ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นกรณีพิพาทกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายเกี่ยวกับเรื่องการผิดสัญญาซึ่งมีคำขอให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนและเรียกค่าปรับอันเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 370 ถึง 372 และมาตรา 380 ถึง 382 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งเป็นบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 2 จึงเป็นกรณีพิพาทกันในมูลผิดสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ แม้ต่อมาจำเลยจะขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีอ้างว่าเป็นผู้ขออายัดห้ามการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ ก็เป็นแต่การขอให้เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยในมูลคดีเดิมว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใดนั่นเอง และแม้จำเลยร่วมจะอ้างว่า ต. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่าง ต. กับมารดาจำเลยร่วมซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของ ต. และถึงแก่ความตายแล้วไปทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาจำเลยร่วมก่อน ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ ตนจึงต้องมาขออายัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็เป็นแต่การกล่าวอ้างถึงสาเหตุที่ตนไม่จำต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์หรือชำระค่าทดแทนให้แก่จำเลยเท่านั้น จึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดี เมื่อประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลเฉพาะตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญา กรณีจึงไม่มีประเด็นเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) จึงไม่เป็นคดีครอบครัว ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙ โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อปักหลักเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง แต่ถูกจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดสอบเขตรุกล้ำคลองบางประมุง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดิน เพื่อปักหลักเขตที่ดินได้ เป็นการกระทำละเมิดโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของคลองบางประมุง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ดูแล ระวังแนวเขต และคัดค้านการครอบครองสิทธิในที่ดินดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้การว่า ผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้ว ทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด และขอรังวัดสอบเขตที่ดิน แต่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แจ้งว่าที่ดินของโจทก์เป็นถนนซึ่งประชาชนใช้สัญจรร่วมกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จึงไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตแก่โจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาค่าที่ดินและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ ข. เนื้อที่ประมาณ ๓๕ - ๑ - ๘๓ ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางหลวงและมีการแบ่งขายอีก ๒ ครั้ง คงเหลือที่ดินเนื้อที่ ๑ - ๑ - ๕๒ ไร่ ผู้ฟ้องคดีขอให้ออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงาน ที่ดินได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ เนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ แต่ถูกจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ รุกล้ำทับที่ดินของโจทก์บางส่วน และเมื่อโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ก็ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งรับโอนที่ดินมาจากบิดาคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๒๖ เมตร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนโฉนดที่ดินส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางเสร็จสิ้น ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทราบการรังวัดและระวางแนวเขตแต่ไม่มาคัดค้านการรังวัด การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเพื่อให้โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องเพิกถอนโฉนด เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ และจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งยังไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ติดประกาศงานก่อสร้างเกี่ยวกับรายละเอียดให้ประชาชนและเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีขอดูหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่สามารถนำหลักฐานการถือสิทธิตามกฎหมายใดๆ มาแสดงได้ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเพื่อบังคับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้ว ทั้งที่บริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินให้เป็นที่สาธารณะโดยปริยาย จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า บิดาโจทก์และผู้มีชื่อซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่รวม ๙๓ ไร่ ๖๐ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อรวมที่ดินดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดแล้วรวมที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๑ ตารางวา ภายหลังนำไปขอออกโฉนดที่ดิน มีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา โจทก์รับมรดกจากบิดาจึงเป็นเจ้าของโฉนดที่พิพาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ทับที่ดินของโจทก์ ในปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดที่พิพาทลดลงจากเดิม โดยให้เหตุผลว่าโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนการรวมที่ดิน ๒ แปลง มีการนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย การออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์พร้อมทั้งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่พิพาท ห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ รบกวนการใช้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่พิพาท เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่พิพาทของโจทก์อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการยกที่ดินให้ และนำที่ดินไปรวมกับที่ดินแปลงอื่นออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาข้อตกลงหรือเงื่อนไขในการยกให้ระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับผู้ถูกฟ้องคดี แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สาระสำคัญเป็นเพียงการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งตามข้อตกลงในการให้ที่ดินนี้ เป็นกรณีที่ผู้ให้มุ่งผูกพันตนกับผู้ถูกฟ้องคดีด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นข้อตกลงทางแพ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ในสังกัด กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ปล่อยให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทานขนมเอง โดยไม่ได้ตัดขนมเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นเหตุให้ขนมติดคอผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้พลัดตกจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้นได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ความรับผิดเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่นั้นจะต้องเป็นหน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้าง เป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ชำระเงินค่าดูแลรักษาและค่าเสียหาย กรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงโปรแกรม และดูแลบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ ปรับปรุงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อปรับปรุงระบบบัญชี การเงิน และการบริหารทรัพยากรที่ใช้อยู่เดิม อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานระบบการเงินและการบัญชีของจำเลย ดังนี้ การดำเนินการตามข้อสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการ เพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมสรรพสามิตซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่บริษัทเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมทางหลวงเป็นจำเลย โดยอ้างสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระและเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ทำการ อาคารที่พักอาศัย และสิ่งก่อสร้างประกอบระหว่างจำเลยและบริษัท ณ. แม้คดีไม่มีข้อพิพาทโดยตรงจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างสิทธิในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท ณ. และเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้ากับบริษัท ณ. เพื่อก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์อันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลย เมื่อสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญและจำเป็นเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับที่ดินให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ที่ธรณีสงฆ์) ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการรังวัด ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าการออกโฉนดที่ดินดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ผู้อื่นออก น.ส. ๓ ก. ทับที่ดินของวัด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพบว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และพร้อมรื้อถอนกำแพงที่รุกล้ำเข้ามา จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการที่เจ้าของเดิมอุทิศให้เพื่อใช้สร้างอาคารสถานีทวนสัญญาณ จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารจนถึงปัจจุบัน โดยเจตนาเป็นเจ้าของจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้าง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับน้องชายโจทก์และได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ให้แก่ผู้มีชื่อแต่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ โดยสำคัญผิดว่าอยู่ติดกับโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินที่พิพาท ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินที่พิพาท ในระหว่างพิจารณาคดี ผู้มีชื่อยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ตำบล โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินของตน ซึ่งคชก. ตำบล และ คชก. จังหวัดมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าเช่านา คำวินิจฉัยของ คชก. ทั้งสองชุดจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมและคำวินิจฉัยของ คชก. ที่พิพาททั้งสองชุด จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๕ ให้การว่า ประเด็นที่โจทก์อ้างว่ามีการโอนที่ดินผิดแปลงนั้น คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เมื่อผู้มีชื่อนั้นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่านาตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาและถูกควบคุมในห้องขังสถานีตำรวจภูธร เจ้าหน้าที่สิบเวรผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษากุญแจห้องขังพบเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจ ตามหน้าที่ต้องเปิดประตูห้องขังนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย แต่กลับแจ้งเหตุและรอคำสั่งผู้บังคับบัญชาแล้วจึงช่วยเหลือผู้ต้องหาในห้องขังทำให้เพลิงไหม้ห้องขังและผู้ต้องหาถูกไฟคลอกเสียชีวิตนั้นเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจควบคุมของเจ้าหน้าที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔/๑ บัญญัติให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังศาล ถ้าไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทำการ อันเป็นขั้นตอนการดำเนินการที่กำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา และตามมาตรา ๒ (๑) ก็บัญญัติว่า "ศาล" หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นศาลที่มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ ศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา แม้ผู้ฟ้องจะบรรยายฟ้องในทำนองว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดไปลงโทษทางอาญา เมื่อมีความเสียหายหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานทางปกครองอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาซื้อขายกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต เพื่อนำมาเป็นวัสดุอุปกรณ์จัดสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมือง ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ซึ่งเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมวันเวลาที่เกิดเหตุมีผู้ก่อความรุนแรงใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.๔๓๐๒ มีการยิงตอบโต้กัน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งอยู่ในรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพิพาทในมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่ อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งห้า ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม