คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14595/2558
#593488
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจาก ร. ให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไป กรณีไม่อาจปรับเข้ากับ ป.พ.พ. มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ร. ผู้จำนองจึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อ ร. ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่ ร. แสดงเจตนายกให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของ ร. ให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ธนาคาร อ. ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 20189 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนายเริ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายเริ่มจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำ แต่นายเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองจึงยื่นฟ้องนายเริ่มจนกระทั่งมีการบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 มีการจดทะเบียนระงับจำนองและจดทะเบียนขายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 95 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภายในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 3 งาน คือที่ดินพิพาทมีอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตั้งอยู่

มีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่า นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่เกิน 50,000 บาท และข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายเริ่มได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วเป็นการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะพยานบุคคลของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า และจำเลยมีเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรองสำเนา พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า นายเริ่ม ผู้จำนองมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการ ภายหลังจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองอันเป็นที่เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจากนายเริ่มให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 กรณีไม่อาจปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น นายเริ่ม ผู้จำนอง จึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อนายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่นายเริ่มแสดงเจตนายกให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของนายเริ่มให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทของนายเริ่มต่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 525 ม. 705 ม. 1304 (3) ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ อ่อนชาติ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลวังคีรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายนฤพันธ์ ถิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14595/2558
#634856
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันว่า ร.ได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

ป.พ.พ. ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่าผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจาก ร.ให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไป กรณีไม่อาจปรับเข้ากับ ป.พ.พ. มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น ร. ผู้จำนอง จึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อ ร. ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่ ร. แสดงเจตนายกให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของ ร. ให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมายที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ธนาคาร อ. ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 20189 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนายเริ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายเริ่มจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำ แต่นายเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองจึงยื่นฟ้องนายเริ่มจนกระทั่งมีการบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 มีการจดทะเบียนระงับจำนองและจดทะเบียนขายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 95 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ภายในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 3 งาน คือที่ดินพิพาทมีอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตั้งอยู่ตามรูปแผนที่ภายใต้เขตเส้นสีแดง

มีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่า นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่เกิน 50,000 บาท และข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายเริ่ม ได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วเป็นการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะพยานบุคคลของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า และจำเลยมีเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรองสำเนา พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า นายเริ่ม ผู้จำนองมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการ ภายหลังจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองอันเป็นที่เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจากนายเริ่มให้แก่ทางราชการตามโฉนดที่ดิน และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดิน กรณีไม่อาจปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น นายเริ่มผู้จำนองจึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อนายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่นายเริ่มแสดงเจตนายกให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของนายเริ่มให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทของนายเริ่มต่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 525 ม. 702 ม. 705 ม. 722 ม. 1304 (3) ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ อ่อนชาติ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลวังคีรี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14588/2558
#590279
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดีและคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 196 บัญญัติว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองแจ้งต่อพนักงานสอบสวนไม่เป็นข้อความเท็จว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 172, 173 และ 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดีและคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 บัญญัติว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วยตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นกล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าไต่สวนมูลฟ้องยังไม่เสร็จสิ้นกระแสความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลชั้นต้นจะทราบได้อย่างไรว่าโจทก์ทั้งสองจะนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าทำการไต่สวนมูลฟ้องในเรื่องใดบ้าง และเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร ที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะเปิดโอกาสให้โจทก์ทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าไต่สวนมูลฟ้องจนเสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน มิใช่ด่วนมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองแจ้งต่อพนักงานสอบสวนไม่เป็นข้อความเท็จว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 196
ป.อ. ม. 172 ม. 173 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไตรรัตน มีเดีย จำกัด กับพวก
จำเลย — มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14570/2558
#592045
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาพยายามฆ่าผู้อื่นแก่จำเลย จึงถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืน (หัวกระสุนปืน) ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีทศพล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จากการสอบถามจำเลยเบื้องต้นจำเลยให้การรับสารภาพจึงให้จำเลยพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจำเลยพาไปชี้ที่บริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุชกต่อยกัน และพาไปชี้จุดที่จำเลยตามไปไล่ยิงกลุ่มของผู้เสียหายทั้งสองที่บริเวณสถานีบริการแก๊ส หลังจากนั้นพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นได้ว่าแม้จะมีการระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสองบริเวณสถานีบริการแก๊ส โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ด้วย และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดีแล้ว และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ย่อมรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุทธิโชคหรือหนึ่ง ชุ่มแจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558
#589783
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ ช. ในฐานะผู้อำนวยการจำเลย พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 13 บัญญัติให้มีคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย และมาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการของจำเลย ดังนั้นอำนาจในการบริหารกิจการของจำเลยจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ซึ่งต้องกระทำและมีมติในรูปแบบของคณะกรรมการ การที่ ป. ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมีคำสั่งที่ 6/2548 ให้ ช. ระงับการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมิได้มีมติในวันดังกล่าว คำสั่งจึงยังคงไม่มีผลบังคับเนื่องจากไม่ชอบด้วยมาตรา 15 ของ พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ทั้งตามเอกสารคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันในวันที่ 19 กันยายน 2548 ดังนั้น ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ช. ยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยและยังมีอำนาจในการแก้ไขคำสั่งของตนเองได้ เมื่อ ช. สั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก โจทก์จึงต้องแก้ไขคำสั่งตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดวินัยการทำงานตามข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2548 การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์เป็นการไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์ว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของโจทก์ไม่ได้กระทำด้วยวิธีการขีดฆ่าและลงลายมือชื่อกำกับ เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์แก้ไขคำสั่งโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่งก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเท่านั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 202/2549 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 เรื่องลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงาน อ.อ.ป. และคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 104/2550 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เรื่องผลการพิจารณาอุทธรณ์กรณีการแก้ไขคำสั่ง อ.อ.ป. ที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งหมด และให้จำเลยคืนเงินเดือนที่หักไปจากโจทก์จำนวน 49,716 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้แก้ไขทะเบียนประวัติโจทก์ให้ถูกต้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 202/2549 เรื่องลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงาน อ.อ.ป. ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 และคำสั่งที่ 104/2550 เรื่องผลการพิจารณาอุทธรณ์กรณีการแก้ไขคำสั่ง อ.อ.ป.ที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งหมดและให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 49,716 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2550) และให้แก้ไขทะเบียนประวัติของโจทก์ให้ถูกต้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ (ระดับ 8) สำนักงานอำนวยการ มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารและงานอำนวยการ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์ได้สั่งให้นายวิรัตน์ผู้ใต้บังคับบัญชา เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสมุดทะเบียนคุมคำสั่ง ซึ่งขณะนั้นมีคำสั่งจำนวน 2 เรื่อง ออกเลขที่คำสั่งไว้แล้วคือ คำสั่งที่ 197/2548 และคำสั่งที่ 198/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 แต่ได้มีการนำคำสั่งเรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก ซึ่งนายชนัตรได้ลงนามในตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลย สั่ง ณ วันที่ 14 กันยายน 2548 ไปแทนที่ในคำสั่งที่ 197/2548 โดยลบข้อความในช่องวันที่เดิมและเรื่องเดิมออกไป ทำให้คำสั่งที่ 197/2548 และที่ 198/2548 เดิม ต้องร่นถัดขึ้นไปเป็นลำดับที่ 198 และที่ 199 แก้ไขวันที่เดิมจากวันที่ 15 เป็นวันที่ 14 กันยายน 2548 ดังปรากฏตามสมุดทะเบียนคุมคำสั่ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพิจารณาแล้วมีมติว่า โจทก์เป็นผู้สั่งการให้มีการแก้ไขคำสั่งต่าง ๆ โดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่ง คำสั่งนั้นก็เป็นคำสั่งที่มิชอบ เป็นการผิดวินัยตามข้อบังคับ ข้อ 6 (4) (6) (7) และ (10) ทำให้จำเลยเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคี แต่ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาโจทก์ไม่เคยกระทำผิดทางวินัยมาก่อน สมควรลงโทษทางวินัยโดยตัดเงินเดือน 20 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนด 6 เดือน ปรากฏตามคำสั่งจำเลยที่ 202/2549 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ก่อนที่นายชนัตรจะออกเดินทางไปราชการที่จังหวัดตากได้เข้าไปปฏิบัติงานที่สำนักงานโดยได้มีการลงนามในหนังสือออกและบันทึกสั่งการรวม 11 ฉบับ ดังนั้นการที่โจทก์อ้างว่านายชนัตรเรียกไปพบที่ห้องทำงานเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันดังกล่าว จึงมิได้เป็นการกล่าวเท็จแต่อย่างใด ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริตโทษพนักงานและพนักงานปฏิบัติการประจำองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ก.พ.อ.) มีความเห็นว่า นายชนัตรเพิ่งลงนามในคำสั่งฉบับพิพาทในวันที่ 15 กันยายน 2548 และมอบให้โจทก์ในเวลา 16 นาฬิกา ไปจัดการแก้ไขสมุดทะเบียนคุมคำสั่งโดยให้ทำเป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เป็นเหตุให้ต้องแก้ไขคำสั่งที่ 198/2548 และคำสั่งที่ 199/2548 ด้วย ดังที่ปรากฏในสมุดทะเบียนคุมคำสั่งซึ่งคณะกรรมการ ก.พ.อ. เชื่อว่า มูลเหตุจูงใจน่าจะมาจากการที่ได้มีคำสั่งคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยที่ 6/2548 และคำสั่งที่ 7/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 ให้ระงับการรับผิดชอบงานในหน้าที่ผู้อำนวยการจำเลยของนายชนัตรและให้นายอำนาจเป็นผู้รักษาการแทน จึงต้องแก้ไขคำสั่งและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อแสดงว่าคำสั่งต่าง ๆ ได้ออกขณะที่นายชนัตรยังมีอำนาจอยู่ การแก้ไขจึงเป็นการสั่งการให้แก้ไขเอกสารที่แท้จริงให้มีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามด้วยการสั่งให้นายวิรัตน์ดำเนินการตามที่นายชนัตรสั่งการ การกระทำของโจทก์จึงมีพิรุธและไม่ถูกต้อง การแก้ไขเอกสารเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ยกเลิกไปก็ไม่ทำให้พ้นความรับผิดไปได้ จึงให้ยืนโทษทางวินัยตามคำสั่งจำเลยที่ 104/2550 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 แล้วศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงอีกว่า นายชนัตรได้ลงนามในคำสั่งที่ 197/2558 ในวันที่ 14 กันยายน 2548 เวลา 16 นาฬิกา แต่เมื่อได้ตรวจสอบสมุดทะเบียนคุมคำสั่งแล้วพบว่ามีความคลาดเคลื่อนในการออกเลขที่คำสั่ง โจทก์จึงแก้ไขเลขที่ในสมุดทะเบียนคุมคำสั่งให้ตรงกับวันที่ออกคำสั่งตามความเป็นจริง โจทก์จึงไม่ได้กระทำผิดวินัยการทำงาน

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กิจการของจำเลยมีปัญหา ดังนั้นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้มีคำสั่งที่ 6/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 และคำสั่งที่ 7/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 แต่งตั้งให้นายอำนาจ เป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลย ซึ่งต่อมาคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันคำสั่งทั้งสองฉบับในวันที่ 19 กันยายน 2548 คำสั่งจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง ดังนั้นการที่นายชนัตรสั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งจากคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักซึ่งเป็นการกระทำมีพิรุธและไม่ปฏิบัติตามวิธีการแก้ไขคำสั่งของจำเลยให้ถูกต้องนั้น เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของนายชนัตรในฐานะผู้อำนวยการจำเลย เมื่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 13 บัญญัติให้มีคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย และมาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการของจำเลย ดังนั้นอำนาจในการบริหารกิจการของจำเลยจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งต้องกระทำและมีมติในรูปแบบของคณะกรรมการ การที่นายปีติพงศ์ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มีคำสั่งที่ 6/2548 ให้นายชนัตรระงับการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมิได้มีมติในวันดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงยังคงไม่มีผลบังคับเนื่องจากไม่ชอบด้วยมาตรา 15 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทั้งคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันในวันที่ 19 กันยายน 2548 ดังนั้น ในวันที่ 15 กันยายน 2548 นายชนัตรจึงยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยและยังมีอำนาจในการแก้ไขคำสั่งของตนเองได้ เมื่อนายชนัตรได้สั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก โจทก์จึงต้องแก้ไขคำสั่งตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดวินัยการทำงานตามข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2548 การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของโจทก์ไม่ได้กระทำด้วยวิธีการขีดฆ่าและลงลายมือชื่อกำกับจึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์แก้ไขคำสั่งโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่งก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระศักดิ์ มั่นคงดี
จำเลย — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14524/2558
#594705
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอของผู้ร้องที่อ้างว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยผู้คัดค้าน ข้อ 7.1 ระบุว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นการร้องขอตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ข้อ 7.2 ระบุว่า องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (จ) และในข้อ 7.3 ระบุว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง จึงต้องดำเนินการภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสอง ได้ความว่าเมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้วได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้

สำหรับข้อคัดค้านของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยให้ผู้คัดค้านเป็นอนุญาโตตุลาการผู้ตัดสินชี้ขาด อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้เพิกถอนบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาด และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องและมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยให้ผู้ร้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องยื่นภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2557 แต่ผู้ร้องกลับยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จึงให้ยกคำร้อง" ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 อันกำหนดให้ยื่นต่อศาลภายในเก้าสิบวัน แต่ผู้ร้องคัดค้านว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบและไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งตกเป็นโมฆะ ทั้งผู้ร้องไม่เห็นพ้องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) (ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นองค์ประกอบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ (2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า (ข) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยผู้คัดค้าน ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ระบุว่า ผู้ร้องมีความประสงค์จะร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุอยู่ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กล่าวคือ ข้อ 7.1 ระบุว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการอันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ข้อ 7.2 ระบุว่า องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (จ) และในข้อ 7.3 ระบุว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) กรณีตามคำร้องของผู้ร้อง จึงเป็นการดำเนินการคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด" ดังนั้น เมื่อได้ความว่าอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ให้เพิกถอนบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องและมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม กรณีจึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบและไม่เป็นไปตามบทกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะเสียทั้งสิ้นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องแต่อย่างใด สำหรับข้อคัดค้านของผู้ร้องว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนโดยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท คิดส์ เอ็ดดูเทนเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภุชพงศ์ จรัสทรงกิติ
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
ทวี ประจวบลาภ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14524/2558
#636300
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยผู้คัดค้าน ระบุว่า ผู้ร้องมีความประสงค์จะร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุอยู่ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กล่าวคือ ข้อ 7.1 ระบุว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการอันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ข้อ 7.2 ระบุว่าองค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (จ) และในข้อ 7.3 ระบุว่าการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด" ดังนั้น เมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ให้เพิกถอนบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม กรณีดังกล่าวจึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง

ข้อคัดค้านของผู้ร้องว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนโดยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า ผู้ร้องเสนอข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยให้ผู้คัดค้านเป็นอนุญาโตตุลาการผู้ตัดสินชี้ขาด อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ให้เพิกถอนบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาด และในวันที่ 13 ตุลาคม 2557 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้องดังกล่าว และมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยให้ผู้ร้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้น และในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องยื่นภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2557 แต่ผู้ร้องกลับยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2557... จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ...จึงให้ยกคำร้อง" ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่ได้คัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 อันกำหนดให้ยื่นต่อศาลภายในเก้าสิบวัน แต่ผู้ร้องคัดค้านว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบ และไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งตกเป็นโมฆะ ทั้งผู้ร้องไม่เห็นพ้องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้..." และวรรคสาม บัญญัติว่า "ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ... (ง) คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ... (จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีที่คู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นองค์ประกอบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ (2) มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า..(ข) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน..." ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยผู้คัดค้าน ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ระบุว่า ผู้ร้องมีความประสงค์จะร้องขอต่อศาลเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุอยู่ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กล่าวคือ ข้อ 7.1 ระบุว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการอันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ข้อ 7.2 ระบุว่าองค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (จ) และในข้อ 7.3 ระบุว่าการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการร้องขอตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) กรณีตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด" ดังนั้น เมื่อได้ความว่าอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ให้เพิกถอนบรรดาข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับคำร้องเพราะคดีไม่ได้อยู่ในอำนาจ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม กรณีดังกล่าวจึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบและไม่เป็นไปตามบทกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะเสียทั้งสิ้นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องแต่อย่างใด

สำหรับข้อคัดค้านของผู้ร้องว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการไต่สวนโดยไม่ชอบนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ในส่วนนี้จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท คิดส์ เอ็ดดูเทนเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
ทวี ประจวบลาภ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14517/2558
#592172
เปิดฉบับเต็ม

การนับระยะเวลา 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ต้องนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลสุดท้าย มิใช่นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ การนับระยะเวลา 10 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 นั้นเกิน 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อไปคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 41,700 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 15 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลชั้นต้นออกคำบังคับจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ได้รับคำบังคับด้วยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 โจทก์ไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับสำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2543 และศาลชั้นต้นได้ประกาศให้จำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) คดีนี้จึงถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งหากนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดียังไม่เกิน 10 ปี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าโจทก์มิได้ยื่นคำขอภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 คำว่า นับแต่วันมีคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว มีความหมายว่า นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ไม่ใช่นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากเป็นคดีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา เป็นผลให้มีคำพิพากษาหลายศาลต่างชั้นกัน การนับระยะเวลา 10 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็ต้องนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลสุดท้าย มิใช่นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดสำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว การนับระยะเวลา 10 ปี ตามบทบัญญัติมาตรา 271 จึงต้องนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าเป็นการร้องขอให้บังคับคดีที่เกิน 10 ปีแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นจึงเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเล็ก คงทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14516/2558
#594010
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องอันมีต่อ อ. เจ้ามรดก ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่เจ้ามรดกทำไว้กับโจทก์ซึ่งต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม หาได้เป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 7824/2550 หมายเลขแดงที่ 2979/2551 ของศาลชั้นต้นที่นำมาผูกรวมกับคดีนี้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกรู้ถึงความตายของ อ. ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2549 เมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จึงพ้นกำหนด 1 ปี คดีเป็นอันขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 707,680 บาท แก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 92,820 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,730 บาท หรือวันละ 91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 800,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายอานนท์ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน กย 9754 เชียงใหม่ จากโจทก์ ราคาเช่าซื้อ 772,542 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือนรวม 60 งวด งวดละ 12,875.70 บาท เริ่มผ่อนชำระงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2548 และงวดถัดไปทุกวันที่ 10 ของเดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นายอานนท์ผิดนัดโดยไม่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว นายอานนท์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอานนท์ ตามสำเนาคำสั่งศาลจังหวัดลำปาง ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องนางสมหวัง ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอานนท์และจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อศาลชั้นต้นให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ แต่ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้อง เนื่องจากศาลมีคำสั่งตั้งให้นายถิน เป็นผู้จัดการมรดกของนายอานนท์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7824/2550 หมายเลขแดงที่ 2979/2551 ของศาลชั้นต้นที่นำมาผูกรวมกับคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายจรัญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ซึ่งทำหน้าที่จัดเตรียมรวบรวมเอกสารและเร่งรัดหนี้สินเป็นพยานเบิกความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอานนท์ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ และเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่โดยมิชอบจึงมีหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารท้ายฟ้องว่านายอานนท์มิได้พักอาศัยหรือมีภูมิลำเนาแห่งเดียวกันกับจำเลยที่ 1 โดยนายอานนท์อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 8 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ส่วนจำเลยที่ 1 อยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นรถยนต์ที่เช่าซื้อ เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์ว่าให้ชำระค่าเช่าซื้อแทนนายอานนท์ จำเลยที่ 1 แจ้งกลับไปว่าไม่มีเงินชำระหนี้และไม่สามารถคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้ได้เนื่องจากไม่เคยเห็นมาก่อนอันเป็นการยืนยันต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่ารถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าหน้าหนี้ผู้มีสิทธิเรียกร้องอันมีต่อนายอานนท์เจ้ามรดกฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอานนท์ซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่เจ้ามรดกทำไว้กับโจทก์ซึ่งต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม หาได้เป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน ใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 ไม่ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 7824/2550 หมายเลขแดงที่ 2979/2551 ของศาลชั้นต้นที่นำมาผูกรวมกับคดีนี้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกรู้ถึงความตายของนายอานนท์ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2549 เมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จึงพ้นกำหนด 1 ปี คดีเป็นอันขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 1336 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
นายถิน กาวิชัย ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายอานนท์ กาวิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ ปัทมาคม
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14505/2558
#593999
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษในกรณีที่จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปี นับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อน ข้อเท็จจริงจะต้องรับฟังได้ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีก่อนและได้พ้นโทษมาเมื่อวันใดด้วย เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เป็นระยะเวลาเกินกว่าห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกครบ 1 ปี 6 เดือน ในคดีก่อนหรือไม่ จึงยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อนตามฟ้อง ทั้งในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยให้การรับแค่ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ โดยไม่ได้รับว่าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษได้กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่พอให้รับฟังได้ว่ามีเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 92

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 18.45 นาฬิกา จำเลยได้เสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าโทรศัพท์ 1 เครื่อง ที่มีตราเครื่องหมาย (ซัมซุง) อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำเลียนเครื่องหมายการค้า(ซัมซุง) ของบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ โค., แอลทีดี จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้โดยชอบกับสินค้าโทรศัพท์แล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการทำเลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดสินค้าดังกล่าวเป็นของกลาง เหตุเกิดที่แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดฐานรับของโจร ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 343/2551 หมายเลขแดงที่ 387/2551 ของศาลทหารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิ่มโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ถ้าและได้กระทำความผิดใด ๆ อีกในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" เมื่อโจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษในกรณีที่จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 387/2551 ของศาลทหารกรุงเทพ ข้อเท็จจริงจะต้องรับฟังได้ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีก่อนและได้พ้นโทษมาเมื่อวันใดด้วย เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 เป็นระยะเวลาเกินกว่าห้าปีนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกครบ 1 ปี 6 เดือน ในคดีก่อนหรือไม่ จึงยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีก่อนตามฟ้อง ทั้งในชั้นพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยให้การรับแค่เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ โดยไม่ได้รับว่าภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษได้กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงไม่พอให้รับฟังได้ว่ามีเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล แต่อย่างไรก็ดี สินค้าโทรศัพท์ของกลางที่เลียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายมีเพียง 1 เครื่อง โทษที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยก่อนลดโทษกึ่งหนึ่ง โดยจำคุกจำเลย 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท นั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย โดยให้ลงโทษปรับ 5,000 บาท ที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพิษณุ วงศ์ประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14503/2558
#593221
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าโทรศัพท์จำนวน 1 เครื่อง ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "NOKIA" ของผู้เสียหาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำฟ้องดังกล่าว แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้วจำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขายสินค้า มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ทราบแหล่งที่มาของโทรศัพท์ของกลาง รวมทั้งไม่ทราบว่าโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยทำงานเป็นพนักงานขายโทรศัพท์ที่ร้านเกิดเหตุเพียงสองเดือนเศษก่อนถูกจับกุมจึงไม่มีความถนัดรอบรู้ในชนิดสินค้าที่เพิ่งรับหน้าที่ขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าโทรศัพท์จำนวน 1 เครื่อง ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "NOKIA" ของบริษัทโนเกีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำฟ้องดังกล่าว แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด เพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขายสินค้า มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ทราบแหล่งที่มาของโทรศัพท์ของกลาง รวมทั้งไม่ทราบว่าโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยทำงานเป็นพนักงานขายโทรศัพท์ที่ร้านเกิดเหตุชื่อร้านเจมส์โฟนท์เพียงสองเดือนเศษก่อนถูกจับกุม จึงไม่มีความถนัดรอบรู้ในชนิดสินค้าที่เพิ่งรับหน้าที่ขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำนวนของกลางที่มีเพียง 1 เครื่อง แล้วเห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยนั้นหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำคุกจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพีระพัสตร์ ทรัพย์เรืองโรจน์หรือมาชัยสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสืบศักดิ์ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14503/2558
#635994
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าโทรศัพท์จำนวน 1 เครื่อง ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "NOKIA" ของบริษัท น. ผู้เสียหาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำฟ้องดังกล่าว แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด เพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขายสินค้า มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ทราบแหล่งที่มาของโทรศัพท์ของกลาง รวมทั้งไม่ทราบว่าโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยทำงานเป็นพนักงานขายโทรศัพท์ที่ร้านเกิดเหตุชื่อร้าน จ. เพียงสองเดือนเศษก่อนถูกจับกุม จึงไม่มีความถนัดรอบรู้ในชนิดสินค้าที่เพิ่งรับหน้าที่ขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าโทรศัพท์จำนวน 1 เครื่อง ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "NOKIA" ของบริษัทโนเกีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหาย อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้โดยชอบแล้ว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำฟ้องดังกล่าว แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด เพราะจำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขายสินค้า มิใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ทราบแหล่งที่มาของโทรศัพท์ของกลาง รวมทั้งไม่ทราบว่าโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม จำเลยทำงานเป็นพนักงานขายโทรศัพท์ที่ร้านเกิดเหตุชื่อร้านเจมส์โฟนท์เพียงสองเดือนเศษก่อนถูกจับกุมจึงไม่มีความถนัดรอบรู้ในชนิดสินค้าที่เพิ่งรับหน้าที่ขาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำนวนของกลางที่มีเพียง 1 เครื่อง แล้วเห็นว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยนั้นหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำคุกจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพีระพัสตร์ ทรัพย์เรืองโรจน์ หรือมาชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14499/2558
#635216
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 70,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุทรรศ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 3 ปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นอาของนายทวี และเป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุร่วมกันกับนายทวี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552 นายทวีพาจำเลยซึ่งเป็นคนเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่าและอยู่กินฉันสามีภริยากับนายทวีเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมกับจำเลยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุเพียงสองคนและเกิดมีปากเสียงโต้เถียงกัน แล้วโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนขวาหักกับมีรอยฟกชํ้าบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ และภาพถ่ายบาดแผลของผู้กล่าวหา

จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมีส่วนในการกระทำความผิด เป็นผู้ก่อภัยขึ้นก่อน จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความเสียหายว่า โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอย่างไร ศาลจึงไม่สามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 70,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม 15,000 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมแล้ว 15,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางสุทรรศ บรรจงเพียร
จำเลย — นางสาวโอมาร์หรือโอมาน จอร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14496/2558
#599882
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่าปลอมรายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 3/2527 ของบริษัท ง. รายงานการประชุมระบุว่า ป. กับพวก ซื้อที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 มาจากบุคคลภายนอกในนามกิจการ โดยให้ ช. ถือกรรมสิทธิ์แทน ซึ่งเป็นความเท็จ ทั้งไม่มีการประชุมจริง แต่ในคำฟ้องมิได้บรรยายว่าเป็นการปลอมเอกสารสิทธิโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานปลอมเอกสาร รายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 3/2527 ตามเอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องซึ่งเป็นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าใครร่วมประชุมและประชุมเรื่องใดบ้าง ใครเป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม แต่ก็มิใช่องค์ประกอบความผิด และการนำไปเป็นหลักฐานเสนอต่อศาลชั้นต้นเพื่อประกอบ การฟ้องคดีแพ่ง ก็อาจมิได้มีมูลเหตุจูงใจที่จะให้ศาลหลงเชื่อว่ารายงานการประชุมเป็นเอกสารที่แท้จริงได้ เมื่อฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสาร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 161 ส่วนความผิดฐานทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นความเท็จนั้น จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนารายงานการประชุมวิสามัญฉบับดังกล่าว เป็นเพียงการให้คำรับรองว่าสำเนาเอกสารนี้มีข้อความถูกต้องตรงกับต้นฉบับหาได้มีความหมายเป็นการรับรองว่า บริษัท ง. ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญตามเนื้อความที่ระบุในสำเนารายงานการประชุมวิสามัญฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ แม้จะได้ความตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่าบริษัท ง. ไม่ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญ และรายงานการประชุมวิสามัญเป็นเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 269

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ทั้งสามที่เหลือและพยานจำเลยทั้งสามต่อไป แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่าปลอมรายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 3/2527 ของบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2527 รายงานการประชุมฉบับดังกล่าวระบุว่านายปัญญา กับพวก ซื้อที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 169 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มาจากบุคคลภายนอกในนามกิจการยี่ห้อจิ้นเต็ก โดยให้นายชัยสิน ถือกรรมสิทธิ์แทน ซึ่งเป็นความเท็จ อีกทั้งไม่มีการประชุมจริง แต่ในคำฟ้องมิได้บรรยายว่าเป็นการปลอมเอกสารสิทธิโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนรายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 3/2527 ตามเอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องซึ่งเป็นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าใครร่วมประชุมและประชุมเรื่องใดบ้าง ใครเป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานการประชุม แต่ก็มิใช่องค์ประกอบความผิด และการนำไปเป็นหลักฐานเสนอต่อศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการฟ้องคดีแพ่ง ก็อาจมิได้มีมูลเหตุจูงใจที่จะให้ศาลหลงเชื่อว่ารายงานการประชุมดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงได้ เพราะรายงานการประชุมอาจเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่จริงก็ได้ โจทก์จึงต้องยืนยันมาในฟ้องว่าผู้กระทำมีมูลเหตุจูงใจที่จะทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสาร จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามมาตรา 161 ในส่วนของฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทนายความฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ตามคดีหมายเลขดำที่ 198/2546 และหมายเลขดำที่ 49/2547 และใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยที่ 1 ทำปลอมขึ้นมาเป็นพยานหลักฐานอ้างอิงต่อศาล โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและกล่าวหาว่าจำเลยที่ 3 ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำคำรับรองรายงานการประชุมฉบับดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอมและเป็นความเท็จไปใช้อ้างเป็นพยานต่อศาล โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เห็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเอกสารรายงานการประชุมฉบับเดียวกันว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ แต่เมื่อศาลยกฟ้องความผิดฐานปลอมเอกสารเสียแล้ว จึงไม่มีข้อต้องวินิจฉัยว่ามีการใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่อีกต่อไป ส่วนความผิดฐานทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นความเท็จนั้น การที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนารายงานการประชุมวิสามัญฉบับดังกล่าว เป็นเพียงการให้คำรับรองว่าสำเนาเอกสารนี้มีข้อความถูกต้องตรงกับต้นฉบับ หาได้มีความหมายเป็นการรับรองว่าบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญตามเนื้อความที่ระบุในสำเนารายงานการประชุมวิสามัญฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ แม้จะได้ความตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างว่าบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด ไม่ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญ และรายงานการประชุมวิสามัญเป็นเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ ดังนั้นจึงต้องยกฟ้องความผิดทั้งสองฐานนี้ด้วย กรณีจึงไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ทั้งสามที่เหลือและพยานจำเลยทั้งสาม แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268 ม. 269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติชัย งานทวี กับพวก
จำเลย — นายสุกิจ งานทวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14493/2558
#634855
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นการร้องขอให้บังคับชำระหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจของเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ซึ่งเป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ในการได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองเท่านั้น ส่วนคำฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยในฐานะลูกหนี้สามัญตามสัญญากู้ยืมเงิน หาได้ฟ้องขอบังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนอง และฟ้องเฉพาะมูลหนี้ส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับจากการขอรับชำระหนี้ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เท่านั้น ซึ่งเป็นฟ้องคนละประเด็นกัน ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลอย่างเดียวกันกับคำร้องของโจทก์ในคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 355,141.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 267,205.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 300,000 บาท โดยจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 48493 ตำบลชากโคน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้ว และที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้า ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2109/2549 อนุญาตให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวเป็นเงิน 397,304.11 บาท ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้เพียง 135,572 บาท โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ 5,473 บาท คงได้รับชำระหนี้เพียง 130,099 บาท ซึ่งไม่ครบจำนวนหนี้ จำเลยไม่ได้ชำระส่วนที่ขาดเป็นเงิน 267,205.11 บาท เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้วโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้เป็นคดีนี้อีก โดยมิได้ขอบังคับจำนองด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคำร้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นการร้องขอให้บังคับชำระหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจของเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งเป็นเพียงให้สิทธิโจทก์ในการได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น หากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองเท่านั้น ส่วนคำฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยในฐานะลูกหนี้สามัญตามสัญญากู้ยืมเงิน หาได้ฟ้องขอบังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนอง และฟ้องเฉพาะมูลหนี้ส่วนที่โจทก์ยังไม่ได้รับจากการขอรับชำระหนี้ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เท่านั้น ซึ่งเป็นฟ้องคนละประเด็นกัน ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลอย่างเดียวกันกับคำร้องของโจทก์ในคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2109/2549 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 300,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 48493 ตำบลชากโคน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่และที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้า ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 2109/2549 อนุญาตให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเป็นเงิน 397,304.11 บาท ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้เพียง 135,572 บาท โดยหักเป็นค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ 5,473 บาท คงได้รับชำระหนี้เพียง 130,099 บาท ซึ่งยังไม่ครบ จำเลยไม่ได้ชำระส่วนที่ขาดเป็นเงิน 267,205.11 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงิน 267,205.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 87,936.69 บาท รวมเป็นเงิน 355,141.80 บาท แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 355,141.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 267,205.11 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายธีระวัฒน์ รอดพยันต์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14487/2558
#634854
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 895 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2523 และ พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2524 ซึ่งกฎกระทรวงและแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกาและแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 และวันที่ 24 ธันวาคม 2524 ตามลำดับ แม้จะมีพื้นที่บางส่วน เช่น ที่ดินพิพาท ปรากฏว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินก็ตามก็ไม่มีผลทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่มีสภาพบังคับเพราะเหตุผลและวัตถุประสงค์ ในการออกกฎหมายแต่ละฉบับแตกต่างกัน อำนาจในการดูแลจัดการหรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่ละฉบับขึ้นกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างกัน และตราบใดที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ยังมิได้นำที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทก็ยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ จะนำที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับลาน

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีสาระสำคัญว่า รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ โดยรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ ได้กำหนด ให้มีการตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อพิสูจน์ว่าราษฎรอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน ให้กรมป่าไม้จัดทำขอบเขตที่อยู่อาศัยและทำกินให้ชัดเจน ห้ามขยายพื้นที่เพิ่มเติมโดยเด็ดขาด...ฯลฯ ส่วนกรณีราษฎรอยู่อาศัยและทำกินหลังวันประกาศสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้กรมป่าไม้พิจารณาดำเนินการเคลื่อนย้ายราษฎรออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น แล้วทำการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ที่ดินพิพาทถูกกำหนดให้เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 ตามสำเนากฎกระทรวงฉบับที่ 895 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และแผนที่แนบท้าย ดังนั้นราษฎรที่จะได้รับประโยชน์อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จะต้องเป็นผู้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 แต่จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจาก ว. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 จำเลยปลูกบ้านพักอาศัยเมื่อปลายปี 2540 เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว 1 หลัง แล้วเสร็จในปี 2545 จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่มีการประกาศกำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับลาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 338,044.92 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 238,854.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทอยู่บริเวณหมู่บ้าน กม.80 หมู่ที่ 4 ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ ป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จำเลยได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านพัก 1 หลัง ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และปลูกหญ้ารอบบ้าน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานเข้าไปตรวจยึดบ้านพักตากอากาศ 1 หลัง และจับกุมจำเลย แต่คดีอาญาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลย โดยมีความเห็นว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด โจทก์ประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยตามแนวทางการประเมินค่าเสียหายในพื้นที่ป่าที่มิใช่ป่าต้นน้ำลำธารของกรมป่าไม้ ไร่ละ 68,244.22 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและในเขตอุทยานแห่งชาติหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่กิ่งอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอบ้านสร้าง พ.ศ.2518 การออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 895 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 กำหนดให้ที่ดินพิพาทเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และออกพระราชกฤษฎีกาให้ที่ดินพิพาทเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 2524 ทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ชอบและถือว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติทับลานนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 895 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2523 และพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2524 ซึ่งกฎกระทรวงและแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกาและแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 และวันที่ 24 ธันวาคม 2524 ตามลำดับ แม้จะมีพื้นที่บางส่วน เช่นที่ดินพิพาท ปรากฏว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินก็ตามก็ไม่มีผลทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่มีสภาพบังคับเพราะเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมายแต่ละฉบับแตกต่างกัน อำนาจในการดูแลจัดการหรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่ละฉบับขึ้นกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างกัน และตราบใดที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ยังมิได้นำที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินพิพาทก็ยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จังหวัดปราจีนบุรี ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ จะนำที่ดินพิพาทไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับลาน ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยสามารถอยู่ในที่ดินพิพาทได้เพราะอยู่ในบริเวณผ่อนผันให้ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและในเขตอุทยานแห่งชาตินั้น เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีมีสาระสำคัญว่า รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ โดยรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าไม้ ได้กำหนดให้มีการตรวจพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อพิสูจน์ว่าราษฎรอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน ให้กรมป่าไม้จัดทำขอบเขตที่อยู่อาศัยและทำกินให้ชัดเจน ห้ามขยายพื้นที่เพิ่มเติมโดยเด็ดขาด...ฯลฯ ส่วนกรณีราษฎรอยู่อาศัยและทำกินหลังวันประกาศสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้กรมป่าไม้พิจารณาดำเนินการเคลื่อนย้ายราษฎรออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น แล้วทำการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทถูกกำหนดให้เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 ตามสำเนากฎกระทรวงฉบับที่ 895 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ดังนั้นราษฎรที่จะได้รับประโยชน์อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จะต้องเป็นผู้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 แต่ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากนายวิเชียร เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 จำเลยปลูกบ้านพักอาศัยเมื่อปลายปี 2540 เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว 1 หลัง แล้วเสร็จในปี 2545 จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่มีการประกาศกำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับลานมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นป่าเสื่อมโทรม จำเลยมิได้ทำความเสียหายแก่ป่าไม้ หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์หรือสิ่งแวดล้อมของป่าบริเวณที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องรับผิดชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และปลูกสร้างบ้านพักในที่ดินพิพาท ปรับสภาพภูมิทัศน์ ด้วยการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและปลูกหญ้าเป็นลานกว้าง ย่อมทำให้เสื่อมสภาพแก่ดินหิน กรวด ทราย และสิ่งแวดล้อม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น เพราะยากแก่การแก้ไขฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับเป็นป่าสมบูรณ์ จำเลยจึงต้องรับผิด และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์มานั้น เหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
พ.ร.ฎ.กำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2524
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
จำเลย — นางเนตรสวาท ขาวดีเดช
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14485/2558
#594013
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท น. นำจานกระเบื้องซึ่งเป็นของสมนาคุณมามอบให้กับจำเลยที่ 1 เพื่อมอบให้แก่ลูกค้า โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับสินค้าดังกล่าวไว้และเห็นข้อความในเอกสารที่แสดงถึงการควบคุมจำนวนที่จัดส่ง โจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารควบคุมการรับจ่ายของที่อยู่ในคลังสินค้า หากโจทก์ประสงค์ที่จะนำจานกระเบื้องซึ่งเป็นสินค้าควบคุมจำนวนไปใช้ส่วนตัวโดยเข้าใจว่าเป็นของสมนาคุณที่โจทก์มีสิทธินำไปใช้ได้ โจทก์ควรจะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคลังสินค้ารับทราบ การที่โจทก์นำจานกระเบื้องที่บริษัท น. มอบให้จำเลยที่ 1 ไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบถือได้ว่าเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรงอันเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 5,407,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน จากต้นเงินค่าชดเชยจำนวน 245,200 บาท นับแต่วันเลิกจ้างและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 4,482,740 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 245,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้าง (เลิกจ้างวันที่ 17 พฤษภาคม 2547) เงินตกเบิกจำนวน 10,500 บาท เงินบำเหน็จจำนวน 465,800 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินตกเบิก เงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 เมษายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวฐณิชชา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือช่างพิมพ์ ระดับ 3 สังกัดภาคการพิมพ์ ฝ่ายโรงพิมพ์ คพ. 1 ผทส. 14 มล. 142 โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2518 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โดยให้มีผลในวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,520 บาท มีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 16 และวันที่ 30 ของทุกเดือน ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นำของสมนาคุณ คือ จานกระเบื้องขนาด 9 นิ้ว ประทับตราเครื่องหมายการค้าเนสท์เล่ จำนวน 21 หีบ แต่ละหีบบรรจุจานกระเบื้อง 24 ใบ มามอบให้ โจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับของดังกล่าวไว้ตามใบสั่งวัสดุส่งเสริมการขาย วันที่ 26 มิถุนายน 2546 โจทก์นำจานกระเบื้องดังกล่าว 11 ใบ ไปใช้ส่วนตัว วันที่ 30 มิถุนายน 2546 ขณะโจทก์จะนำจานกระเบื้องอีก 13 ใบ กลับไปใช้ที่บ้าน จำเลยที่ 3 และนายประกอบ หัวหน้าแผนกคลังสินค้า 32 ตามมาพบโจทก์ที่บริเวณอาคาร 4 อันเป็นสถานที่ตอกบัตรลงเวลาและขอตรวจดูของในถุงพลาสติก เมื่อพบว่าเป็นจานกระเบื้องจึงนำกลับไปเก็บไว้ที่ห้องทำงานของนายประจวบ โจทก์นำจานกระเบื้องออกจากคลังสินค้าไปโดยไม่มีใบสั่งซื้อหรือใบเบิกสินค้าและมิได้แจ้งให้แผนกจัดส่งรับทราบหรือตรวจสอบก่อน จำเลยที่ 1 โดยจำเลย ที่ 2 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าในสำเนาใบส่งวัสดุส่งเสริมการขายของบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ปรากฏชัดว่า ผู้รับสินค้าคือองค์การค้าของคุรุสภา อันแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมอบจานกระเบื้อง 21 หีบ ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อส่งเสริมการขาย แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์ส่อว่า ปิดบังการกระทำของตน ทั้งนายสมเกียรติ พนักงานขายของบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ยืนยันว่านายสมเกียรติมอบจานกระเบื้องซึ่งเป็นของสมนาคุณให้เจ้าหน้าที่คลังสินค้ารวมถึงโจทก์ไปใช้ส่วนตัว พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์สามารถนำจานกระเบื้องจำนวน 1 หีบ อันเป็นส่วนหนึ่งของจานกระเบื้องสมนาคุณที่บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มอบให้จำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวได้ การกระทำของโจทก์จึงขาดเจตนาทุจริต ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุสมควรเพียงพอ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย เงินตกเบิก ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเงินบำเหน็จแก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ถือเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำว่า ทุจริต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง ความประพฤติชั่ว ไม่ซื่อตรง และตามประมวลกฎหมายอาญา หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย คำว่า ทุจริต จึงมีความหมายถึงการกระทำที่ไม่ซื่อตรง การกระทำที่แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ ย่อมหมายถึงลูกจ้างที่ไม่ซื่อตรง ใช้หน้าที่ของตนเองแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีหน้าที่จำหน่ายสินค้า การที่โจทก์นำจานกระเบื้อง 13 ใบ ซึ่งเป็นของสมนาคุณที่บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นำมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว แทนที่โจทก์จะมอบของสมนาคุณให้แก่ลูกค้าตามหน้าที่ของตน จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 119 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เห็นว่า จานกระเบื้องของสมนาคุณของบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่โจทก์นำออกไปเป็นของที่มีเอกสารหรือใบส่งวัสดุระบุจำนวนไว้ โจทก์เป็นผู้รับจานกระเบื้องของสมนาคุณและเห็นข้อความในเอกสารดังกล่าวที่แสดงถึงการควบคุมจำนวนที่จัดส่ง โดยโจทก์มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำเอกสารควบคุมการรับจ่ายของที่อยู่ในคลังสินค้า หากโจทก์ประสงค์ที่จะนำจานกระเบื้องซึ่งเป็นสินค้าควบคุมจำนวนไปใช้ส่วนตัวโดยเข้าใจว่าเป็นของสมนาคุณที่โจทก์มีสิทธินำไปใช้ได้ โจทก์ก็ควรจะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคลังสินค้ารับทราบให้เป็นกิจจะลักษณะเสียก่อน หากผู้บังคับบัญชาเชื่อถือและยินยอมให้โจทก์นำไปใช้ ก็ต้องมีการจดแจ้งไว้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบภายหลัง เมื่อโจทก์มิได้แสดงให้เห็นถึงความสุจริตใจของโจทก์ การกระทำของโจทก์จึงถือได้ว่าเป็นการประพฤติไม่ซื่อตรง อันเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) และถือไม่ได้ว่า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนเงินตกเบิก ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในกรณีโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิด โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตกเบิกตามฟ้อง แต่เมื่อการกระทำของโจทก์เป็นความผิดร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินตกเบิก สำหรับเงินบำเหน็จนั้น ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการจ่ายเงินบำเหน็จ เงินทำขวัญและเงินช่วยเหลือในการทำศพ หมวดเงินบำเหน็จ ข้อ 7 ระบุว่า ผู้ที่ออกเพราะได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรงถึงปลดออกหรือไล่ออก มิให้จ่ายเงินบำเหน็จ เมื่อจำเลยที่ 1 มีคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภา ที่ 229/2546 - 47 ไล่โจทก์ออก โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เงินตกเบิก เงินบำเหน็จและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 47
ชื่อคู่ความ
นางมลิวัลย์ สิทธิเชนทร์
โดยนางสาวฐณิชชา มาลีสี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
สำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
จำเลย — และบุคลากรทางการศึกษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14477/2558
#634853
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ปรากฏ" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า สำแดงออกมาให้เห็น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จึงมีความหมายว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่สำแดงออกมาให้เห็นถึงเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดดังกล่าวอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนผิดกฎหมายไปไม่ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 ไม่อาจริบตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ชอบที่จะต้องส่งคืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 240,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน และปรับ 262,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 131,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 รับรองให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธาณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 10 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ ไม่ริบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์เทารัส (TAURUS) ขนาด .38 ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบอาวุธปืนของกลางชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมีอาวุธปืนพก รีวอลเวอร์เทารัส (TAURUS) ขนาด .38 ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 สเปเชี่ยล 21 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการบรรยายฟ้องที่แน่นอนแล้วว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อีกทั้งเจ้าพนักงานก็ยึดอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นของกลางย่อมมีการตรวจสอบถึงหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีบุคคลใดได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยเองและเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และจำเลยก็ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง อาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดโดยตรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ต้องริบเสียทั้งสิ้นนั้น เห็นว่า คำว่า "ปรากฏ" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า สำแดงออกมาให้เห็น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จึงมีความหมายว่า เป็นอาวุธปืนที่ไม่สำแดงออกมาให้เห็นถึงเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ กรณีจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองนั้น เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดดังกล่าวอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนผิดกฎหมายไปไม่ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ไม่อาจริบตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ชอบที่จะต้องส่งคืนแก่เจ้าของ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบอาวุธปืนของกลางแต่ให้คืนแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายอุดร หลวงนา
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14466/2558
#635156
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือบอกเลิกจ้าง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ระบุข้อเท็จจริงตามที่อ้างในฟ้องว่า ธ. เจตนาจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ไว้ด้วย โจทก์จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้จำเลยต้องรับวินิจฉัย การที่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

การพิจารณาว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง และ ป.พ.พ. มาตรา 583 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้วนายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นแม้โจทก์ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ

เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังยุติและข้อเท็จจริงในสำนวนที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งได้ความว่า ธ. เล่นเกมคอมพิวเตอร์ในระหว่างทำงาน โดยมีโปรแกรมเกมออนไลน์ Yol Gang อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของ ธ. การกระทำของ ธ. จึงเป็นการเอาเวลาทำงานไปกระทำกิจการอื่น อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงเลิกจ้าง ธ. ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคห้า (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 5/2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายธำรงค์เป็นลูกจ้างของโจทก์ เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2545 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นช่างซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเดือนละ 16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2549 โจทก์มีหนังสือแจ้งฐานะพนักงานระบุว่านายธำรงค์ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน และให้นายธำรงค์ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ตามหนังสือแจ้งสถานะพนักงาน ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายธำรงค์เนื่องจากนายธำรงค์กระทำความผิดซ้ำคำเตือนตามหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 ตามหนังสือเลิกจ้าง นายธำรงค์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย 99,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,850 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 113,850 บาท แก่นายธำรงค์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ววินิจฉัยว่า หนังสือฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 ไม่มีข้อความใดที่ตักเตือนมิให้นายธำรงค์นำเวลาการทำงานไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์และมิได้กล่าวถึงเรื่องการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามที่โจทก์อ้างในหนังสือเลิกจ้าง แต่อย่างใด หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งการปรับฐานะของลูกจ้าง มิใช่หนังสือเตือนในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงนำมากล่าวอ้างในการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 การที่โจทก์เลิกจ้างนายธำรงค์โดยไม่มีหนังสือเตือนก่อนจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบ โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายธำรงค์ตามกฎหมาย และโจทก์เลิกจ้างนายธำรงค์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายธำรงค์ คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามคำวินิจฉัยของจำเลยและศาลแรงงานภาค 1 มิได้หยิบยกประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยและข้อกล่าวอ้างตามฟ้องของโจทก์ที่ว่านายธำรงค์แอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ระหว่างเวลาทำงานเป็นการที่ลูกจ้างเจตนาจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นผลทำให้ระบบควบคุมและระบบประมวลผลการทำงานโดยรวมของเครื่องคอมพิวเตอร์ในสำนักงานช้าลง และเกิดความเสียหายแก่ระบบการทำงานดังกล่าว อันเป็นข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างขึ้นวินิจฉัย คงหยิบยกเพียงประเด็นที่ว่านายธำรงค์แอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ระหว่างเวลาทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือบอกเลิกจ้างไม่ปรากฏว่าโจทก์ระบุข้อเท็จจริงตามที่อ้างในฟ้องว่านายธำรงค์เจตนาจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) ไว้ด้วยแต่อย่างใด โจทก์จึงยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้จำเลยต้องรับวินิจฉัย การที่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างนายธำรงค์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายธำรงค์ด้วย โดยศาลแรงงานกลางภาค 1 มิได้แจ้งรายละเอียดเหตุผลประกอบข้อวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะเลิกจ้างแล้วนายจ้างจะยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นแม้โจทก์ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในส่วนของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาโดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังยุติและข้อเท็จจริงในสำนวนที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งแล้วได้ความว่านายธำรงค์เล่นเกมคอมพิวเตอร์ในระหว่างทำงาน โดยมีโปรแกรมเกมออนไลน์ Yol Gang อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของนายธำรงค์ การกระทำของนายธำรงค์จึงเป็นการเอาเวลาทำงานไปกระทำกิจการอื่น อันเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงเลิกจ้างนายธำรงค์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคห้า (ที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 5/2550 ในส่วนค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 (เดิม) ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไชโยโปรดักชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นางกมลรัตน์ ไชยบุดดี ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14451/2558
#635379
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 20 ได้ความว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนี้ การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำความผิดของจำเลยพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 คำขอท้ายฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ที่ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จึงมิได้ขัดแย้งกับวันเวลากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาแต่อย่างใด การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว

จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 59 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันจึงเป็นการลงโทษปรับตามบทบัญญัติดังกล่าว มิได้นำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาใช้บังคับเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งคำว่าต้นเดือนธันวาคม มีความหมายถึงวันที่ 1 ธันวาคมด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จนถึงวันฟ้องจึงมิใช่เป็นการตีความที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 4, 15, 59 และให้ปรับเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จนถึงวันฟ้องและถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จนถึงวันฟ้อง และปรับอีกวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำขอให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยเริ่มประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 โจทก์ก็ไม่อาจมีคำขอให้ศาลลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 20 ได้ความว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนี้ การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำความผิดของจำเลยพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2557 เมื่อตามฎีกาของจำเลยรับว่า ต้นเดือนธันวาคม 2556 อาจเป็นวันใดวันหนึ่งระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ของเดือนธันวาคมก็ได้ คำขอท้ายฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ที่ให้ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จึงมิได้ขัดแย้งกับวันเวลากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาแต่อย่างใด การฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ถึงวันฟ้องชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันเป็นการลงโทษโดยนำพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งการปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เป็นการตีความที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 มาตรา 59 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันจึงเป็นการลงโทษปรับตามบทบัญญัติดังกล่าว มิได้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาใช้บังคับเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ทั้งคำว่าต้นเดือนธันวาคม มีความหมายถึงวันที่ 1 ธันวาคมด้วย ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับจำเลยเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 จนถึงวันฟ้องจึงมิใช่เป็นการตีความที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 วรรคสอง ม. 20
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 59
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นางสาวศิริฉาย จันทร์จิตรเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ