คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2558
#582395
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า บันทึกข้อตกลงและสัญญาร่วมลงทุนไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 กลับอุทธรณ์และฎีกาว่าบันทึกและสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะโดยอ้างเหตุผลขึ้นใหม่นอกเหนือจากคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ข้อตกลงตามสัญญาระบุให้จำเลยที่ 2 และหรือจำเลยที่ 3 และหรือจำเลยที่ 4 และหรือจำเลยที่ 5 รับผิดซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจากโจทก์ตามสัดส่วนการถือหุ้น จึงเป็นกรณีที่เป็นหนี้ที่มีลูกหนี้หลายคนอันจะแบ่งกันชำระได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 290 การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงขัดต่อมาตรา 290 และข้อสัญญาดังกล่าว การวินิจฉัยขัดต่อข้อกฎหมายและข้อสัญญาเช่นนี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 5 ไม่ฎีกา ก็สมควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,695,123.29 บาท พร้อมผลตอบแทนในอัตราร้อยละ12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 รับโอนหุ้นที่โจทก์ถือจำนวน 400,000 หุ้น คืน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 และที่ 8 ขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 6 ได้ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 6 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,500,000 บาท พร้อมผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระเงินข้างต้นแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับโอนหุ้นที่โจทก์ถือจำนวน 400,000 หุ้นคืน กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 7 ถึงที่ 11 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 7 ถึงที่11 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนโจทก์ 10,000 บาท และค่าทนายความให้ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้แทนโจทก์อีก 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดตามสัญญาร่วมลงทุนต่อโจทก์หรือไม่ อย่างไร และเพียงใด โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า บันทึกข้อตกลงร่วมลงทุน และสัญญาร่วมลงทุนเป็นโมฆะ เพราะข้อตกลงร่วมลงทุน ข้อ 7 และสัญญาร่วมลงทุน ข้อ 2.2 มีผลให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดต้องใช้ทุนของจำเลยที่ 1 รับซื้อหุ้นของตนเองคืนจากโจทก์ผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เอง ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 และมาตรา 1269 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 อ้างในคำให้การแต่เพียงว่า บันทึกข้อตกลงร่วมลงทุนและสัญญาร่วมลงทุนขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ โดยอ้างเหตุผลว่าข้อความตามสัญญาร่วมทุน ข้อ 3.4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดรับโอนหุ้นของตนเองคืนหากผิดสัญญา ซึ่งประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อสัญญาดังกล่าวระบุให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดโดยต้องซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจากโจทก์ มิได้ระบุให้จำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นคืนจากโจทก์แต่อย่างใด ต่อมาจำเลยที่ 2 กลับกล่าวอ้างในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2 ขึ้นใหม่ว่า บันทึกข้อตกลงร่วมลงทุน ข้อ 7 ประกอบสัญญาร่วมลงทุน ข้อ 2.2 ขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดร่วมกันในหนี้เงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องซื้อคืนจากโจทก์ตามสัญญาร่วมลงทุน ข้อ 3.4 หรือไม่ ข้อ 3.4 มีความว่า "หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ได้ ผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 5 และหรือจำเลยที่ 2 และหรือจำเลยที่ 3 และหรือจำเลยที่ 4 จะต้องซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจากโจทก์ตามสัดส่วนการถือหุ้นในราคา..." และข้อ 4.1 ได้กล่าวถึงสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยแต่ละคนก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ไว้ ส่วนข้อ 4 (2) กล่าวถึงสัดส่วนการถือหุ้นของจำเลยแต่ละคนหลังจากที่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็จะมีความรับผิดเบื้องต้นต่อโจทก์ในอันที่จะต้องรับซื้อหุ้น 400,000 หุ้น ที่โจทก์ซื้อไว้เมื่อจำเลยที่ 1 เพิ่มทุนคืนจากโจทก์ และเป็นการรับซื้อคืนตามสัดส่วนการถือครองหุ้นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคน โดยใช้สัดส่วนหลังจากที่โจทก์เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 แล้ว และโดยที่บทบัญญัติลักษณะบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติว่า "อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าๆ กันโดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ" ดังนี้ ทุนของจำเลยที่ 1 ที่แบ่ง เป็นหุ้นแล้วจึงเป็นทรัพย์ที่แบ่งได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดด้วยการรับซื้อหุ้นที่โจทก์ถืออยู่คืนจากโจทก์ จึงเป็นหนี้ที่มีลูกหนี้หลายคนอันจะแบ่งกันชำระได้ ซึ่งหากมิได้ตกลงเป็นอย่างอื่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคนมาตรา 290 บัญญัติว่า "ถ้าการชำระหนี้เป็นการอันจะแบ่งกันชำระได้ และมีบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ก็ดี มีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้ก็ดี เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านว่าลูกหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และเจ้าหนี้แต่ละคนก็ชอบที่จะได้รับแต่เพียงเป็นส่วนเท่าๆ กัน" กฎหมายมาตรานี้มิได้บัญญัติให้เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 291 เพียงแต่ให้ลูกหนี้หลายคนในกรณีเช่นนี้รับผิดต่อเจ้าหนี้เป็นส่วนเท่าๆ กัน อย่างไรก็ตามการที่สัญญาร่วมลงทุน ข้อ 3.4 ใช้ถ้อยคำว่า "ตามสัดส่วนการถือหุ้น"จึงมีความหมายว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันให้แตกต่างไปจากมาตรา 290 กล่าวคือตกลงให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ตามสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน ซึ่งย่อมสามารถทำได้ตามมาตรา 151 เพราะมาตรา 290 ไม่ใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาข้อ 3.4 ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในหนี้เงินค่าหุ้นที่ต้องรับซื้อคืนจากโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จึงขัดต่อมาตรา 290 และสัญญาข้อ 3.4 ดังกล่าว ปัญหาเรื่องการที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยขัดต่อข้อกฎหมายและข้อสัญญาเช่นว่านี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 5 ไม่ได้ฎีกา ก็สมควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์คนละ 540,000 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์ 270,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 5 ชำระเงินแก่โจทก์ 3,150,000 บาท พร้อมผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,000 บาท 480,000 บาท 240,000 บาท และ 2,800,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดตามลำดับนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อโจทก์ได้รับเงินครบตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 5 ต้องรับผิดแล้ว ให้โจทก์โอนหุ้นให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามสัดส่วนที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง
โจทก์ — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทไทยแฟชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิสารินี เหมพิจิตร สนิทไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2558
#584766
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่จำเลยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และโจทก์มิได้ฎีกาทำให้คดีถึงที่สุด แต่ภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการขอใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 (1) ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบ ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวเปิดช่องให้สามารถทำได้ไม่ต้องห้าม เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบตามที่โจทก์ยื่นคำร้อง ย่อมมีผลทำให้โจทก์ไม่จำต้องฟ้องเรียกดินที่ถมเป็นคดีนี้ แม้ต่อมาศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ว่าการยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิตามช่องทางที่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหาใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เมื่อคดีที่โจทก์ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 30 มีนาคม 2553 การที่โจทก์ฟ้องเรียกดินที่ถมในที่ดินพิพาทคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 จึงยังไม่พ้นอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลโจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 แม้ต่อมาจำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่ตราบใดคดีที่จำเลยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดโจทก์ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะใช้สอยที่ดินพิพาทตามกฎหมาย การที่โจทก์ถมดินในที่ดินพิพาทก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดจึงย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ และกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่โจทก์สมัครใจถมดินในที่ดินพิพาทตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 โดยรู้อยู่ว่าอาจมีการเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทภายหลังได้ ส่วนข้อสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยหาอาจนำมาอ้างให้เสื่อมสิทธิของโจทก์และเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ เพราะเป็นข้อตกลงที่โจทก์มีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หาได้เกี่ยวและมีผลผูกพันจำเลย แต่เมื่อจำเลยได้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งถึงที่สุดแล้วโดยได้ดินที่โจทก์ถมไว้โดยสุจริตในที่ดินพิพาทไปด้วย อันทำให้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้น ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยต้องคืนดินที่ถมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ปรับปรุงถมดินเต็มเนื้อที่ในที่ดินพิพาทเพื่อจะปลูกสร้างบ้านเป็นเวลาล่วงเลยมานานถึง 12 ปี ดินที่โจทก์นำมาถมย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพเกลื่อนกลืนกับที่ดินพิพาทของจำเลยไปตามกาลเวลากลายเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนดินที่ถมหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนก็ตาม ก็ไม่อาจคืนดินที่ถมไปแล้วให้แก่โจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ขอให้ใช้ราคาแทนดินที่ถม ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เสียไปอันทำให้ที่ดินของจำเลยมีราคาสูงขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 417 ที่บัญญัติให้โจทก์เรียกจากจำเลยได้ก็เพียงเท่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 38 ตารางวา และโจทก์ถมดินไป 3,000 คิว ประกอบกับสภาพสถานที่ตั้งของที่ดิน ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีแล้วเห็นควรกำหนดให้จำเลยใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 510,000 บาท

ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุด การที่โจทก์ถมที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้าน และมีการตัดต้นไม้ในที่ดินพิพาทเพื่อถมดิน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ตามกฎหมายในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ หาเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยไม่ และแม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ถึงที่สุดดังกล่าวจะมีผลเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทมาแต่แรก ทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย ล.5 ไม่มีผลบังคับ แต่ก่อนที่ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะถึงที่สุด สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 อยู่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนดินที่โจทก์ได้ถมในที่ดินแก่โจทก์ จำนวน 3,360 คิว ถ้าคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาดิน 571,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 480,000 บาท ให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 480,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนดินจำนวน 3,000 คิว ที่ถมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 16111 ตำบลท่าอิฐ (บางบัวทอง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ตามฟ้องและฟ้องแย้ง) ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีที่จำเลยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และโจทก์มิได้ฎีกาทำให้คดีถึงที่สุดดังที่จำเลยอ้างก็ตาม แต่ภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ได้ความว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (1) ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบ ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวเปิดช่องทางให้สามารถทำได้ ไม่ต้องห้าม เพราะเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนดังกล่าว ย่อมมีผลทำให้โจทก์ไม่จำต้องฟ้องเรียกดินที่ถมคืนเป็นคดีนี้ แม้ต่อมาศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ว่าการยื่นคำร้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิตามช่องทางที่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายหาใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ดังนั้น เมื่อคดีที่โจทก์ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ว่าการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาวันที่ 30 มีนาคม 2553 การที่โจทก์ฟ้องเรียกดินที่ถมในที่ดินพิพาทคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 จึงยังไม่พ้นอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 419 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องรับผิดคืนดินที่โจทก์ได้ถมลงในที่ดินพิพาท ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนหรือไม่ เห็นว่าข้อนี้ โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แม้ต่อมาจำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท แต่ตราบใดที่คดีที่จำเลยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะใช้สอยที่ดินพิพาทตามกฎหมาย การที่โจทก์ถมดินในที่ดินพิพาทก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุด จึงย่อมมีสิทธิที่จะทำได้หาใช่ต้องรอให้คดีถึงที่สุดแล้วค่อยดำเนินการตามที่จำเลยอ้างไม่ และกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่โจทก์สมัครใจถมดินในที่ดินพิพาทตามอำเภอใจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 407 โดยรู้อยู่ว่าอาจมีการเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทภายหลังได้ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ส่วนข้อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่โจทก์ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีตามข้อ 5 นั้น จำเลยหาอาจนำข้อนี้มาอ้างให้เสื่อมสิทธิของโจทก์และเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ไม่ เพราะเป็นข้อตกลงที่โจทก์มีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หาได้เกี่ยวและมีผลผูกพันกับจำเลยดังที่อ้างมาในฎีกาไม่ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อจำเลยได้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยได้ดินที่โจทก์ถมไว้โดยสุจริตในที่ดินพิพาทไปด้วย อันทำให้มูลค่าที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มพูนทรัพย์สินของจำเลย ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น เมื่อจำเลยต้องคืนดินที่ถมในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ที่โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดเป็นต้นมา โจทก์ได้ปรับปรุงถมดินเต็มเนื้อที่ในที่ดินพิพาท เพื่อจะปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยจนถึงบัดนี้เป็นเวลาล่วงเลยมานานถึงประมาณ 12 ปี ดินที่โจทก์นำมาถมย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพเกลื่อนกลืนกับที่ดินพิพาทของจำเลยไปตามกาลเวลาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนดินที่ถม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนก็ตาม ก็ไม่อาจคืนดินที่ถมไปแล้วให้แก่โจทก์ได้ แต่การที่โจทก์ขอให้ราคาแทนดินที่ถมนั้น ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เสียไปอันทำให้ที่ดินของจำเลยมีราคาสูงขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 417 ที่บัญญัติให้โจทก์เรียกจากจำเลยได้ก็เพียงเท่าราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ 38 ตารางวา และดินที่โจทก์ถมไป 3,000 คิว ตามที่ศาลล่างวินิจฉัย ประกอบกับสภาพสถานที่ตั้งของที่ดิน ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีแล้ว เห็นควรกำหนดให้จำเลยใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 510,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า โจทก์ต้องรับผิดตามฟ้องแย้งจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อนี้ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล โดยไม่ปรากฏว่าไม่สุจริตสิทธิของโจทก์ดังกล่าวย่อมได้รับการคุ้มครองมิเสียไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด แต่ศาลชั้นต้นได้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ดังนั้น ตราบใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้คำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการขายทอตดลาดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุด กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ยังคงสมบูรณ์อยู่ การที่โจทก์ได้ถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งหากมีการตัดต้นไม้ในที่ดินพิพาทเพื่อถมดินดังกล่าว ย่อมมีสิทธิที่จะทำได้ตามกฎหมายในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ หาจำต้องรอให้ผลคดีถึงที่สุดก่อนแล้วค่อยกระทำ และหาเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุด สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ต้องยกเลิกไปและกลับสู่ฐานะเดิมนั้น เห็นว่า แม้ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งมีผลเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทมาแต่แรก ทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทไม่มีผลบังคับ แต่ก่อนที่ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะถึงที่สุดดังกล่าว สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 1330 อยู่ โจทก์จึงไม่จำต้องรับผิดตามฟ้องแย้งจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาต้องกันให้ยกฟ้องแย้งจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148 (1)
ป.พ.พ. ม. 139 ม. 406 ม. 407 ม. 417 ม. 419 ม. 1330
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจตรีปัญญา เอ่งฉ้วน
จำเลย — นายชาญพจน์ ด่านศรีบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายไพศาล เจริญวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2558
#581434
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่ได้วินิจฉัยเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ มาตรา 183 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยให้สิ้นกระแสความเสียก่อน แต่กลับรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติและวินิจฉัยคดีไปเลย ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไปเสียทีเดียวก่อนที่จะวินิจฉัยเนื้อหาฎีกาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปโดยไม่ได้วินิจฉัยเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบ มาตรา 183 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยให้สิ้นกระแสความเสียก่อน แต่กลับรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติและวินิจฉัยคดีไปเลย ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไปเสียทีเดียวก่อนที่จะวินิจฉัยเนื้อหาฎีกาของโจทก์

ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องและคำให้การรับกันว่าจำเลยเป็นข้าราชการ ปฏิบัติงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน เมื่อพิจารณาข้ออ้างในคำฟ้อง คำให้การประกอบเอกสารท้ายฟ้อง และเอกสารท้ายคำให้การได้ความว่า มูลคดีสืบเนื่องมาจากบริษัท ฟาม่าแมกซ์ จำกัด ยื่นคำขออนุญาตขายยาแผนปัจจุบันในนามร้านเจเจ ฟาม่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนจึงมอบหมายให้จำเลยออกตรวจสถานที่เพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต วันที่ 5 เมษายน 2554 จำเลยไปที่ร้านดังกล่าวและออกคำสั่งให้เจ้าของร้านขายยานำป้ายที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ออกจากหน้าร้าน โจทก์จึงดำเนินคดีแก่จำเลย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยได้รับมอบหมายให้ออกตรวจสถานที่ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มิใช่กระทำในฐานะส่วนตัว ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามไม่ให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด แต่ให้ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อฟังได้ดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมีชัย พลอาจ
จำเลย — นายจิระ วิภาสวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางพรชญา ภักดีโต
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 565/2558
#580852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบดีว่านาง ล. ตกลงขายที่ดินแก่นาย พ. บุตรเขยจำเลยในราคาเพียง 220,000 บาท แต่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อนาง ล. ในใบเสนอราคาขายที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 594,800 บาท แล้วนำไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ พร้อมกับใบเสนอราคาของเจ้าของที่ดินอีกสองแปลงซึ่งเสนอราคาสูงกว่า และเมื่อคณะกรรมการจัดซื้อเห็นสมควรซื้อที่ดินของนาง ล. ที่เสนอราคาต่ำสุด จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ ก็ได้อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าวในราคาภายหลังการต่อรองแล้ว 594,000 บาท สูงกว่าราคาที่นาง ล. ต้องการขาย 374,000 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยต้องนำไปชำระเป็นค่าภาษี 5,940 บาท คงมีส่วนต่างที่เป็นประโยชน์แก่บุตรเขยของจำเลย 368,060 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บุตรเขยของจำเลย อันถือได้ว่าเป็นการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ ได้รับความเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น จำเลยจึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสุวภาเป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ พยานดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ เมื่อต้นปี 2540 จำเลยให้พยานตรวจสอบว่าองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้มีงบประมาณจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้หรือไม่ พยานตรวจสอบพบว่ามีงบประมาณค่าซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสำนักงาน 605,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2540 พยานจัดทำรายงานคำขออนุมัติจัดซื้อ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโดยวิธีพิเศษ ให้จำเลยลงลายมือชื่อ ตามสำเนาบันทึกข้อความ หลังจากนั้นจำเลยมาขอใบเสนอราคาจากพยานไม่น้อยกว่า 3 ฉบับ ต่อมาจำเลย บุตรเขย และบุตรสาวของจำเลยนำใบเสนอราคา 3 ฉบับ ของนางหลอง นายแก้ว และนายแสวง เสนอขายที่ดินของนางหลอง นายแก้วและนายแสวง ในราคา 594,825 บาท 927,200 บาท และ 621,500 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินของบุคคลทั้งสาม มามอบให้พยาน ตามใบเสนอราคาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเห็นสมควรจัดซื้อที่ดินของนางหลอง ซึ่งเสนอราคาต่ำสุด พยานจัดทำบันทึกของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเสนอให้จำเลยลงลายมือชื่ออนุมัติจัดซื้อ ตามสำเนาบันทึกข้อความ และจัดทำสัญญาซื้อขายระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้กับนางหลอง ตามสำเนาสัญญาซื้อขาย จำเลยนำสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปให้นางหลองลงลายมือชื่อตอนเย็นของวันที่ระบุในสัญญา แล้วนำสัญญาซื้อขายดังกล่าวกลับมาคืนพยานวันรุ่งขึ้น พยานเห็นว่าจำเลยและนางหลองลงลายมือชื่อแล้ว จึงนำไปให้นายสมภัชน์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ และนายอนิรุธ หัวหน้าส่วนโยธา ลงลายมือชื่อ ต่อมาจำเลยดำเนินการให้นางหลองจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ แล้วจำเลยนำเอกสารมามอบให้พยานเพื่อจัดทำใบตรวจรับพัสดุเสนอคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโดยวิธีพิเศษเพื่อพิจารณาตรวจรับ หลังจากนั้นพยานทำฎีกาขอเบิกจ่ายเงินแก่นางหลอง 594,000 บาท ให้จำเลยลงลายมือชื่ออนุมัติ ตามสำเนาฎีกาเบิกเงินและสำเนาบันทึกอนุมัติเบิกจ่าย แล้วพยานไปเบิกเงินถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากุมภวาปี มีจำเลย นายอ้วย และนายสมภัชน์ไปด้วย เพราะเป็นการเบิกถอนเงินสด พยานมอบเงินค่าที่ดินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยนำไปมอบให้นางหลอง โดยจำเลยนำฎีกาเบิกจ่ายเงินและใบสำคัญการรับเงิน ไปให้นางหลองลงลายมือชื่อ รุ่งขึ้นจำเลยนำเอกสารดังกล่าวมาคืนพยาน หลังจากนั้นจำเลยพาพยานไปบ้านของนางหลอง เพื่อนำทะเบียนจ่ายเงิน ไปให้นางหลองลงลายมือชื่อ เห็นว่า แม้นางสุวภาถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่นางสุวภาว่ากระทำความผิดทางอาญาเพราะเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย แต่ขณะมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ การสอบสวนความผิดทางวินัยของนางสุวภาเสร็จสิ้นแล้ว โดยนางสุวภาถูกลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 5 เป็นเวลา 1 เดือนและอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องนางสุวภาแล้วคำเบิกความของนางสุวภาจึงมิใช่คำซัดทอดจำเลยเพื่อให้ตนเองพ้นผิด อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่จำเลยฎีกา และแม้คำเบิกความของนางสุวภาที่ว่า จำเลยนำใบเสนอราคา 3 ฉบับ ของนางหลอง นายแก้ว และนายแสวง พร้อมด้วยหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินมามอบให้นางสุวภา แตกต่างจากที่นางสุวภาเคยให้การต่อว่าที่ร้อยตรีวุฒิชัย กรรมการตรวจสอบสืบสวน ตามคำสั่งของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 ตามบันทึกถ้อยคำ ดังที่จำเลยฎีกา และน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ปรากฏในบันทึกถ้อยคำ มากกว่าเพราะตรงกับที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องและตรงกับที่นางสุวภาให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ แต่ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเรื่องในรายละเอียด ไม่เป็นข้อพิรุธถึงกับทำให้คำเบิกความของนางสุวภาในส่วนอื่นรับฟังไม่ได้ นอกจากนี้โจทก์มีบันทึกถ้อยคำของนางหลอง ที่ให้ไว้ต่อว่าที่ร้อยตรีวุฒิชัยว่า นางหลองขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายเจ๊กซึ่งหมายถึงนายพัสกร บุตรเขยจำเลย กับนางนราลักษณ์ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกับนางบุญญาภรณ์ บุตรสาวจำเลย ในราคา 220,000 บาท และนายสาย บุตรชายนางหลองพานางหลองไปลงลายมือชื่อในเอกสารการซื้อขายที่ดินที่บ้านของจำเลย ต่อมาเมื่อถึงเวลารับเงิน นายสายพานางหลองไปรับเงินจากนายพัสกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากุมภวาปี และมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนนางหลองที่ให้ไว้ต่อพันตำรวจโทคุณาวุฒิ พนักงานสอบสวน ความว่า นางหลองไม่เคยเสนอขายที่ดินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ที่สำนักงานที่ดินอำเภอกุมภวาปี ลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของนางหลองในใบฎีกาเบิกเงินงบประมาณและใบสำคัญการรับเงิน 594,000 บาท ลงวันที่ 3 เมษายน 2540 รวมทั้งในคำร้องขอให้ไปตรวจรับพัสดุ สัญญาซื้อขายที่ดิน และใบเสนอราคาที่ดินในสำนวนคดีนี้ ไม่ใช่ลายมือชื่อของนางหลอง นางหลองไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าว ผู้ที่มาขอซื้อที่ดินจากนางหลองคือนายพัสกรและนางบุญญาภรณ์ นางหลองไม่เคยเห็นหน้าจำเลย นายสายบุตรชายนางหลองรับเงินค่าที่ดินจำนวน 220,000 บาท จากนายพัสกร แล้วนำเงินไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร เมื่อได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) คืนมา นายสายมอบให้นายพัสกรและนางบุญญาภรณ์ แม้โจทก์ไม่อาจนำนางหลองมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาเพราะเหตุว่านางหลองถึงแก่ความตายก่อนมาเบิกความ มีผลให้บันทึกถ้อยคำของนางหลอง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางหลอง เป็นเพียงพยานบอกเล่าก็ตาม แต่โจทก์มีว่าที่ร้อยตรีวุฒิชัยและพันตำรวจโทคุณาวุฒิมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่านางหลองให้การตามบันทึกถ้อยคำและบันทึกคำให้การดังกล่าวจริง อีกทั้งโจทก์มีพันตำรวจเอกพิษณุ เจ้าพนักงานตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นพยานเบิกความประกอบหนังสือส่งเอกสารตรวจพิสูจน์ และรายงานการตรวจพิสูจน์ ว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกุมภวาปีส่งเอกสารฎีกาเบิกเงินตามงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ และเอกสารประกอบจำนวน 11 แผ่น ของกลาง กับตัวอย่างลายมือชื่อของนางหลองที่เขียนไว้ในเอกสารต่างๆ และที่เขียนต่อหน้าพนักงานสอบสวน มาให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบว่าลายมือชื่อตรงบริเวณที่ทำเครื่องหมายดอกจันสีแดงในเอกสารของกลาง กับลายมือชื่อของนางหลองในเอกสารตัวอย่างลายมือชื่อ เป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกันหรือไม่ พยานตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เอกสารของกลางที่เขียนหมายเลข 9 กำกับไว้ ซึ่งตรงกับใบเสนอราคาของนางหลอง ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ส่วนเอกสารอื่นน่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ตรงกับคำเบิกความของนางพัชรี บุตรสาวนางหลอง ที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ลายมือชื่อในช่องผู้เสนอราคาในใบเสนอราคา ไม่ใช่ลายมือชื่อของนางหลอง ส่วนลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สัญญาซื้อขายที่ดิน ใบฎีกาเบิกจ่ายเงิน ใบสำคัญการรับเงิน และใบคำร้องให้ไปตรวจรับพัสดุ เป็นลายมือชื่อของนางหลองจริง นางพัชรียังเบิกความสอดคล้องกับนายสาย บุตรชายนางหลอง ที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์เช่นกันว่า นางหลองขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายพัสกรในราคา 220,000 บาท พยานทั้งสองพานางหลองไปรับเงินจากนายพัสกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากุมภวาปี ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนางบุญญาภรณ์ บุตรสาวจำเลย ที่ว่า พยานอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่นายพัสกรจ่ายเงินให้นางหลองที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย แม้นางบุญญาภรณ์เบิกความบ่ายเบี่ยงว่าในช่วงเวลานั้นพยานกับนายพัสกรยังไม่ได้คบหากัน พยานพานายพัสกรไปที่ธนาคารดังกล่าวเพราะนายสำราญ หัวหน้างานของพยาน ให้พยานพานายพัสกร ซึ่งเป็นญาติของนายสำราญไปที่ธนาคารดังกล่าว แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าเหตุใดนายพัสกรที่มีอาชีพค้าขายอสังหาริมทรัพย์จึงเดินทางไปที่ธนาคารดังกล่าวเองไม่ได้ ต้องให้นางบุญญาภรณ์พาไป ดังนี้ กรณีถือได้ว่าบันทึกถ้อยคำและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางหลอง มีพยานประกอบอื่นสนับสนุนให้รับฟังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางหลองมิได้ลงลายมือชื่อในใบเสนอราคาขายที่ดินของตนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ ตามใบเสนอราคา แต่มีผู้ปลอมลายมือชื่อนางหลองในใบเสนอราคาดังกล่าว แล้วนำไปมอบให้องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ และนางหลองไม่ได้ตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ในราคา 594,000 บาท แต่นางหลองตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายพัสกร บุตรเขยของจำเลย ในราคาเพียง 220,000 บาท โดยได้รับเงินค่าที่ดินจำนวน 220,000 บาท ดังกล่าว จากนายพัสกรแล้ว เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวประกอบกับคำเบิกความของนางสุวภาดังกล่าวข้างต้น การที่จำเลยไปขอใบเสนอราคาจากนางสุวภา แล้วต่อมาบุตรเขยและบุตรสาวจำเลยนำใบเสนอราคา 3 ฉบับ ของนางหลอง นายแก้ว และนายแสวง ไปมอบให้นางสุวภา ทั้งที่ไม่ใช่ใบเสนอราคาขายที่ดินของบุตรเขยและบุตรสาวของจำเลยก็ดี การที่จำเลยนำสัญญาซื้อขายที่ดินของนางหลองไปให้นางหลองลงลายมือชื่อ แล้วนำกลับมาคืนนางสุวภาวันรุ่งขึ้น ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยก็ดี การที่จำเลยนำเงินค่าที่ดินไปมอบให้นางหลองพร้อมกับนำฎีกาเบิกจ่ายเงินและใบสำคัญการรับเงิน ไปให้นางหลองลงลายมือชื่อ รุ่งขึ้นจำเลยนำเอกสารดังกล่าวมาคืนนางสุวภา และหลังจากนั้นจำเลยพานางสุวภาไปบ้านของนางหลอง เพื่อนำทะเบียนจ่ายเงินไปให้นางหลองลงลายมือชื่อ ทั้งที่ควรให้นางหลองไปรับเงิน และลงลายมือชื่อในฎีกาเบิกจ่ายเงิน ใบสำคัญการรับเงินกับในทะเบียนจ่ายเงินด้วยตนเองที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้เพื่อให้เสร็จไปในคราวเดียวกันก็ดี ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยทราบดีว่านางหลองตกลงขายที่ดินแก่นายพัสกรในราคาเพียง 220,000 บาท แต่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อนางหลองในใบเสนอราคาขายที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 594,800 บาท แล้วนำไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ พร้อมกับใบเสนอราคาของเจ้าของที่ดินอีกสองแปลงซึ่งเสนอราคาสูงกว่า และเมื่อคณะกรรมการจัดซื้อเห็นสมควรซื้อที่ดินของนางหลองที่เสนอราคาต่ำสุด จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ก็ได้อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าวในราคาภายหลังการต่อรองแล้ว 594,000 บาท สูงกว่าราคาที่นางหลองต้องการขาย 374,000 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยต้องนำไปชำระเป็นค่าภาษี 5,940 บาท คงมีส่วนต่างที่เป็นประโยชน์แก่บุตรเขยของจำเลย 368,060 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บุตรเขยของจำเลยอันถือได้ว่าเป็นการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ เป็นเหตุให้องค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ได้รับความเสียหายต้องซื้อที่ดินในราคาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น จำเลยจึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องด้วยว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ รวมทั้งการสั่งอนุญาต อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และบรรยายพฤติการณ์แห่งคดีว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอนุมัติจัดซื้อที่ดินของนางหลอง ในราคา 594,000 บาท อันเป็นการทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใต้ เพราะต้องเสียเงินค่าซื้อที่ดินดังกล่าวแพงกว่าที่นางหลองขาย จำเลยนำเงินชำระค่าที่ดินแก่นางหลอง 220,000 บาท จากนั้นจำเลยนำเงินส่วนที่เกินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ดังนี้ ถือได้ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นเพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลยเพราะเหตุดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายเติม ภูจิตรหรือภูมิจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2558
#627281
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องนำใบหุ้น มาวางประกันการทุเลาการบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์ว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่นำมาวางประกันทันที เป็นการทำสัญญาประกันต่อศาลว่าถ้าจำเลยแพ้คดีผู้ร้องจะชำระหนี้แทน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้มีจำนวนสูงกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลย่อมออกคำบังคับแก่ผู้ร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องผู้ร้องใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 จึงไม่ใช่กรณีผู้ร้องทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โจทก์ ตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 11 เรื่องค้ำประกัน ดังนั้น จึงไม่อาจนำมาตรา 688 ถึง 690 มาใช้บังคับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ออกคำบังคับแก่ผู้ร้องได้ หาต้องดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยก่อนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนหุ้นบริษัทแชลเลนจ์พรอพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวนร้อยละ 16 ของทุนจดทะเบียน 200,000,000 บาท ให้โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ชำระเป็นเงิน โดยคิดราคาหุ้นมูลค่าหุ้นละ 10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 89,600,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับว่า ถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ย จนถึงวันฟังคำสั่งนี้และต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้นายกู้เกียรติ นำใบหุ้นสามัญเลขที่ CPC - 004 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 003 บริษัทแชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่าหุ้นละ 10 บาท จำนวน 3,200,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 223 200 001 ถึง 226 400 000 โดยผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้น มาวางเป็นหลักประกัน ฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ไว้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์โดยให้แจ้งไปยังบริษัทแชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด และให้ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนหุ้นบริษัทแชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวนร้อยละ 16 ของเงินทุนจดทะเบียน 2,400,000,000 บาท ในมูลค่าหุ้นละ 10 บาท ที่ได้ชำระราคาเต็มแล้วเป็นจำนวน 38,400,000 หุ้น โดยปลอดภาระใด ๆ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่โอนหุ้นดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าหุ้นแทนในมูลค่าหุ้นละ 10 บาท ในจำนวน 38,400,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 384,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกกหมายบังคับคดีแก่จำเลย และออกคำบังคับแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกคำบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับของศาลชั้นต้นที่บังคับผู้ร้องให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยก่อน หากบังคับคดีกับจำเลยไม่ได้โจทก์จึงจะบังคับคดีเอากับผู้ร้อง เห็นว่า กรณีที่ผู้ร้องนำใบหุ้นจำนวน 3,200,000 หุ้น มาวางประกันการทุเลาการบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์ว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่นำมาวางประกันทันที เป็นการทำสัญญาประกันต่อศาลว่าถ้าจำเลยแพ้คดีผู้ร้องจะชำระหนี้แทน เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้มีจำนวนสูงกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลย่อมออกคำบังคับแก่ผู้ร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องผู้ร้องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 จึงไม่ใช่กรณีผู้ร้องทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 11 เรื่องค้ำประกัน ดังนั้น จึงไม่อาจนำมาตรา 688 ถึง 690 มาใช้บังคับตามที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ออกคำบังคับแก่ผู้ร้องได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2486 มาตรา 22 ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจจัดการเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้และจัดการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ทำให้จำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินต่อไปได้ การที่จะส่งคำบังคับให้จำเลยเพื่อการชำระหนี้ จำเลยก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงต้องไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในการขอรับชำระหนี้ ข้อฎีกาของผู้ร้องจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 688 ม. 690
ป.วิ.พ. ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ
ผู้ร้อง — นางกัญญ์วรา วัยคุณา
จำเลย — นางสาวราศรีหรือราศี บัวเลิศ
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2558
#627280
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลที่ดินแปลงที่ 1 และเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 605,000 บาท แต่เมื่อผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายเจ้าพนักงานบังคับคดีกลับระบุว่าผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลที่ดินแปลงที่ 2 เนื่องจากเกิดจากความผิดพลาดในการจดรายงานการขายทอดตลาดและการทำสัญญาซื้อขาย คำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียหายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา 296 วรรคสาม เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 และผู้ร้องเข้าทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันดังกล่าวตามสำเนาสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 เอกสารท้ายคำร้องคัดค้านขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 แสดงว่าผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วนับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 แปลง โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานว่า แปลงที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12110 พร้อมทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 78/171 มีนางอรัญญา เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 565,000 บาท แปลงที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12111 พร้อมทาวน์เฮาส์สองชั้นเลขที่ 78/172 มีผู้ร้องเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 605,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลที่ดินแปลงที่ 1 และเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 605,000 บาท แต่เมื่อผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายเจ้าพนักงานบังคับคดีกลับระบุว่าผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลที่ดินแปลงที่ 2 เนื่องจากเกิดความผิดพลาดในการจดรายงานการขายทอดตลาดและการทำสัญญาซื้อขาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เห็นว่า ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องได้เข้าร่วมประมูลที่ดินแปลงที่ 1 และเป็นผู้ประมูลได้ในราคา 605,000 บาท แต่เมื่อผู้ร้องทำสัญญาซื้อขายเจ้าพนักงานบังคับคดีกลับระบุว่าผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลที่ดินแปลงที่ 2 เนื่องจากเกิดจากความผิดพลาดในการจดรายงานการขายทอดตลาดและการทำสัญญาซื้อขาย คำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ร้องต้องเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา 296 วรรคสาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 และผู้ร้องเข้าทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันดังกล่าวตามสำเนาสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 เอกสารท้ายคำร้องคัดค้านขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 แสดงว่าผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วนับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท
บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
โจทก์ — เป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นางภคพร โกศัลวัฒน์
จำเลย — นายชวลิต พิริยจิตกรกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2558
#604479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่ารถแบ็คโฮพิพาทเป็นของโจทก์แต่ให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในคู่มือจดทะเบียนแทน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถแบ็คโฮพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ยืมรถแบ็คโฮพิพาทแล้วผิดสัญญา ขอให้โจทก์คืนรถแบ็คโฮพิพาทหรือใช้ราคาแทนแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถแบ็คโฮพิพาทแก่โจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้บังคับคดีตามฟ้องแย้ง แต่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้ง โดยไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องเดิม ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมให้ครบถ้วน จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฎีกาในส่วนฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 ประกอบมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในรถแบ็คโฮพิพาท ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่พิพาทในส่วนฟ้องเดิมที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาไม่สามารถวินิจฉัยแยกออกจากกันได้และไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ประเด็นปัญหาในส่วนฟ้องแย้งจึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามใบคู่มือจดทะเบียนรถแบ็กโฮ หมายเลขทะเบียน ตฉ 4597 กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนรถแบ็กโฮ หมายเลขทะเบียน ตฉ 4597 กรุงเทพมหานคร แก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนรถแบ็กโฮ หมายเลขทะเบียน ตฉ 4597 กรุงเทพมหานคร แก่จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 8 พฤษภาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนรถแบ็กโฮ หมายเลขทะเบียน ตฉ 4597 กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อโจทก์ ณ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่ารถแบ็คโฮพิพาทเป็นของโจทก์แต่ให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในคู่มือจดทะเบียนแทน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถแบ็คโฮพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ยืมรถแบ็คโฮพิพาทแล้วผิดสัญญา ขอให้โจทก์คืนรถแบ็คโฮพิพาทหรือใช้ราคาแทนแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนรถแบ็คโฮพิพาทแก่โจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้บังคับคดีตามฟ้องแย้ง แต่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้ง โดยไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องเดิม ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมให้ครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฎีกาในส่วนฟ้องเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 ประกอบมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธ์ในรถแบ็คโฮพิพาท ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่พิพาทในส่วนฟ้องเดิมที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องฎีกาไม่สามารถวินิจฉัยแยกออกจากกันได้และไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ประเด็นปัญหาในส่วนฟ้องแย้งจึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีจำเลยทั้งสองในส่วนฟ้องเดิมเสียจากสารบบความศาลฎีกา และยกฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246 ม. 247 ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมวิเศษ ก่อสร้าง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส พี เฟอร์ริไลน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุกุมล รุ่งพรทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2558
#581394
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่การชำระหนี้ของแต่ละฝ่ายจะต้องมีความชัดเจน ในกรณีของจำเลยยังไม่มีความแน่นอนว่าจะชำระหนี้โดยวิธีใด ทั้งยังมีปัญหาว่าจำเลยจะจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ได้อย่างไร ในเมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดยังเป็นของบริษัท พ. อยู่ ซึ่งจำเลยย่อมทราบดี ในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร โดยเฉพาะสัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ มาตรา 171 และ 368 การที่จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โดยไม่เสนอว่าจะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ด้วยวิธีใดและมีความเป็นไปได้ประการใด นับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหากโจทก์ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว จำเลยย่อมอ้างได้ว่าไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงและยังหาผู้ซื้อต่อไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังกำหนดเวลาให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ปฏิบัติตามขอเลิกสัญญาและให้โจทก์คืนเงิน 15,000,000 บาท ตามหนังสือบอกกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 10,887,671.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรียกให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องเข้าว่าคดีแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 ห้อง และชำระราคาไปแล้วบางส่วน ต่อมาโจทก์ขายสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 25,000,000 บาท และชำระไปแล้วจำนวน 15,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นเช็คธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท และโจทก์ จำเลยกับบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่เพื่อเปลี่ยนตัวผู้ซื้อ หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยตกลงวิธีการชำระเงินกันใหม่ โดยยกเลิกเช็คฉบับดังกล่าวและให้จำเลยโอนเงินตามเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในธนาคารที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ แต่โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน จำเลยจึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเช็ค วันที่ 5 สิงหาคม 2552 โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาฉบับที่ 2 ให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ส่วนสิทธิของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ขายให้จำเลยนั้น หากจำเลยจะใช้สิทธิที่มีอยู่เดิม จะใช้วิธีจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ภายใน 12 เดือน โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หรือหากจำเลยขายสิทธิตามสัญญาต่อไปได้ โจทก์จะได้รับเงินจำนวน 10,000,000 บาท ทันทีโดยจ่ายเป็นเช็ค ส่วนโจทก์จะต้องถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ให้แก่จำเลย แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่การชำระหนี้ของแต่ละฝ่ายจะต้องมีความชัดเจน ในกรณีของจำเลยยังไม่มีความแน่นอนว่าจะชำระหนี้โดยวิธีใด ทั้งยังมีปัญหาว่าจำเลยจะจดทะเบียนจำนองห้องชุดให้แก่โจทก์ได้อย่างไร ในเมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดยังเป็นของบริษัทเพบเพิลเบ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ ซึ่งจำเลยย่อมทราบดี ในการตีความการแสดงเจตนานั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร โดยเฉพาะสัญญาต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 การที่จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โดยไม่เสนอว่าจะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ด้วยวิธีใดและมีความเป็นไปได้ประการใด นับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะหากโจทก์ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว จำเลยย่อมอ้างได้ว่าไม่ประสงค์จะใช้สิทธิตามสัญญาหรือข้อตกลงและยังหาผู้ซื้อต่อไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยยังกำหนดเวลาให้โจทก์ไปถอนคำร้องทุกข์ หากไม่ปฏิบัติตามขอเลิกสัญญาและให้โจทก์คืนเงิน 15,000,000 บาท ตามหนังสือบอกกล่าว บ่งชี้ว่าจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 2180/2553 ซึ่งถึงที่สุดแล้วมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อนี้แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และเพิ่งยกขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ตามลำดับ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีดังกล่าวจำเลยในคดีนี้ฟ้องโจทก์เรียกเงิน 15,000,000 บาท ที่ชำระแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อห้องชุดคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว คู่กรณีย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย แต่ปรากฏตามใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยคดีนี้โจทก์เรียกเงินส่วนที่เหลืออีก 10,000,000 บาท ที่จำเลยยังไม่ได้ชำระตามสัญญาซื้อห้องชุดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นคดีนี้พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยฎีกา เมื่อกระบวนพิจารณาในคดีนี้ดำเนินมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วเช่นนี้ การบังคับคดีย่อมต้องเป็นไปตามผลคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
นายเอ็ดเวิร์ด เจสัน เกล็นน์
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน
จำเลย — นายคริสโตเฟอร์ เดวิด ซุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางณัฐา อิสสระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2558
#627252
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเกิดจากการจูงใจของผู้ทำการไกล่เกลี่ยที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สันติวิธีและสมานฉันท์ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ และมีคำสั่งให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปนั้น เป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาคดี ซึ่งกรณีที่มิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจของศาลเองสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขอก็ตาม แต่สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง ต้องตกอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ว่า จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่เกินแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องเกินกำหนดแปดวันนับแต่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่อีก เพราะเป็นคนละกรณีกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามคืนทรัพย์และเอกสารของผู้เสียหายทั้งสอง เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองแถลงไม่ติดใจที่จะให้จำเลยทั้งสามคืน

ระหว่างระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ และมีคำสั่งให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเกิดจากการจูงใจของผู้ทำการไกล่เกลี่ยที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สันติวิธีและสมานฉันท์ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ และมีคำสั่งให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไปนั้น เป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งกรณีที่มิได้ปฏิบัติเช่นนั้นและศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจของศาลเองสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องขอก็ตาม แต่สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ต้องเสียหายเป็นผู้ยกขึ้นอ้าง ต้องตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ว่า จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่เกินแปดวัน นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้น ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องเกินกำหนดแปดวันนับแต่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่อีก เพราะเป็นคนละกรณีกันดังวินิจฉัยข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยอันเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาววาณีตา จลาเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2558
#580003
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 92, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและสั่งเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยไม่น้อยกว่า 6 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 92 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 เดือน 10 วัน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 เดือน 30 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 92 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และยกคำขอที่ให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และยกคำขอให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ข้อความตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น หาได้มีความหมายขยายไปครอบคลุมถึงการเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 92 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายอุทัย ศรีสุวรรณมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสมเกียรติ เส็งประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 495/2558
#579825
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินและบ้านพิพาท ป. ผู้ตายซื้อมาและปลูกสร้างหลังจาก ป. และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน จึงเป็นสินสมรส เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อน ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งทันทีที่ ป. ถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ป. เมื่อที่ดินและบ้านส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์มรดก น. ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนเป็นมรดกแก่ น. และนำไปจดทะเบียนขายฝากให้โจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่าสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 สมคบกับ น. หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทส่วนของตน การจดทะเบียนขายฝากไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินและบ้านพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาท คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ น. คนละส่วนเท่า ๆ กัน การที่ น. จดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทโอนเป็นของตนแต่ผู้เดียวและนำไปขายฝากให้โจทก์ ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจของการจัดการมรดก หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในฐานะทายาทเห็นว่า ไม่ถูกต้องและทำให้ตนได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก น. ได้ การที่โจทก์จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินและบ้านในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ป. โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริต จึงชอบและผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ น. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง เมื่อการจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกชอบและไม่มีการไถ่การขายฝาก กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านส่วนนี้จึงตกเป็นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยมีส่วนเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 2 ขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเข้าใช้สอยทรัพย์พิพาท จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทกระทำการขัดขวางมิให้โจทก์เข้าใช้ทรัพย์พิพาท จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 25 ซอยพัฒนาการ 69 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พร้อมกับชำระค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหาย จำนวน 300,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 25 ซอยพัฒนาการ 69 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110500 และ 110501 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 8,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทกับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลเอกปฐม มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางนริศราและจำเลยที่ 1 พลเอกปฐมถึงแก่ความตาย ต่อมานางนริศราไปยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางนริศราเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมานางนริศรานำที่ดินโฉนดเลขที่ 110500 และ 110501 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ได้มาในระหว่างสมรสไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่โจทก์มีกำหนดเวลา 1 ปี เมื่อครบกำหนดเวลามีการขยายเวลาไถ่การขายฝากสองครั้ง เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีการไถ่การขายฝาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางนริศรากับโจทก์มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินมีพลเอกปฐม ผู้ตายซื้อมาและปลูกสร้างหลังจากพลเอกปฐมและจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกันจึงเป็นสินสมรส เมื่อพลเอกปฐมถึงแก่ความตายจึงต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันก่อน ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งทันทีในวันที่พลเอกปฐมถึงแก่ความตาย ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจึงเป็นทรัพย์มรดกของพลเอกปฐม เมื่อที่ดินและบ้านพิพาทส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์มรดกของพลเอกปฐม นางนริศราในฐานะผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนเป็นมรดกตกแก่นางนริศราและต่อมานำไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ การกระทำของนางนริศราเป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงไม่ชอบ แม้โจทก์จะอ้างว่าสุจริตและเสียค่าตอบแทน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 2 สมคบคิดกับนางนริศราหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับการคุ้มครองและมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 การจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทส่วนนี้ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ดินและบ้านพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของพลเอกปฐมย่อมตกแก่ทายาทคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางนริศราคนละส่วนเท่า ๆ กัน การที่นางนริศราซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกอยู่ด้วย จดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทโอนเป็นมรดกตกแก่ตนผู้เดียวและต่อมานำไปจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์ถือว่าเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจการจัดการมรดก หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในฐานะทายาทเห็นว่าไม่ถูกต้องและทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากนางนริศราได้ การที่โจทก์จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของพลเอกปฐมโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่สุจริต จึงชอบและมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางนริศราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่รับซื้อฝากที่ดินและบ้านพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของพลเอกปฐม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การจดทะเบียนขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของพลเอกปฐมชอบและไม่มีการไถ่การขายฝากกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทในทรัพย์ส่วนนี้จึงเป็นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยมีส่วนเท่ากัน ซึ่งตามมาตรา 1360 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติ เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้ต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ด้วย การที่จำเลยที่ 2 ขัดขวางมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทเข้าใช้สอยทรัพย์พิพาท จึงถือว่าเป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทกระทำการขัดต่อสิทธิโดยขัดขวางมิให้โจทก์เข้าใช้ทรัพย์พิพาทโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดไถ่การขายฝากจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

อนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ย่อมขัดกัน เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) บัญญัติไว้ว่า ให้พึงเข้าใจว่า คดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์และคดีฟ้องขับไล่นั้นเป็นประเภทเดียวกัน จึงเห็นสมควรให้โจทก์และจำเลยที่ 2 เจรจาตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทกันหรือไม่อย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทแล้วนำเงินมาแบ่งกันโดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ก่อน หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์และจำเลยที่ 2 เจรจาตกลงกันว่า จะแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 110500, 110501 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 25 ซอยพัฒนาการ 69 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร กันหรือไม่อย่างไร หากตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินและบ้านพิพาทออกขายนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง โดยให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 หากดำเนินการไม่สำเร็จให้นำที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกัน สำหรับจำเลยทั้งห้าให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1724
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนริสร์ คุณวิศาล
จำเลย — นายสดุดี เสริมสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ อุดมปัญญาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจาตุรงค์ สรนุวัตร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 384/2558
#579822
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จากผู้รับจำนองเดิม จำเลยที่ 1 กับภริยาของจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ชำระหนี้ที่บุคคลทั้งสองเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 2 รวม 118,191,930.54 บาท แทนโดยจำเลยที่ 1 จะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ลดหนี้ของจำเลยที่ 1 กับภริยาที่โจทก์จะชำระแทนลงเหลือ 42,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงจะซื้อขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยรับเงินมัดจำ 400,000 บาท ไปจากโจทก์และตกลงให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือ 4,800,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ชำระเงินบางส่วน 3,561,499.63 บาท ให้จำเลยที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลาย ที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องตามข้อกำหนดในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ทำกับจำเลยที่ 2 แล้ว ระหว่างนั้นโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้บุคคลอื่นในราคา 70,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ติดต่อขอชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กับภริยา ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่รับชำระโดยแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการทำนิติกรรมของโจทก์แล้ว โจทก์ติดต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ขายที่ดินทั้ง 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ตามข้อตกลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ร้องอ้างในคำร้องว่า ก่อนหน้าโจทก์ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และภริยานั้น จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับผู้ร้องไว้ก่อน จากนั้นอีกวันผู้ร้องจึงทำบันทึกข้อตกลงจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ โจทก์อาศัยสิทธิจากการทำข้อตกลงดังกล่าวไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 กลับทำบันทึกข้อตกลงจะซื้อขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นการฉ้อฉลผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และจำเลยทั้งสอง จึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ดังนี้ข้ออ้างของผู้ร้องเป็นการตั้งข้อพิพาทโต้แย้งขึ้นมาใหม่ต่างจากข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องมิได้มุ่งขอบังคับเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทเป็นสำคัญ การร้องสอดของผู้ร้องจึงเสมือนเป็นอีกคดีหนึ่ง ผู้ร้องไม่มีความจำเป็นต้องร้องสอดเข้ามาในคดีอย่างแท้จริง ทั้งมิได้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) และไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับเงินค่าซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 4,800,000 บาท จากโจทก์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5646, 10156, 10157, 13323 ถึง 13328, 13623, 13624, 17930, 17931 และ 18344 ถึง 18351 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่กระทำตามให้โจทก์วางเงิน ณ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดตาก สาขาแม่สอดและให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมด ให้จำเลยที่ 2 รับเงินจากโจทก์ 40,337,482.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา MLR ต่อปีของต้นเงิน 34,333,944.57 บาท นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ถอนการยึดที่ดิน 21 แปลง ดังกล่าวในคดีหมายเลขแดงที่ ธ. 681/2546 ของศาลแพ่ง โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดและทำการไถ่ถอนพร้อมมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินกับเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่กระทำตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์นำเงินดังกล่าวพร้อมค่าธรรมเนียมถอนการยึดวาง ณ กรมบังคับคดี พร้อมให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ออกต้นฉบับโฉนดฉบับใหม่และใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 28,261,499.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์และคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 นายศักดิ์การิยา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 และชำระหนี้บางส่วนแทนจำเลยที่ 1 โดยอาศัยสิทธิตามบันทึกข้อตกลงการจะซื้อจะขายที่ดิน 21 แปลง ตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับผู้ร้อง โดยผู้ร้องเป็นฝ่าย "ผู้จะขาย" และโจทก์เป็นฝ่าย "ผู้จะซื้อ" ซึ่งก่อนหน้านั้น ผู้ร้องตกลงจะซื้อที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ไว้ตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับผู้ซื้อ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยมีเจตนาฉ้อฉลผู้ร้องทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และในฐานะผู้จะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ผู้ร้องชอบที่จะยื่นฟ้องเพื่อบังคับตามสิทธิเป็นคดีใหม่ ไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จากผู้รับจำนองเดิม จำเลยที่ 1 กับภริยาของจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ชำระหนี้ที่บุคคลทั้งสองเป็นลูกหนี้จำเลยที่ 2 รวม 118,191,930.54 บาท แทนโดยจำเลยที่ 1 จะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงในการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ลดหนี้ของจำเลยที่ 1 กับภริยาของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะชำระแทนลงเหลือ 42,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงจะซื้อขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกับโจทก์โดยรับเงินมัดจำ 400,000 บาท ไปจากโจทก์และตกลงให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือ 4,800,000 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ชำระเงินบางส่วน 3,561,499.63 บาท ให้จำเลยที่ 2 และชำระเงิน 1,000,000 บาท ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในคดีล้มละลายที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องตามข้อกำหนดในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ทำไว้กับจำเลยที่ 2 แล้ว ระหว่างนั้นโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้บุคคลอื่นในราคา 70,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ไปติดต่อขอชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กับภริยาของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่รับชำระหนี้โดยแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจการทำนิติกรรมของโจทก์แล้ว โจทก์ติดต่อจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้โจทก์ตามข้อตกลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามข้อตกลงจากโจทก์และโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่กระทำให้โจทก์วางเงินที่สำนักงานบังคับคดี แล้วถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 รับเงินชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กับภริยาของจำเลยที่ 1 ส่วนเหลือพร้อมดอกเบี้ยจากโจทก์และถอนการยึดที่ดิน 21 แปลง ที่พิพาทในคดีที่มีการบังคับคดีโดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมกับไถ่ถอนจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่กระทำให้โจทก์วางเงินที่สำนักงานบังคับคดี แล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหาย 28,261,499.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ ส่วนผู้ร้องอ้างในคำร้องว่า ก่อนหน้าโจทก์ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และภริยาของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกับผู้ร้องไว้ก่อน จากนั้นอีกวันผู้ร้องจึงทำบันทึกข้อตกลงจะขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้โจทก์ โจทก์อาศัยสิทธิจากการทำข้อตกลงไปทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 กลับทำบันทึกข้อตกลงจะซื้อขายที่ดิน 21 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทกันอันเป็นการฉ้อฉลผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงประสงค์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ดังนี้ ข้ออ้างของผู้ร้องเป็นกรณีตั้งข้อพิพาทโต้แย้งขึ้นมาใหม่ต่างไปจากข้อพิพาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยผู้ร้องมิได้มุ่งขอบังคับเกี่ยวกับทรัพย์ที่พิพาทเป็นสำคัญ การร้องสอดของผู้ร้องจึงเสมือนเป็นคดีพิพาทอีกเรื่องหนึ่ง โดยผู้ร้องไม่มีความจำเป็นต้องร้องสอดเข้ามาในคดีอย่างแท้จริง ทั้งผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) และไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลยาณี กิตติสุข
ผู้ร้อง — นายศักดิ์การิยา เบญจพลพาณิชย์
จำเลย — นายธนภพหรืออภิชัย ภิญโญภูมิมินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายจำลอง แก้วนาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2558
#627253
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) แต่หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เกินเวลา 5 ปี ก็ไม่ระงับ เพราะสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความนั้นมีผลให้ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/10 โจทก์จะร้องขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางครบถ้วนแล้ว ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อโจทก์หรือเจ้าของร่วมคนเดิมยังไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยจนครบถ้วน จำเลยก็มีสิทธิ ที่จะปฏิเสธการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่โจทก์ร้องขอโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้

ตามใบแจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดพิพาท ระบุว่ามียอดเบี้ยปรับตามข้อบังคับคิดที่ร้อยละ 10 ต่อเดือน จำนวน 156 เดือน เป็นเงิน 752,541.19 บาท แต่ตามมติคณะกรรมการคิดเพียง 125,423 บาท ส่วนยอดเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นเงิน 2,057.05 บาท สอดคล้องกับข้อบังคับของจำเลย ข้อ 17 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2537 และข้อบังคับ ข้อ 18 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 18/1 ที่บัญญัติถึงกรณีที่เจ้าของร่วมไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในเวลาที่กำหนดว่าต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ โดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ หากค้างชำระตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี การคิดเงินเพิ่มจากค่าใช้จ่ายส่วนกลาง จึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยและไม่เกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์ก็มีโอกาสที่จะตรวจสอบได้ว่าเจ้าของร่วมคนเดิมค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มเพียงใด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี การที่จำเลยเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มเต็มจำนวนจึงไม่ถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มเป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงิน 46,598.68 บาท พร้อมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางห้องชุดเลขที่ 225/010 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 225/010 ชั้น 5 อาคารคันทรี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งอาคารชุดมีจำเลยเป็นผู้จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งแก่โจทก์ว่า เจ้าของร่วมคนเดิมค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มนับแต่เดือนกรกฎาคม 2538 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 รวม 14 ปี 7 เดือนเป็นเงิน 235,636.10 บาท จึงยังไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หลังจากนั้นโจทก์แจ้งแก่จำเลยว่า โจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางไม่รวมเงินเพิ่มเป็นเวลา 5 ปีให้แก่จำเลย และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 (4) โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เกินเวลา 5 ปี เพราะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/10 นั้น เห็นว่า แม้หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระถือเป็นเงินค้างจ่ายซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) แต่หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เกินเวลา 5 ปี ก็ไม่ระงับ เพราะสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความนั้นมีผลให้ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 โจทก์จะร้องขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางครบถ้วนแล้ว ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อโจทก์หรือเจ้าของร่วมคนเดิมยังไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยจนครบถ้วน จำเลยก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่โจทก์ร้องขอโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คำฟ้องและข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า โจทก์แจ้งความจำนงขอชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่จำเลยเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รวมเงินเพิ่มทั้งที่เงินเพิ่มเป็นส่วนที่เจ้าของร่วมซึ่งค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต้องชำระ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง โดยให้ถือว่าเป็นเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยรับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 320 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยเรียกร้องเงินเพิ่มจากโจทก์สูงเกินส่วนอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระเงินเพิ่มตามที่จำเลยเรียกร้อง อีกทั้งผู้มีหน้าที่ชำระเงินเพิ่มให้แก่จำเลยก็คือเจ้าของร่วมคนเดิม การที่จำเลยเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มเต็มจำนวนจึงไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามใบแจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดพิพาท ระบุว่า มียอดเบี้ยปรับตามข้อบังคับคิดที่ร้อยละ 10 ต่อเดือน จำนวน 156 เดือน เป็นเงิน 752,541.19 บาท แต่ตามมติคณะกรรมการคิดเพียง 125,423 บาท ส่วนยอดเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นเงิน 2,057.05 บาท สอดคล้องกับข้อบังคับของจำเลย ข้อ 17 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2537 และข้อบังคับข้อ 18 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 18/1 ที่บัญญัติถึงกรณีที่เจ้าของร่วมไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในเวลาที่กำหนดว่าต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ โดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ หากค้างชำระตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี การคิดเงินเพิ่มจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางตาม จึงเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยและไม่เกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์ก็มีโอกาสที่จะตรวจสอบได้ว่าเจ้าของร่วมคนเดิมค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มเพียงใด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีการที่จำเลยเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มเต็มจำนวนจึงไม่ถือว่าไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/10 ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 29 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดคันทรี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 362/2558
#582402
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามฟ้องระบุสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำที่โรงแรมเรดิสัน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 92 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นได้ว่า เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแพ่ง โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่งได้

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบทรัพย์ที่เช่าให้แก่โจทก์หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงและยังคงครอบครองต่อมา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการผิดสัญญาเช่าและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระค่าเสียหายในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าพร้อมส่งมอบอาคารพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ทั้งหมดของโรงพยาบาลคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ทั้งหมดหรือบางส่วนให้ชดใช้ราคาตามส่วนหรือราคา 60,160,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 5,004,999.99 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 550,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์และบริวารออกไปจากที่เช่า ให้จำเลยที่ 1 โอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติหรือไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่สามารถประกอบกิจการสถานพยาบาลเพื่อใช้สิทธิรับเงินจากสำนักงานประกันสังคมตามสัดส่วนของผู้รักษาปีละ 12,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้รับโอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลแหลมฉบังอินเตอร์เนชั่นแนล เลขที่ 107 หมู่ที่ 10 ถนนสุขุมวิท ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และส่งมอบที่ดินและอาคารดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 150,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลแหลมฉบังอินเตอร์เนชั่นแนล เลขที่ 107 หมู่ที่ 10 ถนนสุขุมวิท ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 68494 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 1 เช่ากิจการและอาคาร พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ทั้งหมดของโรงพยาบาลแหลมฉบังอินเตอร์เนชั่นแนลไปจากโจทก์ มีกำหนดเวลา 4 ปี 8 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาต่างตอบแทนการเช่า หลังจากครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าไม่ประสงค์จะให้เช่าอยู่ต่อไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตตรา 4 (1) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า มูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาต่างตอบแทนการเช่า ได้ทำที่โรงแรมเรดิสัน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 92 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเห็นได้ว่า เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งได้

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงย่อมทำให้หนี้การค้ำประกันซึ่งเป็นอุปกรณ์ระงับลง และเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์เนื่องจากยังคงครอบครองทรัพย์พิพาท ย่อมไม่อยู่ในสัญญาค้ำประกันเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เฉพาะเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาเช่า และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ที่เช่าที่ถูกเจ้าหนี้โจทก์ยึดทรัพย์ในคดีอื่น จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่เช่าในฐานะเป็นผู้เช่าจากโจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบทรัพย์ที่เช่าให้แก่โจทก์หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงและยังคงครอบครองต่อมา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการผิดสัญญาเช่าและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระค่าเสียหายในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศูนย์แพทย์ศรีราชา จำกัด
บริษัทอินโดไชน่า บิสซิเนส
จำเลย — คอนซัลแทนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2558
#580021
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 เมื่ออุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นในปัญหาเพียงข้อเดียวว่า ศาลชั้นต้นตีความความรับผิดของผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ในกรณีผู้รับประกันภัยรับประกันจากผู้เอาประกันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยให้เหตุผลในคำวินิจฉัยว่า การที่อนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องรับผิดจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่าเสียหายเบื้องต้นนั้น ก็เป็นการจ่ายไปตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการจ่ายและระยะเวลาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 14 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาตโตตุลาการจึงชอบแล้ว กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายทั้งห้าวงเล็บดังกล่าวข้างต้นที่จะอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้าน (ผู้เสนอข้อพิพาท) ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแขวงปทุมวันมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกานั้น พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 แต่เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว ปรากฏว่าผู้ร้องคงอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นในปัญหาเพียงข้อเดียวว่า ศาลชั้นต้นตีความความรับผิดของผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ในกรณีผู้รับประกันภัยรับประกันจากผู้เอาประกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ในกรณีนี้เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นผู้รับประกันภัยมีความรับผิดเบื้องต้นตามกฎหมายไม่เกิน 15,000 บาท เท่านั้น การที่ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายส่วนที่เกิน 15,000 บาท จึงเป็นการจ่ายเกินความรับผิดตามอำเภอใจ ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยผู้ร้องไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบแล้ว และยกคำร้องของผู้ร้องย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยให้เหตุผลว่า การที่อนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องรับผิดจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นการจ่ายไปตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการจ่ายและระยะเวลาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งประกาศดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 อันเป็นการวินิจฉัยไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มิใช่เป็นการให้ผู้ร้องต้องรับผิดตามอำเภอใจ โดยไม่มีกฎหมายรองรับดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลการจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายทั้งห้าวงเล็บดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าทนายความชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทแอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 350/2558
#585103
เปิดฉบับเต็ม

พ. ทนายโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้ว่าความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ปรากฏว่าใบแต่งทนายความดังกล่าวไม่ได้ระบุให้ทนายโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่ทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะต้องแก้ไขความบกพร่องในข้อนี้เสียก่อน แม้ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จะยื่นโดยชอบแล้วก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปพร้อมกันและมีคำพิพากษาโดยที่ยังมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง เป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243 (2) เป็นการไม่ชอบและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,714,952.32 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินแก่โจทก์วันละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะไม่ขัดขวางโจทก์ในการขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่าและปรับปรุงสถานที่เช่าให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ใช้สิทธิยึดหน่วงไว้ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ และหากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ชำระเงินค่าเช่าและค่าบริการคืนแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 812,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 791,600 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 คืนในสภาพเรียบร้อย หากส่งคืนไม่ได้ให้ชำระราคาแทนเป็นเงิน 9,519,246 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 2,840,000 บาท และค่าขาดรายได้เป็นเงินวันละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทำนองเดียวกับคำฟ้องของโจทก์ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 791,600 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์คืนทรัพย์สินที่ยึดไว้จากจำเลยที่ 1 ทุกรายการ หากรายการใดคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนซึ่งรวมทุกรายการแล้วไม่เกิน 600,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าใบแต่งทนายความดังกล่าวไม่ได้ระบุให้ทนายโจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์ได้ ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ที่ทนายโจทก์ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะต้องแก้ไขความบกพร่องในข้อนี้เสียก่อน แม้ฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จะยื่นโดยชอบแล้วก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปพร้อมกันและมีคำพิพากษา โดยที่ยังมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง เป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา ตามมาตรา 243 (2) เป็นการไม่ชอบและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นจัดการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับอำนาจของทนายความในการอุทธรณ์ฎีกาแทนโจทก์เสียให้ถูกต้อง เมื่อเป็นฟ้องอุทธรณ์ที่บริบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ และให้ยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 243 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยา ดีเวล๊อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเสวยริเวอร์วิว จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเสริฐ อยู่เจริญดี
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 312/2558
#579714
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ปราศจากเสรีภาพเพื่อให้ผู้อื่นทำการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่เกิดขึ้นในประเทศเดนมาร์กนอกราชอาณาจักร จำเลยที่ 3 ผู้กระทำผิดเป็นคนไทยและผู้เสียหายทั้งสองได้ร้องขอให้ลงโทษ จำเลยที่ 3 จะต้องรับโทษในราชอาณาจักรและศาลไทยจะลงโทษได้เฉพาะความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 และมาตรา 310 ประกอบมาตรา 8 ตาม ป.อ. เท่านั้น ศาลฎีกาต้องตีความกฎหมายทางอาญา โดยเคร่งครัด จะขยายความมาตรา 8 ไปไกลว่า กฎหมายอาญามีเจตนารมณ์ให้ลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายพิเศษเฉพาะเรื่องอันมีโทษหนักขึ้นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 หาได้ไม่ และมาตรา 12 นั้นเองไม่ได้บัญญัติว่า หากกระทำความผิดดังกล่าวไม่ว่าภายในหรือนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283, 309, 310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 12 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 ศาลชั้นต้นถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศและในการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสี่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิด เห็นสมควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดที่ศาลชั้นต้นลงโทษเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติในเบื้องต้นว่า นางสาวคมภาส ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางจากประเทศไทยไปประเทศเดนมาร์กและนางสาวดวงจันทร์ ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางจากประเทศไทยไปประเทศเดนมาร์ก ต่อมาผู้เสียหายทั้งสองเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้นนางพิภาวี เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พาผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีพงษ์ไสว ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปราศจากเสรีภาพและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และ 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดตามฐานความผิดที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองตกเป็นจำเลยและให้การต่อสู้คดีในข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตในศาลของประเทศเดนมาร์ก ศาลยกฟ้องเพราะถูกบังคับให้ค้าประเวณี เมื่อผู้เสียหายทั้งสองหนีออกจากสถานที่ค้าประเวณีก็ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศเดนมาร์ก เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในประเทศเดนมาร์กและผู้เกี่ยวข้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกร่วมหลอกลวง ล่อลวง ให้ผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์กและมีการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้ในเบื้องต้น โดยมีนางสายหยุด เจ้าหน้าที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยานโจทก์เบิกความสนับสนุน ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางจากประเทศเดนมาร์กกลับถึงประเทศไทยก็ได้แจ้งแก่นางพิภาวี เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกร่วมกันหลอกลวง ล่อลวง ให้ผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์ก ขอให้ช่วยพาผู้เสียหายทั้งสองไปร้องทุกข์ ผู้เสียหายทั้งสองร้องทุกข์และให้การต่อพันตำรวจตรีพงษ์ไสว พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 หลอกลวง ล่อลวงผู้เสียหายทั้งสองให้ไปค้าประเวณีว่ามีงานทำที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 3 ที่ประเทศเดนมาร์ก จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายทั้งสองมาส่งที่สนามบินดอนเมือง จำเลยที่ 3 กับพวกไปรับผู้เสียหายทั้งสองที่ประเทศเยอรมันแล้วเดินทางมาที่ประเทศเดนมาร์กและผู้เสียหายทั้งสองได้ค้าประเวณีที่ประเทศเดนมาร์ก ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสอง ดังนั้นพยานบอกเล่าดังกล่าวมาข้างต้น ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ กล่าวคือ เป็นพยานบอกเล่าที่มีคุณภาพดีหรือคุณค่าในเชิงพิสูจน์มากพอที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ได้ อันเป็นข้อยกเว้นให้รับฟังได้โดยไม่คำนึงว่าจะมีตัวผู้เสียหายทั้งสองประจักษ์พยานอยู่หรือไม่ นอกจากนี้โจทก์มีคำพิพากษาของศาลในประเทศเดนมาร์กและคำแปลเอกสาร ซึ่งจำเลยที่ 3 และ ที่ 4 ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในประเทศเดนมาร์ก จำเลยที่ 3 ให้การต่อศาลมีใจความสรุปว่า ผู้เสียหายทั้งสองติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อเดินทางไปทำงานที่ประเทศเดนมาร์ก จำเลยที่ 1 กับพวกจะดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งสองเดินทางมาประเทศเดนมาร์ก โดยผู้เสียหายที่ 1 จะเดินทางมาเดือนพฤษภาคม 2545 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 จะเดินทางมาเดือนตุลาคม 2545 จำเลยที่ 3 เป็นคนไปรับผู้เสียหายทั้งสองที่เมืองฮัมบวร์ก เพื่อมาค้าประเวณี ถ้อยคำของจำเลยที่ 3 น่าเชื่อว่าเป็นความจริง เนื่องจากคนทั่วไปย่อมไม่กล่าวเท็จให้เป็นโทษต่อตนเองและศาลในประเทศเดนมาร์กรับฟังว่า จำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจการค้าประเวณีและได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีกำไรจำนวนมากโดยแสวงหาประโยชน์จากผู้หญิงไทยหลายคนซึ่งรวมถึงผู้เสียหายทั้งสองด้วย คำพิพากษาและคำแปลเอกสาร จึงเป็นพยานหลักฐานประกอบที่มีอยู่ต่างหากและเป็นพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกันไปสนับสนุนบันทึกเรื่องราวและบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งสอง ให้น่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ในระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำแถลงว่า ได้รับเงิน 100,000 บาท จากจำเลยทั้งสี่ ขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้และไม่ติดใจดำเนินคดีข้อหาอื่นอีกต่อไป ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำแถลงว่า ได้รับเงิน 100,000 บาท จากจำเลยทั้งสี่ จึงไม่ติดใจเอาความและไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่อีกต่อไป หลังจากนั้นผู้เสียหายทั้งสองไม่ได้ไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ที่ศาลอีกเลย แม้ศาลออกหมายจับเนื่องจากมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการมาเป็นพยานตามพฤติการณ์แวดล้อมแห่งคดีนี้ จำเลยทั้งสี่ให้เงินรวม 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อจูงใจผู้เสียหายทั้งสองและพยานโจทก์ที่เกี่ยวข้องไม่เบิกความเป็นพยานต่อศาลเพื่อลงโทษแก่จำเลยทั้งสี่ และคดีย่อมไม่มีประจักษ์พยานบุคคลมารับฟังลงโทษผู้กระทำความผิดได้ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีเหตุผลอันหนักแน่นและมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี และโจทก์มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดจริง การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นตัวการร่วมกันหลอกลวง ล่อลวงผู้เสียหายทั้งสองให้ไปค้าประเวณีว่า มีงานทำที่ร้านอาหารของจำเลยที่ 3 ที่ประเทศเดนมาร์ก ก็โดยมีเจตนาและวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสองไปทำการค้าประเวณี ถือว่าการกระทำตามฟ้องข้อ ก. กับข้อ ค. หรือข้อ ข. กับข้อ จ. เป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด หาใช่เป็นความผิดคนละกรรมต่างกันไม่ อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการในลักษณะดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนโดยเฉพาะรวม 2 ครั้ง จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำนวน 2 กรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลชั้นต้นรวมลงโทษสำหรับการทำผิดต่อผู้เสียหายทั้งสองในความผิดฐานเดียวกันเพียงกรรมเดียว จึงไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งชัดแจ้งในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกกรรมหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

สำหรับความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ง. กับข้อ ฉ. ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพและความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และมาตรา 310 เป็นอันระงับไปเพราะผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ปราศจากเสรีภาพเพื่อให้ผู้อื่นทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 นั้น เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่เกิดขึ้นในประเทศเดนมาร์กนอกราชอาณาจักร จำเลยที่ 3 ผู้กระทำผิดเป็นคนไทยและผู้เสียหายทั้งสองได้ร้องขอให้ลงโทษ จำเลยที่ 3 จะต้องรับโทษในราชอาณาจักรและศาลไทยจะลงโทษได้เฉพาะความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 และมาตรา 310 ประกอบมาตรา 8 ตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ศาลฎีกาต้องตีความกฎหมายทางอาญาโดยเคร่งครัด จะขยายความมาตรา 8 ไปไกลว่า กฎหมายอาญามีเจตนารมณ์ให้ลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายพิเศษเฉพาะเรื่องอันมีโทษหนักขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 หาได้ไม่ และมาตรา 12 นั้นเองไม่ได้บัญญัติว่า หากกระทำความผิดดังกล่าวไม่ว่าภายในหรือนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกคนละ 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 8 ม. 309 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นางนวลจันทร์หรืออคัมย์สิริ
จำเลย — ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางนุชนารถ เกษตรสาระ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 309/2558
#579718
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิใช่ข้าราชการในกรมอัยการแต่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลตามความหมายของคำว่า พนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (5) และเนื่องจากตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" จึงเห็นได้ว่า พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงไม่ใช่บทบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้อง ผู้ร้องจึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 49, 154, 157 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 154 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดโดยไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาดตามกฎหมายโดยทุจริต ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาดเป็นเงิน 44,850,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 44,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 55,110,205 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานอัยการมิได้เป็นโจทก์และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าโจทก์คดีนี้เป็นพนักงานอัยการ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (5) บัญญัติไว้ว่า "พนักงานอัยการ หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้จะเป็นพนักงานอัยการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้" แม้โจทก์มิใช่ข้าราชการในกรมอัยการแต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่ออัยการสูงสุดได้รับรายงานและเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามวรรคหนึ่งแล้ว เห็นว่า รายงาน เอกสาร และความเห็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีผู้แทนจากแต่ละฝ่ายจำนวนฝ่ายละเท่ากันเพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน" จึงถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลตามความหมายของคำว่า พนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (5) และเนื่องจากตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้องและไม่อาจขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้อง ผู้ร้องจึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหารหรือก่อนวันนั่งพิจารณาครั้งแรก สำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่นในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว..." ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะไปดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (5) ม. 44/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 97 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ผู้ร้อง — กรมบังคับคดี
จำเลย — นายมานิตย์ สุธาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2558
#579835
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี และมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227 และ 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยทั้งห้ามิได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จำเลยทั้งห้าไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ส่วนที่จำเลยทั้งห้าอ้างว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โดยไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งห้าคัดค้านนั้น แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลยทั้งห้าอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ต้องพิจารณาว่าเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นทำให้คู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมหรือการเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าโต้แย้งคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยทั้งห้าเสียหายจึงยังไม่มีเหตุอื่นใดอันสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว

การที่จำเลยทั้งห้าไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธมาในศาลชั้นต้นว่าสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาปลอม และจำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจทำสัญญาจำนองแทน ส. จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การที่ ป. และ บ. ลงลายมือชื่อในช่องพยานในสัญญาค้ำประกันเพื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของ ส. แม้จะไม่ระบุว่า เป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือก็ถือว่าเป็นการรับรองลายพิมพ์นิ้วมือแล้ว การลงลายพิมพ์นิ้วมือของ ส. จึงถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง และการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 19 ต่อปี นั้น ถือเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินควรศาลย่อมลดเบี้ยปรับได้ แต่เนื่องจากมีการโอนหนี้ของโจทก์คดีนี้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แล้ว สิทธิในการคิดดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,898,063.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 4,741,389.49 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และกองมรดกของนายสัมฤทธิ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 8,898,063.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิคิดเอาได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ แต่ไม่ให้เกินไปกว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอจากต้นเงิน 4,741,389.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11750 ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นจากกองมรดกของนายสัมฤทธิ์ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสัมฤทธิ์ ให้ร่วมกันรับผิดในหนี้ของนายสัมฤทธิ์ ไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกของนายสัมฤทธิ์ที่ตกทอดได้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีและกู้เงินไปจากโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2537 สัญญาจะจ่ายเงินให้โจทก์ 3,000,000 บาท ในวันที่ 22 กันยายน 2537 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จำเลยที่ 2 และนายสัมฤทธิ์ มีชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และนายสัมฤทธิ์ยังมีชื่อเป็นผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11750 ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2542 นายสัมฤทธิ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นทายาทโดยธรรมของนายสัมฤทธิ์

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอย่างไร จึงเป็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งห้าต่อสู้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและโจทก์ปิดบัญชีกระแสรายวันโดยพลการเท่านั้น จำเลยทั้งห้ามิได้ต่อสู้ในเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไว้แต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มิได้นำสืบถึงการเข้าสวมสิทธิตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้น เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีและมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งห้ามิได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จำเลยทั้งห้าก็ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งห้ากล่าวอ้างในฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยไม่ให้โอกาสจำเลยทั้งห้าคัดค้านคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลยทั้งห้าเพื่อให้จำเลยทั้งห้าได้มีโอกาสคัดค้านก่อนนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นทำให้คู่ความฝ่ายใดต้องเสียหายหรือไม่ประกอบด้วย หากเรื่องที่ผิดระเบียบนั้นไม่เป็นเหตุให้คู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมหรือการเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่เพิกถอนได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อปรากฏตามสำนวนว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นสวมสิทธิโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องแก่จำเลยทั้งห้าแต่ก็ได้แจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทั้งห้าทราบ แต่จำเลยทั้งห้ามิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้รับโอนกิจการผู้สวมสิทธิเดิมหรือมีเหตุอื่นที่ไม่สมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิ ทั้งนี้คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมชำระหนี้ตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าจึงมีหน้าที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หากไม่ชำระเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็อาจบังคับคดีได้อยู่แล้ว ดังนั้นแม้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนผู้สวมสิทธิเดิม โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทั้งห้าก่อน จะเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยทั้งห้าเสียหายจึงยังไม่มีเหตุอื่นใดอันสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งห้าอ้างว่า สัญญาค้ำประกันที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเป็นสัญญาปลอม และนายสัมฤทธิ์ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจำนองแทนนั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งห้ามิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร รวมทั้งมิได้ต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันปลอมและจำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจทำสัญญาจำนองแทนนายสัมฤทธิ์ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า สัญญาค้ำประกันมีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนายสัมฤทธิ์หรือไม่ จำเลยทั้งห้าอ้างว่า พยาน 2 คนที่ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความแสดงว่าเป็นการลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนายสัมฤทธิ์ จึงถือไม่ได้ว่าการพิมพ์ลายนิ้วมือของนายสัมฤทธิ์สมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่นายปรัตถวีร์และนายบำรุง ลงลายมือชื่อในช่องพยานในสัญญาค้ำประกัน แม้จะไม่ระบุว่า เป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือ ก็ถือได้ว่าเป็นการรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนายสัมฤทธิ์ที่ลงไว้ในช่องผู้ค้ำประกันนั่นเอง การลงลายพิมพ์นิ้วมือของนายสัมฤทธิ์จึงถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง ส่วนที่อ้างว่า คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องทายาทแล้วนั้น เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อยังไม่ครบ 1 ปี นับแต่โจทก์รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายสัมฤทธิ์ จำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์โต้แย้งในข้อนี้ กรณีจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสัมฤทธิ์ ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าในข้อต่อไปว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน จึงสมควรลดดอกเบี้ยลง เห็นว่า ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีข้อ 3 กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี โดยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีเบิกเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) ของโจทก์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี สำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีภายในวงเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี สำหรับยอดเงินที่สูงกว่าวงเงิน ส่วนการปรับอัตราดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดมิได้มีข้อสัญญาระบุไว้ ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 3,045,252.62 บาท ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 2,062,345.19 บาท นางรัตนาพยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยในฐานะลูกหนี้ผิดนัดตามสัญญาจำนองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จึงเห็นได้ว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดโดยไม่มีสิทธิคิดได้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่เกินกว่าที่กฎหมายหรือประกาศกำหนดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงสมควรแก้ไขดอกเบี้ยของหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโดยกำหนดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาอันเป็นสิทธิที่โจทก์พึงได้โดยชอบมาแต่เดิม จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในต้นเงิน 3,045,252.62 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีเบิกเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) บวกร้อยละ 2 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 45,252.62 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เห็นว่า ตามข้อตกลงเรื่องการกู้เงินข้อ 4 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสูงสุดกรณีผู้กู้ผิดนัดได้ การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยของหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 1,528,911.69 บาท ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 19 ต่อปี ตามรายการคำนวณดอกเบี้ยประกอบกับประกาศอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ จึงเป็นเบี้ยปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ไม่เป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงโดยกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยเท่ากับหนี้เบิกเงินเกินบัญชี แต่เนื่องจากมีการโอนหนี้ของโจทก์คดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แล้ว สิทธิในการคิดดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า หนี้เบิกเงินเกินบัญชี 3,045,252.62 บาท ให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยอัตราลูกค้าชั้นดีเบิกเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) ของธนาคารโจทก์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000,000 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 45,252.62 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 1,528,911.69 บาท ให้จำเลยทั้งห้าชำระดอกเบี้ยอัตราลูกค้าชั้นดีเบิกเกินบัญชี (เอ็ม.โอ.อาร์) ของธนาคารโจทก์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเมื่อไม่มีฐานในการคำนวณของธนาคารโจทก์ใช้อ้างอิง ให้คำนวณอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง แต่อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนทุกอัตราต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 9 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 227 ม. 228 ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร
สินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — เป็นคู่ความแทนบริษัทแอกโกร-อัส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวินัย สร้อยพลอย
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2558
#577247
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 จะหย่ากันและในสัญญาข้อ 2 ตกลงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นเดิม โดยจำเลยที่ 4 จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน และข้อ 1 ในสัญญาระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนโจทก์ทุกประการ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ยินยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกับโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แม้ปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนหย่ากัน อันมีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรส ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่าเป็นสินสมรสก็ตาม แต่ข้อตกลงในเรื่องสินสมรสอื่นได้แสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสและมีข้อพิพาทกันได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายรวมทั้งยกให้บุคคลภายนอกเพื่อระงับข้อพิพาทไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก สัญญาดังกล่าวแม้เป็นสัญญาระหว่างสมรส แต่มีคำพิพากษารับรองและบังคับตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว ไม่อาจบอกล้างได้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนการซื้อขาย ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงว่าเดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 กับบุตรอีก 3 คน เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นและมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2555 ของศาลชั้นต้น และคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ปฏิบัติในสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว ที่ดินพิพาทซึ่งปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 นั้น จำเลยที่ 1 โอนให้แก่นางสมเพชรหรือชนิตา จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ขอให้ศาลวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า ภายหลังจำเลยที่ 1ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับมาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ที่ดินพิพาทยังคงมีสภาพเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 หากวินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษายกฟ้อง หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่อไป และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีความประสงค์จะขอหย่าจำเลยที่ 1 ด้วย ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1. ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนโจทก์ทุกประการ หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความนี้และคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อหย่าขาดกับโจทก์ แม้จะปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมานั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนหย่าขาดกัน อันจะมีผลทำให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยสัญญาในระหว่างสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 (1) บัญญัติว่า เป็นสินสมรสก็ตาม แต่ได้ความว่า นอกจากข้อตกลงเรื่องที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์ที่เป็นสินสมรสอื่นอีก โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3. มีข้อความว่า สำหรับโฉนดที่ดินเลขที่ 68512 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างคือห้องแถวจำนวน 5 หลัง จำเลยที่ 3 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในห้องแถวคืนแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 จะยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่วนในข้อตกลงอื่น ๆ ก็มีข้อตกลงให้จำเลยโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ และบางข้อก็โอนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางปัทมา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ข้อตกลงในข้ออื่นนอกจากข้อ 2.ซึ่งมีข้อความทำนองคล้าย ๆ กัน โจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์อ้างว่าที่ดินที่โอนแก่โจทก์ในข้ออื่นโดยสัญญาฉบับเดียวกันและมีข้อตกลงทำนองเดียวกันเป็นสินสมรส ดังนั้นเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งฉบับกับข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับกันแล้ว ทำให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความชัดเจนว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ให้ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีข้อพิพาทกันนั้น ได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายรวมทั้งยกให้แก่บุคคลภายนอกอีกด้วยเพื่อจะได้ระงับข้อพิพาทไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันอีก สัญญาดังกล่าวแม้จะเป็นสัญญาระหว่างสมรสแต่มีคำพิพากษารับรองและบังคับตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่อาจบอกล้างได้อีก ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ศาลก็ต้องยกฟ้องตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1480 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิม ทนุนาจารย์
จำเลย — นายแก้ว ทนุนาจารย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมหาสารคาม — จักรพงษ์ นรแมนสรวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา