คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2558
#627321
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จะมีการยึดที่ดินพิพาท โจทก์ขอตรวจสอบการถือครองที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินพบว่าจำเลยถือครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1267 จึงคัดถ่ายเอกสารให้ผู้แทนโจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์ขอตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิอีกครั้ง โดยคัดถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ดังกล่าวพร้อมราคาประเมินที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินก็ดำเนินการให้ หลังจากนั้นผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินพิพาท แต่ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าที่ดินพิพาทมีการออกเป็นโฉนดที่ดินและจำเลยโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกก่อนจะมีการยึดแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 153 บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของเจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดีบรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ วรรคสองบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีเป็นผู้ชำระ และตามตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ 3 ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แม้ความผิดพลาดในการยึดที่ดินพิพาทไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของผู้แทนโจทก์ก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลใช้ดุลพินิจยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนการยึดได้ เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปเรียกร้องจากผู้เป็นต้นเหตุเอง ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 3,645,590.39 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยจะนำที่ดินที่จำเลยจำนองไว้ต่อโจทก์ตีใช้หนี้เป็นเงิน 1,240,000 บาท กับผ่อนชำระหนี้จนกว่าจะครบ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1267 ตำบลระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อนำออกขายทอดตลาด

วันที่ 10 ตุลาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาระโนด ว่าที่ดินพิพาทที่ผู้แทนโจทก์นำยึดเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 20418 แล้วตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2543 แต่ยังไม่ได้หมายเหตุการออกโฉนดที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และโฉนดที่ดินดังกล่าวถูกโอนขายให้บุคคลภายนอกแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2553 วันที่ 2 ธันวาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนการยึดที่ดินพิพาท จึงขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนการยึด

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์ซึ่งไม่ใช่ของจำเลยแล้วโจทก์ย่อมต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ข้อ 3 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินไปแล้วไม่มีการขายได้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าก่อนที่จะมีการยึดที่ดินพิพาท โจทก์ขอตรวจสอบการถือครองที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินพบว่าจำเลยถือครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1267 จึงคัดถ่ายเอกสารให้ผู้แทนโจทก์ไว้ ต่อมาโจทก์ขอตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิอีกครั้ง โดยคัดถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ดังกล่าวพร้อมราคาประเมินที่ดิน

เจ้าพนักงานที่ดินก็ดำเนินการให้ หลังจากนั้นผู้แทนโจทก์นำยึดที่ดินพิพาท แต่ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าที่ดินพิพาทมีการออกเป็นโฉนดที่ดินและจำเลยโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกก่อนจะมีการยึดแล้ว โจทก์กระทำการโดยสุจริต จึงไม่ควรเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ ในปัญหานี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของเจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการบังคับคดี บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ วรรคสองบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีเป็นผู้ชำระ และตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 3 ระบุว่า เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด เห็นว่า แม้ความผิดพลาดในการยึดที่ดินพิพาทไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของผู้แทนโจทก์ก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลใช้ดุลพินิจยกเว้นค่าธรรมเนียมถอนการยึดได้เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปเรียกร้องจากผู้เป็นต้นเหตุเอง ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 153 ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
ธนาคารเอเชีย จำกัด หรือธนาคารยูโอบี
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเลี่ยน โกศล
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 879/2558
#627348
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 ของศาลชั้นต้นยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่หลังจากวันที่ 8 มีนาคม 2549 ที่โจทก์มอบอำนาจให้ ก. หรืออย่างเร็วที่สุดวันที่ 8 มีนาคม 2549 อันเป็นเวลาที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมและทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม แต่การที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ซึ่งมาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตามมาตรา 193/14 (2) หากคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 โจทก์ได้ถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1058/2550 กรณีจึงต้องถือว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 หมายเลขแดงที่ 1058/2550 ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด เนื่องจากคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมอีกเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน2554 จึงพ้นหนึ่งปี นับแต่เวลาที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามมาตรา 240

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1974 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1974 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นจำเลยที่ 4 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2841/2542 ของศาลแพ่งธนบุรี เรื่องผิดสัญญาซื้อขาย ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 1974 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 800,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2544 ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ในคดีที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวกชำระเงินให้แก่โจทก์ 5,070,140.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ระหว่างการบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 โจทก์มอบอำนาจให้นายเกษฎากร มีอำนาจฟ้องร้องคดีอาญาและคดีแพ่ง รวมทั้งให้มีอำนาจดำเนินการในทางจำหน่ายสิทธิ เช่นการยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความฯ รวมทั้งให้มีอำนาจแต่งตั้งทนายความ นายเกษฎากรในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1105/2549 ในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีศาลแพ่งธนบุรีได้รับชำระหนี้ แต่ได้ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 ศาลแขวงอุบลราชธานีมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดี และได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเป็นการกระทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งธนบุรีเสียเปรียบและได้รับความเสียหาย แต่ได้ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดี คำฟ้องของโจทก์ บรรยายฟ้องว่าโจทก์เพิ่งทราบการกระทำความผิดหรือการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 สำหรับคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1058/2550 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมเมื่อยังไม่พ้นหนึ่งปีนับแต่วันเวลาที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรม ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 ของศาลชั้นต้นยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่หลังจากวันที่ 8 มีนาคม 2549 ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายเกษฎากรหรืออย่างเร็วที่สุดวันที่ 8 มีนาคม 2549 อันเป็นเวลาที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมและทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ตาม แต่การที่อายุความสะดุดหยุดลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ซึ่งมาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตามมาตรา 193/14 (2) หากคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 โจทก์ได้ถอนฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1058/2550 กรณีจึงต้องถือว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 123/2550 หมายเลขแดงที่ 1058/2550 ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด เนื่องจากคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมอีกเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 จึงพ้นหนึ่งปี นับแต่เวลาที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้รู้ถึงต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามมาตรา 240 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/17 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพสิฐหรือฐิติโชติ ปิ่นอุทัย
นางสาวธันยพัฒน์หรือ
คัทลียา บูรณะกิจภิญโญ
จำเลย — หรือสุดประโคนเขต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 852/2558
#582994
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองกับนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ทั้งหมด อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์อ้างเหตุและมีคำขอท้ายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นอย่างเดียวกันกับคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และ10625 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดและย่อมผูกพันโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 เมื่อการขายทอดตลาดที่ดินไม่ได้ถูกเพิกถอน ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดย่อมมีสิทธิรับโอนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาลและมีสิทธิโอนต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และโฉนดเลขที่ 106205 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และเลขที่ 106204 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 5 นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 106205 ระหว่างจำเลยที่ 7 กับจำเลยที่ 8 และระหว่างจำเลยที่ 8 กับจำเลยที่ 9 ให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนนิติกรรมที่เป็นโมฆะทั้งหมด แล้วจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง ให้จำเลยที่ 6 และที่ 9 ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 6 และที่ 9 ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 8, ที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 2 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 8 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10/2528 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 โดยอ้างในคำร้องว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.30/2538 ของศาลแพ่ง ศาลฎีกาพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า นิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และโฉนดเลขที่ 106205 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร กับที่ดินอีก 2 แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ จึงมีผลให้การยึดทรัพย์ที่ดินดังกล่าวในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10/2528 ของศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้มีการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวไปแล้ว ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว และหากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถเรียกโฉนดที่ดินคืนจากผู้ซื้อทรัพย์ได้ ขอให้สำนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติกรรมจำนองที่ดินทั้งสี่แปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่า การยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสี่แปลงชอบด้วย กฎหมายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดทรัพย์ ให้ยกคำร้อง ตามสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. 1381/2552 อ้างความเป็นโมฆะของนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.30/2538 ของศาลแพ่งอีก และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ตามคำสั่งศาล นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ภายหลังจากนั้นทั้งหมด ให้จำเลยที่ 6 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7524 แก่โจทก์ กับให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำฟ้องคดีผู้บริโภค โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามสำเนาอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่คดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โดยโจทก์อ้างเหตุและมีคำขอท้ายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นอย่างเดียวกันกับคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อันเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) นอกจากนี้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายแดงที่ 10/2528 ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และ 106205 ตามสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ ซึ่งโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้ว และย่อมผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และ 106205 โดยอ้างเหตุความเป็นโมฆะของนิติกรรมการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้ เมื่อการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และ 106205 ไม่ได้ถูกเพิกถอน จำเลยที่ 2 และที่ 7 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7524 และ 106205 ตามลำดับจากการขายทอดตลอด ย่อมมีสิทธิรับโอนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาล ทั้งมีสิทธิโอนต่อให้จำเลยอื่น และจำเลยอื่นมีสิทธิโอนต่อกันไปเป็นทอด ๆ รวมทั้งมีสิทธิจำนองและรับจำนองด้วย และการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีสิทธิดังกล่าวมาแล้วก็ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ โอสถ
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสากล สมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2558
#635750
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2266/2552 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีที่ อ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 เป็นจำเลย โดยมูลเหตุมาจากการที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในฐานะ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ใช้หลักเกณฑ์ขัดกับหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนดในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคราวเดียวกันกับมูลเหตุคดีนี้ และศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวด้วยนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า วันที่ 11 สิงหาคม 2549 อันเป็นวันที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกำหนดหลักเกณฑ์แล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 เท่ากับศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดนั้นแล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่า ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เพื่อช่วยเหลือพวกของตน กลั่นแกล้งโจทก์และผู้บริหารสถานศึกษาอื่นให้ได้รับความเสียหาย การร่วมกันกำหนดแนวทางในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยกำหนดให้มีการประเมินเป็นคะแนน ต่อมาร่วมกันประเมินคะแนนและร่วมกันพิจารณาอนุมัติย้าย ณ. ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. ตามคะแนนที่ประเมินโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามแนวทางในการพิจารณาซึ่งกำหนดขึ้น เห็นได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่แสดงความจำนงจะขอย้ายในคราวเดียวกันให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียว และข้อกล่าวหาในคดีก่อนและคดีนี้มีมูลมาจากเหตุเดียวกัน เมื่อการกระทำตามฟ้องได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 6 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 นั้นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุมัติการย้ายและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 โจทก์เป็นข้าราชการครูตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ได้ยื่นคำขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 อันอยู่ในเขตอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในการพิจารณาอนุมัติการย้ายและการแต่งตั้ง โดยมีผู้แสดงความจำนงขอย้ายไปดำรงตำแหน่งดังกล่าวอีก 7 คน รวมทั้งนายณรงค์ ก่อนมีการพิจารณาโยกย้าย จำเลยที่ 9 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ร่วมเป็นกรรมการ จำเลยที่ 9 เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการดังกล่าวนี้ประเมินการปฏิบัติงานโดยให้คะแนนนายณรงค์ว่าสมควรได้รับการย้าย ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2549 คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประชุมและมีมติเห็นควรย้ายนายณรงค์และข้าราชการครูรายชื่อตามสำเนารายงานการประชุม และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ประชุมและมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งข้าราชการไปดำรงตำแหน่ง รวมถึงให้นายณรงค์ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ โดยจำเลยที่ 9 มีคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ให้ย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 21 คน รวมทั้งนายณรงค์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แล้วหรือไม่ กรณีของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2266/2552 ของศาลชั้นต้น เป็นคดีที่นายเอกชัย เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 เป็นจำเลย โดยมูลเหตุมาจากการที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในฐานะ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ใช้หลักเกณฑ์ ขัดกับหลักเกณฑ์ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคราวเดียวกันกับมูลเหตุคดีนี้ และศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ในความผิดเดียวกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ไปแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีของศาลชั้นต้นดังกล่าวด้วยนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า วันที่ 11 สิงหาคม 2549 อันเป็นวันที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกำหนดหลักเกณฑ์แล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 เท่ากับศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดนั้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แล้วเช่นกัน

การที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่า ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เพื่อช่วยเหลือพวกของตน กลั่นแกล้งโจทก์และผู้บริหารสถานศึกษาอื่นให้ได้รับความเสียหาย การร่วมกันกำหนดแนวทางในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยกำหนดให้มีการประเมินเป็นคะแนน ต่อมาร่วมกันประเมินคะแนนและร่วมกันพิจารณาอนุมัติย้ายนายณรงค์ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ตามคะแนนที่ประเมินโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามแนวทางในการพิจารณาซึ่งกำหนดขึ้น เห็นได้ว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันในการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่แสดงความจำนงจะขอย้ายในคราวเดียวกันให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียว และข้อกล่าวหาในคดีก่อนและคดีนี้มีมูลมาจากเหตุเดียวกัน เมื่อการกระทำตามฟ้องได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นอื่น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเรือง วังแจ่ม
จำเลย — นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 843/2558
#581400
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ตายขับรถถอยหลังโดยไม่ดูให้ดีว่ามีรถคันอื่นอยู่ด้านหลังหรือไม่ และในระยะห่างเพียงใด ย่อมถือว่าผู้ตายขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ พฤติการณ์ของผู้ตายที่มีเรื่องเขม่นกันกับคนร้ายมาก่อนแล้วขับรถปาดหน้ากัน ที่ผู้ตายถูกกลุ่มคนร้ายจอดรถขวางหน้าแล้วใช้อาวุธปืนยิงจนผู้ตายต้องขับรถถอยหลังมาชนรถโจทก์ย่อมไม่อาจยกเป็นข้ออ้างได้ว่ามิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทั้งการกระทำของผู้ตายก็มิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจอ้างเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 449 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าเป็นผู้ให้ความยินยอมผู้ตายนำรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไปขับ เมื่อเหตุละเมิดอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องผู้เอาประกันภัยจะมิใช่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เหตุละเมิดเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยและสัญญาประกันภัยมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 3 หาพ้นความรับผิดไม่

ดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดนับแต่วันทำละเมิด ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เป็นไปตามสัญญาประกันภัย มิใช่ความรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 277,188 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 258,120 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายอุดมชัย ผู้ตาย หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ตายขับรถถอยหลังโดยไม่ดูให้ดีว่ามีรถคันอื่นอยู่ด้านหลังหรือไม่ และในระยะห่างเพียงใด ย่อมถือว่าผู้ตายขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกาว่า ผู้ตายมิได้กระทำโดยประมาท แต่เป็นการหนีเอาชีวิตรอดจากภยันตรายที่ถึงตัวแล้วนั้น โจทก์มีนายชายสุดใจ คนขับรถแท็กซี่ของโจทก์เบิกความว่า ขณะที่พยานขับรถไปตามถนนรัตนาธิเบศร์มุ่งหน้าสะพานพระนั่งเกล้าเห็นผู้ตายและบุคคลผู้ไม่ทราบชื่อขับรถปาดหน้ากันไปมาและร้อยตำรวจเอกฉัตรเพชร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า นายนิรันดร์ซึ่งนั่งรถมากับผู้ตายเล่าให้ฟังว่า ผู้ตายกับเพื่อนมารับประทานอาหารและดื่มสุราที่ร้านอาหารจูโน่ เมื่อออกมาที่จอดรถพบกลุ่มคนร้ายแล้วเขม่นไม่ถูกกัน คนร้ายขับรถตามมาแล้วต่างฝ่ายต่างขับรถแซงปาดหน้ากันไปมาหลายครั้งซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ตายที่มีเรื่องเขม่นกันมาก่อนแล้วขับรถปาดหน้ากัน การที่ผู้ตายถูกกลุ่มคนร้ายจอดรถขวางหน้าและใช้อาวุธปืนยิงจนผู้ตายต้องขับรถถอยหลังมาชนรถโจทก์ ย่อมไม่อาจยกเป็นข้ออ้างได้ว่ามิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทั้งการกระทำของผู้ตายก็มิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 449 วรรคหนึ่ง ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องจึงยังมิได้วินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะทายาทของผู้ตายจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะหมายเลขทะเบียน ณอ 5925 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 1 มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2552 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าเป็นผู้ให้ความยินยอมผู้ตายนำรถที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไปขับ เมื่อเหตุละเมิดเกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องผู้เอาประกันภัยจะมิใช่จำเลยที่ 1 ก็ตามแต่เหตุละเมิดเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยและสัญญาประกันภัยมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 3 หาพ้นความรับผิดไม่ ส่วนปัญหาว่าความเสียหายของโจทก์มีเพียงใดนั้น โจทก์มีนายจรัล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังเกิดเหตุโจทก์นำรถไปซ่อมเสียค่าซ่อม 196,520 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน และใช้เวลาซ่อม 40 วัน โดยปกติโจทก์สามารถให้เช่ารถแท็กซี่ได้ในอัตราวันละ 1,040 บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ไป 41,600 บาท และโจทก์ขอคิดค่าเสื่อมราคา 20,000 บาท เห็นว่า ในส่วนของค่าซ่อมรถโจทก์มีใบเสนอราคาและใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมมาแสดง เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถแท็กซี่ตามรูปถ่ายประกอบแล้ว โดยฝ่ายจำเลยมิได้ถามค้านโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเห็นควรกำหนดค่าซ่อมรถให้ตามที่โจทก์ขอ ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้นนายจรัลคงเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าก่อนเกิดเหตุรถแท็กซี่สามารถนำออกให้บุคคลอื่นเช่า ได้ค่าเช่าทุกวันจริงหรือไม่ และได้ค่าเช่าจำนวนเท่าใด เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้ 10,000 บาท สำหรับค่าเสื่อมราคานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเช่าซื้อรถแท็กซี่มาเมื่อใด ในราคาเท่าใด ประกอบกับรถย่อมเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 206,520 บาท ส่วนดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดนับแต่วันทำละเมิด ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เป็นไปตามสัญญาประกันภัย มิใช่ความรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเมื่อถูกทวงถามแล้วเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 206,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ย นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 19,068 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกทอดได้แก่ตน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 449 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี.อาร์.พี ทรานสปอร์ต จำกัด
นายโชคชัย ลาภพืชอุดม ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายอุดมชัย ลาภพืชอุดม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสุวิทย์ พีรแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภมิตร บุญประสงค์
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2558
#582406
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่จะมีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตายได้ จะต้องเป็นผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายได้ตั้งไว้ คดีนี้ ปรากฏว่าศาลได้ตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย หาใช่ผู้ตายตั้งโจทก์ที่ 3 ไม่ ดังนั้น โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 จัดการและใช้จ่ายในการปลงศพผู้ตาย โจทก์ที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายค่าทำศพให้โจทก์ที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจึงเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ

ป.พ.พ. มาตรา 433 บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวศาลจะต้องพิเคราะห์ถึงค่าปลงศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย มิใช่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดทั้งหมด

การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิของแต่ละคน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินข้างต้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 4,230,357.24 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,936,721 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,043,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2543) โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 186,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยร่วมใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสาม) ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,581,014 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดจำนวน 186,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งฝ่ายโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทน 767 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 มีจำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัย โดยประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ธ - 3099 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ มีจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถ และจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันดังกล่าวเสียหลักไปเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน พล 7785 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ พันเอกเอนกซึ่งนั่งโดยสารมาในรถได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โจทก์ที่ 1 ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถและเป็นภริยาของพันเอกเอนกได้รับบาดเจ็บและต้องขาดไร้อุปการะ และโจทก์ทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพพันเอกเอนก จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนเชิด ส่วนจำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ คดีในส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และคดีอาญาที่โจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลย ข้อเท็จจริงยุติว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ก่อเหตุแต่ผู้เดียว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9431/2552

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ค่ารักษาพยาบาลของพันเอกเอนก ผู้ตาย มีเพียงใด ภายหลังเกิดเหตุผู้ตายอยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะด้านขวามีบาดแผลฉีกขาด ตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าสมองช้ำและเลือดออกในสมอง แพทย์ผ่าตัดสมอง เจาะคอเพื่อช่วยการหายใจ ให้น้ำเกลือและให้อาหารทางสายยาง ผู้ตายรักษาตัวเป็นเวลา 7 เดือน จึงถึงแก่ความตาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล ใบรับรองแพทย์ มรณบัตรใบรับรองการตาย และเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,914,316 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน เห็นว่า แม้จะได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีโรคประจำตัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมรณบัตร ระบุสาเหตุการตายว่ามีโรคเบาหวานรวมอยู่ด้วย แต่นายแพทย์อำนาจทำการชันสูตรพลิกศพและตรวจศพแล้วระบุในใบรับรองการตายว่า การทำงานของหัวใจล้มเหลว สมองช้ำและฉีกขาด โดยเข้ารับการรักษาพยาบาลนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เป็นเวลา 7 เดือนเศษ ทั้งรายการค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นค่ายา ค่าตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ค่าตรวจรักษา ค่าเครื่องช่วยหายใจ และค่าบริการห้องพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บของผู้ตายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 1,914,316 บาท โดยโจทก์ทั้งสามไม่อาจนำสืบแยกแยะได้ว่าค่ารักษาพยาบาลจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเงินแน่นอนจำนวนเท่าใด เพราะมีค่ารักษาโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานรวมอยู่ด้วย แต่หากผู้ตายไม่ได้รับบาดเจ็บจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 การรักษาโรคเบาหวานก็เป็นการดูแลรักษาไปตามอาการ และจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ทั้งสามให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินเพียง 500,000 บาท นั้น ต่ำเกินไป จึงเห็น สมควรกำหนดค่ารักษาพยาบาลของผู้ตายเพิ่มอีก 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆ มีเพียงใด โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพมากกว่า 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในพิธีพระราชทานเพลิงศพ 300,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ที่ 3 มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปลงศพของพันเอกอเนกหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดั่งว่านั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติโดยชัดแจ้งแล้วว่า ผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่จะมีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตายได้ จะต้องเป็นผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายได้ตั้งไว้ สำหรับคดีนี้ ปรากฏว่าศาลได้ตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกพันเอกอเนกผู้ตาย หาใช่พันเอกอเนกตั้งโจทก์ที่ 3 ไม่ ดังนั้น โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพพันเอกอเนกผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 จัดการและใช้จ่ายในการปลงศพพันเอกอเนกผู้ตาย โจทก์ที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายค่าทำศพให้โจทก์ที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจึงเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวศาลจะต้องพิเคราะห์ถึงค่าปลงศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย มิใช่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดทั้งหมด โจทก์ทั้งสามมีใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ 7 วัน และการทำบุญครบรอบ 30 วัน 50 วัน และ 100 วัน ค่าอาหารเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงานศพ ค่าหนังสือพิมพ์โฆษณางานศพ รวมเป็นเงิน 227,779 บาท และมีใบเสร็จรับเงินค่าจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อคำนึงถึงประเพณีการจัดการศพและฐานานุรูปของผู้ตายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นเป็นเงิน 200,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 มีเพียงใด เห็นว่า การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายเป็นข้าราชการบำนาญขณะเกิดเหตุมีอายุ 73 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาทเศษ และโจทก์ที่ 1 มีอายุ 72 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเวลา 8 ปี อัตราเดือนละ 7,000 บาท เป็นอัตราประมาณ 1 ใน 3 ส่วนของรายได้ผู้ตายนับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิของแต่ละคน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ผู้ป่วย 1,027,347 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ใช้ค่าปลงศพ 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ 175,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และใช้ค่ารักษาพยาบาล 6,667 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์ที่ 3 ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 433 ม. 1649
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสอาด ชินวรรโณ กับพวก
จำเลย — นายสุขสันติ แสงเขียว กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยลักษณ์ บุญชู สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 841/2558
#627254
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 วรรคท้าย ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลดโทษจำคุกเหลือ 15 วัน หรือรอการลงอาญาโทษจำคุกส่วนที่เหลือเท่านั้น ดังนี้การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่อาจฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้อีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินคดีแก่จำเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 40 (2) บัญญัติไว้ นั้น เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สิ้นสุดลงแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2749/2552 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยแสดงกริยาไม่พอใจต่อว่าศาลว่าพิพากษาเช่นนี้ไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม และด่าว่าควาย ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ กูจะไม่ประกันตัว ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล จำคุก 1 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2749/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกมีกำหนด 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษจำเลยฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลดโทษจำคุกเหลือ 15 วัน หรือรอการลงอาญาโทษจำคุกส่วนที่เหลือเท่านั้น ดังนี้ การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยไม่อาจฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้อีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินคดีแก่จำเลยโดยไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 40 (2) บัญญัติไว้ เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สิ้นสุดลงแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 31 (1) ม. 33 วรรคท้าย ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 40 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิมพ์ใจ พงศ์พันธุ์ลักษณ์
จำเลย — นายพิทักษ์หรือรุจน์วงศา โรจน์วัฒนกุล
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2558
#579853
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 188 นั้น แตกต่างกัน การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดนั้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จำเลย การที่จำเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน นอกจากเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ย่อมเป็นการกระทำให้เช็คพิพาทนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 188 อีกบทหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 188, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 352 วรรคแรก ให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 129 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 774 เดือน แต่อัตราโทษอย่างสูงทุกกระทงความผิดมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ซึ่งไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกรวม 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายมานะ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จำเลยเข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งสมุห์บัญชี ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยนำเช็ค 149 ฉบับ ของโจทก์ โดยมีนายยงยุทธ กรรมการผู้จัดการโจทก์ขณะนั้นเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีอำนาจสอบสวนตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการร้องทุกข์และการที่โจทก์อ้างว่ารู้ถึงการกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ก็เพื่อให้เห็นว่า เป็นการร้องทุกข์ภายในอายุความ ซึ่งความจริงโจทก์ควรจะทราบว่าจำเลยนำเช็คของโจทก์ไปเรียกเก็บเงินตั้งแต่โจทก์ให้จำเลยออกจากงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 และในวันเดียวกันนั้น โจทก์แจ้งอายัดเช็คจำนวน 9 ฉบับ ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้วันที่ 6 มกราคม 2554 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายมานะในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3242/2552 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ว่า โจทก์ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกรายการบัญชีและใบนำฝากของจำเลย โดยได้รับรายการบัญชีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 และได้รับเอกสารใบนำฝากเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 จึงทราบว่าจำเลยนำเช็คของโจทก์เข้าบัญชีของจำเลย เห็นว่า อายุความในการร้องทุกข์สำหรับความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 มีกำหนดเวลาสามเดือน นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดประกอบกันทั้งสองประการ กฎหมายหาได้บัญญัติให้นับอายุความร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดไม่ ดังนั้น ถึงแม้ว่าโจทก์จะให้จำเลยออกจากงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 อันจะถือได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังไม่รู้เรื่องความผิด จนกระทั่งโจทก์ได้รับรายการบัญชีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 และได้รับเอกสารใบนำฝากวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเกินสามเดือน แต่ยังอยู่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 95 คดีของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เงินที่จำเลยอ้างว่าให้นายยงยุทธกู้ยืมไปนั้นมีจำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการทำหลักฐานการกู้ยืมกันเป็นหนังสือ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยคงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยและจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เช็คส่วนใหญ่จำเลยเป็นผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินเจือสมกับคำเบิกความของนายมานะว่าเช็คเป็นเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันหนี้ค่าจ้าง ค่าวัสดุอุปกรณ์ให้แก่คู่ค้าของโจทก์ ที่โจทก์สั่งทำเพื่อใช้ในกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อโจทก์ชำระหนี้ให้แก่คู่ค้าครบถ้วนแล้ว คู่ค้าก็จะคืนเช็คให้แก่โจทก์เพื่อทำลายต่อไป โดยเช็คจำเลยเป็นผู้ทำ ผู้ส่ง และผู้รับคืนจากคู่ค้าทั้งต้องเป็นผู้ทำลายด้วย เมื่อเช็คพิพาทรวม 129 ฉบับ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้แก่คู่ค้าโดยมอบให้จำเลยเป็นผู้นำไปมอบให้แก่คู่ค้าของโจทก์ จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาท 129 ฉบับ ในฐานะตัวแทนของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำเช็คพิพาท 129 ฉบับ ไปมอบให้แก่คู่ค้าของโจทก์ เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทได้ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกเช็คพิพาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามมาตรา 188 หมายถึง ผู้กระทำความผิดต้องเอาพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น โดยทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ โดยมิได้เอาเอกสารนั้นมาเป็นของตนเองและหากจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ก็ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 188 ได้ นั้น เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารตามมาตรา 188 นั้นแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละความผิดนั้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้มอบการครอบครองให้แก่จำเลย การที่จำเลยเอาเช็คพิพาทของโจทก์ไปเรียกเก็บเงิน ย่อมเป็นการกระทำให้เช็คพิพาทนั้นไร้ประโยชน์ที่จะใช้ได้อีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อีกบทหนึ่งด้วย ข้อเท็จจริงตามฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ สำหรับฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ เป็นประเด็นปลีกย่อย ซึ่งไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยุทธกิจการช่าง จำกัด
จำเลย — นายวิโรจน์ สัมมาชีววัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอนันต์ อุดมปัญญาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2558
#593495
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านสองหลังของโจทก์ร่วม การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้าง ช. รื้อผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านโดยพลการ เป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ทั้งยังเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยอันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 อีกบทหนึ่ง

จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของจำเลยที่ 1 โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน คอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด และทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านของโจทก์ร่วม เป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการสมคบร่วมกันกระทำการรื้อผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 83 หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้ ช. กระทำความผิดตามมาตรา 84 ไม่

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย ส่วนค่าเสียหายต่อจิตใจก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 446 กำหนดให้เรียกร้องได้เฉพาะในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายอนามัยหรือทำให้เขาเสียเสรีภาพเท่านั้น กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สิน มาตรา 446 ไม่เปิดสิทธิให้แก่ผู้ต้องเสียหายเรียกร้องเอาได้ สำหรับค่าเช่าหรือค่าเสียโอกาสใช้สอยบ้านของโจทก์ร่วมนั้น การที่ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สอยบ้านทั้งสองหลัง ไม่ได้หมายความว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมจะใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้โจทก์ร่วมเสียหาย ไม่อาจใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนได้

โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดฐานบุกรุกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข และมีคำขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา 362, 364, 365 ประกอบมาตรา 83 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เข้าลักษณะเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 362 และมาตรา 364 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษเพียงตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการที่ศาลฎีกาเพียงแต่ปรับบทลงโทษโดยมิได้แก้ไขโทษให้หนักขึ้น ก็มิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันจักเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 นั่นเอง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องมีคำพิพากษาสั่งในเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดแห่งค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 เพราะแม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 คำร้องขอตามมาตรา 44/1 ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด หรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร" และแม้คำว่า "ผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีตามมาตรา 156 มาตรา 156/1 และมาตรา 157 ก็ตาม แต่ก็ต้องนำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนเองอันเป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 358, 362, 364, 365 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวรรณภรณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของบ้านทั้งสองหลังเป็นค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 ค่าเสื่อมราคาในกรณีที่ซ่อมแซมบ้านได้ 1,300,000 บาท หากซ่อมแซมไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 6,500,000 บาท และหากสร้างใหม่ต้องเสียที่ดินหน้าบ้านหลังบ้าน และข้างเคียงคิดเป็นเงิน 8,000,000 บาท ค่าประเมินและแก้ไขโครงสร้างของบ้าน 4,000,000 บาท ค่ารื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 600,000 บาท ค่าเสียหายทางจิตใจ 500,000 บาท หากไม่สามารถซ่อมแซมบ้านได้และต้องขายขอคิดเป็นเงิน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังมาซึ่งคู่ความทุกฝ่ายมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของบ้าน 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 5 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และบ้านเลขที่ 9 - 10 ถนนดวงจันทร์ ตำบลเดียวกัน จำเลยทั้งสองอยู่กินกันฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 7 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ตำบลเดียวกัน ซึ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างบ้านของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังดังกล่าวโดยใช้ฝาผนังทั้งสองด้านร่วมกับบ้านของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ว่าจ้างนายชยกร ให้ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของตน โดยนายชยกรเสนอราคา หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างนายชยกรให้ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้าง หรือ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายชยกรดำเนินการซ่อมแซมบ้านของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านเลขที่ 5 และเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมดังกล่าวและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมภายในบ้านได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่บ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ปลูกสร้างอยู่ระหว่างบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วม โดยบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 ใช้ฝาผนังไม้ทั้งสองด้านร่วมกับบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ทั้งสองหลังของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ในการว่าจ้างนายชยกรปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 นายชยกร ซ่อมแซมบ้านไม่เรียบร้อย มีน้ำรั่วเข้าไปในบ้าน จำเลยที่ 2 พูดคุยกับนายชยกรแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงให้ช่างผู้รับเหมาคนใหม่มีชื่อเล่นว่าไก่ ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ชื่อนายวีระ เข้ามาดู นายไก่หรือวีระเสนอให้จำเลยที่ 1 ฉาบปูนที่ฝาผนังทั้งสองด้านซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วม ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าได้รื้อผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้แล้วก่ออิฐแทนจึงจำเป็นต้องเข้าไปฉาบปูนผนังในบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมและเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ประมาณปลายเดือนตุลาคม 2552 จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วม 2 ถึง 3 ครั้ง ในครั้งแรกบอกว่า จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านเลขที่ 7 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว และได้ทำการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้โจทก์ร่วมมาตรวจสอบ แต่ต่อมาอีกประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมอีกบอกว่าจะขอเข้าไปฉาบปูนแต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดให้ทราบ ครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มายืนยันว่าจะเข้าไปฉาบปูนในบ้านโจทก์ร่วมเพราะได้ก่อผนังอิฐใหม่ เนื่องจากเมื่อฝนตกจะทำให้น้ำรั่วเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมพยายามซักถามว่า จำเลยที่ 1 จะเข้าไปฉาบปูนในบ้านของโจทก์ร่วมได้ยังไง เนื่องจากผนังร่วมเป็นไม้ จำเลยที่ 1 ไม่ยอมอธิบายรายละเอียด ครั้นวันที่ 16 ถึง 18 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ร่วมไปตรวจสอบดูที่บ้านทั้งสองหลังของตนพบว่าผนังร่วมอาคารบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของตนกับบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 เดิมซึ่งทำด้วยไม้ทั้งสองด้านหายไปถูกก่อสร้างใหม่เป็นผนังปูนแทนโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วมในการรื้อถอนผนังไม้ร่วม รวมทั้งไม่ได้บอกรายละเอียดในการรื้อถอนผนังร่วมให้โจทก์ร่วมทราบด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันดังกล่าวว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านเลขที่ 7 ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยทั้งสองต้องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลยที่ 1 เพื่อขยายกิจการค้าขายเครื่องสำอาง จึงได้ว่าจ้างให้นายชยกรดำเนินการปรับปรุงโดยจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้นายชยกรรื้อผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านโดยพลการโดยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์ร่วมหรือแจ้งการรื้อถอนผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านให้โจทก์ร่วมทราบก่อนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่งด้วย และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 นอกจากนี้ การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้นายชยกรปรับปรุงอาคารบ้านเลขที่ 7 ของตนด้วยการก่อสร้างเป็นผนังปูนแทนผนังร่วมไม้ทั้งสองด้านโดยต้องรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคารบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังย่อมเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 อีกบทหนึ่ง ตามฟ้องโจทก์จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพียงพิจารณาข้อความตามใบเสนอราคาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้ใช้ให้นายชยกรกระทำความผิดตามมาตรา 84 ซึ่งแตกต่างกับฟ้องโจทก์ที่บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 83 จึงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเบิกความยอมรับความสัมพันธ์ความเป็นสามีภริยากัน และเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านเลขที่ 7 เพราะต้องการขยายกิจการขายเครื่องสำอางและให้มารดาจำเลยที่ 1 พักอาศัย แต่บ้านที่ซื้อมามีสภาพเก่าทรุดโทรมไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ จำเลยทั้งสองไม่มีความรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านจึงได้ว่าจ้างนายชยกรมาดำเนินการ แม้จำเลยทั้งสองจะพยายามบ่ายเบี่ยงเรื่องการเป็นผู้สั่งให้รื้อฝาไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านและอ้างว่าระหว่างก่อสร้างจำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปควบคุมดูแลก็ตาม แต่ตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 ระบุการซ่อมแซมปรับปรุงตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ สถานที่รื้อถอนห้องชั้นล่าง ผนังไม้ชั้น 2 และชั้น 3 ทุบห้องน้ำชั้นล่าง ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยทั้งสองยังเบิกความตรงกันว่า นายชยกรซ่อมแซมบ้านไม่เรียบร้อย มีน้ำรั่วเข้าไปในบ้าน จำเลยทั้งสองพูดคุยกับนายชยกรแล้ว นายชยกรไม่ยอมแก้ไข จึงให้ช่างผู้รับเหมาคนใหม่ ชื่อนายวีระหรือไก่เข้ามาดู นายวีระหรือไก่เสนอให้ฉาบปูนที่ฝาผนังอิฐทั้งสองด้าน จำเลยทั้งสองจึงโทรศัพท์หาโจทก์ร่วมเพื่อขออนุญาตเข้าไปฉาบปูน แต่ตกลงกันไม่ได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้นายชยกรซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด จึงทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านเลขที่ 5 และเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมเป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการสมคบร่วมกันกระทำการรื้อถอนผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 83 หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้นายชยกรกระทำความผิดตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวมทั้งฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในข้ออื่น ๆ นอกจากนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมาถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมาสอดคล้องต้องกันถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง เช่นกัน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองในประเด็นค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยกำหนดค่าเสื่อมราคา ค่าประเมินและแก้ไขโครงสร้างกับค่ารื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจและให้เหตุผลแห่งการวินิจฉัยถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเป็นอย่างอื่น และเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย ส่วนค่าเสียหายต่อจิตใจที่โจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ซึ่งก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 กำหนดให้เรียกร้องได้เฉพาะในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยหรือทำให้เขาเสียเสรีภาพเท่านั้น กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สิน มาตรา 446 ดังกล่าวไม่เปิดสิทธิให้แก่ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนต่อจิตใจได้ จึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ร่วม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุ 2 ถึง 3 ปี บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมปิดไว้ไม่มีผู้พักอาศัยเพราะโจทก์ร่วมไปดูแลบุตรอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้ให้ผู้ใดเช่าและไม่มีผู้ใดอยู่อาศัย จึงไม่กำหนดค่าเช่าหรือค่าเสียโอกาสใช้สอยบ้านให้โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า การที่ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สอยบ้านทั้งสองหลัง ไม่ได้หมายความว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมจะใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้โจทก์ร่วมเสียหายไม่อาจใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนได้ โจทก์ร่วมจึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ตนได้ โดยโจทก์ร่วมเรียกร้องเท่ากับค่าเช่าบ้านทั้งสองหลังที่โจทก์ร่วมอาจให้เช่าได้ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชดใช้ทรัพย์สินตามคำพิพากษาเสร็จ ซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาทำเลที่ตั้งของบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมที่โจทก์ร่วมระบุในคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าอยู่ในทำเลดี เพราะตั้งอยู่ตรงหัวมุมหน้าตลาดกิมหยงติดถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 และถนนดวงจันทร์ ตรงบริเวณสี่แยกชุมชน สามารถทำการค้าขายหรือทำธุรกิจได้ดี เป็นถิ่นการค้าขายที่มีชื่อเสียงสำคัญของอำเภอหาดใหญ่แล้ว เห็นว่า ทำเลที่ตั้งของบ้านโจทก์ร่วมทั้งสองหลังดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านเลขที่ 7 ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมมาในราคาสูงถึง 6,300,000 บาท จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมอาจให้เช่าบ้านของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังในอัตราค่าเช่าเดือนละไม่น้อยกว่า 70,000 บาท จริง แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ร่วมจะได้รับชดใช้ทรัพย์สินตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองมิได้ทำลายบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมจนเสียหายใช้การไม่ได้ จำเลยทั้งสองเพียงแต่รื้อถอนผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ แล้วก่ออิฐทำเป็นผนังปูนแทน หากโจทก์ร่วมประสงค์จะใช้ประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังโดยให้บุคคลอื่นเช่า โจทก์ร่วมก็เพียงแต่ใช้เวลาในการซ่อมแซมบ้านทั้งสองหลังให้อยู่ในสภาพดี พร้อมที่จะให้เช่าได้ ก็นำออกให้เช่าหาประโยชน์ได้แล้ว หาได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการฟ้องร้องต่อสู้คดีจนกว่าจะได้รับชดใช้ทรัพย์สินตามคำพิพากษาไม่ แต่โจทก์ร่วมก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ร่วมจะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงบ้านทั้งสองหลังนานเท่าใดจึงจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะให้เช่าได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาในการซ่อมแซมบ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วม เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้สอยหาประโยชน์ รวม 3 เดือน เป็นค่าเสียหายส่วนนี้ 210,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสื่อมราคา ค่าประเมินและแก้ไขโครงสร้างและค่ารื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้แก่โจทก์ร่วม จำนวน 300,000 บาท แล้ว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสิ้น 510,000 บาท ฎีกาของโจทก์ร่วมในประเด็นค่าเสียหายฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับข้อหาความผิดฐานบุกรุกนั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข และมีคำขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ประกอบมาตรา 83 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาเข้าลักษณะเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 362 และมาตรา 364 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเพียงตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการที่ศาลฎีกาเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองโดยมิได้แก้ไขโทษให้หนักขึ้นนั้น ก็มิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันจักเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 บัญญัติว่า ในคดีที่มีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงไม่มีค่าธรรมเนียมที่ศาลต้องสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งเป็นพับจึงไม่ถูกต้องและพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับมานั้น เห็นว่า กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "...และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น..." อันเป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าวิธีพิจารณาคดีส่วนแพ่งเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 นั่นเอง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องมีคำพิพากษาสั่งในเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดแห่งค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 ทั้งนี้ เพราะแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 คำร้องขอตามมาตรา 44/1 ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ชำระต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร" และแม้ว่าคำว่า "ผู้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล" ตามมาตรา 158 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 156 มาตรา 156/1 และมาตรา 157 ก็ตาม แต่ก็ต้องนำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนเองอันเป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 158 ม. 161 ม. 167
ป.อ. ม. 362 ม. 365 (2)
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางวรรณภรณ์ เผื่อนปฐม
จำเลย — นางชนากานหรือนางสาวชนากาน อ้อคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2558
#634145
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านเลขที่ 7 ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองต้องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลยที่ 1 เพื่อขยายกิจการค้าขายเครื่องสำอาง จึงได้ว่าจ้างให้ ช. ดำเนินการปรับปรุงโดยจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้ ช. รื้อผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านโดยพลการโดยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์ร่วมหรือแจ้งการรื้อถอนผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านให้โจทก์ร่วมทราบก่อนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่งด้วย และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364

การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้ ช. ปรับปรุงอาคารบ้านเลขที่ 7 ของตนด้วยการก่อสร้างเป็นผนังปูนแทนผนังร่วมไม้ทั้งสองด้านโดยต้องรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคารบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังย่อมเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 อีกบทหนึ่ง

จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด จึงทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านเลขที่ 5 และเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมเป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการสมคบร่วมกันกระทำการรื้อถอนผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 83 หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้ ช. กระทำความผิดตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย ส่วนค่าเสียหายต่อจิตใจที่โจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ซึ่งก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น ป.พ.พ. มาตรา 446 กำหนดให้เรียกร้องได้เฉพาะในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยหรือทำให้เขาเสียเสรีภาพเท่านั้น กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สิน มาตรา 446 ดังกล่าวไม่เปิดสิทธิให้แก่ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนต่อจิตใจได้

กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าวิธีพิจารณาคดีส่วนแพ่งเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 นั่นเอง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องมีคำพิพากษาสั่งในเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดแห่งค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 ทั้งนี้ เพราะแม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 คำร้องขอตามมาตรา 44/1 ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 คำว่า "ผู้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล" เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 156 มาตรา 156/1 และมาตรา 157 ก็ตาม แต่ก็ต้องนำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนเองอันเป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 358, 362, 364, 365 และแก้ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวรรณภรณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสื่อมราคาของบ้านทั้งสองหลัง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานบุกรุกตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังมาซึ่งคู่ความทุกฝ่ายมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของบ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 5 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และบ้านเลขที่ 9 - 10 ถนนดวงจันทร์ ตำบลเดียวกัน จำเลยทั้งสองอยู่กินกันฉันสามีภริยา จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 7 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 ตำบลเดียวกัน ซึ่งปลูกสร้างอยู่ระหว่างบ้านของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังดังกล่าวโดยใช้ฝาผนังทั้งสองด้านร่วมกับบ้านของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ว่าจ้างนายชยกรให้ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของตน หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างนายชยกรให้ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของจำเลยที่ 1 นายชยกรดำเนินการซ่อมแซมบ้านของจำเลยที่ 1 ทำให้บ้านเลขที่ 5 และเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมดังกล่าวและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมภายในบ้านได้รับความเสียหาย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ สำหรับความผิดฐานบุกรุกและฐานทำให้เสียทรัพย์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันดังกล่าวว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านเลขที่ 7 ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยทั้งสองต้องการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลยที่ 1 เพื่อขยายกิจการค้าขายเครื่องสำอาง จึงได้ว่าจ้างให้นายชยกรดำเนินการปรับปรุงโดยจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้นายชยกรรื้อผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านโดยพลการโดยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์ร่วมหรือแจ้งการรื้อถอนผนังอาคารไม้ซึ่งเป็นผนังร่วมทั้งสองด้านให้โจทก์ร่วมทราบก่อนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่งด้วย และเมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 นอกจากนี้ การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างให้นายชยกรปรับปรุงอาคารบ้านเลขที่ 7 ของตนด้วยการก่อสร้างเป็นผนังปูนแทนผนังร่วมไม้ทั้งสองด้านโดยต้องรื้อถอนผนังอาคารไม้เดิมซึ่งเป็นผนังร่วมกับอาคารบ้านเลขที่ 5 และบ้านเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมทั้งสองหลังย่อมเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 อีกบทหนึ่ง และตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้นายชยกรซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเลขที่ 7 ของจำเลยที่ 1 โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน และคอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด จึงทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านเลขที่ 5 และเลขที่ 9 - 10 ของโจทก์ร่วมเป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการสมคบร่วมกันกระทำการรื้อถอนผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 83 หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้นายชยกรกระทำความผิดตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองในประเด็นค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยกำหนดค่าเสื่อมราคา ค่าประเมินและแก้ไขโครงสร้างกับค่ารื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท นั้น ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเป็นอย่างอื่น และเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย ส่วนค่าเสียหายต่อจิตใจที่โจทก์ร่วมเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ซึ่งก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 กำหนดให้เรียกร้องได้เฉพาะในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยหรือทำให้เขาเสียเสรีภาพเท่านั้น กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สิน มาตรา 446 ดังกล่าวไม่เปิดสิทธิให้แก่ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนต่อจิตใจได้ จึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ร่วม

อนึ่ง สำหรับข้อหาความผิดฐานบุกรุกนั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรและเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข และมีคำขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ประกอบมาตรา 83 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาเข้าลักษณะเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 362 และมาตรา 364 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองเพียงตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการที่ศาลฎีกาเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองโดยมิได้แก้ไขโทษให้หนักขึ้นนั้น ก็มิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันจักเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 บัญญัติว่า ในคดีที่มีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงไม่มีค่าธรรมเนียมที่ศาลต้องสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งเป็นพับจึงไม่ถูกต้องและพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับมานั้น เห็นว่า กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "...และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น..." อันเป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าวิธีพิจารณาคดีส่วนแพ่งเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 นั่นเอง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องมีคำพิพากษาสั่งในเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดแห่งค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 ทั้งนี้ เพราะแม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 คำร้องขอตามมาตรา 44/1 ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ชำระต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร" และแม้ว่าคำว่า "ผู้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล" ตามมาตรา 158 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 156 มาตรา 156/1 และมาตรา 157 ก็ตาม แต่ก็ต้องนำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนเองอันเป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 446
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 364 ม. 365 (2)
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 157 ม. 158 ม. 161 ม. 167
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 253
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางวรรณภรณ์ เผื่อนปฐม
จำเลย — นางชนากานหรือนางสาวชนากาน อ้อคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2558
#627344
เปิดฉบับเต็ม

ที่ ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเริ่มต้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้จำเลยเข้าใจฟ้องและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1390/2544 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 1 เดือน 12 วัน โจทก์ย่อมสามารถแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้แถลงต่อศาลเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 91, 92, 335, 339, 371 ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2573/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นายหมัดอาหลี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง, 371 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 14 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี และปรับ 50 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บวกโทษจำคุก 1 เดือน 15 วัน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2573/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้เป็นจำคุก 7 ปี 1 เดือน 15 วัน ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ศาลจะต้องสอบถามคู่ความให้ได้ความและศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมาย หากพิพากษาไปยังไม่แน่ชัดย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเริ่มต้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้จำเลยเข้าใจฟ้องและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1390/2544 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 1 เดือน 12 วัน โจทก์ย่อมสามารถแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้แถลงต่อศาลเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นายหมัดอาลี หีมหมัน
จำเลย — นายสมาน ชูติการ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2558
#580048
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ว่า การรอการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 56 เป็นการให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษได้ มิใช่บังคับศาลว่าไม่สามารถรอการลงโทษได้เลยนั้น เป็นการหยิบยก ป. อ. มาตรา 56 ขึ้นมาอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีลักษณะบิดเบือนให้เป็นข้อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 335, 357 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้ยกฟ้องข้อหารับของโจร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่า การรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นการให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจให้รอการลงโทษได้ มิใช่บังคับศาลว่าไม่สามารถรอการลงโทษได้เลยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการหยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ขึ้นมาอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มีลักษณะบิดเบือนให้เป็นข้อกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมพร รักโอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธวัชชัย ชูดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2558
#575694
เปิดฉบับเต็ม

คดีหลักโจทก์บรรยายฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามกฎหมาย รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คดีนี้จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน

เมื่อผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลาง โดย ว. ชำระราคารถยนต์ของกลางครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้วก่อนวันที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 กรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตกไปเป็นของ ว. แล้ว นับแต่วันที่ผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลางกัน แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจากชื่อผู้ร้องเป็นชื่อ ว. การซื้อขายก็สมบูรณ์เพราะรายการจดทะเบียนมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ดังนี้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และริบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 4864 1174 และรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 2442 ศรีสะเกษ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีหลักโจทก์บรรยายฟ้องว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 2442 ศรีสะเกษ ของกลาง เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามกฎหมาย รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคดีนี้จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามกฎหมาย และศาลมีคำพิพากษาริบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องและนางวรรณีตกลงซื้อขายกันโดยวิธีผ่อนชำระ และนางวรรณีผ่อนชำระราคารถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องครบถ้วนก่อนวันเกิดเหตุและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้ว จึงเป็นการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 กรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตกไปเป็นของนางวรรณีแล้วนับแต่วันที่ผู้ร้องและนางวรรณีตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลางกัน แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจากชื่อผู้ร้องเป็นชื่อนางวรรณีการซื้อขายก็สมบูรณ์เพราะรายการจดทะเบียนมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ดังนี้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 458
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
ผู้ร้อง — นางสุนีย์ อินฉัตร
จำเลย — นายธีรพล ยืนยงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางเฟื่องฟ้า พรพานิช
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703 -ที่ 704/2558
#632527
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ากำหนดระยะเวลาการเช่าเพียง 3 ปี และมีข้อตกลงเรื่องการต่อสัญญาไว้ในข้อ 10 ว่า ผู้เช่ามีสิทธิขอต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก 1 ช่วง คือต่ออีก 3 ปี แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและอัตราค่าเช่าซึ่งผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ทำความตกลงร่วมกัน และโดยที่ผู้เช่าจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งความประสงค์เช่นว่านั้นให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนวันครบกำหนดอายุการเช่าตามสัญญานี้ ทั้งนี้อัตราค่าเช่าใหม่จะต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าเช่าเดิมที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ ไม่มีข้อความบ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษที่จำเลยให้โจทก์เช่าไปจนกว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกเอง และตามสัญญาเช่านี้ นอกจากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์เป็นค่าเช่าตามที่กำหนดไว้แล้ว จำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากโจทก์อีก ส่วนที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไปกว่า 3,000,000 บาท ทำให้ร้านค้าของโจทก์เป็นร้านค้าที่ทันสมัย ลูกค้าที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลของจำเลยได้รับความพึงพอใจ ช่วยให้โรงพยาบาลของจำเลยเจริญรุดหน้านั้น สิ่งที่โจทก์ลงทุนไปเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เอง หากลูกค้ามีความพึงพอใจโจทก์ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์ในทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรือจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้กิจการของจำเลยซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงพยาบาลเจริญรุดหน้าแต่อย่างใด สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

หลังจากครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าแล้ว ได้มีการต่อสัญญาเช่า ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทกันใหม่ มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทก์เรื่อยมา โดยต่อสัญญาเช่าออกไปครั้งละ 1 ปี โจทก์รับทราบการต่อสัญญาเช่าดังกล่าว จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทก์มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งตามหนังสือฉบับนี้ จำเลยระบุว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่ 88 ตารางเมตร จำเลยขอคิดค่าเช่าเพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นราคาตารางเมตรละ 1,126 บาท เงื่อนไขอื่น ๆ ยังคงเหมือนสัญญาฉบับแรกและหนังสือการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ฉบับก่อน ๆ สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ผู้ให้เช่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทได้ต่อไปก็ต่อเมื่อมีการต่ออายุสัญญาเช่า หรือเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 570 กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้ ถ้าผู้เช่ายังครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา จำเลยส่งหนังสือถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า จำเลยจำเป็นต้องปรับปรุงอาคารรวมทั้งพื้นที่ใช้สอยบริเวณชั้นล่างของอาคารทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงไม่ประสงค์ให้มีการต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีก เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ขอให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สิน ตลอดจนอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2554 ต่อมา โจทก์ขอขยายระยะเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปอีก 1 เดือน เป็นวันที่ 30 เมษายน 2554 จำเลยตกลงตามที่โจทก์ขอ ซึ่งจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวโจทก์ว่า เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการขนย้ายในวันที่ 30 เมษายน 2554 แล้ว จำเลยจะเข้าครอบครองพื้นที่เช่าทันทีจนกระทั่งปลายเดือนเมษายน 2554 ใกล้จะครบกำหนดเวลาสิ้นสุดการขนย้าย จำเลยพบว่าโจทก์ยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาท ในวันที่ 26 เมษายน 2554 จำเลยจึงได้ส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งสิ้นสุดสัญญาเช่าอีกครั้ง เพื่อเตือนให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 ฟังได้ว่า จำเลยไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทอีกต่อไป และจำเลยก็ได้ดำเนินการตามสัญญา ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาในข้อ 9.3 โดยจำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดอายุสัญญา ซึ่งฝ่ายโจทก์ได้รับหนังสือฉบับนี้ไว้แล้ว สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 อันเป็นวันสิ้นสุดอายุการเช่า ส่วนที่โจทก์มีสิทธิขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาทได้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2554 ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่า ข้อ 8.18 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยโจทก์ผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่า และส่งมอบสถานที่เช่าให้จำเลยผู้ให้เช่าไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่สิ้นสุดการเช่า รวมกับระยะเวลาที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์ดังกล่าว และกรณีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาก็ตาม เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วและจำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทต่อไป สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย และที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้มีข้อสัญญาที่เป็นคำมั่นจะให้เช่า ดังนั้น แม้โจทก์เสนอที่จะเช่าต่อแต่จำเลยไม่สนองรับคำเสนอของโจทก์ สัญญาเช่าก็ไม่เกิดขึ้น

โจทก์ฎีกาว่า ม. ไม่ได้รับมอบหมายจากกรรมการจำเลยให้ทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และ อ. ผู้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ใช่พนักงานของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างประเด็นนี้ในคำฟ้องแม้โจทก์จะนำสืบประเด็นนี้ไว้ ก็เป็นเรื่องนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ยังฎีกาประเด็นนี้อีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสำนวนแรก และฟ้องสำนวนหลังขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 1,478,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่ได้ขายสินค้าวันละ 40,000 บาท และค่าซื้อน้ำแข็งวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไป ให้จำเลยงดเว้นการกระทำอันเป็นการขัดขวางการครอบครองหรือการใช้สอยร้านของโจทก์ กับให้จำเลยติดตั้งสาธารณูปโภคและเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในร้านของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิม

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งสำนวนแรก และให้การในสำนวนหลังขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 2,794,873 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 210,727.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 28 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 93,727.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโรงพยาบาล และเป็นเจ้าของอาคาร บีเอช.ทาวเวอร์ ตั้งอยู่เลขที่ 68 ซอยรื่นฤดี สุขุมวิท 1 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยตกลงทำสัญญาให้โจทก์เช่าพื้นที่ชั้นที่ 1 ของอาคาร บีเอช.ทาวเวอร์ เนื้อที่ 88 ตารางเมตร เพื่อให้โจทก์ประกอบกิจการขายสินค้าอุปโภคบริโภค (มินิมาร์ท) หรือร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โดยตกลงชำระค่าเช่าล่วงหน้าให้จำเลยเป็นรายเดือน ปีแรกเดือนละ 52,800 บาท ปีที่สองเดือนละ 58,080 บาท และปีที่สามเดือนละ 63,888 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่า หลังจากครบกำหนดระยะเวลาเช่า จำเลยได้ต่อสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 ได้ต่อสัญญาเช่ามีกำหนด 1 ปี ตามสัญญาเช่า ครั้งสุดท้ายวันที่ 21 มกราคม 2553 จำเลยได้ต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 ครบกำหนดระยะเวลาเช่าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ตกลงชำระค่าเช่าเพิ่มเติมร้อยละ 10 ตามหนังสือเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าจำเลยให้โจทก์ใช้พื้นที่พิพาทต่อไปอีก 2 เดือน จนกระทั่งวันที่ 26 เมษายน 2554 จำเลยโดยนางมิสภา มีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดสัญญาเช่าเนื่องจากไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าพื้นที่พิพาทต่อไป พร้อมกับให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 ครบกำหนดวันที่ 30 เมษายน 2554 โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบพื้นที่พิพาทแก่จำเลย ต่อมาวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จำเลยจึงงดจ่ายกระแสไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ และวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 จำเลยได้ปิดกั้นผนังด้านหลังร้านค้าของโจทก์ รวมถึงกั้นผนังบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า นายชลิต ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนของจำเลย ได้ชักชวนโจทก์เข้าร่วมพัฒนาพื้นที่ของอาคารจำเลยโดยสนับสนุนให้ทำร้านมินิมาร์ทเปิดตลอด 24 ชั่วโมง โจทก์ได้ใช้เงินลงทุนไปไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท ทำร้านของโจทก์ให้เป็นร้านที่ทันสมัยในขณะนั้น มีสินค้าจำนวนมากกว่า 10,000 รายการ ให้บริการลูกค้าที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลของจำเลยอย่างประทับใจ ลูกค้าได้รับความพึงพอใจโจทก์มีส่วนที่สำคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลของจำเลยเจริญรุดหน้าเป็นสิ่งตอบแทนที่จำเลยได้รับ และนายชลิตแจ้งโจทก์ว่าจะให้โจทก์เช่าพื้นที่จนกว่าโจทก์จะไม่อยากทำต่อ สัญญาเช่าพื้นที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น ปัญหานี้โจทก์มีนายเกียรติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์เบิกความว่า ประมาณปี 2536 นายชลิตชักชวนโจทก์ให้มาร่วมพัฒนาพื้นที่และโครงการอาคาร บีเอช.ทาวเวอร์ ซึ่งจะทำเป็นที่พักอาศัยของญาติผู้ป่วยหรือผู้ป่วยที่รอการพักฟื้น นายชลิตชักชวนให้โจทก์เปิดร้านมินิมาร์ทบริเวณชั้นล่างของอาคาร ให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะต้องมีสินค้าครบครันตามความต้องการของลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องลงทุนในสินค้าและร้านเป็นเงินกว่า 3,000,000 บาท ซึ่งโดยปกติใช้เงินลงทุนเพียง 800,000 บาท ก็เพียงพอ พยานถามนายชลิตว่าการเช่าพื้นที่จะมีอายุสัญญานานเพียงใดนายชลิตตอบว่าให้โจทก์ประกอบกิจการไปจนกว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกเอง เมื่อนายชลิตส่งร่างสัญญามาให้โจทก์ดู พยานดูแล้วได้ทักท้วงนายชลิตว่าเหตุใดจึงไม่มีข้อความดังกล่าวในสัญญา นายชลิตบอกว่าสัญญาข้อ 3 และข้อ 10 ได้แสดงอายุสัญญาและการต่อสัญญาจากความประสงค์ของผู้เช่าไว้แล้ว และเงื่อนไขที่ฝ่ายจำเลยในฐานะผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาก็มีเพียงเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 9 เท่านั้นหลังจากเจรจากับนายชลิตแล้ว โจทก์จึงตกลงทำสัญญาเช่ากับจำเลยตามสำเนาสัญญาเช่าหลังจากนั้นโจทก์เข้าไปปรับปรุงสถานที่ ใช้เงินไป 1,000,000 บาทเศษ และลงทุนเกี่ยวกับชั้นวางของ ตู้เย็น สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้า รวมถึงสินค้าเป็นเงิน 2,000,000 บาทเศษ ในขณะที่ฝ่ายจำเลยมีนางมิสภา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารอาคารและทรัพย์สินของจำเลยเบิกความว่า พยานทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่ปี 2521 พยานทราบถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขต่าง ๆ ของสัญญาเช่าที่โจทก์ทำกับจำเลย จำเลยก่อสร้างอาคาร บีเอช.ทาวเวอร์ แล้วเสร็จในปี 2535 หลังจากนั้นมีผู้ประกอบการหลายรายเข้าไปติดต่อจำเลย รวมทั้งกรรมการโจทก์คือนายเกียรติศักดิ์ โจทก์แจ้งแก่จำเลยว่าต้องการเช่าพื้นที่ไปทำร้านมินิมาร์ท ได้มีการทำสัญญาเช่าพื้นที่กันครั้งแรกตามสัญญาเช่า ก่อนทำสัญญาฉบับนี้ไม่เคยมีกรรมการหรือผู้บริหารคนใดของจำเลยเชิญโจทก์ไปปรึกษาหารือเสนอข้อตกลงหรือเงื่อนไขใด ๆ เพื่อให้โจทก์เข้าไปเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยดังที่โจทก์อ้าง เห็นว่า ตามสัญญาเช่ากำหนดระยะเวลาการเช่าไว้ในข้อ 3 ให้มีกำหนดเพียง 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537 และสิ้นสุดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 และมีข้อตกลงเรื่องการต่อสัญญาไว้ในข้อ 10 ว่า ผู้เช่ามีสิทธิขอต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก 1 ช่วง คือต่ออีก 3 ปี แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและอัตราค่าเช่าซึ่งผู้ให้เช่าและผู้เช่าได้ทำความตกลงร่วมกัน และโดยที่ผู้เช่าจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งความประสงค์เช่นว่านั้นให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนวันครบกำหนดอายุการเช่าตามสัญญานี้ ทั้งนี้อัตราค่าเช่าใหม่จะต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าเช่าเดิมที่กำหนดไว้ในสัญญานี้ เห็นได้ว่า ตามสัญญาเช่าไม่มีข้อความบ่งบอกว่ามีข้อตกลงพิเศษที่จำเลยให้โจทก์เช่าไปจนกว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกเองดังที่โจทก์อ้าง ข้อตกลงต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างว่าตกลงไว้กับนายชลิตนั้น นอกจากจะไม่ปรากฏว่าจำเลยมอบให้นายชลิตมาตกลงกับโจทก์แล้ว หากโจทก์เห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงโจทก์ก็ควรต้องไม่ยอมลงชื่อในสัญญาเช่าจนกว่าจะมีการแก้ไขสัญญาให้เป็นที่พอใจของโจทก์ แต่กลับปรากฏว่าโจทก์สมัครใจที่จะเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยให้มีกำหนดเวลาเช่าเพียง 3 ปี และตามสัญญาเช่านี้ นอกจากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์เป็นค่าเช่าตามที่กำหนดไว้แล้ว จำเลยไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นใดจากโจทก์อีก ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ใช้เงินลงทุนไปกว่า 3,000,000 บาท ทำให้ร้านค้าของโจทก์เป็นร้านค้าที่ทันสมัย ลูกค้าที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลของจำเลยได้รับความพึงพอใจ โจทก์จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลของจำเลยเจริญรุดหน้านั้น เห็นว่า สิ่งที่โจทก์ลงทุนไปเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เอง หากลูกค้ามีความพึงพอใจโจทก์ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์ในทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรือจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้กิจการของจำเลยซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงพยาบาลเจริญรุดหน้าแต่อย่างใด สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจะสิ้นสุดได้ โจทก์จะต้องประพฤติผิดสัญญาตามสัญญาเช่า ข้อ 9 เมื่อโจทก์ไม่ได้ประพฤติผิดสัญญา การสิ้นสุดของสัญญาก็ไม่เกิด จำเลยไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ อีกทั้งโจทก์ได้แสดงเจตจำนงว่าจะเช่าต่อ ถือว่าสัญญาเช่าได้เกิดขึ้นแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญาเช่าแล้ว ได้มีการต่อสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทกันใหม่ มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ตามสัญญาเช่า หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยต่อสัญญาเช่าออกไปครั้งละ 1 ปี โจทก์รับทราบการต่อสัญญาเช่าดังกล่าว จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 21 มกราคม 2553 แจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ให้แก่โจทก์มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งตามหนังสือฉบับนี้ จำเลยระบุว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่ 88 ตารางเมตร จำเลยขอคิดค่าเช่าเพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นราคาตารางเมตรละ 1,126 บาท เงื่อนไขอื่น ๆ ยังคงเหมือนสัญญาฉบับแรกและหนังสือการต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ฉบับก่อน ๆ โจทก์โดยนายเกียรติศักดิ์ลงชื่อรับทราบและยินยอมไว้ในหนังสือ ซึ่งสัญญาฉบับแรกที่หนังสือฉบับนี้อ้างถึงก็คือ สัญญาเช่านั่นเอง เมื่อพิจารณาจากหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ประกอบสัญญาเช่า ถือว่าสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ผู้ให้เช่าจะสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทได้ต่อไปก็ต่อเมื่อมีการต่ออายุสัญญาเช่า หรือเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 570 กล่าวคือ เมื่อสิ้นสุดเวลาเช่าซึ่งได้ตกลงกันไว้ ถ้าผู้เช่ายังครองทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา เรื่องนี้นางมิสภาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งต่อสัญญาเช่าพื้นที่ โจทก์และจำเลยตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเช่า ข้อ 9.3 เป็นดังนี้ "ถ้าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกสัญญาเช่า ต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดอายุสัญญา" ซึ่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 จำเลยส่งหนังสือถึงโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า จำเลยจำเป็นต้องปรับปรุงอาคารรวมทั้งพื้นที่ใช้สอยบริเวณชั้นล่างของอาคารทั้งหมด ดังนั้น จำเลยจึงไม่ประสงค์ให้มีการต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีก เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ขอให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สิน ตลอดจนอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ ออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2554 ตามสำเนาหนังสือของจำเลยถึงโจทก์ โดยพนักงานของจำเลยนำหนังสือไปส่งให้โจทก์ที่สถานที่เช่า มีพนักงานในร้านของโจทก์ลงชื่อรับหนังสือไว้ ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2554 โจทก์ขอขยายระยะเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกไปอีก 1 เดือน เป็นวันที่ 30 เมษายน 2554 จำเลยตกลงตามที่โจทก์ขอ ซึ่งจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 11 มีนาคม 2554 บอกกล่าวโจทก์ว่า เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการขนย้ายในวันที่ 30 เมษายน 2554 แล้ว จำเลยจะเข้าครอบครองพื้นที่เช่าทันทีจนกระทั่งปลายเดือนเมษายน 2554 ใกล้จะครบกำหนดเวลาสิ้นสุดการขนย้าย จำเลยพบว่าโจทก์ยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาท ดังนั้น ในวันที่ 26 เมษายน 2554 จำเลยจึงได้ส่งหนังสือบอกกล่าวแจ้งสิ้นสุดสัญญาเช่าอีกครั้ง เพื่อเตือนให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 จากคำเบิกความของนางมิสภาประกอบเอกสารดังกล่าวฟังได้ว่า จำเลยไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทอีกต่อไป และจำเลยก็ได้ดำเนินการตามสัญญา ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาในข้อ 9.3 โดยจำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันครบกำหนดอายุสัญญา ตามเอกสารนี้มีผู้ลงชื่อรับเอกสารว่า "อำไพวรรณ 24/9/53" ซึ่งเชื่อว่าฝ่ายโจทก์ได้รับหนังสือฉบับนี้ไว้แล้ว เพราะมีการอ้างถึงว่า นายเกียรติศักดิ์ กรรมการของโจทก์ได้ประชุมร่วมกับจำเลยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 โดยโจทก์ขอขยายเวลาขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาทไปอีก 1 เดือน เป็นวันที่ 30 เมษายน 2554 ดังนั้น สัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 อันเป็นวันสิ้นสุดอายุการเช่า ส่วนที่โจทก์มีสิทธิขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาทได้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2554 ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่า ข้อ 8.18 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยโจทก์ผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่า และส่งมอบสถานที่เช่าให้จำเลยผู้ให้เช่าไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่สิ้นสุดการเช่า รวมกับระยะเวลาที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์ดังกล่าว และกรณีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาก็ตาม เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วและจำเลยไม่ประสงค์จะต่ออายุสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทต่อไป ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้แสดงเจตจำนงว่าจะเช่าต่อ ถือว่าสัญญาเช่าได้เกิดขึ้นแล้วนั้น สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลย และที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้มีข้อสัญญาที่เป็นคำมั่นจะให้เช่า ดังนั้น แม้โจทก์เสนอที่จะเช่าต่อ แต่จำเลยไม่สนองรับคำเสนอของโจทก์ สัญญาเช่าก็ไม่เกิดขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า นางมิสภาไม่ได้รับมอบหมายจากกรรมการจำเลยให้ทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ และนางอำไพวรรณผู้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ใช่พนักงานของโจทก์นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างประเด็นนี้ในคำฟ้องแม้โจทก์จะนำสืบประเด็นนี้ไว้ ก็เป็นเรื่องนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ยังฎีกาประเด็นนี้อีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไปและต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยก็ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่ากับโจทก์ต่อไป ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้ใช้พื้นที่พิพาทโจทก์ไม่อาจกล่าวอ้างได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยตัดน้ำตัดไฟในพื้นที่พิพาททำให้สินค้าของโจทก์เสียหายนั้น จำเลยได้บอกกล่าวให้โจทก์ทราบล่วงหน้าว่าจะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าให้นานประมาณ 5 เดือน ก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง อีกทั้งโจทก์มีเวลาที่จะขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาท หลังสัญญาเช่าสิ้นสุดถึงประมาณ 60 วัน แต่โจทก์ก็ไม่ได้ดำเนินการ ในปัญหานี้นางมิสภาเบิกความว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องส่งมอบพื้นที่พิพาทให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อทำการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สำนักงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลของจำเลย แต่โจทก์กลับไม่ยอมออกจากพื้นที่พิพาทโดยไม่สนใจถึงความเสียหายที่จำเลยจะได้รับ ดังนั้น ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จำเลยจึงงดจ่ายกระแสไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ โดยเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าข้อ 8.18.4 ของสัญญาเช่าที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวระบุว่า หากผู้เช่าไม่สามารถออกจากสถานที่หรือขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่าตามกำหนด ผู้เช่าตกลงให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิตัดไฟฟ้า ระบบประปา หรือตัดสายโทรศัพท์ของสถานที่เช่าได้ จากการที่โจทก์มีเวลาที่จะขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่เช่าเป็นเวลานาน แต่โจทก์ไม่ยอมดำเนินการ ทั้งจำเลยได้ให้โอกาสโจทก์ด้วยการขยายระยะเวลาขนย้ายทรัพย์สินให้ดังกล่าว เมื่อโจทก์ยังคงใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาท การที่จำเลยใช้สิทธิงดจ่ายกระแสไฟฟ้าตามที่ระบุในข้อสัญญาย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต มิได้เป็นการจงใจทำให้โจทก์เสียหายจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทสิ้นสุดลงแล้วแต่โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่พิพาท การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการละเมิดต่อจำเลย โจทก์มีเวลาที่จะขนย้ายทรัพย์สินจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2554 แต่โจทก์ยังคงใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทต่อมา การใช้ประโยชน์ในที่พิพาทของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้กลับเข้าครอบครองพื้นที่พิพาท ย่อมทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากการใช้พื้นที่ โจทก์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยเดือนละ 1,126 บาท ต่อตารางเมตร รวม 88 ตารางเมตร เท่ากับอัตราค่าเช่าที่จำเลยได้รับจากโจทก์ตามหนังสือแจ้งต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ บวกด้วยสิทธิของจำเลยที่ระบุในสัญญาเช่า ข้อ 4 ที่ว่า จำเลยสามารถขึ้นค่าเช่าประจำปีได้ไม่เกินร้อยละ 10 เป็นเวลา 58 วัน รวมเป็นเงิน 210,727.14 บาท นับว่าเป็นจำนวนค่าขาดประโยชน์ที่เหมาะสมแล้ว โดยที่ศาลอุทธรณ์ได้หักเงินจำนวน 117,000 บาท ที่จำเลยได้จากการประมูลซื้อเหมาสินค้าบางส่วนของโจทก์ที่มีวันหมดอายุออกให้แก่โจทก์ด้วย คงเหลือค่าเสียหายจำนวน 93,727.14 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 570
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไนน์ตี้-ไนน์ อิน วัน จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2558
#581401
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์" การที่เมื่อถึงวันตรวจ จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมไปตรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วศาลล่างทั้งสองนำบทข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมาบังคับใช้นั้นไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคสาม เนื่องจากการจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการตรวจเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้นได้ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้ไปตรวจเสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงรับคำร้อง รับคำคัดค้านและสำเนาให้อีกฝ่าย ยังมิได้มีคำสั่งเลยว่าให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง คือโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ธ. ไปดำเนินการตรวจสารพันธุกรรม กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานเป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม มาใช้บังคับในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าเด็กชาย ธ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กชาย ธ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย กับให้จำเลยที่ 1 ไปแจ้งต่อนายทะเบียนให้แก้ไขว่าโจทก์เป็นบิดา หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เด็กชาย ธ. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองแต่งงานกันตามประเพณีและอยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2547 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2555 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรส ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 คลอดเด็กชาย ธ. ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นมารดา จำเลยที่ 2 เป็นบิดา โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้อ้างว่าเด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองยกอ้างเป็นปัญหาวินิจฉัยข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสารพันธุกรรม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมมาให้ตรวจโดยมีเหตุผลสมควร กรณีจึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมาบังคับใช้ได้นั้น คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ขอให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสารพันธุกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวต่อกัน กรณีไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสารพันธุกรรม ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์ หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งใดๆ เกี่ยวกับคำขอดังกล่าวของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ขอตรวจสารพันธุกรรมแต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องการให้มีการตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อคู่ความฝ่ายใดร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควร ตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี... ทั้งนี้ ถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้" และมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติว่า "หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น" ตามบทบัญญัติมาตรา 160 วรรคหนึ่ง จึงมีความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อคู่ความหรือศาลเห็นสมควรให้มีการตรวจสารพันธุกรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความไปดำเนินการตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว และหากศาลได้มีคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมไปตรวจหรือกระทำการป้องปัดขัดขวางมิให้มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว กรณีจะต้องด้วยมาตรา 160 วรรคสาม ตอนท้ายว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น แต่คดีนี้ โจทก์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้มีการตรวจสารพันธุกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงให้ส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านเข้ามา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "รับเป็นคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์" ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งเลยว่าให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง คือโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ธ. ไปดำเนินการตรวจสารพันธุกรรม กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่อาจนำบทข้อสันนิษฐานเป็นผลร้ายตามมาตรา 160 วรรคสาม ตอนท้ายมาใช้บังคับในคดีนี้ได้ เนื่องจากกรณีมิใช่ศาลเห็นสมควรและได้มีคำสั่งให้มีการตรวจสารพันธุกรรมแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอม อันจะต้องด้วยข้อสันนิษฐานดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองนำข้อสันนิษฐานดังกล่าวมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทั้งสองปฏิเสธการตรวจพิสูจน์โดยมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความสอดคล้องรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติออสเตรเลีย เมื่อปี 2550 ถึง 2551 ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในฐานะนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยน จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกเปิดสถาบันสอนภาษาสมาร์ทเลินนิ่ง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ในปี 2550 สถาบันสอนภาษาของจำเลยที่ 1 ต้องการครูชาวต่างชาติช่วยงานอิงลิชแคมป์ ต่อมามีผู้แนะนำโจทก์ไปช่วยทำงานดังกล่าว ทำให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 รู้จักกัน โจทก์เดินทางกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาในปี 2554 โจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกจนสิ้นปี 2554 จึงเดินทางกลับ โจทก์พักอยู่ที่โรงแรมแสนสบาย ตั้งอยู่ข้างๆ สถาบันสอนภาษาสมาร์ทเลินนิ่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เคยไปพบโจทก์ที่โรงแรมดังกล่าวในเวลากลางวัน เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศออสเตรเลียแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ติดต่อกันทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล จำเลยที่ 1 ได้ส่งอีเมลถึงผลการตรวจอัลตราซาวนด์ให้โจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 คลอดทารกในครรภ์ออกมาเป็นเด็กชาย ธ. จำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนกับนางสาวภิญญาพัชญ์ ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำเลยที่ 1 แนะนำโจทก์ให้รู้จักนางสาวภิญญาพัชญ์ นางสาวภิญญาพัชญ์รับราชการเป็นครูที่โรงเรียนทัพรั้งวิทยาคม ระหว่างวันที่ 6 ถึง 23 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนทัพรั้งวิทยาคม เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศออสเตรเลียได้เขียนอีเมล์ติดต่อกับนางสาวภิญญาพัชญ์ โจทก์เบิกความว่า ในช่วงปี 2550 ถึง 2554 โจทก์พักที่โรงแรมใกล้กับสถาบันสอนภาษาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไปพบโจทก์ที่โรงแรมและมีเพศสัมพันธ์กันหลายครั้ง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์เพราะมีจำเลยที่ 2 เป็นสามีอยู่แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะเคยไปพบโจทก์ที่โรงแรม แต่ไปในช่วงเวลากลางวัน และพบที่ชั้นล่างของโรงแรม คำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพยานยันกันปากต่อปาก ไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เคยมีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้มีการติดต่อกันทางอีเมล ซึ่งเป็นการเขียนจดหมายโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทำคำแปลมาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างคำแปลที่แตกต่างไปจากคำแปลของโจทก์ เช่นนี้ ศาลย่อมรับฟังอีเมลในฉบับภาษาอังกฤษที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมรับข้อความเข้ามาวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องพิจารณาจากคำแปลที่โจทก์จัดทำมา ซึ่งตามอีเมลดังกล่าว จำเลยที่ 1 ส่งข้อความกล่าวถึงโจทก์ด้วยความคิดถึง การคาดหมายจะได้อยู่ร่วมกับโจทก์ทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยที่ 1 กล่าวถึงความรู้สึกตอนที่อยู่ในอ้อมกอดของโจทก์ ชอบรอยยิ้ม และช่วงเวลาที่สบตากันโดยคิดว่าโจทก์รู้สึกเช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อความแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกในทางชู้สาวทั้งสิ้น นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ส่งผลอัลตราซาวนด์ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งอีเมลตอบว่าโจทก์ไม่ได้เรียกร้องให้ส่งมา เพราะคำพูดของจำเลยที่ 1 ที่บอกก็เพียงพอแล้ว ข้อความดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบจดหมายโต้ตอบระหว่างโจทก์กับนางสาวภิญญาพัชญ์ เพื่อนของจำเลยที่ 1 ตามอีเมลฉบับแรก นางสาวภิญญาพัชญ์เขียนว่า ตอนพบโจทก์เมื่อ 4 ปีก่อน นางสาวภิญญาพัชญ์ชอบโจทก์และรู้ว่าเพื่อนของตนชอบโจทก์เช่นกัน ฉบับที่สาม นางสาวภิญญาพัชญ์เขียนว่า ต้องการให้โจทก์ดูแลเจี๊ยบ (หมายถึงจำเลยที่ 1) และลูกของโจทก์ และไม่ทราบว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้พูดจากันเกี่ยวกับเรื่องลูกอย่างไร ฉบับที่สี่ เขียนว่า ถ้าโจทก์มาประเทศไทยเมื่อลูกของโจทก์คลอดแล้ว นางสาวภิญญาพัชญ์จะเล่ารายละเอียดของเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ตามข้อความทางอีเมลและผลการตรวจอัลตราซาวน์ ได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความชอบพอ เคยกอดกัน จำเลยที่ 1 ปรารถนาจะอยู่กับโจทก์ทั้งกลางวันและกลางคืน ได้ส่งผลการตั้งครรภ์ให้โจทก์ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เคยมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 จึงทำให้ข้อเท็จจริงตามอีเมลและผลการตรวจอัลตราซาวนด์สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ ต่างจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า โจทก์มารบกวนด้วยการติดต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงส่งผลการตั้งครรภ์ให้โจทก์เพื่อตัดบทนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อความในอีเมลที่จำเลยที่ 1 ส่งไปยังโจทก์ ที่จำเลยที่ 1 เขียนว่า "...ฉันยอมรับว่าเราไม่รักกันและกัน และความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ถูกต้อง ถ้าเช่นนั้นเราจะเลี้ยงดูลูกของเราด้วยกันได้อย่างไร...เลสลี่ย์ (หมายถึงจำเลยที่ 2) คือคนที่ฉันต้องการอยู่ด้วย..." ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์เคยมีเพศสัมพันธ์กัน จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์เรื่องบุตรในครรภ์ เด็กชาย ธ. จึงเป็นบุตรของโจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย กรณีไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2558
#580032
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีสัญชาติอิตาลี โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากัน และทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า "ให้ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นทรัพย์สินของ ซ. (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว" เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย เพื่อให้รัฐนำที่ดินดังกล่าวนี้จัดสรรให้แก่เกษตรกรซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่มีสิทธิจะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินนั้นจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 39 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่อาจได้ไปซึ่งที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าว แม้โจทก์จะมิได้บรรยายมาในฟ้อง แต่เป็นข้อกฎหมายที่สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกท้ายทะเบียนหย่าความว่า "หากฝ่ายชายประสงค์จะนำบุตรไปเล่าเรียนที่ประเทศอิตาลี เพื่ออนาคตของบุตรทั้งสอง ฝ่ายหญิงยินยอมทุกประการ และส่วนที่ดิน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กข 5303 สระแก้ว เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนายซัลวาโตเร แต่เพียงผู้เดียว"

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า เฉพาะข้อความที่ว่า "ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นทรัพย์สินของนายซัลวาโตเร โรมาโน แต่เพียงผู้เดียว" ตกเป็นโมฆะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติอิตาลี เมื่อประมาณปี 2540 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานทะเบียนเขตบางรัก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ณ. อายุ 11 ปี และเด็กหญิง ส. อายุ 2 ปี เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอเขาฉกรรจ์ ในการหย่ามีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองและทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ใบบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า เฉพาะข้อความที่ว่า "ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นทรัพย์สินของนายซัลวาโตเร (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว" เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะเพราะเป็นที่ดินที่อยู่ ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 3 งาน ซึ่งโจทก์จำเลยตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่ายกให้แก่จำเลยนั้น เป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี 2537 จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับยอมรับว่าเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจริง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ก่อนที่โจทก์จำเลยจะทำข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐที่ได้มาโดยผลของกฎหมายเพื่อให้รัฐนำที่ดินดังกล่าวนี้จัดสรรให้แก่เกษตรกรซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่มีสิทธิจะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินนั้น จะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 การทำบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยดังกล่าว จึงเป็นการตกลงยกที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้ตกแก่จำเลย ย่อมเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การตกลงที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายมาในฟ้อง แต่เป็นข้อกฎหมายที่สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 247
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ห.
จำเลย — นาย ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระแก้ว — นายมงคล ยิ่งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2558
#634172
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีสัญชาติอิตาลี โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากัน และทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าว่า "ให้ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นสินทรัพย์ของ ซ. (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว" เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย เพื่อให้รัฐนำที่ดินดังกล่าวนี้จัดสรรให้แก่เกษตรกรซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่มีสิทธิจะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินนั้นจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 39 บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จำเลยไม่อาจได้ไปซึ่งที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าว แม้โจทก์จะมิได้บรรยายมาในฟ้อง แต่เป็นข้อกฎหมายที่สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนบันทึกท้ายทะเบียนหย่าความว่า "หากฝ่ายชายประสงค์จะนำบุตรไปเล่าเรียนที่ประเทศอิตาลี เพื่ออนาคตของบุตรทั้งสอง ฝ่ายหญิงยินยอมทุกประการ และส่วนที่ดิน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 จังหวัดสระแก้ว และรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กข 5303 สระแก้ว เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ ซ. แต่เพียงผู้เดียว"

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า เฉพาะข้อความที่ว่า "ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 จังหวัดสระแก้ว เป็นทรัพย์สินของ ซ. แต่เพียงผู้เดียว" ตกเป็นโมฆะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติอิตาลี เมื่อประมาณปี 2540 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานทะเบียนเขตบางรัก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ณ. อายุ 11 ปี และเด็กหญิง ส. อายุ 2 ปี เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียนอำเภอเขาฉกรรจ์ ในการหย่ามีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองและทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ใบบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า เฉพาะข้อความที่ว่า "ที่ดินจำนวน 3 งาน พร้อมบ้านเลขที่ 245 หมู่ที่ 9 จังหวัดสระแก้ว เป็นทรัพย์สินของ ซ. (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว" เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะเพราะเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 3 งาน ซึ่งโจทก์จำเลยตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ยกให้แก่จำเลยนั้น เป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี 2537 จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว กลับยอมรับว่าเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจริง โดยฎีกาโต้แย้งว่านาย ข. บิดาโจทก์ เพียงแต่ยื่นคำขอรับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดสระแก้ว เท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่า นาย ข. เป็นบุคคลที่ได้รับสิทธิให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งความเป็นจริง จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลภายนอกในราคา 300,000 บาท และปลูกสร้างบ้านในราคา 4,000,000 บาทเศษ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ก่อนที่โจทก์จำเลยจะทำข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐที่ได้มาโดยผลของกฎหมายเพื่อให้รัฐนำที่ดินดังกล่าวนี้จัดสรรให้แก่เกษตรกรซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายที่มีสิทธิจะได้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) และเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินนั้น จะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 การทำบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยดังกล่าว จึงเป็นการตกลงยกที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้ตกแก่จำเลย ย่อมเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรอันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การตกลงที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายมาในฟ้อง แต่เป็นข้อกฎหมายที่สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 247
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ห.
จำเลย — นาย ซ.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2558
#635380
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 82371 ถึง 82374 และ 82096 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 82371, 82372 และ 82096 พร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ในราคา 13,000,000 บาท และประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 82373 และ 82374 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา13,000,000 บาท และประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 82373 และ 82374 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 13,600,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ก่อนถึงวันนัดไต่สวน โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1882/2550 ของศาลล้มละลายกลาง

จำเลยที่ 2 แถลงรับว่า ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 จริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1882/2550 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปในราคา 13,000,000 บาท และ 13,600,000 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอก แคปปิตอล
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางประณยา สีห์พิริโยดม
จำเลย — นางนงลักษณ์ สนไพโรจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2558
#627340
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นในคดีก่อนพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เท่ากับว่าศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงและผลคดีอาญาดังกล่าวมาผูกพันข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิได้เป็นเจ้าของรถพ่วงคันเกิดเหตุ และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ต้องถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งทำให้ปรากฏว่ารถพ่วงคันเกิดเหตุเป็นของโจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการจงใจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อันเป็นการทำละเมิด จำเลยทั้งสามไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และมิใช่เป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 46 แต่อย่างใด

จำเลยทั้งสามมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 26 ตุลาคม 2544 จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยให้ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามก็มีความหมายชัดแจ้งว่า โจทก์จะต้องรู้ถึง เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่จำเลยทั้งสามอ้างในอุทธรณ์มารับฟัง โดยถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าโจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 117,246.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 95,501 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 117,246.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 95,501 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ประกอบกิจการรับขนส่งน้ำมัน และเป็นเจ้าของรถยนต์หกล้อ ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 73-1877 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนโดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนรถ 73-0649 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2544 โจทก์และจำเลยทั้งสามถูกห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคลลาภขนส่งฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 477/2544 ของศาลจังหวัดหลังสวน ให้ร่วมกับจำเลยอื่นรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวอันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 ลูกจ้างของจำเลยทั้งสามขับรถยนต์ติดแผ่นป้ายทะเบียน 73-0649 กรุงเทพมหานคร ลากจูงรถพ่วงติดแผ่นป้ายทะเบียน 73-1877 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์หกล้อของโจทก์จอดอยู่ที่ไหล่ทางและล้ำเข้าไปในช่องเดินรถในลักษณะกีดขวางทางจราจร ทำให้รถของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวชนกับรถพ่วงได้รับความเสียหาย ศาลจังหวัดหลังสวนและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระค่าเสียหาย โจทก์ฎีกา ระหว่างโจทก์ยื่นฎีกาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดหลังสวนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคลลาภขนส่ง โจทก์จึงให้ทนายความไปถอนฎีกา หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลอาญาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1740/2552 ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม อ้างว่าจำเลยทั้งสามปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 73-1877 กรุงเทพมหานคร ศาลอาญาตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสามทำเอกสารปลอมอย่างไรและเอกสารที่นำไปใช้โดยอ้างว่าปลอมนั้นปลอมอย่างไร จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.1597/2552 ของศาลอาญา หลังจากนั้น โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลอาญาข้อหาเดียวกันอีกเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1846/2552 ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญามีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง แล้ววินิจฉัยว่า ที่ศาลอาญาตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1597/2552 ดังกล่าวนั้น เท่ากับศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องคดีก่อนแล้วว่าไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) พิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.2640/2552 ของศาลอาญา โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีอาญาถึงที่สุด หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทั้งสามเฉพาะฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ข้อ 1 ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และข้อ 2 ที่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบหรือไม่เท่านั้น จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสาม ข้อ 3 ที่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และข้อ 4 ที่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยทั้งสาม ปัญหาตามฎีกาข้อ 3 และข้อ 4 ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า จำเลยทั้งสามละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 117,246.67 บาท

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม ข้อ 1 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1597/2552 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2640/2552 ของศาลอาญา เมื่อศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวให้ยกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้อง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เท่ากับว่าศาลยังมิได้วินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงและผลคดีอาญาดังกล่าวมาผูกพันข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์มิได้เป็นเจ้าของรถพ่วงคันเกิดเหตุ และวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ต้องถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งทำให้ปรากฏว่ารถพ่วงคันเกิดเหตุเป็นของโจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการจงใจก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อันเป็นการทำละเมิด จำเลยทั้งสามไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมิใช่เป็นการฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 1 นี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม ข้อ 2 ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่อุทธรณ์ว่า โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 26 ตุลาคม 2544 ตามที่นางวนิดา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน ว่าโจทก์รู้เรื่องและรู้ตัวว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมไปใช้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์จึงขาดอายุความชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า วันที่ 26 ตุลาคม 2554 ที่จำเลยทั้งสามอ้างในอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้างเพื่อประกอบให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์น่าจะรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอยู่แล้ว ก่อนที่ศาลจังหวัดหลังสวนจะมีคำพิพากษา ดังนั้น ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ศาลจังหวัดหลังสวน พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมงคลลาภขนส่ง จึงถือว่าเป็นวันที่โจทก์ได้รู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วเป็นอย่างช้าตามที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาตลอด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 26 ตุลาคม 2544 จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยให้ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามก็มีความหมายชัดแจ้งว่า โจทก์จะต้องรู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ซึ่งขัดแย้งกับที่จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 กรณีไม่อาจนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่จำเลยทั้งสามอ้างในอุทธรณ์มารับฟัง โดยถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าโจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อ 2 นี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 46 ม. 158 (5)
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสองมงคล จำกัด
จำเลย — บริษัทจัมโบ้ทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2558
#579717
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิใช่ผู้ลงมือยิงผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วก่อนที่จำเลยจะลงมือใช้ดาบฟัน แต่ตามพฤติการณ์บ่งชี้เจตนาว่า จำเลยก็มีความประสงค์ต่อความตายของผู้ตายเช่นกัน จำเลยเองก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะ ว. ใช้ปืนยิง ซึ่งจำเลยสามารถช่วยเหลือได้ทันที เมื่อจำเลยมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ชักนำในการก่อเหตุ จึงเข้าลักษณะเป็นตัวการด้วยกันกับ ว. จำเลยจึงต้องรับเอาผลที่ ว. ยิงผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของจำเลยด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บไม่มีเจตนาฆ่า เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินว่า จำเลยฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาในความผิดฐานนี้ ทั้งคำแก้ฎีกาดังกล่าวมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกา จะขอมาในรูปคำแก้ฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ให้จำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะนายสันติชัยหรือโหน่ง ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์ออกจากซอยเทคโน มุ่งหน้าสู่ถนนชยางกูร ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนางสาวเพ็ญพักตร์ คนรักผู้ตายนั่งซ้อนท้าย และมีเด็กชายฉัตรเพชร ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นน้องนางสาวเพ็ญพักตร์นั่งด้านหน้าผู้ตาย มีกลุ่มรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน ตามหลังด้วยรถยนต์กระบะ 1 คัน แล่นสวนทางมา สักครู่กลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์กระบะเลี้ยวรถกลับมาโดยรถจักรยานยนต์คันที่นายวสันต์หรือโก๋ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 917/2548 ของศาลชั้นต้นนั่งซ้อนท้ายติดตามเข้าไปประกบทางด้านขวาของรถที่ผู้ตายขับ แล้วนายวสันต์ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มลงและทับผู้ตาย ซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนถนน จากนั้นรถจักรยานยนต์คันที่นายวสันต์นั่งซ้อนท้ายรวมทั้งกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับผ่านไป ผู้เสียหายและนางสาวเพ็ญพักตร์คลานออกจากรถไปที่หน้าร้านซักรีดข้างทาง ส่วนรถยนต์กระบะที่มากับกลุ่มรถจักรยานยนต์ก่อเหตุได้หยุดจอดบริเวณที่ผู้ตายนอนอยู่ แล้วจำเลยกับชายอีกคนหนึ่งกระโดดลงจากรถ จากนั้นจำเลยใช้มีดสปาต้าฟันผู้ตาย แล้ววิ่งเข้าไปฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกแขนขึ้นรับคมมีดไว้ได้และแขนไปกระแทกกับประตูเหล็กเลื่อนหน้าร้าน จำเลยกับพวกจึงวิ่งขึ้นรถยนต์กระบะหลบหนีไปทางเดียวกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ ผู้ตายถูกกระสุนปืนที่ด้านหลังหูขวาถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายได้รับบาดแผลถูกยิงบริเวณใต้ไหล่ซ้าย และได้รับบาดแผลขนาด 4 เซนติเมตร ที่แขนขวากระดูกหัก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายวสันต์ฆ่าผู้ตายหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังว่า จำเลยใช้มีดฟันร่างผู้ตายขณะผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่เป็นการฆ่าผู้ตาย และทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยและนายวสันต์มีการกระทำอย่างไรอันเข้าลักษณะเป็นตัวการด้วยการในการยิงผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย เห็นว่า ตามทางนำสืบโจทก์ฟังได้ว่า ทันทีที่กลุ่มนายวสันต์พบเห็นผู้ตายขณะขับรถสวนทางกัน นายวสันต์กับพวกทั้งหมดรวมทั้งจำเลยก็เลี้ยวรถกลับ แล้วรถคันนายวสันต์ออกตัวนำหน้าเข้าไปประกบรถผู้ตายแล้ว ลงมือยิงทันที จากนั้นกลุ่มรถจักรยานยนต์ทั้งหมดขับผ่านไป ส่วนรถยนต์กระบะซึ่งตามหลังมาหยุดจอดบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยกระโดดลงจากรถเข้าไปฟันผู้ตายทันที จึงเสมือนหนึ่งจำเลยสมใจที่ได้ชำระแค้นด้วยตนเอง เป็นความเคลื่อนไหวที่บ่งบอกว่าในคืนเกิดเหตุนายวสันต์และจำเลยได้รวมกลุ่มกันขับรถออกตามหาคู่อริเพื่อทำร้าย เมื่อสืบค้นเบื้องหลังการรวมตัวก่อเหตุในคดีนี้พบข้อเท็จจริงบางส่วนจากคำเบิกความพยานโจทก์ปากนางสาวเพ็ญพักตร์ตอบทนายจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุเพื่อนในกลุ่มผู้ตายมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนในกลุ่มจำเลยและโจทก์มีดาบตำรวจนิรันดร์ ผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยเบิกความในรายละเอียดว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาและได้สืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุในคืนเกิดเหตุ จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุมีนายโก๋ นายกล้าและจำเลย โดยมีจำเลยเป็นหัวหน้ากลุ่ม ส่วนกลุ่มของผู้ตายมีนายตั้มและนายยุ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ กลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยมีเรื่องชกต่อยกันด้วยสาเหตุผู้หญิงและหลังเกิดเหตุวิวาทกันทั้งสองกลุ่มได้เตรียมกำลังคนเพื่อตะลุมบอนกัน พยานได้บันทึกรายละเอียดการสืบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า แหล่งข้อมูลการสืบสวนได้จากการสอบปากคำนางสาวเพ็ญพักตร์ นอกจากนี้ตามคำให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนของนายสัญญาระบุว่า จำเลย นายโก๋ นายกล้าและพวกประมาณ 16 คน เดินทางมาที่บ้านพยานโดยรถจักรยานยนต์ 8 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน จากนั้นจำเลยกับพวกชักชวนพยานออกไปหานายยุ่งและนายตั้มคู่อริ ซึ่งมีเรื่องโกรธเคืองชกต่อยกันเพื่อแก้แค้นและตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายวีระชาติ ในฐานะผู้ต้องหาระบุว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายท้าชกต่อยตัวต่อตัวกับคนในกลุ่มจำเลย เมื่อชกต่อยกันมีเจ้าพนักงานตำรวจมาจึงแยกย้ายพากันหลบหนีไป ต่อมาจำเลยมาหาพยานที่บ้านพูดว่า เหตุที่เกิดขึ้นจะไม่ยอมกันง่าย ๆ จะไปตามพี่ชายและเพื่อน ๆ ที่ศาลเจ้าอุบลมาแก้แค้นให้ได้ ซึ่งมีนายโก๋หรือวสันต์และนายกล้ารวมอยู่ด้วย เห็นได้ว่าจำเลยเป็นต้นคิดในการระดมกำลังคนไปก่อเหตุวิวาทกับกลุ่มนายยุ่งและนายตั้ม คืนเกิดเหตุระหว่างเดินทางตามหากลุ่มคู่อริ ได้พบผู้ตายซึ่งเป็นคนในกลุ่มคู่อริ กลุ่มจำเลยโดยนายวสันต์หรือโก๋ก็ลงมือยิงทันที จากนั้นจำเลยซึ่งเตรียมอาวุธมีดสปาต้ามาด้วย ก็กระโดดลงจากรถฟันผู้ตายทันทีขณะผู้ตายนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่กับพื้น แล้วตรงเข้าไปฟันผู้เสียหายจนเกิดเสียงดังที่ประตูหน้าร้านจำเลยกับพวกจึงขึ้นรถหลบหนีไป กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใด แต่เป็นการคบคิดกันมาก่อนกับนายวสันต์โดยมีเจตนาจะไปก่อเหตุทำร้ายกลุ่มผู้ตาย แม้จำเลยจะมิใช่ผู้ลงมือยิงผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วก่อนที่จำเลยจะลงมือใช้ดาบฟัน แต่ตามพฤติการณ์บ่งชี้เจตนาว่า จำเลยก็มีความประสงค์ต่อความตายของผู้ตายเช่นกัน จำเลยเองก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุขณะนายวสันต์ใช้ปืนยิง ซึ่งจำเลยสามารถช่วยเหลือได้ทันที เมื่อจำเลยมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ชักนำในการก่อเหตุ จึงเข้าลักษณะเป็นตัวการด้วยกันกับนายวสันต์ จำเลยจึงต้องรับเอาผลที่นายวสันต์ยิงผู้ตายเสมือนหนึ่งเป็นการกระทำของจำเลยด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บไม่มีเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินว่าจำเลยฟันผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงในความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาในความผิดฐานนี้ ทั้งคำแก้ฎีกาดังกล่าวมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกา จะขอมาในรูปคำแก้ฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เว้นแต่ในส่วนโทษให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายหนูกรหรือยะ ปิดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา