คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14426/2558
#635998
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยผู้รับประกันภัยโดยตรง โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ คงอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ยินยอมให้นำรถยนต์ออกให้เช่า เมื่อรถยนต์สูญหายจึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นฎีกาอีกหาได้ไม่ ฎีกาในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) เห็นว่า ที่โจทก์ขอเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ตามใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์นั้น จำเลยเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้รถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีความเสี่ยงภัยมากกว่าการใช้ส่วนบุคคล ซึ่งในใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์ มีข้อความระบุว่า 1. ให้ยกเลิกรายการใช้รถยนต์เดิม และใช้รถยนต์ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้แทน 2. ให้ปรับเบี้ยประกันภัยให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับเฉพาะต่อรถยนต์ที่ระบุไว้ข้างต้น เงื่อนไขและสัญญาประกันภัยข้ออื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผลบังคับของเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงยังเป็นเช่นเดิม เพียงแต่การใช้รถยนต์ตามที่ระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงจากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ หากเกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เช่น รถยนต์เกิดอุบัติเหตุในขณะนำรถไปใช้เพื่อการพาณิชย์ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่โจทก์ ส่วนเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายยังต้องเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ที่ระบุการยกเว้นความรับผิดของจำเลย ตามข้อ 5.1 ว่า ยกเว้นไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเงื่อนไขความคุ้มครองในหมวดนี้ยังคงมีผลบังคับโดยหาได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใดไม่

การที่โจทก์ยินยอมให้ ป. นำรถยนต์ออกให้เช่า โดยโจทก์กับ ป. มีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์จากค่าเช่ารถยนต์ที่ได้รับ เช่นนี้ โจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองรถยนต์เพื่อนำออกให้เช่าผ่าน ป. เมื่อ ศ. ทำสัญญาเช่ารถยนต์กับ ป. ซึ่งเป็นบุคคลที่โจทก์มอบหมาย ก็เท่ากับโจทก์มอบการครอบครองรถยนต์แก่ ศ. โดยการดำเนินการของ ป. นั่นเอง เหตุที่รถยนต์สูญหายมาจากการที่ ศ. ผู้เช่า ไม่ส่งคืนรถยนต์ จึงเป็นการยักยอกทรัพย์โดยบุคคลที่ครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า ย่อมเข้าเงื่อนไขการยกเว้นความรับผิดตามข้อ 5.1 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 743,437.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ซึ่งเป็นรถใหม่จากบริษัทสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และทำประกันภัยรถยนต์ไว้กับจำเลย มีข้อตกลงคุ้มครองกรณีรถยนต์เสียหายหรือสูญหายจำนวนเงินเอาประกันภัย 650,000 บาท โดยระบุให้บริษัทสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์มอบรถยนต์คันดังกล่าวแก่นายปิยะเพื่อนำออกให้เช่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ผู้ที่ระบุชื่อว่านางศุภิสราทำสัญญาเช่ารถยนต์คันดังกล่าวกับนายปิยะ มีกำหนดเวลาเช่า 3 วัน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2548 นายปิยะไปแจ้งความเป็นหลักฐานว่า นางศุภิสราไม่นำรถยนต์มาส่งคืนและไม่สามารถติดต่อได้ หลังจากนั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2548 นายปิยะไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางศุภิสราในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย แต่จำเลยปฏิเสธการชดใช้โดยอ้างเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 5.1 ที่ยกเว้นไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยระบุให้บริษัทสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน แต่เป็นสิทธิของผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนมาก ทั้งที่โจทก์ชำระเพียงเงินดาวน์ 106,728.97 บาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นั้น เห็นว่า ตามข้อต่อสู้เกี่ยวกับอำนาจฟ้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยผู้รับประกันภัยโดยตรง โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาได้และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ คงอุทธรณ์เฉพาะในปัญหาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ยินยอมให้นำรถยนต์ออกให้เช่า เมื่อรถยนต์สูญหายจึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยจะยกขึ้นฎีกาอีกหาได้ไม่ ฎีกาในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทราบเจตนาอันแท้จริงของโจทก์ในการใช้รถยนต์และการทำสัญญาประกันภัยแล้วว่าได้เปลี่ยนการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ และตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า คู่สัญญาไม่ประสงค์ให้ข้อยกเว้นข้อ 5.1 มีความผูกพันกันนั้น เกินเลยจากลายลักษณ์อักษรที่ระบุไว้ชัดแจ้ง การใช้เพื่อการพาณิชย์ไม่รวมถึงการนำรถออกให้บุคคลภายนอกเช่า โจทก์ต้องแจ้งให้ชัดเจนถึงการนำรถออกให้เช่าเพราะมีความเสี่ยงภัยกรณีรถยนต์สูญหายแตกต่างไป คู่สัญญาไม่ได้มีเจตนาจะยกเลิกข้อสัญญาเดิม และการที่นางศุภิสรายักยอกรถยนต์ไปอยู่ในข้อยกเว้น ข้อ 5.1 ซึ่งมีข้อความชัดเจนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ถือว่า เหตุรถยนต์สูญหายมิได้เกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ของนายปิยะผู้รับมอบการครอบครองรถยนต์จากโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ระบุไว้ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ที่โจทก์ขอเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ตามใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์นั้น จำเลยเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้รถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีความเสี่ยงภัยมากกว่าการใช้ส่วนบุคคล ซึ่งในใบสลักหลังเอาประกันภัยรถยนต์ มีข้อความระบุว่า 1. ให้ยกเลิกรายการใช้รถยนต์เดิม และใช้รถยนต์ตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้แทน 2. ให้ปรับเบี้ยประกันภัยให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับเฉพาะต่อรถยนต์ที่ระบุไว้ข้างต้น เงื่อนไขและสัญญาประกันภัยข้ออื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผลบังคับของเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงยังเป็นเช่นเดิม เพียงแต่การใช้รถยนต์ตามที่ระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัยเปลี่ยนแปลงจากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์ หากเกิดความเสียหายต่อรถยนต์ เช่น รถยนต์เกิดอุบัติเหตุในขณะนำรถไปใช้เพื่อการพาณิชย์ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่โจทก์ ส่วนเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายยังต้องเป็นไปตามกรมธรรม์ประกันภัยในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ที่ระบุการยกเว้นความรับผิดของจำเลย ตามข้อ 5.1 ว่า ยกเว้นไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเงื่อนไขความคุ้มครองในหมวดนี้ยังคงมีผลบังคับโดยหาได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์จากการใช้ส่วนบุคคลเป็นการใช้เพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ว่า โจทก์ให้นายปิยะเป็นตัวแทนนำรถยนต์ออกให้บุคคลภายนอกเช่า สอดคล้องกับที่นายปิยะเบิกความว่า เมื่อประมาณวันที่ 15 กันยายน 2548 โจทก์นำรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ป้ายแดง ยังไม่มีหมายเลขทะเบียน มาร่วมธุรกิจเพื่อให้พยานนำรถยนต์คันดังกล่าวออกให้เช่า โดยนายปิยะยังตอบคำถามค้านด้วยว่า โจทก์จะได้รับผลประโยชน์กรณีลูกค้าเช่ารถยนต์ร้อยละ 80 จึงรับฟังได้ว่า โจทก์กับนายปิยะมีผลประโยชน์ร่วมกันในการนำรถยนต์ออกให้เช่า เหตุที่รถยนต์สูญหายไปนั้น เนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 นายปิยะให้นางศุภิสราเช่ารถยนต์คันดังกล่าวไป โดยมีกำหนดเวลาเช่า 3 วัน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2548 แต่นางศุภิสราไม่นำรถยนต์มาส่งคืน การที่โจทก์ยินยอมให้นายปิยะนำรถยนต์ออกให้เช่า โดยโจทก์กับนายปิยะมีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์จากค่าเช่ารถยนต์ที่ได้รับ เช่นนี้ โจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองรถยนต์เพื่อนำออกให้เช่าผ่านนายปิยะ เมื่อนางศุภิสราทำสัญญาเช่ารถยนต์กับนายปิยะซึ่งเป็นบุคคลที่โจทก์มอบหมาย ก็เท่ากับโจทก์มอบการครอบครองรถยนต์แก่นางศุภิสราโดยการดำเนินการของนายปิยะนั่นเอง เหตุที่รถยนต์สูญหายมาจากการที่นางศุภิสรา ผู้เช่า ไม่ส่งคืนรถยนต์ จึงเป็นการยักยอกทรัพย์โดยบุคคลที่ครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า ย่อมเข้าเงื่อนไขการยกเว้นความรับผิดตามข้อ 5.1 ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปฐมพงศ์ พันธ์คง
จำเลย — บริษัทนวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
เกษม เกษมปัญญา
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14417/2558
#593492
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 มิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัท ร. ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิม หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 185,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 225,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 6 เดือน

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ต่อมาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด อ้างว่าได้โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2550 มาตรา 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตาม

คำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตาม

คำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษา

ศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงกับคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษา

ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด
จำเลย — นายพิณ รักชุม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพิพัฒน์ เจริญวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14417/2558
#635993
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัท ร. ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 185,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 225,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ไม่เกิน 6 เดือน

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ต่อมาวันที่22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 4 มกราคม 2555 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 19 กันยายน 2555 ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด อ้างว่าได้โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงกับคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — ซีเอฟ เอเชีย จำกัด
จำเลย — นายพิณ รักชุม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14411/2558
#594404
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งอีกสำนวนของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 2 ในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และกรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองมาก่อนและศาลชั้นต้นยกคำร้องไปแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองอีก และเมื่อปรากฏว่าในการบังคับคดีนี้ยังมีเงินเหลืออยู่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 437,895.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 328,762.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินและชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมอีกคดีหนึ่ง คือ คดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องจึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ไม่อาจกระทำได้เพราะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเช่นกันยึดทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดในคดีนี้แล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินและชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองอีกคดีหนึ่ง คือ คดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 มาแล้ว โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้จำนอง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่ในวันนัดไต่สวนคำร้องผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 2 ในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และกรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองมาก่อนและศาลชั้นต้นยกคำร้องไปแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองอีกและเมื่อปรากฏว่าในการบังคับคดีนี้ยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพรรณี แซ่ตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14411/2558
#634852
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 2 ในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมาตรา 144 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และกรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองมาก่อนและศาลชั้นต้นยกคำร้องไปแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองอีก และเมื่อปรากฏว่าในการบังคับคดีนี้ยังมีเงินเหลืออยู่อีก ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินและชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินและชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองอีกคดีหนึ่ง คือ คดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62051 ตำบลคลองสอง (คลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 มาแล้ว โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้จำนอง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่ในวันนัดไต่สวนคำร้องผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 10058/2548 ของศาลชั้นต้น และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของจำเลยที่ 2 ในทรัพย์จำนองที่ถูกยึดและขายทอดตลาดในคดีนี้การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 และกรณีไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองมาก่อนและศาลชั้นต้นยกคำร้องไปแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองอีก และเมื่อปรากฏว่าในการบังคับคดีนี้ยังมีเงินเหลืออยู่อีก 509,228.25 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 ม. 246 ม. 247 ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพรรณี แซ่ตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14410/2558
#635997
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมและจำเลยทั้งสองตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการจำหน่ายสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 แล้ว หาจำต้องทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสองไม่ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วน อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ดังนั้น จำเลยร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วน จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1050

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,585,225.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,562,115.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายเอนก เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,585,225.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม ร่วมกันชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 1,551,995.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555) ต้องไม่เกิน 23,110 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารแช่แข็งโดยนำเข้าจากต่างประเทศมีจำเลยร่วมเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ส่วนจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบธุรกิจสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์ 1,551,995.58 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยร่วมที่ให้ใช้บ้านเช่าเป็นสถานประกอบธุรกิจ ทั้งเป็นผู้ว่าจ้างนายบีทำหน้าที่ส่งมันฝรั่งอันเป็นการจัดการห้างหุ้นส่วน ประกอบกับตารางแสดงผลกำไรขาดทุนประจำเดือนเอกสารที่จำเลยร่วมเป็นผู้จัดทำปรากฏว่ามียอดค่าใช้จ่ายสำนักงาน เช่น ค่าน้ำมันรถ 8,000 บาท ค่าเช่าบ้านที่ใกล้สี่แยกเทพารักษ์ 6,800 บาท ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยร่วมและจำเลยทั้งสองตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการจำหน่ายสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แล้ว หาจำต้องทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสองดังที่จำเลยร่วมฎีกาไม่ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และเป็นหนี้ค่าสินค้าโจทก์ 1,551,995.58 บาท เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วน อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ดังนั้น จำเลยร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยร่วมไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ม. 1012 ม. 1050
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจาโกต้า บราเดอร์ส เทรดดิ้ง จำกัด
นายวีรโรจน์ บุญยังสวัสดิ์ หรือ
จำเลย — นายวิโรจน์ บุญยัง กับพวก
จำเลยร่วม — นายเอนก วงศ์สุธรรมศิริ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14408/2558
#635992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 5 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเนื่องจากเห็นว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรซึ่งเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเรื่องราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินไปมีราคาเหมาะสมแล้วและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 5 ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวให้เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ที่อ้างว่ายังมีเหตุจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบอีกจึงไม่เป็นสาระที่จะต้องวินิจฉัย

ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อที่ 68 วรรคแรก กำหนดว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นที่ดิน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการปิดประกาศกำหนดวันขายทอดตลาดไว้ ณ ที่ตั้งของที่ดินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้น และ ป.วิ.พ. มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดทราบซึ่งคำสั่งของศาลให้ขายทอดตลาดและวันขายทอดตลาดนั้น ระเบียบของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวข้างต้นหาได้เป็นข้อกฎหมายไม่ แต่เป็นระเบียบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้บุคคลภายนอกที่สนใจมาประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้ ณ ที่ดินที่ขายทอดตลาดจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์แม้จะเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 306 อันเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 5 ที่อ้างเหตุดังกล่าวก็คงกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 5 ต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวอย่างไร จำเลยที่ 5 จึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดซึ่งเป็นวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบกับได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้ดูแลการขายทอดตลาดของโจทก์คดีนี้ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 5 ว่า แม้ฝ่ายโจทก์จะเข้าดูแลการขายทอดตลาดในครั้งนี้ก็จะไม่คัดค้านราคาเนื่องจากขายได้ราคาสูงกว่าราคาที่ฝ่ายโจทก์ได้คัดค้านราคาไว้ในการขายทอดตลาดครั้งแรกจึงเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับยึดที่ดินของจำเลยที่ 5 ซึ่งติดจำนองโจทก์ออกขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การขายทอดตลาดครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินโดยปลอดจำนองแก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 44,000,000 บาท

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนได้ยึดที่ดิน น.ส. 3 ก. ซึ่งจำเลยที่ 5 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง รวม 80 แปลง ตามที่ผู้แทนโจทก์แถลงขอและกำหนดราคาประเมิน 49,664,100 บาท คู่ความไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขายที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงประกาศขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเป็นการขายรวมกันไปโดยกำหนดราคาเริ่มต้นที่ร้อยละ 80 ของราคาประเมินเป็นเงิน 39,740,000 บาท ในการขายนัดแรกมีผู้เข้าสู้ราคา 1 รายและรับราคาเริ่มต้นของเจ้าพนักงานบังคับคดีและเป็นผู้เสนอราคาสูงสุด แต่โจทก์คัดค้านราคาที่ 43,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 คัดค้านราคาที่ 80,000,000 บาท และผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม 1 ราย คัดค้านโดยไม่กำหนดราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเลื่อนการขายไปในนัดต่อไป ต่อมาผู้แทนโจทก์แถลงของดการขายทอดตลาดอ้างว่าจำเลยที่ 5 ได้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ และอยู่ระหว่างชำระหนี้ตามสัญญา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาด ต่อมาผู้แทนโจทก์แถลงขอให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดต่อไปเนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้ประกาศขายที่ดินรวม 79 แปลง เนื่องจากที่ดินแปลงที่ 80 มีการร้องขอกันส่วน ในการประกาศขายนัดแรกกำหนดราคาเริ่มต้นเท่าเดิม มีผู้เข้าสู้ราคา 1 ราย คือ ผู้ซื้อทรัพย์เสนอราคา 44,000,000 บาท ไม่มีคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียมาดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้เสนอราคาสูงสุด

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการแรกว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้รับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาดในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทรัพย์ไปหรือไม่ ข้อนี้จำเลยที่ 5 ฎีกาในทำนองว่า พยานหลักฐานของผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 5 ที่นำสืบมาน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 5 ทราบวันนัดการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงเห็นสมควรไม่วินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ในข้อนี้ซ้ำอีก

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ประการต่อไปว่า คำร้องของจำเลยที่ 5 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเนื่องจากเห็นว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดฉ้อฉลระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบโดยไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์หรือผู้แทนทราบและไม่ปิดประกาศการขายทอดตลาด ณ ที่ดินที่ทำการขายทอดตลาดอันเป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยหรือไม่ ข้อนี้จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า คำร้องของจำเลยที่ 5 ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวไม่ใช่เพียงแต่อ้างเหตุเฉพาะในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ 5 เท่านั้น แต่หมายรวมถึงเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติต่อหน้าที่โดยไม่ชอบในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์หรือผู้แทนทราบและไม่ได้ปิดประกาศการขายทอดตลาด ณ ที่ดินที่ทำการขายทอดตลาด ทำให้โจทก์หรือผู้แทนและจำเลยที่ 5 ไม่ทราบวันนัดขายทอดตลาดจึงไม่ได้ไปดูแลการขายอีกด้วยนั้น เห็นว่า แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาอ้างมาดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 5 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเนื่องจากเห็นว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรซึ่งเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเรื่องราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินไปมีราคาเหมาะสมแล้วและไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 5 ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวให้เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวที่อ้างว่ายังมีเหตุจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบอีกจึงไม่เป็นสาระที่จะต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อนี้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้ ณ ที่ดินที่ขายทอดตลาดเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์หรือผู้แทนเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือไม่ ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดี พ.ศ.2522 ข้อที่ 68 วรรคแรก กำหนดว่า ในการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นที่ดิน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการปิดประกาศกำหนดวันขายทอดตลาดไว้ ณ ที่ตั้งของที่ดินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้การขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดทราบซึ่งคำสั่งของศาลให้ขายทอดตลาดและวันขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการขายทอดตลาด จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า ระเบียบของกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวข้างต้นหาได้เป็นข้อกฎหมายไม่ แต่เป็นระเบียบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้บุคคลภายนอกที่สนใจมาประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้ ณ ที่ดินที่ขายทอดตลาดจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์แม้จะเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 306 อันเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 5 ที่อ้างเหตุดังกล่าวก็คงกล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 5 ต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวอย่างไร จำเลยที่ 5 จึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดซึ่งเป็นวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 296 วรรคสอง ประกอบกับได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้ดูแลการขายทอดตลาดของโจทก์คดีนี้ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 5 ว่า แม้ฝ่ายโจทก์จะเข้าดูแลการขายทอดตลาดในครั้งนี้ก็จะไม่คัดค้านราคาเนื่องจากขายได้ราคาสูงกว่าราคาที่ฝ่ายโจทก์ได้คัดค้านราคาไว้ในการขายทอดตลาดครั้งแรกจึงเป็นที่พอใจแก่ฝ่ายโจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ส่งประกาศขายทอดตลาดให้แก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306 ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์ จันทบุรี จำกัด
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายเมธา ผกามาศ
จำเลย — บริษัทบางนาการ์เด้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธ์ สนามชวด
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14391/2558
#634076
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดของกลางต่าง ๆ รวมทั้งรถยนต์กระบะ อันเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องจักรกล และยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานทำไม้และแปรรูปไม้ บรรทุกไม้และอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าวเป็นของกลาง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และไม่ได้ขอนำพยานเข้าสืบในส่วนรถยนต์กระบะของกลางให้เชื่อได้ว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้เดินทางไปรับจ้างแปรรูปไม้และจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ กรณีจึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะซึ่งจำเลยทั้งสองใช้บรรทุกไม้ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, มาตรา 48 รถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นยานพาหนะซึ่งได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 อันเป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามมาตรา 74 ทวิ แห่งกฎหมายดังกล่าว

ความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นั้น นอกจากโจทก์ไม่ได้อ้างกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดนั้นมาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว ยังปรากฏอีกด้วยว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว อันเป็นการกำหนดไว้ว่าเฉพาะการมีเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีลักษณะเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องมีใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ ถ้าไม่มีใบอนุญาตจึงจะมีความผิดฐานดังกล่าว แต่ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดไว้ ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) และ (6) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ต้องพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2018/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 15,000 บาท ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 15,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 15,000 บาท และฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 55,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 27,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2018/2552 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างอุทธรณ์และคดีนี้ศาลพิพากษารอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ยกคำขอ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้เดินทางไปรับจ้างแปรรูปไม้และจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดและไม่ได้ใช้บรรทุกไม้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า "บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมกับยึดของกลางต่าง ๆ รวมทั้งรถยนต์กระบะ อันเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องจักรกล และยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานทำไม้และแปรรูปไม้ บรรทุกไม้และอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าวเป็นของกลาง เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง และไม่ได้ขอนำพยานเข้าสืบในส่วนรถยนต์กระบะของกลางให้เชื่อได้ว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้เดินทางไปรับจ้างแปรรูปไม้และจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุตามที่อ้างในฎีกา กรณีจึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะซึ่งจำเลยทั้งสองใช้บรรทุกไม้ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, มาตรา 48 รถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นยานพาหนะซึ่งได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 อันเป็นทรัพย์สินที่ต้องริบตามมาตรา 74 ทวิ แห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 นั้น นอกจากโจทก์ไม่ได้อ้างกฎกระทรวงที่กำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดนั้นมาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว ยังปรากฏอีกด้วยว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว อันเป็นการกำหนดไว้ว่าเฉพาะการมีเลื่อยโซ่ยนต์ที่มีลักษณะเช่นนี้เท่านั้นที่ต้องมีใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ ถ้าไม่มีใบอนุญาตจึงจะมีความผิดฐานดังกล่าว แต่ฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองมีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดไว้ ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และ (6) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ต้องพิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215, 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 1 และข้อ 2 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 เมื่อรวมโทษทุกกระทงภายหลังจากลดโทษแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 18 เดือน และปรับคนละ 22,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 ม. 48 ม. 54 ม. 69 ม. 74 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสมพงษ์ ยงสุย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14359/2558
#635988
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทรัพย์ของกลางไว้ โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของกลางนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลำพังคำรับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาจากชายคนหนึ่ง และคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ (ที่ถูก ทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน) จำนวน 2,974,800 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติโดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ข้อหาลักทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 เวลาเช้า นางสาวสุขสมบัติ ผู้เสียหายออกจากบ้านไปเปิดอู่คาร์แคร์ ส่วนบิดาและมารดาอยู่ที่บ้านจนถึงเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ผู้เสียหายให้คนมารับบิดามารดาไปทำบุญที่วัดลวมมาบุญ ก่อนออกจากบ้านบิดามารดาปิดประตูบ้านเรียบร้อย จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา น้องชายของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มาส่งมารดาที่บ้าน เมื่อเปิดประตูรั้วหน้าบ้านเข้าไปเห็นประตูบ้านถูกงัด ตรวจดูภายในบ้านพบว่ามีการรื้อค้นสิ่งของ จึงโทรศัพท์บอกผู้เสียหายผู้เสียหายกลับมาตรวจสอบภายในบ้านพบว่าทรัพย์สินจำพวกเครื่องประดับ เพชร ทองที่เก็บไว้ในห้องนอนชั้นล่าง และพระที่โต๊ะหมู่บูชากับพระที่อยู่ในตู้พระสูญหายไปรวม 58 รายการ เป็นเงิน 3,107,860 บาท ผู้เสียหายโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีมาตรวจที่เกิดเหตุและออกสืบสวนหาคนร้าย จนกระทั่งทราบว่านายประกาศิตหรือตี๋ เป็นคนร้ายที่เข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นที่ร้านเข็มทองคาราโอเกะ พบนายประกาศิตพร้อมนาฬิกาข้อมือและแหวนของผู้เสียหาย นายประกาศิตรับว่าเป็นคนร้ายลักทรัพย์ดังกล่าวมาจากบ้านผู้เสียหาย และนำทรัพย์สินบางส่วนที่ลักมาไปขายให้จำเลยที่ 1 ที่แผงพระริมถนนสีหบุรานุกิจ เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นห้องพักจำเลยที่ 1 ที่มามีนคอนโดพบแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง พระเครื่อง 50 องค์ ตะกรุด 4 อัน จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาในราคา 200 บาท หลังจากนั้นไปค้นห้องพักจำเลยที่ 2 พบพระพุทธรูปหลวงปู่ดุล วัดบูรพาราม ขนาดหน้าตักกว้าง 5 นิ้ว 1 องค์ จำเลยที่ 2 รับว่าซื้อมาจากแผงพระริมถนนสีหบุรานุกิจ จึงยึดไว้เป็นของกลางและจับกุมจำเลยทั้งสอง ชั้นจับกุมและสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร

จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพค้าขาย รับซื้อขายพระตั้งแผงอยู่ที่ริมถนนสีหบุรานุกิจ มีรายได้วันละประมาณ 200 ถึง 300 บาท เมื่อวันที่ 3 หรือ 4 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 10 หรือ 11 นาฬิกา มีชายคนหนึ่งนำพระเครื่องใส่ถุงผ้ามาขายที่บริเวณหน้าแผงพระของจำเลยที่ 1 มีผู้มาเลือกซื้อไปก่อนแล้วหลายองค์ จำเลยที่ 1 ซื้อเป็นคนสุดท้ายโดยรับซื้อของที่เหลือทั้งหมด มีแหวน 1 วง กล่องทองเหลือง 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ในราคา 200 บาท จำเลยที่ 1 ถามชายคนดังกล่าวว่านำทรัพย์สินที่ขายมาจากที่ใด ได้รับคำตอบว่าเป็นของตนเอง ส่วนพระเครื่องที่นำมาขายเป็นพระที่ได้รับแจกมาจากงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า ไม่มีราคาเมื่อซื้อทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 นำไปเก็บไว้ที่ห้องพักที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา หลังถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยมิได้อ่านให้ฟังหรือให้จำเลยที่ 1 อ่านด้วยตนเอง ก่อนลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่า จะกันจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยาน ถ้ารู้ว่าในบันทึกการจับกุมมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าทรัพย์สินที่ซื้อเป็นทรัพย์สินที่ถูกลักมา จำเลยที่ 1 จะไม่ลงชื่อในบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 แจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่าต้องการญาติและทนายความ แต่พนักงานสอบสวนมิได้ว่ากระไร

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าหลังเกิดเหตุลักทรัพย์เจ้าพนักงานตำรวจพบแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 รับทรัพย์ของกลางดังกล่าวไว้ โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของกลางนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับแหวนทองฝังเพชรรูปข้าวหลามตัด 1 วง กล่องทองเหลืองรูปทรงกลมมีข้อความ "นครหลวงไทย" 3 กล่อง ตะกรุด 4 อัน และพระเครื่อง 50 องค์ ของกลาง โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลำพังคำรับของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ได้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาจากชายคนหนึ่ง และคำรับของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การปฏิเสธในชั้นศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายฤทธิรณหรือทอม โสภณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14334/2558
#590030
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินในความผิดฐานรับของโจรคดีนี้มิใช่ทรัพย์สินในความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๗๑ - ๔๗๒/๒๕๕๗ และ ๒๓๑๐/๒๕๕๗ ของศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยที่ ๒ ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ในทั้งสามคดีดังกล่าว และช่วงเวลากระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับคดีทั้งสามก็เป็นคนละช่วงเวลากัน กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ รับของโจรคดีนี้ในคราวเดียวกับการรับของโจรในคดีทั้งสาม ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 58, 83, 92, 93 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 331,340 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1212/2557 ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2557 และของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 522/2557 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 769/2555 และ 1271/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3340/2555 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1212/2557 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2557, 425/2557, 936/2557 ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 924/2557 และของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1081/2557 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1212/2557 ของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2557 ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 924/2557 และของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 936/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3340/2555 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1212/2557 ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ 2690/2557 ของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2557 หมายเลขแดงที่ 1805/2557 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 769/2555 และ 1271/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เนื่องจากศาลนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษทั้ง 2 คดีดังกล่าว บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษตามคำขอของโจทก์ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2557, 936/2557 และของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 924/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 924/2557 และ 936/2557 ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 402/2557 หมายเลขแดงที่ 2310/2557 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 คดีนี้) จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 และ 2310/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เหตุรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 2 เช่าพระเครื่องและพระบูชาจากนายอนันต์ซึ่งลักมาจากผู้อื่นแล้วนำพระบางส่วนไปไว้ที่บ้านนายบุญสืบ นางสาวอุไร และนางสาวกาญจนา ต่อมานางสาวกาญจนานำไปให้นางรุ่งรัตน์ การที่จำเลยที่ 2 เช่าพระมาจากนายอนันต์นั้นเป็นความผิดฐานรับของโจรแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 และ 2310/2557 เห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) นำทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ที่บ้านเลขที่ 12/127 (บ้านนางสาวอุไร) ซึ่งบางส่วนเป็นของจำเลยที่ 2 บางส่วนเป็นของนายอนันต์ที่ฝากจำเลยที่ 2 ไปขาย แสดงว่าทรัพย์สินของกลางในคดีดังกล่าวไม่ใช่ของที่จำเลยที่ 2 เช่ามาจากนายอนันต์ แต่เป็นของที่นายอนันต์ฝากจำเลยที่ 2 ไปขาย ดังนั้นทรัพย์สินในความผิดฐานรับของโจรคดีนี้จึงมิใช่ทรัพย์สินในความผิดฐานรับของโจรตามสำเนาคำพิพากษา เหตุรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 เกิดระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 และวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 และเหตุในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2310/2557 เกิดระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งทั้งสามคดีดังกล่าวจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับว่าได้กระทำผิดในช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้องอันเป็นคนละช่วงเวลากับเวลาเกิดเหตุรับของโจรที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับของโจรในคราวเดียวกับการรับของโจรในสามคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 471 - 472/2557 และที่ 2310/2557 ของศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายจิรทีปต์หรือหนุ่ม รอดพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14325/2558
#634800
เปิดฉบับเต็ม

แม้กฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 29 กันยายน 2552 อันมีผลใช้บังคับนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แสดงว่าก่อนหน้าวันที่ 29 กันยายน 2552 นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้ แต่ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 บทเฉพาะกาล มาตรา 90 บัญญัติว่า "ผู้ใดประกอบกิจการโรงภาพยนตร์หรือร้านวีดิทัศน์อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ต่อนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและเมื่อยื่นคำขอแล้วให้ประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตจากนายทะเบียน" ดังนี้ จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ จำเลยต้องยื่นคำขอใบอนุญาตจากนายทะเบียน มิฉะนั้นย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 53 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นเวลาก่อนหน้าที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวประกาศใช้ จำเลยย่อมไม่อาจได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามกฎหมายจากนายทะเบียนหาได้ไม่

จำเลยเปิดร้านเกมและบริการอินเทอร์เน็ตในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นโดยทำเป็นธุรกิจและรับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์มีคำขอให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2552 เป็นคำขอโดยอาศัยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 53 วรรคหนึ่ง...ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่" ความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดจากการตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตในแต่ละครั้งแต่ละคราว เมื่อหยุดประกอบกิจการแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุชัดว่าจำเลย กระทำความผิดเฉพาะวันที่ 4 เมษายน 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ในคำบรรยายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำความผิดต่อเนื่องออกไปอีก หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามฟ้องต่อไป เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดให้โจทก์ยืนยันในคำฟ้องได้ว่าจำเลยยังคงกระทำความผิดต่อเนื่องออกไปอีก จึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 53, 82 และปรับรายวันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2552

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82 ปรับ 100,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2552 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ชั้นสอบสวนจำเลยยอมรับว่าไม่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน คงโต้เถียงเพียงว่ารับทราบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่า ภายใน 60 วัน หลังจากเริ่มประกอบกิจการ สามารถประกอบกิจการได้โดยไม่มีใบอนุญาตเท่านั้น ส่อไปในทางยอมรับว่าร้านของจำเลยเปิดให้บริการเล่นเกมออนไลน์ด้วย ชั้นพิจารณาคดี จำเลยก็มิได้ถามค้านพยานโจทก์ผู้จับกุมไว้ จำเลยเพิ่งหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาอ้างในภายหลังจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยอ้างว่า ขณะจำเลยเปิดร้านในวันที่ 1 เมษายน 2552 ยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตประกอบกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 นั้น เห็นว่า แม้กฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 29 กันยายน 2552 อันมีผลใช้บังคับนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แสดงว่าก่อนหน้าวันที่ 29 กันยายน 2552 นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้ แต่ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 บทเฉพาะกาล มาตรา 90 บัญญัติว่า "ผู้ใดประกอบกิจการโรงภาพยนตร์หรือร้านวีดิทัศน์อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ต่อนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและเมื่อยื่นคำขอแล้วให้ประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตจากนายทะเบียน" ดังนี้ จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ จำเลยต้องยื่นคำขอใบอนุญาตจากนายทะเบียน มิฉะนั้นย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 53 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นเวลาก่อนหน้าที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวประกาศใช้ จำเลยย่อมไม่อาจได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามกฎหมายจากนายทะเบียนหาได้ไม่ นอกจากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีนายประดิษฐ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เป็นพยานยืนยันว่า จำเลยมิได้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนการขออนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ด้วย ข้ออ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเปิดร้านเกมและบริการอินเทอร์เน็ตในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพหรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่นโดยทำเป็นธุรกิจและรับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2552 เป็นคำขอโดยอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 53 วรรคหนึ่ง...ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่" เห็นว่า ความผิดฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดจากการตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตในแต่ละครั้งแต่ละคราว เมื่อหยุดประกอบกิจการแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุชัดว่าจำเลยกระทำความผิดเฉพาะวันที่ 4 เมษายน 2552 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ในคำบรรยายฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำความผิดต่อเนื่องออกไปอีก และโดยสภาพพฤติการณ์ในคดีนี้เชื่อว่าหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ตามฟ้องต่อไป เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงใดให้โจทก์ยืนยันในคำฟ้องได้ว่าจำเลยยังคงกระทำความผิดต่อเนื่องออกไปอีก จึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันได้

อนึ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 กำหนดไว้แต่เพียงโทษปรับอย่างเดียวโดยมีอัตราโทษขั้นต่ำที่สูงถึง 100,000 บาท และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่อาจรอการกำหนดโทษที่ตามกฎหมายมีโทษปรับแต่เพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีที่หากจำเลยไม่มีเงินพอชำระค่าปรับแล้วต้องถูกกักขังแทนค่าปรับซึ่งในปัจจุบันสภาพสถานที่กักขังยังไม่ต่างจากสถานที่จำคุกมากนัก อันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ที่ได้กำหนดโทษปรับไว้เพียงอย่างเดียวก็เพื่อต้องการลงโทษทางทรัพย์สินต่อความผิดในทางการค้าขายในลักษณะนี้มากกว่าต้องการให้จำเลยต้องถูกคุมขังระยะสั้นเพราะไม่มีเงินพอชำระค่าปรับซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับ และไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สิน ใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ" ในคดีนี้หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับก็ไม่ควรกักขังแทนค่าปรับ แต่ให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับแทน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82 ลงโทษปรับจำเลย 100,000 บาท โดยไม่ปรับรายวัน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับแทน โดยไม่ให้กักขังแทนค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 82 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีรบูรณ์ บุรินทรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14324/2558
#592173
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นฝ่ายเริ่มต้นติดต่อกับโจทก์เพื่อคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ แสดงให้เห็นจุดประสงค์ของจำเลยที่ต้องการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น เมื่อโจทก์ได้รับการติดต่อก็ตกลงและนัดหมายรับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโดยมอบหมายให้ ส. ตัวแทนโจทก์ การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ ส. จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยการส่งมอบทรัพย์คืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าวแล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะตกลงขายสิทธิการเช่าซื้อให้ ส. ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและไม่ปรากฏว่าขณะเลิกสัญญาจำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 265,410 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 47,190 บาท และชำระค่าเสียหายวันละ 121 บาท หรือเดือนละ 3,630 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 312,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 200,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 39,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 39,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 1 ปี กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายเริ่มต้นติดต่อกับโจทก์เพื่อจะคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อเพราะไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อได้ แสดงให้เห็นจุดประสงค์ของจำเลยที่ต้องการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น โจทก์เมื่อได้รับการติดต่อก็ตกลงและนัดหมายรับรถยนต์ที่เช่าซื้อในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 โดยมอบหมายให้นายสมชาติ พนักงานของโจทก์ในขณะนั้น เป็นผู้ดำเนินการ ย่อมถือได้ว่านายสมชาติเป็นตัวแทนของโจทก์ในการมารับรถยนต์คืน เมื่อนายสมชาติทำบันทึกการส่งมอบรถยนต์ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีข้อความแสดงว่าได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ตรงกับจุดประสงค์ที่จำเลยกับโจทก์ตกลงกันข้างต้นแล้ว ถือว่าโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้ว แม้จะได้ความต่อมาว่าในวันดังกล่าวนายสมชาติกับจำเลยมีการเจรจาตกลงกันว่า จำเลยตกลงจะขายสิทธิการเช่าซื้อให้นายสมชาติโดยนายสมชาติจะหาบุคคลอื่นมาเป็นผู้เช่าซื้อแทนตนเองโดยมีค่าตอบแทน ก็เป็นเรื่องที่นายสมชาติเป็นผู้ริเริ่มข้อเสนอดังกล่าวมายังจำเลยเพราะอยากได้รถยนต์ที่จำเลยคืนให้โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากมีการคืนรถยนต์กันแล้ว แม้การกระทำของนายสมชาติจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ ซึ่งต่อมาโจทก์ลงโทษเลิกจ้างนายสมชาติเพราะเหตุนี้ไปแล้วก็ตาม แต่จำเลยเป็นบุคคลภายนอก เมื่อนายสมชาติเป็นทั้งพนักงานของโจทก์และเป็นตัวแทนโจทก์มาทำการรับรถยนต์คืน จึงมีมูลอันสมควรที่จะทำให้จำเลยเชื่อว่าข้อเสนอของนายสมชาติสามารถกระทำได้โดยชอบ เพราะในทางปฏิบัติในธุรกิจการเช่าซื้อก็มีการขายสิทธิการเช่าซื้อ และโอนเปลี่ยนผู้เช่าซื้อกันใหม่ได้ ซึ่งผู้ขายสิทธิย่อมได้ค่าตอบแทนซึ่งเป็นค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชำระไปก่อนบางส่วน การที่จำเลยได้รับค่าตอบแทนจึงมิใช่เรื่องที่ผิดปกติ ทั้งต่อมาก็ได้มีการดำเนินการตามข้อเสนอของนายสมชาติ โดยวันที่ 12 ธันวาคม 2549 จำเลย นายสมชาติ และนายพรชัย ไปที่บริษัทโจทก์เพื่อขอโอนสิทธิสัญญาเช่าซื้อ ในวันดังกล่าวมีการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 13 และงวดที่ 14 บางส่วนให้โจทก์ ตามใบยื่นคำขอโอนสิทธิสัญญาเช่าซื้อและรายการชำระค่าเช่าซื้อ ต่อมาโจทก์อนุมัติให้เปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยเป็นนายพรชัยเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 แสดงว่าโจทก์ก็รับรู้ข้อเท็จจริงนี้ แต่เหตุที่ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อเพราะนายพรชัยไม่ไปทำสัญญา มิใช่เป็นเพราะจำเลยไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ส่วนเอกสารหมาย ล.2 และ ล.4 ที่จำเลยจัดทำขึ้นและส่งไปให้โจทก์นั้น ข้อความในเอกสารเป็นการบอกเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริงนับแต่วันที่โจทก์ส่งนายสมชาติมารับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ซึ่งจำเลยก็ยังยืนยันว่าได้ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์แล้ว และรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องขายสิทธิการเช่าและขอเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อระหว่างจำเลยกับนายสมชาติ จนกระทั่งจำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่านายพรชัยไม่ไปทำสัญญาเพื่อเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อและนายสมชาติถูกไล่ออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์แล้ว โดยมิได้ปิดบังข้อเท็จจริงใดเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันแสดงให้เห็นถึงความสุจริตของจำเลยที่ตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อกับนายสมชาติ อีกทั้งไม่ปรากฏว่านายสมชาติทำข้อตกลงดังกล่าวในฐานะตัวแทนของโจทก์แต่อย่างใด จึงมิใช่เรื่องที่ตัวแทนทำสัญญากับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ประโยชน์ที่จำเลยได้ให้เป็นลาภส่วนตัวแก่นายสมชาติดั่งที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่นายสมชาติตัวแทนของโจทก์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อด้วยการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันนับแต่วันดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและไม่ปรากฏว่าขณะเลิกสัญญาจำเลยมีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุพรัตน์ ภูธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิเวศน์ นิภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
เกษม เกษมปัญญา
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14296/2558
#634348
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติข้อยกเว้นให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณีซึ่งการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้นั้นมาตรา 224 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนความแล้วเห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียได้ตามมาตรา 242 (1) ทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์มาโดยไม่ชอบนั้น มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) อันจะเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ตำบลบางพรม อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 58172 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ตำบลบางพรม อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 58172 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555) ไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะค่าเสียหาย

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท โจทก์อุทธรณ์ประเด็นเดียวว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นั้นน้อยเกินไป โดยจำเลยทั้งสี่ไม่อุทธรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นการได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์ในชั้นอุทธรณ์ คงมีปัญหาเฉพาะค่าเสียหายอย่างเดียว ซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้นและเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ทั้งค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายนับแต่วันฟ้อง กรณีจึงเป็นค่าเสียหายในอนาคตอันจะนำมาใช้คำนวณเป็นทุนทรัพย์ด้วยไม่ได้ ต้องถือว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายหลังวันฟ้องเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนละ 135,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์โดยมิได้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้แก้ไขข้อบกพร่องที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ ทำให้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หรือขออนุญาตอุทธรณ์ต่ออธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในการยื่นอุทธรณ์คดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติข้อยกเว้นให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี ซึ่งการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้นั้น มาตรา 224 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์โดยไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนความแล้วเห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์เสียได้ตามมาตรา 242 (1) ทั้งการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์มาโดยไม่ชอบนั้น มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามมาตรา 243 (1) อันจะเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้มีคำสั่งใหม่ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
นางเยาวภาพงศ์สนิท ผลช่วยหรือ
โจทก์ — นางดุษณี มั่นเหมาะ
จำเลย — นายสมชาย อัศวลาภสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14291/2558
#634075
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก..." โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมแต่ผู้เดียวย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมรายอื่นอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ประเด็นว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่นั้นไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้

จำเลยให้การโดยบรรยายมาในคำให้การข้อ 3 ว่า จำเลยได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็โดยที่ดินพิพาทและบริเวณใกล้เคียงที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า สภาพของที่ดินเป็นที่ลุ่ม มีน้ำฝนขังในหน้าฝนและแห้งแล้งในหน้าแล้ง มีต้นหญ้ากกต้นวัชพืชขึ้นรกเต็มพื้นที่ ไม่มีการทำประโยชน์ในที่ดินแต่ประการใด จำเลยได้สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงต่างบอกว่าไม่เห็นมีใครทำประโยชน์และไม่ทราบว่าเป็นที่มีเจ้าของ จำเลยเห็นว่าสภาพของที่ดินพอเป็นที่เลี้ยงสัตว์ได้ถ้าได้ถากถางต้นหญ้าต้นไม้ที่ขึ้นรกออก จำเลยจึงได้เข้าไปทำประโยชน์ โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ใดและไม่มีผู้ใดขัดขวางห้ามปราม ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้แผ้วถางที่ดินพิพาทซึ่งในขณะนั้นยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2529 การที่จำเลยให้การในตอนหลังว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์จึงขัดกับคำให้การในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยในประเด็นการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

จำเลยให้การในตอนหนึ่งว่า โจทก์ได้แสดงความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2542 พร้อมกับแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่ยอมออกไป ตามคำให้การดังกล่าว แม้จะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แต่เมื่อนับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องก็ยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 523 ถึง 526 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 453 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ตามแผนที่ที่ดินสังเขปในกรอบสีแดงและสีเขียว และให้จำเลยส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดครอบครองทำประโยชน์โดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทบางส่วนเกินกว่าสิบปีจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 523 ถึง 526 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 453 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามแผนที่ในกรอบสีแดงและสีเขียว และให้จำเลยส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินหรือส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 20,000 บาท ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 523 ถึง 526, 585, 711 และ 642 ถึง 645 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 453 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยได้รับมรดกมาจากนายแผน ที่ดินพิพาทส่วนแรกเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 523 และ 524 และบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 525 และ 526 ส่วนที่สองเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เช่นกัน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 453

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยฎีกาโดยสรุปว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมคนอื่นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก..." โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมแต่ผู้เดียวย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของรวมรายอื่นอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า การบอกเลิกสัญญาเช่ากระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่นั้นไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จำเลยย่อมไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองส่วนเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งจำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2527 นายสง่า และนางอุไร เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 523 ถึง 526, 585, 711 และ 642 ถึง 645 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 453 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากผู้จัดการมรดกของนายแผน รวมเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ต่อมาปี 2529 นายสง่าและนางอุไรอนุญาตให้จำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 523 และ 524 และบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 525 และ 526 รวมเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ต่อมาปี 2534 นายสง่าและนางอุไรอนุญาตให้จำเลยขุดบ่อปลาในที่ดินโฉนดเลขที่ 453 ทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ จำเลยจึงอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของนายสง่าและนางอุไร หลังจากนั้นเมื่อปี 2542 นายสง่าและนางอุไรแจ้งว่าไม่ประสงค์ที่จะเช่าที่ดินในส่วนที่พิพาทกันในคดีนี้อีกต่อไป โจทก์ในฐานะเจ้าของรวมในที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้นไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินอีกต่อไป จึงขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป จำเลยให้การโดยบรรยายมาในคำให้การข้อ 3 ว่า จำเลยได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก็โดยที่ดินพิพาทและบริเวณใกล้เคียงที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า สภาพของที่ดินเป็นที่ลุ่ม มีน้ำฝนขังในหน้าฝนและแห้งแล้งในหน้าแล้ง มีต้นหญ้ากก ต้นวัชพืชขึ้นรกเต็มพื้นที่ ไม่มีการทำประโยชน์ในที่ดินแต่ประการใด จำเลยได้สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงต่างบอกว่าไม่เห็นมีใครทำประโยชน์และไม่ทราบว่าเป็นที่มีเจ้าของ จำเลยเห็นว่าสภาพของที่ดินพอเป็นที่เลี้ยงสัตว์ได้ถ้าได้ถากถางต้นหญ้าต้นไม้ที่ขึ้นรกออก จำเลยจึงได้เข้าไปทำประโยชน์ โดยไม่ได้ขออนุญาตผู้ใดและไม่มีผู้ใดขัดขวางห้ามปราม ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้แผ้วถางที่ดินพิพาทซึ่งในขณะนั้นยังเป็นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วเข้าครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ปี 2529 การที่จำเลยให้การในตอนหลังว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์จึงขัดกับคำให้การในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยในประเด็นการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยให้การในตอนหนึ่งว่า โจทก์ได้แสดงความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2542 พร้อมกับแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่ยอมออกไป ตามคำให้การดังกล่าว แม้จะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่เมื่อนับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องก็ยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์
ผู้ร้องสอด — นายสมยศ อีมีนกุล
จำเลย — นายทวีศักดิ์หรือเอี๋ยม เลิศจารุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14281/2558
#593493
เปิดฉบับเต็ม

คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของบริษัท น. ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ว. เจ้าหนี้เดิม โดยจำเลยทั้งสี่ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของคู่สมรสที่ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสี่จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4 ) ซึ่งต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 แต่จำเลยทั้งสี่ก็มิใช่ผู้ค้ำประกันหนี้ต่อโจทก์โดยตรง ความรับผิดของจำเลยทั้งสี่ต่อโจทก์เป็นเพียงลูกหนี้ร่วมตามบทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวซึ่งมิใช่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกัน กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 มาใช้บังคับกับจำเลยทั้งสี่ได้ ส่วนการที่โจทก์นำคดีไปฟ้องคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ แม้จะมีผลทำให้อายุความในหนี้ที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ก็ตาม แต่อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวย่อมเป็นโทษเฉพาะคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้ค้ำประกัน ไม่มีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 295

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า หนี้ที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกับคู่สมรส และความรับผิดของคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่เป็นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน การที่โจทก์ได้ฟ้องคดีต่อคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ทำให้อายุความในคดีแพ่งของคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่สะดุดหยุดลงและอายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวย่อมเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ หนี้โจทก์สำหรับจำเลยทั้งสี่ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของบริษัทนครราชสีมา แหอวน จำกัด ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม โดยจำเลยทั้งสี่ลงลายมือชื่อเป็นพยานและเป็นผู้ให้ความยินยอมในฐานะเป็นภริยาของคู่สมรสที่ทำสัญญาค้ำประกัน แม้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่มิได้มีส่วนรับเงินไปใช้เป็นการส่วนตัวหรือกิจการของครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสี่ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม หนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวที่จำเลยทั้งสี่ผู้เป็นภริยาให้สัตยาบันแล้ว จำเลยทั้งสี่จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4 ) ซึ่งต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 ทั้งนี้ แม้จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในหนี้ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมกับคู่สมรส แต่จำเลยทั้งสี่ก็มิใช่ผู้ค้ำประกันหนี้ต่อโจทก์โดยตรง ความรับผิดของจำเลยทั้งสี่ต่อโจทก์เป็นเพียงลูกหนี้ร่วมตามบทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวซึ่งมิใช่ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในฐานะผู้ค้ำประกัน กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 ที่บัญญัติว่า "อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย" มาใช้บังคับกับจำเลยทั้งสี่ได้ ดังนั้น เมื่อได้ความว่าบริษัทนครราชสีมา แหอวน จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด ตามสัญญากู้ฉบับแรกถึงเพียงวันที่ 1 สิงหาคม 2540 และตามสัญญากู้ฉบับที่ 2 ถึงเพียงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 สิทธิเรียกร้องที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้จึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าวอันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไป ส่วนการที่โจทก์นำคดีไปฟ้องคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ตามคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 10470/2545 แม้จะมีผลทำให้อายุความในหนี้ที่คู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์สะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ก็ตาม แต่อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวย่อมเป็นโทษเฉพาะคู่สมรสของจำเลยทั้งสี่ในฐานะค้ำประกัน ไม่มีผลเป็นโทษแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 ส่วนการที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 9 ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หมายเลขแดงที่ 10470/2545 ด้วยก็ตาม แต่ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ก่อนมีคำพิพากษา กรณีก็ไม่อาจถือว่าอายุความสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัทนครราชสีมา แหอวน จำกัด ผิดนัดในวันที่ 2 สิงหาคม 2540 และวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันชำระหนี้ได้นับจากวันดังกล่าว จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ (วันที่ 29 มกราคม 2552) เกินกว่า 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 กรณีจึงมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลาย สำหรับประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 295 ม. 692 ม. 1489 ม. 1490 (4)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1
จำเลย — นางสุนีย์ เพ็ชรดีหรือผดุงพิสุทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14267/2558
#635987
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดลักทรัพย์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นสิทธิในทางแพ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้อาศัยมูลความผิดในทางอาญา แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ประพฤติผิดอย่างร้ายแรงด้วยการกระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้าง และแม้ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและยกฟ้องในส่วนของโจทก์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลแรงงานกลางจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟังและวินิจฉัยมา ที่ศาลแรงงานกลางให้คู่ความนำพยานเข้าสืบถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แล้วนำมาวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดของโจทก์ในคดีนี้จึงสามารถกระทำได้

โจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานประจำในห้องการเงิน แต่เมื่อ ว. มาซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 และนำสินค้าไปยังเครื่องคิดเงิน โจทก์ได้ไปทำหน้าที่คิดเงินให้แก่ ว. ซึ่งปรากฏรายการสินค้าที่ ว. ได้รับไปโดยโจทก์ไม่ได้คิดเงินจำนวน 7 รายการ คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,931 บาท โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในหน้าที่คิดราคาค่าสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่จำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน ย่อมมีความชำนาญในการทำงานในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่ไม่คิดเงินจากสินค้าจำนวน 7 รายการ จาก ว. เนื่องจากหลงลืมและเกิดจากความผิดพลาดในการทำงาน แต่สินค้าจำนวน 7 รายการ ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีลักษณะชิ้นใหญ่สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้ง่าย การที่โจทก์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคิดเงินค่าสินค้าแต่กลับไม่คิดเงินค่าสินค้าจำนวน 7 รายการ จาก ว. ทำให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างเสียหายไม่ได้รับชำระค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์อาศัยโอกาสในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 15,463 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 78,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินสมทบ 10,662.04 บาท และผลประโยชน์ของเงินสมทบ 1,536.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกจำนวนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งพนักงานอาวุโส สาขาบางนา มีหน้าที่คิดราคาและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,870 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 29 ของเดือน เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2548 ได้มีบุคคลภายนอกโทรศัพท์แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าให้ระวังพฤติการณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการทุจริต วันที่ 13 ธันวาคม 2548 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นางสาววันเพ็ญ ได้เข้าไปซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อนางสาววันเพ็ญนำสินค้าไปคิดเงิน โจทก์ซึ่งในวันนั้นมีหน้าที่ต้องทำงานประจำอยู่ในห้องการเงินได้ไปทำหน้าที่คิดเงินค่าสินค้าให้แก่นางสาววันเพ็ญ หลังจากนั้นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบหลักฐานการซื้อสินค้าของนางสาววันเพ็ญ พบว่ามีสินค้าประเภทเบียร์ขนาดกล่อง 24 กระป๋อง และสินค้าอื่นอีกจำนวนหนึ่งติดสติกเกอร์แสดงว่าได้ชำระเงินแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระเงินในใบเสร็จรับเงิน สินค้าจำนวน 7 รายการ ที่ไม่มีการคิดเงินจากนางสาววันเพ็ญปรากฏตามบัญชีของกลางคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจนำโจทก์กับนางสาววันเพ็ญไปดำเนินคดีอาญา และจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2548 ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่า นางสาววันเพ็ญมีความผิดฐานลักทรัพย์และยกฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์ คู่ความไม่ได้โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน โดยระบุความผิดของโจทก์โดยชัดแจ้งพยานหลักฐานจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และเมื่อโจทก์กระทำผิดร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย เมื่อจำเลยนำพยานเข้าสืบ 3 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน ศาลแรงงานกลางบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน คดีสิ้นสุดการพิจารณา ให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 มิถุนายน 2550 เวลา 9 นาฬิกา นั้น ในวันดังกล่าวโจทก์มิได้แถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ความแจ้งชัดว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของจำเลยที่ 1 อย่างไร ศาลแรงงานกลางก็ควรเรียกพยานหลักฐานมาสืบเอง ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาว่าโจทก์มิได้นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 แล้วนำมาเป็นผลร้ายแก่โจทก์ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 นั้น เมื่อปรากฏข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ว่าโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โดยหลังจากวันนัดดังกล่าวจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านว่าการบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นไปตาม ที่โจทก์แถลงแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่เคยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยานนั้นจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลแรงงานกลางจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดลักทรัพย์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ จึงเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นสิทธิในทางแพ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้อาศัยมูลความผิดในทางอาญา แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ประพฤติผิดอย่างร้ายแรงด้วยการกระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้าง และแม้ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและยกฟ้องในส่วนของโจทก์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลแรงงานกลางจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟังและวินิจฉัยมา ที่ศาลแรงงานกลางให้คู่ความนำพยานเข้าสืบถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แล้วนำมาวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดของโจทก์ในคดีนี้นั้น จึงสามารถกระทำได้ อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์คิดเงินผิดพลาดไปบ้างไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าในวันเกิดเหตุโจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานประจำในห้องการเงิน แต่เมื่อนางสาววันเพ็ญมาซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 และนำสินค้าไปยังเครื่องคิดเงิน โจทก์ได้ไปทำหน้าที่คิดเงินให้แก่นางสาววันเพ็ญ ซึ่งปรากฏรายการสินค้าที่นางสาววันเพ็ญได้รับไปโดยโจทก์ไม่ได้คิดเงินจำนวน 7 รายการ ได้แก่ เบียร์กระป๋องยี่ห้อลีโอ จำนวน 3 แพ็ค ราคา 1,050 บาท กาแฟกระป๋องยี่ห้อเบอร์ดี้ จำนวน 1 แพ็ค ราคา 59 บาท น้ำดื่มตราลีดเดอร์เพลช จำนวน 2 แพ็ค ราคา 116 บาท โต๊ะรีดผ้า จำนวน 1 ตัว ราคา 329 บาท แผ่นซีดีหนังเรื่องเจ้าหนูแสนซน จำนวน 1 แผ่น ราคา 129 บาท แผ่นซีดีหนังเรื่องห้องเช่าหลอนจำนวน 1 แผ่น ราคา 149 บาท แผ่นซีดีหนังเรื่องแหยมยโสธร จำนวน 1 แผ่น ราคา 99 บาท คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,931 บาท โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในหน้าที่คิดราคาค่าสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่จำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน ย่อมมีความชำนาญในการทำงานในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่ไม่คิดเงินจากสินค้าจำนวน 7 รายการ จากนางสาววันเพ็ญเนื่องจากหลงลืมและเกิดจากความผิดพลาดในการทำงาน แต่สินค้าจำนวน 7 รายการ ดังกล่าวก็เป็นสินค้าที่มีลักษณะชิ้นใหญ่สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้ง่าย การที่โจทก์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคิดเงินค่าสินค้าแต่กลับไม่คิดเงินค่าสินค้าจำนวน 7 รายการ จากนางสาววันเพ็ญ ทำให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างเสียหายไม่ได้รับชำระค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์อาศัยโอกาสในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 335 (11)
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทาริกา ศรีขามเฒ่า
จำเลย — บริษัทบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14264/2558
#589782
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานภาคกลาง เขต 6 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงาน บริหารจัดการในสำนักงานให้เกิดความเรียบร้อย เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดตามคำสั่งจำเลยที่ 176/2542 การที่โจทก์ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบสั่งจ่าย บันทึกอนุมัติค่าใช้จ่าย เอกสารประกอบการเบิกจ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์มาทำงานในวันหยุดว่าโจทก์มาทำงานในวันหยุดด้วยหรือไม่ และโจทก์ไม่ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายให้รอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหายจากการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายและปลอมแปลงหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินและเบิกซ้ำ จนทำให้ ล. ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการเงินและบัญชีภายใน สำนักงานภาคกลาง เขต 6 ทำการทุจริตปลอมลายมือชื่อโจทก์ พนักงานจำเลยและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังอย่างร้ายแรงซึ่งโจทก์จักต้องมีในฐานะผู้อำนวยการ หากโจทก์ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือชื่อของตน และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินอย่างละเอียดรอบคอบ โจทก์ต้องพบการกระทำที่มิชอบของ ล. ผู้ใต้บังคับบัญชา อันจะส่งผลให้ ล. ไม่สามารถทุจริตยักยอกเงินของจำเลยเป็นจำนวนมากถึง 921,464.50 บาทได้ พฤติการณ์ของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การที่จำเลยมีคำสั่งที่ 339/2546 ให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 40 ของค่าเสียหายเป็นเงิน 368,585.58 บาท ตามความเห็นของกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางอันเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 ประกอบมาตรา 10 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 339/2546 ที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 368,585.58 บาท หากไม่สามารถเพิกถอนคำสั่งให้ใช้เงินได้ทั้งหมด ขอให้กำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยตามที่ต้องรับผิดชอบจริง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 339/2546

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานภาคกลางเขต 6 (สภก.6) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงาน บริหารจัดการในสำนักงานให้เกิดความเรียบร้อย เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุด ตามคำสั่งจำเลยที่ 176/2542 มีนางสมพิศ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ รับผิดชอบงานด้านบัญชีและการเงินโดยตรง และนางสาวลัขษณา พนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว 5 ทำหน้าที่รับผิดชอบการเงินและบัญชีภายในสำนักงาน ต่อมานางสาวลัขษณาทุจริตปลอมลายมือชื่อโจทก์ พนักงานจำเลยและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบสั่งจ่าย บันทึกอนุมัติค่าใช้จ่าย เอกสารประกอบการเบิกจ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์มาทำงานในวันหยุดว่าโจทก์มาทำงานในวันหยุดด้วยหรือไม่ และโจทก์ไม่ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายให้รอบคอบทำให้เกิดความเสียหายจากการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายและปลอมแปลงหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินและเบิกซ้ำ ในแต่ละเดือนโจทก์มีหน้าที่ส่งรายงานเกี่ยวกับบัญชีให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยตรวจสอบ แต่การตรวจไม่พบข้อพิรุธ โจทก์เป็นผู้พบการทุจริตของนางสาวลัขษณาและรายงานให้จำเลยทราบโดยทันที ต่อมาจำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนางสาวลัขษณาแล้วมีคำสั่งที่ 185/2544 ไล่นางสาวลัขษณาออกจากการเป็นพนักงาน จำเลยมีคำสั่งที่ 219/2544 และที่ 241/2544 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้วพบว่า นางสาวลัขษณาทุจริตต้องรับผิดต่อจำเลยเป็นเงิน 1,158,406.50 บาท จำเลยจึงส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้อำนวยการมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลพิจารณาต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเบิกจ่ายเงินของสำนักงาน แต่โจทก์ไม่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินและโจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินโดยไม่มีเอกสารประกอบการเบิกจ่าย ไม่ติดตามตรวจสอบเอกสารหลังการเบิกจ่าย การกระทำของโจทก์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 40 ของค่าเสียหายเป็นเงิน 368,585.58 บาท แล้ววินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีที่ศาลแรงงานกลางจะเป็นการสะดวก แต่โจทก์น่าจะมีความประสงค์ที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่เพราะโจทก์แสดงความประสงค์โดยชัดแจ้งที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง การพิจารณาคดีที่ศาลแรงงานกลางเป็นการสะดวกแก่ทุกฝ่าย พฤติการณ์ที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ตลอดจนมีการสืบพยานโจทก์จำเลยจนครบถ้วน ทั้งคู่ความก็เดินทางมาศาลได้โดยสะดวก ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลาง คำสั่งจำเลยที่ 339/2546 ระบุรายละเอียดเพียงว่าโจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลเรื่องการเบิกจ่ายเงิน แต่โจทก์ไม่ตรวจสอบหลักฐานเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งมีพฤติการณ์ลงลายมือชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยไม่มีเอกสารประกอบ ไม่ติดตามตรวจสอบเอกสารหลังจากการเบิกจ่ายเงินเท่านั้น การทุจริตของนางสาวลัขษณามิใช่เกิดจากความบกพร่องของโจทก์ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากระบบการดำเนินงานของจำเลยโดยผู้รับผิดชอบด้านบัญชีหรือการเงินมักไม่ได้เรียนมาโดยตรง การอบรมตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานมีระยะเวลาสั้นจึงไม่สามารถเข้าใจงานด้านบัญชีและการเงิน เมื่อพิเคราะห์ประกอบพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยจากข้อเท็จจริงข้างต้น การกระทำของโจทก์เป็นเพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดาเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การกระทำของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์สรุปได้ว่า การที่โจทก์อนุมัติทางการเงินหรือสั่งจ่ายเช็คโดยไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบสั่งจ่าย บันทึกอนุมัติค่าใช้จ่ายและเอกสารประกอบการเบิกจ่ายให้รอบคอบ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ยึดถือระเบียบแบบแผนของทางราชการ ระเบียบคำสั่งของจำเลย และกระทรวงการคลัง เป็นเหตุให้นางสาวลัขษณาทุจริตยักยอกเงินของสำนักงานภาคกลางเขต 6 (สภก.6) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเป็นจำนวนมากถึง 1,158,406.50 บาท จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งผู้อำนวยการ สภก.6 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงาน บริหารจัดการในสำนักงานให้เกิดความเรียบร้อย เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดตามคำสั่งจำเลยที่ 176/2542 การที่โจทก์ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบสั่งจ่าย บันทึกอนุมัติค่าใช้จ่าย เอกสารประกอบการเบิกจ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนที่โจทก์มาทำงานในวันหยุดว่าโจทก์มาทำงานในวันหยุดด้วยหรือไม่ และโจทก์ไม่ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายให้รอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหายจากการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายและปลอมแปลงหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินและเบิกซ้ำ จนทำให้นางสาวลัขษณาผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการเงินและบัญชีภายใน สภก.6 ทำการทุจริตปลอมลายมือชื่อโจทก์ พนักงานจำเลยและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังอย่างร้ายแรงซึ่งโจทก์จักต้องมีในฐานะผู้อำนวยการ สภก.6 ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงาน บริหารจัดการในสำนักงานให้เกิดความเรียบร้อย เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุด เนื่องจากหากโจทก์ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบลายมือชื่อของตน และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินอย่างละเอียดรอบคอบ โจทก์ต้องพบการกระทำที่มิชอบของนางสาวลัขษณา ผู้ใต้บังคับบัญชา อันจะส่งผลให้นางสาวลัขษณาไม่สามารถทุจริตยักยอกเงินของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเงินจำนวนมากถึง 921,464.50 บาท พฤติการณ์ของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว การที่จำเลยมีคำสั่งที่ 339/2546 ให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 40 ของค่าเสียหายจากการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ดังกล่าว เป็นเงิน 368,585.58 บาท ตามความเห็นของกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 ประกอบมาตรา 10 จึงชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นความประมาทเลินเล่อธรรมดาซึ่งไม่ร้ายแรงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงนารถ วัฒนฉัตร
จำเลย — การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุนทร ทิมจ้อย
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14260/2558
#596517
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแก่ลูกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าต้องเป็นกรณีที่มีการจ้างกันครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) เท่านั้น

สัญญาจ้างกำหนดระยะเวลาการจ้าง 11 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้าง เป็นกรณีจำเลยไม่ถือเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างเป็นสาระสำคัญ จำเลยจึงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าและจำเลยจะจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาและให้โจทก์ออกจากงานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่ (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง)

กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 10 ของเดือน วันที่ 21 เมษายน 2549 จำเลยออกประกาศเลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 เป็นกรณีจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 จึงมีผลเป็นการเลิกสัญญาในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2549 จนถึงวันเลิกสัญญาคือวันที่ 10 มิถุนายน 2549 แต่จำเลยจ่ายค่าจ้างของเดือนเมษายน 2549 ให้โจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2549

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายที่โจทก์ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญา 720,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 164,000 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชย 30 วัน เป็นเงิน 120,000 บาท ระหว่างทำงานจำเลยยังค้างค่าจ้างสำหรับเดือนเมษายน 2549 เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการทำงานไม่ครบตามสัญญา กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างค้างและค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 120,000 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายทั้งสองจำนวน ดอกเบี้ยทั้งหมดนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งแพทย์ผิวหนัง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 120,000 บาท สัญญาจ้าง ระบุว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์มีกำหนดเวลา 11 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ต่อมาจำเลยออกประกาศ เลิกจ้างโจทก์ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน 2549 และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่าจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทุกวันที่ 10 ของเดือน มีปัญหาวินิจฉัยประการเดียวว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ 2 กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 11 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าต้องเป็นกรณีที่มีการจ้างกันครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์เมื่อใดก็ได้ในระหว่างกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามประกาศ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ข้อ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างกรณีที่สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ตามระยะเวลานั้น และเป็นกรณีจำเลยไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างข้อ 2 เป็นสาระสำคัญ มีผลให้การเลิกสัญญาจ้าง ต้องบังคับตามมาตรา 17 วรรคสอง (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) ที่จำเลยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า และจำเลยจะจ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาและให้โจทก์ออกจากงานทันทีก็ได้ตามมาตรา 17 วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) กล่าวคือจำเลยออกประกาศลงวันที่ 21 เมษายน 2549 เลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2549 อันเป็นกรณีจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างเป็นหนังสือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 10 พฤษภาคม 2549 ดังนั้นผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 17 วรรคสองจึงเป็นวันที่ 10 มิถุนายน 2549 และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2549 จนถึงเวลาเลิกสัญญาคือวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ตามมาตรา 17 วรรคสี่ แต่เนื่องจากโจทก์แถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ว่าได้รับค่าจ้างค้างจ่ายในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้จำเลยในเดือนเมษายน 2549 แล้ว ซึ่งหมายความว่าจำเลยได้จ่ายค่าจ้างของการทำงานระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2549 ให้โจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับจากวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2549 รวมเป็นเวลา 1 เดือน 10 วัน เป็นเงิน 160,000 บาท เมื่อจำเลยไม่จ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันฟ้องตามคำขอของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปีรติ พหลเทพ
จำเลย — บริษัทด็อกเตอร์ ยังเกอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14257/2558
#593239
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบ้านเลขที่ 26/30, 26/26 และ 26/28 ให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองตามลำดับ ในราคาหลังละ 4,500,000 บาท ต่อมาเมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่อง หน้าที่ความรับผิดและทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาที่พิพาทในบ้านแต่ละหลัง จึงแยกจากกันตามสัญญาที่ทำไว้ ดังนั้นภาระหนี้ในบ้านแต่ละหลังจึงตกอยู่แก่โจทก์ตามสัญญาที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ว่าจ้างให้ทำหินอ่อนขาวเพิ่มเติมในบ้านเลขที่ 26/26 จึงต้องชำระเงิน 198,040 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 26/26 ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 13,431,440.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,803,163.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งพร้อมทั้งแก้ไขคำฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 2,696,836.09 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 1,215 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 673,285.42 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 3,370,121.51 บาท และโจทก์ทั้งสองยังต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินทดรองจ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่งบ้านเลขที่ 26/30 ให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,014,290 บาท ของบ้านเลขที่ 26/26 ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,303,785 บาท บ้านเลขที่ 26/28 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 622,589.17 บาท ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เพิ่มอีกรวมเป็นเงิน 2,940,665.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,834,919 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์ทั้งสองจะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเสร็จ คำขอในส่วนฟ้องแย้งอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 437,824 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (16 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายบ้านเลขที่ 26/30, 26/26 และ 26/28 หมู่ที่ 3 ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ทั้งสองตามลำดับ ในราคาหลังละ 4,500,000 บาท บ้านทั้งสามหลังปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 33921 ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาแบ่งเช่าจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองชำระราคาบ้านทั้งสามหลัง ให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วเป็นเงินรวม 10,803,163.91 บาท ซึ่งมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2550 และต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ก่อนส่งมอบ เพื่อให้โจทก์ทั้งสองตรวจสอบครั้งสุดท้าย หากมีการเปลี่ยนวันส่งมอบต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หากเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินทั้งหมดที่มีการชำระแล้วแก่โจทก์ทั้งสอง การตรวจสอบครั้งสุดท้ายโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ต้องจัดทำและลงลายมือชื่อในรายงานแสดงรายการทรัพย์สินที่มีปัญหาข้อบกพร่อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนวันกำหนดส่งมอบและโจทก์ทั้งสองให้ความเห็นชอบในการตรวจสอบครั้งสุดท้าย จึงจะถือว่ามีการยอมรับการส่งมอบแล้ว วันที่ 5 กันยายน 2554 นายพิทักษ์ชน เข้าตรวจสอบบ้านทั้งสามหลัง พบความบกพร่องของบ้านแต่ละหลังหลายรายการ โจทก์ทั้งสองยังไม่ชำระราคาค่าบ้านทั้งสามหลังงวดสุดท้ายเป็นเงิน 2,696,836.09 บาท หน้าที่ความรับผิดและทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาที่พิพาทในบ้านแต่ละหลัง จึงแยกจากกันตามสัญญาที่ทำไว้ ดังนั้นภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/30 จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่ 1 ภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/26 จึงตกอยู่กับโจทก์ที่ 2 และภาระหนี้ในบ้านเลขที่ 26/28 จึงตกอยู่แก่โจทก์ทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 โดยเนื้อหาในอุทธรณ์มิได้ขอบังคับตามฟ้องของโจทก์ทั้งสอง และไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงรับพิจารณาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ว่าจ้างให้ทำงานหินอ่อนขาวเพิ่มเติมในบ้านเลขที่ 26/26 จึงต้องชำระเงิน 198,040 บาท เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 26/26 ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ต้องชำระค่าโรงยิมเป็นเงิน 208,000 บาท จำเลยทั้งสองได้พยายามเข้าแก้ไขความชำรุดบกพร่อง แต่โจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าทำการแก้ไขซ่อมแซม จำเลยทั้งสองจึงไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมได้โดยไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างก่อสร้างบ้านงวดสุดท้าย หากจำเลยทั้งสองต้องแก้ไขซ่อมแซมก่อนจึงจะเรียกเก็บเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายได้ ขอให้ลดค่าสินจ้างลงเพื่อให้โจทก์ทั้งสองไปทำการซ่อมแซมเองนั้น เห็นว่า ในส่วนโรงยิม จำเลยที่ 1 ฎีกาเพียงว่ามีการก่อสร้างจริง เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างเพื่อให้โจทก์ที่ 1 ใช้บริการเพียงผู้เดียวนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุผลมาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ชัดแจ้งว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ในส่วนค่าจ้างงวดสุดท้ายเป็นเงิน 2,696,836.09 บาท โจทก์ทั้งสองไม่ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านไม่เรียบร้อยไม่เป็นไปตามแบบและมีความชำรุดบกพร่อง ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้ทำการแก้ไขนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่นำสืบโต้แย้งว่า ไม่มีความชำรุดบกพร่อง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าทำการแก้ไขซ่อมแซม เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมได้จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในประเด็นดังกล่าวมาจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ที่ 1 ต้องชำระเงินค่าอ่างล้างหน้า เคาน์เตอร์หินอ่อน 2 ใบ เครื่องล้างจาน ห้องครัวและอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ กระจกห้องน้ำ ตู้เย็น โรงยิม ค่าแรงทำหินและค่าหินทำเคาน์เตอร์และเส้นบอร์ดเดอร์รอบบ้าน รายการที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 16 และที่ 20 จำนวน 465,819 บาท และโจทก์ทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินค่าชุดครัวสวนส้มและอุปกรณ์ เครื่องปรับอากาศ ฉากกั้นอาบน้ำ ตู้เย็น ค่าแรงงานช่างหินและค่าหิน เส้นบอร์ดเดอร์รอบบ้าน (พื้นบ้าน) ค่าภาษีแบ่งเช่าที่ดิน ค่าทาสีภายในและภายนอก ค่าประกันบ้าน 5 ปี และค่าส่วนกลางปี 2553 รายการที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 16 ที่ 17 และที่ 20 จำนวน 463,195 บาท แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ กรณีที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รายการที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 และรายการที่ 4 และที่ 7 โจทก์ทั้งสองยอมชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนรายการที่ 13 ที่ 17 และที่ 20 โจทก์ทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้กำหนดให้และไม่ได้กล่าวถึง โจทก์ทั้งสองจึงต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ชำระราคาเครื่องล้างจาน เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งเป็นรายการที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 จำนวน 182,968 บาท และรายการที่ 4 ที่ 7 จำนวน 133,888 บาท ส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 จึงต้องชำระเงิน 182,968 บาท และโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 133,888 บาท แก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนกรณีค่าภาษีแบ่งเช่าที่ดิน 8,045 บาท ค่าประกันบ้าน 5 ปี 21,024 บาท และค่าส่วนกลาง 49,680 บาท รายการที่ 13 ที่ 17 และที่ 20 นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยและพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแล้วจึงไม่จำต้องต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ ส่วนกรณีค่าอ่างล้างหน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน ห้องครัวและอุปกรณ์ กระจกห้องน้ำ รายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 8 ชุดครัวสวนส้มและอุปกรณ์ ฉากกั้นอาบน้ำ รายการที่ 3 ที่ 6 นั้น ปรากฏตามเอกสารผนวก 2 ท้ายสัญญาขายมีรายละเอียดข้อมูลจำเพาะเกี่ยวกับอาคาร เนื้อที่ใช้สอย รากฐานโครงสร้าง ประตู หน้าต่างพื้นห้องนอนซึ่งตามเอกสารดังกล่าวระบุว่ารายการต่อไปนี้รวมอยู่แล้วในรายการจัดซื้อและจัดหาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยห้องครัวระบุว่ามีพื้นที่ทำงานในครัวประมาณ 3 ตารางเมตร มีตู้และลิ้นชัก พร้อมแผ่นหินแกรนิต อุปกรณ์ติดตั้งอ่างล้างจาน ส่วนห้องน้ำระบุว่าห้องน้ำทั้งสองห้อง พื้นและกำแพงเป็นหินอ่อน หน้าต่างกระจกคอนกรีต ชุดฝักบัวและอ่างล้างหน้าพร้อมอุปกรณ์ เอกสารนี้ยังระบุว่ารายการซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในสัญญานี้ คือ สินค้าสีขาว (ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เครื่องล้างจาน) เครื่องปรับอากาศ และพัดลมเพดาน เมื่อเป็นเช่นนี้อ่างล้างจานหน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน กระจกห้องน้ำ ฉากกั้นอาบน้ำ ห้องครัวและอุปกรณ์ชุดครัวสวนส้มและอุปกรณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในห้องครัวและห้องน้ำและไม่ใช่รายการที่ไม่รวมอยู่ในสัญญานี้ อุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้นย่อมรวมทั้งค่าแรง ค่าติดตั้งค่าทำสี อีกด้วย ดังนั้น รายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 8 ที่ 16 ซึ่งประกอบด้วยอ่างล้างหน้าห้องครัวและอุปกรณ์ กระจกห้องน้ำและเคาน์เตอร์หินของบ้านเลขที่ 26/30 และรายการที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 16 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ประจำบ้านดังกล่าวเลขที่ 26/28 จึงรวมอยู่ในราคาบ้านด้วย ส่วนเส้นบอร์ดเดอร์ รอบบ้าน รายการที่ 20 และรายการที่ 12 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานมาสืบแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นงานที่โจทก์ทั้งสองสั่งทำเพิ่มเติม จึงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่ารายการที่ 1 ที่ 3 ที่ 8 ที่ 16 และที่ 20 รายการที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 12 และที่ 16 ไม่ใช่เป็นงานที่โจทก์ทั้งสองสั่งเพิ่มเติม แต่รายการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น

สรุปได้ว่า โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องล้างจาน เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น) รายการที่ 2 ที่ 4 และที่ 9 เป็นเงิน 182,968 บาท ค่าผ้าม่าน รายการที่ 6 เป็นเงิน 80,000 บาท ค่าภาษีแบ่งเช่าที่ดิน รายการที่ 10 เป็นเงิน 7,995 บาท ค่าทำฝ้าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 11 เป็นเงิน 1,250 บาท ค่าเตียงขนาด 3 ฟุต 4 นิ้ว รายการที่ 12 เป็นเงิน 57,680 บาท ค่าตู้ข้างเตียง 2 ตัว รายการที่ 13 เป็นเงิน 5,400 บาท ค่าเตียง 4 เสาขนาด 5 ฟุต รายการที่ 14 เป็นเงิน 25,500 บาท ค่าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 17 เป็นเงิน 24,000 บาท ค่าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 18 เป็นเงิน 26,000 บาท ค่าตู้เสื้อผ้ารายการที่ 19 เป็นเงิน 34,000 บาท ค่าเฟอร์นิเจอร์ รายการที่ 23 เป็นเงิน 4,000 บาท และค่าเฟอร์นิเจอร์ รายการที่ 24 เป็นเงิน 21,000 บาท รวมเป็นเงิน 469,793 บาท และโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ 4 ตัว และตู้เย็น) รายการที่ 4 และที่ 7 เป็นเงิน 133,888 บาท ค่าสำรองจ่ายทำฝ้าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 8 เป็นเงิน 1,250 บาท ค่าภาษีแบ่งเช่าที่ดิน รายการที่ 13 เป็นเงิน 8,045 บาท ค่าประกันบ้าน 5 ปี รายการที่ 17 เป็นเงิน 21,024 บาท ค่าส่วนกลาง รายการที่ 20 เป็นเงิน 49,680 บาท ค่าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 21 เป็นเงิน 25,000 บาท ค่าตู้เสื้อผ้ารายการที่ 22 เป็นเงิน 28,000 บาท ค่าตู้เสื้อผ้า รายการที่ 23 เป็นเงิน 18,000 บาท รวมเป็นเงิน 284,887 บาท

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินค่าโรงยิมจำนวน 208,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินค่าหินอ่อนขาวในบ้านเลขที่ 28/26 จำนวน 198,040 บาท และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าบ้านงวดสุดท้าย 2,696,836.09 บาท รวมทุนทรัพย์ส่วนนี้เป็นเงิน 3,102,876.09 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 62,057 บาท แก่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 469,793 บาท และให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 284,887 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,793 บาท และ 284,887 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้ง วันที่ 16 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 62,057 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโทมัส ฟอลแมน กับพวก
จำเลย — บริษัทดี เอ็น ที เอส คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14252/2558
#591890
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะวินิจฉัยคำร้องของจำเลยดังกล่าวในรูปแบบของคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งคำร้องขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนแล้วมีคำสั่งใหม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่จำเลยฎีกาขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอีก จึงเป็นฎีกาคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157 และ 337 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 24 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยโจทก์ที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่าโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2558 โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโจทก์ที่ 2 ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 (ที่ถูก ขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29) ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2558 และโจทก์ที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์ก่อนที่โจทก์ที่ 2 จะถึงแก่ความตาย จำเลยไม่คัดค้านในการที่โจทก์ที่ 1 ขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 แล้ว ให้ส่งคำร้องของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาสั่ง ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นอ้างว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18) เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ผู้ลงชื่ออุทธรณ์ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว จึงไม่สามารถลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ได้ และทนายโจทก์ที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจลงชื่อในฐานะผู้เรียงและพิมพ์อุทธรณ์ได้ เนื่องจากสัญญาแต่งตั้งตัวแทนตามใบแต่งทนายได้ระงับไปแล้ว แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ไว้ ก็ไม่ทำให้เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้สืบสันดานของโจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่างโจทก์ที่ 2 ผู้ตายได้ และไม่สามารถยื่นคำร้องขอรับมรดกความได้เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมส่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายก่อนยื่นอุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 มีตัวโจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับอุทธรณ์ชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ไว้ดำเนินการต่อมาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในการเขียนและยื่นคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไข ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างโจทก์ที่ 2 ผู้ตาย และศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วส่งมาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งนั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่จะมีคำสั่ง แต่เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งต่อไป พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ให้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อนแล้วมีคำสั่งใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 แล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะวินิจฉัยคำร้องของจำเลยดังกล่าวในรูปแบบของคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งคำร้องขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นของจำเลยดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ให้ถูกต้อง ตามกฎหมายเสียก่อนแล้วมีคำสั่งใหม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่จำเลยฎีกาขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอีก จึงเป็นฎีกาคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 196 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 196 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคำพอง คงเจริญ กับพวก
จำเลย — นายจีระศักดิ์ นอกไธสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา