คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567
#708246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ ร. มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่ ร. ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่า ส่งมอบที่ดินคืน และกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีและยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงวินิจฉัยสรุปความว่า สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มีผลบังคับ 10 ปี ซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิม แม้จะกล่าวในตอนท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องหมายถึงประเด็นอื่นเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิมเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งให้ครบถ้วนตามอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) แม้ศาลฎีกาแผนกคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา แต่เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้ ที่โจทก์ฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 3,528.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 คืนแก่จำเลย และกลบที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม หากโจทก์ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิมเอง โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่า (วันที่ 7 มกราคม 2563) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับนายอรรถพันธ์มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่นายอรรถพันธ์ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นผู้จัดการมรดกของนายอรรถพันธ์จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่า ส่งมอบที่ดินคืน และกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีและยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงวินิจฉัยสรุปความว่า สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มีผลบังคับ 10 ปี ซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิม แม้จะกล่าวในตอนท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องหมายถึงประเด็นอื่นเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิมเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งให้ครบถ้วนตามอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) แม้ศาลฎีกาแผนกคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา แต่เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้ ที่โจทก์ฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายบุญครอง พรพนาทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา หวังเกียรติ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2567
#713871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนสิ้นเชิง พฤติการณ์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 196,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 1,850 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ให้ไว้กับโจทก์โดยยอมผูกพันตนชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ (เจ้าของ) จนครบถ้วน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อบางส่วนแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หลังโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วโจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้แล้วนำออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คู่ความไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) และตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นกรณีจำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันในการก่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ในระหว่างสมรสตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ได้มาตกลงผูกพันตนที่จะชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ด้วย ทั้งนี้ตามสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) และข้อมูลทะเบียนครอบครัว ซึ่งตามข้อมูลทะเบียนครอบครัวมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ก่อนวันทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อมูลทะเบียนครอบครัวดังกล่าวออกให้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏรายการจดทะเบียนการหย่า จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ กรณีไม่ใช่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 อันเป็นเวลาภายหลังจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในการทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ระบุสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นภริยาหรือคู่สมรสของจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่ามีการมอบสำเนาทะเบียนสมรสให้กับโจทก์ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงชื่อและชื่อสกุลของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาว่าชื่อนางสาวชิษณุชา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า ในขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ทราบสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 2 ย่อมทราบว่าตนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะทำสัญญาลูกหนี้ร่วม(เช่าซื้อ) จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนสิ้นเชิง พฤติการณ์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จึงเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อก่อให้เกิดหนี้ขึ้นในขณะที่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างสมรส นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในการชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 2,050 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 1,850 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ อุดมผล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567
#709576
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองโดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคําฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11), 336 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 48 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี..." เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ซ. ผู้เสียหาย ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมจึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ทั้งคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 โดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย นั้น จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 36 ปีเศษ และ 26 ปีเศษ ตามลำดับ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันกระทำความผิดคิดมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปเป็นถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 500 ถัง และมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ทั้งมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวมทั้งหมด 8 ครั้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไว้วางใจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสอง และอัตราโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองวางก่อนลด 1 ปี 6 เดือน เป็นอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องไป ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว โดยหาจำต้องคำนึงว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาศาลได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกันเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดระยะเวลาเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินในราชการที่อาจมีระยะเวลาถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีปกติสุรทิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 83 ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวฐิตพร พงษ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567
#717474
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองโดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11), 336 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 48 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี..." เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ซ. ผู้เสียหาย ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมจึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ทั้งคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 โดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย นั้น จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 36 ปีเศษ และ 26 ปีเศษ ตามลำดับ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันกระทำความผิดคิดมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปเป็นถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 500 ถัง และมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ทั้งมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวมทั้งหมด 8 ครั้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไว้วางใจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสอง และอัตราโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองวางก่อนลด 1 ปี 6 เดือน เป็นอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องไป ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว โดยหาจำต้องคำนึงว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาศาลได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกันเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดระยะเวลาเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินในราชการที่อาจมีระยะเวลาถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีปกติสุรทิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567
#706037
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 182 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรและภริยาผู้ตาย 500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของผู้ร้องที่ 1 และมารดาผู้ตาย คนละ 100,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าเสียเวลาของญาติ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้และค่าเสียเวลาของญาติ สำหรับผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง การที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี สำหรับในคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับผู้ร้องทั้งสองให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุตามฟ้อง นายยุวรัตน์ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กชายเจษฎา เพื่อนผู้ตายขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายมาด้วยไปตามถนนสาธารณะสายปากคู – กอตาก ที่เกิดเหตุ เพื่อไปเที่ยวงานรื่นเริงซึ่งจัดขึ้นที่วัดปากคู เมื่อผู้ตายขับมาถึงบริเวณหน้าวัดปากคู มีคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมา จากนั้นคนร้ายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกลำตัวและรักแร้ซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า เด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยเนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อน และนายจักรินทร์หรือคิว เล่าให้ฟังก่อนเกิดเหตุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเรื่องทะเลาะท้าทายกัน ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำไว้ทันทีในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุโดยมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงยากที่จะเชื่อว่าการให้ถ้อยคำอย่างกะทันหันเช่นนั้นเกิดขึ้นจากถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเสี้ยมสอน ฉะนั้น หากเด็กชายเจษฎาไม่รู้จักจำเลยมาก่อนตามที่เบิกความไว้ในชั้นพิจารณาจริง แล้วเหตุใดในการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงสามารถอ้างชื่อคนร้ายว่าคือนายไอซ์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาในชั้นสอบสวนซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพ นอกจากเด็กชายเจษฎาจะยังคงให้การยืนยันเช่นเดิมว่าเห็นและจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว เด็กชายเจษฎายังให้การในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุที่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนไว้ด้วยว่า เพิ่งเคยเห็นจำเลยเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากนายจักรินทร์ชี้ให้ดูว่าเป็นคนที่มีเรื่องกันมาก่อน ทำให้เชื่อได้ว่าเด็กชายเจษฎาจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับนายจักรินทร์ก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุ อันเป็นการให้การในทันทีเช่นกันว่า หลังเกิดเหตุได้พบกับเด็กชายเจษฎาที่โรงพยาบาล เด็กชายเจษฎาเล่าให้ฟังว่าเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สนับสนุนถ้อยคำและคำให้การของเด็กชายเจษฎาที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายมีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น การที่เด็กชายเจษฎามาเบิกความในภายหลังว่าไม่สามารถจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นใคร ไม่เคยมีบุคคลใดชี้ให้พยานดูจำเลยหรือเล่าให้ฟังว่าจำเลยมีปัญหากับผู้ตาย โดยไม่ปรากฏเหตุผลสมควรอันใดที่ทำให้พยานเบิกความกลับคำเช่นนั้น บ่งชี้ชัดว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ นับเป็นกรณีที่ถือว่ามีเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังบันทึกถ้อยคำและคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กชายเจษฎา ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้เด็กชายเจษฎาประจักษ์พยานโจทก์เห็นใบหน้าคนร้ายได้นั้น ในข้อนี้เด็กชายเจษฎาเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนประกอบกันว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพ้นล้อหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายไปได้ครึ่งคัน พยานจึงเห็นคนนั่งซ้อนท้ายว่าเป็นจำเลยซึ่งกำลังหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายโดยอาศัยแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายและแสงจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟังว่ามีแหล่งของแสงสว่างที่ทำให้เด็กชายเจษฎาสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้จริง โดยขณะที่เห็นนั้น รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปแล้วครึ่งคัน ย่อมอยู่ในรัศมีการส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยายนต์ของผู้ตายได้ หาใช่เรื่องที่เด็กชายเจษฎาเบิกความว่าเห็นคนร้ายในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยกำลังแล่นตามมาข้างหลังทำให้ถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถของคนร้ายย้อนสายตาอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นหน้าคนร้ายได้ไม่ชัดเจนดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ส่วนที่ในวันเกิดเหตุ เด็กชายเจษฎามิได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนเกี่ยวกับแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตาย คงกล่าวถึงแต่แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะ ครั้นต่อมาในชั้นสอบสวนเพิ่มเติม เด็กชายเจษฎาจึงค่อยกล่าวถึงแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นข้อพิรุธสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน เพราะในชั้นให้ถ้อยคำเป็นระยะเวลากะทันหันใกล้ชิดกับเหตุ ไม่ทันมีโอกาสที่เด็กชายเจษฎาจะได้ย้อนพิจารณานึกถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดรอบคอบว่าแสงสว่างที่ทำให้ตนมองเห็นคนร้ายในที่เกิดเหตุมีที่มาจากแหล่งใด โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายเจษฎาได้ให้ถ้อยคำไว้ตั้งแต่แรกโดยชัดเจนแล้วว่าตนเองมองเห็นคนร้ายขณะรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงเลยรถจักรยานยนต์ผู้ตายขึ้นไปอยู่ข้างหน้า โดยสภาพจากตำแหน่งรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยดังกล่าวย่อมต้องอยู่ในรัศมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายย่อมถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายสาดส่องต้องใบหน้าอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นและจดจำได้ว่าเป็นจำเลย จากนั้นค่อยมาให้การเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวในภายหลัง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปรากฏว่า มีเสาไฟฟ้าสาธารณะต้นที่อยู่ฝั่งถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 17 เมตร กับอีกต้นหนึ่งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร แม้ค่อนข้างไกลอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ส่องสว่างมาถึงจุดเกิดเหตุไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจนดังที่ปรากฏจากภาพถ่ายประกอบคดีตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ายังพอมีแสงส่องสว่างที่ทำให้บริเวณถนนที่เกิดเหตุไม่ถึงกับมืดสนิท ยิ่งเมื่อมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายมาประกอบด้วยแล้ว จึงเพียงพอแก่การมองเห็นและจำกันได้ไม่ผิดพลาด สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุคดีนี้ของจำเลยนั้น นอกจากเด็กชายเจษฎาจะเบิกความว่าเกิดจากที่ผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทท้าทายกันกับจำเลยมาก่อนซึ่งนายจักรินทร์เป็นผู้เล่าให้พยานฟังแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายก็เบิกความสนับสนุนว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน เมื่อผู้ตายไปเยี่ยมพยานที่บ้าน ผู้ตายเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ผู้ตายมีเรื่องท้าทายกันกับจำเลยตามประสาวัยรุ่น เฉพาะอย่างยิ่ง นายจักรินทร์พี่เขยผู้ตายซึ่งให้การในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองก็ยืนยันว่าในขณะที่อยู่กับผู้ตาย ตนเคยถูกจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่มาแล้ว และจำเลยไม่พอใจท่าทางการเดินที่ผิดปกติโดยธรรมชาติของผู้ตายซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นการเดินยั่วโทสะจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยท้าทายตนและผู้ตายให้ไปต่อสู้กัน และแม้แต่นายณัฐกร พยานจำเลยซึ่งจำเลยมักไปนอนค้างที่บ้านของพยานบ่อยครั้งก็เบิกความว่า ในช่วงการจัดงานรื่นเริงที่วัดปากคูก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายจักรินทร์เคยชกต่อยพยาน ซึ่งพยานโทรศัพท์เรียกจำเลยให้มารับพยาน ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุบาดหมางกับผู้ตายตามประสาวัยรุ่นมาก่อน หาใช่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายเสียเลยดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็มีเพียงจำเลยและเพื่อนของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงค่อยลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า การลดโทษเพราะเหตุอ่อนอายุตามบทมาตราดังกล่าวเป็นการลดจากมาตราส่วนโทษสำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้หลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แสดงชัดอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเลือกใช้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตในการวางโทษจำเลย เมื่อจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เช่นนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 บัญญัติให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามจากโทษจำคุกห้าสิบปีนั้น คงเหลือโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลย 33 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้วค่อยลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนอาญา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เมื่อลดมาตราส่วนให้หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง หากผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 วรรคหนึ่ง ม. 182 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวธนาพร ร่มรื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567
#719879
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 182 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรและภริยาผู้ตาย 500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของผู้ร้องที่ 1 และมารดาผู้ตาย คนละ 100,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าเสียเวลาของญาติ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้และค่าเสียเวลาของญาติ สำหรับผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง การที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี สำหรับในคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับผู้ร้องทั้งสองให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุตามฟ้อง นายยุวรัตน์ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กชายเจษฎา เพื่อนผู้ตายขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายมาด้วยไปตามถนนสาธารณะสายปากคู–กอตาก ที่เกิดเหตุ เพื่อไปเที่ยวงานรื่นเริงซึ่งจัดขึ้นที่วัดปากคู เมื่อผู้ตายขับมาถึงบริเวณหน้าวัดปากคู มีคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมา จากนั้นคนร้ายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกลำตัวและรักแร้ซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า เด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยเนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อน และนายจักรินทร์ เล่าให้ฟังก่อนเกิดเหตุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเรื่องทะเลาะท้าทายกัน ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำไว้ทันทีในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุโดยมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงยากที่จะเชื่อว่าการให้ถ้อยคำอย่างกะทันหันเช่นนั้นเกิดขึ้นจากถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเสี้ยมสอน ฉะนั้น หากเด็กชายเจษฎาไม่รู้จักจำเลยมาก่อนตามที่เบิกความไว้ในชั้นพิจารณาจริง แล้วเหตุใดในการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงสามารถอ้างชื่อคนร้ายว่าคือนายไอซ์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาในชั้นสอบสวนซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพ นอกจากเด็กชายเจษฎาจะยังคงให้การยืนยันเช่นเดิมว่าเห็นและจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว เด็กชายเจษฎายังให้การในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุที่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนไว้ด้วยว่า เพิ่งเคยเห็นจำเลยเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากนายจักรินทร์ชี้ให้ดูว่าเป็นคนที่มีเรื่องกันมาก่อน ทำให้เชื่อได้ว่าเด็กชายเจษฎาจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับนายจักรินทร์ก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุ อันเป็นการให้การในทันทีเช่นกันว่า หลังเกิดเหตุได้พบกับเด็กชายเจษฎาที่โรงพยาบาล เด็กชายเจษฎาเล่าให้ฟังว่าเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สนับสนุนถ้อยคำและคำให้การของเด็กชายเจษฎาที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายมีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น การที่เด็กชายเจษฎามาเบิกความในภายหลังว่าไม่สามารถจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นใคร ไม่เคยมีบุคคลใดชี้ให้พยานดูจำเลยหรือเล่าให้ฟังว่าจำเลยมีปัญหากับผู้ตาย โดยไม่ปรากฏเหตุผลสมควรอันใดที่ทำให้พยานเบิกความกลับคำเช่นนั้น บ่งชี้ชัดว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ นับเป็นกรณีที่ถือว่ามีเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังบันทึกถ้อยคำและคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กชายเจษฎา ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้เด็กชายเจษฎาประจักษ์พยานโจทก์เห็นใบหน้าคนร้ายได้นั้น ในข้อนี้เด็กชายเจษฎาเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนประกอบกันว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพ้นล้อหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายไปได้ครึ่งคัน พยานจึงเห็นคนนั่งซ้อนท้ายว่าเป็นจำเลยซึ่งกำลังหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายโดยอาศัยแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายและแสงจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟังว่ามีแหล่งของแสงสว่างที่ทำให้เด็กชายเจษฎาสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้จริง โดยขณะที่เห็นนั้น รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปแล้วครึ่งคัน ย่อมอยู่ในรัศมีการส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายได้ หาใช่เรื่องที่เด็กชายเจษฎาเบิกความว่าเห็นคนร้ายในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยกำลังแล่นตามมาข้างหลังทำให้ถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถของคนร้ายย้อนสายตาอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นหน้าคนร้ายได้ไม่ชัดเจนดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ส่วนที่ในวันเกิดเหตุ เด็กชายเจษฎามิได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนเกี่ยวกับแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตาย คงกล่าวถึงแต่แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะ ครั้นต่อมาในชั้นสอบสวนเพิ่มเติม เด็กชายเจษฎาจึงค่อยกล่าวถึงแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นข้อพิรุธสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน เพราะในชั้นให้ถ้อยคำเป็นระยะเวลากะทันหันใกล้ชิดกับเหตุ ไม่ทันมีโอกาสที่เด็กชายเจษฎาจะได้ย้อนพิจารณานึกถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดรอบคอบว่าแสงสว่างที่ทำให้ตนมองเห็นคนร้ายในที่เกิดเหตุมีที่มาจากแหล่งใด โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายเจษฎาได้ให้ถ้อยคำไว้ตั้งแต่แรกโดยชัดเจนแล้วว่าตนเองมองเห็นคนร้ายขณะรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงเลยรถจักรยานยนต์ผู้ตายขึ้นไปอยู่ข้างหน้า โดยสภาพจากตำแหน่งรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยดังกล่าวย่อมต้องอยู่ในรัศมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายย่อมถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายสาดส่องต้องใบหน้าอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นและจดจำได้ว่าเป็นจำเลย จากนั้นค่อยมาให้การเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวในภายหลัง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปรากฏว่า มีเสาไฟฟ้าสาธารณะต้นที่อยู่ฝั่งถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 17 เมตร กับอีกต้นหนึ่งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร แม้ค่อนข้างไกลอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ส่องสว่างมาถึงจุดเกิดเหตุไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจนดังที่ปรากฏจากภาพถ่ายประกอบคดีตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ายังพอมีแสงส่องสว่างที่ทำให้บริเวณถนนที่เกิดเหตุไม่ถึงกับมืดสนิท ยิ่งเมื่อมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายมาประกอบด้วยแล้ว จึงเพียงพอแก่การมองเห็นและจำกันได้ไม่ผิดพลาด สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุคดีนี้ของจำเลยนั้น นอกจากเด็กชายเจษฎาจะเบิกความว่าเกิดจากที่ผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทท้าทายกันกับจำเลยมาก่อนซึ่งนายจักรินทร์เป็นผู้เล่าให้พยานฟังแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายก็เบิกความสนับสนุนว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน เมื่อผู้ตายไปเยี่ยมพยานที่บ้าน ผู้ตายเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ผู้ตายมีเรื่องท้าทายกันกับจำเลยตามประสาวัยรุ่น เฉพาะอย่างยิ่งนายจักรินทร์พี่เขยผู้ตายซึ่งให้การในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองก็ยืนยันว่าในขณะที่อยู่กับผู้ตาย ตนเคยถูกจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่มาแล้ว และจำเลยไม่พอใจท่าทางการเดินที่ผิดปกติโดยธรรมชาติของผู้ตายซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นการเดินยั่วโทสะจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยท้าทายตนและผู้ตายให้ไปต่อสู้กัน และแม้แต่นายณัฐกร พยานจำเลยซึ่งจำเลยมักไปนอนค้างที่บ้านของพยานบ่อยครั้งก็เบิกความว่า ในช่วงการจัดงานรื่นเริงที่วัดปากคูก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายจักรินทร์เคยชกต่อยพยาน ซึ่งพยานโทรศัพท์เรียกจำเลยให้มารับพยาน ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุบาดหมางกับผู้ตายตามประสาวัยรุ่นมาก่อน หาใช่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายเสียเลยดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็มีเพียงจำเลยและเพื่อนของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงค่อยลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า การลดโทษเพราะเหตุอ่อนอายุตามบทมาตราดังกล่าวเป็นการลดจากมาตราส่วนโทษสำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้หลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แสดงชัดอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเลือกใช้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตในการวางโทษจำเลย เมื่อจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เช่นนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 บัญญัติให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามจากโทษจำคุกห้าสิบปีนั้น คงเหลือโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลย 33 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้วค่อยลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนอาญา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เมื่อลดมาตราส่วนให้หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง หากผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 วรรคหนึ่ง ม. 182 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวธนาพร ร่มรื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567
#709577
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนรถยนต์ของกลางเพียงว่า รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดโดยใช้ลำเลียงขนส่งบุหรี่ของกลาง โดยไม่ได้บรรยายว่าใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางด้วย แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้ยานพาหนะของกลางในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลาง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลริบยานพาหนะที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการขนย้ายของที่โดยสภาพหรือจำนวนไม่สะดวกหรือไม่อาจขนย้ายได้หากปราศจากยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาปริมาณบุหรี่ของกลางที่ไม่ได้เสียภาษีอากรและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งมีจำนวนและน้ำหนักเพียงเล็กน้อย โดยสภาพและจำนวนบุหรี่ของกลางไม่ถึงกับต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะใส่หรือวางบุหรี่ของกลางไว้ในรถยนต์ของกลาง แต่เมื่อยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นจึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการขนย้ายบุหรี่ของกลางตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 165, 166, 167, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 159, 165, 203, 206, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศและรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 206 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกคือ ให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ โดยรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 1,728 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่ลดโทษให้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถยนต์ของกลาง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวซุกซ่อนขนย้ายบุหรี่ของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถยนต์โดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้สัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถยนต์ของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันกรอส ยานพาหนะอื่นใด เว้นแต่อากาศยาน หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือสิ่งใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัดหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนรถยนต์ของกลางเพียงว่า รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดโดยใช้ลำเลียงขนส่งบุหรี่ของกลาง โดยไม่ได้บรรยายว่าใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางด้วย แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้ยานพาหนะของกลางในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลาง เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ให้นิยามคำว่า "ย้าย" "ขน" และ "ลำเลียงขนส่ง" ไว้ แต่ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้นิยามคำว่า "ย้าย" ที่เป็นคำกริยาหมายความว่าทำให้เคลื่อนจากที่หนี่งไปยังอีกที่หนึ่ง คำว่า "ลำเลียง" หมายความว่า ขนถ่ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น ลำเลียงอาหาร ลำเลียงอาวุธ คำว่า "ขนส่ง" เป็นคำนามหมายความว่า ธุรกิจเกี่ยวด้วยการขนและส่ง เช่น ขนส่งสินค้า และคำว่า "ขน" ที่เป็นคำกริยาหมายความว่าเอาสิ่งของ เป็นต้นจำนวนมากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยบรรทุก หาบ หาม หรือด้วยวิธีอื่น จากคำนิยามดังกล่าว ขน จึงหมายถึง การย้ายสิ่งของจำนวนมากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และการลำเลียงขนส่ง หมายถึงการขนถ่ายหรือขนส่งสินค้าหรือสิ่งของจำนวนมาก มิใช่กรณีสินค้าหรือสิ่งของจำนวนเพียงเล็กน้อย อันแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 165 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลริบยานพาหนะที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการขนย้ายของที่โดยสภาพหรือจำนวนไม่สะดวกหรือไม่อาจขนย้ายได้หากปราศจากยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาตามที่บรรยายในคำฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพกับที่ฟังเป็นยุติถึงปริมาณบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่ไม่ได้เสียภาษีอากรและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร มีจำนวนเพียง 90 ซอง น้ำหนัก 1,710 กรัม ซึ่งเป็นจำนวนและน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยสภาพและจำนวนบุหรี่ของกลางไม่ถึงกับต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะใส่หรือวางบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้ในรถยนต์ของกลาง แต่เมื่อยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นจึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการขนย้ายบุหรี่ของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 อีกทั้งบุหรี่ของกลางมีราคา 270 บาท มีการหลีกเลี่ยงการเสียอากรขาเข้าเป็นเงิน 162 บาท รวมราคาของและค่าอากรขาเข้าด้วยกันอันเป็นฐานการคำนวณค่าปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แล้วเป็นเงินเพียง 432 บาท และค่าภาษีสรรพสามิตคิดเป็นเงินเพียง 4,533 บาท จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดเพียงเล็กน้อย ประกอบกับการลงโทษจำเลยทั้งสองโดยการริบรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดที่ไม่มีการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางดังกล่าว จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง โดยให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาง ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นางสาวมณีนุช แสงสุวรรณนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
เสถียร ศรีทองชัย
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567
#708244
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องกำหนดค่าเสียหายแทน โดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนกันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปนั้น ถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอายัดรถพิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษคืนรถให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ห้ามโจทก์นำรถออกใช้ประโยชน์ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการใช้รถพิพาทตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์จนปัจจุบัน รวมเวลากว่า 13 ปี รถพิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถพิพาทลดลง กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะคืนรถแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์รถพิพาทของโจทก์เป็นค่าเสียหายชดใช้แทนที่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การหรือนำสืบถึง สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถพิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถพิพาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์ 23,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้คำสั่งและหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โจทก์สั่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กีนี รุ่นเมอร์ซีเอลาโก เอสวี จากจำเลยที่ 1 ในราคา 39,000,0000 บาท และชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยใส่ชื่อธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้หมายเลขทะเบียน ฌพ 2xxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาทและแจ้งอายัดทะเบียนรถยนต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ารถยนต์พิพาทถูกลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงราคา ข้อห้าม ข้อจำกัด และหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าหรือที่ยังมิได้ผ่านพิธีการของศุลกากรโดยถูกต้อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปดูแลรักษา กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบแล้วพบหลักฐานราคาจากประเทศต้นกำเนิดเป็นบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทมีชื่อบริษัท บ. ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศของบริษัท ล. ผู้จำหน่ายรถยนต์พิพาทในสาธารณรัฐอิตาลีเป็นคู่สัญญาแสดงราคาขาย 286,015 ยูโร แต่เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทที่ยื่นต่อกรมศุลกากรกลับระบุชื่อบริษัท จ. เป็นคู่สัญญาและเปลี่ยนราคาซื้อขายเป็น 98,520 ดอลลาร์สหรัฐ และใบขนสินค้าที่บริษัท จ. ยื่นต่อกรมศุลกากรแสดงราคาไว้ 3,425,585 บาท กรมศุลกากรคำนวณภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตามราคาซื้อขายในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริง 12,634,998.64 บาท แล้วมียอดภาษีอากรขาด 30,206,877.07 บาท แสดงว่ามีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) รถยนต์พิพาทเป็นเท็จต่อกรมศุลกากรโดยแสดงราคารถยนต์พิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรถยนต์พิพาทยังเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าไม่ครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมต้องทราบราคาซื้อขายที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งหมดจากราคาขายในเบื้องต้นออกมาเป็นราคาที่สมควรขายให้แก่ลูกค้าในประเทศ ทั้งตามบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ใบขนสินค้าและใบเสร็จรับเงินค้าขายรถยนต์พิพาทที่บริษัท จ. ออกให้จำเลยที่ 1 พบว่าราคารถยนต์ 3,425,585 บาท ภาษีรวมทั้งสิ้น 11,235,916 บาท รวมเป็นเงิน 14,661,501 บาท แต่บริษัท จ. ขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 14,950,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 สามารถนำไปขายให้โจทก์ได้ในราคาสูงถึง 39,000,000 บาท ซึ่งการชำระภาษีไม่ครบถ้วนย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผลกำไรจำนวนมาก แสดงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสำแดงราคาต่ำกว่าความจริงและชำระภาษีเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยเจตนาฉ้อโกงภาษี จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมไปโดยสำคัญผิดว่ารถยนต์พิพาทนำเข้ามาโดยชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 แม้โจทก์จะไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ต้องนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทมาหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" ซึ่งผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องให้ค่าเสียหายแทนโดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนแก่กันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายนั้นถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยึดอายัดรถยนต์พิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ได้ห้ามโจทก์นำรถยนต์ออกใช้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทนับแต่นั้นตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี รถยนต์พิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถยนต์พิพาทลดลงกรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของโจทก์จึงเป็นค่าเสียหายชดใช้แทน ซึ่งค่าเสียหายชดใช้แทนศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การและนำสืบถึงเรื่องค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมราคาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำค่าเสื่อมราคามาหักจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 24,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาที่โจทก์ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทและรถยนต์ต้องเสื่อมสภาพตามอายุเวลาการใช้งาน ประกอบทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถยนต์พิพาทดังกล่าวแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 23,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 23,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ใจพันธุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567
#713870
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องกำหนดค่าเสียหายแทน โดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนกันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปนั้น ถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้คำสั่งและหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โจทก์สั่งซื้อรถยนต์ จากจำเลยที่ 1 ในราคา 39,000,0000 บาท และชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยใส่ชื่อธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้หมายเลขทะเบียน ฌพ xxxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาทและแจ้งอายัดทะเบียนรถยนต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ารถยนต์พิพาทถูกลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงราคา ข้อห้าม ข้อจำกัด และหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าหรือที่ยังมิได้ผ่านพิธีการของศุลกากรโดยถูกต้อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปดูแลรักษา กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบแล้วพบหลักฐานราคาจากประเทศต้นกำเนิดเป็นบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทมีชื่อบริษัท บ. ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศของบริษัท ล. ผู้จำหน่ายรถยนต์พิพาทในสาธารณรัฐอิตาลีเป็นคู่สัญญาแสดงราคาขาย 286,015 ยูโร แต่เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทที่ยื่นต่อกรมศุลกากรกลับระบุชื่อบริษัท จ. เป็นคู่สัญญาและเปลี่ยนราคาซื้อขายเป็น 98,520 ดอลลาร์สหรัฐ และใบขนสินค้าที่บริษัท จ. ยื่นต่อกรมศุลกากรแสดงราคาไว้ 3,425,585 บาท กรมศุลกากรคำนวณภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตามราคาซื้อขายในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริง 12,634,998.64 บาท แล้วมียอดภาษีอากรขาด 30,206,877.07 บาท แสดงว่ามีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) รถยนต์พิพาทเป็นเท็จต่อกรมศุลกากรโดยแสดงราคารถยนต์พิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรถยนต์พิพาทยังเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าไม่ครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมต้องทราบราคาซื้อขายที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งหมดจากราคาขายในเบื้องต้นออกมาเป็นราคาที่สมควรขายให้แก่ลูกค้าในประเทศ ทั้งตามบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ใบขนสินค้าและใบเสร็จรับเงินค้าขายรถยนต์พิพาทที่บริษัท จ. ออกให้จำเลยที่ 1 พบว่าราคารถยนต์ 3,425,585 บาท ภาษีรวมทั้งสิ้น 11,235,916 บาท รวมเป็นเงิน 14,661,501 บาท แต่บริษัท จ. ขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 14,950,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 สามารถนำไปขายให้โจทก์ได้ในราคาสูงถึง 39,000,000 บาท ซึ่งการชำระภาษีไม่ครบถ้วนย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผลกำไรจำนวนมาก แสดงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสำแดงราคาต่ำกว่าความจริงและชำระภาษีเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยเจตนาฉ้อโกงภาษี จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมไปโดยสำคัญผิดว่ารถยนต์พิพาทนำเข้ามาโดยชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 แม้โจทก์จะไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ต้องนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทมาหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" ซึ่งผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องให้ค่าเสียหายแทนโดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนแก่กันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายนั้นถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยึดอายัดรถยนต์พิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ได้ห้ามโจทก์นำรถยนต์ออกใช้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทนับแต่นั้นตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี รถยนต์พิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถยนต์พิพาทลดลง กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของโจทก์จึงเป็นค่าเสียหายชดใช้แทน ซึ่งค่าเสียหายชดใช้แทนศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การและนำสืบถึงเรื่องค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมราคาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำค่าเสื่อมราคามาหักจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 24,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาที่โจทก์ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทและรถยนต์ต้องเสื่อมสภาพตามอายุเวลาการใช้งาน ประกอบทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถยนต์พิพาทดังกล่าวแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 23,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 23,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567
#713869
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90 ก็ตาม แต่มาตรา 87 (2) บัญญัติว่า แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทางหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องแท้จริงอย่างไร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าศาลไม่ควรรับฟังเท่านั้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่มีเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 รับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวาร ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้องในที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ขนย้ายทรัพย์สินออกไปให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 2 พร้อมบริวาร ให้รื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองและกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยไม่กำหนดค่าทนายความให้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายบรรจง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้สงวนที่ดินนอกเขตทางหลวงไว้เพื่อประโยชน์แก่งานทางตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 32.7 ตารางวา ทำให้แนวเขตที่ดินสงวนนอกเขตทางหลวงทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เป็นจำนวนเนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 77.8 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ตามแผนที่พิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทใหม่ โดยวัดจากริมทางหลวงดังกล่าว ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) จำเลยที่ 2 จัดทำทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง (ด./1) ได้รับอุทิศ หรือซื้อ หรือสงวน หรือขึ้นทะเบียนไว้ใช้ประโยชน์ของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ประโยชน์เป็นบ่อวัสดุงานทาง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ตามประกาศกระทรวงคมนาคม ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองออกโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ทับที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ส่วนที่ดินที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางเป็นที่ดินคนละแปลงและตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ออกทับที่ดินของจำเลยที่ 2 เห็นว่า ตามหนังสือของกรมที่ดิน เรื่อง การจัดที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินขึ้นเป็นของทบวงการเมืองเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 1 และแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดิน เรื่อง สงวนที่ดินไว้สำหรับใช้วัตถุสร้างทางเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 ในปี 2502 กระทรวงคมนาคมขอสงวนที่ดินรกร้างว่างเปล่าริมทางหลวงสายนิตตะโย (อุดร - ธาตุนาเวง - นครพนม) ในท้องที่ตำบลกุรุคุ 17 แปลง และตำบลนาทราย 1 แปลง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่วัตถุสร้างทาง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นของกรมทางหลวงแผ่นดินตามความในมาตรา 8 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินที่กรมทางหลวงแผ่นดินจำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนทั้ง 18 แปลงดังกล่าว ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ทั้งสองฝั่งทาง รวมทั้งที่ดินพิพาท ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินตามแผนที่แสดงสภาพและเขตที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 ต่างก็ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ – นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ด้านขวาทาง ทั้งรูปที่ดินและขอบเขตของที่ดินต่างมีระยะความยาวทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ 200 เมตร และระยะความกว้างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกด้านละ 100 เมตร เช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็เฉพาะที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาท โดยที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่า ส่วนที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวงแผ่นที่ 1 กับทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้จดที่ดินของนางแวง ทิศตะวันออกจดที่ดินของนายเปลื้อง และทิศตะวันตกจดที่ดินของนางทองเหลา และที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดที่ดินของนายบัวพันธ์ แม้เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทจะแตกต่างกัน แต่ก็ได้ความตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 17 ว่า ในปี 2502 นอกจากจำเลยที่ 2 จะได้สงวนที่ดินพิพาทไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทางแล้ว จำเลยที่ 2 ยังได้สงวนที่ดินไว้อีก 1 แปลง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาทบริเวณริมทางหลวงหมายเลข 22 ระหว่าง กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 540 ด้านซ้ายทาง และที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมมีแนวเขตที่ดินทิศใต้จดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่าเช่นเดียวกับที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อมีการขอออกโฉนดที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินและระวางที่ดินเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองหมายเลข 1 ถึง 4 และหมายเลข 6 ทำให้ที่ดินข้างเคียงที่ดินแปลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ทิศใต้จดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศเหนือจดที่ดินเลขที่ดิน 159 และที่ดินเลขที่ดิน 160 ทิศตะวันออกจดที่ดินเลขที่ดิน 23 ของนายเปลื้อง และทิศตะวันตกจดที่ดินเลขที่ดิน 226 ของร้อยเอกวิเชียร ซึ่งนายเปลื้องเจ้าของที่ดินเลขที่ดิน 23 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวงแผ่นที่ 1 และทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และมีชื่อนายเปลื้องกับร้อยเอกวิเชียรเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทางฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาท ซึ่งตามสารบัญระวางติดต่อเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองหมายเลข 6 ตำแหน่งที่ดินของนายเปลื้องและร้อยเอกวิเชียรมีแนวเขตที่ดินติดต่อกับที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อประโยชน์วัตถุสร้างทางฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาท ส่วนที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 และทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 3 เดิมที่ดินพิพาททิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่า ต่อมาเมื่อนายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2522 จึงมีการระบุว่าที่ดินพิพาททิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดที่ดินนายพันธ์ และขณะนายพันธ์ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 นั้น ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) นายพันธ์ผู้ขอออกหนังสือแสดงเอกสารสิทธิไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินมาก่อน โดยแจ้งเพียงว่าได้ที่ดินมาโดยก่นสร้างและได้ครอบครองทำประโยชน์เท่านั้น แสดงว่าก่อนที่นายพันธ์จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 บริเวณที่ดินพิพาทยังคงสภาพเป็นพื้นที่ป่าและไม่ปรากฏหลักฐานทางราชการเคยออกเอกสารสิทธิบริเวณที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดมาก่อน จนกระทั่งนายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 และตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคมแผ่นที่ 3 ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินล้วนแต่ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันโดยทิศเหนือจดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 กับที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 จึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทาง ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 1 และหมายเลข 2 จำเลยที่ 2 ไม่ได้อ้างส่งหรือนำสืบในศาลชั้นต้น ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยมีเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ 4 ฉบับ ได้แก่หมายเลข 1 สำเนาหนังสือกรมที่ดิน หมายเลข 2 สำเนาหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3 สำเนาบันทึกข้อความแขวงการทางสกลนคร และหมายเลข 4 สำเนาบันทึกข้อความแขวงการทางนครพนม ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาโดยมีเอกสารแนบท้ายฎีกา 6 ฉบับ ได้แก่หมายเลข 1 ถึงหมายเลข 4 สำเนาโฉนดที่ดิน หมายเลข 5 หนังสือขอความอนุเคราะห์คัดถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน และหมายเลข 6 สำเนาสารบัญระวางติดต่อ ซึ่งจำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90 ก็ตาม แต่มาตรา 87 (2) บัญญัติว่า แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทางหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องแท้จริงอย่างไร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าศาลไม่ควรรับฟังเท่านั้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่มีเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 รับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทาง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แก้ไขหลักหมุดแนวเขตที่ดินใหม่ทำให้เลขหลักกิโลเมตรเปลี่ยนแปลงไป และแก้ไขทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง ทำให้ที่ดินพิพาททับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2502 ท้ายหนังสือระบุ ขอให้เขตการทางขอนแก่นสั่งเจ้าหน้าที่ปักหลักเขตที่ดินสงวนไว้ให้ชัดเจนและจัดทำทะเบียนส่งกรมทางหลวงแผ่นดิน และในวันทำแผนที่พิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้นำชี้ระวังแนวเขตที่ดินพิพาทได้รูปที่ดินทั้งระยะความยาว ทิศเหนือและทิศใต้ ด้านละ 200 เมตร และระยะความกว้าง ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านละ 100 เมตร ตรงกับแผนที่สภาพที่ดินของจำเลยที่ 2 ท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำการปักหลักเขตที่ดินพิพาทไว้แล้วตั้งแต่ปี 2502 แม้ตัวเลขหลักกิโลเมตรจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ตำแหน่งที่ดินพิพาทก็ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ในปี 2522 นายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ผู้แทนจำเลยที่ 2 มานำชี้ระวังแนวเขต ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่สงวนไว้นอกเขตทางหลวงนั้น เห็นว่า เขตติดต่อของที่ดินที่นายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ ข้อ 10 ระบุเขตติดต่อปัจจุบันทิศเหนือจด น.ส. 3 – ทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนคร และทิศตะวันตกจดทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนคร - ทางสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่นายวิเชียร ผู้แทนจำเลยที่ 2 มานำชี้ระวังแนวเขต จึงเป็นการนำชี้ระวังแนวเขตว่าการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของนายพันธ์ มิได้มีการรุกล้ำทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนครเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทาง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 ม. 90 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. กับพวก
จำเลย — แขวงการทางนครพนม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567
#708596
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารหมาย ค.4 จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่า หนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรม แบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า นายวิชัย ผู้ตาย เป็นบิดาของผู้คัดค้าน ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องจัดการทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำตามพินัยกรรม ถือว่าจัดการมรดกฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้ามรดกและเป็นที่เสียหายแก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งให้ผู้ร้องส่งมอบทรัพย์มรดกเข้ามาในกองมรดกเพื่อผู้คัดค้านจะได้รวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามพินัยกรรม และกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน (ที่ถูก คำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ตามคำแถลงรายงานการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2565 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน กับให้กำจัดมิให้ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ค.4 ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 สาระสำคัญของพินัยกรรมคือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ตายเกี่ยวกับกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตาย โดยมาตรา 1657 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ค.4 แม้จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนด้วยลายมือระบุวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่ต้องจัดการเมื่อตนถึงแก่ความตาย ทั้งมีการเขียนด้วยลายมือเดียวกันระบุว่าให้แบ่งปันทรัพย์สินรายการใดหรือสิทธิที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากความตายให้แก่ผู้ใด ความยาวประมาณเกือบ 3 หน้ากระดาษ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 มีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามมาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย ค.4 ตกเป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางมณีพร ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ร่วมกับนายวิวัฒน์ ผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647 ม. 1657 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567
#709404
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารหมาย ค.4 จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า นายวิชัย ผู้ตาย เป็นบิดาของผู้คัดค้าน ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องจัดการทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำตามพินัยกรรม ถือว่าจัดการมรดกฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้ามรดกและเป็นที่เสียหายแก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งให้ผู้ร้องส่งมอบทรัพย์มรดกเข้ามาในกองมรดกเพื่อผู้คัดค้านจะได้รวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามพินัยกรรม และกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้านศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน (ที่ถูก คำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ตามคำแถลงรายงานการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2565 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน กับให้กำจัดมิให้ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ค.4 ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 สาระสำคัญของพินัยกรรมคือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ตายเกี่ยวกับกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตาย โดยมาตรา 1657 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ค.4 แม้จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนด้วยลายมือระบุวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่ต้องจัดการเมื่อตนถึงแก่ความตาย ทั้งมีการเขียนด้วยลายมือเดียวกันระบุว่าให้แบ่งปันทรัพย์สินรายการใดหรือสิทธิที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากความตายให้แก่ผู้ใด ความยาวประมาณเกือบ 3 หน้ากระดาษ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค 4 มีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามมาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย ค.4 ตกเป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางมณีพร ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ร่วมกับนายวิวัฒน์ ผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647 ม. 1657 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567
#713868
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารจะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า นายวิชัยผู้ตายเป็นบิดาของผู้คัดค้าน ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องจัดการทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำตามพินัยกรรม ถือว่าจัดการมรดกฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้ามรดกและเป็นที่เสียหายแก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งให้ผู้ร้องส่งมอบทรัพย์มรดกเข้ามาในกองมรดกเพื่อผู้คัดค้านจะได้รวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามพินัยกรรม และกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน (ที่ถูก คำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัยผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ตามคำแถลงรายงานการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2565 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน กับให้กำจัดมิให้ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ค.4 ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 สาระสำคัญของพินัยกรรมคือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ตายเกี่ยวกับกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตาย โดยมาตรา 1657 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ค.4 แม้จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนด้วยลายมือระบุวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่ต้องจัดการเมื่อตนถึงแก่ความตาย ทั้งมีการเขียนด้วยลายมือเดียวกันระบุว่าให้แบ่งปันทรัพย์สินรายการใดหรือสิทธิที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากความตายให้แก่ผู้ใด ความยาวประมาณเกือบ 3 หน้ากระดาษ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 มีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามมาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย ค.4 ตกเป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางมณีพรผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยผู้ตายร่วมกับนายวิวัฒน์ผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647 ม. 1657
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567
#708620
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งนางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 นายหวังสนิ นายมูฮำหมัด และนายสมัย ผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมัดใจ ผู้ตาย ต่อมานายหวังสนิและนายมูฮำหมัดถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องทั้งสองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านแถลงไม่ติดใจที่จะขอถอนผู้ร้องที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เสียก่อน จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป

จึงให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43 ม. 132 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง อ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงษ์ ตั้งสากล
ศาลอุทธรณ์ — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพล ศรีอุดมขจร
เผด็จ ชมพานิชย์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567
#712242
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งนางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 นายหวังสนิ นายมูฮำหมัด และนายสมัย ผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมัดใจ ผู้ตาย ต่อมานายหวังสนิและนายมูฮำหมัดถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องทั้งสองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านแถลงไม่ติดใจที่จะขอถอนผู้ร้องที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เสียก่อน จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ไต่สวน แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางอรัญญา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน ทายาทของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ ให้ยกคำร้อง และเมื่อผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องที่ 1 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 132 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง อ.กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงษ์ ตั้งสากล
ศาลอุทธรณ์ — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพล ศรีอุดมขจร
เผด็จ ชมพานิชย์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567
#711119
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฉ้อโกงประชาชนรวมถึงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ หรือที่กระทำในรัฐหนึ่ง แต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน หรือการควบคุมการกระทำความผิดได้กระทำในอีกรัฐหนึ่ง กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และผู้ซึ่งเป็นสมาชิก เครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวอันเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม หรือผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยมิได้มีเจตนาเพื่อจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของตนตามปกติ แต่เพื่อจะมอบบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนำไปใช้หรือยินยอมให้มีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เมื่อกลุ่มคนร้ายดังกล่าวนำบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่สมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือผู้มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจกรรมหรือการดำเนินการของกลุ่มคนร้าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยเหลือในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (4) มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพราะเหตุนี้ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กลุ่มคนร้ายติดต่อกับนางสาวพัสตร์ชิตา ผู้เสียหาย ผ่านทางแอปพลิเคชันสำหรับหาเพื่อนพูดคุย TAN TAN และแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) โดยแอบอ้างแสดงตนว่าเป็นชายต่างชาติเชื้อสายจีน อาศัยและทำงานในต่างประเทศ สนทนาพูดคุยทางข้อความกับผู้เสียหายแล้วแจ้งว่าได้ส่งพัสดุเป็นของมีค่าไปให้ จากนั้นกลุ่มคนร้ายติดต่อผู้เสียหายทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ อ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้าต่างประเทศมีพัสดุมูลค่าสูงส่งถึงผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายจะต้องเสียภาษีศุลกากรและค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินชำระผ่านทางบัญชีธนาคารตามที่แจ้งหลายบัญชี ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีรวมอยู่ด้วย แต่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถทำรายการได้ จึงมีการเปลี่ยนเป็นบัญชีอื่นจนผู้เสียหายสามารถนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่คนร้ายแจ้งรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 16 และ 17 เมษายน 2562 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาวอรณิชา เป็นเงิน 160,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีนางสาวกัญฐมณี เป็นเงิน 1,000,000 บาท ต่อมากลุ่มคนร้ายเบิกถอนเงินครั้งที่ 1 และที่ 2 ออกจากบัญชีดังกล่าวไปทั้งหมด แต่ในการโอนเงินครั้งที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจสามารถอายัดเงินได้บางส่วนเป็นเงินประมาณ 900,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เห็นว่า วิธีการที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมประเทศมาเลเซียร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวงรวมถึงผู้เสียหาย กระทำโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสังคมออนไลน์ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สร้างตัวตนบัญชีผู้ใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นชายชาวต่างชาติที่มีฐานะดีประกอบอาชีพน่าเชื่อถือ ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงว่าต้องการสร้างความสัมพันธ์สนใจจะคบหาเป็นคนรักหรือเพื่อน และอ้างว่าส่งพัสดุเป็นสิ่งของมีมูลค่าสูงหรือเงินจากต่างประเทศไปให้ จากนั้นกลุ่มคนร้ายจะแอบอ้างแสดงตนเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้าต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากร ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหายที่ต้องการรับพัสดุ ให้ชำระค่าภาษีศุลกากรหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดส่งพัสดุทางบัญชีเงินฝากธนาคารที่คนร้ายจัดเตรียมไว้ ซึ่งมีทั้งบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว กลุ่มคนร้ายจะทำการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีโดยทันที พฤติการณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฉ้อโกงประชาชนรวมถึงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ หรือที่กระทำในรัฐหนึ่งแต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน หรือการควบคุมการกระทำความผิดได้กระทำในอีกรัฐหนึ่ง กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และผู้ซึ่งเป็นสมาชิก เครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวอันเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม หรือผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดดังกล่าวของแก๊งโรแมนซ์สแกม ย่อมมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 ด้วย ได้ความจากผู้เสียหายว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารหลายบัญชี ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้เสียหายพยายามโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวแล้ว แต่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวได้ จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายเปลี่ยนให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาวอรณิชา จึงสามารถโอนเงินชำระค่าภาษีศุลกากรได้รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 160,000 บาท และ 400,000 บาท และมีการโอนเงินชำระค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งอีก 1,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชี นางสาวกัญฐมณี ตามที่ถูกหลอกลวง และได้ความจากพันตำรวจเอกสราวุธกับร้อยตำรวจเอกเดชว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมที่หลอกลวงผู้เสียหายเป็นเครือข่ายเดียวกับกลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงนางนงลักษณ์และนางประภา โดยกลุ่มคนร้ายวางแผนและแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดเชื่อมโยงในหลายพื้นที่ และมีการสั่งการจากประเทศมาเลเซีย ในการจัดหาเพื่อให้ได้มาซึ่งบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับรับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวงส่วนมากจะมีคนไทยทำหน้าที่รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยได้รับค่าตอบแทนในการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร บัญชีละ 1,500 ถึง 2,000 บาท สมาชิกของแก๊งโรแมนซ์สแกมเท่าที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้มี 18 คน ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารให้กลุ่มคนร้ายนำไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวง ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนี้ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในการหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้แก๊งโรแมนซ์สแกม จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างบัญชีผู้ใช้งานและการใช้งานบัญชีชื่อนายเล็ก เพื่อพูดคุยสนทนาทางข้อความในแอปพลิเคชัน TAN TAN และแอปพลิเคชันไลน์กับผู้เสียหาย รวมถึงการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท พ. เพื่อแจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารให้ผู้เสียหายโอนเงิน คงได้ความเพียงว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในพฤติการณ์ดังกล่าวเพราะมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเท่านั้น ซึ่งยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงาน สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกมดังกล่าวตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกคำให้การของจำเลยว่า นอกจากจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. แล้ว จำเลยยังเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. ซึ่งถูกนำไปใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้อื่น โดยมีการนำบัญชีเงินฝากธนาคารออมสินของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวง 15,000 บาท รับโอนเงินจากผู้ที่ถูกชาวต่างชาติหลอกลวง 35,000 บาท และรับโอนเงินจากการหลอกลวงขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา 30,000 บาท ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของจำเลยที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมนำไปใช้รับโอนเงินในการหลอกลวงผู้เสียหายนั้น พบว่าถูกนำไปใช้ในการรับโอนเงินจากการหลอกลวงขายของออนไลน์ด้วย พฤติการณ์ที่มีการนำบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ ของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากการหลอกลวงบุคคลอื่นมาแล้วหลายครั้งเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ ของจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่กลุ่มคนร้ายนำสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวงรวมถึงผู้เสียหาย แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวสูญหายไป เพราะจำเลยเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไว้ในรถยนต์ จำเลยให้นายสุรศักดิ์ เพื่อนของจำเลยยืมรถยนต์ไป ทำนองว่านายสุรศักดิ์อาจเป็นผู้เอาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไป หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนรับผิดชอบที่สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยสูญหาย แต่จำเลยกลับเบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยประสงค์จะให้นายสุรศักดิ์นำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอยู่แล้ว เนื่องจากนายสุรศักดิ์ไม่อาจเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเองได้ เพราะมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ฉะนั้น ที่จำเลยอ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวสูญหายเพราะเก็บรักษาไว้ในรถ และให้นายสุรศักดิ์ยืมรถไปใช้จึงไม่น่าเชื่อถือ แต่น่าเชื่อว่าเหตุที่สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เป็นเพราะจำเลยเป็นผู้มอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวและบัตรเดบิตให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 30 ปี และประกอบอาชีพการงานแล้ว จำเลยย่อมต้องทราบว่าการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารแล้วมอบหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำบัญชีเงินฝากธนาคารกับบัตรเดบิตของตนไป อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มคนร้ายได้ไปซึ่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว แล้วนำไปใช้ในการกระทำความผิด โดยหลอกลวงผู้อื่นให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ทั้งกรณีของจำเลยเป็นการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารควบคู่กับการขอใช้บัตรเดบิต ซึ่งทำให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินต่อไปเป็นทอด ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่จำเลยกลับมิได้ดูแลเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรเดบิต รหัสการใช้บัตร รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของการทำธุรกรรมทางการเงิน และดำเนินการแก้ไขเมื่อพบความผิดปกติเพื่อป้องกันความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาและได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีการนำสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้กระทำความผิดหลายครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นมูลเหตุให้จำเลยถูกดำเนินคดีอาญาต้องโทษถึงจำคุก แต่จำเลยกลับมิได้ร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยทราบว่าผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์การกระทำความผิดดังกล่าวคือนายสุรศักดิ์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกหลอกลวงในคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นเงิน 15,000 บาท โดยวิธีผ่อนชำระ เพื่อมิให้ตนถูกดำเนินคดี อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ที่พบว่าบัญชีเงินฝากธนาคารของตนถูกคนร้ายลักไปก่อเหตุโดยที่ตนไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง จากพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยมิได้มีเจตนาเพื่อจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของตนตามปกติ แต่เป็นการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อประสงค์จะมอบบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนำไปใช้ หรือยินยอมให้มีการนำบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เมื่อต่อมากลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมนำบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่สมาชิก หรือเครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือผู้มีส่วนร่วมกันกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจกรรมหรือการดำเนินการของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยเหลือในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมดังกล่าวตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (4) มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพราะเหตุนี้ได้ แต่การกระทำของจำเลยถือเป็นการช่วยเหลือในการกระทำความผิด หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอยู่ด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย จะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามในการรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. รวมถึงสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารอื่น ๆ บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตที่เก็บไว้ในรถยนต์ของจำเลยสูญหายไประหว่างที่จำเลยให้นายสุรศักดิ์ยืมรถยนต์ไปใช้นั้น เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ทำให้ไม่มีน้ำหนักรับฟัง แม้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (3), 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 3 ม. 5 (3) ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุทธิณัฐ ไชยเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567
#717473
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฉ้อโกงประชาชนรวมถึงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ หรือที่กระทำในรัฐหนึ่ง แต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน หรือการควบคุมการกระทำความผิดได้กระทำในอีกรัฐหนึ่ง กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และผู้ซึ่งเป็นสมาชิก เครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวอันเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม หรือผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยมิได้มีเจตนาเพื่อจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของตนตามปกติ แต่เพื่อจะมอบบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนำไปใช้หรือยินยอมให้มีการนำไปใช้ในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เมื่อกลุ่มคนร้ายดังกล่าวนำบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่สมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือผู้มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจกรรมหรือการดำเนินการของกลุ่มคนร้าย จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กลุ่มคนร้ายติดต่อกับนางสาวพัสตร์ชิตา ผู้เสียหาย ผ่านทางแอปพลิเคชันสำหรับหาเพื่อนพูดคุย TAN TAN และแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) โดยแอบอ้างแสดงตนว่าเป็นชายต่างชาติเชื้อสายจีน อาศัยและทำงานในต่างประเทศ สนทนาพูดคุยทางข้อความกับผู้เสียหายแล้วแจ้งว่าได้ส่งพัสดุเป็นของมีค่าไปให้ จากนั้นกลุ่มคนร้ายติดต่อผู้เสียหายทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ อ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้าต่างประเทศมีพัสดุมูลค่าสูงส่งถึงผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายจะต้องเสียภาษีศุลกากรและค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินชำระผ่านทางบัญชีธนาคารตามที่แจ้งหลายบัญชี ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีรวมอยู่ด้วย แต่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถทำรายการได้ จึงมีการเปลี่ยนเป็นบัญชีอื่นจนผู้เสียหายสามารถนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่คนร้ายแจ้งรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 16 และ 17 เมษายน 2562 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาวอรณิชา เป็นเงิน 160,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีนางสาวกัญฐมณี เป็นเงิน 1,000,000 บาท ต่อมากลุ่มคนร้ายเบิกถอนเงินครั้งที่ 1 และที่ 2 ออกจากบัญชีดังกล่าวไปทั้งหมด แต่ในการโอนเงินครั้งที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจสามารถอายัดเงินได้บางส่วนเป็นเงินประมาณ 900,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ท. และทำบัตรเดบิตเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 เชื่อว่าจำเลยส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารและบัตรเดบิตดังกล่าวให้แก่คนร้ายซึ่งเป็นพวกของจำเลยไป ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2562 พวกของจำเลยแสดงตนเป็นพนักงานส่งสินค้าของบริษัทขนส่งสินค้าต่างประเทศ ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้เสียหายแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินชำระค่าภาษีศุลกากรและค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่ง เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารหลายบัญชีรวมถึงบัญชีเงินฝากธนาคารที่จำเลยเป็นผู้เปิดบัญชีก่อนหน้านั้นเพียง 6 วัน ผิดวิสัยของวิญญูชนทั่วไปในการดำเนินธุรกรรมกับธนาคาร จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและส่งมอบบัญชีให้พวกของจำเลยโดยมีเจตนาหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินตามแผนการที่จำเลยกับพวกคบคิด ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ผู้เสียหายสมัครใช้แอปพลิเคชัน TAN TAN ซึ่งเป็นโปรแกรมหาเพื่อนพูดคุยสนทนาออนไลน์ และส่งข้อความสนทนากับนายเล็ก หรือ MR. REX โดยนายเล็กพูดคุยในลักษณะชอบพอและสนใจผู้เสียหาย จากนั้นขอเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ วันที่ 11 ถึง 13 เมษายน 2562 นายเล็กแจ้งทางแอปพลิเคชันไลน์ว่าจะส่งของมีค่าประเภทเครื่องประดับและเงินไปให้ผู้เสียหาย พร้อมกับขอข้อมูลที่อยู่และบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายจะมีบริษัทขนส่งสินค้าติดต่อไป หลังจากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 วัน ผู้เสียหายได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อจากบริษัท พ. แจ้งว่ามีพัสดุส่งถึงผู้เสียหายจะต้องชำระค่าภาษีศุลกากร 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160,000 บาท และแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารสำหรับรับโอนเงินเป็นบัญชีธนาคาร ม. ชื่อบัญชีเป็นชาวต่างชาติ ผู้เสียหายไม่ได้โอนเงินชำระค่าภาษีดังกล่าว ต่อมาบริษัท พ. ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. หลายบัญชี ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้เสียหายพยายามโอนเงินเข้าบัญชีต่าง ๆ ดังที่แจ้งรวมถึงบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย แต่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยได้โดยไม่แจ้งเหตุผล จนกระทั่งบริษัท พ. แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาวอรณิชา ผู้เสียหายจึงสามารถโอนเงินชำระค่าภาษีศุลกากร 160,000 บาท จากนั้นบริษัท พ. แจ้งว่าพัสดุที่ส่งมามีมูลค่าสูงมากต้องเสียภาษีศุลกากรเพิ่ม ผู้เสียหายจึงโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาวอรณิชาเพื่อชำระค่าภาษีศุลกากรอีก 400,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายได้รับแจ้งว่าต้องชำระค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งอีก 1,000,000 บาท ให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนางสาวสิริพร แต่ผู้เสียหายไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว บริษัท พ. จึงเปลี่ยนเป็นบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชี นางสาวกัญฐมณี ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว 1,000,000 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับพัสดุและไม่สามารถติดต่อบริษัทดังกล่าวได้อีก ต่อมาผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าผู้เสียหายน่าจะถูกแก๊งโรแมนซ์สแกมหลอกลวงและสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวกัญฐมณีไว้ได้เป็นเงินประมาณ 900,000 บาท ผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน และมีพันตำรวจเอกสราวุธ หัวหน้าชุดสืบสวน ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายให้สืบสวนปราบปรามการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายฉ้อโกงประชาชนแก๊งโรแมนซ์สแกม จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายแบ่งหน้าที่กันเป็น 5 ส่วน กลุ่มแรก กลุ่มสแกมเมอร์ มักเป็นชาวแอฟริกันผิวสี พักอาศัยในประเทศมาเลเซีย ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลอกลวงประชาชนในประเทศไทย โดยการสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมเพื่อพูดคุยสนทนาข้อความกับผู้ถูกหลอกลวง อ้างตนว่าเป็นชาวตะวันตก มีประวัติการทำงานที่ดี ต้องการย้ายหรือส่งสิ่งของมายังประเทศไทย ให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อโอนเงินให้กลุ่มผู้กระทำความผิดเพื่อแลกกับสิ่งของ กลุ่มที่ 2 กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นหญิงชาวไทยภริยาของชาวแอฟริกันผิวสี มีหน้าที่อ้างว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้าหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากร พูดคุยหลอกให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อว่ามีพัสดุส่งมาถึงและต้องโอนเงินให้แก่บริษัทก่อนจึงจะได้รับพัสดุดังกล่าว กลุ่มที่ 3 กลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและผู้รวบรวมบัญชีเงินฝากธนาคาร กลุ่มนี้ส่วนมากเป็นคนไทยที่ทำการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร แล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรเอทีเอ็มและรหัสการใช้บัตรให้แก่ผู้ที่มีหน้าที่จัดการทางการเงินของแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยได้รับค่าตอบแทนในการรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารบัญชีละ 1,500 ถึง 2,000 บาท กลุ่มที่ 4 กลุ่มเบิกถอนเงิน คนร้ายกลุ่มนี้จะอยู่ต่างประเทศและมีหน้าที่เบิกถอนเงินโดยใช้บัตรเอทีเอ็ม และกลุ่มที่ 5 กลุ่มบริหารจัดการเงินหลังเกิดเหตุ มีหน้าที่รวบรวมเงินที่ได้จากผู้ถูกหลอกลวง แล้วจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน พยานกับพวกจึงวางแผนเพื่อจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดดังกล่าว โดยในวันที่ 11 มกราคม 2562 พยานเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. 5 บัญชี ส่งมอบให้นางสาวภารดี สายลับซึ่งอยู่ในประเทศมาเลเซียนำไปขายให้แก่นางส้มหรือนางสาวสิริพรหรือศิริวรรณ แก๊งโรแมนซ์สแกม และให้ธนาคารเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวทางบัญชีดังกล่าว วันที่ 4 และ 23 กุมภาพันธ์ 2562 นางนงลักษณ์ และนางประภา ตามลำดับ ถูกกลุ่มคนร้ายหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สายลับนำไปขายดังกล่าว และมีการใช้บัตรเอทีเอ็มเบิกถอนเงินออกจากบัญชีในประเทศมาเลเซีย ต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2562 พยานได้รับแจ้งจากธนาคาร ร. ว่ามีหญิงคนหนึ่งมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวนมากในลักษณะผิดปกติ เมื่อให้ธนาคารตรวจสอบที่มาของเงินพบว่าผู้เสียหายเป็นผู้โอนเงิน 1,000,000 บาท เข้าบัญชีดังกล่าว พยานโทรศัพท์สอบถามผู้เสียหาย จึงทราบว่าผู้เสียหายถูกชายชาวต่างชาติที่เคยติดต่อกันหลอกลวงให้โอนเงิน 1,000,000 บาท เพื่อจ่ายค่าสิ่งของที่ชายคนดังกล่าวอ้างว่าส่งไปให้ผู้เสียหาย และก่อนหน้านี้ผู้เสียหายโอนเงินในลักษณะเดียวกันเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่คนร้ายแจ้งหลายบัญชีหลายครั้ง ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคารชื่อจำเลยและชื่อนางสาวศิริวรรณหรือสิริพรซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารจากสายลับรวมอยู่ด้วย และครั้งสุดท้ายกลุ่มคนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวชลณิชาอีก แต่ผู้เสียหายไม่หลงเชื่อ ซึ่งพบว่ากลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงนางสาวทัศนีย์ผู้เสียหายในอีกคดีหนึ่ง ได้โอนเงินต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวชลณิชาเช่นกัน จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงผู้เสียหายเป็นกลุ่มเดียวกับที่หลอกลวงนางนงลักษณ์ นางประภาและนางสาวทัศนีย์ และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกเดชพนักงานสอบสวน เบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมประเทศมาเลเซีย หลังจากได้รับการร้องทุกข์จากนางนงลักษณ์และทำการสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดแก๊งโรแมนซ์สแกมที่หลอกลวงนางนงลักษณ์ เป็นกลุ่มเดียวกับที่หลอกลวงนางประภา นางสาวทัศนีย์ และผู้เสียหายในคดีนี้ กลุ่มคนร้ายกระทำความผิดเชื่อมโยงหลายพื้นที่โดยมีการสั่งการในประเทศมาเลเซีย มีสมาชิกเท่าที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้รวม 18 คน ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารให้กลุ่มคนร้ายนำไปใช้รับโอนเงินจากประชาชนที่ถูกหลอกลวงรวมถึงผู้เสียหาย เห็นว่า วิธีการที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมประเทศมาเลเซียร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวงรวมถึงผู้เสียหาย กระทำโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และสังคมออนไลน์ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สร้างตัวตนบัญชีผู้ใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นชายชาวต่างชาติที่มีฐานะดีประกอบอาชีพน่าเชื่อถือ ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงว่าต้องการสร้างความสัมพันธ์สนใจจะคบหาเป็นคนรักหรือเพื่อน และอ้างว่าส่งพัสดุเป็นสิ่งของมีมูลค่าสูงหรือเงินจากต่างประเทศไปให้ จากนั้นกลุ่มคนร้ายจะแอบอ้างแสดงตนเป็นพนักงานบริษัทขนส่งสินค้าต่างประเทศหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากร ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหายที่ต้องการรับพัสดุ ให้ชำระค่าภาษีศุลกากรหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดส่งพัสดุทางบัญชีเงินฝากธนาคารที่คนร้ายจัดเตรียมไว้ ซึ่งมีทั้งบัญชีเงินฝากธนาคารในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว กลุ่มคนร้ายจะทำการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีโดยทันที พฤติการณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันของคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และฉ้อโกงประชาชนรวมถึงผู้เสียหายโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และกระทำในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ หรือที่กระทำในรัฐหนึ่งแต่การตระเตรียม การวางแผน การสั่งการ การสนับสนุน หรือการควบคุมการกระทำความผิดได้กระทำในอีกรัฐหนึ่ง กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมจึงเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 และผู้ซึ่งเป็นสมาชิก เครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวอันเกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม หรือผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกม โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดดังกล่าวของแก๊งโรแมนซ์สแกม ย่อมมีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรา 5 ด้วย ได้ความจากผู้เสียหายว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารหลายบัญชี ซึ่งมีบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้เสียหายพยายามโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากดังกล่าวแล้ว แต่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวได้ จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายเปลี่ยนให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาวอรณิชา จึงสามารถโอนเงินชำระค่าภาษีศุลกากรได้รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 160,000 บาท และ 400,000 บาท และมีการโอนเงินชำระค่าประกันความปลอดภัยในการขนส่งอีก 1,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. ชื่อบัญชีนางสาวกัญฐมณี ตามที่ถูกหลอกลวง และได้ความจากพันตำรวจเอกสราวุธกับร้อยตำรวจเอกเดชว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมที่หลอกลวงผู้เสียหายเป็นเครือข่ายเดียวกับกลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงนางนงลักษณ์และนางประภา โดยกลุ่มคนร้ายวางแผนและแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดเชื่อมโยงในหลายพื้นที่ และมีการสั่งการจากประเทศมาเลเซีย ในการจัดหาเพื่อให้ได้มาซึ่งบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับรับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวงส่วนมากจะมีคนไทยทำหน้าที่รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยได้รับค่าตอบแทนในการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร บัญชีละ 1,500 ถึง 2,000 บาท สมาชิกของแก๊งโรแมนซ์สแกมเท่าที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้มี 18 คน ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารให้กลุ่มคนร้ายนำไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวง ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนี้ ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในการหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้แก๊งโรแมนซ์สแกม จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างบัญชีผู้ใช้งานและการใช้งานบัญชีชื่อนายเล็ก เพื่อพูดคุยสนทนาทางข้อความในแอปพลิเคชัน TAN TAN และแอปพลิเคชันไลน์กับผู้เสียหาย รวมถึงการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท พ. เพื่อแจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารให้ผู้เสียหายโอนเงิน คงได้ความเพียงว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในพฤติการณ์ดังกล่าวเพราะมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเท่านั้น ซึ่งยังไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงาน สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการของแก๊งโรแมนซ์สแกมดังกล่าวตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามบันทึกคำให้การของจำเลยว่า นอกจากจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. แล้ว จำเลยยังเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. ซึ่งถูกนำไปใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้อื่น โดยมีการนำบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. ของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวง 15,000 บาท รับโอนเงินจากผู้ที่ถูกชาวต่างชาติหลอกลวง 35,000 บาท และรับโอนเงินจากการหลอกลวงขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา 30,000 บาท ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของจำเลยที่กลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมนำไปใช้รับโอนเงินในการหลอกลวงผู้เสียหายนั้น พบว่าถูกนำไปใช้ในการรับโอนเงินจากการหลอกลวงขายของออนไลน์ด้วย พฤติการณ์ที่มีการนำบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ ของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากการหลอกลวงบุคคลอื่นมาแล้วหลายครั้งเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ ของจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่กลุ่มคนร้ายนำสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้รับโอนเงินจากผู้ถูกหลอกลวงรวมถึงผู้เสียหาย แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวสูญหายไป เพราะจำเลยเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไว้ในรถยนต์ จำเลยให้นายสุรศักดิ์เพื่อนของจำเลยยืมรถยนต์ไป ทำนองว่านายสุรศักดิ์อาจเป็นผู้เอาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไป หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนรับผิดชอบที่สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยสูญหาย แต่จำเลยกลับเบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยประสงค์จะให้นายสุรศักดิ์นำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินอยู่แล้ว เนื่องจากนายสุรศักดิ์ไม่อาจเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเองได้ เพราะมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ฉะนั้น ที่จำเลยอ้างว่าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวสูญหายเพราะเก็บรักษาไว้ในรถ และให้นายสุรศักดิ์ยืมรถไปใช้จึงไม่น่าเชื่อถือ แต่น่าเชื่อว่าเหตุที่สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เป็นเพราะจำเลยเป็นผู้มอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวและบัตรเดบิตให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 30 ปี และประกอบอาชีพการงานแล้ว จำเลยย่อมต้องทราบว่าการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารแล้วมอบหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำบัญชีเงินฝากธนาคารกับบัตรเดบิตของตนไป อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มคนร้ายได้ไปซึ่งสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าว แล้วนำไปใช้ในการกระทำความผิด โดยหลอกลวงผู้อื่นให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ทั้งกรณีของจำเลยเป็นการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารควบคู่กับการขอใช้บัตรเดบิต ซึ่งทำให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินต่อไปเป็นทอด ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่จำเลยกลับมิได้ดูแลเก็บรักษาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรเดบิต รหัสการใช้บัตร รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของการทำธุรกรรมทางการเงิน และดำเนินการแก้ไขเมื่อพบความผิดปกติเพื่อป้องกันความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาและได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีการนำสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยไปใช้กระทำความผิดหลายครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นมูลเหตุให้จำเลยถูกดำเนินคดีอาญาต้องโทษถึงจำคุก แต่จำเลยกลับมิได้ร้องทุกข์เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยทราบว่าผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์การกระทำความผิดดังกล่าวคือนายสุรศักดิ์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกหลอกลวงในคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นเงิน 15,000 บาท โดยวิธีผ่อนชำระ เพื่อมิให้ตนถูกดำเนินคดี อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ที่พบว่าบัญชีเงินฝากธนาคารของตนถูกคนร้ายลักไปก่อเหตุโดยที่ตนไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้อง จากพฤติการณ์ดังกล่าวน่าเชื่อว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. โดยมิได้มีเจตนาเพื่อจะใช้ทำธุรกรรมทางการเงินของตนตามปกติ แต่เป็นการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อประสงค์จะมอบบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนำไปใช้ หรือยินยอมให้มีการนำบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม เมื่อต่อมากลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมนำบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวไปใช้รับโอนเงินที่หลอกลวงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่สมาชิก หรือเครือข่ายดำเนินงาน หรือผู้ที่สมคบกันเพื่อกระทำความผิด หรือผู้มีส่วนร่วมกันกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในกิจกรรมหรือการดำเนินการของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกม แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยเหลือในการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายแก๊งโรแมนซ์สแกมดังกล่าวตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (4) มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพราะเหตุนี้ได้ แต่การกระทำของจำเลยถือเป็นการช่วยเหลือในการกระทำความผิด หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอยู่ด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่ต้องห้ามในการรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. รวมถึงสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารอื่น ๆ บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตที่เก็บไว้ในรถยนต์ของจำเลยสูญหายไประหว่างที่จำเลยให้นายสุรศักดิ์ยืมรถยนต์ไปใช้นั้น เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ทำให้ไม่มีน้ำหนักรับฟัง แม้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 5 (3), 25 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 3 ม. 5 (3) ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ทรงกลด บุญชูกุศล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567
#708245
เปิดฉบับเต็ม

การแพ้หรือชนะคดีกันตามคำท้านั้น ผลที่ได้จากเงื่อนไขที่ท้ากันจะต้องชัดเจนตรงกับประเด็นตามคำท้าโดยที่ศาลไม่ต้องตีความผลดังกล่าวให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดอีก เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการถือเอาคำวินิจฉัยของศาลเป็นผลแพ้หรือชนะคดีแทนผลที่ได้จากคำท้า คดีนี้ประเด็นตามคำท้าคือ ลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญากู้เงินและตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยเอกสารหมาย จ.2 ล.1 ถึง ล.4 เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 แล้วเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ โจทก์และจำเลยไม่ได้ท้ากันว่า ลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เกิดจากการพิมพ์หรือการลงชื่อ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงไม่ได้เป็นไปตามคำท้า หากจะให้รับฟังว่าลายมือชื่อที่เกิดจากการพิมพ์ย่อมไม่ใช่การลงชื่ออันแสดงว่าลายมือชื่อดังกล่าวไม่ใช่ของบุคคลคนเดียวกัน เท่ากับว่าศาลจะต้องตีความต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอีกชั้นหนึ่ง การตีความเช่นนี้จึงเป็นคำวินิจฉัยของศาล หาใช่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่ตกลงท้ากันไม่ ซึ่งในชั้นท้ากันคู่ความก็ไม่ได้ตกลงยอมให้ศาลตีความต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วย ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในชั้นนี้ได้ เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานอันได้จากการสืบพยานของคู่ความซึ่งย่อมประกอบด้วยพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมจากรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 555,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 11115 แก่จำเลย ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับโฉนดที่ดินของจำเลยอีก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันขอให้ส่งเอกสารซึ่งจำเลยยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลย คือ หนังสือสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย คำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยเอกสารหมาย จ.2 ล.1 ถึง ล.4 ตามลำดับไปตรวจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยท้ากันว่า หากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์แล้วเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ให้ถือว่าจำเลยยอมรับว่าหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารที่แท้จริงตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยยอมแพ้คดี หากเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ให้ถือว่าโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การและฟ้องแย้งว่าหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอม โจทก์ยอมแพ้คดี โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยานต่อไป แต่หากผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นทำนองว่าลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหมาย จ.2 ล.1 ถึง ล.4 มีลักษณะคล้ายกับเอกสารหมาย จ.1 ให้ถือว่าไม่เป็นไปตามคำท้า คู่ความขอสืบพยานต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต พร้อมส่งเอกสารดังกล่าวไปยังกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่า ลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่อที่เกิดจากการพิมพ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตามความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์แสดงว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่เขียนด้วยปากกาหรือดินสอ ดังนั้น ลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นลายมือชื่อปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 11115 แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ กับให้โจทก์ชำระค่าตรวจพิสูจน์ 17,370 บาท แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่อที่เกิดจากการพิมพ์นั้นไม่เป็นไปตามคำท้าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า การแพ้หรือชนะคดีกันตามคำท้านั้น ผลที่ได้จากเงื่อนไขที่ท้ากันจะต้องชัดเจนตรงกับประเด็นตามคำท้าโดยที่ศาลไม่ต้องตีความผลดังกล่าวให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดอีก เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการถือเอาคำวินิจฉัยของศาลเป็นผลแพ้หรือชนะคดีแทนผลที่ได้จากคำท้า คดีนี้ประเด็นตามคำท้าคือ ลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญากู้เงิน สัญญากู้เงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน คำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลย เอกสารหมาย จ.2 ล.1 ถึง ล.4 เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 แล้วเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ โจทก์และจำเลยไม่ได้ท้ากันว่า ลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เกิดจากการพิมพ์หรือการลงชื่อ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นไปตามคำท้า ซึ่งหากจะให้รับฟังว่าลายมือชื่อที่เกิดจากการพิมพ์ย่อมไม่ใช่การลงชื่ออันแสดงว่าลายมือชื่อดังกล่าวไม่ใช่ของบุคคลคนเดียวกันดังที่จำเลยอ้างในฎีกานั้น เท่ากับว่าศาลจะต้องตีความต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอีกชั้นหนึ่ง การตีความเช่นนี้จึงเป็นคำวินิจฉัยของศาล หาใช่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่ตกลงท้ากันไม่ ซึ่งในชั้นท้ากันคู่ความก็ไม่ได้ตกลงยอมให้ศาลตีความต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วย ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในชั้นนี้ได้ ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า แม้จะสืบพยานต่อไปก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้นั้น ข้อนี้เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานอันได้จากการสืบพยานของคู่ความซึ่งย่อมประกอบด้วยพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมจากรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวด้วย โดยผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากล่าวกันในชั้นสืบพยานต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไม่เป็นไปตามคำท้า แล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ชำระดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องรวมอยู่ ดังนั้น แม้โจทก์จะมีคำขอให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องด้วยก็ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในอนาคต ตามตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียมา 100 บาท จึงต้องคืนแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาสำหรับชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
ณรงค์ ประจุมาศ
ชาตรี หาญไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009/2567
#724083
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว ทั้งจำเลยทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบ หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยต้องยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ฎีกาซ้ำอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งที่ผิดหลง การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ทิ้งฟ้องฎีกา และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องหรือมิได้แสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏโดยที่ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ กรณีพอถือได้ว่าศาลชั้นต้นตัดสินให้ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่โจทก์ได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสอง ซึ่งได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ การที่ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นกลับใช้ดุลพินิจเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ค่าขึ้นศาลตกเป็นพับ เห็นได้ว่าหากโจทก์ยื่นฟ้องให้บังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ใหม่ โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลใหม่ซ้ำอีก จึงน่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ที่ต้องรับผิดชำระค่าขึ้นศาลซ้ำซ้อน โดยมิใช่ความผิดของโจทก์ ทั้งค่าขึ้นศาลในคดีนี้เป็นจำนวนเงินสูงถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ค่าขึ้นศาลเป็นพับและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ 5,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ แล้วมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ค่าขึ้นศาลให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนเป็นประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยโดยชอบแล้ว ถึงวันนัดไม่มีคู่ความมาศาล ศาลจึงงดอ่านคำสั่งโดยถือว่าได้อ่านคำสั่งให้คู่ความฟังแล้ว และศาลมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยแก้ฎีกาภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันที่อ่านคำสั่ง มิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งฎีกา เมื่อล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้โจทก์มิได้นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยและจำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง กรณีจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 14 วรรคสอง กำหนดว่า จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่ง คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแล้ว ทั้งจำเลยทราบวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาโดยชอบ หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้น จำเลยต้องยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำสั่งศาลฎีกาตามข้อ 14 วรรคสอง ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยแก้ฎีกาซ้ำอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสั่งที่ผิดหลง การที่โจทก์ไม่ได้นำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาคำฟ้องฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์มิได้ทิ้งฟ้องฎีกา และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแก้ฎีกาแล้ว จำเลยไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้ฎีกา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกานั้น โจทก์ฎีกาขอให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ โดยไม่ได้ขอให้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์เพื่อย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป คดีได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามข้อตกลงในคดีอาญาซึ่งจำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแขวงธนบุรี โดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ในคดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งมีใจความสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันได้และแถลงร่วมกันว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 5,000,000 บาท และโจทก์ยินยอมให้จำเลยผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท ในแต่ละเดือนจะชำระภายในวันที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และภายในวันที่ 15 จำนวน 10,000 บาท โดยจำเลยต้องชำระให้ครบภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 ระหว่างการผ่อนชำระโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ย แต่หากจำเลยผิดนัดผ่อนชำระเมื่อใดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 โดยให้นำเงินที่จำเลยผ่อนชำระแล้วมาหักชำระในส่วนดอกเบี้ยก่อน เหลือเท่าใดจึงให้นำไปหักชำระต้นเงิน จำเลยจะเริ่มชำระเงินงวดแรกในวันที่ 1 และวันที่ 15 เมษายน 2563 โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ของโจทก์ และโจทก์ในฐานะโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลเห็นว่าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวจึงอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วยแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงินงวดแรกและงวดต่อ ๆ มา จำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนั้น คำฟ้องของโจทก์มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขไม่ชำระหนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในการระงับข้อพิพาทในคดีอาญาซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญและเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 851 ทั้งการที่โจทก์และจำเลยตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นงวด ๆ เช่นนี้ มิใช่การแยกหนี้ทั้งจำนวนออกเป็นราย ๆ ต่างรายกัน แม้ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อความว่าหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด แต่การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แม้แต่งวดใดงวดหนึ่งก็ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งหมด หาใช่ผิดนัดแต่เฉพาะงวดไม่ ดังนั้น การที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ทั้งหมดได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ในเวลาที่กำหนด แต่โจทก์นำคดีมาฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัย ที่คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้เพื่อให้มีการย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ปัญหาดังกล่าวจึงไม่จำต้องวินิจฉัย สำหรับปัญหาว่า มีเหตุสมควรคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องหรือมิได้แสดงอำนาจฟ้องให้ปรากฏโดยที่ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องใหม่ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ กรณีพอถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งโจทก์ได้เสียไว้แก่โจทก์ได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง ซึ่งได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์ การที่ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นกลับใช้ดุลพินิจเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่ให้ค่าขึ้นศาลตกเป็นพับ เห็นได้ว่าหากโจทก์ยื่นฟ้องให้บังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ใหม่ โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลใหม่ซ้ำอีก ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ในภายหลังนี้ จึงน่าจะเป็นภาระแก่โจทก์ที่ต้องรับผิดชำระค่าขึ้นศาลซ้ำซ้อน คือค่าขึ้นศาลในการฟ้องคดีนี้และในการฟ้องคดีใหม่ซึ่งเป็นหนี้จำนวนเดียวกันโดยที่มิใช่เป็นความผิดของโจทก์ ทั้งค่าขึ้นศาลในคดีนี้เป็นจำนวนเงินสูงถึง 100,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจให้ค่าขึ้นศาลเป็นพับและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอก ส.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นันทวัน เจริญชาศรี
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4008/2567
#706927
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่า เพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่า ในคดีที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และ ท. กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมา ธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 ท. และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. จากธนาคาร อ. วันที่ 5 ตุลาคม 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคสินเชื่อโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. 6 วงเงิน 1,200,000 บาท จากธนาคาร อ. และได้รับเงินกู้ไปแล้ว มีนางพรทิพย์ และโจทก์ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 มิถุนายน 2558 จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2558 ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ต่อศาลจังหวัดพะเยาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 3159/2558 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ธนาคาร อ. ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 508 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อบังคับคดี โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร อ. วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นเงิน 1,374,292 บาท และวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพะเยาอีก 16,946 บาท รวมเป็นเงิน 1,391,238 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่าเพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่าในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และนางพรทิพย์กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมาธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3159/2558 และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 ม. 852 ม. 1489 ม. 1490 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายอธิกา อภิธนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา