คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ยช.ที่ 50/2558
#599452
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำให้การเป็นกรณีพิพาทกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายเกี่ยวกับเรื่องการผิดสัญญาซึ่งมีคำขอให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนและเรียกค่าปรับอันเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 370 ถึง 372 และมาตรา 380 ถึง 382 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งเป็นบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บรรพ 2 จึงเป็นกรณีพิพาทกันในมูลผิดสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ แม้ต่อมาจำเลยจะขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีอ้างว่าเป็นผู้ขออายัดห้ามการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ ก็เป็นแต่การขอให้เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยในมูลคดีเดิมว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใดนั่นเอง และแม้จำเลยร่วมจะอ้างว่า ต. นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่าง ต. กับมารดาจำเลยร่วมซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของ ต. และถึงแก่ความตายแล้วไปทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาจำเลยร่วมก่อน ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ ตนจึงต้องมาขออายัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็เป็นแต่การกล่าวอ้างถึงสาเหตุที่ตนไม่จำต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์หรือชำระค่าทดแทนให้แก่จำเลยเท่านั้น จึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดี เมื่อประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลเฉพาะตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญา กรณีจึงไม่มีประเด็นเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) จึงไม่เป็นคดีครอบครัว ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 นายมนตรีทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9247, 9248, 9249, 9250 และ 9251 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ จากนายเติมศักดิ์ กับจำเลยในราคา 14,000,000 บาท ก่อนที่นายมนตรีจะถึงแก่ความตายได้จ่ายเงินค่าที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายครบถ้วนแล้ว แต่นายเติมศักดิ์กับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้นายมนตรีเพียง 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9250 และ 9251 เท่านั้น นายมนตรีทวงถามให้นายเติมศักดิ์กับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่นายมนตรีแล้ว แต่นายเติมศักดิ์กับจำเลยเพิกเฉย ทำให้นายมนตรีได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนายเติมศักดิ์และในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์ ต้องรับผิดต่อนายมนตรี ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9247 ซึ่งเป็นโฉนดที่มาจากการรวมโฉนดที่ดิน 9247, 9248 และ 9249 ให้แก่นายมนตรี หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้จำเลยชำระค่าปรับอีก 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยก่อนฟ้อง 14,598,355 บาท และดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์ แต่รับว่าจำเลยกับนายเติมศักดิ์ร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องจริง และรับเงินค่าซื้อขายที่ดินมาครบถ้วนแล้ว แต่ก่อนที่นายเติมศักดิ์จะถึงแก่ความตายจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายแล้วโดยนัดให้ฝ่ายโจทก์ไปทำการรับโอนที่ดินแล้ว แต่ปรากฏว่าขณะอยู่ระหว่างการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน นายอัครวัฒน์ ผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์มายื่นคำร้องขอให้ระงับการทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงทำให้ไม่สามารถโอนที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ได้โดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยไม่ได้ผิดสัญญากับโจทก์ และโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ระงับการทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์จึงไม่สามารถเรียกค่าปรับจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอัครวัฒน์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าหากจำเลยต้องโอนที่ดินหรือชำระค่าปรับแก่โจทก์แล้วจำเลยมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยและเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการกระทำละเมิดจากนายอัครวัฒน์ในนามผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์และในฐานะส่วนตัวได้ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมเป็นบุตรของนายพะเยาว์หรือเติมศักดิ์ กับนางอุไรวรรณ ที่ดินตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างนางอุไรวรรณกับนายเติมศักดิ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกำหนดราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาซื้อขายในปี 2556 หรือปี 2557 มาก กำหนดเวลาการใช้เงินตามสัญญานาน 6 ถึง 7 ปี และไม่มีหลักฐานการชำระค่าที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นสัญญาลวงและเป็นนิติกรรมอำพราง มิได้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายกันจริง ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่งกันระหว่างนายเติมศักดิ์กับนางอุไรวรรณ การที่นายเติมศักดิ์กับจำเลยนำที่ดินที่มารดาจำเลยร่วมยังเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปทำสัญญาจะจำหน่าย จ่าย โอนให้แก่บุคคลภายนอกย่อมเป็นโมฆะ การทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันถึงจำเลยร่วม ขอให้ยกคำร้องที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลยร่วม ภายหลังจำเลยร่วมแถลงหมดพยาน คดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ คำให้การจำเลย และจำเลยร่วมแล้ว เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับนายเติมศักดิ์และในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็ให้จำเลยชำระราคาคืนพร้อมชำระค่าปรับ ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยกับนายเติมศักดิ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของนายเติมศักดิ์แต่เป็นจำเลยร่วม จำเลยยินดีปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่เหตุที่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยร่วมขออายัดห้ามการจดทะเบียนดังกล่าวอันมิใช่เป็นความผิดของจำเลย โจทก์ชอบที่จะเรียกค่าปรับเอาจากจำเลยร่วมเอง และขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี จึงเป็นกรณีพิพาทกันระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อกับจำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายเกี่ยวกับเรื่องการผิดสัญญาซึ่งมีคำขอให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนและเรียกค่าปรับอันเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 370 ถึง 372 และมาตรา 380 ถึง 382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 จึงเป็นกรณีพิพาทกันในมูลผิดสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ แม้ต่อมาจำเลยจะขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีอ้างว่าจำเลยร่วมเป็นผู้ขออายัดห้ามการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ ก็เป็นแต่การขอให้เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยในมูลคดีเดิมว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใดนั่นเอง และแม้จำเลยร่วมจะอ้างว่านายเติมศักดิ์นำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างนายเติมศักดิ์กับมารดาจำเลยร่วมซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายเติมศักดิ์และถึงแก่ความตายแล้วไปทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาจำเลยร่วมก่อน ทำให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะ ตนจึงต้องมาขออายัดการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ก็เป็นแต่การกล่าวอ้างถึงสาเหตุที่ตนไม่จำต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์หรือชำระค่าทดแทนให้แก่จำเลยเท่านั้น จึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงในคดี เมื่อประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลเฉพาะตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยร่วมในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสัญญา กรณีจึงไม่มีประเด็นเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 7 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2558

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ม.
นาง ว. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนาย ต.
จำเลยร่วม — นาย อ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 50/2558
#582168
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙ โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อปักหลักเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง แต่ถูกจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยอ้างว่าโจทก์รังวัดสอบเขตรุกล้ำคลองบางประมุง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดิน เพื่อปักหลักเขตที่ดินได้ เป็นการกระทำละเมิดโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของคลองบางประมุง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ดูแล ระวังแนวเขต และคัดค้านการครอบครองสิทธิในที่ดินดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ นายศิลป์ คำเอม ที่ ๑ นางประยูร คำเอม ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง ว่าที่ร้อยตรีปรีชา พลับน้อย ในฐานะนายอำเภอโกรกพระ ที่ ๑ นายอดิเทพ ธัญญกสิกล ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลบางประมุง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๑๖/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙ ตำบลบางประมุง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ โดยซื้อที่ดินมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี ๒๕๓๓ และเข้าทำประโยชน์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อปักหลักเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง แต่ถูกจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองรังวัดสอบเขตรุกล้ำคลองบางประมุง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดินได้ เป็นการกระทำละเมิด โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัด หากไม่ปฏิบัติตาม ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของคลองบางประมุง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ดูแล ระวังแนวเขตและคัดค้านการครอบครองสิทธิในที่ดินดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองหากก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เป็นเรื่องการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำบังคับได้ตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ที่ดินบริเวณพิพาทคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกันว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความยุติในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองอันเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองได้ว่า กระทำเมื่อปี ๒๕๓๓ ละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ การพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่า ผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากันย่อมอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้คัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองรังวัดสอบเขตรุกล้ำคลองบางประมุง (คลองสาธารณะ) เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในที่สาธารณประโยชน์ และเป็นกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยทั้งสองในการรักษาที่สาธารณประโยชน์ไว้เพื่อส่วนรวม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙ โดยซื้อที่ดินมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี ๒๕๓๓ และเข้าทำประโยชน์ต่อมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อปักหลักเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง แต่ถูกจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ คัดค้านการรังวัดสอบเขต โดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองรังวัดสอบเขตรุกล้ำคลองบางประมุง ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อปักหลักเขตที่ดินได้ เป็นการกระทำละเมิดโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัด จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของคลองบางประมุง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ดูแล ระวังแนวเขต และคัดค้านการครอบครองสิทธิในที่ดินดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายศิลป์ คำเอม ที่ ๑ นางประยูร คำเอม ที่ ๒ โจทก์ ว่าที่ร้อยตรี ปรีชา พลับน้อย ในฐานะนายอำเภอโกรกพระ ที่ ๑ นายอดิเทพ ธัญญกสิกล ในฐานะนายกเทศมนตรี ตำบลบางประมุง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิลป์ คำเอม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีปรีชา พลับน้อย ในฐานะนายอำเภอโกรกพระ
ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2558
#582167
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้การว่า ผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อสร้างถนนสาธารณะแล้ว ทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นางขวัญหล้า คงประสพ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานเทศบาลตำบลเขาย้อย ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๓/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๖๕ ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๔ ไร่ ๕๕ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาเขาย้อย ผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีได้คัดค้านว่าที่ดินในส่วนที่ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตไม่ได้อยู่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่เป็นทางหลวงอยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ทำเป็นถนนคอนกรีตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งยกเลิกการคัดค้านการรังวัด

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การก่อสร้างถนนเป็นความต้องการของผู้ฟ้องคดีและชุมชน โดยผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมประชุมจัดทำแผนชุมชน ย่อมทราบดีว่าโครงการก่อสร้างถนนก่อสร้างในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และเมื่อก่อสร้างถนนเสร็จและเปิดให้ประชาชนได้ใช้ในการสัญจร ผู้ฟ้องคดีก็มิได้คัดค้านแต่อย่างใด อันแสดงว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนายกที่ดินดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อสร้างถนนสาธารณะเพื่อตนเอง บริวาร และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการสัญจรโดยปริยาย ทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยในมาตรา ๕๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมาตรา ๑๖(๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ ทางระบายน้ำ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างถนนในเขตเทศบาลก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ทำเป็นถนนคอนกรีตให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะอันเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยการยกให้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างทางในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การพิจารณาในปัญหาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑(๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนการกระทำที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีการละเมิดกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อเยียวยาความเสียหายตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องสำนักงานเทศบาลตำบลเขาย้อย ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่ากระทำละเมิดโดยการก่อสร้างถนนเป็นทางคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การต่อสู้คดีว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยกที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนเป็นทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ของตนเองและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยปริยายแล้ว ทางดังกล่าวย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ดังนี้ ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของเอกชนผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๗๖๕ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อรังวัดสอบเขตที่ดิน ผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านว่าที่ดินในส่วนที่ก่อสร้างเป็นทางหลวงอยู่ในความดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คืนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่ทำเป็นถนนคอนกรีตให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งยกเลิกการคัดค้านการรังวัด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การก่อสร้างถนนเป็นความต้องการของผู้ฟ้องคดีและชุมชน ผู้ฟ้องคดีมิได้คัดค้าน แสดงว่า ผู้ฟ้องคดีมีเจตนายกที่ดินดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อสร้างถนนสาธารณะสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทางดังกล่าวจึงเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องคดีต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางขวัญหล้า คงประสพ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานเทศบาลตำบลเขาย้อย ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางขวัญหล้า คงประสพ
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานเทศบาลตำบลเขาย้อย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2558
#588352
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด และขอรังวัดสอบเขตที่ดิน แต่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แจ้งว่าที่ดินของโจทก์เป็นถนนซึ่งประชาชนใช้สัญจรร่วมกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จึงไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตแก่โจทก์ได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาค่าที่ดินและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นายเชื้อ พัวไพบูลย์วงศ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ สำนักการโยธากรุงเทพมหานคร ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๑๘/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๓๔๘ ตำบลออเงิน อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๕๒ ตารางวา โจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดิน พบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงอยู่ในถนนจตุโชติ และสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า ที่ดินของโจทก์เป็นถนนจตุโชติซึ่งประชาชนใช้สัญจรร่วมกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จึงไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตแก่โจทก์ได้ แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ทั้งโจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาให้ผู้อื่นใช้ที่ดินหรือยินยอมให้ผู้อื่นหรือประชาชนใช้ที่ดินเป็นทางสัญจรสาธารณะร่วมกันมาก่อน ที่ดินของโจทก์จึงไม่ใช่ทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยการใช้ค่าที่ดินเพื่อทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองได้ตัดถนนจตุโชติบนที่ดินของโจทก์ โดยไม่แจ้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาค่าที่ดินและค่าเสียหาย จำนวน ๔๖๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลแพ่งสั่งรับฟ้องเฉพาะคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานภายในการบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ประชาชนทั่วไปและเจ้าของที่ดินเดิมก่อนเป็นของโจทก์ได้ตกลงร่วมกันสละที่ดินของตนเพื่อก่อสร้างถนน ที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้มูลคดีพิพาทจะเกิดขึ้นจากโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลยในฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่มูลคดีซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นเรื่องที่โจทก์ได้ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยใช้ค่าที่ดินหรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถนนจตุโชติ บนที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ กรณีจึงเป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดโดยก่อสร้างถนนบนที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและไม่ได้มีการเวนคืนที่ดินของโจทก์ ซึ่งการจัดให้มีและบำรุงรักษาถนนดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๘๙ (๖) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น หากผลของการก่อสร้างถนนตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๓๔๘ โจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดิน พบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงอยู่ในถนน แต่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ที่ดินของโจทก์เป็นถนนซึ่งประชาชนใช้สัญจรร่วมกันเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี จึงไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตแก่โจทก์ได้ โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งโจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาให้ผู้อื่นใช้ที่ดินหรือยินยอมให้ผู้อื่นหรือประชาชนใช้ที่ดินเป็นทางสาธารณะ ที่ดินของโจทก์จึงไม่ใช่ทางสาธารณะ จำเลยทั้งสองจึงต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยการใช้ค่าที่ดินเพื่อทดแทนการใช้ที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาค่าที่ดินและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า เจ้าของที่ดินเดิมก่อนเป็นของโจทก์และประชาชนทั่วไปได้ตกลงร่วมกันสละที่ดินของตนเพื่อก่อสร้างถนน ที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเชื้อ พัวไพบูลย์วงศ์ โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ สำนักการโยธากรุงเทพมหานคร ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
พ.ร.บ.การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชื้อ พัวไพบูลย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2558
#582166
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ ข. เนื้อที่ประมาณ ๓๕ - ๑ - ๘๓ ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางหลวงและมีการแบ่งขายอีก ๒ ครั้ง คงเหลือที่ดินเนื้อที่ ๑ - ๑ - ๕๒ ไร่ ผู้ฟ้องคดีขอให้ออกโฉนดที่ดิน แต่เจ้าพนักงาน ที่ดินได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ เนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๗/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ นายบุญมา จังภูเขียว ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๗/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนางตุ้ม จังภูเขียว และเป็นน้องของนายเขียม จังภูเขียว กับนางเจียม จังภูเขียว ซึ่งร่วมกันครอบครองและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๗๐๘ หมู่ที่ ๑๙ (๑) ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ ๓๕ - ๑ - ๘๓ ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางหลวง และได้มีการแบ่งขายอีก ๒ ครั้ง คงเหลือที่ดินเนื้อที่ ๑ - ๑ - ๕๒ ไร่ ต่อมานางตุ้ม นายเขียม และนางเจียม ได้เสียชีวิตลงที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดียื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อปี ๒๕๕๕ แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดียังได้ออกหนังสืออนุญาตฉบับลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ให้สำนักงานอัยการสูงสุดใช้ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวสร้างสำนักงานอัยการจังหวัดชุมแพและบ้านพักข้าราชการ ขอให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ และเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่อนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ที่พิพาท เดิมเป็นที่ดินของโรงเรียนบ้านกุดเข้ห้วยบง (โรงเรียนบ้านห้วยบง) ได้มาโดยการจับจองเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๔๘๔ ตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๖๒ ทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินของโรงเรียนบ้านกุดเข้ห้วยบงหรือโรงเรียนชุมแพ ๗ มีเนื้อที่ ๓๕ - ๐ - ๕๐ ไร่ เมื่อปี ๒๕๓๓ ได้ทำการรังวัดตรวจสอบและขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ มีเนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๗๐๘ ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างไม่มีเนื้อที่เหลืออยู่ เพราะผู้ครอบครองเดิมรวมทั้งนางตุ้ม จังภูเขียว ได้โอนที่ดินไปให้บุคคลอื่นหมดแล้ว การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและอนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าว เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อต้นปี ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๗๐๘ หมู่ที่ ๑๙ (๑) ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ได้ยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินแต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ทั้งได้มีการอนุญาตให้สำนักงานอัยการสูงสุดใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวในการก่อสร้างสำนักงานอัยการจังหวัดชุมแพและบ้านพักข้าราชการ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลเพิกถอนการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ซึ่งออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ และขอให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่อนุญาตให้มีการใช้ที่ดินแปลงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้แล้ว เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๒ ข.) เลขที่ ๗๐๘ หมู่ที่ ๑๙ (๑) ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถขอออกโฉนดในที่ดินแปลงดังกล่าวได้ กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีไปกระทบสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ห้ามศาลปกครองดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน หรือห้ามนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอกอันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ เมื่อคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว ศาลยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการรังวัดปักหลักเขตที่ราชพัสดุแปลงโรงเรียนบ้านกุดเข้ห้วยบง ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๑ - ๑ - ๕๒ ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำส่งขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ขก. ๒๐๙๓ โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวนี้เป็นที่ดินส่วนที่เหลือหลังจากที่นายเขียม นางเจียม (หรือนางเกียม) นางตุ้ม แบ่งขายให้แก่นายจำปา สุขพัว และนางองุ่น สัธนะกุล ตามลำดับ บุคคลทั้งสามเสียชีวิตแล้วผู้ฟ้องคดีเป็นทายาทโดยธรรมของบุคคลทั้งสามที่ได้รับมรดกที่ดินในส่วนที่เหลือนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงดังกล่าวอันเป็นการกล่าวอ้างในเรื่องสิทธิในที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในข้อนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านกุดเข้ห้วยบงที่นายเขียน สุนทรพิทักษ์ เคยแจ้งการครอบครองไว้ตั้งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๘๙ มีเนื้อที่ประมาณ ๓๕ - ๒ - ๕๐ ไร่ และในที่ดินแปลงนี้ไม่มีทางสาธารณประโยชน์มีเพียงทางในที่ราชพัสดุเท่านั้น โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นมีหนังสือแจ้งยืนยันว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๗๐๘ ซึ่งเคยเป็นของนางตุ้ม นายเขียม และนางเจียม (หรือนางเกียม) นั้น บุคคลทั้งสามได้ขายที่ดินส่วนที่เหลือ เนื้อที่ ๑๖ - ๑ - ๑๖ ไร่ ให้แก่นางองุ่น สัธนะกุล ไปหมดแล้ว จึงไม่มีที่ดินในบริเวณดังกล่าวเหลืออยู่อีก กรณีเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาถึงสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุ จึงเป็นคดีพิพาทในทางแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๗๐๘ หมู่ที่ ๑๙ (๑) ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ ๓๕ - ๑ - ๘๓ ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างทางหลวง และได้มีการแบ่งขายอีก ๒ ครั้ง คงเหลือที่ดินเนื้อที่ ๑ - ๑ - ๕๒ ไร่ ผู้ฟ้องคดียื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินแต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้เนื่องจากขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ เนื้อที่ ๙ - ๐ - ๒๘ ไร่ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทางสาธารณประโยชน์ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดียังได้ออกหนังสืออนุญาตให้สำนักงานอัยการสูงสุดใช้ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าว ขอให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ และเพิกถอนหนังสือที่อนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ ขก. ๒๐๙๓ ที่พิพาท ได้มาโดยการจับจองตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๖๒ ทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินของโรงเรียนบ้านกุดเข้ห้วยบงหรือโรงเรียนชุมแพ ๗ และขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและอนุญาตให้ใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าว เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทของหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะอันเป็นที่ราชพัสดุ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายบุญมา จังภูเขียว ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญมา จังภูเขียว
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมธนารักษ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2558
#588351
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ แต่ถูกจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ รุกล้ำทับที่ดินของโจทก์บางส่วน และเมื่อโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ก็ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งรับโอนที่ดินมาจากบิดาคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๒๖ เมตร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนโฉนดที่ดินส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางเสร็จสิ้น ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทราบการรังวัดและระวางแนวเขตแต่ไม่มาคัดค้านการรังวัด การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเพื่อให้โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องเพิกถอนโฉนด เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ และจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุดรธานีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๗ นายทองมนัส เจริญสวามิภักดิ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นางปิยะวรรณ์ พงศ์วิโรจน์ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๘๑๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๔๑ ตำบลขอนกว้าง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๓๘ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๒๔๖ ตำบลบ้านจั่น อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยรับโอนมรดกมาจากนายสำราญ ทับจันทร์ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๒๔๖ เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๓๖๔ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าของเดิมได้ขายให้แก่นายสำราญ และนายสำราญได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ จากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ร่วมกันออกโฉนดที่ดินให้แก่นายสำราญรุกล้ำทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๒๒.๓ ตารางวา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๔๑ แต่ถูกจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๒๖ เมตร ทั้งที่เป็นที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการรบกวนสิทธิในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ ส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางเสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทราบการรังวัดและระวางแนวเขตแต่ไม่มาคัดค้านการรังวัด เจ้าพนักงานรังวัดจึงดำเนินการสอบสวนและประกาศให้มาคัดค้านภายใน ๓๐ วัน เมื่อครบกำหนดเจ้าพนักงานที่ดินจึงออกโฉนดให้นายสำราญ การออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามระเบียบและวิธีปฏิบัติของกรมที่ดินทุกประการ การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้แก่นายสำราญชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ รุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาททางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของปกครอง การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเพื่อให้โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำให้การ

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นกรณีโจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ ซึ่งเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการออกโฉนดที่ดินเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการด้วยการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน

ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีซึ่งมิได้มีผลให้คดีที่เป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งแต่อย่างใด และแม้การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไปหรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครอง มิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๔๑ ตำบลขอนกว้าง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๓๘ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ แต่ถูกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ ให้แก่นายสำราญ บิดาจำเลยที่ ๑ รุกล้ำทับที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๒๒.๓ ตารางวา และเมื่อโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๔๑ ก็ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งรับโอนที่ดินมาจากบิดาคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๒๖ เมตร ทั้งที่เป็นที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการรบกวนสิทธิในที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ ส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ รื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อรั้วหรือสิ่งกีดขวางเสร็จสิ้น ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทราบการรังวัดและระวางแนวเขตแต่ไม่มาคัดค้านการรังวัด การออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้แก่นายสำราญชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ รุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกคืนภายใน ๑ ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อเพื่อให้โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๕๒๔๖ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาจำเลยที่ ๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๔๑ ของโจทก์ และจำเลยที่ ๑ คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินอ้างว่าโจทก์นำชี้รุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ ๑ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายทองมนัส เจริญสวามิภักดิ์ โจทก์ นางปิยะวรรณ์ พงศ์วิโรจน์ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองมนัส เจริญสวามิภักดิ์
จำเลย — นางปิยะวรรณ์ พงศ์วิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2558
#588350
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งยังไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ติดประกาศงานก่อสร้างเกี่ยวกับรายละเอียดให้ประชาชนและเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีขอดูหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่สามารถนำหลักฐานการถือสิทธิตามกฎหมายใดๆ มาแสดงได้ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเพื่อบังคับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้ว ทั้งที่บริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินให้เป็นที่สาธารณะโดยปริยาย จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสระบุรี

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าทีระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗ นางเมตตา สังข์สุวรรณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๘/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๐๒ เลขที่ดิน ๓๓๕ ตำบลหนองยาว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากผู้มีชื่อ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานทางหลวงชนบท จังหวัดสระบุรี ได้ทำการก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยในขณะก่อสร้าง บิดาของผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านแสดงความเป็นเจ้าของที่หน้างานก่อสร้าง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่หยุดดำเนินการ จนกระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จ บิดาของผู้ฟ้องคดีจึงได้ทำหลักเขตเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์และดำเนินการร้องเรียนต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้มีการติดประกาศงานก่อสร้างเพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดการก่อสร้างเพื่อให้ประชาชนและเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงได้ทราบ อันเป็นการไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐานจากสำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อแสดงถึงสิทธิในที่ดินดังกล่าว และได้ขอดูหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินพิพาท โดยขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถนำหลักฐานการถือสิทธิตามกฎหมายใดๆ มาแสดงได้ ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งเตือนขอให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเพื่อบังคับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้ว มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งที่บริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีคิดเป็นเนื้อที่ ๑๔ ตารางวา ราคาตารางวาละ ๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้างถนนและคันทางรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การดำเนินโครงการซ่อมแซมผิวจราจรและคันทางถนนพิพาทได้ดำเนินการไปตามสภาพพื้นที่ที่ปรากฏอยู่เดิมซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๐๒ ภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการโครงการซ่อมแซมผิวจราจรและคันทางดังกล่าว ซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการสร้างทางถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าวถือเป็นการอุทิศที่ดินโดยปริยาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของที่ดินเดิม การออกหนังสือแจ้งเตือนของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปโดยเหมาะสมและไม่เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อกล่าวอ้างที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ติดป้ายประชาสัมพันธ์ไม่เป็นความจริง ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยถูกต้องครบถ้วน จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างไม่ใช่ราคาที่มีความน่าเชื่อถือที่จะนำมาพิจารณา ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินโดยแท้ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้แล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างและขยายเขตทางรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีประเด็นแห่งคดีที่ศาลปกครองจะต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ซึ่งแม้การที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่สาธารณะหรือที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวได้ และแม้ว่าการพิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลใดไว้โดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๐๒ ในส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลจะวินิจฉัยข้อพิพาทว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดียกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ การพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สิน การพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างและโต้แย้งกันสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๐๒ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานทางหลวงชนบท จังหวัดสระบุรี ทำการก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีคิดเป็นเนื้อที่ ๑๔ ตารางวา ทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยไม่ติดประกาศงานก่อสร้างเพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับรายละเอียดการก่อสร้างเพื่อให้ประชาชนและเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงได้ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีขอดูหลักฐานการถือสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่สามารถนำหลักฐานการถือสิทธิตามกฎหมายใดๆ มาแสดงได้ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงเพื่อบังคับให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้ว ทั้งที่บริเวณที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การดำเนินโครงการซ่อมแซมผิวจราจรและคันทางถนนพิพาทดำเนินการไปตามสภาพพื้นที่ที่ปรากฏอยู่เดิมซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่เจ้าของที่ดินเดิมได้อุทิศที่ดินให้เป็นที่สาธารณะโดยปริยาย ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิดีกว่าเจ้าของที่ดินเดิม ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นความจริง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติ ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเมตตา สังข์สุวรรณ์ ผู้ฟ้องคดี กรมทางหลวงชนบท ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเมตตา สังข์สุวรรณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมทางหลวงชนบท
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2558
#588349
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า บิดาโจทก์และผู้มีชื่อซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่รวม ๙๓ ไร่ ๖๐ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อรวมที่ดินดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดแล้วรวมที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๑ ตารางวา ภายหลังนำไปขอออกโฉนดที่ดิน มีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา โจทก์รับมรดกจากบิดาจึงเป็นเจ้าของโฉนดที่พิพาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ทับที่ดินของโจทก์ ในปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดที่พิพาทลดลงจากเดิม โดยให้เหตุผลว่าโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนการรวมที่ดิน ๒ แปลง มีการนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย การออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์พร้อมทั้งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่พิพาท ห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ รบกวนการใช้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่พิพาท เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่พิพาทของโจทก์อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสงขลาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นายธนาสิทธิ์ สุขะปานนท์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายเจ๊ะอุเซ็ง ตาเหย็บ ที่ ๑ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๖๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา โดยการรับมรดกจากนายอภิชาติ สุขะปานนท์ บิดา เดิมเมื่อปี ๒๕๓๓ นายอภิชาติ และนางอุไรรัตน์ คณาวิวัฒน์ไชย ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๕๔ และเลขที่ ๓๒๕๕ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มาจากบริษัทเก้าสุมาการเกษตรและอุตสาหกรรม จำกัด เนื้อที่รวม ๙๓ ไร่ ๖๐ ตารางวา และยื่นคำขอรังวัดเพื่อรวมกับที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดแล้วรวมที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่ ๙๖ ไร่ ๓ งาน ๙๑ ตารางวา เนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๑ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่ามุมและระยะในรูปแผนที่ผิดไปจากเขตที่ดินที่แท้จริง ควรแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ให้เป็นไปตามการรังวัดนี้ จากนั้นนายอภิชาติและนางอุไรรัตน์ก็ได้เข้าครอบครองปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาปี ๒๕๓๘ นายอภิชาติและนางอุไรรัตน์ นำที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ (แปลงรวม) ไปรวมกับที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๓ โดยออกเป็นที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๓ (แปลงรวมใหม่) ภายหลังแบ่งที่ดินออกเป็น ๓ แปลง คือที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๙๑๙ เลขที่ ๘๙๒๐ และเลขที่ ๓๒๕๓ (แปลงคง) ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมาปี ๒๕๔๖ นายอภิชาตินำที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๓ (แปลงคง) ไปออกโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อจำเลยที่ ๓ อ้างว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดิน ๑๑ ไร่ ซึ่งบิดาซื้อมาจากนายเจ๊ะหย่า ราชเดวา เมื่อปี ๒๕๐๓ แต่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้จึงปล่อยร้างไว้ ภายหลังจำเลยที่ ๑ ตรวจพบว่าการขอรวมเอกสาร น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ และเลขที่ ๓๒๕๕ เป็นแปลงเดียวกันนั้น ได้รวมที่ดินของบิดาจำเลยที่ ๑ เข้าไปด้วย ขอให้จำเลยที่ ๔ ทำการตรวจสอบ เมื่อปี ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๑ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ทับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ นายอภิชาติจึงยื่นคำคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนเปรียบเทียบแล้วตกลงกันไม่ได้ จึงมีคำสั่งว่าไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากนายอภิชาติมีสิทธิดีกว่า ให้จำเลยที่ ๑ ไปดำเนินการฟ้องคดีภายใน ๖๐ วัน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ยื่นฟ้อง ต่อมาปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ลดลงจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนโดยมีที่ว่างกั้นอยู่ระหว่างที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ กับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๕ การรวมที่ดิน ๒ แปลง มีการนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ภายหลังจำเลยที่ ๒ มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ การออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์พร้อมทั้งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ในส่วนเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา ห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ รบกวนการใช้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า บิดาจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินที่พิพาทจากผู้มีชื่อ นายอภิชาติและนางอุไรรัตน์ ซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๕ และ ๓๒๕๔ และนำไปออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ โดยรวมเอาที่ดินของบิดาจำเลยที่ ๑ เข้าไปด้วย ภายหลังขอออกเป็นโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ จำเลยที่ ๑ ได้ขอออกโฉนดเป็นการเฉพาะราย ภายหลังอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนตามกฎหมายที่ดิน และมีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า การรังวัดออกโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ เป็นการออกโดยคลาดเคลื่อนโดยนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย การออกโฉนดที่พิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินให้ถูกต้อง การที่จำเลยที่ ๔ โดยรองอธิบดีผู้ซึ่งจำเลยที่ ๓ มอบหมายได้พิจารณาและมีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินในโฉนดที่พิพาทและจำเลยที่ ๔ ได้พิจารณายกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ที่เป็นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในส่วนที่พิพาท ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์หรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีที่ฟ้องจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ เป็นเนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๑ งาน ๔.๕ ตารางวา ลดลงจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๕๑๖.๒(๓)/๒๓๘๗๘ ลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ว่าจำเลยที่ ๒ ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดที่ดินดังกล่าวนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงให้ยกอุทธรณ์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ของโจทก์ ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑๗๘๕/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ และให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว รวมทั้งห้ามจำเลยที่ ๑ มิให้ทำการใดอันเป็นการรบกวนการใช้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ด้วย ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ ที่มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๓๗๖ ของโจทก์เป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า บิดาโจทก์และผู้มีชื่อซื้อที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ และเลขที่ ๓๒๕๕ เนื้อที่รวม ๙๓ ไร่ ๖๐ ตารางวา ได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อรวมที่ดินดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดแล้วรวมที่ดินทั้งสองแปลงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๓๑ ตารางวา ภายหลังนำไปขอออกโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑๓.๕ ตารางวา โจทก์รับมรดกจากบิดาจึงเป็นเจ้าของโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ทับที่ดินของโจทก์ ในปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่โฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ลดลงจากเดิม ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา โดยให้เหตุผลว่าโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนโดยมีที่ว่างกั้นอยู่ระหว่างที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๔ กับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๕๕ การรวมที่ดิน ๒ แปลง มีการนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย การออกคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์พร้อมทั้งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ รบกวนการใช้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ที่ให้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า การรังวัดออกโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ เป็นการออกโดยคลาดเคลื่อนโดยนำที่ว่างนอกหลักฐานรวมเข้าไปด้วย การออกโฉนดที่พิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินให้ถูกต้อง การที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินในโฉนดที่พิพาทและจำเลยที่ ๔ ได้พิจารณายกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในโฉนดเลขที่ ๑๕๖๓๗๖ ของโจทก์อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายธนาสิทธิ์ สุขะปานนท์ โจทก์ นายเจ๊ะอุเซ็ง ตาเหย็บ ที่ ๑ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาสิทธิ์ สุขะปานนท์
จำเลย — นายเจ๊ะอุเซ็ง ตาเหย็บ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2558
#581505
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครองขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการยกที่ดินให้ และนำที่ดินไปรวมกับที่ดินแปลงอื่นออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาข้อตกลงหรือเงื่อนไขในการยกให้ระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับผู้ถูกฟ้องคดี แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สาระสำคัญเป็นเพียงการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งตามข้อตกลงในการให้ที่ดินนี้ เป็นกรณีที่ผู้ให้มุ่งผูกพันตนกับผู้ถูกฟ้องคดีด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นข้อตกลงทางแพ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๓/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นางชวนพิศ ชมไพบูลย์ ที่ ๑ นางสาวแขไข แก้วนารายณ์ ในฐานะทายาทของนางทรัพย์ แก้วนารายณ์ ที่ ๒ นางสาวมาลี อนุประเสริฐ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๕๓/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๙ ตำบลฉิมพลี (ศีศะคู) อำเภอตลิ่งชัน (บางใหญ่) กรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓ และเลขที่ ๓๒๔ ตำบลฉิมพลี (ศีศะคู) อำเภอตลิ่งชัน (บางใหญ่) กรุงเทพมหานคร เมื่อประมาณปี ๒๔๘๔ เจ้าของที่ดินเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนของที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่กรมรถไฟ เพื่อใช้ก่อสร้างชานชาลาและสถานีรถไฟโดยที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๙ ระบุไว้ในโฉนดที่ดินโดยชัดแจ้งว่าแบ่งให้ทางรถไฟสายใต้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่มีการยกที่ดินให้จนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างชานชาลาและสถานีรถไฟแต่อย่างใด กลับนำที่ดินดังกล่าวไปให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เช่าเป็นระยะเวลา ๓๐ ปี โดยผู้เช่าได้นำที่ดินที่เช่าไปให้กลุ่มชุมชนริมทางรถไฟสายใต้เช่าช่วงเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย อันเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ในการยกที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีได้นำที่ดินดังกล่าวไปรวมกับที่ดินแปลงอื่น และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยแจ้งผู้ถือกรรมสิทธิ์ว่าได้ที่ดินมาโดยการครอบครอง ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินส่วนที่ได้ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของที่ดินเดิมยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายใต้ โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัดการใช้ประโยชน์และไม่มีข้อตกลงการขอคืนที่ดิน การนำที่ดินพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีครอบครองและใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์แก่กิจการของการรถไฟ จึงถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดหาหรือเช่าถือไว้ใช้ในกิจการรถไฟโดยชอบด้วยกฎหมาย อันถือเป็น"ที่ดินรถไฟ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช๒๔๖๔ ห้ามไม่ให้เอกชนหรือบริษัทใดๆ ยกกำหนดอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นของรถไฟ ห้ามไม่ให้เอกชนหรือบริษัทใดๆ หวงห้ามหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยผลของกฎหมาย และได้ครอบครองติดต่อกันมาโดยยึดถือเพื่อตนด้วยการแสดงความเป็นเจ้าของมาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว และเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้รับรองสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีด้วยการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน การนำที่ดินหรือทรัพย์สินของการรถไฟออกให้บุคคลอื่นเช่าก็เป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจกฎหมาย และเป็นการจัดหารายได้ทางหนึ่งเพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดี ไม่ได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ทำกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในฐานะฝ่ายปกครองบังคับซื้อที่ดินพิพาท ผู้ยกให้คาดหวังประโยชน์จากการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีอันทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินที่สูงขึ้น การยกให้ที่ดินพิพาทกระทำก่อนมีการจัดตั้งศาลปกครอง จึงมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เพราะประเด็นแห่งคดีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ โดยพิจารณาถึงประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีสิทธิเพิกถอนการให้หรือไม่ ซึ่งต้องใช้หลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายในขณะนั้นบัญญัติไว้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะนำที่ดินรถไฟไปจัดหาประโยชน์เพื่อนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟในการจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัย และเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน ตามนัยมาตรา ๖ (๒) ประกอบกับมาตรา ๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดเกี่ยวกับผลประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและระเบียบของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีหาได้มีดุลพินิจอิสระในการนำที่ดินรถไฟไปจัดหาประโยชน์ได้ดังเช่นเอกชนทั่วไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ซึ่งหากไม่สามารถคืนได้ก็ให้ชดใช้ค่าที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม เห็นว่า ที่ดินพิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้มาเพื่อใช้ในกิจการรถไฟ มีฐานะเป็นที่ดินรถไฟตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินดังกล่าวให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เช่า จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการนำที่ดินรถไฟไปจัดหาประโยชน์ตามนัยมาตรา ๖ (๒) ประกอบกับมาตรา ๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีนำที่ดินพิพาทไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคเพื่อใช้สร้างชานชาลาและสถานีรถไฟ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้นำทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ของผู้บริจาคตามระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๒.๑ ว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ข้อ ๑๐ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามในฐานะทายาทของผู้บริจาค จึงขอให้คืนที่ดินพิพาทแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ราคาแทนแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ถูกฟ้องคดีให้การต่อสู้ว่า หลังจากเจ้าของที่ดินเดิมยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็น "ที่ดินรถไฟ" ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ ห้ามไม่ให้เอกชนหรือบริษัทใดๆ หวงห้ามหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น และต่อสู้ว่าเมื่อกิจการรถไฟได้โอนมาตามพระราชบัญญัติการรถไฟ แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่รับโอนมา มีอำนาจจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และไม่ใช่การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความ เสียก่อนว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่เจ้าของเดิมยกให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้ก่อสร้างชานชาลาและสถานีรถไฟ ก่อนมีการนำไปรวมกับที่ดินแปลงอื่น และออกโฉนดใหม่เลขที่ ๗๑๖๖ เป็นที่ดินรถไฟที่ได้รับความคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนการยกให้หรือไม่ คดีไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำไปให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเช่า จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามและผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง และโต้แย้งกันสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๙ เลขที่ ๓๒๓ และเลขที่ ๓๒๔ เมื่อประมาณปี ๒๔๘๔ เจ้าของที่ดินเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้ก่อสร้างชานชาลาและสถานีรถไฟ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างชานชาลาและสถานีรถไฟ กลับนำที่ดินดังกล่าว ไปให้เช่า อันเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ในการยกที่ดินให้ และผู้ถูกฟ้องคดีได้นำที่ดินดังกล่าวไปรวมกับที่ดินแปลงอื่นและออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๖๖ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การยกที่ดินให้ไม่มีเงื่อนไขจำกัดการใช้ประโยชน์และไม่มีข้อตกลงการขอคืนที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรถไฟ การนำที่ดินหรือทรัพย์สินของการรถไฟออกให้บุคคลอื่นเช่าก็เป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจกฎหมาย เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่าสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงหรือเงื่อนไขในการยกให้ระหว่างเจ้าของที่ดินเดิมกับผู้ถูกฟ้องคดี แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สาระสำคัญเป็นเพียงการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งตามข้อตกลงในการให้ที่ดินนี้ เป็นกรณีที่ผู้ให้มุ่งผูกพันตนกับผู้ถูกฟ้องคดีด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นข้อตกลงทางแพ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใดเมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงในการอุทิศที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางชวนพิศ ชมไพบูลย์ ที่ ๑ นางสาวแขไข แก้วนารายณ์ ในฐานะทายาทของนางทรัพย์ แก้วนารายณ์ ที่ ๒ นางสาวมาลี อนุประเสริฐ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พ.ศ.2464
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางชวนพิศ ชมไพบูลย์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การรถไฟแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2558
#588348
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ในสังกัด กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ปล่อยให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทานขนมเอง โดยไม่ได้ตัดขนมเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นเหตุให้ขนมติดคอผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้พลัดตกจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้นได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ความรับผิดเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่นั้นจะต้องเป็นหน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้าง เป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๒/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗ เด็กชายวีรภัทร ทันบุญ โดยนายวสันต์ สายสิงห์ บิดาโดยชอบ ด้วยกฎหมาย ที่ ๑ นายวสันต์ สายสิงห์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ที่ ๑ นางคำมวล ปรัสพันธ์ ที่ ๒ นางสาวฤทัย คำล้วน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๖/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ครูและผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้แจกขนมประเภทเยลลี่ให้แก่เด็กเล็กรวมทั้งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทาน โดยอาจใช้ความระมัดระวังด้วยการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะรับประทานและใช้ช้อนตัก หรือใช้มีดตัดขนมให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนำขนมมาให้เด็กรับประทาน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ ทำให้ขนมติดคอผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเหตุให้พลัดตกจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้นได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย อนึ่งในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ พนักงานอัยการศาลแขวงอุบลราชธานีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในข้อหาความผิดต่อร่างกาย ประมาท ต่อศาลแขวงอุบลราชธานี เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๖๓๕/๒๕๕๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๖๕๖๐/๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัส มิได้เกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ครูผู้ดูแลเด็กและผู้ช่วยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทานอาหารอย่างรีบเร่ง โดยไม่เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน ซึ่งอยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ หาใช่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ในการปฏิบัติ หน้าที่ไม่ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จะให้การรับสารภาพในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๖๓๕/๒๕๕๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๖๕๖๐/๒๕๕๖ ของศาลแขวงอุบลราชธานี และศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ คำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองถอนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮขึ้น เพื่อจัดการศึกษาปฐมวัยให้เด็ก (อายุ ๒-๕ ปี) ได้รับการพัฒนาเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย บัญญัติไว้ มีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเด็กเล็ก (อายุ ๒-๕ ปี) ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการจัดการศึกษาของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลเด็กที่อยู่ในความรับผิดชอบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้แจกขนมเยลลี่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเด็กนักเรียนคนอื่นๆ รับประทานโดยไม่ได้ใช้มีด ตัดขนมเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใช้ช้อนตักและปล่อยให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทานเอง เป็นเหตุให้ขนมติดคอ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้นจนได้รับอันตรายสาหัสและทุพพลภาพขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้จัดการศึกษาปฐมวัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ได้มาตรฐานตามระบบการศึกษาของชาติ และเป็นภยันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเด็กเล็ก แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่เด็กเล็กซึ่งยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดที่เข้าอบรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮตามหน้าที่ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหายและเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองศาลปกครองสามารถกำหนดคำบังคับให้ได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นลูกจ้างในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กระทำโดยประมาทด้วยการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเหตุให้ขนมเยลลี่ติดคอ ทำให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพ และผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยการไม่ดูแลผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามสมควร อันเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป หาใช่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวพันกัน ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ กระทำละเมิดหรือไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) หากแต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ข้อเท็จจริงคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีครูและผู้ช่วยครู ผู้ดูแลเด็กเล็กและปฐมวัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ โดยละเลยไม่ดูแลเด็กเล็กตามหน้าที่ปล่อยให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับประทานขนมเอง โดยไม่ได้ตัดขนมเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นเหตุให้ขนมติดคอผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ทำให้พลัดตกจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้นได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ความรับผิดเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่นั้นจะต้องเป็นหน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างเป็นการกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอนของครูผู้ดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองไฮสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นหน้าที่โดยทั่วไปของครูผู้ดูแลเท่านั้น มิใช่การกล่าวอ้างถึงการละเลยต่อหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะในการจัดการศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แต่อย่างใด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เด็กชายวีรภัทร ทันบุญ โดยนายวสันต์ สายสิงห์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ ๑ นายวสันต์ สายสิงห์ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ที่ ๑ นางคำมวล ปรัสพันธ์ ที่ ๒ นางสาวฤทัย คำล้วน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — เด็กชายวีรภัทร ทันบุญ โดยนายวสันต์ สายสิงห์
บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2558
#588347
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ชำระเงินค่าดูแลรักษาและค่าเสียหาย กรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงโปรแกรม และดูแลบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ ปรับปรุงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อปรับปรุงระบบบัญชี การเงิน และการบริหารทรัพยากรที่ใช้อยู่เดิม อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานระบบการเงินและการบัญชีของจำเลย ดังนี้ การดำเนินการตามข้อสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการ เพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ บริษัทที.เอ็น.อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒๑๙/๒๕๕๖ ความว่า จำเลยตกลงทำสัญญาจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จกับโจทก์ให้ปรับปรุงโปรแกรม SAP จากระบบเดิม SAP R/๓ เป็นระบบ SAP EEC ๖.๐ เป็นเงิน ๒๕๑,๔๙๐,๐๐๐ บาท กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน ๔๕๐ วัน ข้อสัญญากำหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และติดตั้งพร้อมทั้งปรับแต่งโปรแกรมรุ่นใหม่จนแล้วเสร็จในสภาพพร้อมใช้งานแล้วจึงส่งมอบงานให้แก่จำเลย ตกลงชำระค่าจ้าง ๕ งวด โดยโจทก์จะต้องดูแลการใช้งาน และดูแลบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ตามสัญญาให้แก่จำเลย ทั้งนี้ โจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมและเจ้าของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์แทนจำเลยในระหว่างระยะเวลารับประกัน ๒ ปี หลังจากทำสัญญาโจทก์ได้จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดตั้งและปรับแต่งโปรแกรมให้แก่จำเลยจนสามารถใช้งานได้แล้ว จำเลยประสงค์จะใช้งานโปรแกรมที่ปรับปรุงรุ่นใหม่โดยไม่รอให้งานเสร็จสมบูรณ์เสียก่อน จึงขอให้โจทก์ส่งมอบโปรแกรมเพื่อให้จำเลยนำไปใช้งานจริงก่อนระยะเวลารับประกัน ๒ ปี หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำงานที่เหลือตามสัญญาเสร็จสิ้น และจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังขอให้โจทก์ดูแลบำรุงรักษาระบบ ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไปโดยยินดีรับผิดชอบค่าบริการของโจทก์ ตลอดจนให้โจทก์ชำระค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมแทนจำเลยไปก่อน แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บค่าบริการจำเลยกลับเพิกเฉย โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรม จำนวน ๗๖,๑๖๗,๗๓๖ บาท และค่าเสียหายที่ชำระค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมล่าช้า จำนวน ๗,๐๗๙,๗๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๒,๒๔๖,๔๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ เนื่องจากยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาการรับประกัน ส่วนที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายถัดจากวันครบกำหนดวันที่รับประกันถึงวันบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยไม่เคยให้โจทก์บำรุงรักษาและแก้ไขปัญหา มีเพียงให้โจทก์แก้ปัญหาที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการภายในระหว่างระยะเวลาการรับประกัน กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์สำหรับโปรแกรม และค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โจทก์ไม่สามารถเรียกร้องได้เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์สำหรับโปรแกรมรวมวงเงินอยู่ในสัญญาจ้างจัดทำระบบแล้ว เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีวัตถุประสงค์ประกอบการค้าและให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด รวมถึงการให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์ก็ตาม แต่สัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ปรับปรุงโปรแกรมตามฟ้อง จำเลยมีวัตถุประสงค์จะปรับปรุงระบบบัญชี การเงิน ระบบบริหารพัสดุ ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของจำเลย จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการภายในองค์กรของจำเลยเอง สัญญาจ้างดังกล่าวมิได้เป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อพิพาทที่เกิดจากสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงโปรแกรมจากระบบ SAP R/๓ เป็นระบบ SAP EEC ๖.๐ ตามสัญญาจ้างลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยโจทก์เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งติดตั้งโปรแกรมจนแล้วเสร็จในสภาพพร้อมใช้งาน ภายหลังจำเลยรับมอบงานและชำระค่าจ้างครบถ้วนแล้ว และโจทก์ได้ดูแลรักษาระบบและเครื่องคอมพิวเตอร์จนครบระยะเวลาประกัน จำเลยยังคงให้โจทก์บำรุงรักษาระบบและเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไป รวมทั้งให้โจทก์ชำระค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมแทนจำเลยไปก่อน แต่เมื่อโจทก์เรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวจากจำเลย จำเลยกลับเพิกเฉย จึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำสัญญาจ้างปรับปรุงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อว่าจ้างให้โจทก์ปรับปรุงโปรแกรมจากระบบ SAP R/๓ เป็นระบบ SAP EEC ๖.๐ และจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมติดตั้งโปรแกรมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงระบบบัญชี การเงิน และการบริหารทรัพยากรที่ใช้อยู่เดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงาน และเพื่อสนับสนุนข้อมูลในการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นเครื่องมือที่สำคัญจำเป็นที่จำเลยใช้ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือจัดทำบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมของจำเลยให้บรรลุผลอันเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินจากการโต้แย้งสิทธิตามสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ชำระเงินค่าดูแลรักษาและค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปรับปรุงโปรแกรม และดูแลบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งแปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด โดยจำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยทำสัญญาพิพาทว่าจ้างโจทก์ โดยมีสาระสำคัญว่าให้โจทก์ปรับปรุงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากระบบ SAP R/๓ เป็นระบบ SAP EEC ๖.๐ เพื่อปรับปรุงระบบบัญชี การเงิน และการบริหารทรัพยากรที่ใช้อยู่เดิม อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานระบบการเงินและการบัญชีของจำเลย ดังนี้ การดำเนินการตามข้อสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาดำเนินการจัดการงานทางธุรการเพื่อความสะดวกของจำเลยในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทที.เอ็น.อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ จำกัด โจทก์ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2479
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.เอ็น.อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ จำกัด
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2558
#581504
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมสรรพสามิตซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นางสาววัชราภรณ์ ปิ่นสลัก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมสรรพสามิต ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๑๖/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกให้ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นเงินสดและได้รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว จึงยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับมอบรถยนต์ กลับไม่ได้รับเงินตามโครงการดังกล่าว โดยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์นั้นผู้ฟ้องคดีมีอายุ ไม่ครบ ๒๑ ปี จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ได้จองรถยนต์ แต่ผู้ฟ้องคดีซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด โดยได้รับมอบรถยนต์และใบเสร็จรับเงิน จดทะเบียนรถยนต์พร้อมสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ รวมทั้งได้ยื่นใช้สิทธิคืนเงินภาษีภายในระยะเวลาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ฟ้องคดีมีขอความเป็นธรรมต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการใด ๆ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลได้ต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจองหรือซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสิทธิในการขอใช้สิทธิรับคืนภาษี ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๐ ปี ๖ เดือน ถือว่าไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว คณะรัฐมนตรีกำหนดให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ส่วนอธิบดีกรมบัญชีกลางหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ โดยประสานงานในรายละเอียดกับกรมสรรพสามิต มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้แก่ผู้ขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป อันมีลักษณะเป็นกฎ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต่อมา กระทรวงการคลังได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติงานในการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้กับกรมสรรพสามิตและกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับคำขอใช้สิทธิจึงมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบคำขอเพื่อให้กรมบัญชีกลางดำเนินการเบิกจ่ายเงินแก่ผู้มีสิทธิให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรก โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกและได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการใด ๆ จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกแก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า การขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องการขอให้คืนภาษีสรรพสามิต อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร นั้น เห็นว่า เงินที่รัฐนำมาจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกเป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินและให้กระทรวงการคลังเสนอขอตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว จึงมิใช่ภาษีอากรที่ได้เรียกเก็บจากผู้ชำระภาษี การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่การคืนภาษีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง อีกทั้งผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์มิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมมาตรการรถยนต์คันแรก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่อนุมัติขยายระยะเวลาการรับและส่งมอบรถยนต์รวมถึงเอกสารหลักฐานบางรายการในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกนั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบมาตรการรถยนต์คันแรกเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการดำเนินการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ใช้สิทธิมีคุณสมบัติและปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขก็จะเสนอให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินต่อไป ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมในทางแพ่ง เพราะคณะรัฐมนตรี และผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ใช้อำนาจทางปกครองซึ่งจะทำให้มีสถานะเหนือกว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิรวมทั้งผู้ฟ้องคดี หากแต่อยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน ประกอบกับมาตรการรถยนต์คันแรกไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่จะเข้าลักษณะเป็นกฎตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติมิได้ถูกบังคับว่าจะต้องใช้สิทธิ หากแต่อยู่ที่ความสมัครใจ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ อันเป็นการกระทำในฐานะคู่สัญญาในทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ และเงินที่คืนให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็มิใช่เงินภาษีสรรพาสามิต แต่เป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี โดยจ่ายให้ตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นเงินสดและได้รับมอบรถยนต์แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีว่าคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่คุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีถูกต้อง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ยส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่อายุไม่ครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า โครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาคด้วยการให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน โดยให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และกรมบัญชีกลางเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ อันจะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์คันแรกมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่เป็นมาตรการที่ออกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์การขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าว แยกต่างหากจากการคืนภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้มาตรการรถยนต์คันแรกยังกำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้คืนเงิน ส่วนกรมสรรพสามิตคงมีหน้าที่รับคำขอคืนและประสานภายในกับกรมบัญชีกลาง ส่วนทางด้านผู้ขอคืนนั้น กำหนดให้คืนแก่ผู้ซื้อโดยตรง มิใช่คืนให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ อีกทั้งเป็นกรณีที่ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่เป็นกรณีที่ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงมาสู่ปัญหาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์คันแรกกำหนดด้วยว่าให้จ่ายเงินตามสิทธิโดยถือตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพียงแต่ใช้จำนวนภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บมากำหนดกรอบการจ่ายเงินเท่านั้น ทั้งหากจะถือเป็นเงินภาษีก็ไม่น่าจะมีข้อจำกัดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน อันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคทางภาษี นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ก็กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากรัฐอันเนื่องมาจากการได้มาซึ่งรถยนต์คันแรกของผู้มีเงินได้ตามมาตรการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรถยนต์ เป็นของตนเอง โดยกำหนดให้มีมาตรการรถยนต์คันแรกขึ้นด้วยวิธีการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อ ดังนั้น เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุน หรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐอันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ได้รับแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาววัชราภรณ์ ปิ่นสลัก ผู้ฟ้องคดี กรมสรรพสามิต ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
กฎกระทรวง ฉบับที่ 293 (พ.ศ.2555) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ จิตมั่น
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2558
#588346
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัทเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมทางหลวงเป็นจำเลย โดยอ้างสิทธิเรียกร้องในค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระและเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ทำการ อาคารที่พักอาศัย และสิ่งก่อสร้างประกอบระหว่างจำเลยและบริษัท ณ. แม้คดีไม่มีข้อพิพาทโดยตรงจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างสิทธิในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัท ณ. และเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้ากับบริษัท ณ. เพื่อก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์อันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลย เมื่อสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญและจำเป็นเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ บริษัทอนิเมเซีย จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมทางหลวง จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๕๑๘๕/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ จำเลยทำสัญญาจ้างเหมาบริษัทณันฐเขตร์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ให้ทำการสัญญาจ้างเหมา ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ทำการ อาคารที่พักอาศัย และสิ่งก่อสร้างประกอบ ให้แก่จำเลยเป็นเงิน ๖๙๘,๕๐๐ บาท โดยบริษัทณันฐเขตร์ฯ ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับผลประโยชน์ตามสัญญาให้แก่ "กิจการร่วมค้าอนิเมเซีย" ซึ่งมีบริษัทณันฐเขตร์ฯ และโจทก์เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมลงทุนเพื่อทำงานก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามสัญญาดังกล่าว แต่เมื่อบริษัทณันฐเขตร์ฯ ส่งมอบงานและจำเลยรับมอบงานตามสัญญาแล้ว จำเลยกลับปฏิบัติผิดสัญญาโดยชำระค่าจ้างให้บริษัทณันฐเขตร์ฯ เพียงบางส่วนเป็นเงิน ๒๒๐,๑๓๓ บาท ยังค้างชำระค่าจ้างเป็นเงิน ๔๗๘,๓๖๗ บาท และค้างชำระเงินประกันสัญญา ๓๔,๙๒๕ บาท ซึ่งกิจการร่วมค้าอนิเมเซียได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและขอให้จำเลยชำระเงินที่ค้างชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้าอนิเมเซียและผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างและเงินประกันสัญญาให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๑๓,๒๙๒ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาและไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินที่โจทก์กล่าวอ้าง เนื่องจากสัญญาระหว่างบริษัทณันฐเขตร์ฯ และจำเลยไม่ใช่สัญญาจ้างเหมา แต่เป็นสัญญาที่จ่ายค่าจ้างตามปริมาณงานที่ผู้รับจ้างได้ทำเสร็จจริง เมื่อจำเลยตรวจรับงานโดยคำนวณจากปริมาณงานที่ผู้รับจ้างทำเสร็จจริงจึงได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน ๒๒๐,๑๓๓ บาท ซึ่งบริษัทณันฐเขตร์ฯ ได้ลงนามรับรองเห็นชอบและรับเงินไปครบถ้วนแล้ว การชำระหนี้ของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาโดยถูกต้องครบถ้วน ส่วนเงินประกันจำนวน ๓๔,๙๒๕ บาท จำเลยมีสิทธิยึดไว้ตามข้อผูกพันในสัญญา ข้อ ๘ เรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงาน โดยจะคืนให้ต่อเมื่อครบกำหนดเวลา ๒ ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับมอบงาน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยไม่เคยให้ความยินยอมและไม่เคยได้รับแจ้งบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือจากโจทก์หรือบริษัทณันฐเขตร์ฯ การโอนสิทธิเรียกร้องที่กล่าวอ้างได้กระทำขึ้นก่อนที่จำเลยจะทำสัญญากับบริษัทณันฐเขตร์ฯ จึงเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารฉบับพิพาทมีวัตถุประสงค์จ้างเหมาเพื่อปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยของพนักงานจำเลย มิใช่อาคารสถานที่ที่สาธารณชนเข้าไปใช้ประโยชน์โดยทั่วไปและมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง โดยจำเลยมิได้มีเอกสิทธิ์ของรัฐเหนือคู่สัญญาเพื่อให้การใช้อำนาจปกครองหรือการดำเนินการทางปกครองบรรลุผล อีกทั้งยังเป็นการทำสัญญาที่อยู่ภายใต้ความสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอันมีลักษณะเป็นเอกเทศสัญญาระหว่างบุคคล ประกอบกับโจทก์ฟ้องว่าบริษัทณันฐเขตร์ฯ และโจทก์ทำการปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยให้จำเลยแล้วเสร็จและจำเลยตรวจรับมอบงานแล้ว แต่จำเลยชำระค่าจ้างเพียงบางส่วนและค้างชำระเงินประกันสัญญา ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาระหว่างบริษัทณันฐเขตร์ฯ และจำเลยไม่ใช่สัญญาจ้างเหมา แต่เป็นสัญญาที่จ่ายค่าจ้างตามปริมาณงานที่ผู้รับจ้างทำเสร็จจริง เมื่อจำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่บริษัทณันฐเขตร์ฯ ตามปริมาณงานที่ทำแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาอีกต่อไป จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งโดยแท้ ความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เป็นลักษณะของนิติกรรมสัญญา มิใช่ลักษณะของสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยและบริษัทณันฐเขตร์ฯ ตกลงทำสัญญาจ้างเหมา ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ทำการ อาคารที่พักอาศัย และสิ่งก่อสร้างประกอบ ซึ่งอาคารและสิ่งก่อสร้างประกอบดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญและจำเป็นในการวางแผน สำรวจ ออกแบบ ตรวจสอบและวิเคราะห์ทางวิศวกรรมในงานปรับปรุงและบำรุงรักษาทางหลวงในความรับผิดชอบ อันมีผลทำให้การดำเนินการบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามข้อ ๑๙ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ บรรลุผล สัญญาจ้างเหมาให้ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารฉบับพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ได้แก่ จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาที่จัดให้มีเครื่องมือสำคัญและจำเป็นเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวฟ้องคดีต่อศาลขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๒/๒๕๕๒ และที่ ๘๙/๒๕๕๖

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

เห็นว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทำสัญญาจ้างเหมาบริษัทณันฐเขตร์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ให้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารที่ทำการ อาคารที่พักอาศัย และสิ่งก่อสร้างประกอบ โดยโจทก์และบริษัทณันฐเขตร์ฯ เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมลงทุนในนาม "กิจการร่วมค้าอนิเมเซีย" เพื่อทำงานก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว โดยบริษัทณันฐเขตร์ฯ ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับผลประโยชน์ตามสัญญาให้แก่ "กิจการร่วมค้าอนิเมเซีย" แต่เมื่อบริษัทณันฐเขตร์ฯ ส่งมอบงานและจำเลยรับมอบงานตามสัญญาแล้ว จำเลยกลับปฏิบัติผิดสัญญาโดยชำระค่าจ้างให้บริษัทณันฐเขตร์ฯ เพียงบางส่วน โดยค้างชำระค่าจ้างและเงินประกันสัญญา ซึ่งกิจการร่วมค้าอนิเมเซียได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและขอให้จำเลยชำระเงินที่ค้างชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้าอนิเมเซียได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างและเงินประกันสัญญาให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย การโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันจำเลย เห็นว่า คดีนี้แม้ไม่ใช่ข้อพิพาทโดยตรงจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารระหว่างจำเลยและบริษัทณันฐเขตร์ฯ แต่เมื่อข้อเท็จจริงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างสิทธิในการเรียกร้องค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระและเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวในฐานะเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทณันฐเขตร์ฯ และเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้ากับบริษัทณันฐเขตร์ฯ เพื่อก่อสร้างปรับปรุงอาคารตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์อันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมอาคารของจำเลย เมื่อสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญและจำเป็นเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผล อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทอนิเมเซีย จำกัด โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอนิเมเซีย จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2558
#578942
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับที่ดินให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดลำปาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นางสมคิด รูดิเกียร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ ๑ เทศบาลนครลำปาง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๘/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๔๔๒๔๖ ตำบลชมพู อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เนื้อที่ ๑ งาน ๘๗.๔ ตารางวา ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ปรากฏว่ามีถนนและท่อระบายน้ำในที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชำระค่าหน้าดินและย้ายท่อระบายน้ำออกจากที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า กรณีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชำระค่าหน้าดินและย้ายท่อระบายน้ำออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๒๔๖ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยไม่ตรวจสอบแนวเขตของถนนที่จะก่อสร้างเพื่อนำไปคำนวณค่าก่อสร้างและจัดทำแบบแปลนการก่อสร้าง ทำให้แนวเขตโครงการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับที่ดินให้กลับคืนสภาพเดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาท โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในขณะนั้นอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์ หลังการก่อสร้างประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ได้ก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำทิ้งในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดี แต่สร้างบนที่ดินพิพาทที่ได้มีการแบ่งหักเป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีรู้ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำโดยไม่ตรวจสอบแนวเขตของถนนที่จะก่อสร้างเพื่อนำไปคำนวณค่าก่อสร้างและจัดทำแบบแปลนการก่อสร้างตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้แนวเขตโครงการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับที่ดินให้กลับคืนสภาพเดิม โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เทศบัญญัติ และนโยบาย ตามมาตรา ๔๘ เตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำในเขตเทศบาลนครลำปาง ตามมาตรา ๕๐(๑) มาตรา ๕๓(๑) และมาตรา ๕๖(๑) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มีฐานะเป็นทบวงการเมือง ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองดำเนินโครงการก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย เมื่อมีการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาที่ศาลปกครองต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้หรือไม่นั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยในหลายประเด็นปัญหาที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาว่าการก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าวแม้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น ศาลปกครองจึงสามารถนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทคดีนี้ได้นอกจากนี้มาตรา ๗๑(๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดลำปางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จากการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาท ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีและปรับที่ดินพิพาทให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า เจ้าของที่ดินพิพาทเดิมอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อเป็นทางสาธารณะประโยชน์ ภายหลังที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาทแล้ว ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ที่พิพาทจึงเป็นสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนี้ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองสร้างถนนและท่อระบายน้ำหรือที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ ๔๔๒๔๖ แต่ถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับที่ดินให้กลับคืนสภาพเดิม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก่อสร้างถนนและท่อระบายน้ำในที่ดินพิพาท โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในขณะนั้นอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีรู้ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมคิด รูดิเกียร์ ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ ๑ เทศบาลนครลำปาง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมคิด รูดิเกียร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีนครลำปาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2558
#578941
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ที่ธรณีสงฆ์) ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการรังวัด ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าการออกโฉนดที่ดินดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิด และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ผู้อื่นออก น.ส. ๓ ก. ทับที่ดินของวัด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๗/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๖ นายสุชาโณ ขาวสำลี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่แตง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๗๙/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๑๗ ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๗๘๙ ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ให้แก่วัดสันป่าสัก (ที่ธรณีสงฆ์) โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการรังวัด เป็นเหตุให้มีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขายหรือโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๗๘๙ ซึ่งออกทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลมีคำสั่งเรียกวัดสันป่าสัก และกรมที่ดินเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอด โดยกำหนดให้วัดสันป่าสัก เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และกรมที่ดิน เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินได้ดำเนินการถูกต้อง ตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๗๘๙ มีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ถูกนายสมบูรณ์ พรมมินทร์ ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ ทับที่ดินของวัด ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาด โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ออกทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทโฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การออกโฉนดที่ดินจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณา และศาลปกครองจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีแต่ประการใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ เป็นของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๗๘๙ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (ที่ธรณีสงฆ์) โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมในการรังวัด เป็นเหตุให้มีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๗๘๙ และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ให้การทำนอง เดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินได้ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๗๘๙ แต่ถูกผู้อื่นดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๑๗ ทับที่ดินของวัด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ธรณีสงฆ์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุชาโณ ขาวสำลี ผู้ฟ้องคดี สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่แตง ที่ ๑ วัดสันป่าสัก ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุชาโณ ขาวสำลี
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงหใม่ สาขาแม่แตง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2558
#588345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพบว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ก่อสร้างกำแพงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์และพร้อมรื้อถอนกำแพงที่รุกล้ำเข้ามา จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการที่เจ้าของเดิมอุทิศให้เพื่อใช้สร้างอาคารสถานีทวนสัญญาณ จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารจนถึงปัจจุบัน โดยเจตนาเป็นเจ้าของจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้าง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๖/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดตราด

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตราดโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ บริษัทมีย์ แอนด์ มา เรียลเอสเตท จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลจังหวัดตราด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๖/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๑ เลขที่ดิน ๘ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๑๑.๑ ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๐ เลขที่ดิน ๙ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เนื้อที่ ๓ งาน ๒๗.๔ ตารางวา เดิมที่ดินของโจทก์กับจำเลยเป็นของบุคคลเดียวกัน ต่อมาเจ้าของเดิมได้ออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงย่อย ทำให้ที่ดินทั้งสองแปลง มีเนื้อที่ติดต่อกัน จำเลยใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยการก่อสร้างอาคารเป็นที่ทำการสาขาคลองใหญ่ เพื่อธุรกิจให้บริการลูกค้า สร้างเสาสัญญาณสูง และบ้านพักคนสวน ภายหลังโจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๖๗๑ พบว่าจำเลยก่อสร้างกำแพงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รวมเนื้อที่ประมาณ ๘๓ ตารางวา ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงโฉนดเลขที่ ๖๗๑ และพร้อมรื้อถอนกำแพงที่รุกล้ำเข้ามา กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๐ เลขที่ดิน ๙ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยได้รับการยกให้จากนายธนิต ไตรวุฒิ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เพื่อให้จำเลยก่อสร้างอาคารสถานีทวนสัญญาณ รวมเนื้อที่ ๑ ไร่ ต่อมา วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ นางแน่งน้อย ไตรวุฒิ ผู้รับสิทธิการให้จากนายธนิตโอนที่ดินให้แก่จำเลย และจำเลยครอบครองที่ดินและอาคารจนถึงปัจจุบันเป็น เวลา ๒๙ ปี โดยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้าง คิดเป็นเนื้อที่ ๘๓ ตารางวา การยกให้ที่ดินแก่จำเลยของนายธนิตเป็นการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินย่อมตกเป็นที่สาธารณะทันที ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาขอ ศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตราดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาบังคับจำเลยให้แก่โจทก์ ตามคำขอท้ายฟ้องนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินบริเวณที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ ๘๓ ตารางวา โจทก์หรือจำเลยบุคคลใดจะมีสิทธิดีกว่ากันแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นข้อพิพาทอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยเป็นบริษัทมหาชน แต่ในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน ซึ่งมีการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ถือว่าจำเลยเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายในการจัดให้มีสิ่งปลูกสร้างเพื่ออำนวยประโยชน์แก่การบริการสาธารณะ การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งให้รื้อถอนกำแพง เสาสูง และบ้านพักคนสวน อันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีไว้เพื่อการบริการสาธารณะออกไปจากที่ดินส่วนที่รุกล้ำ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๑ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๗๐ เดิมที่ดินของโจทก์กับจำเลยเป็นของบุคคลเดียวกัน ต่อมาเจ้าของเดิมได้ออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงย่อย ทำให้ที่ดินทั้งสองแปลง มีเนื้อที่ติดต่อกัน จำเลยใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยการก่อสร้างอาคารเป็นที่ทำการสาขาคลองใหญ่ เพื่อธุรกิจให้บริการลูกค้า สร้างเสาสัญญาณสูงและบ้านพักคนสวน ภายหลังโจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๖๗๑ พบว่าจำเลยก่อสร้างกำแพงรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รวมเนื้อที่ประมาณ ๘๓ ตารางวา ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงโฉนดเลขที่ ๖๗๑ และพร้อมรื้อถอนกำแพงที่รุกล้ำเข้ามา กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยโดยการอุทิศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ของเจ้าของที่ดินเดิมตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จำเลยครอบครองที่ดินและอาคารจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๙ ปี โดยเจตนาเป็นเจ้าของจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทในส่วนที่โจทก์กล่าวอ้าง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่น ได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทมีย์ แอนด์ มา เรียลเอสเตท จำกัด โจทก์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมีย์ แอนด์ มา เรียลเอสเตท จำกัด
จำเลย — บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2558
#581503
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับน้องชายโจทก์และได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ให้แก่ผู้มีชื่อแต่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ โดยสำคัญผิดว่าอยู่ติดกับโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินที่พิพาท ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินที่พิพาท ในระหว่างพิจารณาคดี ผู้มีชื่อยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ตำบล โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินของตน ซึ่งคชก. ตำบล และ คชก. จังหวัดมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าเช่านา คำวินิจฉัยของ คชก. ทั้งสองชุดจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมและคำวินิจฉัยของ คชก. ที่พิพาททั้งสองชุด จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๕ ให้การว่า ประเด็นที่โจทก์อ้างว่ามีการโอนที่ดินผิดแปลงนั้น คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เมื่อผู้มีชื่อนั้นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่านาตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดชัยนาท

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชัยนาทโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ นางกาญจนา โพธิ์เลื้อย โจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิทวัส มุขเฉลิมวงศ์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๕ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดชัยนาท เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๗๓๙/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗, ๒๗๓๓๔ และ ๒๗๖๓๘ ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ มีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลโพนางดำตก ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลโพนางดำตก โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๖๓๘ ร่วมกับนายเทียนชัย โพธิ์เลื้อย น้องชายโจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นคณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) ประจำตำบลโพนางดำตก จำเลยที่ ๑๔ ถึงที่ ๒๕ เป็น คชก. ประจำจังหวัดชัยนาท โจทก์และนายเทียนชัยขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ให้แก่นางพิชญามณฑ์หรือสุภัค เทียนบางธัญโรจ หรือเทียนบาง และโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๖๓๘ ให้โดยสำคัญผิดว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ อยู่ติดกับโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ จึงเป็นการจดทะเบียนโอนขายที่ดินผิดแปลง หลังจากขายแล้วนางพิชญามณฑ์ครอบครองทำประโยชน์ในโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ส่วนโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ มาโดยตลอด ต่อมาโจทก์และนายเทียนชัยทราบว่าจดทะเบียนโอนขายที่ดินผิดแปลงจึงแจ้งให้นางพิชญามณฑ์ทำการโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ คืน แต่นางพิชญามณฑ์เพิกเฉย จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดชัยนาทเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๐๒/๒๕๕๕ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ ในระหว่างพิจารณาคดีนางพิชญามณฑ์ยื่นคำร้องต่อ คชก. ตำบลโพนางดำตก ขอให้พิจารณากำหนดค่าเช่านาโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ จากนางพิชญามณฑ์ ต่อมา คชก. ตำบลโพนางดำตก มีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าเช่านาแก่นางพิชญามณฑ์ โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลจังหวัดชัยนาทมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๕๗๖/๒๕๕๖ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๖๓๘ ดังกล่าว จากนั้น คชก. จังหวัดชัยนาท มีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลโพนางดำตก คำวินิจฉัยของ คชก. ทั้งสองชุดจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมและคำวินิจฉัยของ คชก. ที่พิพาททั้งสองชุด

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๕ ให้การว่า ประเด็นที่โจทก์อ้างว่ามีการโอนที่ดินผิดแปลงนั้น คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เมื่อนางพิชญามณฑ์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่านาตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลโพนางดำตก และ คชก. จังหวัดชัยนาท เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าเช่านาและยังไม่ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงยังมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยทั้งยี่สิบห้าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของ คชก. ตำบลและ คชก. จังหวัดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ มีลักษณะเป็นการรับรองสิทธิของเอกชน คือ ผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจที่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ประกอบกับโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗, ๒๗๓๓๔ และ ๒๗๖๓๘ โดยได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ให้แก่นางพิชญามณฑ์ แต่จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๖๓๘ ให้แก่นางพิชญามณฑ์ผิดแปลง โจทก์จึงยื่นฟ้องนางพิชญามณฑ์ต่อศาลจังหวัดชัยนาทขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าว นางพิชญามณฑ์ให้การต่อสู้อ้างว่าโจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ ให้แก่ตน และตนได้ให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวทำนา ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว คชก. ตำบลโพนางคำตกมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าเช่านาแก่นางพิชญามณฑ์ โจทก์อุทธรณ์ต่อ คชก. จังหวัดชัยนาท ซึ่งก่อน คชก. จังหวัดชัยนาทจะมีคำวินิจฉัย ศาลจังหวัดชัยนาทมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นกรณีที่โจทก์และนางพิชญามณฑ์มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในคดีอื่นของศาลยุติธรรม ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ยุติว่า นาที่นางพิชญามณฑ์อ้างว่าให้โจทก์เช่านั้นเป็นของนางพิชญามนฑ์หรือโจทก์ เมื่อคดีนี้มีประเด็นหลักที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า นาที่อ้างว่ามีการเช่านั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือนางพิชญามณฑ์ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นกรรมการใน คชก. ตำบลโพนางดำตก และจำเลยที่ ๑๔ ถึงที่ ๒๕ เป็นกรรมการใน คชก. จังหวัดชัยนาท จึงเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อพิพาทและเป็นคณะกรรมการที่มีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น มติของ คชก. ตำบลโพนางดำตก และของ คชก. จังหวัดชัยนาท ที่พิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาท จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลว่ามติของ คชก. ตำบลโพนางดำตกและมติของ คชก. จังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งประสงค์ให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนมติของ คชก. ตำบลโพนางดำตก และมติของ คชก. จังหวัดชัยนาท เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงมิได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีที่คดีนี้อาจมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของนางพิชญามณฑ์หรือสุภัค เทียนบางธัญโรจหรือเทียนบาง นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยข้อหนึ่งของประเด็นพิพาทหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า มติของ คชก. ตำบลโพนางดำตก และของ คชก. จังหวัดชัยนาท ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร และแม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ของนาพิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นกฎหมายทั่วไป แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะที่จะนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ประกอบกับตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใด ๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับน้องชายโจทก์และได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ และ ๒๗๓๓๔ ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ให้แก่นางพิชญามณฑ์ แต่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ ให้โดยสำคัญผิดว่าที่ดินอยู่ติดกับโฉนดเลขที่ ๑๓๐๑๗ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดชัยนาทขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๗๖๓๘ ศาลจังหวัดชัยนาทมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินที่พิพาท ในระหว่างพิจารณาคดี นางพิชญามณฑ์ยื่นคำร้องต่อ คชก. ตำบลโพนางดำตก โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินของตน ซึ่งคชก. ตำบลโพนางดำตก และ คชก. จังหวัดชัยนาทมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ชำระค่าเช่านา คำวินิจฉัยของ คชก. ทั้งสองชุดจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมและคำวินิจฉัยของ คชก. ที่พิพาททั้งสองชุด จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๕ ให้การว่า ประเด็นที่โจทก์อ้างว่ามีการโอนที่ดินผิดแปลงนั้น คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เมื่อนางพิชญามณฑ์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์จึงต้องชำระค่าเช่านาตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางกาญจนา โพธิ์เลื้อย โจทก์ นายวิทวัส มุขเฉลิมวงศ์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒๕ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา โพธิ์เลื้อย
จำเลย — นายวิทวัส มุขเฉลิมวงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 25 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2558
#578940
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาและถูกควบคุมในห้องขังสถานีตำรวจภูธร เจ้าหน้าที่สิบเวรผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษากุญแจห้องขังพบเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจ ตามหน้าที่ต้องเปิดประตูห้องขังนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย แต่กลับแจ้งเหตุและรอคำสั่งผู้บังคับบัญชาแล้วจึงช่วยเหลือผู้ต้องหาในห้องขังทำให้เพลิงไหม้ห้องขังและผู้ต้องหาถูกไฟคลอกเสียชีวิตนั้นเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจควบคุมของเจ้าหน้าที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔/๑ บัญญัติให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังศาล ถ้าไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทำการ อันเป็นขั้นตอนการดำเนินการที่กำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา และตามมาตรา ๒ (๑) ก็บัญญัติว่า "ศาล" หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นศาลที่มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ ศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา แม้ผู้ฟ้องจะบรรยายฟ้องในทำนองว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดไปลงโทษทางอาญา เมื่อมีความเสียหายหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ นางสุรินทร์ เนตรพลับ ที่ ๑ นางสาวจินตนา เกษลักษณ์ ที่ ๒ นายจักรพันธ์ สรงภู่ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๔๕/๒๕๕๗ ความว่า นายเจิด สรงภู่ เป็นบุตรของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเป็นบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒๒.๓๐ นาฬิกา ข้อหาพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีพันตำรวจโทชำนาญ วงศ์ศรีเผือก เป็นพนักงานสอบสวน ระหว่างที่นายเจิดถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขังของสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๐๓.๔๐ นาฬิกา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจภูธรไทรน้อย ขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่บนสถานีตำรวจหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้อยตำรวจตรี สมรัก เย็นสบาย เจ้าหน้าที่สิบเวร นั่งปฏิบัติหน้าที่เวรยามที่โต๊ะทำงานตั้งอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือหน้าห้องขังขณะนั้น มีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องหาและเก็บรักษากุญแจห้องควบคุมผู้ต้องหา เมื่อเห็นอยู่แล้วว่าเพลิงที่ลุกไหม้กำลังลุกลามหรือไหม้ห้องควบคุมผู้ต้องหา ซึ่งตามอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขัง อีกทั้งตามวิสัยและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะต้องรีบเปิดประตูห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขัง เพื่อนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย อันเป็นหน้าที่ของตนตามกฎหมายโดยตรงและหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมแต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวกลับไปแจ้งเหตุเพลิงไหม้และรอรับคำสั่งจากพันตำรวจโท ชำนาญ วงศ์ศรีเผือก ต่อเมื่อได้รับคำสั่งแล้วจึงได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ต้องขังแต่ด้วยเหตุที่เวลาได้ล่วงเลยไปจนไม่อาจช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทำให้เพลิงได้ลุกไหม้ห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขัง เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขังในขณะนั้นทั้งหมดรวม ๔ คน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาห้องขัง ซึ่งในจำนวนนั้นมีนายเจิด บุตรชายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเป็นบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ รวมอยู่ด้วย การเสียชีวิตของนายเจิด จึงเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ขณะเกิดเหตุสิบเวรผู้พบเหตุเพลิงไหม้และพยายามเข้าช่วยผู้ต้องหาในห้องควบคุมแต่ไม่สามารถช่วยได้ทัน เนื่องจากมีกลุ่มควันดำหนาทึบพร้อมไอความร้อนลอยออกมาจากห้องควบคุมผู้ต้องหาและลุกลามอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถไขกุญแจได้เพราะสำลักควันไฟและได้รับบาดเจ็บไฟลวกที่เส้นผมและมือ เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาเสียชีวิต ผลการตรวจที่เกิดเหตุเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการสะสมความร้อน อาร์คหรือสปาร์คที่ขายึดขั้วหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ติดอยู่กับคานคอนกรีตกลางห้องเก็บของ เมื่อพลาสติกขายึดขั้วหลอดได้รับความร้อนสะสมมากจนเกิดการลุกไหม้ลามไปยังห้องควบคุมผู้ต้องหาซึ่งอยู่ติดกัน จึงเป็นอุบัติเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้และไม่ได้เกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้เนื่องจากไม่แน่ชัดว่าเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูและผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การตายของนายเจิดเกิดขึ้นขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้จับกุมตัวนายเจิดมาดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย ความตายของนายเจิดหากเกิดความเสียหายขึ้นแก่บุคคลใดย่อมเป็นความเสียหายที่เกิดจากเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายบังคับให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นเรื่องขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี จับกุมนายเจิด ทรงภู่ เพื่อดำเนินคดีอาญา ในระหว่างควบคุมตัวไว้ในห้องควบคุมผู้ต้องหาบนสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๐๓.๔๐ นาฬิกา ได้เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้สถานีตำรวจภูธรไทรน้อย ขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย สังกัดผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่บนสถานีตำรวจหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้อยตำรวจตรี สมรัก เย็นสบาย เจ้าหน้าที่สิบเวร ได้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามอยู่ในขณะนั้น มีโต๊ะทำงานอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขัง มีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องหาและเก็บรักษากุญแจห้องควบคุมผู้ต้องหา เมื่อเห็นอยู่แล้วว่าเพลิงที่ลุกไหม้กำลังลุกลามและไหม้ห้องควบคุมผู้ต้องหา ซึ่งตามอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขัง อีกทั้งตามวิสัยและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะต้องรีบเปิดประตูห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขังเพื่อนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย อันเป็นหน้าที่ของตนตามกฎหมายโดยตรงและเป็นหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรม แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวกลับไปแจ้งเหตุเพลิงไหม้และรอรับคำสั่งจากพันตำรวจโทชำนาญ วงศ์ศรีเผือก ต่อเมื่อได้รับคำสั่งแล้วจึงย้อนกลับไปช่วยเหลือผู้ต้องขัง แต่ด้วยเหตุที่เวลาได้ล่วงเลยไปจนไม่อาจช่วยเหลือได้ทันท่วงทีทำให้เพลิงได้ลุกไหม้ห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขัง เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขังในขณะนั้นทั้งหมดรวม ๔ คน ถูกไฟคลอกเสียชีวิตคาห้องขัง ซึ่งในจำนวนนั้นมีนายเจิด สรงภู่ บุตรชายของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และเป็นบิดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ รวมอยู่ด้วย ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงยื่นฟ้องต่อศาลเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีจึงเห็นได้ว่า การฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด ที่เกิดจากการจับกุมหรือการคุมขังนายเจิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากแต่เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิด อันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีไม่รีบเปิดประตูห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขัง เพื่อนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่าขณะนั้นไฟกำลังลุกลามและไหม้ห้องควบคุมผู้ต้องหา และโดยที่หน้าที่ดังกล่าว เป็นหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องขัง ซึ่งเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นอำนาจหน้าที่ในทางปกครองโดยแท้และเป็นอำนาจหน้าที่ที่แยกต่างหากอย่างชัดเจนจากอำนาจในการจับกุม สอบสวนหรืออำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อนายเจิด ในข้อหาพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ใช่อำนาจตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิดในคดีอาญา คำฟ้องคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ บัญญัติว่า เจ้าพนักงานต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๘๓ โดยทันที และเมื่อถึงที่นั้นแล้วให้ส่งตัวผู้ถูกจับแก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไปและมาตรา ๘๗ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี การที่พันตำรวจโทชำนาญ วงศ์ศรีเผือก พนักงานสอบสวนและร้อยตำรวจตรีสมรัก เย็นสบาย ควบคุมตัวนายเจิดไว้ที่ห้องควบคุมสถานีตำรวจภูธรไทรน้อยจึงเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๗ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๗ วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวและมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวนหรือทำการฟ้องคดี ให้นำตัวผู้ถูกจับไปส่งศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน นายเจิดถูกจับกุมเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลา ๒๒.๓๐ นาฬิกา ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจภูธรไทรน้อยเกิดเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๓.๔๐ นาฬิกา ซึ่งนับแต่นายเจิดถูกจับกุมและควบคุมตัวจนกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ยังไม่พ้นระยะเวลา ๔๘ ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา ๘๗ วรรคสาม กำหนดให้พนักงานสอบสวนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เป็นระยะเวลา ๔๘ ชั่วโมง การที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องควบคุมสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย และเป็นเหตุให้นายเจิดถึงแก่ความตาย กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดซึ่งเกิดจากการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ทั้งได้กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิพากษาคดีอาญาในเรื่องนั้น ๆ เป็นศาลที่มีเขตอำนาจด้วย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมดำเนินคดีอาญาและถูกควบคุมในห้องขังสถานีตำรวจภูธรไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่สิบเวรผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษากุญแจห้องขังพบเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจ ตามอำนาจหน้าที่ต้องเปิดประตูห้องขังเพื่อนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย แต่กลับแจ้งเหตุและรอคำสั่งผู้บังคับบัญชาสั่งการแล้วจึงช่วยเหลือผู้ต้องหาในห้องขังทำให้เพลิงไหม้ห้องขังและผู้ต้องหาถูกไฟคลอกเสียชีวิตนั้น เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า สิบเวรผู้พบเหตุไม่สามารถช่วยได้ทันเนื่องจากสำลักควันไฟและได้รับบาดเจ็บไฟลวก สาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากอุบัติเหตุและไม่ได้เกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจควบคุมของเจ้าหน้าที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔/๑ บัญญัติให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังศาล ถ้าไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทำการ อันเป็นขั้นตอนการดำเนินการที่กำหนดให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา และตามมาตรา ๒ (๑) ก็บัญญัติว่า "ศาล" หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นศาลที่มีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ ศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจเกี่ยวกับคดีอาญา แม้ผู้ฟ้องจะบรรยายฟ้องในทำนองว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดไปลงโทษทางอาญา เมื่อมีความเสียหายหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสุรินทร์ เนตรพลับ ที่ ๑ นางสาวจินตนา เกษลักษณ์ ที่ ๒ นายจักรพันธ์ สรงภู่ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุรินทร์ เนตรพลับ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2558
#581502
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานทางปกครองอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาซื้อขายกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต เพื่อนำมาเป็นวัสดุอุปกรณ์จัดสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมือง ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ซึ่งเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยกร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๔/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต รวม ๑๙ รายการ เป็นเงิน ๔,๖๐๐,๐๐๐ บาท กับผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำสิ่งของตามสัญญาซื้อขายเป็นวัสดุอุปกรณ์จัดสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีได้ทำการส่งสิ่งของตามรายการสัญญาซื้อขายแล้ว แต่มีปัญหาในการตรวจรับสิ่งของตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้พยายามติดต่อประสานงานเพื่อหาข้อสรุปในการส่งสิ่งของทั้งหมดตามสัญญาให้ครบในแต่ละงวด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ยอมรับการติดต่อประสานงาน และได้มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญา แจ้งให้ชำระค่าปรับ ค่าความเสียหายจากการทิ้งงาน และสงวนสิทธิยึดหลักประกันสัญญา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การยกเลิกสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๓๗ และข้อ ๑๓๘ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๑๗๗,๑๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้เงินค่าเสียหายค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันสัญญา จนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะคืนหนังสือค้ำประกันสัญญาให้กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหนังสือค้ำประกันสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ส่งมอบวัสดุให้ครบตามจำนวนที่กำหนดตามสัญญา และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือเร่งรัดให้ส่งมอบวัสดุ แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยังเพิกเฉย เป็นเหตุให้ผู้ควบคุมงานขาดวัสดุใช้งานและไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานได้ ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหาย และเกษตรกรจะได้รับผลกระทบจากการไม่ได้รับการจัดสรรน้ำตามกำหนด ผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาซื้อขายกับผู้ฟ้องคดีชอบด้วยข้อสัญญาซื้อขาย จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีมีฐานะเป็นกรม มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือกัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่ง ระบาย หรือแบ่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน การสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม ดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันความเสียหาย อันเกิดจากน้ำ ความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบและการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน ตลอดจนดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นแผนงานประจำปีของกรมชลประทาน จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมชลประทาน หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจาก ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต รวม ๑๙ รายการ เป็นเงิน ๔,๖๐๐,๐๐๐ บาท กับผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำสิ่งของตามสัญญาซื้อขายเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสัญญาซื้อขายที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ที่จะนำสิ่งของตามสัญญาซื้อขายเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน อันถือเป็นการจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผลด้วย กล่าวคือ หากไม่มีกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต ย่อมไม่อาจก่อสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีให้บรรลุผลได้ ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ ตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕๙/๒๕๕๗ ที่ ๑๐๖/๒๕๕๖ และที่ ๙๓/๒๕๕๖ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ในการส่งมอบทรัพย์หรือสิ่งของที่ตกลงซื้อขายต่อกันให้ผู้ถูกฟ้องคดี โดยไม่มีหน้าที่ดำเนินการต่อไปแต่อย่างใดในการให้บริการสาธารณะตามโครงการหรือวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดี กล่าวโดยเฉพาะคือ ผู้ฟ้องคดีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือมีหน้าที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดๆ ในการก่อสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงสร้างระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะ ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์เป็นไปตามคุณสมบัติ และตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญาพิพาท โดยไม่ปรากฏในข้อสัญญาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเหนือที่จะชะลอไม่ให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ได้หรือให้ส่งวัสดุอุปกรณ์มากกว่าที่กำหนดในสัญญา หากผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญา ทั้งผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ส่งมอบวัสดุอุปกรณ์โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า โครงการระบบส่งน้ำรางน้ำดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้ว ไม่คำนึงว่ามีการชะลอโครงการเนื่องจากนโยบายของรัฐหรือไม่ หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถก่อสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ หรืออาคารดังกล่าว หรือก่อสร้างล่าช้า ผู้ฟ้องคดีก็ไม่ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมเป็นพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีต้องใช้ความรู้ความสามารถเป็นพิเศษแตกต่างจากผู้ประกอบการที่ขายวัสดุอุปกรณ์เช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดี วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีขายตามท้องตลาด มิได้มีลักษณะพิเศษหรือหายากแต่ประการใด มีผู้ประกอบการในการขายสินค้าดังกล่าวอยู่ทั่วไป ดังนั้น ข้อตกลงในสัญญาพิพาทจึงมิได้มีลักษณะพิเศษแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เมื่อผู้ฟ้องคดีส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายต่อกันเป็นไปตามสัญญาย่อมสิ้นความผูกพันกับผู้ถูกฟ้องคดี หรือหากจะต้องมีความรับผิดหรือเกี่ยวข้องอยู่ต่อไปก็เป็นเพียงความรับผิดหรือเกี่ยวข้องในความชำรุดบกพร่องเสียหายของทรัพย์ตามสัญญาซื้อขายต่อกันเท่านั้น ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นตัวเงิน มิได้มีคำขอพิเศษอื่นใดที่ระงับโครงการระบบส่งน้ำดังกล่าวแต่อย่างใด การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามข้อพิพาททางแพ่งที่คู่สัญญาเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา ลักษณะ ๑ เท่านั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาเท่านั้น มิใช่เป็นสัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑/๒๕๕๕

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต รวม ๑๙ รายการ กับผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อนำมาเป็นวัสดุอุปกรณ์จัดสร้างระบบส่งน้ำรางน้ำ คสล. และอาคารประกอบโครงการระบบส่งน้ำลำเหมืองกันเจ๊าะ ผู้ฟ้องคดีได้ส่งสิ่งของตามรายการสัญญาซื้อขายแล้ว แต่มีปัญหาในการตรวจรับสิ่งของตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา แจ้งให้ชำระค่าปรับ ค่าความเสียหายจากการทิ้งงาน และสงวนสิทธิยึดหลักประกันสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหนังสือค้ำประกันสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว สาระสำคัญของสัญญาไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีและวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ คงมีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้ผู้ฟ้องคดีจัดหาและส่งมอบกรวดเบอร์ ๒ - แผ่นใยใส่รอยต่อคอนกรีต รวม ๑๙ รายการ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้ในกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้ทำบริการสาธารณะ สัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ดังนี้ แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยกร ผู้ฟ้องคดี กรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพยกร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2558
#578826
เปิดฉบับเต็ม

วันเวลาที่เกิดเหตุมีผู้ก่อความรุนแรงใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.๔๓๐๒ มีการยิงตอบโต้กัน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งอยู่ในรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพิพาทในมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่ อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งห้า ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ นายยา ดือราแม ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กองทัพบก ที่ ๑ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๕ ขณะเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่รถยนต์กระบะซึ่งมีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ขับและเป็นเจ้าของ โดยมีผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ และบุคคลอื่นนั่งโดยสารมาด้วย ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับอันตรายแก่กาย อนามัยและจิตใจอย่างสาหัสเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยราชการต้นสังกัด จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ในวันเวลาที่เกิดเหตุผู้ก่อความรุนแรงใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.๔๓๐๒ จึงได้มีการสกัดเส้นทางที่เชื่อว่าคนร้ายจะหลบหนีภายหลังได้พบรถยนต์ต้องสงสัยและเข้าตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าวและให้คนในรถยนต์ลงจากรถ แต่รถยนต์คันดังกล่าวได้ขับถอยหลังลงเนินและมีคนกระโดดลงจากรถพร้อมมีเสียงปืนดังขึ้น จำนวน ๒ นัด และมีการยิงตอบโต้กัน เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๔๓ กองร้อยทหารพรานที่ ๔๓๐๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยอำนาจกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงเป็นเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ มิได้กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ ทั้งยังมีการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายแล้ว จำนวนค่าเสียหายเกินจริงและไม่มีหลักฐาน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การดำเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีลักษณะเป็นคดีปกครองแม้มาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้กำหนดให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตาม แต่การที่พระราชบัญญัติดังกล่าวได้มีบทบัญญัติมาตรา ๑๗ เป็นอีกมาตราหนึ่งต่างหากและไม่ได้บัญญัติถ้อยคำกำหนดขอบเขตการบังคับใช้ว่าต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๖ ด้วย ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวยังคงเคารพและให้ความสำคัญต่อหลักการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลอยู่เสมอ กรณีไม่อาจแปลความไปถึงขนาดที่ว่าการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นความรับผิดของรัฐนั้น บุคคลผู้เสียหายจะถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิ โดยถูกจำกัดสิทธิหรือห้ามมิให้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง มาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้รับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายเอาไว้ โดยให้รัฐเป็นผู้รับผิดและให้การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นไปตามกฎหมาย หลักที่กำหนดเรื่องนี้ไว้ อันได้แก่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมายถึงการใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในเรื่องความรับผิดของรัฐที่รับรองไว้อย่างชัดแจ้ง โดยมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตรงกันว่าเหตุพิพาทเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เห็นได้ว่า ไม่ได้มีบทบัญญัติเป็นการเฉพาะ ยกเว้นไม่ให้อยู่ในบังคับกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ส่วนบทบัญญัติมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวที่กำหนดมิให้บุคคลใดฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร อันเนื่องมาจากการปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติที่คุ้มครองตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ให้ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวจากการปฏิบัติงานเท่านั้น หาได้เป็นบทบัญญัติที่ลิดรอนหรือตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่อย่างใด

นอกจากนี้การใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ก็ดีหรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้กำหนดช่องทางให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับใด สามารถขอรับความช่วยเหลือจากรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อันเป็นระบบการพิจารณาและการดำเนินการในทางปกครองโดยตรง ดังนั้นคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ วรรคสอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เป็นข้อโต้แย้งที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงของเรื่องที่ปรากฏว่า พื้นที่ที่เกิดเหตุในคดีนี้อยู่ในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นเขตท้องที่ที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วพื้นที่ในจังหวัดปัตตานีจึงมิได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่มีอำนาจ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ทั้งยังเป็นข้อโต้แย้งที่ขัดกับคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเอง จึงไม่สมควรนำข้อโต้แย้งดังกล่าว มาเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยในการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปัตตานีพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจากมูลคดีดังกล่าว ย่อมต้องนำกฎหมายทั้งสองฉบับมาใช้บังคับ ทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งต้องนำมาบังคับใช้ร่วมด้วย ทั้งนี้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ บัญญัติว่า "บรรดาข้อกำหนดประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง " วรรคสอง บัญญัติว่า "การดำเนินคดีใดๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนดประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม" ความหมายของคำว่า "การดำเนินคดีใด ๆ" หมายถึง การดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ การสั่งรับฟ้องไปจนถึงการมีคำพิพากษาและการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นไม่อาจใช้วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้เลยและจะนำระเบียบอื่นใดที่มีฐานะรองจากที่กฎหมายบัญญัติมาตีความให้ผิดไปจากเจตนารมณ์ตามกฎหมายหลักว่า คดีอยู่ในอำนาจศาลใดนอกเหนือไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้ ศาลปกครองจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเหล่านี้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท มาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันเวลาที่เกิดเหตุมีผู้ก่อความรุนแรงใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงใส่ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.๔๓๐๒ มีการยิงตอบโต้กัน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ซึ่งอยู่ในรถยนต์กระบะคันที่เกิดเหตุ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งได้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่รถยนต์กระบะซึ่งมีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้ขับ โดยมีผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ และบุคคลอื่นนั่งโดยสารมาด้วย เห็นว่าขณะเกิดเหตุพิพาทในคดีนี้ มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนด ดังกล่าวบัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิด ผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณา โดยศาลเดียวกัน ดังนั้นคดีนี้การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายยา ดือราแม ที่ ๑ กับพวกรวม ๕ คน ผู้ฟ้องคดี กองทัพบก ที่ ๑ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายยา ดือราแม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพบก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ