ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จะมีคำขอให้ห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี และอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ทั้งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกการรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ หรือเข้ามาสอดเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ ประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งเรียกนายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติเดียวกัน เข้ามาในคดีเป็นผู้ร้องสอด ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐขอให้ยกเลิกการรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดๆ หรือเข้ามาสอดเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกการรังวัดการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ร้องสอดทั้งสองกระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ หรือเข้ามาสอดเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษให้ใหม่ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) โดยอ้าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ามาตรา 15 วรรคสาม (เดิม) ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยที่ 2 ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้าและภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี และอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของ ผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อนอก อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินเป็นของโจทก์ทั้งหก ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินและห้ามจำเลยทั้งห้าหรือบริวารหรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ทั้งหก จำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งหกอ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ แต่จำเลยทั้งห้าอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ จึงดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อการดำเนินการของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากความปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ทั้งหก ฝ่ายจำเลยทั้งห้าย่อมไม่มีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ทั้งหกทั้งตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งหกมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหกกับให้มีคำสั่งให้ออกเอกสารสิทธิ์ให้โจทก์ทั้งหก กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันรังวัดแนวเขตที่ดินที่ราชพัสดุ ปักหลักเขตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำลายต้นไม้ในบริเวณดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ย้ายหลักเขตที่ดินที่ราชพัสดุตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และห้ามรบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า แม้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีจะทับซ้อนกับที่ราชพัสดุและผู้ฟ้องคดีจะได้ครอบครองในส่วนที่ทับซ้อน แต่ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยกอายุความต่อสู้กับสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ เห็นว่า แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า กระทำการโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่การที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีรังวัดสอบเขตแล้วปักหลักเขตรุกเข้าไปในที่ดินที่มีโฉนดทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการเพื่อยืนยันสิทธิในที่ดินที่ตนใช้สอยดูแล ในขณะที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดีก็กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามโฉนดในส่วนที่อ้างว่าฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีรุกล้ำเข้าไปเช่นเดียวกัน หากได้ความว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิใช้สอยดูแลการกระทำตามฟ้องของฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีย่อมไม่เป็นการละเมิด และฝ่ายผู้ฟ้องคดีย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ย้ายหลักเขตที่ดินที่ราชพัสดุตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ห้ามฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีรบกวนหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารเลขที่ ๑๑๗ ต่อจากบิดาและนายยุทธนา เนื้อที่ ๓๕๒.๒๘ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ซอยราชดำริ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการเขตปทุมวันมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคาร เลขที่ ๑๑๗ ออกจากคลองซุง ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งโดยอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่วินิจฉัยว่า อาคารของโจทก์สร้างบนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ จำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ออกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากบิดากว่า ๑๐๐ ปี การที่จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ ๑๑๗ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และห้ามจำเลยรบกวนการครอบครอง เห็นว่า เมื่อคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร เลขที่ ๑๑๗ ของจำเลยเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่วินิจฉัยว่า คลองซุงเป็นคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เป็นคู่กรณีในคดีดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงมีมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากศาลปกครองสูงสุดไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินนั้น ก็เห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการเขตปทุมวันที่สั่งให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ เนื่องจากปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ (คลองซุง) ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นประเด็นพิพาทในคดีดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน คำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง เสมือนเป็นการฟ้องขอให้รับรองสิทธิในที่ดินของตนโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ของจำเลยมาด้วย แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้คือ การโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ออกจากที่ดินพิพาท โดยอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเมื่อการออกคำสั่งของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๑๙๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และเอกชนด้วยกันเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๔๔ โดยครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวต่อจากบิดาของผู้ฟ้องคดี มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งการครอบครองหรือเข้าครอบครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เป็นหลักฐานในการยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาชุมพลบุรี ทำให้ทราบว่า นางส. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานปฏิรูปที่ดินว่าได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จนมีการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เลขที่ ๑๕๕๕ ให้แก่นาง ส. ทับที่ดิน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์อยู่ทั้งแปลง เมื่อ นางส. เสียชีวิต ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหลานของนาง ส. เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เลขที่ ๑๕๕๕ ซึ่งออกทับที่ดิน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การโดยสรุปว่า การจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุรินทร์ฉบับพิพาทได้ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายและระเบียบที่ ส.ป.ก. กำหนดแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ฉบับดังกล่าวตลอดมา เห็นว่า แม้คดีมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างถึงการที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือรวมสองฉบับร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ฉบับพิพาท แต่การที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องยืนยันสิทธิในที่ดินพิพาท โดยกล่าวอ้างว่าการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เลขที่ ๑๕๕๕ เป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยจึงมีว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาวินิจฉัยประเด็นอื่นได้ต่อไป ประกอบกับเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ ที่ ๑ นายอำเภอเมืองเพชรบุรี ที่ ๒ อธิบดีกรมเจ้าท่า ที่ ๓ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินและได้นำชี้แนวเขตที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าโจทก์ได้นำชี้แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกและทิศใต้รุกล้ำที่ดินหาดทรายชายทะเลอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินและรับรองแนวเขตที่ดินตามที่โจทก์ได้นำชี้ เห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งสามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๓ มีหน้าที่ดูแลรักษาแหล่งน้ำสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ แต่การที่จำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เป็นการกระทำในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน อันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของจำเลยทั้งสามจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งจะเข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทั้งสามคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่โจทก์ยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองหญ้าปล้อง ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขอรวมโฉนดที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี รวม ๗ โฉนด เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๒ ตารางวา เมื่อทำการรังวัดที่ดินแล้วปรากฏว่ามีเนื้อที่ขาดหายไปจำนวน ๖ ตารางวา จึงไม่สามารถรวมโฉนดได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำคัดค้านแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ซึ่งติดกับทางหลวงชนบท ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการปักหมุดหรือชี้กันแนวเขตของทางหลวงชนบทให้ถูกต้อง เห็นว่า การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ในฐานะผู้คุ้มครองรักษาที่สาธารณะเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน อันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะซึ่งอยู่ข้างเคียง การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด คดีนี้เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองร้อยห้าสิบแปดเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อมา ศาลมีคำสั่งเรียกเอกชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๑๔ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกโฉนดที่ดิน ๒๔ แปลง ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๑๔ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกโฉนดที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ (ที่ดินเขตทุ่งเลี้ยงสัตว์) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนด เพื่อให้รัฐนำมาจัดสรรให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองร้อยห้าสิบแปดคนเช่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบสี่ให้การในทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินทั้ง ๒๔ แปลง ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวงหวงห้ามแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ เดิมผู้ฟ้องคดีทั้งสองร้อยห้าสิบแปด ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดิน ๒๔ แปลง ให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดิน จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนอธิบดีกรมที่ดินเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองร้อยห้าสิบแปดซึ่งไม่ใช่เจ้าของโฉนดที่ดินยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่า ออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๒๔ แปลง กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองที่มีการนำที่ดินของรัฐไปออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชน โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองร้อยห้าสิบแปดมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๒๔ แปลง ที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ (ที่ดินในเขตทุ่งเลี้ยงสัตว์) จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ เป็นเอกชนว่าได้เข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะในการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ในโครงการขุดลอกห้วยโพนงาม โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการขุดลอกห้วยนำดินขึ้นมาทำถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตลอดจนการนำดินลูกรังถมถนนดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ถนนริมคลองดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ การทำถนนมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งเก้า ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกับเอกชนกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการขุดลอกห้วยนำดินขึ้นมาทำถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตลอดจนการนำดินลูกรังถมถนนดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเก้า ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์การที่จำเลยทั้งเก้าขุดลอกห้วยนำดินขึ้นมาทำถนน ตลอดจนการนำดินลูกรังถมถนนดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือตกเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายแล้วจะเป็นผลให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจเข้าไปทำการขุดลอกห้วยนำดินขึ้นมาทำถนนในที่ดินพิพาท ตลอดจนการนำดินลูกรังถมถนนตามโครงการขุดลอกห้วยโพนงามได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลนครนครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำและปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาท เจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างตามสภาพถนนเดิมที่ประชาชนใช้สัญจรเป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของตน ซึ่งเป็นการโต้แย้ง เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินพิพาท ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนี้ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลนิคมเขาบ่อแก้ว ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขยายถนนสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๗๘ ของผู้ฟ้องคดีโดยที่ผู้ฟ้องคดีไม่ให้ความยินยอมและได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทำที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม ดังนั้นเหตุแห่งการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่การก่อสร้างถนนสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งกรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๙๗๘ ของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีอันจะเป็นเหตุให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นละเมิด กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๑ แขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ที่ ๒ กรมทางหลวง ที่ ๓ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการที่เสาไฟฟ้าแรงสูงจำนวน ๑๑ ต้น ล้มพาดขวางถนนและสายไฟฟ้าแรงสูงครูดทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ ช่วงดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าแรงสูงจำนวน ๑๑ ต้นข้างถนนล้มทำให้สายไฟฟ้าแรงสูงครูดรถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๑ กรมทางหลวง ที่ ๒ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการที่เสาไฟฟ้าจำนวน ๖ ต้น ล้มพาดขวางถนนและเสาไฟฟ้าล้มทับรถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีโดยสารเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่รถยนต์คันเกิดเหตุถึงแก่ความตายและผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ ช่วงดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการจำกัดประเภทคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจากคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แม้คดีนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ กรมทางหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๒๑ (๖) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ในระหว่างการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงหมายเลข ๑๒ เสาไฟฟ้าจำนวน ๖ ต้นข้างถนนล้มทับรถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดีโดยสารเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นแต่อย่างใด ทั้งหน้าที่ในการควบคุมดูแลการก่อสร้างทางหลวงหรือการดูแลรักษาเสาไฟฟ้าในขณะที่มีการปรับปรุงหรือก่อสร้างถนนเป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้บังคับการประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี ชำระค่าจ้าง คืนเงินหลักประกันตามสัญญา ส่งมอบเอกสารบันทึกผลการขยายระยะเวลาของคณะกรรมการตรวจการจ้าง และผลการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ดำเนินการพิจารณาไปแล้ว กรณีหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีอ่านมาตรด้วยเครื่องมืออ่านมาตร และบันทึกข้อมูล พร้อมคำนวณ จัดพิมพ์ใบแจ้งหนี้โดยใช้เครื่องพิมพ์ชนิดพกพา และส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้ใช้น้ำในพื้นที่การประปาส่วนภูมิภาคสาขา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ส่งมอบพื้นที่ ข้อมูลผู้ใช้น้ำ และเอกสารแผนที่เส้นทางอ่านมาตรให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทำให้การดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงาน ทางปกครอง แต่โดยที่พระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีไว้หลายประการ บางประการต้องใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินการ บางประการก็มิได้ใช้อำนาจทางปกครองแต่เป็นการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ใช้น้ำแต่ละรายในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง มิได้ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อสัญญาระหว่าง ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีอ่านมาตรด้วยเครื่องมืออ่านมาตร และบันทึกข้อมูล พร้อมคำนวณ จัดพิมพ์ใบแจ้งหนี้ โดยใช้เครื่องพิมพ์ชนิดพกพา และส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ผู้ใช้น้ำ เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกเก็บค่าน้ำจากผู้ใช้น้ำแต่ละรายได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว มีลักษณะเป็นการสนับสนุนการประกอบธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาของผู้ถูกฟ้องคดีให้แก่ผู้ใช้น้ำซึ่งเป็นการดำเนินกิจการในทางแพ่ง ไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงและไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องบริษัท บ. จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาว่าจ้างให้จัดทำระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ฟ้องคดี เมื่อระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารกิจการในด้านต่างๆ ของผู้บริหารภายใต้ระบบสารสนเทศ ตามนโยบายและพันธกิจหลักของผู้ฟ้องคดี การดำเนินการตามข้อสัญญาพิพาท จึงเป็นเพียงการที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการเพื่อความสะดวกของผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ยื่นฟ้อง สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ ๒ คณะกรรมการบริหารสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ละเลยไม่ออกระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจ่ายค่าชดเชยโดยไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด เห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการให้การช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการที่เกี่ยวโยงกับการช่วยเหลือทางการเงินในการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจแก่รัฐบาลและองค์การต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี เพื่อให้ปฏิบัติงานบริหารในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรลุผล มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้าง ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาพิพาทจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม