คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,180 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 174/2560
#616926
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ และสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ของโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าเป็นกรณีที่โจทก์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การจำหน่าย ส.ค. ๑ ของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้เพียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือไม่ ทั้งโจทก์มีคำขอประเด็นสำคัญให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ พิพาท ดังนี้ แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการจำหน่าย ส.ค. ๑ ของโจทก์ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทและการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นายจำนงค์ แก้วโสวัฒนะ
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 173/2560
#616925
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลพระบาทนาสิงห์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บุกรุกเข้ามาทำถนนทางเข้าออกสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งไม่ใช่ที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ อุทิศให้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนแบบการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และเพิกถอนที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แปลงพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้เป็นทางเข้าสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาท องค์การบริหารส่วนตำบลพระบาทนาสิงห์ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๒ ให้การว่า ได้รับการอุทิศที่ดินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จึงไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินดังกล่าวตรงกับที่บริจาคหรือไม่ แต่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้แสดงเจตนาสละการครอบครองให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรงกับแผนที่สังเขปที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้แสดงเจตนาไว้ ในระหว่างก่อสร้างอาคารที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ บนที่ดินบริจาคดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่โต้แย้งหรือดำเนินการทางศาลแต่อย่างใด จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๒ อุทิศที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยาย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีเพียงว่า ที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ก่อสร้างทางเข้าออกสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ อุทิศให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งเมื่อพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ขอให้เพิกถอนที่ดินแปลงพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ใช้เป็นทางเข้าออกสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ก็พอเข้าใจเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในการฟ้องคดีนี้ว่า ประสงค์จะให้ศาลพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของตน โดยไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยุติการก่อสร้าง หรือชดใช้ค่าเสียหาย อันจะถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด เมื่อคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นางธัญญาพรหรือสมคิด โพธิ์ศรีไมล์ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 172/2560
#617566
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุน ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่ในการรับรองแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๖ มาตรา ๖๗ และมาตรา ๖๘ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๖ ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาพนมสารคาม ได้ เนื่องจากถูกผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอกันทางเป็นพื้นที่กว้างจากที่มีอยู่เดิมและคัดค้านว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองอีโถน" เข้าไปประมาณ ๑๐๐ เมตร ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการรับรองแนวเขตทางสาธารณประโยชน์ "หนองอีโถน" ที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง การคัดค้านแนวเขตการออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากบริเวณที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองอีโถน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวีดฉะเชิงเทรา
ผู้ฟ้องคดี — นายสมโภชน์ น้ำเหนือ
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุนที่ 1 กับพวกรวม 2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 171/2560
#616924
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่ ๑ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ๕ (นครศรีธรรมราช) ที่ ๒ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค. ๑ คนละหนึ่งแปลง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามทำลายรื้อถอนพืชผลอาสินสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ หรือทำให้สิ่งนั้น ๆ อยู่ในสภาพเดิม โดยอ้างว่าสำนักงานที่ดินได้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงแล้ว และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันมาก่อนปี ๒๔๕๙ และก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่อุทยานแห่งชาติและไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนป้ายประกาศ ต้นไม้พร้อมสิ่งก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า บริเวณที่พิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และสำนักงานที่ดินได้ยกเลิกคำขอออกโฉนดในที่ดินตาม ส.ค. ๑ ทั้งสามรายแล้วตามที่คณะกรรมการตรวจสอบหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ในเขตอุทยานแห่งชาติมีความเห็นว่า ผู้แจ้ง ส.ค. ๑ ทั้งสามรายได้ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์แล้ว การครอบครอง จึงสิ้นสุดลง ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่จะขอออกเอกสารสิทธิได้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตลอดจนการปิดป้ายประกาศบริเวณที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามทำลายรื้อถอนพืชผลอาสินสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามก็อ้างว่าที่ดินที่ให้รื้อถอนหรือปรับสภาพนั้น เป็นที่ดินของตน ไม่ใช่ที่อุทยานแห่งชาติ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดี ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่อุทยานแห่งชาติเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสงขลา
ผู้ฟ้องคดี — นายวินัย กิ่งเกาะยาว ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 170/2560
#616923
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ใน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ศาลพิพากษาเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๑/๒๕๐๖ และเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับคำขอออกโฉนดที่ดินได้ การออก น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๑/๒๕๐๖ และ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๑/๒๕๐๖ และ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ๒๕๑๖ และมอบให้เป็นอำนาจหน้าที่ของทบวงการเมืองคืออำเภออู่ทอง ดำเนินการจัดหาผลประโยชน์แต่ไม่ให้ได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๑๘๑/๒๕๐๖ และเลขที่ ๑๑๘๒/๒๕๐๖ แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและ น.ส.ล. ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และ น.ส.ล. ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ในท้องที่ดังกล่าวแล้ว จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือยังคงเป็นที่ดินของรัฐ แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินฯ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน เมื่อการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวีดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางอภิชดา เดชกล้าหาญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีที่ 1 กับพวกรวม3คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2560
#607352
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังคำเบิกความโจทก์ที่ 1 ขัดแย้งกับพยานเพื่อหักล้างพยานเอกสารดังกล่าวไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 94 นั้น ในทางนำสืบไม่ปรากฏว่ามีพยานโจทก์คนใดที่เบิกความเกี่ยวกับเอกสาร มีเพียงจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งนำเอกสารดังกล่าวมาถามค้าน จึงไม่อาจฟังได้ว่าคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสิบเอ็ดขัดแย้งกับเอกสาร ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยนั้น ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยมาทั้งสิ้น โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 9 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 29537 ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ให้แก่โจทก์ที่ 1 กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดร่วมกับจำเลยในที่ดินส่วนที่เหลือในฐานะเป็นเจ้าของรวม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 29537 ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 และส่วนที่เหลือให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดร่วมกับจำเลยในฐานะเจ้าของรวม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังคำเบิกความโจทก์ที่ 1 ขัดแย้งกับพยานเอกสาร เพื่อหักล้างพยานเอกสารดังกล่าว ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้น เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสิบเอ็ดที่นำสืบไม่ปรากฏว่ามีพยานคนใดที่เบิกความเกี่ยวกับเอกสารแต่อย่างใด มีเพียงจำเลยที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสิบเอ็ดซึ่งนำเอกสารดังกล่าวมาถามค้านจำเลยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นการขอโอนมรดกที่ดินของนางฮั่ว และบัญชีเครือญาติตามเอกสารเท่านั้น เมื่อที่ดินตามคำขอโอนมรดกที่ดินตามเอกสารดังกล่าวตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลและอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา แต่ที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 201 ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีเนื้อที่และที่ดินข้างเคียงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยพยานโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิได้เบิกความยืนยันว่าที่ดินตามคำขอโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท อันจะทำให้เห็นว่าคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสิบเอ็ดขัดแย้งกับเอกสาร ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยนั้น ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยมาทั้งสิ้น โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 9 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหักตี้หรือฮักดี้ แซ่ตัน กับพวก
จำเลย — นายนิติ วิศาลพัฒนะสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอภิชาติ ไตรทิพยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 169/2560
#616922
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และประกาศ คสช.ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำผิดในข้อหาปลอมบัตรข้าราชการทหารเกิดขึ้นก่อนประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับ และจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ร่วมกันนำบัตรข้าราชการทหารปลอมไปใช้ก่อนประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับด้วยเช่นกัน แม้การปลอมและการใช้บัตรรายการที่ ๖ ตามคำฟ้องข้อ ๑ ง. และข้อ ๒ จะมีลักษณะเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ด้วย แต่เมื่อการกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับประกาศทั้งสองฉบับ คำฟ้องข้อ ๑ ง. และข้อ ๒ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันนำบัตรข้าราชการทหารปลอมรายการที่ ๖ ไปใช้เป็นครั้งที่ ๒ ตามคำฟ้องข้อ ๓ ภายหลังจากประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำปลอมขึ้นก่อนประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับ ซึ่ง ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง บัญญัติให้ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘ เพียงกระทงเดียว ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปลอมและใช้เอกสารปลอมรายการที่ ๖ นี้มาในฟ้องเดียวกันและข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ทั้งได้วินิจฉัยแล้วว่า ข้อหาร่วมกันปลอมบัตรข้าราชการทหารรายการที่ ๖ ตามคำฟ้องข้อ ๑ ง. อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ข้อหาร่วมกันใช้บัตรข้าราชการทหารปลอมรายการที่ ๖ ตามคำฟ้องข้อ ๓ นี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน ไม่อาจแยกฟ้องเฉพาะข้อหาใช้บัตรข้าราชการทหารปลอมต่อศาลทหาร ในขณะที่ข้อหาปลอมบัตรข้าราชการทหารและคำฟ้องข้อหาอื่น ๆ ตามฟ้องข้อ ๑ ก. ข. ค. ง. และข้อ ๒ อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จะก่อให้เกิดความลักลั่นและไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายได้

สำหรับคำฟ้องข้อ ๔ และข้อที่ ๕ โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งไม่ใช่ฐานความผิดตามที่กำหนดไว้ในประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ แม้การกระทำตามฟ้องข้อ ๕ ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จะกระทำภายหลังวันที่ประกาศฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

แม้คดีนี้ทั้งสองศาลมีความเห็นพ้องกันว่า การกระทำตามคำฟ้องข้อ ๓ และข้อ ๕ อยู่ในอำนาจของศาลทหาร คณะกรรมการก็เห็นควรวินิจฉัยชี้ขาดให้คำฟ้องข้อ ๓ และข้อ ๕ อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรมเช่นเดียวกับคำฟ้องข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๔ และข้อ ๖ ถึงข้อ ๑๑ ตามเหตุผลที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นด้วย อันเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ซึ่งบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการในการวินิจฉัยเรื่องปัญหาเขตอำนาจศาลใน "คดี" ย่อมมิใช่เป็นเพียงอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยเฉพาะข้อหาย่อยในคดีเท่านั้น หากแต่มีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องที่มีข้อหาเกี่ยวพันกัน หรือที่มีมูลคดีเดียวกันได้ทั้งคดี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมและการพิจารณาพิพากษาคดี

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 และฉบับที่ 38/2557
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวพิมพ์ใจ ผาตา ที่ 1 กับพวกรวม 17 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 168/2560
#616921
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้างท่อระบายน้ำในถนนซอยคลองหลวง ๖๐ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีและรื้อรั้วที่ผู้ฟ้องคดีล้อมไว้ออกทั้งหมด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปักเสาไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีตลอดแนวที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ก่อสร้างห้องควบคุมเครื่องสูบน้ำและฝาตะแกรงเหล็กบ่อสูบน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ทำให้ที่ดินและรั้วกลับคืนสู่สภาพเดิม หากไม่กระทำขอให้ชำระค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ถนนที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันถนนที่พิพาทไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี การดำเนินการปรับปรุงถนนดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุอันเป็นประเด็นสำคัญว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการปรับปรุงถนนพิพาทรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แม้คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท เสริมทรัพย์เคหะกิจ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองคลองหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 167/2560
#626440
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคําสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่กฎหมายมีเจตนารมณ์ในการให้ศาลปกครองตรวจสอบมาตรฐานการปฏิบัติราชการของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ศาลปกครองมีอํานาจสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกําหนด ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนโฉนดที่ดิน รวม ๑๙ แปลง เนื่องจากเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุที่ไม่มีการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงไประวังชี้แนวเขต เป็นเหตุให้มีการ ออกโฉนดที่ดินรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติโดยเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๑๙ แปลง ที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ดังนี้หนังสือดังกล่าวเป็นการขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการเฉพาะในกรณีที่ความปรากฏว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ใดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้โดยต้องดำเนินการ ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนและระยะเวลา การพิจารณาให้แล้วเสร็จไว้ด้วย การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าภายหลังจากผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนโฉนดที่ดิน ทั้ง ๑๙ แปลง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ เนื่องจากรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากจังหวัดพิษณุโลก และกรมที่ดินได้มีหนังสือเร่งรัดการดำเนินการแล้ว ดังนั้น ประเด็นในการวินิจฉัยคดีนี้ คือ ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาตรวจสอบกระบวนการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๑๙ แปลง ตามหนังสือร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว ศาลปกครองต้องพิจารณาว่ามีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในกรณีดังกล่าวไว้หรือไม่ อย่างไร และผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า เกินสมควรในการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ฟ้องคดี — นายสมชัย หยกอุบล
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 166/2560
#616919
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งคดีนี้หน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ถูกแบ่งหักเป็นทางสาธารณะและเป็นถนนโครงการจัดสรรคุรุสภา ซึ่งทางโครงการได้ยกให้เป็นทางสาธารณะแล้ว คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่อยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ฟ้องคดี — นางนิธิกาญจน์ คณาคหปตานี
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครอ้อมน้อย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 165/2560
#616918
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลตะโกตาพิ ที่ ๑ กองพันทหารช่างที่ ๕๑ ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้รับจ้างที่อยู่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดด้วยการกระทำละเมิดขุดลอกหนองตราดรวมทั้งขุดทำลายทางสาธารณะสายทางเข้าบ้านบาตรซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อจากทางหลวงชนบทสายเชื่อมถนนโชคชัยเดชอุดม บ้านโคกเพชร - หนองตะขบ เข้าไปยังบ้านบาตร หมู่ที่ ๑๐ ตำบลตะโกตาพิและทางเชื่อมเข้าที่นากับทางสาธารณะรวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ด ทำให้นาข้าวของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดได้รับความเสียหาย ขอให้ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเข้าขุดทำลายทางสาธารณะสายทางเข้าบ้านบาตรซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อจากทางหลวงชนบทสายเชื่อมถนนโชคชัยเดชอุดม บ้านโคกเพชร - หนองตะขบ เข้าไปยังบ้านบาตร หมู่ที่ ๑๐ ตำบลตะโกตาพิและทางเชื่อมเข้าที่นากับทางสาธารณะและทำให้ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันแปลงพิพาทดังกล่าวกลับคืนเป็นทางสาธารณะตามเดิม ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเข้าขุดทำลายที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดครอบครองและทำลายข้าว ต้นไม้ และทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดกลับเป็นดังเดิม เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีดังกล่าวอันเกี่ยวแก่การขุดลอกหนองน้ำรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดและทำลายทางเชื่อมเข้าที่นาของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเจ็ดกับทางสาธารณะนั้น ไม่ใช่การกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ฟ้องคดี — นางเทิน แกประโคน ที่ 1 กับพวกรวม 17 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตะโกตาพิ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 164/2560
#617565
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าสำนักงานทางหลวงที่ ๑๘ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลย มีหน้าที่ตรวจตรา ดูแล บำรุง รักษาต้นไม้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรง ตัดแต่งต้นไม้ เพื่อมิให้โค่นล้มอันอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่รถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาบนถนนได้ แต่กลับประมาทปราศจากความระมัดระวังอันบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมแซมและค่ายกลากรถยนต์บรรทุกดังกล่าวจึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเกี่ยวกับทางหลวงตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหลายประการ แต่โจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการละเลยไม่ดูแลรักษาต้นไม้ที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างเพียงพอ เป็นเหตุให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างถนนล้มลงมาทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะจำเลยกระทำละเมิด ละเลยต่อหน้าที่ทั่วไปตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางหลวงให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย มิใช่กรณีละเลยต่อหน้าที่อันเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้จำเลยปฏิบัติ ทั้งจำเลยโต้แย้งว่าเหตุมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย แต่เป็นเพราะก่อนและขณะเกิดเหตุมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของโจทก์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงดุสิต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2560
#605725
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างผู้บริหาร ระบุว่า ผู้ว่าจ้างอาจพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีตามผลประกอบการของโรงพิมพ์ตำรวจและผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ 30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้มีถ้อยคำที่เป็นการผูกมัดโรงพิมพ์ตำรวจว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีแก่โจทก์ทุกปี แต่กลับเป็นการให้สิทธิแก่โรงพิมพ์ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวในการพิจารณาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีแก่โจทก์หรือไม่ แม้ข้อสัญญาดังกล่าวมีถ้อยคำต่อไปว่า.......จ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีตามผลประกอบการของโรงพิมพ์ตำรวจและผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ 30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ก็เป็นการกล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนค่าตอบแทนพิเศษประจำปีหลังจากที่มีการพิจารณาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวแก่โจทก์แล้วเท่านั้น เมื่อคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจเห็นว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โรงพิมพ์ตำรวจได้รับความเสียหาย และมีมติไม่จ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีสำหรับการปฏิบัติงานในปีที่ 2 แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามสัญญาข้อ 3.2 ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าตอบแทนพิเศษประจำปีไม่ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 295,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 216,241.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2556) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 โรงพิมพ์ตำรวจซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลยโดยประธานกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจลงชื่อเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพิมพ์ตำรวจ มีกำหนดเวลา 2 ปี ตามสำเนาสัญญาจ้างผู้บริหาร หลังจากโจทก์ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพิมพ์ตำรวจจนครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว ได้ขอให้มีการพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีสำหรับการปฏิบัติงานในปีที่ 2 แก่โจทก์ตามสัญญา แต่คณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจมีมติไม่จ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีตามที่โจทก์ขอ โดยแจ้งว่ามีรายงานการสอบสวนระบุว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพิมพ์ตำรวจด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยให้เครดิตในการรับจ้างพิมพ์งานแก่บริษัท จี แอล เอส กรุ๊ป จำกัด และไม่สามารถเรียกเก็บค่าจ้างพิมพ์งานจากบริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 449,400 บาท ทำให้โรงพิมพ์ตำรวจได้รับความเสียหาย ตามสำเนาหนังสือ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างผู้บริหาร ข้อ 3.2 ระบุว่า ผู้ว่าจ้างอาจพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีตามผลประกอบการของโรงพิมพ์ตำรวจและผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ 30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้มีถ้อยคำที่เป็นการผูกมัดโรงพิมพ์ตำรวจว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีแก่โจทก์ทุกปี แต่กลับเป็นการให้สิทธิแก่โรงพิมพ์ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวในการพิจารณาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีแก่โจทก์หรือไม่ แม้ข้อสัญญาดังกล่าวมีถ้อยคำต่อไปว่า.......จ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีตามผลประกอบการของโรงพิมพ์ตำรวจและผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจ ในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ 30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี ก็เป็นการกล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนค่าตอบแทนพิเศษประจำปีหลังจากที่มีการพิจารณาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวแก่โจทก์แล้วเท่านั้น เมื่อคณะกรรมการโรงพิมพ์ตำรวจเห็นว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โรงพิมพ์ตำรวจได้รับความเสียหาย และมีมติไม่จ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำปีสำหรับการปฏิบัติงานในปีที่ 2 แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามสัญญาข้อ 3.2 ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าตอบแทนพิเศษประจำปีไม่ได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ซึ่งรวมค่าขึ้นศาลในอนาคตเป็นเงิน 4,424 บาท แต่จำเลยชำระมา 4,596 บาท จึงชำระเกินมา 172 บาท และศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืน ศาลฎีกาจึงสั่งคืนให้

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 172 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรีกิตตินันท์ ยะตินันท์
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายไพศาล ลูกจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นางเรณี อิบราฮิม
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 163/2560
#616917
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้หน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินโครงการวิจัยพัฒนาพิพิธภัณฑ์ โดยทำสัญญายืมเงินทดรองจ่ายเพื่อใช้ในโครงการดังกล่าว เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาได้จัดส่งเอกสารเพื่อหักล้างเงินยืมไม่ครบจำนวน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินยืมทดรองจ่ายในส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับเงินจากสัญญายืมเงินล่าช้ากว่า ๔ เดือน ประกอบกับกรรมการตรวจรับงานส่งข้อมูลการแก้ไขงานล่าช้าและผู้ฟ้องคดีพิจารณาออกคำสั่งสิ้นสุดการจ้างงานผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้ไม่สามารถส่งมอบงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินยืมทดรองจ่ายตามสัญญายืมเงิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีส่งใช้คืนเงินยืมให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ครบจำนวน จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเอกชนคนหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายพรเทพ ฑีฆานนท์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 162/2560
#616916
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรุงเทพมหานคร จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการเป็น "คนพิการ" ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยได้ทำสัญญาสัมปทานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครกับบริษัทเอกชนในการให้บริการขนส่งมวลชนโดยรถราง หรือ "บีทีเอส" โดยไม่มีการจัดทำลิฟท์ และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง ๒๓ สถานี หรือมีการจัดทำแต่ไม่แล้วเสร็จและไม่อาจใช้งานได้ ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้จำเลยจัดทำลิฟท์ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สถานี ทั้ง ๒๓ สถานี ให้เสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่มีคำพิพากษา จึงเป็นการจงใจละเมิดและขัดขวางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม เห็นว่า มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติ "ให้หน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องใด มีหน้าที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามอำนาจหน้าที่นั้น" และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ มาตรการ โครงการหรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการจะกระทำมิได้" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและคุ้มครองคนพิการเพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุสภาพทางกายหรือสุขภาพ รวมทั้งให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือจากรัฐ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์กล่าวหาว่า การดำเนินโครงการให้บริการขนส่งมวลชนโดยรถรางหรือ "บีทีเอส" ซึ่งเป็นการจัดระบบการบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลย ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และมาตรา ๑๖ , ๑๗ ประกอบมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และการที่จำเลยไม่เร่งรัดให้มีการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๕๐/๒๕๕๗ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการได้รับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ขาดประโยชน์ในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ อันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และสมาชิกกลุ่มคนพิการ โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการจัดทำระบบบริการสาธารณะ ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 161/2560
#616915
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาทางปกครองประเภท "สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ" นั้น ต้องเป็นกิจกรรมที่หน่วยงานทางปกครองมีหน้าที่ต้องจัดทำเพื่อการบริการสาธารณะด้วยตนเอง แต่มอบอำนาจนั้นให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการหรือเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมนั้นแทน แต่สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนทำป้ายชื่อซอย คลอง และเส้นทางลัด ภายในเขตเทศบาล จำนวน ๑๐๐ ป้าย โดยมีกำหนดระยะเวลาการส่งมอบงาน และตกลงจะให้ค่าจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น โดยไม่มีสัญญาข้อใดให้เอกชนคู่สัญญามีหน้าที่ดำเนินกิจกรรมอื่นในลักษณะที่มอบหมายให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นภารกิจของโจทก์ อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น ข้อกำหนดของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของทั่วไป ไม่ใช่การมอบหมายให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงกับโจทก์ สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย
จำเลย — บริษัทประติมากรรมร้อยล้าน จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 160/2560
#616914
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ห้องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จำนวน ๑ ชุด พร้อมให้โจทก์ทำการติดตั้ง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ห้องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจำนวน ๑ ชุด ตามฟ้องมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า วัตถุแห่งสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงให้โจทก์ส่งมอบอุปกรณ์ห้องส่งโทรทัศน์พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบและทำการติดตั้งจำนวน ๑ ชุด ให้แก่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทสตรองบราเดอร์ส 1961 จำกัด
จำเลย — กรมประชาสัมพันธ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 159/2560
#616913
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลสองศาลขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นได้ เนื่องจากในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดนั้นย่อมบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อความและผลแห่งคำพิพากษานั้น ตามคำร้องนี้แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ร้องออกจากราชการ กับคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวก เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดแพร่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๕๗, ๙๐, ๘๓ และ ๘๖ ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ประเด็นแห่งคดีของศาลปกครองสูงสุดนั้น ได้แก่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีของศาลฎีกา ได้แก่การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๓ หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการ จึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลยก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาวจันจุรีย์ สันป่าแก้ว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 157/2560
#616912
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดโดยการซื้อขาย แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินประเภทขายระหว่างผู้ขาย (ซึ่งศาลมีคำสั่งเรียกเข้ามาในคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) กับผู้ฟ้องคดี รวมทั้งรายการจดทะเบียนอื่นอีกสามรายการ โดยอ้างว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๑๔๗๙๓/๒๕๕๕ วินิจฉัยว่านางสาว น. หรือ ธ. จำเลย กระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับเอกสารในการจดทะเบียนขายฝาก ไถ่ถอนขายฝาก และขายที่ดินดังกล่าว ส่งผลให้การจดทะเบียนขายฝาก ไถ่ถอนขายฝาก และขายที่ดินแปลงพิพาท มิใช่นิติกรรมที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เจ้าของที่ดินเป็นผู้กระทำ แต่เป็นการกระทำของนางสาว น. หรือ ธ. จำเลย ร่วมกับผู้อื่นแอบอ้างมาแสดงตัว และปลอมลายมือชื่อเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผลให้ที่ดินแปลงพิพาทกลับมามีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่อาจนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง และการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งสี่รายการจะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๗๙๓/๒๕๕๕ ในคดีอาญา โดยผู้ฟ้องคดีโต้แย้งการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ผูกพันผู้ฟ้องคดี ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงยังไม่ฟ้องเพิกถอนรายการจดทะเบียนของผู้ฟ้องคดี คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งสี่รายการ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาถึงผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวและสิทธิของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มูลความแห่งคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันกับคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาโดยศาลในระบบเดียวกัน ส่วนคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายนั้น มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงชอบที่พิจารณาพิพากษาไปพร้อมกันโดยศาลเดียวกัน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางมังคุด อุบล
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 156/2560
#616519
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ยื่นฟ้อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๔ ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๒ นายอำเภอนางรอง ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมแสง ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออก ส.ป.ก.(๔-๐๑) แต่ไม่อาจดำเนินการได้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดและไม่รับรองแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รับรองแนวเขตที่ดิน และให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับรองแนวเขตจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) เพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างการครอบครอง โดยเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่จะสามารถนำไปขอออก ส.ป.ก. (๔-๐๑) ได้ ซึ่งการคัดค้านและไม่รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดินดังกล่าว เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะเพื่อมิให้บุคคลใดมาอ้างสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านและไม่ลงชื่อรับรองในบันทึกการนำทำการรังวัด (ส.ป.ก./สร ๑ ข.) โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินเพื่อขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองและขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔ - ๐๑) นั้น ก็เป็นผลของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นางภรณ์อุไร ภักดีนรินทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลชุมแสง อำเภอนางรอง
จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ