คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 972/2561
#622115
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาเครื่องหมายการค้าว่าคล้ายกันหรือไม่ต้องพิจารณาลักษณะโดยรวมของเครื่องหมาย เครื่องหมายของโจทก์และของจำเลยมีเพียงเสียงเรียกขานที่พ้องกัน โดยของโจทก์เรียกและอ่านติดกันไปว่า สกาเจล ส่วนของจำเลยเรียกและอ่านแยกคำกันว่า สการ์ เจล เครื่องหมายของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนได้เนื่องจากนำคำว่า SCAR ซึ่งแปลว่าแผลเป็น มาตัดตัว R ออก แล้วเชื่อมติดกับคำว่า GEL ที่แปลว่า สารแขวนลอย วุ้น ทำให้มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่ให้มีความหมายเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทาร่างกายโดยตรง แต่ชื่อสินค้าของจำเลยซึ่งถือเป็นเครื่องหมายใช้คำว่า SCAR และ GEL อันเป็นคำพรรณนาถึงคุณสมบัติและคุณภาพของสินค้า ซึ่งเจ้าของสินค้าทั่วไปมีสิทธิจะใช้ได้เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเป็นสินค้าเกี่ยวกับอะไรแต่ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าเพราะเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทาร่างกายเพื่อรักษาแผลเป็นโดยตรง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ชื่อสินค้ากับประกาศหรือประชาสัมพันธ์สินค้าโดยมีลักษณะเป็นเครื่องหมายเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงควรพิจารณาเฉพาะชื่อสินค้าของจำเลยว่าเลียนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์หรือไม่เท่านั้น เมื่อพิจารณาตัวอักษรเครื่องหมายการค้าของโจทก์เขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ติดกัน แต่ของจำเลยเขียนตัวแรก S ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ส่วน CAR เป็นตัวพิมพ์ใหญ่แต่ขนาดเท่าตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งเห็นชัดว่าแตกต่างกัน หากพิจารณาเปรียบเทียบไปถึงหลอดและกล่องสินค้าของโจทก์และจำเลยก็เห็นว่าแตกต่างกัน ทั้งสีพื้นและสีตัวอักษร นอกจากนี้ตลาดที่จำหน่ายสินค้าของโจทก์และจำเลยก็เป็นคนละตลาดกัน โดยของโจทก์วางขายในโรงพยาบาลและร้านขายยา ส่วนของจำเลยขายตรงแก่สมาชิกของจำเลยเท่านั้น ไม่อาจทำให้สาธารณชนผู้บริโภคสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่ชื่อสินค้าของจำเลยซึ่งเป็นเครื่องหมายใช้พรรณนาคุณสมบัติและคุณภาพสินค้ามีเสียงเรียกขานพ้องกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่เป็นการละเมิดโดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือจนกว่าจำเลยจะยุติการกระทำอันเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และขอให้ศาลห้ามจำเลยผลิตและจำหน่ายสินค้าเจลทาร่างกายที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า SCAGEL อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกต่อไป กับมีคำสั่งให้บรรดาอุปกรณ์สิ่งของที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตกเป็นของโจทก์ทั้งสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า CYBELE และเครื่องหมายการค้าคำว่า SCAGEL ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ แล้วเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ตามลำดับ โดยเครื่องหมายการค้าแรกใช้สำหรับสินค้า ครีมบำรุงผิว แป้ง น้ำมันหอมระเหย เจลเสริมความงาม สบู่ ในจำพวกที่ 3 เครื่องหมายการค้าหลังใช้สำหรับสินค้าเครื่องสำอางบำรุงผิว ในจำพวกที่ 3 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตัวหนังสือภาพประดิษฐ์ว่า GIFFARINE ซึ่งจดทะเบียนไว้ 3 คำขอ ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ 24 มีนาคม 2552 และวันที่ 12 กันยายน 2554 ตามลำดับ ใช้สำหรับสินค้า เครื่องสำอางบำรุงผิว คอลลาเจนชนิดผงใช้บำรุงผิว เจลใช้มาร์คหน้า ครีมปรับสภาพสีผิว เจลล้างหน้า เจลกระชับผิว เจลแต้มสิว และอื่น ๆ ในจำพวกที่ 3 โจทก์และจำเลยได้ขายสินค้าเจลทาร่างกายภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของแต่ละฝ่าย โดยสินค้าของโจทก์เป็นเจลใสสำหรับทาแผลเป็น เรียกขานว่า ซีเบล สกาเจล มีจำหน่ายตามร้านขายยาและโรงพยาบาล ส่วนของจำเลยเป็นเจลบำรุงผิวสูตรพิเศษสำหรับผิวที่มีปัญหาร่องรอยหลังจากเกิดบาดแผล เรียกขานว่า กิฟฟารีน สการ์ เจล มีจำหน่ายโดยการขายตรงแก่สมาชิกของบริษัทจำเลยหรือสมาชิกดังกล่าวเสนอขายผ่านแคตตาล็อกเท่านั้น คำว่า SCAR แปลว่า แผลเป็น รอยแผล ส่วนคำว่า GEL แปลว่า สารแขวนลอย วุ้น ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษ - ไทย และไทย - อังกฤษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำละเมิดเครื่องหมายการค้า SCAGEL ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ด้วยการใช้ชื่อสินค้าทาร่างกายของจำเลยว่า SCAR GEL เช่นเดียวกับสินค้าอย่างเดียวกันของโจทก์อันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำอักษรโรมันว่า SCAGEL แต่เมื่อนำมาใช้กับสินค้า ซีเบล สกาเจล โจทก์ใช้ Scagel ส่วนจำเลยใช้คำอักษรโรมันว่า SCAR GEL กับสินค้า ในการพิจารณาว่าคล้ายกันหรือไม่ ต้องพิจารณาลักษณะโดยรวมของเครื่องหมาย เครื่องหมายของโจทก์และของจำเลยมีเพียงเสียงเรียกขานที่พ้องกัน โดยของโจทก์เรียกและอ่านติดกันไปว่า สกาเจล ส่วนของจำเลยเรียกและอ่านแยกคำกันว่า สการ์ เจล เครื่องหมายของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนได้เนื่องจากนำคำว่า SCAR ซึ่งแปลว่า แผลเป็น มาตัดตัวอักษร R ออก แล้วเชื่อมติดกับคำว่า GEL ที่แปลว่า สารแขวนลอย วุ้น ทำให้มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการที่เขียนติดกันและไม่ให้ความหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทาร่างกายโดยตรง แต่ชื่อสินค้าของจำเลยซึ่งถือเป็นเครื่องหมายใช้คำว่า SCAR แปลว่า แผลเป็น และ GEL แปลว่า สารแขวนลอย วุ้น อันเป็นคำพรรณนาถึงคุณสมบัติและคุณภาพของสินค้า ซึ่งเจ้าของสินค้าทั่วไปมีสิทธิจะใช้ได้เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเป็นสินค้าเกี่ยวกับอะไรแต่ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าเพราะเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าทาร่างกายเพื่อรักษาแผลเป็นโดยตรง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้ชื่อสินค้าที่ผลิตและจำหน่าย กับลงประกาศหรือประชาสัมพันธ์สินค้าดังกล่าวในหมวด "ผลิตภัณฑ์ใหม่ของกิฟฟารีน" มีลักษณะเป็นเครื่องหมายเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงควรพิจารณาเฉพาะชื่อสินค้า SCAR GEL ของจำเลยว่าเลียนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าคำว่า SCAGEL ที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์หรือไม่เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกรณีที่โจทก์นำคำอักษรโรมันซึ่งเล็งถึงคุณสมบัติของสินค้ามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องหมายการค้าก็ยิ่งสมควรพิจารณาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวอักษรเครื่องหมายการค้า SCAGEL ของโจทก์เขียนอักษรโรมันด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ติดกัน แต่ของจำเลย SCAR GEL เขียนอักษรโรมันตัวแรก S ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ อักษร CAR เป็นตัวพิมพ์ใหญ่แต่พิมพ์ขนาดเท่าตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งเห็นได้ชัดแจ้งด้วยสายตาว่าแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเปรียบเทียบล่วงไปถึงหลอดและกล่องสินค้าซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ของโจทก์และของจำเลย ก็เห็นได้ว่าแตกต่างกัน เช่นกัน โดยของโจทก์มีเครื่องหมายการค้า CYBELE ที่จดทะเบียนแล้วกำกับอยู่ด้านบนของคำว่า Scagel (ซึ่งไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนว่า SCAGEL) สีพื้นทั้งหลอดและกล่องบรรจุภัณฑ์เป็นสีขาวและสีเขียวส่วนตัวอักษรเป็นสีทองและสีเขียว แต่ของจำเลยสีพื้นทั้งหลอดและกล่องบรรจุภัณฑ์เป็นสีขาวและสีน้ำเงินส่วนตัวอักษรเป็นสีน้ำเงินและสีดำ ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาไปถึงตลาดที่จำหน่ายสินค้าของโจทก์และของจำเลย สินค้าทาร่างกายของโจทก์วางขายในโรงพยาบาลและร้านขายยา แต่สินค้าทาร่างกายของจำเลย จัดจำหน่ายโดยขายตรงแก่สมาชิกของบริษัทจำเลยเท่านั้น หรือสมาชิกนำไปเสนอขายผ่านแคตตาล็อก ไม่วางจำหน่ายทั่วโดยในช่องทางค้าปลีก เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือร้านขายยา ตลาดที่จำหน่ายสินค้าจึงเป็นคนละตลาดกัน ไม่อาจทำให้สาธารณชนผู้บริโภคสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่ชื่อสินค้าของจำเลยซึ่งเป็นเครื่องหมายใช้พรรณนาคุณสมบัติและคุณภาพสินค้ามีเสียงเรียกขานพ้องกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์เพียงอย่างเดียว ไม่เป็นการละเมิดโดยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอก โบทานิกา จำกัด
จำเลย — บริษัทกิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ปริญญา ดีผดุง
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2561
#622119
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ควบคุมสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2481 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2495 ตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ได้ให้ความหมายของคำว่า สุสาน ตรงกัน คือ สุสาน มี 2 ประเภท ได้แก่ สุสานและฌาปนสถานสาธารณะ หมายความว่า ที่ซึ่งจัดขึ้นสำหรับเผา ฝัง หรือเก็บศพสำหรับประชาชนทั่วไป กับ สุสานและฌาปนสถานเอกชน หมายความว่า ที่ซึ่งจัดขึ้นสำหรับเผา ฝัง หรือเก็บศพของตระกูลหรือครอบครัวหรือมิตรของตระกูลหรือครอบครัว เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติดังกล่าวแล้วว่า ที่ดินบริเวณที่เป็นสุสานดังกล่าว เป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามบันทึกที่พระโบราณคณิสสร เจ้าอาวาสของโจทก์ ทำเมื่อปี 2495 ร่วมกันกับกรรมการวัดทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ก็มีข้อความว่า โจทก์ โดยพระโบราณคณิสสร เจ้าอาวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ได้ประชุมหารือกันว่า สุสานของโจทก์อันเป็นที่บำเพ็ญการกุศลตามประเพณี โกดังเก็บศพตลอดจน ฌาปนสถานอันเป็นที่เผาศพยังไม่มิดชิดและมั่นคงถาวร และขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่สวยงามสมควรจัดการก่อสร้างเสียใหม่ให้ถาวรและเรียบร้อยเพื่อจะได้เป็นการสะดวกแก่การบำเพ็ญกุศลของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งนับว่าเป็นการบำเพ็ญกุศลสาธารณประโยชน์ประการหนึ่ง หลังจากนั้นต่อเนื่องมาจนถึงจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2501 เพื่อบริหารดูแลสุสาน ในตราสารก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการดูแลสุสานสาธารณะ และที่ประตูทางเข้าสุสานมีป้ายบอกชัดเจนว่าเป็นสุสานสาธารณะ ข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ชัดเจนว่าสุสานตามฟ้อง เป็นสุสานประเภทสุสานสาธารณะตามความหมายของ พ.ร.บ.ควบคุมสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2481 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2495 และตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์จะได้ดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งสุสานให้มีใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หาใช่จะทำให้สุสานที่โดยสภาพและเจตนารมณ์เป็นสุสานสาธารณะกลายเป็นไม่ใช่สุสานสาธารณะหรือสุสานเอกชน หรือไม่ใช่สุสานไปเลย แต่อย่างใดไม่ แต่การเป็นสุสานสาธารณะ ซึ่งมีความหมายชัดเจนแล้วตามกฎหมายดังกล่าว คือเป็นสถานที่ที่ใช้เป็นที่ฝัง เผา หรือเก็บศพสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ได้หมายความไปถึงว่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสุสานนั้นจะตกเป็นที่ดินสาธารณะไปด้วย ที่ดินใดจะเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุตามกฎหมายแห่งการตกเป็นที่สาธารณะของที่ดินแปลงนั้นๆ เป็นกรณีๆ ไป สำหรับที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งสุสานสาธารณะในคดีนี้นั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่บ่งชี้ว่าโจทก์ได้เคยแสดงเจตนายกที่ดินดังกล่าวให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากทำบันทึกในปี 2495 ซึ่งระบุว่าโจทก์อนุญาตให้ใช้ที่ดินโจทก์ทำสุสานสาธารณะแล้ว ต่อมาปี 2501 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินในฐานะผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในส่วนที่มีสุสานดังกล่าวรวมอยู่ด้วย และทำให้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแปลงนั้น ต่อมาโจทก์ดำเนินการให้มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือมาบริหารจัดการดูแลสุสานในนามโจทก์ และจำเลยที่ 1 เก็บเงินจากผู้ที่ประสงค์จะนำศพมาฝังในสุสานเป็นค่าบำรุงและระบุไว้ในตราสารการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ว่า หากยกเลิกจำเลยที่ 1 ไป ให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยให้ใช้เป็นสุสานสาธารณะยังคงหวงสิทธิในที่ดินดังกล่าวอยู่ และไม่ได้แสดงเจตนายกที่ดินที่เป็นที่ตั้งสุสานดังกล่าวให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวอยู่ต่อไป ส่วนโจทก์จะถูกรอนสิทธิหรือถูกจำกัดสิทธิในการใช้ที่ดินดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างไรหรือไม่ ก็จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ หรือเป็นกรณีไป เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าสุสานดังกล่าวเป็นสุสานของโจทก์ และเป็นสุสานประเภทสุสานสาธารณะ กรณีของที่ฝังศพ (ฮ้วงซุ้ย) แต่ละราย ที่ทายาทหรือบุคคลใดที่นำศพมาฝังไว้ในสุสานดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ จึงเป็นสัญญาหรือนิติสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสุสาน ไม่ว่าจะมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจัดการให้หรือไม่ก็ตาม กับทายาทหรือบุคคลที่มาติดต่อเพื่อขอนำศพมาฝังไว้ในสุสาน ว่ามีอยู่ต่อกันอย่างไร ตามหลักแห่งสัญญาตามกฎหมายทั่วไป หากโจทก์ประสงค์จะให้มีการรื้อที่ฝังศพรายใดรายหนึ่งหรือหลายรายหรือทั้งหมดออกไปหรือแม้แต่ยกเลิกการจัดตั้งสุสาน โจทก์ก็จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามสัญญาตามนิติสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกัน และถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยสุสานหรือ พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 ด้วย เช่น ต้องแจ้งบอกกล่าวไปถึงทายาทหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้นำศพมาฝังไว้ในสุสานดังกล่าวว่ามีข้อโต้แย้งคัดค้านอย่างไรหรือไม่ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้พิจารณามีคำสั่งเสียก่อน เป็นต้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินตามสัญญาและตามกฎหมายว่าด้วยสุสานดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้ฟ้องทายาทหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้นำศพมาฝังไว้ในสุสานซึ่งถือได้ว่าเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับโจทก์ให้รื้อย้ายที่ฝังศพออกไป แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์ยืนยันว่าเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์และมีคำขอ ให้จำเลยทั้งสองรื้อย้ายที่ฝังศพทั้งหมดในสุสานดังกล่าวออกไปเป็นคดีนี้ จึงเป็นคำฟ้องและคำขอที่ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองให้กระทำการเช่นนั้นได้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอให้รื้อย้ายที่ฝังศพทั้งหมดในสุสานดังกล่าวออกไป จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ ถึงแม้ต่อมา ผู้ร้องสอดในคดีนี้ จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจจะทำให้คำฟ้องส่วนที่ไม่ชอบของโจทก์ดังกล่าวกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบขึ้นมาได้

ทั้ง ชื่อ วัตถุประสงค์ และสถานที่ตั้งทำการ ที่ปรากฏในตราสารการขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการดูแลสุสานของโจทก์ตลอดมา เป็นที่ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการดูแลสุสานในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงนี้ จำเลยทั้งสองก็ให้การเป็นไปในทำนองรับ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดูแลสุสานของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำการไปในทางที่ขัดต่อความประสงค์ของโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เช่น การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงตราสารของมูลนิธิเป็นว่า ให้สถานที่ตั้งมูลนิธิอยู่ที่ตั้งของวัดโจทก์ตามที่เคยเป็นมาแต่เดิม และให้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิจำเลยที่ 1 ต้องประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์ ฝ่ายพ่อค้า และฝ่ายข้าราชการประจำหรือข้าราชการบำนาญ และให้กรณีเลิกมูลนิธิทรัพย์สินของมูลนิธิต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่เคยเป็นในตราสารมาแต่เดิม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ในฐานะตัวการจะปฏิเสธไม่ให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดในฐานะเป็นตัวแทนโจทก์เกี่ยวกับการดูแลสุสานของโจทก์อีก เมื่อโจทก์บอกกล่าวแจ้งยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของโจทก์ทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคาร สิ่งปลูกสร้าง (ฮวงซุ้ย) ศพ และขนย้ายทรัพย์สินอื่น ๆ ออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 9149 เลขที่ดิน 126 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 16,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปและจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง ศพ และขนย้ายทรัพย์สินอื่นๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์จนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนทรัพยสิทธิหรือภาระสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 9149 เลขที่ดิน 126 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 14 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องทั้งหนึ่งร้อยสองยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิจึงเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตน จึงร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งหนึ่งร้อยสองเข้าเป็นจำเลยร่วม โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งหนึ่งร้อยสองว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 102 ตามลำดับ

ผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสองยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9149 เลขที่ดิน 126 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 14 ไร่ ตามบันทึกของโจทก์ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2495 เฉพาะส่วนที่เป็นสุสานสาธารณะเป็นสาธารณสมบัติที่ประชาชนใช้ร่วมกันประเภทสุสานสาธารณะ ห้ามไม่ให้โจทก์ดำเนินการโครงการพัฒนาที่ดินและโครงการใดๆ อันขัดกับวัตถุประสงค์ของการให้ที่ดินเพื่อเป็นสุสานสาธารณะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสองขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเฉพาะอาคารที่ทำการหรืออาคารที่พักคนงานของจำเลยที่ 1 และขนย้ายทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 9149 เลขที่ดิน 126 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและรบกวนสิทธิที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2557) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก ห้ามโจทก์ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับฮวงซุ้ยและศพดังกล่าวอันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสอง คำขออื่นของผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสองนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งหนึ่งร้อยสองเข้าเป็นคู่ความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ขณะยื่นฟ้องคดีนี้มีพระเทพรัตนากร เป็นเจ้าอาวาส โจทก์มอบอำนาจให้พระเมธีวราภรณ์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการและเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2495 พระโบราณคณิสสร เจ้าอาวาสของโจทก์ในสมัยนั้น ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับกรรมการวัดทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน มีเนื้อหาสาระคือ เห็นร่วมกันในการปรับปรุงที่ดินส่วนหนึ่งซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ ที่เป็นบริเวณสุสานของวัดโจทก์ที่มีอยู่แต่เดิมก่อนแล้ว ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามและมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เป็นการสะดวกแก่การบำเพ็ญกุศลของประชาชนโดยทั่วไป เมื่อตกลงกันดังกล่าวแล้ว ต่อมาจึงได้มีการดำเนินการตามข้อตกลงจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี 2496 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2501 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 9149 เลขที่ดิน 126 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่โจทก์ เนื้อที่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ซึ่งรวมถึงที่ดินส่วนที่เป็นสุสานดังกล่าวด้วย ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2501 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อดำเนินการบริหารจัดการดูแลสุสานดังกล่าวให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโจทก์โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร คือที่วัดโจทก์ และตามตราสารของจำเลยที่ 1 ข้อ 16 ระบุว่า หากมูลนิธิต้องเลิกล้มโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยประการใด ๆ ก็ตาม ให้ทรัพย์สินที่เหลือทั้งหมดของมูลนิธิตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เพื่อจัดการบำรุงสุสานและโรงพยาบาลต่อไป ต่อมาปี 2524 จำเลยที่ 1 แก้ไขตราสารกำหนดให้สำนักงานของจำเลยที่ 1 ไปอยู่ที่สุสาน และแก้ไขเรื่องการเลิกมูลนิธิเป็นว่า หากมูลนิธิเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตามให้ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์หรือสมาคมพ่อค้าพระนครศรีอยุธยา ตามที่คณะกรรมการกำหนด ต่อมาจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการหลายครั้ง จำเลยที่ 1 ดูแลและบริหารผลประโยชน์ของสุสานโดยเรียกเก็บเงินจากผู้ที่ประสงค์จะนำศพมาฝังไว้ในสุสานดังกล่าว โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงตราสารของมูลนิธิเป็นว่า ให้สถานที่ตั้งมูลนิธิอยู่ที่วัดไม่ใช่อยู่ที่สุสาน ให้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิจำเลยที่ 1 ต้องประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์ ฝ่ายพ่อค้า และฝ่ายข้าราชการประจำหรือข้าราชการบำนาญ และกรณีเลิกมูลนิธิจำเลยที่ 1 ให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่เคยเป็นอยู่เดิม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ถึงวันฟ้องเป็นคดีนี้ มีผู้นำศพไปฝังในสุสานดังกล่าว โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 และโจทก์นับได้ประมาณเป็นพันศพ ผู้ร้องสอดที่ 1 ถึง 102 เป็นทายาทของศพส่วนหนึ่งที่ถูกนำไปฝังไว้ในสุสานดังกล่าว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรื้อย้ายที่ฝังศพ (ฮ้วงซุ้ย) ออกจากที่ดินสุสานดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่จะต้องวินิจฉัยก่อนก็คือสุสานที่โจทก์อนุญาตให้มีขึ้นบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าว ตามกฎหมายเป็นสุสานประเภทใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2481 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำบันทึกข้อตกลง เมื่อปี 2495 ก็ดี ตามพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ดี ได้ให้ความหมายของคำว่า สุสาน ตรงกัน คือ สุสาน มี 2 ประเภท ได้แก่ สุสานและฌาปนสถานสาธารณะ หมายความว่า ที่ซึ่งจัดขึ้นสำหรับเผา ฝัง หรือเก็บศพสำหรับประชาชนทั่วไป กับ สุสานและฌาปนสถานเอกชน หมายความว่า ที่ซึ่งจัดขึ้นสำหรับเผา ฝัง หรือเก็บศพของตระกูลหรือครอบครัวหรือมิตรของตระกูลหรือครอบครัว ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติดังกล่าวแล้วว่า ที่ดินบริเวณที่เป็นสุสานดังกล่าว เป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และตามบันทึกที่พระโบราณคณิสสร เจ้าอาวาสของโจทก์ ทำเมื่อปี 2495 ร่วมกันกับกรรมการวัดทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ก็มีข้อความว่า โจทก์ โดยพระโบราณคณิสสร เจ้าอาวาส พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ได้ประชุมหารือกันว่า สุสานของวัดโจทก์อันเป็นที่บำเพ็ญการกุศลตามประเพณีโกดังเก็บศพ ตลอดจนฌาปนสถานอันเป็นที่เผาศพยังไม่มิดชิดและมั่นคงถาวร และขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่สวยงาม สมควรจัดการก่อสร้างเสียใหม่ให้ถาวรและเรียบร้อยเพื่อจะได้เป็นการสะดวกแก่การบำเพ็ญกุศลของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งนับว่าเป็นการบำเพ็ญกุศลสาธารณประโยชน์ประการหนึ่ง หลังจากนั้นต่อเนื่องมาจนถึงจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2501 เพื่อบริหารดูแลสุสาน ในตราสารก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการดูแลสุสานสาธารณะ และที่ประตูทางเข้าสุสานมีป้ายบอกชัดเจนว่าเป็นสุสานสาธารณะ ดังนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้ชัดเจนว่าสุสานตามฟ้อง เป็นสุสานประเภทสุสานสาธารณะตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2481 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการทำบันทึกข้อตกลง เมื่อปี 2495 และตามพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 ซึ่งใช้บังคับตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์จะได้ดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งสุสานให้มีใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หาใช่จะทำให้สุสานที่โดยสภาพและเจตนารมณ์เป็นสุสานสาธารณะกลายเป็นไม่ใช่สุสานสาธารณะหรือสุสานเอกชน หรือไม่ใช่สุสานไปเลย แต่อย่างใดไม่ แต่การเป็นสุสานสาธารณะ ซึ่งมีความหมายที่ชัดเจนแล้วตามกฎหมายดังกล่าว คือเป็นสถานที่ที่ใช้เป็นที่ฝัง เผา หรือเก็บศพสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ได้หมายความไปถึงว่าที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสุสานนั้นจะต้องตกเป็นที่ดินสาธารณะไปด้วย ที่ดินใดจะเป็นที่สาธารณะหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุตามกฎหมายแห่งการตกเป็นที่สาธารณะของที่ดินแปลงนั้นๆ เป็นกรณีๆ ไป สำหรับที่ดินแปลงที่เป็นที่ตั้งของสุสานสาธารณะในคดีนี้นั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่บ่งชี้ว่าโจทก์ได้เคยแสดงเจตนายกที่ดินดังกล่าวให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อเท็จจริงกลับรับฟังได้ว่า หลังจากทำบันทึกในปี 2495 ซึ่งระบุว่าโจทก์อนุญาตให้ใช้ที่ดินโจทก์ทำสุสานสาธารณะแล้ว ต่อมาปี 2501 โจทก์ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินในฐานะผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในส่วนที่มีสุสานดังกล่าวรวมอยู่ด้วย และทำให้โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแปลงนั้น ต่อมาโจทก์ดำเนินการให้มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือมาบริหารจัดการดูแลสุสานในนามโจทก์ และจำเลยที่ 1 เก็บเงินจากผู้ที่ประสงค์จะนำศพมาฝังในสุสานเป็นค่าบำรุงและระบุไว้ในตราสารการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 ว่า หากยกเลิกจำเลยที่ 1 ไป ให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ดังนี้ เห็นว่า โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว โดยให้ใช้เป็นสุสานสาธารณะ ยังคงหวงสิทธิในที่ดินดังกล่าวอยู่ และไม่ได้แสดงเจตนายกที่ดินที่เป็นที่ตั้งสุสานดังกล่าวให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์จึงยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวอยู่ต่อไป ส่วนโจทก์จะถูกรอนสิทธิหรือถูกจำกัดสิทธิในการใช้ที่ดินดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างไรหรือไม่ ก็จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ หรือเป็นกรณีไป เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าสุสานดังกล่าวเป็นสุสานของโจทก์ และเป็นสุสานประเภทสุสานสาธารณะ กรณีของที่ฝังศพ (ฮ้วงซุ้ย) แต่ละราย ที่ทายาทหรือบุคคลใดที่นำศพมาฝังไว้ในสุสานดังกล่าวโดยความยินยอมของโจทก์ จึงเป็นสัญญาหรือนิติสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสุสาน ไม่ว่าจะมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจัดการให้หรือไม่ก็ตาม กับทายาทหรือบุคคลที่มาติดต่อเพื่อขอนำศพมาฝังไว้ในสุสาน ว่ามีอยู่ต่อกันอย่างไร ตามหลักแห่งสัญญาตามกฎหมายทั่วไป หากโจทก์ประสงค์จะให้มีการรื้อที่ฝังศพรายใดรายหนึ่งหรือหลายรายหรือทั้งหมดออกไปหรือแม้แต่การยกเลิกการจัดตั้งสุสาน โจทก์ก็จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามสัญญาตามนิติสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อกัน และถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยสุสานคือพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 ด้วย เช่น ต้องแจ้งบอกกล่าวไปถึงทายาทหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้นำศพมาฝังไว้ในสุสานดังกล่าวว่ามีข้อโต้แย้งคัดค้านอย่างไรหรือไม่ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้พิจารณามีคำสั่งเสียก่อน เป็นต้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามสัญญาและตามกฎหมายว่าด้วยสุสานดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้ฟ้องทายาทหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้นำศพมาฝังไว้ในสุสานซึ่งถือได้ว่าเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับโจทก์ให้รื้อย้ายที่ฝังศพออกไป แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์ยืนยันว่าเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์และมีคำขอให้จำเลยทั้งสองรื้อย้ายที่ฝังศพทั้งหมดในสุสานดังกล่าวออกไปเป็นคดีนี้ จึงเป็นคำฟ้องและคำขอที่ไม่อาจบังคับจำเลยทั้งสองให้กระทำการเช่นนั้นได้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอให้รื้อย้ายที่ฝังศพทั้งหมดในสุสานดังกล่าวออกไป จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ ถึงแม้ต่อมา ผู้ร้องสอดในคดีนี้ จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจจะทำให้คำฟ้องส่วนที่ไม่ชอบของโจทก์ดังกล่าวกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบขึ้นมาได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้รื้อที่ฝังศพในสุสานในคดีนี้ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโจทก์ในการบริหารสุสาน จึงต้องถูกขับไล่ออกจากบริเวณพื้นที่สุสานของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ทั้ง ชื่อ วัตถุประสงค์ และสถานที่ตั้งทำการ ที่ปรากฏในตราสารการขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการดูแลสุสานของโจทก์ตลอดมาเป็นที่ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการดูแลสุสานในฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ ข้อเท็จจริงนี้ จำเลยทั้งสองก็ให้การเป็นไปในทำนองรับ ดังนี้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในการดูแลสุสานของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำการไปในทางที่ขัดต่อความประสงค์ของโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ เช่น การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงตราสารของมูลนิธิเป็นว่า ให้สถานที่ตั้งมูลนิธิอยู่ที่ตั้งของวัดโจทก์ตามที่เคยเป็นมาแต่เดิม และให้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิจำเลยที่ 1 ต้องประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์ ฝ่ายพ่อค้า และฝ่ายข้าราชการประจำหรือข้าราชการบำนาญ และให้กรณีเลิกมูลนิธิทรัพย์สินของมูลนิธิต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่เคยเป็นในตราสารมาแต่เดิมแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ในฐานะตัวการจะปฏิเสธไม่ให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดในฐานะเป็นตัวแทนโจทก์เกี่ยวกับการดูแลสุสานของโจทก์อีก เมื่อโจทก์บอกกล่าวแจ้งยกเลิกการอนุญาตให้จำเลยทั้งสองเป็นตัวแทนของโจทก์ทราบโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 1 หรืออาคารที่พักคนงานของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินสุสานของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 400 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 826 ม. 827
พ.ร.บ.ควบคุมสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2481 ม. 4
พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดพนัญเชิงวรวิหาร
ผู้ร้องสอด — นายสมาน ศิริพฤกษ์พงษ์ กับพวก
จำเลย — วัดพนัญเชิงมูลนิธิพระนครศรีอยุธยาหรือมูลนิธิ
วัดพนัญเชิง (เซียง เต็ก ตึ้ง) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมบัติ บุญหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 951/2561
#621040
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินซึ่งสรุปใจความได้ดังนี้ มาตรา 21 คณะกรรมการหรือเลขาธิการอาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินแทน โดยให้ประกาศเพื่อผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่อคณะกรรมการเพื่อขอรับทรัพย์สินคืนได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ถ้าผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่า ทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้น มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณ ให้คณะกรรมการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องในคดีที่ต้องหานั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินต้องมีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินก่อน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงจะพิจารณามีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ มิฉะนั้นคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินย่อมไม่ชอบ เพราะไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตรี ป. ซึ่งเป็นพยานจำเลยเพียงปากเดียวว่า ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 แก่ ว. เพื่อให้มาให้ถ้อยคำและแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 25 มิถุนายน 2547 อันเป็นช่วงก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายให้ถือว่า ว. ซึ่งเป็นคนสาบสูญตามคำสั่งศาลถึงแก่ความตาย แต่ว่าที่ร้อยตรี ป. เบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ได้เป็นผู้ส่งหนังสือดังกล่าวและไม่มีหลักฐานการส่งหนังสือดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ว. ทราบเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 แล้ว ว. จึงไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว การที่ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 ไว้ทั้งที่ ว. ยังไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินนั้น คำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 จึงไม่ชอบ เมื่อโจทก์เป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลแต่ไม่สามารถจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 เพราะคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าว อันเป็นคำสั่งที่โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าวได้ และแม้คำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 เป็นคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินไม่ใช่คำสั่งของจำเลย แต่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สินของ ว. มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งมีการออกคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ว่าต้องการให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายคมสันต์ กับพวกอีกหลายคน พร้อมยึดกัญชาอัดแท่งจำนวนมากเป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและสืบสวนสอบสวนทราบว่านายดอกอาจ ร่วมกระทำความผิดด้วยในวันเดียวกันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจขอให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาออกหมายจับนายดอกอาจซึ่งเป็นผู้ต้องหาในข้อหาเดียวกัน ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายดอกอาจและนางสาววาสนา กับพวก รวมทั้งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีชื่อนางสาววาสนาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราว หลังจากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของนางสาววาสนาซึ่งเป็นคนสาบสูญตามคำสั่งศาลชั้นต้น มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยขอให้เพิกถอนการอายัดที่ดินดังกล่าวแล้ว

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ไม่ได้มีการแจ้งเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินให้นางสาววาสนาทราบตามกฎหมายเสียก่อนที่จะมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าวได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินซึ่งสรุปใจความได้ดังนี้ มาตรา 21 คณะกรรมการหรือเลขาธิการอาจมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินแทน โดยให้ประกาศเพื่อผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานต่อคณะกรรมการเพื่อขอรับทรัพย์สินคืนได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ถ้าผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่า ทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้น มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณ ให้คณะกรรมการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องในคดีที่ต้องหานั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ผู้ซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินต้องมีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินก่อน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินหรือเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงจะพิจารณามีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ มิฉะนั้นคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินย่อมไม่ชอบ เพราะไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ได้ความจากคำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีประกิต ซึ่งเป็นพยานจำเลยเพียงปากเดียวว่า ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 แก่นางสาววาสนาเพื่อให้มาให้ถ้อยคำและแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวลงวันที่ 25 มิถุนายน 2547 อันเป็นช่วงก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายให้ถือว่านางสาววาสนาซึ่งเป็นคนสาบสูญตามคำสั่งศาลถึงแก่ความตาย แต่ว่าที่ร้อยตรีประกิตเบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ได้เป็นผู้ส่งหนังสือดังกล่าวและไม่มีหลักฐานการส่งหนังสือดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า นางสาววาสนาทราบเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 แล้ว นางสาววาสนาจึงไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว การที่ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 ไว้ทั้งที่นางสาววาสนายังไม่มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินนั้น คำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 จึงไม่ชอบ เมื่อโจทก์เป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาววาสนาตามคำสั่งศาลแต่ไม่สามารถจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 เพราะคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าว อันเป็นคำสั่งที่โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าวได้ และแม้คำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 เป็นคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินไม่ใช่คำสั่งของจำเลย แต่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาววาสนามาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งมีการออกคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ว่าต้องการให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 24302 ตำบลหินกอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเคี้ยง กระแสญาณ
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน
จำเลย — และปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวิชญ์วสิฐ หัสดีพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 936/2561
#622084
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" เป็นการนำเอาตัวอักษรโรมัน 1 ตัว คือ A และตัวเลขอาระบิกอีก 3 ตัว มาเรียงต่อกันเป็นลักษณะของกลุ่มตัวอักษรและตัวเลข โดยมีแนวคิดจากการนำตัวอักษร A ซึ่งมีที่มาจากอักษรโรมันคำว่า "AIRBUS" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชื่อเต็มของนิติบุคคลโจทก์ (แอร์บัส โอเปอร์เรชั่น จีเอ็มบีเอช) ซึ่งแม้จะเป็นการนำมาวางเรียงต่อกันในลักษณะธรรมดาทั่วไปโดยมิได้สร้างให้มีลักษณะพิเศษ แต่ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (3) บัญญัติให้เฉพาะแต่กลุ่มของสีเท่านั้นที่ต้องแสดงลักษณะพิเศษ ไม่รวมถึงตัวหนังสือหรือตัวเลข หรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" ที่ขอจดทะเบียนดังกล่าว จึงไม่จำต้องเป็นกลุ่มคำตัวหนังสือ หรือตัวเลขที่ประดิษฐ์ขึ้นซึ่งต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษด้วยแต่อย่างใด เมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้น โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้า เครื่องเล่นเกม ของเล่น อุปกรณ์ยิมนาสติกและอุปกรณ์กีฬา ยานพาหนะจำลองย่อส่วน ยานพาหนะของเล่น เครื่องร่อนชูชีพ เกมปริศนา ไพ่ ในจำพวกที่ 28 ของโจทก์ ประชาชนผู้บริโภคย่อมสามารถทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่น ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าว จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/44832 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 464/2558 และพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 829695 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะพึงรับจดทะเบียนได้ ให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/44832 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 464/2558 ให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 829695 ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทในเครือของแอร์บัส เอส.เอ.เอส และเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2554 แอร์บัส เอส.เอ.เอส ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "A380" ต่อจำเลยตามคำขอเลขที่ 829695 สำหรับสินค้า เครื่องเล่นเกม ของเล่น อุปกรณ์ยิมนาสติกและอุปกรณ์กีฬา ยานพาหนะจำลองย่อส่วน ยานพาหนะของเล่น เครื่องร่อนชูชีพ เกมปริศนา ไพ่ ในจำพวกที่ 28 ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2556 แอร์บัส เอส.เอ.เอส โอนคำขอจดทะเบียนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ในการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แอร์บัส เอส.เอ.เอส ขอถือสิทธิวันที่ยื่นคำขอนอกราชอาณาจักรครั้งแรกเป็นวันยื่นคำขอในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 28 คือ วันที่ 17 มิถุนายน 2554 ที่ยื่นคำขอที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เพราะอักษรโรมันและตัวเลขอาระบิก A380 เป็นอักษรธรรมดา มิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) สำหรับหลักฐานนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นหลักฐานแสดงการใช้เครื่องหมายการค้ากับเครื่องบินโดยสารเท่านั้น มิได้มีการใช้กับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียน นับว่ายังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักแล้วในประเทศไทยอันจะมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม จึงมีคำสั่งปฏิเสธการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ โจทก์มีนายกฤชวัชร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานได้ความว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" มีที่มาจากชื่อของเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่ผลิตโดยบริษัทในเครือบริษัทของโจทก์ โดยอักษร A มีที่มาจากอักษรโรมัน คำว่า "AIRBUS" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเต็มนิติบุคคลของโจทก์ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "A380" เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่และเลขอาระบิกธรรมดาที่มิได้แสดงลักษณะพิเศษ ถือว่าเป็นตัวหนังสือและตัวเลขที่มิได้ประดิษฐ์ขึ้น ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น และในมาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ...(3) กลุ่มของสีที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ หรือตัวหนังสือ ตัวเลขหรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" เป็นการนำเอาตัวอักษรโรมัน 1 ตัว คือ A และตัวเลขอาระบิกอีก 3 ตัว มาเรียงต่อกันเป็นลักษณะของกลุ่มตัวอักษรและตัวเลข โดยมีแนวคิดจากการนำอักษร A ซึ่งมีที่มาจากอักษรโรมันคำว่า "AIRBUS" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชื่อเต็มนิติบุคคลของโจทก์ ซึ่งแม้จะเป็นการนำตัวอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ 1 ตัวและตัวเลขอาระบิก 3 ตัวมาวางเรียงต่อกันในลักษณะธรรมดาทั่วไปโดยมิได้สร้างให้มีลักษณะพิเศษ แต่บทบัญญัติในมาตรา 7 วรรคสอง (3) บัญญัติให้เฉพาะแต่กลุ่มของสีเท่านั้นที่ต้องแสดงลักษณะพิเศษ ไม่รวมถึงตัวหนังสือหรือตัวเลขหรือคำที่ประดิษฐ์ขึ้น ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" ที่ขอจดทะเบียนดังกล่าวจึงไม่จำต้องเป็นกลุ่มคำ ตัวหนังสือหรือตัวเลขที่ประดิษฐ์ขึ้นซึ่งต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษด้วยแต่อย่างใด เมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้น โจทก์เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าของโจทก์ ประชาชนผู้บริโภคย่อมสามารถทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "A380" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5403/2551 ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกรณีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าจนเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยอันจะถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้วหรือไม่อีก เพราะมิใช่กรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) และ (2) จึงไม่อาจพิสูจน์หลักฐานเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนี้ และไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง แต่การพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งกำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ไว้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ต่อไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นลำดับไป มิใช่กรณีที่จะบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เลย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 829695 ต่อไป จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 829695 ของโจทก์ต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แอร์บัส โอเปอร์เรชั่น จีเอ็มบีเอช
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2561
#619387
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแบ่งพื้นที่บางส่วนภายในห้างสรรพสินค้าให้ธนาคาร ธ. เช่าประกอบกิจการธนาคารเพื่อเป็นการจูงใจลูกค้าให้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลย ถือได้ว่าผู้เอาประกันภัยของโจทก์ที่เข้าไปใช้บริการธนาคาร ธ. เป็นลูกค้าที่มาใช้บริการของห้างสรรพสินค้าจำเลยด้วย การที่จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าและให้บริการ จำเลยต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจ เป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการ โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถที่กว้างขวางมีปริมาณเพียงพอ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลย ดังนั้น จำเลยย่อมมีหน้าที่จัดการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในห้างสรรพสินค้าของจำเลย เมื่อจำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยแจกบัตรและควบคุมดูแลการเข้าออกของรถยนต์ลูกค้า เป็นการเปิดโอกาสให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย จึงถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยได้ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้กับจำเลยร่วม ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ระบุความรับผิดในเรื่องผลกระทบจากผู้มาเยือนและยานพาหนะในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยซึ่งความเสียหายดังกล่าวรวมถึงความสูญหายด้วย การที่รถยนต์ของลูกค้าสูญหายในบริเวณพื้นที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแม้จะเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกแต่จำเลยในฐานะผู้เอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกต้องรับผิดในความสูญหาย จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 486,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 486,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมและระหว่างจำเลยและจำเลยร่วมให้เป็นพับ และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า นายภูเบศน์ เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ฒฐ 3517 กรุงเทพมหานคร จากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากนายภูเบศน์ โดยมีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 นายภูเบศน์ ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาบางพลี ของจำเลยแล้วเข้าไปใช้บริการที่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซี ผู้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าของจำเลย เมื่อนายภูเบศน์กลับมาที่ลานจอดรถปรากฏว่ารถยนต์ที่จอดไว้สูญหายโดยคนร้ายลักเอาไป ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 480,000 บาท จำเลยเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้กับจำเลยร่วม

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยและเข้าไปใช้บริการที่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นการเข้าไปใช้บริการภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าธนาคารธนชาต (จำกัด) มหาชน เช่าพื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลย เพื่อประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และวันที่ 25 สิงหาคม 2556 นายภูเบศน์ ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์เข้ามาจอดที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลยและเข้าไปทำธุรกรรมทางการเงินโดยชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์กับธนาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าวนอกจากจะเป็นกิจการค้าปลีกของห้างสรรพสินค้าของจำเลยแล้ว จำเลยยังแบ่งพื้นที่บางส่วนภายในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เช่าเพื่อประกอบกิจการธนาคารเพื่อเป็นการจูงใจลูกค้าให้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลย ถือได้ว่านายภูเบศน์ผู้เอาประกันภัยเป็นลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของห้างสรรพสินค้าของจำเลยด้วย เพราะห้างสรรพสินค้าของจำเลยได้ประโยชน์จากการเปิดพื้นที่ให้ธนาคารดังกล่าวเช่าอันเป็นการจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยเพิ่มขึ้น ดังนั้น การที่นายภูเบศน์ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้ามาจอดในบริเวณที่จอดรถของจำเลยและเข้าไปใช้บริการที่ธนาคารดังกล่าว จึงถือได้ว่านายภูเบศน์ผู้เอาประกันภัยนั้นเป็นลูกค้ามาใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลยด้วย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดแก่ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับประกันภัยหรือไม่ โดยที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ในการรับฝากรถของผู้เอาประกันภัยก็ดีและไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหน้าที่ตามสัญญาหรือหน้าที่อันเกิดจากการกระทำครั้งก่อนที่จะต้องดูแลรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยที่นำเข้ามาจอดที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยและใช้บริการเพื่อป้องกันมิให้มีคนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย สำหรับการที่จำเลยต้องจัดสร้างที่จอดรถให้แก่ลูกค้านั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอาคารไม่มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ที่เข้ามาจอดที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลย ดังนั้นแม้จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยมาคอยดูแลรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยและมีคนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไป ก็ไม่ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับประกันภัยด้วย นั้น เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ จำหน่ายสินค้าและให้บริการจำเลยต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจ เป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าและใช้บริการห้างสรรพสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถที่กว้างขวางมีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการเข้าใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลย ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจัดการดูแลรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินของผู้มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในห้างสรรพสินค้าของจำเลยรวมทั้งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าตามสมควร มิใช่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการเช่นผู้เอาประกันภัยที่เข้าไปใช้บริการภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยต้องเสี่ยงภัยจากการโจรกรรมรถยนต์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยแจกบัตรจอดรถและควบคุมดูแลการเข้าออกของรถยนต์ของลูกค้ารวมทั้งรถยนต์ผู้เอาประกันภัย อันเป็นการเปิดโอกาสให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไป จึงถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อคนร้ายลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไป จึงถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ผู้รับประกันภัย และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิในการเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้พร้อมดอกเบี้ย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า สัญญาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมนั้น จำเลยอยู่ในฐานะผู้บริโภค กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวกำหนดให้จำเลยร่วมต้องรับผิดเมื่อมีความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในสถานประกอบการ หรือเกิดจากการใช้สถานประกอบการโดยจำเลยร่วมจะต้องรับผิดในส่วนที่เกินความเสียหายส่วนแรกจำนวน 196,524 บาท ต่ออุบัติเหตุในแต่ละครั้ง นั้น เห็นว่า การตีความกรมธรรม์ประกันภัยต้องตีความตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา โดยข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ระบุความคุ้มครองการประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ในกรณี การเสียชีวิต บาดเจ็บและความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยในทางการที่จ้างหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในสถานที่ประกอบการ จากการประกอบการซึ่งเป็นความรับผิดของผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ระบุความรับผิดในเรื่องผลกระทบจากผู้มาเยือนและยานพาหนะในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์จากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ข้อ 11.11 และไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามข้อ 10.19 เมื่อรถยนต์ของลูกค้าสูญหายในบริเวณพื้นที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยแม้จะเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกแต่จำเลยในฐานะผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ระบุถึงความรับผิดส่วนแรกว่า ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจำเลยจะต้องรับผิดในความเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 196,524 บาท ของความเสียหายในแต่ละครั้งและจำเลยร่วมต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายส่วนที่เกิน 196,524 บาท เท่านั้น โดยจำเลยร่วมไม่ได้นำสืบหักล้างว่ากรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดเฉพาะในส่วนที่เกิน 196,524 บาท ดังนั้นจำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 283,476 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2557 ที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมร่วมกับจำเลยรับผิดชำระเงิน 283,476 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 283,476 บาท นับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี (วันที่ 19 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายก้องภพ สถาวราวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2561
#622117
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคำให้การจึงจะนำสืบหรือยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

ในการยื่นคำให้การ จำเลยต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายตน เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีรายได้จากการทำงานพิเศษ โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล บริษัทที่รับประกันวินาศภัยและประกันชีวิตของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จ่ายทั้งหมด โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่มาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธ อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 450,000 บาท และ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 251,335 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 26,482 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเป็นผู้รับประกันรถกระบะ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ข-2017 ชลบุรี ของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อด้วยการขับรถเลี้ยวกลับไปฝั่งตรงข้ามอย่างกะทันหัน ทำให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขยว ชลบุรี 144 คันที่โจทก์ที่ 1 ขับโดยมีโจทก์ที่ 2 นั่งซ้อนท้ายมาด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บกระดูกขวาส่วนต้นหัก เอ็นด้านในเข่าขาด ต้องผ่าตัดยึดกระดูกด้วยเหล็กภายในใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน และโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกฟกช้ำที่ขาสองข้าง กับแผลอักเสบมีเลือดคั่งที่ขาขวาใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 251,335 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 26,482 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าขาดรายได้เป็นเงิน 120,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และค่าขาดรายได้เป็นเงิน 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ เนื่องจากคดีส่วนของโจทก์ที่ 2 ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 2 คงมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะคดีในส่วนของโจทก์ที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เลือกที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ต้น แต่กลับเลือกให้บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัทเจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล เพราะโจทก์ที่ 1 ต้องการนำค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2 อีกทางหนึ่ง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 จะบัญญัติไว้ว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็ได้บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยสุจริต จำเลยที่ 2 จะต้องให้การโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตอย่างไร เพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทในคำให้การจึงจะนำสืบหรือยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานในกฎหมายดังกล่าวได้ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องโจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตไว้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่บริษัทที่รับประกันภัยวินาศภัยและประกันชีวิตของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จ่ายทั้งหมด โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นการคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการยื่นคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยนั้น จำเลยต้องแสดงให้ชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายตน เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีรายได้จากการทำงานพิเศษ โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่บริษัทที่รับประกันภัยวินาศภัยและประกันชีวิตของโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จ่ายทั้งหมด โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่มาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ 1 อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะนำข้อเท็จจริงที่ได้ความจากชั้นพิจารณามาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้อยู่ในประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 6
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิ์ชัย แสนเมือง กับพวก
จำเลย — นายพร จะระงับ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสุวัฒน์ รุ่งเมฆารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2561
#620191
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยขอหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขอถอนอำนาจปกครองจำเลย และขอให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยยินยอมที่จะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว การที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการว่า เหตุแห่งการหย่าในคดีนี้เป็นความผิดของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่และโจทก์จะต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าต่อศาลให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 เมื่อมิได้ตกลงกันไว้ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์ 2,000,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินสินสมรสโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าว โดยประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และจำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2559 จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยเมื่อปี 2542 ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 122591 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2264 อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลย แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ประกอบกับที่ดินพิพาทยังมีชื่อจำเลยแต่เพียงผู้เดียวมาตั้งแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่โจทก์กลับนำสืบเพียงว่า โจทก์ว่าเป็นผู้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ขาย ซึ่งนอกจากจะไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อใด จากผู้ใด ในราคาเท่าใด และเหตุใดจึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองหรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าขณะซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ประกอบอาชีพใด มีรายได้เดือนละเท่าใดที่จะสามารถนำเงินไปชำระราคาที่ดินพิพาทได้ หรือโจทก์นำเงินจากที่ใดไปชำระราคาที่ดินพิพาท ซึ่งต่างจากจำเลยที่เบิกความถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้โดยละเอียด ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อที่ดินด้วยตนเองเพราะมีรายได้มั่นคงกว่าจำเลยซึ่งมีรายได้เพียงขายก๋วยเตี๋ยวเดือนละ 10,000 บาท และเหตุที่โจทก์ใส่ชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะส่วนใหญ่โจทก์อาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้น เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง ไม่ได้นำสืบ แต่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนั้นจำเลยยังเบิกความถึงข้อเท็จจริงหลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วว่า จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารนำมาปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคัดค้านแต่ประการใด ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า แม้ที่ดินพิพาทจะได้มาระหว่างโจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา แต่โจทก์จำเลยต่างทำมาหาได้แยกกัน จำเลยนำเงินรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวของจำเลยไปซื้อที่ดินพิพาท โดยโจทก์ไม่ได้ลงทุนร่วมแรงทำมาหาได้หรือมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์หามีกรรมสิทธิ์รวมด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้... ดังนั้น การที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้ได้ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการว่า เหตุแห่งการหย่าในคดีนี้เป็นความผิดของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว การหย่านั้นทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่และโจทก์จะต้องฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพมาในคดีฟ้องหย่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นสามีฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและขอให้จำเลยซึ่งเป็นภริยาจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันระหว่างพิจารณาโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มีประเด็นฟ้องหย่าต่อศาลให้วินิจฉัย และไม่มีกรณีที่จะถือได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1526 เมื่อมิได้ตกลงกันไว้ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ ย่อมไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นางสาว ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายกฤษฎา พณิชยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
บุญมี ฐิตะศิริ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 874/2561
#621187
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า จึงมีคำสั่งให้จำเลยหาหลักประกันหรือนำเงินจำนวน 1,620,000 บาท มาวางต่อศาลภายในกำหนด 1 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยหาหลักประกันหรือนำเงินจำนวน 1,620,000 บาท มาวางต่อศาลย่อมเป็นที่สุด ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์ดังนี้ คือ บ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 34114 เลขที่ดิน 178 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ หมายเลขทะเบียน ตห 9969 กรุงเทพมหานคร เงินจากการรับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 35536 เลขที่ดิน 574 อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 475,000 บาท หากผู้ขายฝากไม่ดำเนินการไถ่ถอนหรือหลุดจากการขายฝาก จำเลยตกลงยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด และเงิน 1,000,000 บาท จำเลยตกลงนำไปมอบให้โจทก์ภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ณ ที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล หากจำเลยไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทนจำเลย และหากจำเลยผิดสัญญาให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่บังคับคดีนับแต่วันผิดนัดต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 69616 เลขที่ดิน 175 อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์และจำเลยออกขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 69616 เลขที่ดิน 175 อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ให้โอกาสจำเลยเข้าร่วมประมูลทรัพย์ด้วย ขัดต่อความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และขอให้จำเลยวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ที่อาจได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร พยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า จึงให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันจำนวน 1,620,000 บาท ต่อศาลภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันนี้ เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า หากไม่วางเงินภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาพอสรุปความได้ว่า โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้จำเลยวางหลักประกัน 1,620,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำเลยวางหลักประกันภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันนี้ คือวันที่ 9 สิงหาคม 2559 ดังนั้น จึงจะครบกำหนด 1 เดือน ในวันที่ 9 กันยายน 2559 ซึ่งจำเลยก็ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นและร้องคัดค้านก่อนถึงกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (2) และ (3) ทำให้คำสั่งดังกล่าวและวิธีพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องงดการพิจารณาไว้ทั้งหมด นอกจากนั้น จำเลยยังได้ทำคำร้องขอคัดค้านคำร้องของโจทก์และคัดค้านคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นไว้ด้วยแล้ว อีกทั้งจำเลยยังได้ทำคำร้องขอคัดค้านไว้ท้ายอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ว่าด้วยหมายบังคับคดีหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และแก้ไขหมายบังคับคดีให้แก่จำเลยด้วยนั้น เห็นว่า กรณีมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าพฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2559 นั้น เป็นคำร้องที่ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลชั้นต้นจึงเห็นสมควรให้จำเลยวางเงินหรือหาหลักประกันจำนวน 1,620,000 บาท ต่อศาลภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่ง เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) และหากจำเลยไม่วางเงินภายในกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าทิ้งคำร้อง แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามแต่กลับมายื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยเห็นว่าคำร้องของจำเลยดังกล่าวเป็นคำร้องที่ยื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง (เดิม) และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามมาตรา 296 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งตามมาตรา 296 วรรคห้าตอนท้าย (เดิม) ได้บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลย่อมเป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย โดยไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่มิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคห้า (เดิม)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายนิธิณันท์ สิริวัฒน์ภากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
บุญมี ฐิตะศิริ
สันติชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 861/2561
#624228
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 แต่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ยื่นได้ภายในวันที่ 30 มกราคม 2559 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เมื่อถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวไปอีก 60 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินเป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 หากไม่วางภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2559 จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ เห็นได้ว่า จำเลยมิได้ยื่นคำร้องดังกล่าวมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ แต่มายื่นภายหลังเมื่อใกล้ครบกำหนดขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้ายตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ในภายหลัง จึงเป็นการยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลจะยกคำร้องได้

ทั้งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวแล้ว จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ แต่ก็หาได้ใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้ กลับยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยมิได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เห็นได้ชัดถึงเจตนาของจำเลยที่ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลใหม่อันมีลักษณะเป็นการประวิงคดีเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยมิได้กำหนดระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเพราะมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าพิธีการศุลกากร ค่าระวางสินค้าทางอากาศ ค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่โจทก์ออกทดรองไปเนื่องจากโจทก์รับว่าจ้างจัดการขนส่งสินค้าของจำเลยไปยังต่างประเทศรวม 124 ครั้ง ที่ยังค้างชำระจำนวน 8,165,248.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 ให้จำเลยชำระเงิน 8,165,110.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

วันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ขยายการวางเงินออกไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 หากไม่ยื่นภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายการวางเงินออกไปอีก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลและที่ต้องใช้แทนโจทก์ ครั้งที่ 2 เป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 หากไม่วางภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์

วันที่ 28 เมษายน 2559 จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล แต่สำหรับเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเนื่องจากจำเลยมีเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ และยังถูกธนาคารและบุคคลภายนอกฟ้องที่ศาลจังหวัดมีนบุรีอีกหลายคดี จำเลยจึงไม่มีทรัพย์พอเสียค่าธรรมเนียมศาล และคดีของจำเลยมีเหตุผลที่จะอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ว่า พิเคราะห์เอกสารท้ายคำขอแล้วใบเสร็จรับเงินดังกล่าวระบุว่า คดีหมายเลขดำที่ พ.1461/2558 (ที่ถูก พ.1421/2558) ของศาลจังหวัดมีนบุรี จำเลยได้ชำระค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนถึง 200,000 บาท เป็นกรณีที่มิใช่บุคคลภายนอกฟ้องแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องไปชำระก่อน ทั้งจำนวนเงินดังกล่าวเพียงพอที่จะชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในคดีนี้ คำขอของจำเลยไม่มีเหตุจำเป็นเพียงพอ ไม่อนุญาตให้จำเลยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายในเวลาที่ศาลขยายให้ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์โดยไม่ได้กำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลขยายเวลาวางเงิน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งภายหลังระยะเวลาขยายการวางเงินได้ล่วงพ้นไปแล้วว่าไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ แต่มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล จึงไม่ชอบ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งคำร้องของจำเลยว่า ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายเวลาวางเงินจนถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 เป็นครั้งสุดท้าย จำเลยลงลายมือชื่อทราบนัดคำสั่งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 (ที่ถูก 1 มีนาคม 2559) ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว แต่จำเลยไม่ได้วางเงินภายในกำหนดเวลาที่ศาลขยายให้ จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ แม้จำเลยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2559 ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลครั้งสุดท้ายดังกล่าวได้ ไม่ปรากฏเหตุที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระ และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 แต่จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ยื่นได้ภายในวันที่ 30 มกราคม 2559 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินออกไปถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เมื่อถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวออกไปอีก 60 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินครั้งที่ 2 เป็นครั้งสุดท้าย ถึงวันที่ 29 เมษายน 2559 หากไม่วางภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2559 จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยไม่มีทรัพย์พอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จะเห็นได้ว่าคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ แต่มายื่นภายหลังเมื่อใกล้จะครบกำหนดขยายระยะเวลาวางเงินครั้งสุดท้ายตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ในภายหลัง จึงเป็นการยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26, 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งยกคำร้องเสียได้ ทั้งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวแล้ว จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสี่ แต่จำเลยหาได้ใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่กลับยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยมิได้กำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระ และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งถึงเจตนาของจำเลยที่ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลก็เพื่อให้ศาลกำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลใหม่ อันเป็นการขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ออกไปอีกโดยมีลักษณะเป็นการประวิงคดีเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้กำหนดเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฮอร์ริเทจ ทรานส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทไรซิง (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2561
#622116
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยได้ก่นสร้างแผ้วถางปรับสภาพที่ดินจนกลายเป็นที่นา ทางราชการจึงออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย ส่วนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของ ช. กับ ป. ได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนแล้ว แต่การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยได้ช่วย ช. บิดาจำเลยแผ้วถางที่ดินพิพาทจนบิดายกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยโดยโจทก์และพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่เคยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดก ทั้ง ด. กับ ล. พยานจำเลยเบิกความถึงเรื่องที่ ป. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย ดังนั้น ที่ ป. พูดกับบุตรทุกคนว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยก็เพื่อให้บุตรทุกคนรับรู้ว่า ช. ได้ยกที่ดินพาทให้จำเลยครอบครองทำกินแต่ผู้เดียว ทางนำสืบของจำเลยจึงไม่นอกเหนือคำให้การต่อสู้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 63173 เฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของนายเชียงเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 63173 ให้แก่โจทก์หนึ่งในห้าส่วนสำหรับวิธีแบ่งทรัพย์ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นบุตรของนายเชียงกับนางเป้า โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 5 คน คือ นางแดง จำเลย โจทก์ นายเบญจมินทร์ และนางลมเชย ตามลำดับ นายเชียงถึงแก่กรรมเมื่อปี 2519 ส่วนนางเป้าถึงแก่กรรมปี 2550 นายเบญจมินทร์ก็ถึงแก่กรรมไปก่อนฟ้องแล้วเช่นกัน ก่อนที่นายเชียงถึงแก่กรรมนั้น นายเชียงได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า 1 แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาปี 2556 จำเลยได้ยื่นใบไต่สวนขอออกหลักฐานทางทะเบียนเป็นของตน เจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนแล้วได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 63173 เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ให้จำเลยซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเชียงอันตกแก่โจทก์และทายาทโดยธรรมหรือไม่ ข้อนี้โจทก์เบิกความในทำนองว่านายเชียงบิดาเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิทางทะเบียน หลังจากนายเชียงถึงแก่กรรมแล้ว ต่อมาจำเลยนำที่ดินพิพาทไปขอออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินและยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทายาท ส่วนจำเลยเบิกความต่อสู้ในทำนองว่าจำเลยเข้าไปช่วยบิดาแผ้วถางทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่จำเลยยังเป็นเด็ก บิดาจึงยกที่ดินพิพาทนั้นให้จำเลย เมื่อบิดาถึงแก่กรรม จำเลยก็ยังบุกเบิกครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว ภายหลังนางเป้ามารดาได้แบ่งที่ดินต่าง ๆ ที่นายเชียงกับนางเป้าเคยครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยโจทก์กับพี่น้องคนอื่นได้ที่ดินแปลงอื่น ส่วนจำเลยได้ที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2556 เจ้าหน้าที่ที่ดินมาสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ จำเลยจึงยื่นคำขอไต่สวนและขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยจำเลยมีนางแดงกับนางลมเชยซึ่งเป็นพี่สาวน้องสาวของตนมาเบิกความสนับสนุน เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของคนในครอบครัวเดียวกัน เมื่อนายเชียงกับนางเป้าบิดามารดาของคู่ความถึงแก่กรรมไปแล้วคงเหลือโจทก์ จำเลย กับนางแดงและนางลมเชยพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยโจทก์คงเบิกความกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นมรดกของนายเชียงบิดาอยู่ ส่วนจำเลยกับนางแดงและนางลมเชยต่อสู้ว่าไม่ใช่มรดกของนายเชียงแล้ว เมื่อพิจารณาถึงที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ผู้เข้าไปยึดถือมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยเข้าไปช่วยเหลือบิดาถากถางแผ้วถางทำประโยชน์มาตั้งแต่ต้น จึงมีเหตุที่บิดาจะยกที่ดินพิพาทนั้นให้แก่จำเลยเข้าครอบครองต่อไปได้โดยง่าย หลังจากนายเชียงถึงแก่กรรมแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีพี่น้องคนอื่น ๆ เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทนี้ คงมีแต่จำเลยที่เข้าไปทำประโยชน์เรื่อยมา ภายหลังจำเลยจึงให้บุตรหลานและบุคคลอื่นเช่าที่ดิน อันเป็นการแสดงออกโดยเปิดเผยว่าตนเองเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ ตามสำเนาใบไต่สวน จำเลยก็ระบุว่าได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทมาจากนายเชียงบิดา ในการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ทั้งโจทก์กับพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยคัดค้านว่าที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของบิดาอยู่ จนเจ้าพนักงานที่ดินออกหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้ว การที่จำเลย นางแดง และนางลมเชย เบิกความถึงเรื่องนางเป้ามารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลยนั้น เนื่องจากนางเป้าเป็นภริยานายเชียงและเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินอีกหลายแปลง นางเป้ายังนำที่ดินมือเปล่าไปออกหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินของตนแล้ว 2 แปลง จึงมีเหตุผลที่นางเป้าจะบอกกล่าวถึงเรื่องการยกที่ดินแปลงใดให้บุตรคนใดเสียให้ชัดเจน ทั้งนางแดงกับนางลมเชยเบิกความยืนยันว่านางเป้าได้บอกยกที่ดินนาเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ไว้ให้โจทก์ และโจทก์ได้ขายให้บุคคลอื่นไปก่อนแล้ว ส่วนนางแดง นางลมเชยกับนายเบญจมินทร์ได้ที่ดินนาเนื้อที่ 23 ไร่เศษ ต่อมานางลมเชยรับซื้อที่ดินทั้งแปลงมาเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว ดังนั้น ที่นางเป้าพูดกับบุตรทุกคนว่าถึงที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ก็เพื่อให้บุตรทุกคนรับรู้ว่านายเชียงได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยครอบครองทำกินแต่ผู้เดียวมาช้านานแล้วนั่นเอง ทางนำสืบของจำเลยจึงไม่นอกเหนือคำให้การต่อสู้ของตนแต่อย่างใด นางแดงกับนางลมเชยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับคู่ความ จึงไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความเข้าช่วยเหลือหรือกลั่นแกล้งคนหนึ่งคนใดเป็นการเฉพาะ คำเบิกความของนางแดงกับนางลมเชยย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของนายเชียง แต่เป็นของจำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดพิพาทดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะขอบังคับแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล บำรุงดี
จำเลย — นายบุญชู บำรุงดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายเสวียง แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2561
#621042
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสามเข้าร่วมประชุมและทราบถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ของคณะอนุญาโตตุลาการมาโดยตลอด การประชุมในวันที่ 27 มีนาคม 2558 ผู้ร้องทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงและแถลงไม่คัดค้านที่คณะอนุญาโตตุลาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยาน นอกจากนี้ คู่พิพาทมิได้ตกลงกันกำหนดอำนาจคณะอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 และ 30 ให้อำนาจไว้ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่คู่พิพาทแถลงรับ ไม่ปรากฏว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ส่วนการที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทเสร็จเด็ดขาดโดยให้ยุติกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 38 วรรคสอง (3) ก็เป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่เห็นว่าสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนมีคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทได้ ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ของคณะอนุญาโตตุลาการจนกระทั่งมีคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทจึงเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย คำร้องของผู้ร้องทั้งสามไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ค) และ (2) (ก) (ข) ที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 57/2543 หมายเลขแดงที่ 74/2558 สถาบันอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า ผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันและผู้ร้องที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงรักษาทางพิเศษ ผู้ร้องทั้งสามได้รวมเข้ากันเป็นกิจการร่วมค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการรับจ้างเหมาและก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ใช้ชื่อว่า "กิจการร่วมค้า บีบีซีดี" เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านโดยนายศิวะ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง บริเวณเกาะกลางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางนา - ตราด) โดยตกลงราคาจ้างเหมาซึ่งรวมถึงเงินกำไร ค่าภาษี ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นเงินจำนวน 25,192,950,000 บาท ซึ่งเรียกว่า ราคาคงที่ กำหนดแล้วเสร็จภายใน 42 เดือน นับจากวันที่ผู้คัดค้านมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ร้องทั้งสามเริ่มดำเนินการ ระหว่างสัญญามีการก่อสร้างของบริษัทอุบลสหธรรมขนส่ง (1983) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาของกรมทางหลวง ทำการก่อสร้างอยู่ในเขตทางเดียวกัน ส่งผลกระทบถึงการปฏิบัติงานของผู้ร้องทั้งสามและบริษัทอุบลสหธรรมขนส่ง (1983) จำกัด ต่อมาระหว่างวันที่ 6 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2541 ผู้ร้องทั้งสามชำระเงินชดเชยให้แก่บริษัทอุบลสหธรรมขนส่ง (1983) จำกัด จำนวน 44,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 ผู้คัดค้านมีหนังสือยืนยันที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องทั้งสามได้เบิกจ่ายให้แก่ผู้รับเหมาของกรมทางหลวงตามเงื่อนไขของสัญญา แต่ผู้คัดค้านไม่ดำเนินการ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 ผู้ร้องทั้งสามเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม เรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 44,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คืนแก่ผู้ร้องทั้งสาม วันที่ 19 มีนาคม 2544 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้าน ปฏิเสธข้อเรียกร้องขอผู้ร้องทั้งสาม คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาท โดยความเห็นชอบของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านว่า

1. คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจรับข้อพิพาทนี้ไว้พิจารณาหรือไม่

2. ผู้คัดค้านมีความรับผิดต้องชำระเงินจำนวน 44,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องทั้งสามตามที่ผู้ร้องทั้งสามเรียกร้องเพียงใด

คณะอนุญาโตตุลาการโดยความเห็นชอบของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านได้กำหนดกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการพร้อมนัดสืบพยานของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน หลังจากสืบพยานผู้ร้องทั้งสามบางส่วนแล้ว วันที่ 27 มีนาคม 2546 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้าน คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้น คณะอนุญาโตตุลาการให้รอการดำเนินกระบวนพิจารณาในข้อพิพาทดังกล่าว จนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ศาลฎีกามีคำพิพากษาฎีกาที่ 7277/2549 ระหว่างผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้าน ซึ่งพิพาทกันตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ในเรื่องอื่นว่า การทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ดังกล่าว ของผู้ร้องทั้งสาม ผู้ร้องทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนดังกล่าว เกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2553 ศาลฎีกามีคำพิพากษาฎีกาที่ 2231 - 2233/2553 ให้ความเป็นอนุญาโตตุลาการของนายวัลลภ ประธานคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 57/2543 สิ้นสุดลง นายกนกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการคนใหม่ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำคัดค้านและขอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายว่า ในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ของผู้ร้องทั้งสามเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาดังกล่าวเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่อาจอาศัยสิทธิใด ๆ ตามสัญญาดังกล่าว และผู้คัดค้านก็ไม่มีภาระผูกพันใด ๆ ที่จะต้องรับผิดตามข้อเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสามอันเนื่องมาจากสัญญาดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการนัดประชุมเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 ในวันดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1. คำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 สอบถามผู้ร้องแล้ว แถลงให้เป็นดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงมีคำสั่งให้รวมไว้พิจารณาในการทำคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ 2. คำร้องขอเพิ่มเติมคำคัดค้าน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 สอบถามผู้ร้องแล้ว แถลงไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งอนุญาต คณะอนุญาโตตุลาการได้สอบถามคู่พิพาททั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาทั้งหมดว่าคู่พิพาททั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการรับรองกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการที่ผ่านมาทั้งหมดหรือไม่ คู่พิพาททั้งสองฝ่ายแถลงว่าการพิจารณาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น เพื่อให้เป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอระยะเวลาในการตัดสินใจ โดยขอให้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในนัดหน้า นัดพร้อมครั้งต่อไปวันที่ 27 มีนาคม 2558 เวลา 9.00 นาฬิกา ในวันนัดประชุมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 คู่พิพาททั้งสองฝ่ายตกลงกันโดยความเห็นชอบของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ 1. รับรองการดำเนินกระบวนพิจารณากำหนดประเด็นข้อพิพาท และการสืบพยานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการสืบพยานของคณะอนุญาโตตุลาการนี้โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานใหม่ 2. หากมีการยื่นสำเนาเอกสารโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้านความถูกต้องของเอกสาร สำเนาเอกสารนั้น ให้รับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ 3. คู่พิพาททั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ บังคับแก่การดำเนินการอนุญาโตตุลาการ เพื่อระงับข้อพิพาทนี้และให้อยู่ภายใต้การจัดการของสถาบันดังกล่าว ฝ่ายผู้ร้องทั้งสามแถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า ศาลฎีกาได้พิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 7277/2549 ระหว่างผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องที่ 3 ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 เป็นนิติบุคคลเดียวกันกับผู้ร้องที่ 3 ในข้อพิพาทนี้ และฝ่ายผู้ร้องได้ฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 721/2551 เรื่องลาภมิควรได้ คณะอนุญาโตตุลาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีข้อเท็จจริงต่าง ๆ พอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานของฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน ทั้งนี้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายแถลงไม่คัดค้าน นัดพร้อมคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อปรึกษาทำคำชี้ขาดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่า ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือ ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง เกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลผูกพัน ดังนั้น ข้อเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสามที่ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินทดรองให้แก่ผู้ร้องทั้งสามที่ชำระเงินแทนผู้คัดค้านไปจำนวน 44,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านที่จะต้องชำระเงินแทนตามข้อเรียกร้อง เมื่อได้ความข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่อาจชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามข้อเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องทั้งสามได้ ประเด็นข้อพิพาทอื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสาม ผู้ร้องทั้งสามได้รับสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2558 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องทั้งสามว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ค) เนื่องจากไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้ดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ให้ถูกต้องตามลำดับเป็นการไม่ชอบ คณะอนุญาโตตุลาการมิได้ปฏิบัติตาม มาตรา 38 วรรคสอง (3) เรื่องการมีคำสั่งให้ยุติกระบวนพิจารณา หากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หรือไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ก) (ข) คดีนี้เมื่อผู้ร้องทั้งสามเสนอข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ระหว่างผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อมผูกพันคู่พิพาท ผู้ร้องทั้งสามจะให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม เท่านั้น โดยผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องอ้างว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ค) เนื่องจากไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ก) (ข) ซึ่งมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ค) และ (2) (ก) (ข) บัญญัติว่า "ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า...

(ค) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบ ถึงการแต่งตั้งคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการได้เพราะเหตุประการอื่น...

(2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า

(ก) คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการ

ได้ตามกฎหมาย หรือ

(ข) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน"

นอกจากนี้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น วิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" วรรคสาม บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ คณะอนุญาโตตุลาการอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม" และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้กำหนดว่าจะสืบพยานหรือฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ หรือจะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยรับฟังเพียงเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นใดก็ได้" จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นได้ความว่า ในวันนัดประชุมวันที่ 2 และ 27 มีนาคม 2558 คู่พิพาทต่างเข้าร่วมประชุมตามที่ได้รับแจ้งทุกครั้ง ในการนัดประชุมวันที่ 2 มีนาคม 2558 คณะอนุญาโตตุลาการได้สอบถามฝ่ายผู้ร้องทั้งสามเกี่ยวกับคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายและคำร้องขอเพิ่มเติมคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ฝ่ายผู้ร้องทั้งสามแถลงให้เป็นดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการและไม่คัดค้านคำร้องขอเพิ่มเติมคำคัดค้าน รวมทั้งสอบถามคู่พิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาทั้งหมดโดยคณะอนุญาโตตุลาการชุดก่อนว่า คู่พิพาทเห็นชอบในการรับรองกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการที่ผ่านมาทั้งหมดหรือไม่ คู่พิพาทแถลงว่าการพิจารณาเกี่ยวกับการรับรองกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น เพื่อให้เป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอระยะเวลาในการตัดสินใจ โดยขอให้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในนัดหน้าและตกลงให้นัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 27 มีนาคม 2558 เวลา 9.30 นาฬิกา ถึงวันนัดคู่พิพาทมาประชุมตามนัด คู่พิพาทตกลงกันโดยความเห็นชอบของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ 1. รับรองการดำเนินกระบวนพิจารณา กำหนดประเด็นข้อพิพาท และการสืบพยานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการสืบพยานของคณะอนุญาโตตุลาการนี้โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานใหม่ 2. หากมีการยื่นสำเนาเอกสารโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้านความถูกต้องของเอกสารสำเนาเอกสารนั้น ให้รับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ 3. คู่พิพาทตกลงร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ บังคับแก่การดำเนินการอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทนี้ และให้อยู่ภายใต้การจัดการของสถาบันดังกล่าว ฝ่ายผู้ร้องทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ศาลฎีกาได้พิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 7277/2549 ระหว่างผู้ร้องทั้งสาม กับผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องที่ 3 ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 เป็นนิติบุคคลเดียวกันกับผู้ร้องที่ 3 ในข้อพิพาทนี้ และฝ่ายผู้ร้องทั้งสามได้ฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 721/2551 เรื่องลาภมิควรได้ คณะอนุญาโตตุลาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีข้อเท็จจริงต่าง ๆ พอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานของฝ่ายผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน ทั้งนี้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายต่างแถลงไม่คัดค้าน นัดพร้อมคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อปรึกษาทำคำชี้ขาดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสามเข้าร่วมประชุมและทราบถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ของคณะอนุญาโตตุลาการมาโดยตลอด การประชุมในวันที่ 27 มีนาคม 2558 ผู้ร้องทั้งสามแถลงรับข้อเท็จจริงและแถลงไม่คัดค้านที่คณะอนุญาโตตุลาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีข้อเท็จจริงต่าง ๆ พอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานของฝ่ายผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน นอกจากนี้การใช้อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ นั้น คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันกำหนดอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 และ 30 ให้อำนาจไว้ การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่คู่พิพาทต่างแถลงรับกันอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ระหว่างผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้าน รวมทั้งไม่ปรากฏว่าคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ส่วนการที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทเสร็จเด็ดขาดโดยให้ยุติกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 38 วรรคสอง (3) นั้น เป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่เห็นว่าสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนมีคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องทั้งสามโดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ของคณะอนุญาโตตุลาการจนกระทั่งมีคำชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย กรณีคำร้องของผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ค) และ (2) (ก) (ข) ที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (1) (ค)
ชื่อคู่ความ
บิลฟิงเกอร์ พลัส เบอร์เกอร์
ผู้ร้อง — บาวอัคเตียนเกเซลซาฟท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมพงษ์ เหมวิมล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2561
#622092
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเพราะเป็นผู้รักษาทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนางประภาพรรณ เป็นบุตรของนายเต้งตุ่นหรือเต็งตุ่น ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวกับนางยี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2523 นางยีถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 28 มกราคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 53/2535 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี ว่า จำเลยป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบ ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งให้โจทก์เป็นผู้อนุบาล จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเข้ารับการรักษาจนหายเกือบเป็นปกติแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ผ่าตัดอาการดีขึ้นแล้ว จึงขอถอนคำร้องขอ ศาลมีคำสั่งอนุญาต ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 64/2558 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุพรรณบุรี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12309, 12310, 14943 และ 12609 ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยนำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าว โดยมิได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคัดค้านใด ๆ ต่อศาลในคดีที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาสุพรรณบุรี บัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุพรรณบุรี และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ซึ่งแตกต่างจากจำเลยที่นำสืบถึงรายได้ที่นำมาซื้อพันธบัตร และเก็บเป็นเงินฝากได้ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่โจทก์อ้างว่าทรัพย์สินส่วนนี้เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินเพราะเป็นผู้รักษาทรัพย์มรดกไว้แทนโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่โจทก์และนางประภาพรรณเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า เจ้าของที่ดินและชาวบ้านใกล้เคียงกู้ยืมเงินจากผู้ตายไปแล้วไม่ชำระหนี้ ผู้ตายจึงรับชำระหนี้เป็นที่ดินแทนหนี้เงินกู้ ขณะนั้นบิดาของโจทก์ไม่สามารถมีชื่อในโฉนดที่ดินได้เพราะเป็นคนต่างด้าวแต่จำเลยบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงให้ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินแทน โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้คำเบิกความของโจทก์กับของนางประภาพรรณมีน้ำหนักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตามคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลของจำเลยกลับระบุว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12309, 12310 และ 12609 เป็นทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งขัดแย้งกับทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว ทั้งที่โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความและเป็นผู้เรียงคำร้องขอดังกล่าวเอง คำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่นางประภาพรรณเบิกความว่า พยานกับจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 ไว้แทนผู้ตายนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 จำเลยและนางประภาพรรณมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 14943 และ 17031 แต่นางประภาพรรณกลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังจากแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 17031 แล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือที่มีชื่อนางประภาพรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นทรัพย์ส่วนตัวของนางประภาพรรณ โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดการจดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17031 จึงมิใช่การถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตาย ทั้งที่ที่ดินทั้งสองแปลงจดทะเบียนรับโอนมาในวันเดียวกัน ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ ทำให้คำเบิกความของนางประภาพรรณไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสี่แปลงในคดีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นคงมีคำสั่งแต่เพียงในเรื่องตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น มิได้มีคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์มรดกแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพงศ์ ชัชวาลวรรณ
จำเลย — นางสาววันเพ็ญ ห่านสมพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวินัย เรืองศรี
ชื่อองค์คณะ
ปานนท์ กัจฉปานันท์
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2561
#620190
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเวอร์จิน ผู้ร้องจึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและถือว่าเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 การที่นิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว จะมีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ต้องเป็นนิติบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติว่า "...นิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ ถ้าเป็น...นิติบุคคลดังต่อไปนี้...(4) นิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน..." เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 ผู้ร้องผู้จะซื้อจะขายถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของผู้คัดค้านผู้จะขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดลงวันที่ 12 สิงหาคม 2548 ได้ ผู้ร้องจะต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน จึงถือไม่ได้ว่าบริษัทผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 มีคุณสมบัติที่จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดตามสัญญาดังกล่าวได้ปรากฏตามหนังสือรับรองบริษัทผู้ร้องว่า บริษัทผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจการลงทุนทั่วไปและถือครองทรัพย์สินในการประกอบกิจการของบริษัทผู้ร้อง จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าก่อนที่บริษัทผู้ร้องจะเข้าถือครองทรัพย์สินโดยซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ ผู้ร้องได้ศึกษากฎหมายของประเทศที่ผู้ร้องจะไปซื้อทรัพย์สินแล้วว่าบริษัทผู้ร้องมีคุณสมบัติที่จะเข้าถือครองทรัพย์สินในประเทศนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทผู้ร้อง ในคดีนี้ปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดว่า ห้องชุดที่ผู้ร้องจะซื้อจากผู้คัดค้านมีราคาสูงถึง 72,960,361 บาท จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า บริษัทผู้ร้องได้ศึกษากฎหมายไทย โดยเฉพาะประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 และ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 แล้ว และทราบดีว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ประเทศไทยได้ บริษัทผู้ร้องต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนก่อน ส่วนบริษัทผู้คัดค้านผู้จะขายห้องชุดให้แก่ผู้ร้องซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ถือว่าเป็นคนต่างด้าว ก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามบทกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ และเชื่อว่าผู้คัดค้านตรวจสอบแล้วทราบดีว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทราบดีว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่ยังเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกัน สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2548 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ที่ผู้ร้องอุทธรณ์และนำสืบว่า ผู้คัดค้านปฏิบัติผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่ส่งมอบห้องชุดให้ผู้ร้องภายในกำหนด ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจึงทำบันทึกยกเลิกการซื้อขายห้องชุดและตกลงกันตามข้อตกลง เปลี่ยนข้อตกลงเดิมเป็นการตกลงคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปแล้วบางส่วนนั้น แม้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจะมิได้ตกลงยกเลิกการซื้อขายห้องชุดดังกล่าวและมิได้ตกลงให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปแล้วบางส่วนก็ตาม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตกเป็นโมฆะ และหากผู้คัดค้านต้องคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วน ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ก็บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ เมื่อผู้คัดค้านผิดนัดไม่คืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนตามข้อตกลงผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ชี้ขาดตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 4.2 ในบันทึกข้อตกลง ซึ่ง ส. คณะอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านแต่งตั้งตามข้อ 4.2 ในบันทึกข้อตกลงก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ตามคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 17,136,747.59 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2556 จำนวน 7,134,408.14 บาท และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท และค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการกึ่งหนึ่งที่ผู้ร้องทดรองจ่ายแทนผู้คัดค้านไปก่อนจำนวน 65,258 บาท แก่ผู้ร้อง การที่ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 ถือว่าเป็นคนต่างด้าวรู้อยู่แล้วว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ได้เข้าทำสัญญาจะซื้อห้องชุดจากผู้คัดค้านซึ่งตกเป็นโมฆะ และผู้ร้องได้ชำระค่าห้องชุดให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วนถือเป็นการที่ผู้ร้องได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วนในฐานลาภมิควรได้แก่ผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 ได้ ซึ่งบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 411 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านคืนเงินแก่ผู้ร้องตามข้อตกลง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 411 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลชอบที่จะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแก่ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การบังคับตามคำชี้ขาด ของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ในคดีหมายเลขแดงที่ 165/2558 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2558 เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเวอร์จิน ผู้ร้องจึงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและถือว่าเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 การที่นิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวจะมีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ต้องเป็นนิติบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติว่า "...นิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวอาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ ถ้าเป็น...นิติบุคคลดังต่อไปนี้...

(3) นิติบุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 97 และมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย

(4) นิติบุคคลซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 และได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

(5) ...นิติบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรหรือถอนเงินจากบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศหรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ"

เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 ผู้ร้องผู้จะซื้อจะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดโครงการอาคารชุด เลอ รัฟฟิเน่ สุขุมวิท 31 ของผู้คัดค้านผู้จะขายตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2548 ได้ ผู้ร้องจะต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ด้วย เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า บริษัทผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 มีคุณสมบัติที่จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2548 ได้ บริษัทผู้ร้องมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจการลงทุนทั่วไปและถือครองทรัพย์สินในการประกอบกิจการของผู้ร้อง เชื่อว่าก่อนที่บริษัทผู้ร้องจะเข้าถือครองทรัพย์สินโดยซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ ผู้ร้องได้ศึกษากฎหมายของประเทศที่ผู้ร้องจะไปซื้อทรัพย์สินแล้วว่าบริษัทผู้ร้องมีคุณสมบัติที่จะเข้าถือครองทรัพย์สินในประเทศนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทผู้ร้อง ในคดีนี้ปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดว่า ห้องชุดที่ผู้ร้องจะซื้อจากผู้คัดค้านมีราคาสูงถึง 72,960,361 บาท จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า บริษัทผู้ร้องได้ศึกษากฎหมายไทย โดยเฉพาะประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 แล้ว และทราบดีว่าบริษัทผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดที่ประเทศไทยได้ บริษัทผู้ร้องต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนก่อน ส่วนบริษัทผู้คัดค้านผู้จะขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดเลอ รัฟฟิเน่ สุขุมวิท 31 ให้แก่บริษัทผู้ร้องซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ถือว่าเป็นคนต่างด้าว ก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามบทกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ และเชื่อว่าผู้คัดค้านตรวจสอบแล้วทราบดีว่าบริษัทผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทราบดีว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่ยังเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกัน สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2548 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจะมิได้ตกลงยกเลิกการซื้อขายห้องชุดดังกล่าวและมิได้ตกลงให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปแล้วบางส่วนก็ตาม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดตกเป็นโมฆะ และหากผู้คัดค้านต้องคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ก็บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ เมื่อผู้คัดค้านผิดนัดไม่คืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนตามข้อตกลง ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ชี้ขาดตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 4.2 ซึ่งนายสมคณะอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านแต่งตั้งตาม ข้อ 4.2 ก็ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ให้ผู้คัดค้านคืนเงินจำนวน 17,136,747.59 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2556 จำนวน 7,134,408.14 บาท และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,000,000 บาท และค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการกึ่งหนึ่งที่ผู้ร้องทดรองจ่ายแทนผู้คัดค้านไปก่อนจำนวน 65,258 บาท แก่ผู้ร้อง

ปัญหาว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 3 ถือว่าเป็นคนต่างด้าวรู้อยู่แล้วว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ได้เข้าทำสัญญาจะซื้อห้องชุดจากผู้คัดค้านซึ่งตกเป็นโมฆะดังได้วินิจฉัยข้างต้น และผู้ร้องได้ชำระค่าห้องชุดให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วนถือเป็นการที่ผู้ร้องได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจเรียกร้องให้ผู้คัดค้านคืนเงินค่าห้องชุดที่ผู้ร้องชำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วนในฐานลาภมิควรได้แก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ได้ ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านคืนเงินแก่ผู้ร้องตามข้อตกลง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลชอบที่จะมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเอกสารตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการชี้ขาดที่เกิดจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะ การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจึงเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กรณีไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 411
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 44
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 19
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ทาร์ไวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท เลอรัฟฟิเน่ 24 จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2561
#622079
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม เป็นความผิดสำเร็จเมื่อยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ รับเรื่อง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจเอกสารเพื่อยื่นซองประกวดราคาจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 264, 265, 268

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83, 84 จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการที่นำไปใช้ ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 3 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 84 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่บทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ฐานปลอมเอกสารราชการแต่เพียงบทเดียว ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมเอกสารราชการและไม่ทราบว่ามีการนำเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้ในการยื่นซองประกวดราคาตามฟ้อง รวมถึงคุณสมบัติของแผ่นยางของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีมาตรฐานสูงกว่าที่ผู้เสียหายที่ 2 กำหนด จึงไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย ทำนองว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงเตรียมเอกสารราชการตามฟ้องเพื่อจะยื่นซองประกวดราคา และยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจเอกสารของเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร จึงยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมอันจะครบองค์ประกอบความผิดเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่อง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นเอกสารราชการปลอมตามฟ้องต่อเจ้าหน้าที่มีผู้มีหน้าที่ตรวจเอกสารเพื่อยื่นซองประกวดราคาจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้หรือจ้างวานจำเลยที่ 4 ให้ปลอมเอกสารรายงานการทดสอบแผ่นยางอันเป็นเอกสารราชการ แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปใช้อ้างเป็นหลักฐานประกอบการยื่นซองประกวดราคาตามโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งของผู้เสียหายที่ 2 ว่าแผ่นยางของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีคุณสมบัติตรงตามที่ผู้เสียหายที่ 2 กำหนด เป็นการกระทำที่มุ่งแต่เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของทางราชการที่จะได้รับ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อ้างว่า รู้สึกสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 265 และใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — บริษัทไนโช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นางสาวชรินพร ศรีวิไล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 830/2561
#622074
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้จำเลยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิลำเนาจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 เรือนจำกลางเขาบินจึงเป็นที่อยู่ของจำเลย ศาลชั้นต้นมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นจะต้องรับฟ้องไว้พิจารณาเสมอไป แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ เมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้ เป็นระยะเวลา 4 ปีเศษ ใกล้เวลาที่จำเลยจะพ้นโทษตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2057/2556 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการแล้ว ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ก็อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรปราการ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ในศาลจังหวัดสมุทรปราการที่มูลคดีเกิดจึงเป็นการสะดวกมากกว่า ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งไม่ประทับฟ้อง จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 177 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2057/2556 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า มูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าพยานหลักฐานอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น รวมถึงหากพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นก็ไม่ปรากฏว่าจะสะดวกอย่างไร จึงไม่ประทับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2057/2556 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ให้จำคุก 4 ปี 16 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท โดยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 บัญญัติว่า เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น แต่ถ้า (1) เมื่อจำเลยมีที่อยู่ หรือถูกจับในท้องที่หนึ่งหรือเมื่อเจ้าพนักงานทำการสอบสวนในท้องที่หนึ่งนอกเขตของศาลดังกล่าว จะชำระที่ศาลซึ่งท้องที่นั้น ๆ อยู่ในเขตอำนาจก็ได้ บทบัญญัติตามมาตรา 22 (1) ดังกล่าวมิได้เป็นบทบังคับที่ศาลชั้นต้นจะต้องรับฟ้องไว้พิจารณาเสมอไป แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ แม้คดีนี้จำเลยถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเรือนจำกลางเขาบินเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 เรือนจำกลางเขาบินจึงเป็นที่อยู่ของจำเลย และศาลชั้นต้นมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) แต่การที่จำเลยถูกจำคุก 4 ปี 16 เดือน 15 วัน ตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้เป็นระยะเวลา 4 ปีเศษ ใกล้เวลาที่จำเลยจะพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้ว ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรปราการ การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ในศาลจังหวัดสมุทรปราการที่มูลคดีเกิดจะเป็นการสะดวกมากกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 47
ป.วิ.อ. ม. 22 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายธเนตร อินทปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ธราธร ศิลปโอสถ
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2561
#621398
เปิดฉบับเต็ม

ร. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ตามมาตรา 31 อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เพราะผู้ประสบภัยไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย โดยเดิม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 บัญญัติให้การใช้สิทธิไล่เบี้ยต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย แต่ต่อมามี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 โดยมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้ข้อความใหม่แทนข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไล่เบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดี ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 56,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่นางรัตนาภรณ์เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขฉก ระยอง 350 ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เพราะผู้ประสบภัยมิใช่ผู้เอาประกันภัย โดยเดิมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 บัญญัติให้การใช้สิทธิไล่เบี้ยต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 โดยมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้ข้อความใหม่แทนข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไล่เบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพให้แก่ผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 และ 16 สิงหาคม 2556 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2559 ระหว่างบริษัทสหมงคลประกันภัย จำกัด โจทก์ กับนายอุทัย จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย โดยโจทก์มีนายวันเฉลิมผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความประกอบตารางกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนจำเลยไม่สืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขฉก ระยอง 350 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จากนางรัตนาภรณ์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครอง จำเลยขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บว 338 ระยอง ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ซึ่งมีนางสาววรกานต์เป็นคนขับโดยได้รับความยินยอมจากนางรัตนาภรณ์ เป็นเหตุให้นางสาววรกานต์ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลกรุงเทพ ระยอง ผู้รับมอบอำนาจจากนางรัตนาภรณ์เป็นเงิน 15,000 บาท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 และเป็นค่าปลงศพให้แก่นางรัตนาภรณ์เป็นเงิน 35,000 บาท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 รวมเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 6,250 บาท ตามที่โจทก์ขอมา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2558) ต้องไม่เกิน 6,250 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 880
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม. 12
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประกันภัยจากรถ จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ บุญโฮม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวอัญชัน ศรีพิทักษ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ทวี ประจวบลาภ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2561
#617219
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับพวก กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 เมื่อผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดเป็นบุคคลสัญชาติลาวถูกชักชวนให้มาทำการค้าประเวณีในประเทศไทยโดยจำเลยที่ 1 กับพวกรวมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเฉพาะชักชวนผู้เสียหายบางคนไปทำการค้าประเวณี พาผู้เสียหายดังกล่าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมายังประเทศไทย แล้วพาไปที่ร้านคาราโอเกะเพื่อทำการค้าประเวณี โดยมี ห. พวกของจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณี จึงเป็นองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดในเขตแดนรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ และเป็นความผิดที่กระทำในประเทศไทยตั้งแต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน ได้กระทำในรัฐอีกรัฐหนึ่ง จึงเข้าลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 90, 91, 282, 283 ริบถุงยางอนามัยและสมุดบัญชีรายการทำงานของพนักงานในร้านของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 586,300 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 517,300 บาท ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 282,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 464,200 บาท ผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 325,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 456,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (2), 7, 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปรามปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5, (2), 7, 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินกว่าสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี กระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี กระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมโดยกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมโดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสาม ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 12 ปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม โดยกระทำแก่บุคคลเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยได้กระทำร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่ถึงสิบแปดปี ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสอง ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 16 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ริบถุงยางอนามัย และสมุดบัญชีรายการทำงานของพนักงานของกลาง คืนกระเป๋าถือคาดเอวของกลางแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี กระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายหรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปีกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี กระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบแปดปี กระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ข้อหาค้ามนุษย์โดยได้กระทำร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมโดยกระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่สิบแปดปี กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี และข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายหรือทำร้ายร่างกาย หรือขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นนั้นกระทำการค้าประเวณี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 60,000 บาท และผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2), 9 วรรคหนึ่ง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง วรรคสาม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ มีกลุ่มบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันสมคบหลอกลวงหรือชักจูงผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดเป็นคนสัญชาติลาว มีภูมิลำเนาอยู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อายุเกินกว่าสิบแปดปี ผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 8 อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี และผู้เสียหายที่ 9 ถึงที่ 17 อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ให้ผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดเดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยผู้เสียหายที่ 1 นั่งรถยนต์จากแขวงเวียงจันทน์เข้ามาที่จังหวัดหนองคาย ผู้เสียหายที่ 3 โดยสารเรือหางยาวเข้ามาที่จังหวัดเลย ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 17 โดยสารเรือหางยาวเข้ามาที่จังหวัดหนองคาย จากนั้นผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดเดินทางโดยรถโดยสารมาทำงานและพักอาศัยอยู่ที่ร้านน้องฟิวส์คาราโอเกะ ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยในระหว่างการเดินทางจะมีผู้มาคอยรับคอยส่งตามจุดต่างๆ จากนั้นผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดทำการค้าประเวณีที่ร้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 พันตำรวจตรี พิษณุ รองสารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์กับพวก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิปวีณา เข้าทำการตรวจค้นร้านน้องฟิวส์คาราโอเกะ จับกุมนายสุทิน มาดำเนินคดีข้อหาค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี เนื่องจากเหตุคดีส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และมอบหมายให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานอัยการ ต่อมาคณะพนักงานสอบสวนขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสาม นายเหวียน เจ้าของร้านน้องฟิวส์คาราโอเกะ นางสาวเมทินีหรือเจี๊ยบและนายนิรันดร์หรือมน กับพวกซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ และจับกุมจำเลยทั้งสามมาดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวก เข้าลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องในการจัดการให้เดินทางไปร้านน้องฟิวส์คาราโอเกะจะสมัครใจไปทำการค้าประเวณี การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวก ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมื่อผู้เสียหายทั้งสิบเจ็ดเป็นบุคคลสัญชาติลาวและถูกชักชวนให้มาทำการค้าประเวณีในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 กับพวกรวมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่กันทำโดยเฉพาะชักชวนผู้เสียหายบางคนไปทำการค้าประเวณี พาผู้เสียหายดังกล่าวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมายังประเทศไทย แล้วพาไปร้านน้องฟิวส์คาราโอเกะเพื่อทำการค้าประเวณี โดยนายเหวียนพวกของจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณี จึงเป็นองค์กรอาชญากรรมที่กระทำผิดในเขตแดนรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐและเป็นความผิดที่กระทำในประเทศไทยตั้งแต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน ได้กระทำในรัฐอีกรัฐหนึ่ง จึงเข้าลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 52
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางสาวรุ่งฤดี ซ้ายสุพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอเนก เวชศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2561
#622107
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามบันทึกการจับ เอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 357 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วง ที่ยังไม่ได้คืน หรือชดใช้ราคา 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3741/2558 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับของโจร ปฏิเสธในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก, 83 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3635/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันคืนรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วงที่ยังไม่ได้คืนหรือร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทฮิตาชิ แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เช่าซื้อ และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ของผู้เสียหายที่ 2 ไปจอดที่หน้าร้านโลตัส โดยติดเครื่องยนต์ไว้ แล้วลงไปซื้อกาแฟและรถดังกล่าวถูกลักไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับผู้อื่นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายสมนึก ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของบริษัทซี. ดี. เอส. ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถบรรทุก ลักษณะลากจูง หมายเลขทะเบียน 61 - 6808 กรุงเทพมหานคร และรถบรรทุกลักษณะกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 73 - 2202 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสาย 331 เมื่อไปถึงบริเวณหน้าร้านโลตัส ปิ่นทอง 2 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายที่ 3 จอดรถบริเวณหน้าร้านและลงไปซื้อกาแฟโดยติดเครื่องยนต์ไว้แล้วรถถูกลักไป ผู้เสียหายที่ 3 จึงไปแจ้งความต่อพันตำรวจโท สมชาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองขาม พันตำรวจโท สมชายกระจายข่าวทางศูนย์วิทยุให้ติดตามรถดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีผู้พบเห็นรถบรรทุก ลักษณะลากจูงดังกล่าวแล่นเข้าออกบริเวณไร่ของนายมานะ บิดาของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงไปสังเกตการณ์ที่ไร่ดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และนายนริศหรือเบิ้ม ลักรถบรรทุก ลักษณะลากจูงและรถบรรทุก ลักษณะกึ่งพ่วงดังกล่าว แล้วร่วมกันแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกเพื่อนำไปขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเอง ต่อมาในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ดาบตำรวจ ไพฑูรย์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพ พิเคราะห์แล้ว โจทก์นำสืบโดยมีพันตำรวจโท สมชาย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะมากับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับ เมื่อจำเลยที่ 3 ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกคันเกิดเหตุจอดติดเครื่องยนต์ไว้และคนขับรถลงไปจากรถ จำเลยที่ 3 จึงขับรถของตนถอยหลังกลับไปจอดเทียบกับรถบรรทุก แล้วจำเลยที่ 1 ลงไปขับรถบรรทุกที่จอดอยู่ย้อนกลับไปที่ตำบลบ่อวิน นำไปซ่อนไว้ในไร่ซึ่งเป็นที่พักของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ช่วยกันชำแหละรถพ่วงแล้วนำไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำให้การรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะจัดทำบันทึกการจับโดยไม่เป็นความจริง ทั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเอง ชั้นสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งห้าว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ก็ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันรับของโจร จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ทำงานอยู่ที่บริษัทนิต้าเทค จำกัด เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจมาจับจำเลยที่ 3 แล้วเอาเสื้อมาคลุมศีรษะพาขึ้นรถกระบะไปที่ป้อมของสถานีตำรวจภูธรบ่อวิน ขณะอยู่บนรถถูกเจ้าพนักงานตำรวจชกที่ท้อง เมื่อไปถึงพบว่ามีคนถูกจับมาก่อนแล้ว 4 คน เจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจนจำเลยที่ 3 ทนไม่ไหวจึงรับสารภาพ แล้วพาจำเลยที่ 3 ไปแถลงข่าวที่สถานีตำรวจภูธรสุรศักดิ์ ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันลักทรัพย์ ให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันลักทรัพย์ โดยมีรายละเอียดสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็นำสืบรับว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 ที่สถานที่เกิดเหตุจริง แต่บ่ายเบี่ยงไปว่าไม่ได้ร่วมลักทรัพย์ด้วย แม้การจับกุมจำเลยที่ 3 จะเกิดจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ให้การในฐานะผู้ต้องหาและก็ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยที่ 3 รับผิดเพียงผู้เดียว จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง เชื่อได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานจำเลยที่ 3 ที่นำสืบว่า ให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านนั้นเป็นคำเบิกความเพียงลอย ๆ ที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

แต่การที่โจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามบทบัญญัติดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 334 มาตรา 335 มาตรา 335 ทวิ หรือมาตรา 336 โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหารหรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง" ดังนี้ บทบัญญัติว่าการกระทำผิดเช่นนั้นเป็นความผิด โจทก์ต้องระบุมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ด้วย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ โดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดก็ตาม แต่เมื่อคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 15 และมาตรา 16 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 335 วรรคสอง และมาตรา 357 วรรคแรก ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 83 จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 355 (1) (7) วรรคสอง ม. 357 วรรคแรก ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายมนตรีหรือบึ่ง พรประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวภรณี รักชาติ จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
อารยา วิชิตชลชัย
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2561
#618421
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกระทำความผิดเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี บ. มารดาของผู้ตายยังคงมีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ บ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อผู้ตายกับจำเลยทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนอันสืบเนื่องมาจากการทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ บ. สองในสามส่วน ของค่าสินไหมทดแทนที่ บ. จะได้รับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีไปทางบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน จำเลยที่ 1 ได้ส่งอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 โยนอาวุธมีดทิ้งลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธมีดของกลางไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมารับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุปผาหรือบุบผามารดาของนายวัชรินทร์หรือเอ๋ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ 250,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลาง ส่วนอาวุธมีดปลายแหลมด้ามไม้ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า นายวัชรินทร์หรือเอ๋ ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของบริษัทประจงกิจปาล์มออยล์ จำกัด โดยจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ลำเลียงผลปาล์มเข้าหม้อนึ่ง จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ควบคุมหม้อนึ่ง ส่วนผู้ตายทำหน้าที่ลำเลียงผลปาล์มออกจากหม้อนึ่ง ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยทั้งสองมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการทำงานโดยมีการเขียนข้อความท้าทายกันที่โบกี้ใส่ผลปาล์ม เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้ตายกวักมือมายังบริเวณที่จำเลยทั้งสองทำงาน จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตาย แล้วชกต่อยกัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เข้าไปชกต่อยผู้ตาย ต่อมาจำเลยที่ 1 คว้าคอผู้ตายล็อกลักษณะยืนหันหน้าเข้าหากันแล้วใช้อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางแทงผู้ตายถูกที่บริเวณลิ้นปี่ มือซ้าย ข้อศอกซ้าย และคางเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธมีดของกลาง 2 เล่ม ได้จากบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง จากนั้นจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แต่ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางบุปผาหรือบุบผาเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า อาวุธมีดพับปลายแหลมด้ามโลหะของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงผู้ตายเป็นอาวุธมีดของจำเลยที่ 2 เมื่อก่อนเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยทั้งสองมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการทำงานโดยมีการเขียนข้อความท้าทายกันที่โบกี้ใส่ผลปาล์ม ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายศิรวิทย์พยานโจทก์ว่า ก่อนที่ผู้ตายกวักมือเรียก จำเลยทั้งสองทำงานอยู่ด้วยกัน จึงเชื่อได้ว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเดินเข้าไปหาผู้ตาย จำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 พกพาอาวุธมีดดังกล่าวไปด้วย การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปชกต่อยผู้ตาย หลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้ว แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำร้ายร่างกายผู้ตายมาตั้งแต่ต้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดดังกล่าวติดตัวไปด้วยย่อมทำให้จำเลยที่ 2 คาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 อาจใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายในเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกันหลังจากที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชกต่อยผู้ตาย ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกจำเลยที่ 1 ได้ทันท่วงทีหากมีเหตุให้ต้องช่วยเหลือ แม้จำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้ใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตาย แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความประสงค์ต่อความตายของผู้ตายด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาข้างต้นรับฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิม ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกระทำความผิดเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีนางบุปผามารดาของผู้ตายยังคงมีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ นางบุปผาซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า ผู้ตายกับจำเลยทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนอันสืบเนื่องมาจากการทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุปผาสองในสามส่วน ของค่าสินไหมทดแทนที่นางบุปผาจะได้รับ ซึ่งในคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้นางบุปผาได้รับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพผู้ตายรวมเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดเป็นเงิน 1,350,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และฐานานุรูปของนางบุปผาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดสองในสามส่วนดังวินิจฉัยมาข้างต้นจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางบุปผาทั้งสิ้น 900,000 บาท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อตามทางพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีไปทางบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงาน จำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า ได้ส่งอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 โยนอาวุธมีดทิ้งลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธมีดของกลางไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำของจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นนำมารับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางบุปผาหรือบุบผามารดาของผู้ตายเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางบุปผา ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 (เดิม) และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางบุปผาหรือบุบผา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 371
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1 ม. 192 ม. 195 ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
โจทก์ร่วม — นางบุปผาหรือบุบผา ฉลาด
จำเลย — นายหรือจ่าตรี พงศกรหรือตั๊ก แววมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายสิทธิศักดิ์ หล๋อโตน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สุรางคนา กมลละคร
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 743/2561
#621044
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่อมต้องการให้มีผู้มาซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมากซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อรายได้ของจำเลย การจัดให้มีลานจอดรถเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยแก่ลูกค้า ดังนั้น การที่จำเลยยอมให้บุคคลทั่วไปนำรถยนต์มาจอดที่ลานจอดรถไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องดูแลรถที่ลูกค้าของจำเลยนำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า จำเลยจึงมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยและรับฟังได้อีกว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้จัดให้มีการแจกบัตรเข้าออกสำหรับรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดแต่ขณะเกิดเหตุได้ยกเลิกการแจกบัตรเข้าออกและนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้บริเวณทางเข้าออกลานจอดรถแทนซึ่งการติดตั้งกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้น ดังนั้น จึงเท่ากับจำเลยงดเว้นหน้าที่ที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าโดยให้ลูกค้าต้องเสี่ยงภัยเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 9168 พระนครศรีอยุธยา หากส่งมอบรถกระบะไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 396,085 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 380,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 5 มกราคม 2557 (ที่ถูก วันที่ 5 มีนาคม 2557) ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 16,085 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 9168 พระนครศรีอยุธยา จากนางสาวนุชจรี ผู้เอาประกันภัย ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2556 โดยโจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายหรือสูญหายกรณีรถกระบะสูญหายเป็นเงิน 380,000 ส่วนจำเลยประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชน ใช้ชื่อทางการค้าว่า ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส มีสาขาหลายแห่ง สาขานวนคร จังหวัดปทุมธานี เป็นสาขาหนึ่งของจำเลย โดยจำเลยจัดลานจอดรถไว้ให้บริการแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าและใช้บริการ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 เวลา 16.30 นาฬิกา นายอนุกูล น้องชายของนางสาวนุชจรี ผู้เอาประกันภัยได้ขับรถกระบะคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยสาขานวนคร และเข้าไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าจำเลยจนกระทั่งเวลา 17.30 นาฬิกา จึงกลับออกมาปรากฏว่ารถกระบะคันดังกล่าวสูญหายไปจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลย นายอนุกูลจึงได้แจ้งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยทราบ จากนั้นได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ได้ให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์มาดำเนินการตรวจสอบและได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการสูญหายของรถกระบะให้แก่ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 380,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลรักษารถกระบะที่นายอนุกูล นำมาจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยจะได้จัดให้มีสถานที่จอดรถให้แก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการแต่บุคคลอื่นยังสามารถนำรถยนต์มาจอดได้เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ โดยไม่ต้องรับบัตรผ่านเข้าออกและไม่ต้องผ่านการสอบถามจากพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าจะมาทำธุระใด ผู้นำรถยนต์เข้ามาจอดต้องหาที่จอดเอง เก็บกุญแจและต้องดูแลรถยนต์กับทรัพย์สินภายในรถยนต์เอง การครอบครองรถยนต์ยังอยู่กับผู้ที่ขับรถยนต์มา จำเลยไม่ได้รับฝากรถหรือเรียกเก็บค่าบริการการนำรถยนต์เข้ามาจอด จำเลยได้รับประโยชน์จากผลกำไรจากการจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการตามปกติทางการค้าเท่านั้น พนักงานรักษาความปลอดภัยที่จำเลยว่าจ้างมาก็เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยเป็นสำคัญ การติดตั้งกล้องวงจรปิดดูแลรถที่เข้าออก เป็นการจัดการจราจรเฝ้าระวังคนร้ายโจรกรรมอันเป็นบริการเสริมให้แก่ผู้มาใช้บริการ อาคารห้างของจำเลยสาขานวนครมีลักษณะเป็นอาคารสาธารณะตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และลานจอดรถของจำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว บุคคลทั่วไปสามารถนำรถเข้ามาจอดหรือเข้าออกได้แม้ไม่ได้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลยก็ตาม ลักษณะลานจอดรถของจำเลยจึงเป็นที่สาธารณะตามคำนิยามของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่อมต้องการให้มีผู้มาซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมากตามขนาดของห้างซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อรายได้ของจำเลย การจัดให้มีลานจอดรถสำหรับเป็นที่จอดรถของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการห้างสรรพสินค้าของจำเลยก็เป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ การจัดสถานที่จอดรถจึงเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งของจำเลยแก่ลูกค้า ดังนั้น ในการให้บริการดังกล่าวจำเลยย่อมต้องมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของลูกค้าซึ่งรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยด้วย การที่จำเลยยินยอมให้บุคคลทั่วไปนำรถยนต์มาจอดที่ลานจอดรถไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องให้การดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของลูกค้า จำเลยจึงมีหน้าที่ที่ต้องดูแลรถกระบะที่นายอนุกูลลูกค้าของจำเลยนำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลย เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้ ปัญหาว่าลานจอดรถของจำเลยเป็นที่สาธารณะตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า เหตุที่รถกระบะสูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดที่ลานจอดรถของจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่ได้จัดให้มีการแจกบัตรแก่ลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ามาจอดในลานจอดรถเมื่อรถยนต์ของลูกค้าสูญหายไปจึงถือไม่ได้ว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วและข้อเท็จจริงรับฟังได้อีกว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้จัดให้มีการแจกบัตรเข้าออกสำหรับรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้ามาจอดแต่ขณะเกิดเหตุได้ยกเลิกการแจกบัตรเข้าออกและนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้บริเวณทางเข้าออกลานจอดรถแทน การที่จำเลยแจกบัตรเข้าออกสำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยแสดงว่าจำเลยใช้มาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่รถยนต์ของลูกค้าโดยมีพนักงานคอยตรวจสอบดูแลรถยนต์ในขณะที่เข้าหรือออกจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลย หากไม่มีบัตรที่มอบให้ในขณะที่นำรถยนต์เข้ามาจอดก็ไม่สามารถนำรถยนต์ออกไปจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยได้ อันเป็นมาตรการในการตรวจสอบที่ค่อนข้างจะรัดกุมแต่จำเลยกลับยกเลิกไป และปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยด้วยว่าจำเลยได้ติดป้ายเตือนไว้ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจำเลยว่าลูกค้าต้องดูแลทรัพย์สินของตนเองจึงเท่ากับจำเลยงดเว้นหน้าที่ที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าโดยให้ลูกค้าต้องเสี่ยงภัยเอง ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงอุปกรณ์บันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้นไม่สามารถป้องกันการโจรกรรมได้แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่รถยนต์ของลูกค้าได้ ดังนั้นการที่รถกระบะที่นายอนุกูล ขับมาจอดที่ลานจอดรถของจำเลยสูญหายไป จึงเกิดจากการงดเว้นในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ทวี ประจวบลาภ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา