หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โจทก์ ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์คืนเงินค่าลงทะเบียนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรมทางหลวง จำเลยร่วมที่ ๑ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลย และจำเลยร่วมที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มลงทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น บุคคลที่กระทำละเมิดจะต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากมูลเหตุ ๕ ประการ ได้แก่ ละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ละเมิดจากกฎ ละเมิดจากคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้ โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นเอกชนผู้รับจ้างของกรมทางหลวง จำเลยที่ ๕ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ ๕ แม้กรมทางหลวง จำเลยที่ ๕ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๕ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เพื่อความเสียหายจากการงานที่ว่าจ้าง โดยหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำระบบอัตโนมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกัน ใช้เงินค่าเครื่องนึ่งฯ รวมทั้งค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ไม่ตรงกับปริมาตรความจุที่ผู้ฟ้องคดีได้เสนอไว้ในการประกวดราคาและเป็นคนละรุ่นกับ ที่กำหนดไว้ในสัญญา การบอกเลิกสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง มีสาระสำคัญเพียงว่า ให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบเครื่องนึ่งฯ ที่มีปริมาตรความจุ ไม่น้อยกว่า ๙๐๐ ลิตร และทำการติดตั้งจำนวน ๑ ชุด ให้แก่สถาบันบําราศนราดูร เป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของบริษัทผู้ฟ้องคดี และการทำสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำระบบอัตโนมัติ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามีอันเป็นสิทธิของจำเลยย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก ส. เป็นอีกคดีหนึ่งจนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ ส. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อไม่ให้ ส. เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักโจทก์ไปก็เพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านทำให้จำเลยกลับเข้าไปในบ้านไม่ได้ ก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ทั้งพฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายไปยกย่องหญิงอื่นคือ ส. เป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)
ส่วนที่จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกและยันที่หน้าอกของ ท. มารดาของโจทก์ 1 ครั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงบุตรสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาทั้งแปลง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องร้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 400,000 บาท แต่เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลงจึงแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นการให้แทนการซื้อขายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมหรือมูลเหตุที่มาของการทำสัญญาให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง แม้สัญญาให้ที่ดินจะระบุว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนเพราะผู้รับการให้เป็นหลานของผู้ให้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่า การให้ที่ดินพิพาทตามสัญญาให้เป็นการให้ที่ดินโดยมีค่าภาระติดพันได้ กรณีไม่ใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโอนโดยเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองมิได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ร่วมกันนำชี้แนวเขตและรังวัดทับที่ดินทางสาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ให้แก่ผู้มีชื่อโดยมิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากทับทางสาธารณประโยชน์ จากนั้นผู้มีชื่อแบ่งแยกที่ดินและขายที่ดินจนตกเป็นสิทธิของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกที่ดิน และที่ดินของโจทก์ราคาตก ขอให้ให้จำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ โฉนดที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ที่แบ่งแยกมา ซึ่งออกทับทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นทางสาธารณประโยชน์เดิม เพิกถอนรูปแผนที่ และแก้ไขให้กลับมาเป็นรูปแผนที่ทางสาธารณประโยชน์เดิม กับให้ขับไล่ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ในขณะเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามคำขอรังวัดออก น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาลำคลองหรือที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกันนำชี้แนวเขตและรังวัดทับที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ จนเป็นเหตุให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๑๒ อธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑๓ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนจำเลยที่ ๑๓ เป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑๒ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งไม่ใช่เจ้าของโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๓ ว่า ร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกที่ดิน และที่ดินของโจทก์ราคาตก กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองที่มีการนำที่ดินของรัฐไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่เอกชน โดยโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ตลอดจนโฉนดที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ที่แบ่งแยกมา ซึ่งออกทับทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นทางสาธารณประโยชน์เดิม เพิกถอนรูปแผนที่ และแก้ไขให้กลับมาเป็นรูปแผนที่ทางสาธารณประโยชน์เดิม กับให้ขับไล่ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยการขุดลำห้วยในโครงการขุดบ่อกักเก็บน้ำ (ธนาคารน้ำ) รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และทำลายไม้ยืนต้น ทั้งได้ขุดตักดินในที่ดินของโจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งกรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสามมีอำนาจเข้าไปทำการจัดให้มีและบำรุงรักษา ทางน้ำและทางบก ตลอดทั้งจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตรในโครงการขุดบ่อกัก เก็บน้ำ (ธนาคารน้ำ) ได้ โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้ลูกจ้างผู้ขับขี่รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิตและรถยนต์เสียหาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มทับรถยนต์ที่นายช. ขับขี่มา เสียชีวิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ป. ยื่นฟ้องกรมทางหลวง จำเลย โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ตัดกิ่งไม้แห้งริมถนนที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบบริเวณสามแยกทางเข้าวัดวังสรรพรส ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ทำให้กิ่งไม้แห้งของต้นยางขนาดใหญ่ตกลงมาใส่ศีรษะนาย ป. เป็นเหตุให้นาย ป. ล้มลงหมดสติและถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ด ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้จำเลยมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย เป็นเหตุให้กิ่งไม้แห้งของต้นยางขนาดใหญ่ตกลงมาใส่ศีรษะ นาย ป. เป็นเหตุให้นาย ป. ล้มลงหมดสติและถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แม้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดให้ผู้ค้าต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็โดยมุ่งหมายที่จะให้มีเงินสำหรับบริหารจัดการให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นธุรกิจการค้าระหว่างเอกชนในท้องตลาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับภาวะวิกฤติและภัยพิบัติที่ส่งผลต่อธุรกิจพลังงาน ทั้งอัตราเงินส่งเข้ากองทุนก็รวมอยู่ในราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคต้องชำระแก่ผู้ค้าน้ำมัน ไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เป็นวิธีปฏิบัติในการแจ้งข้อเรียกร้อง ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่กรณีที่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นเพียงการใช้อำนาจทั่วไปในฐานะเจ้าหนี้ ย่อมไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ จึงมิใช่คดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมเป็นทรัพย์มรดกของ บ. มิใช่ พ. ศาลชั้นต้นยกฟ้อง คดีถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าพินัยกรรมของ พ. ถูกต้องสมบูรณ์ และ บ. ไม่ได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรม โจทก์ในฐานะทายาทของ บ. ไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาท ฟ้องโจทก์คดีนี้ขอให้แบ่งที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง
อนึ่ง แม้อุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีผลเพียงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น จึงเป็นการปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์
สัญญาซื้อขายโต๊ะ - เก้าอี้นักเรียนพร้อมติดตั้งจำนวน ๑,๑๕๐ ชุด สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้เอกชนส่งมอบโต๊ะ - เก้าอี้นักเรียนพร้อมติดตั้งให้แก่หน่วยงานทางปกครอง อันไม่ใช่ลักษณะของการมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ รวมทั้งวัตถุแห่งสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเรียนการสอนเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์สตรีประโคนชัย ขอให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยทำหนังสือ "คำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือด้านเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตร" ให้ไว้แก่โจทก์ และให้รับผิดตามหนังสือรับสภาพความผิดตามคำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรและสิทธิเรียกร้องเดิมนั้น แม้โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินหรือคำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือด้านเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรที่จำเลยทำไว้กับโจทก์แล้ว มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงิน แม้จะมีข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นการจำกัดสิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินก็เป็นเพียงการกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาอันเป็นความสัมพันธ์ในทางแพ่งทั่วไป มิใช่ข้อกำหนดซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สำหรับการกำหนดวัตถุประสงค์แห่งสัญญาให้จำเลยนำเงินไปใช้เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงสีข้าว ไซโล ฉางอเนกประสงค์ และลานตากของสหกรณ์จำเลย ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ทั้งมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมูลพิพาทคดีนี้เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบและศาลทั้งสองศาลนั้น มีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีเรื่องค่าเสียหายในทางแพ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. โจทก์ บริษัท ค. จำเลย (ผู้ร้อง) ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีปกครองตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ประเด็นข้อพิพาทของทั้งสองคดีจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกัน แม้ในคดีปกครองจะมีปัญหาข้อเท็จจริงในบางประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันกับประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งว่า บริษัท ค. (ผู้ร้องสอด) ได้จัดทำถนนถูกต้องตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ละเลยต่อหน้าที่ไม่กำกับดูแล และตรวจสอบให้ ผู้ร้องสอดทำการก่อสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินให้ถูกต้องตามแบบและแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม แต่ในคดีแพ่งศาลพิพากษาตามยอมโดยพิจารณาจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นในคดีหรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นในคดี มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดา ซึ่งการจะบังคับการให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างคู่สัญญา ส่วนการที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้อำนาจตามมาตรา ๕๒ ประกอบมาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ สั่งให้บริษัท ค. (ผู้ร้องสอด) ดำเนินการก่อสร้างถนนสายหลักและบ่อบำบัดน้ำเสียในโครงการให้ตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้อำนาจภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองเพื่อบังคับให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ขัดแย้งกันกับคดีแพ่ง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันและไม่ขัดแย้งกัน ทั้งปัญหากรณีที่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี คำร้องของผู้ร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง