คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19436/2557
#585761
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท ย. ต่อมาบริษัท ย. ขายแผนกไดเวอร์ซี่ลีเวอร์ให้จำเลยที่ 1 ทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัท ย. สิ้นสุดลงโดยไม่ได้มีสาเหตุอันเกิดจากโจทก์ บริษัท ย. จึงจ่ายเงินผลประโยชน์ เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการและเงินสมทบที่บริษัท ย. จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน ย. พร้อมดอกผลให้โจทก์ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัท ย. เงินทั้งสองจำนวนจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัท ย. เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการไปยังจำเลยที่ 1 และโอนเงินสมทบพร้อมดอกผลที่บริษัท ย. จ่ายให้ตามสัญญาจ้างไปยังกองทุนจำเลยที่ 2 (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 1 และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น) เพื่อนำเงินทั้งสองจำนวนมาใช้ประกอบการคำนวณผลประโยชน์เมื่อโจทก์ออกจากงาน จึงไม่ใช่การโอนทรัพย์สินที่เป็นเงินทั้งสองจำนวนให้เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้นเงินทั้งสองจำนวนยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 ลงโทษเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการให้โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดคืนเงินจำนวนนี้ให้โจทก์

เงินสมทบพร้อมดอกผลที่บริษัท ย. จ่ายให้โจทก์ตามสัญญาจ้างและโจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 เงินจำนวนนี้จึงอยู่ในส่วนเงินสะสมของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกผลแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 ส่งคืนเงินนั้นให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิด

กองทุนจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแล้วจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 การเรียกเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วต้องฟ้องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วเป็นจำเลยให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลให้ไม่ว่าได้มีการจ่ายเงินและดอกผลคืนให้แก่นายจ้างไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินพร้อมดอกผลให้โจทก์

พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่าย..." จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 จึงต้องนำเงินสมทบพร้อมดอกผลที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัท ย. โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 จากกองทุนจำเลยที่ 2 มาจ่ายให้โจทก์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวนนี้ จำเลยที่ 2 จึงยังไม่หลุดพ้นจากหนี้นั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินจำนวนนี้อันเป็นเงินสะสมพร้อมดอกผลให้โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสมาชิกภาพตามข้อบังคับของกองทุนจำเลยที่ 2 กองทุนจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด การจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 ต้องดำเนินการจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษามีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 193,942.45 บาท เงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ 311,050 บาท ค่าชดเชย 295,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 591,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสมทบที่โจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลจากกองทุนจำเลยที่ 2 จำนวน 820,470.69 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฝ่ายนายจ้างพร้อมดอกผล 189,526.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายเงินสมทบที่โจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จ่ายเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้จำนวน 311,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการจ้างงานและมีข้อตกลงว่าโจทก์จะรักษาข้อมูลความลับทางการค้าและไม่ทำการค้าขายแข่งขันกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแต่งตั้งและสัญญาการรักษาความลับและการไม่แข่งขันทางการค้าระหว่างเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมกับภรรยาทำการค้าขายแข่งกับจำเลยที่ 1 โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันโดยโจทก์โอนเงินผลประโยชน์ในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 311,050 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกงานในช่วงดำรงตำแหน่งผู้จัดการของบริษัทจำนวน 783,927.96 บาท ไปยังจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2545 ข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 เป็นไปตามเอกสาร แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ทุจริตต่อหน้าที่และจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง แต่สำหรับเงินผลประโยชน์ในช่วงก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการ จำนวน 311,050 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงดำรงตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 783,927.96 บาท นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนจ่ายให้แก่โจทก์ เงื่อนไขการจ้างงานเป็นเงื่อนไขระหว่างโจทก์กับบริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องชำระเงินตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ใดแก่โจทก์ คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องคืนเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้และคืนเงินสมทบที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งโจทก์ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด โอนมายังจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์มาตั้งแต่ขณะที่โจทก์ทำงานอยู่กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด การจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในเอกสาร จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนได้จ่ายเงินไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ภายในเวลา 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์สิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 3 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด มีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ 12.3 ว่าในกรณีที่บริษัท (หมายถึงบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด) สิ้นสุดการจ้างโดยไม่มีสาเหตุ ให้พนักงาน (โจทก์) ได้รับ 12.3.1 เงินบำเหน็จตามกฎหมาย 12.3.2 เงินผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อผลประโยชน์ในการลาจาก แต่จะไม่มีการจ่ายเงินใด ๆ ให้แก่พนักงานที่ปฏิบัติงานให้บริษัทน้อยกว่านี้ และ 12.3.3 ถ้าพนักงานเป็นผู้จัดการได้รับเลื่อนตำแหน่งมาจากผู้คุมงานในตำแหน่งผู้คุมงาน 6 ปี บริบูรณ์หรือมากกว่า ให้พนักงานได้รับผลตอบแทนเท่ากับเงินเดือนครั้งสุดท้ายที่ยังไม่ได้หักค่าอื่นใดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้คุมงานคูณด้วยจำนวนปีทำงานก่อนที่จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ดังนั้นเมื่อบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ขายแผนกไดเวอร์ซี่ลีเวอร์ให้จำเลยที่ 1 จึงเป็นผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด สิ้นสุดลง อันเป็นกรณีเลิกจ้างโดยไม่ได้มีสาเหตุอันเกิดจากโจทก์ การที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสาร อันได้แก่ ค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมจำนวน 1,043,042 บาท เงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเท่ากับเงินสมทบส่วนที่บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมดอกผล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 รวมจำนวน 759,636 บาท และเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 311,050 บาท จึงเป็นเงินตามสัญญาเอกสาร ข้อ 12.3.1 ข้อ 12.3.2 และข้อ 12.3.3 ตามลำดับ ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างเดิม เงินทั้งหมดดังกล่าวนั้นจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด นายจ้างเดิม ปรากฏจากเอกสารว่าโจทก์ประสงค์ให้มีการโอนผลประโยชน์เมื่อออกจากงานพร้อมดอกผลในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 759,636 บาท ไปยังกองทุนใหม่คือ กองทุนจำเลยที่ 2 ในนามของบริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยที่ 1) และโอนเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงานในช่วงก่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการจำนวน 311,050 บาท ไปที่บริษัทจอห์นสันแวกซ์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยที่ 1) และปรากฏตามเงื่อนไขการจ้างเพิ่มเติมจากจดหมายเสนองาน สำหรับคุณอดิศร (โจทก์) ที่ผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ระบุว่า การโอนเงินทั้งสองจำนวนมาก็เพื่อนำมาใช้ประกอบการคำนวณผลประโยชน์เมื่อออกจากงานตามความเป็นจริงและตามสูตรการคำนวณผลประโยชน์เมื่อออกจากงานแต่ละกรณีที่แตกต่างกัน ดังนั้นการโอนเงินทั้งสองจำนวนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เมื่อออกจากงานไปยังจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การโอนทรัพย์สินที่เป็นเงินทั้งสองจำนวนให้เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์เพียงแต่โอนเงินทั้งสองจำนวนไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองตามสูตรการคำนวณที่โจทก์จะได้รับเมื่อออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนต้นเงินทั้งสองจำนวนยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้รับโอนเงินจำนวน 311,050 บาท ไปตามความประสงค์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 หาต้องรับผิดในเงินดังกล่าวดังที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาไม่ สำหรับเงินจำนวน 759,636 บาท ซึ่งคิดถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 หรือเป็นจำนวน 783,927.96 บาท ซึ่งคิดถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 อันเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เงินจำนวนนี้โจทก์ได้รับจากบริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด และโจทก์มีคำสั่งให้บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนไปยังกองทุนจำเลยที่ 2 ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเข้ากองทุนจำเลยที่ 2 เงินจำนวนนี้จึงอยู่ในส่วนเงินสะสมของโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง ไม่ใช่ส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง ดังนั้นจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจ่ายเงินของโจทก์จำนวน 783,927.96 บาท พร้อมดอกผลจากเงินดังกล่าวคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์รวมเป็นเงิน 820,470.96 บาท แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 ส่งคืนเงินนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิด เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนเงินจำนวน 311,050 บาท แก่โจทก์จึงต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เสียดอกเบี้ยมานับแต่วันฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 จ่ายเงินที่โจทก์มีคำสั่งให้บริษัทยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด โอนมายังกองทุนจำเลยที่ 2 พร้อมดอกผลรวม 820,470.96 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยบริษัทจัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยูนิลีเวอร์ไทยโฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการโอนนั้น เมื่อกองทุนจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแล้วจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 การเรียกเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วต้องฟ้องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วเป็นจำเลยให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบและดอกผลให้ไม่ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วหรือผู้จัดการกองทุนจะได้จ่ายเงินและดอกผลคืนให้แก่นายจ้างไปแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินพร้อมดอกผลให้โจทก์ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิกผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน โดยให้จ่าย..." ดังนั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ต้องนำเงินจำนวน 820,470.96 บาท จากกองทุนจำเลยที่ 2 มาจ่ายให้โจทก์ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จำนวนนี้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่หลุดพ้นจากหนี้นั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงิน 820,470.96 บาท อันเป็นเงินสะสมพร้อมดอกผลให้โจทก์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสมาชิกภาพตามข้อบังคับของกองทุนจำเลยที่ 2 ข้อ 9.6 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 2 ต้องดำเนินการจ่ายเงินออกจากกองทุนจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ก่อนดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่โอนมาให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้จำนวน 311,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสมและดอกผลรวมจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวจากกองทุนจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมจ่ายเงินจำนวน 820,470.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 226 ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 5 ม. 7 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิศร ไตรสินสมบูรณ์
บริษัทจอห์นสันไดเวอร์ซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19431/2557
#582392
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พยานหลักฐานใดที่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นโดยฝ่าฝืนมาตรา 90 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งได้อีก

ชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับ โจทก์เพิ่งนำสืบเอกสารหมาย จ.1 ในชั้นพิจารณา จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า เอกสารทั้งสองฉบับต่างระบุเงื่อนไขการประมูลขายแผ่นฟิล์ม และโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 ประกอบคำถามค้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า เงื่อนไขการประมูลตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ส่งให้จำเลยที่ 1 ก่อนพิจารณาเสนอราคา จึงเป็นเอกสารที่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลแผ่นฟิล์ม การนำสืบของโจทก์ไม่เป็นการนอกฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาแต่เพียงว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับและคนละความหมายกันใช้แทนกันไม่ได้เป็นการนำสืบนอกฟ้อง ไม่มีข้อความโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนข้อที่อ้างว่าเอกสารหมาย จ.1 ยื่นฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 3,932,527.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,729,451.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 1,054,452.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,738,748.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 อันเป็นวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ส่งคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2553 หากไม่คืนขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือค้ำประกันดังกล่าว

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,898,039.25 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิด 1,000,000 บาท ทั้งนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (ที่ถูก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1) ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 3,729,451.50 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า โจทก์อ้างส่งเอกสาร ในการสืบพยานโดยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ศาลชั้นต้นต้องปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ ตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีสิทธิยกข้อที่ศาลรับเอกสารนั้นไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พยานหลักฐานใดที่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นโดยฝ่าฝืนมาตรา 90 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ที่ 3 จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งได้อีก ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 มีข้อความว่า เงื่อนไขการประมูลราคา OFF SPEC PRODUCT (NONWOVEN FABRICS) ส่วนเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความว่า เงื่อนไขการประมูลราคา OFF SPEC PRODUCT (BREATHABLE FILM) ซึ่งเป็นคนละฉบับและคนละความหมายกัน ใช้แทนกันไม่ได้ ทั้งเอกสารหมาย จ.1 ได้ยื่นโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 คือ ไม่ยื่นต่อศาลและส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การนำสืบเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องและเป็นการยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับ โจทก์เพิ่งนำสืบในชั้นพิจารณา จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า เอกสารทั้งสองฉบับต่างระบุเงื่อนไขการประมูลขายแผ่นฟิล์ม และโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 ประกอบคำถามค้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า เงื่อนไขการประมูลตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ส่งให้จำเลยที่ 1 ก่อนพิจารณาเสนอราคา จึงเป็นเอกสารที่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลแผ่นฟิล์ม การนำสืบของโจทก์ไม่เป็นการนอกฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาแต่เพียงว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับและคนละความหมายกันใช้แทนกันไม่ได้เป็นการนำสืบนอกฟ้อง ไม่มีข้อความโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนข้อที่อ้างว่าเอกสารหมาย จ.1 ยื่นฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนายศักดิ์สิทธิ์ พนักงานของบริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด เป็นพยานเบิกความว่า บริษัทเริ่มรับสินค้าจากโจทก์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 มีรายการสรุปยอดทั้งหมด ช่วงแรกเดือนพฤษภาคม 2554 โจทก์มีสินค้าตกค้างอยู่ประมาณ 300 ถึง 400 ตัน ต้องเข้าไปขนทุกวัน วันละประมาณ 4 ถึง 5 เที่ยว หลังจากนั้นสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้ง การเข้าออกแต่ละครั้ง โจทก์จะออกหนังสือแสดงน้ำหนักของสินค้าด้อยคุณภาพ และมีการทำรายการสรุปยอดรวมราคาทั้งหมด หากจะทราบราคาของแต่ละงวดในการรับซื้อ ให้เอาน้ำหนักของสินค้าคูณด้วยราคาในใบเสนอราคาของบริษัทซันโพลีพลัส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ที่เสนอประมูลซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางสาวสุมนาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโจทก์เบิกความว่า จำนวนสินค้าที่บริษัทซันโพลีพลัส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ซื้อไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 มีพลาสติกชนิดเศษฟิล์มก้อนสีขาว ชนิดม้วนฟิล์มสีขาวและลายสี ชนิดเศษฟิล์มสีขาวและลายสีและชนิดเศษเม็ดคอมปาวด์สีขาว รวมเป็นเงิน 13,733,180 บาท ปรากฏตามใบรับของและตารางการขาย หากจำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา โจทก์สามารถขายให้จำเลยที่ 1 ได้ราคา 17,406,469 บาท การขายให้บริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ทำให้โจทก์เสียหาย 3,729,451.50 บาท เห็นว่า หนังสือแสดงน้ำหนักของสินค้าด้อยคุณภาพ มีประมาณ 250 ฉบับ จะปรากฏรายละเอียดใบตรวจเช็คผู้รับซื้อก่อนเข้าปฏิบัติงาน น้ำหนักของสินค้าแต่ละเที่ยวที่รถบรรทุกขนออกไป และหลักฐานการขายเศษวัสดุและราคาที่ขายรวมภาษีการค้าที่บริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด เข้าไปขนวัสดุที่โจทก์ขายในแต่ละครั้ง สอดคล้องกับตารางการขาย และตารางสรุปเปรียบเทียบยอดการขายให้จำเลยที่ 1 และบริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ไปเป็นเงิน 3,729,451.50 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 มิได้ร่วมอุทธรณ์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ และจำเลยที่ 4 ไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 86 ม. 90 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย ไฮยีน แมททีเรียลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์ทวีรีไซเคิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19416/2557
#578317
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอเรียกเงินที่เกี่ยวเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นค่าเสียหายที่มีมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าตอบแทนที่โจทก์ทำงานในตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการโรงเรียนและค่าเสียหายที่จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเมื่อโจทก์ปฏิบัติงานให้แก่จำเลย จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ต่างรายกัน คำฟ้องคดีนี้จึงไม่ใช่ฟ้องซ้อนคดีก่อน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 130, 531, 232 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ สป.198/2551 ของศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อนโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอเรียกเงินจากจำเลยหลายรายการที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นผลที่เกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยมิได้มีคำขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ทำงานในตำแหน่งเลขานุการผู้อำนวยการโรงเรียนและค่าเสียหายที่จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายทั้งสองประเภทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติงานให้แก่จำเลยอันแตกต่างจากในคดีก่อนซึ่งเป็นค่าเสียหายที่มีมูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องอันเกี่ยวกับการเลิกจ้างกรณีจึงเป็นสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ต่างรายกัน คำฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงมิใช่ฟ้องซ้อนกับคดีก่อนอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนโดยจำเลยยังไม่ให้การ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาและเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ให้จำเลยยื่นคำให้การแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไฮดีปาร์ค เจริญพร
จำเลย — มูลนิธิเพื่อการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติไทย-จีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19395/2557
#579641
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิใช่ผู้รับโอนตั๋วแลกเงินมาจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและรับรองตั๋วแลกเงินโดยตรง แต่รับสลักหลังโอนมาจากผู้ทรงซึ่งรับสลักหลังโอนมาจากผู้ทรงคนเดิมที่โจทก์ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปแล้วโดยขณะจำเลยรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินมานั้น จำเลยซึ่งเป็นธนาคารอันเป็นสถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมทราบว่า โจทก์ได้ประสบปัญหาด้านการเงินและถูกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ อันเป็นที่เห็นได้โดยสุจริตว่าตั๋วแลกเงินที่จำเลยรับสลักหลังโอนมาในขณะนั้น มีมูลค่าลดน้อยลงไปกว่าราคาที่ผู้ทรงคนเดิมรับสลักหลังโอนมาเป็นจำนวนมาก หรือนัยหนึ่งตั๋วแลกเงินดังกล่าวน่าจะไม่มีมูลค่าเพียงพอที่จะจูงใจให้มีการซื้อขายเพื่อสลักหลังโอนกันตามปกติแล้ว ทั้งกรณีที่ผู้ทรงประสงค์จะได้รับชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงิน ก็ชอบที่จะต้องนำมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) หรือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในกรณีที่โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจักได้ชำระบัญชีหรือดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของโจทก์มาจัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของโจทก์ ให้ได้รับส่วนแบ่งโดยทัดเทียมกันอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนแห่งหนี้ พฤติการณ์การรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินมาดังกล่าว จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลย มิได้รับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินดังกล่าวมาตามธุรกรรมที่เป็นปกติธุระของจำเลย แต่เป็นการรับสลักหลังโอนโดยซื้อมาในราคาต่ำ โดยมีเจตนามุ่งหมายจะนำมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินนั้น ไปหักกลบลบหนี้กับหนี้อันเกิดจากการซื้อขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลย อันจะมีผลให้จำเลยได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดจากการเป็นลูกหนี้โจทก์ การที่จำเลยรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินดังกล่าวและขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ ย่อมเป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 จำเลยจึงไม่อาจนำมูลหนี้ ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 11 ฉบับ มาหักกลบหนี้กับหนี้การซื้อขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวรวม 360,462,032.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 192,219,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 192,219,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,071,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 32,400,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ของต้นเงิน 143,748,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยของต้นเงินทั้งสามจำนวนเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2544 ) ต้องไม่เกิน 168,243,032.71 บาทตามขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยจะนำมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 11 ฉบับ เป็นเงินรวม 200,000,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ทรงมาหักกลบลบหนี้กับหนี้การซื้อขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้า 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 192,219,000 บาท ที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ได้หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวสมควรหยิบยกข้อฎีกาของโจทก์ว่า การขอหักกลบลบหนี้ของจำเลย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อน ได้ความตามนำสืบของโจทก์ว่าขณะที่ตั๋วแลกเงินทั้ง 11 ฉบับ ถึงกำหนดชำระบริษัทไดวา สิงค์โปร์ จำกัด เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน รวม 2 ฉบับ ส่วนตั๋วแลกเงิน รวม 9 ฉบับบริษัทโซเมอร์ (ยู.เค.) จำกัด เป็นผู้ทรง บริษัทไดวา สิงคโปร์ จำกัดและบริษัทโซเมอร์ (ยู.เค.) จำกัด ต่างได้เรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินที่ตนเป็นผู้ถือทั้งหมดต่อโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการและห้ามชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามตั๋วแลกเงิน โดยโจทก์แจ้งให้ผู้ทรงตั๋วแลกเงินของโจทก์ไปขอรับชำระหนี้จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ต่อจากนั้น บริษัทโซเมอร์ (ยู.เค.) จำกัด ได้สลักหลังโอนตั๋วแลกเงิน ทั้ง 9 ฉบับ ให้แก่บริษัทแบร์ สเทริน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ส่วนตั๋วแลกเงินตามรวม 2 ฉบับ บริษัทไดวา สิงคโปร์ จำกัด ได้สลักหลังโอนให้แก่บริษัทแบร์ สเทริน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เช่นกัน โดยการสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินทั้ง 11 ฉบับ ดังกล่าวมีจำเลยเป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทแบร์ สเทริน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่อมาบริษัทแบร์ สเทริน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้สลักหลังโอนตั๋วแลกเงินทั้งหมดให้แก่จำเลย ดังนั้น จำเลยมิใช่ผู้รับโอนตั๋วแลกเงินมาจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและรับรองตั๋วแลกเงินโดยตรง แต่รับสลักหลังโอนมาจากผู้ทรงซึ่งรับสลักหลังโอนมาจากผู้ทรงคนเดิมที่โจทก์ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปแล้วโดยขณะจำเลยรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินมานั้น จำเลยซึ่งเป็นธนาคารอันเป็นสถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมทราบว่า โจทก์ได้ประสบปัญหาด้านการเงินและถูกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ อันเป็นที่เห็นได้โดยสุจริตว่าตั๋วแลกเงินที่จำเลยรับสลักหลังโอนมาในขณะนั้น มีมูลค่าลดน้อยลงไปกว่าราคาที่ผู้ทรงคนเดิมรับสลักหลังโอนมาเป็นจำนวนมาก หรือนัยหนึ่งตั๋วแลกเงินดังกล่าวน่าจะไม่มีมูลค่าเพียงพอที่จะจูงใจให้มีการซื้อขายเพื่อสลักหลังโอนกันตามปกติแล้ว ทั้งกรณีที่ผู้ทรงประสงค์จะได้รับชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงิน ก็ชอบที่จะต้องนำมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) หรือต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในกรณีที่โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจักได้ชำระบัญชีหรือดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของโจทก์มาจัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของโจทก์ ให้ได้รับส่วนแบ่งโดยทัดเทียมกันอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนแห่งหนี้ พฤติการณ์การรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินมาดังกล่าว จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลย มิได้รับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินดังกล่าวมาตามธุรกรรมที่เป็นปกติธุระของจำเลย แต่เป็นการรับสลักหลังโอนโดยซื้อมาในราคาต่ำ โดยมีเจตนามุ่งหมายจะนำมูลหนี้ตามตั๋วแลกเงินนั้น ไปหักกลบลบหนี้กับหนี้อันเกิดจากการซื้อขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องต่อจำเลย อันจะมีผลให้จำเลยได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดจากการเป็นลูกหนี้โจทก์ การที่จำเลยรับสลักหลังโอนตั๋วแลกเงินดังกล่าวและขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ ย่อมเป็นการใช้สิทธิแห่งตนโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 จำเลยจึงไม่อาจนำมูลหนี้ ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 11 ฉบับ มาหักกลบหนี้กับหนี้การซื้อขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าที่จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ได้ จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ ตามจำนวนเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 200,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวจรีรัตน์ โรจนาจิณ
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19384/2557
#575251
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักทหารกองบิน 2 เลขที่ 302/773 หมู่ที่ 7 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย แล้วพูดใส่ความผู้เสียหายว่า "อีกะหรี่ อีหน้าหี อีหน้าหัวควย อีดอกทอง อีสัตว์" ต่อหน้าผู้เสียหายและ ฤ. อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดีประพฤติชั่ว โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชัง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362, 364 และ 393 ยกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท จำเลยฎีกามีข้อความว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยยังไม่เห็นพ้องด้วย จากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านว่า "หลังจากที่จำเลยด่าข้าฯ ด้วยคำพูดหยาบคายโดยเน้นย้ำคำว่า อีกะหรี่ ข้าฯ บอกให้จำเลยออกไป แต่จำเลยไม่ออกไป ข้าฯ จึงหยิบมีดปอกผลไม้มาถือไว้เพื่อป้องกันตัว" เห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายมีอาวุธมีดในมือ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกล้าบุกรุกเข้าไปในบ้านและด่าผู้เสียหาย... ขอศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลย แต่ฎีกาของจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2555 เวลากลางวัน จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านพักทหารกองบิน 2 เลขที่ 302/773 หมู่ที่ 7 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวฉวีวรรณ ผู้เสียหาย แล้วจำเลยพูดใส่ความผู้เสียหายว่า "อีกะหรี่ อีหน้าหี อีหน้าหัวควย อีดอกทอง อีสัตว์" ต่อหน้าผู้เสียหายและนางฤตินันท์อันเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดีประพฤติชั่ว โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชัง และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364 และ 393 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานบุกรุก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 362 ปรับ 2,000 บาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าปรับ 1,000 บาท ยกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกามีข้อความว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยยังไม่เห็นพ้องด้วย จากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านว่า "หลังจากที่จำเลยด่าข้าฯ ด้วยคำพูดหยาบคายโดยเน้นย้ำคำว่า อีกะหรี่ ข้าฯ บอกให้จำเลยออกไป แต่จำเลยไม่ออกไป ข้าฯจึงหยิบมีดปอกผลไม้มาถือไว้เพื่อป้องกันตัว" เห็นได้ชัดว่าผู้เสียหายมีอาวุธมีดในมือ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะกล้าบุกรุกเข้าไปในบ้านและด่าผู้เสียหาย นอกจากนี้หากจำเลยผลักและกอดรัดกับนางฤตินันท์จริง การเข้าไปบุกรุกของจำเลยเช่นนั้นก็น่าจะมีทรัพย์สินเสียหายเกิดขึ้นภายในบ้าน แต่ทรัพย์สินภายในบ้านไม่มีเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับจำเลยเป็นผู้สูงอายุ จึงไม่น่าเชื่อว่าจะก่อเหตุเช่นนั้น ผู้เสียหายและนางฤตินันท์เป็นมารดาและบุตรต่อกันย่อมจะเบิกความช่วยเหลือกันเพื่อใส่ร้ายจำเลย ขอศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลย แต่ฎีกาของจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับทั้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ป.อ. ม. 326 ม. 362 ม. 364
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
นางศศิวรรณหรืออุษา
จำเลย — กรองแก้วหรือขาวสอาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายทวีสิทธิ์ สำรวมจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19355 -ที่ 19360/2557
#579626
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งที่จำเลยที่ 2 ออกให้แก่ผู้ซื้อทั้งห้าราย จำเลยที่ 2 ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้าตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 23 ไว้มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า SAID TO WEIGH และระบุน้ำหนักของสินค้าที่ผู้ซื้อทั้งห้าราย สั่งซื้อตรงกับที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าของผู้ซื้อแต่ละรายอันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากบริษัท น. ผู้ส่งสินค้าถึงน้ำหนักของสินค้าของผู้ซื้อแต่ละรายที่บรรทุกลงในระวางเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งโดยผลของมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าผู้ส่งสินค้าได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 ตามจำนวนน้ำหนักที่แจ้งให้จำเลยที่ 2 ระบุไว้ในใบตราส่งดังกล่าว เมื่อผู้ส่งสินค้าได้แสดงใบรับรองน้ำหนักของสินค้าโดยบริษัท ธ. ซึ่งทำการตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าของผู้ซื้อแต่ละรายด้วยเครื่องชั่งก่อนที่จะนำสินค้าบรรทุกสินค้าพร้อมออกใบรับรองไว้ โดยฝ่ายจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบหักล้างเอกสารดังกล่าว คงมีแต่พยานจำเลยที่ 3 มาเบิกความลอยๆ เป็นเพียงความเห็นและการสันนิษฐานเท่านั้น ย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างใบรับรองน้ำหนักของสินค้าดังกล่าวได้

สำหรับค่าใช้จ่ายในการค้นหาสินค้าขาดจำนวน เมื่อความรับผิดของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในความเสียหายของสินค้าที่ตนรับขนส่งต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวย่อมไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการค้นหาสาเหตุที่สินค้าสูญหายด้วย เพราะเป็นค่าเสียหายของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยแต่ละรายไม่เกี่ยวกับผู้ขนส่ง จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการรับขนสินค้าระหว่างประเทศและเป็นเจ้าของเรือบรรทุกสินค้า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับขนส่งสินค้ากับผู้ขายหรือผู้ส่งสินค้าหรือร่วมกับจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่ง แต่การที่จำเลยที่ 1 นำเรือของตนมารับขนส่งสินค้าโดยมิได้นำสืบพยานหลักฐานว่าไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุใดเนื่องจากขาดนัดยื่นคำให้การ คงมีเพียงรายการสำแดงทั่วไปของเรือระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือบรรทุกสินค้ามีจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนเจ้าของเรือ โดยมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าเรือหรือเป็นผู้ดำเนินการ อันถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เช่าเรือบรรทุกสินค้าจากจำเลยที่ 1 และเป็นการเช่าประเภทเสมือนผู้เช่าเป็นเจ้าของเรือ (Chatrer Party by Demise) ที่เจ้าของเรือได้โอนการครอบครองและการควบคุมตลอดจนอำนาจสั่งการให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งหกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 12,014,763.19 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,803,212.32 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งหกสำนวนขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ทั้งหกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ทั้งหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า บริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด บริษัทบี.เอ็น.ที.เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ได้สั่งซื้อกากถั่วเหลืองจากบริษัทโนเบิล รีซอร์สเซส เอสเอ ผู้ขาย ในประเทศอาร์เจนตินา รวมจำนวน 14,772 เมตริกตัน 3,336 เมตริกตัน 2,859 เมตริกตัน 477 เมตริกตัน และ 6,672 เมตริกตัน โดยเงื่อนไขการซื้อขายในราคาซีเอฟอาร์ ไลเนอร์ เอาท์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย บรรทุกสินค้าแบบเทกอง และผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ได้ตกลงทำสัญญาประกันภัยเพื่อความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งตั้งแต่ท่าเรือเมืองซานลอเรนโซ ประเทศอาร์เจนตินา จนถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัย ผู้ขายได้บรรทุกกากถั่วเหลืองของผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ในระวางเรือกลอเรียส เมเปิ้ล รวมกับสินค้ากากถั่วเหลืองของผู้ซื้อรายอื่นในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ได้เช่าเรือกลอเรียส เมเปิ้ล ของจำเลยที่ 1 มาใช้บรรทุกสินค้าและจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ซื้อทั้ง 5 ราย เรือกลอเรียส เมเปิ้ล ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองซานลอเรนโซ ประเทศอาร์เจนตินา ถึงท่าเรือเกาะสีชังและได้มีการขนถ่ายสินค้าทั้งหมดลงเรือลำเลียงของจำเลยที่ 4 กับพวก นำไปส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 ราย และผู้ซื้อ ปรากฏว่าบริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด ได้รับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุในใบกำกับสินค้า 3 รายการ รวม 490.372 เมตริกตัน บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด ได้รับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุในใบกำกับสินค้า 94.907 เมตริกตัน บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ได้รับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุในใบกำกับสินค้า 94.907 เมตริกตัน บริษัทบี.เอ็น.ที.เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้า 15.834 เมตริกตัน และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ได้รับสินค้าน้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้า 221.483 เมตริกตัน ตามรายงานการสำรวจของบริษัทดี.เอส. เซอร์เวย์ แอนด์ เซอร์ จำกัด บริษัทควอลิตี้ คาร์โก อินสเปกชั่น จำกัด และบริษัทตรวจสอบสินค้าสากล จำกัด ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 ราย เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าที่ขาดจำนวน โจทก์ได้พิจารณาความเสียหายของสินค้าขาดจำนวน โดยหักความเสียหาย ส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 ราย ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแล้วได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 ราย ดังนี้ จำนวน 3,025,527.49 บาท 834,306.06 บาท และ 3,025,527.49 บาท ให้แก่บริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด จำนวน 374,303.26 บาท ให้แก่บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด จำนวน 1,223,005.79 บาท ให้แก่บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด จำนวน 194,063.23 บาท ให้แก่บริษัทบี.เอ็น.ที.เทรดดิ้ง จำกัด และจำนวน 3,021,936.48 บาท ให้แก่บริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ตามลำดับ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า สินค้ากากถั่วเหลืองของผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์สูญหายไประหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ใบตราส่งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกให้แก่ผู้ซื้อทั้ง 5 ราย จำเลยที่ 2 ได้ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้าตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 23 ไว้ มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า SAID TO WEIGH และระบุน้ำหนักของสินค้าที่ผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ได้สั่งซื้อตรงกับที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าของผู้ซื้อแต่ละราย อันแสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งจากบริษัทโนเบิล อาร์เจนตินา เอสเอ ผู้ส่งสินค้าถึงน้ำหนักของสินค้าของผู้ซื้อแต่ละรายที่บรรทุกลงในระวางเรือกลอเรียส เมเปิ้ล เมื่อผู้ส่งสินค้าได้แสดงใบรับรองน้ำหนักของสินค้าโดยบริษัทธิออนวิลล์ เซอร์เวยิ่ง จำกัด ซึ่งทำการตรวจสอบน้ำหนักของสินค้าของผู้ซื้อแต่ละรายด้วยเครื่องชั่งก่อนที่จะนำสินค้าบรรทุกลงเรือกลอเรียส เมเปิ้ล และออกใบรับรองไว้โดยฝ่ายจำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบหักล้างเอกสารดังกล่าว คงมีแต่พยานจำเลยที่ 3 เบิกความลอย ๆ ว่า เป็นเพียงความเห็นและการสันนิษฐานย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างใบรับรองน้ำหนักของสินค้าได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าของผู้ซื้อทุกรายที่ผู้ขนส่งบรรทุกลงเรือกลอเรียส เมเปิ้ล มายังประเทศไทย มีน้ำหนักตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง เมื่อผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้รับสินค้ามีน้ำหนักไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบตราส่งโดยบริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด ขาดจำนวนรวม 490.372 เมตริกตัน บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด ขาดจำนวน 94.907 เมตริกตัน บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ขาดจำนวน 94.907 เมตริกตัน บริษัทบี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด ขาดจำนวน 15.834 เมตริกตัน และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ขาดจำนวน 221.483 เมตริกตัน ต้องถือว่าสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งก่อนที่ผู้ซื้อจะได้รับสินค้า และการขนส่งสินค้าจากผู้ขายไปจนถึงมือผู้ซื้อเป็นการขนส่งระยะแรก โดยเรือเดินทะเลกลอเรียส เมเปิ้ล จากท่าเรือเมืองซานลอเรนโซ ประเทศอาร์เจนตินา ถึงเกาะสีชัง ประเทศไทย เป็นการขนส่งโดยจำเลยที่ 2 และจากท่าเรือเกาะสีชังเป็นการขนส่งโดยเรือลำเลียงจนถึงมือผู้ซื้อ สินค้าทั้งหมดขณะบรรทุกลงเรือกลอเรียส เมเปิ้ล มีน้ำหนัก 38,123 เมตริกตัน แต่เมื่อผู้ซื้อทุกรายได้รับสินค้าแล้วมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 36,857.470 เมตริกตัน แสดงว่าสินค้ามีน้ำหนักขาดหายไปในระหว่างการขนส่งทั้งสองช่วงการขนส่งและขณะขนถ่ายสินค้าออกจากระวางเรือกลอเรียส เมเปิ้ล ลงบรรทุกในเรือลำเลียงไม่มีการชั่งน้ำหนักของสินค้า คงใช้การคำนวณน้ำหนักโดยประมาณการตามขนาดรับน้ำหนักบรรทุกของเรือลำเลียงแต่ละลำ ซึ่งแตกต่างกันโดยใช้เรือลำเลียงทั้งสิ้น 24 ลำ ขนสินค้าจากเรือกลอเรียส เมเปิ้ล ทั้งหมด 26 เที่ยว เมื่อสินค้าถูกส่งถึงมือผู้ซื้อทั้งหมดมีการชั่งน้ำหนักของสินค้าที่ได้รับจากเรือลำเลียงแต่ละลำโดยเครื่องชั่ง ปรากฏว่าส่วนใหญ่มีน้ำหนักคลาดเคลื่อนจากน้ำหนักสินค้าที่ประมาณการไว้ขณะบรรทุกลงเรือลำเลียงแต่ละลำและหลายเที่ยวก็มีน้ำหนักมากกว่าที่ประมาณการไว้ ตามรายงานการสำรวจลำเลียงสินค้าของบริษัทตรวจสอบสินค้าสากล จำกัด ปรากฏว่าเรือลำเลียง เอส.พี. 46 ที่นำสินค้าไปขึ้นที่ท่า พี.เอช.ดี. มีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักสินค้าที่ประมาณการไว้ถึง 245.180 เมตริกตัน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักที่ตามปกติอาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเป็นน้ำหนักของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากเป็นการขาดหายไปของน้ำหนักของสินค้าเกินกว่าจำนวนน้ำหนักย่อมถือได้ว่าเป็นการขาดหายไปของสินค้าที่ผิดปกติ ซึ่งปรากฏจากรายงานการสำรวจสินค้า เรือลำเลียงสมุทรทรานสปอร์ท 15 ที่นำสินค้าไปขึ้นที่ท่าเรือมิตรผล ระบุน้ำหนักสินค้าที่ประมาณการไว้ขณะขนถ่ายจากเรือกลอเรียส เมเปิ้ล จำนวน 1,242.190 เมตริกตัน เมื่อส่งมอบแก่ผู้ซื้อ ชั่งน้ำหนักของสินค้าได้เพียง 505.850 เมตริกตัน น้ำหนักขาดหายไปถึง 736.340 เมตริกตัน และเรือลำเลียงวรนาวินขนส่ง 45 น้ำหนักสินค้าที่ประมาณการไว้ขณะขนถ่ายจากเรือกลอเรียส เมเปิ้ล จำนวน 1,000 เมตริกตัน แต่เมื่อส่งมอบแก่ผู้ซื้อชั่งน้ำหนักของสินค้าได้จำนวน 564.140 เมตริกตัน น้ำหนักสินค้าขาดหายไปถึง 435.860 เมตริกตัน น่าจะไม่ใช่เป็นการคลาดเคลื่อนของน้ำหนักของสินค้าตามปกติ แต่น่าจะเป็นเรื่องของสินค้ามีการสูญหายระหว่างการขนส่งของเรือลำเลียง ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าเป็นความสูญหายในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 จึงต้องนำไปหักออกจากจำนวนน้ำหนักของสินค้าที่ขาดหายไปทั้งหมด 1,265.530 เมตริกตัน คงเหลือน้ำหนักของสินค้าที่ขาดหายไปจากน้ำหนักของสินค้าที่บรรทุกลงเรือกลอเรียส เมเปิ้ล เพียง 93.330 เมตริกตัน ที่อาจสูญหายไปขณะสินค้าอยู่ในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 เมื่อนำมาเฉลี่ยตามสัดส่วนของน้ำหนักสินค้าของผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ที่ขาดหายไปทั้งหมดที่ได้คำนวณไว้ตั้งแต่แรก ฟังได้ว่าสินค้าที่สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 ของบริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด 3 รายการ มีน้ำหนักจำนวน 15.739 เมตริกตัน 4.663 เมตริกตัน และ 15.739 เมตริกตัน บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด มีน้ำหนัก 6.995 เมตริกตัน บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด มีน้ำหนัก 6.995 เมตริกตัน บริษัทบี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด มีน้ำหนัก 1.167 เมตริกตัน และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด มีน้ำหนัก 16.323 เมตริกตัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าในช่วงการขนส่ง จึงต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้า เมื่อพิจารณาสัญญาประกันภัยที่ผู้ซื้อทั้ง 5 ราย ทำไว้กับโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว โจทก์กำหนดเงื่อนไขไม่คุ้มครองความเสียหายของสินค้าในส่วนแรกดังนี้ บริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด ร้อยละ 0.425 เท่ากับ 0.067 เมตริกตัน 0.02 เมตริกตัน และ 0.067 เมตริกตัน ตามลำดับ บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด ร้อยละ 0.25 เท่ากับ 0.018 เมตริกตัน บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ร้อยละ 0.45 เท่ากับ 0.032 เมตริกตัน บริษัทบี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด ร้อยละ 0.6 เท่ากับ 0.007 เมตริกตัน และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ร้อยละ 0.45 เท่ากับ 0.074 เมตริกตัน เมื่อนำไปหักออกจากสินค้าที่สูญหายไปของผู้ซื้อแต่ละรายแล้ว พบว่าบริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด สูญหาย 15.672 เมตริกตัน 4.643 เมตริกตัน และ 15.672 เมตริกตัน ตามลำดับ บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด สูญหาย 6.977 เมตริกตัน บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด สูญหาย 6.963 เมตริกตัน บริษัท บี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด สูญหาย 1.16 เมตริกตัน และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด สูญหาย 16.249 เมตริกตัน เมื่อคำนวณเป็นความเสียหายตามราคาสินค้าที่คู่สัญญาตกลงซื้อขายกัน บริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 6,837.85 ดอลลาร์สหรัฐ 1,894.72 ดอลลาร์สหรัฐ และ 6,837.85 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,057.67 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,040.74 ดอลลาร์สหรัฐ บริษัทบี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 508.37 ดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 7,522.80 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสียหายที่แต่ละบริษัทได้รับดังกล่าว คำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกำหนดไว้ 31.17 บาท ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ แล้ว ความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 ราย ได้รับมีดังนี้ บริษัทส.ไทยเจริญพรพาณิชย์ จำกัด จำนวน 213,135.78 บาท 59,058.42 บาท และ 213,135.78 บาท ตามลำดับ รวม 485,329.98 บาท บริษัทอาร์ทีอะโกร จำกัด จำนวน 95,307.57 บาท บริษัทเอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด จำนวน 94,779.87 บาท บริษัทบี.เอ็น.ที. เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 15,845.89 บาท และบริษัทวี.ซี.เอ.เอฟ. กรุ๊ป จำกัด จำนวน 234,485.68 บาท รวมเป็นความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 จำนวน 925,748.99 บาท ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยและความเสียหายแต่ละจำนวนมีราคาไม่เกินกว่าจำนวนที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง คือ กิโลกรัมละสามสิบบาทของน้ำหนักสุทธิของสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งย่อมต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ทำการขนส่งโดยละเลยไม่เอาใจใส่ในความเสียหายของสินค้าหรือไม่

สำหรับค่าใช้จ่ายในการค้นหาสินค้าขาดจำนวนที่โจทก์ขอมาเป็นเงินรวม 102,568.93 บาท นั้น เห็นว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในความเสียหายของสินค้าที่ตนรับขนส่งต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของ สูญหาย เสียหาย หรือมีการส่งมอบชักช้า บทบัญญัติดังกล่าวย่อมไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการค้นหาสาเหตุที่สินค้าสูญหายด้วย เพราะเป็นค่าเสียหายของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยแต่ละราย ไม่เกี่ยวกับผู้ขนส่งจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับขนสินค้าระหว่างประเทศและเป็นเจ้าของเรือกลอเรียส เมเปิ้ล จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าคดีนี้ แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับขนส่งสินค้าคดีนี้กับบริษัทโนเบิล รีซอร์สเซส เอสเอ ผู้ขายและผู้ส่งสินค้าคดีนี้ หรือร่วมกับจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่ง แต่การที่จำเลยที่ 1 นำเรือของตนมารับขนส่งสินค้าคดีนี้ โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 เพราะเหตุใด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ คงมีนายสุทธิชัยพนักงานฝ่ายปฏิบัติการของจำเลยที่ 3 พยานของจำเลยที่ 3 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนบริษัทโนเบิ้ล ชาร์เตอร์ริ่ง เอส.เอ. จำกัด ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรือกลอเรียส เมเปิ้ล โดยการขนส่งสินค้าตามฟ้อง บริษัทโนเบิ้ล ชาร์เตอร์ริ่ง เอส.เอ. จำกัด ได้เช่าเรือกลอเรียส เมเปิ้ล มาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็ได้ทำสัญญาเช่าช่วงเรือดังกล่าวประเภทเสมือนผู้เช่าเป็นเจ้าของเรือ (Charter Party by Demise) ซึ่งเจ้าของเรือได้โอนการครอบครองและการควบคุมตลอดจนอำนาจสั่งการให้แก่จำเลยที่ 2 แต่นายสุทธิชัยเบิกความลอย ๆ มิได้มีพยานหลักฐานมาแสดงสนับสนุนข้อเท็จจริง ตามรายการสำแดงทั่วไปของเรือเอกสารระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือกลอเรียส เมเปิ้ล และมีจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนเจ้าของเรือ โดยมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าเรือหรือเป็นผู้ดำเนินการ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เช่าเรือกลอเรียส เมเปิ้ล จากจำเลยที่ 1 เป็นการเช่าประเภทเสมือนผู้เช่าเป็นเจ้าของเรือ (Charter Party by Demise) จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ขนส่งสินค้าคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าคดีนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 925,748.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 485,329.98 บาท นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555 ต้นเงินจำนวน 250,331.57 บาท นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2555 ต้นเงินจำนวน 94,779.87 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 และต้นเงินจำนวน 95,307.57 บาท นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 23 ม. 25 ม. 39 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล
โจทก์ — ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเวอร์ชิว พีทีอี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19350/2557
#582974
เปิดฉบับเต็ม

จากบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6 ประกอบกับหลักปรัชญาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ งานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานประติมากรรมจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเอง (Originality) โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต งานอันมีลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานใหม่อย่างเช่นกรณีของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรต่อเมื่อเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือต้องไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จึงอาจเหมือนหรือคล้ายกับงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ปรากฏอยู่แล้วได้ แต่งานที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นต้องเกิดจากการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นเองของผู้สร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แม้งานที่สร้างขึ้นนั้นจะไม่มีคุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะ หากผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นด้วยความวิริยะอุตสาหะด้วยการทุ่มเทกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ ใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณในการสร้างงานนั้น มิใช่สักแต่ทำขึ้น งานนั้นก็ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการให้ความคุ้มครองรูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิด ไม่คุ้มครองความคิดหรือแนวความคิด ปรากฏตามสินค้าของโจทก์ว่าเป็นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้เป็นรูปสามมิติ รูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์นั้นจึงเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงออกโดยรูปแบบของงานประติมากรรมอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาว่ารูปปั้นนั้นผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยเลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งที่ปรากฏมีอยู่ก่อนแล้วคือพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่มานานนับพันปีแล้วก็ตาม ก็ถือได้ว่าผู้สร้างสรรค์งานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ได้สร้างสรรค์งานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเองและด้วยความวิริยะอุตสาหะแล้ว เพราะมิใช่การสร้างงานนั้นขึ้นโดยทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าวในชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69, 70 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 90

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้อง ให้ประทับฟ้องตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้พิจารณา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางประทับรับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะข้อหาความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มิได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาในข้อหาความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ โดยขายงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดที่มิได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ชิ้นงานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ เป็นงานประติมากรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า ในปี 2546 โจทก์ได้เป็นสมาชิกโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอทอป (OTOP) ของจังหวัดสระแก้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการเครือข่าย โอทอป ระดับประเทศ โจทก์ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นบริษัทศิลปะหินทราย จำกัด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 เอกสารแนะนำสินค้าของโจทก์ ร้านค้าของโจทก์ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และร้านค้าของโจทก์ในห้างเจ.เจ.มอลล์ ตลาดนัดสวนจตุจักร เว็บไซต์ของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ในลักษณะงานประติมากรรม ชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ2. 4080 และ ศ2. 4081 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ชิ้นงานของโจทก์ปรากฏตามวัตถุพยาน ส่วนจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโจทก์นำสืบโดยมีโจทก์ นายกมล นางสาวทิฌา และนางสาวปลิดา มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า นายกมลได้แนะนำให้จำเลยที่ 2 มาทำงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานทางด้านที่โจทก์ค้าขายมาก่อน โจทก์เป็นผู้แนะนำวิธีการปั้นขึ้นรูปให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 1 ได้มาขอสินค้าจากโจทก์ไปจำหน่ายและต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ก็ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ โดยเปิดร้านอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 ตามบิลเงินสดลงวันที่ 16 กันยายน 2550 วันที่ 10 ตุลาคม 2551 และวันที่ 24 ตุลาคม 2552 จำนวน 3 ฉบับ เมื่อประมาณปี 2552 นางสาวทิฌาผู้ขายสินค้าที่ระลึกได้ซื้อสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์จากจำเลยที่ 1 เนื่องจากได้รับคำสั่งซื้อจากชาวอินเดียจำนวนประมาณ 300 ชิ้น โดยส่งให้แล้วจำนวน 100 ชิ้น ไม่มีปัญหาอะไร แต่สินค้าจำนวนอีก 200 ชิ้น ชาวอินเดียคนดังกล่าวไม่ยอมรับสินค้าเนื่องจากบอกว่าสินค้าคุณภาพไม่ดี โจทก์จึงทราบเรื่องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำสินค้าที่ทำซ้ำงานของโจทก์ส่งให้แก่นางสาวทิฌา โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจคดีเศรษฐกิจ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โดยระบุสถานที่เกิดเหตุเป็นร้านค้าของจำเลยที่ 1 ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 นางปลิดาภริยาโจทก์ได้โทรศัพท์ไปต่อว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นผู้นำสินค้าดังกล่าวมาจำหน่ายจริง จากเหตุการณ์ดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 กำลังตั้งครรภ์ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวโจทก์ได้ตรวจสอบตามเว็บไซต์ปรากฏว่ามีการขายสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ด้วย จากการตรวจสอบพบว่าเกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก โจทก์จึงไปแจ้งความไว้ และนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านพัก ซึ่งด้านหลังเป็นสถานที่ผลิตสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ของโจทก์ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 และบันทึกการตรวจค้นลงวันที่ 17 มีนาคม 2554 และมีการยึดของกลางมาด้วย โดยโจทก์ได้ถ่ายรูปบริเวณบ้านที่ทำการตรวจค้นซึ่งแสดงสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ไว้ด้วย และพบมารดาจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้าน โดยมารดาจำเลยที่ 1 แจ้งว่า สินค้าภายในบ้านเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรม "พระพักตร์" "พระพักตร์กลาง" "พระพักตร์กลางเล็กใบโพธิ์" "พระพักตร์จิ๋วใบโพธิ์" "พระพักตร์จิ๋วดอกบัว" และ "ความสำเร็จ" เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 และวันที่ 28 มกราคม 2553 ตามลำดับ ไว้ ตามสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จำนวน 6 ฉบับ กระป๋องสีที่ใช้ผลิตรองพื้นหรือทับหน้าเป็นสี ชนิด และประเภท รวมถึงยี่ห้อเดียวกันกับที่โจทก์ใช้ การใช้สีสำหรับสินค้านั้น แต่เดิมสินค้าจะดูสวยงามจากการใช้ไฟส่อง โจทก์ได้คิดทดลองโดยใช้สีนานาชนิดและหลายประเภทเพื่อทดสอบจนลงตัวที่สีรองพื้นและสีทับหน้าเป็นคนละชนิดและยี่ห้อ จึงทำให้สินค้าดูลงตัวสวยงาม ซึ่งบุคคลทั่วไปจะไม่ทราบในทันทีว่าจะต้องใช้สีชนิดใดและยี่ห้อใด นอกจากนี้ ในวันที่ทำการตรวจค้นยังพบสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ผลิตเสร็จแล้วเตรียมส่งให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 มาเกี่ยวข้องด้วยเนื่องจากโจทก์พบของชำร่วยในงานแต่งงานของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปั้นให้แก่โจทก์ในบ้านที่ทำการตรวจค้น โจทก์จึงสอบถามคนงานภายในบ้านและทราบว่าคนปั้นสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ภายในบ้านคือจำเลยที่ 2 โจทก์พบแม่พิมพ์ชิ้นงานซึ่งเป็นซิลิโคนมีลักษณะเกือบเหมือนชิ้นงานของโจทก์ภายในบ้านนั้นด้วย ซึ่งน่าจะใช้เป็นแม่พิมพ์ในการผลิตเป็นสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ โดยมีลักษณะคล้ายกับสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ของโจทก์ โดยมีข้อแตกต่างกันเพียงที่เปลวไฟด้านบนพระพักตร์ ส่วนใหญ่ก้นหอยมีการจัดเรียง ใบหูที่แนบกับใบหน้า การมีคอสองชั้น พระเนตรปิดเนื่องจากต้องการให้เป็นงานออกแบบที่ให้เกิดความสงบ มีลักษณะเหมือนกัน ลายเส้นจะใกล้เคียงกันมาก และใบโพธิ์ถูกดัดแปลงให้แตกต่างออกไป สินค้าของจำเลยที่ 1 จะมีตามเว็บไซต์ โจทก์ยังได้ผลิตสินค้ารุ่นจิ๋ว ซึ่งต่อมาโจทก์พบชิ้นงานรุ่นจิ๋วแต่ไม่ใช่ของโจทก์โดยมีสติกเกอร์ติดไว้ว่า "สิทธิของศิลปะสยาม 999" โดยคำว่า "ศิลปะสยาม 999" จะตรงกับที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ และโรงหล่อภูชญาซึ่งเป็นสถานที่ที่โจทก์เข้าร่วมตรวจค้น งานคุ้มครองชิ้นกลางเป็นของโจทก์ เดิมนายกมลเป็นผู้ปั้นแต่ผลงานออกมาทำให้หน้าดุ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 2 แต่งให้ลดความดุทำให้พระพักตร์ดูหวานขึ้น เคยมีลูกค้าขอให้ปั้นชิ้นงานเป็นพระเยซูและพระแม่มารีแต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ปั้นแล้วผลงานไม่ผ่านเนื่องจากการหลบมุมหลบแสงยังไม่ดีพอ ภาพรวมยังไม่สวยงาม ต่อมานายกมลได้กลับมาปั้นชิ้นงานพระเยซูและพระแม่มารีให้แก่โจทก์ ซึ่งผลงานสามารถนำออกจำหน่ายได้ การจำหน่ายสินค้าทุกชิ้นจะมีใบแทรกซึ่งระบุชื่อผลงานและชื่อผู้ปั้นเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วย ในปี 2546 โจทก์จดทะเบียนพาณิชย์ในการประกอบพาณิชยกิจ ศิลปะหินทราย ความคิดในการผลิตสินค้าภาพเว้านั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 โดยโจทก์ไปดูที่ศูนย์วิทยาศาสตร์คลอง 6 พบว่ามีการจัดแสดงการสะท้อนแสงเป็นภาพคาวบอย โจทก์จึงสนใจและนำกลับมาทดลองกับหน้ากากยอดมนุษย์ พบว่าด้านในหน้ากากเมื่อนำแสงส่องแล้วก็จะสะท้อนออกมาเป็นภาพยอดมนุษย์ดูเคลื่อนไหวได้ โจทก์จึงได้ผลิตขึ้นมาเป็นชิ้นงานราชัญขอม ซึ่งมีหน้าพระชื่องานความสงบรวมอยู่ด้วย โดยชิ้นงานทุกชิ้นจะมีลักษณะเหมือนหน้ากากมีหูแนบใบหน้าทุกชิ้น ในการจำหน่ายจะตั้งบนแท่นแล้วนำแสงไฟฉายเพื่อสะท้อนภาพออกมาด้วย โดยชิ้นงานส่วนแรกจะยังไม่ได้ลงสีทอง ต่อมาจึงนำสีทองมาลงเพื่อให้ดูสะท้อนแสงขึ้นมา ในปัจจุบันคนที่สำรวจตลาดได้แจ้งว่ายังพบสินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์วางจำหน่ายอยู่ โจทก์ร้องทุกข์แล้ว แต่ประสงค์จะดำเนินคดีด้วยตนเอง ผลงานประติมากรรมชื่อ ความสงบ โจทก์ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546 การที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายสินค้าที่เลียนแบบสินค้าของโจทก์ ทำให้คุณภาพของสินค้าต่ำลงและผู้ซื้อเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์ งานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ของโจทก์ได้พัฒนามาแล้วประมาณ 3 ปี โดยได้มีการคิดก้นหอยมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกันเพื่อให้ได้องศา มีคอสองชั้นเพื่อรับกับใบหู ใส่ลายเส้นให้มีความหวานเกิดขึ้น

ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบโดยจำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานกับมีนายสุรภูมิ และนางสาวณรุจลดา มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า จำเลยที่ 1 จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขาการเงินการธนาคาร จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีพื้นฐานด้านศิลปะในระหว่างการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเรียนพื้นฐานทางด้านศิลปะเกี่ยวกับการออกแบบและการระบายสี จำเลยที่ 1 เคยเปิดร้านค้าอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 ขายสินค้าที่ระลึกและสินค้าตกแต่งบ้าน เช่น ภาพนูนต่ำ รูปพระมหากษัตริย์ไทย รูปพระพุทธรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ระลึกอื่น เช่น รูปปั้นช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น โดยจำเลยที่ 1 เดินทางไปซื้อจากผู้ผลิตโดยตรง หรือฝ่ายขายของผู้ผลิตมาติดต่อเสนอขายสินค้าให้ที่ร้าน การชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขายมีทั้งชำระด้วยเงินสดหรือให้เครดิต นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ผู้ผลิตนำมาฝากวางจำหน่ายโดยคิดราคาทุนไว้ แล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดราคาขาย จำเลยที่ 1 พบเห็นสินค้าของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ จึงทดลองซื้อมาจำหน่ายจำนวน 2 ถึง 3 ชิ้น จากนั้นจึงติดต่อกับโจทก์โดยตรงแต่โจทก์แจ้งให้ติดต่อผ่านภริยาโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ โดยมีสินค้าอื่นที่โจทก์มอบให้จำหน่ายด้วย เช่น รูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูป พระพิฆเนศ พระสังกัจจายน์ และเจ้าแม่กวนอิม ทั้งรูปภาพหน้าเว้าและมีลักษณะให้มิติ นอกจากรับสินค้าจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังรับรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปมีลักษณะเว้าจากผู้ผลิตรายอื่นด้วย แต่วัสดุที่ทำนั้นทำด้วยเรซิ่นและปูนขาวหรือปูนพลาสเตอร์ ในการค้าขายของจำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์แต่กำไรไม่ได้คำนึงถึงลิขสิทธิ์ ซึ่งสินค้าบางตัวแม้ว่าจะมีการลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำสินค้าของผู้อื่นแต่สามารถขายได้กำไร จำเลยที่ 1 ก็จะนำมาขาย สำหรับนางสาวทิฌาได้สั่งสินค้าคล้ายวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ของโจทก์และของผู้อื่นจากจำเลยที่ 1 ไปขาย โดยซื้อสินค้าของนายบอยไปเป็นตัวอย่าง แล้วมีการสั่งซื้อสินค้าลักษณะนั้นจำนวน 300 ชิ้น และเพื่อให้ได้ราคาต่ำเป็นพิเศษ ไม่เอากล่องบรรจุภัณฑ์และไม่เอาป้ายข้อความคำว่า "คุ้มครอง" ซึ่งสินค้าของนายบอยก็ไม่มีคำว่า "คุ้มครอง" และได้ราคาต่ำกว่าของโจทก์ แต่ปรากฏว่ามีสินค้าที่คุณภาพไม่ผ่านจำนวน 200 ชิ้น จำเลยที่ 1 จึงขอรับสินค้าทั้งหมดคืนและส่งคืนให้แก่นายบอย จำเลยที่ 1 ต้องการเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายด้วยตนเองจึงเปิดร้านค้าในต้นปี 2552 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2551 จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้นำชิ้นงานแม่แบบรูปภาพประเภทอื่นๆ มาทยอยขายให้จำเลยที่ 1 หลายชิ้น และจำเลยที่ 2 แจ้งว่าไม่ได้รับจ้างอยู่กับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงชักชวนจำเลยที่ 2 มาร่วมงานที่จังหวัดพิษณุโลก โดยจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นช่างปั้น เมื่อทำต้นแบบได้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในผลงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 และวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 เจ้าหน้าที่แจ้งว่าสามารถนำชิ้นงานที่ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์นั้นไปผลิตจำหน่ายได้ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ผลิตชิ้นงานเพื่อจำหน่ายตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ตามที่ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ไว้ ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ 229625 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "ศิลปะสยาม 999" เป็นชื่อโรงงานผลิตชิ้นงาน จำเลยทั้งสองไม่ได้เลียนแบบสินค้าของโจทก์แต่เป็นการผลิตชิ้นงานโดยจำเลยที่ 1 มีแรงบันดาลใจเนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกมีพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธชินราช ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย ชิ้นงานของจำเลยที่ 1 จึงใช้รูปพระพักตร์พระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยเป็นหลัก ส่วนด้านหลังหรือเรียกว่า พื้นหลังของจำเลยที่ 1 มี 2 แบบ คือ ดอกบัว และใบโพธิ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำศาสนาพุทธ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปั้นโดยไม่ได้มีการลอกเลียนแบบรูปใบหน้าหรือพื้นหลังตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 สำหรับวัสดุที่ใช้จำเลยที่ 1 ใช้ผงหินอ่อน เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป หาซื้อง่าย ราคาถูก และสวยงาม ส่วนสินค้าของโจทก์เป็นวัสดุที่ทำจากหินทราย เมื่อเปรียบเทียบวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 และ ว.จ.2 แล้วจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ร้านค้าที่รับสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปวางจำหน่ายบางร้านมีสินค้าของโจทก์วางจำหน่ายด้วย ร้านค้าดังกล่าวและลูกค้าสามารถแยกแยะสินค้าของจำเลยที่ 1 และของโจทก์ได้

ปัญหาว่า ชิ้นงานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เป็นงานประติมากรรมอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในปัญหานี้ว่า งานประติมากรรมซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นงานปั้นที่แสดงให้เห็นถึงความสุนทรียภาพหรือคุณค่าในชิ้นงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์จะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะหรือความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตนเอง มิใช่นำสิ่งที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้วมาปั้นเป็นชิ้นงานของตน หากผู้สร้างสรรค์ประสงค์จะปั้นชิ้นงานโดยเลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งที่ปรากฏมีอยู่ก่อนแล้ว งานปั้นดังกล่าวนั้นจะต้องมีคุณค่าหรือลักษณะพิเศษหรือมีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นในชิ้นงานให้ดูแตกต่างไปจากของเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วตามธรรมชาติ และจะต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะของชิ้นงานให้เพียงพอเพื่อแสดงถึงคุณค่าของงานนั้นด้วย จากวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 แสดงให้เห็นถึงความมีสุนทรียภาพในชิ้นงานอยู่สองประการคือ พระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในลักษณะเว้าและใบโพธิ์ ส่วนกระบวนการผลิตชิ้นงานให้มีลักษณะพื้นผิวสัมผัสคล้ายหินทรายนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความมีสุนทรียภาพของการปั้นโดยตรง เพราะหินทรายเป็นสิ่งสามัญตามธรรมชาติ ผู้ใดจะนำมาแกะสลักและอาจลงสีให้สวยงามเหมือนอย่างชิ้นงานของโจทก์ก็สามารถกระทำได้ เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ก็ยังคงสื่อความหมายถึงพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่มานานนับพันปีแล้ว จึงยังถือไม่ได้ว่าชิ้นงานตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เป็นการสร้างสรรค์หรือใช้ความวิริยะอุตสาหะในการคิดริเริ่มขึ้นใหม่ ชิ้นงานตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 จึงไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้

"ผู้สร้างสรรค์" หมายความว่า ผู้ทำหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้...

"ศิลปกรรม" หมายความว่า งานอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้...

(2) งานประติมากรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้...

ทั้งนี้ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่..." และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด

การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวประกอบกับหลักปรัชญาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ งานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานประติมากรรมจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเอง (Originality) โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต งานอันมีลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานใหม่อย่างเช่นกรณีของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรต่อเมื่อเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือต้องไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จึงอาจเหมือนหรือคล้ายกับงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ปรากฏอยู่แล้วได้ แต่งานที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นต้องเกิดจากการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นเองของผู้สร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แม้งานที่สร้างขึ้นนั้นจะไม่มีคุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะหากผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นด้วยความวิริยะอุตสาหะ ด้วยการทุ่มเทกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ ใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณในการสร้างงานนั้น มิใช่สักแต่ทำขึ้น งานนั้นก็ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการให้ความคุ้มครองรูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิด ไม่คุ้มครองความคิดหรือแนวความคิด ปรากฏตามสินค้าวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ของโจทก์ว่าเป็นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้เป็นรูปสามมิติ รูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 จึงเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงออกโดยรูปแบบของงานประติมากรรมอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาว่ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยเลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งที่ปรากฏมีอยู่ก่อนแล้วคือพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่มานานนับพันปีแล้วก็ตาม ก็ถือได้ว่าผู้สร้างสรรค์งานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ได้สร้างสรรค์งานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเองและด้วยความวิริยะอุตสาหะแล้ว เพราะมิใช่การสร้างงานนั้นขึ้นโดยทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าวในชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 คำขอเลขที่ 186774 ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ2. 4080 และคำขอเลขที่ 186775 ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ2. 4081 ตามสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 จำนวน 2 ฉบับ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 สื่อความหมายถึงพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่มานานนับพันปีแล้ว จึงยังถือไม่ได้ว่าชิ้นงานตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เป็นการสร้างสรรค์หรือใช้ความวิริยะอุตสาหะในการคิดริเริ่มขึ้นใหม่ ชิ้นงานตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 จึงไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือไม่นั้น ในปัญหานี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ข้างต้นว่านายกมลได้แนะนำให้จำเลยที่ 2 มาทำงานกับโจทก์ โจทก์เป็นผู้แนะนำวิธีการปั้นขึ้นรูปให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้มาขอสินค้าจากโจทก์ไปจำหน่ายและต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ก็ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ โดยเปิดร้านอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 ในช่วงปี 2550 ถึงปี 2552 เมื่อประมาณปี 2552 นางสาวทิฌา ผู้ขายสินค้าที่ระลึกได้ซื้อสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์จากจำเลยที่ 1 เนื่องจากได้รับคำสั่งซื้อจากชาวอินเดียจำนวน 300 ชิ้น โดยส่งให้แล้วจำนวน 100 ชิ้น ไม่มีปัญหาอะไร แต่สินค้าจำนวนอีก 200 ชิ้น ชาวอินเดียคนดังกล่าวไม่ยอมรับสินค้าเนื่องจากบอกว่าสินค้าคุณภาพไม่ดี โจทก์จึงทราบเรื่องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำสินค้าที่ทำซ้ำงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ส่งให้แก่นางสาวทิฌา นางปลิดาภริยาโจทก์โทรศัพท์ไปต่อว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นผู้นำสินค้าดังกล่าวมาจำหน่ายจริง โจทก์ไม่ได้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 1 กำลังตั้งครรภ์ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวโจทก์ได้ตรวจสอบตามเว็บไซต์ปรากฏว่ามีการขายสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุโจทก์ไปแจ้งความและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านพักพบมารดาจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้านและพบสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามภาพถ่ายจำนวน 4 ภาพ จึงยึดเป็นของกลาง มารดาจำเลยที่ 1 แจ้งว่าสินค้าภายในบ้านเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ นอกจากนี้ในวันเกิดเหตุยังพบสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ผลิตเสร็จแล้วเตรียมส่งให้แก่ลูกค้าด้วย จำเลยที่ 2 มาเกี่ยวข้องกับเหตุคดีนี้เนื่องจากโจทก์พบของชำร่วยในงานแต่งงานของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปั้นให้แก่โจทก์ในบ้านที่ทำการตรวจค้นด้วย โจทก์จึงสอบถามคนงานภายในบ้านและทราบว่าคนปั้นสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ภายในบ้านคือจำเลยที่ 2 โจทก์พบแม่พิมพ์ชิ้นงานซึ่งเป็นซิลิโคนมีลักษณะเกือบเหมือนชิ้นงานของโจทก์ภายในบ้านนั้นด้วย ซึ่งน่าจะใช้เป็นแม่พิมพ์ในการผลิตเป็นสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 โดยมีลักษณะคล้ายกับสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ของโจทก์ ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 โดยมีข้อแตกต่างกันเพียงที่เปลวไฟด้านบนพระพักตร์ ส่วนใหญ่ก้นหอยมีการจัดเรียง ใบหูที่แนบกับใบหน้า การมีคอสองชั้น พระเนตรปิดเนื่องจากต้องการให้เป็นงานออกแบบที่ให้เกิดความสงบ มีลักษณะเหมือนกัน ลายเส้นจะใกล้เคียงกันมาก และใบโพธิ์ถูกดัดแปลงให้แตกต่างออกไป ซึ่งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบดังกล่าวจำเลยทั้งสองนำสืบข้อเท็จจริงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เคยเปิดร้านค้าที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 ขายสินค้าที่ระลึกและสินค้าตกแต่งบ้าน เช่น รูปพระมหากษัตริย์ไทย รูปพระพุทธรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ระลึกอื่น เช่น รูปปั้นช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น จำเลยที่ 1 พบเห็นสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ จึงทดลองซื้อมาจำหน่ายจำนวน 2 ถึง 3 ชิ้น จากนั้นจึงติดต่อกับโจทก์โดยตรงแต่โจทก์แจ้งให้ติดต่อผ่านภริยาโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ ในการค้าขายของจำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์แต่กำไรไม่ได้คำนึงถึงลิขสิทธิ์ ซึ่งสินค้าบางตัวแม้จะมีการลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำสินค้าของผู้อื่นแต่สามารถขายได้กำไร จำเลยที่ 1 ก็จะนำมาขาย สำหรับนางสาวทิฌาได้สั่งสินค้าคล้ายวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ของโจทก์และของผู้อื่นจากจำเลยที่ 1 ไปขายโดยซื้อสินค้าของนายบอยไปเป็นตัวอย่าง แล้วมีการสั่งซื้อสินค้าลักษณะนั้นจำนวน 300 ชิ้น แต่ปรากฏว่ามีสินค้าที่คุณภาพไม่ผ่านจำนวน 200 ชิ้น จำเลยที่ 1 จึงขอรับสินค้าทั้งหมดคืนและส่งคืนให้แก่นายบอย จำเลยที่ 1 ต้องการเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายด้วยตนเอง จึงเปิดร้านค้าในต้นปี 2552 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2551 จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้นำชิ้นงานแม่แบบรูปภาพประเภทอื่นๆ มาทยอยขายให้จำเลยที่ 1 หลายชิ้น และจำเลยที่ 2 แจ้งว่าไม่ได้รับจ้างอยู่กับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงชักชวนจำเลยที่ 2 มาร่วมงานที่จังหวัดพิษณุโลก โดยจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นช่างปั้น เมื่อทำต้นแบบได้แล้วจำเลยที่ 1 ได้ไปจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาในผลงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 และวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จำนวน 7 ฉบับ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ผลิตชิ้นงานเพื่อจำหน่ายตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ตามที่ได้จดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ในงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ 229625 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ "ศิลปะสยาม 999" เป็นชื่อโรงงานผลิตชิ้นงานตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 จำเลยทั้งสองไม่ได้เลียนแบบสินค้าของโจทก์แต่เป็นการผลิตชิ้นงานโดยจำเลยที่ 1 มีแรงบันดาลใจเนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกมีพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธชินราช ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย ชิ้นงานของจำเลยที่ 1 จึงใช้รูปพระพักตร์พระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยเป็นหลัก ส่วนด้านหลังหรือเรียกว่าพื้นหลังของจำเลยที่ 1 มี 2 แบบ คือ ดอกบัวและใบโพธิ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำศาสนาพุทธ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปั้นโดยไม่ได้ลอกเลียนแบบรูปใบหน้าหรือพื้นหลังตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เห็นว่า รูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมลักษณะงานประติมากรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์กับรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ผลิตโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก หากไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็นความแตกต่างดังปรากฏตามภาพถ่ายวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 เปรียบเทียบกับภาพถ่ายวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 โจทก์ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ไว้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ในชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ตามสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ2. 4080 และเลขที่ ศ2.4081 ส่วนจำเลยที่ 1 แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์สำหรับงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 โดยอ้างว่าสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ 229625 ซึ่งเป็นการที่จำเลยทั้งสองได้สร้างงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 หลังจากโจทก์ได้สร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เคยทำงานกับโจทก์มาก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาเป็นช่างปั้นให้จำเลยที่ 1 ในการปั้นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 โดยโจทก์เป็นผู้แนะนำวิธีการปั้นขึ้นรูปให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ปั้นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 โดยลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำจากงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เพราะงานประติมากรรมตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ปั้นขึ้นนั้นคล้ายคลึงกับงานประติมากรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 มากจนหากไม่สังเกตให้ดีจะไม่อาจแยกแยะความแตกต่างของงานประติมากรรมสองชิ้นดังกล่าวได้ กรณีไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ปั้นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ด้วยการริเริ่มขึ้นเองดังที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีแรงบันดาลใจมาจากจังหวัดพิษณุโลกที่มีพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำคัญ จึงให้จำเลยที่ 2 ปั้นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 เป็นศิลปะสมัยสุโขทัย แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์สำหรับงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ตามสำเนาคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เลขที่ 229625 ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ผลิตสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ออกจำหน่ายดังปรากฏตามภาพถ่ายสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ที่ผลิตเสร็จแล้วเตรียมส่งให้แก่ลูกค้าจำนวน 3 ภาพ ที่โจทก์พบในบ้านของจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่นำสืบเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 120,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 80,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ค่าปรับที่จำเลยทั้งสองชำระให้จ่ายแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรพล เอกอรรถพร
จำเลย — นางณัฐธยาน์ อภิสิทธิ์เดชาชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19349/2557
#588106
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 บัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อของกลางที่ยึดได้ในคดีนี้เป็นดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 บัญญัติให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กรณีจึงไม่อาจนำดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 ออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัลให้แก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับได้ และแม้จะยังมีดีวีดีบางส่วนที่ไม่ทราบตัวผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เป็นของกลางด้วยก็ตาม แต่เมื่อดีวีดีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หากมีการนำออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัลก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายให้กระทำได้ จึงไม่อาจนำดีวีดีนั้นออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัลตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ได้ แม้การจ่ายสินบนและรางวัลในกรณีของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ พระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 7 วรรคสอง จะให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ปรับ ตามระวางโทษที่มาตรา 27 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติไว้ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่า ราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับที่จะสั่งจ่ายเป็นสินบนร้อยละสามสิบของค่าปรับแก่ผู้นำจับและจ่ายเป็นรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 110 และ 115 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 83 ให้ดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 11 ของกลางจำนวน 33,466 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบดีวีดีที่เหลือทั้งหมด และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับสั่งจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หรือที่ 12 ที่ 5 หรือที่ 14 ที่ 6 ที่ 7 หรือที่ 13 และที่ 15 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 4 หรือที่ 12 ที่ 5 หรือที่ 14 ที่ 7 หรือที่ 13 และที่ 15 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หรือที่ 12 ที่ 5 หรือที่ 14 ที่ 6 และที่ 7 หรือที่ 13 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ และเรียกผู้เสียหายที่ 15 ว่า โจทก์ร่วมที่ 8

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา 83 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ส่วนความผิดฐานความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 2 ปี ให้ดีวีดีของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบดีวีดีของกลางที่เหลือทั้งหมด คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดมิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งแปด กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุพันตำรวจโทภพกานต์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สำนักทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบนำดีวีดีภาพยนตร์ ดีวีดีเพลง และดีวีดีเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาที่จังหวัดหนองคาย จึงแจ้งโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นผู้เสียหายให้มาแจ้งความร้องทุกข์ หลังจากนั้นวันที่ 3 ธันวาคม 2548 พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกพร้อมด้วยนายนิรัญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมทั้งแปดเดินทางไปที่จังหวัดหนองคายและขอให้ศาลจังหวัดหนองคายออกหมายค้นบ้านเลขที่ 313 หมู่ที่ 4 ซอยเทศบาล 6 ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ของจำเลยที่ 3 ซึ่งสายลับแจ้งว่าเป็นสถานที่เก็บดีวีดีที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยขอเข้าตรวจค้นในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เวลา 20 ถึง 24 นาฬิกา ซึ่งสายลับแจ้งว่าจะมีการนำดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เข้ามาเก็บไว้ในบ้านดังกล่าว แต่ในวันที่ขอหมายค้นพันตำรวจโทภพกานต์ได้รับแจ้งจากสายลับเมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ว่ามีการลักลอบขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เข้ามาในจังหวัดหนองคายแล้ว พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกจึงแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด โดยชุดที่หนึ่งมีพันตำรวจโทบรรฑูรย์ เป็นหัวหน้าชุดให้ไปเฝ้าอยู่ที่ปากซอยเทศบาล 6 ส่วนอีกชุดหนึ่งจะคอยเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่บริเวณใกล้บ้านเลขที่ 313 ต่อมาเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ของวันที่ 4 ธันวาคม 2548 พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกสามารถจับจำเลยที่ 1 ได้ในขณะขับรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน กค 8565 หนองคาย ซึ่งบรรทุกดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 ที่หน้าปากซอยเทศบาล 6 โดยรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับมานั้นมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าซื้อและมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดดีวีดีและรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง โดยดีวีดีของกลางบางส่วนมีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรกับสินค้าดีวีดีในจำพวก 9 ของโจทก์ร่วมที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ปรากฏอยู่ด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งยกคำขอให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับชอบหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับมีสิทธิได้รับสินบนและรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 6 และ 7 ศาลจึงต้องสั่งให้จ่ายสินบนและรางวัลแก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อของกลางที่ยึดได้ในคดีนี้เป็นดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 บัญญัติให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กรณีจึงไม่อาจนำดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 ออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัลให้แก่ผู้นำจับและเจ้าพนักงานผู้จับได้ และแม้จะยังมีดีวีดีบางส่วนที่ไม่ทราบตัวผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เป็นของกลางด้วยก็ตาม แต่เมื่อดีวีดีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นหากมีการนำออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัล ก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายให้กระทำได้ จึงไม่อาจนำดีวีดีนั้นออกขายเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นสินบนและรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ได้ แม้การจ่ายสินบนและรางวัลในกรณีของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้และพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 7 วรรคสอง จะให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ปรับตามระวางโทษที่มาตรา 27 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติไว้ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่า ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับที่จะสั่งจ่ายเป็นสินบนร้อยละสามสิบของค่าปรับแก่ผู้นำจับและจ่ายเป็นรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของค่าปรับแก่เจ้าพนักงานผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดนำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดมีพันตำรวจโทภพกานต์ผู้จับกุมจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า ก่อนจับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีบุคคลชื่อเจ๊แดงจะลักลอบนำดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 313 หมู่ที่ 4 ซอยเทศบาล 6 ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อส่งเข้ากรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2548 พยานเดินทางไปขอหมายค้นบ้านดังกล่าวเพื่อทำการค้นในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เวลา 20 ถึง 24 นาฬิกา ตามหมายค้น แต่เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ของวันที่ขอหมายค้น พยานได้รับแจ้งจากสายลับว่าเริ่มมีการลักลอบขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในวันดังกล่าวโดยใช้เรือข้ามแม่น้ำโขงแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ห่างจากที่จอดเรือประมาณ 200 ถึง 300 เมตร โดยสายลับแจ้งด้วยว่าเมื่อมีการขนดีวีดีมาเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 แล้วจะขนเข้ากรุงเทพมหานครในวันเดียวกันด้วย พยานกับพวกจึงไปซุ่มดูที่บริเวณใกล้บ้านของจำเลยที่ 3 ห่างกันประมาณ 200 เมตร แล้วพยานแยกตัวไปพบกับสายลับเพื่อดูการขนของขึ้นจากเรือ จากนั้นพยานกลับมาจุดที่ซุ่มดูครั้งแรกโดยใช้กล้องส่องทางไกลและเห็นหน้าบ้านของจำเลยที่ 3 เปิดไฟสว่างมีคนเดินเข้าออก แต่ไม่สามารถเข้าตรวจค้นได้เนื่องจากหมายค้นระบุให้ค้นในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ตั้งแต่เวลา 20 ถึง 24 นาฬิกา พยานเฝ้าดูจนเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 4 ธันวาคม 2548 เห็นรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นจีวากอน สีขาว หมายเลขทะเบียน กค 8565 หนองคาย แล่นเข้าไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 จนเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ของวันเดียวกันจึงแล่นออกไป พยานจึงวิทยุแจ้งให้พวกที่เฝ้าอยู่ที่ปากซอยเทศบาล 6 สกัดจับรถยนต์คันดังกล่าวแล้วเดินทางไปสมทบพยานพบจำเลยที่ 1 และนางสาวสุมิตรา ภริยาจำเลยที่ 1 กับกล่องกระดาษสีน้ำตาลใส่ดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นประมาณ 30 ถึง 40 กล่อง ในรถตอนกลางและตอนท้าย พยานสอบถามจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รับว่ารับจ้างขนดีวีดีดังกล่าวไปส่งที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเจ๊แดงเป็นผู้ว่าจ้างและดีวีดีดังกล่าวนำมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขณะตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าวนายนิรัญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมทั้งแปดอยู่ด้วยและร่วมในการตรวจค้นโดยนายนิรัญชี้และยืนยันว่าดีวีดีที่ตรวจค้นพบเป็นดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ และที่ปกหรือหีบห่อยังปรากฏเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้เสียหายต่างๆ ด้วย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ และเบิกความเกี่ยวกับการสืบสวนวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดคดีนี้ได้อย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน โดยเมื่อพยานได้รับแจ้งจากสายลับแล้วก็แจ้งให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นผู้เสียหายทราบเพื่อให้โจทก์ร่วมที่ 1 มาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อน จากนั้นพยานได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดหนองคายเพื่อขอหมายค้นบ้านเลขที่ 313 หมู่ที่ 4 ซอยเทศบาล 6 ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ของจำเลยที่ 3 ก่อน โดยเดินทางไปพร้อมกับนายนิรัญซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ร่วมทั้งแปดด้วย ทั้งก่อนวางแผนจับกุมพยานยังได้ไปดูที่เกิดเหตุก่อน 2 ถึง 3 ครั้ง ดังนั้น การที่พันตำรวจโทภพกานต์ได้แจ้งให้พวกเจ้าพนักงานตำรวจสกัดจับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้ในรถยนต์ที่แล่นออกมาจากบ้านของจำเลยที่ 3 ในวันเกิดเหตุที่หน้าปากซอยบ้านของจำเลยที่ 3 หลังจำเลยที่ 1 ขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นออกจากบ้านของจำเลยที่ 3 ย่อมแสดงให้เห็นว่า การจับกุมจำเลยที่ 1 เกิดจากการที่พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกได้ซุ่มดูเหตุการณ์ที่บริเวณใกล้บ้านของจำเลยที่ 3 มาตลอดโดยใช้กล้องส่องทางไกลตามที่เบิกความจริง

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า การที่พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกไม่เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 หลังขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นออกจากบ้านของจำเลยที่ 3 ทันที จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าพันตำรวจโทภพกานต์ไปซุ่มดูเหตุการณ์ที่บ้านของจำเลยที่ 3 จริงนั้น เห็นว่า เมื่อพันตำรวจโทภพกานต์เบิกความว่า ขณะพยานซุ่มดูเหตุการณ์ที่จุดซุ่มดูซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 3 ประมาณ 200 ถึง 300 เมตร พยานต้องใช้กล้องส่องทางไกลดูเหตุการณ์ ด้วยระยะห่างจากจุดซุ่มดูถึงประมาณ 200 ถึง 300 เมตร ดังกล่าวจึงเป็นการยากที่พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกจะเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 3 ทันทีทันใดนั้นได้ พันตำรวจโทภพกานต์จึงต้องสั่งการทางวิทยุให้ชุดจับกุมซึ่งดักซุ่มอยู่ที่ปากซอยบ้านของจำเลยที่ 3 เข้าทำการสกัดและจับกุมจำเลยที่ 1 การปฏิบัติการของพันตำรวจโทภพกานต์ดังกล่าวเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วไปที่ต้องมีการแบ่งหน้าที่กันทำ นอกจากนี้ พันตำรวจโทภพกานต์ยังเบิกความเกี่ยวกับสภาพภายนอกบ้านของจำเลยที่ 3 ได้อย่างละเอียดว่าบ้านของจำเลยที่ 3 มีหลังคาสีแดงมีทางเข้าออกหลังบ้าน ทั้งยังถ่ายภาพบ้านของจำเลยที่ 3 ไว้ด้วย ดังนั้น การที่พันตำรวจโทภพกานต์ไม่ได้จับจำเลยที่ 1 ทันทีที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 3 จึงหาใช่ข้อพิรุธสงสัยที่จะทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดนำสืบมาเกี่ยวกับการซุ่มดูเหตุการณ์ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า พันตำรวจโทภพกานต์กับพวกซุ่มดูเหตุการณ์ที่บ้านของจำเลยที่ 3 และเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 และที่ปกดีวีดีดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วมที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ของกลางออกจากบ้านของจำเลยที่ 3 จริง ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีชื่อเล่นว่าแดงตามที่สายลับแจ้ง แต่มีชื่อเล่นว่าเพียร ทั้งรูปร่างและลักษณะของเจ๊แดงตามที่นางสาวสุมิตราภริยาจำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนก็ไม่ตรงกับรูปร่างลักษณะของจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า แม้นางสาวสุมิตราเคยให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ว่า เจ๊แดงอายุประมาณ 38 ปี สูงประมาณ 165 เซนติเมตร รูปร่างผอมสูง ไว้ผมยาวประบ่า ผิวดำแดง รูปหน้ากลม ตาเล็กชั้นเดียว จมูกไม่โด่ง คิ้วธรรมดาไม่ต่อ หวีผมแสกด้านซ้ายหูกางเล็กน้อย ริมฝีปากบาง อย่างอื่นปกติ เห็นหน้าหรือรูปถ่ายอีกครั้งพยานจำได้ อยู่ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย บ้านของเจ๊แดงเป็นบ้านชั้นเดียวเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา สามีเจ๊แดงเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชื่อเล่นว่าจ่ายาว อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรศรีเชียงใหม่ เจ๊แดงมีอาชีพขายของเด็กเล่น เสื้อผ้า และดีวีดีภาพยนตร์โดยนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยหลบเลี่ยงภาษี และนางสาวสุมิตราได้ให้การอีกครั้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2548 หลังจากพนักงานสอบสวนให้นางสาวสุมิตราดูภาพถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 มีชื่อเล่นเรียกกันว่าเจ๊แดง อายุ 40 ปี มีรูปร่างสันทัด สูงประมาณ 155 ถึง 160 เซนติเมตร ไว้ผมยาวประบ่า บางครั้งก็รวบผมและหวีแสกด้านซ้าย หน้ารูปไข่ ตาสองชั้น กันคิ้วให้บางคิ้วไม่ต่อ จมูกและหูปกติ หน้าผากไม่กว้าง ปากไม่หนาไม่บาง คางมน ผิวขาวเหลืองพูดภาษาอีสาน มีอาชีพค้าส่งของเด็กเล่น เสื้อผ้า และชุดชั้นในสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และนำดีวีดีภาพยนตร์ส่งให้แก่ลูกค้ามีสามีชื่อนายชัยณรงค์หรือจ่ายาว แม้คำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวสุมิตราครั้งหลังจะแตกต่างกับที่ให้การในครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างลักษณะของเจ๊แดงหรือจำเลยที่ 3 อยู่บ้าง แต่ข้อเท็จจริงอื่นๆ นางสาวสุมิตราก็ยังคงให้การยืนยันในครั้งหลังเหมือนกับที่ให้การไว้ในครั้งแรกว่าเจ๊แดงหรือจำเลยที่ 3 อายุ 40 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับที่ให้การครั้งแรกว่า อายุ 38 ปี และมีสามีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชื่อจ่ายาว กับมีอาชีพขายของเด็กเล่น เสื้อผ้า และดีวีดีภาพยนตร์ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเหมือนกับที่ให้การไว้ในครั้งแรก ทั้งเมื่อนางสาวสุมิตรามาเบิกความต่อศาลก็สามารถชี้ตัวจำเลยที่ 3 ในห้องพิจารณาได้ถูกต้อง คำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวสุมิตราซึ่งแม้จะมีข้อแตกต่างระหว่างคำให้การในครั้งแรกและครั้งหลังในเรื่องลักษณะรูปร่างของจำเลยที่ 3 จึงไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธที่ทำให้คำให้การดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดว่าจำเลยที่ 3 คือบุคคลที่มีชื่อเล่นว่าเจ๊แดงตามที่นางสาวสุมิตราให้การในชั้นสอบสวน นอกจากนี้ ในชั้นพิจารณานางสาวสุมิตราก็ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ด้วยว่าจำเลยที่ 3 มีชื่อเล่นว่าเพียรและชื่อแดงด้วย ดังนั้น ข้อที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 มีชื่อเล่นว่าเพียรเพียงชื่อเดียวไม่มีชื่อเล่นว่าแดง โดยในชั้นพิจารณามีเพียงตัวจำเลยที่ 3 มาเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดในส่วนที่นำสืบว่าจำเลยที่ 3 มีชื่อเล่นว่าแดง

ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เกิดจากการจูงใจของเจ้าพนักงานตำรวจที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ดำเนินคดีแก่นางสาวสุมิตรา และคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวสุมิตราเป็นคำซัดทอดเพื่อให้ตนพ้นผิด จึงนำมารับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางสาวสุมิตราเป็นเพียงภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งรถมาด้วยกันขณะจำเลยที่ 1 ถูกจับและไม่ได้ถูกฟ้องดำเนินคดีนี้ด้วย คำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวสุมิตราตามบันทึกคำให้การลงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 จึงไม่ใช่คำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันและสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดได้ ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าหากจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพจะปล่อยนางสาวสุมิตราไป แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวสุมิตราเบิกความสนับสนุนในข้อนี้ด้วย จึงมีเพียงจำเลยที่ 1 มาเบิกความลอยๆ ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จะเกิดจากการจูงใจของพนักงานสอบสวน อันเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ และต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 เมื่อบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2548 มีรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการรับจ้างขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นจากบุคคลที่มีชื่อเล่นว่าเจ๊แดงหรือจำเลยที่ 3 รวมทั้งมีรายละเอียดเกี่ยวกับตำหนิรูปพรรณ อายุ อาชีพ ที่อยู่ของเจ๊แดง และชื่อสามีกับอาชีพของสามีเจ๊แดงซึ่งเป็นเรื่องยากที่จำเลยที่ 1 จะปั้นแต่งขึ้นเองได้ในวันที่ถูกจับและสอบสวน แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตาม จะเป็นคำซัดทอดถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 และที่ปกดีวีดีดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วมที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ของกลางก็ตาม แต่ก็มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้จำเลยที่ 1 พ้นความผิด คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดเพื่อลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดยังมีหลักฐานการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ตามแผนผังข้อมูลการใช้โทรศัพท์บุคคล ซึ่งระบุว่า จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 016012142 ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 จริง โดยจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 จำนวน 2 ครั้ง และจำเลยที่ 1 ยังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขอื่นซึ่งเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 อีกทอดหนึ่งด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเครือข่ายร่วมกัน และแผนผังข้อมูลการใช้โทรศัพท์บุคคลนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดมีนางสาวสิริกัญญา เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเป็นผู้จัดทำแผนผังข้อมูลการใช้โทรศัพท์บุคคลมาเบิกความยืนยันถึงความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวอีกด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ยอมรับตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ลงวันที่ 27 เมษายน 2549 ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 016012142 เป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 จริง แต่จำเลยที่ 3 กลับอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ได้เลิกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 016012142 นานแล้วโดยไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ว่าได้เลิกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวจริงหรือไม่อย่างไร คงยกขึ้นกล่าวอ้างลอยๆ ในอุทธรณ์เท่านั้น จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า แผนผังแสดงข้อมูลการใช้โทรศัพท์บุคคล ซึ่งจัดทำขึ้นโดยเจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นการตรวจหรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกันอันจะกระทำมิได้ ทั้งไม่ใช่การกระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 049562914 ที่ตรวจสอบเป็นของจำเลยที่ 1 และมีการขยายการตรวจสอบไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 1 ติดต่อซึ่งรวมถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 016012142 ของจำเลยที่ 3 ด้วยนั้น เป็นการตรวจสอบหาพยานหลักฐานเพื่อนำมาใช้ยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อันเป็นการที่เจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่เพื่อปราบปรามผู้กระทำความผิดต่อกฎหมาย การตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 1 ติดต่อซึ่งรวมถึงหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 3 ด้วยตามแผนผังแสดงข้อมูลการใช้โทรศัพท์บุคคล จึงเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน มิใช่การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 36 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เจ้าพนักงานทำเอกสาร ดังอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ข้อที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรู้จักกับสามีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 3 จึงเข้าค้ำประกันแทนสามีนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างลอยๆ และไม่มีเหตุผลสนับสนุนให้เห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว แม้การเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 โดยตรง แต่ก็เป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เก็บดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขับรถไปส่งดีวีดีดังกล่าวที่กรุงเทพมหานคร การเข้าค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่สนับสนุนให้พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งแปดนำสืบมาทั้งหมดมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้มั่นคงและรับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์ขนของกลางซึ่งเป็นดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งแปดและของผู้เสียหายที่ 8 ถึงที่ 11 และที่ปกดีวีดีดังกล่าวมีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรกับสินค้าดีวีดีในจำพวก 9 ของโจทก์ร่วมที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 และเป็นดีวีดีที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีอากรและมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรสำหรับของนั้น จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสองประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่รับจ้างขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และมีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่นจำนวนมากถึง 33,466 แผ่น ซึ่งดีวีดีดังกล่าวเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะเป็นการกระทำความผิดที่มุ่งแต่จะได้รับค่าจ้างอันเป็นประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงการกระทำความผิดของตนว่าจะเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติและสังคมโดยรวม ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้สำนึกในการกระทำความผิดของตนโดยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี และจำเลยที่ 1 ยังมีพฤติการณ์รับจ้างขนดีวีดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาก่อนจนถูกดำเนินคดีมาแล้ว แต่ไม่เข็ดหลาบ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงผู้รับจ้างและไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนกับมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7, 8
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
บริษัท ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ฟิล์ม คอร์ปอเรชั่น
โจทก์ร่วม — กับพวก
จำเลย — นายครสวรรค์หรือตุ๋ย ศรีนุกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19347/2557
#579625
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 33 บัญญัติหน้าที่ของผู้ส่งของที่ต้องทำก่อนและขณะส่งมอบของที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายได้ให้แก่ผู้ขนส่ง คือ ต้องทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรเพื่อให้รู้ว่าของนั้นมีอันตราย และเมื่อส่งของนั้นให้แก่ผู้ขนส่งต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น

สินค้าพิพาทบรรจุลงในกล่องกระดาษ ข้างกล่องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสินค้า มีสติกเกอร์ที่แสดงว่าเป็นสารเคมีและแสดงอัตราความเป็นกรด ชื่อของสารเคมีปรากฏในใบเสนอราคา ใบกำกับสินค้า ที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์เพื่อใช้ประกอบในการดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกและตามใบขนสินค้าขาออก อยู่ในวิสัยที่โจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งจะรู้ว่าเป็นสินค้าที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตราย หลังจากโจทก์รับสินค้าแล้ว พนักงานของโจทก์จะนำสินค้าไปบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ ตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นแบบ Less than container load - LCL บรรจุสินค้ารวมกับสินค้าของบุคคลอื่นอีกหลายราย ในกรณีขนส่งสินค้าอันตรายขาออกการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีการวางระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นพิเศษในการขนส่งสินค้าอันตรายไว้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้รับจ้างขนส่งแบบบรรจุสินค้าไม่เต็มตู้ที่จะต้องจัดการติดป้ายและเครื่องหมายที่ตู้สินค้าให้ชัดเจน แม้จำเลยที่ 2 จะแจ้งว่าสินค้าพิพาทไม่ใช่สินค้าอันตราย ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุให้โจทก์ปัดความรับผิดชอบในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นนี้ได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดที่ไม่แจ้งว่าสินค้าพิพาทเป็นสินค้าอันตราย โจทก์จึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการจัดการขนส่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 จึงเห็นควรให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,541,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 759,538.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 316,599 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้นเงินที่คิดเป็นเงินไทยต้องไม่เกิน 1,541,343 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ ทั้งภายในและระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการนำเข้า ติดตั้ง จำหน่ายเคมีตรวจสอบสารพิษ สารระเหย สารตกค้าง และสั่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศ ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศซึ่งสินค้าตามที่กำหนดในวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรอง เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ขนส่งกรดฟอสฟอริก เออาร์ "เจเอชดี" (Phosphoric Acid AR "JHD") ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการกัดกร่อน (Corrosive Substances) ที่บรรจุในขวดแก้ว ขวดละ 2.5 ลิตร กล่องละ 4 ขวด รวม 740 ขวด 185 กล่อง น้ำหนักรวม 3,330 กิโลกรัม ตามใบเสนอราคา และใบกำกับสินค้า ที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกตามใบขนสินค้าขาออก ส่วนการขนส่งทางทะเลด้วยเรือนั้น โจทก์ว่าจ้างเรือวันไฮ 162 ขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพไปส่งมอบแก่บริษัทกวางตุ้ง กวางโจว เคมิคอล แฟคทอรี จำกัด ผู้รับตราส่งที่เมืองกวางโจว โดยมีบริษัทแปซิฟิคท็อป ชิปปิ้ง จำกัด เป็นตัวแทนของโจทก์ในการประสานงานกับผู้รับตราส่งที่ท่าเรือกวางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 7 มิถุนายน 2553 โจทก์ส่งรถบรรทุกไปรับสินค้าทั้ง 185 กล่อง จากโกดังของจำเลยที่ 1 นำไปจัดวางในตู้สินค้าหมายเลข WHLU 5468910 ที่ท่าเรือกรุงเทพรวมกับสินค้าของผู้อื่น แล้วปิดผนึกตู้ และโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งทางทะเลได้ออกใบตราส่ง (Ocean - Bill of Lading) ให้จำเลยที่ 1 ก่อนการขนส่ง จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าสินค้าดังกล่าวไม่ใช่วัตถุอันตราย โจทก์จึงขนส่งอย่างสินค้าทั่วไป และส่งมอบให้เรือวันไฮ 162 บรรทุกลงเรือเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เรือออกเดินทางไปยังท่าเรือในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงถึงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 เจ้าหน้าที่การท่าเรือของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ยกขนตู้สินค้าดังกล่าวเพื่อเปิดเอาสินค้าออกไปบรรทุกลงเรือลำใหม่ เมื่อเปิดตู้สินค้าดังกล่าวมีของเหลวจากขวดบรรจุสารเคมีที่แตกรั่วไหลถูกเจ้าหน้าที่ที่กำลังขนถ่ายสินค้าได้รับบาดเจ็บ ต้องระงับการขนถ่าย โจทก์จึงแจ้งเพื่อให้จำเลยที่ 1 ยินยอมให้ตัวแทนของโจทก์กำจัดสารเคมีดังกล่าว ตัวแทนของโจทก์ได้ทำลายสารเคมีดังกล่าวทั้งหมด ต่อมาบริษัทตัวแทนของโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทฟอเอฟเวอร์ ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์สารเคมีดังกล่าว โดยบริษัทเดลต้า มารีน เซอร์วิส จำกัด ผู้ได้รับมอบหมายจากบริษัทฟอเอฟเวอร์ ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รายงานผลว่า เป็นสินค้าอันตรายมากในกรณีสัมผัสกับผิวหนัง ดวงตา ซึมเข้าผิวหนัง การสัมผัสกับผิวหนังอาจทำให้เกิดแผลไหม้ การสูดดมละอองทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ การรับสารนี้เกินขนาดอาจเสียชีวิตได้ ลักษณะการบรรจุสินค้าในกล่องและในตู้สินค้า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด และโจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด ซึ่งจะได้วินิจฉัยรวมกันไป ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของสินค้า จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณสมบัติอย่างไร แต่ก็ได้ขวนขวายหาข้อมูลและคำแนะนำโดยส่งคุณลักษณะของสินค้าตาม ไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจึงได้ผล ว่าเป็นวัตถุไม่อันตราย โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างขนส่งสินค้าจึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการขนส่งสินค้าไม่ให้เกิดความเสียหายนั้น เห็นว่า การขนส่งสินค้าพิพาทเป็นการขนส่งที่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งตามมาตรา 33 บัญญัติหน้าที่ของผู้ส่งของ คือ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ส่งของมีหน้าที่ 2 ประการ ที่ต้องทำก่อนและขณะส่งมอบของที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายได้ให้แก่ผู้ขนส่ง กล่าวคือ 1) จำเลยที่ 1 ต้องทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรเพื่อให้รู้ว่าของนั้นมีอันตราย และ 2) เมื่อส่งของนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น และในกรณีที่ผู้ขนส่งร้องขอ จำเลยที่ 1 ต้องแจ้งข้อควรระวังและวิธีป้องกันอันตรายให้ผู้ขนส่งทราบด้วย ซึ่งถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ดังกล่าว และผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และผู้ขนส่งก็จะเป็นไปตามมาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น สิทธิและหน้าที่ของผู้ส่งของ ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งอื่นมีดังต่อไปนี้ (1) ไม่ว่าเวลาใด ๆ ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นอาจขนถ่ายของนั้นขึ้นจากเรือ ทำลาย หรือทำให้หมดฤทธิ์ ตามความจำเป็นแห่งกรณี โดยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (2) ผู้ส่งของยังคงต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกิดขึ้นหรือเป็นผลเนื่องจากการขนส่งของนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายตาม (1)" จำเลยที่ 2 เบิกความว่า สินค้าพิพาทบรรจุในขวด มีสติกเกอร์ติดที่ขวดว่าเป็นสารเคมี บรรจุลงในกล่องกระดาษ ข้างกล่องมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อสินค้า มีสติกเกอร์ที่แสดงว่าเป็นสารเคมี และแสดงอัตราความเป็นกรด โจทก์มิได้นำสืบหรือนำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าที่กล่องกระดาษซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอกได้มีการติดป้ายหรือเครื่องหมายแสดงสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายได้ไว้แล้ว และจากการที่ชื่อของสารเคมีตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความดังกล่าวกับที่ปรากฏในใบเสนอราคา ใบกำกับสินค้า จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกและตามใบขนสินค้าขาออก ที่โจทก์เป็นผู้รับดำเนินการก็ปรากฏชื่อของสารเคมีดังกล่าวว่า Phosphoric และมีคำว่า Acid ซึ่งหมายถึง กรด อยู่ด้วย ตรงกับชื่อในการขนส่งสินค้าอันตรายตาม International Maritime Dangerous Goods Code 2010 UN No. 1805 ว่า Phosphoric Acid Solution อยู่ใน Class 8 Corrosive Substances ซึ่งหมายถึง สารกัดกร่อน เชื่อว่าอยู่ในวิสัยที่โจทก์ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งจะรู้ความหมายได้ว่าเป็นสินค้าที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตรายได้หรือไม่ จะต้องจัดการและเตรียมการเพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทต่อไปอย่างไร นายเทอดศักดิ์ พนักงานขาย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับนายโอชิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านและเบิกความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงตามลำดับว่า หลังจากโจทก์รับสินค้าแล้ว พนักงานของโจทก์จะนำสินค้าไปบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ ตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าพิพาทเป็นแบบ Less than container load - LCL บรรจุสินค้ารวมกับสินค้าของบุคคลอื่นอีกหลายราย และจะต้องไปแวะที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงก่อนจึงจะไปกวางโจว ซึ่งในการขนส่งสินค้าอันตรายนั้น นางพัชรี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกควบคุมสินค้าอันตราย การท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า ต้องเป็นไปตามระเบียบของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าอันตรายของการท่าเรือกรุงเทพ พ.ศ.2550 ซึ่งสอดคล้องกับประมวลข้อบังคับว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล (International Maritime Dangerous Goods Code 2010) ในกรณีขนส่งสินค้าอันตรายขาออกนั้น ตามระเบียบการท่าเรือแห่งประเทศไทย หมวด 3 สินค้าอันตรายขาออก และหมวด 8 ข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าอันตราย ได้มีการวางระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นพิเศษในการขนส่งสินค้าอันตรายไว้ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้รับจ้างขนส่งแบบบรรจุสินค้าไม่เต็มตู้ที่จะต้องจัดการติดป้ายและเครื่องหมายที่ตู้สินค้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำสินค้าพิพาทที่รับมาจากจำเลยที่ 1 เข้าจัดเรียงในตู้สินค้ารวมกับสินค้าของบุคคลอื่น และเมื่อต้องมีการว่าจ้างเรือของผู้ขนส่งอื่นในการขนส่งสินค้าพิพาทไปปลายทางที่เมืองกวางโจว ทั้งยังต้องมีการขนถ่ายสินค้าเพื่อเปลี่ยนลงเรือลำใหม่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง อีกด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้แจ้งแก่นายเทอดศักดิ์ว่าสินค้าพิพาทไม่ใช่สินค้าอันตราย และโจทก์อ้างว่าจึงเชื่อตามนั้น ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุให้โจทก์ปัดความรับผิดชอบในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับสารเคมีโดยเฉพาะ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสินค้าพิพาทดีกว่าผู้อื่น ซึ่งตามทางนำสืบจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ได้ส่งมอบให้โจทก์ด้วย เป็นการเจือสมพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าสินค้าพิพาทไม่ใช่สินค้าอันตราย มีข้อความประทับว่า "ไม่เป็นวัตถุอันตราย การหารือครั้งนี้เฉพาะการนำเข้าหรือการส่งออกนอกราชอาณาจักรไทย" เป็นกรณีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอันตรายต่อคน สัตว์ พืช หรือสิ่งแวดล้อม จึงต้องมีมาตรการควบคุมการนำเข้า ส่งออกนอกราชอาณาจักร การเคลื่อนย้าย การเก็บรักษา การใช้ และการทำลาย แตกต่างจากเจตนารมณ์ของการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เพราะมุ่งหมายที่จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมการก่อนและระหว่างการขนส่งสินค้าที่มีสภาพก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองสินค้าพิพาทที่มีคุณสมบัติก่อให้เกิดอันตรายได้โดยสภาพในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ตนส่งไปนั้นด้วย ในเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนผิดที่ไม่แจ้งว่าสินค้าพิพาทเป็นสินค้าอันตรายทำให้โจทก์เข้าใจผิดว่าสินค้าพิพาทไม่ใช่สินค้าอันตรายสามารถขนส่งอย่างสินค้าทั่วไปได้ โจทก์จึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการจัดการขนส่งเช่นอย่างผู้ประกอบอาชีพในการขนส่งจะพึงมีและใช้สำหรับการขนส่งสินค้าประเภทนี้อย่างเพียงพอ ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามฟ้องจึงต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 จึงเห็นควรให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่งของจำนวนเงิน 316,599 ดอลลาร์ฮ่องกง เป็นเงิน 158,299.50 ดอลลาร์ฮ่องกง

สำหรับสินค้าที่เหลือ 736 ขวด ที่ถูกทำลายภายหลังจากเกิดการรั่วไหลของสารเคมีแล้วนั้น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทดังกล่าวแล้ว ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีส่วนเป็นต้นเหตุด้วยกันเช่นเดียวกับการเกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายตามคำฟ้อง จึงเห็นควรให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กันในกรณีสินค้าพิพาท 736 ขวด ที่เหลือที่ถูกทำลายในภายหลังคิดเป็นเงิน 184 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อโจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งจึงเป็นเงิน 92 ดอลลาร์สหรัฐ

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และในส่วนของฟ้องแย้ง จึงเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 158,299.50 ดอลลาร์ฮ่องกง แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 ตุลาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ชำระเงิน 93 ดอลลาร์สหรัฐ แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในกรณีชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และในส่วนของฟ้องแย้งในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 33 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฮนเดิล อินเตอร์ คอนโซลลิเดชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทเคมีคอล ซัพพลาย เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — สุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19339 -ที่ 19344/2557
#582384
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีพยานบุคคลเพียงปากเดียว แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร โจทก์ทั้งหกยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสิทธิรับสิทธิบัตรดีกว่าจำเลยหรือคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่มีข้อเท็จจริงว่าขั้นตอนในการออกสิทธิบัตรของพนักงานเจ้าหน้าที่มีความบกพร่อง จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ โจทก์ทั้งหกจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522

ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมตกเป็นพับแล้ว ก็ไม่อาจพิพากษากำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าทนายความให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 161 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีหกสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งหกสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248, 24249 และ 24250 ของจำเลยไม่สมบูรณ์ และเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวนั้นเสีย

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248, 24249 และ 24250 ชื่อผลิตภัณฑ์ "หน้าตัดโลหะ" ของจำเลยไม่สมบูรณ์ กับให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248, 24249 และ 24250 ของจำเลยเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248, 24249 และ 24250 เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ โจทก์ทั้งหกมีพยานบุคคลจำนวน 6 ปาก ได้แก่ นายอมรชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่ 1 นายสุพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 2 และรองกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่ 2 นายจำลอง กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ที่ 6 นายสุรศักดิ์ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ที่ 4 นายจักรวิชญ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 3 และ นายวิหค กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ที่ 5 และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 5 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งหกออกแบบผลิตภัณฑ์ (Drawing Designs) จัดทำสร้างแม่พิมพ์ และทำการผลิตโลหะอะลูมิเนียมในรูปร่างลักษณะต่าง ๆ กัน ซึ่งมีรูปลักษณะของหน้าตัดโลหะอะลูมิเนียมตามแบบผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์ทั้งหกประกอบธุรกิจการค้ามานานตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทในปี 2534 (ที่ถูก ปี 2531) ปี 2527 ปี 2523 ปี 2529 ปี 2534 (ที่ถูก ปี 2533) และปี 2543 ตามลำดับ โจทก์ทั้งหกออกแบบผลิตภัณฑ์ ผลิต รับจ้างผลิต ใช้ ขายหรือจำหน่าย มีไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายซึ่งสินค้าอย่างแพร่หลาย ตลอดจนดัดแปลง ประกอบ ติดตั้งในหลายลักษณะ การดัดแปลง ประกอบ และติดตั้งโลหะอะลูมิเนียมซึ่งเป็นที่นิยม ได้แก่ การนำโลหะอะลูมิเนียมมาใช้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหลักของประตูหน้าต่างอาคาร และนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของรถยนต์บรรทุกขนาดหนึ่งตัน และหรือรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อ ในส่วนของด้านข้าง ด้านหลัง และส่วนพื้นรถยนต์และรถพ่วง โดยนำมาใช้แทนไม้ นอกจากบริษัทโจทก์ทั้งหกแล้วมีบริษัทอื่นๆ ซึ่งออกแบบผลิตภัณฑ์และผลิตรีดโลหะอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับโจทก์ทั้งหก เช่น บริษัทแอลแคนไทย จำกัด (Alcan Thai) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทแอลเม็ทไทย จำกัด (Almet Thai) บริษัทมหานครเมททอล จำกัด และบริษัทเอ็ม.ที.อลูเม็ท จำกัด ผลิตภัณฑ์อาจมีความคล้ายคลึงกันหรืออาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในส่วนของขนาดลวดลาย และสี ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค รวมถึงความแข็งแรงทนทานในการนำไปใช้งานตามวัตถุที่ประสงค์ แบบผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมหน้าตัดที่มีผู้ออกแบบและคิดขึ้นใช้ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วในราชอาณาจักรและเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตและใช้แพร่หลายทั่วไปในราชอาณาจักรมาตั้งแต่ประมาณปี 2525 และยังคงใช้อย่างแพร่หลายอยู่ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันส่วนจำเลยมีนายสรายุทธ นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร ระดับปฏิบัติการสังกัดสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานมีหน้าที่ตรวจสอบความใหม่เมื่อผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรมาขอตรวจสอบแบบผลิตภัณฑ์ว่ามีความใหม่หรือไม่ เมื่อจำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ พยานตรวจสอบแล้วมีความเห็นว่า เป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่จึงเสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อมาอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาอนุญาตให้ออกสิทธิบัตรแก่จำเลยได้ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีพยานบุคคลเพียงปากเดียว แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อมีการประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร โจทก์ทั้งหกยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสิทธิรับสิทธิบัตรดีกว่าจำเลยหรือคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งไม่มีข้อเท็จจริงว่าขั้นตอนในการออกสิทธิบัตรของพนักงานเจ้าหน้าที่มีความบกพร่อง จึงต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยไม่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ โจทก์ทั้งหกจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แต่โจทก์ทั้งหกกลับไม่มีพยานผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งหกดังกล่าว คงมีเพียงพยานบุคคลจำนวนหกปากซึ่งล้วนแต่เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหรือผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งหกซึ่งมีส่วนได้เสียกับโจทก์ทั้งหกจึงต้องรับฟังพยานบุคคลของโจทก์ทั้งหกด้วยความระมัดระวัง และพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานจากเอกสารที่โจทก์ทั้งหกอ้างอิง ในส่วนของโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งหกมีนายอมรชัยกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่ 1 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานโดยกล่าวอ้างรวม ๆ ว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอของจำเลยคล้ายคลึงกับแบบผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ที่ 1 และบุคคลอื่นเป็นผู้ออกแบบและใช้มาก่อนนานแล้ว โดยไม่ได้เจาะจงว่าบุคคลอื่นหมายถึงบุคคลใด และพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 094372 มีรูปแบบตรงกับรูปแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารเลขที่ เอฟ 1805 จึงต้องถือว่าสำเนาแบบผลิตภัณฑ์ที่อ้างส่งตามเอกสาร จำนวน 5 แบบ เกี่ยวข้องกับจำเลยเฉพาะแบบผลิตภัณฑ์หมายเลข เอฟ 1805 ตามเอกสาร แผ่นที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรแล้ว ปรากฏว่าแตกต่างกัน ส่วนภาพถ่ายแม่พิมพ์และหนังสือ "The World of Aluminium" ของโจทก์ที่ 1 ไม่ปรากฏวันเดือนปีที่สร้างแม่พิมพ์หรือวันเดือนปีที่จัดทำหนังสือ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ตามแม่พิมพ์และหนังสือดังกล่าวเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ พยานโจทก์ที่ 1 ปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ดังที่พยานเบิกความ ในส่วนของโจทก์ที่ 3 โจทก์ทั้งหกมีนายจักรวิชญ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 3 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งห้าคำขอเหมือนหรือคล้ายคลึงกับแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ อันหมายถึงโจทก์ที่ 3 ซึ่งได้ออกแบบไว้นานแล้วเพื่อรีดอะลูมิเนียมรูปหน้าตัด และเหมือนหรือคล้ายคลึงกับแบบผลิตภัณฑ์ของบุคคลภายนอกทั่วไปซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ที่ 3 หรือบริษัทอื่น ๆ ให้ผลิต และเหมือนหรือคล้ายคลึงกับแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น ๆ โดยโจทก์ที่ 3 ไม่ได้เจาะจงให้ชัดเจนว่าบุคคลภายนอกหรือบริษัทอื่น ๆ นั้น หมายถึงบุคคลใดหรือบริษัทใด อีกทั้งบริษัทที่โจทก์ที่ 3 ระบุชื่อหลายบริษัท เช่น บริษัทมหานครเมททอล จำกัด บริษัท แอลแคนไทย จำกัด และบริษัทซุ่นชัยอินดัสตรี้ จำกัด รวมทั้งบริษัทโจทก์อื่นด้วย จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ แต่ในส่วนของแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 3 เอง มีการอ้างส่งสำเนาแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ. 46 รวม 13 แบบ และ จ. 47 รวม 10 แบบ ซึ่งมีทั้งแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เมื่อพิจารณาข้อความตามบันทึกแล้ว แบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีเพียง 6 แบบ คือ แบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 3 เลขที่ 27114 เลขที่ 27115 เลขที่ 27128 เลขที่ 27135 เลขที่ 27140 และเลขที่ 27141 แม้แบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะระบุวันที่ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ แต่โจทก์ทั้งหกยังต้องมีหน้าที่พิสูจน์ต่อไปว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 3 ดังกล่าวเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรหรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ เพราะลำพังการที่โจทก์ทั้งหกมีแบบผลิตภัณฑ์ไว้ในครอบครองไม่ได้แสดงว่าแบบผลิตภัณฑ์นั้นมีหรือใช้แพร่หลายหรือเป็นเอกสารที่มีการเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ แต่โจทก์ที่ 3 ไม่มีเอกสารหลักฐานอื่นสนับสนุนว่าโจทก์ที่ 3 ได้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ รวมทั้งไม่มีภาพผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาสินค้าใด ๆ ที่แสดงว่าจัดทำขึ้นก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 ดังกล่าว สำหรับสำเนาใบส่งสินค้าชั่วคราว ซึ่งเป็นหลักฐานที่โจทก์ที่ 3 จำหน่ายสินค้าให้แก่บริษัทอัล-ฟาบ จำกัด ลูกค้านั้น ปรากฏว่าเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นภายหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 3 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรหรือได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ ดังนั้น แบบผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่ 3 จึงเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารภายในของโจทก์ที่ 3 และไม่มีข้อเท็จจริงที่จะยืนยันว่าบุคคลอื่นทราบการมีอยู่ของแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 3 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร หรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ ในส่วนของโจทก์ที่ 4 โจทก์ทั้งหกมีนายสุรศักดิ์กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ที่ 4 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 0402002687 เลขที่ 0402002692 และเลขที่ 0402002693 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายอยู่แล้วก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตร โดยพยานเปรียบเทียบกับแบบผลิตภัณฑ์หน้าตัดโลหะหรือ "แผนกล่อง" ของบริษัทโจทก์ที่ 4 แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการผลิตวัตถุพยานดังกล่าวขึ้นเมื่อใด ภาพถ่ายแบบแม่พิมพ์ผลิตภัณฑ์หน้าตัดโลหะอะลูมิเนียมของโจทก์ที่ 4 ที่โจทก์ทั้งหกอ้างส่งศาลก็มิได้ระบุวันที่ผลิต ส่วนสำเนาแบบผลิตภัณฑ์หน้าตัดโลหะอะลูมิเนียมของโจทก์ที่ 4 ระบุวันที่ออกแบบในปี 2550 ภายหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ คำเบิกความของนายสุรศักดิ์พยานปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดังที่พยานเบิกความ คำเบิกความส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้เช่นเดียวกัน ในส่วนของโจทก์ที่ 5 โจทก์ทั้งหกมีนายวิหค กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ที่ 5 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอมีความคล้ายคลึงกับแบบผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ที่ 5 และหรือบุคคลอื่นได้เป็นผู้ออกแบบและคิดขึ้นใช้มาก่อนนานแล้ว แต่ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าบุคคลอื่นหมายถึงบุคคลใด ส่วนแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ซึ่งหมายถึงแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 5 จำนวน 2 แบบ และแบบผลิตภัณฑ์ที่เขียนด้วยมือจำนวน 2 แบบ แม้แบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะระบุวันที่ออกแบบเป็นวันที่ 23 เมษายน 2542 และวันที่ 19 มกราคม 2533 ตามลำดับ ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ แต่เมื่อแบบผลิตภัณฑ์อยู่ในความครอบครองของโจทก์ที่ 5 โดยไม่มีข้อเท็จจริงอื่นที่สนับสนุนว่าบุคคลอื่นทราบการมีอยู่ของแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 5 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรหรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ส่วนภาพถ่ายแม่พิมพ์ แผ่นที่ 1 ภาพบนและแผ่นที่ 2 ภาพบน ซึ่งปรากฏตัวเลข 12/3/47 และ 13-2-33 ตามลำดับนั้น นายวิหคไม่ได้เบิกความใด ๆ ประกอบภาพถ่ายดังกล่าว จึงไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงวันเดือนปีที่ผลิตแม่พิมพ์หรือไม่ ภาพด้านบนกับภาพด้านล่างเป็นแม่พิมพ์อันเดียวกันหรือไม่ ภาพถ่ายแม่พิมพ์ดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนว่าแบบผลิตภัณฑ์ มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ สำหรับหนังสือรวมแบบของโรงงานไทยถาวรโลหะภัณฑ์ แฟ้ม "Aluminium Extruded Profiles" ของโจทก์ที่ 5 และหนังสือ "Aluminium Extruded Profiles" ของโจทก์ที่ 5 ไม่ระบุวันเดือนปีที่จัดทำ เอกสารดังกล่าวจึงขาดสาระสำคัญในเรื่องเวลาที่จะแสดงว่าเป็นเอกสารซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ ส่วนนิตยสาร "Reside Residence in Style" พิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 หลังจากวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอในส่วนของโจทก์ที่ 6 โจทก์ทั้งหกมีนายจำลอง กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ที่ 6 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งห้าคำขอเป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีบุคคลอื่นเป็นผู้ออกแบบขึ้นใช้มาก่อนจำเลยนานแล้ว แต่พยานไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นแบบผลิตภัณฑ์ของบุคคลใด ส่วนสำเนาแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 6 ที่โจทก์ทั้งหกอ้างส่งศาลนั้น บางแบบระบุวันที่เขียนแบบภายหลังวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ บางแบบไม่ระบุวันที่ใด ๆ คำเบิกความของนายจำลองพยานปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 6 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งห้าคำขอ อย่างไรก็ดี พยานโจทก์ทั้งหก ในส่วนของโจทก์ที่ 2 มีความแตกต่างจากพยานโจทก์ทั้งหกปากอื่น โดยโจทก์ทั้งหกมีนายสุพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 2 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 0402002692 มีบุคคลอื่นเป็นผู้ออกแบบและใช้มาก่อนนานแล้ว และโจทก์ทั้งหกอ้างส่งสำเนาแบบผลิตภัณฑ์ จำนวน 6 แบบ ต่อศาล แต่บันทึกแผ่นที่ 1 ระบุว่า เลขที่แม่พิมพ์ 103122 ตรงกับคำขอรับสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 0402002692 ดังนั้น แบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยจึงมีเฉพาะแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 103122 ตามเอกสารแผ่นที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบแบบผลิตภัณฑ์ กับแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารแผ่นที่ 2 แล้ว ปรากฏว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน อีกทั้งแบบผลิตภัณฑ์ยังคล้ายคลึงกับสำเนาแบบผลิตภัณฑ์หมายเลข เอ 4170 ของบริษัทแอลแคนไทย จำกัด ตามเอกสารแผ่นที่ 5 โดยเอกสารแผ่นที่ 1 ซึ่งแสดงถึงภาพตัวถังอะลูมิเนียมรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ระบุว่า หมายเลข 4170 เป็นตัวแผงข้าง แบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารแผ่นที่ 5 ระบุวันที่ 28 กันยายน 2525 ส่วนแบบผลิตภัณฑ์ตามแผ่นที่ 2 ระบุวันที่ 13 มกราคม 2544 แสดงว่าแบบผลิตภัณฑ์แผงข้างมีและใช้มาตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2544 โดยบริษัทต่างบริษัทกัน นอกจากนี้ โจทก์ทั้งหกยังมีสำเนาใบส่งของ/สำเนาใบกำกับภาษี แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 23 เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าโจทก์ที่ 2 ขาย "กล่องกะบะข้าง" รหัสสินค้า 103122 ในระหว่างเดือนตุลาคม 2546 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 รหัสสินค้าดังกล่าวตรงกับแบบผลิตภัณฑ์ ของโจทก์ที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกในส่วนนี้เพียงพอให้รับฟังได้ว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 0402002692 หรือ 094377 สิทธิบัตรเลขที่ 24249 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามสิทธิบัตรเลขที่ 24249 จึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (1) ดังนั้น สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24249 เป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 และถือว่าเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ จึงให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 64 ส่วนแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248 และ 24250 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกเท่าที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักร หรือได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญ หรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24246, 24247, 24248 และ 24250 ดังกล่าว จึงต้องถือว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิบัตรของจำเลยทั้งห้าฉบับตามคำขอรับสิทธิบัตรได้ออกโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 57 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 แล้วให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวทั้งหมดของจำเลยตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท นั้น ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมตกเป็นพับแล้วก็ไม่อาจกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าทนายความให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คำพิพากษาศาลดังกล่าวในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24249 ของจำเลยเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 24249 ของจำเลย และยกฟ้องในส่วนที่โจทก์ทั้งหกขอให้พิพากษาว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยเลขที่ 24246, 24247, 24248 และ 24250 ไม่สมบูรณ์และขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรทั้งสี่ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 161 ม. 225
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟูจิเมททอล จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทยูแซม อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19140 -ที่ 19173/2557
#579706
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับลูกจ้างของจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 (ฉบับเดิม) ว่ากรณีที่รัฐบาลประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยตกลงปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างทุกคนตามผลต่างของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2555 จำเลยกับสหภาพแรงงานของลูกจ้างโดยประธานและกรรมการสหภาพแรงงานประชุมและตกลงเป็นหนังสือว่าให้จำเลยแบ่งทยอยปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 3 ช่วง แทนที่จะปรับขึ้นค่าจ้างให้คราวเดียวตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิม ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก และกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม เมื่อสหภาพแรงงานกระทำไปโดยไม่ได้แจ้งให้สมาชิกทราบและไม่ได้เรียกประชุมสมาชิกก่อน ซึ่งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่เห็นด้วย ไม่ปรากฏว่าสหภาพแรงงานกระทำไปโดยมติที่ประชุมใหญ่และเป็นการกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 (1) และมาตรา 103 (2) ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 19 จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมที่เกิดจากข้อเรียกร้องโดยไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตามมาตรา 20 ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้ จำเลยต้องถือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิม

เงินที่โจทก์ทั้งสามสิบสี่มีสิทธิที่จะได้รับเนื่องจากการปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง ซึ่งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์แต่ละคนทวงถามจึงถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ทั้งสามสิบสี่ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เว้นแต่นางบุญเรือน โจทก์ที่ 13 ที่ถูกเป็น นางบุญเรืองหรือบุญเรือน โจทก์ที่ 13 นางสาวชฏาภรณ์ โจทก์ที่ 14 ที่ถูกเป็น นางสาวชฎาภรณ์หรือชฏาภรณ์ โจทก์ที่ 14

คดีทั้งสามสิบสี่สำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 711/2556, 712/2556 และ 713/2556 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสิบสี่สำนวนกับโจทก์ในคดีดังกล่าวเรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 37 แต่คดีที่รวมสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วโดยการถอนฟ้องและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสามสิบสี่สำนวนนี้

โจทก์ทั้งสามสิบสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทั้งสามสิบสี่เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ขณะรัฐบาล (ที่ถูกเป็นคณะกรรมการค่าจ้าง) ได้ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 300 บาท ในท้องที่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ทำงานโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 โจทก์ทั้งสามสิบสี่กับจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 โดยมิได้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับไว้ ในเรื่องการปรับค่าจ้างว่า ในกรณีที่รัฐบาลมีประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยตกลงปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างทุกคนตามผลต่างของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 จำเลยกับสหภาพแรงงานนิวโจโฮคุซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของลูกจ้างจำเลยได้ประชุมเกี่ยวกับเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างและได้ตกลงในเรื่องดังกล่าวเป็นหนังสือว่าจะปรับเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นระบบขั้นบันได 3 ครั้ง สำหรับลูกจ้างที่เงินเดือนไม่ถึง 10,350 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จะปรับเพิ่มให้วันละ 40 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 จะปรับเพิ่มให้วันละ 30 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าปริมาณการทำงานต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 12 เปอร์เซ็นต์บวกลบ 1 เปอร์เซ็นต์ จะบวกลบ 1 บาท และจะพิจารณาว่าทำได้ตามที่กำหนดหรือไม่ในเดือนตุลาคม 2555 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 จะปรับเพิ่มให้วันละ 15 บาท ในส่วนลูกจ้างที่เงินเดือนตั้งแต่ 10,351 บาท ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จะปรับเพิ่มให้วันละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 จะปรับเพิ่มให้วันละ 20 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าปริมาณการทำงานต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 12 เปอร์เซ็นต์ บวกลบ 1 เปอร์เซ็นต์ จะบวกลบ 1 บาท และจะพิจารณาว่าทำได้ตามที่กำหนดหรือไม่ในเดือนตุลาคม 2555 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 จะปรับเพิ่มให้วันละ 20 บาท และลูกจ้างทุกคนรวมโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้รับการทยอยปรับค่าจ้างระบบขั้นบันไดตามที่ได้ตกลงเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 แล้วจนถึงปัจจุบัน แล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 มิได้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับไว้จึงมีผลใช้บังคับ 1 ปี นับแต่วันที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน แต่เมื่อครบ 1 ปี มิได้มีการตกลงเจรจากันใหม่มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี เมื่อคณะกรรมการค่าจ้างได้ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่เป็นเงินวันละ 300 บาท ในท้องที่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ทำงาน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จำเลยและสหภาพแรงงานนิวโจโฮคุโดยประธานและกรรมการสหภาพแรงงานซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนลูกจ้างทุกคนได้ตกลงเป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 ว่า ให้ปรับเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นระบบขั้นบันได ทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อลูกจ้างทุกคนรวมโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบสี่ว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่มีสิทธิได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเพิ่มจากที่ได้รับการปรับขึ้นไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ขณะคณะกรรมการค่าจ้างได้ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 300 บาท ในท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จำเลยกับลูกจ้างของจำเลยจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ว่า ในกรณีที่รัฐบาลมีประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยตกลงปรับค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างทุกคนตามผลต่างของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ โดยจัดทำขึ้นตามข้อเรียกร้องของลูกจ้าง ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 จำเลยกับสหภาพแรงงานนิวโจโฮคุซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของลูกจ้างโดยประธานและกรรมการสหภาพแรงงานประชุมเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างของลูกจ้างที่มีการประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว และได้ตกลงเป็นหนังสือว่า จำเลยไม่อาจปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในอัตราตามผลต่างของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ที่มีจำนวนเป็นเงินวันละ 85 บาท ในคราวเดียวได้ จึงตกลงให้แบ่งทยอยปรับขึ้นค่าจ้างในลักษณะขั้นบันได 3 ครั้ง ลูกจ้างจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 แล้ว แต่การดำเนินการของสหภาพแรงงานนิวโจโฮคุที่ไปประชุมตกลงกับจำเลยเรื่องการทยอยปรับขึ้นค่าจ้างนั้น ไม่ได้แจ้งแก่สมาชิกทราบและไม่ได้เรียกประชุมสมาชิกก่อน ซึ่งต่อมาโจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่เห็นด้วย เมื่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 (1) และมาตรา 103 (2) กำหนดไว้ว่าการดำเนินการของสหภาพแรงงานต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งการดำเนินกิจการอันอาจกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวมจะกระทำการได้ก็แต่โดยมติที่ประชุมใหญ่ การที่สหภาพแรงงานนิวโจโฮคุโดยประธานและกรรมการสหภาพแรงงานไปเจรจาทำความตกลงกับจำเลยเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2555 แล้วยินยอมให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปรับขึ้นค่าจ้างโดยแบ่งทยอยปรับขึ้นเป็น 3 ช่วง มิได้ปรับขึ้นให้ในคราวเดียวกัน ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 นั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นประโยชน์แก่สมาชิก แต่กระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม เมื่อไม่ปรากฏว่าสหภาพแรงงานกระทำการไปโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ถึงมาตรา 19 แต่อย่างใด การที่จำเลยทยอยปรับขึ้นค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามสิบสี่ตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 ทำให้โจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างทันทีในคราวเดียว จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องที่มีผลใช้บังคับอยู่ และทำให้โจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นจำนวนน้อยกว่าอัตราตามที่กำหนดในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมอันไม่เป็นคุณตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 จึงไม่มีผลบังคับใช้ จำเลยต้องถือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมที่เกิดจากข้อเรียกร้องและมีผลใช้บังคับอยู่ขณะนั้นคือฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 โดยต้องปรับขึ้นค่าจ้างเป็นจำนวนตามผลต่างของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมคืออัตราวันละ 215 บาท ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2553 กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่คืออัตราวันละ 300 บาท ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งผลต่างเป็นจำนวนเงินวันละ 85 บาท และต้องปรับค่าจ้างให้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เมื่อจำเลยได้ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่าตามจำนวนอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้นจำเลยจึงต้องปรับขึ้นค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามสิบสี่เพิ่มจากที่ได้รับการปรับขึ้นไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2556 ตามคำขอของโจทก์แต่ละคน ดังนั้นโจทก์ทั้งสามสิบสี่ จึงมีสิทธิได้รับเงินที่จะปรับขึ้นค่าจ้างดังกล่าว ทั้งนี้หากจำเลยจ่ายเงินที่จะปรับขึ้นค่าจ้างในช่วงดังกล่าว ตามข้อตกลงฉบับลงวันที่ 6 เมษายน 2555 ให้โจทก์ทั้งสามสิบสี่ไปแล้วบางส่วนเท่าใด ก็ให้นำมาหักออกเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบสี่ฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับที่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ขอดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดนั้น เห็นว่า เงินที่โจทก์ทั้งสามสิบสี่มีสิทธิที่จะได้รับอันเนื่องมาจากการปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เงินดังกล่าวยังไม่มีสภาพเป็นค่าจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างที่จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินที่คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์แต่ละคนทวงถามให้จำเลยจ่ายเงินที่จะได้จากการปรับอัตราค่าจ้างส่วนที่ขาดวันใด จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันฟ้องของโจทก์แต่ละคน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินที่จะปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราวันละ 85 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2556 แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ หากจำเลยจ่ายเงินที่จะปรับขึ้นค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ไปแล้วบางส่วนเท่าใดก็ให้นำมาหักออกเท่านั้น แล้วจ่ายส่วนที่ขาดแก่โจทก์แต่ละคน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20 ม. 98 (1) ม. 103 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณิกา ชารีชัย กับพวก
จำเลย — บริษัทโจโฮคุ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18891 -ที่ 18896/2557
#579663
เปิดฉบับเต็ม

ช่วงเวลาที่ศูนย์เครื่องจักรที่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานรวมทั้งบ้านพักอาศัยและบริเวณรอบบ้านพักอาศัยของโจทก์ทั้งหกถูกน้ำท่วมสูงและขังนั้น จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่ได้ประกาศหยุดงาน จำเลยจัดหาที่พักชั่วคราวให้ลูกจ้างที่บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมที่ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ หมู่บ้านสรานนท์ปากเกร็ด และโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงินวัดกำแพง จังหวัดนนทบุรี และมีศูนย์บัญชาการสั่งงานและให้ลูกจ้างมารวมตัวที่หมู่บ้านสรานนท์ปากเกร็ด แม้โจทก์ทั้งหกไม่ได้เข้าพักอาศัยในที่พักอาศัยชั่วคราวที่จำเลยจัดให้ โจทก์ทั้งหกก็ยังมีหน้าที่ต้องไปทำงานหรือรวมตัวกันตามคำสั่งของจำเลย การที่โจทก์ทั้งหกไม่เดินทางไปทำงานโดยไม่แจ้งสาเหตุให้จำเลยทราบเป็นเวลา 3 วันทำงาน ติดต่อกัน แสดงว่าโจทก์ทั้งหกคำนึงถึงความจำเป็นของตนเป็นประการสำคัญโดยไม่สนใจงานที่ต้องทำให้จำเลยหรือความเดือดร้อนของจำเลยที่มีสาเหตุจากน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกัน เป็นกรณีโจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 108,000 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,400 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 72,000 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 15,600 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 112,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,199 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 จ่ายค่าชดเชย 34,500 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 3,833 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,949 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 จ่ายค่าชดเชย 51,600 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 2,866 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,179 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 5 และจ่ายค่าชดเชย 69,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 14,949 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 34,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 6

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 90,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 54,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 84,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 25,500 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 48,000 บาท และโจทก์ที่ 6 จำนวน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้แทนกิจการร่วมค้ายูนิค - ซุนโว โดยร่วมประกอบกิจการค้ากับบริษัทซุนโว คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน) โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลย สังกัดศูนย์เครื่องจักร ตั้งอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานขับรถเกรดเดอร์ พนักงานขับรถเฮี๊ยบ พนักงานขับรถโมบายเครน พนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน พนักงานขับรถรับส่งคนงาน และพนักงานขับรถบรรทุกสิบล้อหางปลา ตามลำดับ ในช่วงระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม 2554 ถึงต้นเดือนมกราคม 2555 ศูนย์เครื่องจักรถูกน้ำท่วม จำเลยไม่ได้ประกาศหยุดงาน แต่ได้จัดหาที่พักให้พนักงานที่บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมไว้ 3 แห่ง คือ ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ หมู่บ้านสรานนท์ปากเกร็ด และโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงินวัดกำแพง จังหวัดนนทบุรี โดยมีศูนย์บัญชาการเพื่อสั่งงานและให้ลูกจ้างมารวมตัวกันที่หมู่บ้านสรานนท์ โจทก์ที่ 1 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 9 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ที่ 2 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 31 ตุลาคม 2554 โจทก์ที่ 3 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 18 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โจทก์ที่ 4 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 18 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โจทก์ที่ 5 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 18 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โจทก์ที่ 6 ละทิ้งการงานตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โดยไม่แจ้งสาเหตุให้จำเลยทราบ ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทั้งหกขาดงานเป็นช่วงที่ศูนย์เครื่องจักรหรือหน่วยก่อสร้างที่โจทก์ทั้งหกทำงาน ที่พักและบริเวณรอบที่พักอาศัยของโจทก์ทั้งหกถูกน้ำท่วมสูงและขังเป็นเวลานาน แล้ววินิจฉัยว่า แม้จำเลยจัดที่พักให้แก่พนักงานที่บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกด้วย แต่โจทก์ทั้งหกไม่สมัครใจไปอยู่ที่พักที่จำเลยจัดให้เพราะโจทก์ทั้งหกเป็นห่วงทรัพย์สินของตนเอง และสภาพที่พักที่จัดให้นั้นก็ไม่ได้สะดวกสบายไปกว่าที่พักอาศัยของโจทก์ทั้งหก ระยะทางระหว่างที่พักของโจทก์ทั้งหกกับที่ตั้งของสถานที่ทำงานหรือหน่วยก่อสร้างที่โจทก์ทั้งหกประจำอยู่มีระยะทางห่างกันมาก การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ การที่โจทก์ทั้งหกไม่ได้ไปทำงานตามปกติถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นและมีเหตุอันสมควร มิใช่การละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่โดยไม่มีเหตุอันสมควรประกอบกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 6 กำหนดว่าลูกจ้างที่กระทำความผิดร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกโดยไม่ได้รับค่าชดเชยนั้น จะต้องถูกสอบสวนข้อเท็จจริงโดยผู้จัดการฝ่ายบุคคลและหรือผู้จัดการฝ่ายลูกจ้างผู้นั้น แล้วกรรมการผู้จัดการหรือผู้รับมอบอำนาจจะเป็นผู้ตัดสินใจเลิกจ้าง เมื่อก่อนที่จำเลยจะมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกนั้นจำเลยยังไม่ได้ทำการสอบสวนถึงสาเหตุที่โจทก์ทั้งหกไม่ไปทำงาน ดังนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยไม่จ่ายค่าชดเชยจึงต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหก แต่การที่โจทก์ทั้งหกไม่แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่ไปทำงานให้จำเลยทราบ ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันควรและเพียงพอ ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทั้งเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย จำเลยจ่ายค่าจ้างประจำวันที่ 20 ถึง 31 ตุลาคม 2554 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ครบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้แทนกิจการร่วมค้ายูนิค - ซุนโว ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน) โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานขับรถเกรดเดอร์ พนักงานขับรถเฮี๊ยบ พนักงานขับรถโมบายเครน พนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน พนักงานขับรถรับส่งคนงาน และพนักงานขับรถบรรทุกสิบล้อหางปลา ตามลำดับ สังกัดศูนย์เครื่องจักร ตั้งอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ในช่วงระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม 2554 ถึงต้นเดือนมกราคม 2555 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในบริเวณจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพมหานคร ศูนย์เครื่องจักรของจำเลยที่โจทก์ทั้งหกทำงานถูกน้ำท่วม แต่จำเลยไม่ได้ประกาศหยุดงาน โดยจำเลยจัดหาที่พักอาศัยเป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ให้แก่พนักงานที่บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมไว้ถึง 3 แห่ง คือ ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ หมู่บ้านสรานนท์ปากเกร็ด และโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงินวัดกำแพง จังหวัดนนทบุรี โดยมีศูนย์บัญชาการเพื่อสั่งงานและให้พนักงานมารวมตัวกันที่หมู่บ้านสรานนท์ การที่โจทก์ทั้งหกเห็นว่าที่พักกับสถานที่ทำงานอยู่ห่างกันมากทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าปกติและโจทก์ทั้งหกไม่ไปพักอาศัย ณ ที่พักอาศัยชั่วคราวที่จำเลยจัดให้ โจทก์ทั้งหกก็ยังต้องมีหน้าที่ไปทำงานหรือรวมตัวกันตามคำสั่งของจำเลย หากโจทก์ทั้งหกมีความจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ โจทก์ทั้งหกก็ต้องแจ้งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างทราบ มิใช่หยุดงานไปโดยพลการ แต่โจทก์ทั้งหกกลับไม่ไปทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 วัน 16 วัน 16 วัน 16 วัน 14 วัน และ 10 วัน ตามลำดับ โดยไม่แจ้งสาเหตุให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ที่คำนึงถึงความจำเป็นของตัวเองเป็นประการสำคัญ โดยไม่สนใจงานที่ต้องทำให้นายจ้างหรือความเดือนร้อนของนายจ้างอันมีสาเหตุมาจากน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกัน กรณีย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) ที่ศาลแรงงานงานกลางวินิจฉัยว่า เหตุที่โจทก์ทั้งหกละทิ้งหน้าที่พอถือได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นและมีเหตุอันสมควรและให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งหกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งหก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนูญ ฐานวิเศษ กับพวก
บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์
จำเลย — คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางวารุณี ลีละวัฒนพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18882 -ที่ 18883/2557
#579840
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 21 ถึงมาตรา 24 เงินที่ผู้ประกันตนออกสมทบเข้ากองทุนย่อมตกเป็นของสำนักงานประกันสังคมจำเลยแล้ว หาใช่ยังเป็นเงินของผู้ประกันตนอันจะตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. ไม่ บุคคลใดจะได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 กรณีใดหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 บัญญัติไว้เท่านั้น โจทก์ไม่ใช่บุคคลที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย มาตรา 77 จัตวา วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติตัวบุคคลผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมกำหนดสัดส่วนที่จะได้รับไว้โดยเฉพาะ ไม่นำเอาทายาทตาม ป.พ.พ. มาปรับใช้ ทั้งเงินบำเหน็จชราภาพก็เป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง จึงต้องจ่ายให้แก่บุคคลและตามสัดส่วนที่มาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/ปย. 12010 และที่ รง. 0626/ปย. 12011 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 658/2551 และที่ 1477/2551

จำเลยให้การว่า คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/12010 (ที่ถูก รง. 0626/ปย. 12010) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1477/2551 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายโดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีตาย ดังนี้... (2) เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนี้...ฯลฯ ดังนั้น เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายเป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายแก่เฉพาะบุคคลตามที่ระบุไว้เท่านั้น สิทธิในการได้รับเงินดังกล่าว ไม่ใช่สิทธิของผู้ตายจึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย แต่เป็นสิทธิของบุคคลที่ระบุไว้เท่านั้น ผู้ประกันตนไม่มีสามี ไม่มีบุตร และบิดามารดาของผู้ประกันตนตายไปก่อนแล้ว จึงไม่มีผู้มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยในส่วนนี้ สำหรับเงินบำเหน็จชราภาพนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพ นางสาวสุภาภรณ์ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งมาตรา 41 บัญญัติว่า ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น (1) ตาย...สิทธิในการได้รับบำเหน็จชราภาพจึงเป็นสิทธิของผู้ประกันตนขณะตาย เพราะมาตรา 77 ทวิ วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติยกเว้นกรณีการเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (1) สิทธิในการรับบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 และมาตรา 41 จึงเป็นมรดกของผู้ประกันตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 ซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ประกันตน โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ประกันตน เป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (4) จึงมีสิทธิเรียกร้องเงินนี้ได้ กรณีมีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยในส่วนนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายเป็นเงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบให้แก่สำนักงานประกันสังคมจำเลยเป็นรายเดือนมาก่อนถึงแก่ความตาย จึงเป็นเงินที่ผู้ประกันตนสะสมมาทุกเดือนก่อนตายและเป็นมรดกของผู้ประกันตน เมื่อไม่มีบุคคลผู้มีสิทธิได้รับตามที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ เงินดังกล่าวจึงต้องตกแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 ประกอบมาตรา 1629 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 21 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานประกันสังคม เรียกว่า กองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 24 วรรคสอง มาตรา 22 บัญญัติว่า กองทุนประกอบด้วย (1) เงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และมาตรา 46 (2) เงินเพิ่ม... มาตรา 23 บัญญัติว่า เงินกองทุนตามมาตรา 22 ให้เป็นของสำนักงานและไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติต่อไปอีกว่า เงินกองทุนให้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินที่ผู้ประกันตนออกสมทบเข้ากองทุนย่อมตกเป็นของสำนักงานประกันสังคมแล้ว หาใช่ยังเป็นเงินของผู้ประกันตนอันจะตกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ บุคคลใดจะได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 3 กรณีใดหรือไม่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดไว้เท่านั้น โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ประกันตนซึ่งมิใช่บุคคลตามที่มาตรา 73 (2) ระบุไว้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพอันเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 (2) หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามที่มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้อันเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่ใช่กรณีมรดกตกทอดทั่ว ๆ ไป จึงนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ไม่ได้ เห็นว่า เงินบำเหน็จชราภาพเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 (2) ซึ่งมาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 ทวิ ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทน หรือผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายในหกสิบเดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพให้ทายาทของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ วรรคสองบัญญัติว่า ทายาทผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ (1) บุตรชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นให้ได้รับสองส่วน ถ้าผู้ประกันตนที่ตายมีบุตรตั้งแต่สามคนขึ้นไปให้ได้รับสามส่วน (2) สามีหรือภริยาให้ได้รับหนึ่งส่วน และ (3) บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ได้รับหนึ่งส่วน วรรคสามบัญญัติต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ไม่มีทายาทในอนุมาตราใด หรือทายาทนั้นได้ตายไปเสียก่อน ให้แบ่งเงินตามมาตรา 77 (2) ในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิในอนุมาตราที่มีทายาทผู้มีสิทธิได้รับ จะเห็นได้ว่า มาตรา 77 จัตวา วรรคสองและวรรคสาม ได้กำหนดตัวบุคคลผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมกำหนดสัดส่วนที่จะได้รับไว้โดยเฉพาะ หาใช่นำเอาทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ไม่ ทั้งเงินบำเหน็จชราภาพก็เป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา 77 (2) ซึ่งนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายตามบทบัญญัติของมาตรา 24 วรรคหนึ่ง จึงต้องจ่ายให้แก่บุคคลและตามสัดส่วนที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ประกันตน ซึ่งมิใช่บุคคลตามที่มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้ว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ แม้ผู้ประกันตนจะไม่มีทายาทตามมาตรา 77 จัตวา วรรคสอง บัญญัติไว้เลย ก็ไม่อาจนำเงินกองทุนประกันสังคมมาจ่ายแก่ทายาทอื่นให้ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 24 และมาตรา 77 จัตวา ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง. 0626/ปย. 12010 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1477/2551 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 21 ม. 22 ม. 23 ม. 24 ม. 77 วรรคหนึ่ง (2) ม. 77 จัตวา ม. 77 จัตวา วรรคสอง ม. 77 จัตวา วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีชัย ส่งทรัพย์เจริญ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18869/2557
#582424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับพวกเห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 บริหารงานสหกรณ์โจทก์บกพร่องและทุจริต อาจสร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์โจทก์อย่างมาก กรณีมีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกเชื่อว่าสามารถดำเนินการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 แล้วมีมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออกและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดใหม่ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไม่สามารถเข้าไปในที่ทำการสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานตัดลูกกุญแจเพื่อเข้าไปทำงานในสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ตามปกติ ประกอบกับวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์วินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินการสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยอมปฏิบัติตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้ฟังได้ว่าจำเลยทั้งยี่สิบกระทำโดยประสงค์ต่อผลให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยทั้งยี่สิบกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และปกป้องมิให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหายต่อไป จึงมิใช่เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งที่จะให้สหกรณ์โจทก์เกิดความเสียหาย จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งยี่สิบพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินที่ตั้งอาคารและกิจการของสหกรณ์โจทก์เลขที่ 43/2 หมู่ที่ 4 ถนนสังฆสันติสุข แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยทั้งยี่สิบพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของสหกรณ์โจทก์อีกต่อไป ห้ามจำเลยทั้งยี่สิบและตัวแทนจัดเก็บรายได้และรายจ่ายในกิจการสหกรณ์ ให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 3,593,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าเสียหายวันละ 224,600 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งยี่สิบและบริวารจะออกไปจากสหกรณ์โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึง 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การเกษตร คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 มีนายยูโซปเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ประธานกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์โจทก์ กับนายฐัตปกรณ์ รองประธานกรรมการสหกรณ์โจทก์ ลงลายมือชื่อและประทับตราโจทก์ฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 และมีหนังสือถึงนายทะเบียนสหกรณ์แจ้งเหตุที่ยังไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 แต่นายทะเบียนมีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2554 ว่า หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชี วันที่ 31 มีนาคม 2553 สหกรณ์โจทก์ยังมิได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ทำให้ยังไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการแทนกรรมการที่ครบวาระและลาออก โดยคณะกรรมการดำเนินการยังคงรักษาการตามข้อบังคับข้อ 69 เกิน 150 วัน และคำชี้แจงของสหกรณ์โจทก์ที่ว่าสหกรณ์โจทก์ยังไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบงบการเงินจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และยังมีรายการทางบัญชีที่ยังไม่เรียบร้อย อีกทั้งยังต้องแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการขาดทุนสะสมเกินทุนสำรอง เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ดังนั้น นายทะเบียนสหกรณ์จึงสั่งให้สหกรณ์โจทก์เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ขอขยายระยะเวลาการประชุมใหญ่สามัญประจำปีไปเป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 และเมื่อถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่เรียกประชุม แต่พาคณะกรรมการกับพนักงานไปประชุมสัมมนาที่จังหวัดนครนายก และมีหนังสือถึงนายทะเบียนสหกรณ์ขอขยายระยะเวลาการประชุมจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ไปเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2554 อีก ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 นั้นเองจำเลยที่ 1 กับพวกจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ที่บริเวณลานจอดรถของสหกรณ์โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมและดำเนินการประชุม ที่ประชุมลงมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออก และแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 4 เป็นเลขานุการ จำเลยที่ 5 เป็นเหรัญญิก จำเลยที่ 6 ถึงที่ 15 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 16 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 17 ถึงที่ 19 เป็นผู้ตรวจสอบกิจการ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 อันเป็นวันเปิดทำการวันแรกจำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานแล้วตัดลูกกุญแจที่ทำการสำนักงานเข้าไปในสำนักงานของโจทก์ ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินกิจการของสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยทั้งยี่สิบยอมปฏิบัติตาม

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งยี่สิบกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 54 และข้อบังคับสหกรณ์โจทก์ ข้อ 57 วรรคสอง บัญญัติสอดคล้องกันว่า ให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์ ซึ่งนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีวันที่ 31 มีนาคม 2553 จะครบ 150 วัน ในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 แต่เกิน 150 วันแล้วคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ยังไม่เรียกประชุมอ้างว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบงบการเงินและยังมีรายการทางบัญชีที่ไม่เรียบร้อย อีกทั้งยังต้องแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการขาดทุนสะสมเกินทุนสำรอง วันที่ 30 กันยายน 2553 สมาชิกสหกรณ์โจทก์ขอให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญ วันที่ 22 ตุลาคม 2553 ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์โจทก์ขอให้ถอดถอนคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 38 และเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 สหกรณ์โจทก์มีหนังสือขอขยายเวลาการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 เป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ครั้นถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ไม่ได้เรียกประชุม กลับพาคณะกรรมการและพนักงานไปประชุมสัมมนาที่จังหวัดนครนายก จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงถึงเจตนาของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 พยายามบ่ายเบี่ยงไม่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 และฝ่าฝืนคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์อย่างมีข้อพิรุธจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 บริหารงานสหกรณ์โจทก์บกพร่องและทุจริตจนกระทั่งไม่มีเงินซื้อน้ำมันมาจำหน่ายให้แก่สมาชิก และค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานสหกรณ์โจทก์ในเดือนกันยายน 2553 อาจสร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์โจทก์อย่างมากจึงไม่อาจทนเห็นความเสียหายจากการบริหารและปฏิบัติงานของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ต่อไป กรณีมีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 กับพวกเชื่อว่าสามารถดำเนินการประชุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ดังกล่าว แล้วมีมติให้ปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 ออกและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดใหม่ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกและพนักงานของโจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำงานในที่ทำการสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ จำเลยที่ 1 กับพวกไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจและเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นสักขีพยานตัดลูกกุญแจเพื่อเข้าไปทำงานในสำนักงานของสหกรณ์โจทก์ตามปกติ ประกอบกับวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นายทะเบียนสหกรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การเรียกและจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของฝ่ายจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ทำให้มติที่ออกมาไม่มีผลบังคับ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์โจทก์ชุดที่ 38 เข้าดำเนินการสหกรณ์โจทก์ต่อไป จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยอมปฏิบัติตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้ฟังได้ว่า จำเลยทั้งยี่สิบกระทำดังกล่าวโดยประสงค์ต่อผลให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยทั้งยี่สิบกระทำไปโดยมีเจตนาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์และปกป้องมิให้สหกรณ์โจทก์ได้รับความเสียหายต่อไป จึงมิใช่เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งที่จะให้สหกรณ์โจทก์เกิดความเสียหายตามที่โจทก์ฎีกา จำเลยทั้งยี่สิบจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ปัญหาอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรหนองจอก จำกัด
จำเลย — นายปัญญา ยุทธนาวา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18830/2557
#579829
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยจ้างคนงานมาสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินพิพาทปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์สู่ทางสาธารณะนั้น ย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลย โดยยื่นคำฟ้องพร้อมกับคำร้องขอให้เรียกผู้ให้เช่า คือการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ยอมรื้อถอนหรือขนย้ายให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หรือให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยจ้างคนงานมาสร้างรั้วลวดหนามในที่ดินพิพาทปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์สู่ทางสาธารณะนั้น ย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยโดยยื่นคำฟ้องพร้อมกับคำร้องขอให้เรียกผู้ให้เช่า คือการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมเป็นโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบมาตรา 549 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 243 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุมพล เพ็ชรชาลี
จำเลย — นางสาวสุดธิดา วัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายเด่น จันทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18820/2557
#579981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอรังวัดเพื่อสอบเขต แบ่งแยกในนามเดิมและรวมโฉนดที่ดิน โดยโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแนวเขต แต่จำเลยที่ 1 เห็นว่าแนวเขตด้านทางหลวงเทศบาลไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะรองนายกเทศมนตรีทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีขอยกเลิกการลงลายมือชื่อระวังแนวเขตของจำเลยที่ 3 และยื่นคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินในส่วนที่พิพาทคดีนี้เป็นสิทธิของฝ่ายใด ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะทำให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาท แม้จะเรียกค่าเสียหายมาด้วย แต่สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ย่อมมีอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ดำเนินการเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ดำเนินการเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 5249 และโฉนดเลขที่ 15271 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนคำคัดค้านการรับรองแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 5249 และโฉนดเลขที่ 15271 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 พิพากษายกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5248, 5249 และ15271 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นรองนายกเทศมนตรี จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานเทศบาล ตำแหน่งช่างโยธา 6 ว. โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขต แบ่งแยกในนามเดิมและรวมโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้ง 3 แปลง เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้ไประวังแนวเขต ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันนัดรังวัด จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ไประวังแนวเขตทางหลวงเทศบาล การรังวัดเสร็จสิ้นในวันดังกล่าวโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินยกเลิกการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตและมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ทำหนังสือคัดค้านการรังวัดที่ดินทั้ง 3 แปลง ของโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 5248 เจ้าพนักงานที่ดินจึงไกล่เกลี่ยสำหรับที่ดินอีก 2 แปลงที่เหลือ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้จึงแนะนำให้โจทก์นำคดีไปฟ้องศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันไกล่เกลี่ย หากไม่ดำเนินการในกำหนดดังกล่าวจะยกเลิกคำขอรังวัดที่ดินของโจทก์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ขอรังวัดเพื่อสอบเขต แบ่งแยกในนามเดิมและรวมโฉนดที่ดิน โดยโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแนวเขต แต่จำเลยที่ 1 เห็นว่าแนวเขตด้านทางหลวงเทศบาลไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะรองนายกเทศมนตรีทำหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีขอยกเลิกการลงลายมือชื่อระวังแนวเขตของจำเลยที่ 3 และยื่นคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินในส่วนที่พิพาทคดีนี้เป็นสิทธิของฝ่ายใด ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะทำให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนปัญหาเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5249 และ 15271 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี แม้จะเรียกค่าเสียหายมาด้วย แต่สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ย่อมมีอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ดำเนินการเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ดำเนินการเพิกถอนคำคัดค้านและรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราภรณ์ บุญแสง
จำเลย — เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18803/2557
#575690
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อปี 2547 โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความรวมทั้งโจทก์ด้วย และเมื่อเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์ อันเป็นคุณแก่โจทก์จึงอาจใช้ยันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีดังกล่าวได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับ จ. เป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี จึงมิใช่กรณียังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ต่อมาเมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 กับ จ. ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์จนศาลพิพากษาลงโทษและให้ออกไปจากที่ดินพิพาท จากนั้นปี 2552 จำเลยทั้งสองยังเข้าไปในที่ดินพิพาทอีกจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกที่ดินพิพาทแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 362, 365 (2) และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1904/2551 หมายเลขแดงที่ 722/2552 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษ ให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 722/2552 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ จึงนับโทษต่อจากคดีดังกล่าวไม่ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความ ผิดฐานบุกรุกที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทเพราะศาลได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดี จำเลยทั้งสองจึงเชื่อโดยสุจริตว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนายจำนงค์เป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานีเพื่อขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 116/2554 จึงยังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ 1690/2541 ซึ่งถึงที่สุดแล้วนั้น ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวเพียงแต่มีคำสั่งว่าให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 คดีนี้เพราะมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดในคดีดังกล่าวเท่านั้น หาได้มีคำสั่งแสดงให้น่าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนายจำนงค์เป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี เพื่อขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 116/2554 ตามสำเนาคำฟ้องท้ายฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องในคดีดังกล่าวว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับคำพิพากษาและอ้างสิทธิซ้ำซ้อน จึงต้องนำมาฟ้องศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิอีกทีหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความรวมทั้งโจทก์ด้วย และเมื่อเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์ อันเป็นคุณแก่โจทก์จึงอาจใช้ยันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีดังกล่าวได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับนายจำนงค์เป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานีดังกล่าว จึงมิใช่กรณียังไม่เป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกามาแต่อย่างใด ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 เป็นน้องสาวนางสมหมาย และเป็นหลานของนางแผน ทั้งสามพักอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันตั้งแต่จำเลยที่ 1 ยังเป็นเด็กจนปัจจุบัน แม้บางเวลาจำเลยทั้งสองจะไปพักที่เถียงนาพิพาทก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 นางสมหมายก็ร่วมทำนาอยู่ในที่ดินหมายเลข 293 กับจำเลยที่ 1 ด้วย ในชั้นขอปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งสองตามสัญญาประกันฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2552 นางแผนก็เป็นผู้ประกันตามสัญญาดังกล่าว อีกทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3188 ประกอบสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1837 แล้วเห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อร่วมกับนางสมหมายในการมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหมายเลข 293 มาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2538 เช่นนี้ ตามพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยทั้งสองทราบดีว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ชนะคดีนางสมหมายและนางแผนในคดีแพ่งดังกล่าวอยู่ที่ใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งครอบครองที่ดินแปลงหมายเลข 293 และภายหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้ว ต่อมาปี 2551 จำเลยที่ 1 กับนายจำนงค์เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์จนศาลพิพากษาลงโทษและให้ออกไปจากที่ดินพิพาทมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้นในปี 2552 จำเลยทั้งสองยังเข้าไปในที่ดินพิพาทนี้อีกจนถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกที่ดินพิพาทแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนูกุล ใบแก้ว
จำเลย — นางสาวบุญหลาย พูลผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายฤกษ์ชัย คทวณิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18801/2557
#579843
เปิดฉบับเต็ม

การระงับไปแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ด้วยการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ จะถือว่าหนี้นั้นระงับก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้แล้วเท่านั้น ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินของลูกหนี้ที่ 2 มิได้ระบุว่าหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 มีอยู่กับเจ้าหนี้ ได้ระงับลงทั้งหมดหรือบางส่วนในทันทีที่ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง แต่มีข้อตกลงว่าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการรับโอนสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้ที่ 2 ยอมให้เจ้าหนี้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ เมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเพื่อชำระหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน เมื่อลูกหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนอื่นที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด และไม่ต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญารับรองตั๋วเงิน กู้เงิน และอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นจำนวน 174,335,644.93 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 รายละเอียดตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

ผู้คัดค้านนัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้ที่ 2 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ว่าภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่ลูกหนี้ที่ 2 มีต่อเจ้าหนี้ได้มีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้ที่ 2 พึงได้รับจากบุคคลภายนอกให้แก่เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้บางส่วนจากบุคคลภายนอกแล้ว สิทธิที่เจ้าหนี้มีอยู่ต่อลูกหนี้ที่ 2 ระงับไปโดยมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้รายนี้

ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นสมควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระในมูลหนี้ทั้งสามรวมเป็นเงิน 174,335,644.93 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 206459 ตำบลช่องนนทรี อำเภอยานนาวา (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้ที่ 2 ก่อนเจ้าหนี้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ในวงเงิน 510,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.25 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนอง (วันที่ 16 มีนาคม 2541) (ที่ถูก วันที่ 26 มีนาคม 2541) เป็นต้นไป หากไม่พอชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้สำหรับส่วนที่เหลือจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 อย่างเจ้าหนี้สามัญตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากผู้ว่าจ้างหรือได้รับชำระหนี้จากนายอาจณรงค์ นางสาวจิตติมาศ และนายธีระเชษฐ์ ผู้ค้ำประกันหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า เมื่อลูกหนี้ที่ 2 ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินจากลูกหนี้แห่งสิทธิให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วระหว่างลูกหนี้ที่ 2 กับเจ้าหนี้ ในขณะที่ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องหรือที่จะมีขึ้นภายหลังที่ทำการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว ดังนั้น หนี้ต่าง ๆ ที่ลูกหนี้ที่ 2 มีอยู่กับเจ้าหนี้จึงระงับสิ้นไป เจ้าหนี้จึงยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะส่วนตามสัญญาจำนองที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำไว้กับเจ้าหนี้เพื่อเป็นประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น นั้น เห็นว่า การระงับไปแห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ด้วยการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ จะถือว่าหนี้นั้นระงับก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้แล้วเท่านั้น ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินของลูกหนี้ที่มิได้ระบุว่าหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 มีอยู่กับเจ้าหนี้ ได้ระงับลงทั้งหมดหรือบางส่วนในทันทีที่ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง แต่มีข้อตกลงว่า หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการรับโอนสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้ที่ 2 ยอมให้เจ้าหนี้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ จากการตรวจสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ การที่เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ 2 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน เมื่อเจ้าหนี้ยังมิได้รับชำระหนี้ ทั้งมูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด และมิได้เป็นมูลหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทกรีไทย ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18797/2557
#579845
เปิดฉบับเต็ม

การที่แผนข้อ 6.3.3 หนี้ส่วน ฉ 1 และ 2 กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีสิทธิได้รับชำระหนี้ คือ เจ้าหนี้ที่รวมทั้งที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ได้รับชำระหนี้และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ และตามหนี้ส่วน ฉ 3 กำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วมีคำสั่งเป็นที่สุดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้ได้รับชำระหนี้หรือยกคำขอรับชำระหนี้และทำหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินต้นนั้นตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/32 วรรคสอง (2) และ (3) และวรรคสาม เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการซึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ส่วนเจ้าหนี้นั้นจะได้รับชำระหนี้เพียงใดและอย่างไรต้องเป็นไปตามที่แผนกำหนดซึ่งได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้และจัดสรรการชำระหนี้ไว้ แต่หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายใดแล้ว เจ้าหนี้รายนั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้แม้แผนจะกำหนดให้เจ้าหนี้ดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก็ตาม เพราะมิใช่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีแตกต่างกับที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผนอันเป็นกรณีถือว่าแผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/61 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมิให้เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ด้วย ประกอบกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นย่อมจะผูกพันคู่ความที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งลูกหนี้ซึ่งไม่ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ ดังนั้น แผนข้อ 6.3.3 หนี้ส่วน ฉ ในส่วนที่กำหนดให้เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขการชำระหนี้นั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/32 ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ดังกล่าวมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนและแผนที่แก้ไขหรือไม่ ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่แก้ไขตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 14 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้รายที่ 26 และที่ 27 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ผู้ทำแผนนำแผนไปแก้ไขให้ถูกต้อง

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ลูกหนี้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารโดยชอบด้วยกฎหมาย ลูกหนี้มีเจตนามอบที่ดินด้านหลังอาคารส่วนที่ติดกับถนนศรีเวียงให้ส่วนราชการตั้งแต่เริ่มโครงการ ธนาคารเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจะเป็นผู้รับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ค่าห้องชุดและลูกหนี้สามารถไถ่ถอนห้องชุดได้ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 บางรายได้แสดงเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลอาจจะมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้เพราะไม่ใช่หนี้เงิน แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ใช้สิทธิเลือกที่จะรับชำระหนี้แผนแสดงรายละเอียดสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันของลูกหนี้ตามที่ปรากฏในแผนและเอกสารแนบแผนไม่ได้กำหนดให้เจ้าหนี้ที่มีลักษณะการทำธุรกรรมกับลูกหนี้เหมือนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผน ที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มดังกล่าวที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ลูกหนี้จะชำระหนี้ตามเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมหรือตามสัญญาของเจ้าหนี้รายนั้น เนื่องจากเป็นเจ้าหนี้จากการดำเนินธุรกิจตามปกติของลูกหนี้และเพื่อมิให้การดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ต้องหยุดชะงัก แผนกำหนดเงื่อนไขการก่อหนี้ของลูกหนี้โดยนำทรัพย์หลักประกันที่อยู่กับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ไปจำนองลำดับที่ 2 แก่เจ้าหนี้รายใหม่และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 จึงไม่ได้ถ่ายโอนทรัพย์สินของลูกหนี้ ในช่วงระยะเวลาดำเนินการตามแผนลูกหนี้จะนำกระแสเงินสดจากการดำเนินธุรกิจไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามแผน จึงไม่มีเงินพอจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น และแผนกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งลูกหนี้สามารถชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ตามแผน ข้อ 6.5 และแม้ได้ดำเนินการตามแผนสำเร็จ ข้อกำหนดในแผน ข้อ 6 และข้อ 11.10 ก็ยังคงมีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อไป ลูกหนี้จึงต้องชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามแผนและแผนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 14 ที่ 26 และที่ 27 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 14 ที่ 26 และที่ 27 ข้อแรกว่า ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนสำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 มีความเท่าเทียมกันหรือไม่ เห็นว่า ตามแผน ข้อ 6.3.2 กำหนดให้เจ้าหนี้ กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้ค่าห้องชุดที่ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนจะได้รับการจัดสรรชำระหนี้ตามหนี้ส่วน ฉ และ ช ส่วนแผน ข้อ 6.3.3 หนี้ส่วน ฉ กำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้เฉพาะเงินต้นซึ่งก็คือเงินดาวน์ค่าห้องชุดที่เจ้าหนี้ชำระให้ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว และหนี้ส่วน ฉ 1 และ ฉ 2 กำหนดให้เจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขหนี้ส่วน ฉ คือ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าหนี้ที่มีลักษณะการทำธุรกรรมกับลูกหนี้เหมือนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อพิจารณาสิทธิและเงื่อนไขที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ส่วน ฉ แล้ว แบ่งเป็น 3 กรณี กล่าวคือ กรณีที่หนึ่ง ตามหนี้ส่วน ฉ 2 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ทั้งที่ยื่นและไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ซึ่งทำหนังสือแจ้งความประสงค์ถึงผู้บริหารแผนว่าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกรณีที่ปลอดการยึดทรัพย์หรือกรณีที่ถูกยึดทรัพย์ตามหนี้ส่วน ฉ 2.1 และ 2.2 เจ้าหนี้นั้นจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดให้แก่ลูกหนี้บริษัทพรีเชียส อินทีเรีย จำกัด และบริษัทพรีเชียส ซัพพลาย จำกัด ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุด สัญญารับจ้างตกแต่งห้องชุดและสัญญาซื้อขายวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งห้องชุดตามลำดับ แล้วผู้บริหารแผนจะให้ลูกหนี้ไถ่ถอนหลักประกันจากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เจ้าหนี้ภายในกำหนดเวลาที่แผนระบุไว้ หากกรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้เจ้าหนี้ได้ตามหนี้ส่วน ฉ 2.4 ลูกหนี้จะชำระเงินดาวน์ทั้งหมดแก่เจ้าหนี้ กรณีที่สอง ตามหนี้ส่วน ฉ 3 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และทำหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จะได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 10 ของหนี้เงินต้น และกรณีที่สามหนี้ส่วน ฉ 4 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และแจ้งความประสงค์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ให้หมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ดังนี้ เห็นได้ว่าแผนกำหนดหลักเกณฑ์ให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ต่างรายกันตามแต่ละกรณีดังกล่าวจะได้รับชำระหนี้เงินต้นหรือเงินดาวน์ที่ได้ชำระไปครบถ้วนแล้วคืนเป็นจำนวนเงินแตกต่างกัน โดยถือเอาการแจ้งความประสงค์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและการชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาเดิมแก่ฝ่ายลูกหนี้เป็นเกณฑ์แบ่งแยก ซึ่งให้เจ้าหนี้รายที่แจ้งความประสงค์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้วลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้กรณีมีเหตุสุดวิสัยเท่านั้นจึงจะได้รับเงินดาวน์ทั้งหมดคืนส่วนเจ้าหนี้รายที่แจ้งความประสงค์ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจะได้รับเงินดาวน์คืนเพียงร้อยละ 10 ของเงินดาวน์ทั้งหมดหรือไม่ได้รับเงินดาวน์คืนเลยตามที่แบ่งแยกว่าได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ แม้ผู้ทำแผนจะยื่นคำชี้แจงว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้เลือกที่จะรับชำระหนี้ก็ตาม แต่เห็นได้ว่าเสมือนการบังคับให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เลือกแจ้งความประสงค์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาเดิมแก่ลูกหนี้ เพราะหากเจ้าหนี้เลือกในทางที่ไม่ประสงค์จะรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาเดิมแก่ลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะได้รับเงินดาวน์คืนเป็นจำนวนน้อยหรือไม่ได้คืนเลยดังกล่าวอันเป็นการได้รับผลเสียหายมากกว่า ทั้งที่ลูกหนี้เป็นฝ่ายที่ก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาเพราะมีปัญหาขาดเงินทุนในการก่อสร้าง ประกอบกับเป็นการให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เลือกเพื่อคาดหวังผลในอนาคตที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและยังต้องชำระเงินส่วนที่เหลือแก่ลูกหนี้อีก การให้เจ้าหนี้เลือกดังกล่าวถือมิได้ว่าเป็นสิทธิแท้จริงที่เจ้าหนี้สามารถใช้ได้โดยสมัครใจ ทั้งเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เป็นผู้บริโภคที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับลูกหนี้ แผนควรมีข้อเสนอในการชำระหนี้โดยเสมอภาคกันเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามสมควร ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนสำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 จึงไม่มีความเท่าเทียมกัน ถือว่าแผนมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระหนี้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (2) ประกอบด้วยมาตรา 90/42 ตรี อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 14 ที่ 26 และที่ 27 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 14 ที่ 26 และที่ 27 ข้อต่อไปมีว่า การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผนเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการซึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้นั้นต้องเป็นเจ้าหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (2) และ (3) และวรรคสามส่วนเจ้าหนี้นั้นจะได้รับชำระหนี้เพียงใดและอย่างไรต้องเป็นไปตามที่แผนกำหนดซึ่งได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้และจัดสรรการชำระหนี้ไว้ เนื่องจากแผนอาจกำหนดลดจำนวนหนี้ลงหรือชำระหนี้อย่างอื่นแทน เช่น การโอนทรัพย์สินชำระหนี้หรือการแปลงหนี้เป็นทุน แต่หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายใดแล้ว เจ้าหนี้รายนั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้แม้แผนจะได้กำหนดให้เจ้าหนี้ดังกล่าวได้รับชำระหนี้ก็ตาม เพราะมิใช่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีแตกต่างกับที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผนอันเป็นกรณีถือว่าแผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/61 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมิให้เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ด้วย ประกอบกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่ให้ยกคำขอรับชำระหนี้นั้นย่อมจะผูกพันคู่ความที่เกี่ยวข้องรวมทั้งลูกหนี้ซึ่งไม่ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ นอกจากนี้ตามแผน ข้อ 6.3.3 หนี้ส่วน ฉ 1 และ 2 ได้กำหนดให้เจ้าหนี้ที่มีลักษณะการทำธุรกรรมกับลูกหนี้เหมือนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ไว้แล้วด้วย ส่วนที่ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เนื่องจากเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 บางรายต้องการห้องชุดที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายและได้แสดงเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลอาจพิจารณายกคำขอรับชำระหนี้เพราะมิใช่หนี้เงินนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของผู้ทำแผนเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเจ้าหนี้รายใดและมีจำนวนกี่รายซึ่งหากเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนสามารถปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้แก่เจ้าหนี้รายนั้นต่อไปได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนก็ได้ แผน ข้อ 6.3.3 หนี้ส่วน ฉ ในส่วนที่กำหนดให้เจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขการชำระหนี้นั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ดังกล่าวมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 14 ที่ 26 และที่ 27 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 26 และที่ 27ข้อต่อไปมีว่า การที่แผนมีข้อเสนอในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ต่างกลุ่มกันได้รับชำระหนี้แตกต่างกัน เป็นการเลือกปฏิบัติแก่เจ้าหนี้บางกลุ่มอันเป็นการจัดทำแผนโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้กลุ่มดังกล่าวต่างเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แม้แผนอาจกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่ต่างกลุ่มกันแตกต่างกันได้ แต่การชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะต้องกำหนดด้วยความเป็นธรรมและไม่มีการเลือกปฏิบัติด้วย ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องชี้แจงถึงข้อเท็จจริงและเหตุผลอันสมควรที่กำหนดให้เจ้าหนี้ต่างกลุ่มกันได้รับชำระหนี้แตกต่างกัน แต่ผู้ทำแผนคงชี้แจงแต่เหตุผลการกำหนดข้อเสนอในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 เท่านั้น มิได้ชี้แจงเหตุผลอันสมควรของการกำหนดข้อเสนอในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 และที่ 12 ที่ได้รับชำระหนี้จำนวนแตกต่างอย่างมากกับเจ้าหนี้กลุ่มข้างต้น กรณีย่อมไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 และที่ 12 ถือว่าการที่แผนมีข้อเสนอในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ต่างกลุ่มกันได้รับชำระหนี้แตกต่างกันมากดังกล่าว เป็นการเลือกปฏิบัติแก่เจ้าหนี้บางกลุ่มอันเป็นการจัดทำแผนโดยไม่สุจริต ดังนี้ เมื่อแผนมีข้อเสนอในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มเดียวกันไม่เท่าเทียมกันและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายกับเป็นการจัดทำแผนโดยไม่สุจริตทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่น แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 26 และที่ 27 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ทั้งสามไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะมิได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

อนึ่ง การอุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ถือเป็นการอุทธรณ์คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท เจ้าหนี้รายที่ 14 เสียค่าขึ้นศาลมา 1,000 บาท และเจ้าหนี้รายที่ 26 และที่ 27 เสียค่าขึ้นศาลมา 1,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา

พิพากษากลับ มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 800 บาท แก่เจ้าหนี้รายที่ 14 และแก่เจ้าหนี้รายที่ 26 และที่ 27 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/32 วรรคสอง (2) ม. 90/32 วรรคสอง (3) ม. 90/32 วรรคสาม ม. 90/61 (1)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทแชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18660 -ที่ 18677/2557
#579994
เปิดฉบับเต็ม

เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ผู้ใดจะวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปรากฏว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างมีกำหนดจ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือนตลอดมาทำนองเดียวกับเงินเดือน ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยจ่ายค่าครองชีพเกี่ยวข้องกับภาวะค่าครองชีพโดยเฉพาะหรือจ่ายเพื่อช่วยเหลืออื่นใด ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 ซึ่งต้องนำไปคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลา แม้จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ให้นำค่าครองชีพไปรวมคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อมาตรา 61 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาโดยคำนวณจากค่าจ้าง ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18

โจทก์ทั้งสิบแปดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาเป็นจำนวนตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาย้อนหลังเป็นเวลา 2 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินทุกจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบแปดรายละเอียดตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงสละประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การทุกข้อ ยกเว้นประเด็นที่ว่าค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดหรือไม่ จากนั้นคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งงดสืบพยาน ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับสหภาพแรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลล์ ซัฟไฟท์ส ดิวิชั่น จัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้แก่พนักงานทั้งหมดรวมโจทก์ทั้งสิบแปดมีจำนวนการจ่ายที่แน่นอนและเป็นประจำทุกเดือน หากนำค่าครองชีพมาเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาย้อนหลังไปสองปี โจทก์ทั้งสิบแปดมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในส่วนที่ขาดตามตารางคำนวณค่าล่วงเวลา แล้ววินิจฉัยว่า ค่าครองชีพที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดมีจำนวนที่แน่นอนและจ่ายเป็นประจำทุกเดือน ประกอบกับมิได้ยกเว้นการจ่ายค่าครองชีพให้แก่พนักงานที่หยุดหรือลา ย่อมบ่งชี้ว่าแม้ในวันหยุดวันลาโจทก์ทั้งสิบแปดก็ยังมีสิทธิได้รับค่าครองชีพ อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานเช่นเดียวกับค่าจ้าง ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้างที่จำเลยต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างที่จำเลยจะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสิบแปดหรือไม่ เห็นว่า เงินประเภทใดจะเป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ผู้ใดจะวางระเบียบหรือตกลงให้ผิดไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปรากฏว่าจำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างมีกำหนดจ่ายเป็นรายเดือนทุกเดือนตลอดมา ทำนองเดียวกับเงินเดือนตั้งแต่จำเลยได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสภาพแรงงานไทย ซัลไพท์ แอนด์ เคมีคัล แต่ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตั้งแต่ปี 2540 ถึงปี 2555 ไม่ปรากฏชัดว่าเหตุที่จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างเกี่ยวข้องกับภาวะค่าครองชีพโดยเฉพาะหรือเป็นเงินที่จ่ายเพื่อช่วยเหลืออื่นใดมีเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในปี 2540 เท่านั้นที่กำหนดให้นำค่าครองชีพมารวมกับค่าจ้าง ค่าครองชีพดังกล่าวจึงเป็นเงินที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสิบแปดผู้เป็นลูกจ้างโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ถือเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และแม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 จะมีข้อตกลงไม่ให้นำค่าครองชีพไปรวมคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลา ก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 61 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาโดยคำนวณจากค่าจ้างซึ่งหมายถึงเงินที่เป็นค่าจ้างทั้งหมด ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในส่วนดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงต้องนำค่าครองชีพไปรวมคำนวณจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ทั้งสิบแปด ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีระ เฉลิมฤกษ์ กับพวก
บริษัทอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลางภาค 1 — นางสาวหฤทัย ประพุทธนิติสาร
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา