คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023 -ที่ 5025/2567
#717476
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว คือ ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์

จำเลยให้การรับว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด

ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส. ซื้อมาจากผู้จัดสรรที่ดินแล้วขายฝากมีกำหนด 1 ปี ให้แก่ จ. เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวต่อมาจาก จ. กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 107,440 บาท 89,533.33 บาท และ 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 80,580 บาท 67,150 บาท และ 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 เลขที่ 340 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 เป็นเงิน 107,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) ให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76085 เลขที่ดิน 341 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) และให้จำเลยชำระเงินค่าส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับของที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 เลขที่ดิน 342 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 เป็นเงิน 89,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2562) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคนับถัดจากวันฟ้องให้ชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. มีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิก จำเลยมีฐานะเป็นกรม เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นกองทุนหนึ่งของจำเลย ซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินข้างต้น โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 34 ถึงมาตรา 36 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มีมติในการประชุมครั้งที่ 12/2550 วินิจฉัยว่าทรัพย์สินของนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาซึ่งถูกตรวจสอบจำนวน 109 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากนั้นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต่อมาจำเลยมีหนังสือ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี มีใจความตอนหนึ่งว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวข้างต้นเป็นกรรมสิทธิ์ของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากนายธนาพสิษฐ์หรือธนาพิศิษฐ์หรือจงรักษ์ ผู้ต้องหาหลบหนีและไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ครบ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง วันที่ 30 มกราคม 2562 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลย โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 76084 ถึง 76086 ต้องชำระเดือนละ 850 บาท 850 บาท และ 1,020 บาท ตามลำดับ และคิดเบี้ยปรับในกรณีชำระล่าช้าอัตราร้อยละ 10 ต่อปี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้หมายความว่า ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ส่วน "สิทธิในที่ดิน" หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย นอกจากนี้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ข้อ 15 ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภค รวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยข้อ 2 นิยาม "สิทธิในที่ดิน" และ "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" สอดคล้องทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวระบุว่า หมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากผู้จัดสรรที่ดิน และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไปและผู้จัดสรรที่ดิน (ในกรณีที่มีที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อ และ/หรือได้โอนกลับมาเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน) โดยที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. นี้ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใดไม่ ทั้งหากตีความคำว่าผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจำกัดเพียงเท่าที่จำเลยอ้าง นอกจากจำเลยจะไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงนี้ต่อจากจำเลยและผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป ก็จะหลุดพ้นจากหน้าที่ในค่าใช้จ่ายนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้ที่ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินอีกทอดหนึ่ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ที่มุ่งหมายให้สมาชิกร่วมกันออกค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปใช้ในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้านที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ เช่นนี้แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนจะตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" ดังที่กล่าวมาข้างต้น จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีทั้งสามสำนวนนี้โจทก์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกหมู่บ้าน บ. ฟ้องจำเลยในฐานะที่เป็นสมาชิกเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวให้รับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 รวม 79 เดือน ซึ่งจำเลยก็มิได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างในเรื่องมูลหนี้แต่อย่างใดหากแต่ให้การรับว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค และยังให้การต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ๆ ละ 850 บาท และชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2562 เมื่อนับเวลาตั้งแต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับหนี้เงินดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ตามมาตรา 193/33 (4) จึงไม่อาจหยิบยกอายุความตามมาตราดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามฟ้องขาดอายุความ 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 15 วรรคหนึ่ง ระบุว่า สมาชิกแต่ละรายจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน ตามอัตราที่คิดจากอัตราส่วนเนื้อที่ดินที่สมาชิกถือครอง ตามอัตราที่ประชุมใหญ่สมาชิกจะกำหนด วรรคสอง ระบุว่า อัตราข้างต้นให้สมาชิกชำระล่วงหน้าเป็นรายเดือน และจะต้องชำระภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนด และหรือคณะกรรมการนิติบุคคลได้ปิดประกาศแจ้งให้สมาชิกทราบโดยเปิดเผยภายในหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อยโดยชำระ ณ สำนักงานที่ตั้งของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เช่นนี้จำเลยจึงต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดสาธารณูปโภคแต่ละเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนนั้น ๆ อายุความที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือนนั้นเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในส่วนนี้ แต่ละจำนวนนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ตามที่โจทก์คำนวณมาและอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อนึ่ง ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง นางสาวสมจิตต์ ซื้อมาจากผู้จัดสรรที่ดิน ต่อมานางสาวสมจิตต์ขายฝากมีกำหนด 1 ปี ให้แก่นายจงรักษ์ เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อมาจากนายจงรักษ์ กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จำเลยจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วย 5,730 บาท กับชำระค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ส่วนชั้นฎีกา 450 บาท และ 500 บาท จึงต้องคืนเงินในส่วนนี้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคของที่ดินโฉนดเลขที่ 76086 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/528 โฉนดเลขที่ 76085 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/529 และโฉนดเลขที่ 76084 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 109/530 ที่ค้างชำระของเดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2562 เดือนละ 1,020 บาท เดือนละ 850 บาท และเดือนละ 850 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ของแต่ละเดือนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้เป็นไปตามอัตราตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 450 บาท ชั้นฎีกา 950 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,730 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 47 ม. 49
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5020/2567
#724091
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วตัดทอน ผ่า ถาก ไม้สัก อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 121,200 บาท และมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 121,200 บาท นั้น เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐรวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องระบุนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ด้วย) ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานอื่นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐ รวมเป็นเงิน 121,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กรมป่าไม้ ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับเฉพาะความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx ของกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) กับพวก ได้รับแจ้งจากผู้ที่ต้องการรับสินบนนำจับว่ามีการลักลอบทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าขุนห้วยอูนที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่งาวฝั่งซ้าย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 518 (พ.ศ. 2515) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จึงร่วมกันไปตรวจสอบ พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้ ขี้เลื่อย ไม้สักแปรรูป 2 แผ่น/เหลี่ยม และรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคค พะเยา xxx จำนวน 1 คัน อยู่ในป่าที่เกิดเหตุ จึงซุ่มดูอยู่บริเวณดังกล่าว สักพักหนึ่งพบคนร้ายเป็นผู้ชายเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่ามุ่งตรงมายังที่เกิดเหตุ เมื่อคนร้ายเห็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้วิ่งหลบหนีไปที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของจำเลยและนางจันทร์ธิมา ภริยาจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ติดตามไปแต่ไม่พบตัวคนร้าย พบแต่นางจันทร์ธิมาจึงขอตรวจค้นภายในบ้าน ผลการตรวจค้นพบไม้สักแปรรูป 16 แผ่น/เหลี่ยม พร้อมเลื่อยโซ่ยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงพร้อมโซ่และแผ่นบังคับโซ่ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขเครื่อง 1 เครื่อง จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ตามบันทึกการตรวจยึด/ตรวจค้น บันทึกการยินยอมให้ตรวจสอบ และภาพถ่ายการตรวจยึด พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำไม้หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาจำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกมอบตัว-แจ้งข้อกล่าวหา และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คู่ความไม่อุทธรณ์ในความผิดฐานนี้ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางเป็นเพียงเครื่องเจียรชนิดใช้มือถือ (ลูกหมู) ที่นำมาดัดแปลงใส่บาร์โซ่และใช้พลังงานจากไฟฟ้า จึงมิใช่เลื่อยโซ่ยนต์ตามความหมายของพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 การที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนี้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดฐานนี้อีกจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์เบิกความโดยมีข้อเท็จจริงขัดกับปกติวิสัย กล่าวคือ หากพยานโจทก์กับพวกเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุถึง 20 คน แล้วพบคนร้ายอยู่เพียงคนเดียว แม้คนร้ายวิ่งหลบหนี พยานโจทก์กับพวกต้องไล่ติดตามจับกุมได้ น่าเชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบเชื่อมโยงได้ว่ารถจักรยานยนต์และไม้สักแปรรูป 2 แผ่น ของกลางเป็นของจำเลย ส่วนไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้านที่เกิดเหตุเป็นไม้เก่าที่รื้อออกมาจากบ้านของบุตรสาวจำเลยนั้น โจทก์มีนายสุทัศน์ และนางสุมาลี พนักงานเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ ลป.19 (แม่โป่ง) เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีการลักลอบทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าที่เกิดเหตุ จึงร่วมกับพวกประมาณ 20 คน เดินทางไปตรวจสอบ พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้ ขี้เลื่อย และรถจักรยานยนต์จอดอยู่ 1 คัน มีไม้สักแปรรูป 2 แผ่น สภาพสดใหม่วางอยู่บนรถ พยานกับพวกซุ่มดูอยู่ใกล้ ๆ สักพักหนึ่งเห็นจำเลยเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่ามุ่งหน้าไปที่รถจักรยานยนต์ พยานทั้งสองจดจำจำเลยได้เนื่องจากเคยจับกุมจำเลยในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทำไม้ เมื่อจำเลยเห็นพยานทั้งสองกับพวกก็วิ่งหลบหนีไป พยานทั้งสองกับพวกไล่ติดตามจำเลยจนไปถึงบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่กับนางจันทร์ธิมา ภริยาจำเลย พบนางจันทร์ธิมาอยู่ที่บ้านแต่ไม่พบจำเลย สอบถามนางจันทร์ธิมาแล้วรับว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของจำเลย พยานทั้งสองตรวจค้นภายในบ้าน นางจันทร์ธิมายินยอมให้ตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบไม้สักแปรรูป 16 แผ่น วางกองรวมกันอยู่ และมีสายไฟฟ้าโยงมาจากชั้นสองของบ้านต่อเข้ากับเลื่อยโซ่ยนต์ นางจันทร์ธิมารับว่าไม้สักแปรรูปทั้งหมดและเลื่อยโซ่ยนต์เป็นของจำเลย แต่ไม่สามารถนำหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของไม้สักแปรรูปมาแสดงได้ พยานทั้งสองกับพวกจึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความสอดคล้องต้องกันโดยมีข้อเท็จจริงเป็นเช่นเดียวกับที่พยานโจทก์ทั้งสองเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน โดยยืนยันว่าเห็นจำเลยเดินถือเลื่อยโซ่ยนต์ออกมาจากป่าที่เกิดเหตุมุ่งตรงมายังรถจักรยานยนต์และไม้สักแปรรูป 2 แผ่น ของกลาง บริเวณใกล้เคียงกับที่พบรถจักรยานยนต์และไม้สัก พบรอยเท้าคน ตอไม้ เศษเปลือกไม้และขี้เลื่อย ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยเพียง 5 เมตร จำเลยไม่ได้ปิดบังอำพรางใบหน้า ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองรู้จักและเห็นหน้าจำเลยมาก่อนเนื่องจากเคยจับกุมดำเนินคดีจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเห็นหน้าจำเลยได้อย่างชัดเจนและจดจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว เมื่อจำเลยวิ่งหลบหนีพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกวิ่งติดตามจำเลยไปตลอดไม่คลาดสายตาจนกระทั่งมาถึงบ้านที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยพักอาศัยอยู่กับภริยา พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกร่วมกันตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบไม้สักแปรรูปอีก 16 แผ่น และเลื่อยโซ่ยนต์ 1 เครื่อง อยู่ภายในบ้าน แม้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเรื่องระยะทางจากป่าที่เกิดเหตุไปยังบ้านที่เกิดเหตุแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็เบิกความตอบโจทก์ถามติงแล้วว่า พยานคาดคะเนเอา ไม่ได้วัดระยะทางที่แน่นอน ส่วนการที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไม่สามารถจับกุมตัวจำเลยได้ก็มิใช่เรื่องผิดปกติวิสัยเพราะเป็นการไล่ติดตามภายในป่าที่เกิดเหตุซึ่งมีสภาพเป็นภูเขาไม่ใช่พื้นที่ราบ ทั้งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ผู้ที่ชำนาญเส้นทางย่อมสามารถหลบหนีการจับกุมได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีเหตุการณ์ที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไล่ติดตามจับกุมจำเลยในป่าที่เกิดเหตุแล้วจำเลยวิ่งหลบหนีมายังบ้านที่เกิดเหตุเกิดขึ้นจริง ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจะเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาต่อเนื่องกันโดยไม่มีหมายค้นซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฝ่ายจำเลยร้องเรียนในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่หรือแจ้งความดำเนินคดี น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง มิได้แต่งเรื่องเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ดังนั้น แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทำไม้และแปรรูปไม้ในป่าที่เกิดเหตุ แต่พยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวเมื่อรับฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยไปไร่ข้าวโพดนั้นเป็นการกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนและจำเลยเพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปทำไม้สักและแปรรูปไม้สักในป่าที่เกิดเหตุ โดยไม้สักแปรรูปของกลาง 2 แผ่น ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ในป่าที่เกิดเหตุเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้และแปรรูปไม้ดังกล่าว แต่สำหรับไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ที่ตรวจยึดได้จากบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อได้ความว่าในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดนั้น ไม้สักทั้ง 16 แผ่น ดังกล่าวอยู่ในสภาพเป็นไม้แปรรูปแล้ว โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงว่าไม้สักแปรรูป 16 แผ่น ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าที่เกิดเหตุในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง อีกทั้งพยานโจทก์ปากนางสุมาลีก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม้สัก 2 แผ่น ที่ยึดได้จากป่ากับไม้สัก 16 แผ่น ที่ยึดได้จากบ้านจำเลยมีสภาพต่างกัน พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าที่เกิดเหตุหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยฐานทำไม้หวงห้ามในเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจยึดไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น ได้พร้อมกับเลื่อยโซ่ยนต์อันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการแปรรูปไม้ในสภาพที่ยังต่อพ่วงกับสายไฟพร้อมใช้งาน และบริเวณใกล้เคียงพบร่องรอยการแปรรูปไม้ มีเศษขี้เลื่อยกองกระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก ตามบันทึกการตรวจยึด/ตรวจค้นสอดคล้องกับที่พยานโจทก์ปากนายสุทัศน์และนางสุมาลีเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเองตามบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาและพยาน และเมื่อพนักงานสอบสวนไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุในวันเดียวกันก็ยังคงพบร่องรอยการแปรรูปไม้บริเวณใต้ถุนบ้าน ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ร่องรอยที่ปรากฏส่อแสดงให้เห็นได้ว่าในวันเกิดเหตุมีการใช้เลื่อยโซ่ยนต์แปรรูปไม้อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุจริง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าในวันเกิดเหตุเห็นจำเลยแปรรูปไม้อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ แต่เมื่อนางจันทร์ธิมาภริยาจำเลยเคยให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าตรวจค้นในวันเกิดเหตุว่า นางจันทร์ธิมาพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุกับจำเลยเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งจำเลยก็ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า บ้านที่เกิดเหตุเป็นของนางจันทร์ธิมา จำเลยมาอาศัยอยู่ด้วยเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ในชั้นพิจารณาจำเลยมิได้นำพยานมาสืบให้เห็นได้ว่ามีบุคคลอื่นนอกจากจำเลยและนางจันทร์ธิมาพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าผู้ที่แปรรูปไม้สักของกลาง 16 แผ่น นั้นเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลย ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้เก่าที่รื้อมาจากบ้านของบุตรสาวจำเลยนั้น เมื่อไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างแล้ว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวเป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพสิ่งปลูกสร้างมาไม่น้อยกว่าสิบปี จึงไม่ใช่ไม้แปรรูปตามคำนิยามของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) วรรคสอง ในปัญหานี้จำเลยเบิกความว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้ที่เคยใช้ปลูกบ้านบุตรสาว แต่เนื่องจากบุตรสาวต้องรับผิดในคดีที่ไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้ผู้อื่น จำเลยจึงนำมาเก็บรักษาไว้เพื่อไม่ให้ถูกบังคับคดี โดยนำมากองไว้ในบ้านหลายเดือนก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจยึด และจำเลยมีนายประหยัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านร้อง มาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่าจะขอนำไม้เก่าจากบ้านบุตรสาวมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านเนื่องจากเกรงจะถูกบังคับคดี แต่จำเลยไม่เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนมาก่อน และไม่เคยนำนายประหยัดไปให้การต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นการง่ายที่จะยกขึ้นกล่าวอ้าง ประกอบกับจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าตัวเรือนหรืออาคารเคยตั้งอยู่ ณ ที่ใด ปลูกสร้างเมื่อใด มีการรื้อถอนจริงหรือไม่ เมื่อใด ลักษณะของไม้สักแปรรูปของกลางมีสภาพที่ผ่านการใช้ประโยชน์แล้วอย่างไร มีร่องรอยจากการรื้อถอนอย่างไร ทั้งทนายจำเลยก็ไม่อาจถามค้านพยานโจทก์ปากนายสุทัศน์และนางสุมาลีที่ต่างก็เบิกความประกอบภาพถ่ายการตรวจยึดไม้สักแปรรูปว่า ไม้สักแปรรูปของกลางเป็นไม้ใหม่ยังไม่ผ่านการใช้งาน ไม่ได้เคยนำไปสร้างบ้านมาก่อน ให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี ไม้สักแปรรูปของกลางดังกล่าวจึงเป็นไม้แปรรูปตามคำนิยามของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (4) และเป็นไม้หวงห้ามตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการตัดไม้ได้ไม้เป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ตัดฟันต้นสักและใช้เลื่อยโซ่ยนต์แปรรูปไม้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทางธรรมชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วตัดทอน ผ่า ถาก ไม้สัก อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 121,200 บาท และมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 121,200 บาท นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการบรรยายฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 26/4 แล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัด ฟัน เลื่อย โค่นต้นสักหลายต้นในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วทำการแปรรูปไม้สักดังกล่าว อันเป็นการทำลายและทำให้เสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้ไม้สักแปรรูปของกลาง 2 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.05 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐ 6,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่กรมป่าไม้ ส่วนไม้สักแปรรูปของกลาง 16 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.96 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายต่อรัฐ 115,200 บาท ที่ยึดได้จากบ้านของจำเลยนั้น มิได้เป็นไม้ที่จำเลยได้มาจากการทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 26/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง -
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 -
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ทรงพล สงวนพงศ์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567
#722150
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัดเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแห่งการนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 เมษายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,450,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5605/2561 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ เมื่อโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดแล้วได้เงิน 1,196,261.68 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองนำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่ขาดนั้น เห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถ โดยคำนวณจากส่วนต่างของราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เป็นเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้ที่เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดทรุดโทรมของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคารถที่โจทก์ขอมาในฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถตามคำฟ้องของโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้และดูแลรถเป็นอย่างดีเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ รถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์ใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีความบกพร่อง เท่ากับจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่าได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนด้วยการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีแล้ว จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีคืนแก่ตัวแทนของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีนายกิตติพงษ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนำรถออกขายทอดตลาดแล้วหักกลบกับราคารถใช้แทนที่ศาลกำหนดคงเหลือเงินจำนวน 1,253,738.82 บาท และตอบคำถามค้านว่า ตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ที่ระบุว่า กันชนหน้าบุบ, ขีดข่วนรอบคัน, ด้านหลังบุบ นั้น สืบเนื่องมาจากหลังจากมีการรับรถคืนแล้วได้นำไปตรวจเพื่อเข้าลานประมูลจึงมีการระบุเพิ่มเติมในภายหลังซึ่งแตกต่างจากสำเนาคู่ฉบับบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย ล.2 ที่ไม่ได้ระบุสภาพรถดังกล่าวไว้ อันแสดงว่าบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืน เอกสารหมาย จ.10 ฝ่ายโจทก์ได้บันทึกสภาพรถเพิ่มเติมเองโดยลำพัง ส่วนพยานจำเลยทั้งสอง มีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ติดต่อกับตัวแทนโจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามที่นัดหมาย รถยนต์บรรทุกที่คืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และจำเลยที่ 2 ยังได้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 124,090 บาท แก่โจทก์ และได้ความจากนายเอษณะพยานจำเลยเบิกความว่า พยานส่งมอบรถให้แก่โจทก์ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. แล้วตัวแทนของโจทก์ยังให้พยานขับรถไปที่โรงเก็บรถของโจทก์ ที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร รถมีสภาพใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสภาพรถตามภาพถ่าย ก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพที่เสียหายถึงขนาดชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าสภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ นำไปคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี แม้มีรอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อย ก็เป็นสภาพการใช้งานตามปกติ ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า สภาพรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีอันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหาย 30,000 บาท ให้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นเงิน 200,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถอันเนื่องมาจากความชำรุดของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถเพราะเหตุที่ไม่คืนรถในเวลาอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 200,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรมานั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ว่าการขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ชอบจึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสมพร ศรีกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567
#706475
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 310, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง) และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจ 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าขาดรายได้ของผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างอยู่ดูแลโจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และในการย้ายโรงเรียนแห่งใหม่ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่ยื่นคำร้องวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในสำนวนแรกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและการกระทำของจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต สำนวนที่สอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน สำนวนที่สอง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว สำนวนแรก จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 377/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมอายุ 11 ปีเศษ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2552 เป็นบุตรของนาย ป. และนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 โดยพักอาศัยและอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของผู้เสียหายที่ 1 วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 21.30 นาฬิกา นาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. ที่ปากซอย แล้วพาไปนั่งเล่นที่บ้านของนาย ส. ซึ่งอยู่ในซอยหลังโรงเรียนอนุบาล ต่อมานาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปแล้วกลับมาโดยมีนาย ณ. และจำเลยที่ 1 กับพวกมาด้วย จากนั้นเวลา 22.30 นาฬิกา นาย ณ. และจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. ภายในห้องนอนในลักษณะผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ต่อมาคนร้ายสี่คนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในห้องเดียวกันโดยคนร้ายผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา แล้วคนร้ายทั้งหมดหลบหนีไป วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และนาย ธ. บิดาของเด็กหญิง น. ทราบเรื่อง จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหัวหิน ร้อยตำรวจเอกหญิง ร. และพันตำรวจตรี ก. พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ร่วมและเด็กหญิง น. ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ห. สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนว่ามีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังและฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางสาว ช. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเวลาเกิดเหตุนาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. หรือมายด์ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและนาย ส. ร่วมประเวณีกันที่ห้องโถง จากนั้นนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปสักพักก็กลับมาโดยมีจำเลยทั้งสอง นาย ณ. และนาย อ. ตามมาด้วย ทุกคนนั่งคุยกันที่ห้องโถง มีการเรียกชื่อเล่นกัน ต่อมานาย ณ. ฉุดกระชากเด็กหญิง น. เข้าไปในห้องนอน นางสาว ช. และโจทก์ร่วมจะเข้าไปช่วย แต่นาย น. และนาย ส. จับตัวไว้ นาย ณ. ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่แล้วออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่ เด็กหญิง น. ไปล้างตัวในห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อเด็กหญิง อ. ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ เพื่อให้มาช่วยเหลือ จากนั้นเด็กหญิง น. ออกจากห้องน้ำและชวนนางสาว ช. ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ขณะเด็กหญิง น. ไปเข้าห้องน้ำจำเลยที่ 2 เข้ามาจับตัวโจทก์ร่วมดึงเข้าไปในห้องนอนโดยมีชายคนหนึ่งตามเข้าไปในห้องด้วย นางสาว ช. ไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวถูกฉุดเข้าไปด้วย จำเลยที่ 2 ผลักโจทก์ร่วมให้นอนบนที่นอนแล้วถอดเสื้อผ้าของโจทก์ร่วมออก จำเลยที่ 2 ถอดกางเกงและใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ขณะนั้นชายคนหนึ่งใช้มือปิดปากโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ร้อง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ออกไป โจทก์ร่วมยังคงนอนอยู่ จากนั้นนาย ส. นาย อ. และจำเลยที่ 1 เข้าไปผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง เสร็จแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป โจทก์ร่วมไปล้างตัวในห้องน้ำแล้วกลับมาที่ห้องโถง ไม่พบผู้ใด จึงเดินไปที่หน้าปากซอย พบเด็กหญิง น. และนางสาว ช. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแจ้งเหตุจากเด็กหญิง อ. เดินทางไปพบโจทก์ร่วมกับพวก โจทก์ร่วมกับพวกจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า พยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ขณะเกิดเหตุมีแสงจากภายนอกผ่านประตูหน้าต่างและช่องลมลอดเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุในสภาพสลัว ๆ พอมองเห็นหน้ากันได้ในระยะใกล้ พยานทั้งสองเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่นาย ส. ขับรถกลับเข้ามาที่บ้านที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 2 ดึงโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องนอน และโจทก์ร่วมยังเห็นจำเลยที่ 2 ในระยะใกล้ชิดขณะจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจให้โจทก์ร่วมและนางสาว ช. ดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้าย เชื่อว่าโจทก์ร่วมและนางสาว ช. จดจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ นอกจากนี้นาย ส. ยังให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่านาย ส. ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม คำให้การของนาย ส. เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นการปัดความผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว แต่เป็นการแจ้งเรื่องราวเหตุการณ์ที่ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 นาย ส. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 และให้การต่อหน้ามารดาของตน ที่ปรึกษากฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ เชื่อว่านาย ส. ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาว ช. แล้วสอดคล้องต้องกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 โดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายทั้งที่โจทก์ร่วมเบิกความว่ารู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยโจทก์ร่วมระบุเพียงว่าถูกชายฉุดเข้าไปในห้อง เป็นชายวัยรุ่น เป็นชายไทย อายุประมาณ 18 ปีเศษ รูปร่างสมส่วน สูงประมาณ 170 เซนติเมตร อย่างอื่นปกติ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 32 ปี จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความเพียงว่ารู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ปรากฎว่าโจทก์ร่วมรู้จักชื่อจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารู้จักโจทก์ร่วม แต่ไม่เคยพูดคุยกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่รู้จักชื่อจำเลยที่ 2 มาก่อน และโจทก์ร่วมยังให้การต่อไปว่าเห็นอีกครั้ง พอจำได้ อันบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ กรณีไม่เป็นพิรุธที่ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ให้การครั้งแรก ส่วนที่โจทก์ร่วมให้การว่าคนร้ายอายุประมาณ 18 ปีเศษนั้น เป็นเพียงการกะประมาณซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้เป็นเรื่องปกติ หาเป็นพิรุธไม่เช่นกัน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์พิมพ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้วันที่ที่พิมพ์ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์และวันที่ที่โจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่โจทก์ร่วมยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายและยังให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อแตกต่างเกี่ยวกับวันดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมสนทนากับนาย น. ทางโปรแกรมเฟสบุ๊ก เมสเซนเจอร์ โดยโจทก์ร่วมถามว่าวันเกิดเหตุมีพี่กรุง (หมายถึงจำเลยที่ 2) ป่ะ นาย น. ตอบว่าพี่ไม่รู้ จำไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพียงจำหน้าคนร้ายที่ฉุดโจทก์ร่วมเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราได้ แต่ไม่รู้จักชื่อคนร้าย โจทก์ร่วมจึงต้องการสอบถามชื่อคนร้ายดังกล่าวว่าเป็นจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบดีเอ็นเอของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ข้อนี้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คนร้าย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง (1) ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนางสาว ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายคมสัน ทองชม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพรชัย รางแดง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2567
#710794
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้ากับคดีหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 1 แต่คดีดังกล่าวได้ยุติลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกา คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 310, 317 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง) และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อร่างกาย 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อจิตใจ 60,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ 40,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 20,000 บาท ค่าขาดรายได้ของผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างอยู่ดูแลโจทก์ร่วมเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และในการย้ายโรงเรียนแห่งใหม่ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่ยื่นคำร้องวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในสำนวนแรกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และในสำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกและการกระทำของจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังกับฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต สำนวนที่สอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 สำนวนแรก ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน สำนวนที่สอง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 4 ปี และฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว สำนวนแรก จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำนวนที่สอง จำเลยที่ 1 จำคุก 37 ปี 4 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 378/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 377/2564 หมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ว. โจทก์ร่วมอายุ 11 ปีเศษ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2552 เป็นบุตรของนาย ป. และนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 โดยพักอาศัยและอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของผู้เสียหายที่ 1 วันเกิดเหตุตามฟ้องเวลา 21.30 นาฬิกา นาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. ที่ปากซอย แล้วพาไปนั่งเล่นที่บ้านของนาย ส. ซึ่งอยู่ในซอยหลังโรงเรียนอนุบาล ต่อมานาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปแล้วกลับมาโดยมีนาย ณ. และจำเลยที่ 1 กับพวกมาด้วย จากนั้นเวลา 22.30 นาฬิกา นาย ณ. และจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. ภายในห้องนอนในลักษณะผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ต่อมาคนร้ายสี่คนข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในห้องเดียวกันโดยคนร้ายผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา แล้วคนร้ายทั้งหมดหลบหนีไป วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และนาย ธ. บิดาของเด็กหญิง น. ทราบเรื่อง จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ห. ร้อยตำรวจเอกหญิง ร. และพันตำรวจตรี ก. พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนส่งโจทก์ร่วมและเด็กหญิง น. ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ห. สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนว่ามีความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังและฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง คู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางสาว ช. เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าวันเวลาเกิดเหตุนาย น. และนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ไปรับโจทก์ร่วม เด็กหญิง น. และนางสาว ช. หรือมายด์ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมและนาย ส. ร่วมประเวณีกันที่ห้องโถง จากนั้นนาย ส. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปสักพักก็กลับมาโดยมีจำเลยทั้งสอง นาย ณ. และนาย อ. ตามมาด้วย ทุกคนนั่งคุยกันที่ห้องโถง มีการเรียกชื่อเล่นกัน ต่อมานาย ณ. ฉุดกระชากเด็กหญิง น. เข้าไปในห้องนอน นางสาว ช. และโจทก์ร่วมจะเข้าไปช่วย แต่นาย น. และนาย ส. จับตัวไว้ นาย ณ. ข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่แล้วออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง น. จนสำเร็จความใคร่ เด็กหญิง น. ไปล้างตัวในห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อเด็กหญิง อ. ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก เมสเซนเจอร์ เพื่อให้มาช่วยเหลือ จากนั้นเด็กหญิง น. ออกจากห้องน้ำและชวนนางสาว ช. ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป ขณะเด็กหญิง น. ไปเข้าห้องน้ำจำเลยที่ 2 เข้ามาจับตัวโจทก์ร่วมดึงเข้าไปในห้องนอนโดยมีชายคนหนึ่งตามเข้าไปในห้องด้วย นางสาว ช. ไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวถูกฉุดเข้าไปด้วย จำเลยที่ 2 ผลักโจทก์ร่วมให้นอนบนที่นอนแล้วถอดเสื้อผ้าของโจทก์ร่วมออก จำเลยที่ 2 ถอดกางเกงและใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ขณะนั้นชายคนหนึ่งใช้มือปิดปากโจทก์ร่วมเพื่อไม่ให้ร้อง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ออกไป โจทก์ร่วมยังคงนอนอยู่ จากนั้นนาย ส. นาย อ. และจำเลยที่ 1 เข้าไปผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยใช้อวัยวะเพศสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง เสร็จแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกหลบหนีไป โจทก์ร่วมไปล้างตัวในห้องน้ำแล้วกลับมาที่ห้องโถง ไม่พบผู้ใด จึงเดินไปที่หน้าปากซอย พบเด็กหญิง น. และนางสาว ช. ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งได้รับแจ้งเหตุจากเด็กหญิง อ. เดินทางไปพบโจทก์ร่วมกับพวก โจทก์ร่วมกับพวกจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า พยานทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ขณะเกิดเหตุมีแสงจากภายนอกผ่านประตูหน้าต่างและช่องลมลอดเข้ามาภายในบ้านที่เกิดเหตุในสภาพสลัว ๆ พอมองเห็นหน้ากันได้ในระยะใกล้ พยานทั้งสองเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งแต่นาย ส. ขับรถกลับเข้ามาที่บ้านที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยที่ 2 ดึงโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องนอน และโจทก์ร่วมยังเห็นจำเลยที่ 2 ในระยะใกล้ชิดขณะจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจให้โจทก์ร่วมและนางสาว ช. ดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม และนางสาว ช. ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้าย เชื่อว่าโจทก์ร่วมและนางสาว ช. จดจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ นอกจากนี้นาย ส. ยังให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่านาย ส. ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม คำให้การของนาย ส. เป็นพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่คำซัดทอดนั้นมิได้เป็นการปัดความผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว แต่เป็นการแจ้งเรื่องราวเหตุการณ์ที่ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 นาย ส. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 และให้การต่อหน้ามารดาของตน ที่ปรึกษากฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ เชื่อว่านาย ส. ให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อพิเคราะห์ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และมาตรา 227/1 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาว ช. แล้วสอดคล้องต้องกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 โดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายทั้งที่โจทก์ร่วมเบิกความว่ารู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยโจทก์ร่วมระบุเพียงว่าถูกชายฉุดเข้าไปในห้อง เป็นชายวัยรุ่น เป็นชายไทย อายุประมาณ 18 ปีเศษ รูปร่างสมส่วน สูงประมาณ 170 เซนติเมตร อย่างอื่นปกติ แต่จำเลยที่ 2 อายุ 32 ปี จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความเพียงว่ารู้จักและเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่ปรากฎว่าโจทก์ร่วมรู้จักชื่อจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารู้จักโจทก์ร่วม แต่ไม่เคยพูดคุยกัน แสดงว่าโจทก์ร่วมไม่รู้จักชื่อจำเลยที่ 2 มาก่อน และโจทก์ร่วมยังให้การต่อไปว่าเห็นอีกครั้ง พอจำได้ อันบ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้ กรณีไม่เป็นพิรุธที่ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ให้การครั้งแรก ส่วนที่โจทก์ร่วมให้การว่าคนร้ายอายุประมาณ 18 ปีเศษนั้น เป็นเพียงการกะประมาณซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้เป็นเรื่องปกติ หาเป็นพิรุธไม่เช่นกัน ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ข้อมูลทะเบียนราษฎร์พิมพ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ก่อนโจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้วันที่ที่พิมพ์ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์และวันที่ที่โจทก์ร่วมชี้ภาพถ่ายดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่โจทก์ร่วมยืนยันภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายและยังให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อแตกต่างเกี่ยวกับวันดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าโจทก์ร่วมสนทนากับนาย น. ทางโปรแกรมเฟสบุ๊ก เมสเซนเจอร์ โดยโจทก์ร่วมถามว่าวันเกิดเหตุมีพี่ ก. (หมายถึงจำเลยที่ 2) ป่ะ นาย น. ตอบว่าพี่ไม่รู้ จำไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรก จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่คนร้ายนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพียงจำหน้าคนร้ายที่ฉุดโจทก์ร่วมเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราได้ แต่ไม่รู้จักชื่อคนร้าย โจทก์ร่วมจึงต้องการสอบถามชื่อคนร้ายดังกล่าวว่าเป็นจำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าโจทก์ร่วมจำหน้าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้เก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบดีเอ็นเอของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ข้อนี้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ได้บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คนร้าย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระสำคัญที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น เหตุเกิดวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินห้าสิบปี เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ในแต่ละคดีมีกำหนด 37 ปี 4 เดือน แล้วนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้นมานับต่อจากคดีนี้ได้ ซึ่งเมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วโทษจำคุกเกินห้าสิบปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา โดยมิได้กำหนดว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1036/2564 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1035/2564 ของศาลชั้นต้น แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกต้องไม่เกินห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง ว. โดยนางสาว ค. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปรีชา เชิดชู
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ร.ที่ 4920/2567
#704433
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงกมล วรรณรัตน์
จำเลย — บริษัทซิกม่า พลาสติก เอเชีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 -
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
คำร้องขออนุญาตฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567
#711903
เปิดฉบับเต็ม

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 83, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9, 14 ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นางสาวนฤมล ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ผู้เสียหายที่ 1 สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x พร้อมสมัครเข้าใช้งาน "SCB Easy App" ซึ่งการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานมีการกำหนดชื่อและรหัสผ่าน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายร่วมกันหลอกลวงโดยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าข้อความที่ได้รับจากคนร้ายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับปรุงข้อมูลธนาคารเป็นของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชี แล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ที่ธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เลขที่บัญชี 407 - 386xxx - x

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอม และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ท. แล้วมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับจ้างเปิดบัญชีรับโอนเงิน ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับลิงก์ข้อความ SMS ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6971 xxxx ให้ปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ท. ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว สาขาเอสพละนาด เมื่อกดลิงก์ข้อความเข้าไปพบเว็บไซต์มีภาพเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเวลากลางคืนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่ามีเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จึงเข้าไปที่แอปพลิเคชัน "SCB Easy" เพื่อตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และไม่สามารถติดต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง รับแจ้งว่าบัญชีเงินฝากถูกล็อกและมีเงินออกจากบัญชีผิดปกติ โดยมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงลักษณะการกระทำความผิดของคนร้ายว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมีผู้ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน 49 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ผู้กระทำความผิดจะส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถูกหลอกลวง เมื่อผู้ถูกหลอกลวงกดลิงก์ข้อความเข้าไปในเว็บไซต์และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ผู้กระทำความผิดจะนำข้อมูลไปเข้าใช้ระบบบัญชีเงินฝากทางอินเทอร์เน็ตของผู้ถูกหลอกลวงในเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร จากนั้นจะถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวงโอนเข้าบัญชีที่ผู้กระทำความผิดเตรียมไว้ โดยลักษณะการกระทำความผิด กระทำกันเป็นขบวนการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจัดทำเว็บไซต์ปลอม กลุ่มที่สองเป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวง และกลุ่มที่สามเป็นผู้ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) นำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการฝากเข้าตู้รับฝากเงินสด กลุ่มคนที่รับเงินไปเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมจับกุมได้ ตามผลการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนประทุษกรรมรายงานการสืบสวนการจับกุมผู้ต้องหา และเครือข่ายการกระทำผิดสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และพยานเอกสาร จึงเชื่อว่าคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการและลงมือกระทำความผิดนับแต่มีการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวง และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวงออกไปจากบัญชีและผ่านไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเงินที่ได้จากการหลอกลวง โดยคนร้ายใช้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคนร้ายเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับระบบ "SCB Easy Net" หรือแอปพลิเคชัน "SCB Easy App" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าถึงข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x ของผู้เสียหายที่ 2 และข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. ของผู้ถูกหลอกลวงที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ถูกหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แต่ขึ้นอยู่กับคนร้ายจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าธนาคาร ท. คนใดที่ปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของคนร้าย อันเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอมและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มีพันตำรวจโทสืบสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง เบิกความประกอบข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับโอนเงิน 200,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและเปิดใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8464 xxxx มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 1 7302 0139x xx x ซึ่งเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตามสำเนาข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีนางสาวนันธิยา พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันนั้นพยานปฏิบัติงานอยู่มีการตั้งป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายและเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ตามรายการบัญชีออมทรัพย์ปรากฏว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 21.59 นาฬิกา ถึง 22.03 นาฬิกา มีรายการรับโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 4 รายการ และในช่วงเวลา 22.42 นาฬิกา ถึง 22.45 นาฬิกา มีรายการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 รายการ ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ตามรายการบัญชีออมทรัพย์แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอม หรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 หรือจำเลยได้มอบบัตรถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) ให้ผู้ใด คงได้ความเพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงผู้เปิดบัญชีและมีเงินของผู้เสียหายที่ 2 ผ่านเข้าออกบัญชีของจำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายมาตั้งแต่ต้นโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏชัดว่า ในวันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน มีการห้ามเปิดบัญชีรับจ้างด้วยป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายอยู่ในตำแหน่งที่จำเลยผู้เปิดบัญชีมองเห็นได้ง่าย จำเลยก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงสาเหตุที่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. ว่า นางสาวแคท ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ขอให้ช่วยเปิดบัญชีแล้วจะให้เงิน จำเลยถูกหลอกจึงเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยได้รับเงินมาบัญชีละ 400 บาท และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่นางสาวแคทไป คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยได้และเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ ถือว่าการเปิดบัญชีของจำเลยเป็นการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากโดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน ซึ่งปกติทั่วไปการเปิดบัญชีเงินฝากสำหรับฝากและเบิกถอนเงินนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ขอเปิดบัญชีในการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ผู้ขอเปิดบัญชีควรที่จะต้องเก็บสมุดบัญชีไว้กับตนเอง การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่านางสาวแคทอาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง, 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีที่มีความร้ายแรงและอายุของจำเลยขณะกระทำความผิด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 342 (1) ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายณรงค์ชัย ช่วยบ้าน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567
#713877
เปิดฉบับเต็ม

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 83, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9, 14 ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า นางสาวนฤมล ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ผู้เสียหายที่ 1 สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x พร้อมสมัครเข้าใช้งาน "SCB Easy App" ซึ่งการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานมีการกำหนดชื่อและรหัสผ่าน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายที่ 2 ถูกคนร้ายร่วมกันหลอกลวงโดยแสดงตนเป็นผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 2 หลงเชื่อว่าข้อความที่ได้รับจากคนร้ายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับปรุงข้อมูลธนาคารเป็นของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 หลังจากนั้นเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชี แล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญา ที่ธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 เลขที่บัญชี 407 - 386xxx - x

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอม และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวในลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร ท. แล้วมีการโอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. ของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. และถูกโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับจ้างเปิดบัญชีรับโอนเงิน ตามพฤติการณ์การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ได้รับลิงก์ข้อความ SMS ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6971 xxxx ให้ปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ท. ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว สาขาเอสพละนาด เมื่อกดลิงก์ข้อความเข้าไปพบเว็บไซต์มีภาพเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 จึงกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเวลากลางคืนผู้เสียหายที่ 2 ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งว่ามีเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จึงเข้าไปที่แอปพลิเคชัน "SCB Easy" เพื่อตรวจสอบแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ และไม่สามารถติดต่อพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามพนักงานของผู้เสียหายที่ 1 อีกครั้ง รับแจ้งว่าบัญชีเงินฝากถูกล็อกและมีเงินออกจากบัญชีผิดปกติ โดยมีร้อยตำรวจเอกกิติศักดิ์ พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึงลักษณะการกระทำความผิดของคนร้ายว่า ความผิดที่เกิดขึ้นมีผู้ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน 49 คน ผู้เสียหายที่ 2 เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ผู้กระทำความผิดจะส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ถูกหลอกลวง เมื่อผู้ถูกหลอกลวงกดลิงก์ข้อความเข้าไปในเว็บไซต์และกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อปรับปรุงข้อมูลของธนาคาร ผู้กระทำความผิดจะนำข้อมูลไปเข้าใช้ระบบบัญชีเงินฝากทางอินเทอร์เน็ตของผู้ถูกหลอกลวงในเว็บไซต์ที่แท้จริงของธนาคาร จากนั้นจะถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวงโอนเข้าบัญชีที่ผู้กระทำความผิดเตรียมไว้ โดยลักษณะการกระทำความผิด กระทำกันเป็นขบวนการ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจัดทำเว็บไซต์ปลอม กลุ่มที่สองเป็นผู้ว่าจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ถูกหลอกลวง และกลุ่มที่สามเป็นผู้ทำหน้าที่ถอนเงินจากตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) นำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้กระทำความผิดด้วยวิธีการฝากเข้าตู้รับฝากเงินสด กลุ่มคนที่รับเงินไปเป็นชาวจีน (ไต้หวัน) และถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหมจับกุมได้ ตามผลการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลแผนประทุษกรรมรายงานการสืบสวนการจับกุมผู้ต้องหา และเครือข่ายการกระทำผิดสอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และพยานเอกสาร จึงเชื่อว่าคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการและลงมือกระทำความผิดนับแต่มีการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอมของผู้เสียหายที่ 1 ไปยังผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวง และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 และผู้ถูกหลอกลวงออกไปจากบัญชีและผ่านไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สุดท้ายคือเงินที่ได้จากการหลอกลวง โดยคนร้ายใช้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของคนร้ายเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับระบบ "SCB Easy Net" หรือแอปพลิเคชัน "SCB Easy App" ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าถึงข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. สาขาเอสพละนาด เลขที่บัญชี 404 - 095xxx - x ของผู้เสียหายที่ 2 และข้อมูลในบัญชีธนาคาร ท. ของผู้ถูกหลอกลวงที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงเฉพาะผู้เสียหายที่ 2 หรือผู้ถูกหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แต่ขึ้นอยู่กับคนร้ายจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของลูกค้าธนาคาร ท. คนใดที่ปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของคนร้าย อันเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือปลอมและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และโจทก์มีพันตำรวจโทสืบสกุล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง เบิกความประกอบข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน เลขที่บัญชี 345 - 2 - 52xxx - x และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ซึ่งทั้งสองบัญชีเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่รับโอนเงิน 200,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ 2 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากธนาคาร ห. สาขากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและเปิดใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 8464 xxxx มีหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 1 7302 0139x xx x ซึ่งเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยตามสำเนาข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีนางสาวนันธิยา พนักงานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 วันนั้นพยานปฏิบัติงานอยู่มีการตั้งป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายและเมื่อตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลย เลขที่บัญชี 416 - 075xxx - x ตามรายการบัญชีออมทรัพย์ปรากฏว่าวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 21.59 นาฬิกา ถึง 22.03 นาฬิกา มีรายการรับโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 4 รายการ และในช่วงเวลา 22.42 นาฬิกา ถึง 22.45 นาฬิกา มีรายการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลย 3 รายการ ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญาตามรายการบัญชีออมทรัพย์แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยในการส่งลิงก์ข้อความเว็บไซต์ปลอม หรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการโอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายที่ 2 หรือจำเลยได้มอบบัตรถอนเงินสด (เอทีเอ็ม) ให้ผู้ใด คงได้ความเพียงว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงผู้เปิดบัญชีและมีเงินของผู้เสียหายที่ 2 ผ่านเข้าออกบัญชีของจำเลยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายมาตั้งแต่ต้นโดยแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏชัดว่า ในวันที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. สาขาเทสโก้โลตัส กำแพงแสน มีการห้ามเปิดบัญชีรับจ้างด้วยป้ายข้อความว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีมีโทษทางกฎหมายอยู่ในตำแหน่งที่จำเลยผู้เปิดบัญชีมองเห็นได้ง่าย จำเลยก็อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความถึงสาเหตุที่เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ห. ว่า นางสาวแคท ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ขอให้ช่วยเปิดบัญชีแล้วจะให้เงิน จำเลยถูกหลอกจึงเปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยได้รับเงินมาบัญชีละ 400 บาท และมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้แก่นางสาวแคทไป คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยได้และเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ ถือว่าการเปิดบัญชีของจำเลยเป็นการรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากโดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน ซึ่งปกติทั่วไปการเปิดบัญชีเงินฝากสำหรับฝากและเบิกถอนเงินนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ขอเปิดบัญชีในการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ผู้ขอเปิดบัญชีควรที่จะต้องเก็บสมุดบัญชีไว้กับตนเอง การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่านางสาวแคทอาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหรือร่วมกับคนร้ายอาจนำสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยไปใช้ในการกระทำความผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอกใช้หาได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้ายได้รับประโยชน์จากบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อนและขณะที่คนร้ายร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของผู้อื่นฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้าย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิด อันมิใช่ข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง, 215 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1), 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีที่มีความร้ายแรงและอายุของจำเลยขณะกระทำความผิด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 342 (1) ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำปาง
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ คงบริรักษ์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567
#713876
เปิดฉบับเต็ม

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของโจทก์ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกอีก 1 ใน 4 ส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1635 อันเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานที่เป็นสินสมรสส่วนหนึ่งและฐานที่เป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ส่วนนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้แต่เพียงว่า ผู้ตายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสองคันให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาก่อนถึงแก่ความตาย รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง แต่ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเรียกร้องมรดก โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายที่ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความการฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยให้ก็ไม่ถูกต้อง และไม่ก่อให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,273,061.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ ออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 312,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 187,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 474,375 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันนำอาวุธปืนทั้งสามกระบอกออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระแก่โจทก์ 81,250 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และโจทก์นำเครื่องพารามอเตอร์พร้อมอุปกรณ์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์มรดกของผู้ตายที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายไปขายให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้แจ้งทายาทอื่นของผู้ตายทราบและไม่นำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท ถือว่าโจทก์ยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล โจทก์จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย ซึ่งจำเลยทั้งสองได้แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์แล้ว เครื่องพารามอเตอร์พร้อมอุปกรณ์มีราคาไม่น้อยกว่า 30,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 30,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แบ่งเงินในบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-75xxx-x ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง คิดเป็นเงิน 2,660.825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 แบ่งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งอาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 ซีแซด ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ให้เอาทรัพย์สินดังกล่าวออกประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ ให้เอาทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของร้อยตำรวจเอกสมบัติ กับภริยาเก่าที่จดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์จดทะเบียนสมรสกับร้อยตำรวจเอกสมบัติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ระหว่างสมรส โจทก์และร้อยตำรวจเอกสมบัติได้มาซึ่งทรัพย์สินหลายรายการ เดิมร้อยตำรวจเอกสมบัติรับราชการอยู่ที่จังหวัดชลบุรี แต่ต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2190/2560 ของศาลจังหวัดชลบุรี จึงได้ลาออกจากราชการแล้วย้ายกลับมาอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสงขลา ร้อยตำรวจเอกสมบัติถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ต่อมาศาลจังหวัดชลบุรีมีคำสั่งตั้งให้โจทก์กับนางสมปอง มารดาของผู้ตาย ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินฝากในบัญชีธนาคาร ก. 2 บัญชี จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย ให้จำเลยที่ 2 แบ่งเงินในบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-75xxx-x ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,660.825 บาท ส่วนบัญชีธนาคาร ก. เลขที่ 986-4-83xxx-x ไม่มีเงินเหลือในบัญชีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ส่วนอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .357 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายได้อาวุธปืนกระบอกนี้มาก่อนสมรสกับโจทก์ จึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย และฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ ทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติ และคดีในส่วนฟ้องแย้งที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่าทุนทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา จึงยุติเช่นกัน

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อเบนซ์ และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองคงฎีกาในทำนองว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอเรียกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันที่ผู้ตายจดทะเบียนโอนยกให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาคืนครึ่งหนึ่งนั้น เป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1476 (5) ซึ่งโจทก์ต้องใช้สิทธิเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวภายใต้บังคับแห่งอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1480 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ปรับบทโดยนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับโดยวินิจฉัยว่าเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืนซึ่งไม่มีอายุความ จึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้ตายจัดการสินสมรสไม่ชอบด้วยมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของโจทก์ และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกอีก 1 ใน 4 ส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1635 อันเป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานที่เป็นสินสมรสส่วนหนึ่งและฐานที่เป็นทรัพย์มรดกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ก็ต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ส่วนนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้แต่เพียงว่า ผู้ตายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสองคันให้จำเลยทั้งสองโดยเสน่หาก่อนถึงแก่ความตาย รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง แต่ฟ้องคดีเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเรียกร้องมรดก โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายที่ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสองเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความการฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การ เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยให้ก็ไม่ถูกต้อง และไม่ก่อให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นกรณีเข้าลักษณะกรรมสิทธิ์รวม แม้ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ก็มีสิทธิโอนเพียงเฉพาะส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์อยู่เท่านั้น และกรณีต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิในรถยนต์ทั้งสองคันเพียงส่วนที่ผู้ตายมีสิทธิเท่านั้น โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องติดตามส่วนของตนคืนจากจำเลยทั้งสองได้ครึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า อาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันแบ่งคืนแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกดังกล่าวโดยสภาพและลักษณะตามใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้ตายเท่านั้น จึงเป็นสินส่วนตัว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงเป็นเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าทางราชการโดยนายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ผู้ตายมีและใช้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของอาวุธปืน อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตายที่จะมีและใช้ได้ แต่ไม่เกี่ยวกับตัวทรัพย์และไม่มีผลทำให้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็นทรัพย์เฉพาะตัวหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากอาวุธปืนทั้งสองกระบอกนี้แล้ว ผู้ตายยังมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .357 อีกหนึ่งกระบอกที่เป็นอาวุธปืนประจำกายสำหรับใช้ในราชการตำรวจ ขณะที่อาวุธปืนทั้งสองกระบอกนี้เป็นอาวุธปืนเดี่ยวลูกซอง ขนาด 12 (5 นัด) และอาวุธปืนยาวเดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 โดยสภาพ ลักษณะ และประเภทของปืน เห็นได้ว่าไม่อาจนำมาใช้ได้อย่างเป็นของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน ทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ตายใช้สอยอาวุธปืนทั้งสองกระบอกอย่างไร เมื่อผู้ตายได้อาวุธปืนทั้งสองกระบอกมาระหว่างสมรสกับโจทก์ โจทก์จึงได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนทั้งสองกระบอกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนจากจำเลยทั้งสองครึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง และคดีนี้มีทุนทรัพย์ส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ 270,000 บาท ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าทนายความอัตราขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ได้ร้อยละ 3 ของทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์ 15,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราค่าทนายความที่กฎหมายกำหนด แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาย่อมกำหนดใหม่ให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง600 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480 ม. 1629 ม. 1635
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สิบตำรวจโท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
#707718
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้แทน แต่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเพียง 15,000 บาท และไม่ต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยหลังฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 7,614 บาท รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 639,539.90 บาท ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันไปรวม 84 เดือน จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน 3 งวด บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญาตามที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุทึ่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายโดยวิธีการประมูลหรือวิธีการขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดส่วนที่ขาด ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา 269,319.90 บาท ที่เรียกร้องมาโจทก์คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญานี้เป็นการรวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาจำนวน 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาท เข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท ค่าขาดราคาที่กำหนดให้นี้เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดทั้งสิ้น 127,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าขาดราคา นั้น โดยที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 14 กำหนดถึงความรับผิดในเบี้ยปรับเฉพาะแต่เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด นับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดจนถึงวันชำระครบถ้วน และค่าเสียหายเพียงเท่าที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวหาได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามค่าขาดราคาเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ซึ่งปัญหานี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 391 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกชน เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
#709534
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้แทน แต่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเพียง 15,000 บาท และไม่ต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยหลังฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 7,614 บาท รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 639,539.90 บาท ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันไปรวม 84 เดือน จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน 3 งวด บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญาตามที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุทึ่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายโดยวิธีการประมูลหรือวิธีการขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดส่วนที่ขาด ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา 269,319.90 บาท ที่เรียกร้องมาโจทก์คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญานี้เป็นการรวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาจำนวน 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาท เข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท ค่าขาดราคาที่กำหนดให้นี้เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดทั้งสิ้น 127,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าขาดราคา นั้น โดยที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 14 กำหนดถึงความรับผิดในเบี้ยปรับเฉพาะแต่เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด นับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดจนถึงวันชำระครบถ้วน และค่าเสียหายเพียงเท่าที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวหาได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามค่าขาดราคาเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ซึ่งปัญหานี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 391 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกชน เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567
#719883
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,569.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 21,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้แทน แต่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเพียง 15,000 บาท และไม่ต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ยหลังฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 639,539.90 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 7,614 บาท รวม 84 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสัญญาค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์โดยตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 639,539.90 บาท ด้วยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของทุกเดือนติดต่อกันไปรวม 84 เดือน จำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันในอันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา โดยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมา จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2562 จำเลยที่ 1 ก็ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อกันแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ได้ความแสดงให้เห็นพฤติการณ์ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ และที่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน 3 งวด บ่งชี้ถึงเจตนาที่แสดงออกมาด้วยว่าจำเลยที่ 1 ต้องการที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ แม้จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อตกลงให้สิทธิจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติกำหนดสิทธิและวิธีบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกจากการเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์โดยมีเจตนาจะเลิกสัญญาตามที่วินิจฉัยมา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 พฤติการณ์แห่งคดีหาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ที่กำหนดไว้ใจความว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ หากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายโดยวิธีการประมูลหรือวิธีการขายทอดตลาดที่เหมาะสม หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดส่วนที่ขาด ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนี้เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 หากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อค่าขาดราคา 269,319.90 บาท ที่เรียกร้องมาโจทก์คำนวณจากค่าเช่าซื้อตามสัญญาหักด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ แต่ค่าเช่าซื้อตามสัญญานี้เป็นการรวมผลประโยชน์ตลอดอายุสัญญาจำนวน 133,286.82 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 41,839.06 บาท เข้าไว้ด้วย ทั้งสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญา ค่าขาดราคาที่โจทก์เรียกร้องมานี้จึงสูงเกินส่วน เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดประกอบกับทางได้เสียทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 106,000 บาท ค่าขาดราคาที่กำหนดให้นี้เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ 21,000 บาท ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดทั้งสิ้น 127,000 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าขาดราคา นั้น โดยที่ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 14 กำหนดถึงความรับผิดในเบี้ยปรับเฉพาะแต่เบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัด นับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดจนถึงวันชำระครบถ้วน และค่าเสียหายเพียงเท่าที่โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงกรณีที่โจทก์ได้รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวหาได้กำหนดรวมถึงเบี้ยปรับของค่าขาดราคาด้วยไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามค่าขาดราคาเป็นหนี้เงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ซึ่งปัญหานี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในวันที่ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าขาดราคานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 127,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและกำหนดเวลาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 391 ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเอกชน เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773 -ที่ 4775/2567
#724090
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัย เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง ฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ละสำนวนเต็มตามฟ้อง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 และ ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย และเรียกโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ร่วม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และนับโทษจำคุกติดต่อกันทั้งสามสำนวน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพทั้งสามสำนวน

ระหว่างพิจารณา นางธนมณฑน์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำนวนละ 2,000,000 บาท รวมสามสำนวนเป็นเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท รอการลงโทษจำคุกให้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ กับให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ร่วม) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ร่วมเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในระยะดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระ 30,000 บาท ตามคำร้องขอวางเงินวันที่ 1 มิถุนายน 2565 หักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อน หากมีเงินเหลือให้หักชำระต้นเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท จึงห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาพิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ เมื่อโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้เพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับ กับขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมโดยยังคงรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นอีก ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและรับฎีกาของโจทก์ร่วมขึ้นมาย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และเมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง ฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งที่ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ละสำนวนเต็มตามฟ้อง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

อนึ่ง การคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่นั้น กรณีดอกเบี้ยผิดนัดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยผิดนัดเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง อาจปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยกระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม โดยไม่กำหนดให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงยังไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) กรณีจึงต้องกำหนดให้มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้เป็นไปตามกฎหมาย

พิพากษายืน แต่ในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ยกฎีกาของโจทก์ร่วม คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่คืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 40
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นาง ธ.
จำเลย — นางสาว ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ ตันติเสรี
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567
#708626
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. อยู่ในความครอบครองของธนาคาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำเป็นต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท. ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 264, 265, 268, 334, 352 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ อยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานลักทรัพย์เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 80 กระทง เป็นจำคุก 480 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 240 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,833,234.67 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 64 กระทง เป็นจำคุก 384 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยชำระเงิน 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด โจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานดังกล่าว โดยจำเลยไม่ฎีกา ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์และเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.50 บาท หรือไม่ เห็นว่า เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ บัญชีเลขที่ 331 231xxx -x ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของธนาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่จำเลยปลอมใบถอนเงิน แล้วนำไปถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารผู้รับฝากและธนาคารผู้รับฝากได้เบิกถอนเงินจำนวน 51,833,234.67 บาท ให้จำเลยไป เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท.จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาทาวเวอร์ ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง หาใช่เป็นการเอาเงินของโจทก์ไปดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.99 บาท ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางนุชนารถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567
#712245
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของธนาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 การที่จำเลยปลอมใบถอนเงิน แล้วนำไปถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารผู้รับฝากและธนาคารผู้รับฝากได้เบิกถอนเงินจำนวน 51,833,234.67 บาท ให้จำเลยไป เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ ธนาคาร ท. ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์และขอให้จำเลยคืนเงินตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 264, 265, 268, 334, 352 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 334 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานลักทรัพย์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 80 กระทง เป็นจำคุก 480 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 240 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 106/2565 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,833,234.67 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 64 กระทง เป็นจำคุก 384 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยชำระเงิน 63,035,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 52,093,189.29 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์และเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.50 บาท หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในเงินที่จำเลยลักไปจากโจทก์ แม้เงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ฝากไว้กับธนาคาร ท. จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร และธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำฝากไว้ก็ตาม แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวถูกจำเลยถอนออกจากบัญชีของโจทก์ที่เปิดไว้กับธนาคาร ท. ย่อมทำให้กรรมสิทธิ์ในเงินที่ถอนกลับมาเป็นของโจทก์แล้ว การที่จำเลยฝากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของธนาคารของจำเลยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้สิทธิของโจทก์ในการเบิกถอนเงินของธนาคาร ท. ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หมดสิ้นไป โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง และยังคงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยลักไปได้ นั้น เห็นว่า เงินที่โจทก์นำมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ของโจทก์อยู่ในความครอบครองของธนาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร ท. ซึ่งธนาคารผู้รับฝากย่อมมีสิทธิในการบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น ธนาคารผู้รับฝากไม่จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนอันเดียวกับที่โจทก์ฝากไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 การที่จำเลยปลอมใบถอนเงิน แล้วนำไปถอนเงินออกจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารผู้รับฝากและธนาคารผู้รับฝากได้เบิกถอนเงินจำนวน 51,833,234.67 บาท ให้จำเลยไป เงินจำนวนดังกล่าวที่จำเลยรับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร ท. ผู้รับฝาก มิใช่เงินของโจทก์ การที่จำเลยทำใบถอนเงินที่ปลอมขึ้นมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ธนาคาร ท. ผู้รับฝากจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง หาใช่เป็นการเอาเงินของโจทก์ไปดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์และขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 63,035,748.99 บาท ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางนุชนารถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567
#713875
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน ในส่วนของโจทก์คงไม่ซื้อที่ดินที่มีราคาสูงถึง 38,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นแน่ แต่เป็นการซื้อเพื่อขายหรือแสวงหากำไรในธุรกิจอื่นดังจะเห็นได้จากสัญญาขายที่ดินระบุว่าผู้ซื้อซื้อที่ดินไว้เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัท จึงต้องคำนวณต้นทุนของที่ดิน หากคิดราคาเป็นตารางวาตามโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุเนื้อที่ดินพิพาทไว้ทั้งหมด 2 งาน 35 ตารางวา เท่ากับ 235 ตารางวา ในราคา 38,000,000 บาท ตกตารางวาละ 161,702.13 บาท จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าจะซื้อขายกันเหมาแปลง โดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำการรังวัดที่ดินก่อนตกลงซื้อนั้น ปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ดินที่ออกตั้งแต่พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยห้าสิบหก โดยรายการจดทะเบียนก่อนโจทก์กับจำเลยทั้งห้าซื้อขายที่ดินยังคงระบุเนื้อที่ที่ดิน 2 งาน 35 ตารางวา ย่อมมีเหตุให้โจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งห้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินที่ซื้อขายกันมีเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดินจริง การตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และ 368 ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ไว้ 2 งาน 35 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน

จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งห้าจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยทั้งห้าตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ โดยโจทก์รับเอาที่ดินไว้และใช้ราคาเกินไปกว่าจำนวนที่ดิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ดินแก่โจทก์อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ดินไว้โดยชอบ จึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ มิใช่เป็นการฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน ซึ่งต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาส่งมอบ จึงนำอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 467 มาบังคับไม่ได้ ต้องนำอายุความเรื่องลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาใช้บังคับ เมื่อนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 อันเป็นวันที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบถึงผลการรังวัดที่ดินจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินนั้นขาดตกบกพร่องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน เมื่อนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,559,539.12 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,702,978.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นการซื้อขายเหมาแปลงหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อว่า บริษัท ค. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 8 แปลง ซึ่งแบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดิน 8 ฉบับ รวมเนื้อที่ดิน 1,879.1 ตารางวา คิดเป็นเงิน 302,160,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำ 15,000,000 บาท ส่วนที่เหลือ 287,160,000 บาท ตกลงชำระวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์สำหรับที่ดินพิพาทเป็นหนึ่งในจำนวน 8 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 5075 อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 35 ตารางวา จำเลยทั้งห้าขายให้แก่โจทก์ราคา 38,000,000 บาท เฉลี่ยตารางวาละ 161,702.13 บาท ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งห้าจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5075 ให้แก่โจทก์ โดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดินระบุว่า ผู้ขายยอมขายที่ดินพิพาททั้งแปลงแก่ผู้ซื้อ โจทก์ถือว่าจำนวนเนื้อที่ที่ดินดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังทำสัญญาขาย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 5075 มีเนื้อที่เพียง 2 งาน 12.1 ตารางวา จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินขาดตกบกพร่องไป 22.9 ตารางวา ทำให้โจทก์ชำระราคาที่ดินเกินไป 3,702,978.72 บาท โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชดใช้เงินคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ส่วนจำเลยทั้งห้านำสืบว่า จำเลยทั้งห้าขายที่ดินพิพาทแบบเหมารวมกับที่ดินแปลงอื่นอีก 7 แปลง รวม 8 โฉนด ไม่ได้คิดราคาที่ดินต่อตารางวาต่อที่ดินหนึ่งแปลงตามโฉนดทั้ง 8 โฉนด และตามสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ระบุเนื้อที่ดินพิพาทไว้ อีกทั้งไม่มีการระบุว่าเป็นการขายในราคาตารางวาละ 161,702.13 บาท จำเลยทั้งห้าจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน ในส่วนของโจทก์คงไม่ซื้อที่ดินที่มีราคาสูงถึง 38,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นแน่ แต่เป็นการซื้อเพื่อขายหรือแสวงหากำไรในธุรกิจอื่นดังจะเห็นได้จากสัญญาขายที่ดินระบุว่าผู้ซื้อซื้อที่ดินไว้เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัท จึงต้องคำนวณต้นทุนของที่ดิน หากคิดราคาเป็นตารางวาตามโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุเนื้อที่ดินพิพาทไว้ทั้งหมด 2 งาน 35 ตารางวา เท่ากับ 235 ตารางวา ในราคา 38,000,000 บาท ตกตารางวาละ 161,702.13 บาท จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าจะซื้อขายกันเหมาแปลง โดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำการรังวัดที่ดินก่อนตกลงซื้อนั้น ปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ดินที่ออกตั้งแต่พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยห้าสิบหก โดยรายการจดทะเบียนก่อนโจทก์กับจำเลยทั้งห้าซื้อขายที่ดินยังคงระบุเนื้อที่ที่ดิน 2 งาน 35 ตารางวา ย่อมมีเหตุให้โจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งห้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินที่ซื้อขายกันมีเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดินจริง ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ไว้ 2 งาน 35 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา แต่ที่ดินมีเนื้อที่จริงเพียง 2 งาน 12.1 ตารางวา เป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งห้าจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์โดยคิดเฉลี่ยจากเนื้อที่ที่ดินที่ซื้อขายกัน ซึ่งตกตารางวาละ 161,702.13 บาท เนื้อที่ดินขาดไป 22.9 ตารางวา คิดเป็นเงิน 3,702,978.72 บาท จำเลยทั้งห้าจึงต้องรับผิดชำระเงิน 3,702,978.72 บาท ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ในส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนขายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยทั้งห้าตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่งและมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินค่าที่ดินคืนและจำเลยทั้งห้าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ครบกำหนด 10 วัน ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องชำระเงินคืนในวันที่ 7 มีนาคม 2564 แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังเพิกเฉย ถือว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ส่วนจำเลยที่ 5 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 ครบกำหนด 10 วัน ที่จำเลยที่ 5 ต้องชำระเงินคืนในวันที่ 12 มีนาคม 2564 แล้ว จำเลยที่ 5 ยังเพิกเฉย ถือว่าจำเลยที่ 5 ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม และ ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ส่วนที่จำเลยทั้งห้ายื่นคำแก้ฎีกาประเด็นอายุความและขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ โดยโจทก์รับเอาที่ดินไว้และใช้ราคาเกินไปกว่าจำนวนที่ดิน และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ดินแก่โจทก์อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่ดินไว้โดยชอบ จึงเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ มิใช่เป็นการฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน ซึ่งต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปีนับแต่เวลาส่งมอบตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งห้า จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 467 มาบังคับไม่ได้ ต้องนำอายุความเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 มาใช้บังคับ เมื่อนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 อันเป็นวันที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบถึงผลการรังวัดที่ดินจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินนั้นขาดตกบกพร่อง ถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน เมื่อนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ จึงถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการซื้อขายเหมาแปลงและจำเลยทั้งห้าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 3,702,978.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 ส่วนจำเลยที่ 5 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 203 ม. 204 ม. 224 ม. 368 ม. 415 วรรคสอง ม. 419 ม. 466 ม. 467
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
#708621
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และโฉนดเลขที่ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และโฉนดเลขที่ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่จะว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สำหรับประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทหรือชดใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส การอยู่กินแม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหากินได้ดังเช่นสินสมรสอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันย่อมเป็นทรัพย์สินรวมหรือเจ้าของรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฝ่ายเดียวเป็นผู้อุปการะโจทก์ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ถือว่าอยู่กินกันฉันสามีภริยา ฟ้องโจทก์เป็นเท็จและใช้สิทธิไม่สุจริต ล้วนเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 9/222 โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ อ. และสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระเป็นรายงวดโดยหักเงินจากเงินเดือนของจำเลยและนำเงินรายได้พิเศษจากการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ไปผ่อนชำระจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด ข้อนี้โจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันคำกันอยู่ ยากที่จะเชื่อไปทางหนึ่งทางใด จึงจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า เมื่อประมาณปี 2546 ถึง 2547 โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วอยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ทั้งร่วมกันเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อที่ชั้น 1 อาคาร ท. แต่ทำได้ 1 ปี ต้องปิดกิจการลงเพราะขาดทุน และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน โดยโจทก์ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อผ่อนชำระเสร็จจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์และเคยคิดสร้างหอพักเพื่อหารายได้ จึงดำเนินการขออนุญาตสร้างหอพักต่อเทศบาลตำบล ฟ. แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากจึงยังไม่ได้ก่อสร้าง กับโจทก์และจำเลยปรึกษากันว่าจะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเพื่อนของมารดาโจทก์จะขายบ้านพร้อมที่ดินราคา 1,200,000 บาท ต่อมาจึงมีการซื้อขายกัน โจทก์เป็นผู้จ่ายค่ามัดจำเพื่อทำสัญญาซื้อขายบ้าน โจทก์เข้าไปปรับปรุงบ้านใหม่ทั้งหมดโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากจำเลยรับราชการสามารถกู้ยืมจากกองทุนได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 เพื่อใช้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเรือนหอและแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันภายหลังจากสร้างบ้านเสร็จ โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาชำระค่าที่ดินและค่าปลูกสร้างบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารข้างต้นประกอบถ้อยคำที่สื่อสัมพันธ์รักระหว่างกันอย่างลึกซึ้ง จึงน่าเชื่อว่าโจทก์เบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49277, 52337, 28351 และ 28352 ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ซื้อโดยใช้เงินของตนเองและกู้ยืมจากสหกรณ์ อ. ธนาคาร ก. ธนาคาร ร. และธนาคาร อ. 2 สัญญา ผ่อนชำระด้วยการหักชำระจากบัญชี โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการซื้อทรัพย์พิพาทแต่อย่างใด แต่เบิกความยอมรับว่า เมื่อจำเลยไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับโจทก์ซึ่งเคยคบหากันและอาศัยอยู่กินที่บ้านเลขที่ 9/222 จำเลยกับโจทก์ตกลงเลิกรากันประมาณปี 2555 และเมื่อปี 2548 โจทก์ฝากเงินเข้าบัญชีจำเลย 300,000 บาท เป็นค่างวดที่เหลือจากการกู้ยืมเงินธนาคาร ก. เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2558 ทรัพย์พิพาทและรถยนต์ต่างช่วยเหลือเจือจุนกันให้ได้มาระหว่างช่วงเวลาที่โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ยิ่งพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เป็นผู้ดูแล ติดต่อราชการ ปรับปรุงอาคาร ควบคุมดูแลการก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทพักอาศัยและติดต่อกับหน่วยงานราชการเพื่อขอสาธารณูปโภค แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยวางใจให้โจทก์ในฐานะสามีเป็นผู้ดำเนินการแทน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เยี่ยงนี้ เมื่อจำเลยมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดี แต่จำเลยไม่อาจนำสืบได้ตามภาระหน้าที่ จำเลยจึงต้องแพ้คดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมบ้านบนที่ดินและมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จึงต้องพิพากษาให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และ 1364 ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยให้หักเงินที่จำเลยต้องชำระแก่สถาบันการเงินจำนวน 5,500,000 บาท แก่จำเลยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 เพียง 2 แปลง โดยให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ หาใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาววิรียาพร งามนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
#713874
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัครแม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอด ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357

จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง และปลูกสร้างบ้าน โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ส. และสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระเป็นรายงวดโดยหักเงินจากเงินเดือนของจำเลยและนำเงินรายได้พิเศษจากการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ไปผ่อนชำระจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จำเลยจึงมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และโฉนดเลขที่ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 ที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 ที่ดินโฉนดเลขที่ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่จะว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อปี 2547 โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกัน และร่วมเปิดกิจการมินิมาร์ท แต่ต้องปิดกิจการลงเพราะประสบภาวะขาดทุน วันที่ 1 มิถุนายน 2548 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 เนื้อที่ 67.3 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 52337 เนื้อที่ 54.1 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 30/73 ราคา 1,200,000 บาท วันที่ 10 มิถุนายน 2553 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 เนื้อที่ 1 งาน 87.1 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 28352 เนื้อที่ 1 งาน 85.3 ตารางวา ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,234,400 บาท แล้วก่อสร้างบ้านเลขที่ 9/222 พักอาศัยอยู่ร่วมกัน สร้างเสร็จต้นปี 2554 ใช้เงินก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 8,000,000 บาท เป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ เมื่อต้นปี 2557 โจทก์และจำเลยเริ่มมีความขัดแย้งกันและจำเลยประพฤติตัวออกห่างจากโจทก์จนกระทั่งปี 2558 จึงได้ยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา

พิเคราะห์แล้ว สำหรับประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทหรือชดใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส การอยู่กินแม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหากินได้ดังเช่นสินสมรสอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันย่อมเป็นทรัพย์สินรวมหรือเจ้าของรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฝ่ายเดียวเป็นผู้อุปการะโจทก์ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ถือว่าอยู่กินกันฉันสามีภริยา ฟ้องโจทก์เป็นเท็จและใช้สิทธิไม่สุจริต ล้วนเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 9/222 โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ส. และสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระเป็นรายงวดโดยหักเงินจากเงินเดือนของจำเลยและนำเงินรายได้พิเศษจากการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ไปผ่อนชำระจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ข้อนี้โจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันคำกันอยู่ ยากที่จะเชื่อไปทางหนึ่งทางใด จึงจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า เมื่อประมาณปี 2546 ถึง 2547 โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วอยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ทั้งร่วมกันเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อ แต่ทำได้ 1 ปี ต้องปิดกิจการลงเพราะขาดทุน และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสันคันหมายเลขทะเบียน ผท xxx เชียงใหม่ โดยโจทก์ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อผ่อนชำระเสร็จจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์ และเคยคิดสร้างหอพักเพื่อหารายได้ จึงดำเนินการขออนุญาตสร้างหอพักต่อเทศบาลตำบลฟ้าฮ่าม แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากจึงยังไม่ได้ก่อสร้าง กับโจทก์และจำเลยปรึกษากันว่าจะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเพื่อนของมารดาโจทก์จะขายบ้านพร้อมที่ดินราคา 1,200,000 บาท ต่อมาจึงมีการซื้อขายกัน โจทก์เป็นผู้จ่ายค่ามัดจำเพื่อทำสัญญาซื้อขายบ้าน โจทก์เข้าไปปรับปรุงบ้านใหม่ทั้งหมด โดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากจำเลยรับราชการสามารถกู้ยืมจากกองทุนได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 เพื่อใช้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเรือนหอและแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันภายหลังจากสร้างบ้านเสร็จ โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาชำระค่าที่ดินและค่าปลูกสร้างบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารข้างต้นประกอบถ้อยคำที่สื่อสัมพันธ์รักระหว่างกันอย่างลึกซึ้ง จึงน่าเชื่อว่าโจทก์เบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49277, 52337, 28351 และ 28352 ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ซื้อโดยใช้เงินของตนเองและกู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ส. ธนาคาร ก. ธนาคาร ร. และธนาคาร อ. ผ่อนชำระด้วยการหักชำระจากบัญชี โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการซื้อทรัพย์พิพาท แต่เบิกความยอมรับว่า เมื่อจำเลยไปแจ้งลงรายงานประจำวันต่อพนักงานสอบสวน ความว่า จำเลยกับโจทก์ซึ่งเคยคบหากันและอาศัยอยู่กินที่บ้านเลขที่ 9/222 จำเลยกับโจทก์ตกลงเลิกรากันประมาณปี 2555 และเมื่อปี 2548 โจทก์ฝากเงินเข้าบัญชีจำเลย 300,000 บาท เป็นค่างวดที่เหลือจากการกู้ยืมเงินธนาคาร ก. เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2558 ทรัพย์พิพาทและรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผท xxx เชียงใหม่ ต่างช่วยเหลือเจือจุนกันให้ได้มาระหว่างช่วงเวลาที่โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ยิ่งพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เป็นผู้ดูแล ติดต่อราชการ ปรับปรุงอาคาร ควบคุมดูแลการก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาท พักอาศัยและติดต่อกับหน่วยงานราชการเพื่อขอสาธารณูปโภค แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยวางใจให้โจทก์ในฐานะสามีเป็นผู้ดำเนินการแทน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เยี่ยงนี้ เมื่อจำเลยมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดี แต่จำเลยไม่อาจนำสืบได้ตามภาระหน้าที่ จำเลยจึงต้องแพ้คดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมบ้านบนที่ดิน และมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จึงต้องพิพากษาให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และ 1364 ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยให้หักเงินที่จำเลยต้องชำระแก่สถาบันการเงินจำนวน 5,500,000 บาท แก่จำเลยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 เพียง 2 แปลง โดยให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1357
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567
#710160
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบหกจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 23 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 และครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2538 หากจำเลยทั้งสี่สิบหกไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่สิบหก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 31 ที่ 33 ที่ 35 ถึงที่ 39 ที่ 41 ถึงที่ 44 และที่ 46 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หลังจากศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ว จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ขอถอนคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 จดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม จำนวน 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 27 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2537 เฉพาะในส่วนของที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ยกเว้นที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้อง หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 9181, 73391, 73398, 68109, 183230, 183231, 183232, 183233, 183234, 183235, 183236, 73392, 73393 และ 73394 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และนัดสืบพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานดังกล่าวให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบ ต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 7 และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 184 วรรคสอง ม. 199 วรรคสอง ม. 243 (2) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย น.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายดุลประภัสสร์ มุลพรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567
#711761
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบหกจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 23 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 และครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2538 หากจำเลยทั้งสี่สิบหกไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่สิบหก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 31 ที่ 33 ที่ 35 ถึงที่ 39 ที่ 41 ถึงที่ 44 และที่ 46 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หลังจากศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ว จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ขอถอนคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 จดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม จำนวน 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 27 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2537 เฉพาะในส่วนของที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ยกเว้นที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้อง หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 9181, 73391, 73398, 68109,183230,183231, 183232, 183233, 183234, 183235, 183236, 73392, 73393 และ 73394 คำขออื่นให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และนัดสืบพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานดังกล่าวให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบ ต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 7 และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 184 วรรคสอง ม. 199 วรรคสอง ม. 243 (2) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายดุลประภัสสร์ มุลพรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด