คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14689/2558
#592051
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชี มีหน้าที่จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงาน ได้ดำเนินการให้โจทก์ร่วมโอนเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของตนเองและ ส. เกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้โอกาสที่ตนเองเป็นผู้จัดทำบัญชีเงินเดือนของพนักงานทำการแสวงหาประโยชน์ด้วยการปรับแต่งบัญชีเงินเดือนของพนักงาน เพิ่มเงินเดือนให้แก่ตนเองให้มีอัตราสูงกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ร่วมไปเป็นเงินทั้งสิ้น 466,500 บาท และจำเลยยังได้ปรับแต่งข้อมูลอัตราเงินเดือนของ ส. ให้สูงขึ้น เป็นเหตุให้ ส. ได้รับเงินเกินไปกว่าเงินเดือนที่แท้จริงจำนวน 96,000 บาท แต่เมื่อ ส. นำเงินส่วนที่ได้รับเกินมาดังกล่าวไปคืนให้แก่จำเลย จำเลยก็นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยลักเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างโดยใช้กลอุบายปรับแต่งบัญชีเงินเดือนให้โจทก์ร่วมนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและ ส. เกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับ แล้วจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 กับให้จำเลยคืนเงิน 562,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทยูนิค อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา และโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายสมบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและนายกุลบัณฑิต เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ร่วมได้ ในขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วม มีหน้าที่จัดทำข้อมูลเงินเดือนพนักงานเสนอให้กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมพิจารณาอนุมัติเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่เปิดไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทียมร่วมมิตร บัญชีเลขที่ 733-2-30333-8 เพื่อโอนจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของพนักงานแต่ละคน โดยจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงานโจทก์ร่วมลงในแผ่นซีดีและส่งให้แก่ธนาคารดำเนินการจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงาน บัญชีเงินฝากของจำเลยเลขที่ 733-2-30311-7 อัตราเงินเดือนของจำเลยหลังหักภาษี เงินประกันสังคม และเงินสะสมในเดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมกราคม 2551 เป็นเงิน 29,950 บาท และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2551 เป็นเงิน 32,750 บาท นายสุลตอน เป็นพนักงานรับส่งเอกสารของโจทก์ร่วม มีบัญชีเงินฝากเลขที่ 733-2-30289-7 อัตราเงินเดือนของนายสุลตอนหลังหักเงินประกันสังคมและเงินสะสมคงเหลือ 9,800 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายสมบูรณ์กับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ประกอบกับเหตุที่มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยสืบเนื่องมาจากนายสมบูรณ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ร่วมที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการคนอื่นอีกหนึ่งคนในหนังสือถึงธนาคารอนุมัติให้หักเงินในบัญชีเพื่อจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานของโจทก์ร่วม ได้ตรวจพบความผิดปกติของบัญชีที่มีการขึ้นลงทางตัวเลขเป็นยอดที่สูง จึงตรวจสอบ พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเพิ่มขึ้น ซึ่งจำเลยทำหนังสือยอมรับผิดเป็นเงินทั้งสิ้น 497,000 บาท อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี มาแสดงให้เห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีมีหน้าที่จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงานได้ดำเนินการให้โจทก์ร่วมโอนเงินเดือนเข้าบัญชีของตนเองและนายสุลตอนเกินกว่าเงินเดือนที่มีสิทธิได้รับจริง ดังนี้ จึงเชื่อว่านายสมบูรณ์เบิกความไปตามความเป็นจริง ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายสุลตอนมาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม เมื่อปี 2550 พยานได้รับเงินเดือนหลังจากหักเงินประกันสังคมและหักเงินสะสมแล้วเหลือเพียง 9,800 บาท และในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม พยานได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่ตามบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี ปรากฏว่าระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 พยานมีเงินเดือนเข้าบัญชีเพิ่มขึ้นแต่มิใช่เงินเดือนที่แท้จริง เหตุที่มีเงินเพิ่มเนื่องจากพยานต้องการทำบัตรเครดิตเพื่อนำเงินไปต่อเติมบ้าน จึงไปขอให้จำเลยเพิ่มเงินเดือนไว้ที่หน้าบัญชี โดยในแต่ละเดือนพยานจะนำเงินของตนเองฝากเข้าบัญชีผ่านจำเลยหรือหากเดือนใดไม่มีเงิน พยานจะยืมเงินจำเลยฝากเข้าบัญชีไปก่อน เมื่อเงินเดือนออกพยานจะนำเงินประมาณ 12,000 บาท ไปคืนจำเลยทุกเดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 เห็นว่า คำเบิกความของนายสุลตอนเกี่ยวกับเงินเดือนของตนเองที่ได้รับในแต่ละเดือนหลังจากหักเงินประกันสังคมและหักเงินสะสมซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนเงินที่นายสุลตอนนำไปชำระคืนให้แก่จำเลยในแต่ละเดือนแล้ว ปรากฏว่ามีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่โอนเข้าบัญชีเงินเดือนของนายสุลตอนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2551 ตามบัญชีรายการเงินเดือนและการเคลื่อนไหวทางบัญชี แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้อ้างรายการโอนเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุลตอนในเดือนพฤศจิกายนกับเดือนธันวาคม 2551 เป็นหลักฐาน แต่คำเบิกความของนายสุลตอนก็สอดคล้องกับเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 4 ซึ่งสรุปให้เห็นส่วนต่างของเงินเดือนที่นายสุลตอนได้รับเกินไปนับแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2551 เป็นเงิน 96,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่านายสุลตอนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และคำเบิกความก็ไม่มีข้อพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่านายสุลตอนเบิกความไปตามความเป็นจริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้โอกาสที่ตนเองเป็นผู้จัดทำบัญชีเงินเดือนของพนักงานทำการแสวงหาประโยชน์ด้วยการปรับแต่งบัญชีเงินเดือนของพนักงานเพิ่มเงินเดือนให้แก่ตนเองให้มีอัตราสูงกว่าความเป็นจริง จึงทำให้จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ร่วมไปเป็นเงินทั้งสิ้น 466,500 บาท และจำเลยยังได้ปรับแต่งข้อมูลอัตราเงินเดือนของนายสุลตอนให้สูงขึ้น เป็นเหตุให้นายสุลตอนได้รับเงินเกินไปกว่าเงินเดือนที่แท้จริงจำนวน 96,000 บาท แต่เมื่อนายสุลตอนนำเงินส่วนที่ได้รับเกินมาดังกล่าวไปคืนให้แก่จำเลย จำเลยก็นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม แม้จำนวนเงินที่จำเลยทำบันทึกยอมรับผิดจำนวน 497,000 บาท ไม่ตรงกับจำนวนเงินตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่าจำเลยเอาไปจำนวน 562,500 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย ก็ตามแต่ตามบันทึก จำเลยก็ได้เขียนขึ้นด้วยลายมือของจำเลยเอง โดยยอมรับผิดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่จำนวนเงินไม่ตรงกันก็น่าจะมีสาเหตุมาจากในขณะที่จำเลยเขียนบันทึกวันที่ 12 ธันวาคม 2551 โจทก์ร่วมยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย จึงยังไม่ทราบยอดเงินที่แน่นอน แต่เมื่อมีการแจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด จึงมีการคำนวณยอดเงินที่จำเลยลักไปเป็นจำนวนเงินตามฟ้อง การที่จำนวนเงินแตกต่างกันดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อพิรุธ ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่า ปี 2549 จำเลยได้รับเงินเดือนประมาณ 30,000 บาท จำเลยมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อซื้อบ้าน จึงมีการปรับแต่งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีให้มีเงินเข้าในแต่ละเดือนเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินกู้โดยจำเลยนำเงินส่วนตัวโอนเข้าบัญชีหลักของโจทก์ร่วม จากนั้นโอนเงินดังกล่าวจากบัญชีหลักเข้ามายังบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อจ่ายเข้าบัญชีของจำเลยนั้น จำเลยคงเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการฝากเงินเข้าบัญชีหลักของโจทก์ร่วมมาแสดงว่าจำเลยได้ดำเนินการตามที่จำเลยอ้างจริงหรือไม่ ทั้งจำเลยยังเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า หลังจากจำเลยปรับแต่งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเพื่อขอกู้เงินซื้อบ้านแล้ว จำเลยได้ซื้อบ้าน แต่จำเลยก็ไม่มีหลักฐานการซื้อบ้านมาแสดง ที่จำเลยอ้างว่า ได้แจ้งการปรับแต่งบัญชีดังกล่าวให้กรรมการโจทก์ร่วมทั้งสามคนทราบแล้วก็ดี หรือพนักงานบริษัทโจทก์ร่วมก็กระทำลักษณะเดียวกันกับจำเลยโดยกรรมการโจทก์ร่วมไม่เคยโต้แย้งก็ดี ปรากฏว่าขณะที่นายสมบูรณ์ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ร่วมมาเบิกความต่อศาล จำเลยก็มิได้ถามค้านพยานในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้อธิบายว่าความจริงเป็นเช่นที่จำเลยอ้างหรือไม่อย่างไร เพื่อสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยให้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทั้งกรณีไม่น่าเชื่อว่ากรรมการโจทก์ร่วมจะยินยอมให้จำเลยหรือพนักงานคนใดกระทำในเรื่องที่ผิดปกติวิสัยดังที่จำเลยอ้างอีกด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ก่อนที่จำเลยจะออกจากบริษัทโจทก์ร่วม จำเลยมีหน้าที่ต้องดูแลการโอนเงินระหว่างโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีบริษัทยูไอเอฟ มารีน เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งนายปราชญ์ เป็นกรรมการ แต่บางครั้งได้รับคำสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีนายปราชญ์โดยตรง การโอนเงินดังกล่าวจำเลยจะส่งเอกสารไปให้นายปราชญ์ลงลายมือชื่ออนุมัติ แต่ต่อมาจำเลยทราบว่าไม่มีบันทึกหลักฐานการโอนเงินจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีบริษัทยูไอเอฟ มารีน เอเยนซี่ จำกัด จำนวนเงินที่ไม่มีการลงบันทึกหลักฐานการโอนเงินรวมทั้งสิ้น 497,000 บาท ซึ่งกรรมการโจทก์ร่วมให้จำเลยเขียนบันทึกรับผิดชอบจำนวนเงินดังกล่าว ขณะนั้นมีนายสมบูรณ์ นายกุลบัณฑิต และนายวันชัย ซึ่งเป็นทนายความฟังอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยทราบในภายหลังว่าไม่มีบันทึกหลักฐานการโอนเงินจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีบริษัทยูไอเอฟ มารีน เอเยนซี่ จำกัด แต่จำเลยก็ไม่ได้ถามค้านนายสมบูรณ์เกี่ยวกับข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวหรือนำนายกุลบัณฑิต และนายวันชัย ที่จำเลยอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทำบันทึก มาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของจำเลย และที่จำเลยอ้างว่า ก่อนจำเลยทำบันทึก นายสมบูรณ์และนายกุลบัณฑิต ให้จำเลยไปเขียนรายงานเกี่ยวกับเงินส่วนต่างที่ไม่มีการลงบันทึกไว้ว่าเป็นความผิดพลาดจากการทำงานของจำเลย จำเลยจึงได้ทำบันทึกโดยระบุถึงเงินส่วนต่างดังกล่าวตามบันทึก ก็ปรากฏว่าบันทึกดังกล่าวไม่ได้ลงวันที่ ซึ่งแตกต่างจากบันทึก ที่ลงวันที่ทำบันทึกคือวันที่ 12 ธันวาคม 2551 และระบุว่าจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี แสดงว่าขณะนั้นจำเลยยังทำงานอยู่ที่บริษัทโจทก์ร่วม แต่บันทึกเอกสาร ระบุว่าจำเลยเป็นอดีตพนักงานของบริษัทโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยเบิกความว่า แต่กลับระบุว่าจำเลยเป็นอดีตพนักงานโจทก์ร่วมจึงเป็นข้อพิรุธและฟังไม่ได้ว่าเอกสารดังกล่าวจำเลยทำขึ้นก่อน ดังที่จำเลยอ้าง อีกทั้งในวันที่จำเลยไปให้การต่อพนักงานสอบสวน จำเลยก็ไม่นำไปยื่นเป็นหลักฐานและไม่ได้ให้การถึงเอกสารดังกล่าวด้วย เชื่อว่าจำเลยทำบันทึก ขึ้นในภายหลัง เพื่อใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า เงินที่กรรมการบริษัทโจทก์ร่วมให้จำเลยรับผิดชอบคือเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีของบริษัทยูไอเอฟ มารีน เอเยนซี่ จำกัด แต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้เพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเบี่ยงเบนกลบเกลื่อนความผิดที่ตนเองได้กระทำไว้เท่านั้น ดังนี้ พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาจึงมีข้อพิรุธน่าสงสัย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยลักเงินของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างโดยใช้กลอุบายปรับแต่งบัญชีเงินเดือนให้โจทก์ร่วมนำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเทียมร่วมมิตร บัญชีเลขที่ 733-2-30311-7 ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลย เกินกว่าจำนวนเงินเดือนที่จำเลยมีสิทธิได้รับในแต่ละเดือน รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 466,500 บาท และนำเงินฝากเข้าบัญชีเลขที่ 733-2-30289-7 ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของนายสุลตอน เกินกว่าจำนวนเงินเดือนที่นายสุลตอนมีสิทธิได้รับในแต่ละเดือน รวม 8 ครั้ง เป็นเงิน 96,000 บาท แล้วจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตน รวมเป็นเงิน 562,500 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้างตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 20 กรรม แยกเป็นการกระทำความผิดในส่วนที่จำเลยปรับแต่งบัญชีให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2550 ถึงเดือนตุลาคม 2551 รวม 12 กรรม และปรับแต่งบัญชีให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของนายสุลตอนในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 รวม 8 กรรม แล้วจำเลยเอาเงินทั้งสองส่วนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2551 ทั้งในส่วนที่โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและในส่วนที่โอนเงินเข้าบัญชีของนายสุลตอนนั้น จำเลยได้จัดทำบันทึกข้อมูลให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยและนายสุลตอนในแต่ละเดือนคราวเดียวกัน โดยจำเลยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อต้องการลักเงินของโจทก์ร่วมในเดือนนั้น ๆ เท่านั้น การกระทำของจำเลยในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม 2551 จึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จในแต่ละเดือนเพียงกรรมเดียว รวมเป็น 6 กรรม เท่านั้น เมื่อนับรวมกับการกระทำผิดของจำเลยในเดือนพฤศจิกายน 2550 ถึงเดือนเมษายน 2551 และเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2551 อีก 8 กรรม ตามฟ้องแล้วรวมเป็น 14 กรรม

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 112 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 562,500 บาท แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทยูนิค อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นางสาวนันทภัคหรือฝน สนสร้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย รุ่งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14679/2558
#635219
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดโดยกำหนดวันนัดขายทอดตลาดไว้ถึง 2 นัด และยังมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดอีกด้วย แต่โจทก์เองไม่วางเงินกลับยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการขายทอดตลาดออกไป 3 เดือน แสดงว่าโจทก์ยังไม่ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทรัพย์พิพาท ดังนั้นวันนัดที่กำหนดไว้จึงเป็นการเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดและการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า งดการขายทอดตลาดไว้ 3 เดือน รอโจทก์แถลงความประสงค์ จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนตกลงงดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาที่กำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (3) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว หากโจทก์ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป โจทก์ก็ชอบที่จะยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปเนื่องจากระยะเวลาที่ให้งดการบังคับคดีนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้วตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 294 วรรคหนึ่ง โจทก์จะอ้างว่าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เมื่อครบกำหนด 3 เดือน ตามที่โจทก์ขอให้งดการบังคับคดีไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปทันทีโดยโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่ให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปอีกหาได้ไม่เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะแถลงขอให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป จะถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ โจทก์มิได้แถลงขอให้ดำเนินการขายทอดตลาดจนกระทั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์แถลงความประสงค์ในการบังคับคดีและวางค่าใช้จ่ายเพิ่ม โจทก์จึงวางเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไป การที่โจทก์ปล่อยระยะเวลาล่วงเลยมาถึง 11 ปีเศษ เช่นนี้ ความล่าช้าในการบังคับคดีจึงเป็นความผิดหรือบกพร่องของโจทก์เอง หาใช่เป็นความผิดหรือบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 101,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กันยายน 2530) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 700 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 72707 ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีชื่อนายสุรชัยหรือสมภณ สามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้รับโอนสิทธิการรับจำนองทรัพย์ที่ยึดเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 2,080,000 บาท แต่ไม่พอชำระหนี้จำนองที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น จึงไม่เหลือเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าวางทรัพย์ต่าง ๆ แก่โจทก์

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ตามความประสงค์ของโจทก์และมีหมายแจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อประกาศขายทอดตลาดตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 และหมายแจ้งโจทก์วางเงินอีกหลายครั้ง แต่โจทก์กลับแถลงขอให้ชะลอการขายทอดตลาดไว้ก่อน จนกระทั่งวันที่ 28 สิงหาคม 2555 โจทก์จึงแถลงความประสงค์ขอให้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ต่อไปพร้อมวางเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี นับเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่โจทก์เพิกเฉยไม่วางเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี ส่วนการปิดประกาศขายทอดตลาดนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดไว้ ณ สถานที่ราชการ สถานที่ชุมนุมชน ที่ตั้งทรัพย์ และสถานที่จำหน่ายทรัพย์สิน ตามระเบียบและคำสั่งของกรมบังคับคดีแล้ว การบังคับคดีขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีตกอยู่ในความรับผิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ ความปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2530 ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทคือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 72707 ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีชื่อนายสุรชัยหรือสมภณ สามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อขายทอดตลาด วันที่ 23 มีนาคม 2543 และวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทแต่ไม่สามารถขายได้เนื่องจากราคาต่ำไปและโจทก์คัดค้านราคา ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 และวันที่ 21 มิถุนายน 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งแก่โจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อประกาศขายทอดตลาดต่อไป โจทก์มิได้วางเงินแต่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 โจทก์กลับแถลงขอให้ชะลอการขายทอดตลาดไว้ 3 เดือน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า งดการขายทอดตลาดไว้ 3 เดือน รอโจทก์แถลงความประสงค์ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดโดยกำหนดวันนัดขายทอดตลาดไว้ถึง 2 นัด คือวันที่ 23 มีนาคม 2543 และ 4 พฤษภาคม 2543 และยังมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้วางเงินค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดอีกด้วย แต่โจทก์เองไม่วางเงินกลับยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการขายทอดตลาดออกไป 3 เดือน แสดงว่าโจทก์ยังไม่ประสงค์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทรัพย์พิพาท ดังนั้นวันนัดที่กำหนดไว้จึงเป็นการเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดและการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า งดการขายทอดตลาดไว้ 3 เดือน รอโจทก์แถลงความประสงค์ จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนตกลงงดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะเวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (3) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว หากโจทก์ประสงค์จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป โจทก์ก็ชอบที่จะยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปเนื่องจากระยะเวลาที่ให้งดการบังคับคดีนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 294 วรรคหนึ่ง โจทก์จะอ้างว่าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เมื่อครบกำหนด 3 เดือน ตามที่โจทก์ขอให้งดการบังคับคดีไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปทันทีโดยโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใหม่ให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปอีกหาได้ไม่เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะแถลงขอให้ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป จะถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ โจทก์มิได้แถลงขอให้ดำเนินการขายทอดตลาดจนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์แถลงความประสงค์ในการบังคับคดีและวางค่าใช้จ่ายเพิ่ม โจทก์จึงวางเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 การที่โจทก์ปล่อยระยะเวลาล่วงเลยมาถึง 11 ปีเศษ เช่นนี้ ความล่าช้าในการบังคับคดีจึงเป็นความผิดหรือบกพร่องของโจทก์เอง หาใช่เป็นความผิดหรือบกพร่องของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดครั้งแรกและครั้งที่สองเพียงพอแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่จำต้องให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีอีก กับฎีกาที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ปิดประกาศการขายทอดตลาด ณ สถานที่ทรัพย์ตั้งอยู่นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 292 ม. 294
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทสัณถวัฒน์ ไทยวัฒน์
จำเลย — นางมณฑา คล่องเลี้ยงชีพ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14671/2558
#592145
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภัสพร บุษรา
จำเลย — บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง -
ชื่อองค์คณะ
นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14666/2558
#594014
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าภายหลังจากลูกจ้างโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 111/2550 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและคืนเงินประกันความเสียหายแก่ลูกจ้างโจทก์โดยวินิจฉัยด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากโจทก์ การที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยเป็นคดีนี้ กรณีจึงมีประเด็นแห่งคดีเพียงว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและคืนเงินประกันความเสียหายแก่ลูกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าลูกจ้างโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและนำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งของจำเลยในส่วนสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์เกินไปกว่าคำสั่งของจำเลยซึ่งคำสั่งในส่วนนั้นถึงที่สุดไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ได้ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 111/2550 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 111/2550 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 โดยให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์ตามกฎหมายด้วย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จ้างนางสาวน้ำผึ้ง เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 ตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงิน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,628 บาท โดยเป็นเงินเดือน 10,028 บาท ค่าครองชีพ 1,000 บาท ค่าประสบการณ์การทำงาน 766 บาท ค่าบรรจุ 500 บาท ค่าบริการ 2,334 บาท และค่าอาหารเดือนละ 600 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินประกันความเสียหายจากลูกจ้างโจทก์ 11,000 บาท ระหว่างการทำงานตั้งแต่ปลายปี 2549 มีเงินสูญหาย 5 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งลูกจ้างโจทก์ได้ให้ผู้เกี่ยวข้องชดใช้เงินให้โจทก์ โดยไม่ได้แจ้งเรื่องเงินหายให้โจทก์ทราบ จนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 ลูกจ้างโจทก์ให้นางสาวกาญจนา พนักงานบัญชีเป็นผู้ตรวจนับเงินสดรับในซองบรรจุเงินจำนวน 36 ซอง ซึ่งเป็นการรับเงินในช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายวันที่ 15 ถึงเช้าวันที่ 18 มิถุนายน 2550 ในระหว่างนั้น นางสาวนันทนา รองหัวหน้าแผนกการเงินได้เข้ามาและช่วยนับเงินด้วย แล้วส่งมอบให้ลูกจ้างโจทก์ตรวจนับและนำฝากธนาคาร ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2550 นางสาวสุนันธินี แผนกบัญชีตรวจสำเนาใบเสร็จรับเงินพบว่ามีเงินสดรับจำนวน 21,041.75 บาท และเงินสดรับจากการชำระด้วยบัตรเครดิตจำนวน 45,469.79 บาท ซึ่งเป็นเงินสดรับในช่วงที่นางสาวนันทนาเป็นผู้รับในช่วงเวลาที่เข้าเวรการเงินยังไม่ได้นำฝากในบัญชีเงินสดรับของโจทก์ โจทก์สอบสวนแล้วเห็นว่าเป็นการสูญหายในขั้นตอนการเก็บรักษาซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกจ้างโจทก์และเคยมีเงินหายทำนองนี้มาหลายครั้งแล้ว ลูกจ้างโจทก์ให้ผู้ที่รับผิดชอบชดใช้เงินโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อดำเนินการแก้ไข ทำให้โจทก์เสียหายอย่างร้ายแรง จึงเลิกจ้างลูกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จ่ายค่าชดเชย อายัดค่าจ้างช่วงสุดท้ายและเงินประกันความเสียหายไว้ ลูกจ้างโจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ลูกจ้างโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แต่ความเสียหายไม่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นเหตุให้โจทก์เลิกจ้างได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้าง คืนเงินประกันความเสียหายและจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างโจทก์ นายไพศาลเป็นผู้เก็บรักษากุญแจตู้เซฟที่ใช้เก็บเงินที่หายนี้แต่ผู้เดียวแต่ไม่มีรหัสเปิดตู้เซฟ โดยลูกจ้างโจทก์หัวหน้าแผนกการเงินกับนางสาวนันทนา รองหัวหน้าแผนกการเงินทราบรหัสเพียงสองคน ตามปกตินางสาวกาญจนาจะเป็นผู้ไปขอกุญแจจากนายไพศาลมาให้ลูกจ้างโจทก์เปิดตู้เซฟเอาซองใส่เงินออกมาตรวจนับ เมื่อจำนวนเงินตรงกับหลักฐานการรับเงินจึงลงลายมือชื่อผู้ตรวจและผู้รับตรวจโดยบางครั้งนางสาวนันทนามาช่วยนับด้วย และหากวันใดลูกจ้างโจทก์ไม่มาทำงาน นางสาวกาญจนาจะขอกุญแจจากนายไพศาลมาให้นางสาวนันทนาเปิดตู้เซฟเอาเงินออกมาตรวจนับแทน ก่อนเกิดเหตุครั้งนี้เคยมีเงินหายหลายครั้ง ซึ่งลูกจ้างโจทก์แก้ปัญหาโดยให้ผู้ที่รับผิดชอบชดใช้เงินโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่ในเหตุเงินหายครั้งนี้ไม่มีผู้รับผิดชอบ ลูกจ้างโจทก์จึงแจ้งให้ทราบเพื่อสอบสวนหาผู้รับผิด หลังจากสอบสวนแล้วครั้งแรกโจทก์จะสั่งพักงานลูกจ้างโจทก์กับนางสาวนันทนา แต่ต่อมามีคำสั่งเลิกจ้างลูกจ้างโจทก์เพียงคนเดียว โดยโจทก์เห็นว่าซองเงินหายไปในขั้นตอนการเก็บรักษาซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกจ้างโจทก์ และมีเงินหายหลายครั้งแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่รายงานให้โจทก์ทราบ โจทก์ไม่ได้กล่าวหาว่าลูกจ้างโจทก์ทุจริตหรือจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่เคยมีหนังสือตักเตือนว่าลูกจ้างโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่เห็นว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นกรณีร้ายแรงเพราะโจทก์กำลังขาดเงินสดหมุนเวียน เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนสะสมหลายร้อยล้านบาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่ลูกจ้างโจทก์ไม่รายงานให้โจทก์ทราบเมื่อมีเหตุเงินหายในครั้งก่อน ๆ แต่ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบชดใช้เงินให้โจทก์ก็ดี การที่ยินยอมให้นางสาวนันทนาอยู่ด้วยขณะทำการตรวจนับเงินและช่วยนับเงินก็ดี ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ หรือประมาทเลินเล่อ เพราะในทางปฏิบัติหากลูกจ้างโจทก์ไม่มาทำงาน นางสาวนันทนาจะปฏิบัติหน้าที่แทน และในครั้งเกิดเหตุลูกจ้างโจทก์ก็ได้ทำการตรวจนับอีกครั้งภายหลังจากที่นางสาวกาญจนากับนางสาวนันทนาตรวจนับแล้ว กรณีถือได้ว่าลูกจ้างโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ได้ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 111/2550 แต่เห็นสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งในส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า ลูกจ้างโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเพราะซองบรรจุเงินที่ลูกจ้างนำออกจากตู้นิรภัยมาไว้บนโต๊ะลูกจ้างโจทก์มีจำนวน 36 ซอง แต่ลูกจ้างโจทก์ตรวจนับเงินสดและหลักฐานการเงินได้เงินเพียง 858,660.50 บาท ซึ่งเป็นเงินสดและหลักฐานที่ได้จากซอง 35 ซอง ซองบรรจุเงินและหลักฐานการเงินสูญหายไป 1 ซอง จึงเป็นการสูญหายในขั้นตอนการเก็บรักษาขณะตรวจนับ ลูกจ้างโจทก์มิได้เอาใจใส่ควบคุมเงินให้ครบถ้วนบนโต๊ะอย่างเต็มที่เพราะยินยอมให้นางสาวนันทนาเป็นผู้ช่วยตรวจนับแทน ทั้งความเสียหายก็เป็นจำนวนเงินถึง 66,511.54 บาท ในช่วงเวลาที่โจทก์ประสบปัญหาการเงินอยู่ด้วย จึงเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง อันเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเลิกจ้างลูกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างโจทก์จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างโจทก์เป็นหัวหน้าแผนกการเงิน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 หลังจากนางสาวกาญจนา พนักงานบัญชีและนางสาวนันทนา รองหัวหน้าแผนกการเงินช่วยกันตรวจนับเงินแล้ว ลูกจ้างโจทก์ยังตรวจนับอีกครั้งก่อนนำฝากธนาคาร ข้อเท็จจริงเพิ่งปรากฏจากการตรวจสำเนาใบเสร็จรับเงินของแผนกบัญชีในวันที่ 21 มิถุนายน 2550 ว่า มีเงินสดรับจำนวน 21,041.75 บาท และเงินสดรับจากการชำระด้วยบัตรเครดิตจำนวน 45,469.79 บาท ซึ่งเป็นเงินสดรับในซองที่นางสาวนันทนาเป็นผู้รับในช่วงเวลาที่เข้าเวรการเงินยังไม่ได้นำฝากในบัญชีเงินสดรับของโจทก์ มิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าซองบรรจุเงินสดและหลักฐานการเงินรวมเป็นเงิน 66,511.54 บาท สูญหายไปในขณะที่มีการตรวจนับอันเป็นการสูญหายไปในขั้นตอนการตรวจนับ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเพื่อให้ศาลฎีกาเห็นว่าการสูญหายเกิดขึ้นในขณะตรวจนับอันเป็นความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างโจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วยังให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์ด้วย ทั้ง ๆ ที่จำเลยมิได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ลูกจ้างโจทก์เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน โจทก์ประสบปัญหาเงินสูญหายบ่อยครั้ง แต่ลูกจ้างโจทก์ปกปิดไว้มิให้โจทก์ล่วงรู้ ครั้งสุดท้ายโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมาก จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างโจทก์กระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โจทก์จึงเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างโจทก์ ทั้งคดีนี้โจทก์ขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยเฉพาะส่วนที่จำเลยสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และคืนเงินประกันความเสียหายให้แก่ลูกจ้างโจทก์เท่านั้น แต่ศาลแรงงานกลางกลับสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านอกเหนือคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ทั้งมิได้คำนึงถึงฐานะกิจการของโจทก์ จึงมิใช่เป็นกรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 และมาตรา 52 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าภายหลังจากลูกจ้างโจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจำเลยสอบสวนแล้วมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 111/2550 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและคืนเงินประกันความเสียหายแก่ลูกจ้างโจทก์ โดยวินิจฉัยด้วยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากโจทก์ การที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของจำเลยเป็นคดีนี้ กรณีจึงมีประเด็นแห่งคดีเพียงว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างค้าง ค่าชดเชยและคืนเงินประกันความเสียหายแก่ลูกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าลูกจ้างโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและนำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งของจำเลยในส่วนสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์เกินไปกว่าคำสั่งของจำเลยซึ่งคำสั่งในส่วนนั้นถึงที่สุดไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 52 ได้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่โจทก์จ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมงกุฎวัฒนะ จำกัด (มหาชน)
นางสาวเรณู ทรัพย์มาก
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14654 -ที่ 14655/2558
#635218
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้อง และศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามนั้นแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งจำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตามมาตรา 229 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยหาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขข้อสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีความมุ่งหมายให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าไม่อาจใช้บังคับได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมอันไม่อาจกระทำได้โดยศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความก็หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของมาตรา 138 วรรคสอง ที่จำเลยจะอุทธรณ์ได้ไม่ อีกทั้งต่อมาศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเห็นพ้องด้วยในผลกับศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลย และปัญหาดังกล่าวได้ยุติไปแล้วโดยศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยคำพิพากษาคดีนี้จึงเป็นที่สุดแล้ว ปัญหาข้อโต้แย้งด้วยวิธีต่าง ๆ ของจำเลย หาได้ทำให้คำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นที่สุดไปแล้วกลับมาไม่เป็นที่สุดตามที่จำเลยเข้าใจแต่อย่างใดไม่

เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาและขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมจำเลยซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีได้ ทั้งเมื่อคำพิพากษาตามยอมเป็นที่สุดและไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีกับจัดให้มีวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยระงับการออกหมายจับจำเลยและบริวารไว้ก่อนตามคำร้องของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 โดยโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าหรือนำออกให้เช่าช่วงและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1740 ตำบลห้วยขวาง อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่ 93 ตารางวา และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1812 ตำบลห้วยขวาง อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา (เฉพาะในส่วนของอาคารสำนักงานของจำเลยที่ปลูกสร้างเดิมอยู่แล้ว โดยให้จำเลยเข้าออกทางด้านที่ดินโฉนดเลขที่ 1740) มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 และจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ในอัตราเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ในอัตราเดือนละ 160,000 บาท และนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ในอัตราเดือนละ 170,000 บาท ทุกวันที่ 13 ของเดือน โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ ชำระงวดแรกในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้ทันที อีกทั้งจำเลยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินที่ค้างชำระ และยินยอมให้บรรดาอาคารโรงเรือน ที่พัก สำนักงาน ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ แต่หากโจทก์ผิดนัดไม่ส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลยภายในเวลาที่กำหนด ยินยอมให้จำเลยคิดค่าปรับในอัตราเดียวกันกับค่าตอบแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี แล้วจำเลยไม่ผิดนัดชำระค่าตอบแทน จำเลยมีสิทธิรื้อถอนบรรดาอาคาร โรงเรือน ที่พักสำนักงาน ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างในที่ดินทั้งสองแปลงออกไปได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาเช่า ถ้ารื้อถอนไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้บรรดาสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ตกเป็นของโจทก์ และให้ถือว่าบุคคลภายนอกที่เช่าช่วงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยเป็นบริวารของจำเลย หากจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์บังคับคดีแก่บุคคลเหล่านั้นเช่นเดียวกับจำเลย จำเลยตกลงถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2533/2549 ของศาลอาญา ภายใน 7 วันและบรรดาข้อพิพาททั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่เกิดก่อนวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ต่างไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 14 กันยายน 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำขอของโจทก์

ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 17 กันยายน 2552 ขอให้งดการบังคับคดีโดยจำเลยได้วางหลักประกันไว้แล้ว และเกินมูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 ว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง หากประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ให้ทำเป็นอุทธรณ์ให้ถูกต้องมายื่นใหม่

จำเลยอุทธรณ์

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน จนกว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลสูงจะมีคำสั่งกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือจนกว่าจะทราบผลการทูลเกล้าถวายฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 ว่า ไม่มีเหตุให้ทุเลาการบังคับ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

วันที่ 24 ธันวาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคุ้มครองจำเลยและบริวารโดยระงับการออกหมายจับจำเลยบริวาร และงดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลสูงจะมีคำพิพากษาหรือประธานองคมตรีจะมีคำสั่งในเรื่องที่จำเลยร้องเรียนขอความเป็นธรรม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 ว่า ไม่มีเหตุคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องนี้ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวรวมกันแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 โจทก์และจำเลยได้ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิจารณาเห็นว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นในวันดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมวันที่ 7 ตุลาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี วันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีและวันที่ 24 ธันวาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอจัดให้มีวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยมีคำสั่งระงับการออกหมายจับจำเลยโดยเหตุจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและให้งดการบังคบคดีไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะสั่งให้งดการบังคับคดีกับจัดให้มีวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยระงับการออกหมายจับจำเลยและบริวารไว้ก่อน ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2552 และฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2552 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้อง และศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามนั้นแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งจำเลยสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ จำเลยก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตามมาตรา 229 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยหาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขข้อสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีความมุ่งหมายให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าไม่อาจใช้บังคับได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมอันไม่อาจกระทำได้โดยศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขสัญญาประนีประนอมยอมความก็หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของมาตรา 138 วรรคสอง ที่จำเลยจะอุทธรณ์ได้ไม่ อีกทั้งต่อมาศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งเห็นพ้องด้วยในผลกับศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลย และปัญหาดังกล่าวได้ยุติไปแล้วโดยศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยคำพิพากษาคดีนี้จึงเป็นที่สุดแล้ว ปัญหาข้อโต้แย้งด้วยวิธีต่าง ๆ ของจำเลย หาได้ทำให้คำพิพากษาตามยอมซึ่งเป็นที่สุดไปแล้วกลับมาไม่เป็นที่สุดตามที่จำเลยเข้าใจแต่อย่างใดไม่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาและขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมจำเลยซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีได้ ทั้งเมื่อคำพิพากษาตามยอมเป็นที่สุดและไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีกกรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีกับจัดให้มีวิธีคุ้มครองชั่วคราวโดยระงับการออกหมายจับจำเลยและบริวารไว้ก่อนตามคำร้องของจำเลยแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรให้ทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไว้ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ได้เป็นที่สุดไปแล้ว จำเลยย่อมไม่อาจกล่าวอ้างว่าผลของคดีอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากคดียังไม่เป็นที่สุดรวมตลอดทั้งคดียังอยู่ระหว่างรอการสั่งการของผู้มีอำนาจบารมีอย่างสูงในกระบวนการยุติธรรมควบคู่กับกระบวนการทางศาลขึ้นมาเป็นเหตุสมควรให้มีการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 229 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายห่อ จั่นหยง
โจทก์ — โดยนายพิเชฐ จั่นหยง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสุวิทย์ หาญวิริยะกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14645/2558
#590632
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาท้ายอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลจากอุทธรณ์ของจำเลยว่า ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้โจทก์มิได้ขอให้บวกโทษก็ตาม ทั้งกรณีมิใช่การพิพากษาเกินคำขอและไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษา ท้ายอุทธรณ์ของจำเลย และตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาเกี่ยวกับคำพิพากษาดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่าคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่งและโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับคุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 และคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายภูมิล กล่อมเกลี้ยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายมนู มนูสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14645/2558
#633639
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาท้ายอุทธรณ์ของจำเลย และตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่าคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่งและโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับคุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 และคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาท้ายอุทธรณ์ของจำเลย และตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้แก้ฎีกาเกี่ยวกับคำพิพากษาดังกล่าวให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่าคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ลงโทษปรับจำเลย 5,000 บาท อีกสถานหนึ่งและโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี กับคุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 และคดีถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 640/2554 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายภูมิล กล่อมเกลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14640/2558
#594020
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุม ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป จึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว และเป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 699/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 620/2553 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 10 ครั้ง จนครบ 6 เดือน ยินยอมให้มีการตรวจสอบการใช้สารเสพติดให้โทษในปัสสาวะ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง และให้ดำเนินการอื่นใดตามเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 926/2553 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูและปรับแผนการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน เนื่องจากจำเลยหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีกจนเป็นเหตุให้ถูกจับดำเนินคดีฐานร่วมกันเสพและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 959/2553 ว่า ปรากฏว่าระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน จึงให้ปรับแผนการฟื้นฟูจำเลย โดยให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้เก็บปัสสาวะตรวจหาสารเสพติดให้โทษ ตลอดจนให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และดำเนินการอื่นใดตามความเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติดให้โทษ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 1231/2554 ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับการฟื้นฟู อีกทั้งบุคคลในครอบครัวไม่มีผู้ใดสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการบำบัดฟื้นฟู จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีเอกสารท้ายฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว เพียงแต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 3 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เพื่อขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง 25 ม. 25 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
จำเลย — นางสาวสุดคนึง วุฒิจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นางอรนุช วิริยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14634/2558
#633638
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ในราคาต่ำเกินสมควรอันเนื่องมาจากความไม่สุจริตหรือการฉ้อฉลหรือความประมาทอย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง นั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวน และภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนก่อน แต่กำหนดให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าหรือไม่ เมื่อทนายโจทก์แถลงว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า ขอให้ผู้ร้องนำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท ภายใน 15 วัน โดยไม่ไต่สวนก่อนไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 78462 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 22/65 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยให้แก่นายสกลวัฒน์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2555 ในราคา 2,650,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ทนายผู้ร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โดยมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่านำส่งหมายนัดให้ผู้ซื้อทรัพย์ทราบภายใน 7 วัน และให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท ภายใน 15 วัน ครั้งถึงวันนัดดังกล่าวผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องไม่มาศาล ไม่วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งศาล ไม่นำหมาย (ที่ถูก ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมาย) ให้ผู้ซื้อทรัพย์ ไม่ติดใจดำเนินคดีและไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่ามีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดคำร้องหรือไม่ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ค่าคำร้องเป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลผู้อาจได้รับความเสียหายจากการยื่นคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง โดยยังมิได้ไต่สวนก่อนมีคำสั่งดังกล่าวเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น คำสั่งศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ในราคาต่ำเกินสมควรอันเนื่องมาจากความไม่สุจริตหรือการฉ้อฉลหรือความประมาทอย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง นั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวน และภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนก่อน แต่กำหนดให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ว่า ทนายโจทก์แถลงว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลและผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า ขอให้ผู้ร้องนำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท ภายใน 15 วัน โดยไม่ไต่สวนก่อนจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องเกี่ยวกับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายนัดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์เป็นการไม่ชอบเพราะประเด็นดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องเพราะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ประกอบมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ผู้ร้องไม่มีสิทธิจะอุทธรณ์ต่อไปอีก ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องในประเด็นดังกล่าวหรือไม่ ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ อุทธรณ์ของผู้ร้องไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) โดยไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 309 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายภานุวัตร สมยา
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายสกลวัฒน์ ภูวลดาอมร
จำเลย — นางสาววิไลวรรณ อินยม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14628/2558
#635217
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลล่างให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 47, 48, 69, 73, 74 จัตวา, 75 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่มีการปรับ จึงไม่อาจสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลล่างให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายประถม ปราบภัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14618/2558
#592006
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะปรากฏจากคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางถึงเหตุไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยว่า จำเลยเคยกระทำความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของผู้อื่นมาแล้วหลายคดี แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวได้มาจากรายงานเจ้าหน้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ตรวจสอบประวัติผู้กระทำผิดจากระบบงานบริหารสำนวนคดี โดยที่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง และไม่ปรากฏว่ามีการสอบข้อเท็จจริงนี้จากจำเลยด้วย รายงานของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานแต่เป็นเพียงเอกสารภายในหน่วยงานเพื่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับศาล การที่จำเลยให้การรับสารภาพจึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 7, 42, 44, 68, 108, 110 และ 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า จำเลยเคยกระทำความผิดมาแล้วหลายคดีต่อเนื่องกัน กลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นพฤติการณ์ไม่เข็ดหลาบ เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จะปรากฏจากคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางถึงเหตุไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยว่าจำเลยเคยกระทำความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของผู้อื่นมาแล้วหลายคดี แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวได้มาจากรายงานเจ้าหน้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ตรวจสอบประวัติผู้กระทำผิดจากระบบงานบริหารสำนวนคดี โดยที่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง และไม่ปรากฏว่ามีการสอบข้อเท็จจริงนี้จากจำเลยด้วย รายงานของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานแต่เป็นเพียงเอกสารภายในหน่วยงานเพื่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับศาล การที่จำเลยให้การรับสารภาพจึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขโทษให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและสำนึกในการกระทำความผิดของตน จึงเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นางไมจิง แซ่ย่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสืบศักดิ์ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14617/2558
#593235
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขาย เสนอขาย สินค้าเครื่องสำอางชิเซโดจำนวน 2 กล่อง เครื่องสำอางปัดคิ้วยี่ห้อแม็กจำนวน 1 กล่อง อันเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามกฏหมาย โดยเสนอขายต่อผู้มาติดต่อซื้อ ซึ่งฉลากของสินค้าดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงวิธีใช้และข้อแนะนำการใช้หรือข้อห้าม ไม่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อันเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายที่แท้จริงของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าในข้อ 3 ว่า จำเลยขาย เสนอขายสินค้าเครื่องสำอางชิเซโด (SHISEIDO) จำนวน 2 กล่อง เครื่องสำอางปัดคิ้วยี่ห้อแม็ก (MAC) จำนวน 1 กล่อง ภายในตลาดนัดเซฟวัน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามกฎหมาย โดยการเสนอขายแก่ผู้มาติดต่อซื้อ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน ซึ่งฉลากของสินค้าดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงวิธีใช้และข้อแนะนำการใช้หรือข้อห้าม และไม่มีข้อความภาษาไทย ชื่อ หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศไทยของผู้สั่งและนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งฉลากและการแสดงฉลากดังกล่าวไม่ถูกต้องตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากที่ควบคุมฉลาก พ.ศ.2541 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2541 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ทั้งนี้จำเลยรู้อยู่แล้วว่าการแสดงฉลากดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยกระทำผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่งอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลาก กับมิได้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (8) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นควรพิพากษาไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษในข้อหานี้ให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรแล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 186 (8)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 ม. 52
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายอำนาจ คานจันทึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิช
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14615/2558
#591874
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยทั้งสี่จะมีมูลครบองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 พยานหลักฐานของโจทก์จะต้องมีมูลเพียงพอให้รับฟังได้ว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายนั้น เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่มีบุคคลใดทำขึ้นโดยปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรของโจทก์ด้วย เมื่อไม้กอล์ฟอุปกรณ์เล่นกอล์ฟ และถุงกอล์ฟจำนวน 25 ชิ้น ของกลาง เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท ค. ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ไว้ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ส่วนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวไว้ในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2553 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่ประเทศญี่ปุ่นกว่าสิบปี ทั้งในฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทไม้กอล์ฟแต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ไว้โดยชอบในประเทศญี่ปุ่นด้วย เมื่อสินค้าของกลางทั้งหมด เป็นสินค้าที่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ซึ่งมีบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้อยู่ก่อนแล้วในประเทศญี่ปุ่น จึงหาใช่สินค้าที่มีบุคคลใดจัดทำขึ้นโดยปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ระงับหรือละเว้นการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า KAMUI ของโจทก์ การนำเข้ามาจำหน่ายเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย รวมทั้งการประกาศโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ทั้งทางเว็บไซต์และหนังสือนิตยสารกอล์ฟทั้งหมด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา คงรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่มีมูลอันเป็นความผิดในข้อหาร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"KAMUI" ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 นั้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่จะมีมูลครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 พยานหลักฐานของโจทก์จะต้องมีมูลเพียงพอให้รับฟังได้ว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายนั้น เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่มีบุคคลใดทำขึ้น โดยปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรของโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากนายปรีดา พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า ไม้กอล์ฟ อุปกรณ์เล่นกอล์ฟ และถุงกอล์ฟจำนวน 25 ชิ้น ของกลาง เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทคามุยเวิร์ค เจแปน จำกัด ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ไว้ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแนบท้ายหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง ส่วนโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวไว้ในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2553 อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่บริษัทคามุย เวิร์ค เจแปน จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่ประเทศญี่ปุ่นกว่าสิบปี ทั้งในฟ้องได้อ้างว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทไม้กอล์ฟแต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ไว้โดยชอบในประเทศญี่ปุ่นด้วย เมื่อสินค้าของกลางทั้ง 25 ชิ้น เป็นสินค้าที่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KAMUI" ซึ่งมีบริษัทคามุย เวิร์ค เจแปน จำกัด เป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้อยู่ก่อนแล้วในประเทศญี่ปุ่น จึงหาใช่สินค้าที่มีบุคคลใดจัดทำขึ้นโดยปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรไม่ การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้านั้น จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2349/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 109 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คาบูชิกิ ไกชา ชูโจ
จำเลย — บริษัทกอล์ฟ คลิก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14601/2558
#633637
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ และโจทก์เป็นคนต่างด้าว ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ กรณีต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ซึ่งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง

ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติว่าบรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ฯลฯ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติในเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เป็นกรณีที่โจทก์ต้องทำนิติกรรมจำหน่ายที่ดินพิพาทถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาท แต่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนั้นหากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ โจทก์ย่อมไม่อาจที่จะดำเนินการเพื่อจดทะเบียนจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้ โดยตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน ถือได้ว่าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 216913 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 162 และทรัพย์สินทั้งหมดภายในบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้โจทก์มีสิทธินำออกขายนำเงินชำระให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนขาย หากเพิกเฉยหรือดำเนินการชักช้าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยโอนขายหรือทำนิติกรรมให้แก่บุคคลอื่นก่อนศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงิน 2,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 216915 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 162 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 30,000 บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ เมื่อประมาณต้นปี 2551 โจทก์เข้ามาในประเทศไทยและรู้จักกับจำเลยโดยการแนะนำของเพื่อนชื่อนายเดวิด ซึ่งพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และโจทก์ใช้เงินของโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 216915 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบ้านพิพาทเลขที่ 162 ในโครงการแคทลียา การ์เด้นท์วิลล์ ในราคา 2,600,000 บาท โดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายและสำเนาโฉนดที่ดิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยปรากฏว่า เมื่อโจทก์มาประเทศไทย นางอารยาภริยาของนายเดวิดเพื่อนโจทก์ แนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลย โจทก์กับจำเลยก็อยู่กินด้วยกันที่บ้านนางอารยาไม่เกิน 2 เดือน แล้วโจทก์กลับไปประเทศอังกฤษ โจทก์มาประเทศไทยครั้งที่สองประมาณ 1 เดือน ได้เช่าที่พักอยู่กับจำเลย แล้วมีการจองซื้อที่ดินและบ้านพิพาท หลังจากนั้นโจทก์กลับไปและโอนเงินเข้าบัญชีของนายเดวิดให้ชำระค่าที่ดินและบ้านพิพาท แล้วมีการจดทะเบียนชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท จึงเห็นได้ว่าขณะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโจทก์และจำเลยเพิ่งเริ่มมีความสัมพันธ์กันฉันสามีภริยา โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทด้วยเงินของโจทก์ ในหมู่บ้านเดียวกับเพื่อนโจทก์ ทั้งหลังจากนั้นโจทก์มาอยู่ที่ที่ดินและบ้านพิพาทและตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์นำโฉนดที่ดินใส่ตู้นิรภัยที่โจทก์เป็นผู้รู้รหัสเพียงผู้เดียว เป็นข้อสนับสนุนน่าเชื่อตามคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโจทก์บอกจำเลยว่าจะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย เพื่ออยู่อาศัยร่วมกันและตอบแทนที่จำเลยตกลงอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ โจทก์มอบเงิน 100,000 บาท ให้จำเลยวางมัดจำค่าที่ดินและบ้านพิพาท บอกแก่พนักงานขายว่าซื้อบ้านให้ภริยา โจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยโดยเสน่หา โจทก์เป็นคนต่างด้าวต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จำเลยฎีกามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ และแม้โจทก์ยังไม่ได้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโจทก์กับจำเลยก็มีความสัมพันธ์กันฉันสามีภริยา ทั้งโจทก์และจำเลยมิได้มีการสมรสหรือมีเจตนาจะมีการสมรสกัน ไม่ว่าตามประเพณีหรือตามกฎหมายที่จะทำให้เห็นว่าจำเลยจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับโจทก์ตลอดไปและโจทก์ประสงค์จะตอบแทนจำเลย นอกจากนี้นายวัชรบุตรของจำเลย เป็นพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายวัชรเข้าไปพักอาศัยในบ้านพิพาทเนื่องจากจำเลยขออนุญาตโจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยรับว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ จึงขัดแย้งกับที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินและกับบ้านพิพาทให้จำเลยโดยเสน่หาและที่ดินกับบ้านพิพาทเป็นของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ และโจทก์เป็นคนต่างด้าว ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวที่ได้ที่ดินมาโดยไม่รับอนุญาตจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ซึ่งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การจำหน่ายที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 50 ถึงมาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา เกินกว่าบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิพากษาให้โจทก์จำหน่ายที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติว่าบรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ฯลฯ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติในเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์ต้องทำนิติกรรมจำหน่ายที่ดินพิพาทถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาท แต่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนั้นหากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ โจทก์ย่อมไม่อาจที่จะดำเนินการเพื่อจดทะเบียนจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้ โดยตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน ถือได้ว่าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.ที่ดิน ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน เค็นเน็ท กริฟฟิน
จำเลย — นางศิริวรรณ ลันขุนทด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14596/2558
#592166
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้เริ่มต้นโดยการที่โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา และมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครองตามมาตรา 103 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางรับเป็นคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 99/2544 โดยไม่ปรากฏว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าจัดทำคำฟ้องมายื่นใหม่ แต่เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ต้องเป็นไปตาม ป.วิ.พ. จึงมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องมายื่นใหม่และโจทก์ทั้งห้าได้ยื่นคำฟ้องใหม่ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้า โดยจำเลยทั้งสี่และผู้ร้องทั้งสิบสองมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าจัดทำคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มายื่นใหม่และมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจททั้งห้าเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่า คำฟ้องฉบับใหม่ของโจทก์ทั้งห้า เป็นคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าบรรยายมาด้วยว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นราษฎรอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา โดยจับปลา เลี้ยงสัตว์ และเก็บฟืน ทั้งบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีหน้าที่รับจดทะเบียนและออกเอกสารสิทธิในที่ดินท้องที่ จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ปกครองและกำกับดูแลจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์รวมทั้งดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกและฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิผู้บุกรุก ทั้งมีอำนาจตรวจสอบรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ในท้องที่ของตนด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเอกสารสิทธิให้ผู้บุกรุกโดยมิชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ดูแลรักษา เป็นเหตุให้ผู้บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างมาในคำฟ้อง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้ตามปกติ ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้ามีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยทั้งสี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งห้ามีหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 103 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางรับเป็นคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 99/2544 ขณะที่คดีอยู่ที่ศาลปกครองกลาง ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 12 ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลปกครองกลางอนุญาต ต่อมาศาลปกครองกลางและศาลชั้นต้นเห็นตรงกันว่า คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบของผู้ร้องทั้งสิบสอง เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้น และจำหน่ายคดีจากศาลปกครองกลาง ตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542

โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา เพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ปักหลักเขตให้ชัดเจนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แล้วร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยที่ 3 กับที่ 4 สั่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการขับไล่ดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องทั้งสิบสองรับโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ 1699, 16409, 16410, 16411 และ 19477 กับที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1458 และ 1700 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากเจ้าของเดิมโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ทั้งผู้ร้องทั้งสิบสองยังครอบครองมาเป็นเวลานาน โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 9 และที่ 11 ขอถอนคำร้องสอด ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนผู้ร้องที่ 10 และที่ 12 ไม่เสียค่าขึ้นศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ร้องที่ 10 และที่ 12

โจทก์ทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดว่าเอกสารสิทธิทั้งโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดทำนองเดียวกันว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เพราะที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ เอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง

ก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องสอดและคำให้การแก้คำร้องสอดพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์ทั้งห้า พยานจำเลยทั้งสี่ และพยานผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้า และยกคำร้องสอดของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายศิริพล บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันตรวจสอบที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา เพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ปักหลักเขตให้ชัดเจนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้จำเลยที่ 3 กับที่ 4 สั่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินการขับไล่ดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุก กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้เริ่มต้นโดยการที่โจทก์ทั้งห้ามีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา และมีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ให้โอนเรื่องร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งห้าไปยังศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 103 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางรับเป็นคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 99/2544 โดยไม่ปรากฏว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งห้าจัดทำคำฟ้องมายื่นใหม่ แต่เมื่อศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมายื่นใหม่ ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2550 ต่อมาโจทก์ทั้งห้ายื่นคำฟ้องฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้า โดยจำเลยทั้งสี่และผู้ร้องทั้งสิบสองมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมายื่นใหม่และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเป็นการไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวปรากฏว่า โจทก์ทั้งห้าบรรยายมาในคำฟ้องด้วยว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นราษฎรอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา โดยการจับปลาในฤดูฝน และเลี้ยงสัตว์ เก็บฟืนในฤดูแล้ง ทั้งยังบรรยายมาในคำฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่รับจดทะเบียนและออกเอกสารสิทธิในที่ดินท้องที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ ต้นสังกัดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ปกครองและกำกับดูแลจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่น มีอำนาจตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ รวมทั้งดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกและฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้งยังมีอำนาจตรวจสอบรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ในท้องที่ของตนอีกด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ผู้บุกรุกโดยมิชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ดูแลรักษา เป็นเหตุให้มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวโดยมิชอบ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ผู้บุกรุกโดยมิชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ดูแลรักษา เป็นเหตุให้มีผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวโดยมิชอบนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง ย่อมทำให้โจทก์ทั้งห้าไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์หนองปลาแขยง หนองหินตั้ง และบุ่งกระเบา โดยการจับปลาในฤดูฝน และเลี้ยงสัตว์ เก็บฟืนในฤดูแล้งได้ตามปกติ ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้ามีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงหรือเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้ออื่น เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป และเนื่องจากคดีนี้ยังมิได้มีการสืบพยาน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 (เดิม)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ พยานจำเลยและพยานผู้ร้องต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ พนาพิศาล กับพวก
ผู้ร้อง — นายผล โรจนสกุล กับพวก
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — สาขากบินทร์บุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายวิชัย ผ่องใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14595/2558
#593488
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจาก ร. ให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไป กรณีไม่อาจปรับเข้ากับ ป.พ.พ. มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ร. ผู้จำนองจึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อ ร. ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่ ร. แสดงเจตนายกให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของ ร. ให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ธนาคาร อ. ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 20189 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนายเริ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายเริ่มจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำ แต่นายเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองจึงยื่นฟ้องนายเริ่มจนกระทั่งมีการบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 มีการจดทะเบียนระงับจำนองและจดทะเบียนขายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 95 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภายในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 3 งาน คือที่ดินพิพาทมีอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตั้งอยู่

มีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่า นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่เกิน 50,000 บาท และข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายเริ่มได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วเป็นการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะพยานบุคคลของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า และจำเลยมีเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรองสำเนา พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า นายเริ่ม ผู้จำนองมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการ ภายหลังจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองอันเป็นที่เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจากนายเริ่มให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 กรณีไม่อาจปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น นายเริ่ม ผู้จำนอง จึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อนายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่นายเริ่มแสดงเจตนายกให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของนายเริ่มให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทของนายเริ่มต่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 525 ม. 705 ม. 1304 (3) ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ อ่อนชาติ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลวังคีรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายนฤพันธ์ ถิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14595/2558
#634856
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันว่า ร.ได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

ป.พ.พ. ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่าผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจาก ร.ให้แก่ทางราชการ และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไป กรณีไม่อาจปรับเข้ากับ ป.พ.พ. มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น ร. ผู้จำนอง จึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อ ร. ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่ ร. แสดงเจตนายกให้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของ ร. ให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมายที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ธนาคาร อ. ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 20189 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา มีชื่อนายเริ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายเริ่มจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2539 นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำ แต่นายเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองจึงยื่นฟ้องนายเริ่มจนกระทั่งมีการบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดได้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 มีการจดทะเบียนระงับจำนองและจดทะเบียนขายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมบ้านปูนชั้นเดียว เลขที่ 95 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ภายในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 3 งาน คือที่ดินพิพาทมีอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังลำซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยตั้งอยู่ตามรูปแผนที่ภายใต้เขตเส้นสีแดง

มีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่า นายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์และจำเลยได้รับจากผลคดีย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทนั่นเอง จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่เกิน 50,000 บาท และข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายเริ่ม ได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้วเป็นการคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะพยานบุคคลของจำเลยเป็นพยานบอกเล่า และจำเลยมีเพียงสำเนาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรองสำเนา พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า นายเริ่ม ผู้จำนองมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการ ภายหลังจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองอันเป็นที่เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 จำนอง หมวด 5 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง มาตรา 736 ถึงมาตรา 743 ได้บัญญัติรับรองถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไว้ ย่อมแสดงว่า ผู้จำนองย่อมมีสิทธิโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไปยังบุคคลอื่นได้ในฐานะที่ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ผู้จำนองจึงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และมาตรา 702 วรรคสอง คดีนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนสิทธิการโอนที่ดินพิพาทจากนายเริ่มให้แก่ทางราชการตามโฉนดที่ดิน และผู้รับจำนองได้ฟ้องบังคับจำนองและจดทะเบียนระงับจำนองไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 ตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดิน กรณีไม่อาจปรับเข้ากับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 ซึ่งเป็นเรื่องขอให้ลบสิทธิที่จดทะเบียนออกจากทะเบียน หากผู้รับจำนองเสื่อมสิทธิได้รับความเสียหายอย่างใด ก็เป็นเรื่องที่ผู้รับจำนองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้จำนองต่อไป ดังนั้น นายเริ่มผู้จำนองจึงมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการได้ เมื่อนายเริ่มได้อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมพัฒนาชุมชน ซึ่งต่อมาโอนสิทธิและหน้าที่ให้แก่จำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะนับแต่วันที่นายเริ่มแสดงเจตนายกให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยไม่จำต้องจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การอุทิศที่ดินพิพาทของนายเริ่มให้แก่ทางราชการจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทของนายเริ่มต่อจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ผู้รับจำนองที่ดินซึ่งซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล โจทก์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะที่ดินพิพาท จึงเป็นการขายทรัพย์สินที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์รับโอนไว้ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทต่อมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม เพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 525 ม. 702 ม. 705 ม. 722 ม. 1304 (3) ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุไรวรรณ อ่อนชาติ
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลวังคีรี
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14588/2558
#590279
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดีและคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 196 บัญญัติว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองแจ้งต่อพนักงานสอบสวนไม่เป็นข้อความเท็จว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 172, 173 และ 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ทั้งสองมีพฤติการณ์ประวิงคดีและคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 บัญญัติว่า คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วยตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นกล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าไต่สวนมูลฟ้องยังไม่เสร็จสิ้นกระแสความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลชั้นต้นจะทราบได้อย่างไรว่าโจทก์ทั้งสองจะนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าทำการไต่สวนมูลฟ้องในเรื่องใดบ้าง และเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร ที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นชอบที่จะเปิดโอกาสให้โจทก์ทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าไต่สวนมูลฟ้องจนเสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน มิใช่ด่วนมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัย ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองแจ้งต่อพนักงานสอบสวนไม่เป็นข้อความเท็จว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 196
ป.อ. ม. 172 ม. 173 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไตรรัตน มีเดีย จำกัด กับพวก
จำเลย — มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14570/2558
#592045
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาพยายามฆ่าผู้อื่นแก่จำเลย จึงถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และลูกกระสุนปืน (หัวกระสุนปืน) ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 9 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีทศพล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จากการสอบถามจำเลยเบื้องต้นจำเลยให้การรับสารภาพจึงให้จำเลยพาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจำเลยพาไปชี้ที่บริเวณลานจอดรถที่เกิดเหตุชกต่อยกัน และพาไปชี้จุดที่จำเลยตามไปไล่ยิงกลุ่มของผู้เสียหายทั้งสองที่บริเวณสถานีบริการแก๊ส หลังจากนั้นพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นได้ว่าแม้จะมีการระบุแต่เพียงข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่จำเลยก็แสดงท่าทางและนำชี้จุดที่มีการติดตามไล่ยิงผู้เสียหายทั้งสองบริเวณสถานีบริการแก๊ส โดยมีคำอธิบายใต้ภาพอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ด้วย และจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาในคดีนี้เป็นอย่างดีแล้ว และหลังจากนั้นก็มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยถือได้ว่ามีการแจ้งให้จำเลยทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดพอที่จำเลยจะเข้าใจได้ดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปยังสถานที่เกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนก่อน แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบก็ไม่ทำให้การสอบสวนในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ย่อมรับฟังไม่ได้ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุทธิโชคหรือหนึ่ง ชุ่มแจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558
#589783
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ ช. ในฐานะผู้อำนวยการจำเลย พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 13 บัญญัติให้มีคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย และมาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการของจำเลย ดังนั้นอำนาจในการบริหารกิจการของจำเลยจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ซึ่งต้องกระทำและมีมติในรูปแบบของคณะกรรมการ การที่ ป. ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมีคำสั่งที่ 6/2548 ให้ ช. ระงับการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมิได้มีมติในวันดังกล่าว คำสั่งจึงยังคงไม่มีผลบังคับเนื่องจากไม่ชอบด้วยมาตรา 15 ของ พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ทั้งตามเอกสารคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันในวันที่ 19 กันยายน 2548 ดังนั้น ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ช. ยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยและยังมีอำนาจในการแก้ไขคำสั่งของตนเองได้ เมื่อ ช. สั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก โจทก์จึงต้องแก้ไขคำสั่งตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิดวินัยการทำงานตามข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2548 การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์เป็นการไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์ว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของโจทก์ไม่ได้กระทำด้วยวิธีการขีดฆ่าและลงลายมือชื่อกำกับ เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์แก้ไขคำสั่งโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่งก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเท่านั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 202/2549 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 เรื่องลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงาน อ.อ.ป. และคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 104/2550 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 เรื่องผลการพิจารณาอุทธรณ์กรณีการแก้ไขคำสั่ง อ.อ.ป. ที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งหมด และให้จำเลยคืนเงินเดือนที่หักไปจากโจทก์จำนวน 49,716 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้แก้ไขทะเบียนประวัติโจทก์ให้ถูกต้อง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ 202/2549 เรื่องลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงาน อ.อ.ป. ฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 และคำสั่งที่ 104/2550 เรื่องผลการพิจารณาอุทธรณ์กรณีการแก้ไขคำสั่ง อ.อ.ป.ที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งหมดและให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 49,716 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2550) และให้แก้ไขทะเบียนประวัติของโจทก์ให้ถูกต้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ (ระดับ 8) สำนักงานอำนวยการ มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารและงานอำนวยการ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 โจทก์ได้สั่งให้นายวิรัตน์ผู้ใต้บังคับบัญชา เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสมุดทะเบียนคุมคำสั่ง ซึ่งขณะนั้นมีคำสั่งจำนวน 2 เรื่อง ออกเลขที่คำสั่งไว้แล้วคือ คำสั่งที่ 197/2548 และคำสั่งที่ 198/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 แต่ได้มีการนำคำสั่งเรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก ซึ่งนายชนัตรได้ลงนามในตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลย สั่ง ณ วันที่ 14 กันยายน 2548 ไปแทนที่ในคำสั่งที่ 197/2548 โดยลบข้อความในช่องวันที่เดิมและเรื่องเดิมออกไป ทำให้คำสั่งที่ 197/2548 และที่ 198/2548 เดิม ต้องร่นถัดขึ้นไปเป็นลำดับที่ 198 และที่ 199 แก้ไขวันที่เดิมจากวันที่ 15 เป็นวันที่ 14 กันยายน 2548 ดังปรากฏตามสมุดทะเบียนคุมคำสั่ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพิจารณาแล้วมีมติว่า โจทก์เป็นผู้สั่งการให้มีการแก้ไขคำสั่งต่าง ๆ โดยไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่ง คำสั่งนั้นก็เป็นคำสั่งที่มิชอบ เป็นการผิดวินัยตามข้อบังคับ ข้อ 6 (4) (6) (7) และ (10) ทำให้จำเลยเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคี แต่ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาโจทก์ไม่เคยกระทำผิดทางวินัยมาก่อน สมควรลงโทษทางวินัยโดยตัดเงินเดือน 20 เปอร์เซ็นต์ มีกำหนด 6 เดือน ปรากฏตามคำสั่งจำเลยที่ 202/2549 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ก่อนที่นายชนัตรจะออกเดินทางไปราชการที่จังหวัดตากได้เข้าไปปฏิบัติงานที่สำนักงานโดยได้มีการลงนามในหนังสือออกและบันทึกสั่งการรวม 11 ฉบับ ดังนั้นการที่โจทก์อ้างว่านายชนัตรเรียกไปพบที่ห้องทำงานเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันดังกล่าว จึงมิได้เป็นการกล่าวเท็จแต่อย่างใด ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริตโทษพนักงานและพนักงานปฏิบัติการประจำองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ก.พ.อ.) มีความเห็นว่า นายชนัตรเพิ่งลงนามในคำสั่งฉบับพิพาทในวันที่ 15 กันยายน 2548 และมอบให้โจทก์ในเวลา 16 นาฬิกา ไปจัดการแก้ไขสมุดทะเบียนคุมคำสั่งโดยให้ทำเป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เป็นเหตุให้ต้องแก้ไขคำสั่งที่ 198/2548 และคำสั่งที่ 199/2548 ด้วย ดังที่ปรากฏในสมุดทะเบียนคุมคำสั่งซึ่งคณะกรรมการ ก.พ.อ. เชื่อว่า มูลเหตุจูงใจน่าจะมาจากการที่ได้มีคำสั่งคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยที่ 6/2548 และคำสั่งที่ 7/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 ให้ระงับการรับผิดชอบงานในหน้าที่ผู้อำนวยการจำเลยของนายชนัตรและให้นายอำนาจเป็นผู้รักษาการแทน จึงต้องแก้ไขคำสั่งและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อแสดงว่าคำสั่งต่าง ๆ ได้ออกขณะที่นายชนัตรยังมีอำนาจอยู่ การแก้ไขจึงเป็นการสั่งการให้แก้ไขเอกสารที่แท้จริงให้มีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามด้วยการสั่งให้นายวิรัตน์ดำเนินการตามที่นายชนัตรสั่งการ การกระทำของโจทก์จึงมีพิรุธและไม่ถูกต้อง การแก้ไขเอกสารเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ยกเลิกไปก็ไม่ทำให้พ้นความรับผิดไปได้ จึงให้ยืนโทษทางวินัยตามคำสั่งจำเลยที่ 104/2550 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 แล้วศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงอีกว่า นายชนัตรได้ลงนามในคำสั่งที่ 197/2558 ในวันที่ 14 กันยายน 2548 เวลา 16 นาฬิกา แต่เมื่อได้ตรวจสอบสมุดทะเบียนคุมคำสั่งแล้วพบว่ามีความคลาดเคลื่อนในการออกเลขที่คำสั่ง โจทก์จึงแก้ไขเลขที่ในสมุดทะเบียนคุมคำสั่งให้ตรงกับวันที่ออกคำสั่งตามความเป็นจริง โจทก์จึงไม่ได้กระทำผิดวินัยการทำงาน

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กิจการของจำเลยมีปัญหา ดังนั้นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้มีคำสั่งที่ 6/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 และคำสั่งที่ 7/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 แต่งตั้งให้นายอำนาจ เป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลย ซึ่งต่อมาคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันคำสั่งทั้งสองฉบับในวันที่ 19 กันยายน 2548 คำสั่งจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง ดังนั้นการที่นายชนัตรสั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งจากคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักซึ่งเป็นการกระทำมีพิรุธและไม่ปฏิบัติตามวิธีการแก้ไขคำสั่งของจำเลยให้ถูกต้องนั้น เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของนายชนัตรในฐานะผู้อำนวยการจำเลย เมื่อพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 มาตรา 13 บัญญัติให้มีคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย และมาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินกิจการของจำเลย ดังนั้นอำนาจในการบริหารกิจการของจำเลยจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งต้องกระทำและมีมติในรูปแบบของคณะกรรมการ การที่นายปีติพงศ์ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มีคำสั่งที่ 6/2548 ให้นายชนัตรระงับการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยมิได้มีมติในวันดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงยังคงไม่มีผลบังคับเนื่องจากไม่ชอบด้วยมาตรา 15 ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทั้งคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลยได้มีมติให้สัตยาบันในวันที่ 19 กันยายน 2548 ดังนั้น ในวันที่ 15 กันยายน 2548 นายชนัตรจึงยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยและยังมีอำนาจในการแก้ไขคำสั่งของตนเองได้ เมื่อนายชนัตรได้สั่งให้โจทก์แก้ไขคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 15 กันยายน 2548 เรื่องสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่าภาคตะวันออก ขอเลื่อนระดับพนักงานและเลื่อนชั้นพนักงานปฏิบัติการ เป็นคำสั่งที่ 197/2548 ลงวันที่ 14 กันยายน 2548 เรื่องโอนอัตรา เปลี่ยนแปลงอัตรา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนัก โจทก์จึงต้องแก้ไขคำสั่งตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดวินัยการทำงานตามข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ว่าด้วยวินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2548 การที่จำเลยมีคำสั่งลงโทษโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของโจทก์ไม่ได้กระทำด้วยวิธีการขีดฆ่าและลงลายมือชื่อกำกับจึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์แก้ไขคำสั่งโดยไม่ชอบเพราะไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือหากได้รับคำสั่งก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระศักดิ์ มั่นคงดี
จำเลย — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา