ในคดีก่อนโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะหย่ากันและในสัญญาข้อ 2 ตกลงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม โดยจำเลยที่ 4 จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ภายใน 15 วันและข้อ 1 ในสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนโจทก์ทุกประการ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แม้ปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนหย่ากันอันมีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรสซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่าเป็นสินสมรสก็ตาม แต่ข้อตกลงในเรื่องสินสมรสอื่นได้แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสและมีข้อพิพาทกันได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจน เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายรวมทั้งยกให้บุคคลภายนอกเพื่อระงับข้อพิพาทไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก สัญญาดังกล่าวแม้เป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่มีคำพิพากษารับรองและบังคับตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้วไม่อาจบอกล้างได้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่1 มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่รับเงินผู้เสียหายไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ จำเลยรับเงินจากผู้เสียหายหลายครั้ง แล้วเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายรวม 260,597.80 บาท ไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต แม้ระยะเวลาที่จำเลยยักยอกเงินในแต่ละครั้งจะไม่ห่างกันมาก แต่การที่จำเลยยักยอกเงินผู้เสียหายในแต่ละครั้งก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
หนังสือรับสภาพหนี้มีเนื้อความว่าจำเลยเป็นหนี้เนื่องจากยักยอกเงินของผู้เสียหายไป โดยจำเลยตกลงจะผ่อนชำระคืนให้เป็นงวดๆ ซึ่งมีผลผูกพันกันในทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่ง เมื่อไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับ
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในการกระทำความผิดสำเร็จแต่ละครั้ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานยักยอกในแต่ละครั้งตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว แม้พฤติการณ์และรูปแบบในการกระทำความผิดจะเป็นอย่างเดียวกัน และระยะเวลาในการกระทำผิดไม่ห่างกันมากก็ตาม แต่การที่จำเลยยักยอกเงินของผู้เสียหายในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อย่อมเป็นความผิดสำเร็จแต่ละครั้งแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แต่ละข้อแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
หนังสือรับสภาพหนี้มีใจความว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายเนื่องจากได้กระทำทุจริตยักยอกเงินค่าไม้และวัสดุก่อสร้างของผู้เสียหายไป เป็นเงิน 260,597.80 บาท จำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเงิน 80,289.90 บาท หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้ผู้เสียหายเรียกเงินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 และยินยอมให้แจ้งความดำเนินคดีฐานทุจริตยักยอกเงินของผู้เสียหาย ดังนี้ ข้อตกลงตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหายในเงินที่จำเลยยักยอกไปและจะชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหายโดยวิธีการผ่อนชำระเท่านั้น ซึ่งมีผลผูกพันกันทางแพ่งและเป็นสิทธิทางแพ่งที่ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้อีกทางหนึ่งเท่านั้น หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป
ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท และศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 100 บาท นั้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุ ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวมาโดยสรุปได้ความในทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพิรุธน่าสงสัย ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ข้อฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดทำสัญญาซื้อขายที่ดินบางส่วนกับกรมทางหลวงชนบท จำเลยที่ ๒ เพื่อขยายถนนทางหลวงชนบท เมื่อโจทก์ทำการรังวัด กรมทางหลวงชนบท จำเลยที่ ๒ และกรมชลประทาน จำเลยที่ ๔ คัดค้านการรังวัดว่า โจทก์นำชี้แนวเขตที่ดิน ล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ โจทก์ไม่เคยอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ใด ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสี่คืนที่ดินและร่วมกันใช้ค่าที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกัน เห็นว่า แม้ข้อพิพาทนี้จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ แต่การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ในฐานะผู้ครอบครองดูแลทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์มาระวังแนวเขตได้คัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่าที่ดินที่โจทก์นำชี้เป็นส่วนหนึ่งของทางสาธารณะ จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิระหว่างผู้ขอรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียง การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่แยกออกได้จากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ อันเป็นสัญญาทางปกครองทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสี่ยังไม่ปรากฏว่า มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนฯ เกิดขึ้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อกรณียังไม่เป็นการแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือที่สาธารณะ จึงยังไม่มีกรณีที่รัฐต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์อันเนื่องมาจากการเวนคืน ประกอบกับโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ มิได้มีคำขอให้เวนคืนที่ดินพิพาท จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันเมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน จำเลยที่ ๖ โดยอ้างว่าเป็นการจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มูลเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า เกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนร่วมกันลักโฉนดที่ดินพิพาท ปลอมหนังสือมอบอำนาจ หนังสือให้ความยินยอมของสามีโจทก์ และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน และจำเลยที่ ๑ ได้นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนอันเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคดีอาญาสืบเนื่องจากการกระทำดังกล่าวนี้ต่อศาลอาญาแล้ว และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งศาลจำต้องนำมาวินิจฉัยในคดีนี้โดยศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันลักโฉนดที่ดิน และร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจและลายมือชื่อสามีโจทก์ลงในหนังสือยินยอมการจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ แต่หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของโจทก์บางส่วน อ้างว่าเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้จำเลยทั้งสองออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิและยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้ โดยอ้างว่านายอำเภอผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้แล้ว ทั้งที่ล่วงเลยระยะเวลาประกาศแจกโฉนดที่ดินตามที่ระเบียบกำหนด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้โดยเร็ว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ปกครองท้องที่ลงนามรับรองในเรื่องการออกโฉนดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ มิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้กระทำการไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าเมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าตามที่กล่าวอ้างหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๑ และเอกชนเป็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ย้ายรูปแปลงที่ดินของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๗๕๗ ของจำเลยที่ ๒ เข้ามาอยู่ในรูปแผนที่โฉนดที่ดินของโจทก์และออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ให้จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของโจทก์ ทำให้ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินและรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินมีขนาดเล็กลงรวมทั้งยังรุกล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของโจทก์จำนวน ๓๗ ตารางวา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินตามเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนด ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ ๒ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทและที่ดินข้างเคียง อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่โจทก์มีคำขอห้ามจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ หรือบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๕๘๔ ส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชำระราคาและค่าติดตั้งตามสัญญาซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง เห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป การกำหนดแบบและรายละเอียดของสัญญาก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนผู้ขายยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อ ขอให้ชำระเงินค่าสินค้าและคืนหลักประกันตามสัญญาซื้อขายชุดเครื่องเล่นเด็กเพื่อสันทนาการ เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเป็นเพียงกำหนดให้โจทก์ส่งมอบและติดตั้งสินค้าให้ถูกต้อง ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะอันจะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารและประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่เกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย โดยประกาศเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ค.๒๕๕๗ แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดโดยนำข้อความและภาพล้อเลียนอันเป็นเท็จและเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยกระทำความผิดตั้งแต่ก่อนใช้ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาจนกระทั่งภายหลังจากมีการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและเป็นการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้น จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการต่อศาลทหารกรุงเทพว่ากระทำความผิดอาญาสองกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ ก. จำเลยบังอาจถีบรถยนต์ของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ประตูหลังข้างขวาเป็นรอยบุบได้รับความเสียหาย และข้อ ข. ภายหลังเกิดเหตุข้อ ก. จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายด้วยการชกและเตะแล้วใช้ไม้เป็นอาวุธตีจนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เห็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ ข. ฐานทำร้ายร่างกายทั้งสองศาลเห็นตรงกันว่าทหารกับพลเรือนกระทำผิดด้วยกันอยู่ในอำนาจของ
ศาลยุติธรรม จึงเป็นอันยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะความผิดตามฟ้องข้อ ก. ฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นทหารกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกันก็ตาม แต่เมื่อปรากฏจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่าผู้เสียหายก็ถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตว่าทำร้ายร่างกายจำเลยคดีนี้เช่นกันและศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้เสียหายไปแล้ว คดีทั้งสองต่างเกิดเหตุในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน ผู้เสียหายและจำเลยต่างทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและต่างก็เป็นผู้เสียหายคดีทั้งสองจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน พฤติการณ์ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานทำร้ายร่างกายจึงเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันและเป็นคดีที่มีบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลทหารต่างกระทำผิดด้วยกัน ความผิดทั้งสองฐานในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา ๑๔ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
การไต่สวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เป็นการสอบสวนอย่างหนึ่งเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษด้วยวิธีการพิเศษที่บัญญัติให้ศาลต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในชั้นสอบสวน เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้แม้ตามคำร้องจะระบุว่าผู้ตายเป็นทหารกองประจำการและตายในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานทหารก็ตาม แต่กรณียังเป็นการไม่อาจทราบแน่ชัดว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเป็นอย่างไร ถ้าตายโดยคนทำร้ายแล้วใครเป็นผู้กระทำร้ายและผู้ที่ทำร้ายเป็นทหารซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ตามที่ปรากฏในคำร้องจริงหรือไม่ หากศาลไต่สวนแล้วปรากฏว่า การตายของผู้ตายมิได้เกิดจากการถูกเจ้าพนักงานที่เป็นทหารทำร้ายหรือเกิดจากการที่ทหารกับพลเรือนกระทำความผิดด้วยกันหรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน หรือเป็นคดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน คดีก็จะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ กรณีจึงยังเป็นการไม่แน่ชัดว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลใดกันแน่ ดังนั้นการไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยร่วมกับจำเลยที่ ๒ นำรังวัดและชี้แนวเขตที่สาธารณประโยชน์ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โจทก์คัดค้านแต่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้โจทก์ไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันและฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) และได้นำไปขอออกโฉนด แต่เจ้าพนักงานออกโฉนดที่ดินให้บางส่วน ส่วนที่ดินบริเวณทิศใต้อีกประมาณ ๑๐ ไร่ มีน้ำท่วมขัง ไม่อาจทำการเดินสำรวจรังวัดได้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยนำชี้รังวัดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ส่วนที่เหลือ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่าได้ที่ดินพิพาทโดยการรับมรดกและขอออกโฉนดที่ดินโดยปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบกฎหมายครบถ้วน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าไม่ได้กระทำละเมิดการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำเลยที่ ๕ ได้ทำการรังวัดที่ดินติดด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โนนหนองนกเน่า โดยมีจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันนำชี้และย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์ แล้วชี้เอาที่ดินของโจทก์บางส่วน รวมเข้าเป็นที่สาธารณประโยชน์โนนหนองนกเน่า ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการรังวัดที่ดินในส่วนที่เป็นที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าย้ายหลักเขตที่ดินของโจทก์กลับคืนยังจุดเดิม และคืนที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องคดี ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดและผู้ถูกฟ้องคดีได้ออก น.ส.ล. เลขที่ ๑๔๖๕๖ "แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบ" ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. กับให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออก น.ส.ล. เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงป่าช้าบ้านม่วงสามสิบเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตการรังวัดโฉนดที่ดินของผู้มีชื่อทั้ง ๙ แปลง โดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์นั้นไม่ชอบ เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่เคยยินยอมแบ่งหักที่ดินทั้ง ๙ แปลง เป็นทางสาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก่อสร้างทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาททำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินส่วนที่พิพาทมิได้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือให้ชดใช้ค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ยืนคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทแล้วพบว่ามีการก่อสร้างเป็นถนนสาธารณะรุกล้ำที่ดินบางส่วนโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ คัดค้านแนวเขตที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก อันเนื่องมาจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่คัดค้านว่าเป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้มีชื่อ ทั้งคำขอหลักของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ มิได้มีคำขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองแต่อย่างใด และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครอง ว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจพร้อมทั้งปลอมลายมือชื่อภริยาของโจทก์ในหนังสือให้ความยินยอมให้โจทก์ขายที่ดินเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์ได้ขายที่ดินและทำการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยที่ ๕ โดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๖ เป็นผู้ดำเนินการให้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนมิใช่ผู้รับมอบอำนาจ การซื้อขายและการจำนองที่ดินจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหรือชดใช้เงินตามมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้ร่วมกันลักโฉนดที่ดินและร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจหรือไม่เป็นสำคัญ หากได้ความว่าการมอบอำนาจชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโอนไปเป็นของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หากการมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมพิพาทก็ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายอันมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นจากประเด็นพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม