คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 163/2561
#625771
เปิดฉบับเต็ม

หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โจทก์ ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์คืนเงินค่าลงทะเบียนที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.2549
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงดอนเมือง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จำเลย — นายคมสรรค์ เมธีกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 162/2561
#634868
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรมทางหลวง จำเลยร่วมที่ ๑ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลย และจำเลยร่วมที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มลงทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่เสียชีวิตและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
แหล่งที่มา
สำนักงานดลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 161/2561
#634914
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น บุคคลที่กระทำละเมิดจะต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากมูลเหตุ ๕ ประการ ได้แก่ ละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ละเมิดจากกฎ ละเมิดจากคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้ โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นเอกชนผู้รับจ้างของกรมทางหลวง จำเลยที่ ๕ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ ๕ แม้กรมทางหลวง จำเลยที่ ๕ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๕ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เพื่อความเสียหายจากการงานที่ว่าจ้าง โดยหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 160/2561
#627180
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า การบอกเลิกสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำระบบอัตโนมัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกัน ใช้เงินค่าเครื่องนึ่งฯ รวมทั้งค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ไม่ตรงกับปริมาตรความจุที่ผู้ฟ้องคดีได้เสนอไว้ในการประกวดราคาและเป็นคนละรุ่นกับ ที่กำหนดไว้ในสัญญา การบอกเลิกสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง มีสาระสำคัญเพียงว่า ให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบเครื่องนึ่งฯ ที่มีปริมาตรความจุ ไม่น้อยกว่า ๙๐๐ ลิตร และทำการติดตั้งจำนวน ๑ ชุด ให้แก่สถาบันบําราศนราดูร เป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของบริษัทผู้ฟ้องคดี และการทำสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฯ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มุ่งผูกพันตนกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีที่พิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำระบบอัตโนมัติ จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทนำวิวัฒน์การช่าง (๑๙๙๒) จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2561
#624231
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวของโจทก์ ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามีอันเป็นสิทธิของจำเลยย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด การที่จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก ส. เป็นอีกคดีหนึ่งจนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ ส. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อไม่ให้ ส. เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักโจทก์ไปก็เพราะโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านทำให้จำเลยกลับเข้าไปในบ้านไม่ได้ ก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ทั้งพฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายไปยกย่องหญิงอื่นคือ ส. เป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่าหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

ส่วนที่จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกและยันที่หน้าอกของ ท. มารดาของโจทก์ 1 ครั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงบุตรสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสกัน เดิมโจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันที่บ้านพักของโจทก์ในค่ายตำรวจตระเวนชายแดน ภายหลังจากอยู่กินด้วยกันมา 7 ปีเศษ จำเลยออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่กับโจทก์ แล้วไม่กลับมาอีกเลย สำหรับปัญหาว่าจำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ของการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวโดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โจทก์ไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าเหตุที่จำเลยแยกตัวไปอยู่ที่อื่นเพราะโจทก์ไม่ให้จำเลยไปอยู่ด้วย เนื่องจากสาเหตุที่จำเลยร้องเรียนโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาเมื่อมีการเจรจากันก็ไม่สามารถตกลงกันได้ และโจทก์เป็นฝ่ายไม่ให้กุญแจบ้านแก่จำเลย จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีและเห็นว่าจำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วยันไปที่หน้าอกของมารดาโจทก์ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่สมควรที่บุตรสะใภ้จะกระทำต่อมารดาของสามีจึงไม่เป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจของบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างร้ายแรง โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยมีปากเสียงกัน จำเลยพร้อมกับบิดาและมารดาของจำเลยจึงมาขนข้าวของทรัพย์สินออกจากบ้านพักแล้วแยกตัวไปอยู่ที่อื่นไม่กลับมาอยู่ร่วมกับโจทก์อีก ซึ่งเป็นการตัดสินใจของจำเลยเองที่จะไม่อยู่กินกับโจทก์ ส่วนเหตุที่โจทก์ไม่ยอมให้กุญแจบ้านพักกับจำเลยก็เพียงเพราะโจทก์ต้องการให้จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนก่อน แต่เมื่อจำเลยไม่ถอนเรื่อง โจทก์จึงยังไม่ได้ให้กุญแจบ้านแก่จำเลยไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยมาอยู่ด้วย ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนเรื่องเหตุทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า การใช้นิ้วยันที่หน้าอกของมารดาของโจทก์นั้นเป็นการทำร้ายร่างกายแล้ว ทั้งยังเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและเป็นการทำร้ายจิตใจของมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งและเป็นอุทธรณ์ที่ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการดังกล่าวนั้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเสียก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า มีเหตุฟ้องหย่าอันเนื่องจากจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีหรือไม่นั้น ทางนำสืบของจำเลยได้ความว่าโจทก์ไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาว ช. จำเลยได้ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติว่า โจทก์ยกย่องนางสาว ช. เป็นภริยาระหว่างที่อยู่กินกันเป็นสามีภริยากับจำเลย ภายหลังจากที่จำเลยออกจากบ้านพักของโจทก์ไปแล้ว โจทก์ไม่ให้จำเลยเข้าบ้านพักของโจทก์อีกเพราะจำเลยร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างโจทก์กับนางสาว ช. โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงเปลี่ยนกุญแจบ้านพักและไม่ยอมให้จำเลยกลับเข้าพักอาศัยที่บ้านพักของโจทก์อีก เห็นว่า การที่จำเลยมีหนังสือร้องเรียนโจทก์ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวโจทก์ซึ่งจำเลยในฐานะภริยาย่อมต้องมีความรักและหึงหวงสามีอันเป็นสิทธิของจำเลยที่ย่อมกระทำได้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ อีกทั้งโจทก์ก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการทางวินัยแต่อย่างใด การที่จำเลยฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาว ช. ศาลฎีกาพิพากษาให้นางสาว ช. ชำระค่าทดแทนแก่จำเลย 500,000 บาท นั้นแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำเพื่อรักษาสิทธิในครอบครัวเพื่อมิให้นางสาว ช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันจะทำให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัว แม้จำเลยจะเป็นผู้ออกจากบ้านพักของโจทก์ไปก็ไม่ใช่กรณีที่จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ อีกทั้งพฤติกรรมของโจทก์ก็เป็นฝ่ายที่ไปยกย่องหญิงอื่น คือนางสาว ช. เป็นภริยา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยละทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปีอันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองว่า มีเหตุฟ้องหย่าเนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายหรือจิตใจนาง ท. มารดาโจทก์อย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ได้ความจากนาง ท. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วจิ้มที่หน้าอกและยันที่หน้าอกของนาง ท. 1 ครั้งเท่านั้น การกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการใช้กิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรเยี่ยงลูกสะใภ้พึงปฏิบัติต่อมารดาของสามีเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจบุพการีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (3) จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวมสามศาลให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (3) ม. 1516 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจโท ส.
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายภาค แสงทับทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมุนินทร์ สมทอง
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 156/2561
#621045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาทั้งแปลง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องร้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 400,000 บาท แต่เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลงจึงแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นการให้แทนการซื้อขายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมหรือมูลเหตุที่มาของการทำสัญญาให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง แม้สัญญาให้ที่ดินจะระบุว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนเพราะผู้รับการให้เป็นหลานของผู้ให้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่า การให้ที่ดินพิพาทตามสัญญาให้เป็นการให้ที่ดินโดยมีค่าภาระติดพันได้ กรณีไม่ใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโอนโดยเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองมิได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 72035 ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 72035 เนื้อที่ 1 งาน 45 ตารางวา ให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมเนื้อที่กึ่งหนึ่งจำนวน 72.50 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 72035 อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 1 งาน 45 ตารางวา เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยระบุในสารบัญจดทะเบียนว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องทราบดีว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต

คดีมีปัญหาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสองสามารถนำสืบพยานบุคคลว่า หนังสือสัญญาให้ที่ดินแท้จริงแล้ว เป็นนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองจะนำสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือสัญญาให้ที่ดิน จากที่ระบุว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนมาเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนหรือเป็นการซื้อขายที่ดินอันเป็นการผิดแผกแตกต่างไปจากข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาให้ที่ดินนั้นไม่ได้ เนื่องจากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่บัญญัติห้ามมิให้จำเลยทั้งสองนำสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือสัญญาให้ที่ดินนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นกรณีขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาทั้งแปลง มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องร้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 400,000 บาท แต่เพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลงจึงแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินว่า เป็นการให้แทนการซื้อขายนั้น เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงเจตนาที่แท้จริงของการทำนิติกรรมหรือมูลเหตุที่มาของการทำสัญญาให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง แม้สัญญาให้ที่ดินจะระบุในข้อ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน เพราะผู้รับการให้เป็นหลานของผู้ให้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่า การให้ที่ดินพิพาทตามสัญญาให้เป็นการให้ที่ดินโดยมีค่าภาระติดพันได้ กรณีจึงไม่ใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการโอนโดยเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองมิได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 1480 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ผ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 155/2561
#625770
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางสำฤทธิ์ เอสันเทียะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
สาขาด่านขุนทด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 154/2561
#625769
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางละออ สิทธิขุนทด
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
สาขาด่านขุนทด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 153/2561
#625768
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวหงส์หยก แซ่อือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
สาขาด่านขุนทด ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 152/2561
#625767
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด ที่ ๑ นายอำเภอด่านขุนทด ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลสระจรเข้ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีทุกรายได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการ ขอให้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงโคกหนองสะแกนอก เนื่องจากมีการนำชี้แนวเขตรุกล้ำทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทุกราย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและให้ผู้ฟ้องคดีทุกรายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "โคกหนองสะแกนอก" และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทุกราย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงยังไม่มีคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออก กฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทุกรายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และ ที่ ๓ ต่างก็กล่าวอ้างถึงความมีสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นายสุพิน แสนพลกรัง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 151/2561
#634865
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ร่วมกันนำชี้แนวเขตและรังวัดทับที่ดินทางสาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ให้แก่ผู้มีชื่อโดยมิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากทับทางสาธารณประโยชน์ จากนั้นผู้มีชื่อแบ่งแยกที่ดินและขายที่ดินจนตกเป็นสิทธิของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกที่ดิน และที่ดินของโจทก์ราคาตก ขอให้ให้จำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ โฉนดที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ที่แบ่งแยกมา ซึ่งออกทับทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นทางสาธารณประโยชน์เดิม เพิกถอนรูปแผนที่ และแก้ไขให้กลับมาเป็นรูปแผนที่ทางสาธารณประโยชน์เดิม กับให้ขับไล่ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ในขณะเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามคำขอรังวัดออก น.ส. ๓ ก. จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาลำคลองหรือที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกันนำชี้แนวเขตและรังวัดทับที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ จนเป็นเหตุให้กรมที่ดิน จำเลยที่ ๑๒ อธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑๓ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ ๑๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนจำเลยที่ ๑๓ เป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑๒ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งไม่ใช่เจ้าของโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๓ ว่า ร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าออกที่ดิน และที่ดินของโจทก์ราคาตก กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองที่มีการนำที่ดินของรัฐไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่เอกชน โดยโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑๒ และที่ ๑๓ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๐๐๗ ตลอดจนโฉนดที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ที่แบ่งแยกมา ซึ่งออกทับทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นทางสาธารณประโยชน์เดิม เพิกถอนรูปแผนที่ และแก้ไขให้กลับมาเป็นรูปแผนที่ทางสาธารณประโยชน์เดิม กับให้ขับไล่ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2537
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456
พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายแพทย์ยุคล เลิศบูรพา
จำเลย — นายวันชัย วิชญกุล ที่ 1 กับพวกรวม 13 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 150/2561
#625764
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิด ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดี อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยการขุดลำห้วยในโครงการขุดบ่อกักเก็บน้ำ (ธนาคารน้ำ) รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ และทำลายไม้ยืนต้น ทั้งได้ขุดตักดินในที่ดินของโจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งกรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันจะเป็นผลให้จำเลยทั้งสามมีอำนาจเข้าไปทำการจัดให้มีและบำรุงรักษา ทางน้ำและทางบก ตลอดทั้งจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตรในโครงการขุดบ่อกัก เก็บน้ำ (ธนาคารน้ำ) ได้ โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางวัฒนา จักขุพันธ์
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบึงมะลู ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 149/2561
#625766
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้ลูกจ้างผู้ขับขี่รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิตและรถยนต์เสียหาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ฟ้องคดี — นายประชัย เศรษฐปิยานนท์
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 148/2561
#625765
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าข้างถนนล้มทับรถยนต์ที่นายช. ขับขี่มา เสียชีวิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ฟ้องคดี — นางหนู ภูบุญภา ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 147/2561
#634911
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ป. ยื่นฟ้องกรมทางหลวง จำเลย โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ตัดกิ่งไม้แห้งริมถนนที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบบริเวณสามแยกทางเข้าวัดวังสรรพรส ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ทำให้กิ่งไม้แห้งของต้นยางขนาดใหญ่ตกลงมาใส่ศีรษะนาย ป. เป็นเหตุให้นาย ป. ล้มลงหมดสติและถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ด ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้จำเลยมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงหลายประการ เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย เป็นเหตุให้กิ่งไม้แห้งของต้นยางขนาดใหญ่ตกลงมาใส่ศีรษะ นาย ป. เป็นเหตุให้นาย ป. ล้มลงหมดสติและถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดจันทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางบุญส่ง สงวนพงษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — แขวงทางหลวงตราด สังกัดสำนักงานทางหลวง ที่ 14
(ชลบุรี) กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 146/2561
#625763
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เจตนารมณ์ในการจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดให้ผู้ค้าต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็โดยมุ่งหมายที่จะให้มีเงินสำหรับบริหารจัดการให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นธุรกิจการค้าระหว่างเอกชนในท้องตลาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับภาวะวิกฤติและภัยพิบัติที่ส่งผลต่อธุรกิจพลังงาน ทั้งอัตราเงินส่งเข้ากองทุนก็รวมอยู่ในราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้บริโภคต้องชำระแก่ผู้ค้าน้ำมัน ไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เป็นวิธีปฏิบัติในการแจ้งข้อเรียกร้อง ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ใช่กรณีที่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นเพียงการใช้อำนาจทั่วไปในฐานะเจ้าหนี้ ย่อมไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ จึงมิใช่คดีปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516
พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ดแก๊ส จำกัด
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2561
#618533
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทตามพินัยกรรมเป็นทรัพย์มรดกของ บ. มิใช่ พ. ศาลชั้นต้นยกฟ้อง คดีถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าพินัยกรรมของ พ. ถูกต้องสมบูรณ์ และ บ. ไม่ได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรม โจทก์ในฐานะทายาทของ บ. ไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาท ฟ้องโจทก์คดีนี้ขอให้แบ่งที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้อุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีผลเพียงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น จึงเป็นการปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมวงษ์ ปินะถา
จำเลย — ดาบตำรวจ สุชาติ ปินะถา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเบญจพล สาธิตสมิตพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 145/2561
#625762
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายโต๊ะ - เก้าอี้นักเรียนพร้อมติดตั้งจำนวน ๑,๑๕๐ ชุด สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้เอกชนส่งมอบโต๊ะ - เก้าอี้นักเรียนพร้อมติดตั้งให้แก่หน่วยงานทางปกครอง อันไม่ใช่ลักษณะของการมอบหมายให้เอกชนเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ รวมทั้งวัตถุแห่งสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเรียนการสอนเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดภูเก็ต
ผู้ฟ้องคดี — บริษัทแจ๊คซิวอิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — โรงเรียนสตรีภูเก็ต ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 144/2561
#634908
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์สตรีประโคนชัย ขอให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยทำหนังสือ "คำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือด้านเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตร" ให้ไว้แก่โจทก์ และให้รับผิดตามหนังสือรับสภาพความผิดตามคำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรและสิทธิเรียกร้องเดิมนั้น แม้โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินหรือคำยินยอมของสหกรณ์ในการขอรับความช่วยเหลือด้านเงินทุนภายใต้โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรที่จำเลยทำไว้กับโจทก์แล้ว มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงิน แม้จะมีข้อกำหนดของสัญญาที่เป็นการจำกัดสิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินก็เป็นเพียงการกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาอันเป็นความสัมพันธ์ในทางแพ่งทั่วไป มิใช่ข้อกำหนดซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ สำหรับการกำหนดวัตถุประสงค์แห่งสัญญาให้จำเลยนำเงินไปใช้เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงสีข้าว ไซโล ฉางอเนกประสงค์ และลานตากของสหกรณ์จำเลย ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ทั้งมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อมูลพิพาทคดีนี้เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — สหกรณ์สตรีประโคนชัย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 143/2561
#625761
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบและศาลทั้งสองศาลนั้น มีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีเรื่องค่าเสียหายในทางแพ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ล. โจทก์ บริษัท ค. จำเลย (ผู้ร้อง) ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีปกครองตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ประเด็นข้อพิพาทของทั้งสองคดีจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกัน แม้ในคดีปกครองจะมีปัญหาข้อเท็จจริงในบางประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันกับประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งว่า บริษัท ค. (ผู้ร้องสอด) ได้จัดทำถนนถูกต้องตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ละเลยต่อหน้าที่ไม่กำกับดูแล และตรวจสอบให้ ผู้ร้องสอดทำการก่อสร้างในโครงการจัดสรรที่ดินให้ถูกต้องตามแบบและแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ก็ตาม แต่ในคดีแพ่งศาลพิพากษาตามยอมโดยพิจารณาจากสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นในคดีหรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นในคดี มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดา ซึ่งการจะบังคับการให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างคู่สัญญา ส่วนการที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้อำนาจตามมาตรา ๕๒ ประกอบมาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ สั่งให้บริษัท ค. (ผู้ร้องสอด) ดำเนินการก่อสร้างถนนสายหลักและบ่อบำบัดน้ำเสียในโครงการให้ตรงตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้อำนาจภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองเพื่อบังคับให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ขัดแย้งกันกับคดีแพ่ง ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันและไม่ขัดแย้งกัน ทั้งปัญหากรณีที่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี คำร้องของผู้ร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ศาลผู้รับความเห็น — คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรลัดดารมย์ปิ่นเกล้า
ผู้ถูกฟ้องคดี — คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ