คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2375/2561
#621361
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบสถานประกอบการของโจทก์ ซึ่งเป็นร้านขายอาหารสามคูหามีโต๊ะนั่งรับประทานอาหารทั้งชั้นล่างและชั้นสอง เป็นทำเลค้าขายที่มีประชาชนจำนวนมาก พบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายได้วันละ 7,000 บาท นั้น ไม่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและยอดรายได้ตามที่โจทก์ให้การว่ามีรายได้วันละ 15,000 บาท ถึง 17,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้เกณฑ์เฉลี่ยยอดขายวันละ 15,000 บาท คูณจำนวน 26 วันต่อเดือน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/2 (4) กำหนดยอดขาย เดือนละ 375,000 บาท ซึ่งรายรับที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม กับเงินได้พึงประเมินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความหมายและเป็นจำนวนเดียวกัน การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากยอดรายรับเดือนละ 375,000 บาท จึงชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 88/2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมเกียรติ จิรวัชรา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2561
#621392
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่า บ. มีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอก อันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการ โดยมิได้ระบุให้ บ. มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมี บ. มาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจ พยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,367,790.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,238,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 1,367,790.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,238,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายยางในและยางนอกของรถจักรยานยนต์ มีนายนิตย์ ประธานคณะผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป ไม่มีข้อความว่าให้ยื่นฟ้องคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคสอง (5) นายบุญเลิศจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เห็นว่า การมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดีต้องทำเป็นหนังสือตามนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 801 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า ถ้าตัวแทนได้มอบอำนาจทั่วไป ท่านว่าจะทำกิจใด ๆ ในทางจัดการแทนตัวการก็ย่อมทำได้ทุกอย่าง และวรรคสองบัญญัติว่า แต่การเช่นอย่างจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าหาอาจจะทำได้ไม่คือ (5) ยื่นฟ้องต่อศาล อันเป็นบทกฎหมายจำกัดอำนาจของตัวแทนทั่วไปที่ว่าไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีต่อศาล เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจแต่เฉพาะการให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจากตัวการส่วนหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญเลิศ ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความในการมอบอำนาจแต่เพียงว่านายบุญเลิศมีสิทธิในการลงนามเอกสารดำเนินการทั้งหมดของบริษัทสาขาทั้งภายในและภายนอกอันมีลักษณะเป็นการมอบอำนาจโดยไม่ระบุกิจการ โดยมิได้ระบุให้นายบุญเลิศมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีนายบุญเลิศมาเบิกความยืนยันว่าตามหนังสือมอบอำนาจ พยานมีสิทธิดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ก็เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานเอกสาร ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายบุญเลิศฟ้องคดีนี้แทนโจทก์โดยชอบแล้ว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยางตราอูฐ (ประเทศเวียดนาม) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จันทร์โสมอะไหล่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561
#621456
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดครอบครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 400 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายหอม กับนางหลาบ จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางสาววรรณวิสาหรือศัก นางสาววรรณวิสาเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 4 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 กับที่ 4 เลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 3 ที่ดินพิพาทอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่แสดงผลการตรวจสอบแนวเขตที่ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และอยู่ภายในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ผู้ใด

เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้ใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทางราชการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางราชการประกาศให้ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนควบของที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสี่หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ก็ย่อมไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหวล ศรีคำ
จำเลย — นายบุญชิด เอกพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายประจวบ ทองแสวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322 -ที่ 2323/2561
#622078
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โดยผลของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้าน ก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157, 158 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นาย ป. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 คิดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น 2,117,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,117,500 บาท นับถัดจากวันที่ 27 มิถุนายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับตั้งแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ศึกษาในระดับปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน โจทก์ร่วมลงทะเบียนเรียนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 ซึ่งมีอาจารย์ผู้บรรยาย 3 คน ประกอบด้วยศาสตราจารย์ ว. นาย ส. เป็นอาจารย์พิเศษ และจำเลยซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย หลังจากโจทก์ร่วมได้เข้าเรียนวิชาดังกล่าวและสอบไล่ปลายภาคแล้ว จำเลยได้รวมคะแนนดิบของอาจารย์พิเศษกับคะแนนดิบที่จำเลยให้แล้วประกาศผลการสอบวิชาดังกล่าวให้โจทก์ร่วมได้เกรด I โจทก์ร่วมจึงยื่นคำขอลงวันที่ 10 เมษายน 2549 ต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอตรวจดูคะแนน ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้แจ้งศาสตราจารย์ ว. นาย ส. และจำเลยให้โจทก์ร่วมได้ตรวจดูคะแนน หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมีหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และวันที่ 18 เมษายน 2549 อุทธรณ์ผลการสอบวิชาดังกล่าวต่อผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามลำดับ ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีมติให้เรียกสมุดคำตอบและคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของโจทก์ร่วมจากอาจารย์ผู้สอนทั้งสามคนมาเพื่อเสนอที่ประชุมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป และในการประชุมครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้รับคะแนนดิบจากศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. โดยโจทก์ร่วมได้คะแนนของศาสตราจารย์ ว. 28 คะแนน และของนาย ส. 24 คะแนน รวม 52 คะแนน จากคะแนนเต็ม 66 คะแนน แต่ส่วนจำเลยไม่ส่งคะแนน เนื่องจากจำเลยแจ้งเหตุขัดข้อง สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงไม่สามารถนำเสนอที่ประชุมได้ ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์จึงมีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยมีหนังสือที่ ศธ.0518.02/2398 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ชี้แจงว่า สมุดคำตอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยเนื่องจากจำเลยได้จัดส่งไปเก็บที่ห้องเก็บสมุดคำตอบตั้งแต่หลังการสอบและอยู่ระหว่างการค้นหา ส่วนต้นฉบับคะแนนดิบปะปนอยู่กับเอกสารอื่นจำนวนมากและอยู่ระหว่างการค้นหาเช่นกัน จำเลยแจ้งด้วยว่าโจทก์ร่วมเป็นบุคคลที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้บรรยายและเห็นควรจัดให้โจทก์ร่วมสอบแก้ผลสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว คณบดีคณะนิติศาสตร์มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เสนอความเห็นในเรื่องดังกล่าว ต่อมาผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีหนังสือที่ ศธ. 0518.20/2790 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 รายงานคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องเกี่ยวกับการจัดส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ของจำเลยไม่น่าจะอ้างได้เนื่องจากวิชาดังกล่าวจำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้สำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 และในการประชุมครั้งที่ 6/2549 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการตรวจหลักฐานเกี่ยวกับการให้คะแนนในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. มีนักศึกษาบางคนขาดสอบ บางคนไม่มีคะแนน (ศูนย์) แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้รวมคะแนนทั้งหมดและเป็นผู้ตัดเกรดกลับให้นักศึกษาได้เกรดอื่นโดยไม่ติดเกรด I แตกต่างจากโจทก์ร่วมซึ่งมีคะแนนของอาจารย์ผู้บรรยายครบทุกคนกลับได้ผลสอบเท่ากับ I เพียงคนเดียว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์แจ้งว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะสอบแก้ผลการสอบที่ได้ I ในวิชาดังกล่าว แต่จะรอผลการพิจารณาอุทธรณ์และมีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับมีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการร้องเรียนกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ให้โจทก์ร่วมได้ดูคะแนนดิบและสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย แต่จำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.0518.02/ - ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ขอให้อธิการบดีรามคำแหงดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 หลังจากนั้นจำเลยได้มีหนังสือที่ ศธ.1518.02 พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าโจทก์ร่วมได้คะแนนรวมในส่วนของจำเลย จำนวน 15 คะแนน แบ่งเป็นคะแนนเข้าชั้นเรียน 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน คะแนนรายงานกลุ่ม 7 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน คะแนนสอบข้อเขียน 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมประพฤติตนก้าวร้าว ไม่เป็นสุภาพชน แสดงมารยาทที่ไม่ดีต่ออาจารย์ผู้สอนในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยนักศึกษา จึงอาศัยอำนาจตามข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 9 ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ประกอบหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรหักคะแนนโจทก์ร่วม 10 คะแนน ทำให้คะแนนของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยเหลือเพียง 5 คะแนน เมื่อรวมกับคะแนนในส่วนของศาสตราจารย์ ว. และนาย ส. แล้ว โจทก์ร่วมจึงมีคะแนนรวม 57 คะแนน จำเลยจึงให้โจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชานี้ ฝ่ายโจทก์ร่วมเห็นว่าทางผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจนพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองคือประกาศผลสอบวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ที่ให้โจทก์ร่วมได้เกรด I เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมจึงฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณบดีคณะนิติศาสตร์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ จำเลย และคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ต่อศาลปกครองกลาง โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองคือ ประกาศผลสอบของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ในส่วนที่จำเลยให้เกรดโจทก์ร่วมเท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และคำขออื่นๆ ซึ่งผู้ถูกฟ้องทั้งหมดให้การต่อสู้คดี โดยทางคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงยอมตกลงว่าระหว่างรอทราบผลคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลปกครองกลางจะไม่ถือว่าโจทก์ร่วมขาดสอบและไม่กรอกเกรด W ให้โจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมได้ทราบข้อความในหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ที่จำเลยชี้แจงคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่ามีข้อความหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งน่าทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในวันที่ 17 ตุลาคม 2549 ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 162 (1), 326 และ 328 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้โจทก์ร่วมชนะคดีบางส่วนโดยให้เพิกถอนประกาศของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จัดทำโดยจำเลยในส่วนที่ให้ผลการสอบของโจทก์ร่วมในวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน (LA 634) ภาค 1 ปีการศึกษา 2548 เท่ากับ I ออกจากทะเบียนบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและให้มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และจำเลยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553 โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบสวนพยานเพิ่มเติมและร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 158 พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์แล้วดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาดังกล่าว ชั้นสอบสวน จำเลยไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้คู่ความที่มาศาลฟัง โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีศาสตราจารย์ ส. ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดีฝ่ายนิติการ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ โจทก์ร่วมเคยขึ้นมาหาพยานที่ห้องทำงานแจ้งว่าเพิ่งมีเหตุกับจำเลยในห้องเรียน พยานบอกแก่โจทก์ร่วมว่าการจะสอบได้หรือสอบตกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเหตุในห้องเรียน แต่ขึ้นอยู่กับการทำข้อสอบข้อเขียนและบอกให้โจทก์ร่วมกลับไป ต่อมาพยานทราบว่าโจทก์ร่วมได้เกรด I ในวิชาของจำเลยอยู่เพียงคนเดียวซึ่งถือว่าสอบตก ครั้นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอต่อสำนักงานบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เพื่อขอดูคะแนน จึงมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมครั้งที่ 4/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นวาระที่ 8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติแจ้งไปยังจำเลยและอาจารย์อีก 2 คน ที่ร่วมกันสอนในวิชาดังกล่าวให้ส่งคะแนนดิบและสมุดคำตอบของโจทก์ร่วม ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 เพื่อจะได้นำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ได้พิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 5/2549 ได้มีการพิจารณาเรื่องที่โจทก์ร่วมขอถ่ายสำเนาบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่เข้าเรียนวิชา LA 634 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติให้จัดทำข้อมูลเสนอคณบดีคณะนิติศาสตร์เพื่อพิจารณาต่อไป พยานได้มีหนังสือถึงอาจารย์ผู้สอนซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย ให้แสดงสมุดคำตอบและคะแนนดิบในวิชาดังกล่าวเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยไม่ส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ ดังนั้น ในการประชุมครั้งที่ 6/2549 ของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์จึงมีการลงมติและลงความเห็นกันว่า การที่จำเลยแจ้งข้อขัดข้องอ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ ทั้งๆที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์กำหนดให้จัดส่งนั้น ไม่น่าจะอ้างได้ เพราะว่าวิชานี้จำเลยเพิ่งจะส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ส่วนอาจารย์ผู้รับผิดชอบวิชาเดียวกันนี้อีก 2 คน ได้ส่งให้คณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยนานแล้ว พยานจึงแจ้งเรื่องของมติและความเห็นดังกล่าวให้คณบดีคณะนิติศาสตร์ทราบด้วย ดังนี้ เห็นว่า ศาสตราจารย์ ส. เป็นผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ มีหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์โดยตรง และเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ราชการที่พยานได้ปฏิบัติมาอย่างสมเหตุสมผลและทุกขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ตามคำเบิกความของพยานก็มีเอกสารเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน คำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ ที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาโต้แย้งว่า ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 3 ซึ่งเป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 24 เมษายน 2559 และลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ระบุตำแหน่งและชื่อพยานว่า "รองศาสตราจารย์ ส. ประธานคณะกรรมการบริหาร โครงการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดอำนาจเจริญ" นั้น ขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานลงวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ที่ระบุตำแหน่งและชื่อของพยานว่า "ศาสตราจารย์ ส." จึงตั้งข้อสังเกตว่าพยานจะใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในการเบิกความต่อศาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งๆที่ในความเป็นจริงพยานมีตำแหน่งแค่รองศาสตราจารย์นั้น เห็นว่า การที่ตามข้อเท็จจริงที่ว่า นาง ส. พยานจะมีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์นั้น หาใช่สาระสำคัญของน้ำหนักคำพยานไม่ เพราะข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังคำพยานปากนี้ มิใช่เหตุผลหรือความเห็นในเชิงวิชาการ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่พยานได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งเป็นการเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามหน้าที่ที่พยานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีพยานเอกสารสนับสนุนทุกขั้นตอน จึงเป็นพยานบุคคลที่มีน้ำหนักและคุณค่าอันควรแก่การรับฟัง ยิ่งกว่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังได้ความสนับสนุนคำเบิกความของศาสตราจารย์ ส. อีกว่า โจทก์ร่วมได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ กรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมดูคะแนนดิบ และสมุดคำตอบที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งคณะอนุกรรมการข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้ว ได้สรุปผลการพิจารณาวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุมครั้งที่ 197 - 32/2549 วันที่ 17 สิงหาคม 2549 ว่า กรณีร้องเรียนเรื่องนี้ เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้กำหนดให้หน่วยงานจะต้องจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระบบและสามารถค้นหาได้ง่าย การที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแจ้งผู้ร้อง (โจทก์ร่วม) โดยให้เหตุผลว่า สมุดคำตอบได้ค้นหาแล้วไม่พบนั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จำเลยเป็นรองศาสตราจารย์สอนวิชาบัณฑิตสัมมนาในกฎหมายมหาชน ย่อมทราบถึงภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แต่หาได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการไม่ เพราะเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ จึงเจือสมกับมติของคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2549 ว่า ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าอยู่ในระหว่างการค้นหาสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบนั้น จำเลยไม่น่าจะอ้างได้ เพราะวิชานี้จำเลยเพิ่งส่งผลสอบให้บัณฑิตศึกษามาไม่นาน พฤติการณ์แห่งคดีตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยลำดับ จึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามฟ้องโจทก์จริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหานี้หรือไม่แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญว่า หลักเกณฑ์การวัดผลนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 ที่ศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ แต่ในขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดผลอยู่ในขณะนั้น โดยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในสาระสำคัญ คือ หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุที่จำเลยใช้ปฏิบัตินั้น มีการวางหลักเกณฑ์การวัดผลที่สำคัญระบุว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) และนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" แต่หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 ที่แก้ไขใหม่ได้ตัดข้อความในวงเล็บที่ว่าคะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชาออกไป เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นช่วงระยะเวลาที่ใช้หลักเกณฑ์การวัดผลเก่าตามเอกสารหมาย จ.40 แต่ศาลอุทธรณ์กลับนำหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 มาปรับบทวินิจฉัยคดีว่าจำเลยกระทำผิดจึงเป็นการไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลในเชิงวิชาการโต้แย้งไว้ตอนหนึ่งด้วยว่า "การที่จำเลยใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมตามกรณีพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชนซึ่งมีหลักการสำคัญว่า "ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำไม่ได้" ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต ตามเอกสารหมาย จ.40 ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้หมายเหตุกำหนดให้อำนาจดุลพินิจแก่อาจารย์ผู้สอนหรืออาจารย์ประจำวิชาในการที่จะใช้อำนาจดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ ดังปรากฏตามบทบัญญัติในหมายเหตุตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาให้อาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์เปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้เป็นกรณีใดบ้าง จึงถือได้ว่าการเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเป็นดุลพินิจของอาจารย์" เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า "...ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ได้กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่า นักศึกษาผู้ใดที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ชื่อว่า กระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ถ้าการกระทำผิดวินัยเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยงดตรวจกระดาษคำตอบกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชาและในทะเบียนเรียน ให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้ ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษในขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาโดยใช้อักษรระดับคะแนน โดยมีการกำหนดอักษรระดับคะแนน แต้มระดับคะแนนต่อ 1 หน่วยกิต ความหมายและคะแนนดิบ โดยมีหมายเหตุในตอนท้ายของเอกสารหมาย จ.40 ว่า วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร เมื่อพิจารณาถ้อยคำในข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่า หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ข้อ 4 ข้อ 6 และ ข้อ 8 อันเป็นการกระทำผิดวินัยแล้ว จำเลยคงมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น จำเลยไม่มีอำนาจลงโทษโจทก์ร่วมด้วยการหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษาดังกล่าวได้แต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องที่จำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ 9 ด้วยการตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย ทั้งต่อมาจำเลยมีหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์ว่าการกระทำของโจทก์ร่วมในชั้นเรียนเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยทราบวิธีการลงโทษนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดีอยู่ว่าจะต้องกระทำอย่างใดบ้าง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจอาจารย์ผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับปรุงเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุเพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยมีรองศาสตราจารย์ ป. รองศาสตราจารย์ ม. รองศาสตราจารย์ ภ. มาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157..." ตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลอุทธรณ์มิได้นำหลักเกณฑ์การวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตเอกสารหมาย จ.39 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่ภายหลังเกิดเหตุมาอ้างเป็นเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังที่จำเลยเข้าใจคลาดเคลื่อนและยกขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะศาลอุทธรณ์ใช้ข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า ตามข้อบังคับดังกล่าว หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบันและใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน จำเลยเพียงมีอำนาจเรียกตัวโจทก์ร่วมมาตักเตือนหรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรได้เท่านั้น กับวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยไว้ชัดเจนด้วยว่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีสิทธิพิจารณาหักคะแนนโจทก์ร่วมโดยอาศัยหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจผู้สอนในการพิจารณาตัดเกรดและใช้ดุลพินิจในการปรับเพิ่มหรือลดคะแนนอันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุ เพื่อสั่งสอนนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยอ้างพยานบุคคลหลายคนมาเบิกความสนับสนุนนั้น ขัดแย้งกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 และหลักเกณฑ์การวัดผลและวิธีการวัดผลหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 โดยสิ้นเชิง ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เพราะการประพฤติตนไม่เหมาะสมของนักศึกษาเป็นเรื่องวินัยนักศึกษาซึ่งต้องบังคับตามข้อบังคับฉบับดังกล่าว ส่วนหลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.39 และ จ.40 เป็นหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลของกระบวนวิชาที่นักศึกษาสอบไล่ ดังนั้น แม้จะต้องใช้หลักเกณฑ์การวัดผลตามเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุดังที่จำเลยพยายามกล่าวอ้าง และหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจสมุดคำตอบมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ก็ตาม โจทก์ร่วมก็ไม่ชอบที่จะใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาหักคะแนนนักศึกษาที่กระทำผิดวินัยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุผลโต้แย้งในเชิงวิชาการว่า การใช้ดุลพินิจหักคะแนนโจทก์ร่วมเป็นการกระทำทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจตามหลักการของกฎหมายมหาชน และจำเลยใช้อำนาจตามหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งให้อำนาจจำเลยในฐานะผู้สอนที่จะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงปรับลดหรือหักคะแนนนักศึกษาซึ่งเป็นลูกศิษย์ได้ นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่มีหมายเหตุกำหนดว่า "วิชาใดที่มีอาจารย์ตรวจสมุดคำตอบมากกว่า 1 ท่าน ขอความกรุณาอาจารย์ให้เป็นคะแนนดิบก่อน (คะแนนดิบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา) แล้วนำมารวมกันจึงตัดเกรดเป็นตัวอักษร" เป็นหมายเหตุในข้อความตอนท้ายของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ซึ่งมีข้อความตอนต้นวางหลักเกณฑ์การวัดผลและประเมินผลของกระบวนวิชาที่มีการสอบไล่ โดยใช้อักษรระดับคะแนน (Letter grade) ดังนั้น แม้หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จะมิได้กำหนดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบให้อาจารย์ผู้สอนเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ในกรณีใดบ้าง ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขอบเขตของการใช้ดุลพินิจก็คงจำต้องอยู่เพียงเฉพาะเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบไล่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวินัยของนักศึกษาที่ต้องบังคับตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยวินัยนักศึกษา พ.ศ.2522 ซึ่งนอกจากจะมีข้อบังคับให้นักศึกษาต้องปฏิบัติและประพฤติตนอยู่ในกรอบของคุณธรรมและจริยธรรมอยู่ในข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 แล้ว ยังมีความในข้อ 9 กำหนดกระบวนการบังคับใช้ข้อบังคับด้วยว่า "...หากนักศึกษาผู้ใดฝ่าฝืน ได้ชื่อว่ากระทำผิดวินัย ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์พิเศษ เลขานุการคณะ หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเรียกตัวมาตักเตือน หรือจะแจ้งให้คณบดีตักเตือนหรือตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้"

ถ้าการกระทำผิดวินัยนั้น เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณบดีนำเสนออธิการบดี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาของสภามหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1. ให้งดตรวจกระดาษคำตอบบางกระบวนวิชาหรือทุกกระบวนวิชา และในทะเบียนเรียนให้ถือเป็นสอบตกในภาคการศึกษาที่ถูกลงโทษนั้น และอาจห้ามลงทะเบียนเรียนต่อไปอีก 2 ภาคการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นภาคการศึกษาปกติหรือภาคฤดูร้อนก็ได้

ถ้าเป็นการกระทำผิดซ้ำกับกรณีความผิดที่ได้เคยถูกลงโทษมาแล้ว ให้ลงโทษขั้นที่หนักกว่าเดิมตามที่เห็นสมควร

2. สั่งลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษาแล้วรายงานให้สภามหาวิทยาลัยทราบ

ยิ่งกว่านั้น ตามข้อบังคับฯ ข้อ 10 ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์การลงโทษทางวินัยด้วยว่า "นักศึกษาที่ถูกลงโทษทางวินัย อาจยื่นอุทธรณ์การลงโทษนั้นต่ออธิการบดีก็ได้ เมื่ออธิการบดีได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้วให้เสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา สภามหาวิทยาลัยอาจสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยืนตามคำสั่งเดิม หรือยกเลิกคำสั่งนั้นเสียได้"

ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหงฯ ดังกล่าว จะเห็นว่า ข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน นั้น เป็นเรื่องกล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและโจทก์ร่วมผู้ถูกกล่าวหา อาจมีข้อโต้แย้งว่ามิได้กระทำการดังที่จำเลยกล่าวหาก็ได้ ดังนั้น ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกระบวนการดำเนินการทางวินัยตามลำดับขั้นตอน และการลงโทษตามโทษานุโทษแห่งความผิดวินัยที่นักศึกษาได้กระทำไป กับมีกระบวนอุทธรณ์และวิธีพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้สิทธิแก่นักศึกษาผู้ถูกลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การลงโทษต่อสภามหาวิทยาลัยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 10 ได้อีกด้วย จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่กำหนดให้อาจารย์ผู้ตรวจคำตอบสามารเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจของอาจารย์แต่ละวิชา เพราะการวัดผลเป็นการประเมินผลการสอบของนักศึกษา อาจารย์ผู้สอนย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการที่จะพิจารณาให้คะแนนดิบ แต่ก่อนตัดเกรดเป็นตัวอักษร หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 จึงกำหนดหมายเหตุให้อาจารย์ผู้สอนสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ แต่ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบเช่นว่านี้ ย่อมมีขอบเขตเพียงข้อพิจารณาจากผลการสอบของนักศึกษาเพื่อการวัดผลและประเมินผลการสอบของนักศึกษาเท่านั้น อาจารย์ผู้สอนหามีอำนาจนำพฤติการณ์ก้าวร้าว ไม่ประพฤติตนเป็นสุภาพชน ไม่ให้เกียรติสถาบัน และการใช้กิริยาวาจาลบหลู่ผู้สอน อันเป็นความผิดทางวินัยของนักศึกษาตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ มาใช้เป็นข้อพิจารณาประกอบดุลพินิจเพื่อเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ และข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยนักศึกษา จำเลยก็ได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ ข้อ 9 ตักเตือนโจทก์ร่วมในห้องบรรยาย อีกทั้งจำเลยได้ตอบโจทก์ร่วมที่ขออนุญาตศาลถาม ยอมรับว่า จำเลยได้ทำบันทึกข้อความที่ ศธ.0518.02/พิเศษ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผ่านคณบดีคณะนิติศาสตร์กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขอให้พิจารณาดำเนินการแก่โจทก์ร่วมตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ เช่นว่านั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกต่างหากด้วย อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่า จำเลยทราบดีอยู่แล้วเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางวินัยนักศึกษาแก่โจทก์ร่วมว่าจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯอย่างไร แต่จำเลยกลับนำข้อกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดวินัยซึ่งโจทก์ร่วมยังโต้แย้งอยู่ดังกล่าว มาใช้เป็นข้อพิจารณาเพื่อใช้ดุลพินิจหักคะแนนดิบโจทก์ร่วมอีก จึงเป็นการลุแก่อำนาจใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตที่หลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ให้อำนาจไว้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นก่อนแล้วว่า เมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูคะแนนดิบในสมุดคำตอบ จำเลยกลับมีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบให้ซึ่งเป็นผลให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นตามฟ้องโจทก์จริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันรับฟังเชื่อถือได้แน่แท้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมมีว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลยด้วย แต่เนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่ได้วินิจฉัยมาก็อยู่ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ดังนั้น โดยผลของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ด้วย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1 ได้ นั้น เห็นว่า การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอของโจทก์ร่วมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะไปฟ้องหน่วยงานของรัฐใหม่ภายในอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกระทงหนึ่ง นั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม โดยหักคะแนนดิบของโจทก์ร่วมโดยไม่ชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมใช้สิทธิขอดูสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งสมุดคำตอบและต้นฉบับคะแนนดิบ อันเป็นเอกสารใดซึ่งเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ซึ่งเป็นเจตนากระทำความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากการกระทำกรรมแรก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะปรานีรอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ตาม แต่จำเลยไม่เคยกระทำความผิดอาญาใดๆ มาก่อน อีกทั้งหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งมีหมายเหตุระบุข้อความว่าให้อาจารย์แต่ละวิชาสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบได้ตามดุลพินิจ โดยมิได้ระบุขอบเขตการใช้ดุลพินิจโดยชัดแจ้ง เป็นเหตุให้ต่อมาภายหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การวัดผลใหม่ตามเอกสารหมาย จ.39 ตัดข้อความที่ระบุว่าให้อาจารย์ผู้สอนมีดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงคะแนนดิบออก อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ยอมรับถึงความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์การวัดผลเอกสารหมาย จ.40 พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรปรานี ศาลฎีกาเห็นว่า การรอการกำหนดโทษ สำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำทั้งสองกระทง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการกำหนดโทษ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่รอการลงโทษให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 อีกกรรมหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ให้รอการกำหนดโทษไว้ทั้งสองกระทง มีกำหนดกระทงละ 3 ปี กับให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 1 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการกำหนดโทษไว้ ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดๆ อันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ป.
จำเลย — นาง ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายชัยวัฒน์ ธนวัฒนตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2561
#621360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ใช่กรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีนับตั้งแต่วันนำของเข้า และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีจะเกินสิบปี แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย ส่งให้จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและจำเลยได้รับแล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์และจำเลยได้รับแล้วมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 จึงเป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว และต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 และพิกัดประเภทที่ 9403.20.00 ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

ตามมาตรา 112 จัตวา แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระได้เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบสินค้าขาเข้าโดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า จำเลยมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอากรขาเข้าพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า จำนวน 9,735,818.69 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้า 13 ฉบับ รวมจำนวน 4,446,198 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามฟ้องของโจทก์แล้ว จำเลยขอให้ศาลงดหรือลดเงินเพิ่มจากฟ้องของโจทก์ด้วย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,906,007 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงคลังและเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าประเภทนำเข้า จำหน่ายและติดตั้งเครื่องเก็บเอกสารและอุปกรณ์ที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 จำเลยนำเข้าสินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ จากราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 11 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยสำแดงพิกัด 8479.890 อัตราอากรร้อยละ 1 ของราคาสินค้าที่นำเข้า และนำเข้าสินค้าชั้นวางของอัตโนมัติ จากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 2 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์โดยสำแดงพิกัด 7308.90.90 อัตราอากรร้อยละ 10 ของราคาสินค้าที่นำเข้า และจำเลยได้ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เข้าตรวจสอบหลังตรวจปล่อย ณ สำนักงานของจำเลย และยึดแค็ตตาล็อกแสดงรายละเอียดสินค้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ รุ่น SHUTTLE XP และรุ่น VERTICAL CAROUSEL ที่จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าไว้ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 14 ฉบับ ซึ่งใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 13 ฉบับ ดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าว จากการตรวจสอบเอกสารที่ตรวจยึดมา พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่า สินค้าที่จำเลยนำเข้าดังกล่าว สำแดงประเภทพิกัดและอัตราอากรไม่ถูกต้อง เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นตู้สำหรับเก็บสิ่งของ ต้องจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 หรือ 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามช่วงเวลาที่นำสินค้าเข้ามา ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ที่ทำด้วยโลหะ เป็นเหตุให้จำเลยชำระอากรขาเข้าขาดไปจำนวน 4,446,198 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปจำนวน 311,235 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงประเมินและแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ขาดรวมทั้งให้จำเลยรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องชำระนับแต่วันที่ได้รับมอบสินค้า และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่น แบบแสดงรายการจนถึงวันชำระเสร็จแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ จำเลยอุทธรณ์การประเมินในส่วนอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และยื่นอุทธรณ์การประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และให้สินค้าที่นำเข้าเครื่องจัดเก็บอุปกรณ์เลื่อนได้อัตโนมัติควบคุมการทำงานโดยคอมพิวเตอร์ จัดเข้าประเภทพิกัด 9403.20 และประเภทพิกัด 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามแต่ละช่วงเวลาที่นำเข้าตามลำดับ ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ส่วนการอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่กรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" เห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกร้องเก็บเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรใดๆ ให้มีอายุความสิบปี นับจากวันที่นำเข้าประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรไม่ต้องด้วยมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี..." การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งมาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" ดังนี้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้ากรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีก็มิใช่เริ่มนับตั้งแต่เจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดตามที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ตรวจพบว่าจำเลยนำเข้าโดยสำแดงอัตราพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง จึงได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มอากรเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ไม่ใช่ในกรณีคำนวณอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปี นับจากวันที่นำของเข้าดังที่จำเลยอุทธรณ์ แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่โจทก์ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับราคาแห่งของใดๆ นั้น ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้นไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า กรณีเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์แจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยทราบ เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้... (5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเข้าสินค้าพิพาทโดยมีใบขนสินค้าหลายฉบับ นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 จะเกินสิบปีแล้ว แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรายพิพาทแก่จำเลยรวม 13 ฉบับ ส่งให้จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดสิบปี แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากรและหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าการแจ้งการประเมินอากรขาเข้าของโจทก์ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีจำเลยไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น จำนวนภาษีตามการประเมินยุติหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ทวาทศ" เห็นได้ว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ และการใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 112 อัฏฐารส เป็นสิทธิของผู้เสียภาษี เมื่อผู้เสียภาษีไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ดังกล่าวถือว่าพอใจในการประเมินของเจ้าพนักงานหรือพอใจในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว แล้วแต่กรณี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวโดยฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จำนวนภาษีจึงยุติตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จึงต้องฟังว่า สินค้าพิพาทจัดเป็นของตามประเภทพิกัด 9403.20 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 และพิกัดประเภทที่ 9403.20.00 อัตราอากรร้อยละ 20 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามวันที่นำเข้า ในฐานะเป็นเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ทำด้วยโลหะตามการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ชำระขาดตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสิบสามฉบับแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสินค้าพิพาทมีลักษณะมีปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการจำแนกประเภทพิกัดของสินค้าดังกล่าวสำหรับการนำเข้าของจำเลยแต่ละคราวและของผู้นำเข้ารายอื่น พฤติการณ์ที่จำเลยสำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้าพิพาทในการนำเข้าเกือบทุกครั้งเหมือนกับที่ผู้นำเข้ารายอื่นซึ่งเคยนำเข้าสินค้ารายการเดียวกับสินค้าพิพาทได้สำแดงมาก่อน เว้นแต่การนำเข้าสินค้าพิพาทในสองครั้งหลังที่สำแดงประเภทพิกัดตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เคยแจ้งแก่จำเลยในการดำเนินคดีอาญาก่อนหน้านี้ เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้าพิพาทตามใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง ซึ่งมีการนำเข้าก่อนที่จำเลยจะถูกดำเนินคดีจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.890 และสินค้าพิพาทที่นำเข้าภายหลังจำเลยถูกดำเนินคดีดังกล่าวต้องสำแดงประเภทพิกัด 7308.90.90 เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้าพิพาทเป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของจำเลยในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่จำเลยสำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าตามฟ้อง แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระอากรขาเข้าขาดตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามใบขนสินค้าขาเข้ารายพิพาททั้งสิบสามฉบับ ทั้งนี้รวมถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 4,446,198 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (5) ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 10 ทวิ ม. 102 ตรี ม. 112 จัตวา ม. 112 อัฏฐารส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเวอร์ติคัล สทอริจ ซีสเท็มส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561
#622072
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 บัญญัติว่า "ให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตาม สามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน... มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนนับแต่วันที่ผู้นั้นเกิด ทั้งนี้ ไม่ว่าสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนจะเป็นสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่..." ย่อมหมายความว่า การดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด คุณสมบัติ ขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติก็ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย คดีนี้การดำเนินการให้ผู้คัดค้านตั้งครรภ์แทนและ ค. เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ จึงเป็นการไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ย่อมผูกพันคู่สัญญาและใช้บังคับได้ แม้ตามกฎหมายดังกล่าว ระบุให้เฉพาะสามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน และผู้ร้องกับ ม. มิอาจเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าของอสุจิที่เข้าผสมกับไข่ของหญิงที่บริจาคจนปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน แล้วนำไปฝังในโพรงมดลูกของผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับ ค. ในฐานะเป็นบิดาซึ่งผู้คัดค้านแถลงยอมรับในข้อนี้ และไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้ ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องด้วยแล้ว จึงเป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติให้สิทธิของผู้ร้องไว้โดยตรง ต้องอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 มาวินิจฉัยคดีนี้อย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับ ค. แต่เป็นเพียงผู้ให้กำเนิด ค. จึงมีสถานะเป็นมารดาของ ค. เท่านั้น เมื่อกรณีผู้ร้องกับ ค. อยู่ในบังคับของบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจอาศัย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) สั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวได้ เพื่อความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็ก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องและคู่สมรสนับแต่วันที่เด็กหญิง ค. เกิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 56

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และบังคับผู้ร้องส่งมอบเด็กหญิง ค. ให้แก่ผู้คัดค้านภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ก. ผู้ร้อง นับแต่วันที่เด็กหญิง ค. เกิดและให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ค. เพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นคนสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่ราชอาณาจักรสเปน ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนาย ม. คนสัญชาติสเปนที่สำนักทะเบียนราษฎร์เมืองวาเลนเซีย ราชอาณาจักรสเปน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 ตามเงื่อนไขการสมรสในกฎหมายแห่งสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรสเปน ผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย ช. มาประมาณ 10 ปี ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2558 ผู้คัดค้านกับนาย ช. จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อปี 2555 นาย ม. ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพื่อให้มีบุตรที่สาธารณรัฐอินเดียโดยการใช้อสุจิของนาย ม. กับไข่ของหญิงที่บริจาคปฏิสนธิกันเป็นตัวอ่อนแล้วฝังตัวอ่อนในโพรงมดลูกของหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน ครั้นวันที่ 6 สิงหาคม 2556 หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนให้กำเนิดทารกคือเด็กชาย อ. ต่อมาผู้ร้องเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย และว่าจ้าง "นิวไลฟ์ โกลบอลเน็ตเวิร์ค แอลแอลพี" เป็นตัวแทนจัดหาและคัดเลือกหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน (Surrogate Mother) ในราชอาณาจักรไทย ตามสัญญาลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ตัวแทนคัดเลือกและว่าจ้างผู้คัดค้านให้เป็นหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนโดยใช้อสุจิของผู้ร้องกับไข่ของหญิงที่บริจาคปฏิสนธิกันเป็นตัวอ่อนแล้วฝังตัวอ่อนในโพรงมดลูกของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านตั้งครรภ์และคลอดทารกคือเด็กหญิง ค. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2558 ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ในวันที่ 20 มกราคม 2558 ผู้ร้องรับเด็กหญิง ค. ออกจากโรงพยาบาลไปอุปการะเลี้ยงดูจนถึงปัจจุบัน ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ผู้ร้องขอสละคำขอตามคำร้องในส่วนที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ม. คู่สมรสของผู้ร้อง ผู้คัดค้านแถลงยอมรับว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของเด็กหญิง ค. และไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง แต่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ค. เพียงผู้เดียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (Assisted Reproductive Technology) มีความก้าวหน้ามาก ใช้บำบัดรักษาภาวะการมีบุตรยากอย่างกว้างขวางอีกทั้งก้าวหน้าไปถึงการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน (Surrogacy) กระทั่งราชอาณาจักรไทยมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป ย่อมแสดงว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแม้พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคุณสมบัติ ขั้นตอนและวิธีดำเนินการไว้อย่างจำกัด แต่บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 56 ว่า ให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตาม สามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน... มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนนับแต่วันที่ผู้นั้นเกิด ทั้งนี้ ไม่ว่าสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนจะเป็นสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่..." ย่อมหมายความว่าการดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด คุณสมบัติ ขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติก็ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย คดีนี้การดำเนินการให้ผู้คัดค้านตั้งครรภ์แทนและเด็กหญิง ค. เกิดก่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ จึงเป็นการไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ย่อมผูกพันคู่สัญญาและใช้บังคับได้ นอกจากนั้นแม้ตามกฎหมายดังกล่าว ระบุให้เฉพาะสามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน และผู้ร้องกับนาย ม. มิอาจเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าของอสุจิที่เข้าผสมกับไข่ของหญิงที่บริจาคจนปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน (Donated Embryo Surrogacy) แล้วนำไปฝังในโพรงมดลูกของผู้คัดค้าน (In Vitro Fertilisation Surrogacy) ผู้ร้องจึงมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กหญิง ค. (Genetic - Based Parenthood) ในฐานะเป็นบิดาซึ่งผู้คัดค้านแถลงยอมรับในข้อนี้ และไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องด้วยแล้ว จึงเป็นกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติให้สิทธิของผู้ร้องไว้โดยตรง ต้องอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 มาวินิจฉัยคดีนี้อย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นบิดาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนจนกระทั่งได้มีการคลอดเด็กหญิง ค. ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาต่อไปที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนอำนาจปกครองเด็กหญิง ค. ของผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กหญิง ค. ในฐานะบิดา และดังวินิจฉัยข้างต้นว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตน ส่วนผู้คัดค้านไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็กหญิง ค. อย่างไรก็ดี ผู้คัดค้านเป็นหญิงที่อุทิศร่างกายตั้งครรภ์เป็นเวลาเก้าเดือนและให้กำเนิดเด็กหญิง ค. ย่อมมีสถานะเป็นมารดาของเด็กหญิง ค. แต่การวินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตรนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคสอง บัญญัติว่า อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาในกรณีดังต่อไปนี้ (5) ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดา โดยมีกฎหมายเฉพาะคือพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 29 บัญญัติให้เด็กนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์จะมีบุตร เมื่อกรณีผู้ร้องกับเด็กหญิง ค. อยู่ในบังคับของบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจอาศัยมาตรา 29 นี้ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคสอง (5) สั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวได้ ทั้งพระราชบัญญัตินี้เรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ย่อมแสดงเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้งแล้วว่ามุ่งคุ้มครองเด็ก ศาลจึงต้องพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ประกอบกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ร้องรับเด็กหญิง ค. ไปตั้งแต่แรกคลอด และให้การอุปการะเลี้ยงดูด้วยความรักความเอาใจใส่ เพื่อความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็กโดยผู้คัดค้านไม่ได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามกันมาให้เด็กหญิง ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1566 วรรคสอง (5)
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ม. 29 ม. 56
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ก.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
บุญมี ฐิตะศิริ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2561
#621190
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายวิธีสบัญญัติ เมื่อมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจทำการไต่สวน แต่ขณะที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดแก่จำเลย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนตามมาตรา 19 (4) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานรับเงิน 3,000,000 บาท จาก ป. ในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือให้ ป. ไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 แม้ภายหลังจำเลยจะไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือ ป. หรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ขณะที่จำเลยรับเงินดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุนายประสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทขอนแก่น ส่วนจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตรากำลังทั้งหมดของสำนักงานในเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง การเก็บทะเบียนประวัติและเรื่องวินัย รวมทั้งการจัดทำข้อมูลข้าราชการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริหารงานบุคคลพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย และเลื่อนระดับข้าราชการทั้งหมด ในวันเกิดเหตุวันที่ 18 มีนาคม 2540 มีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเดินสะพัดธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ บัญชีเลขที่ 025-3-xxxxxx ของนายประสิทธิ์ 3,000,000 บาท ตามสำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัด วันที่ 22 เมษายน 2540 นายประสิทธิ์ถูกย้ายไปรับราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทสกลนคร ต่อมานายประสิทธิ์กล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ว่า จำเลยเรียกรับเงินจากนายประสิทธิ์เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่นายประสิทธิ์ไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น ชั้นไต่สวนจำเลยให้การปฏิเสธ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย แล้วส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับภายหลังวันเกิดเหตุคดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจทำการไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ได้เพราะเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง และจำเลยไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ภายหลังวันเกิดเหตุคดีนี้ แต่ขณะที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดแก่จำเลยตามกฎหมายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2543 นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับแล้ว โดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "คณะกรรมการ ป.ป.ช มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ...(4) ไต่สวนและวินิจฉัยว่า...เจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ..." อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการไต่สวนจึงเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับดังกล่าว ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนตามที่ผู้เสียหายกล่าวหา กรณีเช่นว่านี้หาใช่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังดังที่จำเลยฎีกาไม่ การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ในปัญหานี้ โจทก์มีนายประสิทธิ์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของพยานต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ความว่า วันเกิดเหตุนายประสิทธิ์นำเงิน 3,000,000 บาท ไปให้จำเลยเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ตนเองจะไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น เพราะนายประสิทธิ์ทราบว่ามีคำสั่งให้ตนเองย้ายไปรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกองระดับ 8 ในส่วนกลาง แต่ยังไม่เห็นคำสั่ง หากคำสั่งออกแล้วแต่ยังไม่มีการเวียนคำสั่งให้ทราบ ก็สามารถยกเลิกคำสั่งได้ โดยในวันดังกล่าวมีนายไพฑูรย์ นายไพรินทร์ นายสมควร และนายจั่ว ไปด้วย เมื่อไปถึงที่ทำงานของจำเลยที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรุงเทพมหานคร นายประสิทธิ์กับนายไพฑูรย์เดินไปที่ห้องทำงานของจำเลยที่กองการเจ้าหน้าที่ ส่วนนายไพรินทร์รออยู่ชั้นล่าง นายไพฑูรย์มอบถุงบรรจุเงิน 3,000,000 บาท ให้นายประสิทธิ์และรออยู่หน้าห้อง นายประสิทธิ์ถือถุงบรรจุเงินไปในห้องทำงานของจำเลยคนเดียวแล้วมอบเงินให้จำเลย และมีบันทึกคำให้การของนายไพรินทร์ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นพยาน โดยนายไพรินทร์ให้การยืนยันได้ความว่า วันเกิดเหตุนายประสิทธิ์ชวนนายไพรินทร์กับนายไพฑูรย์ไปเบิกถอนเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ กรุงเทพมหานคร 3,000,000 บาท โดยนั่งรถตู้ของศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทขอนแก่นไป หลังจากเบิกถอนเงินแล้วก็เดินทางต่อไปที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท เมื่อไปถึงนายประสิทธิ์กับนายไพฑูรย์เดินขึ้นไปบนอาคารของสำนักงาน โดยนายไพฑูรย์เป็นผู้ถือกล่องกระดาษใส่เงินที่เบิกถอนมาจากธนาคารส่วนนายไพรินทร์รอที่รถ หลังจากนั้นไม่นานนายประสิทธิ์กับนายไพฑูรย์เดินกลับมาที่รถแต่ไม่ได้ถือกล่องกระดาษใส่เงินมาด้วย ต่อมาจึงทราบจากนายประสิทธิ์ว่าเงิน 3,000,000 บาท ได้นำไปให้จำเลยตามที่จำเลยเรียกร้อง เพื่อไม่ให้นายประสิทธิ์ต้องถูกย้ายไปที่อื่น สอดคล้องกับคำเบิกความของนายประสิทธิ์ดังกล่าว แม้ในชั้นพิจารณานายไพรินทร์จะเบิกความว่า ที่นายประสิทธิ์ไปเบิกถอนเงิน 3,000,000 บาท นายไพรินทร์ไม่ได้ไปด้วย นายประสิทธิ์จะนำเงิน 3,000,000 บาท ไปให้ผู้ใดเป็นค่าอะไรนายไพรินทร์ไม่ทราบ และจำไม่ได้ว่า จะมีใครขึ้นไปบนสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทบ้างก็ตาม แต่นายไพรินทร์ก็เบิกความยอมรับว่า เคยให้การไว้ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนตามบันทึกคำให้การเอกสาร และขอยืนยันข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การดังกล่าว การที่นายไพรินทร์มาเบิกความในภายหลังบ่ายเบี่ยงไปจากที่ตนเองเคยให้การไว้ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานถึง 12 ปีเศษ ย่อมทำให้มีโอกาสเสริมแต่งข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อช่วยเหลือจำเลยได้ จึงเชื่อว่าคำให้การของนายไพรินทร์ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา นอกจากนี้โจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของนายไพฑูรย์ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งให้การสอดคล้องกับคำเบิกความของนายประสิทธิ์ในข้อสาระสำคัญที่ว่ามีการเดินทางไปที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท โดยนายประสิทธิ์เบิกถอนเงินแล้วนำไปให้จำเลยที่ห้องทำงาน โดยนายไพฑูรย์เป็นผู้ถือเงินขึ้นไปพร้อมกับนายประสิทธิ์ด้วย ส่วนที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่น ภาชนะที่ใส่เงินเป็นถุงหรือกล่องกระดาษดังที่จำเลยฎีกา ก็เป็นเพียงรายละเอียดพลความไม่ทำให้คำเบิกความของนายประสิทธิ์ในข้ออื่นมีน้ำหนักลดน้อยลงแต่อย่างใด แม้คำให้การของนายไพฑูรย์เป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมพยานบอกเล่าเช่นว่านี้ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งได้ความว่านายไพฑูรย์ป่วยไม่อาจมาเบิกความได้ จึงมีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นไปโดยไม่ชอบประการใด ดังนี้ ศาลย่อมรับฟังคำให้การของนายไพฑูรย์ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) (2) ประกอบมาตรา 227/1 และในประการสำคัญโจทก์ยังมีสำเนาใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดตาม อันเป็นหลักฐานสำคัญมาแสดงให้เห็นว่า ในวันเกิดเหตุมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเดินสะพัดธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ บัญชีเลขที่ 025 - 3 - xxxxx ของนายประสิทธิ์ 3,000,000 บาท จริง ยิ่งสนับสนุนคำเบิกความของนายประสิทธิ์ให้มีน้ำหนักมากขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า วันเกิดเหตุนายประสิทธิ์กับพวกไปเบิกถอนเงินจากบัญชีเดินสะพัดธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิ์กษัตริย์ บัญชีเลขที่ 025 - 3 - xxxxx ของนายประสิทธิ์ 3,000,000 บาท แล้วนายประสิทธิ์นำเงินดังกล่าวไปให้จำเลยที่ห้องทำงานของจำเลย เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลือให้นายประสิทธิ์ที่ประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทขอนแก่นไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่จำเลยฎีกาว่า หากมีการจ่ายเงินจริง เหตุใดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 นายประสิทธิ์จึงถูกย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทสกลนคร เห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีการตอบแทนนายประสิทธิ์โดยช่วยเหลือไม่ให้ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่นนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานรับเงิน 3,000,000 บาท จากนายประสิทธิ์ในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือให้นายประสิทธิ์ไม่ต้องถูกย้ายออกจากจังหวัดขอนแก่น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว แม้ภายหลังจำเลยจะได้กระทำอย่างใดในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือนายประสิทธิ์หรือไม่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ขณะที่จำเลยรับเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนต้องเรียกพยานบุคคลที่ทำงานอยู่หน้าห้องจำเลยมาไต่สวนว่ามีใครเห็นนายประสิทธิ์กับนายไพฑูรย์ไปที่ห้องทำงานของจำเลยบ้างแต่กลับไม่เรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาไต่สวน ถือว่าเป็นการไต่สวนไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบนั้น เห็นว่า การไต่สวนพยานเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่จะไต่สวนบุคคลใดเป็นพยานก็ได้ และหากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วก็ไม่จำต้องเรียกพยานอื่นมาทำการไต่สวนอีก ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการไต่สวนไม่เรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาไต่สวน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการไต่สวนไม่ชอบแต่อย่างใด สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลย แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวี ทวีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164/2561
#623789
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลชั้นต้นต้องลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ เพราะ ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน..." การกำหนดโทษ 12 เดือน จึงเท่ากับ 360 วัน แต่หากรวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 2 ปี แล้วจึงลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่า

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และให้จำเลยคืนเงิน 350,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกจำคุก 1 ปี 8 เดือน กระทงที่สองจำคุก 4 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 350,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยชำระเงินคืนจำนวน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และเมื่อจำเลยได้ชำระคืนให้แก่ผู้เสียหายแล้วจำนวน 67,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงินจำนวน 233,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายมอบเงินแก่จำเลยด้วยวิธีการใด อย่างไรให้ชัดแจ้ง ทั้งที่จำเลยและผู้เสียหายมีภูมิลำเนาต่างกันคนละจังหวัด และโจทก์บรรยายฟ้องตอนท้ายว่า คดีนี้ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยภายในอายุความตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายทราบหรือรู้ถึงการกระทำผิดเมื่อใด และร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนเมื่อใด ภายในเวลา 3 เดือน ตามกฎหมาย ให้ปรากฏชัดว่าไม่ขาดอายุความร้องทุกข์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น เห็นว่า ปัญหาที่จำเลยอ้างเป็นเรื่องรายละเอียดที่ต้องต่อสู้และนำสืบกันในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยเห็นว่าการบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือหลงต่อสู้ก็ย่อมยกขึ้นมาต่อสู้ได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็เท่ากับไม่มีข้อต่อสู้นี้และไม่มีปัญหาให้ต้องมีการนำสืบกัน จำเลยจะอ้างเอาเองว่าโจทก์ต้องบรรยายฟ้องอย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาอีกหาได้ไม่ ทั้งพิจารณาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็แสดงว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีหรือหลงต่อสู้แต่อย่างใด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์อ่านโดยรวมแล้วเป็นคำมั่นทางแพ่งของจำเลยซึ่งกล่าวต่อผู้เสียหายว่าจะนำเงินไปซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้เสียหาย ไม่เป็นความผิดทางอาญานั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเท่ากับจำเลยอ้างว่า จำเลยได้กล่าวต่อผู้เสียหายว่าจะนำเงินไปซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อซื้อตั๋วเครื่องบินจากจำเลยอันเป็นความเท็จ อันเป็นการขัดแย้งกับที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และไม่ปรากฏว่าศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, 185 วรรคหนึ่ง อย่างไร จึงไม่ใช่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ผู้เสียหายต้องการเดินทางไปกลับครั้งเดียวจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยได้กระทำความผิดโดยต่างการกระทำ เจตนา วันเวลา ข้อเท็จจริง และมีความหนักเบาแห่งการกระทำความผิดแตกต่างกัน และแบ่งแยกได้เป็นสองกรรม จึงเป็นความผิดสองกรรมแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ไม่ใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวหรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังจำเลยฎีกา ทั้งจำเลยจะอ้างเอาการกระทำและเจตนาของผู้เสียหายที่ต้องการเดินทางไปกลับประเทศญี่ปุ่นครั้งเดียวกัน อันไม่ใช่เป็นเรื่องการกระทำและเจตนากระทำความผิดของจำเลย มาเป็นผลให้การกระทำความผิดของจำเลยเหลือเพียงกรรมเดียวหาได้ไม่ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้จำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษกระทงแรกจำคุก 1 ปี 8 เดือน กระทงที่สองจำคุก 4 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 2 ปี ก่อนที่จะลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี โดยไม่ได้ลดโทษให้ในแต่ละกระทงก่อนเป็นกระทงแรกจำคุก 10 เดือน กระทงที่สองจำคุก 2 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ซึ่งเป็นคุณและมีระยะเวลาน้อยกว่าจำคุก 1 ปี นั้น ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษให้จำเลย แทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า หากกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ดังนั้นการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า อาชีพซื้อขายตั๋วโดยสารเครื่องบินของจำเลยต้องอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจอย่างสูง เพราะผลร้ายการกระทำจะส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าจำนวนเงินที่จำเลยได้ไป และยังมีผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง ทำให้คนในสังคมขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ความเสียหายของผู้เสียหายคดีนี้เห็นได้ชัดว่ามีมากกว่าจำนวน 350,400 บาท เสียอีก แต่ผู้เสียหายยอมลดเงินที่จำเลยจะต้องชดใช้คืนเหลือเพียงจำนวน 300,000 บาท และให้จำเลยผ่อนชำระ จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว แต่นับเวลาตั้งแต่จำเลยกระทำความผิดคือ เดือนพฤษภาคม 2556 จนถึงปัจจุบันจำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายเพียงจำนวน 147,000 บาท เท่านั้น คงเหลืออีกจำนวน 153,000 บาท ทั้งที่เป็นเวลาผ่านไปแล้วหลายปี เห็นได้ว่าจำเลยพยายามประวิงการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายมาโดยตลอด ทำความเสียหายแก่ผู้เสียหายอย่างไม่สิ้นสุดเสียที ทั้งที่ความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายเพียงบางส่วน จำเลยก็หาได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดอย่างเต็มที่ แล้วยังพยายามยกการชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวมาเป็นเหตุขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แสดงถึงความไม่สำนึกของจำเลยอีกด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุจำเป็นส่วนตัวของจำเลยขึ้นมาอ้างนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยก็ต้องตระหนักรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าจะได้รับผลร้ายแห่งการกระทำความผิดเช่นใด แต่จำเลยยังกระทำความผิดเช่นนี้ ยิ่งแสดงว่าจำเลยไม่เกรงกลัวความผิดและเคารพยำเกรงกฎหมายเลย จึงไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยจะยกขึ้นมาอ้างเพื่อขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยคดีนี้ได้ ในเมื่อพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยและตามรูปคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากพอแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยวางเงินชดใช้แก่ผู้เสียหายเพิ่มขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 จำนวน 30,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท จึงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายอีกจำนวน 153,000 บาท เท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกจำคุก 1 ปี 8 เดือน กระทงที่สองจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรกจำคุก 10 เดือน กระทงที่สองจำคุก 2 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 153,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 54 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสาวณิชาภา อมรโอฬาริก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายกมล ยืนยงวัฒนากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2157/2561
#621359
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินในบัญชีเป็นเงินบริจาคที่ได้มาจากการทำศพของผู้ตาย จึงต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการศพของผู้ตายหรือไม่ ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยว่า ผู้ตายไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกและไม่ได้ตั้งผู้จัดการศพ ทายาทไม่ได้มอบหมายตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการศพ อีกทั้งไม่มีผู้ได้รับทรัพย์มรดกด้วย เพราะผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดก จึงเป็นกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ต้องวินิจฉัยโดยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง โดยนำ ป.พ.พ. มาตรา 1649 มาปรับใช้ว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเป็นผู้มีหน้าที่จัดการศพ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตาย มีทายาท คงมีแต่โจทก์ซึ่งเป็นวัดที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาขณะถึงแก่มรณภาพเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ป.พ.พ. มาตรา 1623 จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามนัยมาตรา 1649 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตาย มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจัดการมอบเงินในบัญชีให้โจทก์เพื่อนำไปใช้ในการจัดการทำศพผู้ตายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปเบิกถอนเงินร่วมกับผู้มีชื่อในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บัญชีเลขที่ 329-0-xxxxxx ทั้งหมดและหรือส่งมอบเงินฝากในบัญชีทั้งหมดแก่โจทก์และหรือให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในบัญชีเงินฝากมาเป็นชื่อของบุคคลที่โจทก์ยินยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยไปถอนเงินร่วมกับผู้มีชื่อในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บัญชีเลขที่ 329-0-xxxxxx ทั้งหมดและหรือส่งมอบเงินฝากในบัญชีทั้งหมดแก่โจทก์ และหรือให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในบัญชีเงินฝากมาเป็นชื่อของบุคคลที่โจทก์ยินยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า พระครูประสาทพรหมคุณหรือหลวงปู่หงษ์ มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโจทก์ หลวงปู่หงษ์ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 นายประถม นายอำเภอปราสาท มีคำสั่งอำเภอปราสาท ที่ 136/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานบำเพ็ญกุศลสรีระสังขารพระครูประสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงษ์ พรฺหมฺปญฺโญ) ลงวันที่ 5 มีนาคม 2557 มีการจัดงานพิธีบำเพ็ญกุศลศพหลวงปู่หงษ์ขึ้นที่ปราสาทเพชรภายในสุสานทุ่งมน ตำบลสมุด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาคเงิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว มีเงินเหลืออยู่ 1,725,214 บาท คณะกรรมการจัดงานจึงได้นำเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บัญชีเลขที่ 329-0-xxxxxx ในชื่อบัญชี พระสิน นายจำลอง และจำเลย เพื่อหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้ไปถอนเงินในบัญชีให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินในบัญชีเป็นเงินที่ได้มาจากการทำศพของหลวงปู่หงษ์ ดังนั้นจึงมีข้อที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการศพของหลวงปู่หงษ์หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ต้องในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดังว่านั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น" คดีนี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ผู้ตายไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกและไม่ได้ตั้งผู้จัดการศพ ทายาทไม่ได้มอบหมายตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการศพ อีกทั้งไม่มีผู้ได้รับทรัพย์มรดกด้วย เพราะผู้ตายไม่มีทรัพย์รับมรดก จึงเป็นกรณีที่ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ต้องวินิจฉัยคดีโดยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง โดยนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 มาปรับใช้ว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเป็นผู้มีหน้าที่จัดการศพ เมื่อไม่ปรากฏว่าหลวงปู่หงษ์มีทายาท คงมีแต่โจทก์ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่หงษ์มีภูมิลำเนาขณะถึงแก่มรณภาพเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของหลวงปู่หงษ์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในลักษณะ 2 ว่าด้วยสิทธิโดยธรรมในการรับมรดก จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามนัยแห่งบทบัญญัติในมาตรา 1649 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพหลวงปู่หงษ์ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจัดการมอบเงินในบัญชีให้โจทก์เพื่อนำไปใช้ในการจัดการทำศพหลวงปู่หงษ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เห็นสมควรปรับปรุงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เหมาะสมในการบังคับคดีเสียใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปถอนเงินร่วมกับผู้มีชื่อในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ บัญชีเลขที่ 329-0-xxxxxx ทั้งหมด แล้วส่งมอบเงินฝากทั้งหมดให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1623 ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดเพชรบุรี
จำเลย — นางสาวยศ กำลังสง่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายวาริช เจียมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2561
#623435
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3 ได้แยกองค์ประกอบความผิดออกเป็นหลายประการ เนื่องจากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีลักษณะการกระทำความผิดได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะกระทำต่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อมุ่งประสงค์หรือมีเจตนาที่จะให้ผู้ถูกระทำด้วยความรุนแรง ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรือจำต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยฝ่าฝืนใจโดยมิชอบเพราะถูกข่มเหงบังคับหรือใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมให้จำต้องกระทำการ การกำหนดองค์ประกอบความผิดที่ครอบคลุมถึงทุกลักษณะก็เพื่อสามารถกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อการบรรเทาทุกข์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ครบถ้วน สะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างของกฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์หรือใช้ความรุนแรงกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำรอยอีก

การที่จำเลยนำกระดาษเขียนข้อความมาติดที่หน้าบ้านโจทก์จนสีกะเทาะล่อน สีและปูนผนังรั้วเสียหาย ส่งเสียงตะโกนโวยวายหน้าบ้าน วิ่งวนไปมาหน้าบ้านโจทก์ นำลูกโป่งและสิ่งของมาผูกวางหน้าบ้านและโยนเข้าไปในบ้านโจทก์ และกดกริ่งหน้าบ้านโจทก์เป็นเวลานาน ๆ จนกริ่งไฟฟ้าเสียหาย เพื่อมุ่งประสงค์ให้โจทก์ส่งมอบหรือบังคับให้ผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจำเลยก็ไม่ยุติการกระทำดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการรบกวนความเป็นปกติสุขของโจทก์ เป็นการบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมที่เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมจรรยาอันดีของประชาชน ผิดวิสัยวิญญูชนทั่วไปจะพึงปฏิบัติกันด้วยวิธีการโดยมิชอบ จำเลยกระทำต่อโจทก์ที่เป็นคู่สมรสเดิมซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวตามความหมายที่บัญญัติในมาตรา 3 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 ปรับ 6,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3 ได้นิยามความหมาย ความรุนแรงในครอบครัวไว้ว่า หมายถึง การกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว หรือบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมให้บุคคลในครอบครัวต้องกระทำการ ไม่กระทำการ หรือยอมรับการกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมิชอบ แต่ไม่รวมถึงการกระทำโดยประมาท จากบทบัญญัติข้างต้นกฎหมายได้แยกองค์ประกอบความผิดออกเป็นหลายประการด้วยกัน เนื่องจากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีลักษณะการกระทำความผิดได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะกระทำต่อผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อมุ่งประสงค์หรือมีเจตนาที่จะให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรือจำต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยฝ่าฝืนใจโดยมิชอบเพราะถูกข่มเหงบังคับหรือใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมให้จำต้องกระทำการเป็นต้น นอกจากนี้การกำหนดองค์ประกอบความผิดที่ครอบคลุมถึงทุกลักษณะการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ก็เพื่อสามารถกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อการบรรเทาทุกข์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ครบถ้วน สะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างของกฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์หรือใช้ความรุนแรงกับผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงซ้ำรอยอีก ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยนำกระดาษเขียนข้อความมาติดที่หน้าบ้านโจทก์จนสีกะเทาะล่อน สีและปูนผนังรั้วเสียหาย ส่งเสียงตะโกนโวยวายหน้าบ้าน วิ่งวนไปมาหน้าบ้านโจทก์ นำลูกโป่งและสิ่งของมาผูกวางหน้าบ้านและโยนเข้าไปในบ้านโจทก์ และกดกริ่งหน้าบ้านโจทก์เป็นเวลานานๆ จนกริ่งไฟฟ้าเสียหาย โดยจำเลยกระทำการดังกล่าวเพื่อมุ่งประสงค์ให้โจทก์ส่งมอบหรือบังคับให้ผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับจำเลยด้วย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจำเลยก็ไม่ยุติการกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้นอกจากเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการรบกวนความเป็นปกติสุขของโจทก์แล้ว ยังถือเป็นการบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมที่เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมจรรยาอันดีของประชาชน ผิดวิสัยวิญญูชนทั่วไปจะพึงปฏิบัติกัน เพื่อบีบคั้นให้โจทก์ผู้เป็นมารดาผู้เยาว์จำต้องกระทำการคือพาผู้เยาว์ออกมาพบหรือพูดคุยกับจำเลยตามที่จำเลยต้องการด้วยวิธีการโดยมิชอบ จำเลยกระทำต่อโจทก์ที่เป็นคู่สมรสเดิมซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวตามความหมายที่บัญญัติในมาตรา 3 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดในข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงทั้งหมด เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษปรับให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงเห็นสมควรแก้ไข และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 โดยไม่ระบุวรรคและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำพิพากษาแก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสีย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ศ.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2150/2561
#621393
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้วโดยไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2561)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74622, 74623, 74624, 74625, 51895, 6808 และ 13180 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74623, 74624 และ 51895 ให้แก่นางณิชารีย์ บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 74625 และ 13180 ให้แก่นางสาวปภาวรินท์ บุตรของผู้คัดค้านกับผู้ตายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74622 และ 6806 ให้แก่นางอุไร บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย นอกจากนี้ผู้ตายมีที่ดินโฉนดเลขที่ 50477 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับผู้คัดค้านและมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อตามสำเนาโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2558 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงอันยุติได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้โอนที่ดินรวม 8 แปลง ให้แก่นางณิชารีย์กับนางอุไร ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย และนางสาวปภาวรินท์ ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 50477 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีชื่อ นอกจากนี้ไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2558 แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิและไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุให้ร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หากผู้ร้องจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทผู้มีสิทธิแต่ได้รับการแบ่งปันไม่ชอบจะต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไปเป็นคดีต่างหากจากการร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายทอง แสวง
ผู้คัดค้าน — นางจุฑามณี อุทุมพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายรุ่งโรจน์ ดีพร้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2138/2561
#622121
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เมื่อจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยระบุหนังสือรับรองการหักเงินรายได้เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสาร และยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การยื่นบัญชีระบุพยานจึงชอบแล้ว

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร ข้อ 16 ให้คู่ความยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน...พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน โดยคู่ความไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น และวรรคสองกำหนดว่า คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นเอกสารต่อศาลตามความในวรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัยหรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ แม้จำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว แต่จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นต้นฉบับเอกสารที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน และจำเลยที่ 6 มิได้แสดงถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลภาษีอากรกลางให้นำสืบเอกสารดังกล่าวได้ จำเลยที่ 6 จึงไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามฟ้อง เป็นจำนวน 315,722.67 บาท และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรค้างชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร ที่ บช35-05110010-25480329-005-00367 จำนวน 6,354.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบ เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 315,722.67 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และยอมชำระหนี้ภาษีอากรตามฟ้อง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง รวมทั้งให้ยกคำขอเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความของโจทก์ต่อจำเลยที่ 6 ด้วย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 7 และพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งไม่ครบถ้วน จำนวน 15,000 บาท และ 52,500 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ด ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 7 ชำระค่าหุ้นแล้วตามทุนจดทะเบียนร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน โดยจำเลยที่ 2 ชำระแล้ว 200,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 600,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชำระแล้วคนละ 5,000 บาท ค้างชำระค่าหุ้นคนละ 15,000 บาท และจำเลยที่ 7 ชำระแล้ว 17,500 บาท ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 6 นั้น ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ค้างชำระค่าหุ้น 52,500 บาท จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 315,722.67 บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระค่าหุ้นตามจำนวนมูลค่าหุ้นให้ครบแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างจึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 มีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ว่า หนังสือรับรองการหักเงินเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 6 ระบุไว้ในบัญชีระบุพยานลงวันที่ 14 สิงหาคม 2558 อันดับที่ 3 และจำเลยที่ 6 นำสืบเป็นพยานนั้นรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐาน ใช้บังคับในศาลภาษีอากรได้" ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสอง ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมทั้งสำเนาก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานแล้วเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 โดยระบุหนังสือรับรองการหักเงินรายได้เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเอกสาร และจำเลยที่ 6 ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 15 วรรคสองแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าการยื่นต้นฉบับพยานเอกสารดังกล่าวชอบหรือไม่นั้น ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 16 ให้คู่ความยื่นต้นฉบับพยานเอกสารทั้งหมดที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตน...พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน โดยคู่ความไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่น และวรรคสองกำหนดว่า คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นเอกสารต่อศาลตามความในวรรคหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นไม่มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบภายหลัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อคู่ความดังกล่าวสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้เพราะเหตุสุดวิสัย หรือเมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 6 ได้ยื่นบัญชีระบุพยานดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น แต่จำเลยที่ 6 มิได้ยื่นต้นฉบับเอกสารที่ประสงค์จะอ้างอิงและอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาลพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยที่ 6 จึงไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานนั้นเข้าสืบภายหลัง จำเลยที่ 6 มิได้แสดงถึงเหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีเหตุสุดวิสัย ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลภาษีอากรกลางให้นำสืบเอกสารดังกล่าวได้ โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ประการต่อไปว่า การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 นั้น ทำให้จำเลยที่ 6 หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรค้าง และเรียกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งชำระค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบแก่จำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์นำมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างดังกล่าว มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 6 จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อจำเลยที่ 6 ส่งใช้ค่าหุ้นจำนวน 52,500 บาท ตามฟ้องครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้างต้องผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้น หาเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 6 ระงับไปแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ย่อมสามารถใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 235
ป.วิ.พ. ม. 88
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
บริษัท บี. ซี. เอส แมชชีน พรีซิชั่น
จำเลย — แอนด์ คอนซัลท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2561
#622071
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22, 26, 67 ตรี, มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่ง ป.รัษฎากร เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวปฏิบัติ หามีผลผูกมัดให้ศาลต้องถือตามด้วยไม่ ศาลมีอำนาจพิพากษางดหรือลดเบี้ยปรับตามที่เห็นสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี

จำเลยอนุมัติให้โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 ผลแห่งการที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 โจทก์ย่อมมีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี โดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3(อธ.1)283/2557 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2557 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 เลขที่ ภ.พ.73.1-03030200-25570228-005-0004-8 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ให้จำเลยคืนเงิน 107,488.73 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3(อธ.1)283/2557 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2557 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 เลขที่ ภ.พ.73.1-03030200-25570228-005-00048 ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ในส่วนของเบี้ยปรับเป็นลดเบี้ยปรับกึ่งหนึ่ง คงเหลือเบี้ยปรับ 420,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 โจทก์ขายสินค้าให้บริษัทอิสเทิร์น ที พี เค แค็ปปิตอล จำกัด และออกใบกำกับภาษีมูลค่าสินค้า 6,000,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 420,000 บาท ตามภาพถ่ายรายงานภาษีขายและใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เมื่อวันที่ 6, 14 และ 20 ธันวาคม 2556 โจทก์ซื้อสินค้าจากบริษัทอัครา แอสโซซิเอท จำกัด มูลค่าสินค้า 46,728.97 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,271.03 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเหล็ก การโยธา มูลค่าสินค้า 874,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 61,180 บาท บริษัทอัครา แอสโซซิเอท จำกัด มูลค่าสินค้า 248,700 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 17,409 บาท และห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเหล็ก การโยธา มูลค่าสินค้า 300,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 21,000 บาท รวมมูลค่าสินค้า 1,469,428.97 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 102,860.03 บาท ตามภาพถ่ายรายงานภาษีซื้อและใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 โจทก์ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังโดยแสดงรายรับถึงเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 พร้อมชำระเงินค่าปรับในการยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังโดยแสดงรายรับถึงเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานสรรพากรมีคำสั่งให้รับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์และให้โจทก์ชำระค่าปรับในการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังไว้ด้วย ตามใบรับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.01 และใบเสร็จรับเงินค่าปรับยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 สำหรับเดือนธันวาคม 2556 ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม และใบเสร็จรับเงินค่าภาษี ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 ให้โจทก์นำเงินค่าภาษี 102,860.03 บาท เงินเพิ่ม 3,085.80 บาท และเบี้ยปรับ 840,000 บาท รวมทั้งสิ้น 945,945 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีซื้อที่เจ้าพนักงานอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำมาใช้ได้จำนวน 102,860.03 บาท พร้อมเงินเพิ่มรวมเป็นจำนวน 107,488.73 บาท ตามภาพถ่ายใบเสร็จชำระเงินค่าภาษี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2557 โจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามใบรับอุทธรณ์และคำอุทธรณ์พร้อมใบแนบหนังสือคำอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรในส่วนของเบี้ยปรับจำนวน 840,000 บาท ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ตามใบรับคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีและคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นหนังสือขออนุมัติเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร ตามขอโดยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงกึ่งหนึ่งของเบี้ยปรับตามกฎหมายชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การพิจารณาลดหรืองดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากรของศาลภาษีอากรกลางไม่เป็นไปตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยประมวลรัษฎากรกำหนดให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้น ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่อาจงดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาว่าการชำระภาษีอากรนั้นถูกต้องหรือไม่ รวมถึงมีอำนาจพิจารณาเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ตามประเด็นข้อพิพาทในคดี คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของกรมสรรพากรเพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวปฏิบัติ หามีผลผูกมัดให้ศาลต้องถือตามด้วยไม่ ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิพากษางดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ตามที่เห็นสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปว่า มีเหตุที่ต้องพิพากษาแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับเบี้ยปรับตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางโดยให้ยกฟ้องโจทก์ พิเคราะห์แล้ว หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ในเดือนภาษีต่อไป และผู้ใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว คือผู้ประกอบการจดทะเบียน แม้ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ให้มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ และวรรคสี่ บัญญัติว่า การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดและให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จำเลยมีการอนุมัติให้ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังได้ด้วย โดยมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.117/2545 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ข้อ 2 (2) การอนุมัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร กับมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.130/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ข้อ 2 มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น ดังต่อไปนี้ (8) การอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการได้ประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยได้มีการออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงาน และยื่นแบบแสดงรายการ และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 เจ้าพนักงานสรรพากรมีคำสั่งรับคำร้องขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าปรับในการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ตามใบรับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง และใบเสร็จรับเงินค่าปรับ จำเลยพิจารณาแล้วอนุมัติให้โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ผลแห่งการอนุมัติถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี โดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากรตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายบุญเติม ส่วนกฎหมาย ฝ่ายอุทธรณ์ภาษีอากร 1 สำนักงานสรรพากรภาค 3 ผู้มีหน้าที่พิจารณาสำนวนการอุทธรณ์ภาษี เป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านไว้ แต่เหตุที่ไม่มีการยกเลิกการประเมินเบี้ยปรับเนื่องจากพยานไม่ทราบว่าโจทก์ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง และโจทก์ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายุติแล้วว่า รายการใดที่โจทก์ไม่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์พอใจแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในรายการนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรงดเบี้ยปรับแก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยมีการออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขายและยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา จึงอนุมัติให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 ย่อมเป็นการทำให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่เพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาคดีนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 30 เลขที่ ภ.พ.73.1-03030200-25570228-005-00048 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.3(อธ.1)283/2557 ลงวันที่ 18 กันยายน 2557 โดยให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 85
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบลู เอ็นเนอร์จี่ โซลูชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561
#622070
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินเพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทในเรื่องอากรขาเข้าอันเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/2 (1) โดยตรง ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับการประเมินอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ไว้ต่อจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ได้โดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2552 ถึงปี 2553 นั้น ยังมิได้ระบุถึงการให้สิทธิพิเศษในกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม อันสอดคล้องกับประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 กำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับของที่นำเข้าโดยส่งผ่านเขตของประเทศอื่นนอกเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไว้เท่านั้น แต่ไม่มีข้อความที่ระบุให้การซื้อขายผ่านประเทศที่สาม (Third Party Invoicing) ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรแต่อย่างใด ดังนั้น แม้บริษัท ท. สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าพิพาทตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาซื้อขายและเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัท ย. สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน กรณีจึงเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม มิใช่เป็นการนำเข้าสินค้าพิพาทจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยตรง โจทก์ย่อมไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับในเวลานั้น แม้ต่อมาอธิบดีกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ระบุถึงกรณีซื้อขายผ่านประเทศที่สามไว้ แต่ประกาศกรมศุลกากรฉบับนี้ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้ภายหลังจากที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท ไม่อาจนำมาใช้ขยายความประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ที่ กค.0514(2)/694.1/3300076 ถึง 3300081 /26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กอ 103/2557/ป5/2557(3.9) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน ที่ กค.0514(2)/694.1/3300076/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300077/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300078/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300079/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300080/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ที่ กค.0514(2)/694.1/3300081/26-9-2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ที่ กอ 103/2557/ป5/2557(3.9) ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์นำเข้าสินค้าเพปเพอร์มินต์ออยล์ (Peppermint Oil) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 วันที่ 31 กรกฎาคม 2553 วันที่ 16 กันยายน 2553 และนำเข้าสินค้าเมนทอล (Menthol Crystal) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 วันที่ 21 ธันวาคม 2553 โดยโจทก์ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรเหลือร้อยละ 0 ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า โจทก์นำเข้าสินค้าโดยใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่สินค้าดังกล่าวโจทก์ทำสัญญาซื้อขาย (Sale Contract) และทำการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) ชำระเงินให้แก่บริษัทเทียน หยวน เคมีคอล จำกัด (Tien Yuan Chemical (Pte) Ltd.) สาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม คือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ มิใช่เป็นการซื้อขายโดยตรงกับประเทศผู้ผลิตสินค้า กรณีไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนได้ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2555 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) จำนวน 6 ฉบับ แจ้งการประเมินโจทก์ว่า สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 6 ฉบับที่พิพาท ต้องเสียภาษีอากรในอัตราปกติ โดยสินค้าประเภทพิกัด 3302.90.00 อัตราอากรร้อยละ 5 และประเภทพิกัด 2906.11.00 อัตราอากรร้อยละ 5 เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีอากรต่าง ๆ ในส่วนที่ขาดตามการประเมิน รวมเป็นเงิน 2,053,271 บาท วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (เดิม) ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกคำอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์เพียงแต่อุทธรณ์การประเมินอากรขาเข้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 (เดิม) หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินจึงเป็นอันยุติเด็ดขาดแล้ว ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ประกอบกับมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์เป็นผู้นำเข้าสินค้ามีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามมาตรา 79/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" และวรรคสามบัญญัติว่า "ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่... (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวมาแสดงว่า การคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าต้องอาศัยมูลค่าของสินค้าหรือราคาที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินเพื่อเป็นราคาสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า เมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทในเรื่องอากรขาเข้าอันเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/2 (1) โดยตรง ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับการประเมินอากรขาเข้าซึ่งโจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ไว้ต่อจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้โดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับพิพาท ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเสียก่อน ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ที่พิพาทแต่ละฉบับพร้อมแจ้งเหตุผลการประเมิน โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่โจทก์นำเข้า พิกัดที่สำแดง อัตราอากรร้อยละ 0 ปริมาณ น้ำหนัก และราคาของสินค้า โดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน แต่จากการตรวจสอบพบว่าสินค้าดังกล่าวไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากร และลดอัตราอากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ได้ เนื่องจากเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม คือ สาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 เมื่อพิจารณาประกอบคำอุทธรณ์ของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินโดยยื่นเอกสารแนบท้ายคำอุทธรณ์โต้แย้งประเด็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สามโดยละเอียด อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบและเข้าใจเหตุผลในการประเมินดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ก็สามารถฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้อย่างละเอียดตรงตามประเด็นแห่งการประเมิน จึงฟังได้ว่าแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ฉบับพิพาท ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการลดอัตราอากร ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จึงต้องชำระอากรสำหรับสินค้าเพปเพอร์มินต์ออยล์ (Peppermint Oil) พิกัด 3302.90.00 และสินค้าเมนทอล (Menthol Crystal) พิกัด 2906.11.00 ในอัตราอากรร้อยละ 5 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว นั้น ในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ "ข้อ 3 การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรตามข้อ 2 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ผู้นำของเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ที่ออกตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (Rules of Origin for the ASEAN-China Free Trade Area) และข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎดังกล่าว ในกรณีของที่มีราคา เอฟ.โอ.บี. ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ให้ผู้นำของเข้าแสดงเอกสารรับรองจากผู้ส่งของออกว่าของดังกล่าวมีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสาธารณรัฐประชาชนจีนตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (Rules of Origin for the ASEAN-China Free Trade Area) และข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ออกตามความในกฎดังกล่าว... (3) ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติตามระเบียบพิธีการที่กรมศุลกากรกำหนด" ซึ่งเจตนารมณ์ในการออกประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวนั้นเป็นไปเพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการให้สิทธิพิเศษทางอากรศุลกากรระหว่างกัน โดยสิทธิพิเศษในแต่ละเรื่องจะต้องมีการเจรจาและกำหนดเงื่อนไขกันก่อนระหว่างประเทศสมาชิก ประเทศสมาชิกจึงนำเงื่อนไขตามที่เจรจาตกลงกันไปกำหนดเป็นระเบียบให้ถือปฏิบัติตามความตกลงร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทในปี 2552 ถึงปี 2553 นั้น ยังมิได้ระบุถึงการให้สิทธิพิเศษในกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม อันสอดคล้องกับประกาศกรมศุลกากร ที่ 122/2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ข้อ 3 วิธีปฏิบัติสำหรับผู้นำของเข้า (5) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 21/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 10 มีนาคม 2553 ข้อ 3 วิธีปฏิบัติสำหรับผู้นำของเข้า (9) ที่กำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับของที่นำเข้าโดยส่งผ่านเขตของประเทศอื่นนอกเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไว้เท่านั้น แต่ไม่มีข้อความที่ระบุให้การซื้อขายผ่านประเทศที่สาม (Third Party Invoicing) ได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรแต่อย่างใด ส่วนที่บันทึกข้อความสำนักพิกัดอัตราศุลกากรที่ กค 0518 (ส)/ว 2 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 และที่ กค 0518 (ส)/ว 3 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2552 รองรับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินซึ่งเกี่ยวพันกับธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่สามได้ นั้น ก็เป็นเรื่องขั้นตอนการชำระราคาผ่านธนาคารในประเทศที่สามเท่านั้น แต่ผู้ขายมิได้อยู่ในประเทศที่สามดังเช่นในคดีนี้ พยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร ประเทศสมาชิกยังไม่มีความตกลงร่วมกันให้การซื้อขายผ่านประเทศที่สามได้รับสิทธิยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากร ดังนั้น แม้บริษัทเทียน หยวน อโรเมติกส์ จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าพิพาทตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) แต่เมื่อโจทก์ทำสัญญาซื้อขายและเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทเทียน หยวน เคมีคอล จำกัด สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน กรณีจึงเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม มิใช่เป็นการนำเข้าสินค้าพิพาทจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยตรง โจทก์ย่อมไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับในเวลานั้น ส่วนที่ต่อมาอธิบดีกรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ซึ่งให้ยกเลิกประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับดังกล่าว และตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ข้อ 3 วิธีปฏิบัติสำหรับผู้นำของเข้า (7) ระบุถึงกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สามไว้ แต่ประกาศกรมศุลกากรฉบับนี้ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้ภายหลังจากที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท โดยเฉพาะประกาศกรมศุลกากรฉบับนี้ ข้อ 5 ยังระบุอีกว่า กรณีผู้นำของเข้ายื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ตามแบบฟอร์มที่ปรากฏแนบท้ายประกาศกรมศุลกากรที่ 21/2553 ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิบัติตามประกาศกรมศุลกากรฉบับดังกล่าวต่อไป โดยให้มีผลใช้บังคับจนถึงการนำเข้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีของโจทก์ย่อมต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรทั้งสองฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท จึงไม่อาจนำประกาศกรมศุลกากร ที่ 106/2553 ที่ออกภายหลังมาใช้ขยายความประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เพื่อยกเว้นอากรหรือลดอัตราอากรศุลกากรแก่โจทก์ได้ นอกจากนี้ สินค้าพิพาทมิได้ผลิตและส่งออกจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ จึงไม่อาจใช้สิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอากรตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนสำหรับกรณีที่สินค้ามีถิ่นกำเนิดจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สุนทร ทรงฤกษ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2127/2561
#621397
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้กระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมต้องตกไปด้วย เพราะไม่มีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จำเลยจะฟ้องแย้ง

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทและมีคำพิพากษาบังคับโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 350,000 บาท แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ารบกวนการครอบครองโดยกระทำการใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งขัดขวางการครอบครองที่ดินตามแผนผังที่ดินที่ระบายด้วยสีเขียว และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารของโจทก์ออกจากที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินหัวไร่ปลายนาที่ติดต่อกับที่ดินแปลงจรดตีนภูเขาที่อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 370,000 บาท และให้โจทก์ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทตามรูปที่ดินในกรอบเส้นสีดำน้ำเงินในแผนที่พิพาทของจำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 62,000 บาท แก่จำเลย และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้น กับให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยปลูกบ้านและต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาหลายปี โจทก์จึงได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง ข้อเท็จจริงได้ความจากสำนวนว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยนำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 640 หมู่ที่ 10 ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ของจำเลย โดยจำเลยนำชี้ให้ช่างรังวัดเข้ามารังวัดที่ดินพิพาทอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทโดยปกติสุขของโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ ที่เป็นการโต้แย้งขัดขวางการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์และบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินต่อเนื่องกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลย โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยเช่าที่ดินพิพาทจากบิดาของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทตลอดมาแล้วจำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทโดยที่จำเลยยังไม่ได้เข้าไปยึดถือครองครองที่ดินพิพาท ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าจำเลยแย่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังไม่เกิดขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ทั้งการที่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแม้จะรุกล้ำเข้าไปในเขตที่โจทก์ครอบครอง แต่เมื่อถูกโต้แย้งคัดค้านเจ้าพนักงานที่ดินก็มิได้ดำเนินการรังวัดอีก เพียงแค่จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินดังกล่าว มิใช่การรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาบังคับโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลย โจทก์ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาทและชำระค่าเสียหายให้แก่จำเลย โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์และยกฟ้องแย้ง เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์โดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้กระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และพิพากษายกฟ้องของโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมต้องตกไปด้วย เพราะการฟ้องแย้งนั้นจะมีได้จะต้องมีฟ้องเดิมและตัวโจทก์เดิมที่จะเป็นจำเลยของฟ้องแย้งอยู่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทและมีคำพิพากษาบังคับโจทก์ตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรรษา ตันติปุษปรรฆ์
จำเลย — นางวไลพร ถาวรวันชัยหรือกาญจนโอฬารศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายเวทย์ พัฒนาชัยวงษ์คูณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อโนชา ชีวิตโสภณ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2561
#619393
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว จำเลยให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ตามคำให้การดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะจัดหาหรือไม่จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติ โดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายสำอางได้ใช้อาวุธมีดดาบปลายปืนยาวประมาณ 12 นิ้ว แทงนายมานพผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ต่อมานายสำอางถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาฐานร่วมกับนายวัชราหรือนกกระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายสำอางกับนายวัชรากระทำผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว สำหรับคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดให้จำคุกตลอดชีวิต จึงมีอายุความ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) เมื่อจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2540 และเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้วันที่ 29 มิถุนายน 2559 และได้ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2559 ฟ้องโจทก์ยังไม่พ้นยี่สิบปีจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายไปบ้านของนายจำรัสบุตรเขยนางละอองแต่ไม่พบ จึงเดินไปที่บ้านของนางละอองซึ่งอยู่ติดกันกับบ้านของนายจำรัส เมื่อไปถึงเห็นจำเลย นางละออง นายสวัสดิ์ นางกาญจนา นางวาสนา นายสำอาง นายวัชรา และมีบุคคลอื่นอีกสองคนจำชื่อไม่ได้ กำลังนั่งดื่มสุราและเล่นการพนันไพ่ป๊อกเด้งกันอยู่ ผู้เสียหายเข้าร่วมวงเล่นด้วยประมาณ 10 นาที รู้สึกเหนื่อยจะเลิกเล่นและจะกลับบ้าน นายสำอางพูดว่ามึงยังกลับไม่ได้เพราะกูยังเสียเยอะอยู่ ผู้เสียหายลุกขึ้นจากวงไพ่และจะเดินกลับบ้านแต่ยังไม่ทันได้เดินไป นายสำอางชักอาวุธมีดดาบปลายปืนความยาวรวมด้ามประมาณ 12 นิ้ว ออกมาจากเอวแทงที่ใต้ชายโครงด้านซ้ายของผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายทรุดตัวลง จำเลยถือเหล็กขูดชาฟท์ยาวประมาณ 12 นิ้ว และนายวัชราถืออาวุธมีดสั้นจะเข้ามาร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย แต่นางละอองซึ่งเป็นมารดาของนายสำอางและนายวัชรา ได้เข้ามาห้ามไม่ให้นายสำอาง นายวัชราและจำเลยทำร้ายผู้เสียหาย ในช่วงชุลมุนวุ่นวายกันอยู่นั้น ผู้เสียหายได้วิ่งหนีออกไปที่กลางทุ่งนาและนอนราบตรงคันนาสูง จำเลย นายสำอางและนายวัชราซึ่งวิ่งตามมามองไม่เห็นผู้เสียหายเพราะบริเวณดังกล่าวมืด ผู้เสียหายได้ยินเสียงจำเลยกับพวกพูดว่า ถ้าเจอตัวมันเอาให้ตายคาที่ไปเลย สักครู่ผู้เสียหายไม่ได้ยินเสียงคนพูดกัน จึงชะโงกศีรษะขึ้นมาเพราะจำเลยกับพวกกลับไปแล้ว ผู้เสียหายเอามือกุมแผลที่ถูกแทงเนื่องจากเลือดไหลไม่หยุดแล้ววิ่งไปที่บ้านนายสังเวียนกำนันตำบลท้องที่ให้ช่วยพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้าน ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยกับพวกมาดักรอที่ถนนหน้าบ้านกำนัน ผู้เสียหายจึงบอกกำนันว่าจำเลยกับพวกจะมาทำร้ายผู้เสียหายอีก เมื่อจำเลยกับพวกเห็นผู้เสียหายอยู่กับกำนันและภริยากำนัน จึงพากันวิ่งหลบหนีไป กำนันและภริยาได้ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งที่บ้าน เมื่อถึงบ้านแล้วน้องของผู้เสียหายได้ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปส่งที่โรงพยาบาล และโจทก์ยังมีพันตำรวจโทอำพลพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุจากบิดาผู้เสียหายแล้ว พยานได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุซึ่งมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออน พยานได้ตรวจพบอาวุธมีดเปื้อนเลือดจึงยึดไว้เป็นของกลาง พยานสอบถามแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลของผู้เสียหายได้ความว่า หากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจถึงแก่ความตายได้ นอกจากนี้พยานยังได้สอบปากคำนางละออง นายสำราญ นางกาญจนา นายสวัสดิ์ นางวาสนา และนายสังเวียน ต่อมาจับกุมตัวนายสำอางและนายวัชราตามหมายจับได้เมื่อปี 2540 พยานได้สอบคำให้การบุคคลทั้งสองไว้ และจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายก็ได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำดับเรื่องราวได้สมเหตุผล ทั้งยังมีสาระสำคัญสอดคล้องกับบันทึกคำให้การ ซึ่งผู้เสียหายให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนขณะพักรักษาตัวหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ไม่มีเวลาปรุงแต่งเรื่องราวปรักปรำจำเลย ทั้งผู้เสียหายก็มีบาดแผลถูกแทงจริง และผู้เสียหายรู้จักจำเลยมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยและพวกของจำเลยแต่อย่างใด และในวงการพนันที่เกิดเหตุก็มีแสงสว่างจากไฟฟ้าเป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหาย ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือให้รับฟังได้ยิ่งขึ้นว่า ขณะเล่นการพนันไพ่กันอยู่นั้น ได้มีเหตุการณ์โต้เถียงกัน แล้วต่อมานายสำอางได้ใช้อาวุธมีดดาบปลายปืนแทงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่ท้อง โดยมีจำเลยถือเหล็กขูดชาฟท์ และนายวัชราถืออาวุธมีดจะเข้าทำร้ายผู้เสียหายด้วย เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไปหลบซ่อนตัวที่คันนา จำเลย นายสำอาง และนายวัชราได้วิ่งตามไปเพื่อจะทำร้ายผู้เสียหายอีก โดยโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนายสำราญ นางละออง นางกาญจนา และนายสวัสดิ์ ซึ่งต่างให้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า ขณะเล่นการพนันอยู่นั้น มีเหตุทะเลาะโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องการเล่นการพนันระหว่างผู้เสียหายกับนายสำอางและจำเลย อันเป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายในข้อที่ว่าจำเลยและนายสำอางมีสาเหตุไม่พอใจผู้เสียหายและจำเลยก็อยู่ฝ่ายเดียวกับนายสำอาง ส่วนที่พยานดังกล่าวให้ถ้อยคำในลักษณะบ่ายเบี่ยงในทำนองไม่เห็นเหตุการณ์นั้น เห็นว่า พยานดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นญาติของนายสำอางและนายวัชรา จึงเชื่อว่าพยานเหล่านั้นให้การเพื่อช่วยเหลือนายสำอางกับพวกที่เป็นญาติเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยมั่นคง แม้จำเลยจะมิได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ถือเหล็กขูดชาฟท์จะเข้าร่วมรุมทำร้ายผู้เสียหายจนนางละอองมารดาของนายสำอางเข้าห้ามไว้ และเมื่อผู้เสียหายวิ่งหลบหนี จำเลยได้ถือเหล็กขูดชาฟท์วิ่งออกติดตามไปเพื่อจะทำร้ายผู้เสียหายอีก จึงเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายสำอางและนายวัชรากระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายแล้ว ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้เล่นการพนันแล้ว จำเลยไม่ได้ร่วมกับนายสำอางใช้อาวุธมีดดาบปลายปืนแทงผู้เสียหาย ก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และที่จำเลยฎีกาอีกว่า คดีนี้มีอัตราโทษสูง พนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความร่วมรับฟังการสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่งปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้วและสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จำเลยให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ตามคำให้การดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม ในบทบัญญัติมาตรา 134/4 วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/1 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะจัดหาหรือไม่จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และที่จำเลยฎีกาขอให้กำหนดโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสาม ส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านั้นได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธ และทางนำสืบของจำเลยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยล้วนเป็นข้อปลีกย่อย แม้วินิจฉัยให้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยน จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 95 (1) ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง ม. 134/1 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมส่วนหรือแอ๊ด พัฒนผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2092/2561
#623445
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" แสดงว่าผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขยายผลในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมของผู้กระทำความผิด ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว แต่ข้อมูลที่จำเลยแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก อ. เป็นข้อมูลของ ม. ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยไปรู้จักกับ ม. ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกันในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนคดีนี้จำเลยให้การว่าจำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจาก ต. โดยทางไต่สวนไม่ปรากฏว่า ต. เป็นเครือข่ายหรือเกี่ยวข้องร่วมกับ ม. ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ การให้ข้อมูลของจำเลยต่อร้อยตำรวจเอก อ. ดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้ข้อมูลถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในฐานะพลเมืองดีเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อมูลในการขยายผลที่เกี่ยวโยงไปถึงเครือข่ายของผู้กระทำความผิดที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยในมูลเหตุที่จำเลยถูกจับกุมคดีนี้ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ พร้อมกับยื่นคำร้องว่าจำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ขอให้ลงโทษสถานเบาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 300,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า หลังจากจำเลยถูกจับกุมแล้ว ระหว่างถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร จำเลยได้รู้จักกับนายใหม่ ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงซึ่งเป็นผู้ต้องขังด้วยกันนายใหม่บอกว่าสามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ หลังจากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยได้ติดต่อแจ้งให้ร้อยตำรวจเอก อัครินทร์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจำเลยทราบและได้ไปพบนายใหม่ที่เรือนจำเกี่ยวกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน นายใหม่แจ้งว่าจะติดต่อคนส่งเมทแอมเฟตามีนแล้วจะแจ้งให้ทราบ ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2557 นายใหม่โทรศัพท์แจ้งนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีน 30 กรัม ที่ตกลงซื้อขายกันในเวลา 14 นาฬิกา ที่บริเวณหน้าวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร จำเลยไปพบร้อยตำรวจเอกอัครินทร์ เพื่อวางแผนจับกุม ถึงเวลานัดหมายร้อยตำรวจเอก อัครินทร์กับพวกเข้าจับกุมนายวสันต์ แต่นายวสันต์ขับรถกระบะหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจปิดล้อมและเจรจาให้มอบตัว แต่นายวสันต์ใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย ตรวจค้นภายในรถกระบะพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาว 2 ถุง น้ำหนักสุทธิ 32.5 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 29.108 กรัม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เมื่อพิจารณามาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แล้ว บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" เห็นว่า จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงว่าผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขยายผลในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมของผู้กระทำความผิด ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับประโยชน์จากมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แต่ข้อมูลที่จำเลยแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก อัครินทร์ เป็นข้อมูลของนายใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยไปรู้จักกับนายใหม่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยกันในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนคดีนี้จำเลยให้การว่าจำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายติ๊ก ไม่ปรากฏชื่อและชื่อสกุลจริงเท่านั้น โดยทางไต่สวนไม่ปรากฏว่านายติ๊กเป็นเครือข่ายหรือเกี่ยวข้องร่วมกับนายใหม่ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ การให้ข้อมูลของจำเลยต่อร้อยตำรวจเอก อัครินทร์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้ข้อมูลถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในฐานะพลเมืองดีเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อมูลในการขยายผลที่เกี่ยวโยงไปถึงเครือข่ายของผู้กระทำความผิดที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยในมูลเหตุที่จำเลยถูกจับกุมคดีนี้ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายทนันชัยหรือต้น เชื้อคล้ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายศิริชัย พลการ
ศาลอุทธรณ์ — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2561
#619391
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) แม้จำเลยจะไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวน แต่ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่าก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีมีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดหาทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ไต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม แทงนายสดายุ ผู้เสียหายหลายครั้ง ถูกบริเวณหน้าท้อง ใต้ชายโครงขวาบาดแผลลึกทะลุถึงตับได้รับอันตรายสาหัส

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกไปเที่ยวที่ร้านตะวันคาราโอเกะ ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะอยู่ในร้านลูกค้าโต๊ะอื่นไม่พอใจผู้เสียหายเนื่องจากพนักงานหญิงของร้านดูแลผู้เสียหายเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านดังกล่าวเพื่อจะกลับบ้านจึงถูกวัยรุ่นหลายคนรุมทำร้าย และมีคนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายหลายครั้ง แต่ขณะที่ผู้เสียหายเบิกความนั้น พนักงานอัยการโจทก์ซักถามว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายมีตัวอยู่ในห้องพิจารณาของศาลหรือไม่ พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความว่า จำหน้าคนร้ายไม่ได้เนื่องจากเกิดเหตุมานานแล้ว เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์จะเบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้ เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์มาเป็นพยาน ซึ่งคำให้การดังกล่าวต่างระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกันว่า ขณะผู้เสียหายกับพวกออกจากร้านตะวันคาราโอเกะเพื่อจะกลับบ้าน จำเลยกับพวกได้เข้ารุมทำร้าย โดยผู้เสียหายถูกวัยรุ่นไม่ทราบชื่อใช้ขวดตีบริเวณศีรษะข้างขวา หลังจากนั้นได้ถูกชกต่อยและสุดท้ายจำเลยได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าท้องข้างขวาของผู้เสียหาย และยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายส่อหรี บิดาผู้เสียหาย ซึ่งให้การว่า ภายหลังทราบว่าผู้เสียหายถูกแทงได้รับบาดเจ็บ จึงติดตามไปที่โรงพยาบาล สอบถามนายสุชาติและนายเรืองยศได้ความว่าผู้ที่ใช้มีดแทงผู้เสียหาย คือ จำเลยกับพวก โดยนายส่อหรีให้การในวันเกิดเหตุ นายสุชาติให้การในวันที่ 30 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ส่วนผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ให้การในวันที่ 30 มิถุนายน 2547 แม้จะเป็นเวลาหลังเกิดเหตุเกือบ 3 เดือน แต่ก็ได้ความจากพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวนว่า เนื่องจากพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเยาวชนต้องนัดหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นเข้าร่วมสอบปากคำ และในส่วนของผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บยังต้องพักรักษาตัวอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้พยานโจทก์ดังกล่าวมาให้การล่าช้า จึงหาเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ดังกล่าวโดยเฉพาะของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียดว่า อายุประมาณ 20 ปีกว่า รูปร่างใหญ่ล่ำสัน ผมหยิก หน้ากลม ผิวดำแดง ตาสองชั้น จมูกปกติ ริมฝีปากหนา หูปกติ มีลายสักที่บริเวณเปลือกตาเขียนว่าอะไรจำไม่ได้ อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ ก็ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการ อันเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง เชื่อว่า ขณะให้การผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ นายไพโรจน์ และนายส่อหรีคงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลย และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวให้การไว้โดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับ ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย นายสุชาติ นายเรืองยศ และนายไพโรจน์ได้เบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นไปตามลำดับและตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวน เพียงแต่ไม่ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายเท่านั้น ในเรื่องนี้คงเป็นเพราะพยานโจทก์ดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยานภายหลังจากวันเกิดเหตุเป็นเวลานานถึง 13 ปี รูปร่างหน้าตาของจำเลยย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงเป็นเหตุให้พยานโจทก์ดังกล่าวจำหน้าจำเลยไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีประจักษ์ พนักงานสอบสวน มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของผู้ต้องหา พันตำรวจตรีประจักษ์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่โดยไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความของพันตำรวจตรีประจักษ์ที่เกี่ยวกับการสอบสวนจำเลยก็ไม่มีข้อพิรุธที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าทำการสอบสวนโดยไม่ชอบแต่อย่างใด จำเลยก็ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน คือ วันที่ 13 มิถุนายน 2547 และได้ให้รายละเอียดต่างๆ ในการกระทำความผิดไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ซึ่งมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสี่ เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจและให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่นั้น จำเลยก็มีเพียงตัวจำเลยเบิกความปากเดียวลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลย ซึ่งไม่มีทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจของจำเลยเข้าร่วมในการสอบสวนมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยระบุว่า ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง ม. 226/3 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายธีรวุฒิหรือป้อม พรหมช่วย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธวัฒชัย พลายด้วง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
ประมวญ รักศิลธรรม
วีรวิทย์ สายสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1940/2561
#622109
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามฟ้องโจทก์ คือ ป.อ. มาตรา 139 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย..." ซึ่งเป็นที่เห็นได้อย่างแน่ชัดว่า ผู้ที่จะกระทำความผิดตามมาตรา 139 ดังกล่าว จะต้องกระทำการต่อเจ้าพนักงาน คือข่มขืนใจต่อเจ้าพนักงาน แต่ตามคำบรรยายในฟ้องโจทก์เองและตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กลับฟังได้แน่ชัดว่า จำเลยเพียงขึ้นพูดปราศรัยบนเวทีซึ่งเป็นการพูดต่อผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ด้วยกัน จำเลยไม่ได้พูดหรือกระทำการใดต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานแต่อย่างใด แม้จะฟังว่าการพูดปราศรัยดังกล่าวมีการทำข่าวทางสถานีโทรทัศน์หรือสื่อมวลชนสาธารณะอื่นด้วยก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการทำข่าว แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของนักข่าวสื่อมวลชนมาทำข่าวกันเองเท่านั้น ขณะเกิดเหตุที่จำเลยพูดปราศรัยเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 แต่หลังจากนั้นอีก 3 วัน จึงมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เพื่อปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งขณะนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เข้าร่วมในการเข้าปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ดังกล่าวด้วย การชุมนุมเพื่อปิดกั้นดังกล่าวเพื่อไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่เข้าทำงานในสำนักงานอาจเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 139 ได้ เพราะเป็นการกระทำเพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่การพูดของจำเลยต่อผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. ไม่ได้กระทำต่อเจ้าพนักงาน แต่เป็นการกระทำต่อผู้ชุมนุม เป็นการพูดชักชวนปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ไปร่วมกันปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น ที่สำคัญในคำพูดปราศรัยของจำเลยไม่มีข้อความตอนใดที่จำเลยข่มขืนใจเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการอันใดที่จำเลยต้องการเลย ไม่ว่าจะเป็นการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือการละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่ถือว่าเป็นความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีกำหนดการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นางสาวยิ่งลักษณ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และสื่อมวลชนสาธารณะอื่นทั่วประเทศ มีถ้อยคำตอนหนึ่งว่า "...มันไม่ดีเลยตอนนี้ที่นี้พี่น้องครับ ผมเป็นห่วงอยู่นิดเดียวว่า เมื่อลั่นกลองรบแล้วเนี่ยเราจะรบกันเมื่อไหร่ แต่ว่าท่านนายกเนี่ยซึ่งเป็นผู้นำเราเนี่ยจะต้องไปหา ป.ป.ช. วันที่ 27 ถามว่าท่านนายกไปรับข่าว ไปรับอะไรต่ออะไรของ นปช. เราจะมีปัญหาพี่น้อง แต่ว่า นปช. ป.ป.ช. เราเนี่ยจะต้องไปป้องกันนายก ผมคิดว่าวันที่ 23, 24, 25, 26 มีเวลาแค่ 3 วัน ถ้าทางฝ่ายเรานี้นะครับ รวมพลสัก 20,000 ไปปิด ป.ป.ช. ปิดแล้วนะครับ อย่าให้มันขี้ อย่าให้มันเยี่ยว อย่าให้มันกิน ให้มันตายอยู่ในนั้น แล้วส่วนหนึ่งก็ไปล้อมอยู่ที่บ้านลูกเมียมัน ให้มันตาย ไอ้พวกนี้ใจร้ายครับ คนทำงานตั้งเยอะแยะก็ยังจะกลั่นแกล้งกันนะครับ คนเราเนี่ย อย่างไอ้ศาลแพ่งก็เหมือนกัน ไม่ยกเลิกอย่างหนึ่งแต่ก็กีดกันตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวนี้เราต้องฟันต่อฟัน ตาต่อตา เราต้องสู้ครับพี่น้องครับ มันเหี้ยอย่างไร เราเหี้ยมากกว่าครับพี่น้องครับ เราต้องไปล้อมบ้าน อย่าให้มันได้ทำงาน เราก็แบบว่าชัทดาวน์ไอ้พวกนี้เหมือนกัน แต่มีเวลาแค่ 3 วัน ถามว่าเสื้อแดงเราจะพร้อมไหม พร้อมไหมครับ..." และต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2557 กลุ่ม นปช. สวมใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ไปชุมนุมปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. โดยใช้โซ่คล้องปิดประตูรั้ว ประตูทางเข้าออก คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าออกได้ และวันที่ 3 มีนาคม 2557 กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาชน (กวป.) เดินทางไปยังบ้านของพลตำรวจเอก สถาพร คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือให้คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามฟ้องโจทก์ คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย..." ซึ่งเป็นที่เห็นได้อย่างแน่ชัดว่า ผู้ที่จะกระทำความผิดตามมาตรา 139 ดังกล่าว จะต้องกระทำการต่อเจ้าพนักงาน คือข่มขืนใจต่อเจ้าพนักงาน แต่ตามคำบรรยายในฟ้องโจทก์เองและตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กลับฟังได้แน่ชัดว่า จำเลยเพียงขึ้นพูดปราศรัยบนเวที ซึ่งเป็นการพูดต่อผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ด้วยกัน จำเลยไม่ได้พูดหรือกระทำการใดต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานแต่อย่างใด แม้จะฟังว่าการปราศรัยดังกล่าวมีการทำข่าวทางสถานีโทรทัศน์หรือสื่อมวลชนสาธารณะอื่นด้วยก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการทำข่าว แต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของนักข่าวสื่อมวลชนมาทำข่าวกันเองเท่านั้น ขณะเกิดเหตุที่จำเลยพูดปราศรัยเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่หลังจากนั้นอีก 3 วัน ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 จึงมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เพื่อปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งขณะนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าจำเลยได้เข้าร่วมในการเข้าปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. ดังกล่าวด้วย การชุมนุมเพื่อปิดกั้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่เข้าทำงานในสำนักงานอาจเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 139 ได้ เพราะเป็นการกระทำเพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่การพูดของจำเลยต่อผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. ไม่ได้กระทำต่อเจ้าพนักงาน แต่เป็นการกระทำต่อผู้ชุมนุมเป็นการพูดชักชวน ปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ไปร่วมกันปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. เท่านั้น ที่สำคัญในคำพูดปราศรัยของจำเลยไม่ได้มีข้อความตอนใดที่จำเลยข่มขืนใจเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการอันใดที่จำเลยต้องการเลย ไม่ว่าจะเป็นการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือการละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ การพูดของจำเลยเป็นเพียงการพูดเพื่อตอบโต้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแจ้งข้อกล่าวหาแก่นางสาวยิ่งลักษณ์ รักษาการนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะจำเลยและผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. เห็นว่า การกระทำของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง จึงต้องตอบโต้ ไม่ใช่พูดเพื่อที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำหรือไม่กระทำการอันใดเลย และในที่สุดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นางสาวยิ่งลักษณ์แล้วตามคำเบิกความยืนยันของนายสิทธิพงษ์ พยานโจทก์ด้วย เมื่อการกระทำของกลุ่ม นปช. ที่พากันไปปิดสำนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จังหวัดนนทบุรี ต่างหากที่อาจเป็นการข่มขืนใจเจ้าพนักงานไม่ให้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ใช่การพูดปราศรัยของจำเลยในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจำเลยพูดปราศรัยต่อผู้ชุมนุมไม่ได้กระทำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. การกระทำของจำเลยจึงไม่ถือว่าเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 139
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรัตน์ ภู่กลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุดปรารถนา นีละไพจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2561
#622108
เปิดฉบับเต็ม

คดีส่วนอาญาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ตาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ซึ่งเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ตามฟ้อง โดยกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยมิใช่การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นการฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายอุสมาน และนางบังอร บิดาและมารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพเป็นเงิน 50,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินคนละ 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,250,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 (ที่ถูก ต้องปรับบทมาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 9 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งและหนึ่งในสาม ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ คงจำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 7 เดือน ริบหัวกระสุนปืนตะกั่วและทองแดงหุ้มตะกั่วและปลอกกระสุนปืนของกลาง กับให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีส่วนอาญา เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงกระทำความผิดต่อผู้ตาย อันเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ซึ่งเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ตามฟ้อง โดยกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยมิใช่การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จึงเป็นการฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมฎีกา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมทั้งสอง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
โจทก์ร่วม — นายอุสมาน บุญยรัตพันธ์ กับพวก
จำเลย — นายอัสมาน เจะแวนิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายจรัญ แก่นมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา