คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 123/2561
#623419
เปิดฉบับเต็ม

คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นายพงศ์ธร สิงห์เล็ก
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 122/2561
#622903
เปิดฉบับเต็ม

คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นายเจริญ หอมกลิ่น
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 121/2561
#622902
เปิดฉบับเต็ม

คดีกลุ่มนี้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ ๑ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าในที่ดินพิพาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และชี้แนวเขตรังวัดทับที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำการใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเพิกถอนคำสั่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเพชรบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ไว้พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยห้ามมิให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีกระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินแปลงพิพาทและอ้างว่าการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือห้ามมิให้กระทำใด ๆ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน" ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ผู้ฟ้องคดี — นายประยูร อยู่สุข
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อนอก ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 120/2561
#624189
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองตานาทับที่ดินที่โจทก์ทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การประกาศสงวนหวงห้ามที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงโคกหนองตานาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่มีผู้ใดหรือโจทก์ทั้งสองโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีโดยตั้งรูปเรื่องตามคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ บริเวณที่โจทก์ทั้งสองและบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่ และรูปแผนที่เดิม ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้ การที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โดยโจทก์ทั้งสองมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๓๘๑ ประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมิได้ประสงค์จะให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว แต่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสองในที่ดินที่ตนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของโจทก์ทั้งสองประการสำคัญว่า ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท อันเป็นการแสดงสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาท เมื่อปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสุดตา หาสีสุก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2561
#624188
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอสตึก ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขาอำเภอสตึก ที่ ๔ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละ ๑ แปลง ได้มาโดยการซื้อมาจากเจ้าของเดิม และจดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ถูกจำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ แปลง "กุดมนสาธารณประโยชน์" ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสี่พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสี่งดการกระทำใด ๆ หรือการดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ หรือเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๗๖๗ แปลง "กุดมนสาธารณประโยชน์" ราษฎรในพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยการจับสัตว์น้ำเป็นอาหาร และใช้เลี้ยงสัตว์ จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย โดยแนวเขตที่ดินไม่มีทิศใดจดที่ดินและทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของโจทก์ทั้งสองประการสำคัญว่า ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของตน และเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น การที่ศาลจะมี คำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้สิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสิริวัฒน์ วรเนตรสุทธิกุล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2561
#623417
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๕๗ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ "ทุ่งพระบาทน้อย" และ หลักฐาน ส.ค. ๑ ที่นำมาขอออกโฉนดที่ดินเป็นการแจ้งการครอบครองภายหลังจากการเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการปฏิเสธไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอน คำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลก็เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามหลักฐานการครอบครองที่ดิน ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนซึ่งถูกโต้แย้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๕๗ ของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตที่ดินหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สท ๐๘๑๘ ซึ่งออกมาก่อนที่เจ้าของ ส.ค. ๑ เดิม แจ้งการครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุโขทัย
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวอนันตาพร ชัยวรรณสุทธิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 117/2561
#622900
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๒ และอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือแสดงสิทธิซึ่งได้ครอบครองที่ดินพิพาทก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดโดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถชี้ตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่ ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิ อีกทั้งมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินและที่พิพาทอยู่ในที่ดินของรัฐแปลง "ป่าตาเกาสาธารณประโยชน์" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๒๕๒๕ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แล้วดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินของรัฐแปลง "ป่าตาเกาสาธารณประโยชน์" อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ทั้งผู้ฟ้องคดีมิได้อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๒๕๒๕ ประการอื่น อันแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ประสงค์ให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ประสงค์ให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่ดินที่ตนครอบครอง ดังจะเห็นได้จากคำขอของผู้ฟ้องคดีในประการสำคัญที่มีคำขอให้ศาลออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะรายให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางเกศินี เสาะสืบงาม
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 116/2561
#626428
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลภูเงิน ที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด สาขาเสลภูมิ ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครองครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ (ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่ากุงหนา) ต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รังวัดที่ดินและอก น.ส.ล. เลขที่ ๑๕๒๘๗ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ ครอบครองและทำประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ข่มขู่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดทำบันทึกข้อตกลงกรณีบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้าน กุงหนา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถอนสภาพบางส่วนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๕๒๘๗ โดยกันที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ เฉพาะในส่วนที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๔๔ และผู้ฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๑๐ และบริวารครอบครองทำประโยชน์ออกจากจำนวนเนื้อที่และรูปแผนที่เดิมให้ถูกต้องตรงตามความจริง เห็นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน เมื่อการที่นายอำเภอเสลภูมิมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะ และการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนเหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี ที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้ฟ้องคดี — นายแสน คำรัง ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลภูเงิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2561
#634967
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา ที่ ๒ และผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งได้รับการรับรองสิทธิในที่ดินและมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดิน โดยมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ โดยอ้างว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว และโจทก์กับพวกไม่มี ส.ค. ๑ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องตั้งคณะกรรมการออกไปตรวจพิสูจน์สิทธิในที่ดิน การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์กับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน กับมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินหรือขอออกโฉนดที่ดินได้ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ปฏิเสธการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยที่ ๑ คัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และห้ามจำเลยที่ ๓ เกี่ยวข้องกับที่ดิน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินในที่พิพาทได้ตามกฎหมาย แต่จำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว และโจทก์กับพวกไม่มี ส.ค. ๑ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดยโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งแปลงฝ่ายละครึ่งกับมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินหรือขอออกโฉนดที่ดินได้ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งตนครอบครองต่อเนื่องอยู่ก่อน กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์กับพวกมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นายฉัตรชัย วิจิตรจินดา
จำเลย — กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 114/2561
#624070
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลศาลาครุ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยไม่ดูแลตัดกิ่งต้นไม้ที่ปลูกอยู่ริมถนนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบให้มีสภาพสมบูรณ์เพื่อป้องกันการหักโค่น เมื่อฝนตกลมแรงจึงทำให้กิ่งไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง โดยมีคำขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งคำว่า "หน้าที่ตามกฎหมายกำหนด" ต้องเป็นหน้าที่ในทางปกครองหรือหน้าที่ในการใช้อำนาจปกครอง คดีนี้โจทก์อ้างว่า เหตุที่กิ่งไม้หักโค่นลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เนื่องจากฝนตกลมแรงอันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาครุ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2561
#642484
เปิดฉบับเต็ม

ร. ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หาก ร. ทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อ ร. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ ร. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และ ร. อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของ ร. ที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนรับมรดกกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อ ร. ถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา1599 และมาตรา 1600 เมื่อมีผู้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดกรีดยางพารา กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 893 พร้อมส่งมอบการครอบครองคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายอันเนื่องจากโจทก์ต้องขาดรายได้จากการกรีดยางพาราในที่ดินดังกล่าววันละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 893 และชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางขวัญเรือน ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสามฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายเรืองเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนม นายเรืองเป็นผู้มีชื่อแสดงว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ เลขที่ 893 เนื้อที่ 34 ไร่เศษ จำเลยทั้งสามได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์กรีดยางพาราในที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2554 นายเรืองถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเรือง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกให้ชำระค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นายเรืองได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายกำหนด หากนายเรืองทำผิดเงื่อนไข รัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อนายเรืองได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ นายเรืองจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และนายเรืองอาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของนายเรืองที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนรับมรดกกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อนายเรืองถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายเรืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 เมื่อมีผู้บุกรุกที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเรืองย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อปี 2533 นายเรืองได้ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 นายเรืองจึงขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมและไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วนั้น จำเลยทั้งสามมีนางสำเนา น้องสาวของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับนายเรืองในราคา 300,000 บาท โดยทำสัญญาต่อหน้านายเชวง และนายจุติมา นายเรืองได้มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์โดยปลูกยางพาราตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 ได้ไปขอหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) และเสียภาษีบำรุงท้องที่ กับจำเลยทั้งสามมีนายเชวงและนายชุติมาเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ตอนซื้อขายที่ดินพิพาทได้ทำเป็นสัญญากู้ โดยนายเชวงและนายชุติมาลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีจำเลยที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายเรืองและนายเรืองได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แล้ว ทั้งไม่มีหลักฐานการซื้อขายมาแสดงว่าได้ทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญากู้ยืมเงิน พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ปี 2533 นายเรืองเจตนาขายและสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ก็ไม่ปรากฏว่าออกให้แก่จำเลยที่ 1 ในปีใด ทั้งเลขที่สำรวจที่ดินในใบเสร็จรับเงินเสียภาษีบำรุงท้องที่ปี 2541 และปี 2549 ก็ไม่ตรงกันจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการเสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินแปลงเดียวกันประกอบกับหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่อาจเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าผู้ยื่นเสียภาษีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหรือไม่ เมื่อโจทก์มีหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมมานำสืบว่านายเรืองเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2530 และต่อมานายเรืองได้นำตรวจสอบและพิสูจน์ที่ดินดังกล่าวว่าได้ทำประโยชน์ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามและรับฟังได้ว่านายเรืองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์พนม จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดูแลทำประโยชน์แทนจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเรืองมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เนื่องจากนายเรืองยินยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปดูแลคนงานให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่วันครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายเรือง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาทโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์สำหรับค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นรายเดือนเดือนละ 15,000 บาท นั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทปลูกต้นยางพาราอยู่เต็มพื้นที่จำนวน 20 ไร่ ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1410 ม. 1411 ม. 1599 ม. 1600
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวันชัย รัตนสุรการย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นพพร โพธิรังสิยากร
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 113/2561
#622899
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น ต้องพิจารณาลักษณะเนื้อหาของสัญญาที่เป็นเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง จึงจะวินิจฉัยเขตอำนาจศาลเหนือคดีที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นได้ คดีนี้ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้ร้อง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กับ ผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นเอกชน มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และการร้องขอ ให้ปฏิบัติตามหรือเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากว่า การระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ คู่สัญญาได้เคยมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาเมื่อปี ๒๕๔๓ ซึ่งถือว่าวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการได้เกิดขึ้นแล้ว ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ และเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ ทั้งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ขอให้ศาลแพ่งออกหมายเรียกพยานซึ่งศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกพยานให้ตามคำขอ และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้มีคำสั่งให้ประธานคณะอนุญาโตตุลาการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ความเป็นอนุญาโตตุลาการของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงถือว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการชั้นอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวในคดีนี้ จึงต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม ประกอบกับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเคยมีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๔๖ เกี่ยวกับการขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเนื่องมาจากสัญญาฉบับนี้ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๗๗/๒๕๔๙ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เพื่อให้การตรวจสอบกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาฉบับเดียวกันนี้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ผู้ร้อง — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 112/2561
#626427
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้บังคับคู่ความปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดนั้น บทบัญญัติมาตรา ๙ และมาตรา ๔๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้เขตอำนาจศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น อาจมีได้หลายศาลและอาจเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ หากมีปัญหาโต้แย้งกันว่าคดีควรอยู่ในอำนาจของศาลใดและมีการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งระบบศาลคู่ เพื่อให้ประชาชนได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญในคดีพิพาทนั้นๆ

ข้อเท็จจริงคดีนี้ เมื่อบริษัท ล. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้บังคับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ร้องตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหิน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหิน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหินระหว่างผู้คัดค้านและกิจการร่วมค้า อ. มีสาระสำคัญเป็นการที่ผู้คัดค้านว่าจ้างให้กิจการร่วมค้า อ. ซึ่งมีผู้ร้องเป็นบริษัทหนึ่งของกิจการร่วมค้าดังกล่าว ให้ก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลหัวหินซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐตามภารกิจของผู้คัดค้านด้านการส่งเสริมและรักษาสุขภาพให้แก่ประชาชน มีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องคดีนี้ที่ขอให้บังคับคู่สัญญาปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันสืบเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำชี้แจงของผู้ร้องว่าในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลยุติธรรมได้ออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ ซึ่งถือเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่เมื่อในขณะที่มีการเริ่มวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเปิดทำการแล้ว จึงต้องพิจารณาเขตอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลในระบบศาลคู่เป็นสำคัญยิ่งกว่าเขตอำนาจศาลที่ได้มีการออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ ประกอบกับผู้คัดค้านมอบอำนาจให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวต่อศาลปกครองเพชรบุรี การขอบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองเช่นเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเพื่อให้การตรวจสอบกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับสัญญาฉบับเดียวกันนี้ อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ผู้ร้อง — บริษัทเหลียน เซิ่น จำกัด
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 111/2561
#622898
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานตำแหน่งสถาปนิกระดับ ๘ แผนกออกแบบอาคาร กองสถาปัตยกรรม ฝ่ายออกแบบและบริหารงานก่อสร้าง รับผิดตามสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลา เพื่อศึกษาในระดับคุณวุฒิปริญญาเอก สาขาก่อสร้าง ที่มหาวิทยาลัยแฮเรียต-วัตต์ หลักสูตร ๔๘ เดือน ณ ประเทศสก๊อตแลนด์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลาพิพาท เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนิยาม "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะ ส่วนสัญญาการลาศึกษาหรือไปศึกษานอกเวลา ฉบับพิพาทดังกล่าวก็มีวัตถุประสงค์หลักให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้รับกลับมาดำเนินกิจการเพื่อสนับสนุนภารกิจของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับสัญญาค้ำประกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองซึ่งเป็นสัญญาหลัก เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ผู้ฟ้องคดี — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกิตติธัช พิเชฐวัฒนา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 109/2561
#622422
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวลัดดา สาบ้านฆ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 108/2561
#622421
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสุดารัตน์ เพิ่มพูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2561
#622420
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และเพิกถอน น.ส.ล. ดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวทุเรียน พิทักษ์โยธากุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2561
#622419
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดอนเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิม ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ แต่ยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิมก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทางราชการได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินดังกล่าวแล้ว หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวจึงใช้บังคับไม่ได้ ที่พิพาทไม่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีคำสั่งรับคำขอออกโฉนดที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอทั้งแปลงให้เสร็จสิ้นภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ ๒,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องจนกว่าจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ และมอบให้เป็นอำนาจหน้าที่ของทบวงการเมืองคืออำเภออู่ทอง ดำเนินการจัดหาผลประโยชน์แต่ไม่ให้ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของรัฐอีกต่อไป จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ แล้ว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยมีคำขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอเรียกค่าเสียหายนั้น เป็นเพียงคำขอเกี่ยวเนื่องกับคำขอหลักในการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางไพเราะ แจ่มแจ้ง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 105/2561
#622106
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝาก ป. รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจาก ป. เพื่อนำไปให้ ต. ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้ ศ. กับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, (1) (4), 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 36 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 36 กระทง เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 นางสาวศิริพร กับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจังหวัดลพบุรี สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง จากผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ซึ่งผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวตกลงขายให้ ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องโดยลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในฝั่งประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพวกนางสาวศิริพรขณะที่ขนเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องผ่านมาที่จังหวัดนครราชสีมา และสามารถจับกุมนางสาวศิริพรได้ในเวลาต่อมาที่จังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายประกอบ คนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร บัญชีเลขที่ 663-0-11xxx-x ต่อมาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกจะทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ในช่วงเกิดเหตุแรกระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 เฉพาะที่เกี่ยวกับคดีนี้ มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท โดยเงินที่รับโอนมาเป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวศิริพร บัญชีเลขที่ 114-0-05xxx-x รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 120,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง รวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 670,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวศิริพรโอนจากบัญชีเงินฝากนางสาวสุมนทา บัญชีเลขที่ 114-0-24 xxx-x รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 90,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวสุมนทาโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโคกสำโรง และสาขาลพบุรี รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 180,000 บาท เป็นเงินที่นางสาวพรรษา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 630,000 บาท และเป็นเงินที่นางสาวจิรดา โอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ที่ธนาคารรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 169,910 บาท เข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และหลังจากที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกันแล้ว ในช่วงเกิดเหตุที่สองระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 มีการรับโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง เป็นเงิน 3,380,284 บาท และในขณะเดียวกันกับช่วงที่มีการโอนเงินในช่วงเกิดเหตุช่วงที่สามระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ต่อมาจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาว่านางสาวศิริพรกับพวกมีความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวกในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด และมีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยมีความผิดฐานฟอกเงิน โดยร่วมกระทำความผิดกับพวกตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีความผิด โดยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเทสโก้โลตัส มุกดาหาร เพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษและผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายอื่นเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ เพื่อนำไปให้ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องแก่นางศิริพรกับพวก ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยกระทำความผิดด้วยการร่วมกับพวกรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ และจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ อันเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและนายประกอบกับนางสาวศิริพรก่อนว่ามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีพยาน โดยนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แม้จะเป็นพยานซัดทอดที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านได้ แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง เพียงแต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเท่านั้น เมื่อโจทก์มีพยานเอกสารแสดงว่า ช่วงเกิดเหตุแรก นางสาวศิริพรผู้ค้ายาเสพติดให้โทษได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ รวม 12 ครั้ง ซึ่งก็คงจะเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอย่างที่นางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนนั้นเอง จากนั้นตามพยานเอกสารโจทก์ยังแสดงว่าในขณะเดียวกันกับในช่วงที่มีการโอนเงิน ช่วงเกิดเหตุที่สาม จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้ว หลังจากถอนเงินแล้วตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีก แล้วมาถอนเงินตามธนาคารต่างๆ อีกหลายธนาคาร จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกันพร้อมด้วยของกลางคือ เงินสด 1,226,600 บาท ที่ถอนมาจากธนาคารและบัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่นอีก 23 เล่ม ซึ่งก็มีบัญชีเงินฝากนายประกอบรวมอยู่ด้วยกับบัตรเครดิตอีก 58 ใบ โดยซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถด้านหลังที่จำเลยนั่งโดยสารมา เมื่อพบของกลางเป็นจำนวนมากเกินกว่าปกติของบุคคลทั่วไปที่จะพึงมีแล้วยังเอาไปซุกซ่อนอยู่ที่ใต้เบาะรถด้านหลังอีก แสดงว่าต้องการปกปิดเพื่อมิให้บุคคลอื่นล่วงรู้ จึงเป็นพิรุธ อีกทั้งจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากดังกล่าวยังเป็นของบุคคลคนเดียวกันแต่ได้ซอยแบ่งย่อยออกเป็นหลายบัญชีเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และปรากฏว่ามีจำนวนเงินโอนเข้าและถอนออกจากบัญชีเป็นจำนวนมากถึง 1,000 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือน ในลักษณะผิดสังเกตเช่นนี้ น่าเชื่อว่า เงินสด บัญชีเงินฝาก และบัตรเครดิต เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนนั้นเอง เมื่อโจทก์มีพยานพฤติการณ์แวดล้อมที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกันและมีคุณค่าเชิงพิสูจน์มาสนับสนุนอยู่เช่นนี้ว่าจำเลยและนายประกอบมีส่วนเกี่ยวพันกับยาเสพติดให้โทษ จึงทำให้คำให้การของนางสาวศิริพรในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเป็นเรื่องจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตามที่โจทก์นำสืบในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ไม่ปรากฏว่าจำเลยและนายประกอบเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยนางสาวศิริพรเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่เคยรู้จักจำเลยและนายประกอบ เมื่อมาพิจารณาประกอบกับที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบที่จำเลยชวนมาให้เปิดบัญชีเงินฝากด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มเพียงต้องการค่าจ้างเท่านั้น แต่จำเลยพอทราบว่าเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเงินฝากเป็นเงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละครั้งมีการโอนเงินเข้ามาเป็นจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน จึงรับฟังได้ว่าที่จำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพรนั้น กรณีเป็นเรื่องจำเลยเพียงมารับจ้างนางติ๋มมาเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมกับนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ แล้วจำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ ซึ่งจำเลยและนายประกอบรู้อยู่แล้วว่าเป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน เพื่อนำไปให้นางติ๋มเท่านั้น โดยจำเลยและนายประกอบไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตอนที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวเลย ดังนั้น ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องก็คงจะเป็นนางติ๋มนั้นเอง เมื่อเป็นดังนี้และพิจารณาประกอบกับที่พันตำรวจเอก ธีระชัยพยานโจทก์เบิกความว่า นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษาและนางสาวจิรดาเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษโดยเป็นพวกเดียวกันกับนางสาวศิริพร จึงรับฟังได้ว่าช่วงเกิดเหตุแรก ที่นางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดาโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบ 2 ครั้ง 9 ครั้ง และ 3 ครั้ง ตามลำดับ ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเช่นกัน และมีผลให้รับฟังได้ว่า ช่วงเกิดเหตุที่สองที่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 56 ครั้ง ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนอีกด้วย จากเหตุดังกล่าวที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดและไม่ทราบว่าเป็นการโอนเงินค่าอะไร จึงรับฟังไม่ได้ และที่จำเลยเบิกความว่า เป็นเงินของชาวลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แล้วมาจ้างจำเลยให้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากส่งกลับไปให้บิดามารดาที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จำเลยจะมีสมุดรับเงินมาแสดง ก็น่าเชื่อว่าจำเลยทำทั้งสองอย่างคือ รับจ้างถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนและรับจ้างถอนเงินทำงานชาวลาวด้วย ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยไม่เข้าใจและฟังไม่ถนัด โดยจำเลยไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าเป็นเงินธุรกิจผิดกฎหมายกับไม่มีทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน เมื่อในคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ปรากฏชัดเจนว่ามีทนายความเข้ามาร่วมฟังด้วย จึงดูเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้เช่นกัน แต่เมื่อตามที่พันตำรวจเอก ธีระชัย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบเอกสาร ปรากฏว่าเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนจนได้ความจริงว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร โดยนางสาวศิริพรกับพวกจะโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีนายประกอบนั้น ก็สืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวศิริพรกับพวกที่ซื้อเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องจากนางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่าจะมีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในครั้งอื่นอีกก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าในช่วงเกิดเหตุแรกที่นางสาวศิริพรกับพวกคือนางสาวสุมนทา นางสาวพรรษา และนางสาวจิรดา ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้องนั้นเอง และเมื่อนางสาวศิริพรพยานโจทก์เบิกความว่า ในการชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีน ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจะแจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ระบุไว้ ดังนั้น บัญชีเงินฝากนายประกอบก็คงเป็นบัญชีที่นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก แจ้งให้นางสาวศิริพรโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนั้นเอง จึงถือว่าทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบดังกล่าว ก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว ด้วยเหตุนี้ แม้การโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของนางสาวศิริพรกับพวกในช่วงเกิดเหตุแรก จะเป็นเวลาก่อนที่นางสาวศิริพรกับพวกทำการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 8,000 เม็ด ตามฟ้อง และนางสาวศิริพรให้การในชั้นสอบสวนว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องตกลงชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนหลังจากรับเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่าย ได้เงินแล้วจะชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนในภายหลัง ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธว่าไม่ใช่เป็นเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย น่าเชื่อว่า นางสาวศิริพรให้การไปโดยสับสนหลงผิด โดยการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง นางสาวศิริพรกับพวกคงต้องโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบก่อนแล้วจะมีการคิดหักทอนบัญชีกันกับเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องที่นางติ๋มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาวส่งมอบให้ในภายหลังเป็นคราวๆ ไป เมื่อเป็นดังนี้ ในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก เงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งก็คือเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่กล่าวมาแล้วว่าจำเลยและนายประกอบเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษกับนางสาวศิริพร ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนางสาวศิริพรกับพวก เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์ นายประกอบเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝากไม่ใช่จำเลย และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันเลยว่า ในการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบ จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายประกอบ ลำพังคำให้การจำเลยที่ว่าจำเลยชวนนายประกอบให้มาเปิดบัญชีเงินฝากด้วยกัน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธก็จะนำมารับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในช่วงเกิดเหตุที่สามที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวกเมื่อกรณีเป็นเรื่องภายในของนางติ๋มผู้ขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางสาวศิริพรกับพวก ที่ว่าจ้างให้จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบ เพื่อนำไปให้นางติ๋ม ไม่เกี่ยวข้องกับนางสาวศิริพรกับพวกแต่อย่างใด เนื่องจากทันทีที่นางสาวศิริพรกับพวกโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบแล้วก็เป็นการที่นางสาวศิริพรกับพวกชำระเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้นางติ๋มแล้ว อีกทั้งในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวศิริพรกับพวก ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ด้วยเหตุนี้ กรณียังไม่จำต้องวินิจฉัยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบในความผิดส่วนนี้ ส่วนในความผิดฐานฟอกเงิน เมื่อจำเลยไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่นายประกอบเปิดบัญชีเงินฝากนายประกอบเพื่อรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวกผู้ค้ายาเสพติดให้โทษ และในการที่นางสาวศิริพรกับพวกซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องกับนางติ๋ม ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษชาวลาว จำเลยและนายประกอบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในช่วงเกิดเหตุแรกที่มีการรับโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจากนางสาวศิริพรกับพวก ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษเข้ามาในบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 26 ครั้ง เป็นเงิน 1,859,910 บาท ก็ไม่เกี่ยวกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเกิดเหตุที่สามการที่จำเลยถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบรวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 4,173,000 บาท ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบเพื่อนำไปให้นางติ๋ม ผู้ที่ขายเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวศิริพรกับพวก ถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีความผิดฐานฟอกเงินด้วยเหตุนี้ ส่วนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกถอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น เมื่อตามพยานเอกสารของโจทก์เป็นเรื่องนายสีคูณ สามีจำเลยคนสัญชาติลาวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมาถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากนายประกอบตามที่ได้รับมอบอำนาจจากนายประกอบ นายประกอบไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้ถอนเงิน และโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยันว่าในการที่นายสีคูณถอนเงิน จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายสีคูณ ลำพังการเป็นสามีภรรยาจะไปถือว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นไม่ได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกถอนเงินตามฟ้อง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฟอกเงินในส่วนนี้ เมื่อการกระทำความผิดฐานฟอกเงินของจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระกัน 9 ครั้ง เป็นความผิดหลายกรรม จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดรวม 9 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในความผิดส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเพียงบางส่วน โดยฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (2), 60 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 9 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (2) ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นางกาดแก้ว แก้วกองหรือแก้วทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เสรี เพศประเสริฐ
ปรัชญา โกไศยกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 104/2561
#623795
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขับไล่และรบกวนการครอบครองที่ดินของฝ่ายโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวเฉพาะบริเวณที่ออกทับที่ดินของฝ่ายโจทก์ และห้ามฝ่ายจำเลย หรือบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา กระทำการอันเป็นการรบกวนการทำประโยชน์ในที่ดินของฝ่ายโจทก์ในระหว่างการดำเนินคดีจนกว่าคดีถึงที่สุด ฝ่ายจำเลยให้การทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมาย ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ฝ่ายโจทก์ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการเลี้ยงสัตว์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการของฝ่ายจำเลยเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลคุ้มครองที่สาธารณะและการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้มีหลักฐานแสดงสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของรัฐเท่านั้น กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ ๔๑๓๐/๒๕๑๕ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายสมพงษ์ กึนรัมย์ ที่ 1 กับพวกรม 6 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ