คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567
#717475
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบหกจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 23 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 และครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2538 หากจำเลยทั้งสี่สิบหกไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่สิบหก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 31 ที่ 33 ที่ 35 ถึงที่ 39 ที่ 41 ถึงที่ 44 และที่ 46 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ให้การขอให้ยกฟ้อง แต่หลังจากศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ว จำเลยที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ขอถอนคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 จำเลยที่ 15 ถึงที่ 44 และจำเลยที่ 46 จดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ประเภทภาระจำยอม จำนวน 15 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 2 ธันวาคม 2536 ครั้งที่ 2 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มกราคม 2537 ครั้งที่ 4 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 5 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 6 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 7 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 8 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 9 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 9 โฉนด ครั้งที่ 10 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 8 โฉนด ครั้งที่ 11 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 6 โฉนด ครั้งที่ 12 วันที่ 26 มกราคม 2537 รวม 7 โฉนด ครั้งที่ 13 วันที่ 27 มกราคม 2537 ครั้งที่ 14 วันที่ 18 มีนาคม 2537 ครั้งที่ 15 วันที่ 10 มีนาคม 2537 เฉพาะในส่วนของที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ยกเว้นที่ดินสามยทรัพย์ของจำเลยที่ 14 และที่ 45 ซึ่งมีคำสั่งไม่รับฟ้อง หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ไม่ไปจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 9181, 73391, 73398, 68109, 183230, 183231, 183232, 183233, 183234, 183235, 183236, 73392, 73393 และ 73394 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ตำบลบึงพระ (วัดพริก) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9181 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 73391 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 73398 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 66257, 67297, 67703 จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67894 จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67893, 67892, 67891, 67300, 67302, 67710, 67711 จำเลยที่ 7 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67890 จำเลยที่ 8 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67889, 67705 จำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67888, 67897 จำเลยที่ 10 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67887 จำเลยที่ 11 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 68114, 68115, 68109, 183234, 183235, 183236, 67294, 67999, 68000, 68001, 68002 จำเลยที่ 12 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 68116 จำเลยที่ 13 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67905, 68117 จำเลยที่ 15 เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 68112 จำเลยที่ 16 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 183230, 183231, 183232, 183233 จำเลยที่ 17 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 68111 จำเลยที่ 18 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 65771, 38592 จำเลยที่ 19 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67368, 67369, 67370, 67694, 67696, 67700, 68004 จำเลยที่ 20 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67373 จำเลยที่ 21 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67374 จำเลยที่ 22 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 65770 จำเลยที่ 23 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67295 จำเลยที่ 24 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67298, 67714 จำเลยที่ 25 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 65773 จำเลยที่ 26 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67695 จำเลยที่ 27 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67697 จำเลยที่ 28 และที่ 29 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67698, 67699 จำเลยที่ 30 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67702 จำเลยที่ 31 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67898, 14717, 67716, 73392 จำเลยที่ 32 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67899 จำเลยที่ 33 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67900 จำเลยที่ 34 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67902, 68003 จำเลยที่ 35 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67903 จำเลยที่ 36 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67904 จำเลยที่ 37 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67712 จำเลยที่ 38 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67713 จำเลยที่ 39 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67715 จำเลยที่ 40 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 65768 จำเลยที่ 41 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67707 จำเลยที่ 42 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67708 จำเลยที่ 43 และที่ 44 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67709 จำเลยที่ 46 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 73393, 73394 ที่ดินทุกแปลงอยู่ในตำบลบึงพระ (วัดพริก) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ที่ดินของจำเลยทั้งสี่สิบสี่คนต่างได้ภาระจำยอมเรื่องทางเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ของโจทก์ตั้งแต่ปี 2537 มีที่ดินบางแปลงได้ภาระจำยอมจากข้อตกลงระหว่างพันเอกอุทิศ กับนางประทุม และที่ดินบางแปลงได้ภาระจำยอมเรื่องทางเดินบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9181 ของจำเลยที่ 1 ด้วย ปี 2546 ที่ดินโฉนดเลขที่ 71108 ถูกเจ้าหนี้จำนองบังคับคดี นางณัฐธนพร ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการบังคับคดี แล้วต่อมาได้ขายให้แก่โจทก์

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ที่ 15 ถึงที่ 44 และที่ 46 รวม 66 แปลง ตามฟ้องและคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ก่อนวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และนัดสืบพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 26 และ 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานดังกล่าวให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบ ต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 184 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันนัดสืบพยานส่งให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" การที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 แล้วนัดฟังคำพิพากษาไปโดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความที่มิได้มาศาลในวันที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานทราบ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยอื่นที่ไม่ได้มาศาลในวันกำหนดนัดสืบพยานขาดนัดยื่นคำให้การแล้วก็ตาม เพราะจำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การนี้ยังคงมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ได้ เพียงแต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 7 ที่ 32 ที่ 34 และที่ 40 ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2563 โดยมิได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้มาศาลทราบและต่อมามีการสืบพยานตามที่กำหนดนัดไว้ แล้วศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาโดยมิได้แจ้งวันนัดให้จำเลยอื่นที่ขาดนัดยื่นคำให้การดังกล่าวทราบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 เมื่อปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ศาลฎีกาจำต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การนัดสืบพยานเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 7 และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 184 วรรคสอง ม. 199 วรรคสอง ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567
#707721
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 4, 13, 19, 242, 246, 254, 255 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 5, 159, 167, 196, 204, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยผิดกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — ศิริชัย วจีสัจจะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — อมฤตา ไพรภิมุข
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ ชลวิทย์
กัมปนาท วงษ์นรา
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567
#719882
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 4, 13, 19, 242, 246, 254, 255 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 5, 159, 167, 196, 204, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตของกลาง จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยผิดกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนและรางวัลแก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานผู้จับกุมตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง โดยปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว จำนวน 2,743,672 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 1,371,836 บาท ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษปรับนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอผ่อนชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า การบังคับชำระค่าปรับเป็นกระบวนการในการบังคับคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยยังมิได้มีคำขอให้ศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่ง จึงยังไม่มีเหตุที่จะฎีกาในเรื่องนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — ศิริชัย วจีสัจจะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — อมฤตา ไพรภิมุข
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ ชลวิทย์
กัมปนาท วงษ์นรา
ธนาคม ลิ้มภักดี
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567
#708598
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น เป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลยระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์ อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลย และโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8764 และ 9230 และส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทเรื่องการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เนื่องจากจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้น (ที่ถูก เงินค่าหุ้น) จำนวน 111,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์จำเลย ในฐานะผู้กู้และโจทก์กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้คืนแก่จำเลย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 นายประสิทธิ์และโจทก์กับพวกตกลงยอมชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีดังกล่าว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในวันเดียวกัน คดีหมายเลขแดงที่ 886/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหุ้นสะสมอยู่ในสหกรณ์จำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2562 จำนวน 11,103 หุ้น เป็นเงิน 111,030 บาท จนถึง ณ วันฟ้อง โจทก์ยังมิได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นสหกรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ดังกล่าวข้างต้น หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลย ข้อ 36 ระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์และนายประสิทธิ์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลยได้ โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182
ป.วิ.พ. ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสมจิตร เทพลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567
#712244
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีที่ไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลยระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์ อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลย และโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8764 และ 9230 และส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทเรื่องการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เนื่องจากจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้น (ที่ถูก เงินค่าหุ้น) จำนวน 111,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์จำเลย ในฐานะผู้กู้และโจทก์กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้คืนแก่จำเลย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 นายประสิทธิ์และโจทก์กับพวกตกลงยอมชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีดังกล่าว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในวันเดียวกัน คดีหมายเลขแดงที่ 886/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหุ้นสะสมอยู่ในสหกรณ์จำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2562 จำนวน 11,103 หุ้น เป็นเงิน 111,030 บาท จนถึง ณ วันฟ้อง โจทก์ยังมิได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นสหกรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ดังกล่าวข้างต้น หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลย ข้อ 36 ระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์และนายประสิทธิ์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลยได้ โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 182
ป.วิ.พ. ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสมจิตร เทพลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2567
#708602
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 467,000 บาท จำเลยยอมชำระหนี้ดังกล่าวโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยและโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์สามารถนำไปฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่งได้โดยตรง การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค เนื่องจากลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ให้ไว้แก่ธนาคารโดยจำเลยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 5 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ก่อนจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ ให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งโดยมิได้ทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2562 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ และออกเช็ค ไว้ให้แก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ มีใจความว่า ข้าพเจ้านายณรงค์ศักดิ์ (จำเลย) ขอยอมรับว่าเป็นหนี้นายนภดล (โจทก์) เป็นเงิน 467,000 บาท และในวันทำหนังสือฉบับนี้จำเลยได้รับเงิน 467,000 บาท ครบถ้วนแล้ว จำเลยตกลงว่าจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 พร้อมกันนี้จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 467,000 บาท ให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ดังนี้ หนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับเป็นหนี้โจทก์ 467,000 บาท จำเลยยอมชำระหนี้ดังกล่าวโดยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์ จำเลยและโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ จึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์สามารถนำไปฟ้องร้องจำเลยให้รับผิดทางแพ่งได้โดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคารตามใบแจ้งผลเช็คคืนโดยจำเลยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) แล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4354/2567
#723243
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความผิดเกี่ยวกับเอกสารมุ่งหมายที่จะคุ้มครองความน่าเชื่อถือของผู้ทำเอกสารและผู้ที่ถูกทำเอกสารปลอมที่ถูกนำไปใช้แอบอ้างเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ความรับผิดทางอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงอาจมีผู้เสียหายได้หลายรายแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป คดีนี้ลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 ปลอมเป็นลายมือชื่อของ ช. ช.จึงถือเป็นผู้เสียหายผู้หนึ่ง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำใบมอบฉันทะปลอมและใบถอนเงินปลอมไปแสดงต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยเงินดังกล่าวยังคงเป็นของธนาคารจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายด้วยอีกผู้หนึ่ง และการที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของ ช. ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะ แล้วนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปขอถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 2 เท่ากับว่าเป็นการแอบอ้างว่าใบถอนเงินและใบมอบฉันทะดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิเพื่อไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการปลอมตัวตนของโจทก์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากใบถอนเงินที่ระบุว่าเป็นการเบิกถอนเงินออกจากชื่อบัญชีเงินฝากของโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์ในฐานะนิติบุคคลเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายโดยตรงจากการที่ถูกจำเลยที่ 1 แอบอ้างดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9), 91, 265, 268, 341, 342, 352, 353, 354 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,710,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 1,549,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 65,116 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 59,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีในส่วนแพ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ส่วนข้อหายักยอกให้การปฏิเสธว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ข้อหายักยอกขาดอายุความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูก ไม่ระบุมาตรา 264 วรรคสอง) ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารแล้วนำเอกสารที่ปลอมไปใช้ 13 ครั้ง รวมความผิดฐานใช้เอกสารปลอม 13 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 26 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ฟ้องโจทก์ฐานยักยอกขาดอายุความ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารโดยเติมข้อความและจำนวนเงินลงไปในช่องว่างของใบถอนเงินและใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 สาขาปัว และปลอมลายมือชื่อของนายชัยโรจน์หรือครองศักดิ์ ในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะดังกล่าว แล้วนำเอกสารที่ปลอมขึ้นนั้นไปใช้แสดงต่อจำเลยที่ 2 สาขาปัว เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อว่านายชัยโรจน์ซึ่งเป็นประธานกองทุนได้ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มาถอนเงินจากบัญชีกองทุนบ้าน ค. เลขที่ 05244067xxxx และบัญชีเงินผลประโยชน์ของหมู่บ้าน ค. เลขที่ 05244067yyyy ของโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อและอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของโจทก์ไป รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 1,549,200 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยจำเลยที่ 1 เติมข้อความ เติมจำนวนเงิน และปลอมลายมือชื่อของนายชัยโรจน์ ซึ่งเป็นประธานกองทุนโจทก์ในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 สาขาปัว แล้วนำเอกสารที่ปลอมขึ้นไปใช้แสดงต่อจำเลยที่ 2 สาขาปัว เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อว่านายชัยโรจน์ลงลายมือชื่อในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มาถอนเงินจากบัญชีกองทุนบ้าน ค. และบัญชีเงินผลประโยชน์ของหมู่บ้าน ค. ของโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อและอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของโจทก์ไป ดังนี้ เมื่อความผิดเกี่ยวกับเอกสารมุ่งหมายที่จะคุ้มครองความน่าเชื่อถือของผู้ทำเอกสารและผู้ที่ถูกทำเอกสารปลอมที่ถูกนำไปใช้แอบอ้างเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ความรับผิดทางอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงอาจมีผู้เสียหายได้หลายรายแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป คดีนี้ลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 ปลอมเป็นลายมือชื่อของนายชัยโรจน์ นายชัยโรจน์จึงถือเป็นผู้เสียหายผู้หนึ่ง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำใบมอบฉันทะปลอมและใบถอนเงินปลอมไปแสดงต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยเงินดังกล่าวยังคงเป็นของธนาคารจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายด้วยอีกผู้หนึ่ง และการที่จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อของนายชัยโรจน์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะ แล้วนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปขอถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 2 เท่ากับว่าเป็นการแอบอ้างว่าใบถอนเงินและใบมอบฉันทะดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิเพื่อไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ อันเป็นการปลอมตัวตนของโจทก์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากใบถอนเงินที่ระบุว่าเป็นการเบิกถอนเงินออกจากชื่อบัญชีเงินฝากของโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โจทก์ในฐานะนิติบุคคลเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายโดยตรงจากการที่ถูกจำเลยที่ 1 แอบอ้างดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 28 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1หรือไม่ นั้น เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวใหม่ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 หลงเชื่อและอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของโจทก์ไป รวม 13 ครั้ง เป็นเงิน 1,549,200 บาท ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 ที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินและการดำเนินกิจการของโจทก์ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากพลอยได้รับความเดือดร้อน เพราะอาจทำให้โจทก์ขาดสภาพคล่องขาดเงินทุนหมุนเวียน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี รวม 13 กระทง จำคุก 26 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์โดยรวมแล้วเห็นว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษแต่ละกระทงใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 13 กระทง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 78 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนหมู่บ้าน ค.
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นางสาวอิสราภรณ์ ธีระวัฒน์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ปานทอง สุ่มมาตย์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567
#713873
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ต่อไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีได้เอง จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 63,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี กับให้จำเลยคืนถังใส่น้ำกับตู้เย็นของกลางแก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าว 33,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องทั้งหมด (ที่ถูก ต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1. ก. เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ว่าที่ร้อยตรีวุฒิชัย ผู้เสียหายเป็นเจ้าของกิจการโรงหล่อทองเหลืองและเคาะพ่นสีรถยนต์ จำเลยเคยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยนำรถบรรทุกไปขนถังใส่น้ำสเตนเลส ขนาด 1,000 ลิตร ราคา 15,000 บาท และตู้เย็นยี่ห้ออีเลคโทรลักซ์ ขนาด 11 คิว ราคา 18,000 บาท ของผู้เสียหายไป สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้องข้อ 1.ข. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าไม่ได้ยกถังใส่น้ำและตู้เย็นตามฟ้องให้แก่จำเลย การที่จำเลยเอาทรัพย์ดังกล่าวไป ย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) นิยามศัพท์คำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น และคำว่า "โดยทุจริต" เป็นเจตนาพิเศษอันเป็นองค์ประกอบของความผิดประการหนึ่งที่ผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องมี แม้ผู้กระทำจะมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งเป็นเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แต่หากขาดเจตนาทุจริตการกระทำของผู้นั้นย่อมไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายอนุพันธ์ บุตรผู้เสียหายและประจักษ์พยานโจทก์ว่า จำเลยเข้าไปเอาถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็น ตามฟ้องพร้อมกับของใช้ส่วนตัวของจำเลยขนขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ซึ่งจอดอยู่หน้าโรงงานที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยในเวลากลางวันต่อหน้าพยาน โดยก่อนจะเอาไปจำเลยแจ้งแก่พยานว่าผู้เสียหายยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว พยานไม่ได้ติดใจอะไรจึงเก็บของและทำงานต่อไป ดังนี้ หากจำเลยมีเจตนาทุจริตจะลักทรัพย์ดังกล่าว คงไม่แสดงตัวต่อนายอนุพันธ์ เพื่อให้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีแก่จำเลยได้เพราะจำเลยกับนายอนุพันธ์ต่างรู้จักกันมาก่อน ทั้งจำเลยซึ่งทำงานและพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุมานาน ย่อมทราบดีว่าบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้หลายตัว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า เดิมตู้เย็นตามฟ้องเคยตั้งไว้ที่บริเวณหน้าโรงงาน แต่จำเลยขอนำตู้เย็นดังกล่าวไปตั้งไว้ที่บริเวณห้องพักของจำเลยโดยจำเลยแจ้งว่าจะได้ใช้ได้สะดวก และภายหลังลาออกจากงานแล้ว จำเลยเคยโทรศัพท์ไปแจ้งผู้เสียหายว่าจะขอขนของใช้ส่วนตัวของจำเลยกลับไปที่บ้านเกิด แต่ไม่ได้บอกว่าจะขนทรัพย์สินอะไรบ้าง ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่าการที่จำเลยเอาถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นของผู้เสียหายไปเป็นการกระทำด้วยวิสาสะ เพราะจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะเอาทรัพย์ดังกล่าวไปได้ นอกจากที่กล่าวแล้วข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกภรบัญชา พนักงานสอบสวน พยานอีกปากหนึ่งของโจทก์ว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากโกรธที่จำเลยเอาสุนัขตามฟ้องไป กรณีจึงยังมีข้อสงสัยว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่ได้ติดใจเรื่องที่จำเลยเอาถังใส่น้ำสเตนเลสกับตู้เย็นตามฟ้องไปตั้งแต่แรก อาจเป็นเพราะผู้เสียหายตั้งใจจะยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยและแสดงพฤติกรรมให้จำเลยเข้าใจว่า ผู้เสียหายยกถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นให้แก่จำเลยดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็เป็นได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่เพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเอาถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดข้อหาดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 โดยศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้เสียหายยกถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นให้แก่จำเลยแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยนำสืบรับว่า จำเลยเอาถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นตามฟ้องของผู้เสียหายไป และผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าไม่ได้ยกทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปและมีหน้าที่ต้องคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนถังใส่น้ำสเตนเลสและตู้เย็นที่ยังไม่ได้คืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 33,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 47 ม. 186 (9) ม. 208 (2) ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567
#724086
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 19 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จำคุก 13 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิดและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายหลังจากประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่เสีย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อเสพ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 164 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพียง 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.480 กรัม ทั้งจำเลยเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีเมทแอมเฟตามีนของจำเลยว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นปืนยาวลูกซองขนาด 12 ถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถบรรทุกส่วนบุคคลพร้อมกับพาอาวุธปืนดังกล่าวและเครื่องกระสุนปืนซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้ยิงได้ติดตัวไปตามถนนสาธารณะในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้ทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และมีโอกาสที่จะใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก่อเหตุต่อผู้อื่นได้โดยง่าย อันจะเป็นการกระทบต่อสุจริตชนผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมยากที่จะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ทั้งจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่โดยลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ จำคุก 3 เดือน รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 104 ม. 107 วรรคหนึ่ง ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 162 ม. 164
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุวนัย ตุลยภักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567
#711064
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสองประกอบ ป.ยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 14 เดือน และปรับ 48,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 19 เดือน และปรับ 24,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว จำคุก 13 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่ใช้บังคับในขณะจำเลยกระทำความผิดและศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้คือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายหลังจากประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม ดังนั้น บทกำหนดโทษของความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 จึงมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี 4 เดือน หรือปรับไม่เกิน 26,666.66 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงต้องใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 มาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงขอให้ไม่รอการลงโทษ แล้วศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้และพิพากษาในความผิดฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเฉพาะที่วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดโทษจำเลยใหม่ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่เสีย ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อเสพ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 164 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพียง 5 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.480 กรัม ทั้งจำเลยเป็นผู้เสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีเมทแอมเฟตามีนของจำเลยว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ดังนั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นปืนยาวลูกซองขนาด 12 ถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถบรรทุกส่วนบุคคลพร้อมกับพาอาวุธปืนดังกล่าวและเครื่องกระสุนปืนซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้ยิงได้ติดตัวไปตามถนนสาธารณะในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้ทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และมีโอกาสที่จะใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวก่อเหตุต่อผู้อื่นได้โดยง่าย อันจะเป็นการกระทบต่อสุจริตชนผู้อื่นและความสงบสุขของสังคมโดยรวม ประกอบกับอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมยากที่จะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ทั้งจำเลยยังมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัว ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 107 วรรคหนึ่ง, 164 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามอุทธรณ์ของโจทก์เว้นแต่ส่วนที่กำหนดโทษจำเลยใหม่โดยลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ จำคุก 3 เดือน รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ยาเสพติด ม. 104 ม. 162
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายสุวนัย ตุลยภักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2567
#713872
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยจำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมา 70,393 บาท เต็มตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมา 35,000 บาท โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองแต่ละคนได้ชำระไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,519,675 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,471,043 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,519,74.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,471,043 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และจำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจนำเข้าสมุนไพรจีนที่ยังไม่ได้แปรรูปจากต่างประเทศ นำมาผลิตเป็นยาสมุนไพรเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศและขายภายในประเทศ ปัจจุบันโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 และมีนายบรรเจิด สามีโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด มีวัตถุประสงค์หลายประการรวมทั้งประกอบกิจการค้าสมุนไพรจีน นายสยมภูสามีจำเลยที่ 2 เป็นหลานของโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายสยมภูช่วยงานค้าขายสมุนไพรจีนของโจทก์และนายบรรเจิดประมาณ 5 ปี จึงแยกมาประกอบกิจการเอง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายศรีศักดิ์ จดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายศรีศักดิ์เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด มีวัตถุประสงค์หลายประการรวมทั้งประกอบกิจการค้าสมุนไพร นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ นายศรีศักดิ์เป็นพี่ชายของโจทก์ และเป็นผู้ทำบัญชีให้แก่จำเลยที่ 2 จนกระทั่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 และนายสยมภูได้พบกับโจทก์และนายบรรเจิดในงานศพของบิดานายสยมภู นายบรรเจิดชักชวนนายสยมภูให้นำเข้าสมุนไพรจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอ้างว่ามีบริษัทอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะช่วยแนะนำและรับรองให้ ต้นปี 2561 จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสมุนไพรจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ทางด้านนายสยมภูมีการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ. ขึ้น โดยมีนายสยมภูเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย แต่ต่อมาหมุนเงินชำระค่าสินค้าไม่ทัน จำเลยที่ 2 และนายสยมภูจึงขอยืมเช็คจากเพื่อนและนำเช็คของลูกค้าไปแลกเงินสดจากโจทก์ ซึ่งโจทก์จะหักเงินออกร้อยละ 2 ต่อเดือน จากยอดเงินที่ปรากฏตามเช็คคำนวณตั้งแต่วันที่นำเช็คมารับเงินจากโจทก์จนถึงวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามเช็ค แล้วจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูตามยอดเงินที่หักเงินดังกล่าวออกแล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายศรีศักดิ์ จำเลยที่ 2 นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ครั้งละประมาณ 10 ฉบับ โจทก์จะให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คแต่ละฉบับไว้ด้วย สำหรับเช็คพิพาททั้งหกฉบับในคดีนี้เป็นเช็คธนาคาร ก. ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินเพื่อชำระค่าสินค้าแก่จำเลยที่ 2 โดยเช็คฉบับที่ 1 เป็นเช็คเลขที่ 54142704 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 673,179 บาท เช็คฉบับที่ 2 เป็นเช็คเลขที่ 54142687 ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 สั่งจ่ายเงิน 635,000 บาท เช็คฉบับที่ 3 เป็นเช็คเลขที่ 54142697 ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 สั่งจ่ายเงิน 669,969 บาท เช็คฉบับที่ 4 เป็นเช็คเลขที่ 54142695 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 590,000 บาท เช็คฉบับที่ 5 เป็นเช็คเลขที่ 54142755 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 252,895 บาท และเช็คฉบับที่ 6 เป็นเช็คเลขที่ 54142756 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 สั่งจ่ายเงิน 650,000 บาท เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งหกฉบับดังกล่าวแล้วนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ โดยโจทก์หักเงินไว้ตามวิธีการดังกล่าวข้างต้นตามสำเนารายการหักเงินที่โจทก์ส่งให้จำเลยที่ 2 ทางโปรแกรม LINE เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 และนายสยมภูไปทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่อาคารเลขที่ 43 – 53 ซึ่งเป็นที่ทำการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ. ซึ่งนายสยมภูเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย โดยระบุยอดหนี้เป็นเงิน 60,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ออกเช็ค 5 ฉบับ และนายสยมภูออกเช็ค 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ไม่ได้คืนเช็คพิพาททั้งหกฉบับให้แก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คทั้งหกฉบับ โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" โจทก์ทวงถามและให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินตามเช็ค แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงนำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยสรุปว่า พฤติการณ์ที่โจทก์หักส่วนลดในการที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ไว้ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ซึ่งมีโทษทางอาญา จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้อง เห็นว่า ในข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ตกเป็นโมฆะในส่วนของดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในข้อนี้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้ว่ากล่าวกันในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษ... (1) เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้..." จากกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ใช้บังคับเฉพาะการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราในการให้กู้ยืมเงินเท่านั้น ไม่ได้ใช้บังคับในกรณีอื่น คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ โจทก์จะหักเงินออกร้อยละ 2 ต่อเดือน จากยอดเงินที่ปรากฏตามเช็คคำนวณตั้งแต่วันที่นำเช็คมาแลกเงินจากโจทก์จนถึงวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามเช็ค แล้วจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ก็จะนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องนำต้นเงินและดอกเบี้ยไปคืนโจทก์อีก ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงิน แต่มีลักษณะเป็นการขายลดเช็ค เงินที่โจทก์หักไว้เป็นส่วนลดในการขายลดเช็ค ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอัตราไว้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่นำเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ (ขายลดเช็คให้แก่โจทก์) จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับระงับสิ้นไปแล้วเพราะเหตุที่จำเลยที่ 2 กับนายสยมภูทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการสั่งซื้อสมุนไพรจีนและการส่งสินค้ามาแสดงทั้ง ๆ ที่มูลหนี้ค่าซื้อขายสมุนไพรมีจำนวนถึง 60,000,000 บาท งบการเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนปีละไม่เกิน 30,000,000 บาท และเป็นเจ้าหนี้ทางการค้าเพียง 200,000 บาท แสดงว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ตามสัญญาแลกเงินสด (ขายลด) เช็คพิพาททั้งหกฉบับรวมอยู่ด้วย หนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับจึงระงับสิ้นไปเพราะถูกแปลงหนี้ใหม่แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น" มาตรา 914 บัญญัติว่า "บุคคลผู้สั่งจ่ายหรือสลักหลังตั๋วแลกเงินย่อมเป็นอันสัญญาว่า เมื่อตั๋วนั้นได้นำยื่นโดยชอบแล้วจะมีผู้รับรองและใช้เงินตามเนื้อความแห่งตั๋ว ถ้าและตั๋วแลกเงินนั้นเขาไม่เชื่อถือโดยไม่ยอมรับรองก็ดี หรือไม่ยอมจ่ายเงินก็ดี ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังก็จะใช้เงินแก่ผู้ทรง หรือแก่ผู้สลักหลังคนหลังซึ่งต้องถูกบังคับให้ใช้เงินตามตั๋วนั้น ถ้าหากว่าได้ทำถูกต้องตามวิธีการในข้อไม่รับรองหรือไม่จ่ายเงินนั้นแล้ว" มาตรา 967 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้น บรรดาบุคคลผู้สั่งจ่ายก็ดี รับรองก็ดี สลักหลังก็ดี หรือรับประกันด้วยอาวัลก็ดี ย่อมต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง" และมาตรา 989 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด 2 อันว่าด้วยตั๋วแลกเงินดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบทมาตรา 910, 914 ถึง 923, 925, 926, 938 ถึง 940, 945, 946, 959, 967, 971" ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเช็คพิพาททั้งหกฉบับ โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลัง เช็คพิพาททั้งหกฉบับอยู่ในครอบครองของโจทก์ในฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงและได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวว่า เมื่อเช็คนั้นได้นำยื่นโดยชอบแล้วจะได้รับใช้เงินตามเนื้อความแห่งเช็ค ถ้าและเช็คนั้นธนาคารไม่ยอมจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย หรือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังก็จะใช้เงินแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง มาตรา 914 และมาตรา 967 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับแก่โจทก์ ซึ่งผิดแผกไปจากที่กฎหมายบัญญัติ ภาระการพิสูจน์ถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ในเรื่องนี้จำเลยทั้งสองคงมีจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 กับนายสยมภูนำเช็คของลูกค้าและคนรู้จักหลายฉบับแลกเงินสด (ขายลด) แก่โจทก์ (จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นประกันการกู้ยืม) ทำให้มีภาระต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นจำนวนมากจนไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะนำมาประกอบธุรกิจต่อไปได้ จำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์และนายบรรเจิดลดดอกเบี้ยให้บ้าง แต่โจทก์และนายบรรเจิดไม่ยินยอม ต่อมาอีก 1 หรือ 2 วัน นายบรรเจิดแจ้งว่า ขณะนั้นยังมีเช็คที่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูนำไปกู้ยืมเงินประมาณ 60,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 5,000,000 บาท 5 ฉบับ และนายสยมภูออกเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 5,000,000 บาท 7 ฉบับ รวม 60,000,000 บาท แล้วมาทำหนังสือรับสภาพหนี้ โดยตกลงกันว่าโจทก์และนายบรรเจิดนำเช็คทั้งหมดที่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูนำไปกู้ยืมเงินจากโจทก์มาคืนให้และโจทก์จะไม่ฟ้องคดีแก่ผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายในเช็คดังกล่าว จำเลยที่ 2 และนายสยมภูจึงยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ โดยนายสยมภูเป็นลูกหนี้ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ที่ 2 โดยเข้าใจว่าเป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ และเชื่อว่าโจทก์จะคืนเช็คพิพาททั้งหมดรวมทั้งเช็คพิพาททั้งหกฉบับให้แก่จำเลยที่ 2 และนายสยมภู แต่เมื่อตรวจดูสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว ปรากฏว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูทำหนังสือรับสภาพหนี้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ย่อหน้าที่ 2 ของหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวระบุว่า มูลหนี้ที่รับสภาพหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูค้างชำระค่าสมุนไพรจีนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 จนถึงเดือนมีนาคม 2562 เป็นเงินรวม 60,000,000 บาท หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงมูลหนี้ตามเช็คที่แลกเงินสด (ขายลด) หรือที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นประกันการกู้ยืมเงิน รวมทั้งเช็คพิพาททั้งหกฉบับ คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า หลังจากที่จำเลยที่ 2 และนายสยมภูออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น. จำเลยที่ 2 และนายสยมภูไปเปิดร้านขายสมุนไพรจีน โดยจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. มีโกดังสินค้าอยู่ที่ซอยเทียนทะเล 7 นายบรรเจิดชักชวนนายสยมภูให้สั่งซื้อสินค้าสมุนไพรจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายบรรเจิดอ้างว่ามีบริษัทอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะช่วยแนะนำและรับรองให้ นายบรรเจิดยังบอกอีกว่าถ้าหมุนเงินไม่ทันก็ให้มากู้ยืมเงินจากนายบรรเจิด ซึ่งสอดคล้องกับข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้ที่ว่า จำเลยที่ 2 และนายสยมภูค้างชำระค่าสมุนไพรจีนแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. จำเลยที่ 2 และนายสยมภูเป็นนักธุรกิจมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจทางด้านนี้มาไม่น้อยกว่า 20 ปี เมื่อเห็นว่าข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ถูกต้องก็น่าจะโต้แย้งหรือทักท้วง อีกทั้งเช็คที่นำไปขายลดรวมทั้งเช็คพิพาททั้งหกฉบับอยู่ในครอบครองของโจทก์ ไม่ได้คืนแก่จำเลยที่ 2 และนายสยมภู หากเป็นการรับสภาพหนี้ในมูลหนี้ของเช็คที่นำไปแลกเงินสด (ขายลด) รวมทั้งเช็คพิพาททั้งหกฉบับจริง จำเลยที่ 2 และนายสยมภูก็น่าจะเรียกทวงเช็คพิพาททั้งหกฉบับจากโจทก์ให้กลับมาอยู่ในครอบครองของตน เพื่อไม่ให้โจทก์นำเช็คพิพาททั้งหกฉบับมาฟ้องเรียกเอาเงินจากจำเลยทั้งสองได้อีก ทั้ง ๆ ที่เช็คพิพาททั้งหกฉบับมีจำนวนรวมกันถึง 3,471,043 บาท ผิดวิสัยของลูกหนี้ซึ่งหนี้ได้ระงับสิ้นไปแล้วพึงกระทำ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงลูกค้าที่ซื้อสินค้าและออกเช็คชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนรู้เห็นรายละเอียดในการที่จำเลยที่ 2 นำเข้าสินค้าและชำระราคาสินค้าดังกล่าว ทั้งไม่ได้เบิกความในเรื่องนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อย จำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับแก่โจทก์ตามภาระการพิสูจน์ที่ตกอยู่แก่ตนให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การรับสภาพหนี้ตามสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่รวมถึงหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุรับสภาพหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ คือ วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 นอกจากนี้จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยจำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมา 70,393 บาท เต็มตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมา 35,000 บาท โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองแต่ละคนได้ชำระไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 673,179 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ของต้นเงิน 635,000 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 ของต้นเงิน 669,969 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 ของต้นเงิน 590,000 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ของต้นเงิน 252,895 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 และของต้นเงิน 650,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2562) ต้องไม่เกิน 48,631.99 บาท ตามที่โจทก์คำนวณมาในฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสองคนละครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 150 ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เชด กวีบริบูรณ์
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2567
#711059
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่ ส. แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชี ทำให้ ส. ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,201,430.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,052,944.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายวีระยุทธ ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยและในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัทมณีรัตนาโยธาการ จำกัด โดยนายวีระยุทธ ผู้ชำระบัญชี และนายวีระยุทธเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ที่ถูก ต้องมีคำสั่งเรียกนายวีระยุทธในฐานะผู้ชำระบัญชีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และนายวีระยุทธในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2)

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,609,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2561) ไม่เกิน 148,486.91 บาท แต่จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ได้รับจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นโดยชำระต่อศาลในนามโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ฟ้องคดีเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ให้จำเลยร่วมที่ 1 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน 641 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จำเลยทำสัญญารับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภคบนที่ดินเปล่า ค่าจ้างรวมค่าวัสดุสัมภาระและค่าแรง 11,289,000 บาท แบ่งชำระเป็น 24 งวด ตกลงจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายใน 14 เดือน นับจากวันที่จำเลยทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะแล้วเสร็จ สัญญากำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ใช้ในการก่อสร้าง หากจำเลยส่งมอบงานล่าช้ายอมให้นางสาวสุรีรัตน์ปรับเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท นับจากวันที่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบงาน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 นางสาวสุรีรัตน์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามว่าจำเลยจะส่งมอบงานภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ก่อนฟ้องคดีนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือขอให้จำเลยชำระค่าปรับ ชดใช้ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายแก่นางสาวสุรีรัตน์ภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โดยจำเลยยังไม่ได้ใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 1,170 วัน เป็นเงิน 1,755,000 บาท ค่าเสียหายที่นางสาวสุรีรัตน์จ้างบุคคลอื่นมาแก้ไขงาน 548,170 บาท ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาระหว่างก่อสร้าง 180,784.05 บาท รวมเป็นเงิน 2,483,954.05 บาท หักกับเงินค่าก่อสร้างค้างชำระงวดที่ 22 ถึง 24 จำนวน 1,016,010 บาท และค่าก่อสร้างงานเพิ่มเติม 442,970 บาท แล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่นางสาวสุรีรัตน์ 1,024,974.05 บาท และให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยแต่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ประเด็นดังกล่าว โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริต แล้วพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลย และได้ทำไปตามวัตถุประสงค์ที่จำเลยจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตั้งแต่แรก อีกทั้งหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และจำเลยโต้แย้งมาตลอด การจดทะเบียนเลิกบริษัทและเสร็จการชำระบัญชีของจำเลยเป็นไปโดยสุจริต จำเลยไม่เคยคืนทรัพย์สินใดให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้นร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว หรือในกรณีของผู้รับมอบทรัพย์สินนั้นจากนิติบุคคลจะต้องพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน" คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการที่จำเลยจดทะเบียนไว้ หลังจากทำสัญญาจำเลยได้ก่อสร้างบ้านพักดังกล่าวและส่งมอบให้นางสาวสุรีรัตน์แล้ว แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทนั้นเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินแก่นางสาวสุรีรัตน์ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 สำหรับการชำระบัญชีในการเลิกบริษัทจำเลยนั้น ปรากฏจากสำเนางบแสดงฐานะการเงินและสำเนาหมายเหตุประกอบงบการเงินว่า ณ วันเลิกบริษัทจำเลยมีสินทรัพย์เป็นเงินสด 928,000 บาท ไม่มีหนี้สินหรือเจ้าหนี้ และปรากฏจากหน้ารายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ว่า มีการแบ่งคืนทรัพย์สิน แสดงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชีทำให้นางสาวสุรีรัตน์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องคิดจากต้นเงิน 1,024,974.05 บาท รวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวที่คิดถึงวันฟ้อง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,099,109.16 บาท คำนวณเป็นค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 21,982 บาท แต่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 25,907 บาท โดยคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,295,398 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1236 (4) ม. 1250 ม. 1264 ม. 1269
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 44 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท ม.
จำเลยร่วม — บริษัท ม. โดยนาย ว. ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2567
#719881
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่ ส. แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชี ทำให้ ส. ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,201,430.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,052,944.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนาย ว. ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยและในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัท ม. โดยนาย ว. ผู้ชำระบัญชี และนาย ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ที่ถูก ต้องมีคำสั่งเรียกนาย ว. ในฐานะผู้ชำระบัญชีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และนาย ว. ในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2)

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,609,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2561) ไม่เกิน 148,486.91 บาท

แต่จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ได้รับจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นโดยชำระต่อศาลในนามโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ฟ้องคดีเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ให้จำเลยร่วมที่ 1 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน 641 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จำเลยทำสัญญารับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภคบนที่ดินเปล่า ค่าจ้างรวมค่าวัสดุสัมภาระและค่าแรง 11,289,000 บาท แบ่งชำระเป็น 24 งวด ตกลงจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายใน 14 เดือน นับจากวันที่จำเลยทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะแล้วเสร็จ สัญญากำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ใช้ในการก่อสร้าง หากจำเลยส่งมอบงานล่าช้ายอมให้นางสาวสุรีรัตน์ปรับเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท นับจากวันที่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบงาน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 นางสาวสุรีรัตน์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามว่าจำเลยจะส่งมอบงานภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ก่อนฟ้องคดีนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือขอให้จำเลยชำระค่าปรับ ชดใช้ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายแก่นางสาวสุรีรัตน์ภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โดยจำเลยยังไม่ได้ใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 1,170 วัน เป็นเงิน 1,755,000 บาท ค่าเสียหายที่นางสาวสุรีรัตน์จ้างบุคคลอื่นมาแก้ไขงาน 548,170 บาท ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาระหว่างก่อสร้าง 180,784.05 บาท รวมเป็นเงิน 2,483,954.05 บาท หักกับเงินค่าก่อสร้างค้างชำระงวดที่ 22 ถึง 24 จำนวน 1,016,010 บาท และค่าก่อสร้างงานเพิ่มเติม 442,970 บาท แล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่นางสาวสุรีรัตน์ 1,024,974.05 บาท และให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยแต่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ประเด็นดังกล่าว โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริต แล้วพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลย และได้ทำไปตามวัตถุประสงค์ที่จำเลยจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตั้งแต่แรก อีกทั้งหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และจำเลยโต้แย้งมาตลอด การจดทะเบียนเลิกบริษัทและเสร็จการชำระบัญชีของจำเลยเป็นไปโดยสุจริต จำเลยไม่เคยคืนทรัพย์สินใดให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้นร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว หรือในกรณีของผู้รับมอบทรัพย์สินนั้นจากนิติบุคคลจะต้องพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน" คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการที่จำเลยจดทะเบียนไว้ หลังจากทำสัญญาจำเลยได้ก่อสร้างบ้านพักดังกล่าวและส่งมอบให้นางสาวสุรีรัตน์แล้ว แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทนั้นเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินแก่นางสาวสุรีรัตน์ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 สำหรับการชำระบัญชีในการเลิกบริษัทจำเลยนั้น ปรากฏจากสำเนางบแสดงฐานะการเงินและสำเนาหมายเหตุประกอบงบการเงินว่า ณ วันเลิกบริษัทจำเลยมีสินทรัพย์เป็นเงินสด 928,000 บาท ไม่มีหนี้สินหรือเจ้าหนี้ และปรากฏจากหน้ารายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ว่า มีการแบ่งคืนทรัพย์สิน แสดงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชีทำให้นางสาวสุรีรัตน์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องคิดจากต้นเงิน 1,024,974.05 บาท รวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวที่คิดถึงวันฟ้อง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,099,109.16 บาท คำนวณเป็นค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 21,982 บาท แต่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 25,907 บาท โดยคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,295,398 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1236 (4) ม. 1250 ม. 1264 ม. 1269
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 44 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท ม.
จำเลยร่วม — บริษัท ม. โดยนาย ว. ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567
#711065
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาว่า นาง ร. และผู้เสียหายร่วมกันใช้มือทำร้ายนางสาว ฐ. หลายครั้ง จำเลยเข้าไปห้ามและใช้มือผลักผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายนางสาว ฐ. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวนางสาว ฐ. และพอสมควรแก่เหตุ กับที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือกักขังจำเลยที่ในที่อยู่อาศัยของจำเลย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างและเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาว่า จำเลยใช้มือชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณจมูกจนได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อพิจารณารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่า นาง ร. และผู้เสียหายใช้มือของบุคคลทั้งสองทำร้ายใบหน้านางสาว ฐ. ภริยาของจำเลย โดยนางสาว ฐ. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน แสดงว่าวันเกิดเหตุ นาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายใบหน้าของนางสาว ฐ. ด้วยกัน พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายถึงแก่นางสาว ฐ. แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันนางสาว ฐ. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ แม้จำเลยชกผู้เสียหายไปโดยแรงแต่ก็เป็นการชกเพียงครั้งเดียว และเมื่อจำเลยชกผู้เสียหายล้มลงจำเลยก็ไม่ได้ชกผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งแม้พฤติการณ์ที่ว่านาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาว ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
เชด กวีบริบูรณ์
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567
#719880
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

แม้พฤติการณ์ที่ ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันทำร้าย ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตามกฎหมายจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาว่า นางรำพรรณและผู้เสียหายร่วมกันใช้มือทำร้ายนางสาวฐานิดา หลายครั้ง จำเลยเข้าไปห้ามและใช้มือผลักผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายนางสาวฐานิดา เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวนางสาวฐานิดา และพอสมควรแก่เหตุ กับที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือกักขังจำเลยที่ในที่อยู่อาศัยของจำเลย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างและเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาว่า จำเลยใช้มือชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณจมูกจนได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อพิจารณารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่า นางรำพรรณและผู้เสียหายใช้มือของบุคคลทั้งสองทำร้ายใบหน้านางสาวฐานิดาภริยาของจำเลย โดยนางสาวฐานิดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน แสดงว่าวันเกิดเหตุ นางรำพรรณและผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายใบหน้าของนางสาวฐานิดาด้วยกัน พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายถึงแก่นางสาวฐานิดาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันนางสาวฐานิดาซึ่งเป็นภริยาจำเลยให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ แม้จำเลยชกผู้เสียหายไปโดยแรงแต่ก็เป็นการชกเพียงครั้งเดียว และเมื่อจำเลยชกผู้เสียหายล้มลงจำเลยก็ไม่ได้ชกผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งแม้พฤติการณ์ที่ว่านางรำพรรณและผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาวฐานิดา จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
เชด กวีบริบูรณ์
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567
#708623
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านของอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือเป็นกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง หากการคัดค้านไม่บรรลุผล คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ และข้อบังคับข้อ 23 หมายความเพียงว่า เป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่การตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนศาสตราจารย์ ดร.ศักดา จากการทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2564

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ... และหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านไม่ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการหรือคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อคัดค้านนั้น ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น" และผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการสำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ถ้าคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการคัดค้านหรือหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านมิได้ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการ ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น เว้นแต่สถาบันเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดจำนวนไม่เกิน 3 คน ให้ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยการคัดค้านและให้ผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดวินิจฉัยคำคัดค้านให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุด" อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น ก็บัญญัติต่อไปว่า "ถ้าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือตามวิธีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งไม่บรรลุผล หรือในกรณีมีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ก็ตาม หากการคัดค้านดังกล่าวไม่บรรลุผลแล้วคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ แม้ตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้อ 23 จะกำหนดให้คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดก็ตาม ก็หมายความเพียงเป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้ใช้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด เมื่อผู้ชี้ขาดมีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องแล้ว ย่อมถือได้ว่าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันไม่บรรลุผล ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสองที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านตามบทบัญญัติข้างต้นและมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น จึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า กรณีสมควรมีคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านของผู้ร้องหรือไม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องจนเสร็จการพิจารณาและสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าและเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่มีวัตถุประสงค์ให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องคัดค้านของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีก เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยบุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านอ้างทำนองว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา มิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระอันเป็นเหตุให้สามารถคัดค้านอนุญาโตตุลาการได้ให้คู่พิพาททราบ โดยไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าตนเคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการร่วมค้าร่วมกับบริษัทในเครือของผู้คัดค้านนั้น กรณีจึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ซ. กับผู้คัดค้านก่อน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้ออ้างตามคำร้องคัดค้านที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลชั้นต้น ประกอบหนังสือคัดค้านอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ และบันทึกถ้อยคำอธิบายความเป็นกลางและเป็นอิสระที่ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งผู้ร้องมิได้โต้แย้งความถูกต้องในบันทึกดังกล่าวแล้ว ได้ความว่า บริษัท ซ. เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนเบอร์มิวดาและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทำธุรกิจในด้านอาหารและการเกษตร โดยดำเนินงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ยี่ห้อ ค. อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า บริษัท ซ. และผู้คัดค้านต่างเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน จดทะเบียนในคนละประเทศ ประกอบธุรกิจคนละประเภท และดำเนินการในต่างภูมิภาคกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในบริษัท ซ. พร้อมกับนายชัชวาล ในปี 2551 ซึ่งในขณะนั้นนายชัชวาลยังเป็นกรรมการของผู้คัดค้านอยู่ด้วย ในข้อนี้ได้ความข้างต้นสอดคล้องต้องกันว่า ทั้งนายชัชวาลและศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ต่างลาออกจากบริษัท ซ. ไปตั้งแต่ปี 2553 และปี 2563 แล้วตามลำดับ ทั้งตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัทผู้คัดค้านที่ออก ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2565 ท้ายคำแถลงของผู้ร้องที่ขอให้ปิดหมายและส่งหมายข้ามเขตแก่ผู้คัดค้าน ก็ไม่ปรากฏชื่อนายชัชวาลเป็นกรรมการหรือสามารถลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้านได้ ดังนี้ แม้ศาสตราจารย์ ดร.ศักดาและนายชัชวาลจะเคยเป็นกรรมการในบริษัท ซ. ด้วยกันในช่วงปี 2551 ถึง 2553 ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการของศาสตราจารย์ ดร.ศักดา สำหรับข้อพิพาทในคดีนี้ได้ ที่ผู้ร้องอ้างต่อไปทำนองว่า นายชัชวาลมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวเกี่ยวข้องกับนายทองไทร หรือตระกูลบูรพชัยศรี ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของผู้คัดค้าน โดยนายชัชวาลเป็นสามีของนางขวัญใจซึ่งเป็นบุตรสาวของนายทองไทรและนายวีระ บุตรอีกคนของนายทองไทรยังเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการของ ผู้คัดค้านด้วยนั้น แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงไปถึงศาสตราจารย์ดร.ศักดา สำหรับกิจการร่วมค้าบริษัท อ. ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการร่วมลงทุนกันระหว่างบริษัท ซ. กับบริษัทในเครือของผู้คัดค้าน โดยบริษัท ซ. ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าวผ่านบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทลูก กับบริษัท ม. ซึ่งมีนายทองไทรถือหุ้นอยู่ร้อยละ 92.4 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนไม่ปรากฏว่าศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการหรือมีอำนาจบริหารจัดการทั้งในกิจการร่วมค้าบริษัท ช. บริษัท ม. และผู้คัดค้าน แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสตราจารย์ ดร.ศักดา กับผู้คัดค้านจนถึงขนาดให้ควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทตามคำร้องคัดค้านได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ปี 2551 ถึงปี 2554 จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระ กรณียังรับฟังไม่ได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือมิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน จึงสมควรมีคำสั่งยกเสียซึ่งคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 20
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกษิดิศ สุพรรณเภสัช
-
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567
#707431
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษแก่จำเลย และจำเลยอุทธรณ์คำสั่งนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกามาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคท้าย (เดิม) (ที่ถูก วรรคสามด้วย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 3 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 36 ชั่วโมง ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขของการคุมประพฤติด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 แล้ว เห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งครบกำหนดชำระค่าเสียหายงวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 75,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยนำเงินมาชำระเพียง 15,000 บาท อันเป็นการผิดเงื่อนไขในการคุมประพฤติจำเลย จึงขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนการรอการลงโทษจำคุกเป็นลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เปลี่ยนการรอการลงโทษจำคุกเป็นลงโทษจำคุกจำเลยตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีคำร้องขอ ทั้งหมายจับจำเลยมาบังคับโทษตามคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษแก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกามานั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
โจทก์ร่วม — นาง ร. กับพวก
จำเลย — นางสาว ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายกัมปนาถ อาริยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567
#724084
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 289, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นให้การรับสารภาพฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และให้การปฏิเสธฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 666.66 บาท รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยมานั่งพูดคุยกับผู้เสียหาย นายวุฒิ และพวกที่บ้านที่เกิดเหตุของนายวุฒิ จำเลยกับผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกัน จำเลยพูดคุยอยู่ประมาณ 10 นาที แล้วกลับออกไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จึงหวนกลับมาและจำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหาย 1 ครั้ง มีบาดแผลขอบเรียบบริเวณใบหน้า ใบหูซ้ายถึงลำคอความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายจากการพูดจากระทบกระทั่งกัน ต่อมาจำเลยฟันผู้เสียหายโดยคิดไตร่ตรองก่อนแล้ว จึงเป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายลุกขึ้นจะเดินเข้าประตูบ้าน จำเลยเดินเข้ามาด้านหลังใช้มีดดาบฟันด้านหลังศีรษะผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน จำเลยวิ่งไล่ติดตามผู้เสียหาย แต่นายวุฒิเข้าขัดขวางไว้ได้ ความข้อนี้มีน้ำหนักรับฟังได้เพราะโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิรับรองตรงกัน โดยพันตำรวจโทสมการณ์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า นายวุฒิให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจริง แต่โจทก์มิอาจติดตามตัวนายวุฒิมาเบิกความต่อศาลได้เพราะนายวุฒิไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การดังกล่าวซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และได้ความจากนายแพทย์เนติกรณ์ผู้ตรวจบาดแผลและรักษาผู้เสียหาย ว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกะโหลกศีรษะ หากทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากเสียเลือด ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และได้ความจากผู้เสียหายอีกว่า มีดดาบที่จำเลยเดินถือเข้ามาฟันผู้เสียหายนั้นไม่ใช่มีดดาบที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยถือมีดอีโต้เดินเข้าไปหาผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้เสียหายและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ผู้เสียหายมีพฤติการณ์ในทางชู้สาวกับภริยาของจำเลยแล้วพูดเยาะเย้ยจำเลย ทำให้จำเลยโกรธ จึงได้เอามีดดาบมาฟันผู้เสียหาย นอกจากนี้สาเหตุที่จำเลยและผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกันก็ได้ความจากผู้เสียหายว่าเกิดจากจำเลยพูดไม่เหมาะสมกับผู้เสียหายว่า กลับบ้านไม่ปลอดภัยนะ มีคนดักทำร้ายอยู่ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิว่า จำเลยพูดเอะอะโวยวายชวนหาเรื่องทะเลาะ แต่ผู้เสียหายและพวกไม่ใส่ใจ และจำเลยเดินกลับไปบ้านของจำเลยตามที่นายวุฒิร้องขอ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนจำเลยอ้างว่า เกิดจากผู้เสียหายพูดหยามจำเลยว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาของจำเลยมาแล้ว แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง น่าเชื่อว่าจำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4) ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล -
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
รัฐธีย์ ยมจินดา
ชุมพล อรรถเสถียร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567
#707432
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณี ช. และ ป. ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆนา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการ ที่ต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 กับให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 165/2564 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 13 เป็นเจ้าพนักงานและคณะกรรมการอัยการปี 2561 จำเลยที่ 6 ที่ 9 ที่ 12 ถึงที่ 22 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นคณะกรรมการอัยการปี 2562 คณะกรรมการอัยการมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 เมื่อปี 2560 โจทก์เป็นข้าราชการอัยการตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษมีสิทธิเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2560 แต่โจทก์ขอสละสิทธิในการเลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย เนื่องจากโจทก์ป่วยด้วยอาการไตวายในปีดังกล่าว คณะกรรมการอัยการมีมติในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ให้ความเห็นชอบกับการขอสละสิทธิในการดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายของโจทก์และให้โจทก์ปฏิบัติงานอยู่ที่เดิมคือสำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก ต่อมาในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2561 และเดือนตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ขอเลื่อนไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการอัยการมีมติการประชุมครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และการประชุมครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ว่า โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อุทิศเวลาให้แก่ราชการ มีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยและมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 สมควรผ่านการประเมินและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายได้ แต่โจทก์เคยแสดงความประสงค์ไม่ขอดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 9/2560 จึงมีมติไม่เลื่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ทำให้ลำดับอาวุโสของโจทก์ลดลงไป 112 ลำดับ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เฉพาะส่วนที่ไม่เห็นชอบให้โจทก์เลื่อนตำแหน่งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายตั้งแต่วันที่มีมติและมีข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายและปรับลำดับอาวุโสให้อยู่ในลำดับอาวุโสที่ถูกต้องต่อไปตามคดีหมายเลขแดงที่ บ.77/2564 ของศาลปกครองพิษณุโลก คดีเป็นที่สุด หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการอัยการได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมีพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่ง ที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณีนายชุมวิทย์และนายปราโมทย์ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆ นา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการที่ต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุรับคดีของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 248 วรรคสาม
พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567
#712243
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น ทั้งหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล แม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 กับให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 165/2564 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 13 เป็นเจ้าพนักงานและคณะกรรมการอัยการปี 2561 จำเลยที่ 6 ที่ 9 ที่ 12 ถึงที่ 22 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นคณะกรรมการอัยการปี 2562 คณะกรรมการอัยการมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 เมื่อปี 2560 โจทก์เป็นข้าราชการอัยการตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษมีสิทธิเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2560 แต่โจทก์ขอสละสิทธิในการเลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย เนื่องจากโจทก์ป่วยด้วยอาการไตวายในปีดังกล่าว คณะกรรมการอัยการมีมติในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ให้ความเห็นชอบกับการขอสละสิทธิในการดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายของโจทก์และให้โจทก์ปฏิบัติงานอยู่ที่เดิมคือสำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก ต่อมาในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2561 และเดือนตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ขอเลื่อนไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการอัยการมีมติการประชุมครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และการประชุมครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ว่า โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อุทิศเวลาให้แก่ราชการ มีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยและมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 สมควรผ่านการประเมินและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายได้ แต่โจทก์เคยแสดงความประสงค์ไม่ขอดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 9/2560 จึงมีมติไม่เลื่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ทำให้ลำดับอาวุโสของโจทก์ลดลงไป 112 ลำดับ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เฉพาะส่วนที่ไม่เห็นชอบให้โจทก์เลื่อนตำแหน่งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายตั้งแต่วันที่มีมติและมีข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายและปรับลำดับอาวุโสให้อยู่ในลำดับอาวุโสที่ถูกต้องต่อไปตามคดีหมายเลขแดงที่ บ.77/2564 ของศาลปกครองพิษณุโลก คดีเป็นที่สุด หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการอัยการได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน ไม่อาจไปปฏิบัติหน้าที่ราชการยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ การสละสิทธิ์ของโจทก์ไม่เป็นการเอาเปรียบข้าราชการอัยการคนอื่น และไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิตลอดไป เมื่อโจทก์หายป่วยและยื่นคำขอขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายก็ควรได้เลื่อนตำแหน่งเช่นเดียวกับนายชุมวิทย์ และนายปราโมทย์ จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำการโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลก ศาลพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการอัยการของจำเลยทั้งยี่สิบสอง ต่อมาคณะกรรมการอัยการจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมีพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ.2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณีนายชุมวิทย์และนายปราโมทย์ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆ นา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการที่ต้องอาศัยบุคคลกรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุรับคดีของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 248 วรรคสาม
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา