คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14086/2558
#633997
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดปังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็วก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้รับโอนหนี้สินของลูกหนี้ทั้งสองซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคาร ท. เจ้าหนี้เดิมในมูลหนี้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ซึ่งผู้ร้องไม่มีหลักฐานแห่งหนี้มาแสดง โดยขอนำเสนอในชั้นไต่สวนคำร้อง ประกอบกับคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และเสรีภาพของลูกหนี้ทั้งสองโดยตรง อีกทั้งบทบัญญัติของมาตรา 58 วรรคสี่ ดังกล่าว มิได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด โดยห้ามมิให้ศาลไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง จึงสมควรที่ศาลจะทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัดตามคำร้องก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยทันที ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องจึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "คดีล้มละลาย" หมายความว่า คดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย..." ซึ่งนอกจากคดีที่ฟ้องหรือร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้วยังหมายความรวมถึงการร้องขอให้ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันล้มละลายตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ด้วย ทั้งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และมาตรา 14 บัญญัติให้ศาลล้มละลายมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีล้มละลายโดยกระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง...มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่กำหนดให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำสืบและการรับฟังพยานเอกสารไว้จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 90 และมาตรา 93 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้คู่ความที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นให้คู่ความฝ่ายอื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และการอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น แต่ผู้ร้องนำสืบอ้างส่งเอกสารแห่งหนี้เป็นสำเนาเอกสารโดยมิได้ส่งสำเนาให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองก่อนวันสืบพยานและส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาล ทั้งการที่ผู้ร้องแถลงต่อศาลว่าต้นฉบับเอกสารอยู่ที่เจ้าหนี้เดิม ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 93 (1) ถึง (3) ที่จะให้รับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวแทนต้นฉบับเอกสารได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด และดำเนินการตามกฎหมายล้มละลายต่อไป

ลูกหนี้ทั้งสองไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อแรกมีว่า การที่ศาลล้มละลายกลางทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การยื่นคำร้องของผู้ร้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ให้ผู้ร้องทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อสถาบันการเงินให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกหนี้สามารถปลดภาระหนี้และสถาบันการเงินมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจึงให้อำนาจศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเด็ดขาดโดยไม่ต้องทำการไต่ส่วนนั้น เห็นว่า แม้พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันไม่ให้ความร่วมมือกับ บสท. ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ บสท. สั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดปังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน ให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันแล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็วก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องได้รับโอนหนี้สินของลูกหนี้ทั้งสองซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมในมูลหนี้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เทพดำรงอุบลก่อสร้าง ซึ่งผู้ร้องไม่มีหลักฐานแห่งหนี้มาแสดงโดยขอนำเสนอในชั้นไต่สวนคำร้อง ประกอบกับคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และเสรีภาพของลูกหนี้ทั้งสองโดยตรง อีกทั้งบทบัญญัติของมาตรา 58 วรรคสี่ ดังกล่าว มิได้บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด โดยห้ามมิให้ศาลไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง จึงสมควรที่ศาลจะทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัดตามคำร้องก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยทันที ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องจึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ศาลล้มละลายกลางนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยไม่รับฟังสำเนาเอกสารที่ผู้ร้องนำสืบชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "คดีล้มละลาย" หมายความว่า คดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย..." ซึ่งนอกจากคดีที่ฟ้องหรือร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้วยังหมายความรวมถึงการร้องขอให้ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันล้มละลายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ด้วย ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และมาตรา 14 บัญญัติให้ศาลล้มละลายมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีล้มละลายโดยกระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง...มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่กำหนดให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายและข้อกำหนดคดีล้มละลายไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำสืบและการรับฟังพยานเอกสารไว้จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 และมาตรา 93 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้คู่ความที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นให้คู่ความฝ่ายอื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และการอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น แต่คดีนี้ผู้ร้องนำสืบอ้างส่งเอกสารแห่งหนี้โดยมิได้ส่งสำเนาให้แก่ลูกหนี้ทั้งสองก่อนวันสืบพยานและส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาล ทั้งการที่ผู้ร้องแถลงต่อศาลว่าต้นฉบับเอกสารอยู่ที่เจ้าหนี้เดิม ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 93 (1) ถึง (3) ที่จะให้รับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวแทนต้นฉบับเอกสารได้ การที่ศาลล้มละลายกลางนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวมาใช้บังคับโดยไม่รับฟังสำเนาเอกสารที่ผู้ร้องนำสืบชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 93
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 14
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายกรเอก รัตนพงศกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14066/2558
#592039
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 91 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิดให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดำเนินการตามมาตรา 92 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดกระทำความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ แล้วแต่กรณี บทบัญญัติดังกล่าวบังคับเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดวินัยเท่านั้นที่ให้ถือตามรายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้บังคับในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความผิด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงยังคงมีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ได้ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีเลขาธิการคนหนึ่ง ซึ่งประธานกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2542 ข้อ 76 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เลขาธิการหรือประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี และ ( 2 ) กำหนดว่า สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้สั่งการ ดังนั้น แม้คณะกรรมการสอบสวนวินัยรายงานการสอบสวนโจทก์ว่าเห็นควรยุติเรื่องและจำเลยที่ 1 เห็นชอบ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและลงโทษโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ต่อไปได้ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 และ 91 กับนับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาประการแรกว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาโจทก์ไม่มีมูล ให้ยุติเรื่อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ได้อีก เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 91 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิดให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดำเนินการตามมาตรา 92 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของ ผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ แล้วแต่กรณี บทบัญญัติดังกล่าวบังคับเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดวินัยเท่านั้นที่ให้ถือตามรายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้บังคับในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความผิด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงยังคงมีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ได้ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ที่โจทก์อ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

โจทก์ฎีกาประการที่สองว่า การที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งนายปราโมทย์เป็นประธานกรรมการรายงานการสอบสวนเห็นควรยุติเรื่อง และจำเลยที่ 1 เห็นชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ต่อไป เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีเลขาธิการคนหนึ่ง ซึ่งประธานกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2542 ข้อ 76 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เลขาธิการหรือประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี และ ( 2 ) กำหนดว่า สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้สั่งการ ดังนั้น แม้คณะกรรมการสอบสวนวินัยรายงานการสอบสวนโจทก์ว่าเห็นควรยุติเรื่องและจำเลยที่ 1 เห็นชอบ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งและลงโทษโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอำนาจมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบสวนโจทก์ต่อไปได้ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

โจทก์ฎีกาประการที่สามว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดำเนินการสอบสวนวินัยโจทก์เพียงผู้เดียว ไม่แต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาด้วยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในเรื่องนี้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยก็เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จึงไม่วินิจฉัย

โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนายมนตรี ข้าราชการรัฐสภาสามัญ เป็นประธานกรรมการ และพลตำรวจโทเสรีพิศุทธิ์ ข้าราชการตำรวจ เป็นกรรมการ เพื่อดำเนินการสอบสวนวินัยโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนายมนตรีกับพลตำรวจโทเสรีพิศุทธิ์ไม่ใช่ข้าราชการฝ่ายพลเรือน เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ก็มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงกรรมการสอบสวนโดยแต่งตั้งนายปราโมทย์และกรรมการอีก 2 คน แทน โจทก์มิได้คัดค้านว่าคำสั่งเปลี่ยนแปลงและแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ดังกล่าวไม่ชอบอีก จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่านายมนตรีและพลตำรวจโทเสรีพิศุทธิ์เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนหรือไม่ ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 91 ม. 92
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 28 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตรีวิจิตร อยู่สุภาพ
จำเลย — พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุพัต บินรามัน
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14062/2558
#592037
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันออกข้อกำหนดเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้รับความเสียหาย แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยทั้งเก้าออกข้อกำหนดเพื่อให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้บุคคลใดย้ายตามอำเภอใจของจำเลยทั้งเก้า เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำไปเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83 และนับโทษจำเลยทั้งเก้าต่อจากโทษของจำเลยทั้งเก้าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1161/2551 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นนั้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 9 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนระดับ 8 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ซึ่งสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 และเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 จำเลยทั้งเก้า เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นประธานอนุกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 9 เป็นอนุกรรมการ จำเลยทั้งเก้าเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มีหน้าที่บริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รับราชการอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วทั้งประเทศแล้วแจ้งให้จำเลยทั้งเก้าทราบ วันที่ 31 กรกฎาคม 2549 จำเลยทั้งเก้ากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 1 แล้วแจ้งให้โจทก์กับข้าราชการในสังกัดทราบและถือปฏิบัติ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นเรื่องราวขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน เนื่องจากผู้อำนวยการคนเดิมเกษียณอายุราชการเป็นเหตุให้มีตำแหน่งว่างลง แต่โจทก์ไม่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายตามความประสงค์ ในช่วงเวลานั้นมีผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่งในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 หลายคนมีหนังสือร้องเรียนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนด ขอให้คณะกรรมการกำชับให้อนุกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดด้วย ในที่สุดเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 ซักซ้อมความเข้าใจไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไว้อย่างชัดเจนแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามให้เป็นแนวทางเดียวกัน อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หรืออนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแต่งตั้งขึ้นไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เอง แต่จะสามารถกำหนดรายละเอียดได้เท่าที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามอบหมายให้ทำได้เท่านั้น โจทก์เห็นว่าการที่จำเลยทั้งเก้ากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซ้อนกับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ทั้งเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเก้าเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเหล่านั้นที่ประสงค์จะขอย้ายต้องทำรายละเอียดแนวทางในการปฏิบัติงาน หรือพัฒนางานในตำแหน่งที่ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งใหม่โดยกำหนดเป็นคะแนน 20 คะแนน เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ย้าย อันเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคนใดย้ายหรือไม่ย้ายได้ตามอำเภอใจของจำเลยทั้งเก้า ทั้งที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ได้มอบหมายให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจออกข้อกำหนดเช่นว่านั้นได้ เป็นเหตุให้โจทก์ขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการพิจารณาให้ย้ายตามสิทธิ ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า จำเลยทั้งเก้าร่วมกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยไม่มีอำนาจ ทั้งเป็นการวางหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นเพื่อให้จำเลยทั้งเก้าใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายได้ตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด เป็นเหตุให้โจทก์ขาดคุณสมบัติที่จะย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยทั้งเก้ากำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันออกข้อกำหนดเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์หรือ ผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้รับความเสียหาย แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยทั้งเก้าออกข้อกำหนดดังกล่าวเพื่อให้จำเลยทั้งเก้ามีอำนาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้บุคคลใดย้ายตามอำเภอใจของจำเลยทั้งเก้า เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำไปเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งเก้าร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยปราศจากอำนาจ อันเป็นการวางระเบียบขึ้นใช้บังคับโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้จำเลยทั้งเก้าสามารถใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตามอำเภอใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มิได้อาศัยแต่การที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายจนเป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายเป็นบทบัญญัติให้ต้องรับผิด แต่ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย จึงจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ หาใช่ว่าเมื่อเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้วต้องเป็นความผิดตามมาตรานี้เสมอไปไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งเก้าร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 โดยให้มีรายละเอียดในการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาทั้งที่จำเลยทั้งเก้าไม่มีอำนาจกระทำได้ แต่เมื่อนำแนวทางในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งเก้ากำหนดขึ้นใหม่มาเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดแล้ว เห็นว่า มีข้อแตกต่างกันไม่มากนัก ดังจะเห็นได้ว่าตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จำเลยทั้งเก้ากำหนด ยังคงยึดถือเอาผลงานย้อนหลังสามปี ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ คุณวุฒิหรือวิชาเอก ระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานการศึกษาปัจจุบัน ระยะเวลาที่เริ่มรับราชการจนถึงปัจจุบัน การรักษาวินัยและการรักษาจรรยาบรรณ ความยากลำบากในการปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาและเหตุผลในการขอย้ายเป็นสำคัญ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องกับที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดมา แม้หลักเกณฑ์ที่จำเลยทั้งเก้ากำหนดไว้จะขาดหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้รวมสามข้อ เป็นต้นว่า ให้พิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาไปยังสถานศึกษาในช่วงชั้นเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หากจะย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะ ก็ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาเฉพาะด้วยกัน ทั้งนี้ให้คำนึงถึงขนาดของสถานศึกษาที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันและที่จะย้ายไปดำรงตำแหน่งใหม่ว่าควรเป็นสถานศึกษาขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันด้วยแต่หลักเกณฑ์สามข้อที่ว่านี้หาใช่ข้อบังคับโดยเด็ดขาดไม่ เพราะวรรคสุดท้ายของข้อ 6. ระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลให้ไปดำรงตำแหน่งซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้งสามข้อนั้น ให้อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประเมินศักยภาพของบุคคลและผลการปฏิบัติงานด้านบริหารสถานศึกษา และแนวทางพัฒนาสถานศึกษาที่จะขอรับแต่งตั้งเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ดี แม้จำเลยทั้งเก้ากำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแตกต่างไปจากที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนด แต่จำเลยทั้งเก้าได้แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายให้โจทก์กับข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดทราบโดยทั่วกันทั้งได้ความจากโจทก์ว่า การที่โจทก์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูนในครั้งนี้ มีผู้ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งดังกล่าวหลายคนด้วยกัน จำเลยทั้งเก้าต่างใช้หลักเกณฑ์ที่จำเลยทั้งเก้ากำหนดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาทุกรายเป็นเหตุให้โจทก์ได้คะแนนเป็นอันดับที่สองเท่ากับผู้อำนวยการโรงเรียนอื่นอีกหลายรายแม้กระนั้นก็ตามโจทก์เองก็เบิกความรับว่า แม้โจทก์ไม่ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน โจทก์ก็ไม่ได้เสียสิทธิแต่ประการใด เพียงแต่เสียเกียรติยศที่ไม่ได้ย้ายไปประจำที่โรงเรียนประจำจังหวัดลำพูนเท่านั้น เห็นว่า แม้หลักเกณฑ์ในการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จำเลยทั้งเก้ากำหนดขึ้นจะแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ก็ตามแต่พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งเก้าแจ้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้โจทก์กับข้าราชการในสังกัดทราบโดยทั่วกัน ทั้งยังใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเช่นว่านั้นในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้ามิได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์หรือกีดกันบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ แม้จะส่งผลให้โจทก์ไม่ได้รับการพิจารณาย้ายตามที่โจทก์ประสงค์ การกระทำของจำเลยทั้งเก้าก็ไม่เป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามที่โจทก์ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกชัย รักงาม
จำเลย — นายมนู มณีรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายบุรฉัตร ปราโมช ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14054/2558
#592042
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ผู้บริหารแผนมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผนโดยกิจการของบริษัทลูกหนี้จะต้องมีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและจำนวนเงินที่ต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนภายในระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปี ถ้ามีความจำเป็นต้องแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้บริหารแผนอาจเสนอขอแก้ไขแผนได้ แต่การแก้ไขแผนโดยขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนดังกล่าวให้ทำได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีเป็นที่เห็นได้แน่ชัดว่าแผนได้ดำเนินมาใกล้จะสำเร็จแล้วจึงขยายเวลาต่อไปอีกตามควรแก่กรณีก็ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (9) ประกอบมาตรา 90/63 วรรคสอง ดังนั้น ระยะเวลาดำเนินการตามแผนจึงเป็นสาระสำคัญในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

คดีนี้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนซึ่งขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนแล้วสองครั้ง ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 เพื่อขอปรับลดหนี้และขยายระยะเวลาการชำระหนี้และการปฏิบัติตามแผนออกไปอีกนั้น เมื่อพิจารณารายงานการปฏิบัติตามแผนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ปรากฏว่า ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 2 และผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบ 7 ปี แล้ว ผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผนได้ ยังคงมีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อไปคิดเป็นอัตราร้อยละ 46.41 ทั้งเป็นการขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนเกินกว่า 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี และปรากฏชัดเจนแล้วว่าแผนมิได้ดำเนินการมาใกล้จะแล้วเสร็จแต่อย่างใด จึงไม่มีความจำเป็นหรือเหตุสมควรที่ศาลจะขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนต่อไปได้อีกตามมาตรา 90/63 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทแอลฟ่า สปิ่นนิ่ง จำกัด ลูกหนี้ และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 และเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำขอลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 2 ฉบับ เพื่อขอแก้ไขการชำระหนี้และขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ลงมติโดยมีเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ซึ่งได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 22 จำนวน 1 ราย ซึ่งมิใช่กลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/46 ทวิ ลงมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนตามคำขอลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทั้งสองฉบับ และเมื่อนับรวมจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้ทุกกลุ่มแล้ว คิดเป็นจำนวนหนี้ 923,388,921.76 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 64.62 จึงมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 แห่งจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น ทั้งนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจะเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนหรือไม่ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาของศาลให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้บริหารของลูกหนี้ทราบโดยชอบแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56 ประกอบด้วยมาตรา 90/63

ธนาคารเพื่อการส่งออกแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้รายที่ 4 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 7 บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ ลีสซิ่ง จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 8 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 18 และธนาคารอินเดียน โอเวอร์ซีส์ เจ้าหนี้รายที่ 24 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวของผู้บริหารแผน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ของผู้บริหารแผนตามคำขอลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ทั้งสองฉบับ เนื่องจากในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนดังกล่าวของผู้บริหารแผนในวันที่ 24 มีนาคม 2551 นั้น มีเจ้าหนี้เพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่มที่ 1 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามิใช่กลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/46 ทวิ ลงมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาการลงมติของเจ้าหนี้กลุ่มนี้ซึ่งมีเพียง 1 ราย คือ เจ้าหนี้รายที่ 22 ซึ่งได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน เป็นจำนวนหนี้ 465,000,000 บาท และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 22 มีสิทธิออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นจำนวนหนี้ที่ออกเสียงลงคะแนน 465,000,000 บาท โดยที่ในแผนฟื้นฟูกิจการที่ผ่านการลงมติในวันดังกล่าวได้กำหนด การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 โดยการโอนทรัพย์จำนองเป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้รายนี้แล้ว จึงเท่ากับว่าในฐานะเจ้าหนี้มีประกันซึ่งหมายถึงเฉพาะส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 22 ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้จนครบถ้วนแล้ว แม้จะมีการตกลงว่าบริษัทลูกหนี้จะเช่าหรือจะทำสัญญาซื้อขายทรัพย์ที่เช่ากลับคืนมาก็เป็นข้อตกลงที่เป็นคนละส่วนกับการโอนทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้น เมื่อได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงในแผนฟื้นฟูกิจการที่เจ้าหนี้ได้ลงมติในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 แล้ว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงวินิจฉัยให้เจ้าหนี้รายที่ 22 ซึ่งก็คือเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เดิม มีสิทธิลงคะแนนเสียงตามที่ได้เคยขอรับชำระหนี้ไว้คือ 465,000,000 บาท หักจากจำนวนเงินค่าเช่าที่ได้รับชำระหนี้จำนวน 57,500,000 บาท คงเหลือสิทธิออกเสียงจำนวน 407,500,000 บาท ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนในวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยยอมรับว่ามติดังกล่าวของเจ้าหนี้รายนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายเดียวในกลุ่มที่ 1 เป็นมติพิเศษ โดยอ้างว่าเจ้าหนี้กลุ่มนี้มิใช่เจ้าหนี้ตามมาตรา 90/46 ทวิ และเมื่อนำไปนับรวมจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ในกลุ่มอื่นที่ยอมรับแผนแล้วเห็นว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ของผู้บริหารแผนทั้งสองฉบับจึงไม่ถูกต้องตามมาตรา 90/46 ประกอบกับมาตรา 90/63 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้รายที่ 22 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 ว่า คำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ของศาลล้มละลายกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ผู้บริหารแผนมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผนโดยกิจการของบริษัทลูกหนี้จะต้องมีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและจำนวนเงินที่ต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนภายในระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปี ถ้ามีความจำเป็นต้องแก้ไขแผนเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการสำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้บริหารแผนอาจเสนอขอแก้ไขแผนได้ แต่การแก้ไขแผนโดยขอขยายกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนดังกล่าวให้ทำได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินหนึ่งปี เว้นแต่ ในกรณีเป็นที่เห็นได้แน่ชัดว่าแผนได้ดำเนินมาใกล้จะสำเร็จแล้วจึงจะขยายเวลาต่อไปอีกตามควรแก่กรณีก็ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (9) ประกอบมาตรา 90/63 วรรคสอง ดังนั้นระยะเวลาดำเนินการตามแผนจึงเป็นสาระสำคัญในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งฟังยุติว่า คดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 โดยผู้บริหารแผนขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนออกไปอีก 1 ปี ครบกำหนดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ผู้บริหารแผนขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนออกไปอีก 1 ปี ครบกำหนดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ยอมรับว่าลูกหนี้ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินตั้งแต่ปี 2549 ขอแก้ไขแผนขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ตามแผนออกไปอีก นั้น เมื่อพิจารณารายงานการปฏิบัติตามแผนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2551 ปรากฏว่า ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 2 และผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบ 7 ปี แล้ว ผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผนได้ โดยลูกหนี้มีภาระหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 3,160,817,982.28 บาท มีการชำระและปลดหนี้ไปแล้วจำนวนรวม 1,693,686.766.38 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 53.59 แต่ยังคงมีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อไปจำนวน 1,467,131,215.90 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 46.41 แม้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ผู้บริหารแผนได้ยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 อ้างว่า ระหว่างการฟื้นฟูกิจการประสบปัญหาทางการเงินในช่วงปี 2549 ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขของแผนได้ตั้งแต่ปลายปี 2549 จนถึงปัจจุบันจึงขอปรับลดหนี้และขยายเวลาการชำระหนี้และการปฏิบัติตามแผนออกไปอีกนั้น ก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งการยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 ของผู้บริหารแผนดังกล่าวเป็นการขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนเกินกว่า 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี และปรากฏชัดเจนตามรายงานการปฏิบัติตามแผนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 12 ธันวาคม 2551 แล้วว่าแผนมิได้ดำเนินการมาใกล้จะแล้วเสร็จแต่อย่างใด จึงไม่มีความจำเป็นหรือเหตุสมควรที่ศาลจะขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนต่อไปได้อีกตามมาตรา 90/63 วรรคสอง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 22 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 (9) ม. 90/63 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัท อ.
เจ้าหนี้รายที่ 22 — บริษัท บ.
ลูกหนี้ — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14047/2558
#590854
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ทำธุรกิจแข่งกับจำเลย เนื่องจากขณะโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงลูกความของบริษัท ด. โจทก์เชื่อโดยสุจริตใจว่าลูกความของบริษัทดังกล่าวไม่ได้เป็นลูกความของจำเลยอีกต่อไป เนื่องจากจำเลยโอนกิจการรวมถึงลูกความของจำเลยไปยังบริษัทนี้แล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานโจทก์ จึงฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนและจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โดยเปิดบริษัทที่ปรึกษากฎหมายแห่งใหม่และทำหนังสือเชิญชวนลูกความของจำเลยไปใช้บริการ อันเป็นการทำธุรกิจแข่งขันกับจำเลย ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าขณะโจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกความของจำเลย ลูกความทั้งหมดของจำเลยโอนไปยังบริษัท ด. แล้วฟังไม่ขึ้น การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยเสียลูกค้า ขาดรายได้ เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปเช่ารถยนต์ให้แก่โจทก์แล้วนำค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าเช่ารถยนต์ วันที่ 24 มีนาคม 2552 จำเลยทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งกับบริษัท ต. โดยมีข้อตกลงว่าให้บริษัท ต. ซื้อรถยนต์ตามคำร้องของจำเลยเพื่อให้จำเลยเช่ามีกำหนดเช่า 36 เดือน จำเลยนำค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าเช่ารถยนต์มาตลอดจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ประสงค์นำค่าเช่าไปชำระเอง แต่ก็ไม่นำไปชำระ บริษัท ต. ทวงถามค่าเช่ารถยนต์มายังจำเลย จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแต่โจทก์ปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่ารถยนต์อีกต่อไป ดังนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์เช่ารถยนต์มาใช้เอง แต่ให้จำเลยทำสัญญาเช่าแทนโจทก์โดยโจทก์ชำระค่าเช่ารถยนต์ มิใช่กรณีจำเลยจัดสวัสดิการให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง แต่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ในการทำสัญญาเช่าและเป็นผู้นำค่าเช่ารถยนต์ไปชำระให้แก่ผู้ให้เช่าแทนโจทก์ จึงมิใช่ข้อตกลงหักค่าจ้างเพื่อชำระหนี้ที่เป็นสวัสดิการที่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือว่าโจทก์ยินยอมให้หักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์ตามมาตรา 76 (3) และมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยมีสิทธิหักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์ได้ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 304,235 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,125.70 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างชำระ 174,682.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,589.35 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างค้างชำระทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 1,825,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 37,508.40 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของค่าชดเชยทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,216,940 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 25,005.60 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมีข้อตกลงกับลูกจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินตามมาตรา 54 มาตรา 55 หรือการหักเงินตามมาตรา 76 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในการให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้แสดงหลักฐานเป็นหนังสือว่าโจทก์ยินยอมให้หักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังตามที่จำเลยนำสืบโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งเป็นอันยุติว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปเช่ารถยนต์ให้แก่โจทก์แล้วให้หักค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าเช่ารถยนต์ วันที่ 24 มีนาคม 2552 จำเลยจึงทำสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งกับบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีข้อตกลงว่าให้บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ซื้อรถยนต์ตามคำร้องขอของจำเลยเพื่อให้จำเลยเช่า มีกำหนด เวลาเช่า 36 เดือน ตามสัญญาเช่า และมีการนำค่าจ้างของโจทก์ชำระค่าเช่ารถยนต์ตามสัญญาเช่าดังกล่าวมาตลอดจนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โจทก์แจ้งว่าจะนำค่าเช่ารถยนต์ไปชำระให้แก่บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เอง แต่โจทก์ไม่ชำระ บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ทวงถามมายังจำเลย จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วโจทก์ปฏิเสธว่าจะไม่ชำระค่าเช่ารถยนต์อีกต่อไป จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะเช่ารถยนต์มาใช้เอง แต่ให้จำเลยไปดำเนินการทำสัญญาเช่าแทนโจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าเช่ารถยนต์ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยในฐานะนายจ้างจัดสวัสดิการให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงพิเศษเป็นการเฉพาะในลักษณะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ในการทำสัญญาเช่าและเป็นผู้นำค่าเช่ารถยนต์ไปชำระให้แก่ผู้ให้เช่าแทนโจทก์โดยวิธีการนำค่าจ้างที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ไปชำระเป็นค่าเช่ารถยนต์ให้แก่ผู้ให้เช่าแทน ซึ่งมีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่โจทก์ประสงค์จะไปชำระค่าเช่ารถยนต์เอง แต่โจทก์ไม่ชำระ ซึ่งข้อตกลงที่ให้จำเลยเป็นผู้นำค่าจ้างของโจทก์ไปชำระค่าเช่ารถยนต์แทนโจทก์นั้น มิใช่การหักค่าจ้างตามความในมาตรา 76 และข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องการเช่ารถยนต์ก็มิใช่การตกลงให้หักค่าจ้างเพื่อชำระหนี้ที่เป็นสวัสดิการตามความในมาตรา 76 (3) ดังที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัย จึงไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือว่าโจทก์ยินยอมให้หักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์ตามความในมาตรา 77 ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าเช่ารถยนต์ออกจากค่าจ้างของโจทก์ได้ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76, 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจอร์โรด์ คิปเปน
จำเลย — บริษัทแมคอิวิลี่ แอนด์ คอลลินส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14009/2558
#634279
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร" มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง..." คดีนี้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลงไปแล้ว โดยผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ในราคา 1,120,000 บาท และเจ้าพนักงานเสนอบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินต่อศาลว่าได้จ่ายเงินให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยกว่า 2 ปี หลังจากการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงไปแล้ว คำร้องขอให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องและยกเลิกการขายทอดตลาดของผู้ร้องจึงเป็นการล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม จึงเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นระบุมาตรา 1332 นั้น เนื่องจากมีข้อความว่าเป็นเรื่องผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวบทกฎหมายแล้วก็จะเห็นว่า มาตรา 1332 นั้นเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อนในเรื่องชื่อของกฎหมายเท่านั้น มิใช่เป็นการอ้างกฎหมายผิด หรือไม่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด ดังนั้นการอ้างชื่อบทกฎหมายผิดทั้ง ๆ ที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลงทางคดีแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ม.688/2547 จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 104 ตำบลนาศรีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ 2 งาน ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและกันที่ดินในส่วนของผู้ร้องออกจากการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องได้ 1 ปาก แล้วจึงมีคำสั่งงดการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยเป็นบุตรของนายอุ่นกับนางคำไพร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 9 คน เดิมที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 104 ตำบลนาศรีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นของนายอุ่น ครั้นนายอุ่นถึงแก่ความตาย จำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและโอนที่ดินเป็นของตนเอง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาจนถูกโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 104 ออกขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ราคา 1,120,000 บาท โดยชำระเงินและจดทะเบียนการโอนเรียบร้อยแล้ว

ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินในฐานะที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของไม่ใช่บริวารของจำเลย การยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ร้องไม่ได้ที่ดินในส่วนที่ผู้ร้องได้ครอบครองและทำประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำสั่งกันส่วนที่ดินของผู้ร้องออกตามแผนที่ นอกจากนี้การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร" มาตรา 296 วรรคสาม บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง..." ปรากฏว่าคดีนี้การบังคับคดีเสร็จสิ้นลงไปแล้ว โดยผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ในราคา 1,120,000 บาท และเจ้าพนักงานเสนอบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินต่อศาลว่าได้จ่ายเงินให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยกว่า 2 ปี หลังจากการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงไปแล้ว คำร้องขอให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องและยกเลิกการขายทอดตลาดของผู้ร้องจึงเป็นการล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม จึงเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิกันส่วนในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 สิทธิของผู้ร้องไม่ดีกว่าผู้ซื้อทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนได้ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 นั้นไม่มีในตัวบทกฎหมาย ไม่มีการตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นระบุมาตรา 1332 นั้น เนื่องจากมีข้อความว่าเป็นเรื่องผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวบทกฎหมายแล้วก็จะเห็นว่า มาตรา 1332 นั้นเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องศาลชั้นต้นคลาดเคลื่อนในเรื่องชื่อของกฎหมายเท่านั้น มิใช่เป็นการอ้างกฎหมายผิด หรือไม่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นการอ้างชื่อบทกฎหมายผิดทั้งๆ ที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลงทางคดีแต่อย่างใด ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดารารัตน์ เจริญไชย
ผู้ร้อง — นางทองบู่ สังฆพันธุ์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวอนุธิดา ฉัตรชินรัตน์
จำเลย — นางทองเหรียญ สังฆพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14006/2558
#592161
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 และ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 ซึ่งบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวนั้นเป็นเพียงกำหนดลำดับหนี้เงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มที่นายจ้างค้างชำระกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้และให้อยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตาม ป.พ.พ. โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในปีใดอย่างบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรที่ ป.พ.พ. มาตรา 256 บัญญัติให้ใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง

คดีนี้ผู้ร้องได้ใช้อำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 โดยชอบตั้งแต่ปี 2554 อันถือได้ว่าเป็นวันที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากเงินที่อายัดในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 101,167.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 ประกอบมาตรา 49 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2553 เป็นเงิน 12,495,369.04 บาท และเงินเพิ่ม 3,344,485.04 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 46 ในปี 2553 และปี 2554 เป็นเงิน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 123,422.40 บาท

ผู้ร้องได้มีหนังสืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในหนี้ดังกล่าวในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ได้ส่งเงิน 116,207.43 บาท ให้แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อคิดถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้กองทุนประกันสังคม 7,816,187.97 บาท และเงินเพิ่ม 6,700,483.57 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 989,020.80 บาท รวมเป็นเงิน 15,505,692.34 บาท ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ร้องขอใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 ส่วนหนี้ในปี 2552 และปี 2553 เป็นหนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยในฐานะเจ้าหนี้สามัญโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีประการเดียวว่า หนี้ที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมในปี 2552 และปี 2553 ตามคำร้องเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 253 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินทดแทน เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างหรือสำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินสมทบและหรือเงินเพิ่ม ให้สำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดลำดับหนี้เงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มที่นายจ้างค้างชำระกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้และให้อยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในปีใดเช่นอย่างบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 256 บัญญัติให้ใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่งเช่นที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาไม่ ทั้งคดีนี้ผู้ร้องได้ใช้อำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ตามคำสั่ง โดยชอบตั้งแต่ปี 2554 อันถือได้ว่าเป็นวันที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินทดแทน เงินสมทบ และเงินเพิ่มชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากเงินที่อายัดในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่ม ปี 2552 และปี 2553 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจากเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ที่ส่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 253 (3) ม. 256
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 9 ม. 47
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 50 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทร่วมเจริญกรุ๊ป จำกัด
ผู้ร้อง — สำนักงานประกันสังคม
บริษัทบุญธรรม อินเตอร์กรุ๊ป เอ็นจิเนียริ่ง
จำเลย — แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววราภรณ์ โพธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14005/2558
#595613
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีภริยา แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่ได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัว แต่การที่โจทก์ยกที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าวให้จำเลยก็เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์ได้ให้เป็นสินส่วนตัวของภริยาเด็ดขาดแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ภายหลังจำเลยและครอบครัวจำเลยได้ใช้ประโยชน์โดยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาและมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด ที่ดิน 8 แปลง นี้ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

การที่จำเลยและครอบครัวของจำเลยร่วมดำเนินกิจการของร้าน ม. เพื่อกระทำกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างร่วมกันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีสมาชิกในครอบครัวของจำเลยทุกคนเป็นหุ้นส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 การที่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน 87 แปลง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น เท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนซึ่งไม่อาจกระทำได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1040 เมื่อกรณีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญมิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอใส่ชื่อร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยด้วยกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้ง 93 แปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในฐานะมีกรรมสิทธิ์ร่วม 1 ใน 10 ส่วนของที่ดินตามฟ้อง ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 1888, 1889 และ 8190 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางบังอร และนายปณัยพล เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2503 โจทก์จำเลยสมรสกันตามกฎหมาย ต่อมาปี 2533 โจทก์จำเลยแยกกันอยู่โดยมิได้หย่าขาดจากกัน ระหว่างสมรสจำเลยได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189, 8190, 9708, 12040, 12041, 12042, 12043, 12044, 12045, 12046, 12047, 12048, 12555, 17663, 9746, 28989, 28990, 28991, 28992, 28993, 28994, 28995, 28996, 28997, 28998, 28999 ถึง 29026, 38284, 38285, 38286 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9331, 10203, 11251, 11252, 11254 และ 10202 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5349 ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3512, 3565, 3567, 8985 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5654, 6127, 6128, 7829, 5630, 7772, 5605, 52382, 53398, 53399, 53400, 65411 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483, 1579, 8296, 11933, 19439 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 519, 22214, 22215, 22220 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ปี 2515 โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 ให้จำเลย เพราะโจทก์ไปมีภริยาใหม่ 1 คน และมีบุตรกับภริยาใหม่อีก 1 คน จำเลยเกรงว่าโจทก์จะนำที่ดินไปยกให้แก่บุตรกับภริยาใหม่ โจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยโดยไม่ได้ระบุให้เป็นสินส่วนตัว ต่อมาโจทก์มีบุตรกับภริยาใหม่อีก 2 คน ปลายปี 2519 จึงจดทะเบียนสมรสกับภริยาใหม่ แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี ก็จดทะเบียนหย่า โจทก์ให้ภริยาใหม่กู้ยืมเงินไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีกำไรก็นำเงินมาใช้คืนโจทก์ เดิมจำเลยมีร้านมัทนพาณิชย์ ค้าขายเล็กๆน้อยๆ โจทก์แนะนำให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลายชนิด โดยโจทก์ให้เงินจำเลยบ้าง กู้เงินมาให้จำเลยบ้าง เพื่อทำการค้า ปี 2509 จำเลยซื้อที่ดิน 1 แปลง ที่ถนนช้างม่อย ปี 2511 ได้ก่อสร้างอาคารบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด บนที่ดินดังกล่าว เป็นอาคาร 5 ชั้น ชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 70,000 ถึง 100,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เก็บค่าเช่า ที่ดิน 9 โฉนด บนถนนห้วยแก้วเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซื้อมาตั้งแต่ปี 2502 ปลูกบ้านให้ชาวต่างประเทศเช่า ต่อมาปี 2515 โอนให้จำเลยและให้จำเลยเก็บค่าเช่า ปี 2512 โจทก์ จำเลยและญาติของจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด แต่ปี 2525 ได้ให้ผู้อื่นเช่าไป ในการทำธุรกิจของทั้งสองบริษัทจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เป็นการส่วนตัวบ้าง บริษัทหรือจำเลยกู้เงินธนาคารโดยโจทก์ค้ำประกันบ้าง รายได้จากการทำธุรกิจนำไปซื้อที่ดินหลายแปลง ปี 2530 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด แต่จำเลยยังครอบครองและเก็บค่าเช่า ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า จำเลยเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ บิดาจำเลยเป็นคนจีนเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชาย ปี 2495 จำเลยใช้เงินทุนของครอบครัวซึ่งมีมาแต่เดิม เปิดร้านค้าวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ ขอจดทะเบียนพาณิชย์ในปี 2496 แต่จดทะเบียนได้ในปี 2499 ร้านมีกิจการดีมาก ปี 2513 จึงจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ต่อมาปลูกสร้างอาคารมัทนพาณิชย์บนถนนช้างม่อย แล้วย้ายบริษัทไปอยู่ที่ทำการแห่งใหม่ และทยอยขายอาคารเดิมไป โจทก์มีชื่อร่วมเป็นผู้ก่อการและถือหุ้นบริษัท แต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน บริษัทมัทนพาณิชย์หยุดกิจการในปี 2527 นอกจากนั้นจำเลยตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด มีชื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อการแต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน ขณะนี้หยุดกิจการแล้ว แต่ยังไม่ได้เลิกบริษัท เมื่อโจทก์จำเลยตกลงสมรสกัน บิดาโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8183 ถึง 8190 รวม 8 แปลง ให้จำเลยแต่ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ปัจจุบันเหลือ 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าวโดยใช้วัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์ โจทก์ช่วยค่าก่อสร้างบ้าง ปลูกบ้านเสร็จปี 2503 ก่อนการสมรสไม่นาน ปี 2504 โจทก์จำเลยเริ่มทะเลาะกัน โจทก์ต้องคดีอาญาหายไป 3 ปี จากนั้นโจทก์ก่อตั้งบริษัทเติมเอ็นจีเนียริ่ง จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร และได้เลขานุการเป็นภริยาใหม่ จำเลยบอกว่าโจทก์จะยกที่ดิน 8 แปลง ให้ใครไม่ได้ ต้องยกให้จำเลย โจทก์จึงทำสัญญาให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลย ปี 2508 จำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อที่ดินข้างเคียงอีก 11 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9708, 12040 ถึง 12048 และ 12550 โจทก์ไม่เคยช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลย เมื่อบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด ขาดเงิน จำเลยต้องกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสัญญากู้ยืม โจทก์อ้างว่าต่างคนต่างทำกิจการของตัวเองต้องรับผิดชอบตัวเอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 9746 พระสังฆราชคริสต์โดยนางละม่อม ซึ่งถือกรรมสิทธิ์แทนโอนให้จำเลยเพื่อตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อเชื่อติดต่อกันเรื่อยมาตั้งแต่จำเลยสมรสกับโจทก์ ต่อมาจำเลยแบ่งเป็นแปลงย่อยคือ โฉนดที่ดินเลขที่ 28989 ถึง 29026 วันที่ 12 เมษายน 2524 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 38284 ถึง 38286 เพื่อให้ที่ดินแปลงอื่นของจำเลยมีทางออกสู่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9331, 11251, 11252 และ 11254 จำเลยได้มาก่อนมีการออกโฉนดหลายปี ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 11252, 11254 และ 10203 ถูกเวนคืนไปทำถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5349 นายสมบูรณ์ โอนตีใช้หนี้ค่าซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์เมื่อปี 2508 ปี 2513 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3512, 3513 และ 3516 แล้วรวมโฉนดเป็นโฉนดเลขที่ 3512 ปี 2520 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ปี 2525 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3565 ปี 2513 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8985 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5654, 6126 ถึง 6128, 7829, 5630, 7772 และ 5605 จำเลยซื้อมาระหว่างปี 2509 ถึง 2512 ตามสัญญาขายที่ดิน 7 ฉบับ ที่ดินโฉนดเลขที่ 52382, 53398 ถึง 53400 แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยซื้อจากนางบุ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 เป็นการรวมโฉนดที่ดิน 10 แปลง เข้าด้วยกัน ต่อมานำมาแบ่งแยกโฉนด หลังจากนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 และ 19439 ถูกเวนคืน คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 11933 คือสถานที่ตั้งร้านมัทนพาณิชย์เดิม ที่ดินโฉนดเลขที่ 519 จำเลยซื้อมาตั้งแต่ปี 2512 แล้วนำมาแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 22214, 22215 และ 22220 ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 519 ถูกเวนคืนเกือบทั้งแปลง ที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจำเลยได้มาจากการที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากร้านมัทนพาณิชย์บ้าง จำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อมาบ้าง โดยโจทก์ไม่ได้ร่วมซื้อ และจำเลยไม่ต้องขอความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นที่ดินของกงสีระหว่างจำเลย มารดาและพี่น้องของจำเลย แต่การขายที่ดินบางครั้งให้โจทก์ลงลายมือชื่อลอยไว้ในหนังสือยินยอมบางครั้งจำเลยนำที่ดินไปจำนองธนาคารเอาเงินมาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายของร้านมัทนพาณิชย์ บ้านเลขที่ 44 ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 35/2 จำเลยอาศัยอยู่กับครอบครัว ปี 2520 โจทก์ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาแต่ไม่ได้เข้าอยู่อาศัย เมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์มีภริยาใหม่ จำเลยไม่ได้ขอหย่าเพราะเกรงจะเสียชื่อเสียง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงฟ้องหย่าในปี 2533 แต่ต่อมาขอถอนฟ้อง นางวันเพ็ญ เบิกความว่า พยานรู้จักมารดาจำเลยตั้งแต่ปี 2483 จำเลยช่วยมารดาค้าขาย เมื่อจำเลยอายุ 20 ปี ได้เปิดร้านมัทนพาณิชย์ มารดาจำเลยกับบุตรทุกคนร่วมกันดำเนินกิจการร้านต่อมาตั้งเป็นบริษัท เมื่อจำเลยสมรส พยานเคยพบสามีจำเลยครั้งเดียวที่ร้านมัทนพาณิชย์ นายนิยม เบิกความว่า เดิมร้านขายอาหารเป็นชื่อมารดาจำเลย ต่อมามารดาจำเลยเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อมัทนพาณิชย์ ปี 2497 พยานเริ่มรับเหมาก่อสร้างซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านนี้ พยานไม่เคยพบโจทก์ ไม่เคยเห็นโจทก์มาช่วยจำเลยค้าขาย พันเอกพิเศษสกุล เบิกความว่า พยานรับราชการทหารที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2501 ถึง 2536 ปี 2534 เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่เรื่อยมา พยานรู้จักจำเลยตั้งแต่ปี 2501 โดยซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านของจำเลยไปใช้ในราชการ เห็นจำเลยกับพี่น้องทำการค้าอยู่ด้วยกัน นางจิราพร น้องสาวของจำเลยเบิกความว่า เดิมบิดาตัดเย็บเสื้อผ้า มารดาขายอาหาร ปี 2495 มารดาเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่กำลังมีการก่อสร้างมากมายจึงตั้งร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์โดยมารดาและบุตรทุกคนช่วยกันค้าขาย เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นชื่อร้านเพราะจำเลยค้าขายคล่องและพี่น้องเชื่อใจ เงินฝากในธนาคารเป็นของครอบครัวแต่ให้จำเลยเบิกถอนได้คนเดียว ปี 2513 จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทประกอบกิจการเรื่อยมากระทั่งหยุดกิจการปี 2527 และพี่น้องทั้งหมดมาเปิดบริษัทใหม่ชื่อบริษัทมัทนพาณิชย์เชียงใหม่ จำกัด หลังจากจำเลยสมรสกับโจทก์ โจทก์ไม่เคยมาช่วยกิจการของร้าน โจทก์มาเชียงใหม่ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำเลยไม่เคยไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ที่ดินทั้งหมดเป็นของครอบครัวเพียงใส่ชื่อจำเลยไว้เท่านั้น นายประโยชน์ น้องชายจำเลยเบิกความว่า มารดาจำเลยมีบุตร 4 คน จำเลยเป็นบุตรคนที่ 2 เดิมมารดาเปิดร้านขายอาหาร ปี 2495 มารดาเห็นว่าการค้าวัสดุก่อสร้างจะไปได้ดีจึงเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว บุตรทุกคนช่วยกันค้าขายโดยไม่ได้รับเงินเดือน แต่ส่วนใหญ่จำเลยดูแลกิจการแทนมารดา เมื่อก่อตั้งเป็นบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด มีผู้ถือหุ้น 7 คน แต่ทุกคนไม่ได้นำเงินมาลงทุนเพียงใส่ชื่อให้ครบตามกฎหมายเท่านั้น ปี 2512 ถึง 2513 ครอบครัวขายกิจการไปทำเหมืองแร่ชื่อบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด โดยใช้เงินทุนของครอบครัว จำเลยให้พยานไปดูแลกิจการบริษัทดังกล่าวถึงปี 2515 พยานจึงไปตั้งบริษัทของตัวเอง ที่ดินที่มีชื่อจำเลยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของครอบครัว โจทก์ทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่เคยมาช่วยกิจการของครอบครัว เห็นว่า ครอบครัวของจำเลยเป็นครอบครัวคนจีน ปี 2495 จำเลยอายุประมาณ 20 ปี เปิดกิจการร้านมัทนพาณิชย์เพื่อค้าวัสดุก่อสร้าง ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ในปี 2496 ระบุว่าเริ่มต้นกิจการวันที่ 13 กรกฎาคม 2496 ขณะนั้นจำเลยอายุยังน้อยไม่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง ได้ความจากนางจิราพรน้องสาวจำเลยและนายประโยชน์ น้องชายจำเลยว่า มารดาเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่กำลังมีการก่อสร้างมากมายจึงตั้งร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นชื่อร้านเพราะจำเลยค้าขายคล่องและพี่น้องเชื่อใจ มารดาและบุตรทุกคนช่วยกันทำการค้าโดยไม่ได้รับเงินเดือน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางผ่องศรีและนางวันเพ็ญ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับมารดาจำเลยว่า เดิมมารดาจำเลยทำร้านขายอาหาร ต่อมาเปิดร้านมัทนพาณิชย์ขายวัสดุก่อสร้าง โดยมารดาจำเลยกับบุตรทุกคนร่วมกันดำเนินกิจการ แสดงว่ากิจการร้านมัทนพาณิชย์เป็นของครอบครัวฝ่ายจำเลย ไม่ใช่ของจำเลยคนเดียว จำเลยเป็นเพียงผู้บริหารหลัก รายได้ของร้านนำมาใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ส่งนายประโยชน์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ โจทก์เพิ่งสมรสกับจำเลยในปี 2503 แต่โจทก์ยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของร้านมัทนพาณิชย์เจือสมกับคำพยานโจทก์คือนายเพียงและหม่อมราชวงศ์อดุลย์กิติ์ที่เบิกความยืนยันว่า พบโจทก์บางครั้งเฉพาะช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ร้านมัทนพาณิชย์ ยิ่งกว่านั้นตัวโจทก์เองเบิกความว่า ในการประกอบธุรกิจของจำเลยหากจำเลยต้องการเงินหมุนเวียน โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินบ้าง หรือค้ำประกันเงินกู้ให้จำเลยบ้างแต่จำเลยต้องชำระคืนจนครบถ้วนสอดคล้องกับบันทึกการยืมเงินและสัญญากู้เงิน แสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยในด้านธุรกิจและด้านการเงินเป็นความสัมพันธ์อย่างคู่สัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ความสัมพันธ์อย่างสามีภริยาหรือบุคคลในครอบครัว ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ไม่มีส่วนใดๆ ในกิจการของร้านมัทนพาณิชย์และทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย

สำหรับที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 8183 ถึง 8190 ซึ่งปัจจุบันเหลือ 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 โจทก์ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2502 ก่อนสมรสกับจำเลย แต่ต่อมาปรากฏว่าวันที่ 31 กรกฎาคม 2515 โจทก์ยกให้จำลย ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวม 8 โฉนด แม้ระบุว่า ยกให้พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีกับภริยา โจทก์ก็เบิกความว่ายกให้จำเลยเพราะโจทก์ไปมีภริยาใหม่และมีบุตรกับภริยาใหม่ 2 คน จำเลยเกรงว่าโจทก์จะนำที่ดินไปยกให้แก่บุตรของภริยาใหม่ สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยห้ามโจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้คนอื่น ต้องยกให้จำเลยเท่านั้นเพราะที่ดินดังกล่าวบิดาโจทก์ซื้อให้จำเลยก่อนโจทก์จำเลยสมรสกัน แต่ให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน มีข้อสัญญาระบุว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีกับภริยา แม้หนังสือยกให้ซึ่งสามีให้ทรัพย์สินแก่ภริยาดังกล่าว จะมิได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัวก็ตาม แต่การที่โจทก์ยกที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าวให้จำเลยก็เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์ได้ให้เป็นสินส่วนตัวของภริยาเด็ดขาดแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ภายหลังโจทก์ยกที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยและครอบครัวจำเลยได้ใช้ประโยชน์โดยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา และมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด เมื่อที่ดิน 8 แปลงนี้ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในที่ดินส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินอีก 87 แปลง โจทก์นำสืบเพียงว่า จำเลยได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ย่อมเป็นสินสมรส ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า ที่ดินทั้งหมดจำเลยได้มาจากการที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้ค่าซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์บ้าง และจำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อมาบ้าง เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้มาหลังจากที่จำเลยสมรสกับโจทก์และก่อนที่บริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด หยุดกิจการในปี 2527 นอกจากบางแปลงแบ่งแยกจากโฉนดเดิมแล้วออกโฉนดใหม่หลังปี 2527 จำเลยทราบรายละเอียดที่ดินแต่ละแปลงว่าแปลงใดได้มาโดยการซื้อ แปลงใดได้มาโดยการตีใช้หนี้แต่ทำเป็นสัญญาซื้อขาย แปลงใดมีการรวมโฉนด แปลงใดมีการแบ่งแยกโฉนด แปลงใดมีการจำนอง แปลงใดไถ่จำนองแล้ว ในขณะที่โจทก์ไม่สามารถเบิกความในรายละเอียดดังกล่าว แสดงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด โฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด ที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ระบุว่าจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เงินที่นางสาวจิราภรณ์ มีต่อบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด โฉนดเลขที่ 5654 และ 5605 ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดิน 10 โฉนด ระบุว่าจำนองเพื่อออกหนังสือค้ำประกันบริษัทมัทนพาณิชย์ ต่อบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด และสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 4 แปลง ระบุว่า จำนองเพื่อประกันหนี้จ่ายเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ธนาคารค้ำประกันร้านมัทนพาณิชย์ไว้ต่อบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด พยานเอกสารเหล่านี้แสดงว่าที่ดินเหล่านั้นถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ที่นำมาใช้จ่ายในการจัดหาวัสดุก่อสร้างมาขายในร้านมัทนพาณิชย์ แม้ร้านจะชื่อเดียวกับจำเลยและจำเลยเป็นหลักในการทำธุรกิจ แต่ก็เป็นกิจการที่ครอบครัวของจำเลยนำเงินของครอบครัวมาลงทุนและพี่น้องคนอื่นก็เข้าร่วมดำเนินกิจการด้วยโดยไม่เคยขอแบ่งแยกหรือขอใส่ชื่อร่วมในชื่อร้านหรือในโฉนดที่ดิน ร้านและทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งที่ดินพิพาท จึงไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของครอบครัวจำเลยที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น การที่จำเลยและครอบครัวของจำเลยร่วมดำเนินกิจการของร้านมัทนาพาณิชย์ เพื่อกระทำกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างร่วมกันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดใน ปี 2513 ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีสมาชิกในครอบครัวของจำเลยทุกคนเป็นหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 การที่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน 87 แปลง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นเท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนซึ่งไม่อาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1040 เมื่อกรณีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญ มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอใส่ชื่อร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของ 1 ใน 5 ส่วน และให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วม 1 ใน 10 ส่วน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1021 ม. 1025 ม. 1040 ม. 1471
ชื่อคู่ความ
นายประวิทย์ เอื้อวิทยา โดยนางบังอร เอื้อวิทยา
และนายปณัยพล เอื้อวิทยา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางมัณฑนา เอื้อวิทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมปันท์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14002/2558
#594688
เปิดฉบับเต็ม

แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น แต่ในวันที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 อีก ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 71474 ดังกล่าวที่พิพาท สืบเนื่องจากระยะเวลาการบังคับคดีใกล้สิ้นสุดลงแล้ว หากโจทก์ไม่ร้องขอให้ยึดทรัพย์สินที่พิพาททันที แต่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์สินจำนองเสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินที่พิพาทได้ก็จะเกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดี ทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์แต่อย่างใด อีกประการหนึ่งจากสภาพราคาทรัพย์สินที่จำนองเป็นที่เห็นได้ชัดว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์สินที่พิพาทไว้ก่อน แต่ยังไม่นำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงค่อยนำทรัพย์สินพิพาทออกขายก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 เพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้จำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในท้ายฎีกานั้น เห็นว่า คดีอยู่ในชั้นบังคับคดี กรณีคำขอดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,136,053.48 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76124, 76125 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์เพื่อขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 และประเมินราคารวมเป็นเงิน 3,103,200 บาท

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 71474 ของจำเลยที่ 4 ไว้ก่อนโดยยังไม่ต้องนำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะขายทอดตลาดที่ดินจำนอง และหากไม่พอชำระก็ให้นำที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 เพิ่มเติม โดยยังมิได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองไว้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น แต่ในวันที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 อีก ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 71474 ดังกล่าวที่พิพาท สืบเนื่องจากระยะเวลาการบังคับคดีใกล้สิ้นสุดลงแล้ว หากโจทก์ไม่ร้องขอให้ยึดทรัพย์สินที่พิพาททันที แต่ต้องรอให้มีการขายทรัพย์สินจำนองเสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินที่พิพาทได้ก็จะเกิน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดี ทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์แต่อย่างใด อีกประการหนึ่งจากสภาพราคาทรัพย์สินที่จำนองเป็นที่เห็นได้ชัดว่าไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์สินที่พิพาทไว้ก่อน แต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำทรัพย์สินพิพาทออกขายก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 4 เพิ่มเติมได้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์นำยึดทรัพย์สินที่พิพาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้จำเลยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในท้ายฎีกานั้น เห็นว่า คดีอยู่ในชั้นบังคับคดี กรณีคำขอดังกล่าวของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254

พิพากษากลับว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 71474 ตำบลบางขุนเทียน (บางปะทุน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 ตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์สินที่จำนองทั้งหมดเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขายทอดตลาด คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 254
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายดนัยหรือพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวไพเนตร ธนาบริบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14001/2558
#633995
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ต่างเป็นสำนวนของศาลชั้นต้นเดียวกัน แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลเดียวกัน และพิพาทกันในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อขาย ฉบับเดียวกันก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็เพียงแต่มีคำสั่งให้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 มาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้ โดยมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีเหล่านี้รวมกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 28 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดไปก่อนในลักษณะวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ต่างสำนวนกันกับคดีนี้ จึงไม่อาจจะถือว่าสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 เป็นส่วนหนึ่งของคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นคดีนี้จะมีคำสั่งข้ามสำนวนไปเพิกถอนการบังคับคดี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 นั้นได้ และปัญหาเกี่ยวด้วยอำนาจศาลในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่เมื่อเห็นสมควรศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 99,082,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 34828, 34829 และ 34832 ตำบลสวนหลวง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร คืนจากโจทก์ที่ 2 ด้วยค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและค่าภาษีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความใช้แทน 500,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งห้าและในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้นำคดีนี้ไปรวมไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำตัวคำร้องคดีนี้ไปรวมไว้ในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและยกคำร้องโจทก์ทั้งสอง ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2548 และให้นำคำร้องฉบับนี้มารวมไว้ในสำนวนคดีนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลชั้นต้นคดีนี้มีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ต่างเป็นสำนวนของศาลชั้นต้นเดียวกัน แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลเดียวกัน และพิพาทกันในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายฉบับเดียวกันก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็เพียงแต่มีคำสั่งให้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 มาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้ โดยมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีเหล่านี้รวมกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดไปก่อนในลักษณะวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ต่างสำนวนกันกับคดีนี้ จึงไม่อาจจะถือว่าสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 เป็นส่วนหนึ่งของคดีนี้ที่ศาลชั้นต้นคดีนี้จะมีคำสั่งข้ามสำนวนไปเพิกถอนการบังคับคดี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 15529 - 15530/2541 นั้นได้ และปัญหาเกี่ยวด้วยอำนาจศาลในการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่เมื่อเห็นสมควรศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 28 ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีป วานิชย์หานนท์ กับพวก
จำเลย — นายอภิรัต สืบสงวน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13989/2558
#591885
เปิดฉบับเต็ม

โจกท์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งการประเมิน 6 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว กรณีจึงพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ฉะนั้น เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องคดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟ้องคดีแทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินการฟ้องคดีแทนโจทก์ ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ด้วยตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2547(ครึ่งปี) ปีภาษี 2547 ปีภาษี 2548 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2548 ปีภาษี 2549 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2549 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภงด.12 - 08500190 - 25550221 - 001 - 00023 ถึง 00028 รวม 6 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.6/3/2557

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามมาตรา 22 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำฟ้องและคำร้องในคดีนี้ได้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำร้อง และด้วยเหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องร้องคดีนี้ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องด้วย

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ทนายโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงในวันนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2555 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายคดีนี้ แม้มีกฎหมายบัญญัติว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของโจทก์ แต่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมิใช่ผู้เสียหายในคดีนี้มีคำสั่งไม่ดำเนินคดีแทนโจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีได้ โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและยื่นฟ้องคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้... (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งการประเมิน 6 ฉบับ ที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีรวม 245,627,310 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว กรณีจึงพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ฉะนั้น เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 1 เมษายน 2557 โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องคดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ฟ้องคดีแทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินการฟ้องคดีแทนโจทก์ ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ด้วยตนเอง คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับฟ้องของโจทก์และไม่รับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพศิน หมอกยา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13989/2558
#634254
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้... (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งการประเมิน 6 ฉบับ ที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว กรณีจึงพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ฉะนั้น เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องคดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ฟ้องคดีแทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินการฟ้องคดีแทนโจทก์ ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ด้วยตนเอง คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับฟ้องของโจทก์และไม่รับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2547 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2547 ปีภาษี 2548 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2548 ปีภาษี 2549 (ครึ่งปี) ปีภาษี 2549 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภงด.12 - 08500190 - 25550221 - 001 - 00023 ถึง 00028 รวม 6 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.6/3/2557

ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามมาตรา 22 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำฟ้องและคำร้องในคดีนี้ได้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำร้อง และด้วยเหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องร้องคดีนี้ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องด้วย

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ทนายโจทก์และทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงในวันนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2555 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้... (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งการประเมิน 6 ฉบับ ที่ให้โจทก์ชำระค่าภาษีรวม 245,627,310 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินดังกล่าว กรณีจึงพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ฉะนั้น เมื่อขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 1 เมษายน 2557 โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย อำนาจในการฟ้องร้องคดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ฟ้องคดีแทนโจทก์แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ดำเนินการฟ้องคดีแทนโจทก์ ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ด้วยตนเอง คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับฟ้องของโจทก์และไม่รับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพศิน หมอกยา
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13986/2558
#594717
เปิดฉบับเต็ม

การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการจำหน่ายเงินกำไร อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น

เมื่อลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เงินค่าบริการที่จำหน่ายออกไปมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรรวมอยู่ด้วย เนื่องจากการกำหนดราคาขายสินค้าหรือการให้บริการโดยทั่ว ๆ ไป ผู้ประกอบธุรกิจย่อมต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ในราคาสินค้าหรือค่าจ้างนั้นด้วย จึงต้องถือว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร สาขาของโจทก์ในประเทศไทยจึงต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายในอัตราร้อยละ 10 และนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ลูกค้าชำระค่าบริการแก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สาขาของโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค.0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค. 0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ลูกค้าได้ชำระเงินเป็นค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรให้แก่โจทก์โดยตรง แต่สาขาของโจทก์ในประเทศไทยไม่ได้ประมาณการส่วนที่เป็นกำไรเพื่อหักภาษีและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นต้นทุนและผลกำไรระคนรวมกันจนเจ้าพนักงานของจำเลยไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นกำไร จึงต้องถือว่าสำนักงานสาขาในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกจากประเทศไทยทั้งจำนวน การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าเงินกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นจำนวนเท่ากับ 420,120,035.69 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 อันเข้าลักษณะเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายไปต่างประเทศ และนำวันที่ลูกค้าได้ชำระค่าบริการไปยังโจทก์โดยตรงถือเป็นวันที่มีการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศมาคิดคำนวณเงินเพิ่มจึงถูกต้องแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการจำหน่ายเงินกำไร อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น การที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 ลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/310/2552 ของจำเลย โดยให้นำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดปี 2545 จำนวน 2,026,669,954.17 บาท โดยถือว่ามีเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายทั้งปีจำนวน 420,120,035.69 บาท แล้วนำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละเดือนมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อหาเงินกำไรที่สาขาจำหน่ายออกไปในแต่ละเดือน จากนั้นจึงนำมาคำนวณภาษีและเงินเพิ่มในแต่ละเดือน ทั้งนี้ให้คิดเงินเพิ่มจากภาษีของกำไรที่จำหน่ายออกไป นับแต่วันที่ 7 ของเดือนถัดไปของเดือนที่มีการจำหน่ายกำไรในแต่ละเดือนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรต้องไม่เกิน 42,012,003.57 บาท และเงินเพิ่มทั้งหมดไม่เกิน 16,660,425.81 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮัลลิเบอร์ตัน เอ็นเนอจี เซอร์วิสเซส อิงค์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13983/2558
#635378
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงว่าผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวหรือไม่ ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อน แล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีอำนาจพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัว ในโปรแกรมคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน รายงานตัว 1 เดือนต่อครั้ง ทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด แต่จำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูโดยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง และยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีกำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีได้จัดทำแผนการฟื้นฟู โดยวิธีแบบไม่ควบคุมตัว แสดงว่าระหว่างการฟื้นฟูตามแผนดังกล่าวจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวในศูนย์หรือสถานที่ฟื้นฟูตามกฎหมาย และไม่ต้องประกันตัว เมื่อจำเลยไม่มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยปฏิเสธที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะเอาตัวจำเลยมารับการบำบัดอีก คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีจึงเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายครบถ้วนแล้วนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงว่าผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวหรือไม่ ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัว ในโปรแกรมคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน รายงานตัว 1 เดือนต่อครั้ง ทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด แต่จำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูโดยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง และยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีกำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 25 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายเทวิน มณีกร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13969/2558
#633636
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่น ที่ดินนั้นจะต้องเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เสียก่อน จึงจะถูกอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้ ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง แม้จะมีเจตนาครอบครองอย่างเป็นปรปักษ์ก็หาได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสิทธิคนละประเภทกับสิทธิครอบครองที่มีอยู่แต่เดิมไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่มีเพียงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทได้

โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้สิทธิครอบครองจะเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ในอันดับรองจากกรรมสิทธิ์ แต่ก็หาใช่สิทธิที่กฎหมายรับรองให้มีการร้องขอแสดงสิทธิได้เช่นเดียวกับกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ กรณีจึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไปเสียในคราวเดียวกันในชั้นนี้เพราะสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้อื่นจะมีได้ก็แต่การแย่งการครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อคดีไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง ประกอบกับไม่ได้ความว่าโจทก์เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 จึงต้องรับฟังว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองแทนจำเลยตลอดมา กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1447 เลขที่ดิน 99 ตำบลแจนแวน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ และพิพากษาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์อ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นเอกสารที่เกิดจากการรังวัดโดยมีระวางที่แน่นอนเสมือนหนึ่งเป็นการออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจยกรูปที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มาสร้างโฉนดได้โดยมิต้องมีคำร้องขอ แสดงว่าหากผู้มีชื่อใน น.ส. 3 ก. เป็นเจ้าของที่ดินย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั่นเอง ดังนั้น บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงรับรองการครอบครองที่ดินที่มี น.ส. 3 ก. ได้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างถึงขั้นตอนการรังวัดออกเอกสารสิทธิประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่ามีความน่าเชื่อถือและใกล้เคียงกับการออกโฉนดเท่านั้น หาได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้ผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับโฉนดไม่ บุคคลจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่น ที่ดินนั้นจะต้องเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เสียก่อน จึงจะถูกอ้างการครอบครองปรปักษ์ได้ ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง แม้จะมีเจตนาครอบครองอย่างเป็นปรปักษ์ก็หาได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นสิทธิคนละประเภทกับสิทธิครอบครองที่มีอยู่แต่เดิมไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่มีเพียงสิทธิครอบครอง โจทก์จึงไม่อาจอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หากโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลก็ชอบจะมีคำพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื่องจากสิทธิครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและมีความหมายต่ำกว่ากรรมสิทธิ์ พร้อมกับขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ออกโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ แม้สิทธิครอบครองจะเป็นสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ในอันดับรองจากกรรมสิทธิ์ แต่ก็หาใช่สิทธิที่กฎหมายรับรองให้มีการร้องขอแสดงสิทธิได้เช่นเดียวกับกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไม่ กรณีจึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไปเสียในคราวเดียวกันในชั้นนี้เพราะสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้อื่นจะมีได้ก็แต่การแย่งการครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อคดีไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง ประกอบกับไม่ได้ความว่าโจทก์เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามมาตรา 1381 จึงต้องรับฟังว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองแทนจำเลยตลอดมา กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373 ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำฤทธิ์ แหวนวงษ์
จำเลย — นายบุญมีหรือเอกสิทธิ์ เขตนิมิตร
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13967/2558
#592019
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร น. ข้อ 2 ระบุว่า สมาชิกหมายถึง สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากผู้จัดสรรที่ดินฯ และผู้ซื้อที่ดินจัดสรร หมายถึง ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรรฯ และตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรร โจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพียงรายเดียว โจทก์ที่ 2 เป็นสามีของโจทก์ที่ 1 แต่เป็นคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงมิใช่คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย สถานะทางกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อใช้สิทธิของโจทก์ที่ 1 ได้ นอกจากนี้ตามข้อบังคับข้อ 48.1 ระบุว่าให้สมาชิกหรือคู่สมรสตามกฎหมายของสมาชิกมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนิติบุคคลเท่านั้น โจทก์ที่ 2 เป็นคู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะสมาชิกได้ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ข้อบังคับข้อ 47 วรรคสาม ระบุว่า มติของคณะกรรมการนิติบุคคล ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการนิติบุคคล คะแนนเสียงของกรรมการนิติบุคคลแต่ละรายไม่ว่าจะมีบ้านในหมู่บ้านกี่หลังมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งเสียง แต่ตามข้อบังคับในหมวดที่ 13 คณะกรรมการนิติบุคคลมิได้ระบุถึงการบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรว่าต้องบันทึกถึงจำนวนกรรมการที่ออกเสียงลงมติว่ามีจำนวนเท่าใด การที่รายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรครั้งที่ 1/2553 และครั้งที่ 1/2554 ระบุแต่เพียงว่าที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันในนามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ก็ต้องถือว่าเป็นมติคะแนนเสียงข้างมากตามข้อบังคับแล้ว อีกทั้งคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของข้อบังคับและพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ตามข้อบังคับหมวดที่ 1 ข้อ 2 การจะให้คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมดลงนามในเอกสารต่าง ๆ เพื่อดำเนินการในกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรย่อมเป็นการยุ่งยาก การที่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีมติให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวมีอำนาจลงนามผูกพันในนามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ จึงเป็นอำนาจโดยทั่วไปในการบริหารจัดการของคณะกรรมการที่จะกระทำได้ กรณีมิใช่เป็นการมอบอำนาจทั้งหมดของคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแทน จึงหาจำต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนิติบุคคล มติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจึงชอบแล้ว

ตามข้อบังคับข้อ 43 ระบุว่า ในกรณีผู้มีหน้าที่ชำระเงินมีความประสงค์จะขอตรวจหรือสำเนาเอกสารบัญชีหรือรายงานในหมวดนี้ ให้คณะกรรมการนิติบุคคลหรือผู้จัดการนิติบุคคลแล้วแต่กรณี ดำเนินการให้ผู้ขอโดยมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จำเป็น แต่ตามข้อบังคับข้อ 67.2 วรรคสอง ที่จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ระบุว่า ในกรณีค้างชำระค่าสาธารณูปโภคติดต่อกันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไป ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ มีอำนาจในการระงับการให้บริการสาธารณะหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค... และบริการอื่นๆ ที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และ/หรือคณะกรรมการเห็นสมควรงดให้บริการ ซึ่งขณะที่โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขอสำเนาเอกสารข้างต้นเป็นช่วงระยะเวลาเดือนกันยายนและเดือนพฤศจิกายน 2554 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรยังมีข้อโต้แย้งกับโจทก์ที่ 1 ในการค้างชำระค่าสาธารณูปโภคประจำปี 2554 ประกอบกับโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นสมาชิกผู้มีหน้าที่ชำระเงิน การที่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรปฏิเสธคำขอของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมครั้งที่ 1/2553 และครั้งที่ 1/2554 ที่มีมติให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวตกลงหรือลงนามในฐานะผู้มีอำนาจของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ร่วมกันชดใช้เงินคืนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรวม 267,329 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้เพิกถอนการแก้ไขข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับข้อ 67 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 โดยให้กลับไปใช้ในข้อความเดิม ให้มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 และที่ 12 ขาดคุณสมบัติในการเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้จำเลยที่ 1 และที่ 12 หยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 และที่ 12 ร่วมลงมติทุกครั้ง และเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 12 ลงนามหรือร่วมลงนามผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ให้จำเลยที่ 1 และที่ 12 คืนเงินค่าเบี้ยประชุมหรือเงินค่าดำเนินการใด ๆ ทั้งหมดที่ได้รับจากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหลังจากวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 15 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 12 ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองรวม 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 จะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสิบหกเปิดเผยข้อมูลรายงานการประชุมใหญ่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทุกครั้งตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน เปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือนของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงปัจจุบัน โดยให้ส่งสำเนาให้โจทก์ทั้งสองด้วย หากจำเลยทั้งสิบหกไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยทั้งสิบหกหยุดการทำงานในฐานะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 16 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสิบหก 8,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นสามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของโจทก์ที่ 1 และได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ให้ดำเนินคดี โจทก์ที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1703/128 ซอยวชิรธรรมสาธิต 57 ในหมู่บ้านจัดสรรนันทวัน สุขุมวิท โฉนดเลขที่ 250178 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนันทวัน สุขุมวิท จัดตั้งเมื่อประมาณปลายปี 2547 ต่อมาปี 2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และปี 2554 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 16 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 วาระที่ 6 เรื่องการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค และที่ประชุมลงมติให้เพิ่มจากอัตราตารางวาละ 16 บาท ต่อเดือน เป็นตารางวาละ 20 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมิได้นำมติดังกล่าวไปจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และยังคงเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคในอัตราเดิมต่อไป ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2554 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2554 ที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 และแก้ไขข้อบังคับข้อ 48.1 ให้เฉพาะสมาชิกหรือคู่สมรสตามกฎหมายของสมาชิกเป็นผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเท่านั้น กับมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยจำเลยที่ 1 และที่ 12 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิก จำเลยที่ 1 กับพวกเพิกเฉยไม่นำมติเพิ่มอัตราค่าสาธารณูปโภคไปจดทะเบียน ต่อมาที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 มีมติเพิ่มอัตราค่าสาธารณูปโภคจากอัตราตารางวาละ 16 บาท ต่อเดือน เป็นตารางวาละ 21 บาท ต่อเดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในฐานะคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรปี 2553 มิได้จัดทำงบดุลที่ผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองแล้วยื่นต่อคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน แต่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรปี 2555 ส่งงบดุลประจำปี 2553 และปี 2554 ให้แก่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว มติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2553 และครั้งที่ 1/2554 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการมีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ มติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 12/2554 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีในอัตราค่าจ้าง 20,000 บาท ในปี 2553 จำเลยที่ 1 กับพวกจ่ายค่าทนายความ 67,062 บาท ค่าซ่อมบำรุงวัสดุและอุปกรณ์สระว่ายน้ำ 80,267 บาท นอกจากนั้นยังจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายทำบุญประจำปีและเลี้ยงสังสรรค์ 120,000 บาท วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้งดการให้บริการสาธารณะและสาธารณูปโภคแก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ค้างชำระค่าบริการสาธารณูปโภค

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรนันทวัน สุขุมวิท ข้อ 2 ระบุว่า สมาชิกหมายถึง สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจัดสรรจากผู้จัดสรรที่ดินฯ และผู้ซื้อที่ดินจัดสรร หมายถึง ผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรรฯ และตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินระบุว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรร โจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพียงรายเดียว โจทก์ที่ 2 เป็นสามีของโจทก์ที่ 1 แต่เป็นคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงมิใช่คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย สถานะทางกฎหมายของโจทก์ที่ 2 ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อใช้สิทธิของโจทก์ที่ 1 ได้ นอกจากนี้ตามข้อบังคับข้อ 48.1 ระบุว่าให้สมาชิกหรือคู่สมรสตามกฎหมายของสมาชิกมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนิติบุคคลเท่านั้น โจทก์ที่ 2 เป็นคู่สมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะสมาชิกได้ อีกทั้งตามข้อบังคับ ได้กำหนดความหมายของสมาชิกหมู่บ้านไว้คือ 1. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร 2. ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ 3. ผู้จัดสรรที่ดินเฉพาะกรณีที่ดินแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อ ส่วนที่จำเลยที่ 16 ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหนังสืองดการให้บริการสาธารณะและสาธารณูปโภคก็มิได้กล่าวอ้างพาดพิงถึงโจทก์ที่ 2 คงระบุถึงโจทก์ที่ 1 ในฐานะสมาชิกเท่านั้น ประกอบกับความเสียหายเกิดจากการงดการให้บริการสาธารณะและสาธารณูปโภคตามที่โจทก์ที่ 2 กล่าวอ้างมิได้เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 2 โดยตรง โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามรายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรครั้งที่ 1/2553 และครั้งที่ 1/2554 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับข้อ 47 วรรคสาม ระบุว่า มติของคณะกรรมการนิติบุคคล ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการนิติบุคคล คะแนนเสียงของกรรมการนิติบุคคลแต่ละรายไม่ว่าจะมีบ้านในหมู่บ้านกี่หลังมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งเสียง แต่ตามข้อบังคับในหมวดที่ 13 คณะกรรมการนิติบุคคลมิได้ระบุถึงการบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรว่าต้องบันทึกถึงจำนวนกรรมการที่ออกเสียงลงมติว่ามีจำนวนเท่าใด การที่รายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรครั้งที่ 1/2553 และครั้งที่ 1/2554 ระบุแต่เพียงว่าที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันในนามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ก็ต้องถือว่าเป็นมติคะแนนเสียงข้างมากตามข้อบังคับแล้ว อีกทั้งคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของข้อบังคับและพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ตามข้อบังคับหมวดที่ 1 ข้อ 2 การจะให้คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมดลงนามในเอกสารต่าง ๆ เพื่อดำเนินการในกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรย่อมเป็นการยุ่งยาก การที่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีมติให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวมีอำนาจลงนามผูกพันในนามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ จึงเป็นอำนาจโดยทั่วไปในการบริหารจัดการของคณะกรรมการที่จะกระทำได้ กรณีมิใช่เป็นการมอบอำนาจทั้งหมดของคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแทน จึงหาจำต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับข้อ 49 ตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาไม่ ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ นอกเหนือจากที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมอบหมาย อันจะเป็นเหตุใดต้องเพิกถอนการกระทำที่จำเลยที่ 1 กระทำไว้ ดังนั้น มติที่ประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสิบหกต้องเปิดเผยข้อมูลรายงานการประชุมใหญ่ รายงานการประชุมคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บัญชีรายรับ - รายจ่าย พร้อมงบดุลของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน โดยทำสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ที่ 1 และต้องชำระค่าเสียหายในการติดตามคัดถ่ายเอกสารจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ด้วย หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับข้อ 43 ระบุว่า ในกรณีผู้มีหน้าที่ชำระเงินมีความประสงค์จะขอตรวจหรือสำเนาเอกสารบัญชีหรือรายงานในหมวดนี้ ให้คณะกรรมการนิติบุคคลหรือผู้จัดการนิติบุคคลแล้วแต่กรณี ดำเนินการให้ผู้ขอโดยมีสิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จำเป็น แต่ตามข้อบังคับข้อ 67.2 วรรคสอง ที่จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ระบุว่า ในกรณีค้างชำระค่าสาธารณูปโภคติดต่อกันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไป ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ มีอำนาจในการระงับการให้บริการสาธารณะหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค... และบริการอื่นๆ ที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และ/หรือคณะกรรมการเห็นสมควรงดให้บริการ ซึ่งขณะที่โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขอสำเนาเอกสารข้างต้นเป็นช่วงระยะเวลาเดือนกันยายนและเดือนพฤศจิกายน 2554 นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรยังมีข้อโต้แย้งกับโจทก์ที่ 1 ในการค้างชำระค่าสาธารณูปโภคประจำปี 2554 ประกอบกับโจทก์ที่ 2 มิได้เป็นสมาชิกผู้มีหน้าที่ชำระเงิน การที่คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรปฏิเสธคำขอของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับอื่น โจทก์ที่ 1 จะฟ้องบังคับจำเลยทั้งสิบหกตามที่ฎีกาหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสิบหก 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนวลจันทร์ สายสมรรถชัย กับพวก
จำเลย — นายพรชัย พรศิริโกศล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวรวรรณ อัครวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
วิวัธน ทองลงยา
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13965/2558
#593229
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยโดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร แต่เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งใน ป.วิ.พ. ไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเอง แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยเองทั้งหมดจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

คดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วยในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาการหย่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานโดยเรียกพยานเข้าสอบถาม จากนั้นก็มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย โดยบรรยายคำฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสร้างหนี้สินในครอบครัว กอบโกยเอาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์และเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปจนหมดสิ้น มิได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และมิได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุหย่าตามข้ออ้างของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานโจทก์จำเลย โดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีที่ประเด็นข้อพิพาทรวม 3 ประเด็น สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนเองและฟังเป็นข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองโดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบเลยได้ เพราะมีผลเปรียบเสมือนศาลดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยเองทั้งหมด แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างเข้ามาและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี อีกทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 10 ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่กับโจทก์และบุตรอีก 4 คน บุตร 2 คนแรกเป็นบุตรที่ติดจำเลยมา อายุ 23 ปี และ 22 ปี ส่วนบุตรอีก 2 คนเป็นบุตรที่เกิดจากโจทก์ อายุ 18 ปี และ 10 ปี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วย ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวจึงต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยเองทั้งหมด และดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ จำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 84/1
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 23 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ถ.
จำเลย — นาง ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางสาวพรทิพย์ ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13965/2558
#633993
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานโจทก์จำเลยโดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนเองและฟังเป็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร แต่เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งใน ป.วิ.พ. ไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเอง แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างเข้ามาและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยเองทั้งหมดจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

คดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วยในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาการหย่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยโดยบรรยายคำฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสร้างหนี้สินในครอบครัว กอบโกยเอาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์และเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปจนหมดสิ้น มิได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และมิได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุหย่าตามข้ออ้างของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานโจทก์จำเลย โดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีที่ประเด็นข้อพิพาทรวม 3 ประเด็น สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนเองและฟังเป็นข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองโดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบเลยได้ เพราะมีผลเปรียบเสมือนศาลดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยเองทั้งหมด แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างเข้ามาและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี อีกทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วได้พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่กับโจทก์และบุตรอีก 4 คน บุตร 2 คนแรกเป็นบุตรที่ติดจำเลยมา อายุ 23 ปี และ 22 ปี ส่วนบุตรอีก 2 คนเป็นบุตรที่เกิดจากโจทก์ อายุ 18 ปี และ 10 ปี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วย ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวจึงต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยเองทั้งหมด และดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์จำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 84/1
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 23 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ถ.
จำเลย — นาง ป.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13964/2558
#633634
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) และ 1472 วรรคหนึ่ง หลังจากสมรสโจทก์ร่วมกับจำเลยปลูกสร้างรีสอร์ต ร้านอาหาร และต่อเติมบ้านเป็นร้านเสริมสวย สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส แม้โจทก์จะเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างก็ตามแต่ก็ต้องได้รับการช่วยเหลือจากจำเลย ที่สำคัญสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโจทก์กับจำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจร่วมกัน ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ใช้ที่ดินพิพาทปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กรณีเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท สิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมบนที่ดินพิพาทไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน คงเป็นสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และจำเลยร่วมกัน จำเลยไม่ยอมเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อโจทก์จำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย โจทก์จำเลยต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 กรณีนี้ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 คือให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยยังไม่ต้องคืนแก่โจทก์ แต่หากโจทก์ประสงค์จะขายสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินที่พิพาทโดยจำเลยยินยอมก็สามารถทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6718 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์และให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองและเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กธ 6844 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ 2 คัน ให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 6718 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ และให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 6718 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ให้แจ้งผลคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติศรีลังกาไม่อาจถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ โจทก์รู้จักและคบหากันกับจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2547 ภายหลังจากสมรสกันแล้วจำเลยจดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6718 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบุคคลภายนอกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 โดยโจทก์เป็นผู้ชำระราคาที่ดินแก่ผู้ขายด้วยเงินที่เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แล้วให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ต่อมามีการปลูกสร้างอาคารเพิ่มบนที่ดิน คือรีสอร์ตกับร้านอาหาร และมีการต่อเติมตัวบ้าน เป็นร้านเสริมสวย ส่วนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กธ 6844 สุราษฎร์ธานี และรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน เป็นสินสมรส ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6718 เป็นสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6718 เป็นสินส่วนตัวของโจทก์เพราะโจทก์ซื้อด้วยเงินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลย เมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวแล้วสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วย การที่โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวซื้อที่ดินโดยให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ย่อมตกเป็นโมฆะ แต่ตามมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด การได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์จึงไม่เสียเปล่า แต่ยังคงมีผลตามกฎหมายอยู่และการบังคับให้จำหน่ายหมายความเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด จำเลยฎีกาว่า หลังจดทะเบียนสมรสร่วมปีเศษ โจทก์จำเลยได้ร่วมกันปลูกสร้างรีสอร์ตกับร้านอาหารและต่อเติมบ้านเป็นร้านเสริมสวย ขณะซื้อที่ดินเมื่อปี 2548 ที่ดินพิพาทมีราคา 5,827,500 บาท แต่ปัจจุบันที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่า 14,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยารวม 8 ปี ได้ร่วมกันสร้างฐานะในลักษณะที่เป็นหุ้นส่วนกัน ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000,000 บาท ส่วนต่างของเงินจำนวนนี้เป็นดอกผลในสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรสที่โจทก์ต้องแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่ง และจำเลยยังได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วย จึงไม่ต้องคืนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6718 เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) และ 1472 วรรคหนึ่ง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้ว หลังจากสมรสโจทก์ร่วมกับจำเลยปลูกสร้างรีสอร์ต ร้านอาหาร และต่อเติมบ้านเป็นร้านเสริมสวย สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส แม้โจทก์จะเป็นผู้ออกเงินค่าก่อสร้างก็ตามแต่ก็ต้องได้รับการช่วยเหลือจากจำเลย ที่สำคัญสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโจทก์กับจำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจร่วมกัน ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ใช้ที่ดินพิพาทปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท สิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมบนที่ดินพิพาทไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน คงเป็นสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และจำเลยร่วมกัน จำเลยไม่ยอมเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืน ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส เมื่อโจทก์จำเลยยังมีสถานะเป็นสามีภริยาต่อกันตามกฎหมาย โจทก์จำเลยต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ และให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่ายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกรณีนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 คือให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินพิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ส่วนที่พิพากษาให้จำเลยคืนสิ่งปลูกสร้างด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยยังไม่ต้องคืนแก่โจทก์ แต่หากโจทก์ประสงค์จะขายสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดินที่พิพาทโดยจำเลยยินยอมก็สามารถทำได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 6718 ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช แก่โจทก์ และให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินแปลงดังกล่าวภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้แจ้งผลคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ยกคำขอคืนสิ่งปลูกสร้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 1471 (1) ม. 1472 วรรคหนึ่ง ม. 1476
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาฮินดา จีเจน่า-ไวจ์วาดินา
จำเลย — นางสาวธัญรัตน์ ยวนแหล
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13963/2558
#635984
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด ในกรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง แม้โจทก์จะทราบการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดอย่างช้าในวันที่ 25 มกราคม 2554 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 เกินกว่า 1 ปี อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแรงงานยักยอกเงินไประหว่างวันที่ 5 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2553 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มอบอำนาจให้ ส. บ. และ จ. คนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์ไว้ 6 ข้อ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนกระทำกิจการแยกกันได้ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ค) ท้าย ป.รัษฎากร ดังนั้นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ต้องปิดอากรแสตมป์ 90 บาท แต่การปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 113 และมาตรา 114 เพียงให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินอากรจนครบพร้อมเงินเพิ่มอากรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมอีก 60 บาท จากที่ปิดอากรแสตมป์ไว้เดิมเพียง 30 บาท พร้อมขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียเงินเพิ่มอากร ศาลก็รับฟังหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย และจำเลยที่ 3 ร่วมชดใช้จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 15,680,052 บาท และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 19,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องชำระ นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 (วันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 แล้วเพียงใด ให้ถือว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 หรือที่ 1 แล้วแต่กรณี แล้วเพียงนั้นด้วย คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง และรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 5 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2553 จำเลยที่ 1 ทุจริตเอาเงินของโจทก์ไป 16,180,052 บาท แล้วชดใช้คืนด้วยตนเอง 300,000 บาท และชดใช้คืนโดยผู้ค้ำประกันการทำงานจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท คงเหลือความเสียหายที่โจทก์ยังไม่ได้รับชดใช้ 15,680,052 บาท จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้สมกับที่ตนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ เป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่เกินหกสิบเท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยของจำเลยที่ 2 คิดเป็นเงิน 19,360 บาท ตามประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องพอที่จะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำของจำเลยที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในลักษณะใด จำเลยที่ 2 ไม่ได้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องอย่างไร และฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือละเมิดซึ่งขัดกันเอง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 รับเงินค่าสมัคร ค่าบำรุงและเงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้าจากสมาชิกของโจทก์แล้วนำฝากธนาคารในบัญชีโจทก์ไม่ครบ โดยยักยอกไปบางส่วนรวม 290 ครั้ง เป็นเงิน 16,383,199 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ควบคุม กำกับ ดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ตามหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ฐานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานในขณะเดียวกันการกระทำของจำเลยที่ 2 ก็เป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วยซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ขัดกันเอง ส่วนข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องอย่างไร ประมาทเลินเล่ออย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด ในกรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง แม้โจทก์จะทราบการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดอย่างช้าในวันที่ 25 มกราคม 2554 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 เกินกว่า 1 ปี อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดขาดอายุความดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแรงงานยักยอกเงินไประหว่างวันที่ 5 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2553 เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปอีกว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และไม่ได้ระบุให้ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน กับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญสรุปได้ว่า โจทก์โดยคณะกรรมการอำนวยการขอมอบอำนาจให้นายสมัย นายบุญลอด และนางสมจิตร์ คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนในนามและเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในกิจการรวม 6 ข้อ โดยในข้อ 1 ระบุให้มีอำนาจในการดำเนินคดีแพ่งให้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งทั้งปวง อันเป็นการมอบอำนาจทั่วไป ซึ่งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่จะต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะ ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าให้ฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั่นเองซึ่งคดีนี้คือศาลแรงงานภาค 4 ดังนั้นนายสมัยจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 แทนโจทก์ ส่วนปัญหาการปิดอากรแสตมป์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีลงวันที่ 13 กันยายน 2554 เดิมโจทก์ปิดอากรแสตมป์ 30 บาท โจทก์อ้างส่งสำเนาศาลแรงงานภาค 4 รับไว้ โดยส่งต้นฉบับคืนโจทก์ ต่อมาระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ศาลแรงงานภาค 4 อนุญาต โจทก์จึงปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมในหนังสือมอบอำนาจต้นฉบับอีก 60 บาท พร้อมขีดฆ่าแสตมป์ฉบับนั้นแล้ว รวมเป็นปิดอากรแสตมป์ 90 บาท โดยโจทก์ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจต่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มอบอำนาจให้นายสมัย นายบุญลอดและนางสมจิตร์ คนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำการต่างๆ แทนโจทก์ไว้ 6 ข้อ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนกระทำกิจการแยกกันได้ค่าอากรแสตมป์จึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 7 (ค) ท้ายประมวลรัษฎากร ดังนั้นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ต้องปิดอากรแสตมป์ 90 บาท แต่การปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113 และมาตรา 114 เพียงให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินอากรจนครบพร้อมเงินเพิ่มอากรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมอีก 60 บาท จากที่ปิดอากรแสตมป์ไว้เดิมเพียง 30 บาท พร้อมขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เสียเงินเพิ่มอากรศาลก็รับฟังหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อหายักยอกทรัพย์โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่ผิดสัญญาจ้างแรงงานและไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย ดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังมา เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ว่าหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ต่อโจทก์ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันนั้น เห็นว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ต่อโจทก์ ข้อ 1 กำหนดว่า "ตามที่สมาคมได้บรรจุแต่งตั้งนางสาวพัชราภรณ์ ตำแหน่งผู้จัดการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดร้อยเอ็ด 2 นั้น นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป ถ้าปรากฏว่าพนักงานผู้นี้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือหนี้สินแก่สมาคมฯ ไม่ว่าโดยประการใดๆ ข้าพเจ้ายินยอมชดใช้ความเสียหายหรือหนี้สินแทนเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ให้แก่สมาคมฯ..." ตามหนังสือดังกล่าวเป็นการค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ในกรณีจำเลยที่ 2 กระทำการในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าว อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.รัษฎากร ม. 113 ม. 114
ชื่อคู่ความ
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า
โจทก์ — ธกส. จังหวัดร้อยเอ็ด (2)
จำเลย — นางวลัยลักษณ์ ประสมศรีหรือแม้นจิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ