คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567
#713867
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่นการทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 และมาตรา 1736 วรรคสอง ก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมาก หรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บ. แต่งตั้งให้ ป. เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้ง อ. เป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่า บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่นเป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลแทนตนโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่งแล้ว และเมื่อต่อมาโจทก์ อ. ทนายความ และ ป. ผู้รับมอบอำนาจของ บ. เป็นตัวแทนของ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1723 ถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์และกองมรดกของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 และเงินฝากที่เหลืออยู่กับจำเลย 5,480,000 บาท และให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 92/1 ให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าธรรมเนียม ค่าภาษีต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้อง ในส่วนของกองมรดกให้โจทก์เรียกเก็บจากกองมรดกได้ และให้จำเลยชำระเงิน 5,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท และส่งมอบโฉนดและสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทคืนจำเลย หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงิน 2,740,000 แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 กลับคืนให้แก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตายคนละกึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,740,000 บาท แก่โจทก์ และจำนวน 2,740,000 บาท แก่กองมรดกของผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์และกองมรดกของผู้ตาย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์ และนายวีหรือนายวุฒิพล ผู้ตาย อยู่กินฉันสามีภริยาและทำมาหากินด้วยกัน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายและโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22618 พร้อมบ้านเลขที่ 92/1 จากบริษัท ค. ราคา 16,100,000 บาท โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายถือสัญชาติมาเลเซียและยังไม่ได้รับสัญชาติไทย และก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ผู้ตายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยไว้ก่อนเป็นเงิน 20,000,000 บาท เพื่อชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจึงถอนเงินที่ผู้ตายโอนเข้าบัญชีดังกล่าวแล้วสั่งจ่ายเป็นเช็คเงินสด 14,520,000 บาท ให้แก่บริษัท ค. เพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงคงเหลือเงินของโจทก์และผู้ตายอยู่ที่จำเลยอีก 5,480,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเบียว ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายร่วมกับโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพร้อมเงินสดพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมและผู้จัดการมรดกแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยตามหนังสือทวงถามและตอบรับ วันที่ 14 กันยายน 2562 โจทก์กับตัวแทนนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายประชุมร่วมกันและมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวี ผู้ตาย มีอำนาจฟ้องเรียกบ้านและที่ดินพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายตามฟ้องคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก เช่นนี้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก กรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดกในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น ทั้งตามบทกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมากหรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางเบียวซึ่งเป็นผู้ร้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมานางเบียวยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนโจทก์ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลมีคำสั่งถอนนางเบียวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลนัดไต่สวนคำร้อง และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ว่า นัดไต่สวนคำร้องวันนี้ ผู้ร้อง นายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง ทนายผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทนายผู้คัดค้านมาศาล และได้ความตามคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ของนางเบียว ผู้ร้อง โดยนางสาวอัมพร ทนายความผู้ร้องเป็นผู้ลงนามในคำร้องและเป็นผู้เรียงคำร้องดังกล่าว ในหน้าที่ 5 มีข้อความว่า "กรณีผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินหลายรายการอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งทรัพย์สินตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเหล่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้คัดค้านหรือชื่อของผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนสู่กองมรดกนั้น ผู้คัดค้านสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินคืนในนามส่วนของตนเองได้โดยตรง ผู้ร้องยินดีให้ความร่วมมือและไม่คัดค้านแต่ประการใด" นอกจากนี้ ในคำร้องดังกล่าวในหน้า 3 มีข้อความอีกว่า "…ปัจจุบันผู้ร้องและทายาทโดยธรรมของผู้ตายทุกคน พักอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยผู้ร้องพักอาศัยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีหมายเลขดำที่ พ 6969/2561 นั้น ผู้ร้องได้แต่งตั้งให้ทนายความ และบุคคลอื่นให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับผู้คัดค้านแทนผู้ร้อง และผู้คัดค้านสามารถติดต่อทนายความหรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องได้ตลอดเวลา..." จึงฟังได้ว่า นางเบียวได้แต่งตั้งให้นายปรารถนา เป็นผู้รับมอบอำนาจของตนในการดำเนินคดี และมีการแต่งตั้งนางสาวอัมพรเป็นทนายความของตน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย ถือได้ว่านางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้แต่งตั้งให้ทนายความและบุคคลอื่น ให้เป็นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจัดรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาลนี้แทนตนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการมรดกร่วมกันกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่ง โดยโจทก์สามารถติดต่อทนายความ หรือผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ตลอดเวลา การดำเนินการเป็นเวลาก่อนวันที่ 14 กันยายน 2562 ที่จะมีการประชุมผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อได้ความว่า "…ผู้จัดการมรดกของนายวี ตามคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ พ 364/2562 โดยมีผู้ร่วมประชุมคือ 1) นางสาวระพีพรรณ (ซึ่งก็คือโจทก์) และ 2) คุณอัมพร และคุณปรารถนา นางเบียว..." ซึ่งก็คือทนายความและผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ในกองมรดกของผู้ตาย ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะเป็นตัวแทนของนางเบียวในการประชุมผู้จัดการมรดกดังกล่าวนั่นเอง เมื่อพิจารณาสาระสำคัญข้างต้นประกอบบันทึกการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อปรึกษาการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลุ่มที่ 3 ซึ่งอยู่ในชื่อตัวแทน 4 คน ที่ยังไม่สามารถเรียกคืนได้และอีกหนึ่งคนตกลงคืนแล้ว ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืนโดยฝ่ายทายาทไม่ประสงค์จะเข้าร่วม โดยในท้ายรายงานการประชุมดังกล่าวได้แนบบัญชีทรัพย์สินในกลุ่มที่ 3 ระบุชื่อจำเลยจำนวน 2 รายการ คือ อันดับที่ 19 ที่ดินและบ้านพิพาท และอันดับที่ 20 เงินพิพาท จึงถือได้ว่า นางสาวอัมพร ทนายความ และนายปรารถนา ผู้รับมอบอำนาจของนางเบียวเป็นตัวแทนของนางเบียวในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมได้ร่วมประชุมจัดการมรดกและมีมติให้มีการดำเนินคดีแก่ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกคืนสู่กองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 และเกี่ยวกับคดีนี้ก็คือการร่วมรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดกนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทตามกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ข้างต้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินและบ้านพร้อมเงินพิพาทส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1720 ม. 1723 ม. 1726 ม. 1736 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567
#708247
เปิดฉบับเต็ม

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจาก บ. และไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่ บ. โดยรู้อยู่แล้วว่า บ. ไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งออก จำหน่ายอัญมณี จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิต ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกเครื่องประดับ นายบัวลาเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 22,000 บาท ค่าผลิตงานเพิ่ม งานฝังไร้หนาม 24,000 บาท ต่อเดือน และงานฝังทั่วไป 18,000 บาท ต่อเดือน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานช่างฝังเพชรพลอย สถานที่ทำงานคือสถานที่ตั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง โจทก์รับมอบงานและเงินเดือนจากนายบัวลา โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยทั้งสอง นายบัวลาเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 นายบัวลาได้รับอนุญาตให้พาโจทก์กับพวกเข้าไปทำงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่เข้าทำงานผลิตชิ้นงานฝังเพชรพลอยทั่วไปซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ และเมื่อมาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาการทำงาน เนื่องจากนายบัวลาปรับลดค่าจ้างโจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้นายบัวลาพาโจทก์มาทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ฝังเพชรพลอย โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตเครื่องประดับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ตามกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ด้วย และเมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า ค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร คดีนี้จึงไม่มีประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามกฎหมาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัวลาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่นายบัวลาโดยนายบัวลามิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจากนายบัวลาและไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่นายบัวลาโดยรู้อยู่แล้วว่านายบัวลาไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่นายบัวลาในคดีนี้จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้นายบัวลาเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมีนายบัวลาเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันที่นายบัวลา นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อนายบัวลาเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายบัวลาจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 นายบัวลาไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 11/1 วรรคหนึ่ง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567
#713866
เปิดฉบับเต็ม

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไน ว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้ นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งออก จำหน่ายอัญมณี จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิต ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกเครื่องประดับ นายบัวลาเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 22,000 บาท ค่าผลิตงานเพิ่ม งานฝังไร้หนาม 24,000 บาท ต่อเดือน และงานฝังทั่วไป 18,000 บาท ต่อเดือน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานช่างฝังเพชรพลอย สถานที่ทำงานคือสถานที่ตั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง โจทก์รับมอบงานและเงินเดือนจากนายบัวลา โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยทั้งสอง นายบัวลาเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 นายบัวลาได้รับอนุญาตให้พาโจทก์กับพวกเข้าไปทำงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่เข้าทำงานผลิตชิ้นงานฝังเพชรพลอยทั่วไปซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ และเมื่อมาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาการทำงาน เนื่องจากนายบัวลาปรับลดค่าจ้างโจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้นายบัวลาพาโจทก์มาทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ฝังเพชรพลอย โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตเครื่องประดับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ตามกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ด้วย และเมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า ค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร คดีนี้จึงไม่มีประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามกฎหมาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัวลาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่นายบัวลาโดยนายบัวลามิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจากนายบัวลาและไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่นายบัวลาโดยรู้อยู่แล้วว่านายบัวลาไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่นายบัวลาในคดีนี้จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้นายบัวลาเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมีนายบัวลาเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันที่นายบัวลา นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อนายบัวลาเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายบัวลาจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 นายบัวลาไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 11/1 วรรคหนึ่ง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2567
#708603
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี เช่นนี้ ย่อมเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 336, 358

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางศิริรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 336 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 357 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานรับของโจร จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และนายชาญชัย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นสามีโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินมรดกและมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดีมาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ด่าทอและทะเลาะกันเรื่องที่สุนัขของโจทก์ร่วมหลายตัวหลุดออกจากบ้านของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขของโจทก์ร่วมจะมากัดไก่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์ตามจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ ต่อมามีการทำร้ายร่างกายกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าผากซ้าย ขนาด 1 x 1 เซนติเมตร บาดแผลฟกช้ำที่ด้านหลังขวา ขนาด 5 x 5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 7 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติและรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกรเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง โดยได้ความจากจำเลยทั้งสองว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนางพิมลและนายชลกร พยานทั้งสองปากจึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะนายชลกรเป็นผู้ถ่ายรูปโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายในที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจโทปรีชา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ร่วมได้นำภาพถ่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายให้พยานไว้เป็นหลักฐาน และยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ร่วมนำซากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายมาให้ด้วย แต่พยานได้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมไปเนื่องจากเชื่อว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวปรากฏตามภาพถ่ายที่โจทก์ร่วมได้นำมามอบให้ อันแสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานที่จำเลยที่ 2 นำสืบ คงมีเพียงจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังเหตุการณ์สงบ ไม่มีผู้ใดพูดถึงเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามีการแตกเสียหาย ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง แต่เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 2 สามีของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ทั้งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ติดใจเรียกร้องขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว กรณีจึงเห็นสมควรลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันแต่มีสาเหตุโกรธเคืองกันจากปัญหาที่ดินมรดก เหตุคดีนี้เริ่มจากสุนัขของโจทก์ร่วมหลุด และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขจะไปกัดไก่ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท และลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายกฤษดา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2567
#712238
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 336, 358

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางศิริรัตน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 336 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 357 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานรับของโจร จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 เดือน ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 คงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 และนายชาญชัย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 2 เป็นสามีโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินมรดกและมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดีมาก่อน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ด่าทอและทะเลาะกันเรื่องที่สุนัขของโจทก์ร่วมหลายตัวหลุดออกจากบ้านของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขของโจทก์ร่วมจะมากัดไก่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์ตามจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุ ต่อมามีการทำร้ายร่างกายกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าผากซ้าย ขนาด 1 x 1 เซนติเมตร บาดแผลฟกช้ำที่ด้านหลังขวา ขนาด 5 x 5 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่าใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 7 วัน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติและรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง และฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกร เป็นพยานเบิกความตรงกันว่า ขณะผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่บริเวณทุ่งนาและกำลังจะเดินมาหาโจทก์ร่วมที่บริเวณเตาถ่านของนางพิมล ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยทั้งสองกับนายชาญชัยแย่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องไป จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสี่ได้ให้การเช่นนั้นต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์ร่วม นางพิมล และนายชลกรเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง โดยได้ความจากจำเลยทั้งสองว่า ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนางพิมลและนายชลกร พยานทั้งสองปากจึงไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะนายชลกรเป็นผู้ถ่ายรูปโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายในที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจโทปรีชา พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ร่วมได้นำภาพถ่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ที่ได้รับความเสียหายให้พยานไว้เป็นหลักฐาน และยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า โจทก์ร่วมนำซากโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายมาให้ด้วย แต่พยานได้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมไปเนื่องจากเชื่อว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวปรากฏตามภาพถ่ายที่โจทก์ร่วมได้นำมามอบให้ อันแสดงให้เห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานที่จำเลยที่ 2 นำสืบ คงมีเพียงจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังเหตุการณ์สงบ ไม่มีผู้ใดพูดถึงเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามีการแตกเสียหาย ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดดาบฟันโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ได้รับความเสียหายจริงตามฟ้อง แต่เมื่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เสียหายเป็นของผู้เสียหายที่ 2 สามีของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 2 ทั้งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ติดใจเรียกร้องขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว กรณีจึงเห็นสมควรลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันแต่มีสาเหตุโกรธเคืองกันจากปัญหาที่ดินมรดก เหตุคดีนี้เริ่มจากสุนัขของโจทก์ร่วมหลุด และจำเลยที่ 2 เกรงว่าสุนัขจะไปกัดไก่ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยและให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในความผิดฐานนี้เกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยทั้งสองไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท และลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายกฤษดา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางปรารถนา ธรรมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3670/2567
#713865
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลอันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 23 บัญญัติไว้ แต่เมื่อศาลเห็นว่า หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 550,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และสำหรับค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 นี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เหตุผลตามคำร้องขอขยายเวลาของโจทก์เป็นการอ้างเหตุผลอันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ หากศาลจะมีคำสั่งให้ขยายเวลาจะต้องมีกฎหมายรองรับทดแทนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้ขยายเวลาเป็นเวลาเท่าใด จึงฟังไม่ขึ้น นั้น เห็นว่า การขอขยายระยะเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จะต้องมีพฤติการณ์พิเศษ อย่างไรก็ตาม แม้ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์จะอ้างเหตุผลและเรื่องส่วนตัวของโจทก์อันไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 บัญญัติไว้ก็ตาม แต่เมื่อศาลเห็นว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์และเพิ่งขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ประวิงคดี หากไม่ขยายให้แล้วอาจเสียความเป็นธรรมไป ศาลย่อมมีอำนาจทั่ว ๆ ไปที่จะขยายเวลาให้ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นเรื่องการใช้อำนาจที่มีอยู่ทั่วไปของศาล และเมื่อศาลเห็นควรขยายเวลาให้แล้วก็มีอำนาจกำหนดเวลาที่ขยายให้ได้อันเป็นอำนาจทั่ว ๆ ไปเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ขยายเวลาและกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นนท์ ชัยปกรณ์
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2567
#707429
เปิดฉบับเต็ม

การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) เสมอไป แต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6, 7, 13 และ 42 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปา และจากบทบัญญัติมาตรา 35, 45 และ 50 เห็นได้ว่า แม้โจทก์มีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน ประกอบกับเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำประปาที่โจทก์เรียกเก็บกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น คลองประปาพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงิน 839.36 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อปี 2563 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปีภาษี 2563 จากจำเลย สำหรับคลองประปาพิพาทของโจทก์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งอยู่ในท้องที่ของจำเลย 33 แปลง มีความยาว 4,974 เมตร ความกว้าง 30 เมตร คำนวณเป็นเนื้อที่ 37,305 ตารางวา โดยจำเลยใช้ราคาประเมินที่ดินต่อตารางวาในอัตราตารางวาละ 300 บาท คูณกับจำนวนตารางวาคำนวณได้เป็นราคาประเมินคลองประปาพิพาท 11,191,500 บาท ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ พ.ศ. 2562 ข้อ 2 กำหนดให้การคำนวณมูลค่าที่ดินที่มีสภาพเป็นบ่อลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร ให้คำนวณมูลค่าเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน จำเลยจึงคำนวณภาษีจากราคาประเมินข้างต้นเพียงร้อยละ 25 ของราคาประเมินที่คำนวณได้ คิดเป็นราคาประเมิน 2,797,875 บาท เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.3 ได้ค่าภาษีจำนวน 8,393.63 บาท ในปีภาษี 2563 มีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 ให้ลดจำนวนภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 10 ของภาษีที่คำนวณได้ สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี 2563 จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์จำนวน 839.36 บาท จากภาษีที่คำนวณได้จำนวน 8,393.63 บาท โจทก์ทราบการประเมินแล้วคัดค้านการประเมิน ตามคำร้องคัดค้านการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โจทก์ชำระภาษีแก่จำเลย 839.36 บาท จำเลยพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบกับคำร้องคัดค้านของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐมมีมติยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ แต่การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความในบทบัญญัตินี้เสมอไป หากแต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย เมื่อโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) สำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา (2) ผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" มาตรา 7 บัญญัติว่า "การผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภค..." มาตรา 13 บัญญัติว่า "ให้การประปานครหลวงมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง (2) ซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่าย หรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (3) สำรวจและวางแผนจำหน่ายน้ำที่จะทำใหม่ หรือขยายเพิ่มเติมภายในเขตท้องที่ตามมาตรา 6 (2) (4) กำหนดอัตราราคาขายน้ำ ค่าบริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระราคาและค่าบริการ..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของการประปานครหลวง ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประชาชน" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ โดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในการดำเนินกิจการของโจทก์จะต้องมีการสร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืมและดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ รวมถึงการซื้อ จัดหา ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่ายหรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อให้กิจการของโจทก์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วง ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการของโจทก์ที่กระทำไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนอันเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คลองประปาพิพาทใช้เป็นคลองส่งน้ำจากแหล่งน้ำจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสถานีสูบน้ำบางเลน ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สูบน้ำเข้าสู่คลองส่งไปยังโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปาจำหน่ายแก่ประชาชนในกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าน้ำประปาอันเป็นการหารายได้และเป็นการกระทำในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) นั้น พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รายได้ที่การประปานครหลวงได้รับจากการดำเนินงานให้ตกเป็นของการประปานครหลวง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการ ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา กองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงาน และการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว…" วรรคสอง บัญญัติว่า "รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง นอกจากโบนัสตามมาตรา 35 และเงินสำรองตามมาตรา 16 และการประปานครหลวงไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่การประปานครหลวงเท่าจำนวนที่ขาด" มาตรา 35 บัญญัติว่า "ประธานกรรมการ กรรมการ และพนักงานอาจได้รับโบนัสตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" และมาตรา 50 บัญญัติว่า "ทุกปีให้สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของการประปานครหลวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะมีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 13 แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งทั้งผลความสำเร็จและความล้มเหลวของการดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของรัฐ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน การตีความว่าทรัพย์สินใดจะได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องตีความโดยคำนึงถึงบริบทและความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบแจ้งค่าน้ำประปาที่จำเลยนำส่งประกอบจะเห็นได้ว่ามีรายการค่าน้ำดิบ ค่าน้ำประปาและค่าบริการรายเดือนโดยมีอัตราค่าน้ำดิบ ลูกบาศก์เมตรละ 0.15 บาท และอัตราค่าบริการรายเดือน 40 บาท และเมื่อคำนวณกับจำนวนน้ำใช้จะได้อัตราค่าน้ำประปา ลูกบาศก์เมตรละ 8.50 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 839.36 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 13 ม. 35 ม. 42 ม. 45 ม. 50
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 8 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนราภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอานนท์ ทัศน์เอี่ยม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2567
#710793
เปิดฉบับเต็ม

การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) เสมอไป แต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6, 7, 13 และ 42 บ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปา และจากบทบัญญัติมาตรา 35, 45 และ 50 เห็นได้ว่า แม้โจทก์มีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน ประกอบกับโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น คลองประปาพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงิน 839.36 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อปี 2563 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปีภาษี 2563 จากจำเลย สำหรับคลองประปาพิพาทของโจทก์ที่ตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งอยู่ในท้องที่ของจำเลย 33 แปลง มีความยาว 4,974 เมตร ความกว้าง 30 เมตร คำนวณเป็นเนื้อที่ 37,305 ตารางวา โดยจำเลยใช้ราคาประเมินที่ดินต่อตารางวาในอัตราตารางวาละ 300 บาท คูณกับจำนวนตารางวาคำนวณได้เป็นราคาประเมินคลองประปาพิพาท 11,191,500 บาท ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณมูลค่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ พ.ศ. 2562 ข้อ 2 กำหนดให้การคำนวณมูลค่าที่ดินที่มีสภาพเป็นบ่อลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร ให้คำนวณมูลค่าเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน จำเลยจึงคำนวณภาษีจากราคาประเมินข้างต้นเพียงร้อยละ 25 ของราคาประเมินที่คำนวณได้ คิดเป็นราคาประเมิน 2,797,875 บาท เป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 0.3 ได้ค่าภาษีจำนวน 8,393.63 บาท ในปีภาษี 2563 มีพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 ให้ลดจำนวนภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 10 ของภาษีที่คำนวณได้ สำหรับการจัดเก็บภาษีของปีภาษี 2563 จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์จำนวน 839.36 บาท จากภาษีที่คำนวณได้จำนวน 8,393.63 บาท โจทก์ทราบการประเมินแล้วคัดค้านการประเมิน ตามคำร้องคัดค้านการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โจทก์ชำระภาษีแก่จำเลย 839.36 บาท จำเลยพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบกับคำร้องคัดค้านของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐมมีมติยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ (1) ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่จะได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ต้องเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ แต่การที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีทรัพย์สินใช้ในกิจการและมีการเรียกเก็บเงินจากประชาชนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถือเป็นการใช้หาผลประโยชน์อันจะไม่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีตามความในบทบัญญัตินี้เสมอไป หากแต่ต้องพิจารณารูปแบบของหน่วยงาน ประเภทของกิจการ ลักษณะการดำเนินงาน วัตถุประสงค์ การได้มาและลักษณะของการใช้ทรัพย์สินนั้น และปัจจัยอื่นประกอบด้วย เมื่อโจทก์จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) สำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา (2) ผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และควบคุมมาตรฐานเกี่ยวกับระบบประปาเอกชนในเขตท้องที่ดังกล่าว (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" มาตรา 7 บัญญัติว่า "การผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภค..." มาตรา 13 บัญญัติว่า "ให้การประปานครหลวงมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง (2) ซื้อ จัดหา เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่าย หรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ (3) สำรวจและวางแผนจำหน่ายน้ำที่จะทำใหม่ หรือขยายเพิ่มเติมภายในเขตท้องที่ตามมาตรา 6 (2) (4) กำหนดอัตราราคาขายน้ำ ค่าบริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของการประปานครหลวง และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระราคาและค่าบริการ..." และมาตรา 42 บัญญัติว่า "ในการดำเนินกิจการของการประปานครหลวง ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประชาชน" จากบทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งมีรัฐเป็นเจ้าของและไม่ได้ดำเนินกิจการในรูปแบบองค์กรธุรกิจเอกชน โดยกิจการของโจทก์มีวัตถุประสงค์หลักในการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา และผลิต จัดส่ง รวมถึงจำหน่ายน้ำประปาแก่ประชาชนในเขตท้องที่รับผิดชอบ โดยมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดและต้องคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งในการดำเนินกิจการของโจทก์จะต้องมีการสร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืมและดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ รวมถึงการซื้อ จัดหา ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง จำหน่ายหรือดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อให้กิจการของโจทก์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วง ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คลองประปาพิพาทเพื่อส่งน้ำดิบจากแหล่งน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปาและผลิตน้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการของโจทก์ที่กระทำไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนอันเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า คลองประปาพิพาทใช้เป็นคลองส่งน้ำจากแหล่งน้ำจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีสถานีสูบน้ำบางเลน ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สูบน้ำเข้าสู่คลองส่งไปยังโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำประปาจำหน่ายแก่ประชาชนในกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าน้ำประปาอันเป็นการหารายได้และเป็นการกระทำในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) นั้น พระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รายได้ที่การประปานครหลวงได้รับจากการดำเนินงานให้ตกเป็นของการประปานครหลวง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการ ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา กองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงาน และการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการของผู้ปฏิบัติงานและครอบครัว…" วรรคสอง บัญญัติว่า "รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ เมื่อได้หักค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่งแล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย และค่าภาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง นอกจากโบนัสตามมาตรา 35 และเงินสำรองตามมาตรา 16 และการประปานครหลวงไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่การประปานครหลวงเท่าจำนวนที่ขาด" มาตรา 35 บัญญัติว่า "ประธานกรรมการ กรรมการ และพนักงานอาจได้รับโบนัสตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" และมาตรา 50 บัญญัติว่า "ทุกปีให้สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของการประปานครหลวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะมีอำนาจกำหนดอัตราราคาขายน้ำ รวมถึงค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการของโจทก์ อันเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 13 แต่โจทก์ก็มีหน้าที่นำรายได้ที่โจทก์ได้รับในปีหนึ่ง ๆ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ ส่งเป็นรายได้ของรัฐ หากโจทก์มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ และโจทก์ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น รัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เท่าจำนวนที่ขาดและสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินของโจทก์ทุกปี แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การดำเนินงานของโจทก์จะถูกกำกับดูแลและสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งทั้งผลความสำเร็จและความล้มเหลวของการดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของรัฐ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน รายได้และรายจ่ายของโจทก์จึงเป็นเพียงปัจจัยในการดำเนินกิจการของโจทก์เพื่อให้โจทก์สามารถบริหารจัดการกิจการของตนเองได้อย่างเต็มรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่รัฐและประชาชน การตีความว่าทรัพย์สินใดจะได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องตีความโดยคำนึงถึงบริบทและความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบแจ้งค่าน้ำประปาที่จำเลยนำส่งประกอบจะเห็นได้ว่ามีรายการค่าน้ำดิบ ค่าน้ำประปาและค่าบริการรายเดือนโดยมีอัตราค่าน้ำดิบ ลูกบาศก์เมตรละ 0.15 บาท และอัตราค่าบริการรายเดือน 40 บาท และเมื่อคำนวณกับจำนวนน้ำใช้จะได้อัตราค่าน้ำประปา ลูกบาศก์เมตรละ 8.50 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าน้ำกับมูลค่าของคลองประปาพิพาทซึ่งเป็นต้นทุนในการใช้พื้นที่ในการส่งน้ำดิบไปเพื่อผลิตน้ำประปาแล้ว เห็นได้ว่าอัตราค่าน้ำดังกล่าวไม่อาจสะท้อนถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท และมิได้คำนึงถึงต้นทุนจากการใช้พื้นที่จำนวนมากในการสร้างคลองประปาพิพาท เพราะหากถือมูลค่าการเวนคืนพื้นที่คลองประปาพิพาทตลอดสายตั้งแต่ต้นทางและค่าก่อสร้างเป็นต้นทุนในการผลิตและใช้ในการกำหนดอัตราค่าน้ำด้วยแล้วเชื่อว่าไม่อาจคิดอัตราค่าน้ำในอัตราดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์กำหนดอัตราค่าน้ำเพื่อให้บริการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นโดยมิได้คำนึงถึงมูลค่าของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลองประปาพิพาท นอกจากนี้ การเก็บค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคลองประปาพิพาทย่อมทำให้เกิดต้นทุนและอาจส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องเดือดร้อนเสียอัตราค่าน้ำเพิ่มขึ้นและไม่เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศตามเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ดังนั้น ทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้หาผลประโยชน์จึงได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 8 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดนครปฐม กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 839.36 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7 ม. 13 ม. 35 ม. 42 ม. 45 ม. 50
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 8 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนราภิรมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3566/2567
#721449
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างเหมาบริการผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเอกสารประกอบวัตถุที่ประสงค์ของคู่สัญญาคำนึงถึงความพึงพอใจไม่เฉพาะของผู้ว่าจ้างเท่านั้น แต่รวมถึงความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มาใช้บริการด้วย จึงเป็นที่เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าสัญญาฉบับนี้เป็นสัญญาให้บริการซึ่งผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างโดยพนักงานของตนกระทำไปขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของบุคคลดังกล่าวมาเป็นสำคัญ จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นกัน และหากมีกรณีที่สัญญาจ้างเหมามิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายสินจ้างไว้อย่างไร ย่อมนำมาตรา 602 มาปรับใช้กับกรณีพิพาทได้

ในช่วงเวลาระหว่างที่ลูกหนี้ขอให้เจ้าหนี้ระงับการจัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ในห้องรับรองพิเศษเนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมีการสั่งห้ามการเดินทาง ส่งผลโดยตรงให้ไม่มีผู้โดยสารเข้าหรือออก ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งบรรดาห้องต่าง ๆ ในอาคารที่อยู่ภายในท่าอากาศยานย่อมต้องถูกปิดไปด้วย และไม่มีผู้โดยสารมาใช้บริการที่ห้องรับรองพิเศษ ณ ท่าอากาศยานดังกล่าว เมื่อการปฏิบัติการชำระหนี้ของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาคือการจัดส่งพนักงานของผู้รับจ้างมาที่ห้องดังกล่าว และพนักงานเหล่านั้นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในห้องนั้นเท่านั้น เช่นนี้การชำระหนี้ของผู้รับจ้างในกรณีนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ วัตถุแห่งหนี้ในการชำระหนี้ที่ผู้รับจ้างจะต้องกระทำให้แก่ผู้ว่าจ้างจึงตกเป็นพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 372 วรรคหนึ่ง ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในส่วนของสินจ้างที่จะได้รับจากผู้ว่าจ้างจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้สินจ้างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัท อ. พลอากาศเอกชัยพฤกษ์ นายพีระพันธุ์ นายบุญทักษ์ นายปิยสวัสดิ์ นายจักรกฤศฏิ์ นายชาญศิลป์ เป็นผู้ทำแผน และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาจ้างเหมาบริการผู้โดยสารเป็นเงิน 2,873,289.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งว่า หนังสือมอบอำนาจไม่ชอบและยอดเงินต้นที่ขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างเหมาบริการผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ สินจ้างจึงพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 วรรคหนึ่ง และฟังได้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับค่าจ้างบริการประจำเดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2563 เป็นเงิน 1,883,200 บาท ส่วนค่าจ้างบริการตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพราะไม่มีการส่งพนักงานของเจ้าหนี้เข้าปฏิบัติงานเนื่องจากลูกหนี้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และฟังได้ว่าเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในค่าเช่าพื้นที่สำนักงานชั่วคราวประจำเดือนมีนาคม 2563 จำนวน 4,833.48 บาท โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งลูกหนี้ขอหักกลบลบหนี้ที่ลูกหนี้เรียกเก็บดังกล่าว จึงให้หักชำระหนี้จากค่าจ้างบริการค้างชำระ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,828,366.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (2) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยก

เจ้าหนี้ยื่นคำร้อง ขอให้แก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,828,366.52 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 เจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำสัญญาจ้างเหมาบริการผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษ Singapore Airline Lounge ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเจ้าหนี้มีหน้าที่จัดหาพนักงานตามจำนวนที่ลูกหนี้กำหนดเพื่อให้บริการผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 เป็นเงินค่าจ้าง 7,200,000 บาท ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ลูกหนี้ประสบภาวะวิกฤติจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จนต้องหยุดให้บริการห้องรับรองพิเศษตามสัญญาและแจ้งให้เจ้าหนี้งดส่งพนักงานให้บริการแก่ผู้โดยสารระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับชำระสำหรับค่าจ้างบริการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 รวม 7 งวด เป็นเงิน 2,873,289.70 บาท แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียง 3 งวด อีก 4 งวด ไม่อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้งดส่งพนักงานให้บริการ รวมเป็นเงิน 990,089.70 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าจ้างในช่วงเวลาที่เจ้าหนี้ไม่ได้ส่งพนักงานไปให้บริการผู้โดยสารเนื่องจากลูกหนี้หยุดให้บริการห้องรับรองพิเศษหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่เจ้าหนี้กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โต้เถียงกันเป็นสำคัญคือ สัญญาจ้างเหมาบริการผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษ Singapore Airline Lounge ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ก. (ต่อไปเรียกว่า สัญญาจ้างเหมา) เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 หรือไม่ เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยสัญญาจ้างเหมานี้ว่าเป็นสัญญาจ้างทำของตามกฎหมายดังกล่าว และยกเอามาตรา 602 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ" ขึ้นพิจารณาปรับกับกรณีนี้ เป็นผลให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างตามที่ขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงโต้แย้งว่า สัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาบริการประเภทหนึ่งไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ ศาลฎีกาตรวจสัญญาจ้างเหมาและเอกสารประกอบคือข้อกำหนดขอบเขตของงานของผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) แล้ว เห็นวัตถุที่ประสงค์ของคู่สัญญาได้ว่า เนื่องจากผู้ว่าจ้างมีห้องรับรองพิเศษเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่ม ให้บริการต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 6.30 นาฬิกา ถึง 23 นาฬิกา ทุกวัน ในการนี้ ผู้ว่าจ้างมิได้นำพนักงานของผู้ว่าจ้างเข้ามาให้บริการแก่ผู้โดยสารในห้องนี้ด้วยตนเอง แต่ได้ดำเนินการจัดจ้างบุคคลภายนอกให้จัดหาพนักงานมาให้บริการแทนผู้ว่าจ้างภายใต้การกำกับควบคุมผ่านข้อสัญญาที่ผูกพันกันไว้ ซึ่งปรากฏว่าผู้รับจ้าง (เจ้าหนี้) ได้รับเลือกให้จัดหาพนักงานของผู้รับจ้าง 26 คน เข้ามาเป็นพนักงานคอยให้บริการแก่ผู้โดยสารในห้องรับรองพิเศษนี้ทุกวัน ทั้งนี้ พนักงานของผู้รับจ้างที่จัดส่งมาทำงานให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในห้องนี้ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป และคุณสมบัติเฉพาะตรงตามที่ลูกหนี้กำหนดไว้ การประเมินผลการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมามีข้อที่ประเมินความเป็นมิตรและความอบอุ่น (Friendliness and Warmth) ในการปฏิบัติงานของพนักงานที่ผู้รับจ้างส่งมาประจำให้บริการในห้องนี้ด้วย มิใช่เพียงความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สะอาด และตรงเวลา แสดงว่าสัญญาจ้างเหมานี้คำนึงถึงความพึงพอใจไม่เฉพาะของผู้ว่าจ้างเท่านั้น แต่รวมถึงความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มาใช้บริการด้วย เพราะผู้ว่าจ้างยังต้องรับผิดชอบต่อบริษัท ส. อีกด้วย จึงเป็นที่เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าสัญญาฉบับนี้เป็นสัญญาให้บริการซึ่งผลสำเร็จของงานที่ผู้รับจ้างโดยพนักงานของตนกระทำไปขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของบุคคลดังกล่าวมาด้วยเป็นสำคัญ เพียงแต่ผลสำเร็จดังกล่าวไม่อาจจับต้องได้หรือมิได้เป็นทรัพย์สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อตรวจดูบทบัญญัติมาตรา 587 ถึงมาตรา 607 ว่าด้วยสัญญาจ้างทำของแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า หากข้อตกลงในสัญญาจ้างเหมาไม่มีข้อใดที่จะยกขึ้นปรับใช้กับข้อพิพาทของคู่สัญญาได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาตราหนึ่งมาตราใดก็สามารถยกขึ้นปรับใช้กับข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมานี้ได้ตามแต่กรณี โดยไม่จำกัดว่าสัญญาจ้างทำของตามบรรพ 3 เอกเทศสัญญาแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะต้องใช้บังคับกับสัญญาที่มุ่งผลสำเร็จของงานเป็นทรัพย์สิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้น สัญญาจ้างเหมานี้จึงเข้าลักษณะกฎหมายเป็นสัญญาจ้างทำของเช่นกัน และหากมีกรณีที่สัญญาจ้างเหมามิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ่ายสินจ้างไว้อย่างไร ย่อมนำมาตรา 602 มาปรับใช้กับกรณีพิพาทได้ อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาจ้างเหมาข้อ 2 เรื่องค่าจ้างและการปรับราคาค่าจ้าง และข้อ 8 เรื่องการจ่ายเงินค่าจ้าง กับข้อกำหนดขอบเขตของงานข้อ 6 เรื่องการจ่ายเงินค่าบริการ จะได้กำหนดเงื่อนไข ขั้นตอน วิธีการ และแบบในการขอรับและจ่ายเงินค่าจ้างระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างไว้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวรวมทั้งมาตรา 602 ล้วนเป็นข้อสัญญาและบทกฎหมายที่ใช้เพื่อการจ่ายสินจ้างที่มีหรือไม่มีการทำการงานในเวลาหรือสถานการณ์ปกติ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้และดังที่รับรู้กันทั่วไปว่าในช่วงเวลาระหว่างที่ลูกหนี้ขอให้เจ้าหนี้ระงับการจัดส่งพนักงานมาปฏิบัติหน้าที่ในห้องรับรองพิเศษนั้น เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและมีการสั่งห้ามการเดินทางรวมทั้งการเข้ามาและออกไปนอกราชอาณาจักรทุกช่องทางการขนส่ง ส่งผลโดยตรงให้ไม่มีผู้โดยสารเข้าหรือออก ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งบรรดาห้องต่าง ๆ ในอาคารที่อยู่ภายในท่าอากาศยานย่อมต้องถูกปิดไปด้วย และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมไม่มีผู้โดยสารมาใช้บริการที่ห้องรับรองพิเศษ ณ ท่าอากาศยานดังกล่าว เมื่อการปฏิบัติการชำระหนี้ของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาคือการจัดส่งพนักงานของผู้รับจ้างมาที่ห้องดังกล่าว และพนักงานเหล่านั้นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในห้องนั้นเท่านั้น เช่นนี้การชำระหนี้ของผู้รับจ้างในกรณีนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ แม้ว่าการชำระหนี้ค่าสินจ้างในฝ่ายผู้ว่าจ้างจะยังอาจสามารถทำได้ก็ตาม ดังนั้น วัตถุแห่งหนี้ในการชำระหนี้ที่ผู้รับจ้างจะต้องกระทำให้แก่ผู้ว่าจ้าง (ซึ่งในกรณีนี้ผู้รับจ้างคือลูกหนี้) จึงตกเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "…ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่" ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในส่วนของสินจ้างที่จะได้รับจากผู้ว่าจ้างจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้สินจ้างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 รวม 4 งวด เป็นเงิน 990,089.70 บาท ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 372 ม. 587 ม. 602
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
เจ้าหนี้ — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวกาญจน์ธีรา ติวิทย์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2567
#713864
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 แต่ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถได้

จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาค้ำประกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ 979/2562 หมายเลขแดงที่ ผบ 1113/2562 วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 930,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ได้รับมอบรถคันที่เช่าซื้อคืน และวันที่ 21 เมษายน 2563 โจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 598,130.84 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถเป็นเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยคำนวณจากส่วนต่างราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 อย่างไรก็ดี ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคาที่โจทก์ฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถได้ เมื่อโจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถที่เช่าซื้อที่ส่งมอบคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีเพียงนายอลงกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า โจทก์ได้เข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อและได้นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อประมูลออกขายทอดตลาด มีบุคคลภายนอกเข้าสู้ประมูลราคากัน แต่เนื่องจากรถยนต์มีสภาพทรุดโทรม อันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โดยมีผู้เข้าประมูลสู้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อได้เป็นเงิน 598,130.84 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วยังมีส่วนต่างอีก 331,869.16 บาท โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งเมื่อพิจารณาตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถยนต์และภาพถ่ายรถยนต์ที่เช่าซื้อท้ายคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพทรุดโทรม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า สภาพรถที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยหนี้ที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษาเป็นหลักแห่งข้อหาในการบังคับตามสิทธิของโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3471/2567
#705286
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษาไปในทันทีเนื่องจากจำเลยประสงค์จะหาเงินมาชดใช้ให้แก่โจทก์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษา ดังนี้ วันนัดพิจารณาที่เลื่อนมาดังกล่าวจึงมิใช่การนัดฟังคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนัดฟังผลการชำระหนี้ด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์และจำเลยเสียก่อนว่าได้มีการชำระหนี้ให้แก่กันไปแล้วมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นหากจะมีคำพิพากษาว่าสมควรลงโทษจำเลยหนักเบาเพียงใด หรือควรให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปด้วยการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 มิใช่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในระหว่างการทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงวันนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษาที่เลื่อนมา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่นั่งพิจารณาคดีแทนแล้ว ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 266, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมิได้มีคำพิพากษาไปในทันทีเนื่องจากจำเลยประสงค์จะหาเงินมาชดใช้ให้แก่โจทก์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษา ดังนี้ วันนัดพิจารณาที่เลื่อนมาดังกล่าวจึงมิใช่การนัดฟังคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนัดฟังผลการชำระหนี้ด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์และจำเลยเสียก่อนว่าได้มีการชำระหนี้ให้แก่กันไปแล้วมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นหากจะมีคำพิพากษาว่าสมควรลงโทษจำเลยหนักเบาเพียงใด หรือควรให้โอกาสจำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปด้วยการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 มิใช่การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ในระหว่างการทำคำพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 ดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงวันนัดฟังผลการชำระหนี้และหรือนัดฟังคำพิพากษาที่เลื่อนมา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเดิมย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 (3) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายนั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้ เมื่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่นั่งพิจารณาคดีแทนแล้ว ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคนใหม่จึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาและทำคำพิพากษาได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่ทางราชการออกให้ ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ โดยจำเลยแก้ไขชื่อและชื่อสกุลเจ้าของที่ดินที่แท้จริงมาเป็นชื่อและชื่อสกุลของจำเลย แล้วนำเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปแสดงและส่งมอบเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ขอให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอม แต่เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่เพื่อมอบให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินไว้เป็นหลักฐานในการชำระภาษีบำรุงท้องที่ จึงเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) แต่ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอมเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยปลอมเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ซึ่งเป็นเอกสารราชการ แล้วนำไปใช้แสดงต่อโจทก์เพื่อให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามที่ระบุไว้ในเอกสารและยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยยึดถือเอกสารดังกล่าวไว้เป็นหลักประกัน แต่การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นสัญญากู้ เอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักประกันเพิ่มเติมขึ้นจากหลักฐานแห่งหนี้ตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว มิใช่กรณีที่โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากหลักประกันนี้เท่านั้น การกระทำความผิดของจำเลยไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก เมื่อจำเลยขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนจนโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้วตามเอกสารแนบท้ายฎีกาของจำเลย พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อให้หลาบจำสมควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกแล้วคงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษกับกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 28 (3) ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นางสาว ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวหยก พรกระแส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุเมธ สุระคำแหง
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3462/2567
#706477
เปิดฉบับเต็ม

แม้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง แต่กรณียังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ที่นำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ดังนี้ ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมิได้มีการสอบสวนก่อนหรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนไม่ชอบ ซึ่งต้องถือว่าไม่มีการสอบสวนเช่นกัน การฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง และตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158 แห่ง ป.วิ.อ. มีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "กรณีที่ศาลเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้อง ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง" ดังนี้ การที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น ฟ้องเดิมจะต้องเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นกรณีที่ฟ้องเดิมไม่สมบูรณ์โดยไม่ได้บรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

เมื่อความผิดมูลฐานตามฟ้องเดิมและที่ขอแก้ฟ้องต่างกรรมต่างวาระกัน กรณีจึงเป็นการแก้ไขข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีในส่วนความผิดมูลฐานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นสาระสำคัญแก่คดี หาใช่เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเพียงบางส่วน ซึ่งต้องแถลงในฟ้องให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง แม้โจทก์จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นจึงขอแก้ฟ้องเข้ามาภายหลัง แต่เป็นการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากฟ้อง และโดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำนั้นมิใช่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้มีการสอบสวนมาแต่แรก กรณีไม่อาจถือได้ว่าการกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอแก้ฟ้องนั้นได้ผ่านกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยชอบก่อนฟ้องคดีแล้ว เมื่อมิได้มีการสอบสวนในความผิดที่แก้ฟ้องมาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและกรณีหาใช่เรื่องที่ศาลมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 10, 60 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 23, 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 และที่ 7 ตามลำดับ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงินต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกระทงละ 2 ปี และปรับคนละกระทงละ 42,000 บาท รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละกระทงละ 28,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และปรับคนละ 168,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะใช้ระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง แต่กรณียังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่นำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ดังนี้ ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมิได้มีการสอบสวนก่อน หรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนไม่ชอบ ซึ่งต้องถือว่าไม่มีการสอบสวนเช่นกัน การฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง และตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "กรณีที่ศาลเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้อง ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง" ดังนี้ การที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น ฟ้องเดิมจะต้องเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นกรณีที่ฟ้องเดิมไม่สมบูรณ์โดยไม่ได้บรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น คดีนี้เดิมโจทก์บรรยายฟ้องโดยกล่าวหาว่า ในปีงบประมาณ 2557 นายนพรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในขณะนั้นกับเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชารวม 5 คน ได้ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการทำเรื่องอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำนวน 72,000,000 บาท ให้แก่วัดต่าง ๆ รวมทั้งวัด ส. ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ 10,000,000 บาท อันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยวัดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับจัดสรรเงินงบประมาณดังกล่าวจะต้องเป็นวัดที่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่วัด ส. ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินงบประมาณดังกล่าว การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้แก่วัด ส. จำนวน 10,000,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 051-0-08xxx-x ชื่อบัญชีวัด ส. (เพื่อการพัฒนา) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 จึงเป็นการอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการฟอกเงิน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เบิกถอนเงินงบประมาณดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝาก รวม 6 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 จำนวน 700,000 บาท เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 จำนวน 3,000,000 บาท เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จำนวน 3,400,000 บาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2558 จำนวน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 จำนวน 3,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 จำนวน 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานไปใช้จ่ายเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่อนุมัติเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นการร่วมกันโอน รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องแล้วยื่นคำให้การปฏิเสธต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 มีใจความสรุปได้ว่า ปีงบประมาณ 2557 วัด ส. ไม่ได้ยื่นขอรับเงินสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และไม่เคยได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งไม่มีการนำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 040xxxx จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. แต่วัด ส. เคยยื่นขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาที่รวมถึงการบูรณะปฏิสังขรณ์สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา บัญชีเงินฝากของวัด ส. ตามฟ้องเป็นบัญชีที่เปิดไว้เฉพาะรับเงินอุดหนุนประเภทเพื่อการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาเท่านั้น เงินงบประมาณ 10,000,000 บาท ที่มีการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 สืบเนื่องมาจากวัด ส. ได้ทำหนังสือขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามหนังสือขอรับเงินอุดหนุนฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นการขอในปีงบประมาณ 2558 ไม่ใช่เงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 ตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดเป็นการนำไปใช้เพื่อพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นการฟอกเงินตามที่โจทก์ฟ้อง หลังจากนั้นเมื่อถึงวันนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งที่ 2 ปรากฏข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 โจทก์มีหนังสือด่วนที่สุดที่ อส 0049.4/452 ถึงผู้บังคับการปราบปราม แจ้งว่า รายละเอียดข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนคดีนี้มีความบกพร่อง ขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นว่า เหตุใดจึงเกิดความผิดพลาดในการนำเช็คผิดฉบับ ผิดโครงการ ผิดปีงบประมาณมาเป็นมูลเหตุในการดำเนินคดีนี้ ให้ทำการสอบสวนผู้กล่าวหาและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การสั่งจ่ายเงินงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุน โครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา เมื่อทำการสอบสวนได้ข้อเท็จจริงใหม่เป็นยุติแล้วให้แจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งสาม และสอบคำให้การของผู้ต้องหาทั้งสามให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องว่า โจทก์ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีข้อผิดหลงอันเป็นรายละเอียดเพียงบางส่วนซึ่งต้องแถลงในคำฟ้อง จำเป็นต้องขอแก้ฟ้องให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ โดยเห็นว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ในฟ้อง ถือว่ามีเหตุอันควร โดยให้โจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นแทนฉบับเดิม โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 24 มกราคม 2562 โดยมีการแก้ฟ้องหลายแห่งรวมทั้งแก้ฟ้องในส่วนของผู้กระทำความผิดมูลฐานจากนายนพรัตน์กับพวกรวม 5 คน เป็นนายพนม กับพวกรวม 4 คน แก้ฟ้องเกี่ยวกับพฤติการณ์อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากเดิมที่บรรยายฟ้องว่า นายนพรัตน์กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตในการทำเรื่องอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 เป็นว่า นายพนมกับพวกได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 และแก้ฟ้องเกี่ยวกับหมายเลขเช็คซึ่งในสำนวนการสอบสวนเดิมระบุว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสั่งจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาให้แก่วัด ส. เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 040xxxx เป็นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสั่งจ่ายเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาให้แก่วัด ส. ประจำปีงบประมาณ 2558 เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 1002xxxx หลังจากจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่แล้วได้ยื่นคำให้การฉบับใหม่คัดค้านการขอแก้ฟ้องของโจทก์ว่า การขอแก้ฟ้องของโจทก์และคำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 เป็นการแก้ฟ้องที่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมร้อยเอกวิกร นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สังกัดกองกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งได้รับมอบหมายจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) และ (2) โดยอ้างถึงการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐานว่า นายนพรัตน์กับพวกรวม 5 คน ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยร่วมกันอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 ให้แก่วัด ส. จำนวน 10,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 040xxxx โดยไม่ชอบ โดยไม่ปรากฏว่ามีการอ้างถึงการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานของนายพนมกับพวกที่ได้ร่วมกันอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2558 แต่อย่างใด กรณีเพิ่งจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งข้อหา และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ในภายหลัง หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้และจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์แล้ว ข้อที่โจทก์ขอแก้ฟ้องในส่วนความผิดมูลฐานโดยเปลี่ยนตัวผู้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากนายนพรัตน์กับพวกเป็นนายพนมกับพวก และในส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิดว่า มีการทุจริตอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนามิใช่การอนุมัติเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งเป็นเงินงบประมาณคนละโครงการกัน และคนละปีงบประมาณ ทั้งเช็คที่สั่งจ่ายโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. ก็เป็นคนละฉบับกัน ความผิดมูลฐานตามฟ้องเดิมและที่ขอแก้ฟ้องจึงต่างกรรมต่างวาระกัน กรณีจึงเป็นการแก้ไขข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีในส่วนความผิดมูลฐานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นสาระสำคัญแก่คดี หาใช่เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเพียงบางส่วน ซึ่งต้องแถลงในฟ้องให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ฟ้องไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นจึงขอแก้ฟ้องเข้ามาภายหลัง แต่เป็นการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากฟ้อง และโดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของนายพนมกับพวก กรณีอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนานั้นมิใช่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของนายนพรัตน์กับพวกซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้มีการสอบสวนมาแต่แรก โดยมีพฤติการณ์การกระทำความผิดที่แตกต่างกันดังกล่าวมาข้างต้น การสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคสอง (ก) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง กรณีไม่อาจถือได้ว่าการกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอแก้ฟ้องนั้นได้ผ่านกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยชอบก่อนฟ้องคดีแล้ว เมื่อมิได้มีการสอบสวนในความผิดที่แก้ฟ้องมาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และกรณีหาใช่เรื่องที่ศาลมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 158
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 6 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — พระ ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางเนตินาฏ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3462/2567
#710792
เปิดฉบับเต็ม

แม้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง แต่กรณียังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.วิ.อ. ซึ่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ที่นำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ดังนี้ ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมิได้มีการสอบสวนก่อนหรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนไม่ชอบ ซึ่งต้องถือว่าไม่มีการสอบสวนเช่นกัน เมื่อการฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องในส่วนผู้กระทำความผิดมูลฐานและพฤติการณ์อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากเดิม ซึ่งมีพฤติการณ์การกระทำความผิดที่แตกต่างกัน และเพิ่งมีการสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้วได้ เพราะการจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคสาม นั้น ฟ้องเดิมจะต้องเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นกรณีที่ฟ้องเดิมไม่สมบูรณ์โดยไม่ได้บรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 10, 60 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 23, 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 และที่ 7 ตามลำดับ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงินต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกระทงละ 2 ปี และปรับคนละกระทงละ 42,000 บาท รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละกระทงละ 28,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และปรับคนละ 168,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่ใช้ระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจสั่งให้รวบรวมพยานหลักฐานหรือไต่สวนเพิ่มเติมและสั่งให้แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้ การที่โจทก์สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว ถือเป็นการค้นหาความจริงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนขึ้น และถือว่ามีการสอบสวนในความผิดของจำเลยทั้งสามตามที่ได้มีการกล่าวหาเพิ่มเติมแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการสอบสวนเพิ่มเติมเป็นการที่ศาลใช้อำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์แห่งคดีและอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคสาม นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะใช้ระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง แต่กรณียังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่นำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ด้วยตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ดังนี้ ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีโดยมิได้มีการสอบสวนก่อนหรือมีการสอบสวนแล้ว แต่การสอบสวนไม่ชอบ ซึ่งต้องถือว่าไม่มีการสอบสวนเช่นกัน การฟ้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง และตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือมีข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "กรณีที่ศาลเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้อง ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง" ดังนี้ การที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น ฟ้องเดิมจะต้องเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นกรณีที่ฟ้องเดิมไม่สมบูรณ์โดยไม่ได้บรรยายคำฟ้องให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น คดีนี้เดิมโจทก์บรรยายฟ้องโดยกล่าวหาว่า ในปีงบประมาณ 2557 นายนพรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในขณะนั้นกับเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชารวม 5 คน ได้ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการทำเรื่องอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำนวน 72,000,000 บาท ให้แก่วัดต่าง ๆ รวมทั้งวัด ส.ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ 10,000,000 บาท อันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยวัดที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับจัดสรรเงินงบประมาณดังกล่าวจะต้องเป็นวัดที่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่วัด ส. ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินงบประมาณดังกล่าว การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้แก่วัด ส. จำนวน 10,000,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 051-0-08xxx-x ชื่อบัญชีวัด ส. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 จึงเป็นการอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณโดยมิชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการฟอกเงิน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 เบิกถอนเงินงบประมาณดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝาก รวม 6 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 จำนวน 700,000 บาท เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 จำนวน 3,000,000 บาท เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จำนวน 3,400,000 บาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2558 จำนวน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 จำนวน 3,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 จำนวน 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานไปใช้จ่ายเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่แล้วว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่อนุมัติเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นการร่วมกันโอน รับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องแล้วยื่นคำให้การปฏิเสธต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 มีใจความสรุปได้ว่า ปีงบประมาณ 2557 วัด ส. ไม่ได้ยื่นขอรับเงินสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และไม่เคยได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง รวมทั้งไม่มีการนำเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 0407xxxx จำนวนเงิน 10,000,000 บาท ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. แต่วัด ส. เคยยื่นขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาที่รวมถึงการบูรณะปฏิสังขรณ์สถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา บัญชีเงินฝากของวัด ส. ตามฟ้องเป็นบัญชีที่เปิดไว้เฉพาะรับเงินอุดหนุนประเภทเพื่อการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาเท่านั้น เงินงบประมาณ 10,000,000 บาท ที่มีการโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 สืบเนื่องมาจากวัด ส. ได้ทำหนังสือขอรับเงินอุดหนุนเพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามหนังสือขอรับเงินอุดหนุนฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นการขอในปีงบประมาณ 2558 ไม่ใช่เงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 ตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัดเป็นการนำไปใช้เพื่อพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นการฟอกเงินตามที่โจทก์ฟ้อง หลังจากนั้นเมื่อถึงวันนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งที่ 2 ปรากฏข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 โจทก์มีหนังสือด่วนที่สุดที่ อส 0049.4/452 ถึงผู้บังคับการปราบปราม แจ้งว่า รายละเอียดข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนคดีนี้มีความบกพร่อง ขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นว่า เหตุใดจึงเกิดความผิดพลาดในการนำเช็คผิดฉบับ ผิดโครงการ ผิดปีงบประมาณมาเป็นมูลเหตุในการดำเนินคดีนี้ ให้ทำการสอบสวนผู้กล่าวหาและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ การสั่งจ่ายเงินงบประมาณตามโครงการเงินอุดหนุน โครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา เมื่อทำการสอบสวนได้ข้อเท็จจริงใหม่เป็นยุติแล้วให้แจ้งข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งสาม และสอบคำให้การของผู้ต้องหาทั้งสามให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องว่า โจทก์ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีข้อผิดหลงอันเป็นรายละเอียดเพียงบางส่วนซึ่งต้องแถลงในคำฟ้อง จำเป็นต้องขอแก้ฟ้องให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ โดยเห็นว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ในฟ้อง ถือว่ามีเหตุอันควร โดยให้โจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นแทนฉบับเดิม โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 24 มกราคม 2562 โดยมีการแก้ฟ้องหลายแห่งรวมทั้งแก้ฟ้องในส่วนของผู้กระทำความผิดมูลฐานจากนายนพรัตน์กับพวกรวม 5 คน เป็นนายพนม กับพวกรวม 4 คน แก้ฟ้องเกี่ยวกับพฤติการณ์อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากเดิมที่บรรยายฟ้องว่า นายนพรัตน์กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตในการทำเรื่องอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 เป็นว่า นายพนมกับพวกได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 และแก้ฟ้องเกี่ยวกับหมายเลขเช็คซึ่งในสำนวนการสอบสวนเดิมระบุว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสั่งจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาให้แก่วัด ส. เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 040xxxx เป็นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสั่งจ่ายเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาให้แก่วัด ส. ประจำปีงบประมาณ 2558 เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 1002xxxx หลังจากจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องฉบับใหม่แล้วได้ยื่นคำให้การฉบับใหม่คัดค้านการขอแก้ฟ้องของโจทก์ว่า การขอแก้ฟ้องของโจทก์และคำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 เป็นการแก้ฟ้องที่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบ โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสอบสวนว่า เดิมร้อยเอกวิกร นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สังกัดกองกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งได้รับมอบหมายจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) และ (2) โดยอ้างถึงการกระทำอันเป็นความผิดมูลฐานว่า นายนพรัตน์กับพวกรวม 5 คน ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยร่วมกันอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 ให้แก่วัด ส. จำนวน 10,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคาร ก. เลขที่ 040xxxx โดยไม่ชอบ โดยไม่ปรากฏว่ามีการอ้างถึงการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานของนายพนมกับพวกที่ได้ร่วมกันอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2558 แต่อย่างใด กรณีเพิ่งจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งข้อหา และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 ในภายหลัง หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้และจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์แล้ว ข้อที่โจทก์ขอแก้ฟ้องในส่วนความผิดมูลฐานโดยเปลี่ยนตัวผู้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากนายนพรัตน์กับพวกเป็นนายพนมกับพวก และในส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิดว่า มีการทุจริตอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนามิใช่การอนุมัติเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งเป็นเงินงบประมาณคนละโครงการกัน และคนละปีงบประมาณ ทั้งเช็คที่สั่งจ่ายโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัด ส. ก็เป็นคนละฉบับกัน ความผิดมูลฐานตามฟ้องเดิมและที่ขอแก้ฟ้องจึงต่างกรรมต่างวาระกัน กรณีจึงเป็นการแก้ไขข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีในส่วนความผิดมูลฐานที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งเป็นสาระสำคัญแก่คดี หาใช่เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเพียงบางส่วน ซึ่งต้องแถลงในฟ้องให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ฟ้องไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นจึงขอแก้ฟ้องเข้ามาภายหลัง แต่เป็นการสอบสวนเพิ่มเติมหลังจากฟ้อง และโดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของนายพนมกับพวก กรณีอนุมัติเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนานั้นมิใช่เรื่องที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของนายนพรัตน์กับพวกซึ่งเป็นความผิดมูลฐานอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้มีการสอบสวนมาแต่แรก โดยมีพฤติการณ์การกระทำความผิดที่แตกต่างกันดังกล่าวมาข้างต้น การสอบสวนเพิ่มเติมจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคสอง (ก) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง กรณีไม่อาจถือได้ว่าการกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอแก้ฟ้องนั้นได้ผ่านกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมายมาโดยชอบก่อนฟ้องคดีแล้ว เมื่อมิได้มีการสอบสวนในความผิดที่แก้ฟ้องมาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และกรณีหาใช่เรื่องที่ศาลมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 158
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 6 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — พระ ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3440/2567
#706931
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 ผู้คัดค้านส่งหมายแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ผู้คัดค้านได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีเจ้าหนี้รายที่ 20 ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้หลังจากจำเลยที่ 4 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ และประสงค์ให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดที่มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้ทำความเห็นไว้ว่าเห็นควรไม่ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 173 แต่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย มาตรา 109 (1) ประกอบมาตรา 22 (2) ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมาย โจทก์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ฟังว่าเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์รับไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1146/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี เป็นของจำเลยที่ 4 และให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงร้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านว่า โจทก์มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวลลิดา จุลฤกษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายพิสุทธิ์ ศรีขจร
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3440/2567
#712237
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 ผู้คัดค้านส่งหมายแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ผู้คัดค้านได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีเจ้าหนี้รายที่ 20 ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้หลังจากจำเลยที่ 4 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ และประสงค์ให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดที่มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้ทำความเห็นไว้ว่าเห็นควรไม่ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 173 แต่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายตามมาตรา 109 (1) ประกอบมาตรา 22 (2) ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมาย โจทก์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ฟังว่าเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์รับไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1146/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี เป็นของจำเลยที่ 4 และให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงร้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านว่า โจทก์มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวลลิดา จุลฤกษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายพิสุทธิ์ ศรีขจร
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3376/2567
#706031
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบรับผู้ป่วยในจำเลยลงลายมือชื่อในช่องข้อมูลผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลว่าผู้รับผิดชอบแทนผู้ป่วย หมายความว่า จำเลยยินยอมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทน ก. มารดาในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทน ก. โดยตรง มิใช่จำเลยในฐานะบุคคลภายนอกที่ยินยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ ก. มารดาจำเลยค้างชำระต่อโจทก์ โจทก์เป็นสถานพยาบาลฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทำสัญญารับผิดชอบ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 478,852.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2556 จำเลยซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางกิมฮวย พานางกิมฮวยเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคลมชักที่ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล ก. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลในกิจการของโจทก์ โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของนางกิมฮวย โจทก์ทำการรักษาพยาบาลนางกิมฮวยมีค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,414,679.80 บาท หักส่วนลดตามสิทธิของผู้ป่วย 235,827.35 บาท คงเหลือค่ารักษาพยาบาล 1,178,852.45 บาท จำเลยร่วมกับนางกิมฮวยชำระค่ารักษาพยาบาล 700,000 บาท คงค้างชำระค่ารักษาพยาบาล 478,852.45 บาท ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2556 จำเลยพานางกิมฮวยออกจากโรงพยาบาลของโจทก์ และนางกิมฮวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องข้อมูลผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลว่า ผู้รับผิดชอบแทนผู้ป่วย หมายความว่า จำเลยยินยอมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนนางกิมฮวยมารดาในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนนางกิมฮวยโดยตรง มิใช่จำเลยในฐานะบุคคลภายนอกที่ยินยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่นางกิมฮวยมารดาจำเลยค้างชำระต่อโจทก์ โจทก์เป็นสถานพยาบาลฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทำสัญญารับผิดชอบ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (11) ซึ่งอายุความเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คือวันที่โจทก์มีใบแจ้งหนี้ถึงจำเลยให้ชำระค่ารักษาพยาบาลวันที่ 22 กันยายน 2556 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2564 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง ช. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรม ของนาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายไตรสิทธิ์ วิสูตรธนาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3376/2567
#710791
เปิดฉบับเต็ม

ตามใบรับผู้ป่วยในจำเลยลงลายมือชื่อในช่องข้อมูลผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลว่าผู้รับผิดชอบแทนผู้ป่วย หมายความว่า จำเลยยินยอมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทน ก. มารดาในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทน ก. โดยตรง มิใช่จำเลยในฐานะบุคคลภายนอกที่ยินยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ ก. มารดาจำเลยค้างชำระต่อโจทก์ โจทก์เป็นสถานพยาบาลฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทำสัญญารับผิดชอบ สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 478,852.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2556 จำเลยซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางกิมฮวย พานางกิมฮวยเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคลมชักที่ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาล ก. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลในกิจการของโจทก์ โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของนางกิมฮวย โจทก์ทำการรักษาพยาบาลนางกิมฮวยมีค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,414,679.80 บาท หักส่วนลดตามสิทธิของผู้ป่วย 235,827.35 บาท คงเหลือค่ารักษาพยาบาล 1,178,852.45 บาท จำเลยร่วมกับนางกิมฮวยชำระค่ารักษาพยาบาล 700,000 บาท คงค้างชำระค่ารักษาพยาบาล 478,852.45 บาท ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2556 จำเลยพานางกิมฮวยออกจากโรงพยาบาลของโจทก์ และนางกิมฮวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องข้อมูลผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลว่า ผู้รับผิดชอบแทนผู้ป่วย หมายความว่า จำเลยยินยอมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนนางกิมฮวยมารดาในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแทนนางกิมฮวยโดยตรง มิใช่จำเลยในฐานะบุคคลภายนอกที่ยินยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่นางกิมฮวยมารดาจำเลยค้างชำระต่อโจทก์ โจทก์เป็นสถานพยาบาลฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยทำสัญญารับผิดชอบ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (11) ซึ่งอายุความเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ คือวันที่โจทก์มีใบแจ้งหนี้ถึงจำเลยให้ชำระค่ารักษาพยาบาลวันที่ 22 กันยายน 2556 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2564 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาง ช. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2567
#708599
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบหลักประกัน คือ บุคคลค้ำประกัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บสย. ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 20,000,000 บาท ต่อโจทก์ โดยหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่โจทก์จัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ครั้งละ 350,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ชำระแทนไป รวมเป็นต้นเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน 700,000 บาท ดอกเบี้ย 184,339.72 บาท รวมเป็นเงิน 884,339.72 บาท อันเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน บสย. ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระ แต่ไม่ชำระและโจทก์ได้ชำระแทนไปก่อน

หนังสือค้ำประกันมีข้อความระบุว่า หนังสือค้ำประกันมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่ผู้ให้กู้ (โจทก์) จัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี จึงแสดงให้เห็นว่าหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว แม้โจทก์มิได้นำสืบโดยตรงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าธรรมเนียม จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายแทนโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีหนังสือค้ำประกันของ บสย. เป็นหลักประกันก็ย่อมประสงค์ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจาก บสย. ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เข้าจัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้หนังสือค้ำประกันมีผลใช้บังคับต่อเนื่องอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยังคงมีหลักประกันเพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ที่มีอยู่กับโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปรวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 จำนวน 350,000 บาท และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำนวน 350,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปในแต่ละปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่ง

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือสัญญาให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว แต่เมื่อมิได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 (เดิม) นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน นั้น ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญารับชำระหนี้ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงยอมรับผิดในมูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 60,231,700.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 40,766,509.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 29,773,738.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 4,004,744.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เงินประจำเป็นเงิน 6,322,098.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 6,027,414.72 บาท นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เป็นเงิน 5,132,516.02 บาท และตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 เป็นเงิน 4,044,876.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 5,132,516.02 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ตามลำดับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นเงิน 20,378,970.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2558 ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 และของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2558 วันที่ 4 ธันวาคม 2558 และวันที่ 9 ธันวาคม 2558 ตามลำดับ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันไปตามประกาศของโจทก์ที่ประกาศไว้แล้วหรือที่จะให้มีผลบังคับต่อไป แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงระยะต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย เป็นเงิน 34,350.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เป็นเงิน 6,002,531.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมจำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ต่อโจทก์ เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญากู้เงินประจำและหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ซึ่งจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วมาทำหนังสือขอรับเงินกู้กับโจทก์ 5 ฉบับ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 48,300,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดอยู่แก่โจทก์จนครบ และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์นำทรัพย์จำนองเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อนำไปชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย แต่หากโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมชำระคืนให้แก่โจทก์จนครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงิน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โจทก์จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 34,350.65 บาท และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ของจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 เป็นเงิน 350,000 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นเงิน 350,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสี่แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนองและผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงินประจำ สัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์ที่จำนองและค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยในส่วนของหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมนั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบหลักประกัน คือ บุคคลค้ำประกัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 20,000,000 บาท ต่อโจทก์ โดยหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่โจทก์จัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ครั้งละ 350,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ชำระแทนไป รวมเป็นต้นเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน 700,000 บาท ดอกเบี้ย 184,339.72 บาท รวมเป็นเงิน 884,339.72 บาท อันเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระ แต่ไม่ชำระและโจทก์ได้ชำระแทนไปก่อน เมื่อหนังสือค้ำประกันมีข้อความระบุว่า หนังสือค้ำประกันมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่ผู้ให้กู้ (โจทก์) จัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี จึงแสดงให้เห็นว่า หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว แม้โจทก์มิได้นำสืบโดยตรงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าธรรมเนียม จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายแทนโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1ดำเนินการให้มีหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เป็นหลักประกันก็ย่อมประสงค์ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เข้าจัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้หนังสือค้ำประกันมีผลใช้บังคับต่อเนื่องอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยังคงมีหลักประกันเพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ที่มีอยู่กับโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปรวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 จำนวน 350,000 บาท และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำนวน 350,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปในแต่ละครั้ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือสัญญาให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว แต่เมื่อมิได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (เดิม) นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน นั้น ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญารับชำระหนี้ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงยอมรับผิดในมูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่โจทก์ทวงถามและฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ส่วนนี้แล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ในส่วนของหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 นั้น ยังไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ครบถ้วนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 816
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
อาคม รุ่งแจ้ง
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2567
#705279
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญากำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้เป็นงวด ๆ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดคือเป็นงวด ๆ เช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก่อนย่อมไม่อาจทำได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละงวดซึ่งถึงกำหนดไม่พร้อมกัน ย่อมมีระยะเวลาครบกำหนดอายุความไม่พร้อมกัน หนี้ที่ถึงกำหนดชำระในงวดก่อน ย่อมครบกำหนด 5 ปี ก่อนหนี้ที่ถึงกำหนดทีหลังถัดกันไป ไม่ใช่ว่าหนี้งวดแรกซึ่งถึงกำหนดก่อนครบกำหนดอายุความแล้ว จะทำให้หนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้ในงวดหลัง ๆ ต้องครบกำหนดอายุความไปด้วยไม่ เนื่องจากสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ว่า หากผิดนัดชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดแล้วก็ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดทุกงวด ดังนั้นหนี้แต่ละจำนวนซึ่งถึงกำหนดชำระไม่พร้อมกัน จึงไม่ได้ขาดอายุความไปพร้อมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 825,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2565 นับย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 225,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มอบให้โจทก์ไว้จริง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กรณีการชำระหนี้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวด ๆ เช่นนี้ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา กล่าวคือ เมื่อสัญญากำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้เป็นงวด ๆ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดคือเป็นงวด ๆ เช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก่อนก็ย่อมไม่อาจทำได้ ดังนั้นสิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละงวดซึ่งถึงกำหนดไม่พร้อมกัน ย่อมมีระยะเวลาครบกำหนดอายุความไม่พร้อมกันไปด้วย หนี้ที่ถึงกำหนดชำระในงวดก่อน ย่อมครบกำหนด 5 ปี ก่อนหนี้ที่ถึงกำหนดทีหลังถัดกันไป ไม่ใช่ว่าหนี้งวดแรกซึ่งถึงกำหนดก่อนครบกำหนดอายุความแล้ว จะทำให้หนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้ในงวดหลัง ๆ ต้องครบกำหนดอายุความไปด้วยไม่ เนื่องจากในสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ว่า หากผิดนัดชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดแล้วก็ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดทุกงวด ดังนั้นหนี้แต่ละจำนวนซึ่งถึงกำหนดชำระไม่พร้อมกัน จึงไม่ได้ขาดอายุความไปพร้อมกันดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 7 มกราคม 2565 โจทก์ย่อมเรียกร้องหนี้ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 มาจนถึงวันฟ้องได้เนื่องจากยังอยู่ในระยะเวลา 5 ปี ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนหนี้ที่ถึงกำหนดก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ปี 2558 และปี 2559 ซึ่งเกินระยะเวลา 5 ปี แล้วนับแต่วันฟ้องย่อมขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่า จำเลยมีเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นเอกสารปลอมโดยจำเลยยอมรับว่าลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้จริง แต่ขณะนั้นเป็นเอกสารเปล่าไม่มีข้อความใด ๆ โจทก์นำเอกสารไปเติมข้อความเอาเองในภายหลัง โดยโจทก์หลอกให้จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสาร ขณะที่นำเอกสารจำนวนมากมาให้จำเลยลงลายมือชื่อในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกของนายประหยัด ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารจำนวนมากให้โจทก์ไป โดยไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารว่ามีเอกสารอะไรบ้าง จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ส่วนโจทก์นอกจากมีพยานเอกสารคือหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้จริงแล้ว ยังมีพยานบุคคลทั้งตัวโจทก์และนางสาวเวียง ภริยาโจทก์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโดยตรง ยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง โดยมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเบิกเงินจากบัญชีธนาคารสนับสนุน โดยจำเลยไม่เคยชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ และภายหลังจำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ โดยขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ตามการที่จำเลยมีแต่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยตรงยืนยันเช่นนี้ พยานโจทก์ย่อมมีเหตุผลน่าเชื่อถือมากกว่า ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่จำเลยเองก็ยอมรับว่า ทั้งโจทก์และจำเลยแบ่งฝ่ายกัน เนื่องจากมีข้อขัดแย้งกันในเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกของนายประหยัดจนถึงขนาดมีการฟ้องร้องคดีกันต่อศาล เช่นนี้ ที่จำเลยอ้างว่าลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าโดยไม่มีข้อความจึงไม่น่าเชื่อถือ บุคคลที่มีข้อขัดแย้งกันอยู่ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไปลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าให้กันเป็นแน่ แม้จะอ้างว่ามีเอกสารจำนวนมากก็เชื่อว่า จำเลยต้องตรวจดูก่อนลงชื่อในเอกสารทุกฉบับ ที่อ้างว่าลงชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารไม่มีเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ หรือที่อ้างว่าโจทก์ไม่ได้รีบฟ้องคดีทั้ง ๆ ที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้นานหลายปีแล้วจึงเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะฟ้องร้องหรือไม่ เมื่อใด ล้วนเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของโจทก์เองทั้งสิ้น ไม่ได้มีกฎหมายใดบังคับให้โจทก์ต้องรีบใช้สิทธิฟ้องร้องคดีแต่อย่างใด หรือการที่โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยมานำสืบนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เนื่องจากนางสาวเวียงยืนยันว่า เงินที่ให้จำเลยยืมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากการค้าขาย อีกส่วนหนึ่งเบิกมาจากบัญชีธนาคาร เงินที่ให้จำเลยกู้ยืมเป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเหตุผล มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สามารถรับฟังได้มากกว่าข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้จริง และจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2565 นับย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 225,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงคิดเป็นเงิน 536,250 บาท จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 10,725 บาท แต่จำเลยเสียมา 12,300 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 1,575 บาท แก่จำเลย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 1,575 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายถิรโรจน์ สายเพ็ชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
อุทัย โสภาโชติ
กรวรรณ อาธารมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567
#706473
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพจะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยมาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง

โจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท

แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 และให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพ 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 กับให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์จำนวน 2,644.40 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท และจ่ายเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 ว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท ช. (โรงแรม อ.) และเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยจ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน และโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 20 กันยายน 2551 ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีในขณะที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างว่า ขณะนั้นโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 2,644.44 บาท หากโจทก์ยังไม่ขอรับเงินบำนาญชราภาพให้แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,600 บาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน แล้วลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 1,320 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 จึงมีมติยกอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 แล้วศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพของโจทก์เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จึงต้องนำค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ในขณะนั้นมาเป็นฐานในการคำนวณเพื่อจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และส่งเงินสมทบต่อไปอีก 60 เดือน ก็เป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนเท่านั้น โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอีก 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพเดิม 2,644.40 บาท จึงเป็นเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,636.05 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 เป็นการลดทอนสิทธิของโจทก์และไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ประกอบข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่เงินบำนาญชราภาพที่โจทก์ขอมาไม่ได้คำนวณอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้ปรับเพิ่มขึ้นรวมไว้ด้วย ถือว่าโจทก์สละสิทธิในส่วนที่เพิ่มขึ้น จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง เงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์ขณะนั้นจึงเท่ากับร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท การที่โจทก์ยังไม่ขอรับเงินในทันทีโดยโจทก์แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 อีกนั้น มิได้ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่มีอยู่ การที่โจทก์ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ ถือได้ว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอตามมาตรา 56 วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เดือนละ 2,644.40 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพในระหว่างเดือนมีนาคม 2557 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน เมื่อความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 โดยในช่วงระยะเวลาที่โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง โจทก์จ่ายเงินสมทบแล้ว 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เดือนละ 2,644.40 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเดิมที่โจทก์มีสิทธิได้รับก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน และจ่ายเพิ่มอีกร้อยละ 7.5 ของจำนวนเงิน 13,222 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิม คิดเป็นเงิน 991.65 บาท รวมเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไปเดือนละ 3,636.05 บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว และเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตามสิทธิ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นกฎหมายที่มุ่งสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตน โดยจัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นเพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างและบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ประกันตนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ หรือกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน (ยกเว้น ผู้ประกันตนตามมาตรา 39) ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง (6) หรือไม่นั้น มาตรา 76 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม" และสำหรับกรณีผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เมื่อใดนั้น มาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ไม่ว่าระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 20 กันยายน 2551 จ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพมาจนถึงวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 รวม 181 เดือน ติดต่อกัน และโจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2556 อันเป็นเหตุให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 อันเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 76 และมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเพียงใด นั้น มาตรา 77 วรรคสอง บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพตามวรรคหนึ่งขึ้นอีกในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือน" เมื่อศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง คือ เดือนละ 13,222 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละยี่สิบของจำนวนเงิน 13,222 บาท คิดเป็นเงิน 2,644.40 บาท อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตามอัตราดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้ความด้วยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนแสดงความประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้นตามสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 โดยเห็นว่า มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา" คดีนี้แม้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้แสดงเหตุผลและความจําเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกําหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญชราภาพแล้ว แต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ส่งเงินสมทบต่อไปก่อน โจทก์จึงไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่ตนมีสิทธิได้รับแล้ว แต่แสดงความจำนงกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ภายหลังโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 2 เดือน แล้วส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวม 60 เดือน จึงลาออกจากความเป็นผู้ประกันตน และยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อไปเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีเหตุผลและความจำเป็นที่ทำให้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาและเงื่อนไขตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อแสดงเหตุผลและความจำเป็นต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 56 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2562 ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพอันเนื่องมาจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ในอัตราเดือนละ 2,644.40 บาท เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้ายของโจทก์ก่อนความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง แต่เมื่อได้ความว่าในเดือนมีนาคม 2557 โจทก์กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ย่อมเป็นเหตุให้สิ้นสุดเงื่อนไขการได้รับเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับต่อไป จำเลยจึงต้องงดการจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 เป็นต้นไปถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และทำให้ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงอีกครั้งตามมาตรา 77 ตรี วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ส่งเงินสมทบในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 รวมเป็นเวลา 60 เดือน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าของค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเดิมก่อนกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุกสิบสองเดือนในช่วงระยะเวลาที่กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนในครั้งหลัง ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550 ข้อ 3 วรรคหนึ่ง คิดเป็นเงินเพิ่มเดือนละ 991.65 บาท รวมเป็นเงินบำนาญชราภาพที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป เดือนละ 3,636.05 บาท ทั้งนี้ แม้ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์จะระบุว่าขอรับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ในอัตราเดือนละ 2,644.50 บาท เพียงเท่านั้นก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามสิทธิที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 255/2563 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2563 จึงไม่ชอบ กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า หากการที่โจทก์ส่งเงินสมทบต่อเป็นเพียงการเพิ่มสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ยังมิได้ยื่นคำขอและต่อมากลับเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และได้อัตราค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างเดิม จะทำให้โจทก์ได้รับเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่าที่ควรได้รับจริงอันเป็นการเสียสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างเพื่อเปรียบเทียบแตกต่างจากข้อเท็จจริงคดีนี้ กรณีที่มีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ สำหรับที่จำเลยฎีกาอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3616/2564 มานั้น ก็มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้วินิจฉัยคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 33 ม. 39 ม. 56 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง ม. 76 ม. 77 วรรคสอง ม. 77 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 77 ตรี วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ณ.
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
จำแลง กุลเจริญ
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา