คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2558
#632522
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะหย่ากันและในสัญญาข้อ 2 ตกลงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม โดยจำเลยที่ 4 จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ภายใน 15 วันและข้อ 1 ในสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนโจทก์ทุกประการ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แม้ปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนหย่ากันอันมีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรสซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่าเป็นสินสมรสก็ตาม แต่ข้อตกลงในเรื่องสินสมรสอื่นได้แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสและมีข้อพิพาทกันได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจน เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายรวมทั้งยกให้บุคคลภายนอกเพื่อระงับข้อพิพาทไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก สัญญาดังกล่าวแม้เป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่มีคำพิพากษารับรองและบังคับตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้วไม่อาจบอกล้างได้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่1 มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขาย ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กับบุตรอีก 3 คน เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นและมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2555 ของศาลชั้นต้น และคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว ที่ดินพิพาทซึ่งปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 นั้น จำเลยที่ 1 โอนให้แก่นางสมเพชรหรือชนิตา จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ขอให้ศาลวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า ภายหลังจำเลยที่ 1ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับมาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หากวินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษายกฟ้อง หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่อไป และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี กับบุตรของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีก 3 คน คือ นางเพ็ญสินี นางสมพิศ และนางสมเพชร เป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ขอหย่าและเพิกถอนนิติกรรมอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 นำสินสมรสไปโอนแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ภายหลังโจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงกันได้จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยในข้อ 2. ของสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นเดิมโดยจำเลยที่ 4 จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันนี้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีความประสงค์จะขอหย่าจำเลยที่ 1 ด้วย ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนโจทก์ทุกประการ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความนี้และคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกับโจทก์ แม้จะปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมานั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนหย่าขาดกัน อันจะมีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่า เป็นสินสมรสก็ตาม แต่ได้ความว่า นอกจากข้อตกลงเรื่องที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์ที่เป็นสินสมรสอื่นอีก โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. มีข้อความว่า สำหรับโฉนดที่ดินเลขที่ 68512 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างคือห้องแถวจำนวน 5 หลัง จำเลยที่ 3 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในห้องแถว หมายเลข 9 และ 10 คืนแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 จะยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่วนในข้อตกลงอื่น ๆ ก็มีข้อตกลงให้จำเลยโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ และบางข้อก็โอนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางปัทมาซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ข้อตกลงในข้ออื่นนอกจากข้อ 2. ซึ่งมีข้อความทำนองคล้าย ๆ กัน โจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์อ้างว่าที่ดินที่โอนแก่โจทก์ในข้ออื่นโดยสัญญาฉบับเดียวกันและมีข้อตกลงทำนองเดียวกันเป็นสินสมรส ดังนั้น เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งฉบับกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ และจำเลยทั้งสองแถลงรับกันแล้ว ทำให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความชัดเจนว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีข้อพิพาทกันนั้น ได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายรวมทั้งยกให้แก่บุคคลภายนอกอีกด้วยเพื่อจะได้ระงับข้อพิพาทไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก สัญญาดังกล่าวแม้จะเป็นสัญญาระหว่างสมรสแต่มีคำพิพากษารับรองและบังคับตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่อาจบอกล้างได้อีก ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ศาลก็ต้องยกฟ้องตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852 ม. 1474 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิม ทนุนาจารย์
จำเลย — นายแก้ว ทนุนาจารย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2558
#575695
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่รับเงินผู้เสียหายไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ จำเลยรับเงินจากผู้เสียหายหลายครั้ง แล้วเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายรวม 260,597.80 บาท ไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต แม้ระยะเวลาที่จำเลยยักยอกเงินในแต่ละครั้งจะไม่ห่างกันมาก แต่การที่จำเลยยักยอกเงินผู้เสียหายในแต่ละครั้งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

หนังสือรับสภาพหนี้มีเนื้อความว่าจำเลยเป็นหนี้เนื่องจากยักยอกเงินของผู้เสียหายไป โดยจำเลยตกลงจะผ่อนชำระคืนให้เป็นงวดๆ ซึ่งมีผลผูกพันกันในทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่ง เมื่อไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 260,597.80 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวม 35 กระทง เป็นจำคุก 70 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 35 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 260,597.80 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 35 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 17 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในการกระทำความผิดสำเร็จแต่ละครั้ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานยักยอกในแต่ละครั้งตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว แม้พฤติการณ์และรูปแบบในการกระทำความผิดจะเป็นอย่างเดียวกัน และระยะเวลาในการกระทำผิดไม่ห่างกันมากดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อย่อมเป็นความผิดสำเร็จแต่ละครั้งแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายกับจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ อันเป็นการยอมความกันนั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้ มีใจความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายเนื่องจากได้กระทำทุจริตยักยอกเงินค่าไม้และวัสดุก่อสร้างของผู้เสียหายไป เป็นเงิน 260,597.80 บาท จำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้ผู้เสียหายเรียกเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 และยินยอมให้แจ้งความดำเนินคดีฐานทุจริตยักยอกเงินของผู้เสียหาย ดังนี้ ข้อตกลงตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายในเงินที่จำเลยยักยอกไปและจะชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหายโดยวิธีการผ่อนชำระเท่านั้น ซึ่งมีผลผูกพันกันทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นางสาวสาวินี อาจชอบการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายชินพันธุ์ สุวรรณเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2558
#635355
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในการกระทำความผิดสำเร็จแต่ละครั้ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานยักยอกในแต่ละครั้งตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว แม้พฤติการณ์และรูปแบบในการกระทำความผิดจะเป็นอย่างเดียวกัน และระยะเวลาในการกระทำผิดไม่ห่างกันมากก็ตาม แต่การที่จำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อย่อมเป็นความผิดสำเร็จแต่ละครั้งแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

หนังสือรับสภาพหนี้มีใจความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายเนื่องจากได้กระทำทุจริตยักยอกเงินค่าไม้และวัสดุก่อสร้างของผู้เสียหายไป เป็นเงิน 260,597.80 บาท จำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้ผู้เสียหายเรียกเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 และยินยอมให้แจ้งความดำเนินคดีฐานทุจริตยักยอกเงินของผู้เสียหาย ดังนี้ ข้อตกลงตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายในเงินที่จำเลยยักยอกไปและจะชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหายโดยวิธีการผ่อนชำระเท่านั้น ซึ่งมีผลผูกพันกันทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนเงิน 260,597.80 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวม 35 กระทง เป็นจำคุก 70 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 35 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 260,597.80 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 35 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 17 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในการกระทำความผิดสำเร็จแต่ละครั้ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานยักยอกในแต่ละครั้งตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว แม้พฤติการณ์และรูปแบบในการกระทำความผิดจะเป็นอย่างเดียวกัน และระยะเวลาในการกระทำผิดไม่ห่างกันมากดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อย่อมเป็นความผิดสำเร็จแต่ละครั้งแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายกับจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ อันเป็นการยอมความกันนั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้มีใจความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายเนื่องจากได้กระทำทุจริตยักยอกเงินค่าไม้และวัสดุก่อสร้างของผู้เสียหายไป เป็นเงิน 260,597.80 บาท จำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้ผู้เสียหายเรียกเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 และยินยอมให้แจ้งความดำเนินคดีฐานทุจริตยักยอกเงินของผู้เสียหาย ดังนี้ ข้อตกลงตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายในเงินที่จำเลยยักยอกไปและจะชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหายโดยวิธีการผ่อนชำระเท่านั้น ซึ่งมีผลผูกพันกันทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย แต่กลับอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาเงินของผู้เสียหาย ยักยอกเงินของผู้เสียหายไปหลายครั้งและเป็นจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดา มารดาและบุตรดังที่กล่าวอ้างในฎีกา แต่จำเลยก็ควรคิดใคร่ครวญถึงเรื่องดังกล่าวก่อนกระทำความผิด มิใช่กระทำความผิดแล้วนำมาอ้างเพื่อให้ศาลรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นางสาวสาวินี อาจชอบการ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2558
#627251
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 100 บาท นั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวมาโดยสรุปได้ความในทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพิรุธน่าสงสัย ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 295, 309, 310, 339, 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นปฏิเสธทุกข้อหา

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบเอกเอกสิทธิ์ บิดาของนายธวัชชัย ผู้ตาย และจ่าสิบตรีถาวร บิดาของนายจตุรงค์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยมีอาวุธปืน ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีหรือใช้อาวุธปืนโดยร่วมกันทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 4,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 9 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง จำคุก 10 วัน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต โดยใช้อาวุธปืน จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และโดยใช้ยานพาหนะ (ที่ถูก ไม่ปรับบทว่า โดยใช้ยานพาหนะ) จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษในความผิดดังกล่าวให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน แต่เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นมาเรียงกระทงลงโทษได้ จึงให้ลงโทษประหารชีวิต และปรับ 100 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบลูกกระสุนปืนของกลาง แต่ให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 18,000 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 775,000 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ได้มีคนร้ายมีและพาอาวุธปืนกับยิงปืน แล้วร่วมกันทำร้ายและใช้อาวุธปืนจี้บังคับข่มขู่นายจตุรงค์ กับนายธวัชชัย ให้ขึ้นไปนั่งบนรถยนต์กระบะ จากนั้นก็ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ในรถและร่วมกันชิงทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายจตุรงค์และนายธวัชชัย ราคา 15,000 บาท และ 3,000 บาท ไป โดยใช้อาวุธปืน แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายจตุรงค์และนายธวัชชัยจนถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานยึดลูกกระสุนปืน 5 ลูกได้จากศพของผู้ตายทั้งสองและรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผข 4145 สงขลา เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 100 บาท นั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวมาโดยสรุปได้ความในทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพิรุธน่าสงสัย ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด เห็นว่า ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา จึงชอบที่ศาลฎีกาจะต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 ทวิ ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — จ่าสิบเอกเอกสิทธิ์ หมานสกุล กับพวก
จำเลย — นายอนุสรณ์ หรือเอ็ม สุขไกร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำวินิจฉัยที่ 101/2558
#595514
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดทำสัญญาซื้อขายที่ดินบางส่วนกับกรมทางหลวงชนบท จำเลยที่ ๒ เพื่อขยายถนนทางหลวงชนบท เมื่อโจทก์ทำการรังวัด กรมทางหลวงชนบท จำเลยที่ ๒ และกรมชลประทาน จำเลยที่ ๔ คัดค้านการรังวัดว่า โจทก์นำชี้แนวเขตที่ดิน ล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ โจทก์ไม่เคยอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่คืนที่ดินและร่วมกันใช้ค่าที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกัน เห็นว่า แม้ข้อพิพาทนี้จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ แต่การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในฐานะผู้ครอบครองดูแลทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์มาระวังแนวเขตได้คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณะ จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิระหว่างผู้ขอรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียง การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่แยกออกได้จากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ อันเป็นสัญญาทางปกครองทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสี่ยังไม่ปรากฏว่า มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ เกิดขึ้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อกรณียังไม่เป็นการแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือที่สาธารณะ จึงยังไม่มีกรณีที่รัฐต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์อันเนื่องมาจากการเวนคืน ประกอบกับโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ มิได้มีคำขอให้เวนคืนที่ดินพิพาท จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดธัญบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดธัญบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ นางสุวรรณ หิรัญทรัพย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางละม่อม นิติสาร โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงคมนาคม ที่ ๑ กรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๓ กรมชลประทาน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๑๗/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗ ตำบลคลองซอยที่ ๕ ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบึงยี่โถ ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี และตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๕๒ กับจำเลยที่ ๒ ในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ที่ถูกเวนคืน จำนวน ๑ งาน ๙๔.๘๔ ตารางวา กำหนดค่าทดแทนที่ดินอัตราตารางวาละ ๗,๑๗๕ บาท รวม ๑,๓๙๗,๙๗๗ บาท และโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินบางส่วนแล้วจำนวน ๑,๐๕๘,๔๘๒ บาท ต่อมาวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ โจทก์ยื่นคำขอแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ และพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินโดยโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ไปร่วมระวังแนวเขต จำเลยที่ ๒ นำชี้แนวเขตเฉพาะในส่วนที่จะเวนคืนในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกซึ่งติดทางสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยที่ ๒ อ้างสิทธิ เนื้อที่ ๒ งาน ๑๐.๓๐ ตารางวา เพิ่มขึ้นจำนวน ๑๕.๔๖ ตารางวา ส่วนจำเลยที่ ๔ ไม่นำชี้แนวเขตโดยอ้างว่าไม่ทราบแนวเขตที่แน่นอน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตที่ดินของตนล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ ซึ่งทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์และโจทก์ไม่เคยอุทิศให้เป็นสาธารณประโยชน์ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการไกล่เกลี่ย โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ ๒ เวนคืนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่เป็นถนนลาดยางที่จำเลยที่ ๒ กล่าวอ้างว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ไหล่ทางไปจนติดคลองซอยที่ ๕ ตามโฉนดที่ดินที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยที่ ๒ แจ้งว่าจะเวนคืนเฉพาะส่วนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเวนคืนเท่านั้น และจำเลยที่ ๔ คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้ตามแผนที่พิพาทน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของคลองซอยที่ ๕ จึงไม่สามารถตกลงกันได้ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้โจทก์ไปใช้สิทธิต่อศาลยุติธรรมภายในระยะเวลา ๙๐ วัน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้งดการรังวัดไว้ก่อน ซึ่งที่ดินชานคลองที่จำเลยที่ ๔ อ้างสิทธิว่าเป็นส่วนหนึ่งของคลองซอยที่ ๕ และถนนลาดยางที่จำเลยที่ ๒ อ้างสิทธิว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ ๔๐๓.๑๐ ตารางวา โจทก์ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองมาโดยตลอดและไม่เคยอุทิศหรือสละการครอบครองให้แก่ผู้ใด จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันคืนที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๔๐๓.๑๐ ตารางวา แก่โจทก์ในสภาพเดิม และห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้ชำระค่าใช้ที่ดินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อ้างว่าโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดิน และโต้แย้งว่าที่ดินส่วนที่เป็นถนนและชานคลองเป็นของโจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาไม่น้อยกว่า ๔๗ ปีแล้ว โดยถนนสายดังกล่าวมีมานานก่อนปี ๒๕๐๙ ก่อนที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่าทางพิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า มูลเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องเนื่องจากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินที่เวนคืนตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์มีประเด็นข้อโต้แย้งว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเนื้อที่ ๔๐๓.๑๐ ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗ ตำบลคลองซอยที่ ๕ (ฝั่งตะวันออก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มิใช่ถนนสาธารณะและที่ดินชานคลองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแม้ที่ดินที่พิพาทบางส่วนจะอยู่ในแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบึงยี่โถ ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี และตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๕๒ แต่หากที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาต่อไปได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบึงยี่โถ ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี และตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๕๒ แต่จำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่จำเลยที่ ๒ คัดค้าน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเข้าลักษณะคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗ ตำบลคลองซอยที่ ๕ ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ ๕๘ ไร่ ๘๓ ตารางวา โดยทิศตะวันออกของที่ดินจดคลองส่งน้ำสายที่ ๕ และทิศตะวันตกจดคลองซอยที่ ๕ โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๑ งาน ๙๔.๘๔ ตารางวา กับจำเลยที่ ๒ เพื่อขยายถนนทางหลวงชนบทตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบึงยี่โถ ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี และตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอแบ่งขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ทำการรังวัด ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาระวังแนวเขตที่สาธารณะซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดว่าโจทก์นำชี้แนวเขตที่ดินล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ทะเบียนหมายเลข ปท ๓๐๑๐ และจำเลยที่ ๔ คัดค้านการรังวัดว่าโจทก์นำชี้ล้ำเข้าไปในคลองซอยที่ ๕ ซึ่งเป็นคลองสาธารณประโยชน์ ทั้งที่โจทก์ไม่เคยอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ใด ทั้งในอดีตประมาณปี ๒๕๑๙ ถึง ๒๕๒๐ มีหน่วยงานทำถนนลูกรังล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้คัดค้านแล้ว ส่วนที่ดินชานคลองตามที่จำเลยที่ ๔ คัดค้านนั้น โจทก์ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นมาเมื่อใด ขอให้จำเลยทั้งสี่คืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์และให้ร่วมกันใช้ค่าที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ข้อพิพาทนี้จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ แต่การที่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ครอบครองดูแลทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์มาระวังแนวเขตได้คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณะ จึงกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิระหว่างผู้ขอรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียง การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่แยกออกได้จากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสี่ยังไม่ปรากฏว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ เกิดขึ้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อกรณียังไม่เป็นการแน่ชัดว่าที่ดินพิพาท เป็นของโจทก์หรือที่สาธารณะ จึงยังไม่มีกรณีที่รัฐต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์อันเนื่องมาจากการเวนคืน ประกอบกับโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ มิได้มีคำขอให้เวนคืนที่ดินพิพาท จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุวรรณ หิรัญทรัพย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละม่อม นิติสาร โจทก์ กระทรวงคมนาคม ที่ ๑ กรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๓ กรมชลประทาน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวรรณ หิรัญทรัพย์
จำเลย — กระทรวงคมนาคม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2558
#595513
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน จำเลยที่ ๖ โดยอ้างว่าเป็นการจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มูลเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนร่วมกันลักโฉนดที่ดินพิพาท ปลอมหนังสือมอบอำนาจ หนังสือให้ความยินยอมของสามีโจทก์ และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน และจำเลยที่ ๑ ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนอันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคดีอาญาสืบเนื่องจากการกระทำดังกล่าวนี้ต่อศาลอาญาแล้ว และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งศาลจำต้องนำมาวินิจฉัยในคดีนี้โดยศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดิน และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อสามีโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นางสมหมาย จุลอักษร โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๑ นางสาวหรือพันจ่าอากาศเอกหญิงจินตนา ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๒ ร้อยเอกหรือนายประจิน หิรัญงาม ที่ ๓ นายวสันต์ จุลอักษร ที่ ๔ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๕ กรมที่ดิน ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๕๕/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๑๖ ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์สองชั้น โดยซื้อมาจากบริษัทปุษย เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด ต่อมา จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ฉบับจริงไปจากโจทก์ และได้ทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และหนังสือให้ความยินยอมของนายสุพรม จุลอักษร สามีโจทก์ ไปดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ ๕ เป็นประกันการชำระหนี้ ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดของจำเลยที่ ๖ ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่สุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ละเอียดและไม่ได้สอบสวนบันทึกถ้อยคำเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจว่าเป็นการมอบอำนาจจากโจทก์หรือไม่ตามกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการ ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวโดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนโอนขายมิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ จึงเป็นการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไว้แล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ โดยเพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ออกจากทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ เพื่อให้เป็นชื่อของโจทก์ตามเดิม หากไม่สามารถโอนคืนที่ดินแก่โจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันชดใช้เงินตามมูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับโจทก์ เป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ลักโฉนดที่ดิน ปลอมลายมือชื่อโจทก์และสามีของโจทก์ เพื่อไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ทั้งมิได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ทั้งมิได้รับผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใดๆ นิติกรรมดังกล่าวเป็นการสมคบคิดระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๕ ในฐานะผู้รับจำนองจึงทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ และเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๗๐๒ วรรคสอง และมาตรา ๑๒๙๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ให้การว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ ๕ ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินจริง โจทก์จึงไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

จำเลยที่ ๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อนึ่ง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาที่ศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๔๒๒/๒๕๕๖ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๔๗๓๙/๒๕๕๖ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และคดีนี้จำเลยที่ ๖ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๖ ผู้ซึ่งมีอำนาจจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มิได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ละเอียด เพื่อได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามกฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติราชการครบถ้วนถูกต้องก่อนที่จะดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอ และยังได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจำนองที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อทำการจำนองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๕ ทำให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียสิทธิในที่ดิน เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๖ ดังที่โจทก์อ้างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมบรรลุผลเท่านั้น เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๖ มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนั้น เมื่อมิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเสียแล้ว คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ร่วมกันลักโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ฉบับจริงของโจทก์ไปจากโจทก์ และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อสามีโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งต่อมามีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับจำเลยที่ ๕ ก็ตาม แต่คดีนี้หาได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยเฉพาะไม่ เนื่องจากประมวลกฎหมายที่ดิน ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ไว้โดยเฉพาะ โดยจำเลยที่ ๖ ซึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการออกหนังสือแสดงสิทธิ และให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามข้อ ๒ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท ส่วนการสอบสวนในเรื่องสิทธิและความสามารถของบุคคล รวมถึงการตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจให้ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก่อนการรับจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและจำนองที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกอบกับระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการมอบอำนาจให้ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือกิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดินต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่ามีเหตุผลอันสมควรในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและจดทะเบียนจำนองให้กับผู้ยื่นคำขอหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอจดทะเบียนขายที่ดินและคำขอจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยที่ ๑ แล้วอนุญาตให้จดทะเบียนนิติกรรมขายและจำนอง จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แม้คดีจะมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมที่จะต้องพิจารณาและตรวจสอบถึงความสมบูรณ์ของขั้นตอนในการใช้อำนาจในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมไปถึงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ ด้วย เนื่องจากเป็นขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติไว้ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินของโจทก์ไป และได้ทำการปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และหนังสือให้ความยินยอมของนายสุพรม จุลอักษร สามีโจทก์ ไปดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ซึ่งเป็นโฉนดที่ดินพิพาทไปเป็นชื่อของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ ๕ เพื่อประกันหนี้เงินกู้ ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดของจำเลยที่ ๖ ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่สุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ละเอียดและไม่ได้สอบสวนบันทึกถ้อยคำเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจว่าเป็นการมอบอำนาจจากโจทก์หรือไม่ ตามกฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าว โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนโอนขายมิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ จึงเป็นการรับจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ ดำเนินการจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายและจำนองดังกล่าวเพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ออกจากทะเบียนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ให้เป็นชื่อของโจทก์ตามเดิม หากไม่สามารถดำเนินการโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป คำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งจดทะเบียนโอนขายและจดทะเบียนจำนองที่ดิน เพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจดทะเบียนโอนขายและจดทะเบียนจำนองที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๕๐๒๘ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจากโจทก์ และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อสามีโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งต่อมามีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับจำเลยที่ ๕ และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ ได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าว โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนโอนขายมิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายและการจดทะเบียนจำนองที่ดินให้กลับมาเป็นของโจทก์ หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินตามมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้ร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำความผิดอาญาฐานลักโฉนดที่ดินและปลอมลายมือชื่อเพื่อไปทำนิติกรรม การกระทำดังกล่าวเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๕ เป็นผู้รับจำนองและเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๖ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงสามารถทำนิติกรรมกับจำเลยที่ ๕ ได้ด้วยตนเอง การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มูลเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ลักโฉนดที่ดินพิพาท ปลอมหนังสือมอบอำนาจ หนังสือให้ความยินยอมของสามีโจทก์ และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๕ อันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคดีอาญาสืบเนื่องจากการกระทำดังกล่าวนี้ต่อศาลอาญาแล้ว และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งศาลจำต้องนำมาวินิจฉัยในคดีนี้โดยศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดิน และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อสามีโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมหมาย จุลอักษร โจทก์ นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๑ นางสาวหรือพันจ่าอากาศเอกหญิงจินตนา ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๒ ร้อยเอกหรือนายประจิน หิรัญงาม ที่ ๓ นายวสันต์ จุลอักษร ที่ ๔ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๕ กรมที่ดิน ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย จุลอักษร
จำเลย — นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2558
#595512
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์บางส่วน อ้างว่าเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ นายญาณพล ไทยกล้า โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดชลบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๓๙๓/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนายวิชิต ไทยกล้า กับนางลิ้นจี่ สายหยุด โจทก์ได้ครอบครองที่ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ (เดิมหมู่ที่ ๒) ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ต่อเนื่องมาจากนางเฮียง ไทยกล้า และนายวิชิต ไทยกล้า ซึ่งครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ เนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ เมื่อปี ๒๕๒๔ จำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๓๖๓๒ ทับที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยอ้างว่าเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวโจทก์ยังมีข้อพิพาทโต้แย้งอยู่กับอำเภอศรีราชาและยังไม่ได้ข้อยุติ และจำเลยที่ ๒ ไม่เคยปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา ๓๐ วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งพนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรีได้เคยฟ้องนายวิชิต ไทยกล้า กับพวกรวม ๓ คน เป็นจำเลยข้อหาบุกรุกครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของรัฐ คดีหมายเลขดำที่ ๔๘๕๗/๒๕๒๔ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๕๓/๒๕๒๕ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานายวิชิตได้นำคำพิพากษาศาลแขวงชลบุรีร้องต่อนายอำเภอศรีราชาและเจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอศรีราชา ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ และยื่นคำขอให้ออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเป็นการเฉพาะราย แต่อำเภอศรีราชาและเจ้าพนักงานที่ดินเพิกเฉย หลังจากที่นายวิชิตเสียชีวิตลง โจทก์จึงได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และเคยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา โดยอ้างสิทธิตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา ได้เข้าไปรังวัดที่ดินแปลงพิพาทโดยแจ้งว่าเป็นการรังวัดเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ แต่โจทก์คัดค้านการรังวัดโดยอ้างสำเนาคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ยอมรับผลในคำพิพากษา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินในที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบคำสั่งที่เกี่ยวข้อง การที่จำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ส่วนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๔๔๕๓/๒๕๒๕ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามในคดีมีสิทธิครอบครองนั้น มีประเด็นที่ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการบุกรุกหรือไม่เท่านั้น มิได้หมายความว่าจำเลยทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วยแต่อย่างใด ทั้งคดีนี้มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงดังที่ปรากฏในส่วนคดีอาญาที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัย การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นราชการส่วนกลางระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย และจำเลยที่ ๒ เป็นข้าราชการดำรงตำแหน่งอธิบดีมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายนั้น มาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ส่วนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขต ที่ตั้ง จำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของจำเลยที่ ๒ ไว้ ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๒ มิได้ประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท และได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวในขณะที่ข้อโต้แย้งระหว่างนายอำเภอศรีราชาซึ่งดูแลที่ดินพิพาทกับนางเฮียง ไทยกล้า นายวิชิต ไทยกล้า และนางลิ้นจี่ สายหยุด ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และภายหลังจากที่ศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๕๓/๒๕๒๕ ที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวิชิต ไทยกล้า ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน เป็นจำเลยในข้อหาบุกรุกครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ของรัฐ โดยให้ยกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว นายวิชิตได้ร้องต่ออำเภอศรีราชา ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ ที่ทับที่ดินของนายวิชิตและยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทเป็นการเฉพาะราย แต่อำเภอศรีราชาและเจ้าพนักงานที่ดินเพิกเฉย โจทก์ซึ่งได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้เคยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทเป็นการเฉพาะรายต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา อีก ๒ ครั้ง แต่ได้รับแจ้งอยู่ในระหว่างตรวจสอบ โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขอเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ของโจทก์เหนือที่ดินแปลงพิพาทได้อย่างสงบ และไม่สามารถขอออกเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ของโจทก์เหนือที่ดินแปลงพิพาทได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการออกโฉนดที่ดินในที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดและในบังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการพิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายของโจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในการพิพากษาศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้จำเลยทั้งสองพิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป สำหรับประเด็นปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยในประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาท เนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ แต่จำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๓๖๓๒ ทับที่ดินของโจทก์ อ้างว่าเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา โดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากที่ดินแปลงพิพาทโจทก์ยังมีข้อพิพาทอยู่กับอำเภอศรีราชา และยังไม่ได้ข้อยุติ และจำเลยที่ ๒ ไม่เคยปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา ๓๐ วัน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๓๖๓๒ และให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันไม่ใช่ที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์ ทั้งเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายญาณพล ไทยกล้า โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายญาณพล ไทยกล้า
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2558
#595511
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิและยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ โดยอ้างว่านายอำเภอผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้ว ทั้งที่ล่วงเลยระยะเวลาประกาศแจกโฉนดที่ดินตามที่ระเบียบกำหนด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้โดยเร็ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ปกครองท้องที่ลงนามรับรองในเรื่องการออกโฉนดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้กระทำการไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชลบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ นางสาวจิราภรณ์ พงษารัตน์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ นายอำเภอเมืองชลบุรี ที่ ๒ นายกเทศมนตรีตำบลดอนหัวฬ่อ ที่ ๓ เทศบาลตำบลดอนหัวฬ่อ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๖/๒๕๕๗ ความว่าผู้ฟ้องคดีทั้งห้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้ที่ดินมาโดยรับให้และซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว โดยได้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามหน้าสำรวจ ๑๐๒๗๙-๑๐๒๘๓ และมีการประกาศแจกโฉนดที่ดินและนำเดินสำรวจเสร็จสิ้นแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าทั้งที่ล่วงเลยระยะเวลาประกาศแจกโฉนดที่ดินตามที่ระเบียบกำหนดไว้แล้ว โดยอ้างว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้านำสำรวจออกโฉนดเป็นที่สาธารณประโยชน์และมิได้ครอบครองทำประโยชน์และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒โต้แย้งว่าที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ภายหลังผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสอบถามไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ได้รับแจ้งทำนองว่ายังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากผู้ปกครองท้องที่ยังไม่ลงนามรับรอง ประกอบกับต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินหน้าสำรวจ ๑๐๒๗๙-๑๐๒๘๓ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินผู้ฟ้องคดีทั้งห้าโดยเร็ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ปกครองท้องที่ลงนามรับรองในเรื่องการออกโฉนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินตามคำฟ้อง หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาว่ามีการยกเลิกคำขอดังกล่าวแล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และหลังจากศูนย์อำนวยการเดินสำรวจที่ดินมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินและยกเลิกเรื่องราว เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินต้องห้ามออกโฉนดหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิสูจน์หลักฐานของทั้งสองฝ่ายและยังต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอีกหลายประการและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ยังมิได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจึงไม่อาจอ้างการครอบครองยันต่อหน่วยงานรัฐได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้กระทำการไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มีประเด็นจะต้องพิจารณาก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายที่ดินปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า โดยมิได้นำเรื่องการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามาดำเนินการตามนัยมาตรา ๕๖/๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ปกครองท้องที่ลงนามในเรื่องราวการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วนและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าขอออกโฉนดที่ดินในขณะที่เรื่องราวการออกโฉนดที่ดินตามคำขอยังไม่แล้วเสร็จและที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ หากแต่เป็นที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมา อันเป็นการกระทำที่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในการรักษาที่สาธารณประโยชน์ไว้เพื่อส่วนรวมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นคดีนี้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ก็สืบเนื่องมาจากต้องการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทเป็นหลัก ส่วนประเด็นการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ถูกต้องครบถ้วนหรือเป็นการดำเนินการที่ล่าช้านั้นเป็นประเด็นรองลงมา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่าเหตุที่ที่ดินแปลงพิพาทยังไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ได้ ก็เนื่องจากเกิดข้อโต้แย้งขึ้นว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของเอกชนซึ่งหมายถึงผู้ฟ้องคดีทั้งห้า หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล คงมีประเด็นต้องพิจารณาให้ได้ความดังกล่าวเป็นที่ยุติเสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตาม ขั้นตอนอื่นๆ ต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาว่าผู้ใดมีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทระหว่างคู่กรณีเป็นกรณีพิพาท อันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามคำฟ้องอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว โดยได้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามหน้าสำรวจ ๑๐๒๗๙-๑๐๒๘๓ และมีการประกาศแจกโฉนดที่ดินและนำเดินสำรวจเสร็จสิ้นแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าทั้งที่ล่วงเลยระยะเวลาประกาศแจกโฉนดที่ดินตามที่ระเบียบกำหนดไว้แล้ว ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินหน้าสำรวจ ๑๐๒๗๙-๑๐๒๘๓ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าโดยเร็ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ปกครองท้องที่ลงนามรับรองในเรื่องการออกโฉนด และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินตามคำฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และหลังจากศูนย์อำนวยการเดินสำรวจที่ดิน มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินและยกเลิกเรื่องราว เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินต้องห้ามออกโฉนดหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิสูจน์หลักฐานของทั้งสองฝ่ายและยังต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอีกหลายประการและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก็ยังมิได้มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจึงไม่อาจอ้างการครอบครองยันต่อหน่วยงานรัฐได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้กระทำการไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวจิราภรณ์ พงษารัตน์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ คน ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ นายอำเภอเมืองชลบุรี ที่ ๒ นายกเทศมนตรี ตำบลดอนหัวฬ่อ ที่ ๓ เทศบาลตำบลดอนหัวฬ่อ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวจิราภรณ์ พงษารัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2558
#595507
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเอกชนเป็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ย้ายรูปแปลงที่ดินของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ ของจำเลยที่ ๒ เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินของโจทก์และออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ให้จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินมีขนาดเล็กลงรวมทั้งยังรุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของโจทก์จำนวน ๓๗ ตารางวา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินตามเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนด ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทและที่ดินข้างเคียง อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่โจทก์มีคำขอห้ามจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

.

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๗/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดบึงกาฬ

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดบึงกาฬโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัย

ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาด

อำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ นายไสว ติดมา โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นางธัญรักษ์ พัฒนกิจจำรูญ ที่ ๒ นางสาวเยาวรัตน์ จิรพร ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดบึงกาฬ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.๓๒๕/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ เนื้อที่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา ส่วนจำเลยที่ ๒ เดิมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ เนื้อที่ ๖๙ ตารางวา ซึ่งปัจจุบันจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดิมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ และเลขที่ ๓๕๘๔ เป็นที่ดินแปลงเดียวกันโดยเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๗๔๙ เนื้อที่ ๒ งาน ๖ ตารางวา ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของ ต่อมา จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวในนามเดิมเป็นที่ดินแปลงคงเหลือตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๔๙ เนื้อที่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา และที่ดินแปลงแบ่งแยกตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ เนื้อที่ ๖๙ ตารางวา และได้ขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๔๙ ให้แก่โจทก์ และในปี ๒๕๔๑ โจทก์และจำเลยที่ ๒ ขอเปลี่ยน น.ส. ๓ ก.เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ และเลขที่ ๓๕๘๔ ตามลำดับ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อย้ายรูปแปลง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ (ปัจจุบัน คือโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ) เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดและทำให้รูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของโจทก์มีขนาดเล็กลงทั้งที่โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเต็มเนื้อที่ และนำที่ดินทั้งแปลงออกให้จำเลยที่ ๓ เช่าเพื่อปลูกสร้างโรงเรือนทำการค้า ต่อมา จำเลยที่ ๒ ขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่มีการนำชี้แนวเขต เมื่อสอบเขตที่ดินจึงทราบว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ของจำเลยที่ ๓ รุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์ รวมเนื้อที่ ๓๗ ตารางวา การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ และการสมคบกันระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์เพราะทำให้ที่ดินมีเนื้อที่ลดลง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำไปในโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์ เนื้อที่ ๓๗ ตารางวา ตามแผนที่ต้นร่างจากการสอบเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยมิได้ย้ายรูปแปลงที่ดินรุกล้ำที่ดินอีกแปลง แม้จะมีการตรวจสอบพบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๕๗ ที่จำเลยที่ ๓ ซื้อต่อจากจำเลยที่ ๒ มีระยะเหลือเนื้อที่ ๓๑ ตารางวา น้อยกว่าหลักฐานเดิม ๓๘ ตารางวา ซึ่งเนื้อที่หายไปอาจจะเกิดจากการคลาดเคลื่อนในการเขียนระยะที่เกิดจากการนำชี้แนวเขตผิดพลาด เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมมีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมหลายครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อที่ที่หายไปของหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๕๗ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๗๔๙ ซึ่งโจทก์ซื้อต่อจากจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด เนื้อที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่ก็มีเนื้อที่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา ถูกต้องตามหน้าโฉนดและขณะแบ่งแยกที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๒ ไม่ได้คัดค้านการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โจทก์จึงต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ ๒ มีอยู่ก่อนหรือขณะขาย ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การกระทำของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวเต็มเนื้อที่และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรังวัดแบ่งแยกที่พิพาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองศาลจังหวัดบึงกาฬพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยทำการย้ายรูปแผนที่ของที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ (ปัจจุบันเป็นโฉนดเลขที่ ๓๕๘๔) ซึ่งเดิมเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๒ และปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ลดลงไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้หน้าโฉนดที่ดิน เห็นว่าแม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการออกกฎ คำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ไว้ประเด็นหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๑ มิได้ย้ายรูปแปลงแผนที่จากโฉนดที่ดินแปลงอื่นเข้าไปในรูปแผนที่โฉนดที่ดินของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทกันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นของจำเลยที่ ๓ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ โดยการรังวัดทำแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินการให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการข้อมูลสารสนเทศที่ดินเพื่อให้บุคคลมีความมั่นคงในการถือครองที่ดินและได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพตลอดจนการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทโฉนดที่ดินเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน คำสั่งออกโฉนดที่ดินจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์และจำเลยที่ ๒ โดยประมาทเลินเล่อ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรคำนวณผิดพลาดไป โดยเขียนรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ของจำเลยที่ ๒ รุกล้ำเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์โดยคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ลดลง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ในส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการจัดทำแผนที่ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครองเพื่อออกโฉนดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและแม้ว่าคดีนี้จะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วยก็ตามแต่ก็เป็นเพียงการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ประเภทหนึ่งของบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนการพิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจทางปกครองในเรื่องนั้นๆ เช่นเดียวกับการพิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องอื่นๆ และโดยที่สิทธิในที่ดินเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่บัญญัติให้การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินของบุคคลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด เห็นได้ว่า สิทธิในที่ดินของบุคคลมิได้เกิดขึ้นเองแต่เกิดขึ้นด้วยการพิจารณาดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า สิทธิแห่งทรัพย์สินอยู่ในขอบเขตเนื้อหาของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองได้ อันเป็นการยืนยันว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินได้ และเมื่อพิจารณาจากข้อหาหลักแห่งคดีประกอบคำขอของโจทก์แล้ว เห็นว่า เป็นการฟ้องเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและเป็นคำขอที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงเห็นได้ว่าประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณา และศาลปกครองจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีประการใดสำหรับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชน เป็นกรณีที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับมูลความแห่งคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในเรื่องการออกโฉนดที่ดินพิพาท จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในทางเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ส่วนจำเลยที่ ๒ เดิมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ซึ่งปัจจุบันมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินทั้งสองแปลงเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๗๔๙ ต่อมา จำเลยที่ ๒ แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิมเป็นที่ดินแปลงคงเหลือตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๔๙ และเลขที่๑๗๕๗ และขายที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๔๙ ให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ ขอเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ และเลขที่ ๓๕๘๔ ตามลำดับ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อย้ายรูปแผนที่แปลง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ (ปัจจุบันคือโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ) เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์ทำให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินมีขนาดเล็กลง โดยเมื่อรังวัดสอบเขตปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ของจำเลยที่ ๓ รุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของโจทก์จำนวน ๓๗ ตารางวา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มิได้ย้ายรูปแปลงที่ดินรุกล้ำที่ดินอีกแปลง โจทก์ครอบครองที่ดินจำนวน ๐-๑-๓๗ ไร่ ถูกต้องตามหน้าโฉนด ขณะแบ่งแยกที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๒ ไม่ได้คัดค้านการดำเนินการของเจ้าหน้าที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินแปลงพิพาทจากจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ ๒ มีอยู่ก่อนหรือขณะขาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการรังวัดแบ่งแยกที่พิพาท เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ย้ายรูปแผนที่ของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินของโจทก์และออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์ครอบครองที่ดินตามเนื้อที่ที่ระบุในโฉนด กรณีจึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียง อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอห้ามจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๓ ของโจทก์นั้นก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายไสว ติดมา โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นางธัญรักษ์พัฒนกิจจำรูญ ที่ ๒ นางสาวเยาวรัตน์ จิรพร ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไสว ติดมา
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 96/2558
#595505
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชำระราคาและค่าติดตั้งตามสัญญาซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง เห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป การกำหนดแบบและรายละเอียดของสัญญาก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๖/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสว่างแดนดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามชัยรุ่งเรืองกิจ โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านถ่อน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสว่างแดนดิน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๓๖/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จำเลยได้ทำสัญญาซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) กับโจทก์ พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน ๑๔ ชุด ตู้ควบคุมหลักสำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ของระบบกล้องภายนอก ๖ ตู้ อุปกรณ์แปลงสัญญาณ ๑๔ เครื่อง เครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับกล้องและอุปกรณ์ภายนอก ๖ เครื่อง มิเตอร์ไฟฟ้า ๕ แอมป์ ๑๔ เครื่อง เครื่องบันทึกภาพกล้องวงจรปิด ๑ เครื่อง สัญญาณคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลภาพการจราจร ๑ เครื่อง และจอแสดงผลภาพกล้องวงจรปิดขนาด ๓๒ นิ้ว ๑ เครื่อง เป็นเงิน ๖๑๕,๘๖๐ บาท โดยให้โจทก์ส่งมอบสิ่งของพร้อมดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๗ โจทก์ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยและส่งมอบให้แก่จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระราคาและค่าติดตั้ง โจทก์ทวงถาม แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๓๗,๔๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๕,๘๖๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสว่างแดนดินพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายฉบับพิพาท แม้จะมีจำเลยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ซื้อ โดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา ๖๗ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำเลยซื้อจากโจทก์นั้น เป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้บริการสาธารณะของจำเลยเท่านั้น สัญญาซื้อขายฉบับพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์ จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การดำเนินการทางปกครอง อันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด ดังนั้น สัญญาซื้อขายฉบับพิพาท จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมจนถึง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๖๗ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองหลายประการ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๘ กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในหน่วยงานของตนในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้มอบหมายหรือทำสัญญาจ้างให้เอกชนดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย ให้ผู้ได้รับมอบหมายหรือผู้เป็นคู่สัญญาซึ่งเป็นเอกชนดังกล่าวมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติตามระเบียบนี้ด้วย ข้อ ๓๓ กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่โดยกำหนดมาตรการเพื่อพิทักษ์รักษาความปลอดภัยแก่ที่สงวน อาคาร และสถานที่ของหน่วยงานของรัฐตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐและข้อมูลข่าวสารในอาคารและสถานที่ดังกล่าวให้พ้นจากการโจรกรรม การจารกรรม การก่อวินาศกรรม การก่อการร้ายหรือเหตุอื่นใดอันอาจทำให้เสียความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐได้ ทั้งนี้ ข้อ ๑๔ กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นใดของรัฐ อาจนำระเบียบนี้ไปใช้บังคับโดยอนุโลม และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การอยู่เวรรักษาการณ์ให้ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ถือปฏิบัติ โดยข้อ ๒ กำหนดให้กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานใดของรัฐ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ จัดให้มีเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการหรือหน่วยงานนอกเวลาราชการ และในวันหยุดราชการตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อดูแลป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่สถานที่ราชการ หรือหน่วยงานจากกรณีต่าง ๆ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายได้กำหนดให้การป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอาคารและสถานที่ราชการ ตลอดจนวัสดุครุภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และข้อมูลข่าวสารในอาคารและสถานที่ราชการเป็นหน้าที่ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องกระทำเพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะอยู่เสมอ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ราชการ ตลอดจนวัสดุครุภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และข้อมูลข่าวสารภายในสถานที่ราชการแล้วย่อมส่งผลให้หน่วยงานของรัฐไม่อาจจัดทำบริการสาธารณะให้มีความต่อเนื่องได้ เพราะฉะนั้น การดูแลรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ วัสดุครุภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และข้อมูลข่าวสารภายในสถานที่ราชการจึงเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐให้บรรลุผลสำเร็จด้วย คดีนี้ จำเลยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งจำนวน ๑๔ ชุด ตามสัญญาเลขที่ ๐๑/๒๕๕๗ โดยติดตั้งที่อาคารสำนักงานของจำเลยเพื่อบันทึกภาพและประมวลผลภาพพื้นที่และการจราจรบริเวณสำนักงานของจำเลย วัตถุแห่งสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของอาคารและสถานที่ รวมทั้งวัสดุครุภัณฑ์ พนักงานและลูกจ้าง และข้อมูลข่าวสารในอาคารและสถานที่ของจำเลยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สัญญาซื้อกล้องวงจรปิดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญหรือจำเป็นเพื่อให้จำเลยมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะได้อย่างต่อเนื่อง สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชำระราคาและค่าติดตั้งตามสัญญาซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา โจทก์จึงเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยไม่จำต้องชำระเงินตามฟ้อง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งพร้อมใช้งานกับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป การกำหนดแบบและรายละเอียดของสัญญาก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามชัยรุ่งเรืองกิจ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านถ่อน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามชัยรุ่งเรือง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านถ่อน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 95/2558
#595423
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนผู้ขายยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อ ขอให้ชำระเงินค่าสินค้าและคืนหลักประกันตามสัญญาซื้อขายชุดเครื่องเล่นเด็กเพื่อสันทนาการ เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นเพียงกำหนดให้โจทก์ส่งมอบและติดตั้งสินค้าให้ถูกต้อง ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะอันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๕/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ บริษัทซัน สปอร์ตส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องกรมการท่องเที่ยว จำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ ๑๕๗๐/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายเลขที่ ซ. ๑๕/๒๕๕๕ โดยจำเลยตกลงซื้อชุดเครื่องเล่นเด็กเพื่อสันทนาการ จำนวน ๕๑ ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ รวม ๑๑ รายการ รวมราคาทั้งสิ้น ๑๔,๘๑๕,๕๐๐ บาท จากโจทก์ กำหนดให้โจทก์ส่งมอบพร้อมติดตั้งสินค้าทั้งหมดภายในวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในสัญญา รวม ๕๑ แห่ง ได้แก่ โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม รวม ๑๗ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลตำบลในจังหวัดพิจิตร รวม ๑๗ แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัด และโรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี รวม ๑๗ แห่ง โดยโจทก์ได้มอบแคชเชียร์เช็คเลขที่ ๙๒๑๖๒๒๙ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕ จำนวนเงิน ๗๔๐,๗๗๕ บาท ให้แก่จำเลย เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา ในกรณีที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยมีสิทธิริบหลักประกันตามสัญญา และในกรณีที่จำเลยเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยมีสิทธิเรียกค่าปรับจากโจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ ๐.๒ ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบ ต่อมาโจทก์ส่งมอบ ประกอบและติดตั้งชุดเครื่องเล่นเด็กตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าสินค้าที่ส่งมอบมีเพียงชุดปราสาทคู่สไลเดอร์เท่านั้น ไม่เป็นไปตามคุณลักษณะที่กำหนดไว้ในสัญญาและขอให้โจทก์ดำเนินการแก้ไข โจทก์จึงหารือกับคณะกรรมการของจำเลยได้ข้อสรุปว่า จำเลยตกลงที่จะไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา แต่ขอให้โจทก์ดำเนินการว่าจ้างผู้ผลิตในต่างประเทศ เพื่อจัดทำแบบชุดปราสาทคู่สไลเดอร์ขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามคุณลักษณะที่จำเลยกำหนด โดยจำเลยตกลงที่จะไม่เรียกร้องค่าปรับอันเนื่องจากการส่งมอบงานไม่ถูกต้อง ไม่ครบจำนวน หรือล่าช้าจากโจทก์ แต่จำเลยกลับเรียกโจทก์ชำระค่าปรับเป็นรายวัน ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบและติดตั้งชุดปราสาทคู่สไลเดอร์ที่ได้แก้ไขให้แก่จำเลยตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ในสัญญาแล้ว จำเลยตรวจรับมอบสินค้าพร้อมแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ส่งมอบงาบครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าสินค้าและคืนหลักประกันตามสัญญาให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าตามสัญญา จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑๖,๕๓๗,๕๙๘.๙๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบสิ่งของไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา จำเลยจึงไม่รับมอบและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าปรับเป็นรายวัน ทั้งยังพบว่าเครื่องเล่นเด็กและอุปกรณ์ที่โจทก์ติดตั้งไม่เป็นไปตามคุณลักษณะที่กำหนดในสัญญาและขอบข่ายงาน (TOR) โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยกับโจทก์ยังไม่ได้เลิกสัญญา ทั้งจำเลยยังคงสงวนสิทธิเรียกค่าปรับจากโจทก์ตามสัญญา จำเลยมีสิทธิคิดค่าปรับและริบหลักประกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าสินค้าเครื่องเล่นหรือชุดออกกำลังกายสำหรับเด็กเพื่อการสันทนาการและคืนหลักประกันตามสัญญาพิพาท แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่วัตถุแห่งสัญญามีเพียงกำหนดให้โจทก์ส่งมอบและติดตั้งสินค้าให้ถูกต้องภายในกำหนดตามสัญญาพิพาท หาได้เป็นการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงไม่ อีกทั้งในสัญญาซื้อขายพิพาทมิได้ให้สิทธิแก่จำเลยคู่สัญญาฝ่ายปกครองมากกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนแต่ประการใด สัญญา ซื้อขายพิพาทจึงเป็นสัญญาทางแพ่งทั่วไปที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนันสนุนการจัดทำบริการสาธารณะของโรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลใน ๓ จังหวัด รวม ๕๑ แห่ง หาใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อสัญญาที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้มีจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง และเป็นสัญญาซื้อขายเครื่องเล่นเด็กเพื่อสันทนาการถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ของสัญญาเพื่อจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองชำระเงินค่าสินค้าและคืนหลักประกันตามสัญญาซื้อขายชุดเครื่องเล่นเด็ก เพื่อสันทนาการ จำเลยให้การว่า โจทก์ส่งมอบสิ่งของไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา ทั้งเครื่องเล่นเด็กและอุปกรณ์ที่โจทก์ติดตั้งไม่เป็นไปตามคุณลักษณะที่กำหนดในสัญญาและขอบข่ายงาน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยมีสิทธิคิดค่าปรับและริบหลักประกัน กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาซื้อขายชุดเครื่องเล่นเด็กเพื่อสันทนาการพร้อมอุปกรณ์และติดตั้งกับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป มีสาระสำคัญเป็นเพียงกำหนดให้โจทก์ส่งมอบและติดตั้งสินค้าให้ถูกต้องภายในกำหนดตามสัญญาพิพาท ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทซัน สปอร์ตส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ กรมการท่องเที่ยว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซัน สปอร์ตส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — กรมการท่องเที่ยว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2558
#590156
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารและประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่เกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย โดยประกาศเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ค.๒๕๕๗ แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดโดยนำข้อความและภาพล้อเลียนอันเป็นเท็จและเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยกระทำความผิดตั้งแต่ก่อนใช้ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาจนกระทั่งภายหลังจากมีการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและเป็นการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้น จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗

ศาลทหารกรุงเทพ

ระหว่าง

ศาลอาญา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลทหารกรุงเทพโดยสำนักตุลาการทหาร กรมพระธรรมนูญส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสิรภพ กรณ์อรุษ จำเลย ต่อศาลทหารกรุงเทพ เป็นคดีดำที่ ๘๓ ก./๒๕๕๗ ความว่า จำเลยเป็นบุคคลพลเรือนได้กระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อันเป็นความผิดที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ และมีการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน อันประกอบด้วย การกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันในระหว่างที่ประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับ กล่าวคือ ข้อ ก. เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจเขียนและนำบทกลอนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ลงในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" และบทความซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ข. เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความหมิ่นประมาท และดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ Facebook ชื่อบัญชี "Sira Rungsira" โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" ข้อความและภาพการ์ตูนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าว จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ค. เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ http://rungsira.blogsport.com/2014/01/blog-post_22.html โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" ข้อความและ ภาพการ์ตูนล้อเลียนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว อันเป็นวันและเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการนำเข้าสู่ เผยแพร่ หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พระมหากษัตริย์ ผู้อื่นหรือประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งบุคคลที่สามหรือประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้ข้อมูลดังกล่าว จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย ในคดีดำ ที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗ ของศาลทหารกรุงเทพ ฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเรียกบุคคลให้มารายงานตัว ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ , ๙๑ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ กับขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดำที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗ ของศาลทหาร

จำเลยให้การปฏิเสธ และยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดำที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔ ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ข้อ ๑๔ (๑) และ (๕) อีกทั้งการกระทำของจำเลยตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยนำข้อความและภาพล้อเลียนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ข้อความและภาพล้อเลียนยังคงปรากฏในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมา โดยจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้ข้อความและภาพล้อเลียนดังกล่าวปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป การกระทำของจำเลยจึงยังคงเป็นความผิดต่อเนื่องกันตลอดมา จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ อันเป็นเวลาระหว่างมีประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลบังคับใช้แล้ว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำความผิดในฟ้องแต่ละข้อด้วยการนำข้อมูล คอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น การกระทำดังกล่าวมีผลสำเร็จทันทีเมื่อลงข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่วันที่นำเข้าสู่ระบบตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่านอกจากวันที่จำเลยลงมือกระทำความผิดในฟ้องแต่ละข้อ แล้วนั้น จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดด้วยการนำข้อมูลในครั้งแรกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในวันอื่นอีก กรณีจึงไม่ใช่เป็นความผิดที่ยืดออกไป เนื่องจากไม่มีการกระทำหลายอย่างโดยผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน เพียงแต่การกระทำในฟ้องแต่ละข้ออันเป็นกรรมเดียวกันนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ทั้งกรณีไม่ใช่ เป็นความผิดต่อเนื่องซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นติดต่อสืบเนื่องกันตลอดเวลาชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะมิได้มีลักษณะเป็นความผิดที่มีทั้งการกระทำและเจตนาประกอบกันอยู่ตลอดเวลาที่การกระทำนั้นยังปรากฏอยู่ เนื่องจากการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพียงครั้งเดียวในฟ้องแต่ละข้อนั้นเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว แม้จะปรากฏมีข้อความอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดไปก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำขึ้นใหม่หลังจากการกระทำของจำเลยในตอนแรก การที่ข้อความยังคงปรากฏอยู่นั้นเนื่องจากยังมิได้ถูกลบไป ไม่ว่าด้วยตัวจำเลยเองหรือการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม จะถือว่าจำเลยมีเจตนาให้ข้อความนั้นยังคงอยู่มิได้ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปว่าเมื่อมีการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว โดยสภาพของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติทำหน้าที่เสมือนสมองกลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่ได้โปรแกรมเข้าไปแล้วจะเก็บรักษาข้อมูลนั้นไว้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลนั้นทิ้งไป กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ให้ข้อมูลที่นำเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แล้วคงอยู่ตลอดไป จำเลยเพียงแต่มีเจตนาเผยแพร่ข้อความของตนเท่านั้น การที่จะตีความให้จำเลยยังต้องรับผิดในผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเป็นการตีความในทางอาญาที่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย และการอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องนั้นเป็นการตีความในลักษณะเอาอายุความมาแทนผลของการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อการกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดสำเร็จและมิใช่ความผิดต่อเนื่อง ทั้งเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับแล้ว คดีจึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยกระทำความผิด ๓ กรรมต่างกัน โดยประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน กล่าวคือ ข้อ ก. เมื่อระหว่าง วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยเขียนบทความและบทกลอนอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ แล้วนำบทความและบทกลอนดังกล่าว เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท และบทความและบทกลอนยังคงปรากฏเรื่อยมา ในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ข. เมื่อระหว่างวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ Facebook อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และข้อความและภาพล้อเลียนดังกล่าวยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และข้อ ค. เมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ http://rungsira.blogsport.com/2014/01/blog-post_22.html อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนดังกล่าวยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๙๑ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยกำหนดให้การกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักรและในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

๑. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

(๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยกำหนดให้บรรดาคดีความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหารพิจารณาพิพากษาตามประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับอื่น ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย

เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันตั้งแต่ก่อนใช้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ จนภายหลังมีการประกาศใช้ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องระบุว่า จำเลยเริ่มกระทำความผิด ๓ กรรม ดังนี้ กรรมแรก เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ กรรมที่สอง เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ และกรรมที่สาม เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ตามลำดับ โดยจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พระมหากษัตริย์ และจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้ประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ให้คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งคดีที่ประกอบไปด้วยการกระทำหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร หลังจากนั้น ข้อความและภาพล้อเลียนของจำเลยยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ดังนี้ แม้จำเลยจะเริ่มกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ และวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ จะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ข้อความและภาพล้อเลียนยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นวันที่ภายหลังจากมีการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและเป็นการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้น จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ นายสิรภพ กรณ์อรุษ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
ป.อ.
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 และฉบับที่ 38/2557
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นายสิรภพ กรณ์อรุษ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2558
#595418
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการต่อศาลทหารกรุงเทพว่ากระทำความผิดอาญาสองกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ ก. จำเลยบังอาจถีบรถยนต์ของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ประตูหลังข้างขวาเป็นรอยบุบได้รับความเสียหาย และข้อ ข. ภายหลังเกิดเหตุข้อ ก. จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกและเตะแล้วใช้ไม้เป็นอาวุธตีจนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เห็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ ข. ฐานทำร้ายร่างกายทั้งสองศาลเห็นตรงกันว่าทหารกับพลเรือนกระทำผิดด้วยกันอยู่ในอำนาจของ

ศาลยุติธรรม จึงเป็นอันยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะความผิดตามฟ้องข้อ ก. ฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกันก็ตาม แต่เมื่อปรากฏจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่าผู้เสียหายก็ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตว่าทำร้ายร่างกายจำเลยคดีนี้เช่นกันและศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้เสียหายไปแล้ว คดีทั้งสองต่างเกิดเหตุในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน ผู้เสียหายและจำเลยต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและต่างก็เป็นผู้เสียหายคดีทั้งสองจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน พฤติการณ์ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานทำร้ายร่างกายจึงเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันและเป็นคดีที่มีบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลทหารต่างกระทำผิดด้วยกัน ความผิดทั้งสองฐานในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๔ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๓/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘

ศาลทหารกรุงเทพ

ระหว่าง

ศาลแขวงดุสิต

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลทหารกรุงเทพ โดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่รับฟ้องคดีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ ยื่นฟ้อง สิบเอก อนุสรณ์ ทรัพย์กล้า จำเลย ต่อศาลทหารกรุงเทพ เป็นคดีอาญาคดีดำที่ ๒๕/๒๕๕๘ ความว่า จำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดกรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ก. เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน จำเลยบังอาจถีบรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน ทว ๒๖๖๔ กรุงเทพมหานคร ของนายปริญญา ทิพย์วดีศิทธ์ ถูกที่บริเวณประตูหลังข้างขวาเป็นรอยบุบ ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ บาท

ข. ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ ก. ภายหลังจากที่จำเลยได้กระทำความผิดตามข้อ ก. แล้วจำเลยได้บังอาจทำร้ายร่างกายนายปริญญา โดยชกและเตะที่บริเวณใบหน้าและลำตัวหลายครั้งจนล้มลง แล้วจำเลยใช้ไม้หนาประมาณ ๑ นิ้วครึ่ง ยาวประมาณ ๑ เมตร เป็นอาวุธตีถูกที่บริเวณลำตัวหลายครั้งเป็นเหตุให้นายปริญญาได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลถลอกบริเวณริมฝีปากและคาง บาดแผลถลอกเป็นแนวยาวบริเวณท้อง บาดแผลฉีกขาดบริเวณปลายนิ้วมือขวา เหตุตามข้อ ก. และ ข. เกิดที่แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๓๕๘, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า สิบเอก อนุสรณ์ ทรัพย์กล้า และนายปริญญา ทิพย์วดีศิทธ์ ต่างถูกอัยการศาลทหารกรุงเทพและพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดี

ศาลแขวง ๓ (ดุสิต) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลทหารกรุงเทพและศาลแขวงดุสิต ในมูลเรื่องเดียวกันและความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มีความเกี่ยวพันกันด้วย จึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน และเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) (๒) จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารซึ่งมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ บัญญัติว่า "คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน" และคู่ความมีความเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงดุสิตพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ตามฟ้องข้อ ก. นั้น เมื่อตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องข้อหานี้ เป็นอีกข้อหนึ่ง แยกต่างหากออกจากข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยมีนายปริญญา เป็นผู้เสียหาย และเป็นการกระทำของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นและกระทำก่อนข้อหาทำร้ายร่างกาย การกระทำดังกล่าวจึงต่างกรรมต่างวาระกับข้อหาทำร้ายร่างกาย ข้อหาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อหาที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนตามมาตรา ๑๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ อันจะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

สำหรับข้อหาทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยและนายปริญญามิได้ร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการร่วมกันทั้งคู่ จึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน แต่คำว่ากระทำผิดด้วยกันตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ (๑) บุคคลที่กระทำผิดหาจำต้องมีเจตนาร่วมกันเสมอไปไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและนายปริญญาต่างก็ได้รับบาดเจ็บด้วยกัน และนายปริญญาถูกฟ้องข้อหานี้ที่ศาลแขวงดุสิตโดยมีจำเลยเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น ถ้าปราศจากการกระทำของฝ่ายหนึ่ง อาจจะไม่มีการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง หรืออาจเป็นเพราะบุคคลทั้งสองสมัครใจต่อสู้กัน จึงถือได้ว่าความผิดเกิดขึ้นเพราะต่างได้กระทำผิดด้วยกันทั้งคู่ จึงเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา ๑๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการได้กระทำความผิดสองกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ ก. จำเลยบังอาจถีบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ทว ๒๖๖๔ กรุงเทพมหานคร ของนายปริญญา ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ประตูหลังข้างขวาเป็นรอยบุบได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท และข้อ ข. ภายหลังเกิดเหตุข้อ ก. จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกและเตะที่บริเวณใบหน้าและลำตัวหลายครั้งจนล้มลงแล้วใช้ไม้หนาประมาณ ๑ นิ้วครึ่ง ยาวประมาณ ๑ เมตร เป็นอาวุธตีถูกที่บริเวณลำตัวจนได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๓๕๘, ๙๑ เห็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ ข. ฐานทำร้ายร่างกายทั้งสองศาลเห็นตรงกันว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จึงเป็นอันยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะความผิดตามฟ้องข้อ ก. ฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แยกต่างหากออกจากความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกันนั้น แต่เมื่อปรากฏจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่าผู้เสียหายถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตว่าทำร้ายร่างกายจำเลยคดีนี้และศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษผู้เสียหายแล้ว คดีทั้งสองต่างมีที่เกิดเหตุในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน และเมื่อพิจารณาจากคำฟ้องของทั้งสองคดีจำเลยในแต่ละคดีต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันจนได้รับอันตรายแก่กายทั้งสองฝ่ายและต่างก็เป็นผู้เสียหายทั้งสองคดีดังนี้คดีทั้งสองจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน พฤติการณ์ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานทำร้ายร่างกายจึงเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันและเป็นคดีที่มีบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลทหารต่างกระทำผิดด้วยกันและเกี่ยวพันกันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ความผิดทั้งสองฐานในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๔ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๕

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างอัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ สิบเอก อนุสรณ์ ทรัพย์กล้า จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — สิบเอกอนุสรณ์ ทรัพย์กล้า
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2558
#595417
เปิดฉบับเต็ม

การไต่สวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เป็นการสอบสวนอย่างหนึ่งเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษด้วยวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวน เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้แม้ตามคำร้องจะระบุว่าผู้ตายเป็นทหารกองประจำการและตายในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานทหารก็ตาม แต่กรณียังเป็นการไม่อาจทราบแน่ชัดว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเป็นอย่างไร ถ้าตายโดยคนทำร้ายแล้วใครเป็นผู้กระทำร้ายและผู้ที่ทำร้ายเป็นทหารซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ตามที่ปรากฏในคำร้องจริงหรือไม่ หากศาลไต่สวนแล้วปรากฏว่า การตายของผู้ตายมิได้เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานที่เป็นทหารทำร้ายหรือเกิดจากการที่ทหารกับพลเรือนกระทำความผิดด้วยกันหรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน หรือเป็นคดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน คดีก็จะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ กรณีจึงยังเป็นการไม่แน่ชัดว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลใดกันแน่ ดังนั้นการไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๒ /๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘

ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลที่รับคำร้องเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ พลทหาร กฤษดา วังคีรี ผู้ตาย ต่อศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เป็นคดีอาญา คดีดำที่ ช. ๑/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ผู้ร้องได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์ให้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ เพื่อทำการไต่สวนการตายของผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จากกรณีเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ พลทหาร กฤษดา วังคีรี ผู้ตาย เข้ารับราชการทหารกองประจำการ ผลัดที่ ๑/๒๕๕๕ สังกัดกองพลาธิการ กองพลทหารม้าที่ ๑ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีพันตรี ภิญโญ สุรฤทธิ์โยธิน เป็นผู้บังคับบัญชาปกครองดูแล ต่อมาวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ผู้ตายกับพวกอีก ๓ คน ได้กระทำผิดวินัยทหารฐานดื้อขัดขืน หลีกเลี่ยง ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พันตรี ภิญโญจึงสั่งลงโทษผู้ตายกับพวกให้รับทัณฑ์จำขังคนละ ๓ วัน โดยส่งผู้ตายกับพวกไปจำขังที่เรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ โดยมีสิบเอก ธนารักษ์ เขื่อนศิริ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เป็นผู้รับตัวหลังจากนั้นผู้ต้องขังรุ่นพี่จำนวน ๗ คน ร่วมกันรับน้องใหม่ โดยสั่งลงโทษผู้ตายด้วยการดันพื้น ลุกนั่ง กระโดดกบ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตาย โดยใช้เท้าเตะที่ลำตัวอย่างแรงหลายครั้ง ต่อมาวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ สิบโท เจษฎาพร สุริโย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์และพลทหาร อานนท์ บุญอุ้ม ผู้ช่วยสิบเวรได้ร่วมกันฟื้นฟูวินัยโดยสั่งลงโทษผู้ตายด้วยการดันพื้น ลุกนั่ง กระโดดกบ วิ่ง แล้วยังร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตาย โดยใช้ของแข็งตีที่ลำตัวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบหายใจและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่า ปฏิบัติราชการตามหน้าที่และมีการชันสูตรพลิกศพผู้ตายแล้ว ขอให้ศาลทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ ประกอบพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕

ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การไต่สวนชันสูตรพลิกศพ และทำความเห็นของศาลชั้นต้น ตามความในมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนแต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวนและเมื่อพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๘ ได้บัญญัติเรื่องการสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารนั้น ให้อยู่ในอำนาจนายทหารพระธรรมนูญหรืออัยการทหาร มิได้บัญญัติวิธีการพิเศษให้ศาลเข้าไปเกี่ยวข้องในการสอบสวนด้วย ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์จึงไม่มีอำนาจในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมีอำนาจทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการไต่สวนชันสูตรพลิกศพก็ต่อเมื่อคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลนั้นและการไต่สวนและมีคำสั่งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไปใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔๕ ได้ เพราะตามคำร้องผู้กระทำผิดต่อผู้ตายเป็นพลทหารกองประจำการ ซึ่งต้องถูกฟ้องยังศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๖ (๓) คดีของผู้กระทำผิดจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือน ดังนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจะทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรแต่เฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนเท่านั้น แม้การไต่สวนทำคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้นไม่ใช่การฟ้องคดีต่อผู้กระทำให้ตายดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคห้า และวรรคสิบเอ็ด ดังนี้ศาลพลเรือนจะรับไต่สวนและทำการชันสูตรพลิกศพได้เฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนเท่านั้น มิใช่ว่าเมื่ออัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ เห็นว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารแต่ต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือน แล้วส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเมื่อพนักงานอัยการไม่อาจส่งสำนวนกลับคืนไปยังพนักงานอัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ได้ จะทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือน ต้องไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพคดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นศาลทหาร

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ผู้ร้องได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์ ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์เพื่อทำการไต่สวนการตายของ พลทหาร กฤษดา วังคีรี ผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายซึ่งเข้ารับราชการทหารกองประจำการและถูกนายทหารผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษให้รับทัณฑ์ จำขัง ๓ วัน ในขณะถูกจำขัง ก็ถูกผู้ต้องขังอื่นอีก ๗ คน ร่วมกันทำร้ายและถูกสิบเวรกับผู้ช่วยสิบเวรประจำเรือนจำสั่งลงโทษและทำร้ายอีกจนผู้ตายถึงแก่ความตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่และมีการชันสูตรพลิกศพผู้ตายแล้ว ขอให้ศาลทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ เห็นว่า การไต่สวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เป็นการสอบสวนอย่างหนึ่งเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษด้วยวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวน เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่า ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่า ใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ แม้ตามคำร้องจะระบุว่าผู้ตายเป็นทหารกองประจำการและตายในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานทหารก็ตาม แต่กรณียังเป็นการไม่อาจทราบแน่ชัดว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเป็นอย่างไร ถ้าตายโดยคนทำร้ายแล้วใครเป็นผู้กระทำร้ายและผู้ที่ทำร้ายเป็นทหารซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ตามที่ปรากฏในคำร้องจริงหรือไม่ หากศาลไต่สวนแล้วปรากฏว่า การตายของผู้ตายมิได้เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานที่เป็นทหารทำร้ายหรือเกิดจากการที่ทหารกับพลเรือนกระทำความผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน หรือเป็นคดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน คดีก็จะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ กรณีจึงยังเป็นการไม่แน่ชัดว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลใดกันแน่ ดังนั้นการไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีที่อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ผู้ร้อง ขอให้ไต่สวน ชันสูตรพลิกศพของ พลทหาร กฤษดา วังคีรี ผู้ตาย อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.วิ.อ.
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2558
#590155
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยร่วมกับจำเลยที่ ๒ นำรังวัดและชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โจทก์คัดค้านแต่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้โจทก์ไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสีคิ้วโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ นางกล้วย แฝกโคกสูง โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกราด ที่ ๑ นางสายฝน ทูลแรง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๓๘/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่ที่บ้านชัยมงคล หมู่ที่ ๑๗ ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๒ ไร่ ๘๕ ตารางวา ได้รับการให้จากมารดาเมื่อประมาณ ๔๐ ปี แล้ว และทำประโยชน์ต่อเนื่องตลอดมา โดยมีเจตนาเป็นเจ้าของและไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือรบกวนการครอบครอง ต่อมา สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด มีหนังสือลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๗ แจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (แปลงฝายจานสี) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการรังวัดในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ ให้โจทก์ไปรังวัดชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดิน และในวันดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านบ้านชัยมงคล หมู่ที่ ๑๗ ตำบลหนองกราด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นำรังวัดและชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โจทก์จึงคัดค้านการรังวัด และได้ยื่นคำร้องคัดค้านการรังวัดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด มีคำสั่งให้โจทก์ไปใช้สิทธิทางศาลภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คัดค้าน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ (แปลงฝายจานสี) ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน แต่โจทก์ได้เข้าไปบุกรุกยึดถือ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยสุจริต เพื่อดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้กลั่นแกล้ง ละเมิด และรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และการระวังชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำตามคำสั่งของนายอำเภอด่านขุนทด อันเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้ง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและร่วมกับจำเลยที่ ๒ นำรังวัดและชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา ๑๖ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ข้อ ๖ วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับมาตรา ๘ ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน และข้อ ๑ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นที่จะพิจารณาว่า การขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การนำรังวัดและการชี้ระวังแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ซึ่งตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ รวมเนื้อที่ ๒ ไร่ ๘๕ ตารางวา ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด มีหนังสือแจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยร่วมกับจำเลยที่ ๒ นำรังวัดและชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โจทก์คัดค้านแต่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้โจทก์ไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางกล้วย แฝกโคกสูง โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกราด ที่ ๑ นางสายฝน ทูลแรง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกล้วย แฝกโคกสูง
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกราดที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2558
#595416
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) และได้นำไปขอออกโฉนด แต่เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินให้บางส่วน ส่วนที่ดินบริเวณทิศใต้อีกประมาณ ๑๐ ไร่ มีน้ำท่วมขัง ไม่อาจทำการเดินสำรวจรังวัดได้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยนำชี้รังวัดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ส่วนที่เหลือ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่าได้ที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกและขอออกโฉนดที่ดินโดยปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบกฎหมายครบถ้วน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าไม่ได้กระทำละเมิดการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดไชยา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดไชยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ พันตำรวจโท ทวีชัย อินทร์แก้ว โจทก์ ยื่นฟ้อง นายวรินทร์ เพชรรัตน์ ที่ ๑ นายจำลอง โพธิ์เพชร ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดไชยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๖/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๔๕ ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ ๘๘ ไร่ ๑ งาน ๓๖ ตารางวา โดยซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ต่อมาปี ๒๕๕๐ โจทก์ได้นำ น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายหลังเจ้าหน้าที่ที่ดินเดินสำรวจทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดได้เพียงบางส่วนเป็นเนื้อที่ดินเพียง ๗๗ ไร่ ๓ งาน ๗๐ ตารางวา ส่วนที่ดินบริเวณทิศใต้อีกประมาณ ๑๐ ไร่ มีน้ำท่วมขัง ไม่อาจทำการเดินสำรวจรังวัดได้ เจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดได้แจ้งว่าจะมาทำการรังวัดออกโฉนดในภายหลัง โดยโจทก์ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าวมาโดยตลอด ต่อมาประมาณปลายปี ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๙ ซึ่งมีอาณาเขตทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกจดที่ดินของโจทก์ มายื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน โดยนำชี้รังวัดที่ดินทับที่ดิน น.ส. ๓เลขที่ ๒๔๕ ของโจทก์ทางด้านทิศใต้ซึ่งโจทก์ยังไม่ออกโฉนดที่ดิน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยาได้กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามการนำชี้รังวัดดังกล่าว โดยแก้ไขรูปที่ดินจำเลยที่ ๑ ให้มีมากกว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๙ โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมที่ดิน ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ ไปแบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๔๒๓ และเลขที่ ๒๑๔๒๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ เลขที่ ๒๑๔๒๓ และเลขที่ ๒๑๔๒๖ และพิพากษาว่าที่ดิน ๑๐ ไร่ ที่พิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกมาจากบิดา ซึ่งที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกจดที่ดินโจทก์ โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่สามารถทำการรังวัดได้เนื่องจากมีน้ำท่วมขังไม่เป็นความจริง จำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๙ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบกฎหมายครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดจำเลยที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อกล่าวอ้างของโจทก์ไม่เป็นความจริง และมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดไชยาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผลตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้เกี่ยวกับการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๑ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ โดยการแก้ไขรูปที่ดินให้มีเนื้อที่มากกว่าหลักฐานเดิมโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงทราบเหตุที่เปลี่ยนแปลงของรูปที่ดินและจำนวนเนื้อที่ที่จะออกที่ดินเพื่อรับรองแนวเขต และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ตรวจสอบรูปที่ดินเพื่อเทียบเคียงกับระวางแผนที่ที่ดินโดยรอบว่ามีความถูกต้องหรือไม่ เป็นเหตุให้ทับที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๔๕ จำนวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขคำสั่งของกรมที่ดิน ว่าด้วยการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ เลขที่ ๒๑๔๒๓ และเลขที่ ๒๑๔๒๖และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย คดีจึงมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ ให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาเกี่ยวกับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครอง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด กำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นศาลปกครองจึงสามารถนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีนี้ได้นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ เมื่อพิจารณาจากข้อหาหลักแห่งคดีและคำขอของโจทก์ที่ขอให้มีการแก้ไขเยียวยาทางศาล ซึ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ดังนั้นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินมิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีแต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๒๔๕ โจทก์ได้นำไปขอออกโฉนดที่ดิน ภายหลังเจ้าหน้าที่ที่ดินเดินสำรวจทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดได้เพียงบางส่วน ส่วนที่ดินบริเวณทิศใต้อีกประมาณ ๑๐ ไร่ มีน้ำท่วมขังไม่อาจทำการเดินสำรวจรังวัดได้ โจทก์ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๙ มายื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน โดยนำชี้รังวัดที่ดินทับที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๒๔๕ ของโจทก์ทางด้านทิศใต้ ซึ่งโจทก์ยังไม่ออกโฉนดที่ดิน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามการนำชี้รังวัดดังกล่าว โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมที่ดิน ซึ่งต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ ไปแบ่งแยกออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๔๒๓ และเลขที่ ๒๑๔๒๖ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๐๙๓ เลขที่ ๒๑๔๒๓ และเลขที่ ๒๑๔๒๖ และพิพากษาว่าที่ดิน ๑๐ ไร่ที่พิพาท เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกมาจากบิดา จำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๙ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบกฎหมายครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในสังกัดจำเลยที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และข้อกล่าวอ้างของโจทก์ไม่เป็นความจริงและมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง พันตำรวจโท ทวีชัย อินทร์แก้ว โจทก์ นายวรินทร์ เพชรรัตน์ ที่ ๑ นายจำลอง โพธิ์เพชร ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท ทวีชัย อินทร์แก้ว
จำเลย — นายวรินทร์ เพชรรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2558
#595415
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยที่ ๕ ได้ทำการรังวัดที่ดินติดด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โนนหนองนกเน่า โดยมีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ แล้วชี้เอาที่ดินของโจทก์บางส่วน รวมเข้าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่า ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดที่ดินในส่วนที่เป็นที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์กลับคืนยังจุดเดิม และคืนที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดี ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดรัตนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดรัตนบุรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นางบัวลา ศรีทอง โจทก์ ยื่นฟ้อง นายบุญฤทธิ์ คูคำ ที่ ๑ นายพัฒน์ วรรณวงศ์ ที่ ๒ นายสำรอง หลักฐาน ที่ ๓ นายทันใจ ร่วมจิตร ที่ ๔ นายคนองเดช งางาม ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดรัตนบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๓๙/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๗๒๒ ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๑๓ ตารางวา โจทก์ได้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นเจ้าพนักงานรังวัดที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ นำจำเลยที่ ๕ ทำการรังวัดที่ดินติดด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โนนหนองนกเน่า ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงมาทางใต้ประมาณ ๒๐ เมตร แล้วชี้เอาที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ รวมเข้าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่า ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์คัดค้านต่อจำเลยทั้งห้าแล้วแต่จำเลยทั้งห้าไม่ฟังคำคัดค้านของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่าในส่วนที่เป็นที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๗๒๒ ของโจทก์กลับคืนยังจุดเดิม

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การรังวัดที่ดินพิพาทอยู่ในขั้นตอนการแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้มาระวังชี้แนวเขต แต่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้อันเป็นการข้ามขั้นตอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยที่ ๕ ตรวจสอบแนวเขตแผนที่แล้วพบว่าหลักเขตที่ดินหมายเลข ร๓ - ๔๗๒๗ มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งจากจุดที่ถูกต้อง คณะกรรมการจึงได้นำหลักเขตที่ดินมาปักไว้ตรงตามตำแหน่งระยะแผนที่เดิมโดยโจทก์ไม่ได้คัดค้าน จำเลยทั้งห้าได้นำรังวัดตามเอกสารแผนที่ทางราชการ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดรัตนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นบุคคลที่ปฏิบัติงานในสังกัดกรมการปกครอง มีฐานะเป็นกรมในระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของนายอำเภอ ซึ่งเป็นข้าราชการ ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นนายช่างรังวัด ปฏิบัติงานสังกัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี อันเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมที่ดิน จำเลยทั้งห้าจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตามคดีนี้ปรากฏว่า โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ตกเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ป่าโนนหนองนกเน่า เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งหากพิจารณาเนื้อหาตามคำฟ้อง แม้จะเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่ความมุ่งหมายแท้จริงของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ มิได้มุ่งโดยตรงต่อข้อพิพาทอันเกิดจากการกระทำในตำแหน่งหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ในราชการของจำเลยทั้งห้า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาเพิกถอนการรังวัดที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้า และให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปยังจุดเดิมตามคำขอของโจทก์ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผลแห่งคำพิพากษาย่อมกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ประเด็นแห่งคดีส่วนนี้จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการรังวัดและย้ายหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์คัดค้านต่อจำเลยทั้งห้าแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่ฟังข้อคัดค้าน เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ คงเป็นประเด็นสืบเนื่องมาจากข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยทั้งห้าที่ว่า ขณะจำเลยทั้งห้าและบุคคลที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำการรังวัดที่ดินพิพาทตรวจพบว่า หลักเขตที่ดินหมายเลข ร๓ - ๔๗๒๗ มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่ง ผู้ร่วมรังวัดจึงได้นำหลักเขตนั้นไปปักไว้ตรงจุดเดิม อันเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่ข้ออ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์นั่นเอง จึงเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกันและมีมูลความแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกันกับประเด็นสิทธิในที่ดิน ดังนั้น อำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ โดยเป็นบุคคลที่อยู่ในกำกับดูแลของนายอำเภอรัตนบุรีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๕ เป็นข้าราชการ ปฏิบัติงานที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี สังกัดกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยที่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแรดมีความประสงค์จะขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ป่าโนนหนองนกเน่า นายอำเภอรัตนบุรีจึงมีหนังสือให้สำนักงานที่ดิน จังหวัดสุรินทร์ จัดเจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ป่าโนนหนองนกเน่า และมอบให้ผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแรดเป็นผู้นำทำการรังวัดระวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ โดยเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายอำเภอรัตนบุรี และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้นำจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นช่างรังวัดทำการรังวัดที่ดินติดด้านทิศเหนือของโจทก์เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โนนหนองนกเน่า โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงมาทางใต้ ประมาณ ๒๐ เมตร แล้วชี้เอาที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ข้างต้น โจทก์คัดค้านกรณีดังกล่าวต่อจำเลยทั้งห้าแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่ฟังข้อคัดค้าน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่า ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ในส่วนที่รังวัดรวมเอาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๗๒๒ เลขที่ดิน ๗๑ ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ของโจทก์เข้าไว้ด้วยกัน และให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินกลับคืนยังจุดเดิม เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการรังวัดที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเพื่อจัดให้มี น.ส.ล. สำหรับแสดงเขตไว้เป็นหลักฐานแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลของนายอำเภอรัตนบุรีและในฐานะผู้รับมอบอำนาจนายอำเภอรัตนบุรีให้นำชี้แนวเขตที่ดินแปลงพิพาท และจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติงานในสังกัดกรมที่ดินได้ดำเนินการรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเพื่อจัดให้มี น.ส.ล. นั้น เป็นการใช้อำนาจทางปกครองและเป็นการดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ ซึ่งมิได้เป็นการกระทำในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่สาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าที่ทำการรังวัดเพื่อออก น.ส.ล. ที่ดินสาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่ารุกล้ำที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้คดีนี้ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นที่ดินในความครอบครองของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยประเด็นหนึ่งในคดีเท่านั้น และการพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ แม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับกับคดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับกับคดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับกับคดีได้เช่นกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๗๒๒ ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๑๓ ตารางวา แต่จำเลยที่ ๕ ได้ทำการรังวัดที่ดินติดด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โนนหนองนกเน่า โดยมีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ แล้วชี้เอาที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ รวมเข้าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่า ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่าในส่วนที่เป็นที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์กลับคืนยังจุดเดิม และคืนที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดีต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางบัวลา ศรีทอง โจทก์ นายบุญฤทธิ์ คูคำ ที่ ๑ นายพัฒน์ วรรณวงศ์ ที่ ๒ นายสำรอง หลักฐาน ที่ ๓ นายทันใจ ร่วมจิตร ที่ ๔ นายคนองเดช งางาม ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบัวลา ศรีทอง
จำเลย — นายบุญฤทธิ์ คูคำ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2558
#590154
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดและผู้ถูกฟ้องคดีได้ออก น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. กับให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออก น.ส.ล. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นายวิกัย หินแก้ว ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๙/๒๕๕๔ หมายเลขแดงที่ ๔๓/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๑๙๔ ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ซึ่งโฉนดที่ดินออกตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔ โดยผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบิดามารดาเป็นเวลาประมาณ ๔๐ ปี แต่เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๕ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง โดยผู้ฟ้องคดีไม่ทราบเรื่อง ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๒ องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงสามสิบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานี สาขาม่วงสามสิบ ได้สำรวจรังวัดปักหลักเขต น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ผู้ฟ้องคดีจึงทราบว่า ที่ดิน น.ส.ล. แปลงดังกล่าวครอบคลุมทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ที่ออกทับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับขอให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุดต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๗๘๒/๒๕๕๕ ให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุที่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังแนวเขตเนื่องจากไม่มีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือเพื่อแสดงเขตที่ดินของรัฐไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและต้องดำเนินการ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาล จะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษา เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ในส่วนที่ออกทับที่ดินผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น ในการพิจารณาคดีของศาลจะต้องพิจารณาในประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเสียก่อน จึงจะพิจารณา ประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๑๙๔ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ซึ่งโฉนดที่ดินออกตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๔ ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบิดามารดา เป็นเวลาประมาณ ๔๐ ปี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลงโดยผู้ฟ้องคดีไม่ทราบเรื่อง เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลม่วงสามสิบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาม่วงสามสิบ ได้สำรวจรังวัดปักหลักเขต น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ผู้ฟ้องคดีจึงทราบว่าที่ดิน น.ส.ล. แปลงดังกล่าวครอบคลุมทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ที่ออกทับโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี กับขอให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุที่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังแนวเขตเนื่องจากไม่มีชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาท เป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบตาม น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิกัย หินแก้ว ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวิกัย หินแก้ว
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2558
#589654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตการรังวัดโฉนดที่ดินของผู้มีชื่อทั้ง ๙ แปลง โดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์นั้นไม่ชอบ เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่เคยยินยอมแบ่งหักที่ดินทั้ง ๙ แปลง เป็นทางสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาททำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินส่วนที่พิพาทมิได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือให้ชดใช้ค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยืนคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทแล้วพบว่ามีการก่อสร้างเป็นถนนสาธารณะรุกล้ำที่ดินบางส่วนโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก อันเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่คัดค้านว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้มีชื่อ ทั้งคำขอหลักของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ มิได้มีคำขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแต่อย่างใด และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๗/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพัทยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นายปริวัตร อำนวยพล ที่ ๑ นางอรัญญา อำนวยพลหรือทองบ้านบ่อ ที่ ๒ นายอมรเทพ อำนวยพล ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลนาจอมเทียน ที่ ๑ กรมการปกครอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๑๐/๒๕๕๗ และในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยฟ้องนายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน ที่ ๓ นายอำเภอสัตหีบ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางซิวโป๊ แซ่ตั้ง หรืออำนวยพล ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒ ถึงเลขที่ ๒๐ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน ๙ แปลง ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินทั้ง ๙ แปลง ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะกระทำการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้คัดค้านว่าแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามทั้ง ๙ แปลงบางส่วนทางด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในเขตทางสาธารณประโยชน์ เป็นเนื้อที่ทั้งหมดจำนวน ๑๖๒ ตารางวา ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่เคยยินยอมหรือประสงค์ที่จะแบ่งหักที่ดินทั้ง ๙ แปลงเป็นทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นการก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินส่วนที่พิพาทมิได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือนางซิวโป๊ ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือให้ชดใช้ค่าที่ดินเป็นเงินจำนวน ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ เดิมเป็นทางเกวียนตั้งแต่ปี ๒๔๘๘ ต่อมาได้พัฒนาเป็นทางลูกรังโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน การทำถนนในภายหลังได้ลาดยางปูผิวเอสฟัลท์ติกคอนกรีตและประชาชนใช้สัญจรไปมาโดยสุจริตเป็นเวลานานแล้ว การคัดค้านการขอรังวัดสอบเขตแนวโฉนดที่ดินเป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางที่พิพาทก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามทั้ง ๙ แปลง พบว่ามีการก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาให้ถนนที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดทั้ง ๙ แปลง หากไม่สามารถพิพากษาดังกล่าวได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าที่ดิน พร้อมดอกเบี้ย และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นที่จะพิจารณาว่าการก่อสร้างถนนพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใด ๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นพิพาทเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่า ที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันเกี่ยวพันถึงการได้สิทธิในที่ดินโดยไม่มีผู้ใดรวมทั้งมารดาของผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้าน แม้มีประเด็นเกี่ยวพันถึงการโต้แย้งคัดค้านการรังวัดที่ดินซึ่งเป็นการกระทำตามขอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานและในฐานะผู้แทนของหน่วยงานในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ก็ยังรับฟังว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นการละเมิดไม่ได้จนกว่าจะได้วินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามว่า "ที่ดิน...ไม่ได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์.." และมีคำขอต่อไปว่า "..หากไม่สามารถพิพากษาให้ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางลาดยางเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๒ ถึงเลขที่ ๒๐ กลับมาเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าที่ดินทั้งหมดจำนวน ๑๖๒ ตารางวา เป็นเงินจำนวน ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม.." ซึ่งเป็นประเด็นที่โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยตรง การวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับการคัดค้านแนวเขตที่ดินสืบเนื่องจากที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันและมีมูลคดีเดียวกันกับประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตการรังวัดโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒ ถึงเลขที่ ๒๐ ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ของนางซิวโป๊ทั้ง ๙ แปลง โดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์นั้นไม่ชอบ เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่เคยยินยอมแบ่งหักที่ดินทั้ง ๙ แปลง เป็นทางสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนางซิวโป๊ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางซิวโป๊ได้รับความเสียหายเป็นเนื้อที่ทั้งหมดจำนวน ๑๖๒ ตารางวา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินส่วนที่พิพาทมิได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือนางซิวโป๊ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒ ถึง เลขที่ ๒๐ ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือให้ชดใช้ค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานานแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินของนางซิวโป๊แล้วพบว่ามีการก่อสร้างเป็นถนนสาธารณะรุกล้ำที่ดินบางส่วนโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒ ถึง ๒๐ ของนางซิวโป๊ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก อันเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่คัดค้านว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของนางซิวโป๊ ทั้งคำขอหลักของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ มิได้มีคำขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแต่อย่างใด และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางซิวโป๊หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายปริวัตร อำนวยพล ที่ ๑ นางอรัญญา อำนวยพลหรือทองบ้านบ่อ ที่ ๒ นายอมรเทพ อำนวยพล ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลนาจอมเทียน ที่ ๑ กรมการปกครอง ที่ ๒ นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน ที่ ๓ นายอำเภอสัตหีบ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายปริวัตร อำนวยพล ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลนาจอมเทียน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2558
#595414
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครอง ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจพร้อมทั้งปลอมลายมือชื่อภริยาของโจทก์ในหนังสือให้ความยินยอมให้โจทก์ขายที่ดินเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ได้ขายที่ดินและทำการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยที่ ๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ เป็นผู้ดำเนินการให้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนมิใช่ผู้รับมอบอำนาจ การซื้อขายและการจำนองที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือชดใช้เงินตามมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๖/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่ง โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นายสุพรม จุลอักษร โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๑ นางสาวหรือพันจ่าอากาศเอกหญิงจินตนา ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๒ ร้อยเอกหรือนายประจิน หิรัญงาม ที่ ๓ นายวสันต์ จุลอักษร ที่ ๔ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ที่ ๕ กรมที่ดิน ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๕๔/๒๕๕๗ โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแพ่งอนุญาต ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๙๗๗ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน (อำเภอสายไหม) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๑๖ ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้น ระหว่างปี ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินดังกล่าวไปโดยทุจริต และได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๓ ขายที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ยังได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อภริยาของโจทก์ในหนังสือให้ความยินยอมให้โจทก์ขายที่ดินดังกล่าวและปลอมลายมือชื่อโจทก์และภริยาในสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านซึ่งใช้ประกอบกับหนังสือมอบอำนาจและหนังสือให้ความยินยอมดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้นำโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารประกอบไปจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ ๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ เป็นผู้ดำเนินการให้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนมิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ซึ่งถือว่ามิได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เนื่องจากโจทก์มิได้รู้เห็นหรือยินยอมให้ขายที่ดิน การซื้อขายและการจำนองที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายและการจดทะเบียนจำนองที่ดินให้โจทก์กลับมาเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน หากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๖ ไม่อาจโอนชื่อในโฉนดที่ดินมาเป็นชื่อโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินตามมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์มีเจตนาทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรสะใภ้ โดยมีเอกสารประกอบคือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์และภริยาโจทก์ ทำให้จำเลยที่ ๓ เชื่อว่ามีการมอบอำนาจกันจริงและทำการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายโดยเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๓ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้ผลประโยชน์จากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยที่ ๔ ลักโฉนดที่ดินไปใช้ในการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำไปจดทะเบียนนิติกรรมจำนอง จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาขอกู้ยืมเพื่อซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ ๕ ให้กู้ยืมเงินโดยเป็นไปตามวิธีปฏิบัติและประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดนัดชำระหนี้กู้ยืมจึงฟ้องเป็นคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ กระทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด คดีโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมและจำเลยที่ ๕ เป็นบุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนรับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำใดของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ลักเอาโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๙๗๗ ไปจากโจทก์ และปลอมหนังสือมอบอำนาจและหนังสือให้ความยินยอมในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ประกอบกับจำเลยที่ ๕ และจำเลยร่วมจะได้รับความคุ้มครองในฐานะบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ อันเป็นการพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นหลัก ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันเอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณาเขตอำนาจศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น คดีนี้แม้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมีมูลคดีมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๙๗๗ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ฉบับจริงของโจทก์ไปจากโจทก์ และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อภรรยาโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อมามีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับจำเลยที่ ๕ ก็ตาม แต่คดีนี้ก็หาได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยเฉพาะไม่ เนื่องจากประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติให้จำเลยที่ ๖ ซึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิและมีอำนาจหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินรวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและจำนองที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่หากมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ และมาตรา ๗๑๔ ก็จะส่งผลให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินหรือการจำนองที่ดินตกเป็นโมฆะตามนัยมาตรา ๑๕๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับ มาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่ดินในการสอบสวนคู่กรณี และเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น ประกอบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่คู่กรณี ซึ่งหากปรากฏต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่านิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะกรรม ไม่ต้องจดทะเบียนให้ ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้ง ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นเจ้าพนักงานที่ดินจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การที่เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอจดทะเบียนขายที่ดินของจำเลยที่ ๓ และคำขอจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วอนุญาตให้จดทะเบียนนิติกรรมขายและจำนอง จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แม้คดีจะมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมที่จะต้องพิจารณาและตรวจสอบถึงความสมบูรณ์ของขั้นตอนในการใช้อำนาจในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมรวมไปถึงการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ ด้วย เนื่องจากเป็นขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติไว้ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งจดทะเบียนโอนขายและจดทะเบียนจำนองที่ดิน เพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจดทะเบียนโอนขายและจดทะเบียนจำนองที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๔๙๗๗ ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน (อำเภอสายไหม) กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและปลอมลายมือชื่อภริยาของโจทก์ในหนังสือให้ความยินยอมให้โจทก์ขายที่ดินเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ได้ขายที่ดินและทำการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงพิพาทให้กับจำเลยที่ ๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ เป็นผู้ดำเนินการให้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนมิใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ การซื้อขายและการจำนองที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายและการจดทะเบียนจำนองที่ดินให้โจทก์กลับมาเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน หากไม่อาจโอนชื่อในโฉนดที่ดินมาเป็นชื่อโจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินตามมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์มีเจตนาทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรสะใภ้ทำให้จำเลยที่ ๓ เชื่อว่ามีการมอบอำนาจกันจริงและทำการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๕ ให้การว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ๕ เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดนัดชำระหนี้กู้ยืมได้ฟ้องคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๖ ให้การว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ กระทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมและจำเลยที่ ๕ เป็นบุคคลภายนอกที่สุจริตและเสียค่าตอบแทนทำการจดทะเบียนรับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุพรม จุลอักษร โจทก์ นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๑ นางสาวหรือพันจ่าอากาศเอกหญิงจินตนา ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๒ ร้อยเอกหรือนายประจิน หิรัญงาม ที่ ๓ นายวสันต์ จุลอักษร ที่ ๔ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ที่ ๕ กรมที่ดิน ที่ ๖ จำเลย บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพรม จุลอักษร
จำเลย — นางสาวสุภาพร ชุ่มดวงใจจิต ที่ ๑ กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ