คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาทับที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การประกาศสงวนหวงห้ามที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงโคกหนองตานาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่มีผู้ใดหรือโจทก์ทั้งสองโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ บริเวณที่โจทก์ทั้งสองและบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ การที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โดยโจทก์ทั้งสองมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ ประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว แต่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสองในที่ดินที่ตนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของโจทก์ทั้งสองประการสำคัญว่า ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท อันเป็นการแสดงสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาท เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอสตึก ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาอำเภอสตึก ที่ ๔ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละ ๑ แปลง ได้มาโดยการซื้อมาจากเจ้าของเดิม และจดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ถูกจำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ แปลง "กุดมนสาธารณประโยชน์" ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสี่งดการกระทำใด ๆ หรือการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ หรือเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ แปลง "กุดมนสาธารณประโยชน์" ราษฎรในพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยการจับสัตว์น้ำเป็นอาหาร และใช้เลี้ยงสัตว์ จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย โดยแนวเขตที่ดินไม่มีทิศใดจดที่ดินและทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของโจทก์ทั้งสองประการสำคัญว่า ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของตน และเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น การที่ศาลจะมี คำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้สิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๕๗ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ "ทุ่งพระบาทน้อย" และ หลักฐาน ส.ค. ๑ ที่นำมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นการแจ้งการครอบครองภายหลังจากการเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอน คำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลก็เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามหลักฐานการครอบครองที่ดิน ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนซึ่งถูกโต้แย้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๕๗ ของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตที่ดินหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สท ๐๘๑๘ ซึ่งออกมาก่อนที่เจ้าของ ส.ค. ๑ เดิม แจ้งการครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือแสดงสิทธิซึ่งได้ครอบครองที่ดินพิพาทก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดโดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถชี้ตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่ ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ อีกทั้งมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินและที่พิพาทอยู่ในที่ดินของรัฐแปลง "ป่าตาเกาสาธารณประโยชน์" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๒๕๒๕ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แล้วดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินของรัฐแปลง "ป่าตาเกาสาธารณประโยชน์" อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๒๕๒๕ ประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ประสงค์ให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ประสงค์ให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่ดินที่ตนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของผู้ฟ้องคดีในประการสำคัญที่มีคำขอให้ศาลออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลภูเงิน ที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาเสลภูมิ ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครองครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ (ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่ากุงหนา) ต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รังวัดที่ดินและอก น.ส.ล. เลขที่ ๑๕๒๘๗ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ ครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ข่มขู่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดทำบันทึกข้อตกลงกรณีบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้าน กุงหนา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๕๒๘๗ โดยกันที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ เฉพาะในส่วนที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๔๔ และผู้ฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๑๐ และบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่และรูปแผนที่เดิมให้ถูกต้องตรงตามความจริง เห็นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน เมื่อการที่นายอำเภอเสลภูมิมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนเหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี ที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา ที่ ๒ และผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินและมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดิน โดยมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ โดยอ้างว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว และโจทก์กับพวกไม่มี ส.ค. ๑ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องตั้งคณะกรรมการออกไปตรวจพิสูจน์สิทธิในที่ดิน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์กับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน กับมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินหรือขอออกโฉนดที่ดินได้ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิเสธการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ ๑ คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๓ เกี่ยวข้องกับที่ดิน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินในที่พิพาทได้ตามกฎหมาย แต่จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว และโจทก์กับพวกไม่มี ส.ค. ๑ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดยโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งแปลงฝ่ายละครึ่งกับมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินหรือขอออกโฉนดที่ดินได้ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งตนครอบครองต่อเนื่องอยู่ก่อน กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์กับพวกมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลศาลาครุ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยไม่ดูแลตัดกิ่งต้นไม้ที่ปลูกอยู่ริมถนนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบให้มีสภาพสมบูรณ์เพื่อป้องกันการหักโค่น เมื่อฝนตกลมแรงจึงทำให้กิ่งไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง โดยมีคำขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งคำว่า "หน้าที่ตามกฎหมายกำหนด" ต้องเป็นหน้าที่ในทางปกครองหรือหน้าที่ในการใช้อำนาจปกครอง คดีนี้โจทก์อ้างว่า เหตุที่กิ่งไม้หักโค่นลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากฝนตกลมแรงอันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ร. ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หาก ร. ทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อ ร. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ ร. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และ ร. อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของ ร. ที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนรับมรดกกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อ ร. ถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา1599 และมาตรา 1600 เมื่อมีผู้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น ต้องพิจารณาลักษณะเนื้อหาของสัญญาที่เป็นเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง จึงจะวินิจฉัยเขตอำนาจศาลเหนือคดีที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นได้ คดีนี้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้ร้อง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กับ ผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นเอกชน มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และการร้องขอ ให้ปฏิบัติตามหรือเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากว่า การระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ คู่สัญญาได้เคยมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาเมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งถือว่าวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการได้เกิดขึ้นแล้ว ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ และเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ ทั้งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ขอให้ศาลแพ่งออกหมายเรียกพยานซึ่งศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกพยานให้ตามคำขอ และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งให้ประธานคณะอนุญาโตตุลาการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ความเป็นอนุญาโตตุลาการของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงถือว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการชั้นอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวในคดีนี้ จึงต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม ประกอบกับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเคยมีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๔๖ เกี่ยวกับการขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเนื่องมาจากสัญญาฉบับนี้ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เพื่อให้การตรวจสอบกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาฉบับเดียวกันนี้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลเดียวกัน
การขอให้บังคับคู่ความปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น บทบัญญัติมาตรา ๙ และมาตรา ๔๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้เขตอำนาจศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น อาจมีได้หลายศาลและอาจเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ หากมีปัญหาโต้แย้งกันว่าคดีควรอยู่ในอำนาจของศาลใดและมีการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งระบบศาลคู่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญในคดีพิพาทนั้นๆ
ข้อเท็จจริงคดีนี้ เมื่อบริษัท ล. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้บังคับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ร้องตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหิน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหิน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหินระหว่างผู้คัดค้านและกิจการร่วมค้า อ. มีสาระสำคัญเป็นการที่ผู้คัดค้านว่าจ้างให้กิจการร่วมค้า อ. ซึ่งมีผู้ร้องเป็นบริษัทหนึ่งของกิจการร่วมค้าดังกล่าว ให้ก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหินซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐตามภารกิจของผู้คัดค้านด้านการส่งเสริมและรักษาสุขภาพให้แก่ประชาชน มีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องคดีนี้ที่ขอให้บังคับคู่สัญญาปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันสืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำชี้แจงของผู้ร้องว่าในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลยุติธรรมได้ออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ ซึ่งถือเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่เมื่อในขณะที่มีการเริ่มวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเปิดทำการแล้ว จึงต้องพิจารณาเขตอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลในระบบศาลคู่เป็นสำคัญยิ่งกว่าเขตอำนาจศาลที่ได้มีการออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ ประกอบกับผู้คัดค้านมอบอำนาจให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลปกครองเพชรบุรี การขอบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองเช่นเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเพื่อให้การตรวจสอบกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาฉบับเดียวกันนี้ อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลเดียวกัน
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งสถาปนิกระดับ ๘ แผนกออกแบบอาคาร กองสถาปัตยกรรม ฝ่ายออกแบบและบริหารงานก่อสร้าง รับผิดตามสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลา เพื่อศึกษาในระดับคุณวุฒิปริญญาเอก สาขาก่อสร้าง ที่มหาวิทยาลัยแฮเรียต-วัตต์ หลักสูตร ๔๘ เดือน ณ ประเทศสก๊อตแลนด์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลาพิพาท เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนิยาม "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะ ส่วนสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลา ฉบับพิพาทดังกล่าวก็มีวัตถุประสงค์หลักให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้รับกลับมาดำเนินกิจการเพื่อสนับสนุนภารกิจของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองซึ่งเป็นสัญญาหลัก เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดอนเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิม ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิมก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทางราชการได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินดังกล่าวแล้ว หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวจึงใช้บังคับไม่ได้ ที่พิพาทไม่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งรับคำขอออกโฉนดที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอทั้งแปลงให้เสร็จสิ้นภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ ๒,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องจนกว่าจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ และมอบให้เป็นอำนาจหน้าที่ของทบวงการเมืองคืออำเภออู่ทอง ดำเนินการจัดหาผลประโยชน์แต่ไม่ให้ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของรัฐอีกต่อไป จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ แล้ว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยมีคำขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นเพียงคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอหลักในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝาก ป. รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก ป. เพื่อนำไปให้ ต. ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้ ศ. กับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม