คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2567
#700615
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ใช้ชื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นชื่อคู่ความ ต่อมาแก้ฟ้องใช้ชื่อ ส. กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นคู่ความแทน เมื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไม่เป็นบุคคลตาม ป.พ.พ. จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ ดังนั้น ส. กับพวก ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ แม้ ส. กับ จ. จะเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ ดังกล่าว แต่ก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว จึงไม่สามารถมอบอำนาจให้ ภ. ดำเนินคดีแทนได้ เมื่อ ส. กับพวกไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจากที่เดิมระบุชื่อโจทก์ว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองกรูด เป็นนายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดาก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของนางสาวสุภาวดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามปรากฏว่า นายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองกรูด ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ นายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องที่ระบุว่า นายสังเกตและนางจีรนันท์ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วย ก็ไม่ปรากฏว่านายสังเกตและนางจีรนันท์ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสามจึงมอบอำนาจให้นางสาวสุภาวดี ดำเนินคดีนี้แทนไม่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ นางสาวสุภาวดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสาม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้อง ระบุว่าเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วย ก็ไม่ได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสุรวงศ์ จันนาคิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
นพดล คชรินทร์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2567
#724078
เปิดฉบับเต็ม

หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังคงส่งมอบงานเป็นรายงวด และโจทก์ก็ตรวจรับมอบงานเป็นรายงวดพร้อมทั้งอนุมัติจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายงวดด้วย พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไปหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาต่างมีเจตนาให้ข้อสัญญาดังกล่าวระงับไป ไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จนกว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จ

ตามข้อตกลงของสัญญาระบุว่าให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยพ้นภาระผูกพันตามสัญญา และจำเลยตกลงรับประกันผลงานมีกำหนด 12 เดือน นับจากวันรับมอบงาน แต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ได้พ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยตกลงรับประกันผลงานแล้ว ประกอบกับ หนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันนั้นได้หมดอายุลง แต่จำเลยไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับใหม่มาเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้หนังสือค้ำประกันธนาคารย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะยึดถือหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกัน ต้องคืนให้แก่จำเลย

โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน คือ หนี้เงิน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี ศาลย่อมนำหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระแก่กันมาหักกลบลบหนี้กันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 140,684,258.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 55,245,223.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. เลขที่ 59 – 42 – xxxx – x ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท ให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงิน 9,737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 1,053,458.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 แก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 10,531,038.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์และจำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อประมาณปี 2558 โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่ เพื่อก่อสร้างโครงการ ล. โครงการดังกล่าวจะมีการก่อสร้างอาคารประกอบด้วย อาคารพลาซ่า (Mall) อาคาร ค. 2 อาคาร อาคารเมนสตรีท (Mainstreet) 6 อาคาร และอาคารไพร์ม (Prime) 6 อาคาร วัตถุประสงค์เพื่อนำอาคารออกให้บุคคลภายนอกเช่าเป็นสถานที่พักอาศัยหรือทำการพาณิชย์ วันที่ 9 มีนาคม 2559 โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า เป็นการว่าจ้างก่อสร้างงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรมและงานระบบประกอบอาคารในโครงการ ล. ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 194,740,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยตามปริมาณงานที่ทำแล้วเสร็จในแต่ละงวด คำนวณจากราคาต่อหน่วยตามรายการที่ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือใบแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุ (BOQ) เมื่อการส่งมอบงานสมบูรณ์ โจทก์จะชำระค่าจ้างให้แก่จำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ตามสัญญาหรือตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบในงานที่ส่งมอบ และมีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้ในอัตราร้อยละ 5 จากค่าจ้างแต่ละงวดที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จะคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยเมื่อหลุดพ้นภาระผูกพันตามสัญญา กำหนดงานก่อสร้างอาคาร ค. แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 อาคารพลาซ่าแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 หากส่งมอบงานล่าช้ายินยอมให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานก่อสร้างแทนจำเลย จำเลยยินยอมชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานก่อสร้างทั้งหมด ค่าปรับผู้ควบคุมงานวันละ 15,000 บาท ค่าปรับ Mile Stone ร้อยละ 0.5 ของมูลค่างานทั้งหมด และชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานล่าช้าอีกส่วนหนึ่ง โจทก์มีสิทธินำเงินค่าปรับ ค่าเสียหาย ไปหักออกจากเงินค่าจ้างหรือเงินประกันผลงานหรือจากหลักประกันสัญญาได้ โดยจำเลยต้องนำหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาวงเงินร้อยละ 5 ของมูลค่างานตามสัญญาจ้าง โจทก์จะคืนหลักประกันให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน หลังจากพ้นภาระตามสัญญา หากงานก่อสร้างที่โจทก์ได้รับมอบจากจำเลยมีความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาหรือภายในระยะเวลาการรับประกันความชำรุดบกพร่องนับจากวันที่โจทก์ออกหนังสือรับรองผลงานแล้วเสร็จ จำเลยต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องให้เรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ดำเนินการ โจทก์มีสิทธิแก้ไขหรือจ้างบุคคลอื่นแก้ไขโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และโจทก์มีสิทธิหักเอาจากหลักประกันหากยังขาดอยู่จำเลยต้องรับผิดส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือมีเหตุทำให้โจทก์เห็นว่าจำเลยจะทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด หรือจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือทำงานก่อสร้างล่วงเลยวันแล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่ามีการเบิกเงินค่างวดงานไปจากโจทก์ 30 งวด งานในงวดที่ 30 คิดค่าจ้างเป็นเงิน 5,971,546.30 บาท จำเลยก่อสร้างงานเพียงบางส่วน งานบางส่วนโจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำแทน และงานบางส่วนโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้าง หักกลบกันแล้วคงเหลือเงินค่าจ้างงวดงวดที่ 30 ที่จำเลยมีสิทธิได้รับเพียง 1,236,432.77 บาท ตามรายการเบิกเงินค่าจ้างในงวดที่ 30 จำเลยก่อสร้างงานล่าช้าและงานก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตรฐาน โจทก์เร่งรัดให้จำเลยก่อสร้างงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาและให้แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง แต่จำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานก่อสร้างแทนจำเลย ได้แก่ งานระบบไฟฟ้า งานระบบสุขาภิบาล งานระบบปรับอากาศ เป็นต้น รวมทั้งโจทก์ได้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างมาติดตั้ง โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นก่อสร้างงานจนแล้วเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2560 การที่จำเลยก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 การปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ใช้สิทธิตามสัญญาเรียกค่าปรับและค่าเสียหายจากจำเลย กล่าวคือ ค่าปรับการส่งมอบงานล่าช้าอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานตามสัญญาจ้าง คิดเป็นค่าปรับวันละ 194,740 บาท นับจากวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงินค่าปรับ 19,474,000 บาท ค่าปรับผู้ควบคุมงานวันละ 15,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นวันละ 16,050 บาท นับจากวันครบกำหนดการส่งมอบงานอาคารพลาซ่าคือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เวลา 204 วัน เป็นเงิน 3,274,200 บาท โจทก์จ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยเดือนละ 554,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เวลา 7 เดือน เป็นเงิน 3,878,000 บาท ตามรายชื่อบุคลากรและตารางคำนวณค่าจ้างบุคลากร งานที่จำเลยก่อสร้างไว้มีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดบกพร่องซึ่งโจทก์ต้องทำการซ่อมแซมนับจากวันที่ 20 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่การก่อสร้างแล้วเสร็จ ถึงวันครบกำหนดรับประกันผลงาน 12 เดือน คือวันที่ 20 กันยายน 2561 รวม 11 เดือน เดือนละ 317,290.91 บาท รวมเป็นเงิน 3,490,200 บาท ตามรายชื่อบุคลากรและตารางคำนวณค่าจ้างบุคลากร จำเลยก่อสร้างงานล่าช้าเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคารพลาซ่าไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ พื้นที่ในอาคารพลาซ่าคิดเป็น 17,381 ตารางเมตร สามารถนำออกให้เช่าได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,201,600 บาท จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 20 เดือน คิดเป็นเงิน 104,032,000 บาท ตามรายการสรุปค่าเสียหายพื้นที่อาคารพลาซ่าและเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคาร ค. ไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ อาคาร ค. มี 14 ห้อง สามารถนำออกให้เช่าได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 29,239.72 บาท ต่อห้อง คิดเป็นเงิน 409,356.11 บาท ต่อเดือน จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 24 เดือน คิดเป็นเงิน 9,824,546.64 บาท ตามรายการสรุปค่าเสียหายพื้นที่อาคาร ค. งานที่จำเลยก่อสร้างไว้มีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ซ่อมแซมงานชำรุดบกพร่องบางส่วนและว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซมบางส่วน เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 4,356,084.63 บาท ตามรายการสรุปงานชำรุดบกพร่องรวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 148,329,031.27 บาท โจทก์หักเงินประกันผลงานร้อยละ 5 จากค่าจ้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับแต่ละงวดรวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท และจำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 30 หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงิน 1,122,698.85 บาท โจทก์ออกเช็คชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 30 ให้แก่จำเลยตามเช็ค แต่จำเลยยังไม่ได้รับเช็คไปจากโจทก์ โจทก์นำเงินประกันผลงานและเงินค่าจ้างงวดที่ 30 ไปหักออกจากค่าเสียหายทั้งหมด คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 140,684,258.45 บาท สำหรับเงินค่าจ้างงานในงวดที่ 31 เป็นเงิน 5,005,094.02 บาท ค่าจ้างงานในงวดที่ 32 เป็นเงิน 34,944,351.19 บาท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำงานดังกล่าวโจทก์ไม่เคยตรวจรับมอบงานทั้งสองงวดดังกล่าวจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานแทนจำเลยและบางส่วนโจทก์เป็นผู้จัดซื้อวัสดุด้วยตนเอง โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 31 และงวดที่ 32 พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย เงินประกันผลงานที่โจทก์หักไว้ 6,408,340.05 บาท โจทก์นำไปหักชำระค่าซ่อมแซมงานที่ชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการก่อสร้างของจำเลย ปัจจุบันความชำรุดบกพร่องยังคงปรากฏให้เห็น โจทก์มีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชำระค่าซ่อมแซมงาน ไม่จำต้องคืนให้แก่จำเลย ส่วนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. วงเงิน 9,737,000 บาท โจทก์มีสิทธิยึดไว้เนื่องจากงานก่อสร้างยังอยู่ในระยะเวลาการรับประกันผลงาน จำเลยยังไม่พ้นภาระผูกพัน

จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 จำเลยตกลงทำสัญญารับจ้างก่อสร้างงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบประกอบอาคารในโครงการตามฟ้องโดยตกลงรับจ้างก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า ให้แก่โจทก์ ในราคา 194,740,000 บาท จำเลยเข้าไปทำงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 สัญญาว่าจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีการจัดทำขึ้นภายหลัง เงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น การก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า เกิดความล่าช้าเนื่องจากโจทก์ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้จำเลยล่าช้า สืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นผู้ตอกเสาเข็มด้วยตนเอง แต่เสาเข็มที่โจทก์ตอกมีปัญหาการเยื้องศูนย์ต้องทำการแก้ไข เป็นเหตุให้จำเลยเข้าไปเทฐานรากได้เพียงบางส่วนจำเลยไม่สามารถเข้าไปเทฐานรากเสาเข็มที่มีการแก้ไขปัญหาเยื้องศูนย์ได้ ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมงานก่อสร้าง โดยมีการตอกเสาเข็มเพิ่ม 40 ต้น จำเลยต้องรอแบบขยายรากฐาน และโจทก์แก้ไขเพิ่มเติมงานลิฟต์โดยสารเป็น 65 ฐาน ทำให้งานก่อสร้างมีความล่าช้าออกไป วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 จำเลยทำหนังสือแจ้งไปยังโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 45 วัน เนื่องจากมีการแก้ไขฐานรากอันเกิดจากปัญหาเสาเข็มเยื้องศูนย์ ระหว่างงานก่อสร้างมีความล่าช้าเกิดขึ้นจากโจทก์หลายประการ ในวันที่ 29 กันยายน 2559 มีการประชุมระหว่างโจทก์กับจำเลยโจทก์เสนอให้จำเลยขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างเป็นงาน ๆ ไป จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 60 วัน เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนแปลงแบบการก่อสร้าง จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 45 วัน เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนแปลงฐานรากโดยตอกเสาเข็มอาคารพลาซ่าเพิ่ม 40 ต้น บริเวณลิฟต์โดยสาร 25 ต้น รวมเป็น 65 ต้น จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปอีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน ขณะจำเลยทำงานก่อสร้างวันที่ 8 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างรวม 12 ครั้ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โจทก์มีหนังสือสั่งแก้ไขงานก่อสร้างรวม 11 ครั้ง มีทั้งงานเพิ่มและงานลดการก่อสร้างล่าช้าจึงไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลย หลังจากจำเลยทำหนังสือขอขยายระยะเวลาก่อสร้างไปยังโจทก์ โจทก์ไม่เคยโต้แย้งยังคงให้จำเลยทำงานก่อสร้างเรื่อยมา ทั้งงานก่อสร้างตามสัญญาและงานก่อสร้างเพิ่มเติม แม้จะล่วงเลยระยะเวลาการก่อสร้างที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้วก็ตามการเบิกค่าจ้างในแต่ละงวดงานโจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้า ส่งผลให้การทำงานของจำเลยไม่เป็นไปตามแผนงานเพราะจำเลยต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้จ่ายเป็นค่าแรงให้แก่คนงานและค่าวัสดุก่อสร้างเพื่อนำมาก่อสร้างงานในงวดต่อไปเมื่อโจทก์ชำระค่าจ้างล่าช้า ส่งผลโดยตรงกับงานก่อสร้างของจำเลยที่ต้องล่าช้าตามไปด้วยต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โดยไม่ได้สงวนสิทธิเรียกค่าปรับจำเลยทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้าตั้งแต่งวดที่ 25 ถึงงวดที่ 29 การจ่ายค่าจ้างตามงวดงานดังกล่าวล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง โดยที่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลย การที่โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้าถือเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าปรับล่าช้า ค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานและค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยตามฟ้องให้แก่โจทก์ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกจากจำเลยเนื่องจากอาคารของโจทก์สามารถขายให้แก่บุคคลภายนอกได้ทั้งโครงการ จำเลยส่งมอบงานก่อสร้างให้แก่โจทก์งวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 30 เป็นเงิน 5,971,546.30 บาท โจทก์ตรวจรับมอบงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 31 เป็นเงิน 5,005,094.02 บาท ซึ่งจำเลยส่งมอบงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 แต่โจทก์ไม่ตรวจรับมอบงาน ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงานตามสัญญางานเพิ่ม งานลด เป็นเงิน 34,944,351.19 บาท จำเลยส่งมอบงานให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับมอบงาน จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระค่าจ้างในงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 แต่โจทก์เพิกเฉย วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 จำเลยทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ จำเลยไม่ได้ทำงานชำรุดบกพร่องจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุด และค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องตามฟ้องให้แก่โจทก์ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้วจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องชำระเงินให้แก่จำเลย ได้แก่ ค่าจ้างงานงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 ภาษีมูลค่าเพิ่มเงินประกันผลงาน รวมเป็นเงิน 55,245,223.66 บาท ตามฟ้องแย้ง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยพ้นภาระข้อผูกพันตามสัญญา โจทก์มีหน้าที่คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. เลขที่ 59 – 42 – xxxx – x ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท ให้แก่จำเลย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายไตรจุติ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยมีนายณัฐ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า ในโครงการ ล. ค่าจ้าง 194,740,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อาคาร ค. กำหนดส่งมอบงานภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 อาคารพลาซ่ากำหนดส่งมอบงานภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยนำหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท วางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้แก่โจทก์ ตามสัญญามีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์จ่ายค่าจ้างงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 29 ให้แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้จากจำเลยคำนวณถึงงวดที่ 30 รวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท และยังไม่ได้คืนเงินประกันผลงานกับหนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลย ในส่วนค่างวดงานที่ 30 ซึ่งโจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,122,698.85 บาท ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ตามสัญญาว่าจ้างระบุว่า จำเลยต้องก่อสร้างและส่งมอบงานอาคาร ค. ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 และอาคารพลาซ่า ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังคงส่งมอบงานเป็นรายงวด และโจทก์ก็ตรวจรับมอบงานเป็นรายงวดพร้อมทั้งอนุมัติจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายงวดด้วย เห็นได้จากการส่งมอบงาน ตรวจรับมอบงาน และอนุมัติจ่ายค่าจ้างในงานงวดหลัง ๆ กล่าวคือ งานงวดที่ 25 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 3 เมษายน 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 18 เมษายน 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 นอกจากนี้งานงวดที่ 30 จำเลยก็ยังคงส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 และโจทก์ก็ยังคงตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 สิงหาคม 2560 เพียงแต่จำเลยโต้แย้งการหักค่าใช้จ่ายในงานงวดที่ 30 จำเลยจึงยังไม่ได้รับเช็คดังกล่าวไปจากโจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไปหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาต่างมีเจตนาให้ข้อสัญญาดังกล่าวระงับไป ไม่ถือเป็นการผิดสัญญาการที่จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญานั้น ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จนกว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จ จึงจำต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีการกำหนดระยะเวลาในการให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จกันใหม่หรือไม่ นายรุ่งโรจน์ ผู้จัดการโครงการดังกล่าว พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 พยานมีหนังสือถึงจำเลยและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยเกี่ยวกับการเร่งรัดให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างเนื่องจากจำเลยไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา โดยให้ฝ่ายจำเลยดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 นายจักรกฤษณ์ ลูกจ้างจำเลยซึ่งทำหน้าที่จัดทำเอกสารการส่งมอบงวดงานของจำเลยพยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อจำเลยทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้ทำหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และนายณัฐ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย พยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งและเร่งรัดโดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งเร่งรัดให้ปฏิบัติตามสัญญาเป็นฉบับสุดท้าย โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จากนั้นจำเลยสามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและสามารถส่งมอบงานให้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด โดยจำเลยมีหนังสือแจ้งส่งมอบงานไปยังโจทก์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการวางบิลในงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย เช่นนี้การที่โจทก์แจ้งจำเลยเป็นครั้งสุดท้ายให้ทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และจำเลยได้แจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ตามที่โจทก์กำหนดมา พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยได้ตกลงกำหนดระยะเวลากันใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เมื่อพิจารณางานงวดสุดท้ายที่จำเลยส่งมอบแล้ว ปรากฏว่านายไตรจุติ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาของสัญญา โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำการก่อสร้างแทนจำเลยจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่ฝ่ายจำเลยแจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 นั้น โจทก์มีหนังสือโต้แย้งกลับไปยังจำเลย และนายเกษม ผู้จัดการโครงการของโจทก์ในส่วนงานระบบพยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่างานก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่ปรากฏว่างานก่อสร้างที่จำเลยก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งพยานได้มีหนังสือโต้แย้งจำเลยกลับไป คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นเจือสมกับคำเบิกความของนายจักรกฤษณ์พยานจำเลยที่ว่า จำเลยทำหนังสือแจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จากนั้นฝ่ายนายรุ่งโรจน์ผู้จัดการโครงการของโจทก์ได้มีหนังสือโต้ตอบกลับ แม้นายณัฐพยานจำเลยเบิกความตอนหนึ่งว่า จำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่นายณัฐเบิกความอีกตอนหนึ่งว่าท้ายที่สุดแล้วทางจำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จส่งมอบงานให้แก่โจทก์ได้ในเดือนกันยายน 2560 อันเป็นการเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย มีข้อพิรุธ อีกทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่าโจทก์ไม่ได้ตรวจรับมอบงานงวดสุดท้ายจากจำเลยด้วย ฟังได้ว่างานงวดสุดท้ายที่จำเลยส่งมอบนั้นไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ในส่วนการจ่ายค่าจ้างของโจทก์นั้นได้ความจากคำเบิกความของนายณัฐพยานจำเลยว่า งานงวดที่ 30 โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างงานงวดนี้ในวันที่ 5 กันยายน 2560 แสดงว่า ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์ยังไม่มีหนี้ที่ถึงกำหนดจ่ายเงินค่าจ้างงานงวดที่ 30 งวดที่ 31 และงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงานงวดสุดท้าย จึงยังไม่อาจถือได้ว่า ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะจ่ายค่าจ้างล่าช้า เมื่อจำเลยส่งมอบงานงวดสุดท้ายที่ไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาใหม่ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังจำเลยตามหนังสือบอกเลิกสัญญา ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2561 สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายได้ ในส่วนค่าปรับล่าช้ามีกำหนดไว้ในข้อสัญญาว่า ถ้าจำเลยส่งมอบงานล่าช้าต้องถูกปรับ อันเป็นการกำหนดเบี้ยปรับกรณีชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นกรณีที่จำเลยได้ลงมือทำงานแล้ว แต่ทำไม่เสร็จภายในกำหนด แต่จากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยส่งมอบงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าปรับล่าช้านับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดส่งมอบงานอาคารพลาซ่าตามที่โจทก์นำสืบ คงมีสิทธิเรียกค่าปรับล่าช้านับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 รวม 21 วัน สำหรับจำนวนค่าปรับล่าช้าต่อวันนั้น ปรากฏว่าตามข้อตกลงในสัญญากำหนดค่าปรับล่าช้าร้อยละ 0.1 ต่อวัน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานทั้งหมด ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าปรับล่าช้าเป็นเงิน 194,740 บาท ต่อวันมานั้น เห็นควรกำหนดให้ค่าปรับล่าช้าต่อวันตามที่โจทก์ขอรวมค่าปรับล่าช้าเป็นเงินทั้งสิ้น 4,089,540 บาท ในส่วนค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานอันเนื่องมาจากจำเลยทำการก่อสร้างล่าช้า ก็มีกำหนดไว้ในข้อสัญญาเช่นเดียวกับค่าปรับล่าช้าและโจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานได้นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 รวม 21 วัน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่วินิจฉัยในส่วนค่าปรับล่าช้ามาแล้วข้างต้น สำหรับจำนวนค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานต่อวันนั้น ก็เห็นควรกำหนดให้ในอัตราวันละ 15,000 บาท ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วคิดเป็นค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานวันละ 16,050 บาท รวมค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานเป็นเงินทั้งสิ้น 337,050 บาท ในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นอันต้องเลิกกันแต่การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของโจทก์หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ ในข้อนี้จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจริงหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างงานตามสัญญาล่าช้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยรวมเป็นเงินดือนละ 554,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จนถึงวันที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย คือ วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเวลา 7 เดือน รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนนี้ 3,878,000 บาท ตามรายชื่อบุคลากรที่เข้าไปทำงานแทนจำเลยและโจทก์ยังมีนายรุ่งโรจน์กับนายเกษมพยานโจทก์ผู้มีชื่อส่วนหนึ่งมาเบิกความได้ความว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างงานตามสัญญาล่าช้า โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจนถึงวันที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยนายเกษมพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานเป็นหนึ่งในบุคลากรดังกล่าวที่เข้าไปทำงานแทนจำเลย แม้นายไตรจุติพยานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า พยานไม่ทราบว่ารายชื่อคนงานคนใดเป็นบุคลากรที่โจทก์ว่าจ้างทำงานแทนจำเลย ไม่ทราบรายละเอียดว่าจะเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือเหมาจ่าย และรายละเอียดว่าบุคลากรแต่ละรายจะได้รับค่าจ้างเท่าใด รวมทั้งไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของบุคลากรดังกล่าวว่ามีเช่นไร แต่นายจักรกฤษณ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า บริษัทจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ไปยังโจทก์เพื่อขอความอนุเคราะห์เกี่ยวกับแรงงานในการก่อสร้าง เนื่องจากจำเลยขาดแรงงานไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาได้ โดยพยานเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวนอกจากนี้นายณัฐพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเป็นเอกสารที่จำเลยส่งไปถึงโจทก์เพื่อขอความอนุเคราะห์คนงานเข้ามาช่วยดำเนินการก่อสร้าง อันเจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ข้างต้นที่ว่า โจทก์ต้องจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เชื่อได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจริง แต่ในเรื่องความเสียหายส่วนนี้มีเพียงใดนั้น ปรากฏว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ชัดในรายละเอียดลักษณะของงานที่บุคลากรแต่ละคนรับผิดชอบ และค่าจ้างที่บุคลากรแต่ละคนได้รับ ประกอบกับจำเลยแก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 2,000,000 บาท เป็นการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ที่เหมาะสมแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมา ในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุด นายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า งานที่จำเลยก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย คือ วันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาการรับประกันผลงาน (12 เดือน) คือ วันที่ 21 กันยายน 2561 เป็นเงินทั้งสิ้น 3,490,200 บาท ตามรายชื่อบุคลากรที่ทำงานซ่อมแซมช่วงรับประกันผลงานและตารางคำนวณค่าจ้าง นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยก่อสร้างงานชำรุดบกพร่อง โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย นายเกษมพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นหนึ่งในบุคลากรที่เข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย เห็นว่า รายชื่อบุคลากรที่ฝ่ายโจทก์จัดทำขึ้นเป็นเอกสารซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อผู้จัดทำและลายมือชื่อผู้อนุมัติเหมือนดังบ่งชี้ได้ว่าเป็นเอกสารซึ่งไม่มีที่มาอย่างชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารายชื่อบุคลากรตามเอกสารจะเป็นผู้เข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดจริงหรือไม่ และนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2561 เป็นเงิน 3,490,200 บาทนั้น พยานไม่ทราบรายละเอียดว่าบุคลากรดังกล่าวเข้าไปทำงานในส่วนใดพยานไม่ทราบมูลเหตุที่มีการคำนวณค่าจ้างในส่วนนี้ต่อไปอีกเป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากข้างต้น ไม่เหมือนกับกรณีค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยซึ่งโจทก์มีหนังสือของจำเลยที่ขออนุเคราะห์แรงงานจากโจทก์มาแสดงประกอบกับจำเลยนำสืบและแก้ฎีกาปฏิเสธค่าเสียหายในส่วนนี้ จากเหตุผลที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นถือได้ว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ จึงเห็นควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดให้แก่โจทก์ ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่า เดือนละ 5,201,600 บาท นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันฟ้อง รวม 20 เดือน เป็นเงิน 104,032,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. เดือนละ 409,356.11 บาท นับจากวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันฟ้อง รวม 24 เดือน เป็นเงิน 9,824,546.65 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมานั้น เห็นว่า จากที่วินิจฉัยมาแล้วว่า ทั้งโจทก์และจำเลยไม่ถือระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ โดยตกลงกำหนดระยะเวลากันใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่านับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. นับจากวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 คงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ทั้งสองรายการได้นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่จะถึงช่วงเวลาใดนั้นจำต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนเสียก่อน ซึ่งนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า ผู้รับเหมารายอื่นที่โจทก์ว่าจ้างให้มาทำการก่อสร้างแทนจำเลยนั้น ได้ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า งานก่อสร้างอาคารพลาซ่าและอาคาร ค. แล้วเสร็จและส่งมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์จึงสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารดังกล่าวได้ อีกทั้งนายเกษม พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้ใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. ในช่วงเดือนกันยายน 2560 อันเจือสมกับคำเบิกความของนายจักรกฤษณ์ พยานจำเลยที่ว่า ช่วงเดือนกันยายน 2560 มีบุคคลภายนอกเข้าไปใช้บริการแล้วเนื่องจากโครงการดังกล่าวได้เปิดโครงการแล้ว เช่นนี้ ในชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์จากการใช้อาคารดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 ส่วนระยะเวลาภายหลังจากวันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันฟ้องที่โจทก์อ้างว่ามีบุคคลภายนอกจองพื้นที่ในอาคารแล้วมีการขอยกเลิกเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่จะได้รับนั้น เห็นว่า ความเสียหายในส่วนนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดเจนว่าที่บุคคลภายนอกยกเลิกการจองมีสาเหตุมาจากการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้ ซึ่งสาเหตุการยกเลิกการจองอาจเกิดจากการก่อสร้างของผู้รับเหมารายอื่นที่โจทก์ว่าจ้างมาก่อสร้างก่อนส่งมอบงานให้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการบริหารโครงการของโจทก์ก็เป็นได้ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์จากการใช้อาคารดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันฟ้อง สำหรับจำนวนค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 นั้น โจทก์นำสืบค่าขาดประโยชน์โดยคิดคำนวณค่าเสียหายเต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องที่จะให้เช่า แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีบุคคลภายนอกมาจองเต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องที่จะให้เช่า จึงเป็นการคาดการณ์ของโจทก์เอง กรณีอาจมีบุคคลภายนอกมาจองไม่เต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องดังกล่าวก็เป็นได้ เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่านับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงิน 2,550,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงิน 200,000 บาท ในเรื่องค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 4,356,084.63 บาท ที่โจทก์ขอมาตามรายการงานชำรุดบกพร่อง 14 รายการ นั้น นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างงานตามสัญญาจนแล้วเสร็จ ในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมโจทก์ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์และว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาทำงานแทนจำเลยจนแล้วเสร็จ เช่น งานซ่อมหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่า งานเก็บอาคารพลาซ่าชั้นใต้ดิน (รางระบายน้ำและท้องพื้น) เป็นต้น นายเกษมพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างงานระบบต่าง ๆ ให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ โจทก์ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับงานระบบและว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาดำเนินการงานระบบแทนจำเลยจนแล้วเสร็จ เช่น งานระบบสุขาภิบาล (หน้าแปลน อุปกรณ์ Pump) งานแก้ไข Defect ระบบสุขาภิบาล อาคารพลาซ่า เป็นต้น นายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า มีการตรวจพบความชำรุดบกพร่องรายการต่าง ๆ ภายหลังจากการก่อสร้างเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2560 จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้หรือไม่ เมื่อพิจารณารายการความชำรุดบกพร่องปรากฏว่ามีบางรายการที่มีลักษณะคล้ายกับงานที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาทำ กล่าวคือ รายการที่ 2 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องหน้าแปลนของ Pump CWP No.1 มีน้ำรั่วซึม คล้ายกับงานลำดับที่ 4 คือ งานในระบบสุขาภิบาล (หน้าแปลน อุปกรณ์ Pump) ที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น อีกทั้งรายการที่ 11 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องแผ่นหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่ากับอาคาร ค. และรายการที่ 14 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องหลังคา Matal Sheet อาคารพลาซ่ากับอาคาร ค. รวมถึงเหล็กรูปพรรณโครงหลังคาก็คล้ายกับงานลำดับที่ 1 คือ งานซ่อมหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่า ที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าความชำรุดบกพร่องตามรายการที่ 2 ที่ 11 และที่ 14 เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยหรือของผู้รับเหมารายอื่น สำหรับรายการที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นงานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องน้ำรั่วจากฝนตก ซึ่งนายเกษมพยานโจทก์เบิกความได้ความว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2560 พยานมีหนังสือถึงจำเลยและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยเพื่อเร่งรัดงานระบบระบายน้ำฝน โดยให้จำเลยติดตั้งงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายน 2560 มิฉะนั้นโจทก์ขอสงวนสิทธิที่จะนำผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาดำเนินการและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ช่วงต้นปี 2560 พบว่าไม่มีคนงานของจำเลยทำงานอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง อีกทั้งนายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยได้ขนย้ายคนงานออกจากพื้นที่ก่อสร้างเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2560 หลังจากโจทก์เร่งรัดการก่อสร้าง จำเลยก็ส่งคนงานจำนวนน้อยเข้าไปทำงาน แต่งานก็ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด เช่นนี้ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารายการที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ดังกล่าวจะเกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยหรือของผู้รับเหมารายอื่น เมื่อเกิดข้อสงสัยในความชำรุดบกพร่องข้างต้นรวม 8 รายการแล้ว พลอยให้เกิดความสงสัยในความชำรุดบกพร่องที่เหลืออีก 6 รายการ ไปด้วย ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นโดยชัดเจนว่าความชำรุดรวม 14 รายการ เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้ จึงยังไม่เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในเรื่องค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องตามที่โจทก์ขอมา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ต้องชดใช้ค่าการงานงวดที่ 31 และที่ 32 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์นำสืบและอ้างในฎีกาได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยไม่ได้ทำงานงวดที่ 31 และที่ 32 ทั้งหมด เนื่องจากโจทก์ได้ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานแทนจำเลยและบางส่วนโจทก์เป็นผู้จัดซื้อวัสดุด้วยตนเอง ส่วนจำเลยนำสืบและอ้างในคำแก้ฎีกาได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทำงานและส่งมอบงานงวดที่ 31 และที่ 32 ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 และ 30 สิงหาคม 2560 ตามลำดับ ซึ่งนายเกษมพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า พยานทำหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 แจ้งจำเลยเพื่อให้ส่งแบบแปลนงานระบบ จำเลยก่อสร้างงานระบบไปแล้วประมาณร้อยละ 20 โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกก่อสร้างงานระบบคิดเป็นร้อยละ 80 นายสุรศักดิ์พยานโจทก์ พนักงานบริษัท ซ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า งานที่บริษัทดังกล่าวรับผิดชอบต่อจากจำเลยเป็นงานติดตั้งระบบไฟฟ้าสื่อสาร ระบบไฟฟ้าทั่วไป และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งานที่จำเลยทำแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จกับงานที่จำเลยยังไม่ได้เริ่มทำ จำเลยดำเนินงานก่อสร้างที่ตนรับผิดชอบไปเพียงร้อยละ 5 นางสาวสายใจพยานโจทก์ ผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า พยานเข้าไปทำงานให้แก่โจทก์เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับท่อน้ำตัน ท่อน้ำรั่ว และการติดตั้งสุขภัณฑ์ ก่อนที่พยานจะเข้าไปทำงานสุขภัณฑ์ เมื่อประเมินแล้วพบว่าจำเลยก่อสร้างไว้ยังไม่เรียบร้อย เทียบเป็นอัตราส่วนน่าจะทำไว้ประมาณร้อยละ 50 และนายเดชาพยานโจทก์ พนักงานบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า งาน 8 รายการ เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ซึ่งจำเลยก่อสร้างไว้คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ประกอบกับนายจักรกฤษณ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เป็นงานที่จำเลยต้องดำเนินการภายหลังงานงวดที่ 30 เป็นต้นไป งานลำดับที่ 1 เป็นงานที่จำเลยจัดทำเองแต่จำเลยไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ สำหรับงานงวดที่ 32 นั้น นายเดชาก็เบิกความตอบคำถามค้านและคำถามติงได้ความว่า งานบางส่วนจำเลยได้ดำเนินการเสร็จแล้ว บางส่วนจำเลยยังไม่มีการดำเนินการ จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยข้างต้นบ่งชี้ได้ว่า งานงวดที่ 31 และที่ 32 จำเลยได้ทำงานบางส่วนให้แก่โจทก์แล้วซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยประกอบกันแล้ว เห็นควรกำหนดค่าการงานงวดที่ 31 และที่ 32 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนขอให้คืนเงินประกันผลงาน ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยมีการกล่าวอ้างถึงเหตุผลว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยด้วยเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาในเรื่องการคืนเงินประกันผลงานได้ข้ออ้างของโจทก์ข้อนี้ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง กรณีจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุที่โจทก์จะต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างในข้อ 22 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ค่าปรับหรือค่าเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากผู้รับจ้างตามสัญญานี้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักเอาจากจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายหรือจากเงินประกันผลงานของผู้รับจ้างหรือบังคับจากหลักประกันตามสัญญา (ถ้ามี) ก็ได้ และหากไม่เพียงพอ ผู้รับจ้างต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอีกส่วนหนึ่งด้วย ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์หักเงินประกันผลงานไว้รวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท เมื่อจำนวนเงินค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นมีมากกว่าจำนวนเงินประกันผลงาน เช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำเงินประกันผลงานจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าปรับและค่าเสียหายได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องคืนเงินประกันผลงาน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ต้องคืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงของสัญญาระบุว่าให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยพ้นภาระผูกพันตามสัญญา และจำเลยตกลงรับประกันผลงานมีกำหนด 12 เดือน นับจากวันรับมอบงาน โจทก์รับมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 การรับประกันผลงานของจำเลยจึงครบกำหนดในวันที่ 20 กันยายน 2561 ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ได้พ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยตกลงรับประกันผลงานแล้ว ประกอบกับนางวรสิริ เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันนั้นได้หมดอายุลง แต่จำเลยไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับใหม่มาเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้หนังสือค้ำประกันธนาคารย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะยึดถือหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกัน ต้องคืนให้แก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยต้องชำระค่าปรับล่าช้า 4,089,540 บาท ค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงาน 337,050 บาท ค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลย 2,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่า 2,550,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,176,590 บาท เมื่อนำเงินประกันผลงาน 6,408,340.05 บาท มาหักออกแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 2,768,249.95 บาท ส่วนโจทก์ต้องชำระค่างวดงานที่ 30 เป็นเงิน 1,122,698.85 บาท กับค่างวดงานที่ 31 และที่ 32 เป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 3,122,698.85 บาท เมื่อโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน คือ หนี้เงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระแก่กันมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้เงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นเงิน 354,448.90 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว ให้โจทก์ชำระเงิน354,448.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และหากต่อมาภายหลังกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยไปตามอัตราดังกล่าวบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 341 ม. 379 ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 288/2567
#710897
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้อง ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งห้าไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทรัพย์สินในชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตามรายการในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือทรัพย์สินที่มีคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับช่วงทรัพย์ของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมกับให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินพร้อมดอกผลข้างต้นแก่แผ่นดินโดยกระทรวงการคลัง ถ้าไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาให้ยกคำขอในส่วนทรัพย์สินที่ไม่มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินในชื่อของผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 5 ตามรายการในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีอยู่ระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องนี้ (รวม 3 ฉบับ)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นใหม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1004/2566 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เรื่องความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ในกรณีนาย ร. ให้การต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าของทองคำพิพาทในคดีนี้ ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงและผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อประเด็นสำคัญในคดีนี้ และสามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาคดีนี้ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้ ให้ยกคำร้อง และไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ถูกกล่าวหา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง ก.
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ดุสิต ฉิมพลีย์
สถาพร ดาโรจน์
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2567
#699287
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบจึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 334, 335, 336 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83) จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษปรับแก่จำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบ จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิได้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 อัตราโทษปรับขั้นต่ำปรับตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท ก่อนลดโทษเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้เพิ่มเติมโทษปรับให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายกิตติศักดิ์ ดิษฐแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2567
#706421
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบจึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 334, 335, 336 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83) จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษปรับแก่จำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบ จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิได้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 อัตราโทษปรับขั้นต่ำปรับตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท ก่อนลดโทษเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้เพิ่มเติมโทษปรับให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8) ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายกิตติศักดิ์ ดิษฐแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2567
#700196
เปิดฉบับเต็ม

การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดที่หน้าร้านค้าอื่นซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน สภาพที่เกิดเหตุเป็นตลาดย่านการค้า โดยห่างจากร้านค้าที่โจทก์ไปติดต่อประมาณ 5 ถึง 8 เมตร ไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันจะเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่ายแต่อย่างใด แล้วลงไปติดต่อซื้อของประมาณ 6 นาที ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน แม้โจทก์จะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้า และไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ได้ การจอดรถในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งความครอบครองชั่วคราว แม้จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 และสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงว่าด้วยกรณีรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ 150,000 บาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 10.10 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยแล่นไปจอดที่บริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 แล้วมีคนร้ายลักรถยนต์คันดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งว่าพบรถยนต์ที่ถูกคนร้ายลักไปถูกเพลิงไหม้ที่ริมถนนสายเพชรเกษมฝั่งขาออกไปจังหวัดตรัง เยื้องโรงเรียนบ้านเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โจทก์แจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเหตุที่รถยนต์สูญหายเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยแล่นไปจอดริมถนนบริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ฝั่งตรงข้ามของถนนก็มีลักษณะเปิดเป็นร้านค้าเช่นเดียวกัน สภาพร้านขายของริมถนนบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีลักษณะเป็นตลาดย่านการค้า โจทก์จอดรถเพื่อติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ โดยจอดรถห่างจากร้านประมาณ 5 ถึง 8 เมตร เนื่องจากไม่มีที่จอดรถ เมื่อจอดรถแล้วลงจากรถไปต่อรองราคากับเจ้าของร้านทุ่งสงแบตเตอรี่ 99 ใช้เวลาประมาณ 6 นาที จึงหันหลังกลับมาที่รถยนต์เพื่อให้พนักงานของร้านนำแบตเตอรี่ที่ตกลงซื้อไปส่งให้ แต่รถยนต์หายไปจากที่จอดแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจุดจอดรถยนต์อยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่กับทางเจ้าของร้านอย่างมาก การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าใช้เวลาไม่นาน และจากข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าใช้เวลาประมาณ 6 นาทีเท่านั้น ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่ายแต่อย่างใด และจุดจอดรถอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ติดกับร้านขายแบตเตอรี่ จุดจอดรถจึงอยู่เยื้องจากหน้าร้านขายแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวโดยวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ได้ การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวมิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และการตีความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ และข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้นแม้การที่โจทก์จอดรถยนต์ โดยวางกุญแจไว้ที่รถ ไม่นำกุญแจติดตัวไปด้วยและไม่ปิดล็อกรถยนต์จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 879 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นายณัฐปคัลภ์ ลาชโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2567
#706420
เปิดฉบับเต็ม

การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดที่หน้าร้านค้าอื่นซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ในเวลากลางวัน ห่างจากร้านค้าที่โจทก์ไปติดต่อประมาณ 5 ถึง 8 เมตร แล้วลงไปติดต่อซื้อสินค้าประมาณ 6 นาที โดยสภาพที่เกิดเหตุเป็นตลาดย่านการค้า มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันจะเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่าย แม้โจทก์จะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้า และไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ได้ การจอดรถในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งความครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แม้จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 และสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงว่าด้วยกรณีรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ 150,000 บาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 10.10 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไปจอดที่บริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 แล้วมีคนร้ายลักรถยนต์คันดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งว่าพบรถยนต์ที่ถูกคนร้ายลักไปถูกเพลิงไหม้ที่ริมถนนสายเพชรเกษมฝั่งขาออกไปจังหวัดตรัง เยื้องโรงเรียนบ้านเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โจทก์แจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเหตุที่รถยนต์สูญหายเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดริมถนนบริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ฝั่งตรงข้ามของถนนก็มีลักษณะเปิดเป็นร้านค้าเช่นเดียวกัน สภาพร้านขายของริมถนนบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีลักษณะเป็นตลาดย่านการค้า โจทก์จอดรถเพื่อติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ โดยจอดรถห่างจากร้านประมาณ 5 ถึง 8 เมตร เนื่องจากไม่มีที่จอดรถ เมื่อจอดรถแล้วลงจากรถไปต่อรองราคากับเจ้าของร้านทุ่งสงแบตเตอรี่ 99 ใช้เวลาประมาณ 6 นาที จึงหันหลังกลับมาที่รถยนต์เพื่อให้พนักงานของร้านนำแบตเตอรี่ที่ตกลงซื้อไปส่งให้ แต่รถยนต์หายไปจากที่จอดแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจุดจอดรถยนต์อยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่กับทางเจ้าของร้านอย่างมาก การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าใช้เวลาไม่นาน และจากข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าใช้เวลาประมาณ 6 นาทีเท่านั้น ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่าย และจุดจอดรถอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นซึ่งอยู่เยื้องจากหน้าร้านขายแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวโดยวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ได้ การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวมิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และการตีความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ และข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้นแม้การที่โจทก์จอดรถยนต์ โดยวางกุญแจไว้ที่รถ ไม่นำกุญแจติดตัวไปด้วยและไม่ปิดล็อกรถยนต์จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 879 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นายณัฐปคัลภ์ ลาชโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 278/2567
#713891
เปิดฉบับเต็ม

ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แม้นาย อ. ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ลงลายมือชื่อต่อจากนาย ร. ก็ตาม แต่ก็ลงลายมือชื่อใต้ข้อความที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาด้วยเช่นกัน ถือว่าได้พิจารณาและมีความเห็นตามคำร้องของโจทก์ครบถ้วน และชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา อันถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ปานทอง สุ่มมาตย์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2567
#699711
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลาย ผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้ อ. ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงไม่คัดค้าน แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องแสดงให้เห็นว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่มีการเผยแพร่หนังสือออกไปยังสาธารณชน และเจ้าหนี้ทั้งหลายต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันดังกล่าว จึงครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ประสงค์ขอยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 54,109,238.56 บาท โดยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซีย ภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) กำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัดโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ และแม้ว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งนายธำรงเป็นผู้รับมอบอำนาจในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 15 และ 16 พฤศจิกายน 2555 ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแต่งตั้งนายธำรงให้มีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้แทนผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ด้วย นายธำรงจึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แทนผู้ร้องรวมตลอดถึงตรวจสอบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด คงมีอำนาจดำเนินการแทนผู้ร้องเฉพาะในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อการบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องเพิ่งแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลาย ผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นายอภิสิทธิ์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
- นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2567
#703989
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยรัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และออกข้อกำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัด เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลายผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นาย อ. ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่มีการเผยแพร่หนังสือออกไปยังสาธารณชน และเจ้าหนี้ทั้งหลายต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันดังกล่าว จึงครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ประสงค์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 54,109,238.56 บาท โดยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซีย ภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) กำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัดโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ และแม้ว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งนายธำรง เป็นผู้รับมอบอำนาจในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 15 และ 16 พฤศจิกายน 2555 ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแต่งตั้งนายธำรงให้มีอำนาจยื่น

คำขอรับชำระหนี้แทนผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ด้วย นายธำรงจึงไม่มีอำนาจ

ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แทนผู้ร้องรวมตลอดถึงตรวจสอบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด คงมีอำนาจดำเนินการแทนผู้ร้องเฉพาะในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อการบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องเพิ่งแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลายผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นายอภิสิทธิ์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 270/2567
#713890
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 175 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 380/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 วันสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันทั้งเอกสารที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าอ้างส่งเพิ่มเติมแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย คดีเสร็จการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์เป็นการตัดสิทธิโจทก์มิให้นำพยานหลักฐานเข้าสืบว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโดยไม่ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน การพิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขาดเจตนา ต้องเป็นการรับฟังพยานหลักฐานทั้งโจทก์และจำเลย มิใช่พิเคราะห์เพียงคำบรรยายฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปนั้น ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 220 ม. 221 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กีรติ วรพุทธพงศ์
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2567
#698694
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองหรือตระเตรียมการเพื่อเจตนาฆ่าผู้ตายได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 288, 289, 371 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางจำหนิ มารดาของนางสาวจตุพร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ต่อมาในคดีส่วนแพ่ง ผู้ร้องและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 โดยจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง 400,000 บาท ชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 หากผิดนัดยอมให้ผู้ร้องบังคับคดีได้จากยอดหนี้ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 900 บาท เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ส่วนฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เมื่อศาลลงโทษปรับเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจเพิ่มโทษได้เช่นกัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 600 บาท รวมจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 600 บาท (ที่ถูก หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30) ริบอาวุธมีดทรงโค้งวงเดือนปลายแหลม 1 เล่ม อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม สิ่งเทียมอาวุธปืน 1 กระบอก เหล็กสปริงสิ่งเทียมอาวุธปืน 1 อัน ของกลาง ในคดีส่วนแพ่ง พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยไม่ได้มีการไตร่ตรองหรือตระเตรียมการเพื่อเจตนาฆ่าผู้ตายได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ตามเฉพาะประเด็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ ยังไม่ถึงที่สุดเพราะเป็นประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายเป็นอดีตภริยาของจำเลย วันเกิดเหตุจำเลยพาอาวุธมีดปลายแหลม อาวุธมีดทรงโค้งวงเดือนปลายแหลม และสิ่งเทียมอาวุธปืนติดตัวไปพบผู้ตายที่ร้านที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โดยปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพว่า ผู้ตายมีบาดแผลขอบเรียบทั้งหมด 35 แผล ได้แก่ ใต้ราวนมด้านซ้ายและช่องท้องซ้ายลึกถึงกระดูกซี่โครง 7 แผล ใต้สะดือ 1 แผล ลึก 3 เซนติเมตร ใต้ราวนมและอกด้านขวา 2 แผล ลึกถึงปอด และแผลที่ช่องท้องขวา 2 แผล ลึกถึงอวัยวะภายในช่องท้องที่บริเวณตับและลำไส้ ต้นคอทางด้านหลัง 1 แผล และแผลที่หลังกับสีข้างด้านขวา 22 แผล บาดแผลส่วนใหญ่กว้าง 3 เซนติเมตร ส่อแสดงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้วยความอาฆาตแค้นเป็นอย่างมากจึงเกิดบาดแผลแก่ผู้ตายถึง 35 แผล อีกทั้งตามภาพถ่ายขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงจนล้มลงนอนกับพื้นแล้ว จำเลยยังใช้อาวุธมีดแทงซ้ำผู้ตายอีก ผิดปกติวิสัยที่จำเลยอ้างว่า ยังมีความรักแก่ผู้ตายซึ่งเป็นอดีตภริยา ตรงกันข้ามกลับบ่งชี้ให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของจำเลย กอปรกับหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีและถูกจับกุมตามหมายจับที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยจำเลยหาได้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่ ยิ่งกว่านั้นโจทก์มีพยานหลักฐานที่มั่นคงหนักแน่นและสามารถพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดในคดีนี้ได้อยู่แล้ว คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นลักษณะจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
ผู้ร้อง — นาง จ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวนวณี กอศรีพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวสุวรรณา มีนะโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2567
#703988
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองหรือตระเตรียมการเพื่อเจตนาฆ่าผู้ตายได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 288, 289, 371 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางจำหนิ มารดาของนางสาวจตุพร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ต่อมาในคดีส่วนแพ่ง ผู้ร้องและจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 โดยจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง 400,000 บาท ชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 หากผิดนัดยอมให้ผู้ร้องบังคับคดีได้จากยอดหนี้ที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 900 บาท เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ส่วนฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เมื่อศาลลงโทษปรับเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจเพิ่มโทษได้เช่นกัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 600 บาท รวมจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 600 บาท (ที่ถูก หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30) ริบอาวุธมีดทรงโค้งวงเดือนปลายแหลม 1 เล่ม อาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม สิ่งเทียมอาวุธปืน 1 กระบอก เหล็กสปริงสิ่งเทียมอาวุธปืน 1 อัน ของกลาง ในคดีส่วนแพ่ง พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าจำเลยไม่ได้มีการไตร่ตรองหรือตระเตรียมการเพื่อเจตนาฆ่าผู้ตายได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ตามเฉพาะประเด็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ ยังไม่ถึงที่สุดเพราะเป็นประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายเป็นอดีตภริยาของจำเลย วันเกิดเหตุจำเลยพาอาวุธมีดปลายแหลม อาวุธมีดทรงโค้งวงเดือนปลายแหลม และสิ่งเทียมอาวุธปืนติดตัวไปพบผู้ตายที่ร้านที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โดยปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพว่า ผู้ตายมีบาดแผลขอบเรียบทั้งหมด 35 แผล ได้แก่ ใต้ราวนมด้านซ้ายและช่องท้องซ้ายลึกถึงกระดูกซี่โครง 7 แผล ใต้สะดือ 1 แผล ลึก 3 เซนติเมตร ใต้ราวนมและอกด้านขวา 2 แผล ลึกถึงปอด และแผลที่ช่องท้องขวา 2 แผล ลึกถึงอวัยวะภายในช่องท้องที่บริเวณตับและลำไส้ ต้นคอทางด้านหลัง 1 แผล และแผลที่หลังกับสีข้างด้านขวา 22 แผล บาดแผลส่วนใหญ่กว้าง 3 เซนติเมตร ส่อแสดงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายด้วยความอาฆาตแค้นเป็นอย่างมากจึงเกิดบาดแผลแก่ผู้ตายถึง 35 แผล อีกทั้งตามภาพถ่ายขณะผู้ตายถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงจนล้มลงนอนกับพื้นแล้ว จำเลยยังใช้อาวุธมีดแทงซ้ำผู้ตายอีก ผิดปกติวิสัยที่จำเลยอ้างว่า ยังมีความรักแก่ผู้ตายซึ่งเป็นอดีตภริยา ตรงกันข้ามกลับบ่งชี้ให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของจำเลย กอปรกับหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีและถูกจับกุมตามหมายจับที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยจำเลยหาได้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่ ยิ่งกว่านั้นโจทก์มีพยานหลักฐานที่มั่นคงหนักแน่นและสามารถพิสูจน์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดในคดีนี้ได้อยู่แล้ว คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นลักษณะจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
ผู้ร้อง — นาง จ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261 -ที่ 262/2567
#724076
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ความว่าถูกจับกุมหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุม โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ก่อเหตุอันเป็นหลักฐานสำคัญผูกมัดตัวจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ย่อมมีความเห็นใจจำเลยที่ 2 ที่ถูกผู้ตายบังคับขู่เข็ญและทำร้ายจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การที่จำเลยที่ 2 ได้รับการลดโทษให้เบาลงอีกเป็นเหตุเฉพาะตัวไม่ใช่เหตุลักษณะคดี แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้กระทำ หากจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ จ้าง วานจำเลยที่ 1 และที่ 3 เหตุคดีนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี จึงเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เป็นจำคุก 25 ปี ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายดุนหล้า บิดานายสถาพร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ประหารชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่านายสถาพรผู้ตาย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาลงอีก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษให้เฉพาะจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายจริง แต่มิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยยกเหตุผลขึ้นกล่าวอ้างหลายประการในฎีกานั้น ได้ความว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จนเป็นที่พอใจของศาลชั้นต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แล้วลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ว่ามิได้กระทำความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา คงอุทธรณ์ขอให้ลดโทษสำหรับความผิดฐานดังกล่าวลงอีก เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ซ้ำอีกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำพิพากษาเช่นว่านี้จึงถึงที่สุด จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้ตาย ไม่ได้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประเด็นนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า มีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ความว่าถูกจับกุมหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุม โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ก่อเหตุอันเป็นหลักฐานสำคัญผูกมัดตัวจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ย่อมมีความเห็นใจจำเลยที่ 2 ที่ถูกผู้ตายบังคับขู่เข็ญและทำร้ายจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การที่จำเลยที่ 2 ได้รับการลดโทษให้เบาลงอีกเป็นเหตุเฉพาะตัวไม่ใช่เหตุลักษณะคดี แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้กระทำ หากจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ จ้าง วานจำเลยที่ 1 และที่ 3 เหตุคดีนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี จึงเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เป็นจำคุก 25 ปี ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกคนละ 25 ปี เมื่อรวมกับโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 25 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 52 (2) ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
ผู้ร้อง — นาย ด.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา -
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 -
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ปานทอง สุ่มมาตย์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567
#698559
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม ซึ่งแม้จะเป็นการขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดที่กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) สำหรับการปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรมนั้น เนื่องจากได้มี พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ ป.ยาเสพติดท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าวแทน ซึ่งตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ตาม จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียวบทเดียว ดังนั้น การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง เพียงกรรมเดียว จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 16 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ... ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." ดังนั้น คำว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงการกระทำอันเป็นความผิด หรือบัญญัติถึงกำหนดโทษหรือโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ซึ่งในคดีนี้ได้แก่บทบัญญัติความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้ภายในเงื่อนไขของมาตรา 3 นั้น สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกำหนดโทษใหม่จะต้องปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม ซึ่งแม้จะเป็นการขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น คำพิพากษาถึงที่สุดที่กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าวจึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับการปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรมนั้น เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ตาม จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียวบทเดียว แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด ดังนั้น การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง เพียงกรรมเดียว จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เพียงกรรมเดียว ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.ยาเสพติด ม. 1 ม. 90 ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวธวัลพร ศิริมหาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567
#703987
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และจำหน่ายให้สายลับผู้ล่อซื้อไปมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการดำรงชีพด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า จำเลยคงมีความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 16 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่นั้น คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม ซึ่งแม้จะเป็นการขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยประกอบกิจการดำรงชีพด้วยการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการปกติทั่วไป อันจะถือเป็นการกระทำเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้น คำพิพากษาถึงที่สุดที่กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าวจึงไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) สำหรับการปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรมนั้น เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับ โดยในมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 รวมทั้งที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแทน ซึ่งตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 ได้นิยามคำว่า "จำหน่าย" ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ตาม จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียวบทเดียว แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งแยกเป็นคนละฐานความผิด ดังนั้น การปรับบทลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง เพียงกรรมเดียว จึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เพียงกรรมเดียว ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 533,333.33 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 145 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
รัชนี สุขใจ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2567
#699390
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีที่มาจากบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ทำกับทายาทของ ก. เพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. ให้แก่ทายาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 (เลขที่ 96870) ให้แก่โจทก์ จึงเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก อันมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนภายใต้ขอบอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทวันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ผู้มีชื่อไปขอใบแทนทั้งที่โฉนดที่ดินไม่ได้สูญหาย ใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้โฉนดที่ดินถูกยกเลิกไป และถือไม่ได้ว่าใบแทนโฉนดที่ดินเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คู่กรณีจะนำไปใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. ได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคแรกและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 96870 ลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางพันทิพา ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 เดิมมีชื่อนางกุ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อนางกุ่มถึงแก่ความตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่นายกิมเจ็ง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็ง จำเลยที่ 1 กับนายกิมเจ็ง ไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์เป็นบุตรของนางกิมเซ็ก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายกิมเจ็ง โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 462/2541 หมายเลขแดงที่ 1515/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2541 ในคดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 คดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็งมีการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกนายกิมเจ็งให้แก่ทายาทและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 คดีนี้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 8235 (ที่ดินพิพาท) ซึ่งภายหลังมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดเลขที่ 96870 ให้แก่โจทก์ไว้ด้วย แต่โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความและบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก วันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท วันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท วันที่ 10 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุราคาซื้อขายเป็นเงิน 5,130,000 บาท โดยที่ดินพิพาทมีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมเป็นเงิน 10,519,850 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เรียกที่ดินพิพาทคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 462/2541 หมายเลขแดงที่ 1515/2541 ของศาลชั้นต้น มีที่มาจากบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็งทำกับทายาทของนายกิมเจ็งแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายกิมเจ็งให้แก่ทายาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 (เลขที่ 96870) ให้แก่โจทก์ จึงเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก อันมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นตัวแทนตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนภายใต้ขอบอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทวันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้การจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้ใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ผู้มีชื่อไปขอใบแทนทั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไว้ไม่ได้สูญหาย อันจะเป็นเหตุให้เจ้าของมาขอรับใบแทนโฉนดที่ดินได้ ใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 96870 ถูกยกเลิกไป และถือไม่ได้ว่าใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คู่กรณีจะนำไปใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 63 วรรคแรกและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีมิใช่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้วก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์โดยบริบูรณ์ ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 หรือมีผลบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายดังกล่าว ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ เพื่อให้ผลเป็นไปตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 96870 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 เลขที่ดิน 289 ลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1719 ม. 1723 ม. 1724 วรรคหนึ่ง ม. 1745 ม. 1750 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 63 วรรคแรก ม. 63 วรรคสอง ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายชัชวาลย์ กันฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ วรพุทธพงศ์
ประสงค์ จรูญรัตนา
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2567
#703986
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีที่มาจากบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ทำกับทายาทของ ก. เพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. ให้แก่ทายาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 (เลขที่ 96870) ให้แก่โจทก์ จึงเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก อันมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคสอง โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนภายใต้ขอบอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทวันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ผู้มีชื่อไปขอใบแทนทั้งที่โฉนดที่ดินไม่ได้สูญหาย ใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้โฉนดที่ดินถูกยกเลิกไป และถือไม่ได้ว่าใบแทนโฉนดที่ดินเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คู่กรณีจะนำไปใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. ได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 63 วรรคแรกและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 96870 ลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการโอน หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนโอนดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางพันทิพา ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 เดิมมีชื่อนางกุ่ม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อนางกุ่มถึงแก่ความตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่นายกิมเจ็ง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็ง จำเลยที่ 1 กับนายกิมเจ็ง ไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์เป็นบุตรของนางกิมเซ็ก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายกิมเจ็ง โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 462/2541 หมายเลขแดงที่ 1515/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2541 ในคดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 คดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็งมีการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกนายกิมเจ็งให้แก่ทายาทและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 คดีนี้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 8235 (ที่ดินพิพาท) ซึ่งภายหลังมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดเลขที่ 96870 ให้แก่โจทก์ไว้ด้วย แต่โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความและบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก วันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย วันที่ 5 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท วันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท วันที่ 10 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุราคาซื้อขายเป็นเงิน 5,130,000 บาท โดยที่ดินพิพาทมีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมเป็นเงิน 10,519,850 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เรียกที่ดินพิพาทคืนจากผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 462/2541 หมายเลขแดงที่ 1515/2541 ของศาลชั้นต้น มีที่มาจากบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกิมเจ็งทำกับทายาทของนายกิมเจ็งแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายกิมเจ็งให้แก่ทายาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8235 (เลขที่ 96870) ให้แก่โจทก์ จึงเป็นสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดก อันมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามข้อตกลงในสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นตัวแทนตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนภายใต้ขอบอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้ว่าโฉนดที่ดินพิพาทอยู่กับโจทก์ แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทวันที่ 22 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 เมษายน 2561 เป็นเวลาหลังจากได้รับใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพียง 18 วัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของจำเลยที่ 1 ที่จะเอาที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นประโยชน์ของตนเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้การจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยใช้ใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ผู้มีชื่อไปขอใบแทนทั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไว้ไม่ได้สูญหาย อันจะเป็นเหตุให้เจ้าของมาขอรับใบแทนโฉนดที่ดินได้ ใบแทนโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้โฉนดที่ดินเลขที่ 96870 ถูกยกเลิกไป และถือไม่ได้ว่าใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คู่กรณีจะนำไปใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 63 วรรคแรกและวรรคสอง, 72 การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 กรณีมิใช่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยมีค่าตอบแทนและกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความแล้วก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ โดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์โดยบริบูรณ์ ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 หรือมีผลบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายดังกล่าว ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ เพื่อให้ผลเป็นไปตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 96870 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 96870 ลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1719 ม. 1723 ม. 1724 วรรคหนึ่ง ม. 1745 ม. 1750 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 63 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กีรติ วรพุทธพงศ์
ประสงค์ จรูญรัตนา
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2567
#724074
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม อนุมัติสั่งจ้างโดยวิธีตกลงราคา โครงการที่จำเลยที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมและใช้รายงานการประชุมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกอบการพิจารณาอนุมัติ โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมจัดซื้อจัดจ้างจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม แต่ไม่ทักท้วง กลับอนุมัติสั่งจ้างตามรายงานการประชุมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า รู้เห็นเป็นใจคบคิดวางแผนร่วมกันกระทำความผิดมาก่อน จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 161 แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีหน้าที่บังคับบัญชาเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีหน้าที่รับผิดชอบทำรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สนับสนุนอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมได้รับความเสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 157 และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติสั่งจ้างโดยวิธีตกลงราคา โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 อีกบทหนึ่ง

การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการซึ่งไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสมตามรายงานการประชุมปลอมแล้วตกลงจ้างและจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตามโครงการดังกล่าวต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุดเพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157, 161

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามมาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงหนึ่ง กับจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 กระทงหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) กระทงหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ 161 (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา 59 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม มีหน้าที่ทำเอกสารโดยวิธีจดรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 19 (5) จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม และเป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณโดยตำแหน่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 และนายบุญถิ่น ดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ซึ่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 89 กำหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจ่ายขาดเงินสะสมได้โดยได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่น... เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 มีการประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ในระเบียบวาระที่ 3 จำเลยที่ 1 เสนอญัตติต่อที่ประชุมขอให้พิจารณาอนุมัติจ่ายขาดเงินสะสม ที่ประชุมมีมติรับหลักการ และแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงขอจ่ายขาดเงินสะสม ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 มีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 3/2551 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานต่อที่ประชุมว่าเห็นควรอนุมัติตามญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอ และเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 มีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดและแก้ไขรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ถึงครั้งที่ 4/2551 หลังจากนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมได้รับจดหมายบันทึกจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินประจำจังหวัดยโสธร ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 เพื่อติดตามผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงวดปีงบประมาณ 2551 ในประเด็น 1. ... 2. เบิกจ่ายเงินเกินกว่าวงเงินที่ได้รับอนุมัติ จำนวน 864,172.29 บาท 3. เงินสะสมมียอดติดลบ จำนวน 3,209,462.14 บาท ว่า เหตุใดองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม จึงไม่แจ้งผลการตรวจสอบให้ สตง. ทราบ นายจักรพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมในขณะนั้น จึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว และทำบันทึกขอฎีกาเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2551 ทั้งหมดจากกองคลังขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมมาตรวจสอบพบว่า 1. มีการทุจริต ปลอมแปลง แก้ไขรายงานการประชุมสภาสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 2. มีการทุจริต ปลอมแปลง แก้ไขรายงานการประชุมสภาสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 3. ... จึงร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยโสธร ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหาร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ 3 ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ส่งเรื่องดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกุดชุมดำเนินการตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 นายจักรพงษ์ร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทวารินทร์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรกุดชุม ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในข้อหาข้างต้น ต่อมาจำเลยทั้งสามเข้าพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยสรุปทำนองว่า ในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 มีการพิจารณาญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวม 15 โครงการ และมีมติรับหลักการ ต่อมาในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ที่ประชุมพิจารณาและมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมตามญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จดรายงานการประชุมตามที่ที่ประชุมพิจารณา และนายบุญถิ่นเป็นผู้ตรวจรายงานการประชุมและลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมดังกล่าว โดยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมลงลายมือชื่อในรายงานการประชุมรับรองว่ามีการประชุมพิจารณาอนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมทั้ง 15 โครงการ จริง ซึ่งรายงานการประชุมดังกล่าวไม่ได้จัดทำขึ้นภายหลังแต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณโดยตำแหน่งรู้กฎระเบียบต่าง ๆ จัดทำฎีกาเบิกจ่ายขาดเงินสะสมจัดซื้อจัดจ้างทั้ง 15 โครงการ โดยมีรายงานการประชุมที่ผ่านการอนุมัติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมแนบท้ายประกอบการพิจารณาและเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างตามขั้นตอนและวิธีการทางพัสดุ เป็นการเบิกจ่ายขาดเงินสะสมทั้ง 15 โครงการ ตามที่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมจริง นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนนายบุญถิ่นพยานโจทก์ ซึ่งให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 และรับรองข้อเท็จจริงตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงลงวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ได้ความว่า พยานเข้าร่วมประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ถึงครั้งที่ 4/2551 ซึ่งมีการพิจารณาญัตติขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม โดยในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมเสนอขออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวม 9 โครงการ จำนวนเงิน 1,645,000 บาท ที่ประชุมมีมติรับหลักการ และแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงขอจ่ายขาดเงินสะสม เมื่อคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ มีความจำเป็นเร่งด่วนและเข้าถึงซึ่งการบริการประชาชนโดยแท้จริง ควรอนุมัติตามญัตติที่ผู้บริหารเสนอ และนำเข้าพิจารณาในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 3/2551 พยานเห็นว่าควรที่จะนำไปศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วนำมาพิจารณาลงมติในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ซึ่งในการประชุมครั้งดังกล่าวที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมจัดซื้อจัดจ้างรวม 9 โครงการ จำนวนเงิน 1,645,000 บาท ตามญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอ ไม่ใช่ 15 โครงการ และไม่ใช่จำนวนเงิน 1,941,000 บาท ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนโครงการและจำนวนเงินดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่เป็นสาระสำคัญจะต้องเสนอขออนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมอีกครั้งหนึ่ง จะแก้ไขเพิ่มเติมด้วยตนเองโดยพลการไม่ได้ ในระหว่างที่พยานเข้าร่วมประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมไม่มีการขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมแต่อย่างใด ซึ่งเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่นายบุญถิ่นให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ให้การต่อพนักงานสอบสวน และเบิกความรับรองบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของตนต่อศาล ตามบันทึกถ้อยคำของผู้ให้ถ้อยคำ บันทึกคำให้การของพยาน และบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงลงวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เป็นข้อเท็จจริงซึ่งนายบุญถิ่นรู้เห็นจากการเข้าร่วมประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ในฐานะประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม โดยร่วมประชุมกับจำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม จำเลยที่ 2 สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมและเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมคนอื่น ในสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ถึงครั้งที่ 4/2551 ซึ่งมีการพิจารณาและมีมติอนุมัติตามญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวม 9 โครงการ จำนวนเงิน 1,645,000 บาท ด้วยตนเอง อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของนายบุญถิ่นตามปกติ โดยไม่ปรากฏว่ามีมูลเหตุจูงใจที่นายบุญถิ่นจะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่านายบุญถิ่นให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และให้การต่อพนักงานสอบสวน กับให้ข้อเท็จจริงตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ตามบันทึกถ้อยคำของผู้ให้ถ้อยคำ บันทึกคำให้การของพยานและบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงข้างต้นไปตามความเป็นจริงด้วยความสมัครใจของนายบุญถิ่น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาและนายบุญถิ่นเบิกความอ้างทำนองว่า นายบุญถิ่นไม่ได้เข้าร่วมประชุมในสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 แต่ทราบว่าที่ประชุมกล่าวถึงการแก้ไขโครงการจากเดิม 9 โครงการ เป็น 15 โครงการ และสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมมีมติอนุมัติ กับนายบุญถิ่นให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุเป็นเวลานานอาจจำข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนจึงไม่ยืนยันว่ามีการแก้ไขรายงานการประชุมหรือไม่นั้น จะเห็นได้ว่า คำเบิกความของนายบุญถิ่นดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 โดยเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ แต่เพียงว่าเหตุการณ์ผ่านมานานแล้วอาจจำข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน และเป็นการเบิกความในลักษณะบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และคำเบิกความของนายบุญถิ่นส่วนนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ทำให้บันทึกถ้อยคำของผู้ให้ถ้อยคำ และบันทึกคำให้การของพยาน กับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงลงวันที่ 22 ตุลาคม 2563 เสียน้ำหนักในการรับฟังไป และที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความเป็นพยานอ้างทำนองว่า ในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ช่วงเช้า พิจารณาญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอขอให้อนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง 9 โครงการ แต่ช่วงบ่าย จำเลยที่ 1 เสนอขอให้อนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มจาก 9 โครงการ เป็น 15 โครงการ จำเลยที่ 2 จึงแก้ไขรายงานการประชุมเดิมโดยใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความที่ไม่ต้องการออกแล้วเขียนข้อความเพิ่มเข้าไปรวมเป็น 15 โครงการ ตามที่ที่ประชุมพิจารณา ในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 3/2551 ที่ประชุมมีการกล่าวถึง 15 โครงการ ดังกล่าว ต่อมาในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง 15 โครงการ โดยจำเลยที่ 2 แก้ไขรายงานการประชุมเฉพาะจำนวนเงินและตัวอักษรจำนวนเงินเนื่องจากจดรายงานในส่วนนี้ผิดไปนั้น เห็นว่า ขั้นตอนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมดังกล่าว เมื่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการที่จำเลยที่ 1 เสนอญัตติแล้วเจ้าหน้าที่พัสดุจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยทำรายงานขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างเสนอต่อจำเลยที่ 1 ตามระเบียบพัสดุซึ่งต้องแนบรายงานการประชุมที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมประกอบการขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างทุกครั้งเพื่อให้รู้ว่าเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยเงินนอกงบประมาณที่จ่ายขาดเงินสะสม ซึ่งปรากฏตามรายงานขออนุมัติซื้อเครื่องปรับอากาศโดยวิธีสอบราคาขององค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม มีการแนบรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ประกอบการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งรายงานการประชุมดังกล่าวมีระเบียบวาระการประชุม รวม 4 วาระ ในระเบียบวาระที่ 3 เป็นเรื่องเสนอเพื่อพิจารณาญัตติขออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อจัดซื้อจัดจ้าง 9 โครงการ รวมเป็นเงิน 1,645,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขอจ่ายขาดเงินสะสม และระเบียบวาระที่ 4 เป็นเรื่องอื่น ๆ มี 2 ญัตติ คือ ระเบียบวาระที่ 4.1 เป็นญัตติที่นายทศพล ขอเสนอเรื่องผ่านสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ก่อสร้างถนนลูกรังแทนถนนสายเก่าซึ่งชำรุดเสียหาย และระเบียบวาระที่ 4.2 เป็นญัตติที่นายไสว ขอเสนอผ่านสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโพนงามดงปอจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นรายงานการประชุมที่มีข้อความครบถ้วน โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จดบันทึก และนายบุญถิ่น ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับรอง แต่รายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความที่ไม่ต้องการออกจากรายงานการประชุมเดิมแล้วเขียนข้อความเพิ่มเข้าไปรวมเป็น 15 โครงการ รวมเป็นเงิน 1,941,000 บาท ตามที่ที่ประชุมพิจารณาอนุมัตินั้น ปรากฏว่ายังมีการแก้ไขรายงานการประชุมดังกล่าวเพิ่มเติมอีก โดยตัดระเบียบวาระที่ 4.1 ที่นายทศพลเสนอออก และแก้ไขระเบียบวาระที่ 4.2 เป็นระเบียบวาระที่ 4.1 แทน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการประชุมดังกล่าวมีการเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระที่ 4.2 เป็นระเบียบวาระที่ 4.1 แทน และมีการเพิกถอนญัตติที่ประชุมที่มีมติเห็นชอบตามที่นายทศพลเสนอไปแล้ว ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายประเศียร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมและเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขอจ่ายขาดเงินสะสมให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตามบันทึกถ้อยคำของผู้ให้ถ้อยคำว่า ไม่มีการแก้ไขรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 รวมทั้งในรายงานขออนุมัติจ้างซ่อมแซมถนนดินโดยวิธีตกลงราคา มีการแนบรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 ประกอบการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งในระเบียบวาระที่ 3 เป็นเรื่องเสนอเพื่อพิจารณาญัตติขออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการที่จำเลยที่ 1 เสนอ ระบุว่ามีเพียง 9 โครงการ เท่านั้น แต่ปรากฏว่ามีการแก้ไขรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 4/2551 เป็น 15 โครงการ จำนวนเงิน 1,941,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 นับเป็นข้อพิรุธน่าสงสัย เพราะหากความจริงเป็นตามที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า มีการแก้ไขรายงานการประชุมเดิมโดยใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความเดิมออกและเขียนข้อความใหม่แทนตามที่ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติจะต้องไม่มีรายงานการประชุมเดิมอยู่อีก และยังขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบโจทก์ถามว่า ในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ช่วงเช้า จำเลยที่ 2 จดรายงานการประชุมถึงโครงการที่ที่ประชุมพิจารณาถึงข้อ 9 แล้วเว้นว่างไว้ จากนั้นในการประชุมช่วงบ่ายจึงเขียนรายงานการประชุมต่อไปในข้อ 10 ถึงข้อ 15 แสดงว่าต้องไม่มีการใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความเดิมออกและเขียนข้อความใหม่แทน นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีการนำรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 เดิม ไปใช้ประกอบการพิจารณาทำรายงานขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง แสดงให้เห็นว่า หลังจากมีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 2 จึงทำการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมในระหว่างการประชุมและที่ประชุมอนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ ดังนั้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มีการเสนอพิจารณาโครงการเพิ่มเติมต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมในการประชุมสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และมีการจดรายงานการประชุมตามที่ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ในสมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 ถึงครั้งที่ 4/2551 ระหว่างวันที่ 27 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 มีการพิจารณาและมีมติอนุมัติตามญัตติที่จำเลยที่ 1 เสนอให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 9 โครงการ จำนวนเงิน 1,645,000 บาท หลังจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมประชุมเสร็จสิ้นแล้วจำเลยที่ 2 ทำการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม สมัยสามัญที่ 1/2551 ครั้งที่ 2/2551 และครั้งที่ 4/2551 เป็นว่าที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมพิจารณาและมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 15 โครงการ จำนวนเงิน 1,941,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารโดยการจดรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ทำการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนโครงการและจำนวนเงินในรายงานการประชุมนอกเหนือจากที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่มีอำนาจ จึงเป็นการปลอมรายงานการประชุมดังกล่าวโดยอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 157 ด้วย และการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม อนุมัติสั่งจ้างโดยวิธีตกลงราคาโครงการกั้นห้องนายกและกั้นห้องน้ำ และโครงการติดตั้งผ้าม่านปรับแสง กับโครงการขยายเขตประปาหมู่บ้าน หมู่ที่ 15 ซึ่งเป็นโครงการที่จำเลยที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติมรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมและใช้รายงานการประชุมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกอบการพิจารณาอนุมัติ โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมจัดซื้อจัดจ้างจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม แต่ไม่ทักท้วง กลับอนุมัติสั่งจ้างตามรายงานการประชุมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้เห็นเป็นใจคบคิดวางแผนร่วมกันกระทำความผิดมาก่อน จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีหน้าที่บังคับบัญชาเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีหน้าที่รับผิดชอบทำรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สนับสนุนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติสั่งจ้างโดยวิธีตกลงราคาโครงการกั้นห้องนายกและกั้นห้องน้ำ โครงการติดตั้งผ้าม่านปรับแสง และโครงการขยายเขตประปาหมู่บ้าน หมู่ที่ 15 โดยจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสม จากนั้นจึงมีการตกลงจ้างและจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกบทหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหานี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารโดยการจดรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม ปลอมรายงานการประชุมโดยการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการที่ไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสมอีก 6 โครงการ และการที่จำเลยที่ 1 อนุมัติสั่งจ้างโครงการซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสมตามรายงานการประชุมที่ร่วมกันทำปลอมขึ้น โดยมีการจ้างและจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตามโครงการดังกล่าวไปแล้ว จึงเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการซึ่งไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสมตามรายงานการประชุมปลอมแล้วตกลงจ้างและจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างตามโครงการดังกล่าวต่อเนื่องกันไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 และความผิดตามมาตรา 157 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 รวม 2 กระทง มานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดในขณะที่จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม และได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุม อาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ร่วมกันกระทำผิดด้วยการปลอมรายงานการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมแล้วจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ไม่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมให้จ่ายขาดเงินสะสมอีก 6 โครงการ ตามรายงานการประชุมดังกล่าว ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดชุมได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีเหตุอันควรปรานีดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และมาตรา 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 90 ม. 157 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ประสงค์ จรูญรัตนา
กีรติ วรพุทธพงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2567
#698918
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำชำเราผู้ตายในคราวเดียวกันกับที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมหลังจากที่มีการตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายแล้ว การทำร้ายทางเพศเกิดขึ้นเป็นประจำไม่ใช่คราวใดคราวหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งเจตนาของจำเลยที่ใช้มือตีไปที่ศีรษะและบริเวณหลังคือเจตนาทำร้ายผู้ตายที่เป็นเด็กด้วยความโมโห และเจตนากระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งสามารถแยกออกจากเจตนาของจำเลยที่กระทำความผิดข้อหากระทำชำเราได้ การกระทำของจำเลยจึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำทั้งสองข้อหาแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 290 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอันเป็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ปฏิเสธข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสอง) 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี พิเคราะห์รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร (สาขามีนบุรี) แล้ว เห็นว่า แม้จำเลยจะถูกดำเนินคดีเป็นครั้งแรก ความประพฤติไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง และผู้ปกครองยังติดตามห่วงใยก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่กระทำความผิดต่อผู้ตายซึ่งมีอายุเพียง 3 ปีเศษ เป็นบุคคลที่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกับจำเลย นับว่าจำเลยขาดจิตสำนึกที่ดีและไม่รู้จักยับยั้งอารมณ์ความใคร่ ทั้งเป็นภัยต่อสตรีเพศโดยทั่วไป ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษสูง แต่หากจำเลยได้รับการฝึกอบรมและขัดเกลานิสัยและความประพฤติสักระยะหนึ่งอาจทำให้ดีขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยมากกว่าที่จะลงโทษจำคุก ทั้งนี้ เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยเอง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี แต่ไม่เกินกว่าจำเลยจะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ หากจำเลยถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรมแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 142 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกคำให้การของพลตำรวจตรีภวัต ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพลตำรวจตรีภวัต เป็นผู้จัดทำรายงานการตรวจศพระบุรายละเอียดว่า ผู้ตายถูกทำร้ายทางเพศ เนื่องจากตรวจพบการฉีกขาดใหม่ที่เยื่อพรหมจรรย์ตำแหน่งที่ 2 และที่ 4 นาฬิกา ยาว 2 มิลลิเมตร รูทวารอ้ากว้าง พบติ่งเนื้อในรูทวารหลายแฉก โดยมากมักเกิดจากถูกทำร้ายทางเพศ และระบุว่า รูทวารถ่างกว้างและมีติ่งเนื้อแสดงว่ามีการถ่างขยายอวัยวะดังกล่าวเป็นประจำ อาจเกิดจากการถูกชำเราทางทวารหนักเป็นประจำ ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ ได้ความว่าผู้ตายถูกทำร้ายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ในชั้นสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต่อมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายและผลการตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายปรากฏว่าพบบาดแผลฉีกขาดใหม่ที่เยื่อพรหมจรรย์ของผู้ตาย จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตามฟ้อง ส่วนจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำชำเราผู้ตายในคราวเดียวกันกับที่จำเลยทำร้ายผู้ตาย โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมหลังจากที่มีการตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายแล้ว เมื่อพิจารณาจากบันทึกคำให้การของพลตำรวจตรีภวัตแล้ว พลตำรวจตรีภวัตให้ความเห็นว่าการทำร้ายทางเพศเกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ใช่ในคราวใดคราวหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งเจตนาของจำเลยที่ใช้มือตีไปที่ศีรษะและบริเวณหลังคือเจตนาทำร้ายผู้ตายที่เป็นเด็กด้วยความโมโหและเจตนากระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งสามารถแยกออกจากเจตนาของจำเลยที่กระทำความผิดข้อหากระทำชำเราได้ การกระทำของจำเลยจึงเห็นได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาที่ประสงค์ต่อผลในการกระทำทั้งสองข้อหาแตกต่างกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 290 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันใหลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 4 ปี ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 2 ปี ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 3 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 5 ปี หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว ยังควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 142 วรรคท้าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคสาม ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา