คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 11/2558
#572493
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการขุดเจาะ ผิวจราจรและตีเส้นวางแนวเขตขุดเจาะทางเท้าและรื้อท่อระบายน้ำเก่ากับทั้งวางท่อระบายน้ำใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่ารื้อทางเท้าเพื่อวางระบบระบายน้ำทางเท้าตามแนวทางเท้าและระบบระบายน้ำเดิม ซึ่งทางเท้าดังกล่าวประชาชนใช้สัญจรเป็นทางเท้ามาสิบกว่าปี โดยเจ้าของมิได้หวงกันและยังเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้หรือใช้เป็นทางจราจร กรณีจึงเป็นทางสาธารณะโดยเปิดเผย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลแขวงอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ พันโท กนกศักดิ์ ชุมเสน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลนครอุบลราชธานี ที่ ๑ นายกเทศมนตรีอุบลราชธานี ที่ ๒ นางรจนา กัลป์ตินันท์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๗/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด เลขที่ ๑๙๑๙๐ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งในขณะนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อยู่ ขุดเจาะผิวจราจรและตีเส้นวางแนวเขตขุดเจาะทางเท้าและรื้อท่อระบายน้ำเก่ากับทั้งวางท่อระบายน้ำใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแนวเขตที่ดิน ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขุดเจาะผิวจราจรและตีเส้นวางแนวเขตขุดเจาะทางเท้ากับทั้งรื้อท่อระบายน้ำเก่าและวางท่อระบายน้ำใหม่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จำนวน ๐.๒ ตารางวา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องเฉพาะในส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไว้พิจารณา และไม่รับคำฟ้องในส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อทางเท้าเพื่อวางระบบระบายน้ำทางเท้าตามแนวทางเท้าและระบบระบายน้ำเดิมซึ่งทางเท้าดังกล่าวประชาชนใช้สัญจรเป็นทางเท้ามาสิบกว่าปี โดยเจ้าของมิได้หวงกันและยังเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้หรือใช้เป็นทางจราจรโดยมิได้เรียกเก็บค่าทดแทนและไม่สงวนสิทธิในการใช้สอยทางเท้าดังกล่าว กรณีจึงเป็นทางสาธารณะโดยเปิดเผย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะให้กับประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก และทางระบายทางน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดชอบการบริหารราชการของเทศบาล ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ และนโยบาย แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ คดีนี้มีประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำโดยใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณา การพิจารณาในปัญหาดังกล่าว ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน มาใช้บังคับกับคดีหรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจศาลเฉพาะศาลใดศาลหนึ่งเท่านั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และในการวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ บรรพ ๔ และไม่มีบทกฎหมายห้ามศาลปกครองนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ก็ตาม แต่ก็มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานมาโดยตลอดว่า การที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ผู้ฟ้องคดีขอนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาท เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๑๙๐ ได้ถูกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขุดเจาะผิวจราจรและตีเส้นวางแนวเขตขุดเจาะทางเท้าและรื้อท่อระบายน้ำเก่ากับทั้งวางท่อระบายน้ำใหม่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จำนวน ๐.๒ ตารางวา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย โดยศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ไว้พิจาณา ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อทางเท้าเพื่อวางระบบระบายน้ำทางเท้าตามแนวทางเท้าและระบบระบายน้ำเดิม ซึ่งทางเท้าดังกล่าวประชาชนใช้สัญจรเป็นทางเท้ามาสิบกว่าปี โดยเจ้าของมิได้หวงกันและยังเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้หรือใช้เป็นทางจราจรโดยมิได้เรียกเก็บค่าทดแทนและไม่สงวนสิทธิในการใช้สอยทางเท้าดังกล่าว กรณีจึงเป็นทางสาธารณะโดยเปิดเผย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง พันโท กนกศักดิ์ ชุมเสน ผู้ฟ้องคดี เทศบาลนครอุบลราชธานีที่ ๑ นายกเทศมนตรีอุบลราชธานี ที่ ๒ นางรจนา กัลป์ตินันท์ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

ลาประชุม (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — พันโท กนกศักดิ์ ชุมเสน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครอุบลราชธานี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2558
#572168
เปิดฉบับเต็ม

การที่สามีของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นการจัดการให้เป็นไปตามหมายขังของศาลยุติธรรม ที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ และมาตรา ๘๙ ฉะนั้น อำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงเริ่มต้นต่อเนื่องมาจากหมายขังของศาลยุติธรรมและย่อมสิ้นสุดลง เมื่อศาลยุติธรรมออกหมายปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๗๕ นอกจากนี้ในกรณีที่ ศาลยุติธรรมมีคำสั่งให้จำคุกผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๙/๒ ศาลยุติธรรมยังอาจมีคำสั่งให้จำคุกผู้ต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดไว้ในสถานที่อื่นนอกจาก เรือนจำ หรือวิธีการอื่นที่จำกัดการเดินทางและอาณาเขตก็ได้ หรือศาลยุติธรรมอาจมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อน เมื่อปรากฏเหตุดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๖ ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายอาญาของศาลยุติธรรม อีกทั้งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ตลอดจนกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เสริมให้ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีสามารถจัดการบังคับตามหมายจำคุกและหมายปล่อย รวมถึงคำสั่งใดๆ ของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย อันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการคุมขังก่อนมีคำพิพากษาหรือจำคุกหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีมาจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่อันเป็นการจัดการบังคับตามหมายขังของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๘

วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นางรสมาริน ตั้งนพกุล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๗๗/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอำพล ตั้งนพกุล จำเลยในคดีอาญา ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีและได้เสียชีวิตลงในระหว่างการควบคุมของหน่วยงานดังกล่าว เพราะเหตุเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีละเลยเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ต้องขัง ทั้งที่รับทราบอยู่แล้วว่าผู้ตายมีอาการป่วย แต่กลับไม่กระทำการรักษาผู้ตายแบบเชิงเฝ้าระวังตามมาตรฐานการรักษา คงให้ยาไปตามธรรมดาปกติ โดยแพทย์ผู้ทำหน้าที่ไม่ได้ตรวจวินิจฉัย ให้ทราบถึงสาเหตุการเจ็บป่วยที่แท้จริง และไม่เปิดโอกาสให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลภายนอกขาดเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมต่อการรักษาให้ทันท่วงที ทั้งยังเลือกปฏิบัติในการให้การรักษาพยาบาลต่อผู้ต้องขัง การเสียชีวิตของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑ์สถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น รวมเป็นเงิน ๒,๐๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การเสียชีวิตของผู้ตายเป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิด เจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองมีภารกิจเกี่ยวกับการควบคุมแก้ไขพฤตินิสัยผู้ต้องขัง โดยมุ่งพัฒนาเป็นองค์กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นพลเมืองดีมีสุขภาพกายและจิตที่ดี ไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือในการประกอบอาชีพที่สุจริต และสามารถดำรงชีวิตในสังคมภายนอกได้อย่างปกติ โดยสังคมให้การยอมรับ และมีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะการดำเนินการเกี่ยวกับการสวัสดิการและการสงเคราะห์ผู้ต้องขัง ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ และข้อ ๑ (๓) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ.๒๕๔๕ กรณีจึงเห็นได้ว่า หน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีในการดำเนินการเกี่ยวกับการสวัสดิการและการสงเคราะห์แก่ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังที่เกิดความเจ็บป่วยให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเป็นหน้าที่ในทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่แยกต่างหากจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หาใช่หน้าที่ที่เกี่ยวกับการ บังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ระบุให้จำคุกหรือกักขัง ซึ่งหมายถึงการจำกัดอิสรภาพแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า นายอำพล ตั้งนพกุล สามีของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ถูกควบคุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้เสียชีวิตลงในระหว่างการควบคุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ มาตรา ๒๙ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ.๒๕๔๕ ข้อ ๓ ก (๗) (จ) และ ข้อ ๓ ก (๙) (จ) ประกอบกับ กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ข้อ ๗๒ และข้อ ๗๓ กำหนดให้ต้องปฏิบัติ และขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้น ประกอบ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ เป็นกรณีผู้ถูกฟ้องคดีใช้สิทธิในฐานะที่เป็นทายาทของผู้ตาย เรียกร้องให้ชำระหนี้เงินค่าสินไหมทดแทนในเหตุละเมิดซึ่งเกิดขึ้นและเป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นหน่วยงานของรัฐผู้ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในประเด็นข้อสำคัญว่า เป็นเพราะเหตุไม่กระทำการรักษาพยาบาลผู้ตาย ตามมาตรฐานการรักษา อันต้องถือว่าเป็นคดีที่พิพาทกันในเรื่องการกระทำละเมิดที่เกิดจากการกระทำทางกายภาพในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ มิใช่เป็นกรณีการฟ้องคดีเนื่องจากผู้ถูกละเมิดไม่พอใจการใช้อำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ และความเสียหายในคดีนี้ ก็มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจำเลยในคดีอาญา ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีและได้เสียชีวิตลงในระหว่างการควบคุมของหน่วยงานดังกล่าว โดยกล่าวอ้างในฟ้องว่าการเสียชีวิต เพราะเหตุเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีละเลยเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ต้องขัง ทั้งที่รับทราบอยู่แล้วว่าผู้ตายมีอาการป่วยแต่กลับไม่กระทำการรักษาผู้ตายแบบเชิงเฝ้าระวังตามมาตรฐาน การรักษา คงให้ยาไปตามธรรมดาปกติโดยแพทย์ผู้ทำหน้าที่ไม่ได้ตรวจวินิจฉัยให้ทราบถึงสาเหตุ การเจ็บป่วยที่แท้จริง และไม่เปิดโอกาสให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลภายนอก และขาดเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมต่อการรักษาให้ทันท่วงที ทั้งยังเลือกปฏิบัติในการให้การรักษาพยาบาลต่อผู้ต้องขัง การเสียชีวิตของผู้ตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑ์สถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การเสียชีวิตของผู้ตายเป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิด เจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า มูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากการที่สามีของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี อันเป็นการจัดการให้เป็นไปตามหมายขังของศาลยุติธรรม ที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ และมาตรา ๘๙ ฉะนั้น อำนาจคุมขังของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวจึงเริ่มต้นต่อเนื่องมาจากหมายขังของศาลยุติธรรมและย่อมสิ้นสุดลง เมื่อศาลยุติธรรมออกหมายปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๗๕ นอกจากนี้ในกรณีที่ ศาลยุติธรรมมีคำสั่งให้จำคุกผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๙/๒ ศาลยุติธรรมยังอาจมีคำสั่งให้จำคุกผู้ต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดไว้ในสถานที่อื่นนอกจากเรือนจำ หรือวิธีการอื่นที่จำกัดการเดินทางและอาณาเขตก็ได้ หรือศาลยุติธรรมอาจมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อน เมื่อปรากฏเหตุดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๖ ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายอาญาของศาลยุติธรรม อีกทั้งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ตลอดจนกฎกระทรวงมหาดไทยที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติถึงขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมผู้ต้องขัง ย่อมเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เสริมให้ผู้ถูกฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีสามารถจัดการบังคับตามหมายจำคุกและหมายปล่อย รวมถึงคำสั่งใดๆ ของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย อันอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุมขังก่อนมีคำพิพากษาหรือจำคุกหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีมาจากการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่อันเป็นการจัดการบังคับตามหมายขังของศาลยุติธรรม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางรสมาริน ตั้งนพกุล ผู้ฟ้องคดี กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางรสมาริน ตั้งนพกุล
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมราชทัณฑ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2558
#572167
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากมารดา เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อไป ดังนี้ เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ส.ค. ๑ ของตนว่ามีอยู่จริง ทั้งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนางรอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ นางค้อน หรือสาคร ปานภัคดี ที่ ๑ นายหงส์หรือหงษ์ ปานภัคดี ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๖๖/๒๕๕๔ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๖๔ หมู่ที่ ๙ ตำบลชำนิ อำเภอนางรอง (ชำนิ) จังหวัดบุรีรัมย์ โดยรับมรดกจากมารดา ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๑ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้นำ ส.ค. ๑ ดังกล่าวไปยื่นขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ได้ตรวจสอบว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ อยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์หนองเทา จึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลช่อผกาได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ แจ้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์หนองเทา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่ามารดาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๑๕๗ บ้านหนองเทา หมู่ที่ ๙ ตำบลช่อผกา อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ในส่วนที่ออกทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑

ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องต่อศาล ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งอนุญาต

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ นำ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์หนองเทาตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ บร ๑๑๕๗ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองเทาสาธารณประโยชน์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นเป็นการแสดงเขตที่ดิน ที่ตั้ง จำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และได้มีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๘๕๓/๒๕๓๕ เรื่องมอบอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ส่วนการออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ที่ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด ดังนั้น การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงที่ดินสาธารณประโยชน์หนองเทาทับที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง ไม่ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ออกทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ โดยสืบสิทธิมาจากนางพุ่ม ปานภัคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองเทาสาธารณประโยชน์ทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่าที่ดินสาธารณประโยชน์มีสภาพเป็นหนองน้ำ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองเทาสาธารณประโยชน์ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๑๕๗ บ้านหนองเทา หมู่ที่ ๙ ตำบลช่อผกา อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ หมู่ที่ ๙ ตำบลชำนิ อำเภอนางรอง (ชำนิ) จังหวัดบุรีรัมย์ ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากมารดาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๑๕๗ ส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อไป ดังนี้ เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครองในที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๖๔ ของตนว่ามีอยู่จริง ทั้งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๑๑๕๗ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ทั้งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ผู้ที่มี ส.ค. ๑ นำหลักฐานมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ (ใช้บังคับวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) โดยหากพ้นกำหนดดังกล่าว จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่า ผู้ที่มี ส.ค. ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายให้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางค้อน หรือสาคร ปานภัคดี ที่ ๑ นายหงส์หรือหงษ์ ปานภัคดี ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางค้อน หรือสาคร ปานภัคดี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 8/2558
#572166
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นจำเลยอ้างว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปถมใส่ที่ดินซึ่งอยู่ติดกันโดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์เป็นลำรางสาธารณะ ทำให้เนื้อที่ขาดหายไป ขอให้บังคับจำเลยถมที่ดินให้มีเนื้อที่เท่าเดิม ย้ายเสาไฟฟ้า ประปา ออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิม จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นคลองเดิมอยู่แล้ว และประชาชนใช้ประโยชน์ ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ นางบุณยวีร์ ปรีชาวัฒนพัฒน์หรือนางอิศราภรณ์ ปรีชา โจทก์ ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหอมศีล จำเลย ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๔๐/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๗๒ ตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ ๔ ไร่ ๑ งาน ๓๓ ตารางวา เมื่อปี ๒๕๔๘ - ๒๕๔๙ จำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปถมใส่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๙๔ ซึ่งอยู่ติดกัน โดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์เป็นลำรางสาธารณะ และต่อมาปี ๒๕๕๒ ก็ยังมีการขุดลอกที่ดินของโจทก์ ทำให้เนื้อที่ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา และโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยถมที่ดินของโจทก์ให้มีเนื้อที่เท่าเดิม ย้ายเสาไฟฟ้า ประปา ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยขุดลอกมีสภาพเป็นคลองเดิมอยู่แล้วไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี และประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการสัญจรและใช้น้ำเพื่อเกษตรอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ คดีขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ตามมาตรา ๖๗ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาคลองสาธารณะตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยเข้ามาขุดดินในที่ดินของโจทก์และได้ทำการปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งแม้ในกรณีจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ศาลปกครองก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยกรณีดังกล่าวได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนด จำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์ไปถมใส่ที่ดินซึ่งอยู่ติดกันโดยอ้างว่าที่ดินของโจทก์เป็นลำรางสาธารณะ และต่อมาปี ๒๕๕๒ ก็ยังมีการขุดลอกที่ดินของโจทก์ ทำให้เนื้อที่ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา ขอให้บังคับจำเลย ถมที่ดินของโจทก์ให้มีเนื้อที่เท่าเดิม ย้ายเสาไฟฟ้า ประปา ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืน ในสภาพเดิม หากไม่ดำเนินการให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยขุดลอกมีสภาพเป็นคลองเดิมอยู่แล้วไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี และประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการสัญจรและใช้น้ำเพื่อเกษตรอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจ ตามกฎหมายและเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางบุณยวีร์ ปรีชาวัฒนพัฒน์หรือนางอิศราภรณ์ ปรีชา โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลหอมศีล จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุณยวีร์ ปรีชาวัฒน์พัฒน์หรือ นางอิศราภรณ์ ปรีชา
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลหอมศีล
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2558
#577842
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเจ้าหน้าที่ในสังกัดออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงพิพาทให้จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งการให้ผู้มีชื่อตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงพิพาทและบริวารออกไปจากที่ดิน ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออก น.ส. ๓ ก. ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินและออกภายหลังการกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้มีชื่อโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดจันทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดจันทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายมานิตย์ เนตรจรัส โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดจันทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๔๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๘๔ ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๔๓ ตารางวา โดยปลูกต้นยางพารา ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ จำเลยทั้งสามได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๗ ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่นางสาวจิรพรรณ งามกระจ่าง ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ของโจทก์ ด้วยความประมาทเลินเล่อ รับฟังถ้อยคำอันเป็นเท็จ ไม่ตรวจสอบรายละเอียด ไม่ตรวจเอกสารสิทธิในที่ดินจากสำนักงานที่ดิน ไม่ตรวจข้อมูลจากผู้ปกครองท้องที่ และไม่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทราบ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงที่ ๗ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งการและจัดให้ผู้มีชื่อตามเอกสารแปลงเลขที่ ๗ และบริวารออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร "โป่งน้ำร้อน" ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๓ ซึ่งต่อมาได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐๙ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตาม ความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๕ กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ สำหรับที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินและออกภายหลังมติคณะรัฐมนตรีและกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่นางสาวจิรพรรณโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดจันทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๔๓ ตารางวา ส่วนจำเลยทั้งสามกล่าวอ้างว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสามออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๗ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่นางสาวจิรพรรณ งามกระจ่าง เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจากการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินของสำนักงานที่ดิน น่าเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังกล่าวอ้างอีกว่า ที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร "โป่งน้ำร้อน" ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๓ ต่อมาวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๕ ได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐๙ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่ป่าสงวนเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เทียบเคียงคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๔๗/๒๕๕๔

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้คำนิยามคำว่า "การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ อยู่ภายใต้นโยบาย มาตรการ ข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน การปฏิรูปที่ดินที่กำหนดโดยคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นอกจากนี้ การได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชนนั้น ยังเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่กำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินไว้หลายประการ ซึ่งแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวก็จะต้องเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนดเช่นกัน อีกทั้งมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ยังบัญญัติห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดิน แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาท หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยรวมเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น ฉะนั้น การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายฝ่ายเดียวของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อรับรองสิทธิของบุคคลอันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินของรัฐเพื่อการเกษตรกรรม เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์บนที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ แต่ถูกจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๗ ให้แก่นางสาวจิรพรรณ ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๗ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งการให้ผู้มีชื่อตามเอกสารแปลงเลขที่ ๗ และบริวารออกไปจากที่ดิน คดีจึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันออกคำสั่งตามเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ แก่นางสาวจิรพรรณ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๒๑/๒๕๔๙

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๕๘๔ ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๒ งาน ๔๓ ตารางวา แต่ถูกจำเลยทั้งสามออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) แปลงเลขที่ ๗ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ แปลงเลขที่ ๗ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งการให้ผู้มีชื่อตามเอกสารแปลงเลขที่ ๗ และบริวารออกไปจากที่ดิน ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินและออกภายหลังการกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ผู้มีชื่อโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทับที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ของโจทก์ อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายมานิตย์ เนตรจรัส โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๒ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานิตย์ เนตรจรัส
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2558
#572165
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมีโฉนดฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลหนองทุ่มว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกห้วยมะม่วงตอนล่างซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ต้นไม้ และพืชผลทางการเกษตรที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองปลูกไว้ได้รับความเสียหาย และนำดินที่ขุดจากที่ดินหัวไร่ปลายนาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ประมาณ ๒ ไร่ ไปขาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าที่ดิน ค่าต้นไม้ และค่าขาดรายได้ ให้ทำข้อตกลงขนาดความกว้างของลำห้วยร่วมกัน ให้ออกเอกสารสิทธิที่ดินหัวไร่ปลายนาให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ให้ขุดลอกลำห้วยโดยมีขนาดเท่ากันทั้งลำห้วย และให้ทำฝายกั้นน้ำ ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณา เนื่องจากขณะยื่นฟ้องที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่มีการขุดลอกลำห้วยรุกล้ำแต่อย่างใด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ (ลำห้วยมะม่วง) และการเข้าขุดลอกลำห้วยเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ นางจอม ธงน้อย ที่ ๑ นางถนอมทรัพย์ ไสยโสภณ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลนาหนองทุ่ม ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒๕/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๐๙๓ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา โดยเป็นที่หัวไร่ปลายนาที่ทำประโยชน์อีกประมาณ ๗ ไร่ และโฉนดเลขที่ ๖๔๕๗๗ เนื้อที่ ๐๙ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๐๙๑ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกห้วยมะม่วงตอนล่างซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ต้นไม้ และพืชผลทางการเกษตรที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองปลูกไว้ได้รับความเสียหาย และนำดินที่ขุดจากที่ดินหัวไร่ปลายนาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ประมาณ ๒ ไร่ ไปขาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าที่ดิน ค่าต้นไม้ และค่าขาดรายได้ ให้ทำข้อตกลงขนาดความกว้างของลำห้วยร่วมกัน ให้ออกเอกสารสิทธิที่ดินหัวไร่ปลายนาให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ให้ขุดลอกลำห้วยโดยมีขนาดเท่ากันทั้งลำห้วย และให้ทำฝายกั้นน้ำ

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณา เนื่องจากขณะยื่นฟ้องที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่มีการขุดลอกลำห้วยรุกล้ำแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่นายอำเภอชุมแพแจ้งให้ดำเนินการกรณีมีผู้ร้องเรียนว่า สามีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ใช้รถแบ็คโฮขุดดินถมลำห้วยสาธารณะเพื่อทำเป็นแปลงที่นา พบว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ (ลำห้วยมะม่วง) ซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงแจ้งความดำเนินคดีผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และสามี ฐานร่วมกันบุกรุกและขัดขวาง เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานอัยการ ขณะเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้เป็นโจทก์ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลยที่ ๑ และผู้แทนผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๐๗๑/๒๕๕๖ ข้อหาร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ในที่ดินพิพาท คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง การเข้าขุดลอกลำห้วยมะม่วงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามกฎหมาย

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้แล้ว เห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้กล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการบริการสาธารณะในเขตพื้นที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ การจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา ๖๗ (๑) และ (๔) และมาตรา ๖๘ (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒) และ (๒๙) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น การดำเนินโครงการขุดลอกลำห้วยมะม่วง เพื่อพัฒนาทางน้ำ หรือทางระบายน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งการป้องกันอุทกภัย ล้วนอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีโดยตรง เมื่อการใช้อำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ในการวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาท ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำการขุดลอกห้วยมะม่วงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือไม่เท่านั้น แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม้ผลซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าไปขุดดินและรื้อถอนไม้ผล เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตของลำห้วยมะม่วง อันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการขุดลอกที่ดินพิพาทเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ คดีนี้ศาลจึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในแนวเขตของลำห้วยมะม่วง จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่เข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทเป็นละเมิดหรือไม่ และจะต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดในส่วนนี้เพียงใด ซึ่งต้องพิจารณาถึงสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนไม้ผลที่ถูกรื้อถอนในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ที่อาจแยกพิจารณาเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในที่ดินพิพาท ไม้ผลดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ คุ้มครอง ดูแล รักษา ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ทั้งในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการรื้อถอนไม้ผลนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดขอนแก่นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๐๗๑/๒๕๕๖ โดยฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลยที่ ๑ ผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ มาตรา ๓๕๙ ความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ ศาลมีคำสั่งประทับฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘ ส่วนความผิดฐานอื่นให้ยกฟ้อง การพิจารณาค่าเสียหายอันเกี่ยวกับไม้ผลที่ถูกรื้อถอน เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดและเป็นที่หัวไร่ปลายนา ที่ทำประโยชน์อีกประมาณ ๗ ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เช่นกัน โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีขุดลอกห้วยมะม่วงตอนล่างซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ต้นไม้ และพืชผลทางการเกษตรที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองปลูกไว้ได้รับความเสียหาย และนำดินที่ขุดจากที่ดินหัวไร่ปลายนาของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ประมาณ ๒ ไร่ ไปขาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าที่ดิน ค่าต้นไม้ และค่าขาดรายได้ ให้ทำข้อตกลงขนาดความกว้างของลำห้วยร่วมกัน ให้ออกเอกสารสิทธิที่ดินหัวไร่ปลายนาให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ให้ขุดลอกลำห้วยโดยมีขนาดเท่ากันทั้งลำห้วย และให้ทำฝายกั้นน้ำ ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ไว้พิจารณา เนื่องจากขณะยื่นฟ้องที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ยังไม่มีการขุดลอกลำห้วยรุกล้ำแต่อย่างใด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ (ลำห้วยมะม่วง) และการเข้าขุดลอกลำห้วยมะม่วง เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางจอม ธงน้อย ที่ ๑ นางถนอมทรัพย์ ไสยโสภณ ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลนาหนองทุ่ม ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางจอม ธงน้อย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลนาหนองทุ่ม
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2558
#573480
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องว่า ซื้อที่ดินมาจากผู้มีชื่อ และเกิดที่งอกลงไปในทะเล แต่เมื่อไปขอออกโฉนดแล้ว หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกให้อ้างว่า มิใช่ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่งอกที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๖ นางเสมอใจ แก้วรัตนอัมพร โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ นายชาย พานิชพรพันธุ์ ที่ ๒ นายพินิจ อุส่าห์ ที่ ๓ นายนิรันดร์ สมสมาน ที่ ๔ นายวาที อากาศวิภาต ที่ ๕ นายนพดล สนมณี ที่ ๖ นายรักศักดิ์ เทียนไชย ที่ ๗ นายอนพัทธ์ ผางามวิจิตร ที่ ๘ นางนิทรา แย้มบุตร ที่ ๙ นางวันเพ็ญ บุญเพชร ที่ ๑๐ นายศิริชัย ทวีชนม์ ที่ ๑๑ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘๕/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ และเลขที่ ๑๖๑๗๙ ตำบลหาดเจ้าสำราญ (บางทะลุ) อำเภอเมืองเพชรบุรี (บ้านแหลม) จังหวัดเพชรบุรี โดยซื้อมาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด เมื่อปี ๒๕๓๐ นับแต่วันที่โจทก์ซื้อจนถึงปี ๒๕๕๐ ได้เกิดที่งอกออกไปจากที่ดินของโจทก์ไปยังทะเล เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๒๒ ตารางวา โดยบริเวณที่งอกดังกล่าวเป็นที่ดินบริเวณเดียวกับที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้เคยแบ่งหักไว้ให้เป็นทะเล ต่อมา สำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๓ สาขาเพชรบุรี ได้นำดินมาถมลงบนที่งอกของโจทก์ส่วนที่อยู่ในแนวเขตชายฝั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้สูงขึ้น โดยมิได้ทำให้ที่งอกเพิ่มออกไปจากเดิม โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่งต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ผลการรังวัดได้เนื้อที่ ๒ งาน ๔๘ ตารางวา แต่สำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๓ สาขาเพชรบุรี และนายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ คัดค้านการรังวัด และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบสภาพที่งอกริมตลิ่งได้มีมติให้มีการเจาะพิสูจน์ชั้นดิน เป็นการประวิงเวลาและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และการที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉยไม่ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่งให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินเนื้อที่ ๒ งาน ๔๘ ตารางวา ที่งอกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ เป็นของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่งอกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ในฐานะรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสภาพที่งอกริมตลิ่งตามอำนาจหน้าที่ตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด การพิจารณาคำขอออกโฉนดเป็นอำนาจของคณะกรรมการชุดดังกล่าว จำเลยที่ ๓ ไม่เกี่ยวข้อง เมื่อคณะกรรมการมีมติให้ตรวจเจาะพิสูจน์ชั้นดิน การที่โจทก์ไม่ดำเนินการขอตรวจเจาะพิสูจน์ชั้นดินและนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสิบเอ็ดยังมิได้กระทำการใดๆ อันถือเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ให้การว่า ที่พิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินมิใช่ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการที่โจทก์ได้นำดินทรายมาถม และเกิดจากการที่กรมเจ้าท่าทำเขื่อนป้องกันการกัดเซาะโดยการนำทรายบกมาถมบริเวณชายหาด เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการขอเจาะพิสูจน์ชั้นดิน การดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินจึงยังไม่อยู่ในชั้นการพิจารณาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การอ้างเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ออกโฉนดที่ดินในส่วนที่โจทก์อ้างว่างอกมาจากที่ดินโฉนดดังกล่าวข้างต้น เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๘ จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า ที่งอกริมตลิ่งมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงต้องพิจารณาว่าที่งอกริมตลิ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของโจทก์เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจโดยการมีมติให้มีการเจาะพิสูจน์ชั้นดินเป็นการประวิงเวลา และโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทั้งเมื่อโจทก์มีหนังสือเร่งรัดติดตามผลการดำเนินการจำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่งอกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ เลขที่ดิน ๖๖๑ (๑๔) หน้าสำรวจ ๔๘๕ ตำบลหาดเจ้าสำราญ (บางทะลุ) อำเภอเมืองเพชรบุรี (บ้านแหลม) จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ และเลขที่ ๑๖๑๗๙ โดยซื้อมาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้เกิดที่งอกออกไปจากที่ดินของโจทก์ไปยังทะเล เมื่อโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่งดังกล่าว สำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๓ สาขาเพชรบุรี และนายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญคัดค้านการรังวัด และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๑ ได้มีมติให้มีการเจาะพิสูจน์ชั้นดิน เป็นการประวิงเวลาและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินที่งอกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ เป็นของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่งอกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๙๓ ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า การพิจารณาคำขอออกโฉนดเป็นอำนาจของคณะกรรมการตรวจสภาพที่งอกริมตลิ่ง จำเลยที่ ๓ ไม่เกี่ยวข้อง การที่โจทก์ไม่ดำเนินการขอตรวจเจาะพิสูจน์ชั้นดินและนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๑ ให้การว่า ที่พิพาทที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินมิใช่ที่งอกขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการขอเจาะพิสูจน์ชั้นดิน การดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินจึงยังไม่อยู่ในชั้นการพิจารณาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ที่ฟ้องต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่งอกที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางเสมอใจ แก้วรัตนอัมพร โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ นายชาย พานิชพรพันธุ์ ที่ ๒ นายพินิจ อุส่าห์ ที่ ๓ นายนิรันดร์ สมสมาน ที่ ๔ นายวาที อากาศวิภาต ที่ ๕ นายนพดล สนมณี ที่ ๖ นายรักศักดิ์ เทียนไชย ที่ ๗ นายอนพัทธ์ ผางามวิจิตร ที่ ๘ นางนิทรา แย้มบุตร ที่ ๙ นางวันเพ็ญ บุญเพชร ที่ ๑๐ นายศิริชัย ทวีชนม์ ที่ ๑๑ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสมอใจ แก้วรัตนอัมพร
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2558
#572164
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๓ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ และนำเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินทับที่พิพาทใน น.ส. ๓ ก. ที่โจทก์ครอบครอง จำเลยที่ ๓ ได้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ และเข้าอยู่อาศัยในที่พิพาท ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทและเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายชาติชัย พงคพนาไกร โจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาพิบูลมังสาหาร ที่ ๒ นางวิรัตน์ จันทฤดี ที่ ๓ นางสาววิยะดา บุญอ่อน ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๓๙/๒๕๕๖ และ ๒๐๗๐/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๔๘๑ ตำบลฝางคำ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ ๑๙ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา จำเลยที่ ๓ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ โดยอาศัยหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑๗๑/๖๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลคันไร่ (กุดชมภู) อำเภอสิรินธร (พิบูลมังสาหาร) จังหวัดอุบลราชธานี แต่จำเลยที่ ๓ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๑๗๑/๖๘ และนำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาพิบูลมังสาหาร ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๘๗๑ ตำบลฝางคำ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๘๑ ที่โจทก์ครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้จดทะเบียนขายที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ ภายหลังจำเลยที่ ๔ พร้อมบริวารได้บุกรุกเข้าอยู่อาศัยโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๘๗๑ เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ พร้อมทั้งห้ามจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๔ เข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มาคัดค้านการออกโฉนดแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) มาจากผู้มีชื่อ เมื่อปี ๒๕๑๒ และได้ขอออกเป็นโฉนดในปี ๒๕๕๕ โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการนำชี้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ เมื่อออกโฉนดเสร็จสมบูรณ์จำเลยที่ ๓ ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๔ กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของจำเลยที่ ๔ โดยชอบ

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ที่ดินที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องเป็นคนและแปลงกับที่ดินพิพาทของจำเลยที่ ๔ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ ๓ นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์โดยมิชอบ จากนั้นนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ ๔ ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่ามีเหตุให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทได้หรือไม่นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีพิพาทเกิดจากการที่จำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามคำขอของจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้ต้องปฏิบัติ ตลอดจนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่จำเลยที่ ๒ ดำเนินการให้ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๘๗๑ ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและภายหลังมีการจดทะเบียนขายที่ดินตามหลักฐานโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๔ ขอให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๓ และดำเนินการลงเลขที่ดิน ๒๒๕ ตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๘๑ ในระวางแผนที่การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวมทั้งให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทตามหลักฐานโฉนดที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๒ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ตามคำขอ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนการพิจารณาถึงความรับผิดของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นกรณีที่มีมูลคดีเกี่ยวพันกับคดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีในส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเดียวกัน เมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๓ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าตนมีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑๗๑/๖๘ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๒ และนำเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดและออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๘๗๑ ทับที่ดิน น.ส. ๓ ก. ๔๘๑ ที่โจทก์ครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ ๓ ได้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ ซึ่งได้เข้าอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทและเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า ซื้อที่ดินพิพาทซึ่งมีหลักฐาน น.ส. ๓ มาจากผู้มีชื่อและได้ขอออกเป็นโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายไม่มีการนำชี้รุกล้ำที่ดินของโจทก์และได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ ๔ กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของจำเลยที่ ๔ โดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายชาติชัย พงคพนาไกร โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาพิบูลมังสาหาร ที่ ๒ นางวิรัตน์ จันทฤดี ที่ ๓ นางสาววิยะดา บุญอ่อน ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาติชัย พงคพนาไกร
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2558
#581500
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ บริษัท ๑๗ เจตต์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพเรือ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๕๙/๒๕๕๖ ความว่า จำเลยว่าจ้างบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๘/งป. ๒๕๕๔ ต่อมาบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับจ้างทำงานโครงการก่อสร้างดังกล่าว เต็มตามจำนวนเงิน ปริมาณงาน และขอบเขตความรับผิดชอบตามสัญญาหลัก โดยทำเป็นสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเลขที่ ACP.BD - ๐๐๑/๒๕๕๔ และได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างทั้งหมดที่พึงได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ พร้อมบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างทั้งหมดไปยังจำเลยและได้รับความยินยอมจากจำเลยแล้ว โจทก์ก่อสร้างและส่งงวดงานตามสัญญาให้แก่จำเลยแล้วทั้งสิ้น ๗ งวด กับทั้งได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยตามงวดงานครบถ้วนแล้วทั้งสิ้น ๗ งวด แต่จำเลยไม่ชำระค่างานในงวดที่ ๘ ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๙๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยว่าจ้างบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก โดยต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๕ จำนวนทั้งหมด ๙๐ งวด การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและคิดค่าเสียหาย และค่าปรับ การที่บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าจ้างโจทก์เข้าทำการก่อสร้าง จำเลยไม่ทราบ ไม่รู้เห็น และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จึงต้องรับผิดในความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทุกประการ แม้จำเลยจะยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ตามงวดงานในงวดที่ ๑ ถึงที่ ๗ ก็เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง จึงไม่เป็นเหตุให้บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญา โดยยังต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าปรับ จำเลยจึงไม่สามารถจ่ายค่างวดงานในงวดที่ ๘ ให้แก่โจทก์ได้

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานทางปกครอง ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ที่กองบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ ระหว่างจำเลยกับบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้ทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองให้โจทก์ในคดีนี้เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อีกทั้งสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ เป็นสัญญาจ้างช่วง กับหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ ระบุโอนสิทธิการรับเงินไว้ด้วย อีกทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับจ้างทำงานโครงการก่อสร้างที่พักผู้โดยสาร โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานแห่งชาติอู่ตะเภา โดยโจทก์ได้ส่งงวดงานตามสัญญาแก่จำเลยแล้วทั้งสิ้น ๗ งวดงาน โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยโดยตรงครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกตามสัญญาในงวดที่ ๘ เป็นเงินค่าจ้างทั้งสิ้น ๗,๙๕๖,๐๐๐ บาท และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจรับงานเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๖ โจทก์ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามสัญญาภายในระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่พิจารณาอนุมัติ แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างงานงวดที่ ๘ โจทก์ได้ติดตามทวงถามจากกรมช่างโยธาทหารเรือ แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงเป็นสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลย อันเป็นสัญญาแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นส่วนราชการในสังกัดกองทัพไทย ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ตกลงกับบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนายความสะดวก ที่กองบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้แก่จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดให้มีอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบมาตรา ๕ (๑๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพเรือ กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยให้บรรลุผล นอกจากนี้ข้อกำหนดของสัญญาดังกล่าวที่ให้จำเลยมีสิทธิสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานพิเศษ หรือสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หรือตัดทอนซึ่งงานตามสัญญา เป็นข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยบรรลุผลและข้อกำหนดที่ให้ใช้สัญญาแบบปรับราคาได้ เป็นข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่พบในสัญญาทางแพ่งตามกฎหมายเอกชน สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ระหว่างกองทัพเรือ กับบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมา บริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาจ้างช่วงโจทก์ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โดยตกลงให้โจทก์ทำงานโครงการก่อสร้างที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เต็มตามจำนวนเงิน ปริมาณ และขอบเขตความรับผิดชอบตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ระหว่าง กองทัพเรือ กับบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างทั้งหมดที่พึงได้รับตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ตั้งแต่งวดงานที่ ๑ เป็นต้นไปจนถึงเสร็จสิ้นงานโครงการตามสัญญาโครงการแก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โดยบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลย ซึ่งจำเลยได้รับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องและมีหนังสือแจ้งเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องให้กรมสรรพากรทราบแล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์โดยบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ส่งงวดงานก่อสร้าง งวดงานที่ ๘ พร้อมใบแจ้งหนี้/วางบิล จำนวนเงิน ๗,๙๕๖,๐๐๐ บาท และได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจการจ้างแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระเงินค่างานงวดที่ ๘ ให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงิน จำนวน ๗,๙๕๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่โจทก์ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสาร ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง และต้องพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครองหมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

คดีนี้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ทำสัญญาจ้างบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อันเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งจำเป็นในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง ต่อมาบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลย ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ พร้อมบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างทั้งหมดไปยังจำเลยและได้รับความยินยอมจากจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่างานในงวดที่ ๘ ให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อตกลงอันเกี่ยวเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท ๑๗ เจตต์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โจทก์ กองทัพเรือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท 17 เจตต์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — กองทัพเรือ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2558
#575536
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทยื่นฟ้องผู้บริหารมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ในสังกัด โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโททั้งที่ได้ศึกษาครบตามหลักสูตรและตามกำหนดเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ เนื่องจากจำเลยกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย เห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยที่โจทก์กล่าวอ้างจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อันจะเป็นการใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาดและเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัย อันเป็นเหตุให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ทำให้โจทก์ไม่ได้รับวุฒิการศึกษา กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยในการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงขอนแก่นโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ นาวาตรีหญิง รัชนี ป้อมสนาม โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุมนต์ สกลไชย ที่ ๑ นางจรรยา แสวงการ ที่ ๒ นายอัษฎางค์ แสวงการ ที่ ๓ และนายธนวัฒน์ น้อยหา ที่ ๔ จำเลย ต่อศาลแขวงขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.๔๘๓๖/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๒๔๕๗/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์สมัครเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสาน ณ ศูนย์การเรียนการสอนโรงเรียนเลิศปัญญา อำเภอสัตหีบ โดยชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับบริการด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีสานและเป็นผู้บริโภค แต่หลังจากที่โจทก์เรียนจบตามหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยอีสานกำหนดไว้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยอีสานอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนให้แก่มหาวิทยาลัยอีสานจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท และเป็นเงินค่าเสียหายกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้มหาวิทยาลัยอีสานถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย จนทำให้โจทก์ไม่ได้วุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตตามกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่ให้คำมั่นไว้เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของมหาวิทยาลัยอีสานที่มีหน้าที่ดำเนินการชำระสะสางกิจการของมหาวิทยาลัยอีสานให้เสร็จไปด้วยดี จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๓ ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการศูนย์การเรียนของมหาวิทยาลัยอีสาน จึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ จำเลยทั้งสี่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติโดยถูกต้องตามกฎหมายและครบถ้วน และได้นำเงินของโจทก์ไปใช้จ่ายในการจัดการศึกษาสมประโยชน์ของโจทก์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนและไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาในอันที่จะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ นอกจากนี้หลังจากที่มหาวิทยาลัยอีสานถูกควบคุมและเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว จำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ทางกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยกำหนด โดยเฉพาะการดำเนินการตรวจสอบให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้ศึกษาครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรออนุมัติให้จบและรับใบปริญญาบัตรภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงขอนแก่นเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภค

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้บริหารงานของมหาวิทยาลัยอีสานได้ทำการบริหารงานโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้มหาวิทยาลัยอีสานถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย ทำให้โจทก์ไม่สามารถเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อมหาวิทยาลัยอีสานเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาอันเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัยอีสานจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่มหาวิทยาลัยอีสานเปิดสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตรับโจทก์เข้าเป็นนักศึกษาตามหลักสูตรดังกล่าว และจัดให้มีการเรียนการสอนกระทั่งโจทก์ลงทะเบียนเรียนครบหลักสูตรนั้น แต่โจทก์ไม่ได้รับวุฒิการศึกษาเนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน จึงเป็นกรณีที่มหาวิทยาลัยอีสานได้ให้บริการสาธารณะด้านการศึกษาแก่โจทก์ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามกฎหมาย นอกจากนี้ เหตุผลในคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ผู้ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๓ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่นำส่งเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยอีสานและไม่นำเงินมาเพิ่มในกองทุนทั่วไปดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ทำให้สถานการณ์การเงินของมหาวิทยาลัยอีสานไม่เพียงพอที่จะจัดการศึกษา อีกทั้งการบริหารจัดการการศึกษาก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยอีสานกับโจทก์ซึ่งเป็นนักศึกษาจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายระหว่างหน่วยงานทางปกครองที่จัดทำบริการสาธารณะทางปกครองกับผู้รับบริการสาธารณะทางปกครอง มิใช่เป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาการให้บริการด้านการศึกษาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง หรือมีลักษณะเป็นการรับจัดทำการงานตามความหมายของนิยามคำว่า บริการ ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่ง ดังนั้น ความเสียหายของโจทก์ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติของมหาวิทยาลัยอีสานในฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๓ ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ชำระบัญชีของมหาวิทยาลัยอีสานที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของมหาวิทยาลัยอีสานให้เสร็จสิ้นไป กับการใช้หนี้เงินและแจกจ่ายทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอีสานตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน จำเลยที่ ๓ ในฐานะอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอีสาน และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ดูแลศูนย์การเรียนการสอนนอกสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอีสาน โดยให้จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนที่เป็นการดำเนินกิจการทางปกครองหรือใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย ร่วมกันรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายและการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีดำเนินกิจการทางปกครองของมหาวิทยาลัยอีสานในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตยื่นฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีโจทก์ไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานทั้งที่ได้ศึกษาครบตามหลักสูตรและตามกำหนดเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนทั้งหมดที่โจทก์จ่ายให้แก่มหาวิทยาลัย และค่าเสียหายอื่นๆ เป็นเงินรวม ๒๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า แม้มหาวิทยาลัยอีสานจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้จัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีสภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย เช่น การอนุมัติและการปรับปรุงหลักสูตร การอนุมัติและการเพิกถอนปริญญา ฯลฯ แต่มูลเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่นั้น มิได้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยไม่พิจารณาอนุมัติปริญญาให้แก่โจทก์ หรือฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อันจะเป็นการใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการของมหาวิทยาลัยผิดพลาดจนกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยอยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการการอุดมศึกษา และนับแต่ถูกควบคุม จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตก็เพิกเฉยและไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาเห็นว่ามหาวิทยาลัยอีสานไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ปรากฏตามเหตุผลในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ ๗๑๕/๒๕๕๕ เรื่อง เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน การเพิกเฉยและไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอีสาน อันเป็นเหตุให้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวส่งผลให้โจทก์ไม่ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอีสานทั้งที่ได้ศึกษาครบหลักสูตรและตามกำหนดเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสี่ในการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นาวาตรีหญิง รัชนี ป้อมสนาม โจทก์ นายสุมนต์ สกลไชย ที่ ๑ นางจรรยา แสวงการ ที่ ๒ นายอัษฎางค์ แสวงการ ที่ ๓ นายธนวัฒน์ น้อยหา ที่ ๔ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรีหญิง รัชนี ป้อมสนาม
จำเลย — นายสุมนต์ สกลไชย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2558
#572163
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องเอกชนตามสัญญาซื้อไม้หมอนรองรางรถไฟและสัญญาค้ำประกันสัญญาดังกล่าว ขอให้ริบหลักประกันและชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สาระสำคัญของสัญญาไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของโจทก์และวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ คงมีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้จำเลยจัดหาและส่งมอบไม้หมอนรองรางรถไฟให้แก่โจทก์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์เท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิด นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๘

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดนนทบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนนทบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท เอส เค ลีโอ จำกัด จำเลย ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๓๖๐/๒๕๕๖ ความว่า เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ โจทก์ทำสัญญาซื้อไม้หมอนรองรางธรรมดาเนื้อแข็งเลื่อยจักร ประเภท ก. ขนาด ๐.๑๕ คูณ ๐.๒๐ คูณ ๒.๐๐ เมตร จำนวน ๒๕,๑๖๑ ท่อน เป็นเงินทั้งสิ้น ๓๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลย และจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกัน โดยนำพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครั้งที่ ๔ เลขที่ ๗๕๖๙๔๖๑-๗๕๗๑๐๖๐ จำนวนเงิน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท มามอบให้โจทก์เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบไม้หมอนหรือส่งไม่ถูกต้องหรือไม่ครบตามสัญญา โดยมีการนำไม้หมอนบางส่วนมากองไว้ที่ย่านสถานีบ้านไผ่เพียง ๔๓๙ ท่อน และยังไม่ได้ทำการส่งมอบตรวจรับ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและแจ้งริบเงินประกัน พร้อมกับแจ้งให้จำเลยนำค่าปรับมาชำระแก่โจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้กรรมสิทธิ์ในพันธบัตรรัฐบาล เลขที่ ๗๕๖๙๔๖๑-๗๕๗๑๐๖๐ พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดที่จำเลยนำมาวางเป็นประกันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยชำระเงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๑๐,๖๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ จำเลยได้ส่งมอบไม้หมอน รองรางรถไฟเนื้อแข็งเลื่อยจักรให้กับโจทก์บางส่วนแล้ว แต่โจทก์ไม่รับมอบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตลอดจนไม่มีสิทธิริบเงินประกันรวมถึงพันธบัตรรัฐบาลของจำเลยได้ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ชดใช้หนี้และดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ เบี้ยปรับมีอัตราสูงเกินส่วน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลพิพาทเกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยว่า ผิดสัญญาซื้อขายไม้หมอนรองรางรถไฟ แม้การนำไม้หมอนมาซ่อมแซมรางรถไฟเป็นการทำเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนซึ่งถือได้ว่าเป็นบริการสาธารณะ แต่การที่โจทก์จัดหาไม้หมอนมาเพื่อนำไปซ่อมบำรุงในส่วน ที่ชำรุดก็หาได้เป็นการซื้อในกรณีจำเป็นเร่งด่วนถึงขนาดที่ต้องทำการเปลี่ยนไม้หมอนทันทีซึ่งจะกระทบกับการบริการขนส่งสาธารณะ โดยเป็นการซื้อมาเพื่อสำรองใช้ในกิจการของโจทก์ซึ่งก็เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้ ในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์เท่านั้น หาได้เป็นสิ่งสาธารณูปโภคไม่ และจำเลยก็เป็นเพียงคู่สัญญาซื้อขายมีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์หรือสิ่งของที่ตกลงซื้อขายต่อกันให้แก่โจทก์ โดยไม่มีหน้าที่ดำเนินการในการให้บริการสาธารณะตามโครงการหรือวัตถุประสงค์ของโจทก์ ดังนั้น สัญญาซื้อขายกับจำเลยจึงมิใช่สัญญาที่ให้จำเลยจัดทำบริการสาธารณะ หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นสัญญาทางปกครอง อีกทั้งสัญญาซื้อขายไม้หมอนรองรางรถไฟดังกล่าวก็มิได้มีข้อกำหนดที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองแต่อย่างใด สัญญาซื้อขายไม้หมอนรถไฟจึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๖ บัญญัติว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (๑) รับโอนกิจการของกรมรถไฟจากกรมรถไฟ กระทรวงคมนาคม (๒) จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟ และมาตรา ๙ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๓๕) บัญญัติว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๖ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) สร้าง ซื้อ จ้าง รับจ้าง จัดหา จำหน่าย แลกเปลี่ยน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม และดำเนินงานเกี่ยวกับเครื่องใช้ บริการ และความสะดวกต่างๆ ของกิจการรถไฟ (๒) ซื้อ จัดหา เช่า ใช้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครอง อาศัยให้อาศัย จำหน่าย แลกเปลี่ยน และดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆ เห็นว่า การให้บริการด้านการคมนาคมการขนส่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นการให้บริการสาธารณะ การจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จำเป็นในการซ่อมบำรุง ดูแลรักษารถไฟ รางรถไฟ ไม้หมอนรองรางรถไฟ จึงเป็นการจำเป็นเพื่อให้การบริการคมนาคมขนส่งอันเป็นการบริการสาธารณะบรรลุผลและมีความต่อเนื่อง สัญญาซื้อไม้หมอนรองรางรถไฟดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจัดหาเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งโดยสภาพต้องมีความพร้อมได้เสมอ เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาซื้อไม้หมอนรองรางรถไฟ จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อไม้หมอนรองรางธรรมดาเนื้อแข็งเลื่อยจักรประเภท ก. จากจำเลย และจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกัน โดยนำพันธบัตรรัฐบาลวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบไม้หมอนหรือส่งไม่ถูกต้องหรือไม่ครบตามสัญญา ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้กรรมสิทธิ์ในพันธบัตรรัฐบาลตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ให้จำเลยชำระค่าปรับพร้อมดอกเบี้ย กับให้ชำระเงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐,๖๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และมาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคล ซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้แม้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว สาระสำคัญของสัญญาไม่มีวัตถุประสงค์ให้คู่สัญญาเข้าดำเนินกิจการหรือเข้าร่วมภารกิจของโจทก์และวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะคงมีสาระสำคัญเป็นเพียงการให้จำเลยจัดหาและส่งมอบไม้หมอนรองรางรถไฟให้แก่โจทก์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์เท่านั้น ทั้งข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะผูกพันกันด้วยใจสมัครตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้ทำบริการสาธารณะ สัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเพียงการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน ดังนี้ แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาซึ่งมีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของสัญญามิได้เป็นไปเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของการจัดให้มีสัญญาทางปกครองที่เป็นข้อแตกต่างจากสัญญาทางแพ่ง สัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัท เอส เค ลีโอ จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ดิเรก อิงคนินันท์ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายดิเรก อิงคนินันท์) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท เอส เค ลีโอ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19798/2557
#579667
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ได้กำหนดข้อจำกัดในการดำเนินกิจการของลูกหนี้หลายประการเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยการห้ามลูกหนี้จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และการทำนิติกรรมใด ๆ ที่ขัดต่อบทบัญญัตินี้ การนั้นเป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 วรรคท้าย ข้อจำกัดดังกล่าวย่อมใช้บังคับกับผู้ทำแผนโดยอนุโลม ตามมาตรา 90/25 และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ให้บรรดาสิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนตกเป็นของผู้บริหารแผนตั้งแต่ผู้บริหารแผนได้ทราบคำสั่งศาล ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ข้อจำกัดดังกล่าวย่อมใช้บังคับแก่ผู้บริหารแผนด้วย แต่เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารแผนของลูกหนี้นั้น ผู้บริหารแผนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ตามมาตรา 90/67 และในกรณีที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผน ผู้บริหารแผนย่อมถูกจำกัด เมื่อปรากฏว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการขายไปเป็นทรัพย์ที่มีความจำเป็นที่ลูกหนี้จะนำมาพัฒนาและทำกำไรในการฟื้นฟูกิจการ และในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้บริหารแผนสามารถขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกได้ ดังนั้น การที่ผู้บริหารแผนนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่จำนองระงับแล้วไปขายต่อให้แก่บุคคลภายนอก จึงมิใช่การกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อได้ตามแผน นิติกรรมการขายดังกล่าวต้องห้ามชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ประกอบมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง จึงตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย ส่วนการขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลางในกรณีที่นิติกรรมใด ๆ ตกอยู่ภายใต้บังคับ มาตรา 90/12 (9) จะต้องเป็นการขออนุญาตก่อนการทำนิติกรรม เพราะหากดำเนินการไปแล้วนิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ศาลไม่อาจอนุญาตได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2547 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถือเอาการขายทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการขายทรัพย์ที่ผู้บริหารแผนขออนุญาตต่อศาล

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ผู้บริหารแผนได้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปก่อนยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาล ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายไปมีราคาตลาดและมูลค่าบังคับขายที่ประเมินตามที่ปรากฏในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ 45,740,000 บาท และ 32,018,000 บาท ตามลำดับ แต่ผู้บริหารแผนขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางประทุม ในราคา 25,500,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้กู้ยืมจากกรรมการของลูกหนี้ในการชำระราคาประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) มีต่อลูกหนี้จำนวน 25,500,000 บาท แก่กรมบังคับคดี

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า การดำเนินการขายทรัพย์ไม่ได้ก่อภาระเพิ่มเติม ดังนั้น จึงเชื่อว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เห็นสมควรอนุญาตให้ผู้บริหารแผนดำเนินการขายทรัพย์สินดังกล่าวได้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ผู้บริหารแผนดำเนินการขายทรัพย์สินดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นับแต่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ได้กำหนดข้อจำกัดในการดำเนินกิจการของลูกหนี้หลายประการเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยการห้ามลูกหนี้จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และการทำนิติกรรมใด ๆ ที่ขัดต่อบทบัญญัตินี้การนั้นเป็นโมฆะ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 วรรคท้าย ข้อจำกัดดังกล่าวย่อมใช้บังคับกับผู้ทำแผนโดยอนุโลม ตามมาตรา 90/25 และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ให้บรรดาสิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนตกเป็นของผู้บริหารแผนตั้งแต่ผู้บริหารแผนได้ทราบคำสั่งศาล ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่งข้อจำกัดดังกล่าวย่อมใช้บังคับแก่ผู้บริหารแผนด้วย แต่เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารแผนของลูกหนี้นั้นผู้บริหารแผนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ตามมาตรา 90/67 และในกรณีที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผน ผู้บริหารแผนย่อมถูกจำกัด ดังนั้น ระหว่างดำเนินการฟื้นฟูกิจการตามแผนโดยผู้บริหารแผน ลูกหนี้ย่อมถูกจำกัดห้ามจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สิน นอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินไปได้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นด้วย เมื่อปรากฏว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการขายไปเป็นทรัพย์ที่มีความจำเป็นที่ลูกหนี้จะนำมาพัฒนาและทำกำไรในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ (ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 7.4.11) และในแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้บริหารแผนสามารถขายทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกได้ดังนั้น การที่ผู้บริหารแผนนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่จำนองระงับแล้วไปขายต่อให้แก่บุคคลภายนอก จึงมิใช่การกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อได้ตามแผนนิติกรรมการขายดังกล่าวต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ประกอบมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง จึงตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย ส่วนการขออนุญาตจากศาลล้มละลายกลางในกรณีที่นิติกรรมใด ๆ ตกอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) จะต้องเป็นการขออนุญาตก่อนการทำนิติกรรม เพราะหากดำเนินการไปแล้วนิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ศาลไม่อาจอนุญาตได้ การที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ผู้บริหารแผนดำเนินการขายทรัพย์สินดังกล่าวได้ทั้งที่ผู้บริหารแผนทำการขายไปแล้วโดยไม่ได้ขออนุญาตจากศาล จึงมิชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/12 วรรคท้าย ม. 90/25 ม. 90/59 วรรคหนึ่ง ม. 90/67
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเรนโบว์ โฮเต็ล กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทสุขุมวิท อินเตอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19776/2557
#581388
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้มาจากนิติสัมพันธ์ตามที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพักอาศัย แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารแทน โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาช่วงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมา ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวก อ้างว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ก่อสร้างอาคารและส่งมอบงานให้แก่โจทก์เสร็จตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ผิดสัญญาที่ไม่ชำระค่าจ้างและคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องโดยอาศัยสัญญาจ้างเหมาช่วง ประเด็นที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในคดีนี้และในคดีก่อนจึงเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน เป็นแต่ในคดีก่อนเคยถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมา จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 18,437,861.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 373/2553 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 373/2553 มีมูลเหตุในคดีแตกต่างกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จนเสร็จแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพักอาศัย 7 ชั้น โครงการ รอยัล รีเจ้นท์ รัชดา เป็นเงิน 56,744,602.83 บาท ตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.5 วันที่ 11 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารแทน ตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.6 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลชั้นต้น เรียกค่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหายเป็นเงิน 31,910,797 บาท โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่า สัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างจำเลยทั้งสองไม่ผูกพันโจทก์ และจำเลยที่ 1 ทำงานล่าช้ากับละทิ้งงานไปทำให้โจทก์ต้องว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานต่อ โจทก์จึงไม่ต้องคืนเงินประกันผลงานและเงินค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 วันที่ 30 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา มิใช่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันชำระเงิน 27,978,837.03 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 373/2553 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 373/2553 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้มาจากนิติสัมพันธ์ตามที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพักอาศัย 7 ชั้น โครงการ รอยัล รีเจ้นท์ รัชดา แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารแทน โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเหมาช่วงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมา ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำงานล่าช้าและละทิ้งงานไป จึงต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 373/2553 อ้างว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ก่อสร้างอาคารและส่งมอบงานให้แก่โจทก์เสร็จตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ผิดสัญญาที่ไม่ชำระค่าจ้างและคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องโดยอาศัยสัญญาจ้างเหมาช่วง ประเด็นที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในคดีนี้และในคดีก่อนจึงเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่เคยฟ้องร้องกันมาก่อน เป็นแต่ในคดีก่อนเคยถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเป็นจำเลยด้วยกันเท่านั้น การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างเหมา จึงไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสยามนครพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — บริษัทซีวิล แอนด์ อินทีเรีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กษิดิ์เดช จีนสลุต
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19775/2557
#579972
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ฐานยักยอกทรัพย์มรดกของ น. จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีเสร็จการพิจารณา ศาลสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 คดีนี้โจทก์มาฟ้องเป็นคดีแพ่งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 ว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของ น. แทนที่ ส. บิดาตนที่ถึงแก่ความตายไปก่อน แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท น. อีกคนหนึ่งได้กระทำความผิดอาญาโดยแจ้งเท็จปิดบังทายาทของ น. คนอื่น จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเองและไปจดทะเบียนขายแก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว จึงเป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องทางแพ่งเนื่องจากอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 ซึ่งอายุความในการฟ้องทางแพ่งต้องบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า การฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลด้วย โดยคดีอาญายังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ตามส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหายักยอกที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ประเด็นในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับคดีอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีนี้จึงมีอายุความ10 ปี นับแต่คำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีแพ่งว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังที่ดินโฉนดเลขที่ 13963 ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายนุการ โดยแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเกี่ยวกับทายาทของนายนุการ แล้วนำไปโอนขายให้จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3438/2551 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4508/2551 ซึ่งศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 ไว้ ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาในคดีดังกล่าวว่า วันที่ 28 ตุลาคม 2553 จำเลยให้การรับสารภาพโจทก์เข้าใจแล้วว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปใช้หนี้เดิมของเจ้ามรดก แต่ผู้ปกครองโจทก์ยังติดใจดำเนินคดีต่อจำเลย คดีเสร็จการพิจารณา ศาลสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องทางแพ่งเนื่องจากอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 อายุความในการฟ้องทางแพ่งจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่าถ้ามีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลด้วย โดยคดีอาญายังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 51
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ส. โดยนางสาว ท. ผู้ปกครองผู้เยาว์
จำเลย — นางสาวนพรัตน์ อ่อนวิจารณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19772/2557
#585750
เปิดฉบับเต็ม

การสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน เมื่อโจทก์กับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2517 และจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ดังนี้ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2517 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 การสมรสของโจทก์กับผู้ตายยังมีอยู่ เมื่อคู่ความรับว่าทรัพย์สินตามฟ้องผู้ตายได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ ย่อมเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย และในทะเบียนหย่าก็ไม่มีบันทึกเป็นหลักฐานลงลายมือชื่อโจทก์ระบุข้อความว่าโจทก์สละสินสมรสที่ตนมีสิทธิได้ ทั้งกรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เมื่อโจทก์กับผู้ตายจดทะเบียนหย่ากัน ต้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวในวันจดทะเบียนหย่าให้โจทก์และผู้ตายคนละครึ่งหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23193, 23196 และ น.ส. 3 ก. เลขที่ 14051 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสัตหีบ บัญชีเลขที่ 302 - 2 - 44489 - 1 ให้แก่โจทก์ และให้นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - 8620 ชลบุรี อาวุธปืนชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งในส่วนเท่า ๆ กัน หากจำเลยไม่ยอมแบ่งทรัพย์สินขอให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนาวาเอกจำรักษ์ผู้ตายแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23193, 23196 และ น.ส. 3 ก.เลขที่ 14051 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์หมายเลขทะเบียน กค - 8620 ชลบุรี และอาวุธปืนชนิดรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาปันกันคนละครึ่ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความรับและไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์กับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2517 จดทะเบียนหย่าขาดกันเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกตามฎีกาข้อ 3.1 มีว่า ทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2517 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2545 การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายยังคงมีอยู่เพราะการสมรสจะสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ซึ่งบัญญัติว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน เท่านั้น และตามมาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน... (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส... ตามทางนำสืบของคู่ความก็รับกันว่าทรัพย์สินผู้ตายได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย ทั้งตามมาตรา 1474 วรรคท้ายก็ยังบัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า ทรัพย์สินเป็นสินสมรสนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในชั้นฎีกา 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1501 ม. 1532 ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประจวบ ชาติพจน์หรืออัจฉะกาญจน์
จำเลย — นายเจริญรักษ์ อัจฉะกาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19759/2557
#591875
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีหลักฐานแห่งสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน นิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงได้ว่า ก่อนจดทะเบียนนิติกรรมจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 พาไปดูที่ดินพิพาทพบว่าเป็นที่นา จำเลยที่ 2 ไปดูที่ดินพิพาทอีกหลายครั้งและสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่ดินพิพาทได้รับการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในวันจดทะเบียนจำเลยที่ 2 สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินบอกว่าจำเลยที่ 1 สามารถทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ เมื่อจดทะเบียนขายฝากเสร็จจำเลยที่ 1 เดินทางไปที่บ้านพักจำเลยที่ 2 และรับเงินจากจำเลยที่ 2 เรียบร้อย จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต กรณีย่อมต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 สิทธิของจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้โอน จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตาย ตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัวในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ แม้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทอื่นของผู้ตาย ซึ่งมีโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองรวมอยู่ด้วย จะทำให้โจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 43039 ตำบลวัดธาตุอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเนื้อที่คนละ 2 ไร่ 1 งานเศษ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวสมภาร ผู้ร้องที่ 1 กับนางพัยสาร ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสมร ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกผู้ร้องที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43039 ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ในส่วนของที่ดินพิพาทที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมร ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 1 ส่วนใน 8 ส่วนของเนื้อที่ที่พิพาทตามโฉนดที่ดินดังกล่าวข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอีกจำนวน 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายสมหมาย สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมที่ 2 แถลงว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายแล้ว นายสมหมายขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้มรณะ พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นายสมหมาย เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 43039 ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นทรัพย์มรดกของนางสมร ผู้ตาย โจทก์ทั้งสาม โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีหลักฐานแห่งสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน นิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ทำการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งในเรื่องการจดทะเบียน ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้นำสืบโต้แย้งในส่วนนี้ว่า ก่อนจดทะเบียนนิติกรรมจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 พาไปดูที่ดินพิพาทพบว่ามีลักษณะเป็นที่นา จำเลยที่ 2 กลับมาปรึกษาสามีและพาสามีไปดูที่ดินพิพาทอีกหลายครั้ง เมื่อไปสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่ดินพิพาทได้รับการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในวันจดทะเบียนจำเลยที่ 2 สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินบอกว่าจำเลยที่ 1 สามารถทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ได้ เมื่อดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากเสร็จจำเลยที่ 1 เดินทางไปที่บ้านพักจำเลยที่ 2 และรับเงินจากจำเลยที่ 2 เรียบร้อย ข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวจึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต กรณีย่อมต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ซึ่งคุ้มครองเป็นพิเศษ สิทธิของจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้โอน จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ ที่โจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกตกแก่ทายาทอื่นไปขายฝากแก่บุคคลภายนอกโดยทายาทไม่ยินยอมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสมร ผู้ตาย ตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัวในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดก ซึ่งไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ แม้การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ไม่ทำการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทอื่นของผู้ตาย ซึ่งมีโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองรวมอยู่ด้วย จะทำให้โจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรชัย บรรณารักษ์ กับพวก
โจทก์ร่วม — นางสาวสมภาร บรรณารักษ์ กับพวก
จำเลย — นางขวัญใจ บรรณารักษ์หรือเมาชัยสงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายอรรคเดช ชัยจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19706/2557
#579688
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยและธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคาร ก. ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 339

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 นำเงินค่าเช่าไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง โดยอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับชำระค่าเช่า ครั้นวันที่ 7 เดือนดังกล่าว สำนักงานวางทรัพย์กลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มชื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางได้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียวไม่พร้อมกัน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางขอถอนเงินวางทรัพย์จำนวน 3,196,124.40 บาท เพราะเจ้าหนี้ทั้งสองรายไม่มาขอถอนเงินวางทรัพย์ จนระยะเวลาล่วงเลยไปกว่า 10 ปี แต่เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากไม่เห็นชอบด้วยคำสั่งให้อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 อธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้นัดพร้อมจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อพิสูจน์สิทธิว่าผู้ใดจะมีสิทธิรับเงินวางทรัพย์ ขอให้มีคำสั่งว่า คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิรับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า ประเด็นที่พิพาทในชั้นนี้เป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระค่าเช่าแก่จำเลย คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินวางทรัพย์ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ขอให้บังคับจำเลยแก้ไขสัญญาเช่าจาก 3 ปี เป็น 6 ปี ขอแก้ไขคู่สัญญาและจดทะเบียนสิทธิการเช่า การวางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางของโจทก์ที่ 1 ก็โดยเจตนาจะชำระค่าเช่าเพื่อให้เจ้าหนี้ที่แท้จริงรับไป เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนเงินจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและต่อมาอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินที่วางทรัพย์ คำสั่งของเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและอธิบดีกรมบังคับคดี จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิถอนเงินที่วางต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางคืนหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนความขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยพยานหลักฐานในสำนวนและเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 15 กันยายน 2546 ของโจทก์ที่ 1 เพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 วางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับค่าเช่า วันที่ 7 เดือนดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เพิ่มธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางไว้วันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียว เมื่อจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 339 คำสั่งเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้ยกคำร้องขอถอนเงินวางทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้นัดพร้อม จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาพิสูจน์สิทธิ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 334 วรรคสอง ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริกัญญา สุนทรสีมะ กับพวก
จำเลย — นางหทัยจิต โกศลนาวิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทร แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19696/2557
#579634
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตตั้งแต่ปี 2549 แต่จำเลยก็ไม่เคยคิดจะไปขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้อง ซึ่งหากจำเลยมีความสุจริตใจประสงค์จะขายอาคารพิพาทตามสภาพที่มีการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาต ก็ควรแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนทำสัญญาจะซื้อขาย เพราะหากโจทก์เข้าครอบครองเป็นเจ้าของอาคารแล้วโจทก์อาจถูกระงับการใช้อาคารพิพาทหรือถูกปรับในอัตราค่าปรับสูง และการไปขออนุญาตเพิ่มเติมภายหลังเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา พฤติการณ์ที่โจทก์ยอมทำสัญญาจะซื้อขายตามที่ฝ่ายจำเลยจัดทำขึ้นซึ่งไม่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องไปจัดการเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องก่อน และไม่มีการกำหนดเบี้ยปรับทั้งที่โจทก์ต้องวางเงินมัดจำจำนวนมาก เชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตก่อสร้างก่อนทำสัญญาจะซื้อขาย การทำสัญญาจะซื้อขายของโจทก์จึงเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติอาคารพิพาทว่าก่อสร้างถูกต้องตามใบอนุญาตก่อสร้าง นิติกรรมที่โจทก์ทำไปจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วจึงมีผลเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,429,452.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) ต้องไม่เกิน 429,452.05 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปลายปี 2550 นางสาวปัทมา และนายเชิญ ร่วมกันเป็นนายหน้าเสนอขายที่ดินในกรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 1307 ตำบลวัดชนะสงคราม อำเภอในพระนคร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 42 ตารางวา พร้อมอาคารโรงแรม 4 ชั้น ชื่อ "โฟร์ซันเฮาส์" บนที่ดินพิพาทกับสิทธิให้เช่าแผงค้าในที่ดินพิพาทของจำเลยแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2550 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาทตลอดจนสิทธิให้เช่าแผงค้าในที่ดินนั้นในราคา 43,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ให้จำเลยในวันทำสัญญาและตกลงกันว่าโจทก์จะชำระราคาส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อ-ขายที่ดิน โดยโจทก์เห็นอาคารพิพาทซึ่งมีสภาพตามภาพถ่ายแล้ว หลังจากนั้นมีการตกลงเลื่อนวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ตามสำเนาข้อตกลงแนบท้ายสัญญาซื้อขาย ก่อนถึงวันนัดโจทก์ได้รับหนังสือลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานธุรกิจสะพานขาว ซึ่งโจทก์ติดต่อขอวงเงินสินเชื่อ 25,000,000 บาท โดยใช้ที่ดินพร้อมอาคารพิพาทเป็นหลักประกัน แจ้งว่าอาคารพิพาทมีสภาพเป็นอาคาร 4 ชั้น แต่หลักฐานใบอนุญาตปลูกสร้างระบุเป็นอาคาร 3 ชั้น จึงขอให้โจทก์ดำเนินการในเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องเสียก่อน เพื่อธนาคารจะได้พิจารณาวงเงินสินเชื่อต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 แจ้งบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารพิพาท ตลอดจนสิทธิให้เช่าแผงค้าในที่ดินถึงจำเลย ด้วยเหตุผลว่าจำเลยจงใจปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนทำสัญญาว่าจำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง 3 ชั้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อ-ขายตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารพิพาท ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้โจทก์มีตัวโจทก์เพียงปากเดียวที่ยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยเห็นใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท และเอกสารที่นางสาวปัทมานำไปให้โจทก์ตรวจดูก่อนมีการทำสัญญาจะซื้อขายไม่มีสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทรวมอยู่ด้วย แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ติดต่อจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับฝ่ายจำเลยและนางสาวปัทมาตลอดมา และตามคำพยานโจทก์ปากนางศิริรัตน์ก็ได้ความว่าเอกสารที่โจทก์ยื่นประกอบคำขอสินเชื่อจากธนาคารขาดใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่แรก การนำสืบของโจทก์ในข้อเท็จจริงที่โต้แย้งกันนี้จึงเป็นไปเท่าที่โจทก์มีพยานบุคคลฝ่ายของโจทก์อยู่ ส่วนพยานจำเลยนั้นปรากฏว่า จำเลยเบิกความทำนองว่าจำเลยเป็นผู้จัดเอกสารรวมทั้งสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท มอบให้นางสาวปัทมาไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่นายสุขเกษมชัยเบิกความว่า นายสุขเกษมชัยเป็นผู้มอบหมายนางปฐมพรให้จัดเอกสารดังกล่าวมอบแก่นางสาวปัทมา นางสาวปัทมากลับเบิกความว่านายสุขเกษมชัยบอกนายนัทไม่ทราบชื่อสกุลพนักงานของจำเลยเป็นผู้จัดหาเอกสารดังกล่าวให้นางสาวปัทมา และตามที่นายเชิญกับนางสาวปัทมาเบิกความว่านายเชิญนำเอกสารเกี่ยวกับที่ดินและอาคาร ที่นางสาวปัทมาได้รับมารวมกับเอกสาร ซึ่งนายเชิญเป็นผู้หาเพิ่มเติมจัดเรียงลำดับใส่ซองแล้วนางสาวปัทมานำไปมอบให้โจทก์นั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางปฐมพรว่านางปฐมพรเป็นผู้จัดเอกสาร ทั้งหมดให้นางสาวปัทมาไป ดังนี้ ข้อเท็จจริงจากพยานจำเลยเหล่านี้จึงแตกต่างขัดแย้งกันในข้อสาระสำคัญโดยชัดแจ้ง กรณีหาใช่ข้อแตกต่างในพลความดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ทั้งนายเชิญ นางสาวปัทมาและนางปฐมพรมิใช่พยานคนกลางที่จะรับฟังสรุปเชื่อคำเบิกความของบุคคลทั้งสามว่ามีการส่งสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทให้โจทก์ทราบแล้วตามที่จำเลยอ้างในฎีกา เนื่องจากนางปฐมพรเป็นลูกจ้างของจำเลย ส่วนนายเชิญและนางสาวปัทมาเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเงินมัดจำ 10,000,000 บาท อยู่ด้วย โดยตามคำเบิกความของนายเชิญตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า นายเชิญได้รับค่านายหน้าอัตราร้อยละ 3 ของจำนวนเงินมัดจำนั้นมาแล้ว น้ำหนักคำพยานจำเลยปากนางปฐมพร นายเชิญและนางสาวปัทมาจึงมีน้อย อนึ่ง เมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านประกอบสำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาท ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการรื้ออาคารบนที่ดินพิพาทของเจ้าของเดิมแล้วปลูกสร้างอาคารพิพาทขึ้นตั้งแต่ปี 2549 จำเลยทราบว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตก่อสร้าง แต่จำเลยไม่เคยคิดจะไปขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อได้รับใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งหากจำเลยมีความสุจริตใจประสงค์จะขายอาคารพิพาทตามสภาพที่มีการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบที่ได้รับอนุญาตอย่างแท้จริงจำเลยก็ควรแจ้งข้อเท็จจริงให้โจทก์ทราบอย่างถ่องแท้ก่อนมีการทำสัญญาจะซื้อขายกัน เพราะมิฉะนั้นหากโจทก์ได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของอาคารพิพาทแล้วโจทก์อาจถูกระงับการใช้อาคารพิพาทหรือถูกปรับในอัตราค่าปรับสูง อีกทั้งการไปขออนุญาตเพิ่มเติมภายหลังเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา ซึ่งทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยหรือนายสุขเกษมชัยได้แจ้งให้โจทก์ทราบด้วยวาจาแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่โจทก์ยอมทำสัญญาจะซื้อขายตามสัญญาที่ฝ่ายจำเลยจัดทำซึ่งไม่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องไปจัดการเรื่องใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องตามความเป็นจริงเสียก่อน และไม่มีการกำหนดเบี้ยปรับไว้ทั้งที่โจทก์กลับต้องเป็นฝ่ายวางเงินมัดจำจำนวนมากถึงร้อยละ 23 เศษของราคาซื้อขายทั้งหมดดังที่ปรากฏ รูปคดีจึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่ถูกต้องตามใบอนุญาตก่อสร้างและโจทก์เชื่อใจจำเลยและนายสุขเกษมชัยว่าอาคารพิพาทปราศจากปัญหาทางด้านกฎหมายใด ๆ ที่จะตามมาในภายหลัง ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อ-ขายที่ดิน โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอาคารพิพาทว่าก่อสร้างถูกต้องตามใบอนุญาตก่อสร้างนิติกรรมที่โจทก์ทำไปนั้นจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วจึงมีผลเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2550 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวไตรทิพย์ พรหมชุติมา
จำเลย — นางแสงสมบัติ ภัทรพงศ์พลิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบ็ญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19694/2557
#581389
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238

ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุการจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่นๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนมจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุมา เมื่อปี 2514 นายสุมาได้แลกเปลี่ยนที่ดินแปลงดังกล่าวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 บริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุในพื้นที่จังหวัดนครพนม และจำเลยที่ 2 มอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โรงเรียนบ้านโนนสังข์เพื่อใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา นายสุมาได้เข้าครอบครองปลูกสร้างบ้านและล้อมรั้วในที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ส่วนโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้สร้างสนามกีฬาลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 แล้วเช่นกัน ต่อมาปี 2533 นายสุมาและโรงเรียนบ้านโนนสังข์ได้จัดทำหนังสือการแลกเปลี่ยนที่ดินทั้งสองแปลง แล้วโรงเรียนได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ทำการแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าว แต่ยังมิได้มีการโอนที่ดินดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 นายสุมายกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางพัฒศนี แล้วนางพัฒศนีมายื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเมื่อปี 2549 เพื่อขอแลกเปลี่ยนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ธนารักษ์พื้นที่นครพนม ส่งนายช่างสำรวจเข้าไปรังวัดสำรวจจัดทำแผนที่เพื่อทราบข้อเท็จจริงว่าที่ดินทั้งสองแปลงสามารถแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่อย่างไร ต่อมาปี 2550 นางพัฒศนียกที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อธนารักษ์พื้นที่นครพนมเพื่อขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ธนารักษ์พื้นที่นครพนมทำความเห็นรายงานจำเลยที่ 1 ว่า เห็นควรดำเนินการแลกเปลี่ยนให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงธนารักษ์พื้นที่นครพนมแจ้งว่าต้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อน แล้วจำเลยที่ 2 จะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ให้แก่โจทก์โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ และธนารักษ์นครพนมได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อน โดยยังมิได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 ให้แก่จำเลยที่ 2 คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วข้างต้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุ การจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่น ๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินข้างต้นได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นนอกเหนือจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป เป็นฎีกาไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาเห็นควรไม่วินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247 ม. 248
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงจิต พลเขต
จำเลย — กรมธนารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสุดสงวน ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19692/2557
#580835
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ถือว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46 (9) และ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์ได้ และพนักงานอัยการเป็นผู้ปฏิบัติราชการให้สำนักงานอัยการสูงสุด โดยอำนาจและหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 (เดิม) มาตรา 11 กำหนด เมื่อโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ทำหน้าที่ทนายความ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2)

จำเลยประกอบกิจการอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายกระดาษ จำเลยซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานของจำเลยเพื่อผลิตกระดาษอันเป็นกิจการของจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้จำเลยทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยนั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5)

แม้พฤติการณ์ที่โจทก์ปิดวาล์วก๊าซ ถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาซื้อขายก๊าซแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แต่กรณีก็เป็นการเลิกสัญญาเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายก๊าซของจำเลย ซึ่งได้เกิดขึ้นและยังมีอยู่ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสิ้นเชิง การเลิกสัญญาดังกล่าวหาได้ทำให้สิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยระงับไปไม่ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายก๊าซจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 115,360,077.25 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 64,028,645.46 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,453,358.76 บาท แก่โจทก์ พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 64,028,645.46 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 เรียกว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ต่อมาคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงทุนเป็นเรือนหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและเห็นชอบในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 19 วันที่ 30 กันยายน 2544 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ยกเลิกพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 และวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยยังมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2544 จำเลยกับโจทก์ทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกัน โดยจำเลยตกลงซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานผลิตกระดาษของจำเลย ต่อมาจำเลยผิดสัญญาโดยค้างชำระค่าก๊าซแก่โจทก์ในปี 2547 งวดเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนธันวาคม 2547 จำนวน 10 งวด ในปี 2548 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2548 จำนวน 11 งวด และในปี 2549 งวดเดือนมกราคม 2549 ถึงเดือนมิถุนายน 2549 จำนวน 6 งวด โดยรวมค้างชำระค่าก๊าซทั้งสิ้น 64,028,654.46 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,482,005.19 บาท เบี้ยปรับตามสัญญา (ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะกำหนดให้ใหม่) 46,849,426.60 บาท รวมเป็นเงิน 115,360,077.25 บาท ระหว่างระยะเวลาตามสัญญาซื้อขายก๊าซ จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของตนเองและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โดยแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องจำเลยสำหรับหนี้เบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2548 จำนวนเงิน 2,433,190.26 บาท ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทำแผนจนถึงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12 (4)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด จึงสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แต่โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 จึงถือว่าโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46 (9) และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์ได้ การว่าต่างและแก้ต่างคดีแทนโจทก์จึงอยู่ในอำนาจของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) พนักงานอัยการจึงมีอำนาจเข้าว่าต่างและแก้ต่างแทนโจทก์ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ที่จำเลยฎีกาว่า มาตรา 46 (9) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 มาตรา 4 ให้อำนาจแก่สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นหน่วยงานนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า พนักงานอัยการเป็นผู้ปฏิบัติราชการให้สำนักงานอัยการสูงสุด โดยอำนาจและหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 (เดิม) มาตรา 11 กำหนด เมื่อโจทก์แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ทำหน้าที่ทนายความ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 11 (5) ดังนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์โดยพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้ เพราะพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (5) ไม่ได้ให้อำนาจไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ จึงไม่เป็นสาระที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลเป็นให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (2) ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่นำมาฟ้องในเงินค่าก๊าซและเบี้ยปรับจากจำเลยขาดอายุความหรือไม่ สำหรับสิทธิเรียกร้องในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยประกอบกิจการอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายกระดาษ จำเลยซื้อก๊าซจากโจทก์เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนภายในโรงงานของจำเลยเพื่อผลิตกระดาษอันเป็นกิจการของจำเลย จึงเป็นกรณีโจทก์ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบให้จำเลยทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยนั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) หาใช่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ ส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยนำมาอ้างเป็นเหตุว่า การซื้อก๊าซจากโจทก์ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยนำก๊าซไปเดินเครื่องจักรที่ใช้ผลิตกระดาษโดยตรง ต้องนำไปแปลงผ่านโรงผลิตไฟฟ้าก่อนจะนำไฟฟ้าที่ได้ไปเดินเครื่องจักรผลิตกระดาษ จึงไม่ใช่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง ต้องนำกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มาใช้บังคับนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงอันเป็นข้อต่อสู้นอกเหนือคำให้การมายกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าก๊าซที่ค้างชำระภายในกำหนดอายุความ 5 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระนั้น เมื่อสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธาน คือ ค่าก๊าซที่จำเลยค้างชำระไม่ขาดอายุความดังที่ได้วินิจฉัยมา ข้อฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าเบี้ยปรับที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นจะต้องขาดอายุความด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 จึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกเอาเงินค่าก๊าซและเบี้ยปรับจากจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า เมื่อสัญญาซื้อขายก๊าซระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า แม้พฤติการณ์ที่โจทก์ปิดวาล์วก๊าซ ถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญาได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาซื้อขายก๊าซแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่กรณีก็เป็นการเลิกสัญญาเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเบี้ยปรับซึ่งเป็นค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายก๊าซของจำเลย ซึ่งได้เกิดขึ้นและยังมีอยู่ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยโดยสิ้นเชิง การเลิกสัญญาดังกล่าว หาได้ทำให้สิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยระงับไปไม่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว และตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2538 คดีระหว่าง นายไชยเสน โจทก์ นางกาญจนา จำเลย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายก๊าซจากจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 391 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ม. 46 (9)
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 ม. 11 (2)
พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทป.ต.ท. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเซ็นทรัลอุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา