คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14232/2558
#634338
เปิดฉบับเต็ม

กรณีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 294 และ 299 นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครกระทำจนถึงแก่ความตายหรือจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำ จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตายกับผู้เสียหายฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แม้พยานโจทก์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าคนใดในกลุ่มของจำเลยเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม ย่อมมิใช่กรณีตาม ป.อ. มาตรา 294 และ 299 พวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตายและผู้เสียหายได้ใช้มีดแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหาย จำเลยซึ่งมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83, มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่อาวุธมีดของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงที่บริเวณหน้าอกขวานายเฉลียว ผู้ตาย อาวุธมีดปักคาอกอยู่ ทำให้มีเลือดคั่งในเยื่อหุ้มปอดข้างขวา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และใช้อาวุธมีดฟันนายวิทยา ผู้เสียหาย ถูกบริเวณแขนทั้งสองข้างหลายแห่ง มีบาดแผลฉีกขาด กระดูกแขนข้างซ้ายหัก กระดูกมือขวาหัก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตรวจยึด ได้มีดปลายแหลมด้ามไม้ 1 เล่ม จากที่เกิดเหตุและมีดปลายแหลม 1 เล่ม จากศพของผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า กรณีเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้ตายเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้จนถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 และ 299 เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 จึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ลงโทษจำเลยไม่ได้แล้วพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า กรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 และ 299 นั้น ต้องเป็นการชุลมุนต่อสู้กันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และมีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสโดยไม่ทราบว่าผู้ใดหรือผู้ใดร่วมกับใครกระทำจนถึงแก่ความตายหรือจนได้รับอันตรายสาหัส แต่หากสามารถรู้และแบ่งฝ่ายแบ่งพวกกันได้ ทั้งรู้ว่าผู้ใดหรือฝ่ายใดเป็นผู้ลงมือทำร้ายย่อมลงโทษผู้นั้นกับพวกได้ตามเจตนาและผลของการกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกับพวกฝ่ายหนึ่งและผู้ตายกับผู้เสียหายฝ่ายหนึ่งวิวาทต่อสู้กัน แม้พยานโจทก์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่า คนใดในกลุ่มของจำเลยเข้าไปใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและฟันผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสก็ตาม ย่อมมิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 และ 299 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยที่เข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทกับผู้ตายและผู้เสียหายได้ใช้มีดแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหาย จำเลยซึ่งมีเจตนาร่วมกับพวกกระทำต่อผู้ตายและผู้เสียหายย่อมต้องรับผลอันเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการนั้นในฐานะเป็นตัวการ แม้มิได้เป็นผู้ลงมือแทงผู้ตายและฟันผู้เสียหายด้วยตนเองก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 294 ม. 299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายสมคิด สวัสดี
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14225/2558
#594019
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และ ป. ทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เมื่อหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และ ป. โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทก็ทราบเรื่องดังกล่าวดีตั้งแต่วันนั้น ถือว่าบริษัททราบเรื่องการโอนหุ้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามใช้ยันกับบริษัทได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว แม้จะไม่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม และเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นย่อมมีผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุมด้วย และที่ประชุมก็มีมติให้แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของหุ้น และกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหายเนื่องจากไม่สามารถคัดค้านเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวได้ โจทก์ร่วมทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายฟิลิป ผู้เสียหายที่ 1 บริษัททรี เอซ เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 และนายสตีเว่น ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) (ที่ถูก ต้องระบุประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายปราโมททำหนังสือสัญญาโอนหุ้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 เมื่อหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 และนายปราโมท โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ก็ทราบเรื่องดังกล่าวดีตั้งแต่วันนั้น ถือว่าบริษัทดังกล่าวทราบเรื่องการโอนหุ้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสามใช้ยันกับบริษัทได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว แม้จะไม่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทก็ตาม และเป็นหน้าที่ของกรรมการของบริษัทดังกล่าวที่จะต้องไปจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่หามีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่ เมื่อบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 และครั้งที่ 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 ย่อมมีผลทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุมด้วย และที่ประชุมก็มีมติให้แก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของหุ้น และกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตามรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและข้อบังคับของบริษัทที่แก้ไขใหม่เพิ่มเติม จึงทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียหายเนื่องจากไม่สามารถคัดค้านเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวได้ โจทก์ร่วมทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงในกรณีนี้ที่จะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวได้ หาใช่เป็นกรณีที่มีการโอนหุ้นกันโดยบริษัทไม่ทราบ หากยังไม่มีการจดแจ้งชื่อลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นจะใช้ยันบริษัทไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม อันเป็นผลให้โจทก์ร่วมทั้งสามยังไม่เป็นผู้ถือหุ้นและไม่เป็นผู้เสียหายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกาไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวทราบตั้งแต่แรกแล้วมีการโอนหุ้นให้โจทก์ร่วมทั้งสามก่อนมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ให้มีการจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเพื่อมิให้มีการแจ้งให้โจทก์ร่วมทั้งสามทราบและเข้าประชุม ย่อมทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียสิทธิเข้าร่วมประชุมดังกล่าว จึงเป็นการไม่ลงข้อความสำคัญในเอกสารบริษัทเพื่อลวงให้โจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ที่ควรได้ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเป็นพยานในการโอนหุ้นระหว่างจำเลยที่ 1 และนายปราโมท กับโจทก์ร่วมทั้งสาม แต่จำเลยที่ 2 ก็เป็นกรรมการบริษัทเอทูซี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีหน้าที่ต้องใช้ความเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายด้วยความระมัดระวังและต้องรับผิดชอบร่วมกันในการจัดให้มีและรักษาไว้ให้เรียบร้อย ซึ่งบรรดาสมุดบัญชีและเอกสารที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 และบริษัทดังกล่าวก็มีกรรมการเพียง 2 คน คือ จำเลยทั้งสองโดยจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท และเป็นชาวต่างประเทศไม่สามารถฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยได้ ทั้งไม่มีความรู้กฎหมายไทยด้วย ในการบริหารกิจการของบริษัทดังกล่าวก็มีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย จึงต้องอาศัยจำเลยที่ 2 กรรมการอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยที่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศเนื่องจากจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทดังกล่าวมาด้วยกัน ย่อมมีเหตุอันควรให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองต้องปรึกษาหารือเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่ก่อตั้งมาด้วยกันโดยตลอด จำเลยที่ 2 จึงต้องทราบถึงฐานะการเงินของบริษัทเป็นอย่างดี รวมทั้งการนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการของบริษัทว่าจำเลยที่ 1 ได้มาอย่างไร นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 และครั้งที่ 2/2547 ในเดือนพฤศจิกายน 2547 เพื่อให้มีการแก้ไขข้อบังคับของบริษัทก่อนที่จะมีการจดแจ้งให้ชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นในเดือนธันวาคม 2547 ย่อมเป็นการส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการโอนหุ้นให้โจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าวมาก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 จึงร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม มูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้เสียประโยชน์อันควรได้เนื่องจากหลังจดแจ้งโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนหุ้นบริษัทแล้ว ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทที่มีการแก้ไข จึงไม่เป็นความผิดนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีหลักฐานส่วนนี้มาแสดงให้เห็นว่าเป็นดังที่อ้าง และยังได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ปัจจุบันโจทก์ร่วมทั้งสามได้เปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทแล้ว ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ฎีกาข้ออื่นก็ไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานและข้ออ้างในฎีกาของจำเลยทั้งสองย่อมหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่ได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษ นั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า นับตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัท จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แสดงว่า หลังจากจำเลยทั้งสองมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัทก่อนถึงวันที่มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ร่วมทั้งสามในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อบังคับดังกล่าว ย่อมทำให้โจทก์ร่วมทั้งสามเสียประโยชน์อันควรได้ไม่มากนัก ทั้งปรากฏว่าจำเลยทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสามต่างก็มีคดีฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญากันหลายเรื่อง ในที่สุดก็มีการเจรจาไกล่เกลี่ยยุติข้อพิพาทกันได้และทำบันทึกข้อตกลงยุติระงับข้อพิพาทกันโดยแต่ละฝ่ายจะไปถอนฟ้องกัน ตามสำเนาบันทึกดังกล่าวเอกสารแนบท้ายฎีกา ซึ่งก็ตรงกับที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำแถลงลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 และสำเนาบันทึกแนบท้ายคำแถลงดังกล่าว จึงฟังได้ว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจริง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้ลงชื่อตกลงในบันทึกดังกล่าวด้วย แต่ก็เป็นการแสดงถึงความสำนึกที่ดีของจำเลยทั้งสองในการที่ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกัน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลยทั้งสอง จึงสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษสักครั้ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายฟิลิป โรเบิร์ต คอกซ์ กับพวก
จำเลย — นายเซอร์จิโอ อาร์เมนิโอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14219/2558
#635985
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการวางเงินที่ศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางที่ศาลเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน

หลังจากจำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินที่นำมาวางดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง และมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับที่สองว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลง จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,466 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามได้นำเงินจำนวน 117,331 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลอีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลงขอ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางที่ศาลชั้นต้นจำนวน 117,331 บาท ซึ่งรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2546 ระบุว่า "ได้รับเงินไว้แล้ว ขออนุญาตนำฝากธนาคาร" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาต" การวางเงินดังกล่าวไม่มีการแจ้งให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า "จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำแถลง" วันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้ของแผ่นดิน จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ว่า "กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำแถลงขอ" เห็นว่า เมื่อมีการวางเงินที่ศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางที่ศาลเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินที่นำมาวางดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง และมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับที่สองว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลง จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 117,331 บาท ที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — สิบตำรวจโทมาโนตร์ บุญเสงี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14218/2558
#634333
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินซึ่งเป็นรถยนต์ของบุคคลทั่วไปที่นำเข้ามาจอดในลานจอดรถของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทปล่อยให้มีผู้นำรถที่โจทก์รับประกันภัยออกไปจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยไม่คืนบัตรจอดรถ จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 แม้จะให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของลูกค้าผู้ใช้บริการหรือบุคคลภายนอกแต่จำเลยที่ 3 ก็ให้การว่าจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้มาดำเนินการดูแลและรักษาความปลอดภัยแก่พนักงานและทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ที่อยู่ภายในสาขานครปฐม โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตามสัญญาจ้างที่จะต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ และเครื่องมือที่ต้องใช้ในการรักษาความปลอดภัยในการดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มิได้ให้การว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัท บ. ดูแลความปลอดภัยให้จำเลยที่ 3 เช่นนี้จึงแปลได้ว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 แต่ว่าจ้างบริษัท บ. ดูแลรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ 3 จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัท บ. จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาท ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทอันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่จะมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 ต้องพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่... กลับปล่อยให้มีผู้นำรถที่โจทก์รับประกันภัยออกไปจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยไม่รับคืนบัตรจอดรถเท่ากับว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องให้รับผิดฐานละเมิดไว้ด้วย หาได้บรรยายฟ้องให้รับผิดฐานฝากทรัพย์เท่านั้นไม่

จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าตามสมควร การที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถจึงเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำการดูแลรักษาความปลอดภัยแทน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับบัตรจอดรถคืนจากผู้ขับรถ เมื่อปรากฏว่ามีผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยออกจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยบัตรจอดรถยังอยู่กับ ช. และ ไม่ปรากฏว่ามีการคืนบัตรจอดรถหมายเลขทะเบียนเดียวกับรถคันที่โจทก์รับประกันภัย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติหน้าที่เรียกคืนบัตรจอดรถจากคนร้ายเป็นเหตุให้รถที่โจทก์รับประกันภัยถูกลักไป อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าตามสมควร จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

โจทก์รับประกันภัยรถยนต์พิพาทจาก ช. ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น" ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องจากผู้ทำละเมิดได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันนำรถกระบะหมายเลขทะเบียน ปบ 3192 กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 422,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 422,500 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ปบ 3192 กรุงเทพมหานคร จากนายชาญวุฒิ จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายสินค้า ใช้ชื่อทางการค้าว่า "ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส" และจัดให้มีลานจอดรถ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณทางออกของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 เวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา นายชาญวุฒิขับรถกระบะที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยได้รับบัตรจอดรถที่พนักงานรักษาความปลอดภัยมอบให้ที่บริเวณทางเข้า ต่อมาเวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา นายชาญวุฒิกลับมาที่จอดรถปรากฏว่ารถกระบะที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณทางออกของจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องตรวจบัตรจอดรถขณะรถยนต์ออกจากลานจอดรถ และเป็นหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัทบอดี้การ์ด สแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด ดูแลรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ 3 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินซึ่งเป็นรถยนต์ของบุคคลทั่วไปที่นำเข้ามาจอดในลานจอดรถของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทปล่อยให้มีผู้นำรถที่โจทก์รับประกันภัยออกไปจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยไม่คืนบัตรจอดรถ จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 แม้จะให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของลูกค้าผู้ใช้บริการหรือบุคคลภายนอกแต่จำเลยที่ 3 ก็ให้การว่าจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้มาดำเนินการดูแลและรักษาความปลอดภัยแก่พนักงานและทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ที่อยู่ภายในสาขานครปฐม โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตามสัญญาจ้างที่จะต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ และเครื่องมือที่ต้องใช้ในการรักษาความปลอดภัยในการดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มิได้ให้การว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัทบอดี้การ์ด สแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด ดูแลความปลอดภัยให้จำเลยที่ 3 เช่นนี้จึงแปลได้ว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว การที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 แต่ว่าจ้างบริษัทบอดี้การ์ด สแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด ดูแลรักษาความปลอดภัยให้จำเลยที่ 3 จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัทบอดี้การ์ด สแตนดาร์ด กรุ๊ป จำกัด จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาท ศาลจะรับฟัง มาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัย การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาทอันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งมีผลทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่ จะมุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์โจทก์ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำวินิจฉัยก่อน และเห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 ต้องพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่... กลับปล่อยให้มีผู้นำรถที่โจทก์รับประกันภัยออกไปจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยไม่รับคืนบัตรจอดรถเท่ากับว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องให้รับผิดฐานละเมิดไว้ด้วยหาได้บรรยายฟ้องให้รับผิดฐานฝากทรัพย์เท่านั้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าจำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าตามสมควร การที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถจึงเป็นการมอบหมายให้จำเลยที่ 2 และลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำการดูแลรักษาความปลอดภัยแทน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ในการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับบัตรจอดรถคืนจากผู้ขับรถ เมื่อปรากฏว่ามีผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยออกจากลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยบัตรจอดรถยังอยู่กับนายชาญวุฒิ และไม่ปรากฏว่ามีการคืนบัตรจอดรถหมายเลขทะเบียนเดียวกับรถคันที่โจทก์รับประกันภัย พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติหน้าที่เรียกคืนบัตรจอดรถจากคนร้ายเป็นเหตุให้รถที่โจทก์รับประกันภัยถูกลักไป อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าตามสมควร จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบมาตรา 425

โจทก์รับประกันภัยรถยนต์พิพาทจากนายชาญวุฒิซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น" ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องจากผู้ทำละเมิดได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อรถที่โจทก์รับประกันภัยเป็นรถใหม่ใช้งานไม่ถึงหนึ่งปี มีราคาเช่าซื้อไม่รวมผลประโยชน์เป็นเงิน 535,000 บาท ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถสูญหาย 400,000 บาท เต็มตามทุนประกันภัยแก่โจทก์เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427 ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพร มัจฉา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14217/2558
#596513
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับจ้างซ่อมแซมเรือ พ. จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และ/หรือเป็นบุคคลที่จำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาทำการว่าจ้าง วาน ใช้ หรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการซ่อมแซมเรือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อเจ้าของเรือ พ. โดยจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาททำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เรือ พ. จนได้รับความเสียหาย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาเพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ยืนยันว่าเหตุละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และ/หรือที่ 2 หากพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วได้ความตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และ/หรือที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ไม่ว่าในฐานะตัวการตัวแทนหรือนายจ้างลูกจ้าง เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 427 ให้นำมาตรา 425 และ 426 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของนายจ้างเพื่อผลละเมิดของลูกจ้างซึ่งกระทำไปในทางการที่จ้างบังคับแก่กรณีตัวการตัวแทนโดยอนุโลม ทั้งจำเลยที่ 1 และ/หรือที่ 2 อาจต้องร่วมรับผิดทั้งการกระทำละเมิดและการกระทำผิดสัญญาจ้างซ่อมแซมเรือที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาจึงไม่ได้ขัดแย้งกัน ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,996,760.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 26,370,390.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปถึงวันที่ 29 กันยายน 2540 และให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,820,390.80 บาท นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นนี้ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องหากมีการสรุปถึงความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำการใดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รวมทั้งคำขอบังคับที่จะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์อย่างไรเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้แล้วย่อมถือเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยเรือโพลาร์จากบริษัทอาราฟูรา ฟิชเชอรี่ กรุ๊ป จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือโพลาร์ มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับจ้างซ่อมแซมเรือโพลาร์ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และ/หรือเป็นบุคคลที่จำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาทำการว่าจ้าง วาน ใช้ หรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และ/หรือจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการซ่อมแซมเรือ จำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อเจ้าของเรือโพลาร์ โดยจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาททำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เรือโพลาร์จนได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 นั้น เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาเพื่อขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ยืนยันในฟ้องว่าเหตุละเมิดเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และ/หรือที่ 2 หากพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วได้ความตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และ/หรือที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ไม่ว่าในฐานะตัวการตัวแทนหรือนายจ้างลูกจ้างเนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ให้นำมาตรา 425 และ 426 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของนายจ้างเพื่อผลละเมิดของลูกจ้างซึ่งกระทำไปในทางการที่จ้างบังคับแก่กรณีตัวการตัวแทนโดยอนุโลม ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจต้องร่วมรับผิดทั้งการกระทำละเมิดและการกระทำผิดสัญญาจ้างซ่อมแซมเรือที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาจึงไม่ได้ขัดแย้งกัน ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 21,450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 426 ม. 427 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามซิตี้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทอิตัลไทย มารีน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14216/2558
#634332
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขาดนัดพิจารณาและโจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าการขาดนัดเป็นไปโดยไม่จงใจให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โจทก์โต้แย้งคำสั่งไว้ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีเป็นเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 206 วรรคสาม ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาไว้ หาใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลมีคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยแพ้คดีโดยการขาดนัดพิจารณา ตามมาตรา 199 ตรี และมาตรา 207 อันเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ไม่ โจทก์จึงฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องการจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ได้

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา นอกจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว ยังมีคำสั่งให้รับคำฟ้อง หมายเรียกให้จำเลยยื่นคำให้การ และนัดสืบพยานโจทก์ด้วย ซึ่งในวันดังกล่าวทนายจำเลยไม่ได้มาศาลหรือลงชื่อทราบวันนัดของศาลแต่อย่างใด และแม้ทนายจำเลยเคยระบุไว้ในคำแถลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤษภาคม 2544 เวลา 13.30 นาฬิกา ก็ตาม แต่ปรากฏตามคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ของทนายจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวมและรอไว้สั่งในวันนัด" ที่หัวกระดาษบนด้านขวาเหนือตราประทับของแผนกเก็บสำนวนคดีดำเขียนว่า "24 พค 44" นอกจากนั้นบัญชีพยานจำเลยลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 หัวกระดาษตอนบนมีข้อความระบุว่า "นัดวันที่ 24 พค 44 13.30 น" เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่ทนายจำเลยมาศาลในวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 และยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันนั้นโดยระบุชัดแจ้งถึงเหตุที่มาศาลในวันนั้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่คดีนี้และเหตุที่ไม่ได้มาศาลในวันนัด พร้อมสำเนาหลักฐานสมุดนัดความของทนายจำเลยซึ่งสอดคล้องกับเอกสารสำนวนศาล พฤติการณ์ตามข้ออ้างของทนายจำเลยจึงน่าเชื่อว่าทนายจำเลยสำคัญผิดในวันนัดและไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา

จำเลยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่ จ. แต่อ้างว่าผู้แสดงเจตนาขอเอาประกันภัยไม่ใช่ จ. ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าสัญญาประกันภัยบังคับได้หรือไม่ เพียงใด จำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยไม่มีผลผูกพันได้

คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์นั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากโจทก์ไม่เห็นด้วยต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นทั้งที่มีเวลาเพียงพอโจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,570,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยยื่นคำร้องว่าทนายจำเลยไม่จงใจขาดนัดพิจาณาแต่เข้าใจวันนัดพิจารณา โดยผิดหลงและจดแจ้งวันนัดลงในสมุดนัดความผิดพลาด ทำให้ไม่ได้มาศาลตามกำหนดนัดขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์คัดค้านว่า ทนายจำเลยทราบวันนัดแล้วจึงไม่อาจอ้างความผิดหลงได้ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า การขาดนัดเป็นไปโดยไม่จงใจให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางจิตติมา ตามคำขอเอาประกันภัยในใบสมัครแผนประกันภัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต กองพิสูจน์หลักฐานขอตัวอย่างลายมือชื่อเพิ่มเติมและแจ้งค่าตรวจพิสูจน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้จำเลยทราบ แต่จำเลยเพิกเฉยศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยไม่ติดใจตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อดังกล่าว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนางจิตติมาอีกครั้ง โจทก์แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ฎีกาคำสั่งและคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2542 นายทวีสารนำคำขอเอาประกันภัยของนางจิตติมา ในวงเงินเอาประกัน 2,000,000 บาท ยื่นต่อจำเลยผ่านนางหรม ตัวแทนของจำเลยตามคำขอเอาประกันในใบสมัครแผนประกันภัย หลังจากนั้นมีบุคคลนำใบคำขอเอาประกันภัยของนางจิตติมายื่นต่อนางหรมโดยแจ้งว่านางจิตติมาต้องการเพิ่มวงเงินประกันอีก 1,000,000 บาท ตามใบคำขอเอาประกันภัย โดยเอกสารทั้งสองฉบับระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 10 มิถุนายน 2542 และวันที่ 17 มิถุนายน 2542 จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้ขอเอาประกันภัยในนามนางจิตติมา มีผลคุ้มครองวันที่ 8 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2543 และวันที่ 15 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ตามตารางกรมธรรม์ ต่อมานางจิตติมาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2542 ตามสำเนามรณบัตร โจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับดังกล่าวจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าสัญญาประกันภัยไม่ผูกพันเนื่องจากลายมือชื่อของนางจิตติมาในใบคำขอเอาประกันภัยเป็นลายมือชื่อปลอม ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ และมีคำสั่งระหว่างพิจารณาตามคำขอของจำเลยให้ส่งลายมือชื่อของนางจิตติมาที่ปรากฏตามใบคำขอเอาประกันในใบสมัครแผน-ประกันภัย ไปตรวจพิสูจน์อีกครั้งหลังจากมีคำสั่งให้งดการตรวจพิสูจน์ที่ได้เคยอนุญาตมาก่อนแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยก่อนว่า ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งเกี่ยวกับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาและโจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าการขาดนัดเป็นไปโดยไม่จงใจให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โจทก์โต้แย้งคำสั่งไว้ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีเป็นเรื่องการขอพิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 206 วรรคสาม ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาไว้ หาใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่หลังจากศาลมีคำสั่งชี้ขาดให้จำเลยแพ้คดีโดยการขาดนัดพิจารณา ตามมาตรา 199 ตรี และมาตรา 207 อันเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ดังที่จำเลยอ้างไม่ โจทก์จึงฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องการจงใจขาดนัดพิจารณาหรือไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ชอบหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า การที่ทนายจำเลยไม่มาศาลโดยอ้างว่าจดวันนัดผิดพลาด เป็นการกล่าวอ้างอย่างไม่มีเหตุผลเพราะทนายจำเลยระบุในคำแถลงลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ว่าศาลนัดวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยทราบวันนัดแล้ว ทั้งเป็นความบกพร่องของทนายจำเลย จึงไม่มีเหตุอันควรให้พิจารณาคดีใหม่ นั้น คดีนี้ทนายจำเลยอ้างว่าจำวันนัดผิดเนื่องจากจดวันนัดผิดพลาดและเชื่อโดยสุจริตว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ทั้งวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยว่าความอยู่ที่ศาลแพ่ง จึงไม่ได้มาศาลในวันนัด เห็นว่า ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา นอกจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้ว ยังมีคำสั่งให้รับคำฟ้องหมายเรียกให้จำเลยยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ด้วยซึ่งในวันดังกล่าวทนายจำเลยไม่ได้มาศาลหรือลงชื่อทราบวันนัดของศาลแต่อย่างใด และแม้ทนายจำเลยเคยระบุไว้ในคำแถลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤษภาคม 2544 เวลา 13.30 นาฬิกา ก็ตาม แต่ปรากฏตามคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ของทนายจำเลยที่ขอให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รวมและรอไว้สั่งในวันนัด " ที่หัวกระดาษบนด้านขวาเหนือตราประทับของแผนกเก็บสำนวนคดีดำเขียนว่า "24 พค 44" นอกจากนั้นบัญชีพยานจำเลยลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 หัวกระดาษตอนบนมีข้อความระบุว่า "นัดวันที่ 24 พค 44 13.30 น" เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่ทนายจำเลยมาศาลในวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 และยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันนั้นโดยระบุชัดแจ้งถึงเหตุที่มาศาลในวันนั้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่คดีนี้และเหตุที่ไม่ได้มาศาลในวันนัด พร้อมสำเนาหลักฐานสมุดนัดความของทนายจำเลยซึ่งสอดคล้องกับเอกสารสำนวนศาล พฤติการณ์ตามข้ออ้างของทนายจำเลยจึงน่าเชื่อว่าทนายจำเลยสำคัญผิดในวันนัดและไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุอันควรและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่นางจิตติมาแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงมีผลสมบูรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจรับฟังพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดมาหักล้างสัญญาประกันชีวิตได้นั้น เห็นว่า จำเลยออกกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่นางจิตติมา แต่อ้างว่าผู้แสดงเจตนาขอเอาประกันภัยไม่ใช่นางจิตติมา ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าสัญญาประกันภัยบังคับได้หรือไม่ เพียงใด จำเลยซึ่งมีภาระการพิสูจน์ย่อมสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างให้เห็นว่าสัญญาประกันภัยไม่มีผลผูกพันได้ ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จำเลยนำสืบจึงชอบแล้ว ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า นางจิตติมา เป็นผู้เอาประกันชีวิต ลงลายมือชื่อไว้ตามคำขอเอาประกันในใบสมัครแผนประกันภัยด้วยตนเองนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงข้อพิรุธเกี่ยวกับคำเบิกความของนางหรม ประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้นำใบคำขอเอาประกันภัยไปให้นางจิตติมาลงลายมือชื่อไว้โดยละเอียดแล้วว่านางหรมเบิกความขัดแย้งกับพยานเอกสารและพยานบุคคลในเรื่องสถานที่ลงลายมือชื่อ การรับมอบใบคำขอเอาประกันภัย การกรอกรายละเอียดในใบคำขอเอาประกันภัย ตลอดจนสถานที่อยู่ของนางจิตติมา ทั้งพยานแวดล้อมอื่นของโจทก์ล้วนแต่ขัดกันจนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยมีเจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเบิกความยืนยันถึงความเห็นต่อศาลตามหลักวิชาการว่าลายมือชื่อในใบคำขอเอาประกันภัยกับลายมือชื่อในเอกสารตัวอย่างไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน อันเป็นการวินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตตามคำร้องของจำเลยขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางจิตติมา ที่ปรากฏในใบสมัครแผนประกันภัยอีกครั้งหลังจากที่จำเลยละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้ดำเนินดังกล่าวมาแล้วส่อไปในทางประวิงคดี คำสั่งศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์นั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากโจทก์ไม่เห็นด้วยต้องโต้แย้งคัดค้านไว้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นทั้งที่มีเวลา เพียงพอโจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางจิตติมาไม่ได้เป็นผู้แสดงเจตนาเอาประกันภัยกับจำเลย จำเลยรับประกันภัยโดยตรวจสอบคำขอเอาประกันจากใบสมัครแผนประกันภัย เป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาประกันภัยตกเป็นโฆมะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 ไม่มีผลผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 ตรี ม. 199 เบญจ ม. 206 วรรคสาม ม. 207 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวขันคำ ณ ลำปาง
จำเลย — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14208/2558
#594405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่เพราะโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง ซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันอีกต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะทุจริตนับแต่เวลาที่โจทก์เรียกรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 54,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 9,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 654,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเรียกทรัพย์คืนอันเกิดจากนิติกรรมเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่เพราะโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง แม้สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 อาจจะไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ก็ตาม แต่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามลักษณะลาภมิควรได้ ซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันอีกต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ต่อไป โจทก์ย่อมอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะทุจริตนับแต่เวลาที่โจทก์เรียกรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถแทนนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโสภณ ความสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสมพิศ เพ็งงาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14208/2558
#634329
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่เพราะโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง แม้สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 อาจจะไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ก็ตาม แต่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามลักษณะลาภมิควรได้ ซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันอีกต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ต่อไป โจทก์ย่อมอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะทุจริตนับแต่เวลาที่โจทก์เรียกรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถแทนนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 54,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 9,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 654,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคา 629,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด งวดละ 9,993.46 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 11 ธันวาคม 2549 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 11 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 8 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 9 ประจำวันที่ 11 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อภายใน 30 วัน หากไม่ชำระให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิยึดถือรถที่เช่าซื้อไว้ต่อไป จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเรียกทรัพย์คืนอันเกิดจากนิติกรรมเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในเรื่องลาภมิควรได้หรือไม่เพราะโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง แม้สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 อาจจะไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ก็ตาม แต่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามลักษณะลาภมิควรได้ ซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันอีกต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ต่อไป โจทก์ย่อมอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 ได้ โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะทุจริตนับแต่เวลาที่โจทก์เรียกรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคารถแทนนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 415 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโสภณ ความสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14206/2558
#635991
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และขอให้อายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างและขอคืนเงินให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่เป็นคู่ความ จึงพอแปลได้ว่า เป็นกรณีที่ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งได้รับหมายยึด หมายอายัด ร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 261 โดยความในวรรคหนึ่งของมาตรา 261 ได้บัญญัติให้นำมาตรา 312 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งหมายความว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่ได้มีคำสั่งเรียกร้องเอาแก่ตนได้ตามมาตรา 312 ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติในมาตรา 312 เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 2 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ที่ในลักษณะ 2 วิธียึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ และการจ่ายเงินนี้ นอกจากให้สิทธิผู้ร้องที่ถูกบังคับตามสิทธิเรียกร้องชอบที่จะปฏิเสธหรือโต้แย้งสิทธิเรียกร้องที่เรียกเอาแก่ตนได้แล้ว ยังต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 311 วรรคสาม ที่บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องได้ แม้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้อันมีต่อบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือมีเงื่อนไขหรือไม่ มาใช้บังคับด้วย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดโดยมีข้อโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ธนาคารตามข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องนั้น จึงไม่อาจรับฟัง ผู้ร้องในฐานะบุคคลภายนอกผู้ได้รับหมายอายัดย่อมไม่อาจขอให้เพิกถอนหมายคำสั่งอายัดชั่วคราวและขอคืนเงินที่อายัดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงการเข้าหุ้นส่วนขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีฉุกเฉิน โดยขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 รวม 3 บัญชี และอายัดเงินค่าจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้ร้องตามสัญญาจ้างเลขที่ บก.1/2548 บก.3/2548 และ สด.6/2548 จำนวน 4,400,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 รวม 3 บัญชี และอายัดเงินค่าจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากแขวงการทางหนองคายที่ 2 (บึงกาฬ) ตามสัญญาเลขที่ บก.1/2548 และ บก.3/2548 กับแขวงการทางสกลนครที่ 2 (สว่างแดนดิน) สัญญาเลขที่ 6/2548 (ที่ถูก น่าจะเป็น สด.6/2548) จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนเงินแก่ผู้ร้องเพื่อดำเนินการต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งหมายอายัดชั่วคราว และต้องคืนเงินที่อายัดให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระหนี้ค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง โดยจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิในการรับเงินตามสัญญาจ้างให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองบัวลำภู แล้ว ผู้ร้องย่อมต้องผูกพันตามที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร เพราะเจ้าหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องคือจำเลยที่ 1 ได้บอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือมายังผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้แล้ว นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และขอให้อายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากแขวงการทาง กรมทางหลวง ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างและขอคืนเงินให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่เป็นคู่ความ จึงพอแปลได้ว่า เป็นกรณีที่ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกซึ่งได้รับหมายยึด หมายอายัด ร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 โดยความในวรรคหนึ่งของมาตรา 261 ได้บัญญัติให้นำมาตรา 312 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งหมายความว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่ได้มีคำสั่งเรียกร้องเอาแก่ตนได้ตามมาตรา 312 ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี บทบัญญัติในมาตรา 312 เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 2 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ที่ในลักษณะ 2 วิธียึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ และการจ่ายเงินนี้ นอกจากให้สิทธิผู้ร้องที่ถูกบังคับตามสิทธิเรียกร้องชอบที่จะปฏิเสธหรือโต้แย้งสิทธิเรียกร้องที่เรียกเอาแก่ตนได้แล้ว ยังต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 311 วรรคสาม ที่บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องได้ แม้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้อันมีต่อบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือมีเงื่อนไขหรือไม่ มาใช้บังคับด้วย ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดโดยมีข้อโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนหนี้ให้แก่ธนาคารแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ธนาคารตามข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องนั้น จึงไม่อาจรับฟัง ผู้ร้องในฐานะบุคคลภายนอกผู้ได้รับหมายอายัดย่อมไม่อาจขอให้เพิกถอนหมายคำสั่งอายัดชั่วคราวและขอคืนเงินที่อายัดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 261 ม. 311 วรรคสาม ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบุตรแสนก่อสร้าง จำกัด
ผู้ร้อง — กรมทางหลวง
บริษัทหนองบัวลำภู อิมปอร์ต -
จำเลย — เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14188/2558
#601874
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานบุกรุกเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมาย โดยโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ให้ อ. พี่ชายโจทก์ร่วม เป็นผู้ดูแลกิจการอาคารที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยให้อำนาจ อ. กระทำการเกี่ยวกับอาคารแทนโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้ห้ามจำเลยเข้ามาในอาคารและห้ามนำอาหารมาให้บิดามารดาโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมห้ามปรามอย่างเด็ดขาดแล้วจำเลยยังเข้าไปอีก ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อ. เป็นผู้ดูแลกิจการร้านเกิดเหตุและพักอาศัยอยู่ในร้าน แม้ อ. จะมิได้เป็นเจ้าของร้าน แต่ก็ถือได้ว่า อ.เป็นผู้ดูแลครอบครองร้านเกิดเหตุ เมื่อ อ. ยินยอมให้จำเลยเข้าไปภายในร้านจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุก ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า อ. มีสิทธิให้จำเลยเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบทบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ร่วมต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 364, 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอุนีนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 โจทก์ร่วมไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานบุกรุกเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างในฎีกา แต่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ความว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายอนุญาตให้นายเอกมีสิทธิเฉพาะทำการค้าขาย ทำงานเพื่อมีรายได้สำหรับนายเอกไว้ใช้จ่ายของนายเอกเอง ผู้เสียหายไม่ได้ให้นายเอกเป็นผู้ดูแลกิจการอาคารที่เกิดเหตุแต่อย่างไร ผู้เสียหายไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยให้อำนาจนายเอกกระทำการเกี่ยวกับอาคารแทนผู้เสียหายเลย เอกสารยังปรากฏชัดว่า ผู้เสียหายได้ห้ามจำเลยเข้ามาในอาคารที่เกิดเหตุและห้ามจำเลยนำอาหารมาให้บิดามารดาผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายห้ามปรามอย่างเด็ดขาดแล้ว จำเลยยังเข้าไปถือได้ว่าจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายเอกเป็นผู้ดูแลกิจการร้านเกิดเหตุและพักอาศัยอยู่ในร้านเกิดเหตุ แม้นายเอกจะมิได้เป็นเจ้าของร้านเกิดเหตุ แต่ก็ถือได้ว่านายเอกเป็นผู้ดูแลครอบครองร้านเกิดเหตุ เมื่อนายเอกยินยอมให้จำเลยเข้าไปภายในร้านเกิดเหตุ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุก ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า นายเอกมีสิทธิให้จำเลยเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบทบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ร่วมต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 364
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์ร่วม — นางสาวอุนีนา ธนผลผดุงกุล
จำเลย — นางธนิดาหรือแวว คุณาธัญญาธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นางสาวเกศรินทร์ จันทรสิทธิผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14188/2558
#635990
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อ. เป็นผู้ดูแลกิจการร้านเกิดเหตุ และพักอาศัยอยู่ในร้านเกิดเหตุ แม้ อ. จะมิได้เป็นเจ้าของร้านเกิดเหตุ แต่ก็ถือได้ว่า อ. เป็นผู้ดูแลครอบครองร้านเกิดเหตุ เมื่อ อ. ยินยอมให้จำเลยเข้าไปภายในร้านเกิดเหตุ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุก ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกเพราะโจทก์ร่วมอนุญาตให้ อ. มีสิทธิเฉพาะทำการค้าขาย ทำงานเพื่อมีรายได้สำหรับ อ. ไว้ใช้จ่ายของ อ. เอง โจทก์ร่วมไม่ได้ให้ อ. เป็นผู้ดูแลกิจการอาคารที่เกิดเหตุ โจทก์ร่วมไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยให้อำนาจ อ. กระทำการเกี่ยวกับอาคารแทนโจทก์ร่วมเลย ยังปรากฏชัดว่า โจทก์ร่วมได้ห้ามจำเลยเข้ามาในอาคารที่เกิดเหตุ และห้ามจำเลยนำอาหารมาให้บิดามารดาโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมห้ามปรามอย่างเด็ดขาดแล้ว จำเลยยังเข้าไป ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่า อ. มีสิทธิให้จำเลยเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว

การขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ร่วมต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวข้างต้น แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ก็ไม่อาจถือได้ว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 364, 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอุนีนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 โจทก์ร่วมไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดฐานบุกรุกเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างในฎีกา แต่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ได้ความว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายอนุญาตให้นายเอก มีสิทธิเฉพาะทำการค้าขาย ทำงานเพื่อมีรายได้สำหรับนายเอกไว้ใช้จ่ายของนายเอกเอง ผู้เสียหายไม่ได้ให้นายเอกเป็นผู้ดูแลกิจการอาคารที่เกิดเหตุแต่อย่างไร ผู้เสียหายไม่เคยมอบอำนาจและไม่เคยให้อำนาจนายเอกกระทำการเกี่ยวกับอาคารแทนผู้เสียหายเลย ยังปรากฏชัดว่า ผู้เสียหายได้ห้ามจำเลยเข้ามาในอาคารที่เกิดเหตุ และห้ามจำเลยนำอาหารมาให้บิดามารดาผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายห้ามปรามอย่างเด็ดขาดแล้ว จำเลยยังเข้าไปถือได้ว่าจำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายเอกเป็นผู้ดูแลกิจการร้านเกิดเหตุ และพักอาศัยอยู่ในร้านเกิดเหตุ แม้นายเอกจะมิได้เป็นเจ้าของร้านเกิดเหตุ แต่ก็ถือได้ว่านายเอกเป็นผู้ดูแลครอบครองร้านเกิดเหตุ เมื่อนายเอกยินยอมให้จำเลยเข้าไปภายในร้านเกิดเหตุ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบุกรุก ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อนว่านายเอกมีสิทธิให้จำเลยเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้าม มิให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบทบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ร่วมต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคท้าย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์ร่วม — นางสาวอุนีนา ธนผลผดุงกุล
จำเลย — นางธนิดาหรือแวว คุณาธัญญาธร
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14175/2558
#592010
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกแล้ว ย่อมไม่มีความเสียหายเป็นค่าไถ่ดินเตรียมแปลงเพาะปลูกที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิด

จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเดิมยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและยินยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยการส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราเพิ่มอีกจำนวน 20,000 ต้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยรับผิดสัญญาเดิม มิใช่ให้รับผิดตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเดิม โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยรับผิดในต้นพันธุ์ยางพาราจำนวน 20,000 ต้น เพราะต้นพันธุ์ยางพาราดังกล่าวเป็นเพียงค่าเสียหายที่จำเลยตกลงว่าจะชดเชยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยจะต้องส่งมอบตามสัญญาเดิม

เบี้ยปรับนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา เจ้าหนี้ย่อมเรียกเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสอง เมื่อศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ต้องซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้น เป็นเงิน 1,988,595 บาท อันเป็นค่าเสียหายยิ่งกว่าเบี้ยปรับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนอีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,160,507.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 4,758,935 บาท และ 3,966,898 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 1,377,434 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยมิได้ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยรับว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา และลงลายมือชื่อในบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จริง เพียงแต่อ้างว่าถูกโจทก์ข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อ โจทก์ไม่จำต้องอ้างต้นฉบับเอกสารเป็นพยาน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น การเลิกสัญญาไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบของให้ถูกต้องและเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,103,164 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากจำเลย 176,800 ต้น ในราคาต้นละ 13 บาท ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จำเลยส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนตามสัญญาวันที่ 11 กันยายน 2553 จำเลยทำบันทึกยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมส่งมอบพันธุ์ยางพาราให้โจทก์อีก 20,000 ต้น ตามสำเนาบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา แต่จำเลยยังคงส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้โจทก์ไม่ครบถ้วนยังขาดอยู่อีก 152,573 ต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า เงินมัดจำ 114,569 บาท ที่จำเลยรับไปจากโจทก์เกินกว่ามูลค่าของต้นพันธุ์ยางพาราที่ส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ส่วนค่าไถที่ดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพารานั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญากับโจทก์โดยไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยจะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ได้ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราแล้ว ย่อมไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ที่โจทก์จะมาเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนของค่าไถดินเตรียมแปลงเพาะปลูกต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ 500,000 บาทศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผิดสัญญาและทำให้โจทก์ต้องไปซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมต้นละ 15 ถึง 27 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นพันธุ์ยางพารา และใบสำคัญจ่าย เป็นพยานสนับสนุน จึงชอบที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินต้นละ 15 บาท ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา ยอมรับว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและยินยอมชดเชยค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วยการส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราตามที่ซื้อขายให้แก่โจทก์เพิ่มอีก 20,000 ต้น เมื่อต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ก็ฟ้องคดีนี้เพื่อให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา มิใช่ให้รับผิดตามบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา โจทก์จึงไม่อาจที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดในต้นพันธุ์ยางพารา 20,000 ต้น ได้ เพราะต้นพันธุ์ยางพารา 20,000 ต้น ดังกล่าวเป็นเพียงค่าเสียหายที่จำเลยตกลงว่าจะชดเชยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ต้นพันธุ์ยางพาราที่จำเลยต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายต้นตอตาเขียวยางพารา จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ในจำนวนต้นพันธุ์ยางพารา 132,573 ต้น ราคาต้นละ 15 บาท เป็นเงิน 1,988,595 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ต้องสั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นมาปลูกทดแทนในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อจากจำเลยต้นละ 15 บาท จำนวน 152,573 ต้น เป็นเงิน 2,288,595 บาท จึงไม่ชอบ ส่วนเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง เมื่อศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการที่โจทก์ต้องซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากผู้อื่นในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 1,988,595 บาท อันเป็นค่าเสียหายยิ่งกว่าเบี้ยปรับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนอีกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท เป็นการไม่ชอบเช่นกัน รวมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 2,103,164 บาทฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,103,164 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันฟ้องที่ 19 กรกฎาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 222 ม. 380
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซูมิรับเบอร์ไทยอีสเทิร์น แพลนเทชั่น จำกัด
จำเลย — นายจิราวุธ รักศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายบุณยฤทธิ อังศุกุลภัทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14166/2558
#635150
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของโจทก์ตามสำเนาข้อบังคับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิซึ่งในหมวดที่ 2 เรื่องวัตถุประสงค์ ข้อ 4 ระบุว่า วัตถุประสงค์ของมูลนิธิคือ 4.1 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันหรือหน่วยงานอิสระที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้น... 4.4 ประกอบกิจการให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรม วิจัยและพัฒนา วิเคราะห์และทดสอบ และประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับและต่อเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ... และสถาบันอาหารเป็นสถาบันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยโดยให้โจทก์เป็นมูลนิธิรองรับการดำเนินงานของสถาบันอาหาร เมื่อสถาบันอาหารได้ดำเนินโครงการพัฒนาปลาเผาะมีเป้าหมายเป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์และแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ยังคงเจริญเติบโตต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก การที่โจทก์ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีหน้าที่รองรับการดำเนินงานของสถาบันอาหารขายเนื้อปลาเผาะแก่จำเลยจึงเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันอาหารเพื่อสาธารณประโยชน์ มิใช่กระทำเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ แม้วัตถุประสงค์ของโจทก์มิได้ระบุวัตถุประสงค์ในการซื้อขายก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยฎีกาว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดกับ ป.วิ.พ. มาตรา 84 นั้น จำเลยมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดกับกฎหมายดังกล่าวอย่างไรเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

การที่โจทก์ขายเนื้อปลาเผาะแก่จำเลยเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันอาหารเพื่อสาธารณประโยชน์ มิใช่กระทำเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบ การค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ซื้อปลาจากโจทก์ แต่โจทก์นำปลามาให้จำเลยช่วยขาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ประเด็นนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยซื้อปลาจากโจทก์ จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,326,079.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,422,768.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,922,560.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,422,768.80 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือส่งเสริมการศึกษาด้านอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรมที่ 440/2539 เรื่อง การจัดตั้งสถาบันอาหาร ให้จัดตั้งสถาบันอาหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ยังคงเจริญเติบโตต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และโจทก์เป็นมูลนิธิรองรับการดำเนินงานของสถาบันอาหาร ต่อมาสถาบันอาหารได้ดำเนินโครงการพัฒนาปลาเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อการส่งออก คือปลาเผาะซึ่งมีเป้าหมายเป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์และแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกตามแผนปฏิบัติงาน โครงการพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทยเพื่อการส่งออก : ปลาเผาะ ปี 2549 ระหว่างเดือนสิงหาคม 2550 ถึง พฤษภาคม 2551 จำเลยซื้อเนื้อปลาเผาะจากโจทก์หลายครั้ง จำเลยชำระค่าเนื้อปลาแก่โจทก์บางส่วน คงค้างชำระเป็นเงิน 7,422,868.80 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระราคาเนื้อปลาที่ค้างชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์ระบุไว้โดยแจ้งชัดว่ามิได้มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย และการฟ้องคดีนี้และการดำเนินงานของสถาบันอาหารขัดกับวัตถุประสงค์นั้น เห็นว่า วัตถุประสงค์ของโจทก์ปรากฏตามสำเนาข้อบังคับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ซึ่งในหมวดที่ 2 เรื่องวัตถุประสงค์ ข้อ 4 ระบุว่า วัตถุประสงค์ของมูลนิธิคือ 4.1 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันหรือหน่วยงานอิสระที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้น... 4.4 ประกอบกิจการให้คำปรึกษา แนะนำ ฝึกอบรม วิจัยและพัฒนา วิเคราะห์และทดสอบ และประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับและต่อเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ... และสถาบันอาหารเป็นสถาบันที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยโดยให้โจทก์เป็นมูลนิธิรองรับการดำเนินงานของสถาบันอาหาร เมื่อสถาบันอาหารได้ดำเนินโครงการพัฒนาปลาเผาะมีเป้าหมายเป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์และแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ยังคงเจริญเติบโตต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก การที่โจทก์ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีหน้าที่รองรับการดำเนินงานของสถาบันอาหารขายเนื้อปลาเผาะแก่จำเลยจึงเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันอาหารเพื่อสาธารณประโยชน์ มิใช่กระทำเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำภายในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ แม้วัตถุประสงค์ของโจทก์มิได้ระบุวัตถุประสงค์ในการซื้อขายก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 นั้น จำเลยมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ขัดกับกฎหมายดังกล่าวอย่างไรเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า คดีของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าการที่โจทก์ขายเนื้อปลาเผาะแก่จำเลยเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานของสถาบันอาหารเพื่อสาธารณประโยชน์ มิใช่กระทำเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบ การค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยมิได้ซื้อปลาจากโจทก์แต่โจทก์นำปลามาให้จำเลยช่วยขายจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ประเด็นนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยซื้อปลาจากโจทก์ จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ
จำเลย — บริษัทซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14150/2558
#634319
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ที่มีหรือจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยเฉพาะ อันมีอัตราโทษหนักกว่าผู้ที่กระทำผิดฐานมีอาวุธปืนทั่ว ๆ ไปซึ่งมิใช่เพื่อการค้า เมื่ออาวุธปืนที่จำเลยมีและจำหน่ายสำหรับการค้านี้เป็นปืนจำนวนเดียวกันและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธปืนอื่นอีก จึงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 อีกกระทงหนึ่งไม่ได้ ส่วนการที่จำเลยมีอาวุธปืนจำนวนดังกล่าวสำหรับการค้าไว้ในความครอบครองของจำเลยและจำเลยได้จำหน่ายอาวุธปืนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อนั้น พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 24 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่ง นำเข้า มีหรือจำหน่าย ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" และหากผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 73 เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า แม้จำเลยจะมีและจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้า ก็ถือเป็นกรรมในบทมาตราเดียวกัน ไม่ต่างกัน เพราะการที่จำเลยจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าได้ จำเลยย่อมจะต้องมีอาวุธปืนนั้นไว้ในครอบครองอยู่ก่อนเมื่อจำเลยมีอาวุธปืนสำหรับการค้าและจำหน่ายอาวุธปืนดังกล่าวไปทั้งหมดแล้วก็ไม่มีอาวุธปืนสำหรับการค้าเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีก ดังนั้น การที่จำเลยมีและจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าจึงเป็นความผิดต่อเนื่องกรรมเดียวตั้งแต่เริ่มมีจนเลิกมีคือจำหน่ายอาวุธปืนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าเพียงกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 24, 72, 72 ทวิ, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 24, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 73 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 ครั้ง และให้ทำงานบริการสังคมมีกำหนด 12 ชั่วโมง (ที่ถูก ต้องระบุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 อีกบทหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางทั้งสองกระบอกยังเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปก่ออาชญากรรมแล้ว ย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนของกลางติดตัวไปบริเวณถนนสาธารณะในท้องที่ หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และหมู่ที่ 6 ตำบลหาดทนง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี และร่วมกับพวกจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่มีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย อีกทั้งในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลล่างทั้งสองจำคุกจำเลย 1 ปี และความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลล่างทั้งสองจำคุกจำเลย 2 ปี ก่อนลดโทษให้ เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่อาจกำหนดโทษสถานเบากว่านี้ได้อีก ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ก่อนลดโทษให้ ก็เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่สภาพแห่งความผิดแล้ว และยังลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษสถานเบากว่านี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 24, 72 วรรคหนึ่ง, 73 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติความผิดสำหรับผู้ที่มี หรือจำหน่ายซึ่งอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยเฉพาะ อันมีอัตราโทษหนักกว่าผู้ที่กระทำผิดฐานมีอาวุธปืนทั่ว ๆ ไปซึ่งมิใช่เพื่อการค้า เมื่ออาวุธปืนที่จำเลยมีและจำหน่ายสำหรับการค้านี้เป็นปืนจำนวนเดียวกันและไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธปืนอื่นอีก จึงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 อีกกระทงหนึ่งไม่ได้ ส่วนการที่จำเลยมีอาวุธปืนจำนวนดังกล่าวสำหรับการค้าไว้ในความครอบครองของจำเลยและจำเลยได้จำหน่ายอาวุธปืนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อนั้น พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 24 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่ง นำเข้า มีหรือจำหน่าย ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" และหากผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตราดังกล่าวจะต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 73 เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า แม้จำเลยจะมีและจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้า ก็ถือเป็นกรรมในบทมาตราเดียวกัน ไม่ต่างกัน เพราะการที่จำเลยจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าได้ จำเลยย่อมจะต้องมีอาวุธปืนนั้นไว้ในครอบครองอยู่ก่อนเมื่อจำเลยมีอาวุธปืนสำหรับการค้าและจำหน่ายอาวุธปืนดังกล่าวไปทั้งหมดแล้วก็ไม่มีอาวุธปืนสำหรับการค้าเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีก ดังนั้น การที่จำเลยมีและจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าจึงเป็นความผิดต่อเนื่องกรรมเดียวตั้งแต่เริ่มมีจนเลิกมีคือจำหน่ายอาวุธปืนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าเพียงกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีและจำหน่ายอาวุธปืนสำหรับการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 24, 73 จำคุก 2 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 24 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นางสาวนงลักษณ์หรือเปิ้ล โตพ่วง
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14123/2558
#595280
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพราะเหตุเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งวันขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยคดีนี้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทในอีกคดีหนึ่งแล้ว ครั้นระหว่างการพิจารณาศาลอุทธรณ์ คดีดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ย่อมมีอำนาจยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวซึ่งถึงที่สุด และเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกพันคู่ความในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวน และปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ ซึ่งมิใช่ทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง กับทั้งเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทในอีกคดีหนึ่ง แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว นอกจากนี้ คดีนี้ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมิใช่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงไม่ต้องเรียกผู้ซื้อทรัพย์เข้ามาเป็นคู่ความเพราะมิได้บังคับต่อบุคคลภายนอก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์บังคับจำนองทรัพย์สินของจำเลย โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 100440 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นคนต่างด้าว ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 100440 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองนำยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาท โจทก์ประมูลซื้อได้ในราคา 3,570,000 บาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการสมคบกันระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับโจทก์ ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องซึ่งยื่นคำร้องขอขัดทรัพย์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อผู้ร้องแจ้งเรื่องการยื่นคำร้องและการอุทธรณ์คำร้องขอขัดทรัพย์ ถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดไปโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบ จึงเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 100440 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ส่วนคำขออื่นให้ยก โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินพิพาทในคดีนี้แล้ว ในราคา 4,270,000 บาท และผู้ซื้อทรัพย์ได้โอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีขายทอดตลาดโดยประการอื่นนอกจากตามทะเบียนทรัพย์สิน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ร้องทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยไม่แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทราบ ตามหนังสือรายชื่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามที่มาดูแลการขายและรายชื่อผู้เสนอราคาสูงสุด จึงเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเพราะขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินมาก นอกจากนี้ผู้ร้องยังได้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองเป็นคดีแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ 4290/2546 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบดีที่ผู้ร้องฟ้องโจทก์ให้เพิกถอนนิติกรรมจำนอง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินพิพาทไปดังกล่าวทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏในคำร้องว่าได้มีการกล่าวอ้างว่า การขายที่ดินพิพาทได้ราคาต่ำนั้น เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำการโดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลของผู้เกี่ยวข้องในการเสนอราคา จึงให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ในคดีแพ่งที่ผู้ร้องฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 4290/2546 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง นายจอห์น โจทก์ นางสาววารีหรือธัญญรัตน์กับพวก จำเลย นั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาและได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทและที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวก็ตรงกับที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องบังคับจำนอง เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนจำนองที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีนี้และคดีถึงที่สุดแล้ว ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และเพิกถอนการบังคับคดีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการทั้งหมด

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 100440 ตำบลสามเสนนอก (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดไป ส่วนการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองและระงับจำนองซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 และวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องนำคำพิพากษาศาลฎีกาไปดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2865/2555 ซึ่งผู้ร้องแนบท้ายคำร้องเป็นเหตุในการพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผิดระเบียบ และการที่นายธวัชชัยผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทอ้างว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งวันขายทอดตลาดทรัพย์ให้ผู้ร้องทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 นอกจากนี้ผู้ร้องได้ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาท คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเรื่องนี้ หากศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการจำนองแล้ว จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องในภายหลัง ทั้งศาลชั้นต้นได้มีหนังสือตอบข้อหารือเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาห้วยขวาง กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของศาลต่างชั้นขัดกัน ให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 โดยแจ้งด้วยว่า คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 4290/2546 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งเลขานุการกรมที่ดินมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า รองอธิบดีกรมที่ดินปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้ระงับการจำหน่ายที่ดินพิพาทไว้เพื่อรอผลคำพิพากษาศาลฎีกา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง กลับฝ่าฝืนข้อหารือของศาลชั้นต้นและคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีตามคำร้องจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์นอกจากจะอ้างเหตุเพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว ศาลอุทธรณ์ยังอ้างเหตุเรื่องการขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบซึ่งเป็นเหตุตามที่กล่าวอ้างในคำร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบเกี่ยวกับการขายทอดตลาด จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และการที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง โจทก์และจำเลยจดทะเบียนจำนองทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้ผู้ร้องเสียเปรียบอันเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจขายทอดตลาดที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ จำเลย และผู้ร้องต่างเป็นคู่ความตามคำพิพากษาศาลฎีกาจึงย่อมผูกพันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่เจ้าพนักงานศาลรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องพร้อมสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) แล้ว แต่โจทก์ จำเลย และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวซึ่งถึงที่สุดแล้วและเป็นข้อเท็จจริงที่ผูกพันคู่ความในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานนอกสำนวน และปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งมิใช่ทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องจึงยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และเมื่อเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ได้ร้องขอให้เรียกผู้ซื้อทรัพย์เข้ามาเป็นคู่ความคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงเกินคำขอและไม่อาจบังคับได้นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่มิได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เนื่องจากผู้ร้องมิได้เรียกผู้ซื้อทรัพย์เข้ามาเป็นคู่ความคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ได้บังคับบุคคลภายนอกและไม่เกินคำขอดังที่โจทก์ฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง ม. 296 วรรคสอง ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์วิทย์ ตุลยกิจจา
ผู้ร้อง — นายจอห์น กาวดี้
จำเลย — นางสาววารีหรือธัญญรัตน์ จันทร์เพ็ญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิโรจน์ รูปสมศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14122/2558
#593238
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้

โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลย แต่ผู้แทนโจทก์ส่งเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดไม่ครบจึงยึดที่ดินไม่ได้ ผู้แทนโจทก์ไม่ไปพบและแถลงว่าจะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และไม่ไปแถลงนำยึดทรัพย์ตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ภายหลังมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปรับเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืน ปัจจุบันยังไม่มีการยึดทรัพย์ สำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา หากโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีจะต้องตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่ เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 11 แปลง แก่ผู้ร้อง

ทายาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาโดยคู่ความไม่โต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 11 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยโจทก์ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือไว้ ที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่นางปุ่น เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืน และก่อนที่นางปุ่นจะถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้ง 11 แปลง ในส่วนของนางปุ่นให้แก่ผู้ร้องคดีนี้ซึ่งเป็นบุตรของนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 และยังแสดงเจตนาไว้อีกด้วยว่าที่ดินดังกล่าวในขณะนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วได้เงินกึ่งหนึ่งก็ขอยกเงินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องด้วย ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางปุ่น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินทั้ง 11 แปลง ทั้งในฐานะที่เป็นทายาทและเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางปุ่น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 11 แปลง นั้น ได้ความจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินดังกล่าวได้เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่และให้มาแถลงนำยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใด ๆ ภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืน ซึ่งต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปรับเงินแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง แต่อย่างใด และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา หากโจทก์ยังประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองก็จะต้องตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ได้ดำเนินการร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หากต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปแม้จะพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่สิ้นผลบังคับ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปได้ นั้น เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีไปถึงขั้นตอนใดจึงจะถือว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 278 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เมื่อพิจารณาขั้นตอนดังกล่าวมา ปรากฏว่าคดีนี้ผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และให้มาแถลงยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใด ๆ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าว และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่มีสิทธิยึดต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้ง 11 แปลงไว้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววีณา ภาติยะศิขัณฑ์
ผู้ร้อง — นางสุมาลี ขันอาสา
จำเลย — นายคำมี ขันอาสา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายนิธิ เมธินีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14122/2558
#635989
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 278 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ คดีนี้ผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และให้มาแถลงยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าว และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่มีสิทธิยึดต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้ง 11 แปลงไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 11 แปลง แก่ผู้ร้อง

ทายาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาโดยคู่ความไม่โต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 11 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3988, 4067, 4078, 4149, 4150, 4152, 4153, 4156, 4157, 4158 และ 4163 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยโจทก์ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือไว้ ที่ดินทั้ง 11 แปลงดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 ให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่นางปุ่น เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืน และก่อนที่นางปุ่นจะถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้ง 11 แปลง ในส่วนของนางปุ่นให้แก่ผู้ร้องคดีนี้ซึ่งเป็นบุตรของนางปุ่นกับจำเลยที่ 1 และยังแสดงเจตนาไว้อีกด้วยว่าที่ดินดังกล่าวในขณะนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันเงินกึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้วได้เงินกึ่งหนึ่งก็ขอยกเงินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องด้วย ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางปุ่น ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินทั้ง 11 แปลง ทั้งในฐานะที่เป็นทายาทและเป็นผู้รับพินัยกรรมของนางปุ่น

ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้ง 11 แปลง นั้น ได้ความจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่และให้มาแถลงนำยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ ภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืน ซึ่งต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปรับเงินแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง แต่อย่างใด และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา หากโจทก์ยังประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองก็จะต้องตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์ได้ดำเนินการร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หากต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปแม้จะพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่สิ้นผลบังคับ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อไปได้ นั้น เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีไปถึงขั้นตอนใดจึงจะถือว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 275 และมาตรา 278 จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ เมื่อพิจารณาขั้นตอนดังกล่าวมา ปรากฏว่าคดีนี้ผู้แทนโจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้แทนโจทก์ให้ไปพบเพื่อแถลงว่ายังประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ และให้มาแถลงยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่มีการติดต่อเพื่อดำเนินการใดๆ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการยึดที่ดินทั้ง 11 แปลง ดังกล่าว และสำนวนบังคับคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอปลดเผา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่างๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา กรณีย่อมถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่มีสิทธิยึดต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้ง 11 แปลงไว้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้ง 11 แปลง ให้แก่ผู้ร้อง ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นนอกจากนี้ แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275 ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววีณา ภาติยะศิขัณฑ์
ผู้ร้อง — นางสุมาลี ขันอาสา
จำเลย — นายคำมี ขันอาสา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14118/2558
#635081
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 อันเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของโจทก์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียน จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองซึ่งไม่ใช่เจ้าของที่ดินเดิมอันถือว่าเป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิตามสัญญาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคือที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ในคดีที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 3 ไม่อาจยึดนำที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวออกขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้เท่านั้น แต่ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิในฐานะผู้รับจำนองของจำเลยที่ 3 ที่มีต่อทรัพย์จำนอง ซึ่งสิทธิตามสัญญาจำนองจะระงับไปก็ต่อเมื่อมีเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เท่านั้น อันได้แก่ เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น เมื่อถอนจำนอง เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาล อันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด เมื่อเหตุที่โจทก์อ้างไม่ใช่เหตุตามบทบัญญัติที่กล่าว สัญญาจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 จึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13.5 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 91006 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13.5 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1991/31 ถนนรามคำแหง (สุขุมวิท 71) ซอยรามคำแหง 27 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้)อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับจำนอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 และเลขที่ 91006 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1991/31 ถนนรามคำแหง (สุขุมวิท 71) ซอยรามคำแหง 27 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาทให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 91007 และเลขที่ 91008 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 1991/31 จากนายอดิศักดิ์ หลังจากนั้นโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าว ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศเรื่องการยึดทรัพย์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14913/2532 ของศาลชั้นต้นมาปิดไว้ที่บ้านของโจทก์ โจทก์จึงทำการตรวจสอบพบว่าแท้จริงแล้วบ้านเลขที่ 1991/31 ที่โจทก์ซื้อและครอบครองอาศัยอยู่มิได้ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 91007 และ 91008 แต่ตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 และเลขที่ 91006 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 91006 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 เพื่อเป็นหลักประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กับพวกมีต่อจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับพวกชำระหนี้แก่จำเลยที่ 3 และมีการบังคับยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 เพื่อออกขายทอดตลาด โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 และเลขที่ 91006 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์และให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 และเลขที่ 91006 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 1991/31 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยไม่อุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว" ดังนี้ โจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 อันเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของโจทก์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองซึ่งไม่ใช่เจ้าของที่ดินเดิมอันถือว่าเป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิตามสัญญาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่ใช่บุคคลภายนอกฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคือที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ในคดีที่จำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 3 ไม่อาจยึดนำที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวออกขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้เท่านั้น แต่ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิในฐานะผู้รับจำนองของจำเลยที่ 3 ที่มีต่อทรัพย์จำนอง ซึ่งสิทธิตามสัญญาจำนองจะระงับไปก็ต่อเมื่อมีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 เท่านั้น อันได้แก่ เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น เมื่อถอนจำนอง เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาล อันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด ดังนั้นเมื่อเหตุที่โจทก์อ้างไม่ใช่เหตุตามบทบัญญัติที่กล่าว สัญญาจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 จึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 91005 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 ม. 1299 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณวิไล ชคทิศ
จำเลย — นายวิชัย เพชรลิขิต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14112/2558
#591886
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (จ) บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทการขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์ บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีข้อความใดกำหนดว่า ยาหรือเคมีภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องใช้สำหรับฉีดให้แก่สัตว์หรือใช้เฉพาะภายในสัตว์โดยตรง แม้ยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์นั้นได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิดและมีคุณสมบัติสำคัญในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสรวมทั้งเชื้อไข้หวัดนก โดยใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบริเวณโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ จึงเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับสัตว์ เพื่อป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของสัตว์ ตามมาตรา 81 (1) (จ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1040000010-25530303-005 - 00277 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (ขก) 027/2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1040000010-25530303-005-00277 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (ขก) 027/2553 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 โดยให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ 1,093,285.50 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การขายผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า แม้ผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคของโจทก์จะมีประสิทธิภาพในการทำลายฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกได้จริง แต่ไม่ได้นำไปฉีดให้แก่สัตว์ปีกโดยตรง สำหรับสัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์หายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์ได้หากสัตว์ยังมีชีวิตอยู่กรณีของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ดังต่อไปนี้... (จ) การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์" จากบทบัญญัติดังกล่าวคงได้ความเพียงว่า สินค้าที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ (จ) มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาและเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ ทั้งนี้ต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใดกำหนดไว้ว่า ยาหรือเคมีภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องใช้สำหรับฉีดให้แก่สัตว์โดยตรงหรือใช้เฉพาะภายในสัตว์โดยตรงดังที่จำเลยอุทธรณ์ แม้ยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์นั้นได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ขายผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อชื่อ "เบ็ค 1" และ "ดี 320" ให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองรายการดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิดและมีคุณสมบัติสำคัญในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสรวมทั้งเชื้อไข้หวัดนก โดยใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบริเวณโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ ตามฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งเหตุที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั้งสองแห่งจัดซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดดังกล่าวจากโจทก์เนื่องจากขณะนั้นมีสถานการณ์โรคไข้หวัดนกระบาด ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการจึงอนุมัติให้จัดซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสำหรับฉีดป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ฟาร์มสัตว์หรือโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ แสดงให้เห็นว่า วัตถุประสงค์หลักในการใช้ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ปีกในพื้นที่ติดเชื้อโรคไข้หวัดนกและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคดังกล่าว เมื่อพิจารณาคุณสมบัติประกอบกับวัตถุประสงค์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ "เบ็ค 1" และ "ดี 320" ที่โจทก์ขายให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ในคดีนี้จึงเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับสัตว์ เพื่อป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของสัตว์ ตามความหมายของมาตรา 81 (1) (จ) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตราดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) ม. 81 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.เทพชานนท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14112/2558
#634310
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ดังต่อไปนี้... (จ) การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์" จากบทบัญญัติดังกล่าวคงได้ความเพียงว่า สินค้าที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ (จ) มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาและเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ ทั้งนี้ต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใดกำหนดไว้ว่า ยาหรือเคมีภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องใช้สำหรับฉีดให้แก่สัตว์โดยตรงหรือใช้เฉพาะภายในสัตว์โดยตรง แม้ยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์นั้นได้ก็ตาม

โจทก์ขายผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในคดีนี้ จึงเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับสัตว์ เพื่อป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของสัตว์ ตามความหมายของมาตรา 81 (1) (จ) แล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1040000010-25530303-005-00277 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (ขก) 027/2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1040000010-25530303-005-00277 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (ขก) 027/2553 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 โดยให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ 1,093,285.50 บาท พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2550 ตามสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โจทก์ทำสัญญาขายยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกและวัสดุอื่น ๆ ตามโครงการควบคุมและทำลายเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่จุดเสี่ยงภัยให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อไข้หวัดนก 28,065 ลิตร เป็นเงิน 12,629,250 บาท เครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อโรคชนิดคันโยก 133 เครื่อง เป็นเงิน 239,400 บาท และผ้าปิดจมูก 1,988 อัน เป็นเงิน 19,880 บาท รวมเป็นเงิน 12,888,530 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ตามสำเนาใบเสนอราคา สำเนาใบสั่งซื้อและสำเนาบันทึกตกลงซื้อ ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2551 โจทก์ทำสัญญาขายยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกและวัสดุอื่น ๆ ให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ น้ำยาเคมีพ่นฆ่าเชื้อโรค 4,082,400 บาท เครื่องพ่นยา 306 เครื่อง 459,000 บาท ชุดป้องกันโรค 1,620 ชุด 567,000 บาท แว่นตาป้องกันโรค 1,620 ชุด 243,000 บาท หน้ากากครอบปากและจมูกชนิดกันอนุภาคและของเหลว 1,620 อัน 81,000 บาท ถุงมือยางชนิดหนา 1,620 คู่ 97,200 บาท รองเท้าบู๊ต 1,620 คู่ 162,000 บาท และผ้าปิดจมูก 6,480 อัน 45,360 บาท รวม 5,736,960 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ตามสำเนาใบเสนอราคาและสำเนาบันทึกข้อตกลงซื้อขาย โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2551 โดยมิได้นำยอดขายดังกล่าวมาแสดงไว้ในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 1040000010-25530303-005-00277 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 แจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2551 เป็นเงิน 1,218,489.99 บาท เบี้ยปรับ 1,218,489.99 บาท และเงินเพิ่ม 255,882.90 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมทั้งสิ้น 2,692,862.88 บาท ตามสำเนาหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและใบแนบ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้ยกเลิกการประเมินและขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (ขก) 027/2553 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ นอกจากยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกนั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประเด็นนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การขายผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกของโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า แม้ผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อโรคของโจทก์จะมีประสิทธิภาพในการทำลายฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกได้จริง แต่ไม่ได้นำไปฉีดให้แก่สัตว์ปีกโดยตรง สำหรับสัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์หายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์ได้หากสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ กรณีของโจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ปัญหานี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการ ดังต่อไปนี้... (จ) การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์" จากบทบัญญัติดังกล่าวคงได้ความเพียงว่า สินค้าที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ (จ) มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาและเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ ทั้งนี้ต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใดกำหนดไว้ว่า ยาหรือเคมีภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องใช้สำหรับฉีดให้แก่สัตว์โดยตรงหรือใช้เฉพาะภายในสัตว์โดยตรงดังที่จำเลยอุทธรณ์ แม้ยาตัวนี้ไม่สามารถทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหายจากโรคหรือฆ่าเชื้อโรคในตัวสัตว์นั้นได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ขายผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อชื่อ "เบ็ค 1" และ "ดี 320" ให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองรายการดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิดและมีคุณสมบัติสำคัญในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสรวมทั้งเชื้อไข้หวัดนก โดยใช้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบริเวณโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ ตามฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งเหตุที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั้งสองแห่งจัดซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดดังกล่าวจากโจทก์เนื่องจากขณะนั้นมีสถานการณ์โรคไข้หวัดนกระบาด ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการจึงอนุมัติให้จัดซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคสำหรับฉีดป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น ฟาร์มสัตว์หรือโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ แสดงให้เห็นว่า วัตถุประสงค์หลักในการใช้ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ปีกในพื้นที่ติดเชื้อโรคไข้หวัดนกและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคดังกล่าว เมื่อพิจารณาคุณสมบัติประกอบกับวัตถุประสงค์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ "เบ็ค 1" และ "ดี 320" ที่โจทก์ขายให้แก่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ในคดีนี้จึงเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับสัตว์ เพื่อป้องกัน ทำลาย หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของสัตว์ ตามความหมายของมาตรา 81 (1) (จ) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตราดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เทพชานนท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ