คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 735/2561
#621043
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2556 และมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการระหว่างวันที่ 24 กันยายน 2556 จนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์รับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิด จำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้หนี้ดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนก็ตาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1077 (2) และมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากยังอยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1087

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 150,927.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 102,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,927.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 102,510 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง)

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2556 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ 24 กันยายน 2556 ถึงปัจจุบัน มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการในขณะนั้นทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์รับว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าสินค้าและดอกเบี้ย 157,441.36 บาท ตกลงชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 102,510 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 2,500 บาท ภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดส่วนที่ยังคงค้างชำระทั้งหมดและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดที่ 2 ซึ่งครบกำหนดชำระวันที่ 25 สิงหาคม 2556 โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์อีก 7,500 บาท

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1087 บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้นเป็นผู้จัดการ ฉะนั้นเมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนก็ตาม ตามมาตรา 1052 ประกอบมาตรา 1077 (2) และมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ยังอยู่ในเวลาสองปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์เช่นกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1087 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1052 ม. 1068 ม. 1077 ม. 1080 ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจิ่นยา อินดัสตรี้ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รุ่งศรัณย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางพิมลสิริ ประเสริฐจิโรภาส
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2561
#622068
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่ อ. สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 บริหารกิจการห้างฯ จำเลยที่ 1 ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมามีมติเสียงข้างมากให้โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียน จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการในการลงมติแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการของบริษัท ผ. และบริษัท ท. ที่ห้างฯ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ต่างฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและอาญาจากมูลเหตุการบริหารงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างฯ เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ก่อนสิ้นรอบปีชำระบัญชีขอให้เลิกห้างและจัดการชำระบัญชีนั้น ตามคำฟ้องจึงเป็นการบรรยายสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 ได้กระทำล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยจงใจ มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่เมื่อบทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีสิทธิขอเลิกห้างฯ ได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติในเรื่องการเลิกห้างฯ ของห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับตามที่มาตรา 1080 บัญญัติไว้ และมีผลให้หุ้นส่วนคนใดอาจร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างฯ ตามมาตรา 1057 (3) ได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ย่อมมีอำนาจฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์จำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชี โดยแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสี่ หรือโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างฯ จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้ผู้ชำระบัญชีจัดการแบ่งทรัพย์สินและคืนทุนให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ห้ามจำเลยที่ 2 ออกเสียงหรืองดออกเสียงลงคะแนนเพื่อเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกรรมการของโจทก์ทั้งสี่ในบริษัททุกบริษัทที่ห้างฯ จำเลยที่ 1 ถือหุ้น ห้ามกระทำการหรืองดกระทำการใด ๆ อันจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกรรมการของโจทก์ทั้งสี่ในบริษัททุกบริษัทที่โจทก์ทั้งสี่ถือหุ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1654/2553 และ 2200/2554 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ และโจทก์ทั้งสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และให้พิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ทำการค้าเครื่องเหล็กต่างๆ โดยมีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่ นายอรรถพงษ์ สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่มีหนังสือฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างฯ จัดการชำระบัญชี แบ่งทรัพย์สินและคืนทุนไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีเพียงว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์จำเลยที่ 1 และตั้งผู้ชำระบัญชีได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การนำบทบัญญัติของห้างหุ้นส่วนสามัญมาบังคับใช้กับความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันในห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องเป็นกรณีมีหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดอยู่หลายคนหรือใช้บังคับเฉพาะระหว่างหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น เพราะสิทธิและความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดไม่เท่าเทียมกับหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และแม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1080 บัญญัติว่า "บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใดๆ หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้ ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย" แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำบทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนสามัญที่บัญญัติให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถบอกเลิกห้างฯ มาใช้กับหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้เนื่องจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดดังเช่นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนสามัญแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจบอกกล่าวเลิกห้างฯ จำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่ นายอรรถพงษ์ สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ บริหารกิจการห้างฯ จำเลยที่ 1 ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหาย คือ ผลประกอบกิจการของห้างฯ จำเลยที่ 1 ลดลงทั้งเงินทุนหมุนเวียนและลดผลกำไร ไม่เคยปรึกษาหารือ ไม่เคยชี้แจง หรือจัดประชุมผู้เป็นหุ้นส่วน ต่อมาที่ประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติเสียงข้างมากให้โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นส่วนผู้จัดการตามมติดังกล่าวต่อนายทะเบียน จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการในการลงมติแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการของบริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด และบริษัทไทยสตีลบาร์ส จำกัด ที่ห้างฯ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ต่างฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและอาญาหลายคดีจากมูลเหตุ การบริหารงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 ถูกบุคคลภายนอกฟ้องร้องดำเนินคดี ทำให้โจทก์ทั้งสี่และหุ้นส่วนอื่นเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียง โจทก์ทั้งสี่ได้ไต่ถามถึงการงาน ขอตรวจสอบ คัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างฯ เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ก่อนสิ้นรอบปีชำระบัญชีขอให้เลิกห้างและจัดการชำระบัญชีนั้น ตามคำฟ้องจึงเป็นการบรรยายสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 ได้กระทำล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยจงใจ มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้แล้ว แต่เมื่อบทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีสิทธิขอเลิกห้างฯได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติในเรื่องการเลิกห้างฯ ของห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับตามที่มาตรา 1080 บัญญัติไว้ และมีผลให้หุ้นส่วนคนใดอาจร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างฯ ตามมาตรา 1057 (3) ได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ย่อมมีอำนาจฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์จำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (3) ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซาโตชิ นามิงาอิ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่ยงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 733/2561
#619401
เปิดฉบับเต็ม

การใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติด ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 7.2 หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก มีเจตนายกเว้นการใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ในการทำผิดกฎหมายโดยตรงเท่านั้น การที่พบถุงปุ๋ยซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องว่างของเครื่องยนต์รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าต้องการใช้รถกระบะเพื่อซุกซ่อนพืชกระท่อมเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติดโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 284,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะด้วยความประมาทชนรถกระบะของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์และบุคคลอื่นได้รับความเสียหายจริง แต่จำเลยที่ 1 ทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ความเสียหายที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 159,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 มิถุนายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 159,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 2 มิถุนายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บต 9602 ชุมพร ไว้จากจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย โดยจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ มีเงื่อนไขในหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสรุปได้ว่า ข้อ 1. บริษัท (จำเลยที่ 2) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใดอันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัย (จำเลยที่ 1) จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง ในระหว่างระยะเวลาประกันภัยในนามผู้เอาประกันภัย ดังนี้ 1.1 ความเสียหายต่อชีวิตร่างกายและอนามัย 1.2 ความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นต้น โดยมีข้อ 7. การยกเว้นทั่วไป การประกันภัยตามหมวดนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก ข้อ 7.2 การใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมาย เช่น ใช้รถยนต์ไปปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือใช้ขนยาเสพติด เป็นต้น และข้อ 8 ข้อสัญญาพิเศษภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในตาราง เงื่อนไขข้อ 7.2 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิดตาม 1.1 ในหมวดนี้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระหว่างระยะเวลารับประกันภัย จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บต 9602 ชุมพร ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนท้ายรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บก 6468 ระนอง ของโจทก์อย่างแรงเป็นเหตุให้รถกระบะของโจทก์ได้รับความเสียหาย ภายหลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอก ยุทธนา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรราชกรูด ตรวจสภาพรถกระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับพบถุงปุ๋ยบรรจุพืชกระท่อมน้ำหนัก 3 กิโลกรัม อยู่บริเวณช่องว่างของเครื่องยนต์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัส ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ 3334/2556 และคดีหมายเลขแดงที่ 1011/2557

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 บรรทุกพืชกระท่อมไว้ในรถกระบะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ในการขนยาเสพติดแล้ว ไม่ว่าจำนวนพืชกระท่อมซึ่งเป็นยาเสพติดจะมีปริมาณมากหรือน้อยเท่าใดก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่อยู่ที่ว่ายาเสพติดได้บรรทุกอยู่ในรถยนต์หรือไม่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 บรรทุกพืชกระท่อมไว้ในห้องเครื่องรถกระบะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดเงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้ว นั้น เห็นว่า การใช้รถยนต์ในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติด ตามข้อ 7.2 หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ มีเจตนายกเว้นการใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ในการทำผิดกฎหมายโดยตรงเท่านั้น และร้อยตำรวจเอก ยุทธนา ค้นพบพืชกระท่อมบรรจุในถุงปุ๋ยซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องว่างของเครื่องยนต์ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่า ต้องการใช้รถกระบะเพื่อซุกซ่อนพืชกระท่อมเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะในทางผิดกฎหมายโดยใช้ขนยาเสพติดโดยตรง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นความรับผิดตามข้อ 7.2 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวัติ บุญวิชิต
จำเลย — นายณรงค์ เพชรมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายสมเกียรติ ศรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ทวี ประจวบลาภ
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2561
#618284
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ไม่อาจฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าพินัยกรรมเกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉล อาศัยความชราและสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ของผู้ตาย ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ที่ 1 ผู้กล่าวอ้าง

ผู้ตายได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยาน ผู้พิมพ์ ผู้เขียน ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติ พินัยกรรมจึงมีผลบังคับตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ และกำจัดจำเลยไม่ให้ได้รับมรดกของนางลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606 (4)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นบุตรของนางลากับนายกอง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันห้าคนคือนางบุญล้น โจทก์ที่ 1 นายบรรเลง โจทก์ที่ 2 และจำเลย นางลาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2557 มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1625 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อนางลาถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางลา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางลา ต่อมาจำเลยยื่นคำคัดค้านว่านางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินมรดกของนางลาซึ่งมีอยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ไม่อาจฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีภาระในการพิสูจน์ว่าพินัยกรรมเป็นพินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าเมื่อนางลาถึงแก่ความตาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 1625 จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ 1 ด้วย แต่เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางลาและศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยได้คัดค้านว่านางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียวจนเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน เมื่อโจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลอาศัยความชราและสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ของนางลาทั้งการทำพินัยกรรมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่ 1 ผู้กล่าวอ้างที่จะนำสืบให้เห็นว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ หาตกแก่จำเลยดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาแต่ประการใดไม่

ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ต่อไปว่า พินัยกรรมเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่โฉนดเลขที่ 1625 จากนางบุญตา ในราคา 450,000 บาท เมื่อปี 2541 ซึ่งตามสารบัญจดทะเบียนเอกสารสำเนาโฉนดที่ดินระบุว่า โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ซึ่งในข้อนี้จำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ซื้อ โจทก์ที่ 1 เบิกความกล่าวอ้างโดยมีหลักฐานสารบัญการจดทะเบียนการโอนตามสำเนาโฉนดดังกล่าวมาเป็นพยานเท่านั้น โจทก์ที่ 1 มิได้กล่าวอ้างผู้ขายมาเป็นพยาน กลับปรากฏจากคำเบิกความของนายบรรเลง นางบุญล้น ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยเบิกความยืนยันว่า จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ส่งเงินมาให้โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินให้นางลามารดาได้อยู่อาศัย ซึ่งสอดคล้องกับพยานเอกสารหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ใช้หนังสือมอบอำนาจเพื่อโอนที่ดินเป็นชื่อของจำเลย แต่ในข้อนี้จำเลยนำสืบว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวโดยอ้างว่ายุ่งยากในการใช้หนังสือมอบอำนาจ จึงโอนที่ดินมาเป็นชื่อของโจทก์ที่ 1 เอง หาได้ใช้หนังสือมอบอำนาจโอนที่ดินมาเป็นชื่อของจำเลยแต่ประการใดไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารซึ่งโจทก์ที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านจะเห็นได้ว่ามีข้อความติดต่อระหว่างเจ้าของที่ดินหรือผู้แทนของเจ้าของที่ดินที่จะขายที่ดินให้แก่จำเลยโดยขอให้จำเลยซึ่งทำงานอยู่ต่างประเทศทำเป็นหนังสือมอบอำนาจและยังระบุเลขบัญชีของธนาคารเพื่อให้จำเลยโอนเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ขาย นอกจากนั้นจำเลยนำสืบว่าเมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์ที่ 1 โอนที่ดินมาเป็นชื่อของโจทก์ที่ 1 มิได้ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์ที่ 1 โอนที่ดินใส่ชื่อของนางลาไว้แทนจำเลยซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ต่างประเทศ จึงสอดคล้องกับหนังสือสัญญาให้ที่ดินที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ระบุว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางลาซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่เจ้าของที่ดินโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 เป็นเวลาประมาณ 1 ปี โจทก์ที่ 1 เบิกความว่าเหตุที่โจทก์ที่ 1 โอนที่ดินให้เป็นชื่อของนางลาเพราะสงสารนางลา นางลาจะได้มีที่ดินก่อนตาย เห็นว่าเหตุผลดังกล่าวรับฟังไม่ขึ้นเพราะไม่มีเหตุผลอันใดที่โจทก์ที่ 1 จำเป็นที่จะต้องโอนที่ดินให้มาเป็นชื่อของนางลาในขณะที่นางลาพักอยู่บนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวและมีอายุถึง 75 ปีแล้ว เชื่อว่าเหตุที่โจทก์ที่ 1 ต้องโอนที่ดินจากชื่อของตนเองให้เป็นชื่อของนางลาเนื่องจากจำเลยทวงถามขอให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินการให้เพราะจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินด้วยเงินของจำเลย ทั้งเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของนางลาแล้ว โฉนดที่ดินดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้เก็บรักษาไว้ แต่นางลาเป็นผู้มอบโฉนดที่ดินให้แก่นางบุญล้นเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ซื้อแต่เป็นที่ดินที่จำเลยซื้อ ส่วนพินัยกรรมระบุวันทำพินัยกรรมคือวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 นางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียว พินัยกรรมดังกล่าวจัดทำขึ้นในวันเดียวกันกับวันที่โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินแก่นางลาตามสัญญาให้ที่ดิน และสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 1625 เหตุที่ทำพินัยกรรมดังกล่าวในวันเดียวกันกับวันที่ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินจากโจทก์ที่ 1 ให้แก่นางลาเพราะในวันที่มีการทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินยังอยู่ที่ต่างประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีปัญหาเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีกประกอบกับนางลามีอายุถึง 75 ปีแล้ว จึงเชื่อว่านางลาต้องการทำพินัยกรรมในวันนั้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าที่ดินดังกล่าวจะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย นายปริวัตร ทนายความเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า นายปริวัตรเป็นผู้จัดทำพินัยกรรมจริงโดยนายปริวัตรได้ลงชื่อในฐานะเป็นพยานและผู้เขียน จึงเท่ากับว่าพินัยกรรมได้จัดทำขึ้นโดยนายปริวัตรซึ่งเป็นทนายความ ส่วนพยานในพินัยกรรมคือนายอำนาจ สามีของโจทก์ที่ 1 นายอำนาจเบิกความรับว่าได้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นพยานจริง แต่อ้างว่าไม่ได้อ่านข้อความในพินัยกรรม ทั้งขณะที่ลงลายมือชื่อก็ยังไม่มีลายมือชื่อของผู้อื่น ในข้อนี้เห็นว่าพินัยกรรมเป็นข้อความที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดระบุข้อความว่าเป็นพินัยกรรม ทั้งมีข้อความเพียง 11 บรรทัด นายอำนาจอ่านหนังสือได้ จึงไม่น่าเชื่อว่านายอำนาจจะลงลายมือชื่อเป็นพยานโดยไม่ได้อ่านข้อความหรือไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าหนังสือดังกล่าวเป็นพินัยกรรม นายอำนาจเป็นสามีของโจทก์ที่ 1 ย่อมที่จะต้องเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว เชื่อว่านายอำนาจลงลายมือชื่อเป็นพยานว่านางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลย หากจำเลยจะฉ้อฉลหรือทำพินัยกรรมปลอมขึ้นมาก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะให้นายอำนาจสามีโจทก์ที่ 1 ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม จำเลยสามารถหาบุคคลใดที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานก็ทำได้ ขณะนั้นโจทก์ที่ 1 ก็ยินยอมโอนที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาให้นางลาตามที่จำเลยบอกให้โอนจึงเชื่อว่านายอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะพยานในพินัยกรรม โดยทราบข้อความในพินัยกรรมเป็นอย่างดี ส่วนนางปาริชาติ ซึ่งปรากฏลายมือชื่อเป็นพยาน แม้นางปาริชาติจะเบิกความว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของนางปาริชาติ แต่ลายมือชื่อมีส่วนคล้ายกับลายมือชื่อของตนและนางปาริชาติไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน ในข้อนี้เห็นว่านางปาริชาติเบิกความเป็นพยานโจทก์ที่ 1 นางปาริชาติมาเบิกความหลังจากทำพินัยกรรมเป็นเวลานานถึง 16 ปี จึงอาจเบิกความจดจำคลาดเคลื่อน แต่นางปาริชาติก็ยอมรับว่าลายมือชื่อคล้ายกับลายมือชื่อของตน การจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการโดยนายปริวัตรซึ่งเป็นทนายความ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่นายปริวัตรจะปลอมลายมือชื่อของนางปาริชาติ นายปริวัตรจะให้ผู้ใดที่อยู่ในขณะทำพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานก็ได้ จึงเชื่อว่านางปาริชาติได้ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าวด้วย โจทก์ที่ 1 ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ว่าพินัยกรรมดังกล่าวปลอมหรือเป็นพินัยกรรมที่ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายเป็นโมฆะ แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้เห็นเป็นดังที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้าง กลับปรากฏว่านางบุญล้นและนายบรรเลงซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากที่นางลาถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ที่ 1 โทรศัพท์ไปหาพยานทั้งสองขอให้ลงลายมือชื่อในเอกสารที่โจทก์ที่ 1 จะไปยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดมรดกของนางลา แต่นางบุญล้นและนายบรรเลงต่างก็ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจำเลยเป็นผู้ซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ทั้งนางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว นางบุญล้นและนายบรรเลงจึงไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับการที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกโดยมิได้อ้างนางบุญล้นและนายบรรเลงซึ่งเป็นทายาทไปเบิกความเป็นพยาน นางบุญล้นเบิกความว่านางลาเป็นผู้มอบโฉนดที่ดินพิพาทและพินัยกรรมให้แก่นางบุญล้นเป็นผู้เก็บไว้โดยนางลาบอกว่าให้มอบให้แก่จำเลยเมื่อเสร็จงานศพของนางลา นางบุญล้นจึงมอบโฉนดที่ดินและพินัยกรรมให้แก่จำเลยต่อหน้าพี่น้องทุกคนโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านรวมทั้งโจทก์ทั้งสอง พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานโจทก์ที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางลาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยพินัยกรรมดังกล่าวนางลาได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานผู้พิมพ์ ผู้เขียนครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ พินัยกรรมดังกล่าวจึงมีผลบังคับตามกฎหมาย หาได้ตกเป็นโมฆะแต่ประการใดไม่ ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1656 ม. 1665
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเพ็ง บุญพุฒ กับพวก
จำเลย — นางบังเอิญ ฮาเซะงาวะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 714/2561
#619943
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ว่า สัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นไม่ใช่สัญญาร่วมลงทุน แต่เป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินและการคิดดอกเบี้ย จึงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่ให้ศาลมีอำนาจในการวินิจฉัยเท่านั้น คณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปรับลดอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 6 ต่อปี นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อต่อสู้ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่รับฟังไม่ได้ตามที่ต่อสู้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสี่จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน อันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ข้อ 12 เป็นเรื่องคำรับรองของผู้ถือหุ้นหลัก อันได้แก่ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 และข้อตกลงซื้อหุ้นคืนเป็นข้อตกลงระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 กับผู้ร้องโดยตรง ผู้คัดค้านที่ 1 หาได้เกี่ยวข้องหรือรับที่จะซื้อหุ้นคืนจากผู้ร้องไม่ การที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย จึงเป็นคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาท ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นกลับไม่ทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (4) ย่อมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการหมายเลขดำที่ 10/2553 หมายเลขแดงที่ 87/2558 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม กับให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 4 เป็นนิติบุคคล โดยมีผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 4 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสี่เข้าทำสัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (ต่อไปเรียกว่าสัญญาร่วมลงทุน) ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 จัดให้มีการเพิ่มทุน 25,000,000 บาท โดยการออกเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน 2,500,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท โดยเสนอขายแก่ผู้ร้อง 2,499,999 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท รวมเป็นเงิน 24,999,990 บาท เมื่อรวมกับหุ้นสามัญ 1 หุ้น ที่ผู้ร้องถืออยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งสิ้น 2,500,000 หุ้น มีข้อตกลงให้ผู้ร้องมีสิทธิขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดคืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 สัญญาดังกล่าวระบุการระงับข้อพิพาทให้ระงับข้อพิพาทโดยเสนอข้อพิพาทแก่อนุญาโตตุลาการ

ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 ผู้คัดค้านทั้งสี่กับผู้ร้องทำบันทึกตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุน โดยแก้ไขข้อตกลงในการซื้อหุ้นคืนสรุปใจความว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงซื้อหุ้นจำนวน 2,500,000 หุ้น คืนจากผู้ร้อง โดยการทยอยซื้อคืนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ในราคาที่ผู้ร้องเข้าร่วมลงทุนบวกด้วยจำนวนเงินที่รวมกันแล้วทำให้อัตราผลตอบแทนของผู้ร้องเท่ากับร้อยละ 6 ต่อปี คำนวณจนถึงวันที่ชำระเงินค่าซื้อหุ้นคืนในแต่ละงวด ทั้งนี้ โดยคำนวณรวมถึงเงินปันผลที่ได้รับในระหว่างการลงทุนด้วย หากผิดนัดไม่ซื้อหุ้นและชำระค่าซื้อหุ้นงวดใดงวดหนึ่ง หรือชำระเพียงบางส่วน ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระนับแต่วันที่ร่วมลงทุน ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ ตามสัญญายังมีผลบังคับใช้ต่อไปเช่นเดิม เมื่อครบกำหนด ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ซื้อหุ้นคืนเพียง 100,000 หุ้น ยังคงเหลือหุ้นที่ต้องซื้อคืนอีก 2,400,000 หุ้น ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านทั้งสี่แล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้งสี่เพิกเฉย หลังเกิดข้อพิพาท ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทไปยังสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2558 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันรับโอนหุ้น 2,400,000 หุ้น คืนจากผู้ร้องและชำระค่าหุ้นแก่ผู้ร้อง 24,000,000 บาท พร้อมผลตอบแทน (IRR) อัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ร้องชำระค่าหุ้นจนถึงวันที่มีการชำระค่าหุ้นพร้อมผลตอบแทนครบถ้วน ทั้งนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด หากผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ดำเนินการ ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 24,000,000 บาท พร้อมผลตอบแทน (IRR) อัตราร้อยละ 6 ต่อปี (IRR) นับแต่วันที่ผู้ร้องได้ชำระเงินค่าหุ้น จนถึงวันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000,000 บาท นับถัดจากวันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด จนถึงวันที่ผู้คัดค้านทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่ผู้ร้องครบถ้วน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสี่ในประเด็นแรกว่า สัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นไม่ใช่สัญญาร่วมลงทุน แต่เป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินและการคิดดอกเบี้ย จึงเป็นนิติกรรมอำพราง ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในส่วนของข้อสัญญาไม่เป็นธรรม เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจในการวินิจฉัยเท่านั้น และคณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปรับลดอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 6 ต่อปี นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสี่ดังกล่าว ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อต่อสู้ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เพื่อให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้น แต่ผู้คัดค้านทั้งสี่กลับมิได้นำพยานเข้าสืบต่อสู้เพื่อให้ได้ความตามข้อคัดค้านของตน เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าสืบประกอบกับข้อคัดค้านแล้ว เห็นว่า ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่รับฟังไม่ได้ตามที่ต่อสู้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสี่จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาตามอุทธรณ์ในประเด็นสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติม ข้อตกลงในการซื้อหุ้นคืน ซึ่งในข้อ 12 ที่ถูกยกเลิกและให้ใช้ข้อความใหม่ เป็นเรื่องคำรับรองของผู้ถือหุ้นหลัก (อันได้แก่ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4) และข้อตกลงซื้อหุ้นคืนเป็นข้อตกลงระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 กับผู้ร้องโดยตรง ผู้คัดค้านที่ 1 หาได้เกี่ยวข้องหรือรับที่จะซื้อหุ้นคืนจากผู้ร้องไม่ การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ปฏิบัติผิดสัญญาโดยไม่รับซื้อหุ้นคืนจากผู้ร้องภายในกำหนดก็ดี หรือไม่ยอมซื้อคืนก็ดี ความรับผิดและการชดใช้ค่าเสียหายตามข้อตกลงย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เท่านั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับผิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย จึงเป็นคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาท ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นกลับไม่ทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (4) ย่อมเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 43 (4) ม. 45
ชื่อคู่ความ
กองทุนรวมเพื่อร่วมลงทุนในวิสาหกิจ
ผู้ร้อง — ขนาดกลางและขนาดย่อม
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอฟเอ็กซ์เอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกมลสิทธิ์ รอดภาษา
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ธงชัย เสนามนตรี
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2561
#624234
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 140 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง ก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ แม้อาวุธปืนที่ยึดได้จากรถคันเกิดเหตุจะถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้พกติดตัวหรือวางในลักษณะพร้อมหยิบฉวยได้ทันทีก็ตาม แต่อาวุธปืนมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงพร้อมใช้งานได้ทันที นับเป็นอันตรายต่อเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง ม. 140 วรรคสาม ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายคำไผ่หรือไผ่ คำขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2561
#622066
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นจำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นตัวแทนว่าจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่

มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2557 ของนิติบุคคลอาคารชุด ช. ที่ลงมติถอดถอนโจทก์ที่ 1 ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการและรักษาการผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และลงมติถอดถอนโจทก์ที่ 2 ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด นั้น ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/2 (3) ไม่ได้กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องลงลายมือชื่อแต่งตั้งตัวแทนในการร้องขอเปิดประชุม แต่บัญญัติให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดมีสิทธิจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุมเท่านั้น การประชุมใหญ่วิสามัญครั้งนี้ของนิติบุคคลอาคารชุด ช. จึงเป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนการกำหนดวาระการประชุมเป็นเพียงการกำหนดหัวข้อการประชุมว่ามีเรื่องประชุมอะไรบ้าง และไม่จำเป็นต้องประชุมตามวาระการประชุม เนื่องจากต้องพิจารณาความสำคัญของหัวข้อการประชุมและความเกี่ยวพันกัน ประกอบกับผลการลงคะแนนเสียงได้คะแนนเกินกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 ดังนั้น มติเห็นชอบแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และมติถอดถอนโจทก์ทั้งสองให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2557 ของนิติบุคคลอาคารชุดเชียงใหม่ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียม ฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2557 เพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 ให้จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโดยให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแทนจำเลยที่ 1 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด โดยให้โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดแทนบริษัทเอ็กเซล ทรานสปอร์ต อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่แทนหรือรักษาการตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเชียงใหม่ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียม แทนนายเดวิท ซึ่งป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการ วันที่ 10 สิงหาคม 2557 มีการประชุมใหญ่วิสามัญ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมอาคารชุดได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและลงมติถอดถอนโจทก์ทั้งสองให้พ้นจากการตำแหน่งกรรมการ และลงมติถอดถอนโจทก์ที่ 1 จากการรักษาการผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ตามรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2557 ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญดังกล่าว ยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จดทะเบียนให้ในวันเดียวกัน จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานที่ดินฝ่ายทะเบียนแจ้งให้โจทก์ที่ 1 นำคำสั่งศาลมาขอเพิกถอนเท่านั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองได้บรรยายถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ในตำแหน่งเจ้าพนักงานของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคล เป็นการฟ้องกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้กระทำการแทน เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้อง สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจำเลยที่ 4 ไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นจำเลยได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงจำเลยที่ 5 ว่าจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2557 ของนิติบุคคลอาคารชุดเชียงใหม่ ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียม ที่ลงมติถอดถอนโจทก์ที่ 1 ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการและรักษาการผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และลงมติถอดถอนโจทก์ที่ 2 ให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดชอบหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ไม่มีเจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดลงลายมือชื่อ ทำหนังสือร้องขอให้เปิดประชุม ซึ่งไม่ปรากฏลายมือชื่อของเจ้าของร่วมอาคารชุด มีเพียงรายชื่อผู้เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุด และไม่มีเจ้าของร่วมอาคารชุดลงลายมือชื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนยื่นคำร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2557 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคล ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ว่า หนังสือขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม ไม่มีเจ้าของร่วมอาคารชุดลงลายมือชื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม คณะกรรมการนิติบุคคลจึงไม่อาจดำเนินการตามคำร้องขอได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถามค้านว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับหนังสือขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม แม้หนังสือดังกล่าวระบุว่า มีเอกสารลงลายมือชื่อประกอบ แต่ที่ได้รับไม่มีลายมือชื่อของเจ้าของร่วมในห้องชุดทั้งหมดตามกฎหมายแนบมาด้วย จึงไม่จัดประชุมใหญ่ตามที่ร้องขอ ผู้รับเอกสารคือจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการนิติบุคคล และเมื่อทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์ที่ 1 ดูเอกสารอาคารชุด โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เคยเห็นในวันที่ 3 สิงหาคม 2557 ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด คณะกรรมการร่วมกันตรวจสอบมีเอกสารบางส่วนไม่ถูกต้อง เช่น พาสปอร์ตบางส่วนไม่มีการลงลายมือชื่อรับรอง จึงโทรศัพท์ไปยังห้องชุดที่สามารถดำเนินการได้ ส่วนห้องชุดที่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงตัดออกไป แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจสอบเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อเจ้าของร่วมในการขอเปิดประชุมใหญ่แล้ว แต่อ้างว่าเอกสารบางส่วนไม่ถูกต้องเท่านั้น ประกอบกับโจทก์ที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ถามค้านว่า เอกสารเป็นแบบฟอร์มของเจ้าของร่วมขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ และในวันที่ 3 สิงหาคม 2557 คณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจัดประชุมมีการตรวจสอบหนังสือลงลายมือชื่อของเจ้าของร่วมที่ขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ ดังนั้น หากไม่มีลายมือชื่อเจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดหรือมีเจ้าของร่วมลงลายมือชื่อน้อยกว่าร้อยละยี่สิบของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดย่อมเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/2 (3) แต่โจทก์ที่ 1 กลับให้เหตุผลว่า ไม่มีเจ้าของร่วมอาคารชุดลงลายมือชื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการร้องขอให้เปิดประชุมวิสามัญเจ้าของร่วม โดยอ้างว่าไม่สามารถดำเนินการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมได้ ซึ่งตามมาตรา 42/2 (3) ไม่ได้กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องลงลายมือชื่อแต่งตั้งตัวแทนในการร้องขอเปิดประชุม แต่บัญญัติให้เจ้าของร่วมตามจำนวนดังกล่าวมีสิทธิจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเองได้ โดยให้แต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่งเพื่อออกหนังสือเรียกประชุมเท่านั้น จำเลยที่ 2 เบิกความว่า กลุ่มเจ้าของร่วมและจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นหนังสือร้องขอเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ โดยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเจ้าของร่วม ดังนั้น แม้ไม่มีเจ้าของร่วมลงลายมือชื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการยื่นเรื่องร้องขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เนื่องจากเป็นเพียงการดำเนินด้านธุรการ จึงไม่ใช่เงื่อนไขที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญตามที่เจ้าของร่วมร้องขอได้ การประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2557 ของนิติบุคคลอาคารชุดเชียงใหม่ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียม จึงเป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายว่า การแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า หนังสือเชิญประชุมจะต้องมีวาระการประชุมกำหนดไว้อย่างชัดเจน และการประชุมจะต้องดำเนินไปตามวาระการประชุมที่ถูกกำหนดไว้ในหนังสือเชิญประชุม โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า หนังสือขอเชิญประชุมมีวาระการประชุมเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โจทก์ที่ 2 เข้าใจว่าปกติการประชุมเพื่อมีมติเลือกคณะกรรมการชุดใหม่จะต้องมีการถอนคณะกรรมการชุดเก่าทั้งหมด ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความว่า การแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องทำการถอดถอนโจทก์ที่ 1 ก่อน เนื่องจากโจทก์ที่ 1 เป็นเพียงกรรมการซึ่งทำหน้าที่รักษาการผู้จัดการเท่านั้น ดังนั้น ในการประชุมจึงสามารถแต่งตั้งผู้จัดการนิติบุคคล ประกอบกับผลการลงคะแนนเสียงได้คะแนนเกินกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนการกำหนดวาระการประชุมเป็นเพียงการกำหนดหัวข้อการประชุมว่ามีเรื่องประชุมอะไรบ้าง และไม่จำเป็นต้องประชุมตามวาระการประชุม เนื่องจากต้องพิจารณาความสำคัญของหัวข้อการประชุมและความเกี่ยวพันกัน การแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อกล่าวอ้างในฎีกาประการอื่นของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 42/2 (3) ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช. กับพวก
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสิงห์ฐาน จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2561
#622088
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) - (5)

คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์อ้างเหตุขัดข้องที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในทำนองว่า หากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองเข้ารับโอนหุ้นของบริษัท ม. ภายหลังจากบริษัท ม. ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว แม้ยังอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายให้สิทธิผู้ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านรับโอนหุ้นบริษัท ม. จากผู้ร้อง ผู้ร้องก็ไม่อาจดำเนินการโอนหุ้นบริษัท ม. ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองได้ เพราะอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัท ม. ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว ไม่เข้าเหตุยกเว้นตาม มาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทุนรวม มีวัตถุประสงค์ให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้าร่วมลงทุนและให้ผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทนจากการลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน ต่อมาเมื่อระยะเวลาในการดำเนินการของผู้ร้องสิ้นสุดลงมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้ชำระบัญชี ผู้ร้องได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาทว่า บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีนายพัฒนา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนและนางอำไพ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ผู้ร้องและบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น โดยบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ร้อง จำนวน 109,999 หุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นค่าหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุน 10,999,900 บาท มีเงื่อนไขว่าบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้คัดค้านทั้งสอง มีหน้าที่ปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติ คือรักษาอัตราส่วนหนี้ต่อทุนของบริษัทให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3 ต่อ 1 และจะไม่เปลี่ยนแปลงผู้สอบบัญชีของผู้บริหารของบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รวมทั้งปรับโครงสร้างขององค์กร เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ร้อง อีกทั้งต้องดำเนินการแปรสภาพบริษัทและจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน โดยเสนอขายหุ้นสามัญต่อผู้ร้องและประชาชนโดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์ Market for Alternative investment MAI ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 หากบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไม่สามารถระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนหรือไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์อื่นใด บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้คัดค้านทั้งสองตกลงให้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะขายหุ้นของบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ผู้ร้องถืออยู่ทั้งหมดในเวลานั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวที่ผู้ร้องถืออยู่ทั้งหมดพร้อมทั้งชำระราคาจนครบถ้วนภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 ทั้งนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงที่จะซื้อหุ้นคืนในราคาที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีของงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีของบริษัทรับรองแล้วหรือตามราคาที่ผู้ร้องเข้าร่วมลงทุนบวกด้วยจำนวนเงินที่รวมแล้วทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของผู้ร้องเป็นร้อยละ 10 ต่อปี คำนวณจนถึงวันซื้อหุ้นคืน โดยบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้คัดค้านทั้งสองยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุนและหากฝ่าฝืนให้ถือว่าผิดสัญญาอาจถูกบอกเลิกสัญญาได้ หลังจากที่ผู้ร้องได้ทำสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ผู้ร้องได้ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้กับบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่อมาบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผิดสัญญา ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา และได้ดำเนินการขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าหุ้นคืนให้ผู้ร้องตามที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุนเป็นเงิน 11,000,000 บาท พร้อมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาการถือหุ้นในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อคำนวณถึงวันที่ 9 เมษายน 2551 แล้วคิดคำนวณเป็นเงิน 8,784,433.29 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,784,433.29 บาท พร้อมให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการรับโอนหุ้นจำนวน 110,000 หุ้น คืนไปจากผู้ร้องพร้อมชำระผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ยื่นคำเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซื้อหุ้นคืนจำนวน 110,000 หุ้น เป็นเงิน 11,000,000 บาท พร้อมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่ผู้ร้องถือในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะซื้อหุ้นคืน แต่ทั้งนี้ผลตอบแทนตั้งแต่ผู้ร้องถือหุ้นจนถึงวันที่ 9 เมษายน 2551 จะต้องไม่เกิน 8,784,433.29 บาท โดยให้ผู้ร้องโอนหุ้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องสำหรับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก หลังจากที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมได้แจ้งผลคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติตาม ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย จึงขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการพร้อมทั้งออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ หากไม่ปฏิบัติตามให้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินต่าง ๆ ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้กับผู้ร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่

(1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

(4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ

(5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท ตามมาตรา 16 ......"

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่า คดีนี้หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว สถาบันอนุญาโตตุลาการได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดให้แก่ผู้รับมอบอำนาจบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผู้คัดค้านทั้งสองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 จึงถือได้ว่าผู้ร้องอาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อนับระยะเวลาจนถึงวันยื่นคำร้อง คือ วันที่ 23 เมษายน 2558 จึงเกินกว่าระยะเวลาสามปี ตามมาตรา 42 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างเหตุที่บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2556 และถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2557 นั้น เห็นว่า ผู้ต้องถูกบังคับตามคำชี้ขาดคือผู้คัดค้านทั้งสอง และหนี้ตามคำชี้ขาดเป็นหนี้ให้กระทำการ คือ รับซื้อหุ้นคืนจากผู้ร้อง พร้อมชำระผลตอบแทนในระหว่างระยะเวลาที่ถือหุ้น ผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดไม่ใช่บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ร้องจึงไม่อาจอ้างเหตุที่บริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลายมาเป็นเหตุขัดข้องในการยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ในทำนองว่า หากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านทั้งสองเข้ารับโอนหุ้นของบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายหลังจากบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว แม้ยังอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายให้สิทธิผู้ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ผู้คัดค้านรับโอนหุ้นบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จากผู้ร้อง ผู้ร้องก็ไม่อาจดำเนินการโอนหุ้นบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองได้ เพราะอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัทแมคคอนฟิล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นเหตุขัดข้องที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าว ไม่เข้าเหตุยกเว้นตาม มาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
กองทุนรวมเพื่อร่วมลงทุน
ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด
ผู้ร้อง — ในฐานะผู้ชำระบัญชี
ผู้คัดค้าน — นายพัฒนา แสงผดุง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางสาวสุกัลยา ตรีเนตร
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2561
#618545
เปิดฉบับเต็ม

ข. ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ได้แจ้งแก่จำเลยแล้วว่า ตนเองขอซื้อ 13 เม็ด และ ป. ขอซื้อ 10 เม็ด โดย ข. มอบเงินค่าเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดให้จำเลย แต่ขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่กัน จำเลยเตรียมเมทแอมเฟตามีน แยกมาสำหรับ ข. 13 เม็ด และสำหรับ ป. 10 เม็ด แยกกันส่งมอบให้แต่ละคนตามจำนวนที่ขอซื้อ อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยได้อย่างชัดเจนว่า ตั้งใจจะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ ข. 13 เม็ด แยกต่างหากจากที่จำหน่ายให้ ป. 10 เม็ด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2685/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุ หลังเวลาเกิดเหตุตามฟ้องแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมนายขุนนนท์หรือนนท์ พร้อมเมทแอมเฟตามีน 13 เม็ดและจับกุมนายปิยวัฒน์หรือต้น พร้อมเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด หลังถูกจับกุมแล้วทั้งนายขุนนนท์และนายปิยวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงดำเนินการออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาจำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคดีอื่น และถูกอายัดตัวส่งมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีนี้ โดยในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพิรุธน่าสงสัยแต่อย่างใด สามารถยืนยันให้รับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างแน่ชัดว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายขุนนนท์และนายปิยวัฒน์ตามฟ้องจริง

ที่จำเลยฎีกาว่า การขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโจทก์เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า แม้นายปิยวัฒน์จะอ้างว่าได้มอบเงินให้นายขุนนนท์แล้วนายขุนนนท์มอบเงินให้จำเลย เท่ากับนายขุนนนท์เท่านั้นที่เป็นผู้ซื้อจากจำเลยเพียงครั้งเดียว แล้วจำเลยจึงมอบเมทแอมเฟตามีน 23 เม็ด ให้นายขุนนนท์ แต่นายขุนนนท์กลับเบิกความยืนยันว่า ขณะติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยได้แจ้งแก่จำเลยแล้วว่า ตนเองขอซื้อ 13 เม็ด และนายปิยวัฒน์ขอซื้อ 10 เม็ด ในขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้กัน ปรากฏว่าจำเลยเตรียมเมทแอมเฟตามีน แยกมาสำหรับนายปิยวัฒน์ 10 เม็ด และสำหรับนายขุนนนท์ 13 เม็ด แยกกันส่งมอบให้แต่ละคนตามจำนวนที่ขอซื้อ อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยได้อย่างชัดเจนว่า จำเลยตั้งใจที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นายปิยวัฒน์ 10 เม็ด แยกต่างหากจากที่จำหน่ายให้นายขุนนนท์อีก 13 เม็ด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำสองกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสันติชัยหรือเอี้ยงหรือต้นหรือดัง ศรีวิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเสถียร รุ่งทองคำกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2561
#621195
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จะไม่มีประจักษ์พยานขณะจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งประกอบด้วยบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสอนพยานบุคคลแวดล้อมกรณี วัตถุพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องเชื่อมโยงเป็นลำดับ ทั้งมีรายละเอียดเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ ลำดับเหตุการณ์ไว้ทุกขั้นตอนยากที่จะปรุงแต่งขึ้นได้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าขณะเกิดเหตุอยู่ที่อื่นไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุก็ดี ถูกทำร้ายจนต้องรับสารภาพก็ดี ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 53 ม. 54 ม. 90 ม. 91 ม. 92 ม. 288 ม. 371 (เดิม)
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายชำนาญ วงษ์ด้วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวสาวิตรี ศรีบุญเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 596/2561
#619394
เปิดฉบับเต็ม

การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน คือการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วๆไป ไม่จำกัดว่าด้วยการโฆษณาทางสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศต่อประชาชนในสถานที่ต่างๆ จึงไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราวๆไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองกับพวกก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยที่ 2 จะอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 1 และ พ. หรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ละรายตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละรายถูกฉ้อโกงไปรวม 6,394,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินของผู้เสียหายแต่ละรายนับแต่วันที่ได้กู้ยืมเงินไปจนกว่าจะคืนเงินต้นเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และ 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่งและ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 70 ปี แต่ความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียงคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 121,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 396,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 2,448,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 674,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตาร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายทั้งสิบสี่นำเงินมาลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ จำเลยที่ 2 กับนางเดือนเพ็ญเป็นสามีภริยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขณะเกิดเหตุอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้คือ อัตราร้อยละ 2.45 ต่อปี ตามประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งที่ 5/2554 พันตำรวจโทสังวรพนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของผู้เสียหายที่ 4 และที่ 6 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว สรุปความเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลยทั้งสอง จากการตรวจสอบไม่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์หรือธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ทำบันทึกถอนคำร้องทุกข์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนหนึ่งที่ถูกนางเดือนเพ็ญพูดหลอกลวงให้นำเงินมาร่วมลงทุน ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางเดือนเพ็ญกระทำความผิด สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์มีผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 เบิกความเป็นพยานได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 พูดชักชวนผู้เสียหายทั้งสามร่วมลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจภูสิงห์ รับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรือปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกับนางเดือนเพ็ญ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ส่วนผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า นางเดือนเพ็ญมาที่โรงเรียนบ้านขะยูงและอธิบายเกี่ยวกับการลงทุนในลักษณะเดียวกัน จากนั้นผู้เสียหายที่ 7 โทรศัพท์ไปหานางเดือนเพ็ญ ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจำเลยที่ 1 กับนางเดือนเพ็ญ จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 นำไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญหลายครั้ง และจำเลยที่ 1 นำผลประโยชน์ตอบแทนมาจ่ายให้ผู้เสียหายทั้งสี่ สำหรับผู้เสียหายที่ 14 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 14 ไปประชุมกลุ่มโรงเรียน พบจำเลยที่ 1 กับเพื่อนครูหลายคน ได้ยินกลุ่มเพื่อนครูพูดกันว่านำเงินไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน นางเดือนเพ็ญมาที่โรงเรียนบ้านแก และชักชวนผู้เสียหายที่ 14 ทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ ผู้เสียหายที่ 14 ชวนจำเลยที่ 1 ไปเป็นเพื่อนเพื่อถอนเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ แล้วนำเงินไปให้นางเดือนเพ็ญด้วยกัน และผู้เสียหายที่ 13 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 13 รับประทานอาหารกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ ที่ทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ และปล่อยเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ผู้เสียหายที่ 13 ขอหมายเลขโทรศัพท์ของนางเดือนเพ็ญจากจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่อลงทุน นางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 สำหรับโอนเงินส่วนผลประโยชน์ตอบแทน จำเลยที่ 1 จะโอนเข้าบัญชีธนาคารให้ผู้เสียหายที่ 13 ต่อมานางเดือนเพ็ญไม่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามกำหนดนัด จึงติดตามทวงถามแต่นางเดือนเพ็ญขอผัดผ่อน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 13 เบิกความสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ชักชวนให้มาร่วมลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ โดยเสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และรับเงินจากผู้ร่วมลงทุนนำไปให้นางเดือนเพ็ญ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้เสียหายที่ 7 และที่ 14 ก็ยืนยันว่าฝากเงินให้จำเลยที่ 1 นำไปให้นางเดือนเพ็ญ เมื่อนางเดือนเพ็ญจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้โอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 1 จะนำเงินมาจ่ายให้ผู้เสียหายทั้งหก นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 14 ว่า เมื่อนางเดือนเพ็ญยืมเงิน 300,000 บาท จากผู้เสียหายที่ 14 โดยอ้างว่า จะนำเงินไปช่วยจำเลยที่ 2 เพื่อเลื่อนตำแหน่ง จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนธรรมดาโดยถูกนางเดือนเพ็ญหลอกลวงแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีหน้าที่จะต้องลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันนางเดือนเพ็ญในจำนวนเงินที่สูงขนาดนั้นเพราะอาจจะต้องรับผิดชำระหนี้แทนหากนางเดือนเพ็ญไม่ชำระ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่าห้ามผู้เสียหายที่ 14 ไม่ให้นางเดือนเพ็ญยืมเงินจำนวนดังกล่าวเพราะไม่มีงานทำ การที่จำเลยที่ 1 ยอมทำเช่นนั้นก็คงให้ความมั่นใจแก่ผู้เสียหายที่ 14 เพื่อผู้เสียหายที่ 14 จะได้นำเงินมาร่วมลงทุนมากขึ้น จึงเป็นการเกินเลยหน้าที่ของผู้ถูกหลอกลวงพึงกระทำ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งหกมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสอง ทั้งได้ความว่าผู้เสียหายทั้งหกเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ เพราะแม้แต่ผู้เสียหายที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 จะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ร่วมลงทุน แต่ขณะเบิกความผู้เสียหายที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 14 ก็ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 1 เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งหกเบิกความไปตามความจริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ถูกนางเดือนเพ็ญชักขวนให้ร่วมลงทุนและมิได้ชักชวนผู้เสียหายทั้งหกให้ร่วมลงทุน แม้จะมีนายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์เบิกความสนับสนุนทำนองเดียวกันว่านางเกศกานต์ดาหรือชไมพรชักชวนจำเลยที่ 1 และพยานทั้งสองร่วมลงทุน จำเลยที่ 1 กับพยานทั้งสองจึงร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา หลังจากได้รับผลประโยชน์ตอบแทนประมาณ 2 เดือน นางเกศกานต์ดาพาจำเลยที่ 1 กับพยานไปดูธุรกิจรับจำนำรถที่อำเภอภูสิงห์และแนะนำให้รู้จักนางเดือนเพ็ญ โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำเบิกความของนายไชยโรจน์ว่า นางเดือนเพ็ญบอกว่าจะโอนเงินผลประโยชน์ตอบแทนเข้าบัญชีธนาคารของพยาน แต่พยานจำหมายเลขบัญชีธนาคารไม่ได้จึงบอกให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ก่อน จากนั้นให้จำเลยที่ 1 นำมาจ่ายพยานก็ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะได้ความจากคำเบิกความของนายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์ทำนองเดียวกันว่า เมื่อไม่ได้เงินผลประโยชน์ตอบแทน พยานทั้งสองไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีนางเดือนเพ็ญ เนื่องจากร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา ต่อมานางเกศกานต์ดาทยอยจ่ายเงินให้นายไชยโรจน์จนครบถ้วน แต่นายเพิ่มศักดิ์ยังไม่ครบ กรณีดังกล่าวน่าจะรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 นายไชยโรจน์และนายเพิ่มศักดิ์ร่วมลงทุนกับนางเกศกานต์ดา ดังจะเห็นได้จากข้อความระบุในหนังสือมอบอำนาจ หามีน้ำหนักหักล้างให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ทำนองเดียวกันว่านางเดือนเพ็ญชักชวนให้ผู้เสียหายทั้งสี่ลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจ ธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำ หรืออ้างว่าขอกู้ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบเลื่อนตำแหน่งของจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน นางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ไว้สำหรับโอนเงินลงทุน กับบอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้ความเพิ่มเติมจากผู้เสียหายที่ 4 ว่า เคยไปสอบถามจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเงินที่นางเดือนเพ็ญยืมไป จำเลยที่ 2 บอกว่าจะติดตามนางเดือนเพ็ญและจะดูแลให้และยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 ทำนองเดียวกันว่านางกรรณิกาหรือจ๋าพานางเดือนเพ็ญมาแนะนำให้รู้จักพร้อมกับบอกว่าสามีของนางเดือนเพ็ญเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ นางเดือนเพ็ญขอกู้ยืมเงินผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 อ้างว่านำไปลงทุนธุรกิจส่วนตัว ให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยนางเดือนเพ็ญทำหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่กับผู้เสียหายที่ 1 พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ด้วย โดยได้ความเพิ่มเติมจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ขณะไปทวงเงินที่บ้านนางเดือนเพ็ญพบจำเลยที่ 2 จึงบอกเรื่องที่นางเดือนเพ็ญยืมเงินไป จำเลยที่ 2 บอกว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ถามผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะผ่อนให้เดือนละ 5,000 บาท ได้หรือไม่ กับได้ความต่อไปจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 10 และที่ 12 โดยผู้เสียหายที่ 10 เบิกความว่า ปลายปี 2555 ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นพี่ชักชวนให้ลงทุนกับนางเดือนเพ็ญ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน 3,000 ถึง 5,000 บาท ต่อมานางเดือนเพ็ญชักชวนผู้เสียหายที่ 10 ลงทุนทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 โอนเงิน 30,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ตามที่นางเดือนเพ็ญให้มา หลังจากนั้น 2 วัน นางเดือนเพ็ญโอนเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้ 10,000 บาท พร้อมชักชวนลงทุนเพิ่ม ผู้เสียหายที่ 10 ลงทุนเพิ่มหลายครั้งและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ต่อมาไม่ได้รับเงินต้นและผลประโยชน์ตอบแทน ส่วนผู้เสียหายที่ 12 เบิกความว่า ทราบจากผู้เสียหายที่ 4 ว่าลงทุนทำธุรกิจรับจำนำรถบริเวณตลาดช่องสะงำกับนางเดือนเพ็ญให้หมายเลขบัญชีของจำเลยที่ 2 สำหรับโอนเงิน ผู้เสียหายที่ 4 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าวหลายครั้ง เห็นว่า แม้ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนที่นางเดือนเพ็ญชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบสี่ลงทุนทำธุรกิจด้วย แต่การที่จำเลยที่ 2 มอบบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดบัญชีธนาคารของตนให้นางเดือนเพ็ญ และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยอ้างว่าให้นางเดือนเพ็ญดูแลค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวนั้นเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะจำเลยที่ 2 กับนางเดือนเพ็ญอาศัยอยู่ด้วยกัน และจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ลงทุนเปิดร้านอาหารให้นางเดือนเพ็ญ มีค่าใช้จ่ายวันละ 2,000 ถึง 3,000 บาท ต้องแบ่งเงินเดือนเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากภริยาเก่าเดือนละ 4,000 ถึง 5,000 บาท ดำเนินชีวิตโดยอาศัยรายได้จากการขายอาหาร ทั้งมีรายได้ไม่แน่นอนเพราะจะต้องนำเงินไปหักชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารและสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจ แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีปัญหาทางด้านการเงิน จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางบัญชี ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 เบิกความยืนยันว่าพบจำเลยที่ 2 ที่บ้านขณะไปทวงเงินนางเดือนเพ็ญ โดยจำเลยที่ 2 ถามผู้เสียหายที่ 1 ว่า จะผ่อนให้เดือนละ 5,000 บาท ได้หรือไม่ กับบอกผู้เสียหายที่ 4 ว่าจะติดตามนางเดือนเพ็ญและจะดูแลให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าผู้เสียหายที่ 1 เคยมาสอบถามเรื่องนางเดือนเพ็ญยืมเงินไป 50,000 บาท ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงการกระทำของนางเดือนเพ็ญ การที่จำเลยที่ 2 มอบบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดบัญชีธนาคารของตนให้นางเดือนเพ็ญมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 รู้ว่าจะมีการนำไปใช้ในการกระทำความผิด ตามพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับนางเดือนเพ็ญและจำเลยที่ 1 โดยวางแผนเป็นขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งมีลักษณะของการแบ่งหน้าที่กันทำ การที่จำเลยทั้งสองกับพวกชักชวนผู้เสียหายทั้งสิบสี่และบุคคลอื่นให้นำเงินมาลงทุน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าไม่มีการประกอบกิจการจริง การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสี่และบุคคลทั่วไปไม่จำกัดว่าเป็นใคร อันเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยเจตนาทุจริต ทำให้ผู้เสียหายทั้งสิบสี่หลงเชื่อมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก และการกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงินตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 และเป็นการชักชวนว่า ในการกู้ยืมเงินจำเลยทั้งสองกับพวกจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้สูงกว่าอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินที่พึงจ่ายได้ โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองกับพวกจะนำเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบสี่หรือบุคคลอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสี่ หรือโดยที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองกับพวกไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยตามสัญญาได้ และเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้กู้ยืมเงินไป จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม มาตรา 4, 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกบทหนึ่ง

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การจะเป็นการหลอกลวงประชาชนต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะที่ผู้กระทำความผิดไปพูดหลอกลวงจะต้องมีการประกาศโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่ว ๆ ไปได้เข้าร่วมลงทุนหรือมีประชาชนทั่วไปอยู่บริเวณดังกล่าวและการหลอกลวงไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นคนใด ๆ แต่คดีนี้ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า ขณะนางเดือนเพ็ญไปขอยืมเงินกับผู้เสียหายทั้งหมด นางเดือนเพ็ญและจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งประกาศโฆษณาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมาลงทุน และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นอยู่ร่วมด้วย เห็นว่า การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกันโดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน คือการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าด้วยการโฆษณาทางสื่อมวลชนหรือป่าวประกาศต่อประชาชนในสถานที่ต่าง ๆ จึงไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองกับพวกแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนกับจำเลยทั้งสองกับพวก ก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยที่ 2 จะอยู่ด้วยกับจำเลยที่ 1 และนางเดือนเพ็ญหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีโทษตามพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 14 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 91 (2) ม. 343 วรรคแรก
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายชุมพล ครสาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายบุรเศรษฐ์ รุ่งรติกุลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวล รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2561
#664287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้กำหนดเวลาร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้ จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติการจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด ผู้จัดการและคณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด อันมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีจัดการบริษัทจำกัด เหตุนี้จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 1195 มาใช้บังคับเช่นกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 บัญญัติให้การร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้น ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลายเมื่อโจทก์ทั้งสิบสองต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดของตนในอาคารชุดซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 โจทก์ทั้งสิบสองย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนตาม ป.พ พ. มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 คงมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามมติเจ้าของร่วมตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง หามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ การที่จำเลยที่ 1 จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสิบสองเสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ทั้งสิบสอง จึงไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ให้จำเลยทั้งหกยกเลิกการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางอัตราตารางเมตรละ 18 บาทต่อเดือน ค่าที่จอดรถยนต์อัตราคันละ 200 บาทต่อเดือน และค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารอัตราตารางเมตรละ 1,000 บาท ห้ามมิให้จำเลยทั้งหกและพนักงานกระทำการหรือละเว้นกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการเข้าออกอาคารชุดของโจทก์ทั้งสิบสองและบริวาร ให้จำเลยทั้งหกออกบัตรผ่านประตูสำหรับใช้เข้าออกอาคารชุดจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสิบสองและบริวาร ให้ถอดถอนจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการ และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 9 จำนวน 232.98 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 4,200 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 1,200 บาท และโจทก์ที่ 12 จำนวน 4,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสิบสองชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าที่จอดรถยนต์ และค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 47,609.07 บาท โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 55,684.50 บาท โจทก์ที่ 3 ชำระเงิน 31,164.90 บาท โจทก์ที่ 4 ชำระเงิน 33,988.41 บาท โจทก์ที่ 5 ชำระเงิน 31,588.41 บาท โจทก์ที่ 6 ชำระเงิน 62,301.46 บาท โจทก์ที่ 7 ชำระเงิน 35,574.18 บาท โจทก์ที่ 8 ชำระเงิน 42,022.20 บาท โจทก์ที่ 9 ชำระเงิน 67,320.33 บาท โจทก์ที่ 10 ชำระเงิน 28,747.35 บาท โจทก์ที่ 11 ชำระเงิน 31,281.39 บาท และโจทก์ที่ 12 ชำระเงิน 28,048.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละราย นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสิบสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 4,200 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,200 บาท และโจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 4,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2556) ห้ามมิให้จำเลยทั้งหกกระทำการหรือละเว้นกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางโจทก์ทั้งสิบสองมิให้เข้าออกอาคารชุดจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ออกบัตรผ่านประตูสำหรับใช้เข้าออกอาคารชุดจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสิบสองและบริวาร ให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 2,279.07 บาท โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 1,984.50 บาท โจทก์ที่ 3 ชำระเงิน 1,164.90 บาท โจทก์ที่ 4 ชำระเงิน 1,588.41 บาท โจทก์ที่ 5 ชำระเงิน 1,588.41 บาท โจทก์ที่ 6 ชำระเงิน 2,471.46 บาท โจทก์ที่ 7 ชำระเงิน 1,574.18 บาท โจทก์ที่ 8 ชำระเงิน 1,392.20 บาท โจทก์ที่ 9 ชำระเงิน 2,520.33 บาท โจทก์ที่ 10 ชำระเงิน 1,747.35 บาท โจทก์ที่ 11 ชำระเงิน 1,281.39 บาท และโจทก์ที่ 12 ชำระเงิน 1,048.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องแย้งวันที่ 25 ตุลาคม 2556) แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ทั้งในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกให้ยก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 และจำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 และจำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสิบสอง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ต่างเป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดแฟมมิลี่ ทาวน์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังกล่าว มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ในวันที่ 16 ธันวาคม 2555 และจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง รับจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับและการปรับขึ้นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินจากโจทก์ทั้งสิบสองเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพิ่มจากอัตราตารางเมตรละ 14 บาท เป็นตารางเมตรละ 18 บาทต่อเดือน ค่าที่จอดรถยนต์เพิ่มจากอัตราคันละ 100 บาทต่อเดือน เป็นคันละ 200 บาทต่อเดือน และค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารในอัตราตารางเมตรละ 1,000 บาท โจทก์ทั้งสิบสองไม่ได้ชำระเงินดังกล่าวครบถ้วน คงค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองเพื่อใช้ผ่านเข้าออกอาคารชุด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 6 และที่ 9 ต้องชำระค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารในอัตราตารางเมตรละ 1,000 บาท และค่าที่จอดรถยนต์เพิ่มจากคันละ 100 บาทต่อเดือน เป็นคันละ 200 บาทต่อเดือน ตามที่ที่ประชุมใหญ่ของจำเลยที่ 1 มีมติให้เรียกเก็บหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ในวันที่ 16 ธันวาคม 2555 และจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 เมื่อพิจารณาสำเนารายงานการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมแล้ว ปรากฏว่า ในวาระที่ 8 พิจารณางานปรับปรุงอาคารทั้งระบบเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 นายนินนาท วิศวกรผู้ตรวจสอบอาคาร อธิบายการตรวจสอบอาคารซึ่งต้องปรับปรุงระบบความปลอดภัย งบประมาณ 20,200,000 บาท จำเลยที่ 2 ขอให้ที่ประชุมพิจารณางบปรับปรุงอาคาร ซึ่งจะจัดเก็บตารางเมตรละ 1,000 บาท ที่ประชุมมีมติ แต่ไม่ผ่านการรับรองตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่ระบุให้ใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมด และวาระที่ 9 พิจารณาแก้ไขและเพิ่มเติมกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขอให้ที่ประชุมพิจารณาข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดที่ได้ทำตารางเปรียบเทียบเดิมกับข้อบังคับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ตามเอกสารประกอบการประชุมหน้า 39 ถึง 70 เพื่อให้ข้อบังคับมีความถูกต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 รวมทั้งชี้แจงในหัวข้อที่ 10.1 ให้มีการปรับขึ้นค่าส่วนกลางในอัตรา 22 บาทต่อตารางเมตร แต่ปี 2556 ให้ทำการจัดเก็บในอัตรา 18 บาทต่อตารางเมตร และในข้อ 11.4 แก้ไขค่าที่จอดรถยนต์เป็นคันละ 200 บาท หรือ 2,400 บาทต่อปี ที่ประชุมมีมติ แต่ไม่ผ่านการรับรองตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน ส่วนการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ไม่ปรากฏว่าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเพื่อลงมติตามวาระการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ที่พิจารณาไว้เดิม โดยในวาระที่ 2 พิจารณางานปรับปรุงอาคารทั้งระบบเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งนายสุวิทย์ ประธานที่ประชุมเสนอให้พิจารณางานปรับปรุงอาคารและงบประมาณเท่านั้น ไม่ได้ระบุให้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารที่จะเรียกเก็บจากเจ้าของร่วม และวาระที่ 3 พิจารณาแก้ไขและเพิ่มเติมกฎระเบียบข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดที่ทำตารางเปรียบเทียบตามเอกสารประกอบการประชุมหน้า 39 ถึง 70 ในรายงานการประชุมไม่ได้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในข้อใดบ้าง และจำเลยทั้งหกก็ไม่ได้นำสืบในข้อนี้ ซึ่งแตกต่างกับการขึ้นค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมและการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วม วาระที่ 10 และวาระที่ 4 ต่างระบุให้มีการปรับขึ้นค่าส่วนกลางในอัตรา 22 บาทต่อตารางเมตรแต่ในปี 2556 ให้ทำการจัดเก็บค่าส่วนกลางในอัตรา 18 บาทต่อตารางเมตร และในปี 2557 จัดเก็บในอัตรา 22 บาทต่อตารางเมตร ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น จากกรณีดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 มีมติให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงอาคารในอัตราตารางเมตรละ 1,000 บาท และค่าที่จอดรถยนต์เพิ่มเป็นคันละ 200 บาทต่อเดือน ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 เกินกำหนดเวลาหรือไม่ กับปัญหาที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า โจทก์ทั้งสิบสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระหรือไม่ และโจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ออกบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดสำหรับใช้เข้าออกอาคารชุดได้หรือไม่นั้น ปัญหาทั้งสามข้อนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 30 กำหนดว่า “ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้กับการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้” ประกอบกับตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้กำหนดเวลาร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้ จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติการจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุด ผู้จัดการและคณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด อันมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีจัดการบริษัทจำกัด เหตุนี้จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 มาใช้บังคับเช่นกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 บัญญัติให้การร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้น ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมติ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพตรงตามความประสงค์ของเจ้าของร่วมทั้งหลาย คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 1 จัดประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ในวันที่ 16 ธันวาคม 2555 และประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 และมีมติในวันประชุมดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกปกปิดการประชุมใหญ่ดังกล่าวต่อเจ้าของร่วม โจทก์ทั้งสิบสองจึงต้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ภายในวันที่ 16 มกราคม 2556 และต้องร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 แต่โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 กรณีจึงล่วงเลยระยะเวลาการใช้สิทธิตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสิบสองไม่มีสิทธิเรียกร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 และมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 ส่วนปัญหาว่าโจทก์ทั้งสิบสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระหรือไม่นั้น แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 วรรคสอง จะบัญญัติให้เจ้าของร่วมที่ค้างชำระเงินตามมาตรา 18 ซึ่งได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบต่อปี และอาจถูกระงับการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางตามที่กำหนดในข้อบังคับ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องกำหนดเงินเพิ่มดังกล่าวไว้ในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งหกมิได้นำสืบให้เห็นว่ามีข้อบังคับที่ให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ได้ โจทก์ทั้งสิบสองไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ให้แก่จำเลยที่ 1 และปัญหาว่าโจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ออกบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดสำหรับใช้เข้าออกอาคารชุดได้หรือไม่นั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสิบสองค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่จำเลยที่ 1 เกินกว่า 6 เดือน และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 11 ประกอบพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 โจทก์ทั้งสิบสองอาจถูกระงับการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางได้ แต่เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดของตนในอาคารชุดซึ่งถือเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 โจทก์ทั้งสิบสองย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 คงมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด และมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามมติเจ้าของร่วมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง หามีอำนาจกระทำการใดเป็นการรบกวนสิทธิหรือเสื่อมความสะดวกในการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคลของเจ้าของร่วมไม่ การที่จำเลยที่ 1 จะไม่ส่งมอบบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองซึ่งค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสิบสองเสื่อมเสียสิทธิในการใช้สอยทรัพย์ส่วนบุคคลของโจทก์ทั้งสิบสอง จึงไม่อาจกระทำได้ ให้จำเลยที่ 1 ออกบัตรผ่านประตูหรือคีย์การ์ดสำหรับใช้เข้าออกอาคารชุดให้แก่โจทก์ทั้งสิบสอง เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 และฎีกาของจำเลยทั้งหกดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในทำนองเดียวกันกับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหก ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยซ้ำอีก ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 และฎีกาของจำเลยทั้งหกดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1195 ม. 1136
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ฟ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมพงษ์ เหมวิมล
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2561
#619388
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงที่โจทก์อ้างว่าเสียหายให้แก่บริษัท ท. โดยมีการชำระราคาและออกใบกำกับภาษีแล้ว ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้นแล้ว หากต่อมาเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงดังกล่าวเกิดความเสียหายและโจทก์ได้เปลี่ยนของใหม่ทดแทนของเดิมและได้รับเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงที่เสียหายกลับคืนมา โจทก์มีหน้าที่ต้องออกใบลดหนี้สำหรับเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงตามจำนวนที่เสียหายและนำภาษีขายนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/10 ประกอบคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542 และเมื่อโจทก์ได้ส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงจำนวนใหม่ทดแทนของเดิม กรณีจึงเกิดความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงใหม่ที่นำมาทดแทน โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่เมื่อมีการส่งมอบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงจำนวนใหม่โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 ม. 78/1 ม. 86/10
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.80/2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดรากา คอมเทค ฟรานซ์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2561
#618292
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษและมีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 92 แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบคำให้การจำเลยที่ 1 ว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ แต่โจทก์ได้อ้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ และพ้นโทษเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 และจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า จำเลยที่ 1 พ้นโทษออกจากเรือนจำกลางสุรินทร์ในข้อหาลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ต่อมาอีก 27 วัน ก็ถูกจับกุมคดีนี้ อันสอดคล้องกับบันทึกคำให้การดังกล่าว และได้ความตรงกับคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษตามฟ้องว่า จำเลยเคยต้องโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ของศาลชั้นต้นจริง เมื่อพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ถือว่าโจทก์ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงนั้นแล้ว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ไว้ในครอบครอง

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 11 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 24 ปี 8 เดือน และปรับ 1,333,333.33 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่งจำเลยที่ 1 คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติไว้ 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควร มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ยี่ห้อซัมซุงและยี่ห้อเทเลโก ของกลาง ให้คือโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ยี่ห้อออปโป้ ของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษปรับและโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 3 เดือน และปรับ 500,000 บาท ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 66/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 พ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้วกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ และขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบคำให้การจำเลยที่ 1 ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ และพยานโจทก์มิได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์ได้อ้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การว่าเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในความผิดฐานลักทรัพย์ และพ้นโทษเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 และจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า จำเลยที่ 1 พ้นโทษออกจากเรือนจำกลางสุรินทร์ในข้อหาลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ต่อมาอีก 27 วัน ก็ถูกจับกุมคดีนี้ อันสอดคล้องกับบันทึกคำให้การดังกล่าว และได้ความตรงกับคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษตามฟ้องว่า จำเลยเคยต้องโทษในความผิดฐานลักทรัพย์ของศาลชั้นต้นจริง เมื่อพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ถือว่าโจทก์ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงนั้นแล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 22 ปี และปรับ 1,333,333.33 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี และปรับ 666,666.66 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 159 ม. 172 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายเพลิน พิมพ์เก่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
วรงค์พร จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2561
#620189
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและได้แจ้งย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวแล้วโดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งย้ายเข้าที่ใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 41 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ธ. ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ที่ทำการบริษัทดังกล่าวจึงเป็นสำนักทำการงานที่สำคัญอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 37 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหลายแห่ง โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ยังภูมิลำเนาแห่งใดก็ได้ และถึงแม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีภูมิลำเนาและมูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์และขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ยังศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,075,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ทั้งมูลคดีก็ไม่ปรากฏว่าเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) จึงไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาล

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและได้แจ้งย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าได้แจ้งย้ายเข้าที่ใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทธนกร ไทยฟู้ด จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ที่ทำการบริษัทดังกล่าวจึงเป็นสำนักทำการงานที่สำคัญอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 อีกทั้งยังปรากฏตามบันทึกการส่งหมายให้จำเลยที่ 2 ไปยังที่ทำการบริษัทดังกล่าวส่งได้โดยวิธีปิดหมาย เนื่องจากคนในบ้านแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ออกไปธุระไม่ทราบว่าจะกลับเวลาใด ตามบันทึกการส่งหมายลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาหลายแห่ง โจทก์จึงสามารถฟ้องจำเลยที่ 2 ตามภูมิลำเนาแห่งใดก็ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีภูมิลำเนาและมูลคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์และขณะยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ยังศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37 ม. 41
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศรีวิไล ฉัตรจุฑามาศ
จำเลย — นางธัญญรัตน์ หว่างพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504 -ที่ 506/2561
#622101
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม จำคุก 6 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่า 7 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี อันเป็นการพิพากษาแก้ไขเฉพาะระยะเวลาการฝึกอบรม ซึ่งไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่า 7 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาฝึกอบรมอันเป็นการแก้ไขมาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า อวัยวะเพศของจำเลยได้ผ่านอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 เข้าไปแล้วจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 317 วรรคสาม ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

คดีนี้ จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช รับตัวจำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2559 หากผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นสมควรย้ายเด็กหรือเยาวชนไปควบคุมในสถานพินิจอื่นหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ของ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เว้นแต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินจะย้ายเด็กหรือเยาวชนไปก่อนก็ได้ แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 41 (7) แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับอนุญาตจากศาลให้ย้ายเด็กหรือเยาวชนไปเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึงก่อน หรือหากจะถือว่ามีเหตุฉุกเฉินที่จะย้ายเด็กหรือเยาวชนไปก่อนก็ไม่ปรากฏว่ามีการรายงานให้ศาลทราบ การส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึงจึงเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยจำเลยไปเมื่อครบกำหนดฝึกอบรมขั้นต่ำทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยถูกควบคุมในระหว่างพิจารณาคดีจึงให้หักจำนวนวันที่จำเลยอยู่ในความควบคุมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 83 วรรคหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 317 และให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยติดต่อกันทั้งสามสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 และเป็นมารดาของ ด.ญ. พ. ผู้เสียหายที่ 2 และ ด.ญ. ร. ผู้เสียหายที่ 3 นางสาว ก. เป็นผู้เสียหายที่ 4 และเป็นมารดาของ ด.ญ. ภ. ผู้เสียหายที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 100,000 บาท

จำเลยให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน 3 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 30 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่า 7 ปี หากจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรม เหลือระยะเวลาเท่าใด ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว กับให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และให้ชำระเงิน 100,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เมื่อเรียงกระทงลงโทษจำเลยแล้ว จึงถือว่ามีผลเป็นการนับโทษฝึกอบรมของจำเลยต่อจากโทษฝึกอบรมของจำเลยแต่ละสำนวนติดต่อกันตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว และเมื่อศาลตั้งทนายความให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าทนายความจึงไม่กำหนดให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี 2 กระทง ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมกับโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี 1 กระทง จำคุก 6 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 8 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุอายุ 4 ปีเศษ และผู้เสียหายที่ 3 ขณะเกิดเหตุอายุ 7 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 4 เป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 5 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ บ้านของผู้เสียหายทั้งห้าอยู่ติดกับบ้านของบ้านมารดาจำเลย ซึ่งจำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย วันเกิดเหตุเป็นช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2557 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปเล่นที่บ้านจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 5 เข้าไปในห้องนอน จำเลยใช้อวัยวะเพศตนกระทำต่ออวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 5 แล้ว ผู้เสียหายที่ 3 เข้าไปช่วยทำให้ผู้เสียหายที่ 5 ออกไปจากห้องนอนได้ แต่จำเลยจับตัวผู้เสียหายที่ 3 แล้วใช้อวัยวะเพศของตนกระทำต่ออวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 แล้วจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในห้องนอนให้ผู้เสียหายที่ 2 ดูดอวัยวะเพศของจำเลย จากนั้นจำเลยใช้อวัยวะเพศของตนกระทำต่ออวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จำคุกกระทงละ 6 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่า 7 ปี หากจำเลยอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ แต่ยังควบคุมตัวจำเลยไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรม เหลือระยะเวลาเท่าใด ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกจนกว่าจะครบระยะเวลาฝึกอบรมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี 1 กระทง จำคุก 6 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 8 ปี โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ไขเฉพาะระยะเวลาการฝึกอบรม ซึ่งไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ทั้งบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาฝึกอบรมอันเป็นการแก้ไขมากแต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาตามอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า อวัยวะเพศของจำเลยได้ผ่านอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 เข้าไปแล้วจึงเป็นความผิดสำเร็จฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 และที่ 5 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่เป็นความผิดดังกล่าว ต้องเป็นการพาหรือแยกเด็กไปจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 แม้บ้านของจำเลยและผู้เสียหายอยู่ติดกัน ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 4 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปเล่นที่บ้านจำเลยแต่ก็เป็นการอนุญาตให้เล่นในบริเวณที่รับแขกของบ้าน การที่จำเลยพาผู้เสียหายทั้งสามเข้าไปในห้องนอน โดยมีลักษณะบังคับมิให้ขัดขืนหลบหนี ดังได้ความว่า เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายที่ 5 เข้าไปในห้องนอนทำการชำเรา ผู้เสียหายที่ 3 ต้องเข้าไปช่วยผู้เสียหายที่ 5 จึงหลบหนีออกมาได้ แต่ผู้เสียหายที่ 3 ถูกจำเลยจับมัดแล้วชำเรา ลักษณะการกระทำของจำเลย ที่พาผู้เสียหายจากบริเวณที่ผู้เสียหายดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ไปเล่นแล้วพาเข้าห้องนอนโดยผู้เสียหายดังกล่าวไม่อาจหลบหนีออกไปได้ จึงเป็นการพรากเด็กไปจากอำนาจของผู้ปกครอง เป็นความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาในข้อนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุก 12 ปี โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีกำหนดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ปี ขั้นสูงไม่เกินกว่า 7 ปี ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมใหม่ เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 317 วรรคสาม ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยและเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นปล่อยตัวจำเลยไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เนื่องจากจำเลยได้รับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึง ครบกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ตามหมายปล่อยฉบับวันที่ 11 เมษายน 2560 นั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช รับตัวจำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2559 หากผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นสมควรย้ายเด็กหรือเยาวชนไปควบคุมในสถานพินิจอื่นหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 จะต้องได้รับอนุญาตมาจากศาลก่อน เว้นแต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินจะย้ายเด็กหรือเยาวชนไปก่อนก็ได้ แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 41 (7) แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน หรือหากจะถือว่ามีเหตุฉุกเฉินที่จะย้ายเด็กหรือเยาวชนไปก่อนก็ไม่ปรากฏว่ามีการรายงานให้ศาลทราบ การส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึงจึงเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยจำเลยไปเมื่อครบกำหนดฝึกอบรมขั้นต่ำทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม (เดิม) ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งคงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 18 เดือน เมื่อรวมโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเวลา 8 ปี รวมเป็นจำคุก 14 ปี 18 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 1 ปี โดยให้หักจำนวนวันที่จำเลยอยู่ในความควบคุมระหว่างพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 277 วรรคสาม ม. 279
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 41 (7) ม. 83 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ร้อง — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธนสร สุทธิบดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
บุญมี ฐิตะศิริ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2561
#619419
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ไม่ต้องถึงขนาดเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เด็กปราศจากอิสระในการเคลื่อนไหว เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดต่อเสรีภาพอีกต่างหาก "พราก" ตามพจนานุกรมมีความหมายว่า จากไป หรือแยกออกจากกัน ดังนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยนัดแนะ หรือแยกผู้เสียหายที่ 2 ไปยังที่ต่างๆในโรงเรียน จำเลยได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ และมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยบทกฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ละเมิดอำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล อันเป็นการคุ้มครองเด็กมิให้ถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย ดังนั้น แม้หลังถูกกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 มิได้ถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง มีอิสระในการเคลื่อนไหว และสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้ ก็เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 319

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 319 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำนวนสี่กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 16 ปี ฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำนวนสี่กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 20 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุก 38 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 17 ปี 24 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 319 วรรคแรก ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำนวนสี่กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำอันเป็นการพรากเด็กนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปกระทำชำเราในบริเวณต่าง ๆ ในโรงเรียน โดยเมื่อหลังจากกระทำชำเราแล้วจำเลยก็มิได้ควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 ไว้ ก็ถือเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 319 วรรคแรก เห็นว่า การกระทำอันปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 319 วรรคแรก นั้น ไม่ต้องถึงขนาดเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้เด็กปราศจากอิสระในการเคลื่อนไหว เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดต่อเสรีภาพอีกต่างหาก คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมมีความหมายว่า จากไป หรือแยกออกจากกัน ดังนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยนัดแนะ หรือแยกผู้เสียหายที่ 2 ไปยังที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนนั้น จำเลยได้รับความยินยอมจากผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ และมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โดยบทกฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ละเมิดอำนาจปกครองดูแลเด็กของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล อันเป็นการคุ้มครองเด็กมิให้ถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย ดังนี้ แม้หลังถูกกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 มิได้ถูกจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขัง มีอิสระในการเคลื่อนไหว และสามารถกลับไปเรียนตามปกติได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ก็เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจารแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ขณะเป็นเด็กและอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะยินยอมก็ตาม ก็ถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอันดี ทำให้ผู้เสียหายทั้งสองเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล โดยเฉพาะจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการสอนในโรงเรียนที่ผู้เสียหายที่ 2 เรียนอยู่ แม้ไม่ได้สอนหนังสือ แต่ก็อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ มีหน้าที่อบรมสั่งสอนและเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กในโรงเรียนปฏิบัติตาม แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม กลับเป็นฝ่ายทำลายอนาคตของผู้เสียหายที่ 2 เสียเอง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายอัครชาติ จาฏามระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายนรินทร์ ทองชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชัยชนะ ตัญจพัฒน์กูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2561
#656903
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 1,294,931.51 บาท และตามสัญญาเงินกู้ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท ตามที่ขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้เกินกว่า 5 ปี เพราะอายุความในการเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนด 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ย้อนหลังไปเท่านั้น แต่จากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 22 มีนาคม 2549) ถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ (วันที่ 9 สิงหาคม 2549) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนนี้เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 แม้อายุความในเรื่องดอกเบี้ยจะไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในชั้นนี้ แต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2549

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 4,984,450.39 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงิน หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และยังไม่ขาดอายุความทั้งไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท หักเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระต้นเงิน จึงเหลือต้นเงินค้างชำระจำนวน 280,046.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท หักเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระต้นเงิน จึงเหลือต้นเงินค้างชำระจำนวน 139,783.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยค้างชำระไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำนอง เป็นเงิน 719,238.55 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 43363 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 719,238.55 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 51588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 719,238.55 บาท หากยังขาดอยู่เท่าใด ให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายณรงค์ ลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ไปแล้วเพียงใด ก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ลูกหนี้ที่ 2 และนายณรงค์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมจำนวน 2,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญากู้เงินจากเจ้าหนี้เดิมจำนวน 750,000 บาท ลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43363 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนอง 2,000,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 51588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนวน 750,000 บาท เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าว ภายหลังทำสัญญาลูกหนี้ที่ 2 ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่เจ้าหนี้เดิม ต่อมาเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จากเจ้าหนี้เดิม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพียงใด โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า จำนวนเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระหนี้นั้นไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะหักชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระแก่เจ้าหนี้เดิมไปหักชำระหนี้ต้นเงินทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตรวจสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่าคดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นคำขอรับชำระหนี้โดยใช้จำนวนเงินตามรายงานการคำนวณดอกเบี้ยฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ซึ่งนำเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วนตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับมาหักชำระต้นเงิน นั้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น แต่ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 1,294,931.51 บาท และตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท ตามที่ขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้เกินกว่า 5 ปี เพราะอายุความในการเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ย้อนหลังไปเท่านั้น แต่จากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 22 มีนาคม 2549) ถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ (วันที่ 9 สิงหาคม 2549) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนนี้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 แม้อายุความในเรื่องดอกเบี้ยจะไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในชั้นนี้ แต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 1,294,931.51 และตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 43363 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่น ภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน และที่ดินโฉนดเลขที่ 51588 พร้อมสิ่งปลูกสร้างก่อนเจ้าหนี้อื่น ภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน และให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกันไม่เกินหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับ หากยังขาดอยู่จำนวนเท่าใด ให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายณรงค์ ลูกหนี้ร่วมตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ไปแล้วเพียงใดก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2561
#622075
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันขายทอดตลาด เพื่อบังคับชำระค่าปรับเนื่องจากผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 บัญญัติให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์พร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว โดยมาตรา 5 บัญญัติว่า "ศาลอุทธรณ์" หมายความว่า ศาลอุทธรณ์ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค ดังนั้น เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 และศาลจังหวัดพัทยาอนุญาตให้ผู้ประกันประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา ตีราคาประกันเป็นเงิน 700,000 บาท โดยผู้ประกันนำที่ดินโฉนดเลขที่ 130463 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของผู้ประกันมาวางเป็นหลักประกัน ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน แต่ผู้ประกันไม่ชำระเงินค่าปรับ ศาลจังหวัดพัทยาจึงออกหมายบังคับคดีให้ยึดที่ดินอันเป็นหลักประกันเพื่อนำออกขายทอดตลาด โดยมอบหมายให้ผู้ร้องเป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ แต่หลักประกันตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครปฐม ผู้ร้องจึงมีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแทน ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมยึดที่ดิน อันเป็นหลักประกันแล้วนำขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 โดยผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 510,000 บาท

วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์ซื้อที่ดินอันเป็นหลักประกันโดยสำคัญผิด และเจ้าหนี้ผู้นำยึดมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงเนื่องจากที่ดินอันเป็นหลักประกันไม่ใช่ที่ดินว่างเปล่า แต่มีสภาพเป็นบ่อน้ำทั้งแปลง ไม่ตรงกับรายละเอียดที่ระบุในรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์และประกาศขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 130463 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 11 ตุลาคม 2559 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายบังคับคดีให้ยึดที่ดินอันเป็นหลักประกันซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำสั่งศาล จึงมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีแทนจนมีการขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นหลักประกันไปแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำสั่งศาลและเป็นผู้นำยึดที่ดินอันเป็นหลักประกัน ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการบังคับคดีเอาแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกันแต่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ซื้อทรัพย์ โดยไม่ได้มีการส่งหมายเรียก หมายนัด เอกสารหรือคำคู่ความใดให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นหลักประกันโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับความเสียหายจากคำสั่งศาลชั้นต้น ถือเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ก่อนไต่สวนศาลได้ส่งสำเนาให้ผู้ประกันและเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปฏิบัติการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องส่งสำเนาให้เจ้าหนี้อีก การไต่สวนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ (เดิม) ไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ซื้อทรัพย์ฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โดยให้ศาลชั้นต้นจัดส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้ผู้ร้องทราบด้วย และดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดก็ตาม แต่คำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เป็นผลสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 130463 ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระค่าปรับเนื่องจากผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" โดยมาตรา 5 บัญญัติว่า "ศาลอุทธรณ์" หมายความว่า ศาลอุทธรณ์ซึ่งมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 280 (1) (เดิม) ม. 296
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 5 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ประกัน — นางสาวสะใบแพร ภูครองชัย
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวพัชรินทร์ จตุรโกมล
จำเลย — นายวิรัตน์หรือแฉะ สุพิภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายศักดา ไพรสันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2561
#619415
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 (เดิม) บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา ... ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) จำคุก 1 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 10,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยะลา — นางพิลาศลักษณ์ รัตนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
บุญมี ฐิตะศิริ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา