คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 31/2558
#578544
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้จ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๗ นางสาวสายทิพย์ รุ่งภักดีสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมสรรพสามิต ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๓/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกให้ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ โดยผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกตามใบจองเลขที่ ๐๕๐/๐๖/๒๕๕๕ GR ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และได้รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีมีอายุ ๒๑ ปี ๑ เดือน ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก โดยมีเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามเงื่อนไขการได้รับคืนเงินสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกกำหนดว่า ผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปี บริบูรณ์ขึ้นไป และการคืนเงินจะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ครบ ๑ ปี ไปแล้ว โดยคืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคัน แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบรถยนต์ ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับคืนเงินภาษีตามโครงการดังกล่าว จึงมีหนังสือติดตามผลการคืนภาษีไปยังผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีว่าขณะผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์มีอายุ ๒๐ ปี ๙ เดือน จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเงื่อนไขระบุไว้เพียงว่าผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปี บริบูรณ์ ไม่ได้ระบุว่าผู้ซื้อต้องจองขณะมีอายุ ๒๑ ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้รับคืนภาษี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลได้ต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจองหรือซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสิทธิในการขอใช้สิทธิรับคืนภาษี ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๐ ปี ๙ เดือน ถือว่าไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรก โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกและได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคำขอและเอกสารประกอบคำขอใช้สิทธิของผู้ฟ้องคดีแล้วแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามมาตรการดังกล่าว เนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และไม่ได้ส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามแนวทางการปฏิบัติงานที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกแก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า การขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องการขอให้คืนภาษีสรรพสามิตทางอ้อม ข้อพิพาทดังกล่าวระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรและข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร นั้น เห็นว่า เงินที่รัฐนำมาจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกเป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินและให้กระทรวงการคลังเสนอขอตั้งงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่ภาษีอากรที่ได้เรียกเก็บจากผู้ชำระภาษีการจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าว จึงมิใช่การคืนภาษีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง อีกทั้งผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิ ซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์มิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมมาตรการรถยนต์คันแรก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่อนุมัติขยายระยะเวลาการรับและส่งมอบรถยนต์รวมถึงเอกสารหลักฐานบางรายการในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกนั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบมาตรการรถยนต์คันแรกเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการดำเนินการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ใช้สิทธิมีคุณสมบัติและปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ก็จะเสนอให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินต่อไป ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมในทางแพ่งเพราะคณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ใช้อำนาจทางปกครองซึ่งจะทำให้มีสถานะเหนือกว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิรวมทั้งผู้ฟ้องคดี หากแต่อยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน ประกอบกับมาตรการรถยนต์คันแรกไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่จะเข้าลักษณะเป็นกฎตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติมิได้ถูกบังคับว่าจะต้องใช้สิทธิ หากแต่อยู่ที่ความสมัครใจ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ อันเป็นการกระทำในฐานะคู่สัญญาในทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ และเงินที่คืนให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็มิใช่เงินภาษีสรรพาสามิต แต่เป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี โดยจ่ายให้ตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกและได้รับมอบรถยนต์แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ได้รับคืนภาษี ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่อายุไม่ครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า โครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค ด้วยการให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่าย ถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานและการจ่ายเงิน โดยให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐานและกรมบัญชีกลางเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ อันจะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์คันแรกมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่เป็นมาตรการที่ออกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์การขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวแยกต่างหากจากการคืนภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้มาตรการรถยนต์คันแรกยังกำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้คืนเงิน ส่วนกรมสรรพสามิตคงมีหน้าที่รับคำขอคืนและประสานภายในกับกรมบัญชีกลาง ส่วนทางด้านผู้ขอคืนนั้น กำหนดให้คืนแก่ผู้ซื้อโดยตรง มิใช่คืนให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ อีกทั้งเป็นกรณีที่ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่เป็นกรณีที่ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงมาสู่ปัญหาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์คันแรกกำหนดด้วยว่า ให้จ่ายเงินตามสิทธิโดยถือตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพียงแต่ใช้จำนวนภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บมากำหนดกรอบการจ่ายเงินเท่านั้น ทั้งหากจะถือ เป็นเงินภาษีก็ไม่น่าจะมีข้อจำกัดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน อันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคทางภาษี นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ก็กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากรัฐอันเนื่องมาจากการได้มาซึ่งรถยนต์คันแรกของผู้มีเงินได้ตามมาตรการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรถยนต์เป็นของตนเอง โดยกำหนดให้มีมาตรการรถยนต์คันแรกขึ้นด้วยวิธีการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อ ดังนั้น เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาลเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐอันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี และแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้ดำเนินการจ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวสายทิพย์ รุ่งภักดีสวัสดิ์ ผู้ฟ้องคดี กรมสรรพสามิต ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
กฎกระทรวง ฉบับที่ 293 (พ.ศ.2555) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวสายทิพย์ รุ่งภักดีสวัสดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมสรรพสามิต
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2558
#578543
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าการยื่นคำขอของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขจึงไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้จ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายพูนศักดิ์ รุ่งเรือง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๕ ที่ ๑ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๒ กรมสรรพสามิต ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๐๗/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ใหม่คันแรกจากบริษัทโตโยต้า กรุงไทย จำกัด ประเภทรถยนต์นั่ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส ขนาดความจุกระบอกสูบ ๑๔๙๗ ซีซี ตามใบจอง ลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ และได้ลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตเพื่อขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกแล้ว ตามวันที่รับแบบ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๔๖ นาฬิกา จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดีได้ไปยื่นเอกสารประกอบเพื่อขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน ๑๒ รายการ แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๕ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ แจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีทำผิดขั้นตอนโดยไม่ได้ส่งเอกสารหลังจากลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ จึงไม่สามารถดำเนินการคืนภาษีให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือชี้แจงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาทำผิดขั้นตอน เนื่องจากเข้าใจว่ากรณีลงทะเบียนใช้สิทธิทางอินเตอร์เน็ตต้องยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมภายใน ๙๐ วัน นับถัดจากวันรับมอบรถยนต์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกว่า สำหรับกรณีลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิทางอินเตอร์เน็ต ให้ยื่นแบบคำขอใช้สิทธิพร้อมเอกสารภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นเอกสารภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงมีหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า มติคณะรัฐมนตรีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อ้างถึง ไม่ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานและไม่ได้กำหนดเวลาให้ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ต้องไปยื่นคำขอคืนเงินกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ พร้อมเอกสารหลักฐานภายในวันที่เท่าใด การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนหนังสือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๕ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาคำขอและเอกสารหลักฐานของผู้ฟ้องคดีโดยเร็ว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกของผู้ฟ้องคดี จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อให้ได้รับสิทธิได้รับเงินคืนตามโครงการรถยนต์คันแรก ย่อมไม่ได้รับสิทธิตามคำขอใช้สิทธิดังกล่าว ประกอบกับคำแนะนำสำหรับประชาชนในการยื่นขอใช้สิทธิสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลโดยออกเผยแพร่ทางระบบอินเตอร์เน็ตของกรมสรรพสามิตและประชาสัมพันธ์ไปยังตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่ต้น และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้แจ้งการสงวนสิทธิไว้อย่างชัดเจนแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ในการเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายเงินคืนตามโครงการรถยนต์คันแรกพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการฟ้องร้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาลเป็นมาตรการภาษี จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) และ (๔) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกให้ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ โดยผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกตามใบจอง ลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ และได้ลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตเพื่อขอใช้สิทธิรับเงินตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว ตามวันที่รับแบบ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๔๖ นาฬิกา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๕ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นเอกสารภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดเวลาให้ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก กรณีลงทะเบียนขอใช้สิทธิทางอินเตอร์เน็ต ต้องไปยื่นคำขอคืนเงินกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่พร้อมเอกสารหลักฐานภายในวันที่เท่าใด อีกทั้งการเผยแพร่คำแนะนำสำหรับประชาชนในการขอใช้สิทธิทางอินเตอร์เน็ตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทางเว็บไซต์ www.excise.go.th ก็มิได้กำหนดเวลาการยื่นเอกสารหลักฐานสำหรับกรณีการลงทะเบียนขอใช้สิทธิทางอินเตอร์เน็ต การที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเอกสารหลักฐานให้แก่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ จึงถือว่าได้ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ครบแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่จนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ปฏิเสธสิทธิของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรก โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกและได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้พิจารณาคำขอใช้สิทธิของผู้ฟ้องคดีที่ได้ลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตแล้ว และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ สำหรับการลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวทางอินเตอร์เน็ต ให้ยื่นแบบคำขอใช้สิทธิพร้อมเอกสารภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ จึงไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว และไม่ได้ส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามแนวทางการปฏิบัติงานที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกแก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งว่า การขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องของการขอให้คืนภาษีสรรพสามิตทางอ้อม ข้อพิพาทดังกล่าวระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรนั้น เห็นว่า เงินที่รัฐนำมาจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกเป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินและให้กระทรวงการคลังเสนอขอตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว จึงมิใช่เงินภาษีอากรที่ได้เรียกเก็บจากผู้ชำระภาษี การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่การคืนภาษีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง อีกทั้งผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์มิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมมาตรการรถยนต์คันแรก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่อนุมัติขยายระยะเวลาการรับและส่งมอบรถยนต์รวมถึงเอกสารหลักฐานบางรายการในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกนั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบมาตรการรถยนต์คันแรกเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการดำเนินการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขก็จะเสนอให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินต่อไป ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมในทางแพ่ง เพราะคณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ใช้อำนาจทางปกครองซึ่งจะทำให้มีสถานะเหนือกว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิ รวมทั้งผู้ฟ้องคดี หากแต่อยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน ประกอบกับมาตรการรถยนต์คันแรกไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่จะเข้าลักษณะเป็นกฎ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติมิได้ถูกบังคับว่าจะต้องใช้สิทธิ หากแต่อยู่ในความสมัครใจ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ อันเป็นการกระทำในฐานะคู่สัญญาในทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ และเงินที่คืนให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็มิใช่เงินภาษีสรรพสามิต แต่เป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี โดยจ่ายให้ตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกและได้รับมอบรถยนต์แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับมีหนังสือแจ้งว่า การยื่นคำขอของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการถูกต้อง คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกของผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทำผิดขั้นตอนโดยไม่ได้ส่งเอกสารหลังจากลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า โครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค ด้วยการให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน โดยให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และกรมบัญชีกลางเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ อันจะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์คันแรกมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่เป็นมาตรการที่ออกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์การขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวแยกต่างหากจากการคืนภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้มาตรการรถยนต์คันแรกยังกำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้คืนเงิน ส่วนกรมสรรพสามิตคงมีหน้าที่รับคำขอคืนและประสานภายในกับกรมบัญชีกลาง ส่วนทางด้านผู้ขอคืนนั้น กำหนดให้คืนแก่ผู้ซื้อโดยตรง มิใช่คืนให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ อีกทั้งเป็นกรณีที่ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่เป็นกรณีที่ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงมาสู่ปัญหาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์คันแรกกำหนดด้วยว่า ให้จ่ายเงินตามสิทธิโดยถือตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพียงแต่ใช้จำนวนภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บมากำหนดกรอบการจ่ายเงินเท่านั้น ทั้งหากจะถือเป็นเงินภาษีก็ไม่น่าจะมีข้อจำกัดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน อันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคทางภาษี นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ก็กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากรัฐอันเนื่องมาจากการได้มาซึ่งรถยนต์คันแรกของผู้มีเงินได้ตามมาตรการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรถยนต์เป็นของตนเอง โดยกำหนดให้มีมาตรการรถยนต์คันแรกขึ้นด้วยวิธีการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อ ดังนั้น เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุน หรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐอันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่า การยื่นคำขอของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกของผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพูนศักดิ์ รุ่งเรือง ผู้ฟ้องคดี สรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๕ ที่ ๑ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๒ กรมสรรพสามิต ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
กฎกระทรวง ฉบับที่ 293 (พ.ศ.2555) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพูนศักดิ์ รุ่งเรือง
ผู้ถูกฟ้องคดี — สรรพสามิตพื้นทื่กรุงเทพมหานคร 5 ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2558
#578440
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้จ่ายเงินภาษีตามโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗ นางสาวทรรศิกา ธารณเจษฎา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมสรรพสามิต ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๑๖/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ใหม่คันแรกตามใบจองเลขที่ ARR-๑๒๐๙๐๐๓๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๕ และได้รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๖ ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) และยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกพร้อมแนบเอกสารประกอบต่อเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งตามเงื่อนไขการขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาลกำหนดว่าผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ และการจ่ายเงินตามสิทธิฯ จะจ่ายให้เมื่อครอบครองรถยนต์ ๑ ปีไปแล้ว แต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบรถยนต์คือวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับคืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงมีหนังสือติดตามผลการคืนภาษีดังกล่าวไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งได้รับแจ้งว่าขณะที่ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์คันดังกล่าวผู้ฟ้องคดีมีอายุไม่ครบ ๒๑ ปี จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปี ในวันที่ทำการจองรถยนต์และในขณะทำการเช่าซื้อรถยนต์ผู้ฟ้องคดีมีอายุเกิน ๒๑ ปีแล้ว ทั้งการจองรถยนต์เป็นเพียงคำมั่นว่าจะซื้อเท่านั้นอาจทำการยกเลิกการจองเมื่อใดก็ได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำหลักเกณฑ์นี้มาใช้เป็นข้ออ้างในการไม่คืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะใช้สิทธิขอรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลไว้ว่าผู้ซื้อต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในขณะทำการจองหรือซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสิทธิในการใช้สิทธิขอรับคืนภาษี ขณะทำการจองรถยนต์คันแรกผู้ฟ้องคดีมีอายุเพียง ๒๐ ปี ๑๐ เดือน ถือว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรก โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่ตามมาตรการดังกล่าวและได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาคำขอและเอกสารประกอบแล้วแจ้งให้ทราบว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามมาตรการดังกล่าว เนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และไม่ได้ส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกแก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โต้แย้งว่า คดีนี้เป็นการฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คืนเงินภาษีสรรพสามิต จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนเงินภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ นั้น เห็นว่า เงินที่รัฐนำมาจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกเป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินและให้กระทรวงการคลังเสนอขอตั้งงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่ภาษีอากรที่ได้เรียกเก็บจากผู้ชำระภาษี การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่การคืนภาษีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กล่าวอ้าง อีกทั้งผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์มิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากร ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมมาตรการรถยนต์คันแรก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่อนุมัติขยายระยะเวลาการรับและส่งมอบรถยนต์รวมถึงเอกสารหลักฐานบางรายการในโครงการรถยนต์คันแรกนั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบมาตรการรถยนต์คันแรกเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการดำเนินการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ใช้สิทธิมีคุณสมบัติและปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขก็จะเสนอให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินต่อไป ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมในทางแพ่ง เพราะคณะรัฐมนตรี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้ใช้อำนาจทางปกครองซึ่งจะทำให้มีสถานะเหนือกว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิรวมทั้งผู้ฟ้องคดี หากแต่อยู่ในสถานะเท่าเทียมกัน ประกอบกับมาตรการรถยนต์คันแรกไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่จะเข้าลักษณะที่เป็นกฎ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติมิได้ถูกบังคับว่าจะต้องใช้สิทธิหากแต่อยู่ที่ความสมัครใจ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ อันเป็นการกระทำในฐานะคู่สัญญาในทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ และเงินที่คืนให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็มิใช่เงินภาษีสรรพสามิต แต่เป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี โดยจ่ายให้ตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมอื่น

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกและได้รับมอบรถยนต์แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งว่าคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่คุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีถูกต้อง ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่อายุไม่ครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า โครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค ด้วยการให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน โดยให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และกรมบัญชีกลางเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ อันจะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์คันแรกมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่เป็นมาตรการที่ออกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์การขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวแยกต่างหากจากการคืนภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้มาตรการรถยนต์คันแรกยังกำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้คืนเงิน ส่วนกรมสรรพสามิตคงมีหน้าที่รับคำขอคืนและประสานภายในกับกรมบัญชีกลาง ส่วนทางด้านผู้ขอคืนนั้น กำหนดให้คืนแก่ผู้ซื้อโดยตรง มิใช่คืนให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ อีกทั้งเป็นกรณีที่ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่เป็นกรณีที่ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงมาสู่ปัญหาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์คันแรกกำหนดด้วยว่า ให้จ่ายเงินตามสิทธิโดยถือตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพียงแต่ใช้จำนวนภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บมากำหนดกรอบการจ่ายเงินเท่านั้น ทั้งหากจะถือเป็นเงินภาษีก็ไม่น่าจะมีข้อจำกัดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน อันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคทางภาษี นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ก็กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากรัฐอันเนื่องมาจากการได้มาซึ่งรถยนต์คันแรกของผู้มีเงินได้ตามมาตรการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรถยนต์เป็นของตนเอง โดยกำหนดให้มีมาตรการรถยนต์คันแรกขึ้นด้วยวิธีการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อ ดังนั้น เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุน หรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาลเงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐอันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวทรรศิกา ธารณเจษฎา ผู้ฟ้องคดี กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กรมสรรพสามิต ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
กฎกระทรวง ฉบับที่ 293 (พ.ศ.2555) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวทรรศิกา ธารณเจษฎา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2558
#578372
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าว เห็นว่า เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐ อันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลภาษีอากรกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ นางสาวกรชนก พันธุฟัก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ ๑ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๒๓/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกให้ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ และได้รับมอบรถยนต์คันดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับมีหนังสือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ กค ๐๖๐๔.๐๓๐๐/๖๙๑๑ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ แจ้งว่าขณะผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์มีอายุ ๒๐ ปี ๙ เดือน จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามคำแนะนำขั้นตอนการยื่นคำขอใช้สิทธิรถยนต์ใหม่คันแรกตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าว ก็ระบุชัดเจนว่าผู้ซื้อต้องอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป คำว่าผู้ซื้อกับผู้จองจึงมีความหมายแตกต่างกัน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามหนังสือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ๑ ที่ กค ๐๖๐๔.๐๓๐๐/๖๙๑๑ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า มติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายรัฐบาลได้ต้องมีอายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจองหรือซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสิทธิในการขอใช้สิทธิรับคืนภาษี ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๐ ปี ๙ เดือน ถือว่าไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว คณะรัฐมนตรีกำหนดให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ส่วนอธิบดีกรมบัญชีกลางหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ โดยประสานงานในรายละเอียดกับกรมสรรพสามิต มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้แก่ผู้ขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป อันมีลักษณะเป็นกฎ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งต่อมา กระทรวงการคลังได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติงานในการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้กับกรมสรรพสามิตและกรมบัญชีกลางซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับคำขอใช้สิทธิจึงมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบคำขอเพื่อให้กรมบัญชีกลางดำเนินการเบิกจ่ายเงินแก่ผู้มีสิทธิให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรก โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์ใหม่ตามมาตรการรถยนต์คันแรกและได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พิจารณาคำขอและเอกสารประกอบคำขอใช้สิทธิของผู้ฟ้องคดีแล้ว และมีหนังสือที่ กค ๐๖๐๔.๐๓๐๐/๖๙๑๑ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามมาตรการดังกล่าว เนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และไม่ได้ส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามแนวทางการปฏิบัติงานที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยประสงค์จะได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า การขอใช้สิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องการขอให้คืนภาษีสรรพสามิตทางอ้อม ข้อพิพาทดังกล่าวระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร และข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร นั้น เห็นว่า เงินที่รัฐนำมาจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมาตรการรถยนต์คันแรกเป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินและให้กระทรวงการคลังเสนอขอตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่ภาษีอากรที่ได้เรียกเก็บจากผู้ชำระภาษี การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวจึงมิใช่การคืนภาษีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง อีกทั้งผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิซึ่งเป็นผู้ซื้อรถยนต์มิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการรถยนต์คันแรกที่กระทรวงการคลังเสนอ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอนุมัติหลักการและแนวปฏิบัติเพิ่มเติมมาตรการรถยนต์คันแรก และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่อนุมัติขยายระยะเวลาการรับและส่งมอบรถยนต์รวมถึงเอกสารหลักฐานบางรายการในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกนั้น เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบมาตรการรถยนต์คันแรกเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการดำเนินการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยผู้ประสงค์จะใช้สิทธิขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ใช้สิทธิมีคุณสมบัติและปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขก็จะเสนอให้กรมบัญชีกลางดำเนินการจ่ายเงินต่อไป ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมในทางแพ่ง เพราะคณะรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ใช้อำนาจทางปกครองซึ่งจะทำให้มีสถานะเหนือกว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิรวมทั้งผู้ฟ้องคดี หากแต่อยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน ประกอบกับมาตรการรถยนต์คันแรกไม่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปที่จะเข้าลักษณะเป็นกฎตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติมิได้ถูกบังคับว่าจะต้องใช้สิทธิ หากแต่อยู่ที่ ความสมัครใจ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นคำขอใช้สิทธิต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการตรวจสอบว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ อันเป็นการกระทำในฐานะคู่สัญญาในทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ และเงินที่คืนให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็มิใช่เงินภาษีสรรพาสามิต แต่เป็นเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายจากเงินงบประมาณประจำปี โดยจ่ายให้ตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๓) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อนุมัติในหลักการและแนวทางการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ฟ้องคดีได้จองรถยนต์ใหม่คันแรกและได้รับมอบรถยนต์แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอใช้สิทธิรับคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับมีหนังสือแจ้งว่าคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้และไม่ได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งที่คุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีถูกต้องคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ไม่ให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิคืนภาษีสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรก ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีจองรถยนต์ในขณะที่อายุไม่ครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินคืน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า โครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค ด้วยการให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ อนุมัติหลักการและแนวทางการจ่ายเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการซื้อหรือจองรถยนต์ คุณลักษณะของรถยนต์ จำนวนเงินที่จ่ายถือตามค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน คุณสมบัติของผู้ขอใช้สิทธิ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ วิธีการและระยะเวลาในการยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน และการจ่ายเงิน โดยให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เป็นผู้รับคำขอและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และกรมบัญชีกลางเป็นผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อ อันจะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์คันแรกมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ แต่เป็นมาตรการที่ออกตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลักเกณฑ์การขอคืนเงินตามมาตรการดังกล่าวแยกต่างหากจากการคืนภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้มาตรการรถยนต์คันแรกยังกำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้คืนเงิน ส่วนกรมสรรพสามิตคงมีหน้าที่รับคำขอคืนและประสานภายในกับกรมบัญชีกลาง ส่วนทางด้านผู้ขอคืนนั้น กำหนดให้คืนแก่ผู้ซื้อโดยตรง มิใช่คืนให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ มาตรา ๗ อีกทั้งเป็นกรณีที่ไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าภาษีที่จะต้องเสีย แต่เป็นกรณีที่ได้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมไปแล้ว จึงมาสู่ปัญหาว่าจะต้องคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการรถยนต์คันแรกกำหนดด้วยว่า ให้จ่ายเงินตามสิทธิโดยถือตามจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินอื่นที่ไม่ใช่ภาษี เพียงแต่ใช้จำนวนภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บมากำหนดกรอบการจ่ายเงินเท่านั้น ทั้งหากจะถือเป็นเงินภาษีก็ไม่น่าจะมีข้อจำกัดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท/คัน อันจะเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคทางภาษี นอกจากนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙๓ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ก็กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากรัฐอันเนื่องมาจากการได้มาซึ่งรถยนต์คันแรกของผู้มีเงินได้ตามมาตรการรถยนต์คันแรกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงดังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือให้ประชาชนมีรถยนต์เป็นของตนเอง โดยกำหนดให้มีมาตรการรถยนต์คันแรกขึ้นด้วยวิธีการให้เงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อ ดังนั้น เงินที่รัฐให้คืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คันแรกในจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ที่ซื้อตามโครงการดังกล่าวจึงเป็นเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการลดภาระการลงทุน หรือค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งรถยนต์ใหม่คันแรกของประชาชนตามที่ได้แถลงไว้ในนโยบายของรัฐบาล เงินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นเงินภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ใหม่คันแรกที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตระหว่างผู้ประกอบอุตสาหกรรมกับรัฐอันเป็นคดีภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดียื่นใช้สิทธิขอรับเงินช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบเพื่อดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางการตรวจสอบการจ่ายเงินตามมาตรการรถยนต์คันแรกของกระทรวงการคลัง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรการดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวกรชนก พันธุฟัก ผู้ฟ้องคดี สรรพสามิตพื้นที่ ปทุมธานี ๑ ที่ ๑ อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
กฎกระทรวง ฉบับที่ 293 (พ.ศ.2555) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวกรชนก พันธุฟัก
ผู้ถูกฟ้องคดี — สรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี 1 ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2558
#595373
เปิดฉบับเต็ม

การเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มีได้ ๒ กรณีคือ การที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลนั้นต่อศาลที่รับฟ้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กับอีกกรณีหนึ่งคือการยื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการ ขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ ดังนั้น การที่จำเลยในคดีแพ่งของศาลยุติธรรมยื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการ ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๒๗/๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติ

ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

-

ระหว่าง

-

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

นายดุสิต มายะการ ที่ ๑ นายศัลยพงษ์ ตัณฑ์จยะ ที่ ๒ นางพิมพ์พรรณ ขำสังข์ ที่ ๓ นายสุชาติ มายะการ ที่ ๔ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๒/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๔-๑๔๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๘๐/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๒-๒๑๓/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๕-๒๑๗/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

ข้อเท็จจริงในคดี

นายดุสิต มายะการ ที่ ๑ นายศัลยพงษ์ ตัณฑ์จยะ ที่ ๒ นางพิมพ์พรรณ ขำสังข์ ที่ ๓ นายสุชาติ มายะการ ที่ ๔ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๘ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖๕ แต่ได้ถูกนางสุวรรณา สงวนพงษ์ นายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ นายหีด บัวชนิด ในฐานะเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๑ ที่ ๓๘๒ ที่ ๓๘๓ และที่ ๓๘๕ โจทก์ ยื่นฟ้องผู้ร้องทั้งสี่ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพังงา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๕/๒๕๕๗ ที่ ๑๖๖/๒๕๕๗ และที่ ๑๖๗/๒๕๕๗ โดยอ้างว่าผู้ร้องทั้งสี่ จำเลย นำชี้รังวัดออกโฉนดทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ โจทก์คัดค้านการรังวัดแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ทั้งนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชในคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๒/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๔-๑๔๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๘๐/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๒-๒๑๓/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๕-๒๑๗/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ ที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเหมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี ซึ่งผู้ร้องทั้งสี่เห็นว่าศาลปกครองนครศรีธรรมราชไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชซึ่งโจทก์นำมากล่าวอ้างและฟ้องร้องผู้ร้องทั้งสี่ต่อศาลจังหวัดพังงาจึงเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสี่จึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราช ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๒/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๔-๑๔๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๘๐/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๒-๒๑๓/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๕-๒๑๗/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หากเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้คณะกรรมการฯ มีคำสั่งให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราช กับขอให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชในคดีดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ก่อนยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ ผู้ร้องทั้งสี่ได้เคยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพังงาขอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง โดยมีข้อเท็จจริงเดียวกับคำร้องนี้ แต่ศาลจังหวัดพังงามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำหรับคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช ผู้ถูกฟ้องคดีในคดีดังกล่าวได้ยื่นคำขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองนครศรีธรรมราช ส่วนคดีแพ่งของศาลจังหวัดพังงา หมายเลขดำที่ ๑๖๕/๒๕๕๗ ที่ ๑๖๖/๒๕๕๗ และที่ ๑๖๗/๒๕๕๗ อยู่ระหว่างพิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง ผู้ร้องทั้งสี่อ้างว่าได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน แต่ถูกเจ้าของที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ น.ส. ๓ ก. ยื่นฟ้องผู้ร้องทั้งสี่ ต่อศาลจังหวัดพังงา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสี่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชในคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๒/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๔-๑๔๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๘๐/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๒-๒๑๓/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๕-๒๑๗/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ ที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเหมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี ซึ่งผู้ร้องทั้งสี่เห็นว่าศาลปกครองนครศรีธรรมราชไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชซึ่งนำมากล่าวอ้างและฟ้องร้องผู้ร้องทั้งสี่ต่อศาลจังหวัดพังงาจึงเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสี่จึงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราช ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราชดังกล่าว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หากเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ขอให้คณะกรรมการฯ มีคำสั่งให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราช กับขอให้เพิกถอนการออก น.ส. ๓ ก. ที่ออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองนครศรีธรรมราชในคดีดังกล่าวด้วย

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลกรณีมีปัญหาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดไว้ในมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้อง และกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอปัญหากรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันไว้ในมาตรา ๑๔ ว่า บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ เพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ ดังนั้น คดีที่คณะกรรมการฯ จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้จึงต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ เมื่อผู้ร้องทั้งสี่ แม้จะเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงา แต่มายื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการฯ โดยอ้างว่าคดีของศาลปกครองนครศรีธรรมราช หมายเลขดำที่ ๑๔๐/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๒/๒๕๔๖ ที่ ๑๔๔-๑๔๕/๒๕๔๖ ที่ ๑๘๐/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๒-๒๑๓/๒๕๔๖ ที่ ๒๑๕-๒๑๗/๒๕๔๖ หมายเลขแดงที่ ๑๖๗-๑๗๖/๒๕๔๘ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง จึงมิใช่การเสนอปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดไว้ กล่าวคือ มิใช่กรณียื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องจะต้องยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลนั้นต่อศาลที่รับฟ้อง และมิใช่กรณียื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลที่ขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ ซึ่งบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น คำร้องของผู้ร้องทั้งสี่จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงมีคำสั่งว่า คำร้องของนายดุสิต มายะการ ที่ ๑ นายศัลยพงษ์ ตัณฑ์จยะ ที่ ๒ นางพิมพ์พรรณ ขำสังข์ ที่ ๓ นายสุชาติ มายะการ ที่ ๔ ผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายดุสิต มายะการ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2558
#578371
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแต่จำเลยทั้งสองมีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่รังวัดรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลแขวงนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นางสาวรัชนีย์ เพ็ชรา โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอำเภอพรหมคีรี ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาเรียง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๓๗/๒๕๕๖ โดยศาลแขวงนครศรีธรรมราชรับโอนมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางแดง เพ็ชรา ตามคำสั่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีหมายเลขแดงที่ ๓๗๔/๒๕๕๓ โดยนางแดงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ (๑๙๗) ๓๓๒ ตำบลนาเรียง (พรหมโลก) อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ประมาณ ๖ - ๒ - ๖๐ ไร่ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ โจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาลานสกา จำเลยทั้งสองมอบให้ผู้แทนไประวังแนวเขตแล้วแต่ไม่ได้ลงนามรับรองแนวเขต โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และคลองปลายอวน และจำเลยทั้งสองมีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วนที่นำรังวัดรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และคลองปลายอวน เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดิน ทั้งที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้และที่ดินของโจทก์ไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสองคัดค้านว่าเป็นทางสาธารณะคลองปลายอวนเป็นที่ดินของโจทก์ และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และคลองปลายอวนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การไม่ลงนามรับรองแนวเขตและการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และเลขที่ (๑๙๗) ๓๓๒ ตำบลนาเรียง (พรหมโลก) อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่พิพาทตามฟ้องซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางแดง เพ็ชรา โจทก์ยื่นดำเนินการรังวัด จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตโดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำทางสาธารณะและคลองปลายอวน ขอให้พิพากษาว่าที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสองคัดค้านว่าเป็นทางสาธารณะคลองปลายอวน ตามแผนที่ท้ายฟ้องเอกสารหมายเลข ๙ เป็นของโจทก์และโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบ ให้จำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ที่จดทางสาธารณะ ข้อพิพาทที่จะต้องพิจารณาจึงมีว่าที่ดินในส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ หรือเป็นที่สาธารณะคลองปลายอวนตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งหรือไม่เสียก่อน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเรือนใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ และคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๒/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๓ เรื่องมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยทั้งสองไม่รับรองแนวเขตที่ดินตามที่โจทก์ได้นำรังวัด ตลอดจนมีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยทั้งสอง และเมื่อโจทก์ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณามิใช่เกณฑ์ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้นตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน โดยศาลปกครองอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและครอบครองทรัพย์มรดกคือที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ (๑๙๗) ๓๓๒ ตำบลนาเรียง (พรหมโลก) อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งโจทก์ได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแต่จำเลยทั้งสองมีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่นำรังวัดรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และคลองปลายอวน อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้จำเลยทั้งสองรับรองแนวเขตที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และคลองปลายอวนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การไม่ลงนามรับรองแนวเขตและการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวรัชนีย์ เพ็ชรา โจทก์ นายอำเภอพรหมคีรี ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาเรียง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัชนีย์ เพ็ชรา
จำเลย — นายอำเภอพรหมคีรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2558
#578373
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนทั้งสี่และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย อ้างว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงไว้กับโจทก์ทั้งสองที่สำนักงานที่ดินหน่วยงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๕ การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสอง รวมถึงการทำนิติกรรมอื่น ขณะจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลายขณะจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินและนิติกรรมซื้อขายสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมการไถ่ถอนการขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสี่และนิติกรรมการขายฝากที่ดินและนิติกรรมการซื้อขายสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ ๕ ให้การว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๕ ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามระเบียบกฎหมายโดยสุจริต ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า นิติกรรมขายฝากที่ดินและนิติกรรมอื่นที่จำเลยที่ ๑ ทำขึ้นตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะเรียกเงินที่จ่ายไปให้กับจำเลยทั้งห้าคืนได้หรือไม่ เพียงใดเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของคู่สัญญาในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕ /๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ นางปราณี ด่านชัยวิโรจน์ ที่ ๑ นางสุรัตน์ ธีระพันธ์เจริญ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสำรองหรือคมเดช วัดสว่าง ที่ ๑ นางสุพร ตันศราวิพุธ ที่ ๒ นางอัจฉรา วีระใชช่วง ที่ ๓ นายดาบตำรวจอนันต์ จันทร์ลาด ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๖๗/๒๕๕๖ ความว่าเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐๓, ๕๐๖๐๔, ๕๑๔๑๗, ๑๒๓๗๙ ตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ไว้กับโจทก์ทั้งสองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง หน่วยงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๕ โดยก่อนจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๗๙ มีชื่อจำเลยที่ ๑ ถือกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ ๓ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐๔ มีชื่อจำเลยที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์และที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐๓ และ ๕๑๔๑๗ จำเลยที่ ๑ ขายฝากไว้กับจำเลยที่ ๒ ในวันที่จดทะเบียนขายฝากกับโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐๔ ให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๐๖๐๔, ๕๑๔๑๗ และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๗๙ ก่อนจดทะเบียนขายฝากไว้กับโจทก์ทั้งสอง การขายฝากดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ทั้งสองจ่ายค่าขายฝากเป็นเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน ๔ ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายจำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ใช้ไถ่ถอนการขายฝากและซื้อที่ดินจากจำเลยที่ ๒ ฉบับที่ ๒ สั่งจ่ายจำเลยที่ ๓ จำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินที่จำเลยที่ ๑ ใช้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากจำเลยที่ ๓ ฉบับที่ ๓ สั่งจ่ายจำเลยที่ ๔ จำนวน ๔,๘๓๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่ ๔ สั่งจ่ายกระทรวงการคลังผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลย ที่ ๑ แจ้งว่าเป็นค่าจดทะเบียนทำนิติกรรมขายฝากและจดทะเบียนอื่นและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและโจทก์ทั้งสองชำระเงินสดแก่จำเลยที่ ๑ อีก ๘๐๐,๐๐๐ บาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายอาคารสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๔๑๗ และเลขที่ ๕๐๖๐๔ รวม ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ ๑ ไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามกำหนด และไม่ไถ่ถอน การขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวภายในกำหนด ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลนี้ เรื่องนิติกรรมอำพราง โมฆะกรรม เพิกถอนการโอน ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ ต่อมาโจทก์ทั้งสองทราบว่าจำเลยที่ ๑ ตกเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ และภายหลังจำเลยที่ ๑ ถอนฟ้องโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสอง

รวมถึงการทำนิติกรรมอื่น ขณะจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลาย นิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดิน รวมถึงการทำนิติกรรมอื่นจึงเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลายขณะจำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินและนิติกรรมซื้อขายสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ทั้งสอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมการไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และนิติกรรมการขายฝากที่ดินและนิติกรรมการซื้อขายสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ คืนเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์โดยสุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อจำเลยที่ ๑ ตกเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือว่าโจทก์ทั้งสองทราบ ตามกฎหมาย คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายและจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายฝากที่ดินของจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย นิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๗๙ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ภายหลังจำเลยที่ ๑ ปลดจากล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๕ ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามระเบียบกฎหมายโดยสุจริต ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองจะต้องพิจารณาว่านิติกรรมขายฝากที่ดินและนิติกรรมอื่นที่จำเลยที่ ๑ ทำขึ้น ตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะเรียกเงินที่อ้างว่าจ่ายไปให้กับจำเลยทั้งห้าคืน ได้หรือไม่เพียงใด เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของคู่สัญญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินกับโจทก์ทั้งสอง รวมถึงการทำนิติกรรมอื่น ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ได้กระทำขึ้นขณะจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลาย นิติกรรมการขายฝากที่ดินและนิติกรรมอื่นจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินและนิติกรรมอื่นดังกล่าวและให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ รับผิดคืนเงิน แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งการจดทะเบียนขายฝากที่ดินและอื่น ๆ ดังกล่าวได้ดำเนินการโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๑ โดยการจดทะเบียนเจ้าพนักงานที่ดินต้องเป็นผู้จัดทำสัญญาเกี่ยวกับการนั้น และก่อนการทำการจดทะเบียนเจ้าพนักงานที่ดินต้องทำการสอบสวนในเรื่องสิทธิและความสามารถของบุคคล รวมตลอดถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ หากนิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนเป็นโมฆะกรรม เจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนให้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๗๕ ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๒ การจดทะเบียน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ และการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน รวมทั้งสัญญาที่เจ้าพนักงานที่ดินได้จัดทำขึ้น ตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและหน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้คดีนี้อาจต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิของคู่สัญญา แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยของประเด็นหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าการ จดทะเบียนของเจ้าพนักงานที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และแม้ในประเด็นย่อยดังกล่าวจะต้องพิจารณา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินที่เป็นกฎหมายทั่วไป แต่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีหรือกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะ และแม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาให้รับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วย แต่การที่จะพิจารณาให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองได้ ก็ต้องพิจารณาในประเด็นหลักแห่งคดีดังกล่าวก่อนว่าการจดทะเบียนของเจ้าพนักงานที่ดินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ (๑) และ (๓)

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนทั้งสี่และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ตามคำฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงไว้กับโจทก์ทั้งสองที่สำนักงานที่ดิน หน่วยงานในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๕ การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรม จดทะเบียนขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสอง รวมถึงการทำนิติกรรมอื่น ขณะจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ทราบว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลล้มละลาย ขณะทำนิติกรรม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและนิติกรรมการไถ่ถอนการขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสี่ นิติกรรมการขายฝากที่ดินและนิติกรรมการซื้อขายสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๑ ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ ๕ ให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๕ ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามระเบียบกฎหมายโดยสุจริต ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า นิติกรรมขายฝากที่ดินและนิติกรรมอื่นที่จำเลยที่ ๑ ทำขึ้นตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ทั้งสอง จะเรียกเงินที่จ่ายไปให้กับจำเลยทั้งห้าคืนได้หรือไม่ เพียงใดเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของคู่สัญญาในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางปราณี ด่านชัยวิโรจน์ ที่ ๑ นางสุรัตน์ ธีระพันธ์เจริญ ที่ ๒ โจทก์ นายสำรองหรือคมเดช วัดสว่าง ที่ ๑ นางสุพร ตันศราวิพุธ ที่ ๒ นางอัจฉรา วีระใชช่วง ที่ ๓ นายดาบตำรวจอนันต์ จันทร์ลาด ที่ ๔ กรมที่ดิน ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี ด่านชัยวิโรจน์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายสำรองหรือคมเดช วัดสว่าง ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2558
#588344
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔ /๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นายประสงค์ กังวาฬวัฒนา โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐ คน จำเลย สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ จำเลยร่วม ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๖๒/๒๕๕๔ ความว่า ระหว่างวันที่ ๑๒ มีนาคมถึง ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๘ ที่ ๙ และที่ ๑๐ เป็นแกนนำกลุ่มคน ซึ่งเรียกตนเองว่า กลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ร่วมกันชักชวนกลุ่มผู้ชุมนุมให้เข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต่อมามีการชุมนุมขยายพื้นที่จากบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศถนนราชดำเนินไปที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ จำเลยที่ ๒ จึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อมาจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ร่วมกันมีคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุการปะทะกันอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจนกระทั่งวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีคำสั่งให้ส่งกำลังทหารเข้ายึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์พร้อมกับสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๘ ที่ ๙ และที่ ๑๐ ประกาศยุติการชุมนุม การใช้กำลังทหารดังกล่าวเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเกิดความโกรธแค้นและก่อการจราจลด้วยการบุกเข้าทำลายทรัพย์สินพร้อมวางเพลิงอาคารบ้านเรือนของประชาชนและสถานที่สำคัญหลายแห่งรวมทั้งอาคารพาณิชย์ ๔ ชั้น ๓ คูหา เลขที่ ๔๒๒-๔๒๔ และ ๔๒๒/๑ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับนายประเสริฐ กังวาฬวัฒนา โดยไม่ปรากฏว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจหรือพนักงานดับเพลิงพร้อมรถดับเพลิงเข้าไปขัดขวางการวางเพลิงและควบคุมเพลิงให้เพียงพอ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้ร่วมกันสั่งการให้ส่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม โดยมิได้เตรียมมาตรการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากผลของการใช้กำลังสลา การชุมนุมให้เพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้เผาอาคารหลายหลังอย่างต่อเนื่อง จำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ ในฐานะแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถควบคุมหรือห้ามปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมก่อเหตุจลาจลวางเพลิงเผาอาคารพาณิชย์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์กับพวกได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมมูลค่า ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ ส่วนจำเลยที่ ๑ ผู้รับประกันวินาศภัยอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ เพราะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ มูลประกันภัย แต่มีคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ในมูลละเมิด

ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๗ ต่อมาศาลหมายเรียกสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลังเป็นจำเลยร่วม

จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ และจำเลยร่วมทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า มิได้กระทำละเมิด แต่อย่างใด ซึ่งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๗ ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยใช้ความระมัดระวังและดำเนินการไปตามวิธีการวิสัยและพฤติการณ์ที่จะต้องปฏิบัติแล้ว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วม ทั้งสองขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ ให้การทำนองเดียวกันว่า การชุมนุมของจำเลยนั้น เป็นการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ และเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๓,๖๔ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่นอกเหนือเจตนาของจำเลยจะควบคุมดูแลได้ อาคารโจทก์ถูกเผาทำลายเกิดภายหลังจากที่จำเลยได้ประกาศยุติการชุมนุม จำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ และกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และจำเลยร่วมทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ และของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่เนื่องมาตรา ๑๖ บัญญัติว่า "ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง" ดังนั้น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆ ตามพระราชกำหนดนี้ ย่อมไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองทั้งสิ้น ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยที่เป็นหน่วยงานทางปกครองตามฟ้องโจทก์ จึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และมาตรา ๑๗ บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แม้ในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจะบัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตาม แต่การที่พระราชกำหนดดังกล่าวได้มีบทบัญญัติมาตรา ๑๗ เป็นอีกมาตราหนึ่งต่างหากและไม่ได้มีการบัญญัติถ้อยคำกำหนดขอบเขตการใช้บังคับว่าต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖ ด้วยนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการที่บทบัญญัติมาตรา ๑๖ กำหนดให้ไม่ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและจำกัดการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองนั้น หมายถึงเฉพาะส่วนที่เป็นข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้เพื่อมิให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งต้องการความรวดเร็วมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ต้องติดขัดกับการต้องปฏิบัติตามรูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการตามที่กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนดไว้ หรือต้องหยุดชะงักหรือถูกห้ามมิให้กระทำเพราะมีการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง สำหรับกรณีการกระทำใดๆ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นและต้องมีการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องความผิดนั้น มาตรา ๑๗ ได้รับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายเอาไว้โดยให้รัฐเป็นผู้ผิด และให้การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นไปตามกฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้ไว้ อันได้แก่ กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในเรื่องความรับผิดของรัฐที่รับรองไว้อย่างชัดแจ้งโดยมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ทำให้เกิดเหตุ การปะทะกันอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากโดยไม่ปรากฏว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจหรือพนักงานดับเพลิง พร้อมรถดับเพลิงเข้าไปขัดขวางการวางเพลิงและควบคุมเพลิงให้เพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้เผาอาคารหลายหลังอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากนายกรัฐมนตรีในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และได้รับความเสียหายจากการกระทำของรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย ผู้บัญชาการทหารบก และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหาร และเรียกร้องค่าเสียหายจากราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ คดีในส่วนจำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และจำเลยร่วมทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

สำหรับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ นั้น แม้จำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่มูลเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มีความเกี่ยวพันและรวมอยู่ในมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอันเดียวกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และจำเลยร่วมทั้งสอง ดังนั้นคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๘ ถึงที่ ๑๐ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท มาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ มื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่ง ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุม ตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประสงค์ กังวาฬวัฒนา โจทก์ บริษัทบางกอก สหประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐ คน จำเลย สำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๑ กระทรวงการคลัง ที่ ๒ จำเลยร่วม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ กังวาฬวัฒนา
จำเลย — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ 1
กับพวกรวม 10 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2558
#578959
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนให้ซ่อมรถยนต์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนในลักษณะของสัญญาจ้างทำของ ซึ่งเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยธนาพร กลการ โจทก์ ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ ๑ นายอาวุธ เจริญนนทสิทธิ์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๒๖๓๑/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จำเลยทั้งสองได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัย รวม ๕๙ คัน แต่ในขณะนั้นอู่ซ่อมรถยนต์ของโจทก์ถูกน้ำท่วมเช่นกัน โจทก์ได้เช่าที่ดินของบุคคลภายนอกเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการซ่อมรถยนต์ดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา ๓ เดือน เป็นเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ว่าจ้างนายนันท์ เทศแก้ว เป็นผู้ดำเนินการเคลื่อนย้ายรถยนต์รวม ๕๙ คัน มาไว้ยังพื้นที่ดังกล่าว และดำเนินการซ่อมรถยนต์ทั้ง ๕๙ คัน รวมเป็นเงินค่าซ่อมและบำรุงรักษาทั้งสิ้น จำนวน ๗,๔๖๙,๒๐๙.๙๐ บาท โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันแรกให้แก่จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และส่งมอบรถยนต์คันสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ จำเลยทั้งสองได้ชำระค่าซ่อมและค่าบำรุงรักษาให้แก่โจทก์บางส่วนรวมเป็นเงิน ๓๕๖,๖๑๔.๗๐ บาท คงเหลือยอดหนี้ค้างชำระเป็นเงิน ๗,๑๑๒,๕๖๘.๒๐ บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ดิน ค่าซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย เพียงแต่ให้โจทก์ประมาณราคาค่าซ่อมเพื่อจะได้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีการพิเศษตามระเบียบต่อไป การที่โจทก์มิได้แจ้งประมาณราคา แต่กลับซ่อมรถยนต์จนแล้วเสร็จ จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองยังไม่เกิดขึ้น จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใดๆ อีกทั้งที่ดินที่โจทก์เช่าดังกล่าวเป็นการเช่าสถานที่สำหรับใช้ทำงานของโจทก์ให้สำเร็จ เป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างต้องเป็นผู้จัดหา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด การที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว เป็นการจ่ายตามสัญญาและข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองได้ทำกับโจทก์ให้ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ที่ชำรุดเสียหายจากกรณีอื่นๆ มิใช่สาเหตุเนื่องจากถูกน้ำท่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาจ้างซ่อมรถยนต์จำนวน ๕๙ คัน เป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคจึงเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อเรียกให้ชำระค่าซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการ โดยอ้างว่าเป็นความรับผิดตามสัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๗ แม้จำเลยที่ ๑ จะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่กรณีพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องพิพาทกันตามสัญญาจ้างทำของ ไม่เข้าลักษณะของสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันเป็นความหมายของสัญญาทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ดังนั้น กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้แย้งตามสัญญาจ้างทำของดังกล่าว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง คือ จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีไว้ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๔๖ ประกอบด้วย รถกระบะ รถเก็บขยะ รถเก็บขนขยะ(รถอุโมงค์) รถเก็บขนขยะ(รถกระโปรง) รถเก็บขนขยะ(รถดั๊ม) รถสุขาเคลื่อนที่ รถดูดสิ่งปฏิกูล รถลอกท่อระบายน้ำ รถกระบะตรวจงาน รถตักหน้าขุดหลัง รถฉีดพ่นยากันยุง รถตู้พยาบาล รถกระบะหางเหยี่ยว รถบรรทุกดั๊ม รถเทลเลอร์ รถบรรทุกน้ำ รถกระเช้า รถดั๊ม รถบรรทุกไดน่า รถแทร็คเตอร์ รถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ(ดับเพลิง) รถกู้ภัย รถปิ๊กอัพกู้ภัย(กระบะตรวจการ) รถปิ๊กอัพสองตอน(กระบะ) รถกระบะดั๊มเทศกิจ และรถตู้ ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม จึงเป็นสัญญาเพื่อให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผลมีสภาพใช้งานได้ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ซ่อมรถยนต์จำนวน ๕๙ คัน ดังกล่าว โดยโจทก์ได้ซ่อมและส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัย รวม ๕๙ คัน แต่ในขณะนั้นอู่ซ่อมรถยนต์ของโจทก์ถูกน้ำท่วม โจทก์จึงได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของบุคคลภายนอกเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการซ่อมรถยนต์ โจทก์ซ่อมและส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์บางส่วน ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าที่ดิน ค่าซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เพียงแต่ให้โจทก์ประมาณราคาค่าซ่อม การที่โจทก์ซ่อมรถยนต์จนแล้วเสร็จ จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ ทั้งการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใดๆ ทั้งเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างต้องเป็นผู้จัดหาที่ดินที่ทำการซ่อมรถ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด ส่วนการที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไปนั้น เป็นการชำระตามสัญญาที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ที่ชำรุดเสียหายจากกรณีอื่นๆ มิใช่สาเหตุเนื่องจากถูกน้ำท่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้ สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้จำเลยที่ ๑ จะมีฐานะเป็นเทศบาลตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พุทธศักราช ๒๔๘๐ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ โดยมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งใช้บังคับในขณะทำสัญญา กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่รักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ป้องกันและระงับโรคติดต่อ และให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง แต่เมื่อพิจารณาข้ออ้างของโจทก์อันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นการเรียกร้องค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่นอันเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างโจทก์ให้ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ แม้รถยนต์ทั้ง ๕๙ คัน จะเป็นทรัพย์สินของราชการซึ่งจำเลยที่ ๑ อาจนำไปใช้เพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อลักษณะข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงการจ้างซ่อมรถยนต์ ไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการจัดให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเอกชนเข้าดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ ข้อตกลงตามฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ในลักษณะของสัญญาจ้างทำของ ซึ่งเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยธนาพร กลการ โจทก์ เทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ ๑ นายอาวุธ เจริญนนทสิทธิ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2480
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยธนาพร กลการ
จำเลย — เทศบาลเมืองบางบัวทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2558
#578350
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชนให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบท เพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว แล้วไม่สามารถชำระหนี้นั้นมีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีการใช้เงินคืน ทั้งวัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะสมาชิกและกรรมการชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด ที่เป็นสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ กับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง โดยเฉพาะมูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๕๘

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระพงษ์ คำภูมี ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๔๔๙/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๙ จำเลยที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๕ นายศิลชัย นาสมพงษ์ นายสมจิตร เทียงราช และนายทองพูล เถื่อนสมบัติ ซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด เขต ๑/๒ จังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมกันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบท โดยผู้กู้ตกลงจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑ ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญานับแต่วันรับเงินและตกลงชำระเงินคืนแก่โจทก์ภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปี ภายหลังทำสัญญาและรับเงินไปจากโจทก์แล้วผู้กู้และผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกแต่อย่างใด ผู้กู้และผู้ค้ำประกันจึงเป็นผู้ผิดนัด โดยนายศิลชัย นายสมจิตร และนายทองพูล ผู้กู้และผู้ค้ำประกันทั้งสามถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๖ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายศิลชัย จำเลยที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๒ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมจิตร และจำเลยที่ ๑๖ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายทองพูล จึงต้องร่วมกันกับจำเลยที่เหลือรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบหกเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๑,๒๓๕,๘๓๐.๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ และที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๖ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบหกให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบทจากโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาตามวัตถุประสงค์ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบทตามที่โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ การพัฒนาอาชีพ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนทั้งในเมืองและชนบท ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง และตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยทั้งสิบหกฝ่ายผู้กู้ยืมเงินและค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว โดยกำหนดวีธีการใช้เงินคืน ทั้งวัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะสมาชิกและกรรมการชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด เขต ๑/๒ จังหวัดขอนแก่นที่เป็นสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิใช่สัญญาที่โจทก์ฝ่ายผู้ให้กู้มอบให้จำเลยทั้งสิบหกฝ่ายผู้กู้และค้ำประกันเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๙ จำเลยที่ ๑๓ ถึงที่ ๑๕ ซึ่งเป็นกรรมการชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด เขต ๑/๒ จังหวัดขอนแก่น ตกลงทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบท โดยโจทก์ในฐานะผู้ให้กู้ตกลงให้ชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด เขต ๑/๒ จังหวัดขอนแก่น กู้ยืมเงินเพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนาตามโครงการเลี้ยงโคพันธุ์พื้นเมืองเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนเมืองอย่างยั่งยืนที่เสนอขอสินเชื่อจากโจทก์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบท ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์ดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่กฎหมายให้จัดตั้งขึ้น ซึ่งได้แก่ การดำเนินการสนับสนุนและให้การช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อนำไปใช้ในด้านการประกอบอาชีพ การพัฒนาอาชีพ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกชุมชนเมืองและชนบท ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ และตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายบรรลุผล โดยใช้การทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นวิธีการในการจัดทำหรือให้บริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงรวมอยู่ในความหมายของสัญญาทางปกครองตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อโต้แย้งในการเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาทางปกครองดังกล่าว จึงย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นองค์การมหาชนและเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการสนับสนุนและให้การช่วยเหลือแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนเกี่ยวกับการประกอบอาชีพการพัฒนาอาชีพ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนเมืองและชนบท รวมทั้งการให้สินเชื่อแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสิบหกรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินตามโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเมืองและชนบท จึงต้องพิจารณาว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่าสัญญาทางปกครองหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงาน ทางปกครองหรือเป็นบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบหก แม้จะมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เนื้อหาของสัญญามีสาระสำคัญเป็นการให้จำเลยทั้งสิบหกกู้ยืมเงินโดยกำหนดวิธีการใช้เงินคืน ทั้งวัตถุประสงค์แห่งสัญญาก็เป็นเงินที่นำไปให้กู้ยืมเฉพาะสมาชิกและกรรมการชุมนุมสหพันธ์สหกรณ์ภาคอีสาน จำกัด ที่เป็นสมาชิกเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบหกผู้กู้จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวมาข้างต้น และมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบให้จำเลยทั้งสิบหกเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง โดยเฉพาะมูลพิพาทคดีนี้ก็เป็นเรื่องการบังคับชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง มิได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามบทกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบหก จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โจทก์ นายวีระพงษ์ คำภูมี ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) พ.ศ.2543
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
จำเลย — นายวีระพงษ์ คำภูมี ที่ 1 กับพวกรวม 16 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2558
#578349
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่กรมที่ดิน จำเลยที่ ๒ และนายอำเภอหัวหิน จำเลยที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสามแปลง โดยที่ดินดังกล่าว เดิมเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๗๓ เลขที่ ๒๖๘๔ และเลขที่ ๑๔๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ซื้อมาจากผู้มีชื่อ และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา การออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้านและไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินส่วน และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ มอบอำนาจให้ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ร่วมรังวัดเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๘

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดหัวหิน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหัวหินส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ นายวิชิต วิกรานตโนรส โจทก์ ยื่นฟ้องนายสันติ ภิรมย์ภักดี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายอำเภอหัวหิน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหัวหิน เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๔๒๑/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ ๒๕ ไร่ และ ๑๙ ไร่ ตามลำดับ โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ และเข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกสับปะรด และเลี้ยงสัตว์ตลอดมา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แต่มีบุคคลอื่นขัดขวางและอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน และช่างรังวัดที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินได้เพราะที่ดินทับซ้อนกับบุคคลอื่น โจทก์ตรวจสอบเอกสารที่ดินพบว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ได้แก้ไขรูปแปลงที่ดินให้เปลี่ยนแปลงไปจากหลักฐานเดิมและจัดทำเอกสารลงในใบไต่สวนให้ข้างเคียงผิดไปจากความจริง เพื่อเปิดทางให้ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จดทางสาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ ๓ โดยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารการรังวัดและเขตทางสาธารณะ จำเลยที่ ๒ จึงได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ อันเป็นการรุกล้ำทับซ้อนที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ โดยที่ดินดังกล่าว เดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๗๓ เลขที่ ๒๖๘๔ และเลขที่ ๑๔๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ซื้อมาจากผู้มีชื่อ และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้านและไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การได้มาซึ่งที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างซื้อที่ดินมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดิน โจทก์มีเพียงสิทธิครอบครองและไม่ได้ครอบครองจริง ทั้งไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจำเลยที่ ๑ และมิได้ยกคดีขึ้นร้องหรือฟ้องที่โจทก์อ้างว่าถูกแย่งการครอบครองที่ดินภายใน ๑ ปี นับแต่วันแย่งการครอบครอง โจทก์เจตนาทุจริตบิดเบือนตั้งรูปคดีฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่าออกโฉนดทับซ้อนที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานของจำเลยที่ ๒ ทำการรังวัดออกเอกสารสิทธิตามที่เจ้าของที่ดินนำชี้และพิจารณาดำเนินการตามข้อเท็จจริงประกอบพยานหลักฐาน การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจำเลยที่ ๑ ขอออกโฉนดที่ดินและไม่ได้ยกคดีขึ้นร้องหรือฟ้องว่าถูกแย่งการครอบครองภายใน ๑ ปี และคดีขาดอายุความ จำเลยที่ ๓ มอบอำนาจให้ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ร่วมรังวัดเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดหัวหินพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้จำเลย ทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ก็ตาม อย่างไรก็ตามเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นเอกชน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่ามีสิทธิโดยชอบในที่ดินซึ่งพิพาทกัน ดังนี้ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และใครเป็นผู้มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่ากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยที่ประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติให้การดำเนินการออกโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยที่ ๒ และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๖ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินตามข้อ ๕ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบเนื้อที่ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยที่ ๑ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ได้แก้ไขรูปแปลงที่ดินให้เปลี่ยนแปลงไปจากหลักฐานเดิมและจัดทำเอกสารลงในใบไต่สวนให้ข้างเคียงผิดไปจากความจริง เพื่อเปิดทางให้ที่ดินของจำเลยที่ ๑ จดทางสาธารณประโยชน์ และจำเลยที่ ๓ โดยนายอรุณ สุขจำเริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในเอกสารการรังวัดและเขตทางสาธารณะ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ จึงได้ออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินของเจ้าหน้าที่ในสังกัดจำเลยที่ ๒ ในการออกโฉนดที่ดิน และใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ของจำเลยที่ ๓ ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนนั้น เป็นกรณีมีมูลคดีเกี่ยวพันกันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ และเข้าทำประโยชน์ด้วยการปลูกสับปะรด และเลี้ยงสัตว์ตลอดมา แต่ถูกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๐๒๐๓ เลขที่ ๓๐๒๐๔ และเลขที่ ๓๐๒๐๕ โดยที่ดินดังกล่าว เดิมเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๗๓ เลขที่ ๒๖๘๔ และเลขที่ ๑๔๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ซื้อมาจากผู้มีชื่อ และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา การออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้านและไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินได้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ มอบอำนาจให้ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ร่วมรังวัดเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่และระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ข. เลขที่ ๑๗๑ และเลขที่ ๑๗๒ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวิชิต วิกรานตโนรส โจทก์ นายสันติ ภิรมย์ภักดี ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายอำเภอหัวหิน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชิต วิกรานตโนรส
จำเลย — นายสันติ ภิรมย์ภักดี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2558
#575537
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนให้ทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคม กับสัญญาให้ทำการตลาดบริการโทรข้ามแดนอัตโนมัติ และสัญญาดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคม เป็นสัญญาเพื่อให้บริการด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๐/๒๕๕๘

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๓๕/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ BAND A ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๙ และโจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาทำการตลาดบริการโทรข้ามแดนอัตโนมัติ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทำการตลาดฯ โดยในการทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ได้ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓ ฉบับ ไว้ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยมีนโยบายเปลี่ยนแปลงการดำเนินการโครงการเดิม ดังนั้น เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ โจทก์และจำเลยจึงได้ตกลงทำสัญญายกเลิกสัญญาทำการตลาดฯ ดังกล่าว และได้ตกลงทำสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า CDMA โดยโจทก์ได้ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไว้ให้แก่จำเลย ภายหลังการทำสัญญาดังกล่าว ปรากฏว่า จำเลยจงใจประพฤติผิดสัญญา โดยการมีหนังสือเรียกให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน เป็นเงิน ๖๓,๐๐๒,๐๐๐ บาท อ้างว่า โจทก์กระทำผิดสัญญาทำการตลาดฯ สัญญาทำการตลาดโทรข้ามแดนอัตโนมัติฯ และสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการฯ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์มิได้กระทำผิดสัญญา หากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งที่มูลหนี้ที่กล่าวอ้างยังไม่มีความแน่นอนว่าโจทก์ผิดสัญญาหรือไม่ เป็นเงินเท่าใด ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อฐานะทางการเงิน ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือทางการเงิน และการประกอบกิจการของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยหยุดกระทำผิดสัญญาหรือละเมิด โดยหยุดเรียกร้องให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชำระเงิน และมิให้รับเงินตามหนังสือค้ำประกัน รวม ๔ ฉบับ จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยให้จำเลยมีหนังสือยกเลิกการทวงถามธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ระงับการชำระเงินตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน โดยมิให้จำเลยเรียกหนังสือค้ำประกันในส่วนที่เพิ่มอีก จำนวน ๖๓,๐๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย เป็นเงิน ๖๓,๐๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยโดยไม่สุจริต จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาต่อโจทก์แต่อย่างใด เพราะจำเลยได้ปฏิบัติต่อโจทก์ตามข้อสัญญาทุกประการ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้องมาสูงเกินจริง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้จำเลยหยุดกระทำผิดสัญญาหรือละเมิด กับให้จำเลยยกเลิกการทวงถามธนาคาร ซึ่งสืบเนื่องจากการโต้แย้งสิทธิกันตามสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์ และจำเลยพิพาทกันฐานผิดสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคม ระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ BAND A และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๑/๒๕๔๐ ครั้งที่ ๒/๒๕๔๓ และครั้งที่ ๓/๒๕๔๖ และสัญญาทำการตลาดบริการโทรข้ามแดนอัตโนมัติ สัญญาตกลงยกเลิกสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ BAND A สัญญาการดูแลผู้ใช้บริการวิทยุโทรคมนาคมระบบเซลลูล่า CDMA เห็นว่า สัญญาต่างๆ ที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีนี้ มีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์และจำเลยทำขึ้นโดยมุ่งผูกพัน โดยสมัครใจบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และเป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิทำนิติกรรมเทียบเท่าเอกชน ถือเป็นการใช้สิทธิทำนิติกรรมสัญญาระหว่างคู่สัญญาที่มีฐานะเป็นเอกชนเท่าเทียมกัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ลักษณะสัญญาดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นเพียงสัญญาธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในลักษณะซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงเอกสิทธิ์ของรัฐ เพื่อให้ดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นกิจการบริการสาธารณะบรรลุผลแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่มีจำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการโทรคมนาคม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยที่จำเลยมีอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม รวมถึงกิจการที่ต่อเนื่องหรือใกล้เคียงกันหรือที่เกี่ยวกับหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่การประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการทางด้านโทรคมนาคม จำเลยจึงได้ตกลงทำสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมแบบระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ Band A ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๙ และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม กับโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยได้มอบหมายให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการในการประกอบกิจการโทรคมนาคมและให้บริการทางด้านโทรคมนาคมอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาทำการตลาดฯ ดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ส่วนสัญญาทำการตลาดบริการข้ามแดนอัตโนมัติเป็นสัญญาที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมฯ เพื่อผู้ใช้บริการได้ใช้บริการข้ามแดนอัตโนมัติของจำเลย อันมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองเช่นเดียวกัน สำหรับสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า CDMA เป็นสัญญาที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ Band A ระหว่างโจทก์กับจำเลย เพื่อให้ผู้ใช้บริการตามสัญญาทำการตลาดยังสามารถใช้บริการในระบบ CDMA จนกว่าจะมีการให้การบริการระบบ CDMA รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการตามสัญญาทำการตลาดในส่วนกลางเปลี่ยนมาใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบ HSPA ของจำเลย อันมีลักษณะเป็นการมอบหมายให้โจทก์เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการในการประกอบกิจการโทรคมนาคมและให้บริการทางด้านโทรคมนาคมอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาการดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า CDMA ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาทางปกครองเช่นเดียวกัน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญา โดยมีหนังสือเรียกให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ทำขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์ต่อจำเลย เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประธานระหว่างโจทก์กับจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองด้วย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า DIGITAL AMPS ๘๐๐ BAND A และทำสัญญาทำการตลาดบริการโทรข้ามแดนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์และเกี่ยวเนื่องกับสัญญาฉบับแรก ต่อมาจำเลยมีนโยบายเปลี่ยนแปลงการดำเนินการโครงการเดิมในระบบ CDMA เป็นระบบ HSPA โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญายกเลิกสัญญาทำการตลาดฯ ดังกล่าว และทำสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า CDMA โดยโจทก์ได้ส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไว้ให้แก่จำเลย แต่จำเลยจงใจประพฤติผิดสัญญายกเลิกสัญญาทำการตลาดฯ และสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการฯ โดยการมีหนังสือเรียกให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน อ้างว่า โจทก์กระทำผิดสัญญาทำการตลาดฯ สัญญาทำการตลาดโทรข้ามแดนอัตโนมัติฯ และสัญญาการดูแลผู้ใช้บริการฯ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยหยุดกระทำผิดสัญญาหรือละเมิด และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าว เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้ จำเลยเป็นบริษัทมหาชน จำกัด แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้บริการด้านโทรคมนาคม การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมฯ สัญญาทำการตลาดโทรข้ามแดนอัตโนมัติฯ และสัญญาดูแลผู้ใช้บริการวิทยุคมนาคมฯ ก็เพื่อให้บริการด้านโทรคมนาคมแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด โจทก์ บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ติดราชการ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด
จำเลย — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2558
#588343
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา แต่ตอนที่จะพิจารณาการกระทำว่าเป็นละเมิดหรือไม่ เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๙/๒๕๕๘

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เด็กชายเจริญฤทธิ์ ศิลาพันธ์ โดยนางน้อย ศิลาพันธ์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๑ นางน้อย ศิลาพันธ์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๓๒/๒๕๕๔ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต่อมาวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตาม มาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๑/๒๕๕๓ เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ ต่อมาวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ ในการกำกับดูแลรับผิดชอบและโดยการสั่งการบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีผู้บัญชาการทหารบก รองเสนาธิการทหารบกใช้ความรุนแรง และอาวุธสงครามเข้ากระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณแยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงเป็นเหตุให้ นายประจวบ ศิลาพันธ์ บิดาโจทก์ ที่ ๑ และเป็นสามีโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ถูกยิงจนเสียชีวิต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจาก ศอฉ. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นส่วนราชการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำทั้งปวงที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ภายใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ปฏิบัติหน้าที่ตามราชการปกติ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดเดิมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๗ นายกรัฐมนตรีและผู้ที่ได้รับมอบหมาย ศอฉ. ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องได้ออกประกาศคำสั่งและข้อกำหนดต่าง ๆ โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ และของหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์ทั้งสองจะเป็นเรื่องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดจากการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่เนื่องจาก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า "ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง" ดังนั้น กรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำใด ๆ ตามพระราชกำหนดนี้ ย่อมไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองทั้งสิ้น สำหรับการกระทำตามฟ้องก็ถือว่าเป็น "การกระทำตามพระราชกำหนดนี้" ตามความในมาตรา ๑๖ ด้วย จึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และมาตรา ๑๗ บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้อง ค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แม้ในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจะบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตาม แต่มาตรา ๑๗ ไม่ได้มีการบัญญัติถ้อยคำกำหนดขอบเขตการใช้บังคับว่าต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖ ด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวยังคงเคารพและให้ความสำคัญต่อหลักการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลอยู่เสมอ กรณีไม่อาจแปลความไปถึงขนาดที่ว่าการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นความรับผิดของรัฐนั้น บุคคลผู้เสียหายจะต้องถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิโดยถูกตัดสิทธิหรือห้ามมิให้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง มาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จึงได้รับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหายเอาไว้ อันได้แก่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมายถึงการใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในเรื่องความรับผิดของรัฐที่รับรองไว้อย่างชัดแจ้ง โดยมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่านายกรัฐมนตรีได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นหน่วยงานพิเศษ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี ผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อำนวยการ และผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ ต่อมา (ศอฉ.) ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ นายประจวบ ศิลาพันธ์ บิดาโจทก์ ที่ ๑ และเป็นสามีโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ถูกยิงเสียชีวิต จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าได้รับความเสียหาย จากนายกรัฐมนตรีในการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และได้รับความเสียหายจากการกระทำของรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย ผู้บัญชาการทหารบก และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหาร และเรียกร้องค่าเสียหาย จากราชการ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุพิพาท มาตรา ๒๑๘ บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น และมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ดังนั้นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากกฎหมายบัญญัติไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาล ปกครองหรือศาลอื่น คดีนั้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ เมื่อคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับ จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการเข้ากระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงตามคำสั่งของ ศอฉ. เป็นเหตุให้ นายประจวบ ศิลาพันธ์ บิดาโจทก์ ที่ ๑ และเป็นสามีโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ถูกยิงจนเสียชีวิต ในขณะที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด ซึ่งจะได้รับการเยียวยาหรือไม่จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำละเมิดจึงจะได้รับการเยียวยา แต่ตอนที่จะพิจารณาการกระทำว่าเป็นละเมิดหรือไม่ เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เด็กชายเจริญฤทธิ์ ศิลาพันธ์ โดยนางน้อย ศิลาพันธ์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ ๑ นางน้อย ศิลาพันธ์ ที่ ๒ โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ กระทรวงกลาโหม ที่ ๒ กองทัพบก ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายเจริญฤทธิ์ ศิลาพันธ์ โดยนางน้อย ศิลาพันธ์
ผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 1 กับพวกรวม 2คน
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2558
#577845
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเกษียณอายุราชการโดยได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติ แต่ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง มีมติไล่ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งให้คืนเงินบำเหน็จดำรงชีพตามคำสั่งที่ให้ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ แต่ผู้ฟ้องคดีคืนให้บางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องให้คืนเงินต่อศาลศาลชั้นต้นและศาลมีคำพิพากษาให้ชำระเงินคืน ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ชำระเงินคืน นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีถูกกองทุน กบข. ฟ้องเรียกให้คืนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปก่อนผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่จำต้องคืนเงินประเดิม เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินประเดิม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่กองทุน กบข. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติตามคำพิพากษา มูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลศาลชั้นต้น อันเป็นการดำเนินการตามคำบังคับในคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง อันเป็นขั้นตอนกระบวนการในทางแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ อีกทั้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดตามคำขอท้ายฟ้อง ก็เนื่องจากข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีถูกผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เมื่อต่อมาข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการลดโทษจากไล่ออกเป็นให้ปลดออก ซึ่งมีผลให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๘

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงดุสิต

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๖ นายสำรวญ ทองเดช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๕๓/๒๕๕๖ ความว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการสังกัดกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมธนารักษ์ที่ ๓๓๙/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๓ ลงโทษลดขั้นเงินเดือนผู้ฟ้องคดี ๑ ขั้น ในกรณีกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ต่อมาผู้ฟ้องคดีเกษียณอายุราชการและได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติ รวมเป็นเงินจำนวน ๒๘๑,๕๙๖.๑๒ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีได้รายงานผลการลงโทษทางวินัยไปยัง อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง มีมติให้เพิ่มโทษเป็นไล่ออกจากราชการ อธิบดีกรมธนารักษ์จึงมีคำสั่งกรมธนารักษ์ ที่ ๙๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ เป็นต้นไป ในระหว่างที่ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีคืนบางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินดังกล่าว โดยศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินคืนจำนวน ๒๘๑,๕๙๖.๑๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ระหว่างศาลอุทธรณ์พิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งกรมธนารักษ์ ที่ ๓๙/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ ให้ลดโทษผู้ฟ้องคดีเป็นปลดออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ ในขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินดอกเบี้ยของเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต นับตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลดโทษให้ปลดออกจากราชการ เป็นเงินจำนวน ๑๗,๗๙๕.๔๐ บาท โดยผู้ฟ้องคดีได้ชำระเงินดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการชำระโดยสำคัญผิด เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ. ๑๐๘/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๓๒/๒๕๕๕ กรณีกองทุนบำนาญข้าราชการ (กบข) ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดี ขอให้คืนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปก่อนถูกผู้ถูกฟ้องคดีไล่ออกจากราชการ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับโทษปลดออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่จำต้องคืนเงินประเดิม เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินประเดิม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่กองทุน กบข. ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินดอกเบี้ยเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติ จำนวน ๑๗,๗๙๕.๔๐ บาท แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า การเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามคำพิพากษามิใช่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินจำนวน ๑๗,๗๙๕.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอคืนเงินที่ได้ชำระเป็นค่าดอกเบี้ยเงินบำนาญปกติคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีโดยให้เหตุผลว่าตนมีสิทธิที่จะได้รับเงินตามกฎหมายตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น ไม่อาจนำมาพิจารณาในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีขอให้ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิตได้ เนื่องจากมีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการ แม้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ลดโทษ ทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิรับเงินบำเหน็จบำนาญ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก็ตาม แต่ในคดีแพ่งได้ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว เมื่อระยะเวลาระหว่างที่ไม่มีคำสั่งใหม่นั้น ผู้ฟ้องคดีรับเงินไปโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ศาลพิพากษาให้ชำระเงินนับตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ จนถึงวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ลดโทษผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องชำระดอกเบี้ยของจำนวนเงินที่รับไปโดยไม่มีสิทธิตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เงินที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว จึงมิใช่เกิดจากการกระทำทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี แต่เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีขอคืนเงินตามฟ้องแล้วผู้ถูกฟ้องคดีไม่คืนให้เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษามิใช่เป็นการกระทำทางปกครอง ดังนั้นข้อพิพาทคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลแขวงดุสิตเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะมีคำสั่งที่ ๙๙/๒๕๔๙ ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ต่อมาศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินจำนวน ๒๒๙,๑๑๑.๘๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งที่ ๓๙/๒๕๕๒ ให้ลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแขวงดุสิตคดีจึงถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน ๒๒๙,๐๐๐.๘๖ บาท ตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ เป็นเงินจำนวน ๑๗,๗๙๕.๔๐ บาท ผู้ฟ้องคดีได้ชำระเงินดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว ต่อมาในคดีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีให้คืนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ เงินประเดิม และเงินชดเชย ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปก่อนถูกไล่ออกจากราชการ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.๑๐๘/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๖๓๒/๒๕๕๕ ว่า เมื่อกรมธนารักษ์ได้มีคำสั่งให้ลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ กรณีจึงมิใช่ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการอันเนื่องมาจากเหตุลงโทษไล่ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ของเงินประเดิม และเงินชดเชย ให้แก่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ การชำระเงินดอกเบี้ยเงินบำนาญปกติและบำเหน็จดำรงชีพให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการชำระโดยสำคัญผิด ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอคืนเงินดอกเบี้ยดังกล่าวจากผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งว่า การเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าดอกเบี้ยเป็นการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามคำพิพากษา มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินดอกเบี้ยดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดี พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีชำระดอกเบี้ยของต้นเงินตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต อันเป็นการดำเนินตามคำบังคับในคดีของศาลแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล อันเป็นขั้นตอนกระบวนการในทางแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ มิใช่กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงิน อันจะเป็นคำสั่งทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลแขวงดุสิตพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลแขวงดุสิตและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ๙๔๒/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๒๑๙/๒๕๕๑ ให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติจำนวน ๒๒๙,๑๑๑.๘๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย นับตั้งแต่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ โดยอาศัยมูลคดีว่าผู้ฟ้องคดีถูกไล่ออกจากราชการและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ขณะนั้นการพิจารณาโทษทางวินัยของผู้ฟ้องคดียังไม่สิ้นสุด ต่อมาทาง ก.พ. ได้เปลี่ยนโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกเป็นให้ออกจากราชการซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติและโทษดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงดุสิตและศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไปและคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำคำพิพากษาดังกล่าวมาบังคับกับจำเลยน่าจะไม่ชอบและอาจจะเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต อีกทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกดอกเบี้ย ตั้งแต่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ จำนวน ๑๗,๗๙๕.๔๐ บาท เป็นการเรียกดอกเบี้ยบางส่วนตามดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิใช่เรียกดอกเบี้ยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการจ่ายโดยสำคัญผิดจึงมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินจำนวนดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ดุลพินิจไม่คืนเงินดังกล่าวโดยอ้างว่า สิทธิการรับเงินบำเหน็จบำนาญได้เริ่มมีขึ้น ณ วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลดโทษ บรรดาเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับไปก่อนสิทธิจะเกิดจึงเป็นกรณีที่รับไปโดยไม่มีสิทธิแม้ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จบำนาญแก่ทางราชการ แต่ต้องรับผิดชอบในบรรดาดอกเบี้ย ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น กรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แต่เป็นการใช้ดุลพินิจเรียกดอกเบี้ยบางส่วนจากผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ ๙๔๒/๒๕๕๑ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๒๑๙/๒๕๕๑ ของศาลแขวงดุสิตและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเกษียณอายุราชการโดยได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพและเงินบำนาญปกติ แต่ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงการคลัง มีมติไล่ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งให้คืนเงินบำเหน็จดำรงชีพตามคำสั่งที่ให้ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ แต่ผู้ฟ้องคดีคืนให้บางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องให้คืนเงินต่อศาลแขวงดุสิตและศาลมีคำพิพากษาให้ชำระเงินคืน ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ชำระเงินคืน นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีถูกกองทุน กบข. ฟ้องเรียกให้คืนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับไปก่อนผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่จำต้องคืนเงินประเดิม เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินชดเชย ผลประโยชน์เงินประเดิม พร้อมดอกเบี้ยให้แก่กองทุน กบข. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการ แม้ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ลดโทษเป็นให้ปลดออกทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิรับเงินบำเหน็จบำนาญตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก็ตาม แต่ในคดีแพ่งได้ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติตามคำพิพากษา มูลความแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิต อันเป็นการดำเนินการตามคำบังคับในคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง อันเป็นขั้นตอนกระบวนการในทางแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ อีกทั้งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดตามคำขอท้ายฟ้อง ก็เนื่องจากข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีถูกผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เมื่อต่อมาข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการลดโทษจากไล่ออกเป็นให้ปลดออก ซึ่งมีผลให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสำรวญ ทองเดช ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสำรวญ ทองเดช
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมธนารักษ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 17/2558
#577843
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องธนาคารแห่งประเทศไทยว่า จงใจหรือละเลยไม่กำหนดประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุทั้งไม่ออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้จ่ายเงินค่าชดเชย ส่วนจำเลยให้การว่า การจ้างงานของจำเลยได้รับยกเว้นมิต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้าง และได้จัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องไว้โดยชอบแล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับค่าชดเชยกรณีออกจากงานเนื่องจากการเกษียณอายุ อันเป็นกรณีจำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือน เพื่อตอบแทนการทำงานให้ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงาน คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๕๘

วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นางวิมล อัษฎานุกูล โจทก์ ยื่นฟ้องธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๖๗๔/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ โจทก์เข้าปฏิบัติงานเป็นพนักงานของจำเลยในระดับเจ้าหน้าที่ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการพิเศษ วพธ.วผธ. สังกัดสายออกบัตรธนาคาร โรงพิมพ์ธนบัตร สำนักการผลิต ส่วนผลิต ๑-๒ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย รวมค่าครองชีพเดือนละ ๖๙,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยได้มีบันทึก ธปท. เลขที่ (ว) ๒/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ เรื่อง พนักงานครบเกษียณอายุในปี ๒๕๕๖ โดยให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ด้วยเหตุเกษียณอายุ แต่ไม่มีการกำหนดประโยชน์ตอบแทนประเภทค่าชดเชยเนื่องจากการเลิกจ้างโจทก์ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ดังนั้น หน่วยงานของจำเลยจะต้องออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงานและลูกจ้าง แต่ปัจจุบันจำเลยยังไม่ดำเนินการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการจงใจหรือละเลยไม่กำหนดประโยชน์ตอบแทน อันเกี่ยวกับค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยอันเนื่องมาจากการเกษียณอายุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชย จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การจ้างงานของจำเลยเป็นการจ้างงานที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหา กำไรในทางเศรษฐกิจที่ได้รับยกเว้นมิต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างตามข้อ (๓) ของกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวางแนววินิจฉัยในเรื่องหน่วยงานของรัฐประเภทที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไว้ตามเรื่องเสร็จที่ ๑๐๖๓/๒๕๕๔ จำเลยจึงไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ การพ้นจากตำแหน่งและการออกจากงานอันเนื่องจากการเกษียณอายุของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มิใช่การเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย จำเลยได้จัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชอบแล้ว ประโยชน์ตอบแทนใดๆ ของพนักงานและลูกจ้างของจำเลยจะมีขึ้นได้ต้องเป็นไปตามระเบียบหรือข้อบังคับของจำเลยโดยตรง โดยไม่อาจนำบทบัญญัติของมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาบังคับใช้กับจำเลยได้ การที่จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงาน ถือได้ว่าจำเลยยอมสละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองที่มีอำนาจเหนือเอกชนมาทำสัญญาจ้างพนักงาน ซึ่งการใช้อำนาจบริหารในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันอำนาจในการบริหารและอำนาจในการบังคับบัญชาอันเป็นอำนาจของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเอกชน มิใช่ข้อกำหนดลักษณะพิเศษที่เป็นการแสดงอำนาจเหนือของฝ่ายปกครองและระบบกฎหมายมหาชน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงานในฐานะพนักงานตามสัญญาจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) มิใช่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกคำสั่งโดยมิชอบหรือเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้ว่าพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑ บัญญัติว่า กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย ว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ก็เป็นเพียงการกำหนดมิให้นำกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์มาใช้บังคับเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในฐานะธนาคารกลางของประเทศเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและระบบการชำระเงิน อันเป็นภารกิจในการดำเนินการบริการสาธารณะด้านการเงินของประเทศ มิใช่การดำเนินการอย่างธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลายประการ จำเลยจึงมีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างสถานะที่เป็นพนักงานของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครองจึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อบังคับธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๖ ส่วนที่ ๖ ว่าด้วยการออกจากงานได้กำหนดให้พนักงานพ้นจากตำแหน่งและออกจากงานเมื่อ (๑) ตาย (๒) ได้รับอนุญาตให้ลาออก (๓) ได้รับโทษทางวินัยร้ายแรงขั้นปลดออกหรือไล่ออก (๔) ถูกสั่งให้ออกจากงาน (๕) ครบเกษียณอายุ (๖) ออกจากงานเพื่อไปปฏิบัติงานพิเศษตามความประสงค์ของ ธปท. โดย ธปท. จะให้กลับเข้าเป็นพนักงานตามเดิมเมื่องานที่มอบหมายแล้วเสร็จหรือเมื่อ ธปท. เห็นสมควร และ (๗) ออกจากงานกรณีอื่นๆ ตามระเบียบ กบค. กำหนด นอกจากนี้ มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ บัญญัติว่า กิจการของ ธปท. ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ทั้งนี้ ธปท. ต้องจัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคมกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ประกอบกับมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้จำเลยไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ กรณีจึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์หรือพนักงานและลูกจ้างกับจำเลยเป็นความสัมพันธ์ที่มีการกำหนดเอาไว้เป็นการเฉพาะโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งในเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่การได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ตอบแทน และสวัสดิการ ฯลฯ มิได้เป็นความสัมพันธ์อย่างนายจ้างลูกจ้างเอกชนทั่วไป ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับหน่วยงานทางปกครองด้วยกัน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยเรียกเงินอันมีเหตุเนื่องจากได้ปฏิบัติงานให้โจทก์จนครบเกษียณอายุ หากจะพิจารณาว่า คำฟ้องนี้มีข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ดำเนินการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยของพนักงานและลูกจ้างเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ กรณีก็เป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตามมาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๒๕ (๗) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวละเลยไม่จัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการกำหนดประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานและลูกจ้างของจำเลยไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งทำให้โจทก์ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนประเภทค่าชดเชยเนื่องจากการออกจากงาน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานของจำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาก็ตาม กรณีก็มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ทางสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ เดิมโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ยื่นฟ้องจำเลยอ้างว่า จำเลยให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ด้วยเหตุเกษียณอายุ แต่ไม่มีการกำหนดประโยชน์ตอบแทนประเภทค่าชดเชยเนื่องจากการเลิกจ้างโจทก์ ทั้งจำเลยไม่ดำเนินการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นการจงใจหรือละเลยไม่กำหนดประโยชน์ตอบแทนเกี่ยวกับค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุ โจทก์ทวงถามให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า การจ้างงานของจำเลยเป็นการจ้างงานที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจที่ได้รับยกเว้นมิต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างตามข้อ (๓) ของกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ การพ้นจากตำแหน่งและการออกจากงานอันเนื่องจากการเกษียณอายุของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มิใช่การเลิกจ้าง จำเลยได้จัดให้มีระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายโดยชอบแล้ว การไม่จ่ายค่าชดเชยจึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับค่าชดเชยกรณีออกจากงานเนื่องจากการเกษียณอายุ เห็นว่า เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นกรณีจำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานให้ จึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างนายจ้างอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ โดยจำเลยได้จัดให้มีข้อบังคับว่าด้วยเงินทุนเลี้ยงชีพ ระเบียบเรื่องเงินทดแทน ระเบียบเรื่องสิทธิประโยชน์ของที่ระลึกแห่งการทำงานนาน ฯลฯ อันเป็นการกำหนดให้พนักงานและลูกจ้างได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานทั้งในขณะเป็นพนักงานและเมื่อพ้นจากการเป็นพนักงาน ข้อบังคับและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการทำงานตามสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุโดยไม่จ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง ทั้งจงใจหรือละเลยไม่ดำเนินการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับค่าชดเชยตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับจากการทำงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าปฏิบัติงานในฐานะพนักงานตามสัญญาจ้าง คดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน แม้มาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับ พ.ศ. ๒๕๔๔ กำหนดให้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ใช้บังคับก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล เพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไปเท่านั้น คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางวิมล อัษฎานุกูล โจทก์ ธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ติดราชการ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล อัษฎานุกูล
จำเลย — ธนาคารแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 16/2558
#577844
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์ถูกพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีฟ้องเป็นคดีอาญาข้อหาความผิดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่มิได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๖ พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าที่ดินของโจทก์นั้น รัฐสามารถทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนผู้ครอบครองได้ แต่จำเลยทั้งหกได้ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งหกพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ในปี ๒๕๕๖ กรมที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าที่ดินของโจทก์สามารถทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินได้ ดังนั้นการที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายวิเชาว์ พุ่มไสว โจทก์ ยื่นฟ้อง นายขุนแผน ทิมเมฆ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกลัดหลวง ที่ ๑ นายคำ ดีประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๒ นายประสพ ขำสี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๓ นายบังอาจ ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๔ นายสรศักดิ์ มีโหมด ผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบลกลัดหลวง ที่ ๕ นายไพฑูรย์ ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๖ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๐๒/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ ๓๔๘/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อปี ๒๕๒๒ โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ ๗๕ ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จากผู้มีชื่อและได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านบนที่ดินแปลงพิพาท โดยได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด เมื่อปี ๒๕๓๖ โจทก์ถูกพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีฟ้องเป็นคดีอาญา ข้อหาความผิดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๕๕๙๑/๒๕๓๘ ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์บุกรุกเข้าครอบครองที่ดินที่กันไว้เป็นสาธารณประโยชน์ ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ ๓๓ ไร่เศษ เป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ (๑) และมาตรา ๑๐๘ ทวิ วรรคหนึ่ง พิพากษาจำคุก ๓ เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท เมื่อปี ๒๕๕๑ มีผู้ร้องเรียนต่อพนักงานอัยการและสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรีว่า มิได้มีการบังคับให้โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา เนื่องจากมิได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีแล้ว ปัจจุบันโจทก์มิได้ออกจากที่พิพาท เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินพร้อมทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันและชาวบ้านในท้องที่จะทำการรังวัดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่รกร้างว่างเปล่าของรัฐบาลสามารถทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนที่เข้าครอบครองได้ แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหกได้ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ว่า เนื่องจากยังมีกรณีพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินทับที่สาธารณประโยชน์ จึงขอให้ยุติการรังวัดไว้ก่อนจนกว่ากรณีพิพาทจะถึงที่สุด โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งหกพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์และให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่รกร้างว่างเปล่าดังกล่าว จำเลยทั้งหกจึงได้คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ แม้ว่าที่ดินส่วนหนึ่งจำนวน ๓๓ ไร่เศษ ศาลจังหวัดเพชรบุรีและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาว่า โจทก์บุกรุกเข้าครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้โจทก์พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกครอบครอง และมิได้ทำการบังคับคดีให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทภายในระยะเวลา ๑๐ ปี แต่หามีผลให้การครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นที่ดินของรัฐเป็นของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนด ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครอง แต่การอ้างเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินในส่วนที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า และโจทก์เป็นผู้ครอบครอง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยทั้งหกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้คัดค้านการเดินสำรวจรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามจำเลยทั้งหกพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ และให้มีคำสั่งห้ามบุคคลใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่กันไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่า อยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์ซื้อที่ดินมือเปล่าและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาท โจทก์ถูกพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีฟ้องเป็นคดีอาญาข้อหาความผิดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๕๕๙๑/๒๕๓๘ ว่าโจทก์มีความผิดฐานตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่มิได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๖ พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าที่ดินของโจทก์นั้น รัฐสามารถทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนผู้ครอบครองได้ แต่จำเลยทั้งหกได้ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งหกพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยทั้งหกให้การว่า โจทก์บุกรุกเข้าครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้มิได้ทำการบังคับคดีภายในระยะเวลา ๑๐ ปี แต่หามีผลให้การครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นที่ดินของรัฐเป็นของโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ในปี ๒๕๕๖ กรมที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั้งตำบล ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าที่ดินของโจทก์สามารถทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินได้ ดังนั้นการที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิเชาว์ พุ่มไสว โจทก์ นายขุนแผน ทิมเมฆ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกลัดหลวง ที่ ๑ นายคำ ดีประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๒ นายประสพ ขำสี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๓ นายบังอาจ ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๔ นายสรศักดิ์ มีโหมด ผู้ใหญ่บ้านและกำนันตำบลกลัดหลวง ที่ ๕ นายไพฑูรย์ ใจดี ผู้ใหญ่บ้านตำบลกลัดหลวง ที่ ๖ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชาว์ พุ่มไสว
จำเลย — นายขุนแผน ทิมเมฆ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกลัดหลวง
ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2558
#572494
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ จัดให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินของโจทก์เต็มทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน การอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์และการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์เกิน ๕ ปี จึงขาดสิทธิครอบครอง คดีขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๕/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นายปรเมษฐ กานตวนิชกูร โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายประเสริฐ รองทอง ที่ ๒ นางผ่องศรี สุระศร ที่ ๓ นางตุ๋ย ทองยิ้ม ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๘/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๒๒๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๖๙๕ ตำบลกุดเสลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ และช่างรังวัดได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษคัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการรังวัดและจัดที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ถึงจำเลยที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินทับที่ดินของโจทก์เต็มทั้งแปลงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งออกโฉนดที่ดิน ให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและการอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยที่โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์และไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ในที่ดินพิพาท การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการทำประโยชน์ โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์เกิน ๕ ปี จึงขาดสิทธิครอบครอง คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับความเสียหาย จากการที่จำเลยที่ ๑ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายในการฟ้องคดีก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองเพราะไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม การออกหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าการออกหนังสืออนุญาตดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ กรณีจึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรลักษ์ และช่างรังวัดได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ คัดค้านว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการรังวัดและจัดที่ดินให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินทับที่ดินของโจทก์เต็มทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน และการอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยที่โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์และไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินและไม่เคยโต้แย้งคัดค้านการทำประโยชน์ โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์เกิน ๕ ปี จึงขาดสิทธิครอบครอง คดีขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้แม้มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายปรเมษฐ กานตวนิชกูร โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายประเสริฐ รองทอง ที่ ๒ นางผ่องศรี สุระศร ที่ ๓ นางตุ๋ย ทองยิ้ม ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรเมษฐ กานตวนิชกูร
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2558
#572170
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วัดฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินและที่ดินรอบวัดก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีนำรถแบ็กโฮเข้าทำถนน และมีการตัดต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีได้ปลูกไว้ กับมีการลักหน้าดินลูกรังไปถมทำถนน อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และให้ทางพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้บุกรุกที่ดิน เนื่องจากทางพิพาทเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรมานาน และไม่ได้ลักหน้าดินลูกรังมาถมถนน จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยนาท

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๙๓/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินภูเขาสารพัดดีและที่ดินรอบวัดซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดที่ดินแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับโฉนดที่ดิน เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐหรือ กบร. ประจำจังหวัดชัยนาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติรอบๆ ทางพิพาทด้านนอกกำแพงวัดที่อยู่ในรัศมีเขาสารพัดดีทั้งสองข้างทาง ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้รับเหมาสร้างถนนโดยผู้รับเหมาได้นำรถแบ็กโฮและเครื่องจักรเข้าทำถนนในที่ดิน และมีการตัดต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีได้ปลูกไว้ทั้งสองข้างทาง กับมีการลักหน้าดินลูกรังไปถมทำถนนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ออกคำสั่งต้องร่วมรับผิดในการจงใจหรือประมาทเลินเล่อจากการกระทำละเมิดของผู้รับเหมาที่สร้างถนน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำลายต้นไม้และจากการลักหน้าดินลูกรังของผู้รับเหมามาถมถนน พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ทางพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ทำถนนผิดเส้นทางและไม่ได้บุกรุกที่ดิน เนื่องจากที่ดินที่ทำถนนทางพิพาทเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้เดินทางสัญจรมานานราว ๖๐-๗๐ ปีแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือหนังสือแจ้งการครอบครองหรือหลักฐานใดๆ ของทางราชการมายืนยันถึงสิทธิครอบครองที่ดินที่ทำถนนในทางพิพาทดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทำถนนทางพิพาทจากความต้องการของประชาชนเพื่อให้สามารถเดินทางสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกปลอดภัยโดยใช้งบประมาณส่วนตัวของนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของแผ่นดินหรือราชการส่วนท้องถิ่น ผู้รับเหมาทำถนนไม่ได้ลักหน้าดินลูกรังมาถมถนนอันเป็นเหตุให้ต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการกระทำละเมิดของผู้รับเหมาสร้างทำถนนแก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๕๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๖ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ บัญญัติให้เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำในเขตเทศบาล ดังนั้น กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างถนนในเขตเทศบาลอันเป็นการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในเขตเทศบาลของผู้ถูกฟ้องคดี แม้จะใช้งบประมาณการดำเนินการก่อสร้างจากส่วนใดก็ตาม ย่อมเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนผิดเส้นทางบุกรุกเข้ามาในทางส่วนบุคคลที่ผู้ฟ้องคดีสร้างขึ้น ทำให้ป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้สองข้างทางได้รับความเสียหาย อีกทั้งผู้รับเหมาของผู้ถูกฟ้องคดียังลักลอบตักหน้าดินลูกรังบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปถมถนน เป็นเหตุให้หน้าดินและต้นไม้ของผู้ฟ้องคดีเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าสินไหมทดแทนจากการทำลายป่าไม้ จำนวน ๗๕๐,๐๐๐ บาท กับชำระค่าสินไหมทดแทนจากการลักหน้าดินของผู้รับเหมา จำนวน ๑๒๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการสร้างทำถนนในทางพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินอันถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่ามีสิทธิครอบครองที่ดินที่สร้างทำถนนพิพาทโดยชอบ และผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินที่สร้างทำถนนพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดให้แก่ผู้ฟ้องคดีและให้ทางพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินที่สร้างทำถนนพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นเกี่ยวกับความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไป ดังนั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินภูเขาสารพัดดีและที่ดินรอบวัดก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแล้วแต่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้รับเหมาสร้างถนนโดยนำรถแบ็กโฮและเครื่องจักรเข้าทำถนนในที่ดิน และมีการตัดต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีได้ปลูกไว้ทั้งสองข้างทาง กับมีการลักหน้าดินลูกรังไปถมทำถนนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำลายต้นไม้และจากการลักหน้าดินลูกรังมาถมถนน พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ทางพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้บุกรุกที่ดิน เนื่องจากที่ดินที่ทำถนนทางพิพาทเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรราว ๖๐-๗๐ ปีแล้ว และผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือหนังสือแจ้งการครอบครองมายืนยันถึงสิทธิครอบครองที่ดินที่ทำถนนทางพิพาท ผู้รับเหมาไม่ได้ลักหน้าดินลูกรังมาถมถนนอันเป็นเหตุให้ต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้ได้รับความเสียหาย จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม) ผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — วัดไกลกังวล (เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม)
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2558
#578348
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของบิดา โดยก่อนบิดาถึงแก่ความตายได้มีทรัพย์สินเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. แต่ถูกนายอำเภอเมืองหนองบัวลำภูอ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ และให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำแบบคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกับแบบบันทึกถ้อยคำที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้บิดาของผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีทราบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ออกทับที่สาธารณประโยชน์ จึงขอโอนที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๘ ก่อสร้างถนนและอาคารรุกล้ำทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม บันทึกถ้อยคำ ให้บิดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาท เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นภ. ๐๐๐๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของบิดาผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้รื้อถอนถนนและอาคารส่วนที่รุกล้ำทับที่ดินพิพาท และทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในสภาพเดิมหากทำไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าที่ดินพิพาทให้แก่บิดาผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๙ ให้การว่า บิดาผู้ฟ้องคดีได้โอนที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทนด้วยตนเอง และมีการจดทะเบียนโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ได้ถูกถอนสภาพจากที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะโดยใช้เป็นศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภูกว่า ๒๐ ปี แล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดาผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ ร้อยตำรวจตรี สมบูรณ์หรือสมพร แก่นผา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ ๔ กรมคุมประพฤติ ที่ ๕ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ ๖ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๗ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๐/๒๕๕๖ โดยศาลมีคำสั่งเรียกกรมธนารักษ์เข้ามาเป็นคู่ความและกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๙ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาตามคำสั่งศาล ก่อนถึงแก่ความตายบิดามีทรัพย์สินเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๘ เลขที่ดิน ๑๖๑ ตำบลลำภู อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา แต่ถูกนายอำเภอเมืองหนองบัวลำภูอ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ (โสกบักเหน่ง) ในคราวสำรวจที่ดินเพื่อเตรียมก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภู และให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำแบบคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกับแบบบันทึกถ้อยคำที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้บิดาของผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อ โดยข้อความมีสาระสำคัญว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีทราบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ ออกทับที่สาธารณประโยชน์ จึงมีความประสงค์ขอโอนที่ดินพิพาท ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๘ ก่อสร้างถนนและอาคารรุกล้ำทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม บันทึกถ้อยคำ ให้บิดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาท เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นภ. ๐๐๐๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของบิดาผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้รื้อถอนถนนและอาคารส่วนที่รุกล้ำทับที่ดินพิพาท และทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในสภาพเดิมหากทำไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าที่ดินพิพาทให้แก่บิดาผู้ฟ้องคดี

ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๙ ให้การว่า บิดาผู้ฟ้องคดีได้โอนที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๖๖ ตารางวา ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทนด้วยตนเอง และมีการจดทะเบียนโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ได้ถูกถอนสภาพจากที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มาเป็นเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะโดยใช้เป็นศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภูกว่า ๒๐ ปี แล้ว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ถึงที่ ๖ และที่ ๙ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภูได้ให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำแบบคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ท.ด.๑ ก.) กับแบบบันทึกถ้อยคำซึ่งไม่ได้กรอกข้อความมาให้บิดาผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อแล้วนำไปกรอกข้อความเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ คืนแก่รัฐเพื่อก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภู โดยบิดาผู้ฟ้องคดีไม่รู้เห็นหรือยินยอม ขอให้ศาลเพิกถอนคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม บันทึกถ้อยคำ และเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นภ. ๐๐๐๑ และคืนที่ดินพิพาทหรือชดใช้ค่าที่ดินพิพาทให้แก่บิดาผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ส่วนประเด็นปัญหาว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของบิดาผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น เป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยประเด็นหนึ่งที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีซึ่งศาลปกครองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ และแม้การวินิจฉัยประเด็นย่อยดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดหนองบัวลำภูพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น จำต้องต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งต่อมาเป็นที่ราชพัสดุประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ส่วนที่ขอให้รื้อถอนถนนและอาคารในส่วนที่รุกล้ำทับที่ดินพิพาท และให้ชดใช้ค่าทดแทนกรณีไม่สามารถทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้วินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาตามคำสั่งศาล โดยก่อนบิดาถึงแก่ความตายได้มีทรัพย์สินเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๘ เลขที่ดิน ๑๖๑ แต่ถูกนายอำเภอเมืองหนองบัวลำภูอ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ (โสกบักเหน่ง) ในคราวสำรวจที่ดินเพื่อเตรียมก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภู และให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำแบบคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกับแบบบันทึกถ้อยคำที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้บิดาของผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อ โดยข้อความมีสาระสำคัญว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีทราบว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ ออกทับที่สาธารณประโยชน์ จึงมีความประสงค์ขอโอนที่ดินพิพาท ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๘ ก่อสร้างถนนและอาคารรุกล้ำทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๘ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม บันทึกถ้อยคำ ให้บิดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. พิพาท เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นภ. ๐๐๐๑ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของบิดาผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้รื้อถอนถนนและอาคารส่วนที่รุกล้ำทับที่ดินพิพาท และทำให้ที่ดินพิพาทอยู่ในสภาพเดิมหากทำไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ค่าที่ดินพิพาทให้แก่บิดาผู้ฟ้องคดี โดยศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๙ ให้การว่า บิดาผู้ฟ้องคดีได้โอนที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทนด้วยตนเอง และมีการจดทะเบียนโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ได้ถูกถอนสภาพจากที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะโดยใช้เป็นศูนย์ราชการจังหวัดหนองบัวลำภูกว่า ๒๐ ปี แล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดาผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างร้อยตำรวจตรี สมบูรณ์หรือสมพร แก่นผา ผู้ฟ้องคดี กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ ๔ กรมคุมประพฤติ ที่ ๕ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ ๖ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ ๗ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๘ กรมธนารักษ์ ที่ ๙ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจตรี สมบูรณ์หรือสมพร แก่นผา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2558
#572169
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๔ ว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าต่อจากบิดาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินพิพาทไปออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โฉนดที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายภูวงศ์ สัมพันธ์เพ็ง โจทก์ ยื่นฟ้อง วัดสุปัฎนารามวรวิหาร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๔๑๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าจำนวน ๑ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ (หมู่ ๑๑) ตำบลคำน้ำแซบ (ตำบลธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ ๓ งานเศษ พร้อมบ้าน ๑ หลัง โดยได้รับการยกให้จากบิดา ซึ่งบิดาได้ครอบครองทำประโยชน์มาเกือบ ๘๐ ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อประมาณปี ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๔๘๖ เลขที่ดิน ๑๗ ตำบลคำน้ำแซบ (ธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๒๙ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินของโจทก์ เมื่อปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาท ขอให้โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาท แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกเฉยอ้างว่าโฉนดที่ดินออกถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้ดำเนินการให้อ้างว่าโฉนดที่ดินออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินมือเปล่าแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทวัด สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๓๙๔ และครอบครองที่ดินก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพร้อมทั้งทำการแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ ก. เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามลำดับ แม้โจทก์จะเข้าครอบครองกี่ปีก็ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ธรณีสงฆ์ได้จึงเป็นการครอบครองที่ดินมือเปล่าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า สภาพที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดสุปัฎนารามวรวิหาร จำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๓ การออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องวัดเป็นจำเลยที่ ๑ พร้อมเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า แต่จำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินพิพาททับที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ กลับโต้แย้งสิทธิของโจทก์ว่า โฉนดที่ดินพิพาทออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองอุบลราชธานี

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๙ (เดิม หมู่ที่ ๑๑) ตำบลคำน้ำแซบ (เดิม ตำบลธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมบ้าน ๑ หลัง โดยได้รับการยกให้จากบิดา ซึ่งบิดาได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเกือบ ๘๐ ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อปี ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๔๘๖ ตำบลคำน้ำแซบ (ธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ แจ้งโจทก์ว่าเป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาท จึงขอให้โจทก์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน โจทก์ไปตรวจสอบสารบบที่ดินที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่า จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ไปยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสี่ได้โต้แย้งว่าการออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตามคำฟ้องเป็นที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ พร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการขอเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ ร่วมกันดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ถึงแม้ว่าการที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทตามคำขอของโจทก์จะเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ ศาลปกครองจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยก่อนได้ เพื่อที่จะสามารถวินิจฉัยประเด็นการละเลยไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงพิพาทของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อันเป็นประเด็นหลักแห่งคดีต่อไป ทั้งนี้ ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ นอกจากนั้นมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ ดังนั้น คำฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องนิติบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครองว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าต่อจากบิดาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินพิพาทไปออกโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๔๘๖ ตำบลคำน้ำแซบ (ตำบลธาตุ) อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทให้โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทวัดและครอบครองที่ดินก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพร้อมทั้งทำการแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ และ น.ส. ๓ ก. เพื่อขอออกโฉนดที่ดินตามลำดับ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดสุปัฎนารามวรวิหาร จำเลยที่ ๑ การออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๔๘๖ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายภูวงศ์ สัมพันธ์เพ็ง โจทก์ ยื่นฟ้อง วัดสุปัฎนารามวรวิหาร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภูวงศ์ สัมพันธ์เพ็ง
จำเลย — วัดสุปัฎนารามวรวิหาร ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ