พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนี้เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้น ต้องเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ส่วนกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นเป็นขั้นตอนของการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้เป็นการเฉพาะเช่น การตรวจค้น การจับกุม สอบสวน ยึดสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด เพื่อเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือสั่งคืนสิ่งของที่ได้ยึดไว้ การใช้อำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง เพราะเป็นการมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษทางอาญา และศาลที่มีอำนาจเกี่ยวแก่การพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาได้แก่ศาลยุติธรรม เมื่อการขอคืนของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ในคดีอาญาเป็นขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคสาม คำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องโต้แย้งการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีคำสั่งไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งอยู่ในการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการไม่คืนของกลางจะก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสองก็ตามก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้เสียหายในคดีอาญายื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ และพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาสูญหาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายในคดีดังกล่าวเสียหายโดยไม่อาจดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจาก ผู้ต้องหาได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาสูญหายขณะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับ ความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ไม่เก็บรักษาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นเหตุให้สำนวนสูญหายและไม่อาจสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นของพนักงานอัยการและไม่สามารถส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาล ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) ดังนั้น การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และแม้ ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด เพื่อเรียกเงินเบี้ยหวัดคืน โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญา ผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายหรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดเพื่อเรียกเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) คืน โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจาก การที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายหรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิอันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กองทัพเรือซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดขอให้คืนเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จดำรงชีพ ที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปเกินสิทธิ และส่งเงินคืนคลัง ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าว จึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททาง ปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิอันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมโปรแกรมใช้งาน ขอให้ชำระเงินแก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองปกครองผิดสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน ขอให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่พัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีอำนาจในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงการสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น การที่จำเลยสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ แล้วว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งอุปกรณ์ที่สั่งซื้อดังกล่าวเพื่อทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อที่จำเลยจะได้นำน้ำประปาไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งหกเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเอกชนและผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนทั้งหมดที่โจทก์ทั้งหกจ่ายให้แก่มหาวิทยาลัย และค่าเสียหายอื่นๆ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่มูลเหตุที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมนั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาด จนกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการการอุดมศึกษาและมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งส่งผลให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานตามกำหนดเวลาที่ได้ให้คำมั่นไว้ กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ถูกคัดค้านจากธนารักษ์พื้นที่ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ถือเป็นการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๙ เข้ายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับคำขอออกโฉนดที่ดินและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นกับให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๘ และที่ ๙ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และการจัดซื้อที่ดินสำหรับการสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลง ดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่โจทก์อ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินและขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ได้ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินและจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งแก้ไขและแจ้งคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ เพียงบางส่วน คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานที่ดิน และให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานที่ดินมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๕ เลขที่ ๓๑๕ และเลขที่ ๔๖๓ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างสะพานรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อรองรับการก่อสร้างสะพาน ต่อมาผู้ฟ้องคดีไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ไม่ยินยอมลงนามรับรองแนวเขต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า การขอออกโฉนดที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครนายกให้เป็นที่ยุติเสียก่อน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน น.ส. ๓ แปลงพิพาท ปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอมีหนังสือแจ้งว่าพื้นที่ที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์บ้านหนองไม้แก่นและได้ออกหนังสือสำคัญทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและห้ามไม่ให้ผู้ฟ้องคดีทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท ผู้ฟ้องคดีขอคัดสำเนาสารบบการครอบครองที่ดินเมื่อปี ๒๕๕๔ สำนักงานที่ดินอำเภอแจ้งว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เคยทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน ๕ ครั้งและเสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ของช่างรังวัดได้ระบุข้อความในเอกสารว่า "ไม่สามารถหาหลักฐานครอบลงในแผนที่เดิมได้" การประกาศเขตที่หลวงของราชการจึงกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับกรมที่ดินที่มีประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กล่าวอ้าง แต่เพียงว่าจำเลยออก น.ส. ๓ ก. โดยผิดพลาด ทับซ้อนกับที่ดินมีโฉนดของบุคคลภายนอก ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งยังกล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ที่พิพากษาให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินที่ทับซ้อนกันว่าข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินมีโฉนดของผู้มีชื่อ ส่วนจำเลยให้การโดยสรุปว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นของโจทก์ และมิใช่กรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น เมื่อการออก น.ส. ๓ ก. ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดให้อำนาจไว้ และการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย มูลความ แห่งคดีสืบเนื่องมาจากผู้ตายถูกส่งไปควบคุมตัวในเรือนจำเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด อันเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว พนักงานสอบสวนยังมีหน้าที่ต้องทำสำนวนการสอบสวนในความผิดที่แจ้งข้อหาแก่ผู้ตายหรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูต่อไป เพราะในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลา แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป นอกจากนี้ยังให้ถือว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญาและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้การควบคุมตัวผู้ตายเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงเป็นไป ตามขั้นตอนและวิธีการของกระบวนการในการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือนำไปสู่การดำเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาแล้วแต่กรณี อันอยู่ในอำนาจการตรวจสอบ ของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจปกครองโดยตรง ตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่หรือเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ต่อศาลเป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองสนับสนุนและปกปิดการกระทำผิดของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด รับรู้และยินยอมให้สหกรณ์ฯ โฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริงแก่ผู้บริโภคและรับรองรายงานข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์ฯ ไม่ถูกต้อง เพื่อชักจูงบุคคลภายนอกให้หลงผิดในฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องเพียงพอในการทำสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง ประกอบกับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีคำขอที่ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกับสหกรณ์ฯ ชำระเงินซึ่งเป็นจำนวนเงินในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ ที่ศาลพิพากษาให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับเมื่อพิจารณาหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ระบุขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกับสหกรณ์ฯ รับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดกับสหกรณ์ฯ คืนเงินฝากตามสัญญาฝากเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้ออ้างและคำขออันเป็นเหตุตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัญญาฝากเงินในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ จึงเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่โจทก์นำไปฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ และชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงิน ทั้งสองศาลมีความเห็นตรงกันว่า เป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมจึงยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องอ้างว่ามีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสามร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๒ อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันและเกี่ยวพันกับข้อหาแรก โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนหรือค่าเสียหายในจำนวนเดียวกันซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษา โดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระและขอให้ปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดู ส่วนจำเลยให้การว่า สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ เนื่องจากจำเลยถูกข่มขู่ให้ทำสัญญาและได้บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อและคืนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาให้แก่จำเลยนั้น เป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องความสมบูรณ์แห่งนิติกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 ว่าด้วยนิติกรรม แม้ข้อตกลงในสัญญาจะเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามี บิดามารดาและบุตรตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีขอให้บังคับชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ หรือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สินฯ และค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยยอมผ่อนผันให้แก่กันระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับตามป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 1 ว่าด้วยหนี้ และบรรพ 3 ลักษณะ 17 ว่าด้วยประนีประนอมยอมความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาให้ทรัพย์สินฯ ตามฟ้อง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 เช่นกัน ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงไม่ใช่คดีครอบครัว ตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินที่โจทก์นำไปฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ และชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงินทั้งสองศาลมีความเห็นตรงกันว่า เป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมจึงยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องอ้างว่ามีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนา ที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๒ อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด ของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันและเกี่ยวพันกับข้อหาแรก โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนหรือค่าเสียหายในจำนวนเดียวกันซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่โจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสจึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองโดยปลอมลายมือชื่อผู้ตาย หรือหลอกลวงผู้ตาย ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับผู้ตาย ครอบครองและทำประโยชน์ ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดีเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด ไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ระหว่างสมรสโจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าและปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดิน จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อผู้ตาย หรือหลอกลวงผู้ตาย ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินมือเปล่าตามฟ้องและที่ดินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่ามาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดียังเป็นการโต้แย้งในสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด กรณีไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม