คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10657/2559
#607345
เปิดฉบับเต็ม

การตีความสัญญาต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และมาตรา 368 แม้สัญญาทั้งสองฉบับจะระบุชื่อว่า "สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" และ ตามข้อ 1 ของสัญญาฉบับที่ 1 ระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ดังนี้... 1.1 ลิขสิทธิ์หลักสูตร วิธีการสอน E.M.T. (สมาร์ทเซ็นเตอร์ คณิตคิดเร็ว)... 1.2 ลิขสิทธิ์หลักสูตร วิธีการสอน "EngGet Smart English"... 1.3 เครื่องหมายการค้า "E.M.T."... 1.4 เครื่องหมายการค้า "EngGet Smart English"...ซึ่งต่อไปตามสัญญานี้จะเรียกว่า "ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" ส่วนข้อ 1 ตามสัญญาฉบับที่ 2 ระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ดังนี้ 1.1 ลิขสิทธิ์ หลักสูตร วิธีการสอน ตำราเรียน สมาร์ทเซ็นเตอร์ คณิตคิดเร็ว... 1.2 ลิขสิทธิ์ หลักสูตร วิธีการสอน ตำราเรียน "EngGet Smart English"... 1.3 เครื่องหมายการค้า "E.M.T"... 1.4 เครื่องหมายการค้า "EngGet"... ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญาจะเรียกว่า "ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" และตามข้อ 2 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) ตกลงอนุญาตและผู้รับอนุญาต (จำเลย) ตกลงรับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า..." ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดตามสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว ในส่วน "สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์" แม้ข้อ 1.1 และ 1.2 ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหลักสูตร วิธีการสอน และตำราเรียน แต่งานอันมีลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 9 ประเภท ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าหลักสูตรและวิธีการสอนของโจทก์ โจทก์ได้แสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบของงานอันมีลิขสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 9 ประเภท ดังกล่าว หลักสูตรและวิธีการสอนดังกล่าวจึงเป็นเพียงความคิดและขั้นตอนการทำงานซึ่งมิได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคสอง คงมีเพียงตำราเรียนเท่านั้นที่เป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งตำราเรียนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด คงมีแต่ข้อตกลงให้จำเลยต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์และห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีข้อตกลงที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์ ย่อมไม่ใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แต่เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพียงแต่ชื่อเท่านั้น ในส่วนข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว ปรากฏว่าเครื่องหมายคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ในข้อ 1.3 และ 1.4 เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการให้การศึกษา โดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น แม้จะใช้ถ้อยคำตามสัญญาว่า "เครื่องหมายการค้า" เมื่อไม่ได้นำเครื่องหมายคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ไปใช้กับสินค้าแต่ใช้กับบริการ เครื่องหมายดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายบริการ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 สัญญาในส่วนนี้จึงเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังมีข้อตกลงให้โจทก์สนับสนุนการถ่ายทอดนโยบายการทำงานและวิธีการสอนให้แก่บุคลากรของจำเลย จัดโครงสร้างการสอน การบริหารงานบุคคล ควบคุมและประเมินคุณภาพการเรียนของนักเรียน และจำเลยตกลงว่าจะปฏิบัติตามนโยบายแผนการปฏิบัติงานของโจทก์ จำเลยต้องเรียกเก็บค่าเล่าเรียนตามเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์เท่านั้น ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจะไม่ประกอบกิจการอันมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับโจทก์เป็นระยะเวลา 10 ปี ดังนี้ ข้อตกลงอื่นในสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ ซึ่งข้อตกลงอื่นดังกล่าวรวมทั้งข้อตกลงที่ให้จำเลยใช้วิธีการสอนของโจทก์และให้จำเลยซื้อตำราเรียนจากโจทก์ซึ่งสามารถแยกออกจากข้อตกลงที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ได้ ทั้งนี้ การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาและตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และมาตรา 368 เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงกันให้ปฏิบัติแตกต่างจากปกติประเพณี แม้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยจะมีข้อสัญญาส่วนหนึ่งที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรของโจทก์คำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ซึ่งมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและตกเป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาประกอบข้อหนึ่งของข้อตกลงอื่นรวมทั้งข้อตกลงที่ให้จำเลยใช้วิธีการสอนของโจทก์และให้จำเลยซื้อตำราเรียนจากโจทก์ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่สัญญามีเจตนาจะผูกพันกันตามข้อตกลงอื่นดังกล่าวโดยให้มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยแยกต่างหากจากข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนที่ตกเป็นโมฆะ ข้อตกลงตามสัญญาในส่วนอื่นจึงยังคงมีความสมบูรณ์และใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นั้น ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้

แม้จะมีการทำซ้ำแบบเรียน "Smart Center Mental Arithmetic System Course 3 Book 1" จำนวน 2 หน้า จากจำนวนทั้งหมด 50 หน้า และแบบเรียน "Smart Center Mental Arithmetic System Course 3 Book 2" จำนวน 4 หน้า จากทั้งหมด 50 หน้า ให้แก่นักเรียนจำนวนประมาณ 20 ถึง 30 คน แต่ในส่วนที่ทำซ้ำดังกล่าวเป็นโจทย์ฝึกทักษะด้วยระบบลูกคิดโดยในแต่ละหน้าประกอบด้วยโจทย์หลายข้อ ซึ่งโจทย์แต่ละข้อผู้สร้างสรรค์ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะในการแสดงออกซึ่งความคิดของผู้สร้างสรรค์ในข้อนั้น ๆ ดังนี้ ในทุก ๆ หน้า จึงเป็นส่วนสาระสำคัญของแบบเรียนดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 6.1 และข้อ 8.1 ของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระบุว่า ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ตกลงว่าจะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และข้อ 6.3 และข้อ 8.3 กำหนดให้ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ต้องใช้หลักสูตรและวิธีการสอนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ผู้อนุญาต (โจทก์) กำหนดไว้ กับทั้งข้อ 6.18 และข้อ 8.16 ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ต้องใช้แบบเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้ลิขสิทธิ์ของผู้อนุญาต (โจทก์) จากผู้อนุญาต (โจทก์) เท่านั้น แสดงว่าจำเลยจะต้องใช้หลักสูตรและวิธีการสอนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ผู้อนุญาต (โจทก์) กำหนดไว้โดยต้องใช้แบบเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้ลิขสิทธิ์ของผู้อนุญาต (โจทก์) จากผู้อนุญาต (โจทก์) เท่านั้น ทั้งโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยทำซ้ำตำราเรียนของโจทก์ การที่จำเลยอ้างว่าทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนเพื่อเป็นการฝึกทักษะจึงเป็นการกระทำนอกเหนือไปจากขอบเขตตามสัญญา โดยจำเลยประกอบกิจการโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อหากำไร แม้จะเป็นการทำซ้ำโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอน แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อหากำไรจากการประกอบกิจการโรงเรียนกวดวิชาของจำเลย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (6) นอกจากนี้โจทก์ได้รับค่าลิขสิทธิ์ซึ่งรวมอยู่ในรายได้จากการจำหน่ายตำราเรียนให้แก่นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยเท่านั้น โดยโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์ การที่จำเลยทำซ้ำตำราเรียนอันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์แม้เพียงบางส่วนโดยมิได้ชำระค่าลิขสิทธิ์แก่โจทก์ และการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางให้นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยไม่จำต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์ ย่อมเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนของโจทก์จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1)

เมื่อเปรียบเทียบสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลย กับสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระหว่างโจทก์กับผู้มีชื่อลงวันที่ 1 สิงหาคม 2547 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 แล้วมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ที่มีการกำหนดข้อความไว้ล่วงหน้าและนำมาใช้กับคู่สัญญาทุกราย จึงมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูป ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 และตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 4 วรรคสาม (3) ที่บัญญัติว่า ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญนั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่า ที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันอาจถือได้ว่าทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงขนาดว่าหากมีข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าข้อตกลงที่เป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาในข้อ 6 และข้อ 8 ของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นข้อตกลงที่ห้ามมิให้จำเลยผู้รับอนุญาตกระทำสิ่งใดอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ผู้อนุญาต ให้จำเลยผู้รับอนุญาตตกแต่งสถานประกอบการ ติดตั้งป้ายโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ตามแบบของโจทก์ผู้อนุญาต และให้จำเลยผู้รับอนุญาตกำหนดจำนวนนักเรียนและวันเปิดปิดโรงเรียนตามนโยบายของโจทก์ผู้อนุญาต จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาให้โจทก์ผู้อนุญาตสามารถควบคุมรูปแบบของกิจการและคุณภาพของการเรียนการสอนตามหนังสือตำราเรียนที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ในโรงเรียนของจำเลยให้เป็นไปในรูปแบบและแนวทางเดียวกัน ซึ่งจำเลยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง การที่ให้สิทธิโจทก์บอกเลิกสัญญาได้เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่งดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ย่อมใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาได้

การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งกับในคดีอาญากฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบหรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบ มาใช้บังคับกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ดังนั้น การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งจึงเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 104 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น"

เมื่อโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมีมูลหนี้อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่ต้องชำระให้แก่กันและกันเป็นเงินอย่างเดียวกันและหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระให้แก่กันและกันนั้นถึงกำหนดชำระแล้วด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 ดังนี้ เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้นำหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 725,148 บาท มาหักกลบลบกันกับหนี้เงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 307,274 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินจำนวน 417,874 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดประกอบกิจการ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าตอบแทนในการทำสัญญาจำนวน 2 ฉบับ รวมจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดประกอบกิจการในลักษณะเดียวกับโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนชื่อ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 - Course 10 Book 1" รวมจำนวน 10 เล่ม ตำราเรียนชื่อ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 - Course 10 Book 2" รวมจำนวน 10 เล่ม และตำราเรียนชื่อ "EngGet Smart English" ระดับ "Yellow" รวมจำนวน 10 เล่ม และระดับ "Green" รวมจำนวน 10 เล่ม และโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับบริการจำพวก 41 รายการบริการ บริการให้การศึกษา ตามทะเบียนเลขที่ บ19440 และเลขที่ บ18950 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 โจทก์และจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 8 เมษายน 2550 ตามลำดับ โดยโจทก์ได้รับค่าตอบแทนในวันทำสัญญาจำนวนฉบับละ 250,000 บาท รวมจำนวน 500,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยเก็บรวบรวมลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งหมดออกจากสถานประกอบการของจำเลยภายใน 40 วัน นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2550 อันเป็นวันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ คือภายในวันที่ 25 กันยายน 2550

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 และฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2550 เป็นโมฆะทั้งฉบับหรือไม่ เห็นว่า การตีความสัญญาต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 แม้สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะระบุชื่อว่า "สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" และตามข้อ 1 ของสัญญาระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ดังนี้... 1.1 ลิขสิทธิ์หลักสูตร วิธีการสอน E.M.T. (สมาร์ทเซ็นเตอร์ คณิตคิดเร็ว)... 1.2 ลิขสิทธิ์หลักสูตร วิธีการสอน "EngGet Smart English"... 1.3 เครื่องหมายการค้า "E.M.T."... 1.4 เครื่องหมายการค้า "EngGet Smart English"...ซึ่งต่อไปตามสัญญานี้จะเรียกว่า "ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" ส่วนข้อ 1 ตามสัญญาระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ดังนี้ 1.1 ลิขสิทธิ์ หลักสูตร วิธีการสอน ตำราเรียน สมาร์ทเซ็นเตอร์ คณิตคิดเร็ว... 1.2 ลิขสิทธิ์ หลักสูตร วิธีการสอน ตำราเรียน "EngGet Smart English"... 1.3 เครื่องหมายการค้า "E.M.T"... 1.4 เครื่องหมายการค้า "EngGet"... ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญาจะเรียกว่า "ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า" และตามข้อ 2 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุว่า "ผู้อนุญาต (โจทก์) ตกลงอนุญาตและผู้รับอนุญาต (จำเลย) ตกลงรับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า..." ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดตามสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว ในส่วน "สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์" แม้ข้อ 1.1 และ 1.2 ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจะระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหลักสูตร วิธีการสอน และตำราเรียน แต่งานอันมีลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 9 ประเภท ตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าหลักสูตรและวิธีการสอนของโจทก์ โจทก์ได้แสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบของงานอันมีลิขสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 9 ประเภท ดังกล่าว หลักสูตรและวิธีการสอนดังกล่าวจึงเป็นเพียงความคิดและขั้นตอนการทำงานซึ่งมิได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคสอง คงมีเพียงตำราเรียนเท่านั้นที่เป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ปรากฏว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งตำราเรียนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แต่อย่างใด คงมีแต่ข้อตกลงให้จำเลยต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์และห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่มีข้อตกลงที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์ สัญญาย่อมไม่ใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แต่เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพียงแต่ชื่อเท่านั้น ในส่วนข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าปรากฏว่าเครื่องหมายคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ในข้อ 1.3 และ 1.4 ตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการให้การศึกษา โดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น แม้จะใช้ถ้อยคำตามสัญญาว่า "เครื่องหมายการค้า" เมื่อไม่ได้นำเครื่องหมายคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ไปใช้กับสินค้าแต่ใช้กับบริการ เครื่องหมายดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายบริการ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 สัญญาในส่วนนี้จึงเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังมีข้อตกลงให้โจทก์สนับสนุนการถ่ายทอดนโยบายการทำงานและวิธีการสอนให้แก่บุคลากรของจำเลย จัดโครงสร้างการสอน การบริหารงานบุคคล ควบคุมและประเมินคุณภาพการเรียนของนักเรียน และจำเลยตกลงว่าจะปฏิบัติตามนโยบายแผนการปฏิบัติงานของโจทก์ จำเลยต้องเรียกเก็บค่าเล่าเรียนตามเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดและต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์เท่านั้น ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจะไม่ประกอบกิจการอันมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับโจทก์เป็นระยะเวลา 10 ปี ดังนี้ ข้อตกลงอื่นในสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงกำหนดสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลยนอกเหนือจากข้อตกลงอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการ ซึ่งข้อตกลงอื่นดังกล่าวรวมทั้งข้อตกลงที่ให้จำเลยใช้วิธีการสอนของโจทก์และให้จำเลยซื้อตำราเรียนจากโจทก์ซึ่งสามารถแยกออกจากข้อตกลงที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนคำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ได้ ทั้งนี้ การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาและตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงกันให้ปฏิบัติแตกต่างจากปกติประเพณี แม้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยจะมีข้อสัญญาส่วนหนึ่งที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรของโจทก์คำว่า "E.M.T." และคำว่า "EngGet" ซึ่งมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและตกเป็นโมฆะ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 68 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเพียงข้อสัญญาประกอบข้อหนึ่งของข้อตกลงอื่นรวมทั้งข้อตกลงที่ให้จำเลยใช้วิธีการสอนของโจทก์และให้จำเลยซื้อตำราเรียนจากโจทก์เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่สัญญามีเจตนาจะผูกพันกันตามข้อตกลงอื่นดังกล่าวโดยให้มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ระหว่างโจทก์กับจำเลยแยกต่างหากจากข้อสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบริการจดทะเบียนที่ตกเป็นโมฆะ ข้อตกลงตามสัญญาในส่วนอื่นจึงยังคงมีความสมบูรณ์และใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยทำสัญญาดังกล่าวโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นั้น ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในหลักสูตรและวิธีการสอนหรือไม่ นั้น เมื่อได้วินิจฉัยในข้างต้นแล้วว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าหลักสูตรและวิธีการสอนที่โจทก์กล่าวอ้างโจทก์ได้แสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบของงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทใดประเภทหนึ่งใน 9 ประเภท ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง หลักสูตรและวิธีการสอนของโจทก์ดังกล่าวซึ่งเป็นเพียงความคิดและขั้นตอนการทำงานจึงไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้หลักสูตรและวิธีการสอนของโจทก์ในการสอนนักเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยก็ไม่อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในหลักสูตรและวิธีการสอนของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จะมีการทำซ้ำแบบเรียน "Smart Center Mental Arithmetic System Course 3 Book 1" จำนวน 2 หน้า จากจำนวนทั้งหมด 50 หน้า และแบบเรียน "Smart Center Mental Arithmetic System Course 3 Book 2" จำนวน 4 หน้า จากทั้งหมด 50 หน้า ให้แก่นักเรียนที่นางณิชาภาสอนจำนวนประมาณ 20 ถึง 30 คน แต่ในส่วนที่ทำซ้ำดังกล่าวเป็นโจทย์ฝึกทักษะด้วยระบบลูกคิดโดยในแต่ละหน้าประกอบด้วยโจทย์หลายข้อ ซึ่งโจทย์แต่ละข้อผู้สร้างสรรค์ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะในการแสดงออกซึ่งความคิดของผู้สร้างสรรค์ในข้อนั้น ๆ ดังนี้ ในทุก ๆ หน้า จึงเป็นส่วนสาระสำคัญของแบบเรียนดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อ 6.1 และข้อ 8.1 ของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระบุว่า ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ตกลงว่าจะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และข้อ 6.3 และข้อ 8.3 กำหนดให้ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ต้องใช้หลักสูตรและวิธีการสอนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ผู้อนุญาต (โจทก์) กำหนดไว้ กับทั้งข้อ 6.18 และข้อ 8.16 ผู้รับอนุญาต (จำเลย) ต้องใช้แบบเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้ลิขสิทธิ์ของผู้อนุญาต (โจทก์) จากผู้อนุญาต (โจทก์) เท่านั้น แสดงว่าจำเลยจะต้องใช้หลักสูตรและวิธีการสอนตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ผู้อนุญาต (โจทก์) กำหนดไว้โดยต้องใช้แบบเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้ลิขสิทธิ์ของผู้อนุญาต (โจทก์) จากผู้อนุญาต (โจทก์) เท่านั้น ทั้งโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยทำซ้ำตำราเรียนของโจทก์ การที่จำเลยอ้างว่าทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนเพื่อเป็นการฝึกทักษะจึงเป็นการกระทำนอกเหนือไปจากขอบเขตตามสัญญา โดยจำเลยประกอบกิจการโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อหากำไร แม้จะเป็นการทำซ้ำโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอน แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อหากำไรจากการประกอบกิจการโรงเรียนกวดวิชาของจำเลย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (6) นอกจากนี้โจทก์ได้รับค่าลิขสิทธิ์ซึ่งรวมอยู่ในรายได้จากการจำหน่ายตำราเรียนให้แก่นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยเท่านั้น โดยโจทก์มิได้อนุญาตให้จำเลยใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์ การที่จำเลยทำซ้ำตำราเรียนอันเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์แม้เพียงบางส่วนโดยมิได้ชำระค่าลิขสิทธิ์แก่โจทก์ และการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางให้นักเรียนที่มาเรียนที่โรงเรียนของจำเลยไม่จำต้องซื้อตำราเรียนจากโจทก์ ย่อมเป็นการขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่จำเลยทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมตำราเรียนของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า ข้อตกลงตามข้อ 8.1 และข้อ 10.1 ของสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 8 เมษายน 2550 ที่ระบุว่า เมื่อจำเลยผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง โจทก์ผู้อนุญาตมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้นั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลย กับสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าระหว่างโจทก์กับผู้มีชื่อ ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2547 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 แล้ว มีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ที่มีการกำหนดข้อความไว้ล่วงหน้าและนำมาใช้กับคู่สัญญาทุกราย จึงมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 และตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 วรรคสาม (3) ที่บัญญัติว่า ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญนั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันอาจถือได้ว่าทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงขนาดว่าหากมีข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรอันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าข้อตกลงที่เป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาในข้อ 6 และข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่ห้ามมิให้จำเลยผู้รับอนุญาตกระทำสิ่งใดอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ผู้อนุญาตให้จำเลยผู้รับอนุญาตตกแต่งสถานประกอบการ ติดตั้งป้ายโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ตามแบบของโจทก์ผู้อนุญาต และให้จำเลยผู้รับอนุญาตกำหนดจำนวนนักเรียนและวันเปิดปิดโรงเรียนตามนโยบายของโจทก์ผู้อนุญาต จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาให้โจทก์ผู้อนุญาตสามารถควบคุมรูปแบบของกิจการและคุณภาพของการเรียนการสอนตามหนังสือตำราเรียนที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ในโรงเรียนของจำเลยให้เป็นไปในรูปแบบและแนวทางเดียวกัน ซึ่งจำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ข้อตกลงดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง การที่ให้สิทธิโจทก์บอกเลิกสัญญาได้เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่งดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ ข้อตกลงตามข้อ 8.1 และข้อ 10.1 จึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยผู้เป็นคู่สัญญาได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ดังนี้ เมื่อในระหว่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าดังกล่าว จำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำตำราเรียนบางส่วนดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงเป็นการที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 6.1 และข้อ 8.1 และข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ด้วยว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาตามข้อ 6.4 ข้อ 6.8 ข้อ 6.12 และข้อ 8.4 กับข้อ 8.11 โจทก์จึงชอบที่จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยตามหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ซึ่งจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นอันเลิกกัน อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า ภายหลังสัญญาเลิกกัน จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือตำราเรียนคณิตคิดเร็ว 7 ระดับ รวมจำนวน 14 เล่ม ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งกับในคดีอาญากฎหมายบัญญัติไว้แตกต่างกัน ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และมาตรา 226/1 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น และพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบหรือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบนั้น มาใช้บังคับกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ดังนั้น การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งจึงเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น" ในปัญหานี้โจทก์มีนางสาวศรียามาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานยืนยันว่า เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่ 16 สิงหาคม 2550 อันเป็นวันที่จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากโจทก์ จำเลยว่าจ้างพยานให้จัดทำหนังสือตำราเรียนคณิตคิดเร็ว 7 ระดับ รวมจำนวน 14 เล่ม โดยจำเลยจ่ายเงินค่าจ้างในเบื้องต้นให้แก่พยานจำนวน 15,000 บาท ในการจัดทำตำราเรียนดังกล่าวจำเลยส่งต้นฉบับตำราเรียนวิชาคณิตคิดเร็วของโจทก์ให้แก่พยานตามจำนวนหลักสูตรที่ให้จัดทำ โดยให้พยานใช้วิธีนำต้นฉบับตำราเรียนของโจทก์มาตัดแปะ สลับหน้า และจัดเรียงหน้าใหม่แล้วส่งให้จำเลยจัดพิมพ์และตกแต่งเป็นตำราเรียนใหม่เพื่อนำไปใช้ในโรงเรียนของจำเลย และโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือคณิตคิดเร็วคอร์ส 1 เล่ม 2 ที่ได้มาจากโรงเรียนของจำเลยภายหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว มาแสดงเปรียบเทียบกับหนังสือตำราเรียน "Smart Center Mental Arithmetic System Coures 1 Book 2" ของโจทก์พบว่ามีการทำซ้ำ ดัดแปลงมาจากหนังสือตำราเรียนของโจทก์เป็นจำนวน 35 หน้า จาก 50 หน้า นอกจากนี้โจทก์มีเด็กชาย ส. มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานยืนยันว่า พยานลงทะเบียนเรียนวิชาคณิตคิดเร็วและคณิตพิชิตโจทย์ปัญหาที่โรงเรียนของจำเลยแล้วได้รับหนังสือ โดยนักเรียนในห้องเดียวกันจะมีหนังสือดังกล่าวทุกคน ประกอบกับจำเลยไม่ขอตอบทนายโจทก์ที่ถามค้านว่าหลักสูตรคณิตคิดเร็วของจำเลยเป็นหลักสูตรเดียวกับของโจทก์หรือไม่ และจำเลยไม่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์จึงเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีและมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยทำซ้ำหนังสือตำราเรียนคณิตคิดเร็ว 7 ระดับ รวมจำนวน 14 เล่ม ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) หลังเลิกสัญญาแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในตำราเรียนของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายประการอื่น แต่ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า โจทก์ใช้กำลังกาย กำลังความคิด ทีมงาน บุคลากร เพื่อทำหลักสูตร สร้างสรรค์ตำราเรียน คิดค้นเทคนิควิธีการพิเศษที่จะทำให้ผู้เรียนอายุ 6 ถึง 13 ปี ได้รับความรู้และความสนุกสนาน โดยใช้ระยะเวลาค้นคว้าวิจัย ทดลองใช้ ประเมินผล และปรับปรุงกับผู้เรียนหลายรุ่นใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายในการละเมิดลิขสิทธิ์ตำราเรียนของโจทก์รวมจำนวน 14 เล่ม เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท เฉลี่ยจำนวนเล่มละประมาณ 21,428 บาท จึงเป็นจำนวนค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ที่เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดรายได้จากการจำหน่ายตำราเรียนที่พึงจะได้เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแต่โจทก์ขอคิดเพียง 15 ปี นั้น ตามสัญญา ข้อ 6.18 และ ข้อ 6.2 กำหนดให้จำเลยผู้รับอนุญาตจะต้องซื้อหนังสือตำราเรียนจากโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับรายได้จากการขายตำราเรียนดังกล่าว เมื่อได้มีการซื้อขายตำราเรียนดังกล่าวจริงในระหว่างที่สัญญามีผลใช้บังคับ การที่โจทก์เรียกให้จำเลยชำระค่าตำราเรียนดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกสัญญา แต่เป็นการเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าขาดรายได้ในส่วนนี้จากจำเลย ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 30,000 บาท จากที่โจทก์เรียกร้องมาจำนวน 200,000 บาท โดยโจทก์มิได้มีพยานหลักฐานพิสูจน์ถึงค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิให้แก่โจทก์เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ฐานผิดสัญญา จำนวน 395,148 บาท ค่าเสียหายที่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์จำนวน 300,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 30,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 725,148 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์ต้องคืนเงินที่จำเลยได้ชำระเป็นค่าตอบแทนแก่โจทก์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 8 เมษายน 2550 ตามลำดับ จำนวนฉบับละ 250,000 บาท รวมจำนวน 500,000 บาท แก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ได้ดำเนินการปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองฉบับนี้ไปประมาณสองในห้าส่วนของสัญญาทั้งสองฉบับนั้นแล้ว จึงสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายที่โจทก์พึงได้รับเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์จึงต้องคืนเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ไว้ในวันทำสัญญาในส่วนที่เหลือจำนวน 300,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2550 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกัน แต่ตามฟ้องแย้งจำเลยขอคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่โจทก์ต้องคืนแก่จำเลยนับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2551 จึงให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 7,274 บาท

อนึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมีมูลหนี้อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่ต้องชำระให้แก่กันและกันเป็นเงินอย่างเดียวกันและหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระให้แก่กันและกันนั้นถึงกำหนดชำระแล้วด้วยกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ดังนี้ เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้นำหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 725,148 บาท มาหักกลบลบกันกับหนี้เงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 307,274 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินจำนวน 417,874 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 417,874 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2551 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของคำฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 173 ม. 341 ม. 368
ป.วิ.อ. ม. 226 ม. 226/1
ป.วิ.พ. ม. 104 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง ม. 80
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38 (เดิม)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 6 วรรคสอง ม. 27 (1) ม. 32 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคสอง (6)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสาม (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ เอกพันธ์
จำเลย — นางลัดดาวัลหรือบุณยจิตต์ อักษรวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10521/2559
#605746
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะไม่ได้หยิบยกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2557 เรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ ซึ่งสั่ง ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 มาอ้างในระหว่างการพิจารณาคดีและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 ได้มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2557 เรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ กำหนดให้ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองนำมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ไม่ต้องรับโทษ จึงต้องถือว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวกฎหมายได้ยกเว้นโทษให้แก่ผู้มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในความครอบครองแล้ว กรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 ให้ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามกฎหมาย นำมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ให้ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายดังกล่าว กรณีถือได้ว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความ ผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย โดยถือว่า กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปตามะมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และมาตรา 3 ขอให้ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏจำเลยนำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดตามฟ้องมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ แต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้หยิบยกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2557 เรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ ซึ่งสั่ง ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 มาอ้างในระหว่างการพิจารณาคดีและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่าจำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 ได้มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37/2557 เรื่อง ให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามนำส่งมอบ กำหนดให้ผู้ที่มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองนำมามอบให้นายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ไม่ต้องรับโทษ จึงต้องถือว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวกฎหมายได้ยกเว้นโทษให้แก่ผู้มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสำหรับใช้เฉพาะแต่ในการสงครามไว้ในความครอบครองแล้ว กรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานอื่นยังคงบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2558 และให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — สิบตำรวจโทคมกริช แช่มรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายพินิจ บุญประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10517/2559
#607989
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอำนาจจัดทอดผ้าป่าโดยลำพัง การที่จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจโดยลำพังที่จะจัดทอดผ้าป่าในนามวัดบ้านขว้างโดยพลการเพราะไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลางที่จัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตราของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยจำเลยไม่มีอำนาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงที่จัดทำขึ้นโดยวัดบ้านขว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้โดยไม่สุจริตนำออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นำเงินมาทำบุญที่วัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซองผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียชื่อเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อวัดบ้านขว้างและพระครู ป. เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทำจะยังไม่ปรากฏความเสียหายแต่พิจารณาพฤติการณ์ประกอบการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 268 และริบซองผ้าป่าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบซองผ้าป่าของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหนาม อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ได้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งมีข้อความส่วนหนึ่งบนซองว่า "ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างกุฏิสงฆ์ ณ วัดบ้านขว้าง ตำบลหนองหนาม อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน วันพฤหัสบดีที่ 1 เดือนมกราคม พ.ศ.2558" จำนวน 300 ซอง แล้วนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่น ต่อมามีผู้ได้รับซองผ้าป่าดังกล่าว ซึ่งไม่พบใบฎีกาในซองผ้าป่า สอบถามไปยังไวยาวัจกรของวัดบ้านขว้าง ไวยาวัจกรสอบถามเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง จึงทราบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้จัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การทำบุญกับวัดสามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตหรือได้รับความยินยอมจากวัด จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าโดยมีเจตนาหาเงินสมทบทุนในการสร้างกุฏิภายในวัดบ้านขว้าง จึงเป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางวัดหรือประชาชน ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายทองคำ ไวยาวัจกรวัดบ้านขว้าง พยานโจทก์ และพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง พยานจำเลยว่า ขั้นตอนและรูปแบบที่ถูกต้องในการทำบุญทอดผ้าป่าของวัดบ้านขว้าง ผู้มีเจตนาทำบุญต้องมาปรึกษาขออนุญาตกับเจ้าอาวาสวัด โดยเจ้าอาวาสวัดจะนำเรื่องไปปรึกษากับไวยาวัจกรของวัดและสภาชาวบ้านของวัด กับมีการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัด เจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน รวมทั้งชาวบ้านเพื่อให้รับทราบและสรุปตกลงกันให้วัดทอดผ้าป่าได้ และในการจัดพิมพ์ซองและ

ใบทอดผ้าป่าต้องมีการประทับตราของวัดด้านหลังซองและใบทอดผ้าป่าซึ่งอยู่ในซองด้วย เห็นว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง หรือเป็นกรรมการวัด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในวัดบ้านขว้างที่จะมีอำนาจจัดทอดผ้าป่าโดยลำพัง การที่จำเลยจัดพิมพ์ซองผ้าป่าซึ่งข้อความบนซองผ้าป่าของกลางเป็นการเชิญชวนให้ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดบ้านขว้าง ทั้งที่จำเลยไม่มีอำนาจโดยลำพังที่จะจัดทอดผ้าป่าในนามวัดบ้านขว้างโดยพลการเพราะไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดและไม่ได้ผ่านการประชุมระหว่างไวยาวัจกร กรรมการวัดเจ้าอาวาสวัด ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนรวมทั้งชาวบ้าน ทั้งซองผ้าป่าของกลาง

ที่จัดพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้อื่นไม่มีรอยตราของวัดประทับด้านหลังซอง การจัดพิมพ์ซองผ้าป่าดังกล่าวจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับ โดยจำเลยไม่มีอำนาจ ลักษณะข้อความตามซองผ้าป่าของกลางระบุชัดเจนว่าเป็นการทอดผ้าป่า ณ วัดบ้านขว้าง ทำให้ประชาชนทั่วไปเชื่อว่าเป็นซองผ้าป่าที่แท้จริงที่จัดทำขึ้นโดยวัดบ้านขว้าง ทั้งที่ความจริงแล้วทางวัดบ้านขว้างมิได้รับรู้ด้วย หากมีการนำซองผ้าป่าดังกล่าวไปใช้โดยไม่สุจริตนำออกเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านแล้วไม่นำเงินมาทำบุญที่วัดบ้านขว้างตามที่ระบุในซองผ้าป่า ย่อมเกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียชื่อเสียง หรือขาดความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อวัดบ้านขว้างและพระครูประภัศร์ศีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านขว้าง แม้ผลของการกระทำจะยังไม่ปรากฏความเสียหายแต่พิจารณาพฤติการณ์ประกอบการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปในลักษณะเดียวกับจำเลยก็น่าจะเกิดความเสียหายได้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายวิฑูรย์ หิรัญรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2559
#609290
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกา มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสิบห้าในส่วนโทษปรับและการริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1), 82 และ 98 และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 69, 147 วรรคหนึ่ง และ 169 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยทั้งสิบห้า ตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก ซึ่งมาตรา 69 (เดิม) บัญญัติว่า เครื่องมือทำการประมง เรือ สัตว์น้ำ และสิ่งอื่น ๆ ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ศาลจะริบเสียก็ได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 19 หรือมาตรา 20 ให้ศาลริบสิ่งเช่นว่านั้นเสียทั้งสิ้น และมาตรา 70 (เดิม) บัญญัติว่า เครื่องมือทำการประมงที่ได้มีประกาศตามความในมาตรา 32 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้โดยเด็ดขาดนั้น ถ้านำมาใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ ให้ศาลริบเครื่องมือนั้นเสีย เมื่อจำเลยทั้งสิบห้าใช้เรือยนต์ประมงในการกระทำความผิดและนำเครื่องมืออวนล้อมจับอันเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ได้มีประกาศห้ามใช้โดยเด็ดขาดมาใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (1) (2), 65, 69, 70, 71 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายเงินบำเหน็จแก่ผู้นำจับเรียงตามรายตัวจำเลยในอัตราไม่เกิน 1,000 บาท

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (1) (2), 65 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,500 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสิบห้าให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสิบห้าชำระเงินบำเหน็จแก่ผู้นำจับคนละ 500 บาท ริบสัตว์น้ำเบญจพรรณของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเครื่องมืออวนล้อมจับและเรือยนต์ประมงของกลางด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบเรือยนต์ประมงและเครื่องมืออวนล้อมจับของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลแขวง ซึ่งปรากฏตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา ลงวันที่ 27 มีนาคม 2558 ว่า โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 32 (1) (2), 65, 69, 70, 71 และมีคำขอให้ริบของกลางทั้งหมด อันได้แก่ เรือยนต์ประมง เครื่องมืออวนล้อมจับ และสัตว์น้ำเบญจพรรณ แต่ในบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และคำพิพากษา ศาลชั้นต้นบันทึกในส่วนคำขอให้ริบของกลางเพียงว่า โจทก์ขอให้ริบสัตว์น้ำเบญจพรรณของกลาง แล้วพิพากษาให้ริบเฉพาะสัตว์น้ำเบญจพรรณของกลาง จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และเนื่องจากระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกา มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และให้ใช้บทบัญญัติใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสิบห้า ในส่วนโทษปรับและการริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1), 82 และ 98 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 69, 147 วรรคหนึ่ง และ 169 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยทั้งสิบห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ซึ่งมาตรา 69 (เดิม) บัญญัติว่า เครื่องมือทำการประมง เรือ สัตว์น้ำ และสิ่งอื่น ๆ ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ศาลจะริบเสียก็ได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 19 หรือมาตรา 20 ให้ศาลริบสิ่งเช่นว่านั้นเสียทั้งสิ้น และมาตรา 70 (เดิม) บัญญัติว่า เครื่องมือทำการประมงที่ได้มีประกาศตามความในมาตรา 32 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้โดยเด็ดขาดนั้น ถ้านำมาใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ ให้ศาลริบเครื่องมือนั้นเสีย เมื่อจำเลยทั้งสิบห้าใช้เรือยนต์ประมงในการกระทำความผิดและนำเครื่องมืออวนล้อมจับอันเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ได้มีประกาศห้ามใช้โดยเด็ดขาดมาใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 วรรคแรก
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 32 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายชาญณรงค์ คงประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายเด่นพงศ์ ภิรมย์เณร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10489/2559
#606734
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและมีคำขอบังคับให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงถือเป็นผู้เสียหายในคดี และถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยออกไปจากป่าสงวน กรมป่าไม้ย่อมสามารถที่จะทำการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 50 แต่เนื่องจากคดีนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งในส่วนแพ่งและส่วนอาญา โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เมื่อโจทก์ในฐานะคู่ความได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีระบุให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย จึงเป็นการออกหมายบังคับคดีที่ชอบแล้ว ทั้งในหมายบังคับคดีก็ระบุให้โจทก์ตั้งผู้แทนโจทก์ไปดำเนินการบังคับคดีแทนได้ ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะไปดำเนินการบังคับคดีด้วยตนเอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับโจทก์ว่าโจทก์เห็นควรตั้งบุคคลใดที่มีส่วนได้เสียกับการบังคับคดีแทนโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนย่อมทราบว่าควรให้บุคคลใดเป็นผู้แทนโจทก์ในการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ที่จำเลยครอบครอง การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีดังกล่าว จึงสามารถดำเนินการบังคับคดีได้ตามกฎหมายไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี และให้จำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 และขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีใหม่โดยระบุให้กรมป่าไม้หรือผู้แทนเป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นต้องออกหมายบังคับคดีใหม่ระบุให้กรมป่าไม้เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและมีคำขอบังคับให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงถือเป็นผู้เสียหายในคดี และถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยออกไปจากเขตป่าสงวน กรมป่าไม้ย่อมสามารถที่จะทำการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 แต่เนื่องจากคดีนี้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งในส่วนแพ่งและส่วนอาญา โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ เมื่อโจทก์ในฐานะคู่ความได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว และคดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีระบุให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย จึงเป็นการออกหมายบังคับคดีที่ชอบแล้ว ทั้งในหมายบังคับคดี ก็ระบุให้โจทก์ตั้งผู้แทนโจทก์ไปดำเนินการบังคับคดีแทนได้ ในกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์จะไปดำเนินการบังคับคดีด้วยตนเอง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโจทก์ว่า โจทก์เห็นควรตั้งบุคคลใดที่มีส่วนได้เสียกับการบังคับคดีแทนโจทก์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนย่อมทราบว่าควรให้บุคคลใดเป็นผู้แทนโจทก์ในการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ที่จำเลยครอบครอง การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีดังกล่าว จึงสามารถดำเนินการบังคับคดีได้ตามกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษณ์
จำเลย — นายกันหา อินวันนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายธีระชัย ทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10450 -ที่ 10452/2559
#611276
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ไม่จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 และขอเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีในช่วงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ทำงานติดต่อกันมาตลอดโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 8.5 วัน จำเลยที่ 4 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 6 วัน จำเลยที่ 5 มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน จึงเข้ากรณีที่โจทก์มิได้จัดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดงานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 64 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 มิใช่กรณีว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ตามมาตรา 67 ที่จะต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าโจทก์เลิกจ้างโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้กระทำความผิดตามมาตรา 119 หรือไม่

ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 และที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 กับคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ก็ไม่ได้นำคดีมาสู่ศาลเพื่อฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้นจึงเป็นที่สุดแล้วสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินตามคำสั่งดังกล่าว จึงไม่ชอบ และที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 3 ตามคำสั่งที่ 78/2550 ให้โจทก์คืนเงินที่หักจากค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 แก่จำเลยที่ 5 เพียง 767.13 บาท แทนตามคำสั่งที่ 79/2550 โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 และค่าโทรศัพท์แก่จำเลยที่ 4 ตามคำสั่งที่ 126/2550 เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งที่ 78/2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 3 ไม่ชอบ และคำสั่งที่ 79/2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 2,200 บาท ทั้งหมด ที่หักจากค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 แก่จำเลยที่ 5 ไม่ชอบ และคำสั่งที่ 126/2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 และค่าโทรศัพท์แก่จำเลยที่ 4 ไม่ชอบ ศาลแรงงานกลางชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่ไม่ชอบเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวทั้งฉบับมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ชอบที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 3 กับเรียกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนที่สองและสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 และที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 กับคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหาย 1,045,571 บาท และ 96,670 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินตามคำสั่งพิพาทดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางอนุญาต และจำเลยที่ 3 และที่ 4 สละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เคลือบคลุม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 กับที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 3 จำนวน 19,733 บาท และจำนวน 12,126.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนตามลำดับ นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 4 จำนวน 9,740 บาท และจำนวน 10,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 และวันที่ 2 มิถุนายน 2550 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับเงินจำนวน 1,519.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 767.13 บาท และจำนวน 11,629 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 2 มิถุนายน 2550 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับเงินจำนวน 3,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ส่วนคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 โจทก์จ้างจำเลยที่ 3 ทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เป็นเงินเดือนเดือนละ 70,000 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละไม่เกิน 10,000 บาท ค่ารับรองลูกค้าเดือนละไม่เกิน 10,000 บาท ค่าโทรศัพท์ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท โจทก์จัดหารถยนต์ให้จำเลยที่ 3 ใช้ทำงาน วันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 โจทก์จ้างจำเลยที่ 4 ทำงานตำแหน่งพนักงานขายต่างจังหวัดประจำภาคกลางและภาคตะวันออก ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการทำงาน โจทก์ให้เบิกค่าน้ำมันรถเดือนละไม่เกิน 6,000 บาท ค่าโทรศัพท์เดือนละไม่เกิน 1,200 บาท และวันที่ 25 เมษายน 2549 โจทก์จ้างจำเลยที่ 5 ทำงานตำแหน่งพนักงานขายกรุงเทพมหานคร ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,000 บาท โจทก์ให้เบิกค่าน้ำมันรถเดือนละไม่เกิน 6,000 บาท ค่าโทรศัพท์เดือนละไม่เกิน 1,200 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปทำงานต่างจังหวัดมีสิทธิเบิกค่าที่พักและค่าอาหารโดยเขียนรายงานกำหนดการเดินทางเพื่อยืมเงินทดรองไปปฏิบัติงาน โดยต้องนำใบเสร็จรับเงินหักกลบลบกับเงินทดรองและสรุปค่าใช้จ่าย เดือนเมษายน 2550 โจทก์ลดเงินเดือนพนักงานขายลงกึ่งหนึ่งทำให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละ 6,500 บาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 3 และวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 จำนวน 19,733 บาท ค่ารับรองลูกค้า 9,000 บาท ค่าซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ 3,826.91 บาท ค่าชดเชย 209,999 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 121,333 บาท แก่จำเลยที่ 3 กับมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 จำนวน 7,500 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 จำนวน 2,800 บาท เบี้ยเลี้ยง 2,240 บาท ค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2550 จำนวน 7,500 บาท ค่าโทรศัพท์ 1,200 บาท ค่าน้ำมันรถ 6,000 บาท ค่าชดเชย 42,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,000 บาท แก่จำเลยที่ 4 และให้โจทก์จ่ายค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 ที่หักไว้ 2,200 บาท ค่าน้ำมันรถ 3,120 บาท ค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2550 จำนวน 8,629 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 64 จำนวน 3,000 บาท ค่าชดเชย 45,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 16,000 บาท แก่จำเลยที่ 5 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ตกลงจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงแบบเหมาจ่ายให้แก่ผู้จัดการฝ่ายขายวันละ 1,000 บาท และพนักงานขายวันละ 800 บาท โดยต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงโดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ใช้บริการเพื่อตรวจสอบการทำงานของพนักงานและประโยชน์ทางภาษี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าที่พักและใช้เอกสารปลอมอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างและไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินที่นำมาเบิกต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ในการยืมเงินทดรองเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนเมษายน 2550 แต่จำเลยที่ 3 ทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกค่าที่พักซ้ำของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 700 บาท และจำเลยที่ 4 ทุจริตต่อหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าที่พักและค่าอาหารของวันที่ 8 และวันที่ 12 พฤษภาคม 2549 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 2,800 บาท เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ในหนังสือเลิกจ้างมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยที่ 3 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 เข้าทำงานสายไม่ตรงต่อเวลา ระหว่างเวลาทำงานออกไปนอกที่ทำงานเป็นเวลานานเป็นประจำ โจทก์มีคำสั่งให้ปฏิบัติงานใดจะทำต่อเมื่อออกหนังสือตักเตือน เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นอาจิณ ไม่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมซึ่งได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 3 ได้ทดรองจ่ายค่ารับรองลูกค้าและค่าซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ 3,826.91 บาท ที่นำมาเบิกต่อโจทก์และโจทก์ได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวคืนจำเลยที่ 3 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่ารับรองลูกค้า 9,000 บาท และค่าซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ 3,826.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันเลิกจ้างแก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ทำงานติดต่อกันมาตลอดโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ให้สิทธิพนักงานมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 8.5 วัน คิดเป็นเงิน 19,733 บาท โจทก์จึงต้องจ่ายภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง คือนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 และฟ้องเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น เมื่อเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 4 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 14,000 บาท และจำเลยที่ 5 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท เดือนเมษายน 2550 โจทก์ลดเงินเดือนจำเลยที่ 4 และที่ 5 เหลือคนละเดือนละ 6,500 บาท โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ยินยอม โจทก์จึงต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างที่ขาดแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 โจทก์หักค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 ของจำเลยที่ 5 เพื่อชำระค่าโทรศัพท์ที่นอกเหนือจากงานในหน้าที่ 2,200 บาท แต่จำเลยที่ 5 ใช้โทรศัพท์นอกเหนือจากงานในหน้าที่ 1,432.69 บาท โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าจ้าง 767.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันถัดจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดต้องชำระค่าโทรศัพท์ โจทก์จ่ายค่าน้ำมันรถให้จำเลยที่ 5 เดือนละ 4,000 บาท แม้ภายหลังเปลี่ยนเป็นบัตรเติมน้ำมันในมูลค่าดังกล่าวแทน แต่เป็นการจ่ายตามข้อตกลง โจทก์จึงมีหน้าที่จ่ายค่าน้ำมันรถตามข้อตกลงที่ขาด 3,120 บาท แก่จำเลยที่ 5 เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง และตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนด 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 จึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 4 ทำงานติดต่อกันมาตลอดแล้วครบหนึ่งปีโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 6 วัน โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,800 บาท แก่จำเลยที่ 4 ภายในกำหนด 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง และจำเลยที่ 4 ทำงานในวันหยุดตามประเพณี 4 วัน มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงแบบเหมาจ่ายเป็นค่าที่พักและค่าอาหารวันละ 560 บาท เป็นเงิน 2,240 บาท เมื่อโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 จำนวน 7,500 บาท และค่าเบี้ยเลี้ยง 2,240 บาท แก่จำเลยที่ 4 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระ และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,800 บาท แก่จำเลยที่ 4 แต่ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 และฟ้องเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนแล้ว กับจำเลยที่ 4 ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 โจทก์มีคำสั่งย้ายจำเลยที่ 4 ไปประจำสำนักงานชั่วคราวและให้ทำหน้าที่พนักงานขายประจำบริษัทโดยมิได้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือของเดือนพฤษภาคม 2550 จำนวน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าน้ำมันรถในเดือนพฤษภาคม 2550 จำนวน 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2550 แก่จำเลยที่ 4 ค่าโทรศัพท์ที่จำเลยที่ 4 เรียกร้องตามฟ้อง 1,200 บาท เป็นค่าใช้โทรศัพท์ที่โจทก์ต้องชำระแทน และจำเลยที่ 4 ยังต้องรับผิดค่าโทรศัพท์ส่วนที่เกินจากที่โจทก์ต้องรับผิดชอบอีก 1,680.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดต้องชำระค่าโทรศัพท์ เมื่อโจทก์ชำระค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2550 ให้จำเลยที่ 5 เพียง 5,871 บาท จึงต้องชำระค่าจ้างที่เหลือ 8,629 บาท แก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ทำงานมาแล้วครบหนึ่งปีโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันคิดเป็นเงิน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 11,629 บาท ซึ่งต้องชำระภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2550 เมื่อไม่ชำระจึงผิดนัดนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2550 และต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 70 วรรคท้าย โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 และฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเหตุให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวข้างต้น เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้ยักยอกสินค้าตัวอย่าง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ปลอมใบเสร็จรับเงินค่าที่พักหรือฉ้อโกงเงินจากโจทก์ ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยที่ 3 ทุจริตต่อหน้าที่เบิกค่าที่พักซ้ำในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย 700 บาท และจำเลยที่ 4 ทุจริตต่อหน้าที่เบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าที่พักและค่าอาหารในวันที่ 8 และวันที่ 12 พฤษภาคม 2549 ทำให้โจทก์เสียหาย 2,800 บาท เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน เพื่อความสะดวกในการชำระหนี้และคิดคำนวณดอกเบี้ย จึงให้นำหนี้ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประเภทเดียวกันซึ่งแต่ละฝ่ายเป็นลูกหนี้ซึ่งกันและกันมาหักกลบลบกันเพื่อให้เป็นหนี้สุทธิที่ฝ่ายหนึ่งต้องชำระให้แก่อีกฝ่าย จึงนำหนี้ที่จำเลยที่ 3 ทุจริตต่อหน้าที่ 700 บาท ที่จำเลยที่ 3 เป็นลูกหนี้ต่อโจทก์ไปหักชำระกับหนี้ที่โจทก์เป็นลูกหนี้ต้องชำระแก่จำเลยที่ 3 เป็นค่ารับรองลูกค้า 9,000 บาท และค่าซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ 3,826.91 บาท แล้ว โจทก์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ 12,126.91 บาท กับนำหนี้ที่จำเลยที่ 4 ทุจริตต่อหน้าที่ 2,800 บาท และหนี้ค่าโทรศัพท์ที่ใช้เกินจากงานในหน้าที่ 1,680.16 บาท ที่จำเลยที่ 4 เป็นลูกหนี้ต่อโจทก์ไปหักกับหนี้ที่โจทก์ต้องชำระค่าน้ำมันรถ 6,000 บาท แก่จำเลยที่ 4 แล้ว โจทก์ยังคงเป็นหนี้จำเลยที่ 4 ในส่วนนี้ 1,519.84 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ไม่จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 64 และขอเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีในช่วงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 3 ทำงานติดต่อกันมาตลอดโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ให้สิทธิพนักงานมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 8.5 วัน จำเลยที่ 4 ทำงานติดต่อกันมาตลอดแล้วครบหนึ่งปีโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ 6 วัน และจำเลยที่ 5 ทำงานมาแล้วครบหนึ่งปีโดยมิได้หยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มิได้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน จึงเข้ากรณีที่โจทก์มิได้จัดให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างหยุดงานตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 64 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 มิใช่กรณีว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จะมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ตามมาตรา 67 ที่จะต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าโจทก์เลิกจ้างโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้กระทำความผิดตามมาตรา 119 หรือไม่ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 และที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 กับคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในต้นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ก็ไม่ได้นำคดีมาสู่ศาลเพื่อฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในส่วนดอกเบี้ยดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้นจึงเป็นที่สุดแล้วสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินตามคำสั่งดังกล่าว จึงไม่ชอบ และเมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 3 ไม่ชอบ และคำสั่งที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 2,200 บาท ทั้งหมด ที่หักจากค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 แก่จำเลยที่ 5 ไม่ชอบ และคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 และค่าโทรศัพท์แก่จำเลยที่ 4 ไม่ชอบ โดยที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 3 ตามคำสั่งที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และให้โจทก์คืนเงินที่หักจากค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 แก่จำเลยที่ 5 เพียง 767.13 บาท แทนตามคำสั่งที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 และโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 และค่าโทรศัพท์แก่จำเลยที่ 4 ตามคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 ศาลแรงงานกลางชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่ไม่ชอบเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวทั้งฉบับมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ชอบที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 78/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เฉพาะส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยที่ 3 และคำสั่งที่ 79/2550 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 ในส่วนเงินจำนวน 2,200 บาท ที่หักจากค่าจ้างเดือนเมษายน 2550 โดยให้คืนเงินให้จำเลยที่ 5 เพียง 767.13 บาท และคำสั่งที่ 126/2550 ลงวันที่ 24 กันยายน 2550 เฉพาะส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยที่ 4 และที่ 5 กับเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ในส่วนค่าโทรศัพท์ และโจทก์ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 64 ม. 67 ม. 119 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศลิษาอินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอมรา พงค์ศิริกูล
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10431/2559
#610629
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมกับมีคำขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างเหตุว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยจนต้องสูญเสียแก้วหูในส่วนของการได้ยินทั้งสองข้าง การหางานทำใหม่เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการรับคนพิการเข้าทำงาน และขณะถูกเลิกจ้างโจทก์มีอายุมาก อันเป็นค่าเสียหายที่มีมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ส่วนคดีนี้ในประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างอันเนื่องจากจำเลยกระทำละเมิดโดยจงใจละเลยไม่จัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่จัดหาอุปกรณ์ป้องกันเสียง และไม่จัดฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยตามกฎหมาย อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อโจทก์ปฏิบัติงานให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ต่างรายกัน มิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีก่อน คำฟ้องคดีนี้ในประเด็นที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างจึงไม่ใช่ฟ้องซ้อนกับคดีก่อนข้างต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ และคดีต้องมีการฟังข้อเท็จจริงในประเด็นที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างต่อไป เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 199,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 9 สิงหาคม 2554) เงินเพิ่มของค่าชดเชยจำนวน 29,925 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน ถึงวันฟ้อง เป็นเงินเพิ่ม 628,425 บาท และเงินเพิ่มของค่าชดเชยจำนวน 29,925 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันฟ้อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,245 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 678,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง และค่าเสียหายที่ทำละเมิดต่อโจทก์กรณีจงใจละเลยไม่จัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่จัดหาอุปกรณ์ป้องกันเสียงและไม่จัดฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์เจ็บป่วย ทุกข์ทรมานและสูญเสียการได้ยินไปตลอดชีวิต เป็นเงิน 758,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 25/2555 ว่า คดีตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ต้องเจ็บป่วยและสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 2806/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 3257/2554 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยว่าการฟ้องคดีนี้กับคดีหมายเลขดำที่ 2806/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 3257/2554 ของศาลแรงงานกลางทั้งสองเรื่องเป็นการเรียกร้องสิทธิในมูลหนี้หรือสิทธิอันเกี่ยวกับการเลิกจ้างในคราวเดียวกันและสิทธิอันเกี่ยวเนื่องจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องเงินเพิ่มของค่าชดเชยและค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดดังกล่าวในคราวเดียวกันได้หรือขอแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในขณะที่คดีก่อนคือคดีหมายเลขดำที่ 2806/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 3257/2554 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีนี้ในประเด็นที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายโดยอ้างมูลละเมิดกรณีจำเลยจงใจละเลยไม่จัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่จัดหาอุปกรณ์ป้องกันเสียงและไม่จัดฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยตามกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างนั้น มิใช่เรื่องเดียวกับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2806/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 3257/2554 ของศาลแรงงานกลาง คำฟ้องคดีนี้ในส่วนประเด็นข้างต้นจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายไม่ชอบนั้น คดีก่อนคือคดีหมายเลขดำที่ 2806/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 3257/2554 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมกับมีคำขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อ้างเหตุว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เมื่อโจทก์ทำงานให้แก่จำเลยจนต้องสูญเสียแก้วหูในส่วนของการได้ยินทั้งสองข้าง การหางานทำใหม่เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีบริษัทไหนต้องการรับคนพิการเข้าทำงาน และขณะถูกเลิกจ้างโจทก์มีอายุมาก อันเป็นค่าเสียหายที่มีมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ส่วนคดีนี้ในประเด็นที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างอันเนื่องจากจำเลยกระทำละเมิดโดยจงใจละเลยไม่จัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่จัดหาอุปกรณ์ป้องกันเสียงและไม่จัดฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยตามกฎหมาย อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อโจทก์ปฏิบัติงานให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ต่างรายกัน มิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีก่อน คำฟ้องคดีนี้ในประเด็นที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างจึงไม่ใช่ฟ้องซ้อนกับคดีก่อนข้างต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ คดีจึงต้องมีการฟังข้อเท็จจริงในประเด็นที่โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยต้องสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้างต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นฟ้องซ้อนแล้วยกฟ้องนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการที่โจทก์เจ็บป่วยสูญเสียโสตประสาทการได้ยินทั้งสองข้าง แล้วพิจารณาและพิพากษาประเด็นข้อนี้ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสายชล จันทสิทธิ์
จำเลย — บริษัทแปซิฟิค อุตสาหกรรมกระสอบพลาสติก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10354/2559
#607651
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนจะระบุว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีดังกล่าวอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โดยปรากฏว่าในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แต่ทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคำฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อนและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในบทมาตราเดียวกัน โดยในคำฟ้องใหม่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องใหม่ถูกต้องตามกฎหมายเชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายใน ป.วิ.อ. มาตรา 36 ไม่ต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309, 310, 310 ทวิ, 362, 365 ประกอบมาตรา 83, 84, 86, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 6640/2555 หมายเลขแดงที่ อ.1279/2555 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2556 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นวันที่ 7 มีนาคม 2556 โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 ในคดีก่อนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1279/2555 ของศาลชั้นต้น ประกอบคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว แม้คำร้องขอถอนฟ้องจะระบุว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องโดยปรากฏว่าในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แต่ทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคำฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อนและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในบทมาตราเดียวกัน โดยในคำฟ้องใหม่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องใหม่ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่มาแล้วในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันและถอนฟ้องไป จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยทั้งสี่อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้คดีมีการพิจารณาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย วิภัชช์พญาธัมม์
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีแซด สมพวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10346/2559
#607360
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งสองทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้หลายอย่างอันจะพึงเลือกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 ดังนั้น หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองจะต้องกระทำก่อนจึงเป็นหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน อันแสดงว่าโจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อและมีสิทธิติดตามเอาคืนเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่ อีกทั้งโจทก์สามารถบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ กรณีไม่แน่นอนว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอน ดังนั้นจึงไม่กำหนดดอกเบี้ยในส่วนของราคารถใช้แทนให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 233,190 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ จำนวน 60,000 บาท ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 15,546 บาท รวมเป็นเงิน 308,736 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.25 ต่อปี กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 248,736 บาท โดยแยกเป็นเงินลงทุน 183,019 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6.75 ต่อปี ผ่อนชำระเดือนละ 5,182 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 9 มีนาคม 2550 และภายในวันที่ 9 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันซึ่งระบุให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคา แต่ที่โจทก์ขอให้ใช้ราคาเป็นเงิน 233,190 บาท โดยคิดเทียบจากราคาค่าเช่าซื้อรวมกับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เห็นว่า ราคาค่าเช่าซื้อเป็นราคารถที่แท้จริงรวมกับค่าเช่าตลอดระยะเวลาที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 แบ่งชำระค่าเช่าซื้อ ลำพังราคารถอย่างเดียวย่อมน้อยกว่านั้น ทั้งรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยสภาพย่อมเสื่อมราคาลงไปแม้ด้วยการใช้งานตามปกติ หากกำหนดราคารถใช้แทนให้โจทก์เท่ากับจำนวนค่าเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระ ย่อมมีผลเท่ากับให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเต็มตามสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคารถที่แท้จริงขณะโจทก์นำออกให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ ค่าเสื่อมราคารถ ประกอบราคารถที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ไปแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้ 150,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของราคารถใช้แทนนั้น เห็นว่า ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นการกำหนดให้จำเลยที่ 1 ทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้หลายอย่างอันจะพึงเลือกได้ ดังนั้น หนี้ตามคำพิพากษาส่วนนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำก่อนจึงเป็นหนี้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน อันแสดงว่าโจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อและมีสิทธิติดตามเอาคืน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อยังมีอยู่ อีกทั้งโจทก์สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ จึงไม่แน่นอนว่าหนี้ที่จะบังคับให้ใช้ราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจะมีหรือไม่ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอน จึงไม่กำหนดดอกเบี้ยในส่วนของราคารถใช้แทนให้

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กธ 3028 สงขลา หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 150,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ให้เกิน 2 ปี นับแต่วันฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 198 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอนุชิต พรรณราย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชูศักดิ์ ด้วงหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10340/2559
#609569
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัท อ. ดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ ซึ่งโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำรายรับจากผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัท อ. ทั้งจำนวนมาคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ต่อมาได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังนี้ เงินจำนวนเท่าภาษีสรรพสามิตซึ่งเรียกเก็บจากการให้บริการตามสัญญาอนุญาตดังกล่าวย่อมจะต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 79 วรรคหนึ่ง เป็นการเฉพาะแล้ว ส่วนที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการเพื่อให้มีการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาต้องนำส่งให้โจทก์ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ เห็นว่า คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งนี้ คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีที่ได้ชำระแล้วดังกล่าวตลอดทั้งปี (ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเงินเพิ่มใด ๆ) มาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐเมื่อสิ้นปีดำเนินการได้นั้น มิได้มีผลทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาในเรื่องการลดจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่บริษัทคู่สัญญาต้องจ่ายแก่โจทก์ และแม้บริษัท อ. จะใช้วิธีนำค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปแล้วมาหักออกจากผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายให้โจทก์ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินสดส่วนนี้ แต่การหักหนี้กันเองเช่นนี้ย่อมส่งผลให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทคู่สัญญาในอันที่จะนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อตอนสิ้นปีดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นระงับลง ประโยชน์จากการหักหนี้ดังกล่าวจึงต้องถือว่าเป็นประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่โจทก์ได้รับแล้วอันเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสอง มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการระหว่างคู่สัญญาด้วยกันเอง จึงเป็นคนละส่วนกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่โจทก์ได้รับชำระค่าบริการ ตามมาตรา 78/1 (1) มติคณะรัฐมนตรีจึงมิได้มีผลเป็นการลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์ เงินค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทคู่สัญญาหักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ จึงย่อมเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มและถือเป็นรายรับที่โจทก์ได้รับจริงแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ (ภ.พ.73.1) รวม 53 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/25/2553 ถึง เลขที่ ภญ. (อธ.3)/77/2553 และให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยจำนวนแรก 312,754,661.01 บาท และจำนวนที่สอง 1,342,191,141.59 บาท ให้แก่โจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีขอรับเงินคืนตามแบบ (ภ.พ.72.1) (รวม 20 ฉบับ) และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.3)/78/2553 และให้จำเลยคืนเงินที่จำเลยสั่งให้โจทก์คืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย 761,719,676.31 บาท ตามที่โจทก์ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย ขอให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่โจทก์ได้ชำระไว้แก่จำเลยทั้งหมด และหรือถูกจำเลยใช้สิทธิหักชำระไว้เป็นจำนวนเงิน 2,416,665,478.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินหรือถือว่าได้รับเงินจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ภาษีให้แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 17093 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1318 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางพลัด กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 32119 ถึงเลขที่ 32124 เลขที่ 18949 ตำบลบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 36380 เลขที่ 20395 ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1947 ตำบลสำราญราษฎร์ อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 361 ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 3221 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 9225 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1089 ตำบลทุ่งวัดดอน อำเภอสาธร กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 44333 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 19024 ตำบลบางคอแหลม อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1008 ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา อำเภอคลองสาน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ตำบลบางน้ำชล อำเภอธนบุรี (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 2312 ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 156452 ตำบลคลองหกวาสายล่างฝั่งใต้ อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 148230 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 3218 ตำบลหัวหมากใต้ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 73632 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 121884 เลขที่ 69875 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 363 ตำบลดินแดง อำเภอดินแดง กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 41429 ตำบลสามเสนในฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 72380 ตำบลสามเสนในฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 7810 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 2047 ตำบลลาดยาว อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 192747 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 176222 ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 20752 ตำบลบางจากฝั่งใต้ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 13744 ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 24222 ตำบลหลักสอง อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 16808 ตำบลบางขุนเทียน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 50342 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 60446 ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 12104 ตำบลประเวศ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 50040 ตำบลคลองประเวศฝั่งใต้ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 57196 ตำบลพระโขนงฝั่งใต้ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 3569 ตำบลบางกะปิฝั่งใต้ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 16808 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 47100 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 76499 เลขที่ 4142 เลขที่ 76500 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 14549 ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 1821 ตำบลบางซื่อ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โฉนดที่ดินเลขที่ 65368 ตำบลตลาดขวัญ (บางตะนาวศรี) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โฉนดที่ดินเลขที่ 57062 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ที่โจทก์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันแก่จำเลยโดยปลดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 100,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ระบบ NMT 900 และ GSM ทั่วประเทศแบบคู่ขนานกันไป เรียกว่า Cellular 900 อายุสัญญา 20 ปี ซึ่งต่อมาขยายอายุสัญญาเป็น 25 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2533 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2558) โดยบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการและออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ แล้วจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำหรือในอัตราร้อยละของรายได้ตามที่กำหนดให้แก่โจทก์ โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เดิมโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำรายรับจากส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดมาเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าฐานภาษี โดยถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการกรณีนี้เกิดขึ้นในขณะที่โจทก์ได้รับเงิน ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการ ตามร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 โดยกำหนดกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐอยู่ในบังคับที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต วันที่ 28 มกราคม 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการเพื่อให้มีการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาต้องนำส่งให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยพิจารณาเห็นว่า ในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขร่วมการงานด้านกิจการโทรคมนาคม ส่วนการชำระภาษีสรรพสามิตให้คู่สัญญาภาคเอกชนดำเนินการตามพระราชกำหนดทั้งสองฉบับ โดยกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระค่าภาษี โดยคำนวณค่าภาษีจากรายรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า และคู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำให้แก่คู่สัญญาภาครัฐตามจำนวนและเมื่อสิ้นปีดำเนินการ แต่ละปีคู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งนี้ คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีที่ได้ชำระแล้วดังกล่าวตลอดทั้งปี (ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเงินเพิ่มใด ๆ) มาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐเมื่อสิ้นปีดำเนินการได้ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสนอดังกล่าว หลังจากนั้นบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม 2546 ต่อกรมสรรพสามิต แล้วบริษัทดังกล่าวนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระไปมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่นำส่งโจทก์ ซึ่งโจทก์สงวนสิทธิที่จะเก็บเงินส่วนต่างรายได้เพิ่มเติมไว้ในใบเสร็จรับเงิน ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำเงินส่วนแบ่งรายได้ที่ได้รับจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เฉพาะส่วนที่เหลือจากการหักเงินค่าภาษีสรรพสามิต มารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม วันที่ 23 มกราคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 (เรื่อง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการ) เฉพาะในประเด็นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ให้คู่สัญญาภาคเอกชนนำค่าภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐ และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 (เรื่อง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการโทรคมนาคม) ที่เห็นชอบแนวทางการดำเนินการเพื่อหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสนอ และให้กระทรวงการคลังพิจารณากำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากบริการกิจการโทรคมนาคมในอัตราร้อยละศูนย์ วันที่ 10 มีนาคม 2551 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ครั้งที่ 1 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2546 แจ้งว่าโจทก์แสดงภาษีขายไว้ต่ำไป จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม 108,514,785.50 บาท เบี้ยปรับ 108,514,785.50 บาท และเงินเพิ่ม 92,627,063.61 บาท รวมทั้งสิ้น 309,656,634.61 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2551 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2551 โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยวิธีหักกับภาษีที่ได้คืนจนครบถ้วนแล้ว วันที่ 4 เมษายน 2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินตาม นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังตรวจสอบพบว่าโจทก์มีภาษีที่ชำระไว้เกินแต่น้อยกว่าภาษีที่ขอคืนตามแบบ ซึ่งโจทก์ได้รับภาษีส่วนนี้คืนเป็นเงินสดไปแล้วตามหนังสือแจ้งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม วันที่ 10 กันยายน 2551 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.37) โดยยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้รับเงินคืนไปแล้ว เนื่องจากผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีภาษีที่ได้รับคืนน้อยกว่าที่ได้รับคืนไปแล้ว รวม 59 ฉบับ และได้มีหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31) รวม 24 ฉบับ โดยแจ้งให้โจทก์นำเงินที่ได้รับคืนตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยกเลิกแล้วไปส่งคืนจำเลย พร้อมทั้งได้ออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขอรับเงินคืน (ภ.พ.72.1) ให้โจทก์ตามผลการคำนวณใหม่ ตั้งแต่เดือนภาษีกรกฎาคม 2547 เดือนภาษีตุลาคม 2547 เดือนภาษีสิงหาคม 2548 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2548 เดือนภาษีธันวาคม 2548 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2549 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2549 เดือนภาษีธันวาคม 2549 เดือนภาษีมกราคม 2550 ถึงเดือนภาษีเมษายน 2550 รวม 20 ฉบับ โดยจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ขอรับเงินคืน 5,956,406,403.75 บาท มีจำนวนเงินที่ขอคืนแต่ไม่ได้คืน 601,924,574.63 บาท คงมีภาษีที่ได้คืน 5,354,481,829.12 บาท วันที่ 9 กันยายน 2551 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์อีกเป็นครั้งที่ 2 สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2546 ถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2550 แจ้งประเมินเฉพาะเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีที่มีภาษีชำระเกิน เป็นเงิน 601,924,574.63 บาท กับแจ้งการประเมินสำหรับเดือนภาษีที่ไม่มีภาษีชำระไว้เกินตามการคำนวณใหม่ คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 322,011,545.72 บาท เบี้ยปรับ 481,806,647.40 บาท เงินเพิ่ม 147,738,813.21 บาท หลังจากนั้นโจทก์คืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย รวมทั้งได้ชำระเงินเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่จำเลยบางส่วน คงเหลือเบี้ยปรับ 2,083,811,179.72 บาท และเงินเพิ่ม 853,954,810.16 บาท รวมเป็นเงิน 2,937,765,989.88 บาท โดยโจทก์จดจำนองที่ดิน 53 แปลง เป็นประกันการชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2551 กับอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองต่ออธิบดีกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ลดเบี้ยปรับ ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้นำเงินค่าภาษีสรรพสามิตซึ่งบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทน ที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ มารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างโจทก์กับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กำหนดให้บริษัทคู่สัญญาเก็บเงินจากประชาชนผู้ใช้บริการแล้วจึงจ่ายส่วนแบ่งรายได้แก่โจทก์ เมื่อบริษัทคู่สัญญาหักเงินค่าภาษีสรรพสามิตจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรี ข้อเท็จจริงจึงเป็นยุติว่าโจทก์ไม่เคยได้รับเงินส่วนที่หักเท่าจำนวนค่าภาษีสรรพสามิตนี้ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ กรณีนี้แตกต่างจากสัญญาที่โจทก์ทำกับบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์เป็นผู้เก็บค่าบริการและแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้แก่บริษัทคู่สัญญาทั้งสอง นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระไว้แล้วมาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อสิ้นปีดำเนินการนั้น โจทก์มิได้ยอมรับแต่โจทก์จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์จึงต้องยอมให้บริษัทคู่สัญญาหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ แต่โจทก์สงวนสิทธิเก็บดอกเบี้ยและส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมไว้ในใบเสร็จรับเงิน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมายจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดในการเสียภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 (1) ดังกล่าว นอกจากนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ไม่มีข้อความใดกำหนดให้โจทก์ต้องคืนเงินค่าภาษีสรรพสามิตแก่คู่สัญญาภาคเอกชนในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องมีหน้าที่รับภาระภาษีสรรพสามิตแทนบริษัทคู่สัญญา ซึ่งแตกต่างจากมติคณะรัฐมนตรีในส่วนกิจการโทรศัพท์พื้นฐาน แต่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จากการตีความขยายความมติคณะรัฐมนตรี โดยถือเสมือนว่าโจทก์ ได้จ่ายเงินชดเชยภาษีสรรพสามิตให้แก่บริษัทเอกชนคู่สัญญาเพื่อให้คู่สัญญาเอกชนมีภาระเท่าเดิม กับมีการหักกลบลบหนี้กันไปแล้ว โดยการที่บริษัทคู่สัญญาชำระค่าภาษีสรรพสามิตให้แก่กรมสรรพสามิตเท่ากับโจทก์ได้รับเงินแล้ว ทั้ง ๆ ที่โจทก์และกรมสรรพสามิตเป็นคนละนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการขัดต่อเกณฑ์เงินสดตามมาตรา 78/1 (1) เนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับเงินจริงและมิใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตามกฎหมาย อีกทั้งจำเลยนำมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับโทรศัพท์พื้นฐานมาปะปนกับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์จะต้องมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยมิได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินจากบริษัทคู่สัญญาในจำนวนเท่ากับค่าภาษีสรรพสามิตนั้น เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อน การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแสดงรายรับจากจำนวนเงินที่ได้รับจากบริษัทคู่สัญญานั้นถูกต้องแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" คดีนี้ โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ระบบ NMT 900 และ GSM ทั่วประเทศแบบคู่ขนานกันไป เรียกว่า Cellular 900 ซึ่งตามสัญญา ข้อ 1 ระบุว่า บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ข้อ 30 ระบุว่า บริษัทต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้โจทก์เป็นรายปี เป็นเงินขั้นต่ำหรือในอัตราร้อยละของรายได้ ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีใด ๆ ทั้งสิ้น จำนวนไหนมากกว่ากันให้ถือเอาจำนวนนั้น และข้อ 31 ระบุว่า การชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของแต่ละปี บริษัทจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็น 4 งวด ๆละ 3 เดือน เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กันของแต่ละปี โดยบริษัทจะต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดงวดนั้น ๆ เมื่อครบรอบปีของแต่ละปี หากปรากฏว่าเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่คำนวณจากอัตราร้อยละของรายได้ หรือผลประโยชน์อื่นใดที่บริษัทพึงได้รับในรอบปีก่อนหักค่าใช้จ่าย และค่าภาษีใด ๆ ทั้งสิ้นมากกว่าเงินผลประโยชน์ตอบแทนของปีนั้น ๆ บริษัทจะต้องชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์เพิ่มให้ครบภายใน 60 วัน นับแต่วันครบกำหนดในรอบปีนั้น ๆ ซึ่งเดิมโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำรายรับจากผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ทั้งจำนวน มาคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยที่รายรับดังกล่าวโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับเงินจากประชาชนผู้ใช้บริการโดยตรง จนกระทั่งต่อมาได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 แล้ว ดังนี้ จำนวนเงินเท่าค่าภาษีสรรพสามิตตามพระราชกำหนดทั้งสองฉบับดังกล่าวซึ่งเรียกเก็บจากการให้บริการตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ย่อมจะต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 79 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานภาษีในส่วนค่าภาษีสรรพสามิตนี้ ส่วนที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการเพื่อให้มีการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาต้องนำส่งให้โจทก์ ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยพิจารณาเห็นว่า ในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขร่วมการงานด้านกิจการโทรคมนาคม ส่วนการชำระภาษีสรรพสามิตให้คู่สัญญาภาคเอกชนดำเนินการตามพระราชกำหนดทั้งสองฉบับ โดยกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า คู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระค่าภาษี โดยคำนวณค่าภาษีจากรายรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า และคู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำให้แก่คู่สัญญาภาครัฐตามจำนวน และเมื่อสิ้นปีดำเนินการแต่ละปีคู่สัญญาภาคเอกชนจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งนี้ คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีที่ได้ชำระแล้วดังกล่าวตลอดทั้งปี (ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเงินเพิ่มใดๆ) มาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทน ที่คู่สัญญาภาคเอกชนต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐเมื่อสิ้นปีดำเนินการได้ แผ่นที่ 411 และ 412 และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 เห็นชอบแนวทางการดำเนินการที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสนอดังกล่าว นั้น จากมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้งดังกล่าวมิได้มีผลทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาในเรื่องการลดจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่บริษัทคู่สัญญาต้องจ่ายแก่โจทก์แต่อย่างใด หากแต่ตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองครั้งเป็นการยืนยันว่า บริษัทคู่สัญญายังคงมีหน้าที่ต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่นเดิม ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับตามสัญญารวมทั้งภาษีสรรพสามิต มาคำนวณรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผลในท้ายที่สุดจะทำให้โจทก์คงเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามเดิมเช่นที่เคยปฏิบัติมา การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จากรายรับตามสัญญาเดิม จึงหาใช่เป็นการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์โดยอาศัยการตีความมติคณะรัฐมนตรีตามที่โจทก์อ้างไม่ และแม้บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) จะใช้วิธีนำค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปแล้วมาหักออกจากผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายให้โจทก์โดยมิได้รอจนถึงสิ้นปีดำเนินการเสียก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินสดส่วนนี้ก็ตาม แต่การหักหนี้กันเองเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้สิทธิเรียกร้องของบริษัทคู่สัญญาในอันที่จะนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อตอนสิ้นปีดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นระงับลง ประโยชน์จากการหักหนี้ดังกล่าวจึงต้องถือว่าเป็นประโยชน์ใดๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่โจทก์ได้รับแล้ว อันเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีที่ระบุให้คู่สัญญาภาคเอกชนมีสิทธินำเงินค่าภาษีที่ได้ชำระแล้วมาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐเมื่อสิ้นปีดำเนินการได้นั้น ก็เป็นเพียงแนวทางดำเนินการระหว่างคู่สัญญาด้วยกันเองเมื่อถึงเวลาสิ้นปีดำเนินการแล้วเท่านั้น จึงเป็นคนละส่วนกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่โจทก์ได้รับชำระค่าบริการ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 (1) มติคณะรัฐมนตรีจึงมิได้มีผลเป็นการลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ด้วยเหตุผลนี้ เงินค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทคู่สัญญาหักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ จึงย่อมเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มและถือเป็นรายรับที่โจทก์ได้รับจริงแล้ว การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้นำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หักออกจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ มารวมเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินทั้งสองครั้งจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/1 (1) ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10339/2559
#607361
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 34 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่พึงมีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี โดยรายได้ของโจทก์ที่จะนำไปคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ย่อมต้องเป็นไปตามมาตรา 22 สำหรับกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของโจทก์มีที่มาจากบัญชีเจ้าหนี้ลูกหนี้ หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้อง ที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศ ยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมในส่วนนี้ ย่อมต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากยอดขายปิโตรเลียมของโจทก์ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงเป็นสาระสำคัญสำหรับในการคำนวณยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียม ที่ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 22 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่จัดทำประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่พึงมีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 34

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานตามหนังสือแจ้งประเมินภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ กค 0724/010005300/03/00006 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2550 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/7/2554 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554 และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ กค 0724/ก.01/01005300/03/00005 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2549 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 แจ้งว่าโจทก์ประมาณการกำไรสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.71) จำนวน 3,307,717,987.91 บาท เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 โจทก์มีกำไรสุทธิจริงตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้รอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.70) เป็นจำนวน 4,981,683,093.42 บาท เป็นผลให้โจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิต่ำไปเป็นจำนวน 1,673,965,105.51 บาท ขาดไปร้อยละ 33.60 ของกำไรสุทธิ จากการตรวจสอบประกอบคำชี้แจงของโจทก์พบว่าโจทก์ได้ประมาณการยอดขายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ต่ำไปโดยไม่มีเหตุอันควร และประมาณการรายจ่ายที่จัดสรรจากสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศไว้สูงไปโดยไม่มีเหตุอันควร โดยจำเลยยอมนำผลการเปลี่ยนแปลงราคาขายในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม 2546 จำนวน 213,749,503.89 บาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม 2546 จำนวน 102,285,398.27 บาท มาปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์โดยถือเป็นเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้โจทก์มีกำไรสุทธิหลังการปรับปรุงตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.71) จำนวน 3,623,752,890.07 บาท เท่ากับประมาณการกำไรสุทธิขาดไปร้อยละ 27.26 ของกำไรสุทธิ โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ ร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดตามมาตรา 62 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2532 ภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องชำระจำนวน 1,245,420,773.36 บาท ภาษีที่ชำระไว้แล้วตามแบบ ภ.ง.ป.71 จำนวน 826,929,496.98 บาท โจทก์มีภาษีที่ชำระขาดไปเป็นจำนวน 418,491,276.38 บาท โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาดเป็นจำนวน 83,698,255.28 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยออกหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากร (ท.ป.3 ก.) เลขที่ กค 0724/010005300/03/00005 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2550 เพื่อยกเลิกหนังสือประเมินฉบับดังกล่าว เนื่องจากมิได้คำนวณเงินเพิ่ม ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตเลียม พ.ศ.2514 ในวันเดียวกันเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เลขที่ กค 0724/01005300/03/00006 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2550 เพื่อทำการประเมินภาษีเงินได้ปิโตรเลียมใหม่ โดยเจ้าพนักงานประเมินแจ้งรายละเอียด ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลในการประเมินโดยมีรายละเอียดเหมือนกับหนังสือประเมินฉบับที่ถูกยกเลิกเกือบทุกประการ โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อีกครั้งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2554 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.3)/7/2554 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีโดยประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยมีเหตุสมควรหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์คลาดเคลื่อนไปเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปของปริมาณการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับปริมาณการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ โจทก์ประมาณการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2546 โดยคำนึงถึงแนวโน้มการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลามาเป็นฐานในการจัดทำประมาณการ โดยประมาณการของโจทก์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงและถือว่าเป็นการประมาณการอย่างรอบคอบและเหมาะสมแล้ว สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โจทก์จัดทำประมาณการกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 เพื่อรวมคำนวณสำหรับประมาณการรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 โดยโจทก์ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดไว้ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 แต่เนื่องจากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าทำสงครามในประเทศอิรัก เศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเกิดความผันผวนอย่างหนักและอ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างผิดปกติ อันเป็นเหตุการณ์นอกเหนือจากความคาดหมายของโจทก์ จึงถือว่ามีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.71) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 เนื่องจากการประมาณการดังกล่าวมีหลายกรณีที่ไม่อาจควบคุมได้และอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ ประการแรก ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในการประเมินภาษีส่วนนี้ ที่เจ้าพนักงานประเมินประมาณการมูลค่าน้ำมันดิบโดยการคำนวณผลต่างจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบแหล่งเบญจมาศเท่านั้น โดยมิได้คำนวณผลต่างจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบแหล่งทานตะวันด้วย เป็นการไม่ชอบ ประการที่สอง การประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้อง ที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี หลักการและวิธีการคำนวณของเจ้าพนักงานประเมินคำนึงเพียงแต่ว่าโจทก์จะต้องมีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าโจทก์อาจต้องขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็ได้ ประการที่สาม ผลกระทบจากการคำนวณยอดขาดทุนสะสม โจทก์ได้รับผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของการคำนวณผลขาดทุนสะสมประจำปี 2545 ซึ่งยกมาไม่เกิน 10 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 จำนวน 60,128,014.70 บาท ซึ่งทั้งสามประการถือเป็น "เหตุอันสมควร" ตามมาตรา 62 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์คลาดเคลื่อนไปเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปของปริมาณการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งโจทก์ประมาณการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2546 โดยคำนึงถึงแนวโน้มการผลิตและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลามาเป็นฐานในการจัดทำประมาณการ โดยประมาณการของโจทก์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงและถือว่าเป็นการประมาณการอย่างรอบคอบและเหมาะสมแล้วนั้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ โจทก์ไม่ได้อ้างมาในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โจทก์จัดทำประมาณการกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 เพื่อรวมคำนวณสำหรับประมาณการรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 โดยโจทก์ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดไว้ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 แต่เนื่องจากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าทำสงครามในประเทศอิรัก เศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเกิดความผันผวนอย่างหนักและอ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างผิดปกติ อันเป็นเหตุการณ์นอกเหนือจากความคาดหมายของโจทก์ จึงถือว่ามีเหตุสมควรนั้น ปัญหานี้ พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิ ให้นำเอาจำนวนดังต่อไปนี้มารวมเป็นรายได้ (1) ยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียม..." มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บริษัทมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ ดังต่อไปนี้ (1) ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ทุกครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตาม (1) ให้บริษัทมีหน้าที่จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่จะพึงมีสำหรับระยะเวลาบัญชีนั้น" จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มาตรา 34 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่พึงมีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี โดยรายได้ของโจทก์ที่จะนำไปคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิย่อมต้องเป็นไปตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า สำหรับกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของโจทก์มีที่มาจากจากบัญชีเจ้าหนี้ลูกหนี้ หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้อง ที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศ ยอดเงินได้จากการขายปิโตรเลียมในส่วนนี้ ย่อมต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากยอดขายปิโตรเลียมของโจทก์ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงเป็นสาระสำคัญสำหรับในการคำนวณยอดเงินได้ จากการขายปิโตรเลียม ที่ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 โจทก์จึงมีหน้าที่จัดทำประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่พึงมีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งทางพิจารณาโจทก์มีนายนรา มาเบิกความว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความผันผวนมาก ในส่วนของการประมาณการกำไรหรือขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน โจทก์ยึดแนวปฏิบัติเดียวกันมาโดยตลอดคือ จะทำประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากบัญชีเจ้าหนี้ลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม เพื่อรวมคำนวณสำหรับประมาณการรอบระยะเวลาบัญชีปีภาษีก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งปี (ภ.ง.ป. 71) โดยการแปลงเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทยโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ณ สิ้นเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม โดยวิธีการของโจทก์มีผลทำให้โจทก์ไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ วิธีการที่โจทก์นำมาใช้ในการคำนวณดังกล่าวเป็นการประมาณกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในแบบ ภ.ง.ป. 71 จำนวน 256,479,416.38 บาท ซึ่งเท่ากับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรากฏตามบัญชี ณ เดือนกรกฎาคม 2546 เป็นเพียงการประมาณการตามข้อมูลจนถึงเดือนกรกฎาคม 2546 โดยวิธีการของโจทก์มิได้คำนึงถึงกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม 2546 แต่อย่างใด จึงหาใช่การประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั้งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 และแม้อัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนอย่างมากตามที่โจทก์อ้าง แต่โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องประมาณการตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการตามมาตรฐานของโจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียม ดังนั้น จึงมิใช่ข้อที่โจทก์จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อให้ตนหลุดพ้นจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด กรณีย่อมไม่อาจถือได้ว่าวิธีการของโจทก์เป็นการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่โจทก์จะพึงมีสำหรับระยะเวลาบัญชีตามบทบัญญัติมาตรา 34 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 สำหรับจำเลยมีนางสาวกิตติยา เจ้าพนักงานของจำเลยมาเบิกความถึงวิธีการประมาณการของเจ้าพนักงานประเมินว่า เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลลูกหนี้เจ้าหนี้คงเหลือ ณ วันสิ้นเดือนของเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ไปถัวเฉลี่ย จะได้ประมาณการลูกหนี้เจ้าหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2546 แล้วคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของเดือนสิงหาคม 2546 จะได้เป็นเงินบาท นำมาเทียบกับยอดคงเหลือ ณ เดือนกรกฎาคม 2546 ได้ยอดประมาณการกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 214,453,310.51 บาท หักด้วยยอดกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์บันทึกบัญชีจำนวน 316,738,708.78 บาท คงเหลือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่นำมาปรับในการยื่นประมาณการต่ำไปจำนวน 102,258,398.27 บาท จะเห็นได้ว่า เป็นวิธีการถัวเฉลี่ยจากข้อมูลย้อนหลังไปตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม 2546 ซึ่งเป็นข้อมูลตามการประกอบกิจการของโจทก์เอง และแม้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะมีความผันผวนและไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่การประมาณการโดยเจ้าพนักงานประเมินทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากยอดกำไร (ขาดทุน) อัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ลดลงถึง 214,453,310.51 บาท อันเป็นคุณแก่โจทก์ จึงน่าจะเป็นวิธีการคำนวณในรูปแบบหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีได้ ทั้งโจทก์ก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่า มีวิธีการอื่นที่เป็นการประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสำหรับทั้งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 ที่มีมาตรฐานดียิ่งไปกว่าวิธีการของเจ้าพนักงานประเมิน ตามพฤติการณ์ทั้งหมดจึงฟังไม่ได้ว่า การที่โจทก์จัดทำประมาณการกำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพียง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2546 เป็นเหตุอันสมควรตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ดังที่โจทก์อ้าง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 เรื่องแนวทางการพิจารณาเรื่อง "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้เจ้าพนักงานของจำเลยถือเป็นแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม แต่จำเลยไม่เคยกำหนดแนวทางการพิจารณาถึงเหตุอันสมควรตามมาตรา 62 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งหลักการในเรื่องการยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ทุกครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเป็นหลักการเดียวกันทุกประการ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีแนวทางการพิจารณาว่าเหตุการณ์ใดเป็นเหตุอันสมควรตามมาตรา 62 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 จึงสมควรนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 มาใช้เทียบเคียง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 เรื่องแนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเพียงแนวทางของจำเลยที่กำหนดแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานของจำเลยสำหรับการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร มิใช่สำหรับกิจการเกี่ยวกับปิโตรเลียมที่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 อันเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะ มีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะเก็บภาษีเงินได้จากผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมตามอัตราและโดยวิธีการพิเศษต่างหากจากภาษีเงินได้ที่เก็บตามประมวลรัษฎากร ทั้งทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการสำรวจ ขุดเจาะ และผลิตปิโตรเลียม โดยได้รับสัมปทานจากกระทรวงพลังงาน มีรายได้หลักจากการขายปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ลักษณะการประกอบกิจการปิโตรเลียมจึงแตกต่างไปจากการประกอบกิจการประเภทอื่นอย่างชัดแจ้ง กรณีจึงไม่อาจนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 มาใช้เทียบเคียงกับการประกอบกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.71) ขาดไป 1,673,965,105.51 บาท อันเป็นการยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปร้อยละ 33.60 โดยเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงตามเหตุอันสมควรทั้งจากราคาขายน้ำมันดิบ จำนวน 213,749,503.89 บาท และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 102,285,398.27 บาท เป็นผลให้ถือว่าโจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเพียงร้อยละ 27.26 อันเป็นคุณแก่โจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ว่า สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 ของผู้ร่วมสัมปทานในกลุ่มเดียวกันกับโจทก์แล้ว ปรากฏว่ามีเพียงโจทก์เท่านั้นที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามมาตรา 39 ของกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ป.71) ของปี 2546 แสดงประมาณการกำไรสุทธิไว้ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ ตามพฤติการณ์ทั้งหมดกรณีจึงไม่มีเหตุให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ม. 22 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชฟรอน ออฟชอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10338/2559
#609570
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 19 จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรา 19 เดิม บัญญัติว่า ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนและสั่งให้นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่ ป.รัษฎากร มาตรา 19 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติแต่เพียงว่า การออกหมายเรียกจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้กำหนดว่า เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ และกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์เกินกว่าสองปีก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไขให้ออกหมายเรียกได้ภายในสองปี จากเดิมที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์ทั้งหมดด้วย ให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 รวม 8 ฉบับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะในส่วนของการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์บางส่วน คงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการ ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุสรณ์ฟ้องร้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งสมุดเอกสารบัญชีที่แสดงรายได้รายจ่ายของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบการเสียภาษี และเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 โจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 อ้างว่าโจทก์ชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสำเนาหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2554 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า การออกหมายเรียกไต่สวนโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 การตรวจสอบและประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และวินิจฉัยให้ปลดภาษีที่เจ้าพนักงานได้ทำการประเมิน ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกไต่สวนในการตรวจสอบและประเมินภาษีโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามแบบขออนุมัติออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ปรากฏเหตุผลที่เป็นมูลเหตุขอขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี เนื่องจากผลการตรวจ Pre - Audit โจทก์ใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ โจทก์คำนวณกำลังการผลิตตามใบอนุญาตเปิดดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่ถูกต้อง จึงนำรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเป็นรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และโจทก์ได้นำรายได้ดอกเบี้ยรับในส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมารวมเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และโจทก์มิได้นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนในหุ้นบริษัทในเครือซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศมารวมเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) จึงขออนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทแล้วพบว่า โจทก์คำนวณกำลังการผลิตตามใบอนุญาตเปิดดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่ถูกต้อง โจทก์นำรายได้ดอกเบี้ยรับในส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมารวมเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยเฉพาะกรณีที่โจทก์มิได้นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนในหุ้นบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศมารวมเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ถือได้ว่ามูลเหตุที่ขอขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าว เป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 มิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งกรณีการขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกว่า จะต้องกระทำก่อนครบสองปีนับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหรือไม่ แต่ในกรณีผู้เสียภาษีมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หากกรณีจะไปตีความว่าเมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามมิให้ขอขยายเวลาเมื่อเกินระยะเวลาสองปี จึงสามารถขออนุมัติและอนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกได้แม้จะเกินสองปีแล้ว จึงขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไขให้ออกหมายเรียกได้ภายในสองปี จากเดิมที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ การขอขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 จึงไม่อาจกระทำได้เมื่อพ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแล้ว นั้น เห็นว่า แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไป ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เดิม บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ถ้าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ส่งหมาย" ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน บัญญัติแต่เพียงว่า ... "การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร... อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ" ตามบทบัญญัติใหม่เป็นการลดระยะเวลาการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ จากห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการเป็นสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ หากเจ้าพนักงานประเมินจะออกหมายเรียกเกินกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ จะต้องปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้กำหนดว่า เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ และกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 เกินกว่าสองปีก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไขให้ออกหมายเรียกได้ภายในสองปี จากเดิมที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินในคดีนี้ จึงถือว่าชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกไต่สวนในการตรวจสอบโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีปี 2543 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อที่สองว่า การประเมินรายได้จากการจำหน่ายสินค้าส่วนที่เกินสิทธิประโยชน์ ดอกเบี้ยรับที่เกิดจากบัญชีออมทรัพย์ และรายได้จากการขายเศษวัสดุของเสีย SCRAB เพื่อทำการประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มต่อโจทก์ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้เงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้กำหนดระยะเวลาการผลิตสินค้าของโจทก์ไว้เป็นปี ปีละประมาณ แต่เนื่องจากโจทก์เป็นหน่วยภาษีบริษัท การเก็บภาษีจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนดสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมานี้ การคำนวณปริมาณการผลิตสินค้าของโจทก์เป็นปี เพื่อให้ได้สินค้า "ปีละประมาณ" ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดไว้ในบัตรส่งเสริม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่จะได้รับสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงต้องเป็นไปตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับรอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม เช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การนับระยะเวลาเป็นปีจึงต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไป ในกรณีนี้ตามบัตรส่งเสริม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้กำหนดระยะเวลาการผลิตสินค้าของโจทก์ไว้เป็นปี จึงต้องคำนวณตามปีปฏิทิน นับแต่วันที่โจทก์มีรายได้จากการผลิต มิใช่นับตามรอบระยะเวลาบัญชี จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า กรณีการประเมินเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี เป็นเสมือนโทษปรับและจะต้องปรากฏว่า โจทก์คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชี เพื่อชำระภาษีล่วงหน้าของรอบระยะเวลาบัญชีนั้นคลาดเคลื่อนเกินกว่าร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่เจ้าพนักงานประเมินมิได้พิจารณาว่า โจทก์คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีคลาดเคลื่อนโดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ โดยโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษี แต่การชำระภาษีของโจทก์คลาดเคลื่อนไป เนื่องมาจากความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ซึ่งมีความเห็นต่างกันกับความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินและยังไม่เป็นที่ยุติ และโจทก์ไม่อาจทราบล่วงหน้าได้ว่าจะมีการประเมินภาษี อันเป็นผลให้การประมาณการชำระภาษีในรอบหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์คลาดเคลื่อน และในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีภาษีในรอบหกเดือนที่โจทก์จะต้องชำระ จึงมีการประเมินเฉพาะเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี กรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัย การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว จึงคลาดเคลื่อนโดยมีเหตุอันสมควร นั้น ปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกไต่สวนในการตรวจสอบและประเมินภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. การประเมินรายได้จากการจำหน่ายสินค้าส่วนที่เกินสิทธิประโยชน์ ดอกเบี้ยรับที่เกิดจากบัญชีออมทรัพย์และรายได้จากการขายเศษ SCRAP ของจำเลยที่ 1 เพื่อทำการประเมินภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มต่อโจทก์ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด และ 3. มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เท่านั้น ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้ในวันชี้สองสถานนั้นไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายและตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่โจทก์ไม่นำรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SWITCHING POWER SUPPLY, CHARGER (ADP) และ MONITOR ในส่วนที่เกินสิทธิประโยชน์ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ระบุในบัตรส่งเสริม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ไปรวมคำนวณเป็นรายได้ของกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และไม่นำรายได้ดอกเบี้ยรับจากการฝากเงินกับธนาคารต่างประเทศและธนาคารต่างประเทศสาขาประเทศไทย ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เกิดจากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนไปฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน รวมทั้งไม่นำรายได้จากการขายเศษวัสดุของเสียส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปรวมคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ซึ่งเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และระเบียบที่ได้มีการกำหนดไว้ตามความเห็นชอบร่วมกันระหว่างผู้แทนกรมสรรพากรกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กรกฎาคม 2533 ซึ่งประกาศกรมสรรพากรและระเบียบที่ได้มีการกำหนดไว้ตามความเห็นชอบร่วมกันดังกล่าวได้วางแนวทางเรื่องการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นที่ชัดเจนก่อนเกิดกรณีพิพาทมานานหลายปี นอกจากนี้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากการตรวจสอบบัญชีของบริษัทโจทก์ปรากฏว่า โจทก์มีรายได้ค่าบริการ ค่าขายวัตถุดิบ ค่าเช่าแพลเล็ต ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงต้องถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เงินปันผลจากหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ซึ่งเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 263) พ.ศ.2536 และบริษัทโจทก์ได้ส่งเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นค่าสิทธิ อันเข้าลักษณะเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ออกไปให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย บริษัทโจทก์จึงต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายและนำส่งเป็นเงินภาษี แต่บริษัทโจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ ทำให้ต้องรับผิดชำระภาษีที่หักจากเงินได้ที่จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ตามประเด็นข้อพิพาทดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอให้เชื่อได้ว่า โจทก์เข้าใจในข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร แม้โจทก์นำสัญญาค้ำประกันจากธนาคารไปวางค้ำประกันต่อจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาชำระภาษีเมื่อคดีถึงที่สุด แต่เพียงเท่านี้ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุสมควรให้ลดเบี้ยปรับโจทก์บางส่วน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10337/2559
#606727
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 ข้อ 2 (1) กำหนดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยาสูบที่นำเข้าจากต่างประเทศกรณีเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่กรมสรรพสามิตได้กำหนดราคายาสูบไว้ตามความในมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ให้คำนวณมูลค่าของบุหรี่ซิกาแรตโดยหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรต พร้อมทั้งยกตัวอย่างวิธีการคำนวณ จึงเห็นได้ว่า คำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวเพียงแต่นำความในมาตรา 79/5 (2) ซึ่งบัญญัติให้ใช้ราคาขายปลีกที่หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมาออกเป็นคำสั่งเท่านั้น แต่มิได้กำหนดรายละเอียดว่าจำนวนเต็มของราคาขายปลีกนั้นจะต้องคำนวณอ้างอิงจากราคาใด จึงมิได้เป็นการออกคำสั่งเกินขอบเขตแห่งบทบัญญัติมาตรา 79/5 (2) ส่วนประกาศกรมสรรพสามิตเรื่องกำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และวันที่ 30 มีนาคม 2550 ก็เป็นการกำหนดราคาขายปลีกยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ได้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 3 ซึ่งขายได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 มวน จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 1 ซึ่งขายโดยไม่จำกัดจำนวน เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงอื่น ฐานภาษีสำหรับราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตของโจทก์ย่อมขึ้นอยู่กับราคาตั้งขายปลีกแก่บุคคลทั่วไปตามความเป็นจริง ซึ่งโจทก์เป็นผู้แนะนำราคาขายปลีกแก่ผู้ค้าปลีกของโจทก์ โจทก์ย่อมต้องรู้ราคาขายปลีกแก่บุคคลทั่วไปสำหรับสินค้าของโจทก์เป็นอย่างดีและมีหน้าที่ต้องนำราคาขายปลีกนั้นมาคำนวณเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย เมื่อโจทก์ออกใบกำกับภาษีขายและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยโดยใช้ฐานภาษีที่คำนวณจากราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิต ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับเอาราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิตมาเป็นราคาตั้งขายปลีกแก่บุคคลทั่วไปที่แท้จริงจึงเป็นการกระทำของโจทก์เองและปรากฏว่า ลูกค้าของโจทก์ได้นำใบกำกับภาษีขายของโจทก์ไปใช้เป็นภาษีซื้อแล้ว โจทก์จึงไม่อาจยกผลจากการกระทำดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อขอคืนภาษีจากจำเลยได้

การตอบข้อหารือของจำเลยเป็นการให้บริการแก่ประชาชนอันเป็นสิทธิของผู้เสียภาษี แต่การตอบข้อหารือของหน่วยงานรัฐย่อมขึ้นอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องระดับชั้นของเจ้าพนักงานผู้ตอบข้อหารือเอง ข้อจำกัดในเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่ตอบข้อหารือ ข้อจำกัดในเรื่องข้อเท็จจริงที่จำเป็นและเพียงพอแก่การตอบข้อหารือแต่ละกรณี และข้อจำกัดในเรื่องคำถามของผู้ขอหารือเองด้วยว่ามีความชัดแจ้งหรือครบถ้วนมากน้อยเพียงใด ผลของการตอบข้อหารือเป็นแนวทางแก่ผู้เสียภาษีได้ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว เมื่อจำเลยตอบข้อหารือไปภายใต้ข้อจำกัดของข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏจากการสอบถามของโจทก์ในเวลานั้นและเป็นการตอบข้อหารือในปี 2542 ซึ่งไม่เป็นปัญหาต่อโจทก์ในเวลานั้น หากต่อมาโจทก์เห็นว่าราคาขายปลีกจริงต่ำกว่าราคาตามประกาศกรมสรรพสามิตอันทำให้การยื่นแบบรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ราคาตามประกาศกรมสรรพสามิตทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ก็ต้องสอบถามจำเลยเพื่อให้ตอบข้อหารือใหม่โดยระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาขายปลีกตามความเป็นจริงหรือจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแสดงราคาขายปลีกตามที่โจทก์อ้างก็ได้ จึงเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่อาจยกเอาหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยมาอ้างเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการโดยใช้ฐานภาษีที่คำนวณจากราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิตได้

ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และวันที่ 30 มีนาคม 2550 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 เพื่อมิให้มีการขายบุหรี่ซิกาแรตเกินราคาที่กำหนด โดยบัญญัติโทษปรับแก่ผู้ฝ่าฝืน จึงเป็นการประกาศกำหนดราคาสูงสุดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้แนะนำราคาขายปลีกแก่คู่ค้าของโจทก์เอง โจทก์จึงกำหนดราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตต่ำกว่าประกาศกรมสรรพสามิตได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายบังคับให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ราคาขายปลีกตามประกาศกรมสรรพสามิต ส่วนคำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกที่โจทก์อ้างก็เป็นการวินิจฉัยถึงประกาศกรมสรรพสามิตซึ่งปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และมิได้วินิจฉัยไปถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 และที่คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกมีคำวินิจฉัยว่า กรมสรรพสามิตใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการปกติในการกำหนดราคาขายปลีกสูงสุดซึ่งเป็นผลให้ค่าการตลาดของบุหรี่ซิกาแรตนำเข้าสูงกว่าที่ควรจะเป็นนั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าการตลาดนั้นด้วย การที่จำเลยเพียงออกคำสั่งเพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้โจทก์ยื่นแบบแสดงราคาขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเองได้ จึงหาเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์โดยไม่เป็นธรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 ในส่วนที่บังคับใช้กับผลิตภัณฑ์ของโจทก์เป็นคำสั่งที่ออกโดยเกินขอบอำนาจของจำเลยและเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าของโจทก์จากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของยาสูบโจทก์ตามที่บัญญัติในมาตรา 79/5 (2) มิใช่ราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2550 ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ตามคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 197,366,892.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่อาจสั่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 197,366,892.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสำนักงานสาขาของบริษัทในสหรัฐอเมริกาซึ่งจดทะเบียนจัดตั้ง ณ รัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจภายใต้ความคุ้มครองตามสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา และโจทก์ได้รับใบอนุญาตขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศจากกรมสรรพสามิต โดยอนุญาตให้โจทก์ขายยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศหรือนำยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศออกแสดงเพื่อขาย ประเภท 1 ซึ่งขายโดยไม่จำกัดจำนวน นอกจากนั้นโจทก์ยังเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม วันที่ 27 ธันวาคม 2534 จำเลยออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 กำหนดให้บุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้าจากต่างประเทศและกรมสรรพสามิตได้กำหนดราคายาสูบไว้ตามความในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ต้องคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 79/5 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาจำเลยได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 เรื่อง การคำนวณฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร และการจัดทำใบกำกับภาษีกรณีการขายยาสูบ ตามมาตรา 86/5 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 วันที่ 18 กันยายน 2549 อธิบดีกรมสรรพสามิตออกประกาศเรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 ฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และวันที่ 30 มีนาคม 2550 ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550 กำหนดราคาขายปลีกสูงสุดของผู้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 3 ให้สูงขึ้นกว่าเดิม โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำราคาขายปลีกสูงสุดที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนดมาเป็นฐานในการคำนวณและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยมีสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มและคำสั่งกรมสรรพากร โดยไม่มีอำนาจนำราคาขายยาสูบสูงสุดที่กำหนดโดยอธิบดีกรมสรรพสามิตมาใช้เป็นฐานภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการเก็บภาษี มูลค่าเพิ่มเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5990/2552 หลังจากนั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2552 และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ค.10) สำหรับเดือนภาษีกันยายน 2549 เป็นเงิน 24,290,847.59 บาท เดือนภาษีตุลาคม 2549 เป็นเงิน 26,157,285 บาท เดือนภาษีพฤศจิกายน 2549 เป็นเงิน 27,851,983.54 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2549 เป็นเงิน 30,767,427.17 บาท เดือนภาษีมกราคม 2550 เป็นเงิน 25,362,027.10 บาท เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงิน 28,199,092.50 บาท และเดือนภาษีมีนาคม 2550 เป็นเงิน 34,738,229.64 บาท รวมทั้งสิ้น 197,366,892.54 บาท วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง แต่จำเลยแจ้งผลอุทธรณ์คำสั่งโดยยืนยันว่าคำสั่งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 เรื่อง การคำนวณฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร และการจัดทำใบกำกับภาษีกรณีการขายยาสูบ ตามมาตรา 86/5 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 ข้อ 2 (1) กำหนดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยาสูบที่นำเข้าจากต่างประเทศ กรณีเป็นบุหรี่ซิกาแรตที่กรมสรรพสามิตได้กำหนดราคายาสูบไว้ตามความในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 ให้คำนวณมูลค่าของบุหรี่ซิกาแรตโดยหักจำนวนภาษี มูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของบุหรี่ซิกาแรต พร้อมทั้งยกตัวอย่างวิธีการคำนวณ จึงเห็นได้ว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 เพียงแต่นำความในมาตรา 79/5 (2) ซึ่งบัญญัติให้ใช้ราคาขายปลีกที่หักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมาออกเป็นคำสั่งเท่านั้น แต่คำสั่งฉบับนี้มิได้กำหนดรายละเอียดว่าจำนวนเต็มของราคาขายปลีกนั้นจะต้องคำนวณอ้างอิงจากราคาใด จึงมิได้เป็นการออกคำสั่งเกินขอบเขตแห่งบทบัญญัติมาตรา 79/5 (2) ดังที่โจทก์อ้าง ส่วนประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2549 และวันที่ 30 มีนาคม 2550 ก็เป็นการกำหนดราคาขายปลีกยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ได้รับอนุญาตขายยาสูบประเภท 3 ซึ่งขายได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 มวน จึงไม่มีผลบังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ขายยาสูบประเภท 1 ซึ่งขายโดยไม่จำกัดจำนวน ดังนั้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นฐานภาษีสำหรับราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตของโจทก์ย่อมขึ้นอยู่กับราคาตั้งขายปลีกแก่บุคคลทั่วไปตามความเป็นจริง ดังนี้แล้ว โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาผลจากการกระทำในลักษณะดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยในภายหลังได้ ซึ่งหากโจทก์ยื่นแบบรายการประเมินตนเองแสดงราคาขายปลีกตรงต่อความเป็นจริงแต่แรก โจทก์ก็จะไม่อยู่ในฐานะที่ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้รวมทั้งสิ้น 197,366,892.54 บาท เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเช่นโจทก์มีหน้าที่จัดเก็บแทนและนำส่งแก่จำเลย โดยผู้บริโภคจะเป็นผู้รับภาระภาษีขั้นสุดท้ายเอง แต่โจทก์กลับยื่นแบบแสดงรายการแล้วมากล่าวอ้างภายหลังว่าโจทก์ยอมรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกที่แท้จริงกับราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิต โดยโจทก์จำเป็นต้องกระทำเช่นนี้ เพื่อมิให้สินค้าของโจทก์ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวนี้เป็นเหตุผลทางการค้าอันเป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์เอง มิได้เกิดจากสภาพบังคับตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 85/2542 ของจำเลยแต่อย่างใด ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงถือไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากการกระทำของจำเลย

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยเคยมีหนังสือตอบข้อหารือโจทก์ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ทำนองว่า ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายซึ่งยาสูบที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องใช้มูลค่าของบุหรี่จากราคาขายปลีกสูงสุด (MRSP) นั้น เห็นว่า การตอบข้อหารือของจำเลยเป็นการให้บริการแก่ประชาชนอันเป็นสิทธิของผู้เสียภาษี แต่การตอบข้อหารือของหน่วยงานรัฐย่อมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องระดับชั้นของเจ้าพนักงานผู้ตอบข้อหารือเอง ข้อจำกัดในเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่ตอบข้อหารือ ข้อจำกัดในเรื่องข้อเท็จจริงที่จำเป็นและเพียงพอแก่การพิจารณาเพื่อตอบข้อหารือในแต่ละกรณี และข้อจำกัดในเรื่องคำถามของผู้ขอหารือเองด้วยว่ามีความชัดแจ้งหรือครบถ้วนมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้ ผลของการตอบข้อหารือเป็นแนวทางแก่ผู้เสียภาษีได้ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหลายดังกล่าวมา สำหรับกรณีของโจทก์นี้ ตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 23 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดราคายาสูบ การขายยาสูบ ห้ามมิให้ขายเกินราคาที่อธิบดีประกาศกำหนด และประกาศกรมสรรพสามิตทั้งสองฉบับเป็นประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 23 เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว ราคาที่อธิบดีกรมสรรพสามิตมีประกาศกำหนดไว้ดังกล่าวเป็นได้เพียงราคาสูงสุดที่จะขายปลีกสูงกว่าราคาดังกล่าวไม่ได้ แต่ไม่ห้ามกรณีที่จะขายปลีกจริงต่ำกว่าราคาที่ประกาศไว้นั้น และโจทก์ก็หารือว่าจะใช้ราคาใดในระหว่างราคาขายปลีกสูงสุด (MRSP) กับราคาที่โจทก์ได้จ่ายไปจริงซึ่งหมายถึงราคาซื้อของโจทก์ มิใช่เป็นราคาขายของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งในหนังสือขอหารือว่าราคาขายปลีกที่แท้จริงต่ำกว่าราคาขั้นสูงตามประกาศกรมสรรพสามิต ทั้งต่อมาหลังจากมีการตอบข้อหารือแล้ว โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าโจทก์เสียประโยชน์หรือเสียหายจากราคาขายปลีกจริงต่ำกว่าราคาตามประกาศกรมสรรพสามิต ซึ่งก็เป็นเหตุผลให้เชื่อว่าราคาขายปลีกจริงตรงกับราคาในประกาศดังกล่าวจึงไม่เสียหายแก่โจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยตอบข้อหารือไปภายใต้ข้อจำกัดของข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏจากการสอบถามของโจทก์ในเวลานั้นเท่านั้น นอกจากนี้ จำเลยยังตอบข้อหารือดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งไม่เป็นปัญหาต่อโจทก์ในเวลานั้น หากต่อมาโจทก์เห็นว่าราคาขายปลีกจริงต่ำกว่าราคาตามประกาศกรมสรรพสามิต อันทำให้การยื่นแบบรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ราคาตามประกาศกรมสรรพสามิตดังเดิมจะเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ก็เป็นกรณีที่โจทก์มีข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับราคาขายปลีกจริงต่ำกว่าราคาสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิต ซึ่งตามประกาศกรมสรรพสามิตก็มิได้ห้ามโจทก์ในการที่จะนำราคาขายปลีกจริงไปยื่นแบบแสดงรายการตามความเป็นจริงได้ แม้หากโจทก์ยังไม่แน่ใจอีกโจทก์ก็ต้องสอบถามจำเลยเพื่อให้ตอบข้อหารือใหม่โดยระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาขายปลีกตามความเป็นจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง หรือโจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแสดงราคาขายปลีกจริงตามที่โจทก์อ้างก็ได้ เพราะหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยดังกล่าวยังไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ที่โจทก์กล่าวอ้างแตกต่างไปจากที่เคยหารือจำเลยในครั้งก่อน แต่โจทก์ก็หาได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่กล่าวมา พฤติการณ์ของโจทก์จึงทำให้เห็นได้ว่ากรณีตามข้ออ้างของโจทก์นี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่อาจยกเอาหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยมาอ้างเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการโดยใช้ฐานภาษีที่คำนวณจากราคาขายปลีกสูงสุดตามประกาศกรมสรรพสามิตได้ กรณีไม่มีเหตุผลอันใดที่จะทำให้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.85/2542 ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายดังที่โจทก์อุทธรณ์ ปัญหาต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์โดยใช้ราคาขายปลีกสูงสุดที่กรมสรรพสามิตประกาศในการคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกรมสรรพสามิตทั้งสองฉบับดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 23 เพื่อมิให้มีการขายบุหรี่ซิกาแรตเกินราคาที่กำหนด โดยบัญญัติโทษปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืนตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน จึงเป็นการออกประกาศกำหนดราคาสูงสุดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้แนะนำราคาขายปลีกแก่คู่ค้าของโจทก์เอง โจทก์จึงกำหนดราคาขายปลีกบุหรี่ซิกาแรตต่ำกว่าราคาตามประกาศกรมสรรพสามิตได้ แล้วนำราคาขายปลีกนั้นมายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายบังคับให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ราคาขายปลีกตามประกาศกรมสรรพสามิตดังที่โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/5 (2)
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 23
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 85/2542 เรื่อง การคำนวณฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร และการจัดทำใบกำกับภาษี กรณีการขายยาสูบ ตามมาตรา 86/5 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2549 ลงวันที่ 18 กันยายน 2549
ประกาศกรมสรรพาสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10322/2559
#607346
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นทรัพย์สินที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายอื่น หากการดำเนินการนั้นไม่เป็นผล ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปโดยขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ที่บัญญัติให้ประเทศไทยอาจให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศผู้ร้องขอในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการริบหรือยึดทรัพย์สิน ตามคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมายอื่น แม้ผู้ร้องเคยร้องขอให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่มาก่อน แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ก็เป็นกรณีที่การดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่เป็นผล ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดินได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 ดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจผู้ร้องไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การยื่นคำร้องคดีนี้จึงไม่เป็นร้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามบัญชีทรัพย์สินมูลค่า 10,761,246.64 บาท ของผู้คัดค้าน พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 พร้อมดอกผลตามบัญชีทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 ทางการตำรวจของประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ขอความร่วมมือจากสำนักงาน ป.ป.ส. ให้ร่วมสืบสวนทางการเงินของผู้คัดค้านในฐานะภรรยาของนายอันโตนิอึส ซึ่งศาลเมืองมาสตริกท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 ว่า นายสมิทส์มีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมและฐานลักลอบค้ายาเสพติด จากการตรวจสอบและสืบสวนทางการเงินของนายสมิทส์ กลับไม่ปรากฏว่ามีชื่อนายสมิทส์เป็นเจ้าของทรัพย์สินใด ๆ และหลังจากนายสมิทส์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 แล้ว ปรากฏว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านรวมถึงเงินฝากในธนาคารไม่มีรายการเคลื่อนไหวจำนวนมากเหมือนช่วงก่อนที่นายสมิทส์ถูกจับกุม จากข้อมูลและพยานหลักฐานทางการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่าผู้คัดค้านมีทรัพย์สินประเภทที่ดิน รถยนต์ และเงินฝากในธนาคารหลายรายการจึงแจ้งข้อมูลให้ทางการตำรวจของประเทศเนเธอร์แลนด์ทราบ พนักงานอัยการของประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเมืองมาสตริกท์มีคำสั่งริบทรัพย์สินจำนวน 7 รายการของผู้คัดค้าน ไว้ชั่วคราว ต่อมารัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศไทยให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 สำนักงาน ป.ป.ส. เชื่อว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านหลายรายการได้มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายสมิทส์ จึงยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้าน 7 รายการ ได้แก่ 1. รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฉ - 2280 เชียงใหม่ 2. รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ช - 7077 เชียงใหม่ 3. รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 5 ท - 5393 เชียงใหม่ 4. ที่ดินโฉนดเลขที่ 75491 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 31497 ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 6. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40699 ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 7. เงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ บัญชีเลขที่ 423-2-08859-3 ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านจำนวน 7 รายการดังกล่าว ตามคำร้องขอความช่วยเหลือของรัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งตามคดีหมายเลขแดงที่ ม.27/2548 ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้มาโดยการกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายสมิทส์ กรณีไม่อาจยึดทรัพย์สินนั้นได้ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามสำเนาคำสั่งและสำเนาคำพิพากษา สำนักงาน ป.ป.ส. เห็นว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามกฎหมายอื่นไม่เป็นผล หากดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า จึงส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาดำเนินการ คณะกรรมการธุรกรรมประชุมพิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านจำนวน 6 รายการ ได้แก่ 1. เงินฝากประจำที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ บัญชีเลขที่ 423-2-08859-3 จำนวนเงิน 8,861,246.64 บาท พร้อมดอกผล 2. รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ฉ - 2280 เชียงใหม่ ราคาประมาณ 300,000 บาท 3. รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ช - 7077 เชียงใหม่ ราคาประมาณ 200,000 บาท 4. รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 5 ท - 5393 เชียงใหม่ ราคาประมาณ 100,000 บาท 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 75491 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ราคาประมาณ 500,000 บาท 6. ที่ดินโฉนดเลขที่ 40699 ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ราคาประมาณ 200,000 บาท รวมมูลค่า 10,161,246.64 บาท ตามสำเนารายงานการประชุมและสำเนาคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมได้ประชุมพิจารณาและมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านเพิ่มอีก 1 รายการ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70326 ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทาวน์เฮาส์ราคาประมาณ 600,000 บาท ตามสำเนารายงานการประชุมและสำเนาคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7 รายการ มูลค่า 10,761,246.64 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นทรัพย์สินรายการเดียวกับทรัพย์สินในคดีหมายเลขแดงที่ ม.27/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ตามบัญชีทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า คำร้องคดีนี้เป็นร้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ม.27/2548 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดใด เป็นทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายอื่นได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นตามกฎหมายดังกล่าวหรือดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวแล้วแต่ไม่เป็นผล หรือการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่า ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นทรัพย์สินที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น ตามกฎหมายอื่นด้วย หากการดำเนินการนั้นไม่เป็นผล ก็ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินนั้นต่อไปโดยขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ที่บัญญัติให้ประเทศไทยอาจให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศผู้ร้องขอในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการริบหรือยึดทรัพย์สิน ตามคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็เป็นการดำเนินการตามกฎหมายอื่น ดังนั้น แม้ผู้ร้องเคยร้องขอให้ยึดทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่มาก่อน แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ ม.27/2548 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดก็ตาม ก็เป็นกรณีที่การดำเนินการตามกฎหมายอื่นไม่เป็นผล ผู้ร้องจึงมีอำนาจร้องขอให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ตกเป็นของแผ่นดินได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 ดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจผู้ร้องไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การยื่นคำร้องคดีนี้จึงไม่เป็นร้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ผู้ร้องมีอำนาจร้องเป็นคดีนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินรายการที่ 7 และดอกผล ตามบัญชีทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดินด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 58
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นางสุทธิดาหรือสุดธิดาหรือแดง
ผู้คัดค้าน — ประเสริฐแก้วหรือไกรภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10318/2559
#607968
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับ อ. มิได้ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมในฐานะผู้รับพินัยกรรม แม้จะมีคำขอให้จำเลยนำเงินจากกองมรดกของ อ. มาชำระให้แก่โจทก์ด้วย ก็เป็นเพียงการเรียกส่วนแบ่งคืนทุนและผลกำไรที่คำนวณได้จากการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับ อ. ซึ่งอยู่ในกองมรดกของ อ. เท่านั้น หาใช่คดีมรดกหรือคดีที่เจ้าหนี้ขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก จำเลยจะยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ แม้จะฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อได้รู้ถึงความตายของ อ. แล้ว ฟ้องโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือเจ้าพนักงานศาล หรือบุคคลใดที่เห็นสมควรเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัย และบังคับจำเลยนำเงินจากกองมรดกของนายอุทัยมาชำระให้แก่โจทก์ 23,618,891 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 67876 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี คืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061โดยให้ผู้เป็นห้างหุ้นส่วนหรือผู้จัดการมรดกหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนทั้งสองรายแต่งตั้งขึ้น (ที่ถูก ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนและผู้จัดการมรดกของหุ้นส่วนร่วมกันแต่งตั้งขึ้น) ภายใน 2 เดือน พ้นกำหนดนี้แล้วไม่ได้แต่งตั้งขึ้นหรือแต่งตั้งขึ้นไม่ได้ก็ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลย (ที่ถูก ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ระยะเวลาภายใน 2 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นับตั้งแต่คดีนี้ถึงที่สุด ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบ้านบึง (ที่ถูก ตำบลบึง) อำเภอบ้านบึง (ที่ถูก อำเภอศรีราชา) จังหวัดชลบุรี คืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 โจทก์และภริยาของโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9276, 15462, 15463, 15464, 55236, 67876 และ 70957 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ติดต่อกัน 99 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา โจทก์นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 55236, 67876 และ 70957 จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 15463 และ 15464 จำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และเลขที่ 9276 จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 55236, 67876 และ 70957 ให้แก่นายอุทัย วันที่ 21 กันยายน 2542 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 15463 และ 15464 และโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้แก่นายอุทัย วันที่ 18 พฤษภาคม 2543 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9276 ให้แก่นายอุทัย นางสาวนพวรรณ นายบุญมา นายนฤพนธ์ นายบุญชู นายกาญจน์ นายเดชา และจำเลย นายอุทัยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายอุทัยตามคำสั่งศาล

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์และนายอุทัย เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ในปี 2540 โจทก์เสนอขายที่ดิน เนื้อที่ 84 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา ให้แก่นายอุทัยในราคาไร่ละ 600,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาด แต่นายอุทัยมีเงินไม่เพียงพอ โจทก์และนายอุทัยจึงตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนกันอันมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อจัดสรรที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนำออกขาย โดยโจทก์นำที่ดินดังกล่าวและแรงงานมาลงเป็นหุ้น ส่วนนายอุทัยรับโอนที่ดินดังกล่าวจากโจทก์แล้วเป็นผู้รับภาระหนี้สินต่อสถาบันการเงินแทนโจทก์ ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ยังมีนางสาวอัจฉรา ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการในคดีนี้ระหว่างปี 2542 ถึงปี 2553 มาเบิกความว่า โครงการในคดีนี้เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างโจทก์และนายอุทัย นอกจากนี้โจทก์มีนายนฤพนธ์ นายบุญชู นายเดชา และนายบุญมา ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของนายอุทัย มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับนายอุทัยจริง ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวก็ปรากฏว่าล้วนเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการในคดีนี้มาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกจึงหาใช่พยานบอกเล่าดังที่จำเลยอ้างในฎีกา เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์แล้วน่าเชื่อว่าโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนกับนายอุทัยจริงโดยโจทก์นำที่ดินและแรงงานมาลงเป็นหุ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า พยานโจทก์ทั้งสี่ปากซึ่งเป็นญาติพี่น้องของนายอุทัยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยเนื่องจากไม่พอใจส่วนแบ่งที่จะได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด มณีรัตน์โรจน์ ภายหลังที่นายอุทัยถึงแก่กรรมนั้น แม้พลตำรวจตรีจำนงค์ จะเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า หลังจากนายอุทัยถึงแก่กรรมได้รับการร้องขอจากพยานโจทก์ทั้งสี่ปากนี้ซึ่งมีความสนิทสนมกันให้ช่วยเจรจากับจำเลยเกี่ยวกับส่วนแบ่งที่จะได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัด มณีรัตน์โรจน์ เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงเป็นเหตุให้พยานโจทก์ทั้งสี่ปากนี้ไม่พอใจก็ตาม แต่คำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวก็ไม่ชี้ชัดว่าเหตุดังกล่าวจะเป็นสาเหตุโกรธเคืองจนถึงขนาดที่พยานโจทก์ทั้งสี่ปากนี้จะต้องมาเบิกความช่วยเหลือโจทก์เพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย พยานโจทก์ทั้งสี่ปากนี้เป็นญาติพี่น้องของนายอุทัยซึ่งเป็นสามีของจำเลยและยังเบิกความว่าไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ส่วนที่จำเลยและนางสาวนภัสวรรณ บุตรของจำเลย เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า โจทก์และนายอุทัยมิใช่หุ้นส่วนกันนั้น บุคคลทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการในคดีนี้มาตั้งแต่แรก คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนกรณีที่มีการนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองในวงเงินซึ่งต่ำกว่าราคาที่ระบุไว้ในเอกสารการซื้อขายที่ดินหรือไม่มีข้อตกลงเป็นหนังสือระหว่างโจทก์และนายอุทัยนั้นก็หาได้เป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และนายอุทัยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัย มิได้ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมในฐานะผู้รับพินัยกรรม แม้จะมีคำขอให้จำเลยนำเงินจากกองมรดกของนายอุทัยมาชำระให้แก่โจทก์ด้วยก็เป็นเพียงการเรียกส่วนแบ่งคืนทุนและผลกำไรที่คิดคำนวณได้จากการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัยซึ่งอยู่ในกองมรดกของนายอุทัยเท่านั้น หาใช่เป็นคดีมรดกหรือคดีที่เจ้าหนี้ขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกตามที่จำเลยฎีกา จำเลยจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ แม้จะฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อได้รู้ถึงความตายของนายอุทัยแล้ว ฟ้องโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าที่ดินของโครงการในคดีนี้มีราคาไร่ละเท่าใด สัดส่วนในการลงหุ้นของแต่ละฝ่ายและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงการเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า กรณีจำต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัย เห็นว่า นอกจากจำเลยจะให้การต่อสู้ว่าโจทก์และนายอุทัยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันแล้ว จำเลยยังให้การด้วยว่า หากแม้โจทก์และนายอุทัยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนแล้ว วิธีการชำระบัญชีและการแบ่งทรัพย์สินก็ไม่ใช่ดังเช่นที่โจทก์กล่าวอ้างเพราะหากจะต้องเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนแล้วก็จะต้องดำเนินการชำระบัญชีโดยแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีก่อน เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยให้การโต้แย้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าหากมีการชำระบัญชีตามลำดับแล้วจำเลยจะต้องชำระเงิน 23,618,891 บาท และแบ่งที่ดิน เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ซึ่งข้อต่อสู้เกี่ยวกับผลของการชำระบัญชีนี้สามารถแยกออกจากส่วนที่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์และนายอุทัยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันได้ หาได้เป็นคำให้การที่ไม่แจ้งชัดแต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง แม้ในการเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการตกลงให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันนั้น ศาลจะมีอำนาจพิพากษาให้มีการแบ่งคืนทุนและผลกำไรตามที่พิจารณาได้ความไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องให้มีการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061ก่อนก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาเช่นนั้นก็จะต้องได้ความแน่ชัดเสียก่อนว่าการดำเนินการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนจะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่า ธุรกิจจัดสรรที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เริ่มต้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 และดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งนายอุทัยถึงแก่กรรมในปี 2551 แบ่งออกเป็น 4 โครงการ ประกอบไปด้วยที่ดินหลายแปลงซึ่งบางส่วนมีการแบ่งแยกให้บุคคลอื่นไปแล้ว ในระหว่างนั้นมีภาระหนี้สินต่อสถาบันการเงินหลายแห่งเข้ามาเกี่ยวข้องและเคยมีการรับชำระเงินจากลูกค้าของโครงการมาแล้ว ดังนั้น การชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัยย่อมจะทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและยุติเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้และค่าใช้จ่ายของโครงการซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแบ่งคืนทุนทรัพย์และผลกำไรหรือเฉลี่ยขาดทุนระหว่างโจทก์และกองมรดกของนายอุทัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1062 และมาตรา 1063 ทั้งคำฟ้องและคำให้การยังสอดคล้องกันว่าจะต้องดำเนินการชำระบัญชีโดยแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีก่อน กรณีจึงจำต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 คืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าวที่แท้จริง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินดังกล่าวคืนจากจำเลย ส่วนนางสาวศิริวรรณจะมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินดังกล่าวคืนจากจำเลยหรือไม่ก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก โจทก์จะอ้างในคดีนี้ว่าจำเลยต้องโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เพื่อคืนให้แก่นางสาวศิริวรรณไม่ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่านายอุทัยตกลงจะโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัยเลิกกันนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำขอในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้ผลของคดีนี้ไม่ต้องมีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเท่านั้น จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมา 200,000 บาท เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 (5) ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ เลิศจิรกุล
นางวันเพ็ญ มณีรัตน์โรจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
จำเลย — นายอุทัย มณีรัตน์โรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวขวัญยืน ศรีพระราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10316/2559
#608716
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก ผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 1,200,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า วันที่ 9 สิงหาคม 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27939 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่จำนวน 15 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา จากจำเลยในราคาไร่ละ 1,600,000 บาท โจทก์วางมัดจำให้จำเลยในวันทำสัญญาเป็นเงิน 2,000,000 บาท และตกลงชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือในวันที่ 9 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาแต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญามีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยจะต้องไปรังวัดที่ดินทั้งหมดก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ และที่ดินแปลงที่ซื้อขายมีถนนเป็นทางเข้าออกกว้างประมาณ 6 เมตร จึงถือเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการตามข้อกำหนดในสัญญา จึงถือว่าโจทก์และจำเลยยังมิได้มีสัญญาต่อกัน สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่เกิดนั้น ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับ ประกอบกับคดีนี้จำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับ กรณีต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 บัญญัติว่า ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เมื่อสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 มาใช้บังคับได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินมัดจำมีจำนวนสูงกว่าความเสียหายที่จำเลยได้รับและจำเลยมิได้นำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่าเมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า มัดจำคือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาโดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้จะซื้อปฏิบัติผิดสัญญาไม่ไปรับโอน ให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันยกเลิก โดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว และผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำที่ชำระแล้วได้ทั้งหมด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยย่อมริบมัดจำทั้งหมดได้ตามข้อสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยไม่จำต้องนำสืบถึงความเสียหายที่ได้รับนั้น เพราะมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสาน วงศ์สวัสดิ์
จำเลย — นายเฉลา สายกาญจนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10313/2559
#606709
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาของ ส. แม้ ส. จะเป็นเจ้าของรถตู้คันเกิดเหตุและโดยสารมาในรถตู้คันเกิดเหตุที่มี ว. ลูกจ้างของ ส. เป็นผู้ขับรถตู้คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ส. มีส่วนประมาทเลินเล่อในเหตุการณ์รถชนที่เกิดขึ้น การที่ ส. ถึงแก่ความตายจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของ ว. และของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกและรถพ่วงคู่กรณี ว. และ จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งการตายของ ส. ด้วยกัน และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ซึ่งฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ณ. ทายาทของ ส. ผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟ้อง ว. ลูกจ้าง ส. ให้ร่วมรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กับ ว. ต้องรับผิดเท่ากัน และให้ลดค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่งจึงชอบแล้ว

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เด็กหญิง ณ. มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในข้อดังกล่าวไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 15,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวกัลยาณี ถึงแก่ความตาย นางเตียว นางสาวทัศนีย์ และนางสาวนภัสกร ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวกัลยาณีและผู้ปกครองของเด็กหญิงณีรนุช ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายสมเกียรติ ผู้ตาย มีบุตรคือเด็กหญิงณีรนุช โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมเกียรติผู้ตาย ตามคำสั่งศาล โจทก์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงณีรนุช นายสมเกียรติเป็นเจ้าของรถตู้หมายเลขทะเบียน อห 8844 กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0928 สุราษฎร์ธานี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0878 สุราษฎร์ธานี จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับประกันภัยรถบรรทุกดังกล่าวขณะเกิดเหตุ ตามหนังสือรับรองและสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง นายวิชัย ซึ่งเป็นลูกจ้างนายสมเกียรติได้ขับรถตู้ของนายสมเกียรติโดยมีโจทก์และนายสมเกียรตินั่งมามุ่งหน้าไปจังหวัดสุรินทร์ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 1 ได้ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวถอยออกจากซอย ทำให้ท้ายรถบรรทุกและรถพ่วงขวางทางเดินรถ นายวิชัยขับรถตู้เฉี่ยวชนรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับในช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถตู้ได้รับความเสียหาย โจทก์และนายสมเกียรติได้รับอันตรายสาหัส ต้องเข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลและนายสมเกียรติถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 และนายวิชัยถูกพนักงานอัยการฟ้องในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และนายวิชัยให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ส่วนนายวิชัย คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายวิชัยมีความผิดตามฟ้องเช่นกันตามสำเนาคำพิพากษา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หรือนายวิชัย ฝ่ายใดมีส่วนประมาทมากกว่ากันหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายวิชัยขับรถตู้คันดังกล่าวโดยแซงรถยนต์คันอื่นบริเวณเส้นทึบ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีจำเลยที่ 1 หรือนายกิตติมาเป็นพยาน แต่นายกิตติให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะโบกรถให้สัญญาณไม่มีอุปกรณ์ส่องแสง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถอยรถบรรทุกโดยให้สัญญาณไฟให้รถยนต์คันอื่นหยุดรถ การที่จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงถอยออกจากซอยกีดขวางช่องเดินรถทั้งช่องขาไปและกลับในเวลากลางคืนโดยไม่ให้สัญญาณเป็นแสงสว่าง และนายวิชัยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่หยุดรถต่อท้ายรถที่จอดด้านหน้า กลับเร่งความเร็วแซงรถยนต์คันอื่นบริเวณเส้นทึบ ทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถที่จำเลยที่ 1 ถอยออกมาในช่องเดินรถสวนดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และนายวิชัยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เด็กหญิงณีรนุช มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมเกียรติโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในข้อดังกล่าว แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งคู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นข้อกฎหมายที่เกิดจากข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และนายวิชัยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ค่าเสียหายจึงต้องเป็นพับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่านายวิชัยเป็นคนขับรถของนายสมเกียรติ มิใช่คนขับรถของโจทก์ โจทก์เป็นเพียงผู้โดยสารมาในรถตู้คันหมายเลขทะเบียน อห 8844 กรุงเทพมหานคร ที่นายวิชัยขับในขณะเกิดเหตุ โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และนายวิชัยซึ่งกระทำร่วมกัน ส่วนนายสมเกียรติแม้จะเป็นเจ้าของรถตู้คันเกิดเหตุและโดยสารมาในรถตู้คันดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสมเกียรติมีส่วนประมาทเลินเล่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายสมเกียรติถึงแก่ความตายจึงเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และนายวิชัย ซึ่งจำเลยที่ 1 กับนายวิชัยต้องร่วมกันรับผิดต่อเด็กหญิงณีรนุชในผลแห่งการตายของนายสมเกียรติด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 และนายวิชัยจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงณีรนุช และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่านายวิชัยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงฝ่ายเดียวโดยมิได้ฟ้องนายวิชัยลูกจ้างนายสมเกียรติให้ร่วมรับผิดด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กับนายวิชัยต้องรับผิดเท่ากัน และให้ลดค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ลงกึ่งหนึ่งจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
นางสาวกัลยาณี รุ่งวิจิตรกุล ในฐานะส่วนตัว ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายสมเกียรติ คูณวัฒนาพงษ์
และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
ของเด็กหญิงณีรนุช คูณวัฒนาพงษ์
โดยนางเตียว รุ่งวิจิตรกุล
นางสาวทัศนีย์ รุ่งวิจิตรกุล และ
นางสาวนภัสกร รุ่งวิจิตรกุล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายอำพร จัตุรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายณัฐพล อนุเมธางกูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10312/2559
#607358
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น" สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถไป 3 ช่อง และกลับ 3 ช่อง แยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน รถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมถึงท่อนซุง 20 ม. ในขณะความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 ม. การเลี้ยวกลับรถไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียวโดยเฉพาะท่อนซุงมีน้ำหนักมาก สภาพถนนที่เปียกแฉะทำให้ไม่สามารถเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็ว จำเลยที่ 1 ต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่ารถบรรทุกที่มีความยาวปกติจะเลี้ยวกลับรถได้ต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นที่อยู่ในทางเดินรถที่สวนทางมา การที่จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวากลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุโดยขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงที่อยู่คู่ขนานด้านซ้ายของทางเดินรถที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อออกไปยังทางเดินรถอีกด้านหนึ่งเพื่อเข้าทางเดินรถปกติ แสดงว่าการเลี้ยวกลับรถเข้าทางเดินรถที่เกิดเหตุ ณ จุดกลับรถตามปกติไม่อาจทำได้โดยก่อนเลี้ยวจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเห็นแสงไฟรถในทางเดินรถที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่า 200 ม. หากเป็นจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานดังกล่าวได้ทันก่อนรถคันที่จำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจะแล่นมาถึง แต่ ร.ต.อ. อ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า การตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยล้อปัดของรถยนต์ของโจทก์เป็นทางยาว 70 ม. รอยปัดเริ่มจากช่องเดินรถช่องกลางเมื่อใกล้จุดเกิดเหตุได้เบนไปทางซ้ายเข้าสู่ช่องเดินรถซ้ายสุด เชื่อว่า ก. ต้องห้ามล้อรถด้วยความแรงพอสมควรถึงขนาดทำให้ล้อรถยนต์โจทก์มีรอยลื่นปัดและเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางไปยังช่องซ้ายสุด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนทางมาในระยะน้อยกว่า 100 ม. ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่รอให้รถยนต์ของโจทก์ที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน อันเป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นและไม่ปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 368,792 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า รถยนต์บรรทุก 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 73 - 7020 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 ขับในทางการที่จ้างโดยจำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 รถยนต์บรรทุกดังกล่าวเป็นรถยนต์บรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ และยาวกว่าปกติทั่วไป เนื่องจากประกอบไปด้วยรถหัวลาก 10 ล้อ บรรทุกท่อนซุงขนาดใหญ่หลายท่อนที่นำมาผูกรวมกันจนเต็มคันรถโดยด้านหนึ่งของท่อนซุงอยู่บนแท่นด้านหลังของรถหัวลาก ส่วนท่อนซุงอีกด้านหนึ่งก็ผูกรวมกันบรรทุกอยู่บนตัวพ่วงซึ่งทำเป็นแท่นลากจูง มี 8 ล้อ ทำให้รถยนต์บรรทุกซุงที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวไปตามท่อนซุงรวมรถหัวลากแล้วถึง 20 เมตร คืนเกิดเหตุวันที่ 8 ตุลาคม 2542 เวลา 5 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกซุงดังกล่าวเลี้ยวกลับรถที่จุดกลับรถเข้าไปในช่องเดินรถสวนบนถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า - นครชัยศรี) ซึ่งมี 6 ช่องเดินรถ ฝั่งละ 3 ช่อง ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งสินค้า พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร ได้ถูกรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 1298 ราชบุรี ของโจทก์ ที่นายโกมล ขับสวนทางมาพุ่งเข้าชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับที่บริเวณกลางท่อนซุงอย่างแรง ทำให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหายทางด้านหน้ารถอย่างมาก โดยที่เกิดเหตุสภาพถนนเปียกเนื่องจากฝนตกก่อนเกิดเหตุและมีรอยล้อปัดของรถของโจทก์บนถนนเกิดจากการที่นายโกมลห้ามล้อเพื่อหยุดรถเป็นทางยาว 70 เมตร เหตุรถชนเรื่องนี้ทำให้นายโกมลได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามศาลแขวงนครปฐม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1623/2548 แต่คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา จำเลยที่ 3 จึงไม่ถูกผูกพันที่จะต้องถือตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อย่างที่โจทก์แก้ฎีกา จำเลยที่ 3 ยังสามารถโต้เถียงได้ว่าเหตุรถชนเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อ ส่วนโจทก์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า นายโกมลผู้ขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ขับรถใกล้ทางร่วมทางแยกมาด้วยความเร็วมาก แล้วไม่ลดความเร็วลงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 เป็นเหตุให้รถชนกัน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทด้วย โจทก์มิได้ฎีกา ข้อเท็จจริงที่รับฟังว่านายโกมลขับรถโดยประมาทจึงถึงที่สุดแล้ว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนคดีนี้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น" สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นทางเดินรถไปและกลับแยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน เมื่อปรากฏว่ารถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงถึง 20 เมตร ในขณะที่ทางเดินรถที่เกิดเหตุแบ่งช่องเดินรถเป็น 3 ช่อง ความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 เมตร ดังนั้น ความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงที่จำเลยที่ 1 ขับดังกล่าวจึงมีความยาวเป็นสองเท่าของความกว้างทางเดินรถที่เกิดเหตุ การเลี้ยวกลับรถเข้าสู่ทางเดินรถที่เกิดเหตุไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว โดยเฉพาะท่อนซุงที่บรรทุกมามีน้ำหนักมาก รวมทั้งสภาพถนนที่เปียกแฉะยิ่งทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถขับเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็วได้ การที่จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวกลับเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากยิ่งกว่ารถยนต์บรรทุกอื่นที่มีความยาวปกติ โดยจำเลยที่ 1 จะเลี้ยวกลับรถได้ต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นที่อยู่ในทางเดินรถที่สวนทางมา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวากลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุโดยขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงที่อยู่คู่ขนานด้านซ้ายของทางรถเดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อออกไปยังทางอีกด้านหนึ่งเพื่อเข้าทางเดินรถปกตินั้น แสดงว่าการเลี้ยวกลับรถเข้าทางเดินรถที่เกิดเหตุ ณ จุดกลับรถตามปกตินั้นไม่อาจทำได้ เนื่องจากรถหัวลากและท่อนซุงที่บรรทุกมามีความยาวมากถึงสองเท่าของความกว้างของทางเดินรถทั้งสามช่อง จำเลยที่ 1 จึงต้องขับรถเลยไปเข้าช่องคู่ขนานเพื่อไปออกทางอีกด้านหนึ่งจึงจะเข้าสู่ทางเดินรถที่สวนมาได้ โดยก่อนเลี้ยวจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เห็นแสงไฟรถในทางเดินรถที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่า 200 เมตร ในส่วนนี้หากเป็นความจริงตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานดังกล่าวได้ทันก่อนรถคันที่จำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจะแล่นมาถึง อีกทั้งร้อยตำรวจเอกอิทธิพล พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยล้อปัดของรถยนต์โจทก์บนถนนเป็นระยะทางยาว 70 เมตร รอยปัดเริ่มจากช่องเดินรถช่องกลางเมื่อใกล้จุดเกิดเหตุได้เบนไปทางซ้ายเข้าสู่ช่องเดินรถซ้ายสุด พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานถือเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังเพราะหากนายโกมลห้ามล้อรถอย่างแรงมากอาจทำให้รถหมุนหรือพลิกคว่ำได้ ไม่ใช่เพียงแค่ปัดลื่นไปทางซ้ายดังที่ปรากฏร่องรอยดังกล่าว รวมทั้งรถยนต์ของโจทก์เป็นรถยนต์โดยสารซึ่งถือเป็นรถขนาดใหญ่ ระยะการห้ามล้อให้รถยนต์หยุดย่อมแตกต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไปที่มีขนาดเล็กกว่า โดยจะใช้ระยะทางในการห้ามล้อให้รถหยุดมากกว่า แต่จากรอยปัดของรถยนต์โจทก์ยาวถึง 70 เมตร ดังกล่าว เชื่อว่านายโกมลต้องห้ามล้อรถด้วยความแรงพอสมควรถึงขนาดทำให้ล้อรถยนต์โจทก์มีรอยลื่นปัดและเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางไปยังช่องซ้ายสุด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจากรถยนต์ในทางรถสวนเกินกว่า 200 เมตร ดังที่เบิกความ แต่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนทางมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่รอให้รถยนต์ของโจทก์ที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน อันเป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นและไม่ปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการขับรถทั้งของนายโกมลและจำเลยที่ 1 แล้ว เหตุคดีนี้เกิดเวลา 5 นาฬิกา เป็นเวลาเช้ามืดหลังฝนตก สภาพถนนที่เกิดเหตุเปียกแฉะและมีแสงสว่างน้อย จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกท่อนซุงยาวรวม 20 เมตร ขับขวางทางเดินรถที่เกิดเหตุ แม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่าด้านซ้ายรถ คือ ด้านที่ถูกรถยนต์ของโจทก์ชนติดหลอดไฟส่องสว่างไว้ 5 ดวง แต่ตามภาพถ่ายมีหลอดไฟเพียงหลอดเดียวอยู่ค่อนไปทางท้ายรถ ท่อนซุงก็มีลักษณะสีค่อนข้างดำมืด ขณะรถบรรทุกท่อนซุงขวางถนนอยู่ย่อมยากที่จะมองเห็นได้ นายโกมลห้ามล้อรถจนรถปัดไปทางซ้ายและหัวรถเลยไปอยู่ที่ไหล่ทาง จึงชนท่อนซุงตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ ส่วนของรถยนต์โจทก์ที่ชนท่อนซุงดังกล่าวเป็นบริเวณด้านหน้าขวาของรถที่นายโกมลนั่งขับรถอยู่เป็นเหตุให้นายโกมลได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถ และหากรถยนต์ของโจทก์ไม่ลื่นปัดไปทางซ้ายโดยยังคงอยู่ในช่องเดินรถช่องกลางที่แล่นมาก็ยังต้องชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับขวางอยู่ในทางเดินรถอยู่ดี เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถในลักษณะดังกล่าวเป็นการกระทำโดยประมาทมากกว่านายโกมล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์กึ่งหนึ่งของค่าเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจากจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในเหตุละเมิดดังกล่าวด้วยนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เสียค่าซ่อมรถไปจำนวน 188,792 บาท จริง ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 50,000 บาท นั้นเป็นจำนวนเหมาะสมแล้ว รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 238,792 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเป็นเงิน 119,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ สุวรรณนที
จำเลย — นายเสนียม สำเภารอด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10300/2559
#607344
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ แต่ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีคำสั่งให้งดการชี้สองสถาน และให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานฝ่ายจำเลยต่อไป จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้าน กลับแถลงว่าประสงค์จะสืบพยานและดำเนินกระบวนพิจารณาถามค้านพยานโจทก์ที่นำเข้าสืบและนำสืบพยานจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา จึงถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ และถือได้ว่ากรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ หรือไม่แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอุทธรณ์ได้อีก เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

การวินิจฉัยปัญหาว่าสัญญาที่มีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าว ได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น เมื่อสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ ฮ. ระบุข้อตกลงไว้ชัดเจนแล้วเรื่องกำหนดเวลาของสัญญาว่าเป็นสัญญาแบบปีต่อปี โดยมีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติในกรณีที่ไม่มีการแจ้งบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลา และสัญญาดังกล่าว ข้อ 8.1 ระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ เป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่โจทก์เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มียอดขายสินค้าและมาตรฐานการให้บริการต่ำกว่ามาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาตามข้อ 8.1 จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบโจทก์ ดังนั้นข้อตกลงตามข้อ 8.1 จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 6,196,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินอัตราเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายเลขที่ 78384 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อให้โจทก์เปิดกิจการได้อีกครั้ง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปติดต่อกันเวลา 5 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 38,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 640,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาผู้จำหน่ายเลขที่ 78384 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เฉพาะข้อสัญญาที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพื่อให้โจทก์สามารถเปิดกิจการต่อไปได้ แต่ค่าเสียหายส่วนนี้มิให้คิดเกิน 1 ปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ อะไหล่ และให้บริการซ่อมบำรุงแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ฮอนด้า" ตามสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย โจทก์ลงทุนสร้างสถานประกอบกิจการตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดแล้ว และดำเนินกิจการของโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายฉบับใหม่กับโจทก์และผู้จำหน่ายรายอื่น ตามสัญญาผู้จำหน่าย โดยในสัญญานี้ ข้อ 8.1 ระบุว่า "คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อยเก้าสิบ (90) วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้" ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 โดยนายธีระพัฒน์ กรรมการฝ่ายบริหารฝ่ายขายบริษัทจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น มีหนังสือถึงโจทก์บอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ตามสำเนาหนังสือการบอกเลิกสัญญาผู้จำหน่าย ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ตัดระบบการสั่งซื้อสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 ได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นแทนสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2546 ซึ่งในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย ข้อ 17 กำหนดอายุของสัญญาไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 ในกรณีที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกการต่ออายุสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน ก่อนหมดอายุสัญญา ให้ถือว่าสัญญามีผลใช้บังคับต่อไปอีก 1 ปี ทุกปี จนกว่าจะมีการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวในแต่ละปี ต่อไปทุก ๆ ปี เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ตกลงทำสัญญากันใหม่ขึ้นแทนฉบับเดิม และในสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงเรื่องการเลิกสัญญากำหนดไว้ในข้อ 15 ทำนองว่า การบอกเลิกสัญญานั้น คู่สัญญาต้องแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 15 วัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ที่บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยกเลิกสัญญาโดยไม่แจ้งให้ผู้จำหน่ายทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ กรณีที่ผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดสัญญาข้อตกลงหรือเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งของสัญญาและไม่ดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน นับจากวันได้รับหนังสือเตือนจากบริษัทจำเลยที่ 1 กรณีที่ผู้จำหน่ายหยุดดำเนินกิจการหรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่าหยุดดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน และกรณีที่ผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการชำระหนี้ที่มีต่อบริษัทจำเลยที่ 1 ส่วนข้อ 2.2 กำหนดเรื่องอายุสัญญาไว้ทำนองว่า ให้อายุของสัญญานี้เริ่มตั้งแต่วันทำสัญญาซึ่งระบุไว้ที่หัวสัญญา และสิ้นสุดเมื่อสิ้นเวลาทำการในวันครบรอบปีที่ 1 ของวันทำสัญญา เว้นแต่จะมีการบอกเลิกสัญญาก่อนตามข้อตกลงการบอกเลิกสัญญาตามสัญญานี้ อย่างไรก็ดี หากไม่มีการบอกเลิกสัญญาก่อนตามข้อตกลงการบอกเลิกสัญญานี้ ให้สัญญานี้ได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 1 ปี เมื่อครบอายุสัญญา ส่วนข้อ 8.1 กำหนดเรื่องการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาไว้ทำนองว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ โดยยังคงมีข้อตกลงการบอกเลิกสัญญาเนื่องจากการปฏิบัติผิดสัญญา หรือกรณีเหตุสุดวิสัย หรือเนื่องจากผู้จำหน่ายปฏิบัติผิดสัญญากำหนดไว้ด้วยในข้อ 8.2 ข้อ 8.3 และข้อ 8.4 ตามลำดับ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงที่ระบุให้สิทธิคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีฝ่ายใดปฏิบัติผิดสัญญานั้นมีปรากฏอยู่ในทั้งสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายและสัญญาผู้จำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นข้อตกลงที่มีขึ้นเพื่อรองรับการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่จะไม่ต่ออายุสัญญาดังกล่าวต่อไป หาใช่เป็นข้อตกลงที่ให้สิทธิคู่สัญญาบอกเลิกสัญญาเพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแต่อย่างใดไม่

ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวในสัญญาผู้จำหน่าย และสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย เป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาไม่เป็นธรรมในความหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 หรือไม่นั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติอันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์หรือไม่ โดยมาตรา 4 วรรคสามดังกล่าว ได้ยกตัวอย่างของคำจำกัดความข้างต้นไว้ เช่น เป็นข้อตกลงให้ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ เป็นต้น ซึ่งโจทก์มีนายดุสิต กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและเอกสารที่เกี่ยวข้องว่า โจทก์มีความสนใจที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และทราบจากจำเลยที่ 1 ว่า การจะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้านั้นต้องมีสถานประกอบการเสนอต่อจำเลยที่ 1 โจทก์จึงลงทุนก่อสร้างและตกแต่งอาคารเพื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 จากคำเบิกความของนายดุสิตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความประสงค์จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงมีการแสวงหาข้อมูลด้วยการติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 1 เพื่อทราบถึงคุณสมบัติของผู้จะเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 แล้วจึงมีการจัดทำสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 ซึ่งในสัญญาดังกล่าวระบุข้อตกลงไว้ชัดเจนแล้วเรื่องกำหนดเวลาของสัญญาว่าเป็นสัญญาแบบปีต่อปี โดยมีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติในกรณีที่ไม่มีการแจ้งบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลา และนายดุสิตเองเบิกความยอมรับว่า มีการต่ออายุสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าดังกล่าวโดยอัตโนมัติทุกปีไปตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งปี 2551 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 8.1 ยังคงเป็นไปตามหลักการเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย นอกจากนี้ ยังได้ความจากที่นายดุสิตเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า พี่ชายนายดุสิตเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2533 นายดุสิตเข้าเป็นหุ้นส่วนกับพี่ชายในธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 และทราบว่าธุรกิจของพี่ชายดังกล่าวมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจำนวนมาก เชื่อได้ว่านายดุสิตซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่าย ย่อมทราบถึงเงื่อนไขและคุณสมบัติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 อยู่บ้างแล้ว ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาถึงประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ของนายดุสิตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ตั้งแต่เป็นหุ้นส่วนดำเนินธุรกิจนี้ร่วมกับพี่ชายประกอบด้วย จึงตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 และตามสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยที่ไม่มีการปฏิบัติผิดสัญญาได้ โดยส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน ก่อนถึงวันครบอายุสัญญาของอายุสัญญาดั้งเดิมหรืออายุสัญญาที่ต่อออกไปของสัญญานี้ เป็นข้อสัญญาที่ให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาแก่โจทก์เช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาโดยไม่กล่าวถึงเหตุแห่งการบอกเลิกว่าโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือข้อตกลงในสัญญาอย่างไรบ้างนั้น นอกจากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจะเป็นไปตามข้อตกลงข้อ 8.1 ตามสัญญาผู้จำหน่าย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะมิใช่ข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 มากไปกว่าสิทธิในการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวของโจทก์ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีกว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 นายธีระพัฒน์มีหนังสือถึงโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาผู้จำหน่าย เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 8.1 คือ ส่งหนังสือถึงคู่สัญญาอีกฝ่ายให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วัน เพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ตามกำหนดระยะเวลาของสัญญาที่มีการต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติคราวละ 1 ปี ตามข้อตกลงในสัญญา ข้อ 2.2 อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ที่จะไม่ต่ออายุสัญญาผู้จำหน่ายต่อไปอีก ซึ่งในขณะนั้นนายธีระพัฒน์เป็นพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารฝ่ายขายบริษัทจำเลยที่ 1 และมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 รวมตลอดจนการทำสัญญาและการยกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้จำหน่ายยานพาหนะประเภทรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามแผนผังองค์กรและสำเนาสัญญาจ้างผู้บริหารบริษัทจำเลยที่ การกระทำของนายธีระพัฒน์ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตามอำนาจหน้าที่ของตนนอกจากนี้ ยังได้ความจากนายณัฐชัย พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและเอกสารที่เกี่ยวข้องสรุปความได้ว่า ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่จำเลยที่ 1 นี้ โจทก์ต้องดูแลมาตรฐานการให้บริการทั้งในส่วนการขายและการให้บริการหลังการขายตามมาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด เพื่อให้มีการบริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ดังนั้น การทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น จึงไม่จำกัดการดูแลเฉพาะเรื่องการทำยอดจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบและดูแลการให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอะไหล่และการบริการดูแลซ่อมบำรุงด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 1 จะต้องดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของศูนย์หรือร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์แต่ละราย ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่การทำสัญญาฉบับแรกในปี 2546 โจทก์ส่งช่างบริการเข้าอบรมครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 และจากการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการร้านของโจทก์ได้คะแนนสำหรับการทำยอดจำหน่ายตามเป้าหมายในปี 2548 เพียง 42 คะแนน ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของตัวแทนจำหน่ายสินค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าของจำเลยที่ 1 ทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 80 คะแนน ส่วนในปี 2549 ร้านของโจทก์ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 29 คะแนน ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 83 คะแนน ตามใบสรุปผลการดำเนินงานของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีนโยบายไม่ว่าจ้างบริษัทไปตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของตัวแทนจำหน่ายที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน เป็นหน้าที่ของตัวแทนจำหน่ายซึ่งได้คะแนนต่ำนั่นเองที่จะต้องมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอนัดหมายการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการเมื่อพร้อมให้ตรวจสอบ แต่โจทก์ก็ไม่ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอนัดหมายให้มีการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการของโจทก์ตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งวันที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกการต่ออายุสัญญา ซึ่งนายดุสิต กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานยอมรับว่า ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของโจทก์ลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญา ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์มียอดขายสินค้าและมาตรฐานการให้บริการต่ำกว่ามาตรฐานที่จำเลยที่ 1 กำหนด ส่วนที่นายดุสิตอ้างถึงเหตุที่ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของโจทก์ลดลงว่า เพราะนายธีระพัฒน์ไม่พอใจที่นายดุสิตแสดงความเห็นในการประชุมตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ 1 ว่า นายธีระพัฒน์จัดสรรโควตารถจักรยานยนต์ให้แก่ตัวแทนจำหน่ายไม่เป็นธรรมนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นการประชุมในปี 2551 ข้อเท็จจริงปรากฏว่ายอดขายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ลดลงตั้งแต่ปี 2550 ก่อนมีการแสดงความเห็นในที่ประชุมดังกล่าว คำเบิกความของนายดุสิตกับข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกัน ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์แจ้งจำนวนลูกค้าประสงค์จะสั่งซื้อรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจากโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจัดส่งรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้แก่โจทก์เพียงพอตามจำนวนลูกค้าซึ่งสั่งซื้อหรือสั่งจองสินค้าล่วงหน้าแต่อย่างใด และที่โจทก์กล่าวอ้างว่านายธีระพัฒน์กลั่นแกล้งโจทก์ทำให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าลดลงนั้นก็ขัดต่อเหตุและผล เพราะหากนายธีระพัฒน์กลั่นแกล้งจริงย่อมต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจของจำเลยที่ 1 ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนายธีระพัฒน์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายบริหารงานขายย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในการบอกเลิกการต่ออายุสัญญาผู้จำหน่าย ด้วยการมีหนังสือบอกเลิกการต่ออายุสัญญาล่วงหน้า 90 วัน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาสิ้นอายุสัญญา ไม่ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือบอกเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นการปฏิบัติผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงตามสัญญาแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อตกลงที่ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกการต่ออายุสัญญาตามข้อ 8.1 แห่งสัญญาผู้จำหน่าย จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงตามข้อ 8.1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 การที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกการต่ออายุสัญญาดังกล่าวเพื่อยุติการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติรายปีอันสืบเนื่องจากโจทก์มียอดจำหน่ายต่ำกว่าเป้าหมายและขาดการตรวจสอบมาตรฐานและประเมินการให้บริการในฐานะตัวแทนจำหน่ายสินค้าและการให้บริการในนามจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยข้อตกลงข้อ 8.1 ในสัญญาผู้จำหน่าย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อตกลงข้อ 8.1 ดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 สัญญาผู้จำหน่าย จึงไม่เลิกกันนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการชี้สองสถาน และให้นัดสืบพยานโจทก์และพยานฝ่ายจำเลยต่อไป จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้าน กลับแถลงว่าประสงค์จะสืบพยาน 2 ปาก ใช้เวลาสืบพยาน 1 นัด และดำเนินกระบวนพิจารณาถามค้านพยานโจทก์ที่นำเข้าสืบและนำสืบพยานจำเลยที่ 1 จนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและถือได้ว่ากรณีไม่มีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอุทธรณ์ได้อีก เพราะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 6 กันยายน 2554 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9 ม. 38
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายคมน์ทนงชัย ฉายไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
ปริญญา ดีผดุง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10293/2559
#607970
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องโจทก์จะบรรยายเพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้มีชื่อ แต่คำฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์กับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยให้ปรากฏแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 เข้าใจถึงสาระสำคัญแห่งคำฟ้องที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับถัดจากฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 67,437 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 111 สตูล ไว้จากนางวนิดา มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจสุภัตร ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสายบ้านปลักมาลัย-บ้านแลหลา จากทางด้านสายละงู-ทุ่งหว้า มุ่งหน้าไปทางบ้านแลหลา ถนนดังกล่าวแบ่งช่องเดินรถออกเป็น 2 ช่อง ให้รถแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1588 สตูล สวนทาง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล รถทั้งสองคันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 65,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1นำรถยนต์ไปใช้ เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บง 1588 สตูล ซึ่งเดิมเป็นหมายเลขทะเบียน ปต 5548 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากผู้มีชื่อ โดยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเกิดจากการใช้รถยนต์ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยจำเลยที่ 3 จะถือว่าบุคคลใดที่ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย สั่งการ วานใช้จากจำเลยที่ 2 จนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัย ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากผู้มีชื่อโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย แต่คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นที่เข้าใจถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์กับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยให้ปรากฏแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ก็ให้การยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 เข้าใจถึงสาระสำคัญแห่งคำฟ้องโจทก์ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายฮารอไม ชายเหตุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายพิชิต ลิ้มวานิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา