสายในสยามสแควร์ "S.O.S Radio" หรือ "Sound of Siam Square" นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดกิจกรรมในพื้นที่ "The Center Point of Siam Square" ส่วนโจทก์เป็นบริษัทจัดการกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทอาทิ ธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์ สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่นส์ (สิงค์ เทล) และกิจการอื่น ๆ อีกมากทั้งในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และต่างประเทศ รวมทั้งถือหุ้นในบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รายการสินค้าและบริการของโจทก์เกี่ยวข้องกับเอกสารทางการเงินหรือการรายงานโดยเฉพาะ อันเนื่องมาจากธุรกิจหลักของโจทก์เกี่ยวข้องกับการเงินและการธนาคารเป็นหลัก ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วปรากฏว่า จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 16 รายการสินค้า หนังสือ เพียงรายการเดียว ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์เบิกความ ประกอบกับเมื่อพิจารณาประกอบรายการบริการตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ เลขที่ 788199 ซึ่งโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการเช่น การจัดหาข่าว การรายงานข่าว การให้ข้อมูลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จัดพิมพ์บทวิจารณ์และบทวิเคราะห์ จัดพิมพ์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และวารสารออนไลน์ จัดให้มีสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ทางออนไลน์ (ไม่สามารถดาวน์โหลดได้) หรือจัดพิมพ์สิ่งพิมพ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เห็นได้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจด้านการเงินและการลงทุน ดังนั้นการให้บริการข่าว ข้อมูล คำแนะนำ บทวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ ย่อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนโดยเฉพาะ กลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องจึงเป็นผู้ประกอบอาชีพด้านการเงินและการลงทุน หรือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งช่องทางการเผยแพร่หรือให้บริการของโจทก์กระทำในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์มิใช่หนังสือ ส่วนลักษณะการประกอบธุรกิจของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วเป็นธุรกิจบันเทิง กลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องได้แก่บุคคลทั่วไปที่รับชม รับฟังรายการ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่บุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนจัดขึ้นบริเวณสยามสแควร์ รวมถึงผู้อ่าน "TOUCH MAGAZINE" ดังนั้นกลุ่มผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับบริการของโจทก์ และของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียน จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า สิ่งพิมพ์ประกาศโฆษณา สิ่งพิมพ์ที่ออกตามกำหนดเวลา สิ่งพิมพ์ที่เป็นรายงาน สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับการเงิน เอกสารทางการเงิน จดหมายข่าวเกี่ยวกับการเงินนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2555 โจทก์ยื่นขอแก้ไขรายการสินค้าเป็น สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับการเงิน เอกสารทางการเงิน จดหมายข่าวเกี่ยวกับการเงิน ดังนั้นแม้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 16 เช่นเดียวกับบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียน แต่เมื่อพิจารณารายการสินค้าของโจทก์แล้ว สินค้าของโจทก์เป็นสิ่งพิมพ์ เอกสาร และจดหมายข่าวที่จำกัดเฉพาะเรื่องการเงินเท่านั้น เมื่อกลุ่มผู้บริโภคของโจทก์เป็นผู้ประกอบอาชีพด้านการเงินและการลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับผู้บริโภคของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียน ดังนั้น ผู้บริโภคหรือสาธารณชนที่เกี่ยวข้องย่อมสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์และของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียนได้โดยง่าย เมื่อเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว รวมทั้งกลุ่มผู้บริโภคและช่องทางการจำหน่ายหรือการให้บริการของโจทก์แตกต่างจากของบุคคลผู้ได้รับการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือบริการหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 13 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/4462 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 และที่ พณ 0704/1098 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 55/2557 และที่ 160/2557 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 788196 และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 788199 ของโจทก์ต่อไป คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (ไพรเวท) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเมธิกาญจน์ ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2561
#621174
เปิดฉบับเต็ม

การขนส่งสินค้ารายนี้มีการว่าจ้างรับขนของเป็นทอด โดยออกใบตราส่งไว้เป็นหลักฐานรวม 2 ฉบับ ฉบับแรกคือ ใบตราส่งที่บริษัท ซ. ในฐานะผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ออกระบุชื่อบริษัท จ. เป็นผู้ส่งของ บริษัท ท. เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ส่วนจำเลยถูกระบุชื่อในช่องผู้ให้ติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า ส่วนอีกฉบับหนึ่งคือใบตราส่งที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งที่แท้จริงเป็นผู้ออกระบุชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ส่งของ จำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า เงื่อนไขการขนส่งตามใบตราส่งทั้งสองฉบับเป็นแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY จากท่าเรือต้นทางเมืองรอตเตอร์ดัมมายังปลายทางท่าเรือกรุงเทพ โดยที่จำเลยถูกระบุชื่อในใบตราส่งทั้งสองฉบับต่างสถานะกัน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของจำเลยจึงต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตามที่ระบุในใบตราส่งแต่ละฉบับประกอบกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ซ. ผู้ขนส่งในประเทศไทย และถูกระบุให้เป็นผู้ให้ติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า จำเลยจึงมีหน้าที่ตามใบตราส่งที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท ท. ผู้รับตราส่ง เมื่อบริษัท ซ. ว่าจ้างผู้ขนส่งอื่นคือโจทก์ให้ทำการขนส่งสินค้าแทน การที่โจทก์ออกใบตราส่งระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้าก็เพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งอื่นกับจำเลยในฐานะผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่งตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 ซึ่งจำเลยมีพยานเบิกความว่า ก่อนโจทก์จะขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อตัวแทนโจทก์ได้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบ พร้อมทั้งแจ้งกำหนดเวลาการแก้ไขเอกสารโดยให้แก้ไขได้ภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ก่อนเวลา 16 นาฬิกา จำเลยได้แจ้งต่อไปยังบริษัท ท. และได้รับการยืนยัน โดยบริษัทดังกล่าวได้ส่งสำเนาใบกำกับสินค้ามาให้จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอแก้ไขเอกสาร จำเลยจึงได้ทำหนังสือขอให้โจทก์แก้ไขใบตราส่งและบัญชีสินค้าในเรือ โดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัท ท. และออกใบปล่อยสินค้า โดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัท ท. และภายหลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแล้วโจทก์ได้ดำเนินการแก้ไขเอกสารพร้อมกับยื่นสำแดงต่อกรมศุลกากรและการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว เห็นได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับเหตุผลในทางปฏิบัติเพื่อที่จำเลยจะได้ดำเนินการส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าของสินค้าที่แท้จริง และตรงกับข้อมูลการตรวจสอบในระบบ งานอิเล็กทรอนิกส์ใบตราส่งของกรมศุลกากร ซึ่งระบุชัดเจนว่าบริษัท ท. เป็นผู้รับตราส่ง เอกสารดังกล่าวส่งมาจากหน่วยงานราชการจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ ใบแจ้งสินค้านำเข้าและใบแจ้งหนี้ที่บริษัท อ. แจ้งไปยังจำเลยก็มีข้อความระบุกำหนดเวลาแก้ไขเอกสารชัดเจน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้แก้ไขใบตราส่งโดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัท ท. แล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยติดต่อขอแก้ไขเอกสารและขอรับใบปล่อยสินค้าจากโจทก์ก็เพราะจำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งซึ่งต้องรับสินค้าจากโจทก์ขณะเดียวกันจำเลยก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในการส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท ท. ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงที่จะแก้ไขชื่อผู้รับตราส่งในใบตราส่งและออกใบปล่อยสินค้าในนามของบริษัท ท. แล้ว จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งต่อไป และสิ้นความสัมพันธ์กับโจทก์ผู้ขนส่งอื่นตามข้อกำหนดในใบตราส่งโดยผลของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 จำเลยจึงไม่มีหน้าที่และไม่อยู่ในฐานะที่จะรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ ตามเงื่อนไขการขนส่งของ CY ตัวหลังได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับมอบตู้สินค้าจากโจทก์จึงไม่ถือเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลแต่อย่างใด

ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดคำรับรองตามหนังสือร้องขอแก้ไขชื่อผู้รับตราส่งนั้น เห็นว่า หนังสือดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยขอรับรองว่าจะไม่ให้โจทก์ได้รับผลกระทบจากการเรียกร้องหรือผลที่ตามมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติตามที่จำเลยเรียกร้อง เมื่อความรับผิดตามคำรับรองของจำเลยอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการขอให้โจทก์แก้ไขชื่อผู้รับตราส่ง จึงต้องพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งเห็นได้ว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นผลให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท ท. ผู้ที่จำเลยระบุว่าเป็นผู้รับตราส่งที่แท้จริง ข้อรับรองดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการที่จำเลยรับรองสถานะของบริษัท ท. ว่าเป็นผู้รับตราส่งที่มีสิทธิรับมอบสินค้าตามใบตราส่ง หากภายหลังมีบุคคลภายนอกมาอ้างสิทธิในฐานะผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าจากโจทก์หรือบุคคลนั้นมีสิทธิดีกว่าก่อให้เกิดความเสียหายจากกรณีที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิรับไปจำเลยจึงจะต้องรับผิดต่อโจทก์ หาใช่เป็นการที่จำเลยรับรองว่าจะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในการกระทำหรือละเว้นกระทำการของบริษัท ท. ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่นอกเหนือการรับรู้ของจำเลยในทุกกรณีไม่ ดังนั้นการที่บริษัท ท. ไม่ไปรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำรับรองของจำเลยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 1,861,046 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,826,794 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า บริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ตกลงรับขนสินค้าเครื่องจักรหลักสำหรับโรงงานอาหารสัตว์และคูลเลอร์สำหรับอาหารสัตว์พร้อมอุปกรณ์จากผู้ส่งของรายบริษัทจีเลน เทคนิค บีวี ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากท่าเรือเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มายังท่าเรือกรุงเทพ เพื่อส่งให้แก่บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด แต่บริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี เป็นผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีเรือเป็นของตนเอง จึงว่าจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขการขนส่งแบบ FCL/FCL โดยบริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ผู้ส่งของ มีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าและผนึกตราตู้สินค้า รวมทั้งหมด 22 ตู้ โจทก์ออกใบตราส่งชนิดไม่สามารถเปลี่ยนมือได้ให้ไว้แก่บริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ผู้ส่งของ ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า เนื่องจากจำเลยเป็นตัวแทนประสานงานด้านเอกสารของบริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ในประเทศไทยเพื่อส่งมอบสินค้า บริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ขาย ระบุผู้ส่งของคือ บริษัทจีเลน เทคนิค บีวี ผู้รับตราส่งคือ บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด เมื่อโจทก์ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพ ตัวแทนโจทก์แจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบ จำเลยแจ้งขอแก้ไขชื่อผู้รับตราส่งและขอให้โจทก์ออกใบปล่อยสินค้าในชื่อบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด โดยทำหนังสือรับรองไว้ โจทก์ยินยอมทำตามที่จำเลยร้องขอ แต่หลังจากนั้นทั้งจำเลยและบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ไม่มารับมอบสินค้าเป็นเหตุให้สินค้าตกค้างอยู่ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และเกิดภาระค่าฝากตู้สินค้า (Container Storage Charge) กับค่าธรรมเนียมการใช้อุปกรณ์การท่าเรือ (Facilities Usage Fee) รวมเป็นเงิน 1,861,046 บาท โจทก์ชำระเงินดังกล่าวแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยไปแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าฝากตู้สินค้าและค่าธรรมเนียมการใช้อุปกรณ์การท่าเรือตามคำฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้ารายนี้มีการว่าจ้างรับขนของเป็นทอด โดยออกใบตราส่งไว้เป็นหลักฐานรวม 2 ฉบับ ฉบับแรก คือ ใบตราส่งที่บริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ในฐานะผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเล (Contractual Carrier) กับผู้ส่งของที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ออก ระบุชื่อบริษัทจีเลน เทคนิค บีวี เป็นผู้ส่งของ บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด เป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า ส่วนจำเลยถูกระบุชื่อในช่องผู้ให้ติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า (for delivery please apply to) ส่วนอีกฉบับหนึ่งคือใบตราส่ง ที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งที่แท้จริง (Actual Carrier) เป็นผู้ออก ระบุชื่อบริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี เป็นผู้ส่งของ จำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า เงี่อนไขการขนส่งตามใบตราส่งทั้งสองฉบับเป็นแบบ FCL/FCL หรือ CY/CY จากท่าเรือต้นทางเมืองรอตเตอร์ดัมมายังปลายทางท่าเรือกรุงเทพ โดยที่จำเลยถูกระบุชื่อในใบตราส่งทั้งสองฉบับต่างสถานะกัน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของจำเลยจึงต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตามที่ระบุในใบตราส่งแต่ละฉบับประกอบกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ผู้ขนส่ง ในประเทศไทย และถูกระบุให้เป็นผู้ให้ติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า จำเลยจึงมีหน้าที่ตามใบตราส่งที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ผู้รับตราส่ง เมื่อบริษัทซีคอน โลจิสติกส์ บีวี ว่าจ้างผู้ขนส่งอื่นคือโจทก์ให้ทำการขนส่งสินค้าแทน การที่โจทก์ออกใบตราส่งระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้รับแจ้งการมาถึงของสินค้าก็เพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งอื่นกับจำเลยในฐานะผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 ซึ่งจำเลยมีนางสาววิภาวัลย์ ผู้จัดการแผนกขาเข้าของจำเลยเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ก่อนโจทก์จะขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพ เมื่อตัวแทนโจทก์ได้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบ พร้อมทั้งแจ้งกำหนดเวลาการแก้ไขเอกสารโดยให้แก้ไขได้ภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ก่อนเวลา 16 นาฬิกา จำเลยได้แจ้งต่อไปยังบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด และได้รับการยืนยันโดยบริษัทดังกล่าวได้ส่งสำเนาใบกำกับสินค้ามาให้จำเลยเพื่อใช้ประกอบการขอแก้ไขเอกสาร จำเลยจึงได้ทำหนังสือขอให้โจทก์แก้ไขใบตราส่งและบัญชีสินค้าในเรือ โดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด และออกใบปล่อยสินค้า โดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด และภายหลังจากโจทก์ได้รับเอกสารแล้ว โจทก์ได้ดำเนินการแก้ไขเอกสารพร้อมกับยื่นสำแดงต่อกรมศุลกากรและการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้ว ส่วนนางสุพินดา พนักงานปฏิบัติการเทเล็กซ์ บริษัทเอ็น วาย เค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนโจทก์ในประเทศไทย พยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกนั้น ใบตราส่งเป็นเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการขนส่ง ผู้ขนส่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อมูลในใบตราส่งซึ่งอยู่ในระบบฐานข้อมูลส่วนกลางได้เอง เว้นแต่ผู้ส่งของจะแจ้งให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขและเวนคืนเอกสารแล้ว และการร้องขอแก้ไขชื่อผู้รับตราส่งตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งไม่อาจทำได้เนื่องจากต้องทำในระบบฐานข้อมูลส่วนกลางระหว่างประเทศของโจทก์ เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงตามที่นางสาววิภาวัลย์พยานจำเลยเบิกความสอดคล้องกับเหตุผลในทางปฏิบัติเพื่อที่จำเลยจะได้ดำเนินการส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าของสินค้าที่แท้จริง และตรงกับข้อมูลการตรวจสอบในระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ใบตราส่งเลขที่ NYKS5350888950 และ NYKS5350895810 ของกรมศุลกากร ตามเอกสารแนบท้ายหนังสือของกรมศุลกากรลงวันที่ 24 ตุลาคม 2557 ในสำนวน ซึ่งระบุชัดเจนว่าบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง เอกสารดังกล่าวส่งมาจากหน่วยงานราชการ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งโจทก์เองก็ยอมรับว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ต้องยื่นสำแดงเพื่อการนำเข้า นอกจากนี้ ใบแจ้งสินค้านำเข้าและใบแจ้งหนี้ที่บริษัทเอ็น วาย เค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งไปยังจำเลยก็มีข้อความระบุกำหนดเวลาแก้ไขเอกสารชัดเจนเจือสมกับทางนำสืบจำเลย ประกอบกับได้ความจากนางสาววิภาวัลย์ต่อไปว่าได้มีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่ง ที่ต้นทางแล้วซึ่งเข้าเงื่อนไขตามที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ได้แก้ไขใบตราส่งโดยเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด แล้ว พฤติการณ์ที่จำเลยติดต่อขอแก้ไขเอกสารและขอรับใบปล่อยสินค้าจากโจทก์ก็เพราะจำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่ง ซึ่งต้องรับสินค้าจากโจทก์ ขณะเดียวกันจำเลยก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในการส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ตามใบตราส่งเอกสาร ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงที่จะแก้ไขชื่อผู้รับตราส่งในใบตราส่งและออกใบปล่อยสินค้าในนามของบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด แล้ว จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งตามใบตราส่ง อีกต่อไป และสิ้นความสัมพันธ์กับโจทก์ผู้ขนส่งอื่นตามข้อกำหนดในใบตราส่งโดยผลของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 จำเลยจึงไม่มีหน้าที่และไม่อยู่ในฐานะที่จะรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามเงื่อนไขการขนส่งของ CY ตัวหลังได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับมอบตู้สินค้าจากโจทก์จึงไม่ถือเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดคำรับรองตามหนังสือร้องขอแก้ไขชื่อผู้รับตราส่ง เห็นว่า หนังสือดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยขอรับรองว่าจะไม่ให้โจทก์ได้รับผลกระทบจากการเรียกร้องหรือผลที่ตามมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติตามที่จำเลยเรียกร้อง เมื่อความรับผิดตามคำรับรองของจำเลยอาจเกิดขึ้นเนื่องจากการขอให้โจทก์แก้ไขชื่อผู้รับตราส่ง จึงต้องพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์เปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งเห็นได้ว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นผลให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ผู้ที่จำเลยระบุว่าเป็นผู้รับตราส่งที่แท้จริง ข้อรับรองดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการที่จำเลยรับรองสถานะของบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ว่าเป็นผู้รับตราส่งที่มีสิทธิรับมอบสินค้าตามใบตราส่ง หากภายหลังมีบุคคลภายนอกมาอ้างสิทธิในฐานะผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าจากโจทก์หรือบุคคลนั้นมีสิทธิดีกว่า ก่อให้เกิดความเสียหายจากกรณีที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิรับไปจำเลยจึงจะต้องรับผิดต่อโจทก์ หาใช่เป็นการที่จำเลยรับรองว่าจะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในการกระทำหรือละเว้นกระทำการของบริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่นอกเหนือการรับรู้ของจำเลยในทุกกรณีไม่ ดังนั้น การที่บริษัททรัพย์เจริญ ฟีดมิลล์ จำกัด ไม่ไปรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำรับรองของจำเลยเช่นกัน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิปปอน ยูเซน คาบุชิกิ ไคชา
จำเลย — บริษัทลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2561
#622130
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่จำเลยเช่าซื้อไป เพื่อจะนำเงินที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยไปชำระค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173 นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1769/2557 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1769/2557 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะหมายเลขทะเบียน ผม 4709 นครราชสีมา ที่จำเลยขับมา ได้แจ้งความต่อร้อยตำรวจโท เสนาะ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสีคิ้วซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า มีคนร้ายลักเอารถกระบะดังกล่าว โดยจำเลยขับมาถึงบริเวณริมถนนสายสีคิ้ว - ด่านขุนทด ระหว่างกิโลเมตรที่ 18 ถึง 19 (ใกล้ทางแยกบ้านหนองไม้ตาย) ตำบลวังโรงใหญ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา น้ำมันเชื้อเพลิงหมดไม่สามารถขับต่อไปได้ จึงจอดรถเอาไว้ที่ริมขอบทาง วันรุ่งขึ้นมาตรวจสอบพบว่ารถกระบะดังกล่าวสูญหาย อันเป็นความเท็จ ทั้งนี้ จำเลยกระทำไปโดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และได้แจ้งความว่ามีการกระทำความผิด โดยประการซึ่งอาจทำให้ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัย ร้อยตำรวจโท เสนาะ พนักงานสอบสวน ผู้อื่นและประชาชนได้รับความเสียหาย อันเป็นการกล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่อไปว่า เพราะความจริงไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดยืนยันว่ารถกระบะดังกล่าวจำเลยนำมาจอดไว้และถูกคนร้ายลักเอาไปแต่อย่างใด แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า ความจริงมิได้มีการกระทำความผิดอาญาโดยมีคนร้ายลักรถกระบะของจำเลยไปแต่อย่างใด แต่จำเลยได้แจ้งข้อความเท็จว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นโดยมีคนร้ายลักเอารถไป อันเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานครบองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยความเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยก่อน ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอก เสนาะ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 21 มกราคม 2556 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร จำเลยมาแจ้งต่อพยานว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2556 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน ผม 4709 นครราชสีมา จากอำเภอโคกกรวด จังหวัดนครราชสีมา ไปหาเพื่อนชื่อตรี ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เพื่อให้พาไปสมัครงาน เมื่อไปถึงไม่สามารถติดต่อเพื่อนได้ จึงเดินทางกลับบ้านเวลาประมาณ 19 นาฬิกา โดยใช้เส้นทางถนนสีคิ้ว - ชัยภูมิ จำเลยแวะเติมน้ำมันดีเซล 700 บาท ที่ปั๊มหัวบีบหัวเดียวบ้านวังขอนขว้าง อำเภอโคกสำโรง เมื่อขับมาถึงอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี สัญญาณไฟเตือนน้ำมันใกล้หมด จำเลยไม่มีเงินเติมน้ำมันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยแบบเติมเงินเงินหมด ไม่สามารถติดต่อใครได้ จำเลยพยายามขับรถกลับบ้าน เมื่อถึงบริเวณถนนสายสีคิ้ว - ด่านขุนทด ระหว่างกิโลเมตรที่ 18 ถึง 19 ใกล้ทางแยกบ้านหนองไม้ตาย ตำบลวังโรงใหญ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา น้ำมันหมด จึงจอดรถอยู่ข้างทาง ล็อกประตูรถ และโบกรถที่ผ่านมาเพื่อขอโดยสารกลับบ้าน กลับถึงบ้านเวลาประมาณ 2 นาฬิกา นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้าน นางธนินท์รัฐ มารดาจำเลยสอบถามถึงรถกระบะ จำเลยบอกว่ารถน้ำมันหมด จอดทิ้งอยู่ริมถนนข้างป่าที่อำเภอสีคิ้ว ต่อมาเวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยและนายพิสิษฐ์ นำรถยนต์ที่บ้านเดินทางไปเพื่อเติมน้ำมันรถกระบะที่จอดข้างทาง แต่ไม่พบ จำเลยเข้าใจว่ารถกระบะถูกบริษัทไฟแนนซ์มายึดไปจึงโทรศัพท์ติดต่อไปยังบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว ได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความ จำเลยจึงมาแจ้งความต่อพยาน พยานได้สอบปากคำจำเลยและได้จัดทำรายงานประจำวัน บันทึกการแจ้งรถหายและบันทึกคำให้การพยาน พยานให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนดำเนินการสืบสวนหาคนร้าย และพาจำเลยไปนำชี้ที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 18 ถึง 19 เพื่อจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ต่อมาร้อยตำรวจเอก พันธศักดิ์ และดาบตำรวจ สุนทวี เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนรถกระบะที่สูญหายได้แจ้งต่อพยานว่า ในช่วงเกิดเหตุดังกล่าวมีเหตุยิงกัน ร้อยตำรวจตรี พันธศักดิ์และดาบตำรวจ สุนทวี กับพวกได้เดินทางผ่านจุดที่จำเลยอ้างว่าจอดรถทิ้งไว้เวลา 22.45 นาฬิกา ไม่พบรถกระบะจอดอยู่ตามที่จำเลยอ้าง พยานสอบปากคำบิดามารดาจำเลยได้ความว่ารถกระบะดังกล่าวมีชื่อมารดาจำเลยเป็นผู้เช่าซื้อ จำเลยเป็นผู้ใช้ ขาดส่งค่างวดธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ประมาณ 5 ถึง 6 งวด และได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) พยานสงสัยในส่วนที่จำเลยอ้างว่ามีการแวะเติมน้ำมันจึงเดินทางไปที่ปั๊มน้ำมันบ้านวังขอนขว้างกับร้อยตำรวจตรี ศักดิ์ชัย สอบถามข้อมูลจากนางณัฏฐวรรณ บุตรเจ้าของปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นผู้ดูแลปั๊มน้ำมัน แจ้งว่า ในช่วงเวลาที่จำเลยกล่าวอ้างว่ามาเติมน้ำมัน ไม่พบว่ามีรถกระบะมาเติมน้ำมันดีเซล 700 บาท นอกจากนี้พยานยังได้ไปสอบถามปั๊มน้ำมันอื่นที่มีหัวจ่าย 2 หัว ยืนยันว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปั๊มน้ำมันที่มีหัวจ่ายหัวเดียวคือของนางณัฏฐวรรณ พยานได้สอบปากคำดาบตำรวจ ประวิทย์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำตู้ยามในหมู่บ้านยืนยันว่าหมู่บ้านดังกล่าวมีปั๊มน้ำมันแบบบีบหัวเดียวเพียงหนึ่งแห่ง พยานได้สอบปากคำนายปิยะ พนักงานบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ความว่า นายปิยะซึ่งมีหน้าที่ติดตามรถยนต์หายของบริษัทฯ ได้ให้ข้อสังเกตและข้อพิรุธว่าจำเลยแจ้งบริษัทฯ ว่าจำเลยใช้กุญแจรีโมท ล็อกรถยนต์แต่กุญแจที่จำเลยนำส่งคืนบริษัทฯ เป็นกุญแจธรรมดา นอกจากนี้ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) จะฟ้องเกี่ยวกับการผิดสัญญาเช่าซื้อซึ่งผู้เช่าซื้อต้องรับผิดเป็นเงิน 450,000 บาท ซึ่งตรงกับทุนประกันที่บริษัทฯ จะต้องจ่ายในกรณีรถหาย จึงเริ่มสงสัยว่าจำเลยน่าจะแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะนำเงินประกันไปชำระค่างวดแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ และพยานยังได้ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่จำเลยอ้างว่าได้ใช้ติดต่อเพื่อนชื่อตรีก่อนที่รถกระบะจะสูญหาย ไม่พบการใช้โทรศัพท์ในช่วงเวลาดังกล่าว และโจทก์ยังมีร้อยตำรวจโท ศักดิ์ชัย เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนติดตามรถกระบะที่จำเลยแจ้งว่าสูญหาย พยานเดินทางไปที่บ้านวังขอนกว้าง ซึ่งจำเลยอ้างว่าได้แวะเติมน้ำมัน มีลักษณะเป็นปั๊มหัวบีบหรือปั๊มหลอด พยานสอบถามนางณัฏฐวรรณได้ความว่า ในช่วงเวลาที่จำเลยกล่าวอ้างว่าแวะเติมน้ำมัน ไม่มีรถกระบะมาเติมน้ำมันดีเซล รถที่มาเติมส่วนใหญ่เป็นรถไถนาและรถจักรยานยนต์ภายในหมู่บ้านและเติมกันไม่เกิน 200 บาท พยานได้สอบถามพนักงานโรงงานน้ำมันพืชคิงส์ นายคมสัน ซึ่งเข้างานวันที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 23.25 นาฬิกา และออกงานเวลา 8.38 นาฬิกา ส่วนนายอนุรักษ์ เข้างานในวันที่ 20 มกราคม 2556 ช่วงเวลา 14.45 นาฬิกา และออกงานวันที่ 21 มกราคม 2556 เวลา 00.01 นาฬิกา ทั้งสองได้ผ่านจุดที่จำเลยอ้างว่าจอดรถยนต์ไว้แต่ไม่พบรถกระบะจอดไว้ ร้อยตำรวจเอก พันธศักดิ์ และดาบตำรวจ สุนทวี เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันที่ 20 มกราคม 2556 พยานทั้งสองกับพวกไปปฏิบัติหน้าที่ติดตามคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนี จนกระทั่งเวลา 22.40 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดว่าสามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้แล้ว พยานทั้งสองกับพวกจึงขับรถยนต์ออกมาจากบ้านหนองไม้ตายเลี้ยวซ้ายไปยังอำเภอสีคิ้วผ่านจุดที่จำเลยอ้างว่าจอดรถทิ้งไว้บริเวณกิโลเมตรที่ 18 ถึง 19 ไม่พบรถกระบะจอดอยู่ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายปิยะ พนักงานตรวจสอบกรณีรถหายของบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 21 มกราคม 2556 เวลา 11.20 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่อยู่ นางธนินท์รัฐ ผู้เอาประกันภัยรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไตรตัน จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ มาแจ้งพยานว่ารถกระบะคันดังกล่าวสูญหาย พยานได้ตรวจสอบข้อมูลจึงทราบว่านางธนินท์รัฐได้ทำประกันภัยชั้น 1 ไว้กับบริษัทฯ ซึ่งจะครอบคลุมกรณีรถยนต์สูญหายด้วย ต่อมาพยานได้นัดจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรสีคิ้วในวันที่ 25 มกราคม 2556 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เมื่อพยานเดินทางไปถึงสถานีตำรวจภูธรสีคิ้วพบจำเลยและบิดามารดาของจำเลย พยานได้สอบถามจำเลยในเบื้องต้นและให้จำเลยเขียนรายละเอียดทั้งหมด พยานขอเรียกเก็บกุญแจรถกระบะจากจำเลยซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติของบริษัทฯ ในการติดตามรถยนต์ที่สูญหาย จำเลยได้มอบกุญแจ 3 ดอก ให้พยาน หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว พยานต้องทำรายงานวิเคราะห์เพื่อเสนอบริษัทฯ เมื่อพยานตรวจสอบข้อมูลที่จำเลยให้ไว้ในส่วนของการปิดประตูรถซึ่งจำเลยแจ้งว่าใช้รีโมทกันขโมยล็อกรถ แต่ปรากฏว่ากุญแจที่จำเลยส่งมอบให้พยานเป็นกุญแจธรรมดาไม่ใช่กุญแจรีโมท พยานตรวจสอบบันทึก ข้อ 6 ในส่วนการชำระค่างวดรถยนต์ที่เช่าซื้อจำเลยลงบันทึกว่าได้ค้างค่างวดอยู่ประมาณ 5 ถึง 6 งวด งวดละ 9,613 บาท ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานของพยานทำให้พยานมีความสงสัยในการสูญหายของรถกระบะอย่างมีพิรุธ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งห้าเบิกความได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ การเบิกความมีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่พบหรือตรวจสอบในหน้าที่ของพยานแต่ละคน ประกอบกับพยานทั้งห้าไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความเพื่อให้จำเลยรับโทษ เชื่อว่าพยานทั้งห้าเบิกความไปตามความจริง โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอก เสนาะ หลังจากได้รับแจ้งจากจำเลยก็ได้ทำรายงานประจำวันบันทึกการแจ้งรถหาย และบันทึกคำให้การพยาน และให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนดำเนินการสืบหาคนร้ายลักรถ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ การที่ร้อยตำรวจเอก เสนาะ ต้องเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ และสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองตามที่เบิกความนั้น แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจเอก เสนาะมีความสงสัยในตัวจำเลยว่าจะแจ้งความเท็จแก่พยาน เมื่อตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยก็ไม่พบว่ามีการใช้ติดต่อกับเพื่อนชื่อตรี สอบถามนางณัฏฐวรรณผู้ดูแลปั๊มน้ำมันแบบบีบหัวเดียวหรือปั๊มหลอดซึ่งมีอยู่เพียงหนึ่งแห่งที่บ้านวังขอนขว้างก็ได้รับแจ้งว่าไม่พบจำเลยแวะมาเติมน้ำมันตามที่จำเลยอ้าง โดยมีร้อยตำรวจโท ศักดิ์ชัย ที่ร่วมเดินทางไปกับร้อยตำรวจเอก เสนาะมาเบิกความสนับสนุน นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอก พันธศักดิ์ และดาบตำรวจ สุนทวี ที่ผ่านไปตรงบริเวณที่จำเลยอ้างว่าจอดรถทิ้งไว้ว่าไม่พบรถกระบะจอดทิ้งไว้แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ถนนที่เกิดเหตุแบ่งเป็นสองช่องทางเดินรถ รถแล่นสวนกันได้ มีไหล่ทางค่อนข้างแคบ ไม่มีเสาไฟฟ้าสาธารณะ ไม่มีบ้านเรือน บริเวณดังกล่าวจึงมืดและเปลี่ยว หากจำเลยจอดรถกระบะทิ้งไว้ที่ริมถนนดังที่จำเลยอ้าง เชื่อว่ารถของจำเลยต้องล้ำเข้ามาในช่องเดินรถหรืออย่างน้อยต้องชิดเส้นขอบถนนเป็นที่สังเกตของผู้ที่ผ่านไปมา โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอก พันธศักดิ์ และดาบตำรวจ สุนทวี เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่าไม่เห็นมีรถกระบะจอดทิ้งไว้ริมถนนที่เกิดเหตุจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายปิยะอีกว่า จำเลยแจ้งพยานว่าใช้รีโมทกันขโมยล็อกรถ แต่ปรากฏว่ากุญแจที่จำเลยส่งมอบให้แก่พยานเป็นกุญแจธรรมดา ไม่ใช่กุญแจรีโมท เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาคำพิพากษา และสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุนางธนินท์รัฐมารดาจำเลยถูกธนาคารเกียรตินาคินจำกัด (มหาชน) ฟ้องให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง และศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาให้นางธนินท์รัฐคืนรถหรือ ใช้ราคาแทน 450,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ต้องรับผิดกรณีรถยนต์ที่รับประกันภัยสูญหาย และกรมธรรม์ประกันภัยรถกระบะดังกล่าวจะสิ้นสุดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 หลังวันรถกระบะสูญหายเพียงไม่กี่วัน จึงเชื่อว่ารถกระบะดังกล่าวมิได้สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไป แต่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถกระบะสูญหายเพื่อจะนำเงินที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยไปชำระค่างวดแก่ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อ ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมิได้แจ้งข้อความเท็จโดยมีนายพิสิษฐ์มาเบิกความเป็นพยานนั้น เห็นว่า นายพิสิษฐ์มิได้รู้เห็นว่าจำเลยนำรถกระบะไปจอดในที่เกิดเหตุและรถสูญหายไปจริงหรือไม่ เพียงแต่รับฟังข้อเท็จจริงมาจากจำเลย คำเบิกความของนายพิสิษฐ์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนข้อนำสืบของจำเลยเองก็เป็นแต่ข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ทั้งยังไม่ตรงกับที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนส่อให้เห็นพิรุธ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนโดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นอันเป็นความผิดตามมาตรา 173 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 173 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไป อีก และเมื่อไม่เกิดมีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 (เดิม) จำคุก 1 ปี นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1769/2557 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 172 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายนัฐกร ฤทธิ์อนันต์ชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเสริมพงศ์ ไชยปุรณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2561
#622131
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า ใบเบิกเงิน และใบกำกับสินค้าและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 845/2552 ของศาลชั้นต้น เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิกซึ่งมาชำระค่าสินค้า แล้วไม่นำเงินที่รับชำระพร้อมใบเสร็จที่ออกส่งให้แก่ฝ่ายการเงินและไม่ได้นำไปตัดยอดหนี้ให้แก่สมาชิก ในคดีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการปลอมใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรปากพนัง จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นความผิดจำนวน 39 กระทง ให้ลงโทษกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 78 ปี แต่ให้ลงจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง รวม 16 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 16 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จำหน่าย ดูแลและรับผิดชอบสินค้าประเภทน้ำมัน อาหารกุ้งขาว อาหารกุ้งกุลาดำ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่จำหน่าย ดูแล และรับผิดชอบสินค้าประเภทปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ข้าว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่เก็บรักษาเงินที่จำหน่ายสินค้า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า เป็นผู้ออกใบเบิกเงิน และเป็นผู้ออกใบกำกับสินค้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 845/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า ใบเบิกเงิน และใบกำกับสินค้า และใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 845/2552 ของศาลชั้นต้น ได้ความตามคำเบิกความของนายอิมรอน ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิกซึ่งมาชำระค่าสินค้า แล้วไม่นำเงินที่รับชำระพร้อมใบเสร็จที่ออกส่งให้แก่ฝ่ายการเงินและไม่ได้นำไปตัดยอดหนี้ให้แก่สมาชิก จำเลยทั้งสองโดยทุจริตยักยอกเงินที่รับชำระมาไปเป็นของตน รวมทั้งร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบหักล้างเป็นอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในคดีดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการปลอมใบเสร็จรับเงิน ซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 และผู้เสียหายที่ 7 ถึงที่ 11 เบิกความว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าในใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า และลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินตามใบเบิกเงินไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายดังกล่าว โดยโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางละออง ผู้ตรวจสอบบัญชีของโจทก์ร่วมเบิกความว่า พยานเป็นผู้จัดทำหนังสือยืนยันยอดหนี้ให้ผู้เสียหายแต่ละคนมาตรวจดูและให้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงตรงกันจึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ปลอมลายมือชื่อดังกล่าว โดยลายมือชื่อที่ปรากฏในช่องผู้รับสินค้าและผู้รับเงินเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายแต่ละคน หรือมิเช่นนั้นก็เป็นลายมือชื่อของบุคคลที่ผู้เสียหายมอบให้มารับสินค้า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือยืนยันยอดหนี้ไม่ใช่เป็นการยอมรับจำนวนหนี้ตามที่ผู้เสียหายแต่ละคนกล่าวอ้าง แต่เป็นเพียงการรับรองว่าจำนวนหนี้ไม่ตรงกัน เห็นว่า หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวของผู้เสียหายแต่ละคนเป็นลายมือชื่อปลอม ผู้เสียหายแต่ละคนจะได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องชำระหนี้ตามใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า และไม่ต้องชำระเงินคืนตามใบเบิกเงิน ผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ซึ่งจะต้องรับฟังคำเบิกความด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่นางละอองเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของโจทก์ร่วมและเป็นผู้ตรวจพบความผิดปกติในการทำบัญชี นางละอองจึงจัดทำหนังสือยืนยันยอดหนี้ให้สมาชิกของโจทก์ร่วมตรวจดู หากคนใดเห็นว่าจำนวนหนี้ไม่ถูกต้อง ก็ให้ระบุจำนวนหนี้ที่ถูกต้องและให้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับก็ให้ลงลายมือชื่อไว้ นางละอองเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียกับผู้ใด คำเบิกความของนางละอองจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับตามหนังสือยืนยันยอดหนี้มีสมาชิกจำนวนมากที่ระบุว่า ไม่มีหนี้หรือจำนวนหนี้ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้เหมือนเช่นกรณีของผู้เสียหายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้พูดคุยกับผู้เสียหายแต่ละคนแล้ว หากคนไหนที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าหนี้คงเหลือของผู้เสียหายคนนั้นตรงตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อรับรอง หาใช่เป็นการรับรองว่าจำนวนหนี้ไม่ตรงกันดังเช่นที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้จึงสอดคล้องต้องกันและรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าและในช่องผู้รับเงินไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายแต่ละคนดังกล่าว สำหรับใบเบิกเงินผู้เสียหายที่ 5 ไม่ได้มาเบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง เนื่องจากผู้เสียหายที่ 5 ถึงแก่ความตาย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีเพียงพันตำรวจโทชัยยันต์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ผู้เสียหายที่ 5 เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์คำให้การของพยานแล้วปรากฏว่า ผู้เสียหายที่ 5 ยอมรับว่าลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบเบิกเงินเป็นของตนเอง เพียงแต่โต้แย้งว่ารายการที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือผู้เสียหายที่ 5 ได้คืนอาหารกุ้งขาว 6 กระสอบ ตามรายการที่ 1 เท่านั้น ส่วนรายการที่ 2 ที่ระบุว่า อาหารกุ้งขาว 40 กระสอบ และรายการที่ 3 ที่ระบุว่า อาหารกุ้งดำ 19 กระสอบนั้นไม่ถูกต้อง โดยนายวิชัยซึ่งเป็นผู้จัดการของโจทก์ร่วมเบิกความว่า จากการตรวจสอบบัญชีย่อยลูกหนี้การค้าของผู้เสียหายที่ 5 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมเคยจำหน่ายอาหารกุ้งขาว 40 กระสอบ และอาหารกุ้งดำ 19 กระสอบ ให้แก่ผู้เสียหายที่ 5 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงให้เห็นว่า ไม่มีการคืนอาหารกุ้งขาว 40 กระสอบ และอาหารกุ้งดำ 19 กระสอบ จริง และเมื่อพิเคราะห์ใบเบิกเงินโดยตลอดแล้วพบว่า มีการเขียนรายการต่างๆ ดังกล่าวพร้อมกัน จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรก็ไม่มีการแก้ไขตกเติมและสอดคล้องกับจำนวนเงินของสินค้าแต่ละรายรวมกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมใบเบิกเงิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีเพียงหนังสือยืนยันยอดหนี้ ลำดับที่ 173 ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เสียหายที่ 5 ไม่มีหนี้ต่อโจทก์ร่วม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำตัวผู้เสียหายที่ 5 เบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าในใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า ไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 5 เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธว่า มีตัวแทนของผู้เสียหายที่ 5 มารับสินค้าและลงลายมือชื่อไว้แทน จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 5 พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้จึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อนี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมใบเบิกเงิน จำนวน 2 ฉบับ และใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า จำนวน 2 ฉบับ หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายที่ 12 เบิกความว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินตามใบเบิกเงินทั้ง 2 ฉบับ และลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าตามใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้าฉบับแรก ไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 12 เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 12 จะเบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของตน แต่จำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันเช่นกันว่า ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 12 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างยืนยันข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน มีเหตุอันควรสงสัยว่าฝ่ายใดเบิกความตามความเป็นจริง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบสนับสนุนเพิ่มเติมว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจะเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และตามหนังสือยืนยันยอดหนี้ ลำดับที่ 207 จำเลยที่ 1 ก็มิได้ลงลายมือชื่อรับรองยอดหนี้ที่ผู้เสียหายที่ 12 โต้แย้ง จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในข้อนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 ปลอมใบกำกับสินค้า ทั้ง 17 ฉบับ หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีผู้เสียหายที่ 13 เบิกความว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบสินค้าตามใบกำกับสินค้า แผ่นที่ 1 ถึงที่ 16 ไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 13 ส่วนแผ่นที่ 17 ไม่มีผู้ลงลายมือชื่อไว้ โดยผู้เสียหายที่ 13 เบิกความว่า ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าตามที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าทั้ง 17 ฉบับ เห็นว่า ตามหนังสือยืนยันยอดหนี้ ลำดับที่ 4 ระบุว่า ณ วันที่ 30 เมษายน 2552 ผู้เสียหายที่ 13 เป็นหนี้โจทก์ร่วม ในส่วนของหนี้การค้าเป็นเงิน 462,752 บาท โดยผู้เสียหายที่ 13 มิได้ยอมรับหรือโต้แย้ง แต่อ้างว่าขอตรวจสอบก่อน ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายที่ 13 เบิกความแต่เพียงว่า ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 374,740 บาท โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่ถูกต้องเป็นหนี้จำนวนเท่าใด แต่จำเลยที่ 1 มีรายงานวาระการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ร่วม ชุดที่ 34 ครั้งที่ 8/2550 วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีผู้เสียหายที่ 13 เป็นประธานกรรมการ โดยในระเบียบวาระที่ 6 เรื่องรับทราบสมาชิกซื้อสินค้าเงินเชื่อประจำเดือนพฤศจิกายน 2550 ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 13 เป็นหนี้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 462,752 บาท โดยผู้เสียหายที่ 13 ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านยอมรับถึงเอกสาร แสดงให้เห็นว่า ณ วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2550 ผู้เสียหายที่ 13 ยังเป็นหนี้ซื้อสินค้าเงินเชื่ออยู่ 462,752 บาท โดยผู้เสียหายที่ 13 ยอมรับว่านับจากวันดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 13 ไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมอีกเลย ซึ่งจำนวนเงินตรงกับที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันยอดหนี้ ลำดับที่ 4 เมื่อหนี้ตามใบกำกับสินค้ามีจำนวนถึง 17 ฉบับ เป็นหนี้ที่เกิดก่อนวันที่ 11 ธันวาคม 2550 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หนี้ตามใบกำกับสินค้าทั้ง 17 ฉบับ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหนี้ที่ระบุไว้ในรายงานวาระการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ร่วม และหนี้ตามหนังสือยืนยันยอดหนี้ ลำดับที่ 4 ดังนั้นที่ผู้เสียหายที่ 13 อ้างว่า ยอดหนี้ดังกล่าวไม่ถูกต้องจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่าไม่ถูกต้องอย่างไร พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้จึงยังมีเหตุควรสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ปลอมใบกำกับสินค้าทั้ง 17 ฉบับ หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สำเนาใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า และใบเบิกเงินเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้เอกสารจะเป็นเพียงสำเนา แต่ก็มีข้อความว่ามีผู้ได้รับสินค้าหรือเงินไป จึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ โดยไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าจะต้องเป็นต้นฉบับเท่านั้นจึงจะรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ดังนั้นแม้เอกสารดังกล่าวทั้งหมดจะเป็นเพียงสำเนา ก็รับฟังได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหรือไม่ เห็นว่า ใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้าในหนึ่งชุดจะมี 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 สีขาว ต้องมอบให้แก่สมาชิกเก็บไว้เป็นหลักฐานและนำไปรับสินค้าจากพนักงานส่งมอบสินค้า ฉบับที่ 2 สีส้ม ฝ่ายการตลาดจะต้องมอบให้แก่ฝ่ายบัญชี ส่วนฉบับที่ 3 ฝ่ายการตลาดจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้จึงมีการนำใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้าฉบับที่ 1 และที่ 2 ไปแสดงต่อพนักงานส่งมอบสินค้าและฝ่ายบัญชี อันเป็นการใช้เอกสารแล้ว ส่วนใบเบิกเงินเมื่อจำเลยที่ 1 จัดทำเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องส่งมอบให้แก่ฝ่ายการเงินเพื่อนำเสนอให้ผู้จัดการของโจทก์ร่วมลงลายมือชื่ออนุมัติ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ปลอมใบเบิกเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องนำใบเบิกเงินปลอมไปแสดงต่อฝ่ายการเงิน จึงถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ใบเบิกเงินปลอมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะทำงานอยู่ภายในห้องทำงานเดียวกันและต่างมีหน้าที่ขายสินค้า โดยขายสินค้าคนละประเภท และในทางปฏิบัติก็จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ตาม แต่ตามใบกำกับสินค้า/ใบรับสินค้า จำนวน 16 ฉบับ และใบเบิกเงิน จำนวน 1 ฉบับ มีเพียงจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำแต่อย่างใด ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 11 ต่างเบิกความยืนยันว่า ในการติดต่อซื้อสินค้าประเภทอาหารกุ้งและน้ำมันดีเซลจะติดต่อกับจำเลยที่ 1 และตามหนังสือยืนยันยอดหนี้ ก็มีเพียงจำเลยที่ 1 ที่ลงลายมือชื่อรับรองจำนวนหนี้ของผู้เสียหายแต่ละคนโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม จำนวน 16 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 16 ปีนั้น ที่ถูกแล้วรวม 17 กระทง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้าน แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมใบเบิกเงินและใช้เอกสารปลอม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงคงเหลือ 16 กระทง แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมอีก 22 กระทง จึงเป็นฎีกาที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจจะลงโทษจำคุก 16 ปีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 173 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
โจทก์ร่วม — สหกรณ์การเกษตรปากพนัง จำกัด
จำเลย — นางกัญญานัฐหรือเบญจมาศ สีคำเวียง
หรือศรีคำเวียง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายประภาส สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา