คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 85/2558
#595413
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนี้เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้น ต้องเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ส่วนกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นเป็นขั้นตอนของการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้เป็นการเฉพาะเช่น การตรวจค้น การจับกุม สอบสวน ยึดสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด เพื่อเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือสั่งคืนสิ่งของที่ได้ยึดไว้ การใช้อำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง เพราะเป็นการมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษทางอาญา และศาลที่มีอำนาจเกี่ยวแก่การพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาได้แก่ศาลยุติธรรม เมื่อการขอคืนของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ในคดีอาญาเป็นขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคสาม คำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องโต้แย้งการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีคำสั่งไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งอยู่ในการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการไม่คืนของกลางจะก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสองก็ตามก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๕/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดกาญจนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ นายมงคล วิบูลย์ โจทก์ ยื่นฟ้อง พันตำรวจเอก ฤทธิรงค์ กันยาประสิทธิ์ ที่ ๑ พันตำรวจโท ชาญ บุญคง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๒๑/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้ต้องหาในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๔๓/๒๕๕๔ และเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกสิบล้อ คันหมายเลขทะเบียน ๗๐-๓๐๙๔ กาญจนบุรี ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาดังกล่าว ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์ขอรับรถยนต์ของกลางคืนจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ให้ โดยแจ้งให้โจทก์ไปดำเนินการฟ้องคดี ต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางก่อน ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการสั่งคืนของกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕ และตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๑๕ ว่าด้วยเรื่องของกลางและของส่วนตัวของผู้ต้องหาเป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อ คันหมายเลขทะเบียน ๗๐-๓๐๙๔ กาญจนบุรี ให้แก่โจทก์กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าซ่อมบำรุงรถ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา นางศิริพร บุญญะอติชาติ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๔๓/๒๕๕๔ ยื่นคำร้องสอดว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท การที่จำเลยทั้งสอง ไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์จึงชอบแล้ว ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การว่า รถยนต์ของกลางในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๔๓/๒๕๕๔ ผู้เสียหายในคดีอาญา (ผู้ร้องสอดคดีนี้) กับผู้ต้องหาในคดีอาญา (โจทก์คดีนี้) ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง การที่จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ให้แก่โจทก์ เป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีมีผู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลาง เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดจึงจะดำเนินการต่อไปได้ จำเลยทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายึดรถยนต์ของกลางไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีซึ่งต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและจำเลยทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่คืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอันสืบเนื่องมาจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๕ วรรคสาม บัญญัติให้อำนาจไว้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดของกลางไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น การที่จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าขณะนั้นยังมีกรณีพิพาทกันอยู่ว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง จึงเป็นการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดอำนาจไว้เป็นการเฉพาะ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินงานที่เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นจะปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา เช่นการจับกุม การสอบสวนการเปรียบเทียบปรับ การสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง และการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรม เป็นต้น ถ้าการกระทำนั้นนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองย่อมมีอำนาจควบคุมตรวจสอบการกระทำนั้นได้ แม้การยึดสิ่งของต่างๆ ของเจ้าพนักงานไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาจะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๘๕ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการพิจารณาสั่งคืนหรือไม่คืนสิ่งของที่ยึดไว้ในระหว่างสอบสวน ดังกล่าว จึงมิได้เป็นขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดอีกต่อไป คดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ที่ไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๒ ไม่คืนของกลางในคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญา ซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ต้องหาในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๔๓/๒๕๕๔ และเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาดังกล่าว ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์ โจทก์ขอรับรถยนต์ของกลางคืนจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ โดยแจ้งให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางก่อน ทั้งที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการสั่งคืนรถยนต์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อให้แก่โจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า รถยนต์ของกลางในการสอบสวนคดีอาญาที่ ๔๓/๒๕๕๔ ผู้เสียหายในคดีอาญา (ผู้ร้องสอดคดีนี้) กับผู้ต้องหาในคดีอาญา (โจทก์คดีนี้) ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง การที่จำเลยทั้งสองไม่คืนรถยนต์ให้แก่โจทก์ โดยให้คู่กรณีไปดำเนินการให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิในรถยนต์พิพาทเสียก่อนจึงจะดำเนินการต่อไป เป็นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีมีผู้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลาง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนี้เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจศาลปกครองนั้น ต้องเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ส่วนกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นเป็นขั้นตอนของการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น การตรวจค้น การจับกุม สอบสวน ยึดสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด เพื่อเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือสั่งคืนสิ่งของที่ได้ยึดไว้ การใช้อำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง เพราะเป็นการมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิด มาลงโทษทางอาญา และศาลที่มีอำนาจเกี่ยวแก่การพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาได้แก่ ศาลยุติธรรม เมื่อการขอคืนของกลางที่เจ้าพนักงานยึดไว้ในคดีอาญาเป็นขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๕ วรรคสาม คำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องโต้แย้งการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีคำสั่งไม่คืนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของกลางให้แก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งอยู่ในการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการไม่คืนของกลางจะก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสองก็ตาม ก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายมงคล วิบูลย์ โจทก์ พันตำรวจเอก ฤทธิรงค์ กันยาประสิทธิ์ ที่ ๑ พันตำรวจโท ชาญ บุญคง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วิบูลย์
จำเลย — พันตำรวจเอก ฤทธิรงค์ กันยาประสิทธิ์ ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2558
#590159
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้เสียหายในคดีอาญายื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ และพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาสูญหาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายในคดีดังกล่าวเสียหายโดยไม่อาจดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจาก ผู้ต้องหาได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาสูญหายขณะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับ ความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ไม่เก็บรักษาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นเหตุให้สำนวนสูญหายและไม่อาจสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นของพนักงานอัยการและไม่สามารถส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาล ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) ดังนั้น การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และแม้ ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ นายสมยศ สุธางค์กูร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ ร้อยตำรวจเอก วินัย สุโขพืช ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๙/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากให้ดำเนินคดีนายชัยเอก ณรงคสุต และนายปฏิภาณ สีเหมือน ในข้อหาร่วมกันยักยอกรถยนต์ จำนวน ๔ คัน มูลค่ารวม ๑,๕๕๕,๐๐๐ บาท ผู้ต้องหาทั้งสองหลบหนี และศาลจังหวัดพระโขนงออกหมายจับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สรุปสำนวนการสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ แต่พนักงานอัยการส่งคืนสำนวนเพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติม ต่อมาเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูนจับกุมนายปฏิภาณนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวหายไป จึงไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ต้องหาได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๒,๘๑๓,๒๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๕๕๕,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การที่สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๑๒๘๙/๒๕๔๖ สูญหายไม่เป็นเหตุให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา การที่ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทั้งค่าเสียหายผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีเสียหายจริงเท่าใดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเพียงหน่วยงานที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สังกัด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ถึงแม้ว่าการทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนจะถือเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนหรือกระบวนการในการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีอาญาก็ตาม แต่ในขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาจมีการกระทำทางปกครองปะปนอยู่ด้วย ดังนั้น ถ้าขั้นตอนใดเป็นการกระทำที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะ การกระทำดังกล่าวก็จะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลยุติธรรม แต่ถ้าการกระทำใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการนอกเหนือ หรือมิได้กระทำตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำนั้นจะอยู่ในอำนาจการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากที่พนักงานอัยการส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๑๒๘๙/๒๕๔๖ กลับคืนเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ทำการสอบสวนเพิ่มเติม และเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองลำพูนได้จับกุมตัวนายปฏิภาณ สีเหมือน ผู้ต้องหานำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากแล้ว แต่ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลับทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวสูญหาย ทำให้ไม่สามารถสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นที่พนักงานอัยการทักท้วงและไม่สามารถนำผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจนทำให้สำนวนคดีอาญาดังกล่าวสูญหายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินคดี เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ต้องหาได้ จึงมีประเด็นแห่งคดีที่ศาลปกครองจะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดอยู่ จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการจัดเก็บสำนวนการสอบสวนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและระมัดระวังมิให้สูญหายหรือไม่ เพียงใด โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ซึ่งการที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้จำเป็นต้องพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่และได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเก็บสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นไปตามกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ต้องปฏิบัติโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ อย่างไร ประกอบกับกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มิได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในลักษณะดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการกระทำทางปกครองที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษา กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนคดีอาญาเป็นขั้นตอนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งกำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง แม้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาสูญหาย จนไม่สามารถดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ก็ตาม แต่ถือได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิใช่เป็นการละเมิด อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือจากกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ ร้อยตำรวจเอก วินัย สุโขพืช ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๑๒๘๙/๒๕๔๖ สูญหาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายในคดีดังกล่าวเสียหายโดยไม่อาจดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ต้องหาได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การที่สำนวนการสอบสวนคดีอาญาดังกล่าวสูญหายไม่เป็นเหตุให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา เพราะแม้พนักงานสอบสวนไม่มีสำนวนการสอบสวนคดีอาญา แต่พนักงานสอบสวนคงมีอำนาจหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ส่งให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ ประกอบมาตรา ๒ (๖) เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ดังนี้ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ ๑๒๘๙/๒๕๔๖ สูญหายขณะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและการสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ไม่เก็บรักษาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นเหตุให้สำนวนสูญหายและไม่อาจสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นของพนักงานอัยการและไม่สามารถส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ อันเป็นการกระทำตามหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง เมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) ดังนั้น การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และแม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสมยศ สุธางค์กูร ผู้ฟ้องคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ ร้อยตำรวจเอก วินัย สุโขพืช ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสมยศ สุธางค์กูร
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2558
#595412
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด เพื่อเรียกเงินเบี้ยหวัดคืน โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญา ผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายหรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๓/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ กองทัพบก โจทก์ ยื่นฟ้อง พันจ่าตรี สิทธิชัย แสงเขียว จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๑๖/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๒๑๐๘/๒๕๕๗ ความว่า เดิมจำเลยเคยรับราชการเป็นทหารเรือตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ และได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ รวมเวลารับราชการ ๘ ปี ๑๑ เดือน ๑๗ วัน โดยขณะจำเลยลาออกนั้นจำเลยมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ต่อมาจำเลยได้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๓ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ทั้งนี้ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) แต่จำเลยกลับไม่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดและแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เบิกจ่ายเบี้ยหวัดทราบตามข้อบังคับดังกล่าว และยังคงรับเงินเบี้ยหวัดเรื่อยมา เมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กลับเข้ารับราชการ จึงงดจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้แก่จำเลย โดยจำเลยได้รับเบี้ยหวัดไปเกินสิทธิเป็นเงิน ๖๔๔,๔๐๒.๐๖ บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยมาทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระคืนเงินเบี้ยหวัดที่รับไปเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๗๒๐,๗๓๗.๒๒ บาท และดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เบี้ยหวัดและเงินอื่นใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น จำเลยรับไว้โดยสุจริตจึงไม่ต้องคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๒ คดีโจทก์ขาดอายุความ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องให้จำเลยใช้เงินที่รับไป โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้คืนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ หรือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีประเด็นปัญหาหลักที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งงดจ่ายเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ และ ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ และเพิกถอนคำสั่งอนุมัติจ่ายเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ ตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ แม้การฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพและ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ก็มิได้ทำให้การดำเนินการของโจทก์เป็นการใช้สิทธิทางแพ่งในฐานะเอกชนฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ การเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิในคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินเบี้ยหวัดที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยกลับเข้ารับราชการเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเหตุให้ต้องงดเบี้ยหวัดและกรมบัญชีกลางได้งดจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้แก่จำเลย ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) ที่ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีที่ทหารผู้นั้นเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำเลยจึงต้องคืนเงินเบี้ยหวัดที่ได้รับเกินสิทธิไปแก่โจทก์ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดให้แก่จำเลยจะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพและ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปเกินสิทธิ จำเลยให้การว่า จำเลยรับเงินไว้โดยสุจริตจึงไม่ต้องคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๒ โดยมิได้โต้แย้งว่าคำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่าการที่โจทก์เรียกคืนเงินเบี้ยหวัด บำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพและ ช.ค.บ. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการเรียกคืนเงินดังกล่าว โจทก์มีเพียงหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ และลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ เท่านั้น การออกหนังสือของโจทก์มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ สังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการ รับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกองทัพบก โจทก์ พันจ่าตรี สิทธิชัย แสงเขียว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — พันจ่าตรี สิทธิชัย แสงเขียว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2558
#595411
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดเพื่อเรียกเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) คืน โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจาก การที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายหรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิอันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๒/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กองทัพบก โจทก์ ยื่นฟ้องจ่าเอก ขจรศักดิ์ เต็มดี จำเลยต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๒/๒๕๕๗ ความว่า เดิมจำเลยเคยรับราชการเป็นทหารเรือตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๘ และได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ รวมเวลารับราชการ ๓ ปี ๒๐ วัน โดยขณะจำเลยลาออกนั้นจำเลยได้รับเงินเดือนในอัตรา ๖,๑๖๐ บาท จึงมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ และได้รับเบี้ยหวัดเดือนละ ๑,๘๔๘ บาท และในแต่ละปียังได้รับเงินเพิ่มเบี้ยหวัดจากกรมบัญชีกลางซึ่งจ่ายเป็นเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ(ช.ค.บ.) ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ เพิ่มทุกปีเรื่อยมา ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้กลับเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แต่จำเลยไม่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดและแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เบิกจ่ายเบี้ยหวัดของตนทราบ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๑๐ ซึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๘ กำหนดให้งดเบี้ยหวัดสำหรับข้าราชการที่กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยจำเลยยังคงรับเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) นับแต่วันที่จำเลยกลับเข้ารับราชการดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยได้รับเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เกินสิทธิ เป็นเงิน ๕๗๒,๐๙๐.๐๓ บาท โจทก์มีหนังสือแจ้งกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานจ่ายตรง ขอให้งดจ่ายเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) สำหรับข้าราชการตามโครงการจ่ายตรง กรมบัญชีกลางได้งดจ่ายเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้จำเลยแล้ว และโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้มาทำสัญญาผ่อนชำระหนี้เงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระคืนเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ที่รับไปเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๖๔๗,๕๙๘.๐๘ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์เรียกเงินคืนย้อนหลังทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่คำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของจำเลย โดยจำเลยรับเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามสิทธิที่เกิดขึ้นโดยสุจริต จำเลยไม่เคยได้รับแจ้งว่าไม่มีสิทธิรับเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ความผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่โจทก์ที่ปล่อยให้มีการเบิกจ่ายเงินเกินสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิรับเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) หลังจากที่จำเลยเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ จำเลยไม่แจ้งหรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดและโจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการที่เบิกจ่ายเบี้ยหวัดทราบ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ไม่ใช่เป็นเรื่องหรือกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือไม่ได้ฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิทางแพ่งของโจทก์ในอันที่จะฟ้องเรียกทรัพย์ที่จำเลยรับไว้โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายคืนจากจำเลย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีประเด็นปัญหาหลักที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการคืนเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ แม้การฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจะต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็มิได้ทำให้การดำเนินการของโจทก์เป็นการใช้สิทธิทางแพ่งในฐานะเอกชนฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลย แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ การเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิในคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ตรวจพบว่า จำเลยกลับเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเหตุให้ต้องงดเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. และกรมบัญชีกลางได้งดจ่ายเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) ที่ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีที่ทหารผู้นั้นเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ กำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด หรือบำนาญไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. ถ้า (๑) เข้ารับราชการ หรือกลับเข้ารับราชการ หรือเข้าทำงาน หรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยจึงต้องคืนเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ที่ได้รับเกินสิทธิไปแก่โจทก์ ดังนี้ เห็นว่า แม้คำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดและเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลยจะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไปเกินสิทธิ จำเลยให้การว่า การเรียกคืนเงินย้อนหลังดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่คำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของจำเลย โดยมิได้โต้แย้งว่าคำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัด และ ช.ค.บ. ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งระงับการจ่ายเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีมีประเด็นต้องพิจารณาเพียงว่า การที่โจทก์เรียกคืนเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการเรียกคืนเงินดังกล่าว โจทก์มีเพียงหนังสือเรียกให้จำเลยไปทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กรณีรับเงินไปเกินสิทธิ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๖ เท่านั้น การออกหนังสือของโจทก์มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิจึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายหรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกองทัพบก โจทก์ จ่าเอก ขจรศักดิ์ เต็มดี จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — จ่าเอกขจรศักดิ์ เต็มดี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2558
#595410
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กองทัพเรือซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดขอให้คืนเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จดำรงชีพ ที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์มีหนังสือเรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปเกินสิทธิ และส่งเงินคืนคลัง ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าว จึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททาง ปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิอันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ กองทัพเรือ โจทก์ ยื่นฟ้องพันจ่าเอก เทพมงคล เจริญนิช จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๐๘/๒๕๕๖ ความว่า เดิมจำเลยรับราชการสังกัดโจทก์ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ และได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยได้รับเงินบำนาญ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จดำรงชีพ จากโจทก์รวมเป็นเงิน ๖๗๓,๒๐๘.๕๐ บาท ต่อมา กรมบัญชีกลางได้รับแจ้งจากองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวายว่า จำเลยกลับเข้ารับราชการเป็นพนักงานเทศบาลเมืองสระแก้ว ตำแหน่งเจ้าพนักงานเทศกิจ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒ และโอนย้ายเรื่อยมาจนดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย จังหวัดอุบลราชธานี โดยที่การกลับเข้ารับราชการของจำเลยเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) ระบุว่า ทหารซึ่งได้รับเบี้ยหวัดอยู่แล้ว ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ ระบุว่า ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. ตามมาตรา ๓ หรือมาตรา ๔ ถ้าเข้ารับราชการหรือกลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และบำเหน็จดำรงชีพ นับแต่วันที่กลับเข้ารับราชการ อันเป็นการรับเงินเบี้ยหวัด ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพเกินสิทธิโดยไม่มีสิทธิ กรมบัญชีกลางจึงงดจ่ายเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ และแจ้งให้โจทก์เรียกคืนเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพ โจทก์มีหนังสือที่ กห ๐๕๐๐/๖๘๙ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗๐๖,๙๖๑.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖๗๓,๒๐๘.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยรับราชการสังกัดโจทก์และได้ลาออกจากราชการ ได้รับเงินบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพจากโจทก์จริง การลาออกของจำเลย โจทก์ทราบดีและได้คิดเบี้ยหวัดบำนาญให้จำเลยตามอายุราชการและจ่ายเงินดังกล่าวผ่านบัญชีธนาคารให้จำเลยเอง หากจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ย่อมจะไม่จ่ายให้แก่จำเลยตลอดมา จำเลยรับเงินไปจากโจทก์โดยสุจริต ประกอบกับตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ มิได้ใช้บังคับกับบุคคลที่ลาออกไปบรรจุเป็นพนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล จำเลยจึงมีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยหวัดบำนาญตามสิทธิของจำเลย อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า เดิมจำเลยรับราชการเป็นทหารเรือสังกัดโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ต่อมาวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ จำเลยลาออกจากราชการ และวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒ จำเลยกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานเทศกิจ ๓ เทศบาลเมืองสระแก้ว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ มาตรา ๙ แต่จำเลยยังคงได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพจากโจทก์ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๗๓,๒๐๘.๕๐ บาท ซึ่งตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ หมวด ๔ ข้อ ๘ (๓) ระบุว่า ทหารซึ่งได้รับเบี้ยหวัดอยู่แล้วให้งดเบี้ยหวัดในกรณีกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ (๑) ระบุว่า ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. ถ้าเข้ารับราชการหรือกลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการ ส่วนท้องถิ่น จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงเป็นคดีฟ้องเพื่อติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย คดีพิพาทจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องว่า เนื่องจากจำเลยลาออกจากราชการทหารสังกัดโจทก์ โจทก์จึงจ่ายเงินบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพให้จำเลย ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ รวมเป็นเงิน ๖๗๓,๒๐๘.๕๐ บาท ต่อมา กรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่า ภายหลังจากที่จำเลยลาออกจากราชการทหาร จำเลยได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นเจ้าพนักงานเทศกิจ ๓ สังกัดเทศบาลเมืองสระแก้ว เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๒ และโอนย้ายเรื่อยมาจนดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย กรณีดังกล่าวจึงเป็นการกลับเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับบำนาญและ ช.ค.บ. ตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง (๓) ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ และเมื่อไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพด้วย กรมบัญชีกลางจึงงดจ่ายเงินทั้งหมดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ และให้โจทก์เรียกคืนเงินที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่รับไปเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ย เมื่อมูลเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยสืบเนื่องจากกรมบัญชีกลางพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพให้จำเลย อันเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางใช้อำนาจตามมาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับ เบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบกับมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หลังจากนั้น กรมบัญชีกลางตรวจพบว่าการพิจารณาสั่งจ่ายเงินบำนาญ ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพให้จำเลยไม่ถูกต้อง กรมบัญชีกลางจึงงดจ่ายเงินดังกล่าวให้จำเลยพร้อมทั้งแจ้งให้โจทก์ดำเนินการเรียกให้จำเลยชำระเงินคืน อันเป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางพบว่าคำสั่งจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงใช้อำนาจตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แล้วให้โจทก์ใช้อำนาจตามข้อ ๓๑ ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๕๐ เรียกเงินส่วนที่จำเลยได้รับเกินสิทธิคืน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินเบี้ยหวัด เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จ ดำรงชีพ ที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่กรมบัญชีกลางได้รับแจ้งจากองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวายว่า จำเลยกลับเข้ารับราชการเป็นพนักงานเทศบาลและโอนย้ายเรื่อยมาจนดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย เป็นเหตุให้ต้องงดเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. และกรมบัญชีกลางได้งดจ่ายเงินเบี้ยหวัดและ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลย โดยข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘(๓) ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีที่ทหารผู้นั้นเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญไม่มีสิทธิได้รับเงิน ช.ค.บ. ตามมาตรา ๓ หรือมาตรา ๔ ถ้าเข้ารับราชการหรือกลับเข้ารับราชการหรือเข้าทำงานหรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น และเมื่อไม่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพด้วย จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไปเกินสิทธิคืน ดังนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว โจทก์มีเพียงหนังสือที่ กห ๐๕๐๐/๖๘๙ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ เรียกให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด ช.ค.บ. และบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปเกินสิทธิ และส่งเงินคืนคลัง เท่านั้น การออกหนังสือของโจทก์มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฐานอันเป็นที่มาของข้อพิพาทดังกล่าว จึงไม่ใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งคำฟ้องคดีนี้เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการสังกัดโจทก์รับผิดคืนเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จึงไม่ใช่ความรับผิดอันเกิดจากการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรอันจะเข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อข้อพิพาทคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเสียแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย ซึ่งได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิ อันเป็นการรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันมีลักษณะเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา ๔๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกองทัพเรือ โจทก์ พันจ่าเอก เทพมงคล เจริญนิช จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521
พ.ร.ฎ.การจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกับ พ.ศ.2535
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพเรือ
จำเลย — พันจ่าเอกเทพมงคล เจริญพานิช
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2558
#595397
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมโปรแกรมใช้งาน ขอให้ชำระเงินแก่โจทก์ จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ บริษัทสลิลทิพย์วารี จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จำเลย ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๖๗๗๓/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer ยี่ห้อ Samsung รุ่น NP๒๐๐A๔B พร้อมโปรแกรมใช้งานกับจำเลย จำนวน ๒๔๐ เครื่อง เป็นเงิน ๙,๒๕๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งการชำระเงินและส่งมอบเป็น ๓ งวด โจทก์ได้ส่งมอบงานงวดที่ ๑ ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ แต่จำเลยปฏิเสธการชำระเงินงวดที่ ๑ ให้แก่โจทก์ อ้างว่าโจทก์ต้องส่งมอบแผ่นซีดีติดตั้งโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ให้จำเลยก่อน ซึ่งโจทก์แจ้งจำเลยแล้วว่าไม่มี และต้องใช้วิธีดาวน์โหลดจากเว็บไซต์เพื่อติดตั้งเท่านั้น สัญญาในงานงวดที่ ๒ จำเลยมิได้ส่งข้อมูล Source Code ที่สมบูรณ์ให้แก่โจทก์ เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาโปรแกรมระบบงานสารสนเทศเพื่อมาติดตั้งให้แก่จำเลย เป็นผลทำให้โจทก์ส่งงานงวดที่ ๒ ให้แก่จำเลยล่าช้า ส่วนงานงวดที่ ๓ เป็นการฝึกอบรมผู้ใช้โปรแกรมที่มีการพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องจากงานงวดที่ ๒ โดยโจทก์แจ้งส่งมอบงานงวดที่ ๓ พร้อมกับงานงวดที่ ๒ ทันที แต่จำเลยกลับขอเลื่อนการรับงานงวดที่ ๓ ออกไปอีก ต่อมาจำเลยได้ชำระเงินงวดที่ ๑ ให้แก่โจทก์โดยหักเงินค่าปรับไว้จำนวน ๔๙๓,๙๕๐ บาท จากนั้นจำเลยมีหนังสือขอคิดค่าปรับจากการส่งมอบงานงวดที่ ๒ จำนวน ๒,๗๘๙,๐๐๐ บาท และขอคิดค่าปรับจากการส่งมอบงานงวดที่ ๓ จำนวน ๑,๙๔๒,๕๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น ๕,๒๒๕,๔๕๐ บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิคิดค่าปรับจากโจทก์ เนื่องจากโจทก์ส่งงานงวดที่ ๑ ภายในกำหนดเวลา ส่วนงานงวดที่ ๒ และงวดที่ ๓ ที่โจทก์ส่งมอบล่าช้าเกิดจากความผิดและความบกพร่องของจำเลย จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าปรับงานงวดที่ ๑ ที่จำเลยหักไว้ และชำระค่าจ้างงานงวดที่ ๒ และงวดที่ ๓ ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ จำเลยยังต้องชดใช้เงินที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายเพื่อซื้อโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ จำนวน ๑,๖๑๓,๔๗๔.๔๐ บาท แทนจำเลยด้วย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๘,๕๘๒,๔๒๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้คืนหลักประกันสัญญาแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากับโจทก์จริง แต่โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๑ ไม่เป็นไปตามขอบเขตของงานที่กำหนดให้ส่งมอบระบบปฏิบัติการพร้อมแผ่นโปรแกรม ต่อมาโจทก์จัดหาแผ่นซีดีโปรแกรมส่งมอบให้แก่จำเลยหลังจากครบกำหนดส่งมอบงานงวดที่ ๑ แล้ว จำเลยจึงปรับโจทก์กรณีส่งมอบงานล่าช้า ส่วนงานงวดที่ ๒ ระบบปฏิบัติการไม่สามารถรองรับงานในระบบของจำเลยได้ แต่โจทก์ไม่แก้ไข จำเลยจึงคิดค่าปรับ โจทก์แก้ไขงานโดยต้องรับผิดชอบเองจึงไม่อาจเรียกเงินค่าทดรองซื้อระบบปฏิบัติการโปรแกรมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ จากจำเลยได้ โจทก์ผิดเองที่ส่งมอบงานงวดที่ ๑ และที่ ๓ ล่าช้า และงานงวดที่ ๒ ไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีสิทธิคิดค่าปรับจากโจทก์ และจำเลยยังไม่ต้องคืนหลักประกันสัญญาให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง และมีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็น หรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นด้วย ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ และจำเลยอยู่ในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อมีการทำสัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์กับโจทก์โดยเป็นสัญญาที่ซื้อขายและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมใช้งานเพื่อนำไปใช้ในกิจการงานของจำเลยเอง ไม่ใช่สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ดังนั้น สัญญาซื้อขายในคดีนี้จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองและไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่ง ซึ่งศาลยุติธรรมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง และมีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นหรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นได้ รวมทั้งการทำสวนยางและสวนไม้ยืนต้น ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวข้องเป็นการสาธิตและส่งเสริม เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์ กับให้รวมตลอดถึงการดำเนินการส่งเสริมหรือสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยทำสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมโปรแกรมการใช้งานกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่สัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ โจทก์มิได้มีหน้าที่เพียงส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งระบบปฏิบัติการให้แก่จำเลยเท่านั้น แต่โจทก์ยังต้องมีหน้าที่ติดตั้งโปรแกรมใช้งานบนเครื่อง Notebook นอกจากนี้ โจทก์ต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเกี่ยวกับโครงสร้างของการพัฒนาโปรแกรม (System Flow และ Program Flow) ระบบการ Download และ Upload ข้อมูล รวมถึงการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบงานในสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดภาคใต้อย่างน้อย ๓ ครั้ง กรณีจึงเห็นได้ว่า การจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมติดตั้งโปรแกรมการใช้งานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานสงเคราะห์สวนยางภาคสนามนำเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวไปใช้ในการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับการอนุมัติให้การสงเคราะห์ การสำรวจรังวัด การตรวจสวนยางและติดตามสวนยาง ให้คำแนะนำความรู้และเทคโนโลยีการทำสวนยาง และการจ่ายเงินสงเคราะห์แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขอรับการสงเคราะห์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับระบบงานสารสนเทศของจำเลยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ถูกต้อง และสามารถจัดเก็บข้อมูลบนเครื่องแม่ข่ายของจำเลยได้ ดังนั้น สัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer ระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงมีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะในภารกิจหน้าที่ของจำเลย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักเงินค่าปรับจากโจทก์ เนื่องจากเหตุแห่งความล่าช้าเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน ๘,๕๘๒,๔๒๔.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว และให้คืนหลักประกันสัญญาให้แก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๗/๒๕๕๕ ที่ ๓๘/๒๕๕๔ ที่ ๒๘/๒๕๕๔ ที่ ๒๓/๒๕๕๔ และที่ ๒๗/๒๕๕๑

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลชำระเงินแก่โจทก์กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมโปรแกรมใช้งาน จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยาง และมีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นหรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นได้ รวมทั้งการทำสวนยางและสวนไม้ยืนต้น ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวข้องเป็นการสาธิตและส่งเสริม เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์ กับให้รวมตลอดถึงการดำเนินการส่งเสริมหรือสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทกับโจทก์ โดยมีสาระสำคัญว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา ชนิด Notebook Computer พร้อมโปรแกรมใช้งานแก่จำเลย เพื่อนำไปใช้ในกิจการของจำเลยเอง ดังนี้ สัญญาพิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทสลิลทิพย์วารี จำกัด โจทก์ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสลิลทิพย์วารี จำกัด
จำเลย — กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 79/2558
#589653
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องว่า หน่วยงานทางปกครองปกครองผิดสัญญาว่าจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน ขอให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่พัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีอำนาจในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงการสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น การที่จำเลยสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ แล้วว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งอุปกรณ์ที่สั่งซื้อดังกล่าวเพื่อทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อที่จำเลยจะได้นำน้ำประปาไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแขวงนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงนครสวรรค์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สวรรค์รักษา โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านมะเกลือ จำเลย ต่อศาลแขวงนครสวรรค์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๗/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ จำเลยได้สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ เป็นจำนวนเงิน ๒๕๗,๘๐๐ บาท และโจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านของหมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านมะเกลือ เพื่อที่จำเลยจะได้นำน้ำประปาไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนอุปโภคบริโภคต่อไป โจทก์ดำเนินการตามที่ตกลงไว้เรียบร้อยแล้ว จำเลยไม่ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามจำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๒๕๗,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสั่งซื้ออุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ และไม่เคยว่าจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแขวงนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ลักษณะที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยว่าจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านนั้น เป็นสัญญาที่เกิดจากโจทก์และจำเลยแสดงเจตนาด้วยใจสมัครในฐานะที่เท่าเทียมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้เป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้มอบหมายให้โจทก์ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครองแทนรัฐแต่อย่างใดไม่ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้ทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งไม่ปรากฏว่าในการว่าจ้างซ่อมแซมระบบประปาดังกล่าวแสดงถึงเอกสิทธิ์ของจำเลยว่ามีอยู่เหนือโจทก์ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่จำเลยมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีอำนาจในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงการสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น อันเป็นการพัฒนาตำบลภายในเขตรับผิดชอบของจำเลย การที่จำเลยสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ และว่าจ้างโจทก์ให้ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านของหมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านมะเกลือ เพื่อความสะดวกในการจัดให้มีน้ำประปาให้กับประชาชนในการอุปโภคบริโภค อันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจของจำเลยในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ตามมาตรา ๖๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซ่อมแซมระบบประปาให้แก่จำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๘๘/๒๕๕๖ และที่ ๑๔/๒๕๔๕

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ และว่าจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน โจทก์ดำเนินการตามที่ตกลงไว้เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่พัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีอำนาจในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงการสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ตามมาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๘ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ประกอบมาตรา ๑๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากโจทก์ แล้วว่าจ้างให้โจทก์ติดตั้งอุปกรณ์ที่สั่งซื้อดังกล่าวเพื่อทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อที่จำเลยจะได้นำน้ำประปาไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคในการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลย สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสาธารณูปโภคอันเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สวรรค์รักษา โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านมะเกลือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สวรรค์รักษา
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านมะเกลือ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 78/2558
#595389
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งหกเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเอกชนและผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนทั้งหมดที่โจทก์ทั้งหกจ่ายให้แก่มหาวิทยาลัย และค่าเสียหายอื่นๆ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่มูลเหตุที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมนั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาด จนกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการการอุดมศึกษาและมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งส่งผลให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานตามกำหนดเวลาที่ได้ให้คำมั่นไว้ กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายประเสริฐ พิทักษ์กรณ์ ที่ ๑ จ่าเอก มนตรี ผลบุญเรือง ที่ ๒ นางดลนภา สุขสวัสดิ์ ที่ ๓ นางรัตนาหรือธันยาสินี พลคง ที่ ๔ นางธัญรดี ปราศจาก ที่ ๕ นางสาววีระวรรณ จักกระหวัด ที่ ๖ โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยอีสาน ที่ ๑ นางจรรยา แสวงการ ที่ ๒ นายอัษฎางค์ แสวงการ ที่ ๓ นายธนวัฒน์ น้อยหา ที่ ๔ จำเลย นายสุมนต์ สกลไชย จำเลยร่วม ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๓๔๘๑/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๒๐๖๔/๒๕๕๗ ความว่าโจทก์ทั้งหกสมัครเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสาน ณ ศูนย์การเรียนการสอนโรงเรียนเลิศปัญญา อำเภอสัตหีบ โดยชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โจทก์ทั้งหกจึงเป็นผู้ได้รับบริการด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีสานและเป็นผู้บริโภค แต่หลังจากที่โจทก์ทั้งหกเรียนจบตามหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยอีสานกำหนดไว้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยอีสานอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน และคณะกรรมการฯ ได้มีประกาศให้นักศึกษาของจำเลยที่ ๑ ขึ้นทะเบียนนักศึกษากับคณะกรรมการฯ ซึ่งโจทก์ทั้งหกได้ดำเนินการตามที่มีประกาศแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน ทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหายเนื่องจากยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สำเร็จการศึกษา ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ขึ้นทะเบียนโจทก์ทั้งหกเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๓ ก่อนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ หากจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถกระทำได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๓ ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการศูนย์การเรียนของมหาวิทยาลัยอีสาน ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชดใช้คืนเงินที่โจทก์ทั้งหกต้องเสียไปรวมเป็นเงิน ๗๗๘,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งหกพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้มหาวิทยาลัยอีสานถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย ทำให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้วุฒิการศึกษาตามที่จำเลยทั้งสี่ให้คำมั่นไว้ เป็นเงินคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งเรียกผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมให้การโดยสรุปว่า โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคดีนี้ไม่ใช่คดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ และความเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ ๑ สิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสี่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติโดยถูกต้องตามกฎหมายและครบถ้วน และได้นำเงินของโจทก์ไปใช้จ่ายในการจัดการศึกษาสมประโยชน์ของโจทก์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนและไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาในอันที่จะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ นอกจากนี้หลังจากที่มหาวิทยาลัยอีสานถูกควบคุมและเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว จำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ทางกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยกำหนด โดยเฉพาะการดำเนินการตรวจสอบให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้ศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรออนุมัติให้จบและรับใบปริญญาบัตรภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ อีกต่อไป คำขอบังคับของโจทก์ทั้งหกจึงเป็นอันพ้นวิสัยที่จะกระทำได้ คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภคและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มิใช่ศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐจึงไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง แม้ต่อมากระทรวงศึกษาธิการจะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยของจำเลยที่ ๑ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๙๒ วรรคสอง บัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชนเป็นผู้ออกหนังสือรับรองผลการศึกษาของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีเหตุสมควรถูกเพิกถอนใบอนุญาตก็ตาม ก็เป็นบทบัญญัติแต่เพียงกำหนดว่าเมื่อมีเหตุที่จะถอนใบอนุญาตแล้ว ก็ให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชนเป็นผู้ใช้อำนาจออกหนังสือรับรองผลการศึกษาแทนจำเลยที่ ๑ เท่านั้น หาได้ทำให้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนที่มาตรา ๙๓ บัญญัติว่า เมื่อรัฐมนตรีมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ถือว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดังกล่าวหมดสภาพการเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๑๓ ให้คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี และให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัดมาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยอนุโลมนั้น ก็เป็นเพียงการจัดการชำระบัญชีในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองขึ้นมาได้ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่เป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานที่ให้บริการสาธารณะด้านการศึกษาแก่โจทก์ทั้งหกตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐอันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตามที่กฎหมายมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการ ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นนักศึกษาจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายระหว่างหน่วยงานทางปกครองที่จัดทำบริการสาธารณะทางปกครองกับผู้รับบริการสาธารณะทางปกครอง มิใช่เป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาการให้บริการด้านการศึกษาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง หรือมีลักษณะเป็นการรับจัดทำการงานตามความหมายของนิยามคำว่า บริการ ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งการที่โจทก์ทั้งหกกล่าวอ้างว่าได้ศึกษาครบทุกวิชาตามหลักสูตรแล้ว แต่ไม่ได้รับวุฒิการศึกษา เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย ประกอบกับคำสั่งเพิกถอนดังกล่าวระบุเหตุผลที่เพิกถอนใบอนุญาตฯ ว่า ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยไม่นำส่งเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยอีสานและไม่นำเงินมาเพิ่มในกองทุนทั่วไปดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ทำให้สถานการณ์การเงินของมหาวิทยาลัยอีสานไม่เพียงพอที่จะจัดการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อีกทั้งก่อนถูกควบคุม ระบบทะเบียนนักศึกษาเป็นข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือทำให้ไม่ทราบจำนวนนักศึกษาที่แน่นอน ข้อมูลผลการศึกษาของนักศึกษารายบุคคลไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ จำนวนอาจารย์มีสัดส่วนที่ไม่เพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด คณะกรรมการการอุดมศึกษาประชุมพิจารณาแล้วเชื่อว่า มหาวิทยาลัยอีสานไม่ดำเนินการหรือไม่ควรดำเนินกิจการต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน กรณีจึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ รับรองให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้สำเร็จการศึกษา อีกทั้งจำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะด้านการศึกษาไม่เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ ทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีโจทก์ทั้งหกไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานตามกำหนดเวลาที่ได้ให้คำมั่นไว้ ทั้งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน ขอให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนทั้งหมดที่โจทก์ทั้งหกจ่ายให้แก่มหาวิทยาลัย และค่าเสียหายอื่นๆ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีสภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย เช่น การอนุมัติและการปรับปรุงหลักสูตร การอนุมัติและการเพิกถอนปริญญา ฯลฯ แต่มูลเหตุที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วมนั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาด จนกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการการอุดมศึกษาและมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งส่งผลให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานตามกำหนดเวลาที่ได้ให้คำมั่นไว้ กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประเสริฐ พิทักษ์กรณ์ ที่ ๑ จ่าเอก มนตรี ผลบุญเรือง ที่ ๒ นางดลนภา สุขสวัสดิ์ ที่ ๓ นางรัตนาหรือธันยาสินี พลคง ที่ ๔ นางธัญรดี ปราศจาก ที่ ๕ นางสาววีระวรรณ จักกระหวัด ที่ ๖ โจทก์ มหาวิทยาลัยอีสาน ที่ ๑ นางจรรยา แสวงการ ที่ ๒ นายอัษฎางค์ แสวงการ ที่ ๓ นายธนวัฒน์ น้อยหา ที่ ๔ จำเลย นายสุมนต์ สกลไชย จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ พิทักษ์กรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — มหาวิทยาลัยอีสาน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลยร่วม — นายสุมนต์ สกลไชย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2558
#590158
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ถูกคัดค้านจากธนารักษ์พื้นที่ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ถือเป็นการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๙ เข้ายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับคำขอออกโฉนดที่ดินและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นกับให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๘ และที่ ๙ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และการจัดซื้อที่ดินสำหรับการสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลง ดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๗/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗ นายบุญประเสริฐ คุณานพรัตน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ที่ ๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๕ กรมชลประทาน ที่ ๖ กระทรวงการคลัง ที่ ๗ กรมธนารักษ์ ที่ ๘ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ที่ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๔/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๔/๒๔๙๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ช่างรังวัดทำการรังวัดที่ดินได้เนื้อที่ ๖๔ ไร่ ๓ งาน ๕๒ ตารางวา แต่ธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แจ้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่นายพิทักษ์ เกิดบัว ผู้จัดการมรดกของนายพร้อม เกิดบัว และนายพัก เกิดบัว ซึ่งยื่นคำขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินคัดค้านการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งแปลง และธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินด้วยเช่นกัน เนื่องจากที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ สป ๑๕๑๔ ใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ราชพัสดุดังกล่าวเป็นที่ดินตามประกาศกระแสร์พระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ปัจจุบันกรมชลประทานส่งคืนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของราษฎรที่บุกรุกเขตคลองชลประทาน โดยให้การเคหะแห่งชาติเช่าที่ดินสำหรับจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทร การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งเมื่อปี ๒๔๙๘ เป็นการแจ้งภายหลังจากที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ถือเป็นการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานใบไต่สวนและตามรูปแบบแผนที่การรังวัดออกโฉนดที่ดิน (ร.ว. ๙) เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕ และมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๙ เข้ายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับคำขอออกโฉนดที่ดิน ฉบับลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๘ และที่ ๙ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และการจัดซื้อที่ดินสำหรับการสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ สป ๑๕๑๔ ใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวเมื่อปี ๒๔๙๘ เป็นการแจ้งภายหลังที่ราชพัสดุซึ่งเป็นที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการดังกล่าว จึงเป็นการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินแปลงพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ และที่ ๙ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมที่ดิน มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ เป็นส่วนราชการสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีจึงเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ และที่ ๙ เป็นหน่วยงานทางปกครอง

ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๔/๒๔๙๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ช่างรังวัดทำการรังวัด ที่ดินได้เนื้อที่ ๖๔ ไร่ ๓ งาน ๕๒ ตารางวา แต่ธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แจ้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการได้ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่นายพิทักษ์ เกิดบัว ผู้จัดการมรดกของนายพร้อม เกิดบัว และนายพัก เกิดบัว ซึ่งยื่นคำขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินคัดค้านการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งแปลง และธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินด้วยเช่นกัน เนื่องจากที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ สป ๑๕๑๔ ใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และเป็นที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ปัจจุบันกรมชลประทานส่งคืนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๘ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของราษฎรที่บุกรุกเขตคลองชลประทาน โดยให้การเคหะแห่งชาติเช่าที่ดินสำหรับจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทร การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งเมื่อปี ๒๔๙๘ เป็นการแจ้งภายหลังจากที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ถือเป็นการได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๙ เข้ายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับคำขอเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๙ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๘๔/๒๔๙๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ถูกคัดค้านจากธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ สป ๑๕๑๔ ใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ถือเป็นการได้มา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ถึงที่ ๙ เข้ายุ่งเกี่ยวหรือคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันรับคำขอออกโฉนดที่ดินและดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้เสร็จสิ้นกับให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๘ และที่ ๙ ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตามประกาศกระแส พระบรมราชโองการ เรื่อง ขยายการหวงห้าม และการจัดซื้อที่ดินสำหรับการสร้างการทดน้ำไขน้ำบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย พุทธศักราช ๒๔๖๗ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ทะเบียน ที่ สป ๑๕๑๔ ใช้ประโยชน์เพื่อการชลประทานบริเวณคันกั้นน้ำเค็มชายทะเล การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ แปลงดังกล่าวได้แจ้งภายหลังจากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบุญประเสริฐ คุณานพรัตน์ ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ที่ ๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๕ กรมชลประทาน ที่ ๖ กระทรวงการคลัง ที่ ๗ กรมธนารักษ์ ที่ ๘ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการ ที่ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญประเสริฐ คุณานพรัตน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2558
#589652
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่โจทก์อ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินและขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ได้ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินและจำเลยที่ ๔ มีคำสั่งแก้ไขและแจ้งคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ เพียงบางส่วน คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานที่ดิน และให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปลง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานที่ดินมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๖/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ บริษัททอมมี่ สมายล์เวิลด์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องนายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิสันต์ บุญโยธา ที่ ๓ นายวิสุทธิ์ วงศ์วุฑฒิ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๒๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๔๐๒ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา โดยซื้อมาจากนางสุรีรัตน์ ปลื้มรุ่งโรจน์ ต่อมาปี ๒๕๕๖ โจทก์ขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ในการรังวัดที่ดิน จำเลยที่ ๑ เจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๐๔ เลขที่ ๒๒๐๐ และเลขที่ ๕๔๕๐ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงที่ดินของโจทก์ได้ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออก เป็นเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๓ ได้สอบสวนเปรียบเทียบ แล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ จำนวนเนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๓๙ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์โดยสุจริต สงบและเปิดเผย คิดเป็นเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว และเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๔ ได้มีคำสั่งแก้ไขและแจ้งคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ จำนวนเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๒ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าที่ดินจำนวน ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา อยู่นอกเขตยึดถือครอบครองทำประโยชน์ของโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ทราบจากการรังวัดออกโฉนดที่ดินอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ ๑ ชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ จึงไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา เป็นของโจทก์ โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องและให้จำเลยที่ ๑ รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ และให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ทำที่ดินให้มีสภาพดีดังเดิม และเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ และให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา โดยได้ปลูกสร้างที่พักอาศัยบริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๐๔ และปลูกไม้ยืนต้นด้านทิศตะวันตกของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๐๔ เลขที่ ๒๒๐๐ และเลขที่ ๕๔๕๐ โดยได้ทำประโยชน์ในที่ดินด้วยเจตนายึดถือเพื่อตนมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนางสุรีรัตน์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานที่ดินมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ยังมิได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ขั้นตอน และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ใดมีสิทธิครอบครอง แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ ออกคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ มีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๔ ตารางวา ซึ่งขาดหายไปเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และขอให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินแก่โจทก์ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ศาลตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนออกคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันกระทำการหรือออกคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้ว่าจะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ด้วยก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณาและศาลปกครองจะนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีแต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน เป็นกรณีที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับมูลความแห่งคดีพิพาทระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในเรื่องการออกคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและขอสวมสิทธิการรังวัดออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๔๐๒ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๐๔ เลขที่ ๒๒๐๐ และเลขที่ ๕๔๕๐ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงที่ดินของโจทก์ ในการรังวัดที่ดิน จำเลยที่ ๑ ได้ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา จำเลยที่ ๓ ได้สอบสวนเปรียบเทียบ แล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๓๙ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าจำเลยที่ ๑ ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ ๔ ได้มีคำสั่งแก้ไขและแจ้งคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๒ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตยึดถือครอบครองทำประโยชน์ของโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา เป็นของโจทก์ โจทก์มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ทำที่ดินให้มีสภาพดีดังเดิม และเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ และให้จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งเจ้าของเดิมไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องเพื่อเอาคืนภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานที่ดินมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ยังมิได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหาย และได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ข้อหาและข้อต่อสู้เป็นเรื่องโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัททอมมี่ สมายล์เวิลด์ จำกัด โจทก์ นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิสันต์ บุญโยธา ที่ ๓ นายวิสุทธิ์ วงศ์วุฑฒิ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอมมี่ สมายล์เวิลด์ จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2558
#590157
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๕ เลขที่ ๓๑๕ และเลขที่ ๔๖๓ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างสะพานรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อรองรับการก่อสร้างสะพาน ต่อมาผู้ฟ้องคดีไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ไม่ยินยอมลงนามรับรองแนวเขต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า การขอออกโฉนดที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครนายกให้เป็นที่ยุติเสียก่อน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๕/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครนายก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ นายจิระวัตร สุพุทธิพงศ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก ที่ ๓ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๔ นายอำเภอบ้านนา ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๕/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๕ เลขที่ ๓๑๕ และเลขที่ ๔๖๓ หมู่ที่ ๕ ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก อันเป็นที่ตั้งของสุสานกุ่ยฮง ทิศเหนือติดคลองเขาไม้ไผ่ โดยสุสานได้สร้างถนนเลียบคลอง ซึ่งเป็นทางพิพาทในคดีนี้ตลอดแนวเขตที่ดินของสุสาน ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการก่อสร้างสะพานดินถมมีท่อลอดจากที่ดินฝั่งตรงข้ามคลองเขาไม้ไผ่เพื่อเชื่อมต่อกับทางพิพาท อันเป็นการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อรองรับการก่อสร้างสะพาน เมื่อผู้ฟ้องคดีไปตรวจสอบแล้วจึงได้แจ้งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่กลับได้รับแจ้งว่าบริเวณทางพิพาทเป็นที่สาธารณะซึ่งไม่เป็นความจริง แม้ว่าสุสานจะได้สร้างทางพิพาทขึ้นและอนุญาตให้ชาวบ้านสามารถเดินทางผ่านได้ แต่ก็มิได้อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาผู้ฟ้องคดีพบว่าการก่อสร้างสะพานข้ามคลองเขาไม้ไผ่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีกำลังดำเนินการจนใกล้จะแล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ไม่ยินยอมลงนามรับรองแนวเขตให้ โดยอ้างว่าการกำหนดหลักเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดีทางด้านริมตลิ่งคลองเขาไม้ไผ่นั้น จะต้องมีระยะร่นเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่น้อยกว่า ๖ เมตร ทำให้ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ที่ระดมชาวบ้านมาประท้วงเพื่อขัดขวางการรังวัดของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนคำขอท้ายฟ้อง ที่ว่าให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ที่ระดมชาวบ้านมาประท้วงเพื่อขัดขวางการรังวัดของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้พิจารณา ส่วนคำขอข้ออื่นศาลรับไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีอุทิศที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยถูกต้องชอบธรรม

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า การขอออกโฉนดที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครนายก (กบร. จังหวัดนครนายก) ให้เป็นที่ยุติเสียก่อน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินบริเวณพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการก่อสร้างสะพานรุกล้ำที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่จนถึงปัจจุบันผู้ฟ้องคดียังมิได้รับการออกโฉนดที่ดินให้แต่อย่างใด จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวแล้วทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอให้แก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับเพื่อแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีที่คดีนี้อาจมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าบริเวณที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้นเป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยข้อหนึ่งของประเด็นพิพาทหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า การดำเนินงานก่อสร้างสะพานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยังมิได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินในคดีนี้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นกฎหมายทั่วไป แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะที่จะนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครนายกพิจารณาแล้ว เห็นว่า ต้นเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างมาในฟ้อง คือ ที่พิพาทเป็นทางที่สุสานกุ่ยฮงทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ที่นำศพบรรพบุรุษไปฝังในสุสานของผู้ฟ้องคดี มิใช่ทางสาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จึงเป็นละเมิด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์จึงมีอำนาจซ่อมแซมและปรับปรุง ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ศาลจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อให้ได้ความเสียก่อนว่าทางพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีดังที่กล่าวอ้างหรือไม่ จึงเป็นกรณีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน แม้การฟ้องคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีความประสงค์จะให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลก็จำต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินว่า เป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๔/๒๕๔๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๕ เลขที่ ๓๑๕ และเลขที่ ๔๖๓ อันเป็นที่ตั้งของสุสาน โดยสุสานได้สร้างถนนเลียบคลองซึ่งเป็นทางพิพาทตลอดแนวเขตที่ดินของสุสาน ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำการก่อสร้างสะพานดินถมมีท่อลอดจากที่ดินฝั่งตรงข้ามคลองเขาไม้ไผ่เพื่อเชื่อมต่อกับทางพิพาท อันเป็นการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังมีการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อรองรับการก่อสร้างสะพาน ต่อมาผู้ฟ้องคดีไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ไม่ยินยอมลงนามรับรองแนวเขต ทำให้ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า การขอออกโฉนดที่ดินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทั้งสามแปลงของผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่ต้องรอผลการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดนครนายกให้เป็นที่ยุติเสียก่อน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายจิระวัตร สุพุทธิพงศ์ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก ที่ ๓ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลเขาเพิ่ม ที่ ๔ นายอำเภอบ้านนา ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายจิระวัตร สุพุทธิพงศ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลเขาเพิ่ม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2558
#589651
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน น.ส. ๓ แปลงพิพาท ปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอมีหนังสือแจ้งว่าพื้นที่ที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์บ้านหนองไม้แก่นและได้ออกหนังสือสำคัญทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดีและห้ามไม่ให้ผู้ฟ้องคดีทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท ผู้ฟ้องคดีขอคัดสำเนาสารบบการครอบครองที่ดินเมื่อปี ๒๕๕๔ สำนักงานที่ดินอำเภอแจ้งว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เคยทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน ๕ ครั้งและเสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ของช่างรังวัดได้ระบุข้อความในเอกสารว่า "ไม่สามารถหาหลักฐานครอบลงในแผนที่เดิมได้" การประกาศเขตที่หลวงของราชการจึงกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๔/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยนาท

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ นายธเนศ เมฆจำเริญ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๒๖/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๗ ตำบลสะพานหิน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท จำนวนเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ต่อมาปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอหนองมะโมง ได้มีหนังสือ ที่ ชน ๐๗๑๗/๒๔๑๑ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ แจ้งว่าพื้นที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์บ้านหนองไม้แก่น ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๗๒๔๖ เนื้อที่ดิน ๒๗๙ ตารางวา ออกเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ ทับซ้อนกับพื้นที่การครอบครองทำประโยชน์ นส. ๓ เลขที่ ๓๓ ของผู้ฟ้องคดี ทางด้านทิศตะวันออก มีเนื้อที่จำนวน ๓๙ ไร่ ๓ ตารางวา เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๔ ปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอหนองมะโมงได้ชี้แจงไม่ให้ผู้ฟ้องคดีทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท เพราะทางราชการจะนำไปใช้ในโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ๒ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ามีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนการกำหนดเขตที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งจังหวัดชัยนาทได้ตรวจสอบแล้วพบว่าที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านหมู่ที่ ๘ เลขที่ ๑๗๒๖๔๖ ตำบลกุดจอก อำเภอวัดสิงห์ (ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง) เนื้อที่ดิน ๒๗๙ ไร่ ๗๘ ตารางวา ผลการรังวัดได้รูปแผนที่และเนื้อที่คงเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดดังกล่าว ต่อมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสะพานหินได้มีหนังสือเชิญผู้ฟ้องคดีไปทำความตกลงเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีมีหนังสือสอบถามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของจังหวัดชัยนาท ผู้ฟ้องคดีได้ขอคัดสำเนาสารบบการครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดีเมื่อปี ๒๕๕๔ สำนักงานที่ดินอำเภอหนองมะโมงแจ้งว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ แปลงพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน ๕ ครั้งและเสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด จากการตรวจสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ของช่างรังวัด เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ ได้มีการระบุข้อความลงในเอกสารว่า "ไม่สามารถหาหลักฐานครอบลงในแผนที่เดิมได้" แสดงว่า การประกาศเขตที่หลวงของราชการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้ผู้บุกรุกรื้อถอนกล้าไม้ทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผลการตรวจสอบของจังหวัดชัยนาทปรากฏว่า ที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาทประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ประมาณ ๕๐ ปี จึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นของนายประเทือง ใจแสน ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์หลังจากเป็นที่สาธารณะ ตามใบจองเลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๘ ตำบลกุดจอก อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ออกเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๑๘ ต่อมาได้ขอออก น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๗ (๘) ตำบลสะพานหิน (กุดจอก) อำเภอวัดสิงห์ (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนองมะโมง) จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ซึ่งเป็นการออก น.ส.๓ สืบเนื่องจากใบจองที่ออกในที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันต้องห้ามตามข้อ ๓ (๑) ของระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน น.ส. ๓ ย่อมออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทแต่อย่างใด โดยผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้มีคำสั่งทางปกครองให้เพิกถอน น.ส. ๓ ที่พิพาท จึงยังไม่กระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๗ ตำบลสะพานหิน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท จำนวนเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ออกเมื่อ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๙ ต่อมาปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอหนองมะโมง ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่าพื้นที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์บ้านหนองไม้แก่น ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๗๒๔๖ เนื้อที่ดิน ๒๗๙ ไร่ ๗๘ ตารางวา ออกเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ ทับซ้อนกับพื้นที่การครอบครองทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีประสงค์ให้ทางราชการดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. ๓ ที่พิพาท จากการสอบถามผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งว่าจะเพิกถอน น.ส. ๓ ตามมติของคณะอนุกรรมการ ตามรายงานการประชุม คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.จังหวัด) ครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ และบันทึกการสอบสวนของอำเภอหนองมะโมง ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาท ที่อ้างว่าทับที่หลวงคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ บัญญัติว่าสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ประกอบกับมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่านายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้น นายอำเภอวัดสิงห์ในฐานะผู้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ จึงได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๑ ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน หมู่ที่ ๘ ตำบลกุดจอก อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โดยมอบให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๘ ตำบลกุดจอก และกำนันตำบลกุดจอกเป็นผู้นำชี้แนวเขตแทน โดยช่างรังวัดได้ออกไปทำการรังวัดเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๒ ผลการรังวัดตามที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๘ และผู้แทนสภาตำบลกุดจอก ได้นำชี้แนวเขตได้เนื้อที่ประมาณ ๒๗๙ ไร่ ๗๘ ตารางวา เจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขตครบ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีกำหนด ๓๐ วันแล้วไม่มีผู้คัดค้านแต่อย่างใด และรองอธิบดีกรมที่ดินปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน ได้ลงนามและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๗๒๔๖ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๗๒๔๖ (ที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านหมู่ที่ ๘) ตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๙๔๘/๒๕๑๖ ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๖ เรื่อง มอบหมายการดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ นั้น จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าที่สาธารณประโยชน์หนองไม้แก่น ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๗๒๔๖ ทับซ้อนกับพื้นที่การครอบครองทำประโยชน์ น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ ของผู้ฟ้องคดีทางด้านทิศตะวันออก จึงเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่หรือสถานะของที่สาธารณประโยชน์ มิใช่คดีที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างเอกชนด้วยกันเอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องคัดค้านว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐรังวัดที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๗๒๔๖ ตำบลกุดจอก อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ทับซ้อนกับพื้นที่การครอบครองทำประโยชน์ น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นที่ดินที่เข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังจากการเป็นที่สาธารณะ ดังนั้นก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๗ ตำบลสะพานหิน อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ปลัดอำเภอปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอหนองมะโมงมีหนังสือแจ้งว่าพื้นที่ดำเนินการรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์บ้านหนองไม้แก่น ตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๑๗๒๔๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท นั้น ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและไม่ให้ผู้ฟ้องคดีทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท ผู้ฟ้องคดีขอคัดสำเนาสารบบการครอบครองที่ดินเมื่อปี ๒๕๕๔ สำนักงานที่ดินอำเภอหนองมะโมงแจ้งว่าได้ตรวจสอบแล้วไม่พบหลักฐานการครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทำนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน ๕ ครั้งและเสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด จากการตรวจสอบเขตที่สาธารณประโยชน์ของช่างรังวัดได้ระบุข้อความในเอกสารว่า "ไม่สามารถหาหลักฐานครอบลงในแผนที่เดิมได้" การประกาศเขตที่หลวงของราชการจึงกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของที่ดินเดิมได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์หลังจากที่ดินเป็นที่สาธารณะ ต่อมาได้ขอออก น.ส. ๓ ที่พิพาทจากใบจองที่ออกในที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันจึงต้องห้ามตามข้อ ๓ (๑) ของระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน จึงเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายธเนศ เมฆจำเริญ ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายธเนศ เมฆจำเริญ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2558
#589650
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทระหว่างเอกชนกับกรมที่ดินที่มีประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กล่าวอ้าง แต่เพียงว่าจำเลยออก น.ส. ๓ ก. โดยผิดพลาด ทับซ้อนกับที่ดินมีโฉนดของบุคคลภายนอก ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งยังกล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ที่พิพากษาให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินที่ทับซ้อนกันว่าข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินมีโฉนดของผู้มีชื่อ ส่วนจำเลยให้การโดยสรุปว่าไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นของโจทก์ และมิใช่กรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น เมื่อการออก น.ส. ๓ ก. ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดให้อำนาจไว้ และการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๓/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ นายไพศาล เชี่ยวชาญเวช โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๗/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๖๙๗ ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๑ งาน ๖๖ ตารางวา และที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๒๑ ตำบลตาสัง อำเภอ บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๑๔ ตารางวา โดยรับมรดกมาจากนางสงวนศรี วงษ์สุนทร แต่เมื่อปี ๒๕๕๓ โจทก์ได้ถูกนางสุทิน กิ่งสายหยุด ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครสวรรค์ ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ โดยอ้างว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ออกทับซ้อนกับที่ดินของนางสุทิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยได้เบิกความเป็นพยานในศาลว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๙๘๗ ของโจทก์ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๘ (ที่ต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน เลขที่ ๒๔๒๗๙) เป็นที่ดินที่มีอยู่จริงและไม่ทับซ้อนกัน เป็นไปไม่ได้ที่ที่ดินสองแปลงจะทับซ้อนกันจนเป็นเหตุให้ที่ดินอีกแปลงหนึ่งต้องสูญหายไปหมดทั้งแปลง แต่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทที่ทับซ้อนกัน ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงอันยุติได้ว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ ของนางสุทิน การที่จำเลยออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยผิดพลาด เป็นเหตุให้นางสงวนศรี เจ้าของที่ดินเดิม หลงเชื่อว่ามีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้จริงจึงตัดสินใจซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ ซึ่งจำเลยคงจะดำเนินการยกเลิกหรือเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวต่อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นละเมิดต่อนางสงวนศรีและโจทก์ผู้ได้รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดิน ค่าพัฒนาและดูแลรักษาที่ดิน ค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ที่ดินและมูลค่าเพิ่มของที่ดินรวมเป็นเงิน ๑,๔๙๗,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายใดๆ และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นค่าเสียหายที่โจทก์คาดหมายไว้ล่วงหน้าหรือเกิดจากความเชื่อของโจทก์เองว่า หากเอกสารสิทธิในที่ดินของโจทก์ต้องถูกยกเลิกหรือเพิกถอนไปจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งที่ปัจจุบันจำเลยก็ยังมิได้กระทำการเพิกถอนหรือแก้ไขที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ และ ๑๙๒๑ เนื่องจากมีการคัดค้านการรังวัดกันอยู่ จำเลยจึงยังมิได้กระทำการใดๆ อันเป็นละเมิดต่อโจทก์ คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาบรรพตพิสัย มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ แม้คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินอันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินในส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์เป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและขณะยื่นฟ้องคดี กฎหมายกำหนดให้จำเลยมีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครอง โจทก์ฟ้องว่าการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ เป็นการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๔๒๗๙ ของนางสุทิน กิ่งสายหยุด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดที่เกิดจากการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และกรณีนี้ถึงแม้จะได้เคยมีการฟ้องคดีและได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย และนางสุทินเป็นผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เฉพาะประเด็นข้อหาเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นข้อหาอีกข้อหาหนึ่งต่างหากแยกออกจากคดีที่เคยมีการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแล้ว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า การออก น.ส. ก. เลขที่ ๖๘๗ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๖๙๗ โดยรับมรดกมาจากนางสงวนศรี วงษ์สุนทร แต่เมื่อปี ๒๕๕๓ โจทก์ได้ถูกนางสุทิน กิ่งสายหยุด ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ โดยอ้างว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ออกทับซ้อนกับที่ดินของนางสุทิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทที่ทับซ้อนกัน การที่จำเลยออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ โดยผิดพลาดจึงเป็นละเมิดต่อนางสงวนศรีและโจทก์ผู้ได้รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัจจุบันจำเลยยังมิได้กระทำการเพิกถอนหรือแก้ไขที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ และ เลขที่ ๑๙๒๑ เนื่องจากมีการคัดค้านการรังวัดกันอยู่ จำเลยจึงยังมิได้กระทำการใดๆ อันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง โจทก์กล่าวอ้าง แต่เพียงว่าจำเลยออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ โดยผิดพลาด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดิน ค่าพัฒนาและดูแลรักษาที่ดิน ค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ที่ดินและมูลค่าเพิ่มของที่ดิน ทั้งยังกล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๙๐๐/๒๕๕๖ ที่พิพากษาให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทที่ทับซ้อนกันว่า ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติได้ว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ ของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒๗๙ ของนางสุทิน ส่วนจำเลยก็ให้การโดยสรุปว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งมิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งประสงค์ให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินว่าที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๖๙๗ เป็นของโจทก์ และมิใช่กรณีที่คู่ความยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น เมื่อการออก น.ส. ๓ ก. ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลย เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดให้อำนาจไว้ และการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายไพศาล เชี่ยวชาญเวช โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล เชี่ยวชาญเวช
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2558
#589649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย มูลความ แห่งคดีสืบเนื่องมาจากผู้ตายถูกส่งไปควบคุมตัวในเรือนจำเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด อันเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว พนักงานสอบสวนยังมีหน้าที่ต้องทำสำนวนการสอบสวนในความผิดที่แจ้งข้อหาแก่ผู้ตายหรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูต่อไป เพราะในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลา แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป นอกจากนี้ยังให้ถือว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญาและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้การควบคุมตัวผู้ตายเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงเป็นไป ตามขั้นตอนและวิธีการของกระบวนการในการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือนำไปสู่การดำเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาแล้วแต่กรณี อันอยู่ในอำนาจการตรวจสอบ ของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจปกครองโดยตรง ตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๒ /๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดนครปฐม

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครปฐมโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ นางกายน ด้วงคำภา โจทก์ ยื่นฟ้อง นายมาโนช ขาวขำ ที่ ๑ กรมราชทัณฑ์ ที่ ๒ กระทรวงยุติธรรม ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๙๙/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นมารดานายสมศักดิ์ แก้วพิลา ผู้ตาย เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๕ ผู้ตายถูกเจ้าพนักงานตำรวจภูธรเมืองนครปฐมจับกุมในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ภายหลังถูกส่งตัวไปกักขังหรือควบคุมที่เรือนจำ ๕ จังหวัดนครปฐม เพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ๕ ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ ระหว่างถูกควบคุม พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ต้องกักขังให้อยู่ในความเรียบร้อยตามกฎข้อบังคับของจำเลยที่ ๒ โดยต้องไม่ปล่อยให้ผู้ถูกควบคุมอยู่ด้วยกันตามลำพังจักต้องดำเนินการแยกผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังออกจากที่คุมขังหากเกิดอาการบาดเจ็บต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยวิธีที่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๖ และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมในเรือนจำเดียวกันกับผู้ตายใช้กำลังทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ ๒ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ๕ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานบังคับบัญชาจำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า เหตุละเมิดมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นลับหลังเจ้าหน้าที่ สุดวิสัยที่เจ้าหน้าที่จะทราบและ เข้าระงับเหตุหรือป้องกันได้ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ของทางราชการแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ตาย ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ถูกควบคุมตัวในเรือนจำแล้วถึงแก่ความตายระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งการตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๘ ถึง ๑๕๕ ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินการไว้โดยเฉพาะแล้ว แม้จะมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากผู้ตายถูกส่งตัวไปควบคุมเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว พนักงานสอบสวนยังมีหน้าที่ต้องทำสำนวนการสอบสวน ในความผิดที่แจ้งข้อหาแก่ผู้ตายหรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูต่อไป นอกจากนี้ยังให้ถือว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูที่ถูกควบคุมในลักษณะเดียวกับผู้ถูกคุมขังเช่นผู้ตายและจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญาและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้การควบคุมตัวผู้ตายเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการของกระบวนการในการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือนำไปสู่การดำเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาแล้วแต่กรณี กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลยุติธรรม มิใช่การละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจปกครองโดยตรง ตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดจำเลยที่ ๓ ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ ๑ (๑) และ (๔) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการราชทัณฑ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ซึ่งต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกประกาศกำหนดให้เรือนจำกลางนครปฐม ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นสถานที่เพื่อการควบคุมตัวและสถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์สำหรับผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ กรณีจึงเห็นได้ว่าเรือนจำกลางนครปฐมมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ในระหว่างการตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและระเบียบที่กำหนด เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ดังนั้นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางนครปฐมในสังกัดจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามกฎหมายและระเบียบจึงเป็นการกระทำทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง มิใช่การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่อย่างใดการที่โจทก์ฟ้องว่าในระหว่างที่นายสมศักดิ์บุตรของโจทก์ถูกควบคุมตัวในเรือนจำดังกล่าว ระหว่างถูกควบคุมพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมในเรือนจำเดียวกัน ใช้กำลังทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้นายสมศักดิ์ถึงแก่ความตาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลผู้ต้องหา เกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปตามข้อ ๔๘ และข้อ ๕๖ วรรคหนึ่ง (๑) ของระเบียบคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การควบคุมตัวและการปฏิบัติต่อผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์และผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยโจทก์ขอให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่คดีพิพาทจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแต่อย่างใด ส่วนกรณีของจำเลยที่ ๑ นั้น ข้อพิพาทในคดีนี้มีมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อคดีพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกัน และเพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่าโจทก์เป็นมารดาผู้ตาย โดยผู้ตายถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายหลังถูกส่งตัวไปกักขังหรือควบคุมที่เรือนจำ ๕ จังหวัดนครปฐม เพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด โดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ๕ ในสังกัดของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ระหว่างถูกควบคุมพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ กลับปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมในเรือนจำเดียวกันกับผู้ตายใช้กำลังทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่น คำให้การ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า เหตุละเมิดมิได้เกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ของทางราชการแล้ว เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากผู้ตายถูกส่งไปควบคุมตัวในเรือนจำเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ ว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด อันเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว พนักงานสอบสวนยังมีหน้าที่ต้องทำสำนวนการสอบสวนในความผิดที่แจ้งข้อหาแก่ผู้ตายหรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูต่อไป เพราะในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลา แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป นอกจากนี้ยังให้ถือว่า ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นผู้ถูกคุมขังตามประมวลกฎหมายอาญาและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้การควบคุมตัวผู้ตายเพื่อเข้ารับการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงเป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการของกระบวนการในการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือนำไปสู่การดำเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาแล้วแต่กรณี อันอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลยุติธรรม กรณีจึงเป็นการพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจปกครองโดยตรง ตามความ ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางกายน ด้วงคำภา โจทก์ นายมาโนช ขาวขำ ที่ ๑ กรมราชทัณฑ์ ที่ ๒ กระทรวงยุติธรรม ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกายน ด้วงคำภา
จำเลย — นายมาโนช ขาวขำ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2558
#595395
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) มุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่หรือเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ต่อศาลเป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองสนับสนุนและปกปิดการกระทำผิดของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด รับรู้และยินยอมให้สหกรณ์ฯ โฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริงแก่ผู้บริโภคและรับรองรายงานข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์ฯ ไม่ถูกต้อง เพื่อชักจูงบุคคลภายนอกให้หลงผิดในฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องเพียงพอในการทำสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง ประกอบกับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีคำขอที่ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกับสหกรณ์ฯ ชำระเงินซึ่งเป็นจำนวนเงินในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ ที่ศาลพิพากษาให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับเมื่อพิจารณาหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ระบุขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกับสหกรณ์ฯ รับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดกับสหกรณ์ฯ คืนเงินฝากตามสัญญาฝากเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้ออ้างและคำขออันเป็นเหตุตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัญญาฝากเงินในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ จึงเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๑/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ ๑ นางสาวสาริณี กุลธนพานิช ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๑ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๒๑๔๑/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด มีทุนเรือนหุ้นและเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับสหกรณ์ฯ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดจากการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่เปิดเผยและไม่จัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนถูกต้องและเพียงพอต่องบการเงินที่ตนรับรอง เป็นเหตุสำคัญให้ผู้บริโภคหลงผิดในฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ส่วนจำเลยที่ ๒ เมื่อพบว่าสหกรณ์ฯ กระทำการเสื่อมเสียประโยชน์ต่อกิจการของสหกรณ์แล้ว กลับปล่อยปละละเลยและมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณชั้นดีเลิศแก่สหกรณ์ฯ อันเป็นการสนับสนุนและปกปิดการกระทำผิด จำเลยทั้งสองรับรู้และยินยอมให้สหกรณ์ฯ โฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริงแก่ผู้บริโภคและรับรองรายงานข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์ฯ ไม่ถูกต้อง เป็นข้อมูลเท็จนำเสนอต่อสมาชิกและโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอกเพื่อชักจูงบุคคลภายนอกให้เกิดความหลงผิดในฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิกและเปิดบัญชีเงินฝากไว้ และผลจากการที่สหกรณ์ฯ ต้องตกอยู่ในสภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นผลจากการบกพร่องในการตรวจสอบบัญชีและเสนอรายงานการสอบบัญชีของจำเลยที่ ๑ จนไม่สามารถชำระหนี้เงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงยื่นฟ้องสหกรณ์ฯ ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๑๘๘๘/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ ในข้อหาผิดสัญญารับฝากเงิน โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ให้ร่วมรับผิดกับสหกรณ์ฯ ด้วย ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้สหกรณ์ฯ ชำระต้นเงินฝากตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๑๖,๔๐๘,๖๓๐.๖๔ บาท และตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๑๖,๐๕๓,๓๓๖.๘๕ บาท กับทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคืนแก่โจทก์ทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากสหกรณ์ฯ เกิดวิกฤตการณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีหนังสือขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกับสหกรณ์ฯ ชำระเงินหรือจัดการให้มีการชำระเงินตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด ชำระเงิน ๓๓,๔๗๔,๕๗๑.๘๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในการดำเนินการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นเพียงส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ในเชิงนโยบายและวางแผนพัฒนาระบบสหกรณ์เท่านั้น และไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหาร การดำเนินกิจการของสหกรณ์ฯ ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้การโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับสหกรณ์ฯ ต้องขอความเห็นชอบก่อน และจำเลยทั้งสองได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว การดำเนินการของสหกรณ์ฯ ที่ผิดระเบียบข้อบังคับจนเกิดปัญหา เกิดจากการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และการบริหารกิจการภายในของสหกรณ์ การที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับเงินจากสหกรณ์ฯ ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องจากสหกรณ์ฯ เต็มจำนวน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้อง เนื่องจากได้รับความเสียหายจากการถอนเงินฝากและลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด แล้วไม่ได้รับเงิน เหตุตามคำฟ้องเป็นเรื่องผิดสัญญาฝากทรัพย์ มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสองออกคำสั่งทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ตรวจสอบการใช้อำนาจของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลสหกรณ์ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์มอบหมาย โดยฟ้องจำเลยทั้งสองว่าละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์และกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย การตรวจสอบหรือไต่สวนเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือฐานะการเงินของสหกรณ์ รวมทั้งการสั่งให้สหกรณ์ระงับการดำเนินงานที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์หรือสมาชิกตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖ (๑) (๔) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับข้อ ๘ (๑) และ (๒) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ และข้อ ๒ (๒) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีหรือมูลเหตุที่แยกต่างหากจากคดีที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกฎหมายให้ต้องปฏิบัติที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่หรือเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายบัญญัติเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด โฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริงแก่ผู้บริโภคและรับรองรายการข้อมูลงบการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด ที่ไม่ถูกต้อง ให้รางวัลเกียรติคุณชั้นดีเลิศแก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด เป็นการสนับสนุนและปกปิดการกระทำผิดของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด เพื่อชักจูงบุคคลภายนอกให้หลงผิดในฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด แล้วนำเงินไปฝาก จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญา แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อคดีพิพาทนี้ไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง ประกอบกับตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีคำขอที่ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ชำระเงิน ๓๓,๔๗๔,๕๗๑.๘๘ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นจำนวนเงินในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ ที่ศาลพิพากษาให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับเมื่อพิจารณาหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ระบุขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด รับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด คืนเงินฝากตามสัญญาฝากเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้ออ้างและคำขออันเป็นเหตุตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัญญาฝากเงินในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๗๗๐/๒๕๕๖ จึงเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ ๑ นางสาวสาริณี กุลธนพานิช ที่ ๒ โจทก์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๑ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2558
#588421
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่โจทก์นำไปฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ และชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงิน ทั้งสองศาลมีความเห็นตรงกันว่า เป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมจึงยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องอ้างว่ามีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสามร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๒ อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันและเกี่ยวพันกับข้อหาแรก โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนหรือค่าเสียหายในจำนวนเดียวกันซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษา โดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๐/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ ๑ นางสาวสาริณี กุลธนพานิช ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ ๑ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๒ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๑๕๘๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่อความเป็นธรรมในการทำสัญญา และมีสิทธิที่จะได้รับชดเชยความเสียหาย เมื่อปี ๒๕๕๕ โจทก์หลงเชื่อตามโฆษณาเชิญชวนของจำเลยที่ ๑ สมัครเป็นสมาชิกและเปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองต้องฝากเงินสะสม (หุ้น) ต่อเนื่องกันทุกเดือน และต้องเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อีกคนละหนึ่งบัญชี โดยมีเงินฝากรวมเป็นจำนวน ๔๐๔,๐๐๐ บาท มียอดเงินฝากตามหมายเลขสมาชิก ๐๐๑-๐๑-๐๒๔๓๔๖-๓ และหมายเลขสมาชิก ๐๐๑-๐๑-๐๒๔๓๐๙-๙ ต่อมาในปี ๒๕๕๗ โจทก์ทั้งสองขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ ขอคืนเงินฝากสะสม (หุ้น) และขอปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่จำเลยที่ ๑ กลับปฏิบัติผิดสัญญาไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายสหกรณ์ในการกำกับดูแลจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย กลับบกพร่องต่อหน้าที่ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนและเพียงพอต่องบการเงินที่ตนรับรอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภค หลงเชื่อในฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ บกพร่องปล่อยปละละเลยและให้รางวัลโล่ห์ประกาศเกียรติคุณแก่จำเลยที่ ๑ สนับสนุนและปกปิดการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้ว่าจำเลยที่ ๑ ดำเนินงานไม่เป็นไปตามกฎหมายและยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำการระดมเงินฝากของสมาชิกจำเลยที่ ๑ และบุคคลภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทก์ทั้งสองและผู้บริโภคอีกจำนวนมากหลงเชื่อข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพและข้อความที่โฆษณามาสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ ด้วยความหลงผิดและเกิดความเสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์และเงินฝากสะสม (หุ้น) รวม ๔๐๕,๓๖๔.๕๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายสูงสุดแก่โจทก์ทั้งสองและจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดพร้อมให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าหุ้น เพราะหุ้นคือเงินทุนที่โจทก์ทั้งสองร่วมลงทุนกับจำเลยเพื่อหวังกำไรจากการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ ๑ โดยปัจจุบันกิจการของจำเลยอยู่ในสภาพขาดทุน ทั้งจำเลยที่ ๑ ยังไม่อนุญาตให้โจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิก โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเพียงส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ในเชิงนโยบายและวางแผนพัฒนาระบบสหกรณ์เท่านั้น และไม่มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการบริหาร การดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้การโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ ต้องขอความเห็นชอบจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากนี้ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาของจำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ เกิดจากการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และการบริหารกิจการภายในของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินจากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ เต็มจำนวนตามสัญญา โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ รับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสองแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองต้องการลาออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้คืนเงินและชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาฝากเงินจากจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ามีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับและดูแลคุ้มครองจำเลยที่ ๑ เท่านั้น เหตุตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุจากการผิดสัญญาฝากทรัพย์โดยตรงของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้เป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประกอบด้วย ๒ ข้อหา ได้แก่ ข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์อันเป็นการผิดสัญญาฝากเงิน และข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กรณีบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งคำฟ้องในส่วนของข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาฝากเงินจากจำเลยที่ ๑ คู่สัญญาซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ มีภารกิจเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ กำหนดระบบบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ให้คำปรึกษาและแนะนำให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินและการบัญชีที่ดี และข้อ ๘ (๑) และ (๔) กำหนดให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ๑-๑๐ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับ ระเบียบ และมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป และการสอบทานรายงานการสอบบัญชี งบการเงินและกระดาษทำการของผู้สอบบัญชี รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรตามมาตรฐานที่วางไว้ ส่วนกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๒ (๑) และ (๒) กำหนดให้จำเลยที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ และให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากร สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป การส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการตามที่นายทะเบียนสหกรณ์มอบหมายในการรับจดทะเบียน ส่งเสริม แนะนำ กำกับ และดูแลสหกรณ์ และโดยที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ และมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รับจดทะเบียน ส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ และกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น...(๓) แต่งตั้งผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจการสหกรณ์ และผู้ชำระบัญชี (๔) ออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบหรือไต่สวนเกี่ยวกับการจัดตั้งการดำเนินงาน หรือฐานะการเงินของสหกรณ์ (๕) สั่งให้ระงับการดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วนของสหกรณ์ หรือให้เลิกสหกรณ์ ถ้าเห็นว่าสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์หรือสมาชิก...มาตรา ๑๙ บัญญัติให้ผู้ตรวจการสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด เมื่อตรวจสอบแล้วให้เสนอรายงานการตรวจสอบต่อนายทะเบียนสหกรณ์ มาตรา ๖๗ บัญญัติให้สหกรณ์จัดทำรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของสหกรณ์เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในคราวที่เสนองบดุล และให้ส่งสำเนารายงานประจำปีกับงบดุลไปยังนายทะเบียนสหกรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุม มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายทะเบียนสหกรณ์แต่งตั้งผู้สอบบัญชี เพื่อตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ตั้งแต่การจัดตั้งสหกรณ์การดำเนินงานของสหกรณ์ รวมถึงการตรวจสอบกิจการ การตรวจสอบบัญชี และฐานะการเงินของสหกรณ์ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดต่อโจทก์จากการละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้เป็นไปตามที่มาตรา ๑๖ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ และข้อ ๒ (๑) และ (๒) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นข้อหาอีกข้อหาหนึ่งแยกออกต่างหากจากข้อหาเกี่ยวกับการผิดสัญญาของจำเลยที่ ๑ และถึงแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่โดยที่สภาพแห่งข้อหาหรือการกระทำของจำเลยที่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ กับการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แยกต่างหากจากกันเป็นคนละส่วน คำขอที่ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดจึงไม่ได้มีผลทำให้ข้อหาทั้งสองกลายเป็นเรื่องเดียวกันแต่อย่างใด และมิใช่กรณีที่สมควรให้ได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งเป็นคดีผู้บริโภคโดยอ้างเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิรวมสองข้อหา คือ ข้อหาแรก จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเงินฝากต่อโจทก์ทั้งสอง ข้อหาที่สอง จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดโดยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ แล้วยินยอมให้จำเลยที่ ๑ โฆษณาเชิญชวนให้โจทก์ทั้งสองและประชาชนทั่วไปเข้าสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ และทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ บริหารงานผิดพลาดไม่อาจคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาและมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ การที่จำเลยทั้งสามจงใจปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายจากการสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ รวมเป็นเงิน ๔๐๕,๓๖๔.๕๖ บาท การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริโภคและประชาชน ขอให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนและชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๔๐๕,๓๖๔.๕๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงิน ศาลแพ่งและศาลปกครองกลางมีความเห็นตรงกันว่า คำฟ้องในส่วนนี้เป็นข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงยุติไปตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเท่านั้น เมื่อพิจารณาคดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลแพ่ง แผนกคดีผู้บริโภค โดยเมื่อพิจารณาเนื้อหาในคำฟ้องแล้ว โจทก์ทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสามร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ ที่บัญญัติว่า "ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และมาตรา ๒๒ บัญญัติว่า "การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค..." อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่าความเสียหายของโจทก์ทั้งสองเกิดจากการที่จำเลยทั้งสามใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ทั้งปรากฏตามคำร้องคัดค้านคำร้องขอโต้แย้งเขตอำนาจศาลของโจทก์ทั้งสองก็ยืนยันเจตนาของโจทก์ทั้งสองว่าประสงค์จะฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริโภค อันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามจงใจปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองและประชาชนในการที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารรวมทั้งการพรรณนาคุณภาพในการดำเนินกิจการสหกรณ์ที่ถูกต้องและเพียงพอจากข้อความโฆษณาของจำเลยที่ ๑ ก่อนเข้าทำสัญญา ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง และโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันโดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินฝากสะสม (หุ้น) และเงินฝากออมทรัพย์ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันอันไม่อาจแบ่งแยกได้และเกี่ยวพันกับข้อหาแรก จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ ๑ นางสาวสาริณี กุลธนพานิช ที่ ๒ โจทก์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ ๑ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๒ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ บุษยวิไลมาศ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — สหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 70/2558
#591712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระและขอให้ปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดู ส่วนจำเลยให้การว่า สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ เนื่องจากจำเลยถูกข่มขู่ให้ทำสัญญาและได้บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อและคืนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาให้แก่จำเลยนั้น เป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องความสมบูรณ์แห่งนิติกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 ว่าด้วยนิติกรรม แม้ข้อตกลงในสัญญาจะเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามี บิดามารดาและบุตรตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีขอให้บังคับชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ หรือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สินฯ และค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยยอมผ่อนผันให้แก่กันระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับตามป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 1 ว่าด้วยหนี้ และบรรพ 3 ลักษณะ 17 ว่าด้วยประนีประนอมยอมความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาให้ทรัพย์สินฯ ตามฟ้อง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 เช่นกัน ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงไม่ใช่คดีครอบครัว ตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยแต่งงานตามประเพณีไทยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง ว. ต่อมาโจทก์กับจำเลยเลิกร้างกันเนื่องจากไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ และได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการปกครองบุตรไว้ตามสัญญาให้ทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญายังค้างชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ค่าเล่าเรียนบุตรและหนี้ที่จำเลยรับว่าจะชำระแทนโจทก์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,394,521 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี เนื่องจากมูลเหตุแห่งคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาให้ทรัพย์สินและเรียกค่าสินไหมทดแทน สัญญาให้ทรัพย์สินท้ายคำฟ้องเป็นโมฆียะ เพราะขณะทำสัญญาจำเลยถูกโจทก์ข่มขู่และจำเลยบอกเลิกสัญญาอันเป็นโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยมิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดู ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม รถยนต์ทรัพย์รายที่ 6 ตามสัญญาให้ทรัพย์สินฯ เอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้ครอบครอง เมื่อสัญญาให้ทรัพย์สินตกเป็นโมฆะ จึงขอให้บังคับโจทก์คืนรถยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ให้เช่าซื้อ และคืนสิ่งปลูกสร้างในสัญญาข้อ 1 และ 2 แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ในชั้นตรวจคำให้การ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระและขอให้ปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สิน ฯ ส่วนจำเลยให้การว่า สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆียะ เนื่องจากจำเลยถูกข่มขู่ให้ทำสัญญาและได้บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อและคืนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาให้แก่จำเลยนั้น เป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องความสมบูรณ์แห่งนิติกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 ลักษณะ 4 ว่าด้วยนิติกรรม แม้ข้อตกลงในสัญญาจะเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภริยา บิดามารดาและบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีขอให้บังคับชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ หรือให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาให้ทรัพย์สินฯ และค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยยอมผ่อนผันให้แก่กันระหว่างสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 1 ว่าด้วยหนี้และบรรพ 3 ลักษณะ 17 ว่าด้วยประนีประนอมยอมความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยก็เป็นฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาให้ทรัพย์สินฯ ตามฟ้องซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เช่นกัน ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจึงไม่ใช่คดีครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 14 เดือน ธันวาคม พุทธศักราช 2558

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี ป.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 69/2558
#588420
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินที่โจทก์นำไปฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ และชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงินทั้งสองศาลมีความเห็นตรงกันว่า เป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมจึงยุติไป คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องอ้างว่ามีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนา ที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์เกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ และมาตรา ๒๒ อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด ของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครอง และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันและเกี่ยวพันกับข้อหาแรก โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนหรือค่าเสียหายในจำนวนเดียวกันซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๙/๒๕๕๘

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗ นางสาวปณดา พฤกษะวัน โจทก์ ยื่นฟ้องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ ๑ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๒ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๓ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๘๙๑/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายในการทำสัญญา และมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยเมื่อปี ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ได้ระบุข้อความโฆษณาเป็นการทั่วไปเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ โดยความรู้เห็นและกำกับดูแลของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งขณะนั้นจำเลยทั้งสี่รู้ดีว่าจำเลยที่ ๑ ดำเนินงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย และการโฆษณาเชิญชวนให้เป็นสมาชิกและฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ นั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้แจ้งข้อความจริงให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ ๑ ดำเนินงานสหกรณ์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นการร่วมกันปกปิดข้อความจริง โจทก์หลงเชื่อตามโฆษณาเชิญชวนของจำเลยที่ ๑ สมัครเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ โดยเปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ บัญชี โดยมีทุนเรือนหุ้นสะสมจำนวน ๒,๔๐๐ บาท มียอดเงินฝากตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ ๖๖๖-๑๑-๐๐๐๗๖๕-๕ จำนวน ๑๕๘.๗๓ บาท มียอดเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษเลขที่ ๖๖๖-๑๒-๐๐๐๔๒๑-๕ จำนวน ๒,๙๙๗,๓๕๔.๓๒ บาท ต่อมาในปี ๒๕๕๖ โจทก์ขอถอนเงินฝากจากบัญชีของโจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ กลับปฏิบัติผิดสัญญา ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาและให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการที่จำเลยที่ ๑ ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการผิดสัญญาฝากเงินกับโจทก์ และการที่จำเลยทั้งสี่รู้มาโดยตลอดว่าจำเลยที่ ๑ ดำเนินงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบ มติและคำสั่งของจำเลยทั้งสี่ ร่วมกันจงใจปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งให้แก่โจทก์รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้บริโภคและประชาชนที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารในการดำเนินงานสหกรณ์ที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญาสมัครเป็นสมาชิกและสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืนและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และออมทรัพย์พิเศษรวม ๒,๙๙๗,๕๑๓.๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับและพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โจทก์เป็นสมาชิกสามัญและเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ โดยสมัครใจ จำเลยที่ ๑ ยังไม่อนุญาตให้โจทก์ลาออกจากการเป็นสมาชิกสามัญตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดไว้ ในข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเพียงส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ในเชิงนโยบายและวางแผนพัฒนาระบบสหกรณ์เท่านั้น และไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหาร การดำเนินกิจการของจำเลยที่ ๑ ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้การโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชน เข้าเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ ต้องขอความเห็นชอบจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาของจำเลยที่ ๑ ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว การดำเนินการของจำเลยที่ ๑ ที่ผิดระเบียบข้อบังคับจนเกิดปัญหา เกิดจากการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และการบริหารกิจการภายในของจำเลยที่ ๑ การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินจากจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสี่ โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ เต็มจำนวนตามสัญญา โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อนึ่ง จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และระหว่างพิจารณาคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาแล้ว จึงงดพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ (๔)

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ รับฝากเงินจากโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ต้องการถอนเงินที่ฝากคืน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาฝากเงินจากจำเลยที่ ๑ ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับและดูแลคุ้มครองจำเลยที่ ๑ เท่านั้น เหตุตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเหตุจากการผิดสัญญาฝากทรัพย์โดยตรงของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ได้เป็นผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ประกอบด้วย ๒ ข้อหา ได้แก่ ข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่คืนเงินฝากให้แก่โจทก์อันเป็นการผิดสัญญาฝากเงินและข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งคำฟ้องในส่วนของข้อหาเกี่ยวกับการกระทำของ จำเลยที่ ๑ นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาฝากเงินจากจำเลยที่ ๑ คู่สัญญา ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาระบบสหกรณ์ ส่วนกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๓ มีภารกิจเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ กำหนดระบบบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ให้คำปรึกษาและแนะนำให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินและการบัญชีที่ดี และข้อ ๘ (๑) และ (๔) กำหนดให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ ๑-๑๐ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด จำเลยที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบังคับ ระเบียบ และมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไปและการสอบทานรายงานการสอบบัญชี งบการเงินและกระดาษทำการของผู้สอบบัญชี รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรตามมาตรฐานที่วางไว้ ส่วนกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๒ (๑) และ (๒) กำหนดให้จำเลยที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม เผยแพร่ และให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์หลักการและวิธีการสหกรณ์ให้แก่บุคลากรสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป การส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการตามที่นายทะเบียนสหกรณ์มอบหมาย ในการรับจดทะเบียน ส่งเสริม แนะนำ กำกับ และดูแลสหกรณ์ และโดยที่พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ และมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รับจดทะเบียน ส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ และกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น...(๓) แต่งตั้งผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจการสหกรณ์ และผู้ชำระบัญชี (๔) ออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบหรือไต่สวนเกี่ยวกับการจัดตั้ง การดำเนินงาน หรือฐานะการเงินของสหกรณ์ (๕) สั่งให้ระงับการดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนของสหกรณ์ หรือให้เลิกสหกรณ์ ถ้าเห็นว่าสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์หรือสมาชิก...มาตรา ๑๙ บัญญัติให้ผู้ตรวจการสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด เมื่อตรวจสอบแล้วให้เสนอรายงานการตรวจสอบต่อนายทะเบียนสหกรณ์ มาตรา ๖๗ บัญญัติให้สหกรณ์จัดทำรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของสหกรณ์เสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในคราวที่เสนองบดุล และให้ส่งสำเนารายงานประจำปีกับงบดุลไปยังนายทะเบียนสหกรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุม มาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายทะเบียนสหกรณ์แต่งตั้งผู้สอบบัญชีเพื่อตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จึงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ตั้งแต่การจัดตั้งสหกรณ์ การดำเนินงานของสหกรณ์ รวมถึงการตรวจสอบกิจการ การตรวจสอบบัญชี และฐานะการเงินของสหกรณ์ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยสหกรณ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์และป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ด้วย โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดต่อโจทก์จากการละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแล การดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้เป็นไปตามที่มาตรา ๑๖ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบกับ ข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ และข้อ ๒ (๑) และ (๒) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นข้อหาอีกข้อหาหนึ่งแยกออกต่างหากจากข้อหาเกี่ยวกับการผิดสัญญาของจำเลยที่ ๑ และถึงแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่โดยที่สภาพแห่งข้อหาหรือการกระทำของจำเลยที่เป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นการกระทำของจำเลยที่ ๑ กับการกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ แยกต่างหากจากกันเป็นคนละส่วน คำขอที่ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดจึงไม่ได้มีผลทำให้ข้อหาทั้งสองกลายเป็นเรื่องเดียวกันแต่อย่างใด และมิใช่กรณีที่สมควรให้ได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่งเป็นคดีผู้บริโภคโดยอ้างมูลเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิรวมสองข้อหา คือ ข้อหาแรก จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเงินฝากต่อโจทก์ ข้อหาที่สอง จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดโดยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ แล้วยินยอมให้จำเลยที่ ๑ โฆษณาเชิญชวนให้โจทก์และประชาชนทั่วไปเข้าสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ ๑ และทำสัญญาฝากเงินกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ บริหารงานผิดพลาดไม่อาจคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาและมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ การที่จำเลยทั้งสี่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วทำให้โจทก์เสียหายจากการสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำสัญญาฝากเงิน กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ บัญชี รวมเป็นเงิน ๒,๙๙๗,๕๑๓.๐๕ บาท การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้บริโภคและประชาชน โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินคืนและชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๒,๙๙๗,๕๑๓.๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว สำหรับคำฟ้องในข้อหาแรกเกี่ยวกับการผิดสัญญาฝากเงิน ศาลแพ่งและศาลปกครองกลางมีความเห็นตรงกันว่า คำฟ้องในส่วนนี้เป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงยุติไปตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ คงมีปัญหาเฉพาะในส่วนคำฟ้องข้อหาที่สองว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ " ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร " อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลแพ่ง แผนกคดีผู้บริโภค โดยเมื่อพิจารณาเนื้อหาในคำฟ้องแล้ว โจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะผู้บริโภคในการที่จะได้รับข้อมูลตามคำพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอในการเข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการดำเนินงานสหกรณ์จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ถูกละเมิดสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔ ที่บัญญัติว่า " ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และมาตรา ๒๒ บัญญัติว่า " การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค..." อันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การบรรยายฟ้องโดยอ้างว่าความเสียหายของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยทั้งสี่ใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือออกกฎ ออกคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ทั้งปรากฏตามคำร้องคัดค้านคำร้องขอโต้แย้งเขตอำนาจศาลของโจทก์ก็ยืนยันเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ในฐานะผู้บริโภค อันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสี่จงใจปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์และประชาชนในการที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารรวมทั้งการพรรณนาคุณภาพในการดำเนินกิจการสหกรณ์ที่ถูกต้องและเพียงพอจากข้อความโฆษณาของจำเลยที่ ๑ ก่อนเข้าทำสัญญา ดังนี้ แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อข้อพิพาทตามคำฟ้องไม่มีลักษณะเป็นคดีปกครองและโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมในมูลละเมิดเดียวกันและเกี่ยวพันกับข้อหาแรก โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายในจำนวนเดียวกันซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำฟ้องในข้อหาที่สองที่ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำฟ้องในข้อหาแรกด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวปณดา พฤกษะวัน โจทก์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ที่ ๑ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ ๒ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ ๓ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปณดา พฤกษะวัน
จำเลย — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ยช.ที่ 68/2558
#591711
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าที่โจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสจึงเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองโดยปลอมลายมือชื่อผู้ตาย หรือหลอกลวงผู้ตาย ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับผู้ตาย ครอบครองและทำประโยชน์ ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดีเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด ไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฮ. จดทะเบียนสมรสปี 2521 เมื่อปี 2530 โจทก์กับนาย ฮ. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าที่พิพาทหมู่ที่ 3 ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 72 ไร่ และที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 8 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ประมาณ 45 ไร่ รวมเนื้อที่ 100 ไร่เศษ โดยร่วมกันปลูกต้นยูคาลิปตัสเต็มพื้นที่ หลังจากนาย ฮ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2551 โจทก์ยังคงครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่นาย ฮ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อนาย ฮ. หรือหลอกลวงนาย ฮ. ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินดังกล่าวรวม 3 แปลง เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ พร้อมต้นยูคาลิปตัสให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าที่ดินครบถ้วนและนาย ฮ. ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะโจทก์และนาย ฮ. ครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้ง 3 แปลงมาตลอดและนาย ฮ. ไม่เคยได้รับชำระค่าที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินพิพาทแปลงที่ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ประมาณ 50 ไร่ และ 23 ไร่ตามลำดับ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การทำสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้ทำเป็นหนังสือแต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ในฐานะผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาตลอดจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้พิพากษาว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทหมู่ที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับนาย ฮ. ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 3 ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ และที่ดินมือเปล่าอีก 2 แปลงซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และ 15 ไร่ นาย ฮ. เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินทั้งสามแปลงโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2515 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนาย ฮ. ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินร่วมกับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่นาย ฮ. ทำสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1374 และมาตรา 1375 และฟ้องโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1324/2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครอง เป็นสัญญาที่แท้จริงไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แล้วมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลโดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และบุคคลอื่นได้ การซื้อขายที่ดินมือเปล่าไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาซื้อขายสมบรูณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่า หมู่ที่ 3 ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาจากจำเลยที่ 1 แต่จะเป็นแปลงเดียวกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ทราบและไม่รับรอง ภายหลังจากซื้อที่ดินแล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน ขณะไปซื้อ ที่ดินดังกล่าวไม่มีต้นยูคาลิปตัสและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลจังหวัดพัทยาเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฮ. ผู้ตาย ระหว่างสมรสโจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าและปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดิน จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อนาย ฮ. หรือหลอกลวงนาย ฮ. ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรม การซื้อขายที่ดินพิพาทหมู่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับนาย ฮ. ผู้ตาย ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าตามฟ้องและที่ดินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 3 มาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดียังเป็นการโต้แย้งในสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด กรณีไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 3 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2558

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ยช.ที่ 68/2558
#635277
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ระหว่างสมรสโจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าและปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดิน จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อผู้ตาย หรือหลอกลวงผู้ตาย ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับผู้ตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินมือเปล่าตามฟ้องและที่ดินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่ามาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดียังเป็นการโต้แย้งในสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด กรณีไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฮ. จดทะเบียนสมรสปี 2521 เมื่อปี 2530 โจทก์กับนาย ฮ. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าที่พิพาทหมู่ที่ 3 จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 72 ไร่ และที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 8 จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ประมาณ 45 ไร่ รวมเนื้อที่ 100 ไร่เศษ โดยร่วมกันปลูกต้นยูคาลิปตัสเต็มพื้นที่ หลังจากนาย ฮ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2551 โจทก์ยังคงครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่นาย ฮ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อนาย ฮ. หรือหลอกลวงนาย ฮ. ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินดังกล่าวรวม 3 แปลง เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ พร้อมต้นยูคาลิปตัสให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าที่ดินครบถ้วนและนาย ฮ. ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะโจทก์และนาย ฮ. ครอบครองที่ดินดังกล่าวทั้ง 3 แปลงมาตลอดและนาย ฮ. ไม่เคยได้รับชำระค่าที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินพิพาทแปลงที่ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ประมาณ 50 ไร่ และ 23 ไร่ตามลำดับ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การทำสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้ทำเป็นหนังสือแต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ในฐานะผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาตลอดจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้พิพากษาว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทหมู่ที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับนาย ฮ. ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 3 จังหวัดชลบุรีเนื้อที่ประมาณ 73 ไร่ และที่ดินมือเปล่าอีก 2 แปลง ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 8 จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และ 15 ไร่ นาย ฮ. เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินทั้งสามแปลงโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ปี 2515 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนาย ฮ. ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินร่วมกับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 10 ปี นับแต่นาย ฮ. ทำสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเกินกว่า 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1374 และมาตรา 1375 และฟ้องโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายขาดอายุความเพราะไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1324/2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดพัทยา สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครอง เป็นสัญญาที่แท้จริงไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลงโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แล้วมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลโดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 และบุคคลอื่นได้ การซื้อขายที่ดินมือเปล่าไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาซื้อขายสมบรูณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสี่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่า หมู่ที่ 3 จังหวัดชลบุรี มาจากจำเลยที่ 1 แต่จะเป็นแปลงเดียวกับที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ทราบและไม่รับรอง ภายหลังจากซื้อที่ดินแล้วจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน ขณะไปซื้อที่ดินดังกล่าวไม่มีต้นยูคาลิปตัสและจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเรียกคืนที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลจังหวัดพัทยาเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฮ. ผู้ตาย ระหว่างสมรสโจทก์กับผู้ตายร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าและปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดิน จำเลยที่ 1 ปลอมสัญญาขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองและปลอมลายมือชื่อนาย ฮ. หรือหลอกลวงนาย ฮ. ให้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 รบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยนำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถต้นยูคาลิปตัสให้ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทหมู่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าวและให้ชดใช้ค่าเสียหาย กับขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ร่วมกับนาย ฮ. ผู้ตาย ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินมือเปล่าตามฟ้องและที่ดินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สัญญาซื้อขายที่ดินและส่งมอบการครอบครองถูกต้องและสมบูรณ์ด้วยการส่งมอบการครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายที่ดินพิพาทหมู่ที่ 3 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้อน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซื้อที่ดินมือเปล่าหมู่ที่ 3 มาจากจำเลยที่ 1 และเข้าครอบครองทำประโยชน์เกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยนำรถแทรกเตอร์ไปไถต้นยูคาลิปตัสของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินดังกล่าวและไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับความสมบรูณ์ของนิติกรรม ละเมิด และการครอบครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยนิติกรรม บรรพ 2 ว่าด้วยละเมิด และบรรพ 4 ว่าด้วยการครอบครอง แม้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีประเด็นให้วินิจฉัยด้วยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสแต่ก็เพียงเพื่อวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องเท่านั้น ข้อพิพาทหลักในคดียังเป็นการโต้แย้งในสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันในทางครอบครัวแต่อย่างใด กรณีไม่มีประเด็นพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสามีภริยากันอันจะถือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในทางทรัพย์สินโดยตรง จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 3 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2558

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ